ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > อาหารสำรับผู้ป่วย

อาหารสำรับผู้ป่วย


 อาหารโรคตับ

สำหรับผู้ที่เป็นตับอักเสบแล้วและต้องการควบคุมอาหาร เสนอว่าให้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็น 3 ระยะ ดังนี้คือ

ระยะที่หนึ่ง 2 สัปดาห์แรก
1. กินข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ได้ขัดขาวทุกมื้อ

2. กินผักสด หรือผลไม้สดทุกมื้อ เช่นมื้อเช้ากินผลไม้สด มื้อเที่ยงกินส้มตำ มื้อเย็นกินสลัดผัก กินน้ำคั้นจากผักและผลไม้สด วันละ 2 แก้ว (200 ซีซี)
3. เนื้อสัตว์ ให้กินปลา อาหารทะเล และไข่ ถ้าจะอยากกินไก่ ให้กินไก่พื้นบ้าน และลอกหนังออก
4. น้ำมันพืช ใช้เพียงเล็กน้อย พอให้ของที่ผัดไม่ติดกระทะ

ระยะที่สอง 4 สัปดาห์ถัดไป หรือจนกระทั่งตับหายอักเสบ
1. กินข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีทเช่นเดิม
2. กินผักสด ผลไม้สดทุกมื้อ กินน้ำคั้นจากผักสดและผลไม้สดวันละ 4 แก้ว (200 ซีซี)
3. งดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ งดปลา กินมังสวิรัติ เช่น เต้าหู้ เห็ด วุ้นเส้น แทน
4. งดน้ำมันทุกประเภท และกะทิ ให้กินแกงส้ม ต้มยำ ยำ ลาบ น้ำพริก แทน

ระยะที่สาม ตลอดไป
1. กินข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เช่นเดิม
2. กินผักสด ผลไม้สดทุกมื้อ กินน้ำคั้นจากผักสดและผลไม้สด วันละ 2 แก้ว (200 ซีซี)
3. กินปลา และสัตว์น้ำได้ งดไก่ และไข่
4. งดน้ำมันทุกประเภท งดกะทิ


ผู้ตั้งกระทู้ อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2012-11-15 06:34:31 IP : 14.207.130.77


1

ความเห็นที่ 1 (3385366)

 อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ

โรคหัวใจ เป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจาก พฤติกรรมการบริโภค ของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ ได้ถูกอิทธิพลของสังคมตะวันตกเข้ามาครอบงำ นิย

มการบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เช่น พิซซา ไก่ทอด เฟรนซ์ฟรายส์ แฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งอาหารเหล่านี้มีไขมันในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว และไขมันชนิด trans fat ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน 
ผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อมิให้โรคหัวใจลุกลามเป็นมากขึ้น ดังนี้
1. จำกัดการบริโภคอาหารที่มีไขมันที่เป็นอันตรายและโคเลสเตอรอล
2. เลือกบริโภคอาหารโปรตีนประเภทที่มีไขมันต่ำ
3. รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
4. เลือกรับประทานข้าวหรือผลิตภัณฑ์จากข้าวที่ไม่ได้ขัดสีเอารำออก(whole grain)
5. บริโภคอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับการใช้พลังงานในแต่ละวัน

จำกัดการบริโภคอาหารที่มีไขมันที่เป็นอันตรายและโคเลสเตอรอล
การจำกัดการบริโภคอาหารจำพวกไขมันอิ่มตัวและไขมัน ชนิด trans fat ร่วมกับจำกัดการบริโภคอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง จะเป็นขั้นตอนสำคัญที่สามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ และเนื่องจากโคเลสเตอรอลในเลือดที่สูง เป็นสาเหตุสำคัญ ของการเกิด โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เนื่องจากจะทำให้เกิดการสะสมของ plaque(ส่วนของไขมันที่ไปเกาะตามผนังเส้นเลือด) ทำให้รูของเส้นเลือดแดงเล็กลง ทำให้เกิดโรคหัวใจวายและโรคอัมพาตจากเส้นเลือดสมองตีบ

.......คำแนะนำสำหรับการบริโภคอาหารประเภทไขมัน
ไขมันอิ่มตัวและ trans fat ควรบริโภคไม่เกิน 10% ของพลังงานที่ร่างกายต้องการต่อวัน
ไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated ควรบริโภคไม่เกิน 10% ของพลังงานที่ร่างกายต้องการต่อวัน
ไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated ควรบริโภค 10%-15% ของพลังงานที่ร่างกายต้องการต่อวัน
โคเลสเตอรอล ควรบริโภคน้อยกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน 
ดังนั้นจึงควรงดบริโภคอาหารประเภท เนย, มาการีนชนิดที่เป็น hydrogenated, สารที่ทำให้แป้งกรอบ,หลีกเลี่ยงการรับประทาน ครีม, เกรวี่ รวมทั้งในการประกอบอาหารก็ควรงดการใช้น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว แต่เลือกใช้น้ำมันพืชชนิดที่มีไขมันไม่อิ่มตัวแทน เช่น น้ำมันมะกอก, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

เลือกบริโภคอาหารโปรตีนประเภทที่มีไขมันต่ำ
อาหารหลายประเภทเช่น เนื้อสัตว์, เป็ดไก่, ปลา, นม, ไข่ เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ให้โปรตีน แต่บางชนิดจะมีปริมาณ ไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลสูง ดังนั้นการเลือกบริโภคอาหารโปรตีน ควรเลือกในกลุ่มที่มีปริมาณไขมันต่ำ โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอล
ตัวอย่างเช่น ถ้าจะรับประทานนมก็ควรเลือกนมพร่องมันเนย, นมสูตรไขมันต่ำ(low fat) มากกว่าที่จะทานนมสด, การรับประทานเนื้อสัตว์ก็ควรเลือกรับประทานในส่วนที่ไม่ติดมัน, งดรับประทานในส่วนที่เป็นหนัง,งดการรับประทานเครื่องในสัตว์ เพราะมีปริมาณ โคเลสเตอรอลสูง การรับประทานไข่ก็ควรเลือกเฉพาะไข่ขาว งดรับประทานไข่แดงเนื่องจากมีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง
นอกจากนี้อาจเลือกรับประทานแหล่งอาหารที่เป็นโปรตีนที่ได้จากพืช เช่น อาหารประเภทถั่ว, ถั่วเหลือง, การรับประทานปลาโดยเฉพาะปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน นอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญแล้ว ยังมีไขมันชนิดโอเมก้า-3 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และป้องกันภาวะหัวใจวายได้ด้วย
รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แต่เป็นแหล่งของวิตามิน, เกลือแร่ และเส้นใยอาหาร นอกจากนี้ยังมีสารที่เรียกว่า phytochemicals ซึ่งพบในพืช และช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

