ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > คุณค่า...สมุนไพรไทย

คุณค่า...สมุนไพรไทย


 *** ทับทิม *** (กับมะเร็งเต้านม)

 
ผลไม้หายาก ราคาแพง แต่เมื่อพูดถึงประโยชน์ของทับทิมและสรรพคุณของทับทิมก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากทีเดียวที่จะลงทุนเพื่อสุขภาพของคุณๆ ซึ่งผลทับทิมจะดีอย่างไรเรามาตามติดกันเลยดีกว่า
 
จากตำรับการแพทย์โบราณของเปอร์เซียระบุว่า ทับทิมมีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยฟอกไตและท่อปัสสาวะ ช่วยการทำงานของหัวใจและตับ เป็นยาบำรุงกำลัง ฟอกโลหิต ช่วยในการย่อยอาหารขจัดไขมันส่วนเกิน ปรับฮอร์โมนในสตรีวัยทอง ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันโรคขี้หลงขึ้ลืมและช่วยให้ผิวพรรณดี ซึ่งการศึกษาวิจัยในระยะหลังก็ช่วยยืนยันถึงสรรพคุณทางยาและประโยชน์ของทับทิมไว้มากมาย ได้แก่ ในเปลือกทับทิมมีสารในกลุ่มแทนนินสูงมีสรรพคุณใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน โรคบิด ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายสิบชนิด ลดอาการอักเสบ ทั้งยังมีฤทธิ์ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อลูกหมาก เป็นต้น
 
การวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาพบว่า ในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและมีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา รวมทั้งทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสมซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีมีความหนาตัวลดลงและลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดโดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้นและลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกจากนี้สารจากทับทิมยังช่วยบำรุงตับมีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับและยับยั้งเซลล์มะเร็งอีกด้วย
 
นอกจากเม็ดทับทิมจะมีรสชาติอร่อยชวนลิ้มลองแล้ว เปลือกทับทิมก็ยังสามารถรักษาโรคท้องเดินและโรคบิดได้โดย การศึกษาวิจัยพบว่า ในเปลือกทับทิมมีสารในกลุ่มแทนนินสูง 22-25% โดยประกอบด้วยสารแทนนินในกลุ่ม Gallotannin เปลือกทับทิมตากแห้งจึงใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและโรคบิดได้ นอกจากนี้ยังพบสารแทนนินในกลุ่ม Ellagictannin ในปริมาณสูง สารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดี โดยมีสรรพคุณลดอาการอักเสบ ทั้งยังมีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งกว่า 13 ชนิด ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีคุณสมบัติในการทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารและลำไส้ใหญ่ ซึ่งพบว่าการให้กรดเอลลาจิกกับสัตว์ทดลอง สารดังกล่าวจะไปเร่งการเจริญของเซลล์มะเร็งแบบอะมอพโดซีส (Amoptosis) ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายโดยกลไกการแตกตัวของตัวมันเองได้
 
ส่วนในตำรับการแพทย์แผนไทยได้บอกถึงสรรพคุณและประโยชน์ของทับทิมว่า ใบมีรสฝาด แก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด สมานแผล ดอก มีรสฝาดหวาน ต้มดื่มแก้หูชั้นในอักเสบ บดโรยแผลที่มีเลือดออก เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นยาระบายอ่อนๆ บำรุงหัวใจ เปลือกมีรสฝาด ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด ถ่ายพยาธิ แก้ตกขาว สมานแผล ฆ่าเชื้อโรค เปลือกราก ต้มดื่มแก้ระดูขาว แก้ตกเลือด ถ่ายพยาธิ
 
หลังจากรับรู้ถึงสารพัดประโยชน์จากทับทิมและอยากจะหาซื้อมาทานก็คงต้องบอกเลยว่า หายากและราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่คุณก็สามารถหาน้ำทับทิมมาดื่มได้ เพราะมีคุณค่าไม่แพ้กัน โดยในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง สารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เซลล์ของร่างกาย (โดยเฉพาะเซลล์ไขมันที่เต้านม) มีความแข็งแรง เกิดภูมิคุ้มกันขึ้นภายในเซลล์ ทำให้เซลล์มีความต้านทานต่อพิษของสารก่อมะเร็ง จึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้
 
ในกรณีที่คนป่วยเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมจะช่วยยับยั้งเซลล์ มะเร็งไม่ให้แพร่กระจายลุกลามมากขึ้นดังนี้
 
-สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมจะไปยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้มีการแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น(คือเซลล์มะเร็งมีปริมาณเท่าเดิมไม่ขยายวงกว้างขึ้น)
-สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมจะไปดูแลเซลล์ดีๆ ที่อยู่รอบๆ เซลล์มะเร็ง ให้มีความแข็งแรงและมีภูมิต้านทาน เซลล์มะเร็งจึงลุกลามมาทำอันตรายไม่ได้หรือได้น้อย
 
เห็นหรือยังว่า ทับทิมนั้นมากประโยชน์เพียงใด เอาเป็นว่า มื้อถัดไป อย่าลืมมองหาเจ้าผลไม้ที่ว่านี้มารับประทานกันเพลินๆ เพราะนอกจากจะอร่อยแล้วยังทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-15 10:55:42 IP : 110.168.159.53



ความเห็นที่ 1 (3395017)

 *** รางจืด *** (ผู้ช่วยสารพัดคุณค่า)

 
รางจืดเป็นไม้เลื้อย/ไม้เถา เนื้อแข็ง ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนเว้า มีเส้น 3 เส้นออกจากโคนใบ ดอก มีสีม่วงอมฟ้า ออกเป็นช่อห้อยลงตามซอกใบ ใบประดับสีเขียวประแดง กลีบเลี้ยงรูปจาน ดอกรูปแตรสั้น โคนกลีบดอกสีเหลืองอ่อน เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 4 อันผล เป็นฝักกลม ปลายเป็นจะงอย เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก
 
-รากและเถา - รับประทานแก้ร้อนใน กระหายน้ำ
 
-ใบและราก - ใช้ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้ เป็นยาพอกบาดแผล น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ทำลายพิษยาฆ่าแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากเกินไป หรือยาเบื่อชนิดต่างๆ เข้าสู่ร่างกายโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ติดอยู่ในฝักผลไม้ที่รับประทาน เมื่ออยู่ในสถานที่ห่างไกล การนำส่งแพทย์ต้องใช้เวลา อาจทำให้คนไข้ถึงแก่ชีวิตได้ ถ้ามีต้นรางจืดปลูกอยู่ในบ้าน ใช้ใบรางจืดไม่แก่ไม่อ่อนเกินไปนัก หรือรากที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป และมีขนาดเท่านิ้วชี้ มาใช้เป็นยาบรรเทาพิษเฉพาะหน้าก่อนนำส่งโรงพยาบาล (รากรางจืดจะมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า) ดินที่ใช้ปลูก ถ้าผสมขี้เถ้าแกลบหรือผงถ่านป่น จะช่วยให้ต้นรางจืดมีตัวยามากขึ้น
 
** รางจืด...แก้พิษจากยาฆ่าหญ้า **
 
ยาฆ่าหญ้าจำพวกพาราควอต นับเป็นสารเคมีที่มีพิษร้ายแรงต่อร่างกายมนุษย์มากที่สุดชนิดหนึ่งเนื่องจาก ในขนาดกินประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ ก็สามารถทำให้คนตายได้ สารสกัดใบรางจืดมีฤทธิ์ยับยั้ง lipid peroxidation และฤทธิ์นี้เป็นกลไกการออกฤทธิ์ต้านพิษพาราควอตกลไกหนึ่งของรางจืด รวมทั้งรางจืดยังไปเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ที่เรียกว่า NADPH quinineoxidonnereductase เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายสารที่เรา ได้รับเข้าไปในร่างกาย
 
** รางจืด...แก้พิษจากสัตว์ที่เป็นพิษและพืชพิษ **
 
ใช้แก้พิษแมงดาทะเลเป็นอีกหนึ่งรายงานของการใช้รางจืดแก้พิษ ความรุนแรงของอาการพิษที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับปริมาณไข่แมงดาทะเลที่ได้รับ เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ ๔๐ นาทีถึง ๔ ชั่วโมง ทุกรายมีอาการชารอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน อาการชาจะลามไปยังกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ที่เป็นอันตรายคือทำให้หายใจไม่ได้ อาการรุนแรง หมดสติ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ วิธีการรักษาปัจจุบันไม่มีวิธีเฉพาะ ไม่มีสารแก้พิษโดยเฉพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคองจนผู้ป่วยขับเอาสารนี้ออกจากร่างกายให้หมดแพทย์ผู้ รักษาใช้รางจืดจากการร้องขอของญาติ เมื่อกรอกใส่สายยางลงไป ๔๐ นาที อาการดีขึ้น ซึ่งแพทย์ผู้รักษารู้สึกประทับใจกับรางจืดมาก
 
** รางจืด...สู้กับมลภาวะออกฤทธิ์ต้านพิษตะกั่วต่อสมอง **
 
ตะกั่ว เป็นมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ พิษตะกั่วต่อร่างกายมี อยู่หลายระบบ ที่สำคัญคือสมอง เนื่องจากตะกั่วจะไปสะสมอยู่ในสมองส่วนฮิปโพแคมพัสซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยว ข้องกับการเรียนรู้และความจำ รางจืดไปช่วยลดพิษของตะกั่วต่อความจำและการเรียนรู้ของหนู และทำให้เซลล์ประสาทตายน้อยลง ด้วยกลไกการต้านออกซิเดชัน โดยตัวของรางจืดเองและการไปช่วยรักษาระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง
 
** รางจืด...ช่วยในการลด เลิก ยาบ้า **
 
จากการที่ชาวบ้านนำรางจืดมาแก้พิษยาเสพติด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงได้ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดแอมเฟทามีนและโคเคน โดยทั่วไปเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากในขณะที่ผู้ป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน ทำให้คาดว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดรางจืดอาจเกิดความพึงพอใจ เช่นเดียวกับการรับยาเสพติด หากนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุรนทรายมาก จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งทีการรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรได้ผล
 
** รางจืด...ต้านพิษเหล้า **
 
ใช้เพื่อป้องกันหรือลดอาการเมาเหล้า พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ 
 
** รางจืด...เพื่อคุณภาพชีวิตของโรคเรื้อรัง **
 
การที่มีหมอยาพื้นบ้านจำนวนหนึ่งใช้รางจืดในการคุมเบาหวานและความดัน นอกจากนี้ ยังมีการทดลองพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์
 
หมายเหตุ : การ ใช้สมุนไพรในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันนี้พึงระลึกว่าต้องมีการรักษาร่วม ไปกับแผนปัจจุบันและมีการวัดระดับน้ำตาลและระดับความดันอย่างใกล้ชิด 
 
** รางจืด...แก้อักเสบ **
 
การที่หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้รางจืดมารักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น ผด ผื่นคัน แมลงกัดต่อย เริม งูสวัด มีการศึกษาว่ารางจืดมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงกว่ามังคุดประมาณ ๒ เท่า นอกจากนั้นยังพบว่า สารสกัดรางจืดในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบได้ดีเท่ากับสตีรอยด์ครีม
 
** รางจืด… กับมะเร็ง **
 
รางจืดยังมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง โดยมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ กล่าวคือสารใดๆ มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อมะเร็งได้ แต่รางจืดมีฤทธิ์ต้านไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์
โดยพบว่าสารออก ฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก ได้แก่ caffeic acid และ apigenin และสารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a และ pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
 
** รางจืด… ผักพื้นบ้านที่มีความปลอดภัย **
 
รางจืดเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงชนิดหนึ่ง ทั้งจากการที่ชาวบ้านกินยอดอ่อน ดอกอ่อนเป็นผัก ใช้ลวกกิน แกงกิน เช่นเดียวกับผักพื้นบ้านทั่วๆ ไป
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 10:56:49 IP : 110.168.159.53


ความเห็นที่ 2 (3395035)

 ขิง.....มีบันทึกในตำนานมา ๓๐๐๐ ปีแล้ว

 
ขิง เป็นสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลนานมาแล้ว โดยปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านและผลงานเขียนของขงจื๊อ (เมื่อกว่า 3000 ปีมาแล้ว) และขิงก็มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมายาวนาน
 