แนะนำบริโภค
– ผักผลไม้สดหรือแช่เย็น
- ผักกระป๋องชนิดที่มีเกลือโซเดียมต่ำ
- ผลไม้กระป๋องชนิดที่อยู่ในน้ำผลไม้

งดบริโภค 
- มะพร้าว
- ผักที่ผ่านกระบวนการทอด
- ผลไม้กระป๋องชนิดที่แช่ในน้ำเชื่อมเข้มข้น
เลือกรับประทานข้าวหรือผลิตภัณฑ์จากข้าวที่ไม่ได้ขัดสีเอารำออก(whole grain)
whole grain จะเป็นแหล่งสำคัญของเส้นใยอาหาร และยังมีวิตามินเกลือแร่หลายชนิด ได้แก่ thiamine, riboflavin, niacin, folate, selenium, zinc, iron

แนะนำบริโภค
– แป้งข้าวเจ้าที่ไม่ได้เอารำออก (whole wheat)
- ขนมปังชนิดที่ทำจาก whole grain หรือ whole wheat
- ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวแดง
- พาสต้าชนิด whole grain
- ข้าวโอ๊ตบดหยาบ

งดบริโภค 
- มัฟฟิน - วาฟเฟิล
- โดนัท บิสกิต ขนมเค็ก พาย เส้นหมี่ที่ทำจากไข่
- ข้าวโพดอบเนย
บริโภคในปริมาณที่เหมาะสมกับการใช้พลังงานในแต่ละวัน
การบริโภคที่ไม่มากเกินไป ให้พอเหมาะและสมดุลกับการใช้พลังงานในแต่ละวัน จะช่วยป้องกันการเก็บพลังงานที่เกินพอในรูปของไขมัน อันจะทำให้เกิดโรคอ้วน ที่เป็นอันตรายทำให้เกิดโรคหัวใจตามมาได้
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-15 06:36:04 IP : 14.207.130.77


ความเห็นที่ 2 (3385367)

 อาหารผู้ป่วยเบาหวาน
นั้น อาจแบ่งง่าย ๆ เป็น 3 ประเภทคือ

ประเภทที่ 1 ห้ามรับประทาน
ได้แก่ อาหารน้ำตาล และขนมหวาน เช่นทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลอดช่อง อาหารเชื่อม เค้ก ช็อกโกแลต ไอศกรีม และขนมหวานอื่น ๆ



เครื่องดื่ม เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม น้ำเขียว น้ำแดง โอเลี้ยง เครื่องชูกำลัง นมข้นหวาน น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ซึ่งมีน้ำตาลประมาณ 8-15 % เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นน้ำมะเขือเทศ มีน้ำตาลประมาณ 1%
ควรดื่ม น้ำเปล่า น้ำชาไม่ใส่น้ำตาล

ถ้าดื่มกาแฟ ควรดื่มกาแฟดำ ไม่ควรใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียม (เช่น คอฟฟี่เมท ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกูลโคส 58 % น้ำมันปาล์ม 33 % ) ควรใส่นมจืดพร่องไขมัน หรือน้ำตาลเทียมแทน

ถ้าดื่มนม ควรดื่มนมจืด พร่องไขมัน นมเปรี้ยวส่วนใหญ่ไม่ใช่ นมพร่องไขมัน และมีน้ำตาลอยู่ด้วยประมาณ 15 % เป็นส่วนใหญ่เช่นเดียวกับนมถั่วเหลือง

ถ้าดื่มน้ำอัดลม ควรดื่มน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น เป๊ปซี่แมก ไดเอทโค้ก เป็นต้น
น้ำตาลเทียม น้ำตาลเทียมที่มีในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ
*1.)แอสปาแทม ชื่อการค้าว่า อีควล (Equal) หรือไดเอดจำหน่ายเป็นเม็ด และเป็นซอง แอสปาแทมเป็นสารอาหารคือ เป็นกรดอะมิโนเอซิด (amino acid) มีสารอาหารต่ำใน 1 เม็ด มี 2 กิโลแคลอรี่ ใน 1 ซองมี 4 กิโลแคลอรี่ จึงรับประทานได้ แต่ไม่มากเกินไป เป็นส่วนผสมในน้ำอัดลม (เป๊ปซี่แมกซ์ ไดเอทโค้ก) คำเตือนข้างกล่องน้ำตาลเทียมและกระป๋องน้ำอัดลมว่า ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นฟีนิลคีโตยูเรีย(pheny lketonuria) โรคนี้พบน้อยในเมืองไทย และถ้าเป็นโรคนี้จะได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่วัยเด็ก
*2.) แซคคารีน (saccharin) หรือขัณทสกรชื่อทางการค้าว่า สวีทแอนด์โลว์ (sweet and low) ไม่มีสารอาหาร มีการศึกษาว่าเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในหนู แต่ต้องใช้ปริมาณสูงมาก ในคนยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดมะเร็ง
*3.) น้ำตาลฟรุคโตส หรือชอร์บิททอล เป็นน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช๊อกโกแลตเบาหวาน แยมเบาหวาน เป็นต้น หรือจำหน่ายเป็นผงในกระป๋อง น้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลจากผลไม้ มีสารอาหารเท่ากับน้ำตาลไม่ควรรับประทานน้ำตาลชนิดนี้ เพราะอาจเข้าใจผิดว่าไม่มีสารอาหาร และส่วนใหญ่ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานผลไม้อยู่แล้ว

ประเภทที่ 2 รับประทานได้ไม่จำกัดจำนวน
ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด เช่น ผักกาด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ฝักบุ้ง ถั่วงอก ทำเป็นอาหาร ตัวอย่าง เช่น ต้ำจืด ยำ สลัด ผัดผัก เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีสารอาหารต่ำ นอกจากนั้นยังมีกากอาหารที่เรียกว่า ไฟเบอร์ ซึ่งทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง

ประเภทที่ 3 รับประทานได้แต่จำกัดจำนวน
ได้แก่ อาหารพวกแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ปัจจุบันอาหารพวกแป้งนั้นไม่จำกัดจำนวน ถ้าผู้ป่วยไม่อ้วนมาก เนื่องจากลดอาหารจำพวกแป้ง ทำให้ต้องเพิ่มอาหารพวกไขมัน ซึ่งอาจเป็นผลให้ระดับไขมันสูง และเพิ่มเนื้อสัตว์ทำให้หน้าที่ขอไตเสียไปเร็วขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคไตร่วมด้วย ผลไม้นั้นต้องจำกัดจำนวนควรรับประทานพร้อมกับอาหารครั้งละ 1 ส่วน ตามตารางแลกเปลี่ยน
เนื่องจากอาหารกลุ่มพวกแป้งหลีกเหลี่ยงได้ยากโดยเฉพาะอาหารไทยดังนั้นจึงควรเลือกรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพโดยคำนึงถึงปัจจัย 2 อย่างคือ
1. ปริมาณไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร)
2. ไกลซีมิค อินเดกซ์ (glycemic index)
ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า อาหารไฟเบอร์ ทำให้การดูดซึมอาหารช้าลงจึงควรรับประทานอาหาร
คาร์โบไฮเดรตที่มีไฟเบอร์สูง ควรได้รับไฟเบอร์ทั้งหมด 40 กรัม/วัน