ผลการวิจัยล่าสุดพบว่าผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 50-60 ปีที่รับประทานขิงเป็นประจำมีประสิทธิภาพของสมองดีขึ้น "ขิง มีส่วนช่วยให้ neuroprotective function ดีขึ้น" Kathleen McFarlane ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของออสเตรเลียกล่าว "นั่นก็หมายความว่าขิงมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่น กัน"
 
นอกจากนี้การใส่ขิงป่น 100 กรัมลงไปในสลัดหรือผัดผักที่ท่านรับประทานเป็นประจำ ก็เป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ขิงยังมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดได้อีกด้วย 
ขิงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอาการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนยาบรรเทาปวด (Analgesic) "สำหรับการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ, การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยขิงในส่วนผสมควบคู่กับการรับประทานยา ปฏิชีวนะ ช่วยให้อาการปวดกล้ามเนื้อหายได้ไวขึ้น" Pam Stone ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากประเทศออสเตรเลียกล่าว
 
สำหรับประโยชน์ของน้ำขิงก็สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน
 
การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการคัดจมูกและบรรเทาอาการหวัดได้ การใส่น้ำมะนาว แล้วน้ำผึ้งผสมกับชาขิงร้อนๆก็มีสรรพคุณเป็นยาที่ดีมากมาย รวมไปถึงอาการปวดท้องจากอาการลำไส้แปรปรวน(IBS)ท้องอืดท้องเฟ้อ"การ ดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้าสามารถช่วยให้ลำไส้ของท่านทำงานได้ดีมากขึ้น" McFarlane กล่าว และการวิจัยของประเทศออสเตรเลียก็ค้นพบอีกว่าขิงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือด และอาจช่วยต่อต้านโรคเบาหวานได้
 
ขิง ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำงานของช่องท้องและลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตและ หัวใจของเรา และอวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดีขึ้นหากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากขิง
 
ขิงช่วยป้องกันไม่ให้ bad cholesterol LDL แข็งเป็นแผ่น ซึ่ง bad cholesterol นี้จะส่งผลเสียกับระบบโลหิตภายในร่างกายและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
 
"การรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากขิงเป็นประจำ สามารถช่วยบำรุงร่างกายของท่านได้ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุด" McFarlane กล่าวทิ้งท้าย
 
ที่มา ...108health.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 11:45:10 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 3 (3395425)

 คำว่าสมุนไพร กับ คำว่ายา เหมือนกันหรือไม่

 
คนส่วนใหญ่เค้าใจว่าสมุนไพรคือยารักษาโรค จริง ๆ แล้ว สมุนไพรเป็นเพียงแค่สิ่งที่ช่วยประวิงเวลาไม่ให้อาการที่เป็นอยู่กำเริบขึ้นหรือช่วยชลออาการให้เกิดขึ้นช้าลงเท่านั้น ถ้าคุณอยากได้ยาแบบชนานแท้จริง ๆ คุณต้องทานยาตำหรับ คุณเชื่อหรือไม่ว่ายาตำหรับไทย มีสรรพคุณทางการรักษาไม่แพ้ยาแผนปัจจุบัน เพียงแค่ความรู้กับการพัฒนาที่ขาดช่วง หรือความรู้บางส่วนได้ขาดหายไป ซึ่งเราสามารถพัฒนาได้ สมุนไพรเดียวไม่สามารถรักษาโรคได้เนื่องด้วยกำลังไม่มากพอ เหมือนคุณกินยาแผนปัจจุบัน ถ้าคุณเป็นไข้และเป็นหวัดที่เกิดจากคุณไปตากฝน แลัวคุณไปกินแค่พารา มันก็ไม่หาย แต่ ถ้าคุณกินพาราคู่กับคลอเฟนีรามีน มันจะครอบคลุมอาการโรคของคุณ เช่นเดียวกัน ถ้าคุณท้องอืดแลัวไปกินขมิ้นชัน คุณไม่มีทางหาย ถ้าจะให้ดีคุณต้องกินขมิ้นชัน พริกไทย ใบเตย และตระกูลยาเขียวประสะ ถ้าคุณใช้ยาเป็นคุณจะรู้ว่า สมุนไพรไม่ใช่ยา แต่ยาคือสมุนไพรที่มากกว่า 2 ตัวและต้องกินให้ถูกเวลา
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-16 17:39:52 IP : 171.97.1.65


ความเห็นที่ 4 (3395429)

 ***5 ดอกไม้พิชิตโรค***

 
ช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาวแบบนี้ท่านอาจเคยเห็นดอกไม้ที่วางขายตามท้องตลาด เป็นดอกไม้ที่รับประทานได้สีสันสวยงามและมากล้นด้วยประโยชน์มหาศาล ลองมารู้จักกับดอกไม้เหล่านี้กันดีกว่า
 
-ดอกขจร
ดอกไม้หาง่ายในท้องตลาดราคาย่อมเยา ทั้งยังปลอดสารพิษ รสชาติอร่อย ส่วนใหญ่จะนำมาปรุงเป็นขนมดอกขจร หรือตอนนี้ดอกสีเขียวอ่อนนำมาผัดน้ำมันหอย ปรุงในจานยำ จิ้มน้ำพริกชุบแป้งทอด
 
ประโยชน์ : มีแคลเซียมสูงบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินเอบำรุงสายตา สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมบาดแผล
 
-ดอกแค
คนโบราณบอกว่าดอกแคแก้ไข้หัวลม เหมาะจะกินช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศเปลี่ยนฤดู และดอกแคยังมีใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ จึงช่วยในระบบขับถ่ายได้ดี เหมาะจะนำมาใส่ในแกงส้ม จานยำ หรือผัดใส่หมูสับ กุ้งสับ หรือจะลวกจิ้มน้ำพริก
 
ประโยชน์ : ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้
 
-ดอกโสน
ขนมดอกโสนที่คนรุ่นคุณพ่อคุณแม่รู้จักกันดี มีรสหวานชวนรับประทาน สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น นำมาชุบแป้งทอดกรอบ รับประทานกับขนมจีนน้ำพริก ผัดน้ำมันหอยนำไปลวกจิ้มน้ำพริก แกงดอกโสน ยำดอกโสน
 
ประโยชน์ : เป็นยาแก้ปวดมวนท้อง
 
-ดอกอัญชันสีม่วง
เมื่อก่อนคนนิยมใช้นำมาปรุงแต่งสีสันอาหารให้ดูน่ารับประทาน เช่น ขนมช่อม่วง ขนมชั้น เล็บมือนาง โดยคั้นเอาน้ำมาผสมกับอาหารก่อนจะปรุง หรือหยอดสีม่วง ตอนหุงข้าวจะได้ข้าวสีสวย แต่ตอนนี้เริ่มเป็นที่นิยม โดยนำดอกไปตากแห้ง หรือใช้ดอกสดต้มน้ำและเติมน้ำตาล มะนาว ดื่มแก้กระหายคลายร้อน
 
ประโยชน์ : สารแอนโธไซยานิน มีอยู่มากในดอกอัญชัน จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น
 
-หัวปลี
เป็นดอกของต้นกล้วย กินได้ทั้งแบบดิบและสุก รสชาติจะฝาด นำกลีบมาชุบแป้งทอดกินได้ หรือจะใช้ใส่ในแกงเลียง ต้มยำไก่ กินแกล้มกับขนมจีนน้ำพริก ทำทอดมัน และอีกสารพัดเมนูของอร่อย ซึ่งหาทานได้ง่ายมาก มีมากมายตามสวนไร่นา
 
ประโยชน์ : บรรเทาอาการโรคกระเพาะอาหาร ใบหัวปลีมีธาตุเหล็ก บำรุงเลือด ป้องกันโลหิตจาง และลดน้ำตาลในเลือด
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-16 17:46:11 IP : 171.97.1.65


ความเห็นที่ 5 (3395645)

 อายุรวัฒน์เวชศาสตร์ ผลประโยชน์ของมะนาวผสมโซดา

 
ตัดทิ้งบางๆของมะนาวใส่ในแก้วหรือในโถเหยือก และดื่มมัน ..จะกลายเป็นน้ำที่มีความเป็นด่างสูงมาก น้ำที่มีความเป็นด่างนี้เองจะไปทำให้เชื่อโรคต่างๆในร่างกาย ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เพราะความเป็นด่างของน้ำนี้เอง ที่ทำลายเชื้อโรค และดื่มมันทั้งวัน เพียงแต่ใช้น้ำดื่มนี้ ดื่มตลอดทุกวัน จะทำให้ท่านมีสุขภาพดีมาก ประโยชน์ที่มหัศจรรย์ของมะนาวนี้เอง จะอธิบายดังต่อไปนี้
สถาบันทางวิทยาศาตร์อนามัยนี่คือยาที่มีผลต่อมะเร็งดีเยี่ยมล่าสุดของโลก โปรดอ่านแล้วท่านตัดสินเองแล้วกัน มะนาวเป็นผลิตผลที่มหัศจรรย์มากที่สามารถฆ่าเซลมะเร็งได้มากกว่า 1 หมื่นเท่า มากกว่าเคโมเทอราฟี .. ทำไมเราไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะว่าปฏิบัติการห้องแล็บส่วนใหญ่นั้น ไม่ยอมพูดเรื่องนี้เลย และก้อจะทำให้สูญเสียผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไป เราท่านทั้งหลายสามารถช่วยเพื่อนท่านได้ ในการบอกให้เขาหรือเธอเหล่านั้น ว่าน้ำมะนาวนั้นมีประโยชน์ยิ่งในการป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บ มีรสชาติที่ดี และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการฉีดคีโมฯคนมากหลายอาจจะตาย ในขณะที่ความลับที่ป้องกันมะเร็งนี้ได้ถูกเก็บงำเอาไว้ เพื่อไม่ให้ต้องการทำลายผลประโยชน์ นับล้านๆ กับบริษัทยาใหญ่ ๆ ท่านทราบไหมว่าต้นมะนาวนี้ (มะนาวแป้น และ หรือมะนาวทุกชนิด) ท่านจะกินมะนาวเหล่านี้ในวิธีต่างๆก็ได้ เช่นกินเปลือก กินน้ำ หรือคั้น หรือเตรียมเป็นเครื่องดื่มใดๆแล้วแต่ที่เราชอบ และมันทำได้หลายอย่าง โดยเฉพาะถ้าดื่มน้ำมะนาวผสมกับโซดาจะทำให้ผลประโยชน์ของน้ำมะนาวดังกล่าวสูบฉีดเข้าร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือมันขจัดซีดหรือก้อนเนื้อร้าย .. ผลไม้ชนิดนี้ พิสูจน์แล้วว่าสามารถต่อต้านมะเร็งได้ อย่างดีเยี่ยม มีคนกล่าวไว้ว่ามันมีผลประโยชน์ สำหรับมะเร็งหลายชนิด อาจกล่าวได้เลยว่ามันสามารถป้องกันการอักเสบของเชื้อแบตทีเรีย และเชื้อราต่างๆ สามารถที่จะต่อต้านพาราไซส์ที่อยู่ข้างใน มันทำให้เลือดที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปเข้าสู่ภาวะปกติ มันทำให้คลายเครียด ต่อต้านโรคประสาท โรคฟุ้งซ่านได้ด้วย ข่าวสารเรื่องนี้หน้าสนใจมาก มันมาจากบริษัทยาใหญ่หลายบริษัทในโลก ซึ่งมากกว่า 20 บริษัทได้ทำการทดลองเรื่องนี้ ผลการทดลองเปิดเผยออกมาได้ว่า มะนาวนี้สามารถทำลายเนื้อร้ายที่รุนแรง (มะเร็ง)ได้ถึง 12 ชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน ส่วนผสมของไซทัสหรือมะนาว มีความสามารถในการทำลายมะเร็งได้มากกว่ายาที่ใช้การทำคีโม ทำให้การเจริญเติบโตของเซลมะเร็งนั้นหยุดอยู่กับที่ และนอกจากนี้มันยังเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก การรักษาด้วยมะนาวนี้ สามารถทำลายต่อต้านมะเร็งได้อย่างรุนแรง แต่ไม่มีผลข้างเคียง
มีผูุ้ที่สนใจสุขภาพมากยิ่งขึ้นจึงข้เพิ่มเติมข้อมูล จาก
http://www.modxtoy.com/v1/lofiversion/index.php?t176506.html
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-17 15:42:47 IP : 58.9.192.214