แบ่งอาหารตามปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร
มีไฟเบอร์สูง (มากกว่า 3 กรัม/อาหาร 100 กรัม)
แอปเปิ้ล, ฝรั่ง, ข้าวโพดอ่อน, ถั้วแระ, ถั่วฝักยาว, แพร์, ถั่วเขียว, แครอท, อาหารซีรีล ชนิดแบรน,
เม็ดแมงลัก

มีไฟเบอร์ปานกลาง (1-3 กรัม/อาหาร 100 กรัม)
ขนมปังโฮลวีท, มะกะโรนี, กระหล่ำปี, ตะขบ, น้อยหน่า, สปาเกตตี, ข้าวแดง(ซ้อมมือ) ข้าวโพดต้ม, พุทรา

มีไฟเบอร์น้อย(น้อยกว่า 1 กรัม/อาหาร 100 กรัม)
ข้าว, ขนุน, ลิ้นจี่, ชมพู่, องุ่น, มะม่วง, ละมุด, ลำไย, กล้วย, แตงโม, แตงไทย, มะปราง, ส้ม, อาหารชีริลชนิดคอร์นเฟลค
ไกลซีมิคอินเดกซ์ เป็นการวัดการดูดซึมของอาหาร เปรียบเทียบกับอาหารมาตรฐาน ถ้าไกลซีมิคอินเดกซ์ เท่ากับ 100 แสดงว่าดูดซึมได้รวดเร็วเท่าอาหารมาตรฐาน ถ้าไกลซีมิคดินเดกซ์ต่ำกว่า 100 แสดงว่าดูด.ซึมได้ช้า ถ้าไกลซีมิคอินเดกซ์สูงกว่า 100 แสดงว่าดูดซึมได้มากกว่าอาหารมาตรฐาน อาหารที่ควรรับประทานในผู้ป่วยเบาหวาน คือ อาหารที่มีไกลซีมิคอินเดกซ์ต่ำ

ค่าไกลซีมิคอินเดกซ์ในอาหารประเภทแป้ง
(โดยใช้ข้าวเจ้าเป็นอาหารมาตรฐาน)
ขนมปังขาว = 110 , ข้าวเจ้า = 100, 
ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ บะหมี่ = 75, 
วุ้นเส้น = 63 , ข้าวเหนียว = 106
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ = 76, 
มะกะโรนี สปาเกตตี = 64-67

ค่าไกลซีมิคอินเดกซ์ของผลไม้ไทย
(ใช้น้ำตาลกูลโคเป็นสารอาหารมาตรฐาน)
ทุเรียน = 62.4 , 
ลำใย = 57.2 , 
องุ่น = 53.1, 
มะละกอ = 40.6 , 
สับปะรด = 62.4 , 
ส้ม = 55.6
มะม่วง = 47.5, 
กล้วย = 38.6

จะเห็นได้ว่าการชิมผลไม้ว่าหวาน หรือไม่หวานนั้น อาจทำให้เข้าใจผิดว่า ผลไม้นั้นไม่มีปัญหาในการรับประทาน ผลไม้บางอย่างมีรสเปรี้ยวกลบรสหวานอยู่ ทั้งที่คุณสมบัติในการทำให้น้ำตาลสูงเท่าเทียมกับผลไม้รสหวาน เช่น สับปะรด ขณะที่มะม่วงมีรสหวานแต่ ไกลซีมิคอินเดกซ์ไม่สูง

ดังนั้นผลไม้ที่ไม่ควรรับประทานเนื่องจาก ไกลซีมิคอินเดกซ์สูงได้แก่ ทุเรียน สับปะรด ลำใย เป็นต้น 
ผลไม้ที่รับประทานได้ประจำเนื่องจากไกลซีมิคอินเดกซ์ต่ำ
ได้แก่ กล้วย มะละกอ มะม่วง องุ่น เป็นต้น 
อาหารพวกแป้งเป็นอาหารหลีกเลี่ยงได้ยาก 
จึงควรเลือกรับประทานกลุ่มที่มีไกลซีมิคเดกซ์ต่ำกว่าบ้างเช่น วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ต่างๆ 
หลีกเลี่ยงที่มีไกลซีมิคอินเดกซ์สูงเช่น ข้าวเหนียว ขนมปังขาว เป็นต้น

การคำนวณอาหารต่อวันนั้น ผู้ป่วยเบาหวานต้องการปริมาณอาหารประมาณ 20-45 กิโลแคลอรี่/น้ำหนักตัวมาตรฐาน 
ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและกิจวัตรประจำวัน 
ถ้าน้ำหนักตัวน้อยควรให้อาหารมากขึ้นเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์มาตรฐาน
ในขณะที่ถ้าอ้วนควรให้อาหารน้อยลง เพื่อลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ถ้าผู้ป่วยทำงานหนัก

ตาราง การคำนวณปริมาณอาหารต่อวันในผู้ป่วยเบาหวาน
(ปริมาณที่แสดงเป็นกิโลแคลอรี่/น้ำหนักตัวมาตรฐาน)

กิจวัตรประจำวัน/น้ำหนัก------ อ้วน----- ปกติ-----ผอม
น้อย-------------------------------20--------25--------30
ปานกลาง-------------------------25--------30--------35
มาก-------------------------------30--------40--------45

การคำนวณน้ำหนักตัวมาตรฐาน
ผู้ชาย = (ส่วนสูง-100) x 0.9 หน่วยเป็นกิโลกรัม
ผู้หญิง = (ส่วนสูง-100) x 0.8 หน่วยเป็นกิโลกรัม

ใช้แรงงาน ควรให้ปริมาณอาหารมาก ผู้ป่วยสูงอายุนั่ง ๆ นอน ๆ ควรให้ปริมาณอาหารต่ำ เป็นต้น
เช่น ผู้ป่วยหญิงเบาหวาน น้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม สูง 160 ซม. ทำงานเป็นกรรมกรแบกหาม
คำนวณปริมาณแคลอรี่ที่ควรจะได้รับเท่ากับ 40 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน (ซึ่งเท่ากับ 48 กิโลกรัม) จึงต้องการอาหาร 1920 กิโลแคลอรี่/วัน