ความเห็นที่ 6 (3395971)

 ***ทองพันชั่ง คุณค่ามากมายดั่งทอง***

 
ไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ส่วนโคนต้นเนื้อไม้เป็นแกนแข็ง ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากล่างมีจุดประสีม่วงแดง ผล เป็นฝักเล็ก พอแห้งแตกออกได้
 
สรรพคุณ :
 
ราก - แก้กลากเกลื้อน รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคผิวหนัง ดับพิษไข้ แก้พิษงู แก้พยาธิวงแหวนตาผิวหนัง
 
ทั้งต้น - รักษาโรคผิวหนัง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน รักษามะเร็ง คุดทะราด ขับพยาธิตามผิวหนัง ตามบาดแผล แก้ไส้เลื่อน ไส้ลาม แก้ปัสสาวะผิดปกติ
 
ต้น - บำรุงร่างกาย แก้โรค 108 ประการ รักษาโรคผมร่วง
 
ใบ - ดับพิษไข้ แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน แก้โรคไขข้ออักเสบ รักษาโรคผิวหนัง รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคความดันโลหิตสูง แก้ผมร่วง บำรุงร่างกาย แก้โรค 108 ประการ แก้ปวดฝี แก้พิษงู ถอนพิษ แก้อักเสบ แก้โรคมุตกิต รักษาโรคพยาธิวงแหวนตามผิวหนัง
นอกจากนี้ยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ รักษาโรคต่อไปนี้คือ
 
ราก - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษามะเร็งปอด กระเพาะลำไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมร่วง รักษาโรคตับพิการ รักษาโรครูมาติซึม รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆ ขับปัสสาวะ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค
 
ทั้งต้น - รักษาโรคผิวหนัง คุดทะราด แก้เม็ดผื่นคัน
 
ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษามะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย มะเร็งลำไส้ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
 
ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดหัวตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะตอย รักษาโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้ใจระส่ำระสาย แก้คลุ้มคลั่ง แก้สารพัดพิษ
นอกจากนี้ในตำราบางเล่ม ยังได้กล่าวถึงสรรพคุณทองพันชั่ง โดยไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในตำรายาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ
- รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมร่วง รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดขัดยอกชายโครง มือเคล็ด คอเคล็ด แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งภายในและภายนอก
 
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
 
ใช้รับประทานเป็นยาภายใน รักษาโรคมะเร็ง และวัณโรคระยะเริ่มแรก
1. ใช้ทั้งต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
2. ใช้ก้านและใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำดื่ม รักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก
 
ใช้เป็นยาภายนอก แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อนและผื่นคันอื่นๆ
1. ใช้ใบสด 5-8 ใบ หรือ รากสด 2-3 ราก
ใบสดตำให้ละเอียด เติมเหล้าโรงเล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อน หรือเอารากมาป่น แช่เหล้าไว้ 1 สัปดาห์ กรองเอาน้ำยาที่แช่มาทา ทาบ่อยๆ จนกว่าจะหาย
2. ใช้ใบสดตำผสมน้ำมันดิบ หรือ แอลกอฮอล์ 75% ทาบริเวณที่เป็น
 
ที่มา : rspg.or.th
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-19 19:19:34 IP : 110.168.167.58


ความเห็นที่ 7 (3396003)

ว่านรางจืด.....

 

 ว่านรางจืดนี้มีด้วยกันหลายชนิด เช่นว่านรางจืดชนิดเถาดอกสีม่วง ๑,  หิ่งหายใหญ่เรียกรางจืดต้น๑,  รางจืดอีกชนิด เป็นพืชประเภทเหง้าสีขาว มีใบเหมือนขมิ้น ต้นใบกอดูภายนอกเหมือนขมิ้นขาวมาก๑,และต้นเขยตายแม่ยายชักปรกทางอีสานก็เรียกรางจืดเช่นกัน และนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มากในการรักษางูกัด  แต่ที่จะกล่าวในที่นี้คือรางจืดเถาชนิดดอกสีม่วง

                ว่านรางจืดชนิดนี้มีสรรพคุณดีที่สุดในบรรดารางจืดทั้งหมดในด้านการล้างพิษ และเป็นสมุนไพรล้างพิษที่ดีที่สุด ออกฤทธิ์เร็วที่สุด  มีอยู่ครั้งหนึ่งสุนัขที่บ้านโดนวางยาเบื่อนอนชักน้ำลายฟูมปากอยู่หน้าประตู จึงเอารางจืดผสมน้ำกรอกเข้าปาก ภายใน 15 นาที สุนัขตัวนี้ลุกขึ้นวิ่งได้และหายเป็นปกติ   เป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก   โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองสุพรรณบุรีได้ให้ข่าวแก่สื่อมวลชนว่าแต่ก่อนมีคนดื่มยาพิษ ญาติพามาให้หมอรักษา โอกาสรอดนั้นครึ่งต่อครึ่ง ถ้าล้างท้องทันก็ไม่ตาย  แต่หลังจากใช้รางจืดดอกสีม่วงมาให้คนป่วยดื่มโอกาสรอดชีวิตมีสูงเกือบเต็มร้อย
 
                มีหลายคนเล่ากันว่ากินรางจืดดื่มเหล้าไม่เมา  ข้อนี้ผมทดลองมาแล้วไม่เป็นความจริงดังเขากล่าว  แต่การกินรางจืดขณะกินเหล้าหรือหลังกินเหล้าจะให้ผล 2 ประการคือ  ดื่มเหล้าเมาช้ากว่าคนไม่กิน  และเมื่อสร่างเมาแล้วจะไม่มีอาการแฮ้งค์คือปวดหัวหรือปวดท้อง  เคยทดลองแบ่งกลุ่มคนดื่มเหล้าออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 3 คน  กลุ่มหนึ่งไม่กินรางจืด อีกกลุ่มหนึ่งกินรางจืดก่อน  เมื่อดื่มเหล้าเต็มที่แล้วกลุ่มที่กินรางจืดจะเมาไม่มากคือแทบไม่แสดงอาการเมา  แต่กลุ่มที่ไม่กินรางจืดจะเมาคอพับไปก่อน  เมื่อสร่างเมาแล้วคนที่ไม่กินรางจืดจะบ่นปวดหัวบ้างปวดท้องบ้าง แต่กลุ่มที่กินรางจืดมีอาการปกติ 
 
                รางจืดนี้ถ้าใช้รับประทานประจำทุกวันสามารถล้างพิษในโลหิตและพิษที่ตกค้างในร่างกายออกได้  เป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งอันเนื่องมาจากสารพิษสะสมในร่างกายได้เป็นอย่างดี  และผู้ป่วยมะเร็งถ้ารับประทานรางจืดประจำก็สามารถทำให้สุขภาพดีขึ้น  และผมเข้าใจว่าสามารถล้างพิษจากการฉีดยาคีโมได้ ข้อนี้ผู้ป่วยต้องทดลองดู    มีผู้ที่สั่งรางจืดจากผมครั้งละหลายร้อยกระปุกได้เล่าให้ฟังว่าแม้ผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทานรางจืดก็มีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างประหลาด น้ำตาลในเลือดไม่ขึ้น  ผมไม่ยืนยันในข้อนี้เพราะยังไม่ได้ทดสอบ  แต่มีคนเล่าให้ฟังอย่างน้อย 3 คน
 
 
ตามตำราเภสัชแผนโบราณกล่าวถึงสรรพคุณของรางจืดไว้ว่ารางจืดมีรสจืดเย็น  ใบ ราก เถา ตำคั้นหรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำดื่มถอนพิษ แก้ไข้ ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ประจำเดือนไม่ปกติ แก้ปวดหู  ตำพอกแก้ปวดบวม  ทั้งต้นปรุงยาแก้มะเร็ง
 
พ.ต.อ.ชลอ อุทธกภาสก์  ได้เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับรางจืดไว้ในหนังสือ”คู่มือยาสมุนไพร และโรคประเทศเขตร้อน และวิธีบำบัดรักษา   ว่าสามารถใช้รางจืดรักษาคนที่ถูกวางยาเบื่อ  ยาสั่งมีพิษร้าย  คนเมาสุราจนสิ้นสติ  คนรับประทานเห็ดพิษ ใบไม้หรือผักมีพิษ  สัตว์ที่มีพิษต่าง ๆ  พิษจากสารเคมี  หรือยาพิษจากสมุนไพรต่าง ๆ  โดยภาพรวมแล้วรางจืดเป็นยาประจำบ้าน  เป็นหมอประจำบ้าน   มีรางจืดอยู่กับบ้านสามารถช่วยชีวิตคนยามฉุกเฉินได้ดีที่สุด  แทบจะไม่ต้องพึ่งโรงพยาบาลเลย
 
                ทุกวันนี้มีบริษัทผลิตยาแผนโบราณบางบริษัทผลิตรางจืดแคปซูลออกวางตลาด แต่ใช้ใบรางจืดอบแห้งบดผงแล้วบรรจุแคปซูล ก็มีสรรพคุณที่ดีเหมือนกันแต่ยังไม่ดีที่สุด เพราะส่วนที่ดีที่สุดของรางจืดอยู่ที่ราก ข้อนี้ผมได้ทดสอบด้วยตัวเองก็ตรงกับตำรากล่าวไว้ ท่านว่า รากมีรสแรงกว่าแก่น ๆ มีรสแรงกว่าเปลือกต้น ๆ มีรสแรงกว่ากระพี้ ๆ มีรสแรงกว่าใบ  ใบแก่มีรสแรงกว่าใบอ่อน  ดอกแก่มีรสแรงกว่าดอกอ่อน  ลูกแก่มีรสแรงกว่าลูกอ่อน ลูกแก่มีรสแรงเสมอเปลือกต้น  ดอกอ่อนมีรสเสมอกับใบอ่อน  ดังนั้นถ้าท่านจะใช้ส่วนใดของสมุนไพรก็พิจารณาไปตามหลักการนี้ 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-20 19:24:09 IP : 110.168.178.133


ความเห็นที่ 8 (3396004)

 กวาวเครือที่ใช้ทำยาได้

 
     ๑. กวาวเครือใบใหญ่ชนิดขาว ต้นของมันเป็นเถา ต้องอาศัยขึ้นต้นไม้ ถ้าไม่มีต้นไม้ก็เป็นเถาเลื้อยไปตามดิน ก้านหนึ่งมีเพียง 3 ใบเท่านั้น   แต่ไม่ใหญ่เท่าใบชนิดแดง สีใบเลี่ยน หัวนั้นสุดแล้วแต่ต้นใหญ่หรือเล็ก ดินดีหรือไม่ดี  ถ้าขุดจากโคนต้นลงไป มีรากจากต้นไปไกลสัก 1 ศอกถึง  1 วา จึงจะพบหัว รากเดียวกันอาจมีถึง 4-5 หัว รูปพรรณสัณฐานของหัวคล้ายหัวมันละแวกหรือมันแกวลาว ไม่สู้จะกลมเท่าไร  บางแห่งโตเท่าผลมะพร้าวลูกโต ๆหรือเท่ามะฟักเขียวก็มี  ถ้าเป็นพื้นที่เนื้อดินดีแล้วก็ยิ่งโตจนเท่าหม้อน้ำเย็นก็มี  บริเวณเมืองต่องอู่   ปยิ่นมะนา   เมืองมันตะเลมีนกิน   เมากะต่อ เป็นสถานที่หัวยาชุม  ประเทศอื่น ๆ ก็เข้าใจว่าคงหาไม่ยาก  เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่มีที่เชิงเขาดอยสุเทพ
      ให้เลือกเอาหัวที่แก่แล้วพอจะทำยาได้   เอามีดเชือดดูจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม (ข้อมูลนี้ผิดพลาด เพราะเถาที่มีใบเหมือนกวาวเครือแต่มียางนั้นเป็นชนิดมีพิษ ไม่ควรเอามาทำยา    ถ้าเป็นกวาวเครือขาวแท้จะไม่มียาง…..หมอเมือง)
หัวเหล่านี้เมื่อยังอ่อน กำลังเป็นหัวเล็ก ๆ เท่ากำมือ เส้นข้างในยังอ่อน มีน้ำมาก พวกเด็กเลี้ยงควายขุดเอามากินแทนน้ำเมื่อกระหายน้ำ เพราะฉะนั้น เมื่อหัวเหล่านี้โตขึ้นมาพอทำยาได้แล้วเอามาทำยา จะกินได้เท่าลูกพุทรา
     ในเวลานี้ ชนชาวเมืองมัณฑเล เมืองส่วยจีน เมืองเมี้ยวล่ะ เหล่านั้นได้เอาเฉพาะกวาวเครือชนิดขาวมาปรุงยารับประทานกัน  พวกนั้นจึงได้รับคุณประโยชน์ของยา  บางคนก็มีถันตั้งขึ้น แลปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง  ได้เห็นประจักษ์แก่ตาข้าพเจ้า
 