สัดส่วนของอาหารเบาหวาน คาร์โบไฮเดรต : โปรตีน : ไขมัน เท่ากับ 55:15:30 (คาร์โบไฮเดรตคือ อาหารพวกแป้งน้ำตาล โปรตีน คืออาหารพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีนจากพืช เช่นถั่ว เต้าหู้ ไขมันคือ อาหารประเภทไขมันต่าง ๆ ทั้งจากสัตว์และพืช) คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน 1 กรัม มี 4 กิโลแคลอรี่ ส่วนไขมัน 1 กรัม มี 9 กิโลแคลอรี่ สัดส่วนไขมัน ควรจัดในสัดส่วนไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลี่ : ไขมันอิ่มตัว : ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโน 1:1: โดยมีปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารต่ำกว่า 300 มก./วัน

การจัดอาหารผู้ป่วยเบาหวานนั้น ใช้คำนวณจากตารางอาหาร(food exchange) หรือกะโดยประมาณให้มีสัดส่วนดังนี้
หมวดนมวันละ------------------- 2-3 ส่วน
หมวดเนื้อสัตว์วันละ—---------- 2-3 ส่วน
หมวดข้าว และแป้งวันละ------- 6-11 ส่วน
หมวดผักวันละ ------------------- 3-5 ส่วน
หมวดผลไม้วันละ--------------- 2-4 ส่วน
หมวดไขมัน ครีม ของหวานน้อยที่สุด

หมวดที่ 1 นม
ก. นมสด 1 ส่วนมีคาร์โบไฮเดรต 12 กรัม ไขมัน 10 กรัม โปรตีน 8 กรัม ให้พลังงาน 170 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ นมสด นมเปรี้ยว หรือนมโยเกิร์ท(ไม่เติมรส) 1 ถ้วย 240 มิลลิลิตร หรือนมผง ¼ ถ้วยตวง
ข. นมพร่องไขมัน 1 ส่วน มีคาร์โบไฮเดรต 12 กรัม โปรตีน 8 กรัม ไขมัน 5 กรัม พลังงาน 125 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ นมพร่องไขมัน 240 มิลลิลิตร โยเกิร์ทที่ทำจากนมพร่องไขมัน 240 มิลลิลิตร

หมวดที่ 2 เนื้อสัตว์
ก. เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วนมีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 3 กรัม พลังงาน 55 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อเป็ด ปลาหมึก หอยแมลงภู่ หอยลาย เนยแข็งไขมัน 3 % ในปริมาณ 30 กรัม
ข. เนื้อสัตว์ไขมันปานกลาง 1 ส่วนมีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 5 กรัม พลังงาน 73 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ เนื้อหมู เครื่องในหมู ในปริมาณ 30 กรัม ไข่ไก่ ไขเป็ด ในปริมาณ 50 กรัม
ค. เนื้อสัตว์ไขมันสูง 1 ส่วนมีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 8 กรัม พลังงาน 100 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ ซี่โครงหมู เนยแข็ง แฮมติดมัน ปริมาณ 30 กรัม

หมวดที่ 3 ข้าวและแป้ง
1 ส่วนประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม มีโปรตีน 2 กรัม มี พลังงาน 68 กิโลแคลอรี่ ได้แก่
ข้าวสุก ½ ถ้วยตวง = 65 กรัม,
ขนมปังปอนด์ 1 แผ่นใหญ่ = 30 กรัม,
ก๋วยเตี๋ยว ½ ถ้วยตวง = 70 กรัม,
วุ้นเส้นแช่น้ำ ½ ถ้วยตวง = 70 กรัม,
มะกะโรนีสุก = 90 กรัม,
ขนมจีน 2 จับใหญ่ = 110 กรัม,
มันเทศ = 85 กรัม

หมวดที่ 4 ผัก
ประเภท ก. มีคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก ไม่ต้องนำมาคำนวณ ได้แก่ ผักกาดหอม, ผักกาดขาว, ผักบุ้งจีน, ผักกวางตุ้ง, ผักตำลึง, แตงกวา, ฟักเขียว, แตงร้าน, บวบ, น้ำเต้า, สายบัว

ประเภท ข. มีคาร์โบไฮเดรต 5 กรัม โปรตีน 2 กรัม ให้พลังงาน 28 กิโลแคลอรี่ 1 ส่วน มีปริมาณ 100 กรัม ของอาหารต่อไปนี้ ถั่วฝักยาว, ถั่วลันเตา, ดอกกะหล่ำ, หอมหัวใหญ่, บรอกโคลี่, ใบขี้เหล็ก,ดอกกุยช่าย, ชะอม, พริกหวาน, สะเดา, แครอท, สะตอ, เห็ด, ผักกะเฉด, ข้าวโพดอ่อน, ฟักทอง,
มะเขือเทศ(1 ลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้วครึ่ง)

หมวดที่ 5 ผลไม้
ผลไม้ 1 ส่วนมีคาร์โบไฮเดรต 10 กรัม พลังงาน 40 กิโลแคลอรี่ ได้แก่
กล้วยน้ำหว้าสุก 1 ผลเล็ก = 40 กรัม,
กล้วยหอม ½ ผล = 30 กรัม,
ส้มเขียวหวาน1ผลกลาง = 100 กรัม
มะละกอสุก 6 ชิ้นคำ = 90 กรัม,
สัปปะรด 6 ชิ้นคำ = 85 กรัม,
แตงโม 10 ชิ้นคำ = 175 กรัม,
แคนตาลูป 8 ชิ้นคำ = 130 กรัม,
มะม่วง ½ ผล = 65 กรัม,
พุทรา 2 ผล = 50 กรัม,
องุ่น 10-12 ผล = 60 กรัม,
เงาะ 3 ผล = 65 กรัม,
ละมุด 1 ผล = 50 กรัม,
มังคุด 2 ผล = 70 กรัม,
ลางสาด 5-6 ผล = 60 กรัม,
ฝรั่ง 1 ผล = 80 กรัม,
ลำไย 8 ผล = 60 กรัม,
ลิ้นจี่ 3 ผล =60 กรัม,
ทุเรียน 1 เม็ดเล็ก =25 กรัม,
แอปเปิ้ล ½ ผล = 65 กรัม

หมวดที่ 6 หมวดไขมัน
ไขมัน 1 ส่วน มีไขมัน 5 กรัม พลังงาน 45 กิโลแคลอรี่ ได้แก่
น้ำมันพืช, เนยหรือมาการิน 1 ช้อนชา,
น้ำสลัดใส 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำสลัดข้น 1 ช้อนชา,
ครีม 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำเกรวี่ 2 ช้อนโต๊ะ
กะทิ 1 ช้อนโต๊ะ
เบคอน 1 ชิ้น,
ถั่วลิสง 6 ฝัก

อาหารที่ไม่คิดพลังงาน
ชา, กาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล, พริกไทย, เครื่องเทศ, เกลือ, มัสตาร์ด, น้ำปลา, น้ำมะนาว, น้ำส้มสายชู

อาหารเบ็ดเตล็ด
ครีมเทียม 1 ช้อนชา(5กรัม) = 30 กิโลแคลอรี่,
ไมโลหรือโอวัลติน 1 ช้อนชา(5 กรัม) = 20 กิโลแคลอรี่

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ
1. ไขมันสูง ปกติอาหารเบาหวานนั้น ควรจะมีไขมันต่ำอยู่แล้ว รวมทั้วโคเลสเตอรอลที่ต่ำลง ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาไขมันสูง และมีโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมองต้องลดปริมาณไขมันและโคเลสเตอรอลลงไปอี
2. โรคไต ผู้ป่วยที่มีโรคไตนั้น ควรจำกัดปริมาณโปรตีนให้น้อยลง คือ มีสัดส่วนประมาณ 10 % ของแคลอรี่ทั้งหมด
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-15 06:37:48 IP : 14.207.130.77


ความเห็นที่ 3 (3385368)

 อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 

(อาหารจำกัดโซเดียม) อาหารที่ควรงด อาหารทุกชนิดที่หมัก ดอง และถนอมด้วยเกลือ น้ำปลา น้ำซีอิ้ว และของเค็ม

ชนิดอาหาร เนื้อสัตว์ 
อาหารที่กินได้ เนื้อวัว-เนื้อหมู-เนื้อไก่-เนื้อปลา-หอย (นางรม)-สดทุกชนิด-ตั

บ-หัวใจ-ลิ้น-กระเพาะสด
อาหารที่ควรงด หอย เปาฮื้อ ปู กุ้ง ปลาแช่เย็น-แข็ง เนื้อ-ปลากระป๋อง เนื้อเค็ม เนื้อตากแห้ง ปลาเค็ม ปลาแห้ง แฮมและปลารมควัน น้ำเนื้อ ซุปน้ำเนื้อ ซุปน้ำใส สมอง ไต

ชนิดอาหาร เนยแข็ง
อาหารที่กินได้ เนยแข็งทำพิเศษมีโซเดียมต่ำ
อาหารที่ควรงด เนยแข็งทุกชนิด 

ชนิดอาหาร ไข่
อาหารที่กินได้ ไข่สดทุกชนิดประกอบเป็นอาหาร โดยไม่ปรุงรสให้เค็ม
อาหารที่ควรงด ไข่เค็ม ไข่เยี่ยวม้า ไข่ดอง

ชนิดอาหาร น้ำนม
อาหารที่กินได้ ทุกชนิด
อาหารที่ควรงด นมเปรี้ยว (buttermilk)

ชนิดอาหาร ธัญพืช
อาหารที่กินได้ ขนมปังธรรมดา ขนมปังไม่ใส่เกลือ ธัญพืชไม่ใส่เกลือ ข้าว มะกะโรนี สปาเกตตี้ และผลิตภัณฑ์จากแป้งที่ไม่ใส่เกลือ หรือที่ไม่ใช้เนยที่ใส่เกลือ
อาหารที่ควรงด ธัญพืชทุกชนิดที่ใส่เกลือ ผลิตภัณฑ์แป้งที่ใส่เกลือ (ขนมปังชนิดต่างๆ) หรือมีเนย ผงฟูและโซดาไบคาโบเนต เป็นส่วนประกอบ

ชนิดอาหาร ผัก
อาหารที่กินได้ ผักสด ผักกระป๋องหรือแช่แข็งที่ไม่ใส่เกลือ
อาหารที่ควรงด ผักกระป๋องหรืแช่แข็งที่ใส่เกลือและสารกันบูดที่มีโซเดียม ผักดอง น้ำมะเขือเทศ มันทอดกรอบใส่เกลือ

ชนิดอาหาร ผลไม้
อาหารที่กินได้ ผลไม้สด ผลไม้กระป๋องที่ไม่ใส่เกลือ ผลไม้ตากแห้งที่ไม่ใส่เกลือ ผลไม้แช่แข็ง
อาหารที่ควรงด ผลไม้ตากแห้งที่ใส่สารที่มีโซเดียม ผลไม้ แช่อิ่ม-ดอง และผลไม้กระป๋องที่มีเกลือและสารกันบูด ที่มีโซเดียม

ชนิดอาหาร ไขมัน
อาหารที่กินได้ ไขมัน น้ำมันที่ไม่ใส่เกลือ เนยที่ไม่มีเกลือ น้ำสลัดที่ไม่ใส่เกลือ เนยถั่วลิสงที่ไม่ใส่เกลือ
อาหารที่ควรงด เนยที่ใส่เกลือ น้ำสลัดขันและใส เนยถั่วลิสง น้ำมันจากเบคอน

ชนิดอาหาร ซุป
อาหารที่กินได้ ซุปที่ไม่ใส่เกลือ ทำจากอาหารที่อนุญาต ให้รับประทานได้
อาหารที่ควรงด ซุปทุกอย่างที่ใส่เกลือ ซุปน้ำใสจากน้ำต้มกระดูกและเนื้อ แม้จะไม่เติมเกลือ

ชนิดอาหาร อาหารหวานของหวาน
อาหารที่กินได้ ทุกชนิดที่ไม่มีเกลือ ผงฟู โซดาไบคาโบเนตประกอบ วุ้น น้ำผึ้ง น้ำตาล แยม เยลลี่ ที่ไม่ใส่สารกันบูดที่มีโซเดียม ไม่ใส่เกลือ ลูกกวาดไม่มีเกลือโซดาไบคาโบเนต
อาหารที่ควรงด อาหารหวานทุกอย่างที่ใส่เกลือ ผงฟู โซดาไบคาโบเนต ของหวานที่มีโซเดียมประกอบอยู่

ชนิดอาหาร เครื่องปรุงรส
อาหารที่กินได้ เครื่องเทศที่มีมีโซเดียม ผักใบที่ใช้ปรุงรสชนิดต่างๆ เครื่องแกงที่มีใส่โซเดียม หรือมีส่วนประกอบโซเดียม เครื่องปรุงรสที่มี
โซเดียมน้อย สารปรุงรสแทนเกลือ(ถ้าแพทย์อนุญาต) น้ำตาล น้ำส้ม น้ำหอมปรุงรส เหล้า (ถ้าแพทย์อนุญาต) สำหรับปรุงรส
อาหารที่ควรงด ะปิ เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ซอสชนิดต่างๆ น้ำเนื้อ มัสตาล เครื่องแกงทั่วไป เครื่องเทศที่ใส่เกลือ ปลาร้า ปลาเจ่า กุ้งแห้ง