     ๒. กวาวเครือชนิดหัวแดง  พอเป็นต้นขึ้นจากดินโดยมากไม่ต้องอาศัยไม้อื่น  มีลำต้นชักต้นชักเครือขึ้นไปสูงพอสมควร แล้วก็เป็นพุ่ม คล้ายต้นดอกสบันงาจีน หรือมีเครือเล็ก ๆ แทรกออกบนพุ่มนั้น  ก้านหนึ่งมีเพียง 3 ใบ  ระหว่าง 2 ใบข้าง ๆ คือใบตรงกลางนั้นเป็นใบใหญ่ที่สุดถ้าจะเทียบก็เท่าใบตองตึงขนาดใหญ่ ๆ (ใบไม้พลวง)  ถ้าเอาข้าวสารครึ่งแครงหุงให้สุกแล้วเอาใบนั้นห่อก็จะมิดชิดได้  มียางแดงคล้ายโลหิต  ถ้าขุดที่โคนต้นลงไปจะพบรากที่ออกจากต้น ห่างสักประมาณ 8-9 นิ้ว แล้วจะมีหัวต่อออกไปทุกราก  รูปพรรณสัณฐานของหัวคล้าย ๆ งาช้างหรืองวงช้าง  หรือปล้องศอกปล้องแขน  มีล้อมรอบต้นของมัน  เมื่อเอามีดเชือดดูเปลือกหัวจะเห็นเส้นสีแดง  ยางนั้นจะแดงไม่ผิดกับโลหิต  เนื้อในหัวมีเส้นมาก แต่มีสีขาวมอ ๆ  ค่อนข้างหายาก  แต่ถ้าพบต้นหนึ่งใหญ่ขนาดลำแขนก็จะได้หัวประมาณ 1 เล่มเกวียน
     บางตำราขีดเขียนไว้โดยมิได้แยกชนิด น่ากลัวคนทั้งหลายจะเข้าใจว่าเป็นกวาวเหมือนกันและรับประทานจนเกินขีด  เพราะฉะนั้นขอให้พิจารณาดูฝอยตำราที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น รับประทานกันอย่าให้เกินขีด (ขนาด)
     ชนโบราณกล่าวไว้ว่า เมื่อเอาใบกวาวเครือแดงห่อเนื้อกระต่ายไว้สัก 1-2 ชั่วโมง เนื้อกระต่ายที่ห่อนั้นจะเป็นหนอนหมด  ถ้าเอาใบกวาวชนิดอื่นห่อจะไม่เป็นหนอน ขอให้พิจารณาให้ถี่ถ้วน  ถ้าหัวกวาวเครือที่ถูกต้องตามตำราที่กล่าวมาแล้วนั้นจึงจะเรียกว่ากวาวเครือแดงใบใหญ่ เอาไปใช้ทำยาได้ จึงจะได้รับคุณประโยชน์ตามที่กล่าวมาแล้ว
     กวาวหัวแดงชนิดนี้มีตามป่าระหว่างเมืองปะโก ตามเชิงเขายะแมติน และป่าแหล่เว ชามชุ ป่าจุนแดดปะยิ่นมะนา แต่ไม่สู้จะชุมเท่าชนิดขาว หาค่อนข้างยาก  แต่ถึงแม้หายาก เมื่อเจอต้นหนึ่งก็ได้หัวจนเหลือกินเหลือใช้  ชนิดหัวขาวนั้น เมื่อรับประทานจำเริญไปได้สัก 1-2 เดือน นมชักจะตึงใหญ่ขึ้นมา ส่วนแดงนั้น 5-6 เดือนนมก็ไม่ขึ้น สุดแต่จะเลือกชนิดไหน
     ๓.  กวาวเครือดำ  โดยมากลำต้นแลเถาไม่ผิดเพี้ยนกับชนิดแดง  ใบก็มี 3 ใบเหมือนกัน แต่ไม่สู้จะใหญ่เท่าชนิดแดง  ยางนั้นดำคล้ายสีดำ เนื้อเถาไม่แข็ง เถาอ่อนนุ่มนิ่ม   มีหัวเช่นเดียวกับชนิดแดงแต่ไม่ใหญ่เท่าแดง  ต้นหนึ่งไม่มีหัวมากเหมือนชนิดแดง  ยางมีสีดำจัด    ทราบว่ามีในป่าบ้านยีผิ่วยว่า  จังหวัดปะยิ่นมะนา  ฝั่งตะวันออกแม่น้ำมีบ้าง แต่ไม่ทราบว่าใครได้ไปพบเห็นและเอามาทำยาบ้าง ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งพบเห็นแล้วจะเอามาทำยารับประทานนั้น  จะรับประทานได้เท่ากึ่งเม็ดมะก่ำเล็ก  หรือเม็ดมะก่ำใหญ่ผ่า 4 แล้วรับประทาน 1 ส่วนเท่านั้น
 
     ๔.  กวาวเครือมอ  ทุก ๆ ส่วนของต้น เถา ใบ หัว เหมือนชนิดดำ แต่เนื้อในหัวและยางมีสีมอ ๆ หาค่อนข้างยากเท่ากับชนิดดำ  ได้เห็นพระครูเมืองก่านอู่เอามาฉันแล้ว
คำเตือนที่สำคัญ
     ในโลกนี้มีความว่า “กินพอควรจะได้รับโชค  กินเกินควรจะได้รับโทษ”  ความข้อนี้ขอให้เก็บใส่ใจไว้ให้แน่นแฟ้น  ถึงแม้ข้าวเป็นอาหารของมนุษย์ รับประทานกันทุก ๆ วัน  แต่ถ้าเรากินพอสมควร อวัยวะของเราก็ช่วยย่อยลงไปเลี้ยงร่างกายให้มีกำลังวังชา     แต่ถ้าเรากินจนเกินควรก็อาจทำโทษเกิดเป็นท้องขึ้นอืดเฟ้อ  อวัยวะย่อยไม่ทันกลับเป็นโรคถึงแก่ชีวิตได้
     ถ้ารับประทานพอสมควรแล้ว  ถึงแม้เป็นยาพิษก็ยังกลับได้คุณประโยชน์    เช่นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่าจันทคุปต์ ครอบครองเมืองปาตลีบุตร  เมื่อยังทรงพระเยาว์ พราหมณ์ชะนะกะเอายาพิษใส่พระกระยาหารให้เสวยวันละเล็กวันละน้อย ทวีขึ้นทุกวัน   ความประสงค์ของพราหมณ์มีอยู่ว่าถ้าเจ้าชายน้อยได้ขึ้นครองราชสมบัติจะไม่ให้ใครลอบวางยาพิษแก่พระองค์ได้   ดังนั้น เมื่อพระเจ้าจันทคุปต์ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ในเครื่องเสวยของพระองค์มียาพิษเจืออยู่ถึง 10 สลึง    พระองค์ยังเสวยได้โดยปราศจากอันตราย  ถึงแม้เป็นยาพิษจริง ๆ   ถ้ารับประทานวันละเล็กวันละน้อย นาน ๆ เข้าก็รับประทานมากขึ้นได้
 
     ยาหัวกวาวเครือนี้ก็เช่นกัน   ทีแรกก็รับประทานเท่าเม็ดมะก่ำ  นานวันก็ทวีขึ้นเรื่อย ๆ ต่อนานไปก็ทานเท่าลูกพุทราได้    ชนบางพวกเห็นว่าเป็นยาดี อยากให้อ้วนพลีดีงามเร็วเกินไป ได้รับประทานยาจนเกินอัตรา  ตรงกันข้ามที่จะได้รับคุณประโยชน์ กลับได้รับโทษเสียก็มีมากต่อมาก    ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งต้นรับประทานทีแรกให้รับประทานดังนี้
          กวาวเครือขาว    รับประทานเท่าเม็ดในมะขาม
          กวาวเครือแดง    รับประทานเท่าเม็ดมะก่ำใหญ่
กวาวเครือดำ      รับประทานเท่าเม็ดมะก่ำผ่า 4 กิน 1 ส่วน
แล้วค่อยทวีขึ้นทีละน้อย  ต่อไปถ้าถึง 3 เดือน 6 เดือน เมื่อยาออกฤทธิ์ซึมซาบไปทั่วร่างกาย เราจะ
กินมากขึ้นก็ได้
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-20 19:43:44 IP : 110.168.178.133


ความเห็นที่ 9 (3396005)

 สาบเสือ......   สมุนไพรรักษาแผล, ห้ามเลือด, แผลในกระเพาะอาหาร

 
 คนเหนือเรียกหญ้าแมงวาย  คนอีสานเรียกหมาหลง  เวลาขึ้นตรงไหนก็แพร่หลายจนเป็นต้นเป็นกอติด ๆ กันหนาแน่น หมาเข้าไปยังหาทางออกไม่ได้ จึงเรียกหมาหลง  ส่วนที่เรียกแมงวายก็เพราะมีสารที่กำจัดแมลงได้  สังเกตดูเถอะ ไม่มีแมลงตัวไหนที่กินใบไม้ชนิดนี้   ส่วนชื่อสาบเสือนั้นเกิดจากกลิ่นของใบ แต่เคยเข้าใกล้เสือก็ไม่เห็นว่ามันจะเหมือนกลิ่นเสือตรงไหน  ฟาร์มผึ้งชอบสาบเสือมาก หากพบดงสาบเสืออยู่ตรงไหนเขาจะนำรังผึ้งไปวางไว้ในบริเวณนั้น จึงได้น้ำผึ้งกลิ่นดอกสาบเสือ ซึ่งไม่เหม็นเหมือนใบของมัน
 
                สาบเสือมีสรรพคุณในการรักษาแผลและห้ามเลือดได้ดีมาก  ใครโดนมีดบาดจนเลือดไหล ลองขยี้ใบสาบเสือโปะที่บาดแผลดูเถอะ เลือดจะหยุดทันที และแผลจะแห้งหายเร็ววัน   เพราะเหตุนี้จึงมีชาวบ้านบางคนทดลองเอาใบสาบเสือมาคั้นเอาแต่น้ำดื่มกินลงไป  แผลในกระเพาะอาหารก็หายเร็ววันเช่นกัน  แต่ก็ต้องทนกลิ่นฉุนของมัน และคงไม่ได้ดื่มครั้งเดียวหรอกครับ  ทางที่ดีคั้นเอาน้ำใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ ดื่มก่อนอาหารวันละ 3-4 ครั้ง คงหายเร็ววันแน่นอน  
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-20 19:48:20 IP : 110.168.178.133


ความเห็นที่ 10 (3396006)

 กลิ้งกลางดง....  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

 
สมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ให้ผลเป็นเลิศในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารคือ กลิ้งกลางดง  ทางเหนือเรียกมะหำเบ้า  เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันขึ้นต้นไม้ใหญ่ แต่เป็นไม้ล้มลุก เจริญงอกงามในฤดูฝน  พอถึงหน้าแล้งเถาและใบก็โทรมแห้งเหลือแต่หัวอยู่ใต้ดิน  ถึงหน้าฝนก็งอกเถาและใบขึ้นมาอีก  มีใบโตสวยงามลักษณะแบบใบโพธิ์ มีร่องใบลึกชัด  ใบโตขนาดฝ่ามือกลาง   ติดผลที่เถา ผลโตขนาดลูกมะตูมหรือใหญ่กว่านั้นก็มีมาก  ผลโตเต็มที่และหลุดร่วงประมาณมกราคม-มีนาคม  เป็นไม้ขึ้นตามป่าริมชายเขา เมื่อผลหลุดหล่นก็กลิ้งลงไป จึงเรียกกลิ้งกลางดง พอถึงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ผลว่านนี้จะงอกเถาหมด แม้เก็บไว้ในถุงฟางก็ยังงอกเถาอยู่ในถุงได้  ปลูกง่ายจริง ๆ   เป็นว่านยาชนิดหนึ่งที่นักนิยมว่านชอบเล่น  เชื่อกันว่าใครได้กินผลว่านนี้จะทำให้คงกระพัน และมีพละกำลังมาก    วิธีใช้ทำยา  หมอแผนโบราณที่รู้สูตรยานี้จะนำผลกลิ้งกลางดงมาบดเป็นผงผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ แล้วผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน  กินก่อนอาหารทุกมื้อ  ไม่ถึงเดือนหรอกครับ โรคแผลในกระเพาะอาหารจะทุเลาหรือหายสนิท  บางคนอาจกินนานกว่านั้น ส่วนหมอเมืองนำผงยาที่ผสมแล้วบรรจุแคปซูล  รับประทานครั้งละ 3 แคปซูล ก่อนอาหาร 3 เวลา   นอกจากรักษาแผลในพระเพาะอาหารแล้วยังเป็นยาบำรุงร่างกาย  ทำให้เรี่ยวแรงดี  มีภูมิต้านทานโรคได้ดี  ทำให้การหมุนเวียนโลหิตดี ผิวพรรณดี
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-20 19:50:33 IP : 110.168.178.133


ความเห็นที่ 11 (3396073)

 "สมุนไพรช่วยลดความดัน"

 
ทราบหรือไม่ว่า สมุนไพรพื้นบ้านก็สามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ วันนี้มีมาบอก...
 