ชนิดอาหาร เครื่องดื่ม
อาหารที่กินได้ กาแฟ ชา โคคา-โคล่า ช็อคโกแลต หรือโกโก้ที่ไม่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ
อาหารที่ควรงด น้ำอัดลมอื่นๆ ช็อคโกแลตสำเร็จรูป โกโก้
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-15 06:39:06 IP : 14.207.130.77


ความเห็นที่ 4 (3385369)

 อาหารที่ให้ และ ห้ามในโรคไต

ห้ามอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง
ตัวอย่างอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง
* ผักที่มีโพแทสเซียมสูง โรคไต ควรงด ได้แก่ หัวปลี ผักชี ต้นกระเทียม 
ที่มีมากได้แก่ บร๊อคโคลี่ แครอท มันเทศ ผักบุ้ง เห็ดฟาง มะเขือพวง มะเขือเปราะ ใบแม

งลัก โหระพา หน่อไม้ฝรั่ง หอมแดง ผักปวบเล้ง มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกระหล่ำ 
ถั่วต่างๆ เม็ดทานตะวัน กาแฟ น้ำนม ผักที่มีโพแทสเซียม ปานกลางได้แก่ เห็ดนางฟ้า แตงกวา ฟักเขียว พริกฝรั่ง หัวผักกาดขาว มะเขือเทศสีดา ผักกาดขาวใบเขียว พริกหยวก 
ผักที่มีโพแทสเซียมน้อยได้แก่ บวบเหลี่ยม ถัวพู หอมหัวใหญ่ ผักที่มีน้อยที่สุดคือเห็ดหูหนู 

* ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง โรคไต ควรงด ได้แก่ 
มากที่สุดคือทุเรียนหมอนทอง และชะนี รองลงมาได้แก่มะพร้าว กล้วย ลำไยพันธ์ต่างๆ 
มีปานกลางได้แก ฝรั่ง มะขาม กระท้อน ส้ม ลางสาด องุ่น มะม่วง มะละกอสุก ลิ้นจี่ ละมุด ขนุน ลูกพรุน ลูกเก็ด

ผักและผลไม้ที่ผู้ป่วย โรคไต ทานได้ เช่น

ผักและผลไม้ที่พอรับประทานได้ แต่ปริมาณไม่มากได้แก่ ถั่วพู ถั่วผักยาว มะเขือยาว หน่อไม้ตรง ผักคะน้า ถั่วลันเตา มะระ หัวผักกาดขาว มะม่วง มะละกอ องุ่น แตงโม สับปะรด แอปเปิล ชมพู่ เป็นต้น
ผักที่รับประทานได้ กะหล่ำปลี แตงกวา บวบ ฟักเขียว ถั่วงอก เป็นต้น

อาหารที่ โรคไต ควรหลีกเลี่ยง
หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม เช่น หมูเค็ม เบคอน ไส้กรอก ผักดอง มัสตาร์ด และเนยแข็ง
อาหารตากแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม หอยเค็ม กุ้งแห้ง ปลาแห้ง
เนื้อสัตว์ปรุงรส ได้แก่ หมูหยอง หมูแผ่น กุนเชียง
อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊กซอง ซุปซอง
อาหารสำเร็จรูปบรรจุถุง เช่น ข้าวเกรียบ ข้าวตังปรุงรส มันฝรั่ง
เครื่องปรุงรสที่มีเกลือมาก เช่น ซุปก้อน ผงชูรส ผงฟู
อาหารหมักดองเค็ม เช่น กะปิ เต้าหู้ยี้ ปลาร้า ไตปลา ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง แหนม ไส้กรอกอีสาน

โภชนาการบำบัดกับโรคไต ผักและผลไม้ที่ผู้ป่วย โรคไต รับประทานได้ ทานแล้วมีประโยชน์อย่างไร เรามาลองดูกันนะค่ะ

สับปะรด ปกป้องไต รับประทานสับปะรดวันละ 5 – 6 ชิ้น หรือ น้ำสับปะรด วันละ 1 แก้ว จะลดความเสื่ยงต่อการเกิด โรคไต

ลูกเดือย น้ำลูกเดือยที่ผู้ป่วยโรคไตต้องดื่ม ดื่มน้ำลูกเดือยวันละ 2 กล่อง หรือต้มดื่มเองวันละ 2 แก้ว ลูกเดือยจะช่วยบำรุงไตให้มีอาการดีขึ้น

แอปเปิลเขียว รักษาไต รับประทานแอปเปิลเขียววันละ 1 ผล หรือดื่มน้ำแอปเปิ้ลวันละ 1 แก้ว ช่วยรักษาโรคไต

ฟักทอง ชะลอไตเสื่อม นำฟักทองมาทำอาหารผัก ต้ม หรือทำน้ำฟักทองดื่มทุกวัน ช่วยเสริมสมรรถภาพการทำงานของไต

แตงโม รับประทานแตงโมวันละ 8 – 9 ชิ้น แตงโมมีโพแทสเซียมต่ำ ผู้ป่วยโรคไตทานได้

หอมหัวใหญ่ รับประทานหอมหัวใหญ่วันละ 1 มื้อ หอมหัวใหญ่มีโพแทสเซียมต่ำ ผู้ป่วยโรคไตทานได้

แตงกวา ผักที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโรคไต ใช้ประกอบอาหารได้

กะหล่ำปลี อุดมไปด้วยแร่ธาตุ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อโรคไต ใช้ประกอบอาหารได้
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-15 06:40:25 IP : 14.207.130.77


ความเห็นที่ 5 (3385370)

 อาหารที่ห้ามในสะเก็ดเงิน

อาหารต้องห้ามสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน (เรื้อนกวาง)Psoriasis
สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน ห้ามรับประทานอาหารดังต่อไปนี้โดยเด็ดขาด
1. อาหารทะเล เช่น ปลาหมึก กุ้ง ปู ส่วนปลาต่างๆ สามารถรับประทานได้ 

แต่ห้ามรับประทานปลาที่ไม่มีเกล็ด เช่น ปลาดุก ปลาไหล
2. ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วเขียว (ถั่วเหลืองรับประทานได้)
3. ของหมักดอง เช่น ผลไม้ดอง ปูดอง ปลาร้า ผักกาดดอง
4. อาหารรสจัดต่างๆ เช่น เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด เค็มจัด (ปูเค็ม ปลาเค็ม)
5. สัตว์ปีก เช่น เป็ด ห่าน
6. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์
7. อื่นๆ ได้แก่ หน่อไม้ เนื้อวัว ข้าวเหนียว
8. ขนุนสุกๆ คันมากๆ
9. ระวังร้านก๋วยเตี๋ยวบางร้านที่ต้มน้ำซุปด้วย ห้วกุ้ง ปลาหมึกแห้ง
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-15 06:41:23 IP : 14.207.130.77