 
- กระเทียม ซอยกระเทียมสดประมาณครึ่งช้อนชา กินพร้อมอาหารวันละ 2-3 ครั้งหรือจะใช้วิธีเคี้ยวกระเทียมสด ๆ ก็ได้ อย่ากินตอนท้องว่าง เพราะฤทธิ์ร้อนของกระเทียมจะทำให้แสบกระเพาะได้
 
- ขึ้นฉ่าย เลือกต้นสดมาตำ คั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือใช้ต้นสด 1-2 กำมือ ตำให้ละเอียดต้มกับน้ำ แล้วกรองเอากากออก ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนอาหาร หรือกินเป็นผักสดผสมในอาหารก็ได้
 
- กาฝากมะม่วง ใช้กาฝากของต้นมะม่วง นำมาตากแห้งต้มน้ำดื่มต่างน้ำชาหรือตากแห้งคั่วแล้วชงดื่ม ในบางท้องถิ่นให้ใช้กาฝากสดนำใบและกิ่ง 1 กำมือ ต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่ม
 
- กระเจี๊ยบแดง ใช้กลีบเลี้ยงแห้ง ต้มน้ำหรือชงน้ำร้อนกินเป็นชากระเจี๊ยบ ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอลได้ แก้นิ่ว และลดไข้
 
- บัวบก ในตำรายาไทยทั่วไปใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน แต่มีตำรายาพื้นบ้านที่นำมาใช้ลดความดันโลหิตสูง โดยใช้ต้นสด 1 หรือ 2 กำมือ ต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่ม
 
ยังมีสมุนไพรอื่น ๆ ที่ใช้ปรุงอาหารเป็นประจำและมีสรรพคุณช่วยลดความดันได้ เช่น ขิง ขี้เหล็ก ผักชี ผักชีฝรั่ง มะขาม แมงลัก เป็นต้น
 
เชื่อกันว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับเครื่องดื่มทั้ง 4 ชนิดนี้ดีแต่อาจจะยังไม่รู้ว่าคุณค่าที่แท้จริงของมันมีมากแค่ไหน
 
 
1. น้ำใบบัวบก : น้ำใบบัวบกมีวิตามินเอสูงมากเหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้สายตาทำงานหนักอยู่เป็นประจำเพราะจะช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังมีแคลเซียมและวิตามินบี1 สูงกว่าผักชนิดอื่นอีกด้วย ประโยชน์อื่นๆ ของน้ำใบบัวบกคือ ใช้แก้ช้ำในแก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ร้อนใน บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ถ้าดื่มทุกวันเป็นเวลา 1 อาทิตย์จะช่วยลดความดันโลหิตได้ แก้แผลอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหารทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว ช่วยขับปัสสาวะ
 
 
2. น้ำว่านหางจระเข้ :ประโยชน์ของว่านห่างจระเข้อยู่ที่วุ้นซึ่งมีประสิทธิภาพในการสมานแผลทำให้แผลหายเร็ว ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่อยู่รอบๆ แผลและถ้าเอาไปทานก็จะช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้หายอ่อนเพลียช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติแต่เนื่องจากสารสำคัญในว่านหางจระเข้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้สดๆดังนั้นเมื่อตัดออกมาแล้วจึงควรใช้ทันที อย่าวางทิ้งไว้และก่อนใช้ควรล้างยางสีเหลือๆ ออกให้หมดก่อนเพื่อไม่ให้เกิดอาการคันหรือแพ้ในภายหลัง
 
 
3. น้ำลูกเดือย : เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัสจึงช่วยบำรุงกระดูกได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโตนอกจากนี้ยังมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาช่วยให้เจริญอาหารและเหมาะที่เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้นคนสมัยก่อนใช้น้ำลูกเดือยเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไตบำรุงกระเพาะอาหารและม้าม แก้อาหารคลื่นไส้อาเจียน และโรคท้องร่วงได้
 
 
4. น้ำขิง : อุดมไปด้วยแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันสารเบต้าแคโรทีนในน้ำขิงสามารถช่วยต้านมะเร็งได้ และยังมีคุณสมบัติเป็นยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับเสมหะ คลื่นไส้อาเจียน เมารถหรือเมาเรือ ลดการจับตัวของลิ่มเลือดช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อย ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น
 
ขอขอบคุณข้อมูลจากเดลินิวส์
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-21 10:24:06 IP : 58.9.80.186


ความเห็นที่ 12 (3396675)

 กระชาย..ประโยชน์มากกว่าที่คิด

 
กระชาย เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียว ยาวอวบน้ำ ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ายกระสวย ออกเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก มีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแกมส้ม เนื้อข้างในเป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน สีค่อนข้างแดง ใบมีขนาดยาวรีรูปไข่ ปลายใบแหลมมีขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาวหรือสีขาวปนชมพู ผลของกระชายเป็นผลแห้ง
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia pundurata (R0xb) Schitr
วงศ์ : Zinggberaceae
ชื่อท้องถิ่น : กะแอน ระแอน (ภาคเหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)
 
ลักษณะทางพฤษศาสตร์
 
กระชายเป็นไม้ล้มลุก สูงราว 1-2 ศอก มีลำต้นใต้ดินเรียกเหง้า มีรากทรงกระบอกปลายแหลมจำนวนมากรวมติดอยู่ที่เหง้าเป็นกระจุก เนื้อในรากละเอียด สีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะกาบใบสีแดงเรื่อ ใบใหญ่ยาวรีปลายแหลม ดอกเป็นช่อ สีขาวชมพู ขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า กระชายชอบดินร่วนปนทราย ไม่ชอบดินแฉะ ต้องการแค่ปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติ ฤดูที่เหมาะกับการปลูกคือปลายฤดูแล้ง
กระชายเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกตามบ้านเรือนทั่วไป ส่วนที่ใช้เป็นอาหารและยาในประเทศไทยคือเหง้าใต้ดินและราก
ในประเทศจีนมีรายงานการใช้กระชายเป็นยา
ในประเทศเวียดนามใช้กระชายในการปรุงอาหาร
ในประเทศไทยมีพืชที่เรียกว่ากระชายอยู่ 3 ชนิด คือกระชาย (เหลือง) กระชายแดง และกระชายดำ
กระชายเหลืองและกระชายแดง เป็นพืชจำพวก (genus และ species) เดียวกัน แต่เป็นพืชต่างชนิดกันและมีฤทธิ์ทางยาต่างกันเล็กน้อย โดยกระชายแดงจะมีกาบใบสีแดงเข้มกว่ากระชายเหลือง
ส่วนกระชายดำ เป็นพืชวงศ์ขิงเช่นกันแต่อยู่ในตระกูลเปราะหอม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia parviflora Wall. Ex Bak.
 
สารสำคัญที่พบ
รากและเหง้ากระชายมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบด้วยสารไพนีน แคมฟีน เมอร์ซีน ไลโมนีน บอร์นีออลและการบูร เหง้าและรากของกระชายมีรสเผ็ดร้อนขม หมอยาพื้นบ้านในประเทศไทยใช้เหง้า และรากของกระชายแก้ปวดมวนในท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ลมจุกเสียด แก้โรคกระเพาะ รักษาแผลในปาก แก้ตกขาว กลาก เกลื้อน ใช้เมื่อมีอาการปวดข้อเข่า ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง และใช้บำบัดโรคกามตายด้านอีกด้วย
 
สรรพคุณ
กระชายมีรสเผ็ดร้อน สารสำคัญในรากและเหง้ากระชายมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ในลำไส้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหารและแก้โรคในช่องปาก
1. แก้บิด ท้องร่วง ท้องเสีย นำรากกระชายย่างไฟ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำปูนใสคั้นเอาแต่น้ำดื่ม
2. รักษาโรคริดสีดวงทวาร ต้มกระชายพร้อมมะขามเปียก เติมเกลือแกงเล็กน้อย รับประทานก่อนนอนทุกวัน
3. ช่วยบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ ตำรากกระชาย 1 กำมือให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานก่อนอาหารเย็น
4. ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ นำกระชายแห้งบดให้เป็นผงละลายกับน้ำร้อน
5. นำรากกระชาย ตะไคร้ หอมแดง ข่า ใบสะเดาแก่ ตำผสมกัน ใช้ฉีดบริเวณที่มีแมลงรบกวน
6. บำบัดโรคกระเพาะ กินรากสดแง่งเท่านิ้วก้อยไม่ต้องปอกเปลือก วันละ 3 มื้อ ก่อนอาหาร 15 นาที สัก 3 วัน ถ้ากินได้ให้กินจนครบ 2 สัปดาห์ ถ้าเผ็ดร้อนเกินไปหลังวันที่ 3 ให้กินขมิ้นสดปอกเปลือกขนาดเท่ากับ 2 ข้อนิ้วก้อยจนครบ 2 สัปดาห์
7.บรรเทาอาการแผลในปาก ปั่นรากกระชายทั้งเปลือก 2 แง่งกับน้ำสะอาด 1 แก้วในโถปั่นน้ำ เติมเกลือครึ่งช้อนกาแฟโบราณ กรองด้วยผ้าขาวบาง ใช้กลั้วปากวันละ 3 เวลาจนกว่าแผลจะหาย ถ้าเฝื่อนเกินไปให้เติมน้ำสุกได้อีก ส่วนที่ยังไม่ได้แบ่งใช้เก็บในตู้เย็นได้ 1 วัน
8. แก้ฝ้าขาวในปาก บดรากกระชายที่ล้างสะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก ในโถปั่นพอหยาบ ใส่ขวดปิดฝาแช่ไว้ในตู้เย็น กินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนกาแฟเล็ก (เหมือนที่เขาใช้คนกาแฟโบราณ) วันละ 3 มื้อก่อนอาหาร 15 นาที สัก 7 วัน
9. ฤทธิ์แก้กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า คันศีรษะจากเชื้อรา นำรากกระชายทั้งเปลือกมาล้างผึ่งให้แห้ง ฝานเป็นแว่น แล้วบดให้เป็นผงหยาบ เอาน้ำมันพืช (อาจใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวก็ได้) มาอุ่นในหม้อใบเล็กๆ เติมผงกระชายใช้น้ำมัน 3 เท่าของปริมาณกระชาย หุง (คนไปคนมาอย่าให้ไหม้) ไฟอ่อนๆ ไปสักพักราว 15-20 นาที กรองกระชายออก เก็บน้ำมันไว้ในขวดแก้วสีชาใช้ทาแก้กลาก เกลื้อน
10. แก้คันศีรษะจากเชื้อรา ให้เอาน้ำมันดังกล่าวไปเข้าสูตรทำแชมพูสระผมสูตรน้ำมันจากที่ไหนก็ได้ โดยใช้แทนน้ำมันมะพร้าวในสูตร ประหยัดเงินและได้ภูมิใจกับภูมิปัญญาไทย หรือจะใช้น้ำมันกระชายโกรกผม ให้เพิ่มปริมาณน้ำมันพืชอีก 1 เท่าตัว โกรกด้วยน้ำมันกระชายสัก 5 นาที นวดให้เข้าหนังศีรษะ แล้วจึงสระผมล้างออก
11. ฤทธิ์เป็นยาอายุวัฒนะ ผงกระชายทั้งเปลือกบดตากแห้งปั้นลูกกลอนกับน้ำผึ้ง กินวันละ 3 ลูกก่อนเข้านอน ตำรับนี้เคยมีผู้รายงานว่าใช้ลดน้ำตาลในเลือดได้ หรือใช้กระชายตากแห้งบดผงบรรจุแคปซูล แคปซูลละ 250 มิลลิกรัม กินวันละ 1 แคปซูลตอนเช้าก่อนอาหารเช้าในสัปดาห์แรก วันละ 2 แคปซูลตอนเช้าในสัปดาห์ที่ 2
 
วิธีใช้ในการประกอบอาหาร
 
ส่วนที่ใช้ในการประกอบอาหารก็คือ เหง้าและราก รากกระชายเป็นส่วนผสมของเครื่องแกงขนมจีนน้ำยา และเป็นส่วนประกอบของอาหารอีกหลายชนิดเพื่อดับกลิ่นคาวเนื้อและปลา เช่น ผัดเผ็ดปลาดุก แกงเผ็ดเนื้อ แกงป่า หลนปลาร้า ฯลฯ
 
วิธีปลูก
 
 
กระชายชอบอากาศร้อนชื้นและขึ้นได้ดีในดินปนทราย วิธีการปลูกคือใช้เหง้า ตัดรากทิ้งไปบ้างให้เหลือไว้ 2 ราก และปลูกให้ลึกประมาณ 15 ซม. กลบด้วยปุ๋ยคอกและคลุมด้วยฟางแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม
 
ขอบคุณข้อมูลจาก คลังปัญญาไทย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-23 20:58:09 IP : 58.11.172.8


ความเห็นที่ 13 (3396687)

 รูปภาพ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-23 22:13:20 IP : 58.11.172.8


ความเห็นที่ 14 (3396839)

 ผัก  หญ้า   ยาสมุนไพรใกล้ตัว......   เมื่อมีอาการปวดตามข้อต่างๆ  ปวดหลังปวดเอว

 
 
ขนาน ๑)  ยาแก้ปวดเข่า ข้ออักเสบ
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ลูกใต้ใบ
(ตำรับของคุณพานี นิ่มนุ่ม)
 
ลูกใต้ใบทั้งห้า กับหญ้าดอกขาวทั้งห้า ต้มน้ำกิน
 
ขนาน ๒)  ยาแก้อักเสบ ปวดข้อและรักษาโรคเก๊าท์
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ผักกะสัง
 
ใช้ต้นผักกระสังยาวประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ต้มกับน้ำ ๒ แก้วให้เหลือ ๑ แก้ว แบ่งรับประทานครึ่งแก้ว เช้า-เย็น หรือกินสดๆ เป็นผักก็ได้
 
ขนาน ๓)  ยาแก้ปวดหลังปวดเอว
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : เครือหมาน้อย
 
ใช้รากเครือหมาน้อย กรดน้ำทั้งห้า ลูกใต้ใบ ผสมน้ำประมาณ ๑ ลิตร ต้มกิน
 
ขนาน ๔)   ยาแก้ปวดในกระดูก แก้ไข้ รักษาแผลเรื้อรัง
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ครอบฟันสี
 
ใช้ครอบฟันสีทั้งห้า ต้มกินและอาบ หรือนำมาประคบร่วมด้วย
 
ขนาน ๕)   ยาประคบ
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : หนาด
 
ใบหนาด ใบชะพลู ไพล พริกไทย ดีปลี การบูร ผิวมะกรูด หนักสิ่งละพอควร ตำให้แหลกจนเข้ากันแล้วนำไปห่อ ใช้ประคบตามแข้งขาและตัว บรรเทาอาการปวดเมื่อย ช่วยให้ผ่อนคลาย
 
ที่มา  :  www.thrai.sci.ku.ac.th
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-24 16:09:43 IP : 58.11.172.8


ความเห็นที่ 15 (3397116)

 เผย 28 เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

แนะ! กระเทียม ช่วยลดไขมันในหลอดเลือดได้
 
          การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น
 
          ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน
 
          ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส
 
          ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ
 
          ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย
 
          ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ
 
          ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็ก ระบายพิษไข้
 
สมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่
 
          สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด
 
          สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ
 
          สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว
 
          สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย
 
          สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่
 
          สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ
 
          สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมียและตัวผู้
 
สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า
 
          1.ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุด      ด่างดำ รักษาสิว
 
          2.แตงกวา : สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น
 
          3.มะเขือเทศ : สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ
 
          4.ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย  และช่วยให้สิวยุบเร็ว
 
          5.กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย
 
          6.หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย
 
สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง
 
          มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย   ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู (ชะพลู) ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ
 
สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามินเอ ซี อี)
 
          วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียงกระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ
 
          วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ
 
          วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ
 
          เบตาแคโรทีนสูง ได้แก่  แคร์รอต ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ
 
สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
 
          พืชสมุนไพร บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น  ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท
 
          เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง    สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก
 
สมุนไพรกับโรคความดันโลหิตสูง
 
          ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะต้องได้รับการควบคุมดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน และในการนำสมุนไพรมาใช้ใน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจะต้องระมัดระวัง และจะต้องตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากแพทย์แผนปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะมีดังนี้
 
          หญ้าหนวดแมว ในใบของหญ้าหนวดแมวจะมีเกลือโพแทสเซียมปริมาณ 0.7-0.8% ใช้ใบอ่อนเป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกลือโพแทสเซียมในใบอ่อนจะมีปริมาณสูง ตามตำรายาไทยใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอว ใช้ขับนิ่วและลดความดันโลหิตสูง
 
ข้อควรระวัง
 
          1.เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ
 
          2.ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้ม และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีเกลือโพแทสเซียมละลายออกมามาก มีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หายใจผิดปกติได้
 
          3.ควรใช้ใบตากแห้ง ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น
 
          4.ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยามีฤทธิ์ต่อหัวใจมากขึ้น
 
          5.ก่อนการใช้ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย
 
          หญ้าคา ในรากหญ้าคามีสารอะรันโดอินและไซลินดริน ทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา โดยต้นหญ้าคาสด 40-50 กรัม (น้ำหนักแห้ง 10-15 กรัม) หรือ 1 กำมือ ต้มดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)
 
          หมายเหตุ การใช้สมุนไพรขับปัสสาวะทุกชนิดต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเกินขนาดอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้
 
สรรพคุณสมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด
 
          1.น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย จากการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่าน้ำมัน เมล็ดดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลส  เตอรอลในเลือดลดลงและลดการอุดตัน ไขมันในหลอดเลือดได้
 
          2.กระเทียม มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลด ไขมันในหลอดเลือดได้ ซึ่งจะใช้กระเทียม ประมาณ 5-7 กลีบ รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ เป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดจะลดลง
 
          3.ถั่วเหลือง ในถั่วเหลืองจะมีกรด อะมิโน เลซิติน และวิตามินอีสูง จะช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด
 
การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
 
          1.การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ อาหาร สมุนไพร ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด
 
          2.การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
 
          3.การพักผ่อนให้เพียงพอ
 
          4.ตรวจร่างกายประจำทุกปี
 
สรุปรายชื่อสมุนไพรที่ควรใช้ในรูปอาหารกับโรคเบาหวาน ได้แก่
 
          บอระเพ็ด มะระไทย ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ มะแว้ง เครือมะแว้ง ต้นตำลึง  ฟ้าทะลายโจร สะตอ ว่านหางจระเข้ แมงลัก อินทนิลน้ำ หอมใหญ่ กระเทียม หญ้าหนวดแมว เตยหอม ฝรั่ง ช้าพลู ขี้เหล็ก สะเดา ผักบุ้ง สักกำแพงเจ็ดชั้น มวกแดง-ขาว ชะเอมไทย รากลำเจียก รากคนทา
 
          หมายเหตุ - การรักษาโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการใช้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจจะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป เป็นอันตรายได้ จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรในรูปของการปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน
 
สมุนไพรกับโรคเอดส์
 
          รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคเอดส์มีการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรหลายชนิด
 
          โปรตีนจากระหุ่ง แม้ว่าจะมีพิษแต่ก็มีผู้พบว่าส่วนหนึ่งของโปรตีน Ricin ซึ่งเป็นพิษคือ dg A สามารถจับantibody ของ HIV ซึ่งทำให้ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส โดยมีผลต่อเซลล์ปกติเพียง 1/1,000 ของเซลล์ที่มีไวรัส
 
          การค้นพบนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการพบยาที่ป้องกันหรือยืดเวลาในการเกิดโรคเอดส์
 
          Hypericum spp.
 
          พืชสกุลนี้บ้านเรามี บัวทอง (Hyperi cum garrettii Craib) มีผู้สกัดสาร Hypericin และPseudohypericin จากพืชนี้ พบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการขยายตัวของไวรัสเอดส์
 
          Castanospermun australe
 
          Tyms และคณะได้พบว่าแอลคาลอยด์ 3 ชนิด มีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยให้ไวรัสจับกับ T-cells ซึ่งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแอลคาลอยด์ที่ให้ผลดีที่สุดคือ Castanospermine จาก Castanospermum australe ไม้ยืนต้นของออสเตรเลีย และสารนี้มีพิษน้อย มีฤทธิ์ข้างเคียง เช่น น้ำหนักลด ท้องเสีย
 
          ยังไม่มีสมุนไพรใดที่ใช้รักษาโรคเอดส์ได้จริงจัง ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งบางอย่างก็ทดลองโดยไม่ถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาสมุนไพร ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการจะค้นพบยารักษาโรคนี้
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 20:51:10 IP : 58.11.42.213


ความเห็นที่ 16 (3397185)

 

ประโยชน์ของน้ำผึ้งที่คุณอาจยังไม่รู้
 
 
น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะบำรุงร่างกายไปจนถึงรักษาโรคต่างๆ มากมาย แต่ใครจะรู้ถึงวิธีการใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้งได้อย่างเต็มที่ วันนี้ได้นำวิธีการดื่มน้ำผึ้งเพื่อประโยชน์ต่างๆ มาให้อ่านกันค่ะ แล้วลองนำไปใช้ดูนะคะ ได้ผลยังไง มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ 
1. บำรุงสุขภาพ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นดื่มทุกวัน
2. อดนอน น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมน้ำผลไม้
3. ยาอายุวัฒนะ น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ดื่มทุกวัน เช้า / ก่อนนอน
4. นอนไม่หลับ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มเวลาอาหารเย็นหรือก่อนนอน
5 . ไอ หลอดลมอักเสบมีเสมหะ กระเทียม 1-2 กลีบ (ตำให้ละเอียด) น้ำมะนาว ½ เกลือเล็กน้อย พิมเสนหรือการบูร 2-3 เกล็ด น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
6. ท้องอืด ท้องเฟ้อ น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะน้ำขิงเข้มข้น ½ ถ้วย เกลือเล็กน้อยดื่มวันล่ะ 3 เวลาหลังอาหาร
7. ท้องผูก น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มก่อนนอน
8. เด็กปัสสาวะรดที่นอน น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา (ไม่ผสมน้ำ) ดื่มก่อนนอน
9. ท้องเสียรุนแรง น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ เกลือ ½ ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว
10. เด็กหวะนม น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ผสมนมให้เด็กดื่ม
11. กล้ามเนื้อเป็นตะคริว น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มทุกเมื่ออาหาร
12. ล้างแผล แผล ฝี หนอง แผลเรื่อรัง น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผสมน้ำ 9 ส่วนชะล้างแผล หัวหอมแดง 2 หัวตำให้ละเอียด+น้ำผึ้งพอกฝี น้ำสุกที่เย็นแล้วล้าง ให้สะอาด ใช้สำลีหรือผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดบริเวณแผล
13. แผลไฟไหมน้ำร้อนลวก ถูกท่อไอเสีย ใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดแผล ไว้แล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลทุก 12 ชั่วโมง
14. โรคกระเพาะ ดื่มน้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะขณะปวด และ 3 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอน
15. ผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุรา(ตับแข็ง/โรคตับ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ ½ ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้งเป็น ประจำ คอเหล้าดื่มน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนนอน
16. ผู้ป่วยริดสีดวงทวาร น้ำผึ้งผสมกระเทียมโทน บริโภควันละ 3 ครั้งหลังอาหาร
17. เด็กโตช้า และโลหิตจาง น้ำผึ้งผสมนมดื่มเป็น ประจำ
18. เสียน้ำหรือเสียเลือด( 10-20 % ) น้ำ 1 ถ้วยแก้วผสมเกลือ ¼ ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
19. โรคเด็ก (ทางเดินอาหารผิดปกติ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ถ้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-27 13:29:14 IP : 58.11.43.223