ความเห็นที่ 6 (3385371)

 ห้ามเด็ดขาดในเกาต์
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ เหตุจาก “สารพิวรีน” กรด ยูริกที่เป็นตัวการทำให้ข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคเกาต์ เกิดมาจาก “สารพิวรีน” ทั้งที่มีอยู่ในร่างกายและที่มีในอาหารที่รับประทานเข้าไป การจำกัดอาหารจะช่วยควบคุมได้แต่กรดยูริกที่

เกิดจากสารพิวรีนที่ได้มาจาก อาหารที่รับประทานเท่านั้น อาหารที่รับประทานสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ตามปริมาณของสารพิวรีนในอาหาร

1.อาหารที่มีสารพิวรีนมาก ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรงดเว้นหรือหลีกเลี่ยง ตับ น้ำต้มเนื้อ น้ำเกาเหลา ไต น้ำสกัดจากเนื้อเข้มข้น ปลาไส้ตัน น้ำปลาและกะปิจากปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน ยีสต์และอาหารหมักจากยีสต์ เช่น เบียร์ หอยเชลล์ ปลาทู ปลารัง เนื้อไก่ เป็ด นก ไข่ปลา

2.อาหาร ที่มีสารพิวรีนปานกลาง ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานได้ในปริมาณจำกัด เนื้อวัว กระเพาะ ผ้าขี้ริ้ว เอ็น เนื้อหมู เนื้อปลา ปู กุ้ง หอย ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ผัก หน่อไม้ฝรั่ง ผักขม เห็ด ดอกกระหล่ำ ชะอม กระถิน

3.อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย หรือเกือบไม่มีเลย ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานได้โดยไม่แสดงอาการ
ข้าว ขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยวทุกชนิด วุ้นเส้น บะหมี่ เส้นหมี่ ขนมปังปอนด์ มักกะโรนี ข้าวโพด แคร็กเกอร์สีขาว ไข่ นมและผลิตผลจากนม (เนยแข็ง ไอศกรีม) น้ำมัน น้ำมันพืช กะทิ เนย น้ำมันหมู ผัก ผลไม้ทุกชนิด เกาลัด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขนมหวานต่างๆ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เค้ก คุกกี้ เครื่องดื่ม กาแฟ ชา โกโก้ ช็อกโกแลต
ข้อปฏิบัติอื่น ๆ สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ 1.ทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด 2.ดื่มน้ำวันละมากๆ เพื่อช่วยขับถ่ายกรดยูริก

4.งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้าชนิดต่างๆ และเบีย
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-15 06:42:49 IP : 14.207.130.77


ความเห็นที่ 7 (3385372)

 อาหารของผู้ป่วยที่รักษามะเร็ง   เมื่อเริ่มรักษา

 น้ำหนักเปลี่ยนแปลงไป (อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง)
* เกิดแผลในช่องปาก
* ปัญหาเหงือกและฟัน
* การรับลดและกลิ่นเปลี่ยนไป
* คลื่นไส้/อาเจียน
* ท้องเสีย
* ท้องผูก
* อาการอ่อนเพลีย อ่อนเปลี้ย หรือซึมเศร้า

โภชนาการเป็นส่วนสำคัญในการรักษามะเร็ง การรับประทานอาหารที่ดีและครบถ้วนสารอาหาร ก่อนการรักษา ระหว่างการรักษา และหลังการรักษา จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและดีขึ้น

.....................................................................................................................................................


อาหารแนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ก่อนเริ่มการรักษา

  • อาหารประเภทผัก ผลไม้ เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสะสม
  • ผลิตภัณฑ์ที่ทำจาก Whole grain
  • เนื้อสัตว์หรือนมที่มีไขมันต่ำ
  • งดอาหารประเภทไขมันสูง น้ำตาล เหล้า อาหารเค็มจัด

ตัวอย่างเมนูอาหารเช่น

  • นมไขมันต่ำ
  • ไข่ดาว ต้ม ลวก
  • โจ๊กหมูสับ ใส่ไข่
  • ข้าวผัดปูแครอท
  • ซุป ชนิดต่างๆ เช่น ซุปข้าวโพด ฟักทอง เห็ด
  • ผักผัด
  • ผลไม้ เช่น ส้ม ชมพู่ แอปเปิล ฝรั่ง สัปปะรด
  • ลูกเดือย ถั่วเขียวต้ม
  • แซนวิช หรือแครกเกอร์
  • ไอศกรีมเชอเบท

.....................................................................................................................................................

อาหารแนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ขณะเข้ารับการรักษา


# การรักษาโดยการผ่าตัด #

หลังผ่าตัด ร่างกายจำเป็นต้องการพลังงานและโปรตีน เพื่อการหายของแผล และการฟื้นตัว ดังนั้น อาหารสำหรับผู้ป่วยผ่าตัด ในช่วง

ระยะแรก : อาหารเหลวใส เช่น ซุปใส น้ำผลไม้ อาหารเหลวข้น เช่น ซุปเห็ด ซุปข้าวโพด นม
ระยะที่สอง : อาหารที่ย่อยง่ายได้แก่ อาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวน้ำ
ระยะที่สาม : อาหารธรรมดา เช่น ขนมปัง ข้าวผัด ข้าวสวย+ ผัดผัก+ แกงจืด ผลไม้


# การรักษาโดยการฉายแสง #


ข้อแนะนำก่อนการฉายแสง

  • ควรรับประทานอาหารก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และไม่ให้ท้องว่าง
  • รับประทานครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
  • รับประทานอาหารรสไม่จัด

การฉายแสงจะเกิดผลข้างเคียงที่สัมพันธ์กับภาวะโภชนาการ ได้แก่

บริเวณของร่างกายที่ได้รับการรักษา ผลข้างเคียงที่สัมพันธ์กับภาวะโภชนาการ
สมอง. ไขสันหลัง คลื่นไส้ อาเจียน
ลิ้น กล่องเสียง ทอนซิล ต่อมรับรส ช่องจมูก คอ เกิดแผลในปาก กลืนลำบาก การรับรสเปลี่ยน เจ็บคอ ปากแห้ง น้ำลายเหนียว
ปอด หลอดอาหาร เต้านม กลืนลำบาก แสบร้อนบริเวณหน้าอก
ลำไส้เล็ก ต่อมลูกหมาก ปากมดลูก มดลูก ทวารหนัก ตับอ่อน ความอยากอาหารลดลง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย



อาหารที่แนะนำ เมื่อได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี

  • รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
  • รับประทานอาหารรสไม่จัด
  • กรณีกลืนอาหารลำบากรับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปข้น
  • ขนมหวาน เช่น กล้วยบวดชี เผือกต้มน้ำตาล ถั่วเขียวต้มน้ำตาล
  • แครกเกอร์
  • ผลไม้ หรือน้ำผลไม้
  • กรณีที่น้ำลายเหนียว แนะนำให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้การรับประทานอาหารดีขึ้น
  • กรณีที่มีอาการปวดแสบ ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ อย่างมาก ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ และควรงดอาหารที่มีกากใยสูงในช่วงแรกที่มีอาการท้องเสีย


# การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด #

ผลข้างเคียงของการให้ยาเคมีบำบัด ที่สัมพันธ์กับภาวะโภชนาการ และระบบการย่อย ได้แก่

  • ความอยากอาหารลดลง
  • การรับรส และกลิ่นอาหารเปลี่ยนไป
  • เกิดแผลในช่องปาก
  • คลื่นไส้ / อาเจียน
  • น้ำหนักเปลี่ยนแปลง
  • อาการอ่อนเพลีย
  • การติดเชื้อ จากเม็ดเลือดขาวต่ำ

อาหารที่แนะนำเมื่อได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

  • อาหาร ที่ให้พลังงานและโปรตีนสูงในช่วงระหว่างการให้ยา เช่น ซุปใสมันฝรั่ง โจ๊กหมูใส่ไข่ นม เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ธัญพืชชนิดต่างๆ เช่นขนมปังโอลวีท หรือขนมปังโฮลเกรนทาแยมผลไม้
  • ผักลวก ผัดผัก
  • สลัดไก่ + ไข่ น้ำแอปเปิล (ผักที่นำมาปรุง ต้องล้างผ่านน้ำก๊อกนานๆ อย่างน้อย 2-3 นาที
  • ผลไม้สดที่ผ่านการล้าง
  • อาหารที่ปรุงร้อนๆ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • เนื้อย่างสุกๆดิบๆ ปลาที่มีกลิ่นคาว ไส้กรอกชนิดต่างๆ เบคอน
  • เนื้อปลารมควัน
  • ชีส เนย โยเกริต มายองเนส
  • ผัก ผลไม้สดที่ไม่ได้ล้าง
  • เมล็ดถั่วที่มีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสงป่นที่เก็บไว้นาน
  • นมที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ
  • อาหารที่มีกลิ่นเครื่องเทศฉุนมากๆ

อาหารแนะนำเมื่อเกิดผลข้างเคียงจากการให้ยา

  • การรับรสและกลิ่นอาหารเปลี่ยน สามารถที่จะใช้สมุนไพร น้ำมะนาว มิ้น ช่วยในการรับรส การรับประทานผลไม้แช่เย็น ดื่มน้ำผลไม้เช่น น้ำมะนาวโซดา น้ำสตอเบอรีมะนาวปั่น
     
  • ความอยากอาหารลดลง รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง และต้องให้พลังงานและโปรตีนสูง เช่น นมอุ่นๆ ซุปเห็ดข้น ขนมปังผสมธัญพืชทาแยมผลไม้ หรือเนยถั่ว โจ๊กหมูสับใสไข่ มันฝรั่งอบ ถั่วเขียว หรือลูกเดือยต้มน้ำตาล ไอศกรีมเชอเบท
     
  • ท้องผูก รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังผสมธัญพืช ผลไม้สด เช่น กล้วยน้ำว้า แอปเปิล ส้ม ผลไม้แห้ง เช่นลูกพรุนแห้ง สลัดผลไม้น้ำใส ดื่มน้ำมากๆ หรือน้ำผลไม้
     
  • ท้อง เสีย ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากใยสูง และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่นอาหารทอดต่างๆ ดื่มน้ำหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เกลือแร่ ซุปเห็ดข้น แครกเกอร์ ดื่มน้ำหรืออาหารที่มีโปรแตสเซียมสูง เช่น น้ำเกลือแร่ มันฝรั่งอบ กล้วยหอม รับประทานผักที่มีกากใยอาหารต่ำ เช่น หน่อไม้ฝรั่งผัด มันฝรั่งอบ หรือซุปมันฝรั่ง เมื่ออาการดีขึ้น ค่อยๆเริ่มรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร
     
  • แผลในปาก หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด เช่นปลาเค็ม เนื้อเค็ม หรือน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม อาหารแนะนำ อาหารอ่อน เช่นโจ๊กหมูสับใส่ไข่ มักกะโรนี นม ซุปฟักทอง ซีเรียลใส่นมเย็น ผักต้มสุก น้ำผลไม้ที่ไม่เปรี้ยว เช่น น้ำแอปเปิล ชา ไอศกรีมเชอเบท
     
  • คลื่น ไส้ อาเจียน แนะนำให้รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น แบ่งมื้ออาหารเป็น 5-6 มื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นฉุน อาหารที่มีรสหวานจัด อาหารทอดมันๆ รับประทานอาหารที่เย็นแทนอาหารร้อน หรือเผ็ดจัด อาหารแห้งๆ เช่น แครกเกอร์ ขนมปังปิ้ง อาหารแนะนำ เช่น ข้าวสวยต้ม นมไขมันต่ำ โจ๊กหมูสับใส่ไข่อุ่นๆ แครกเกอร์ ขนมปังปิ้ง มันฝรั่งอบ น้ำผลไม้เย็นๆ ไอศกรีมเชอเบท
     
  • เม็ดเลือด ขาวในเลือดต่ำ อาหารแนะนำอาหารที่มีแบคทีเรียต่ำ โดยก่อนการเตรียม หรือปรุงอาหาร ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง และภาชนะที่ใช้ต้องสะอาด อาหารที่เตรียม เช่น ผักสด แช่น้ำและล้างผ่านน้ำอย่างน้อย 2- 3 นาที การปรุงอาหารปรุงให้สุก

.....................................................................................................................................................

อาหารแนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หลังการรักษา

  • ผู้ป่วยมะเร็งสามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด เท่าที่สามารถจะรับประทานได้
  • ทำจิตใจ ให้ร่าเริงอยู่เสมอ
  • ออกกำลังกาย ตามขีดความสามารถ เท่าที่จะทำได้

.....................................................................................................................................................

** แต่ควรงด และหลีกเลี่ยง อาหารดังต่อไปนี้ ** 

  • อาหารสุกๆ ดิบๆ
  • อาหารเค็มจัด
  • ของหมัก ดอง ต่างๆ
  • เนื้อสัตว์ ปิ้ง ย่าง
  • เนื้อวัว เนื้อควาย รวมทั้งนมของสัตว์เหล่านี้ด้วย ให้กินนมถั่วเหลืองแทน
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-15 06:49:02 IP : 14.207.130.77



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.