ความเห็นที่ 17 (3397624)

 ความดันโลหิตสูง สมุนไพร 39 ชนิด ผ่านการวิจัยแล้ว ลดความดันโลหิตสูงได้ 

 
ส่วนของพืชสมุนไพร - วิธีใช้ เพื่อ ลดความดันโลหิตสูง 
 
1. กระถินไทย วิธีใช้ นำเมล็ดมาบดเป็นผง หรือคั่วกินเป็นอาหารปกติ ยอดและฝักอ่อนจิ้มน้ำพริกเป็นอาหาร 
 
2.กระเทียม วิธีใช้ ให้กินกระเทียมสด 5-7 กลีบ/วันเป็นประจำโดยสับให้ละเอียด กินวันละประมาณ 2 ช้อนชา(10กรัม) กินร่วมกับอาหารอื่นๆ 
 
3. กล้วย ส่วนที่ใช้ ใบกล้วย ผลกล้วยสุก วิธีใช้ นำใบกล้วยตากแห้ง หั่นย่อยมามวนเป็นบุรี่สูบหรือผลกล้วยสุกกินเป็นของว่าง 
 
4.กะเพรา ส่วนที่ใช้ ใบและยอด วิธีใช้ ใบกะเพรา แห้งป่นเป็นผง ชงกับน้ำดื่ม 
 
5. กานพลู วิธีใช้ นำดอกมาปรุงเป็นอาหาร เป็นเครื่องเทศปรุงรสอาหาร 
 
6. กุหลาบ วิธีใช้ นำส่วนดอก กุหลาบมาต้มดื่ม ตอนเช้า 
 
7. เก็กฮวย วิธีใช้ นำดอกเก็กฮวย 1 หยิบมือ มาต้มน้ำ 3 แก้ว ใช้ดื่มแทนน้ำตลอดวัน 
 
8. โกโก้ วิธีใช้ นำเม็ดโกโก้ ที่คั่วแห้งมาเป็นเครื่องดื่มยามว่างหรือทำเป็นช็อคโกแลต ผสมอาหาร 
 
9. ข้าว ส่วนที่ใช้ เมล็ดข้าว วิธีใช้ นำเมล็ดข้าวมาป่นคั่วแห้ง ชง น้ำดื่มเช้า-เย็น 
 
10. ขิง วิธีใช้ ใช้ขิงสดเอามาฝาน ต้มกับน้ำหรือผงแห้งชงกับน้ำดื่ม 
 
11.ขี้เหล็ก ส่วนที่ ดอกและใบ วิธีใช้ ดอกสด 1 กำมือ(ต้มน้ำ 3ถ้วย นาน 
15 นาที นำมาดื่ม เช้า-เย็น 
 
12. คึ่นไฉ่ ส่วนที่ใช้ ต้น ใบ ราก วิธีใช้ ตำรายาพื้นบ้าน ให้ใช้โดยเอามาต้นสดคั้นเพาะน้ำ หรือกินทั้งต้น พร้อมอาหาร หรือใช้ใบและต้นสดขนาด 1-2 กำมือ ตำให้ละเอียด ต้มน้ำดื่มครั้งละ 1- 2ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร 
 
13. งา วิธีใช้ นำเมล็ดงา มาปั่นกับน้ำเต้าหู้ ดื่มทุกเช้า หรือผสมเมล็ดงาคั่วในขนมต่างๆ 
 
14. จำปา วิธีใช้ นำดอกจำปา มาต้มน้ำดื่มตอนเช้า 
 
15. ชา วิธีใช้ ใบแห้ง 1 หยิบมือ ชงน้ำร้อน 1-2 แก้ว ทิ้งไว้ 5- 10 นาที นำมาจิบบ่อยๆดื่มต่างน้ำ 
 
16.เดือย วิธีใช้ นำลูกเดือยมาต้มเป็นของว่าง
 
17. ตะไคร้ ส่วนที่ใช้ ต้นแก่ (ตัดใบทิ้ง)หรือ เหง้าแก่ มีน้ำมันหอมระเหยปริมาณสูง ตำรายาไทยให้เป็นยา ขับปัสสาวะ น้ำสกัดต้นมีฤทธิ์ ลดความดันโลหิตได้ ขับปัสสาวะอย่างอ่อนและลดการอักเสบ 
 
ขนาดและ วิธีใช้ 
 
ต้นสด วันละ 1 กำมือ หรือหนัก 40-60 กรัม ต้มกับน้ำ 3-4 ถ้วย แบ่งดื่ม วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (7.5 มิลลิลิตร ) ก่อนอาหาร 
เหง้า ฝานเป็นแวนบางๆ คั่วไฟอ่อนพอเหลือง ครั้งละ 1 หยิบมือ ชงกับน้ำ
1 ถ้วยชา รินเฉพาะส่วนใส ดื่มจนหมด วันละ 3 ครั้ง เมื่อปัสสาวะคล่องให้หยุดยา 
 
18. ถั่วดำ วิธีใช้ นำเมล็ดถั่วดำ มาต้มน้ำดื่ม หรือกินเมล็ดด้วย เช้า -เย็น 
 
19. ถัวเหลือง วิธีและปริมาณที่ใช้ เมล็ด ถั่วเหลืองแห้ง 30-90 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือบดเป็นผง กิน เปลือกเมล็ดแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน 
 
20. ทับทิม ส่วนที่ใช้ น้ำจากผลทับทิม (เยื้อหุ้มเมล็ด) วิธีใช้ นำน้ำทับทิมที่คั้นจากผลทับทิมได้มาดื่มวันละ 50 ซีซี
 
21. ทานตะวัน วิธีใช้ นำน้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน มาใช้ปรุงอาหาร หรือ ใช้เมล็ดทานตะวันคั่วแห้งกินเป็นของว่าง 
 
22. บัวบก ส่วนที่ใช้ ทั้งต้น วิธีใช้ ใช้ทั้งต้นสด 30- 40กรัม คั้นน้ำจากต้นสด เติมน้ำตาลเล็กน้อย 
 
23. ผักกาดหอม วิธีใช้ นำใบผักกาดหอมมากินเป็นอาหาร
 
24. ผักชีฝรั่ง ส่วนที่ใช้ ทั้งต้น /เมล็ด วิธีใช้ นำต้นผักชีฝรั่ง 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม หรือนำเมล็ดผักชีฝรั่งมาบดเป็นผงชงน้ำร้อนดื่มตอนเช้าๆ 
 
25.พริกไทยดำ วิธีใช้ ใช้เมล็ดพริกไทยดำมาปรุงอาหาร 
 
26. พริกหยวก ส่วนที่ใช้ ผล /ใบ วิธีใช้ นำผลพริกหยวก มาผัดปรุงรสอาหาร หรือนำใบ 1 กำมือมาต้มดื่ม 
 
27. พลูคาว วิธีใช้นำใบ ต้นพลูคาว 7 ใบมาคั้นน้ำดื่ม เช้า-เย็น 
 
28. ฟักทอง วิธีใช้ นำเมล็ดฟักทอง มากินเป็นของว่าง 
 
29. มะกรูด วิธีใช้ นำใบมะกรูด 7-10 ใบ นำมาต้มน้ำดื่ม เช้า -เย็น
 
30. มะเฟือง วิธีใช้ ผลนำมาคั้นน้ำดื่ม 1-2 ผล เช้า-เย็น 
 
31. มะไฟ วิธีใช้ นำผลมะไฟ มากิน เช้า-เย็น 
 
32. มะละกอ วิธีใช้ นำผลสุกมากินเป็นอาหาร หรือนำผลดิบ 1 ผล/น้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำดื่มแทนน้ำ 
 
33. มะลิ วิธีใช้ นำดอก /ใบ 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม เช้า -เย็น 
 
34. มันฝรั่ง วิธีใช้นำหัวมันฝรั่ง มาปรุงเป็นอาหาร 
 
35. ยอบ้าน วิธีใช้ นำผลโตเต็มที่ไม่สุก มาคั้นน้ำดื่ม ผสมเกลือและมะนาว เพื่อเพิ่มรส ดื่มเช้า-เย็น 
 
36. สะระแหน่ วิธีใช้ นำใบสะระแหน่ 1 กำมือมาปั่นหรือต้มน้ำดื่มตอนเช้า-เย็น
 
37. หอมใหญ่ วิธีใช้ หัวหอมใหญ่ เป็นเครื่องเทศที่เผ็ดร้อนใช้แต่งกลิ่นอาหารได้หลายชนิด 
 
38. โหระพา วิธีใช้ นำทั้งใบต้น 1กำมือต้มน้ำดื่มหรือนำใบมาปรุงเป็นอาหาร 
 
39. องุ่น วิธีใช้ ผล จำนวนพอควรคั้นน้ำเป็นเครื่องดื่ม 
 
 
 
 
ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือสมุนไพร ลดความดันโลหิตสูง โดย เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก เภสัช 8 วช.ศูนย์บริการสาธาณสุข 53 ทุ่งสองห้อง กทม.
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-29 17:25:30 IP : 110.168.183.6


ความเห็นที่ 18 (3397642)

 สมุนไพร ๒๔ ชนิด  ที่ควรปลูกไว้ในบริเวณบ้าน

ใช้เป็นยาสามัญประจำบ้านได้ค่ะ
 
 
กานพลู แก้ปวดฟัน ละลายเสมหะ ดับกลิ่นปาก
 
ขมิ้นชัน แก้โรคกระเพาะ โรคท้องอืดท้องเฟ้อ
 
ขิง ขับลม ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ กำจัดกลิ่น
 
ขี้เหล็ก เป็นยาระบาย ช่วยให้นอนหลับ
 
ช้าพลู ลดเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ
 
ชุมเห็ดเทศ แก้กลากเกลื้อน โรคผิวหนัง
 
ตะไคร้ ลดความดัน ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว 
 
ตำลึง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคเบาหวาน
 
บอระเพ็ด แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้ร้อนใน ช่วยเจริญอาหาร
 
บัวบก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ รักษาโรคปากเปื่อย ปากเหม็น แก้ปวดศีรษะข้างเดียว 
 
ใบเตย บำรุงหัวใจ รักษาโรคเบาหวาน 
 
พลู แก้ฝีอักเสบ เคล็ดขัดยอก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ 
 
เพชรสังฆาต แก้ริดสีดวงทวาร 
 
ไพล แก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก ลดอาการอักเสบ 
 
ฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ แก้เจ็บคอ แก้ท้องเสีย 
 
มะระขี้นก เป็นยาระบาย ถ่ายพยาธิ ช่วยเจริญอาหาร
 
มะแว้งเครือ แก้ไอ ขับเสมหะ 
 
รางจืด ถอนพิษเบื่อเมา พิษไข้ พิษผิดสำแดง 
 
ว่านหางจระเข้ รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก 
 
สาระแหน่ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร 
 
เสลดพังพอนตัวเมีย แก้แมลงกัดต่อย ผื่นคัน ลดอาการผิวหนังอักเสบ 
 
หญ้าหนวดแมว บำรุงไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคหนองใน 
 
หนุมานประสานกาย แก้หวัด ภูมิแพ้ หอบหืด 
 
อบเชยเถา รักษาอาการหน้ามืด ตาลาย อาการวิงเวียนศีรษะ และช่วยขับลมในลำไส้
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-29 18:38:26 IP : 110.168.183.6


ความเห็นที่ 19 (3397793)

 บทกลอนบรรยายสรรพคุณของ “หญ้าหมอน้อย”

หรือ หญ้าสามวัน (ภาคเหนือ)
 
ซึ่งแต่งไว้โดย คุณดอกสารภี...ขอคัดลอกนำมาฝากกันนะคะ
 
 
รูปภาพ : บทกลอนบรรยายสรรพคุณของ “หญ้าหมอน้อย”
หรือ หญ้าสามวัน (ภาคเหนือ)
ซึ่งแต่งไว้โดย คุณดอกสารภี...ขอคัดลอกนำมาฝากกันนะคะ
หลายชื่อมีนำเรียกเพรียกต่างถิ่น
ได้ยลยินบอกกล่าวเรื่องราวก่อน
"หญ้าหมอน้อย" "หญ้าละออง" ก้องหลายตอน
ตามแต่จรต่างที่มีเรียกไป
"ต้นก้านธูป"เสือสามขา""หญ้าสามวัน"
สารพันเลื่องลือชื่อกันใหญ่
ส่วนคำจีน"เซียวโซโฮว้"โอเรียกไป
พบใกล้ไกลในทุกภาคหากจะแล
สมุนไพรใช้รักษาสารพัด
ใบชะงัดนำต้มชมว่าแน่
ยามหลอดลมอักเสบเสพอย่าแช
เท้าช้างแก้ย่อมได้ใช้พอกกัน
อีกกลากเกลื้อนเรือนกวางก็ช่างหาย
ปวดหัวคล้ายเคลื่อนไปใช้กันนั่น
บีบน้ำใบผสมนมสมสำคัญ
รักษามั่นโรคทางตาแก้ฝ้าฟาง
ขับพยาธิใช้เมล็ดเด็ดรสเฝื่อน
ทั้งต้นเฉือนต้มดื่มลืมไข้ห่าง
ทั้งแก้ไอริดสีดวงพ่วงอีกทาง
กำลังร้างยังบำรุงมุ่งใช้ดี
อีกมากมายสรรพคุณที่หนุนโลก
ช่างเป็นโชคชาวไทยได้หมอนี่
พบหาง่ายรายรอบชอบที่มี
ดอกงามดีสีชมพูดูชื่นใจ
ดอกเป็นพู่ชูช่อรอเป็นผล
เส้นยาวปนแบนแบนแล่นลมไหว
กระจายแตกแยกชัดพัดไปไกล
งอกงามใหม่"หญ้าหมอน้อย"คอยชื่นชม
 
 
หลายชื่อมีนำเรียกเพรียกต่างถิ่น 
ได้ยลยินบอกกล่าวเรื่องราวก่อน 
ตามแต่จรต่างที่มีเรียกไป
"ต้นก้านธูป"เสือสามขา""หญ้าสามวัน" 
สารพันเลื่องลือชื่อกันใหญ่ 
ส่วนคำจีน"เซียวโซโฮว้"โอเรียกไป 
พบใกล้ไกลในทุกภาคหากจะแล
สมุนไพรใช้รักษาสารพัด 
ใบชะงัดนำต้มชมว่าแน่ 
ยามหลอดลมอักเสบเสพอย่าแช 
เท้าช้างแก้ย่อมได้ใช้พอกกัน
อีกกลากเกลื้อนเรือนกวางก็ช่างหาย 
ปวดหัวคล้ายเคลื่อนไปใช้กันนั่น 
บีบน้ำใบผสมนมสมสำคัญ 
รักษามั่นโรคทางตาแก้ฝ้าฟาง
ขับพยาธิใช้เมล็ดเด็ดรสเฝื่อน 
ทั้งต้นเฉือนต้มดื่มลืมไข้ห่าง 
ทั้งแก้ไอริดสีดวงพ่วงอีกทาง 
กำลังร้างยังบำรุงมุ่งใช้ดี
อีกมากมายสรรพคุณที่หนุนโลก 
ช่างเป็นโชคชาวไทยได้หมอนี่ 
พบหาง่ายรายรอบชอบที่มี 
ดอกงามดีสีชมพูดูชื่นใจ
ดอกเป็นพู่ชูช่อรอเป็นผล 
เส้นยาวปนแบนแบนแล่นลมไหว 
กระจายแตกแยกชัดพัดไปไกล 
งอกงามใหม่"หญ้าหมอน้อย"คอยชื่นชม
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-30 14:32:37 IP : 58.9.6.2


ความเห็นที่ 20 (3397795)

 พลูคาว ผักดีที่มะเร็งกลัว

 

รูปภาพ : พลูคาว ผักดีที่มะเร็งกลัว
พลูคาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Houttuynia cordata Thunb. และชื่อพื้นเมืองอื่นๆได้แก่ : คาวตอง, คาวทอง, ก้านตอง, เข้าตอง, คาวตอง, คาวปลา เป็นพันธุ์ไม้ที่พบได้ทั่วไปในทวีปเอเชีย
ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก สูง 15-30 ซม. ลำต้นกลม สีเขียว รากแตกออกตามข้อ มีกลิ่นคาวทั้งต้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 6-10 ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีใบประดับสีขาว 4 ใบ ที่โคนช่อดอก ปลายมน ดอกเล็กจำนวนมาก สีขาวออกเหลือง ผลเป็นผลแห้ง แตกออกได้ เมล็ดรูปรี
ทั้งต้น ราก และใบ ของพลูคาว สามารถใช้ประโยชน์ได้หมด เรียกว่าเป็นยาสมุนไพรทั้งต้น โดยนำมาต้มเพื่อดื่มเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร หรือนำมาปรุงอาหารก็ได้
สรรพคุณทางยาของพลูคาวมีมากมาย ได้แก่
กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก และช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายได้ ดอกพลูคาวช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ยอดและใบมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยทำให้แผลอักเสบหายเร็วขึ้น รักษาโรคหืด และบำรุงผิวให้ดูอ่อนเยาว์
นอกจากนี้ยังพบสารสำคัญชื่อ เควอซิติน ที่มีส่วนช่วยในการไหลเวียนโลหิตในร่างกายเป็นไปตามปกติ จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และสารรูติน ป้องกันการเกิดเส้นเลือดฝอยแตก
พลูคาวยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร โรคหัด และบรรเทาอาการโรคผิวหนังหลายชนิด บำรุงระบบน้ำเหลือง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย และช่วยบรรเทาอาการหอบ ไอ ขับเสมหะ และขับปัสสาวะ
ปัจจุบัน มีการสกัดสารสำคัญของพลูคาวมาช่วยในการบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อีกด้วย
สารสำคัญจากส่วนเหนือดินของพลูคาวมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง 5 ชนิด ในหลอดทดลองได้แก่ เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งรังไข่ เซลล์มะเร็งสมอง เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ และเซลล์มะเร็งผิวหนัง
ในประเทศจีนมีการใช้พลูคาวเป็นส่วนประกอบในตำรับยาผงสำหรับรับประทาน เพื่อรักษาโรคมะเร็งทางเดินอาหารและมะเร็งทางเดินหายใจ รวมไปถึงเนื้องอกในรังไข่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งปอด และใช้พลูคาวเป็นส่วนประกอบในตำรับยารับประทานสำหรับยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งและเพิ่มภูมิต้านทาน รวมทั้งใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาจีนที่รักษาอาการข้างเคียงจากรังสีรักษาและเคมีบำบัด
แม้ยังไม่มีการศึกษาถึงผลเสียหรือความเป็นพิษของพลูคาว แต่ถ้าพิจารณาจากสารบางชนิดที่มีอยู่ในต้นพลูคาวแล้ว หากร่างกายได้รับสะสมในปริมาณมากเกิน สารที่มีประโยชน์ย่อมสามารถเกิดผลเสียในทางลบได้เช่นกัน จึงควรรับประทานสลับสับเปลี่ยนกับพืชผักชนิดอื่น เพื่อลดการสะสมของสารมากเกินความจำเป็น
ข้อควรระวัง :
ห้ามรับประทานมากเกินไป จะทำให้หายใจสั้นและถี่ อาจเป็นอันตรายได้

 
พลูคาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Houttuynia cordata Thunb. และชื่อพื้นเมืองอื่นๆได้แก่ : คาวตอง, คาวทอง, ก้านตอง, เข้าตอง, คาวตอง, คาวปลา เป็นพันธุ์ไม้ที่พบได้ทั่วไปในทวีปเอเชีย
 
ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก สูง 15-30 ซม. ลำต้นกลม สีเขียว รากแตกออกตามข้อ มีกลิ่นคาวทั้งต้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 6-10 ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีใบประดับสีขาว 4 ใบ ที่โคนช่อดอก ปลายมน ดอกเล็กจำนวนมาก สีขาวออกเหลือง ผลเป็นผลแห้ง แตกออกได้ เมล็ดรูปรี
 
ทั้งต้น ราก และใบ ของพลูคาว สามารถใช้ประโยชน์ได้หมด เรียกว่าเป็นยาสมุนไพรทั้งต้น โดยนำมาต้มเพื่อดื่มเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร หรือนำมาปรุงอาหารก็ได้
 
สรรพคุณทางยาของพลูคาวมีมากมาย ได้แก่
 
กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก และช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายได้ ดอกพลูคาวช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ยอดและใบมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยทำให้แผลอักเสบหายเร็วขึ้น รักษาโรคหืด และบำรุงผิวให้ดูอ่อนเยาว์
 
นอกจากนี้ยังพบสารสำคัญชื่อ เควอซิติน ที่มีส่วนช่วยในการไหลเวียนโลหิตในร่างกายเป็นไปตามปกติ จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และสารรูติน ป้องกันการเกิดเส้นเลือดฝอยแตก
 
พลูคาวยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร โรคหัด และบรรเทาอาการโรคผิวหนังหลายชนิด บำรุงระบบน้ำเหลือง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย และช่วยบรรเทาอาการหอบ ไอ ขับเสมหะ และขับปัสสาวะ
 
ปัจจุบัน มีการสกัดสารสำคัญของพลูคาวมาช่วยในการบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อีกด้วย
 
สารสำคัญจากส่วนเหนือดินของพลูคาวมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง 5 ชนิด ในหลอดทดลองได้แก่ เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งรังไข่ เซลล์มะเร็งสมอง เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ และเซลล์มะเร็งผิวหนัง
 
ในประเทศจีนมีการใช้พลูคาวเป็นส่วนประกอบในตำรับยาผงสำหรับรับประทาน เพื่อรักษาโรคมะเร็งทางเดินอาหารและมะเร็งทางเดินหายใจ รวมไปถึงเนื้องอกในรังไข่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งปอด และใช้พลูคาวเป็นส่วนประกอบในตำรับยารับประทานสำหรับยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งและเพิ่มภูมิต้านทาน รวมทั้งใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาจีนที่รักษาอาการข้างเคียงจากรังสีรักษาและเคมีบำบัด
 
แม้ยังไม่มีการศึกษาถึงผลเสียหรือความเป็นพิษของพลูคาว แต่ถ้าพิจารณาจากสารบางชนิดที่มีอยู่ในต้นพลูคาวแล้ว หากร่างกายได้รับสะสมในปริมาณมากเกิน สารที่มีประโยชน์ย่อมสามารถเกิดผลเสียในทางลบได้เช่นกัน จึงควรรับประทานสลับสับเปลี่ยนกับพืชผักชนิดอื่น เพื่อลดการสะสมของสารมากเกินความจำเป็น
 
ข้อควรระวัง :
 
ห้ามรับประทานมากเกินไป จะทำให้หายใจสั้นและถี่ อาจเป็นอันตรายได้
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-30 14:34:31 IP : 58.9.6.2


ความเห็นที่ 21 (3398105)

 สมุนไพร ๒๔ ชนิด........  ที่ควรปลูกไว้รอบรั้วบ้านค่ะ

เพื่อใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน ได้ค่ะ
 
๑. กานพลู แก้ปวดฟัน ละลายเสมหะ ดับกลิ่นปาก
 
๒. ขมิ้นชัน แก้โรคกระเพาะ โรคท้องอืดท้องเฟ้อ
 
 
๓. ขิง ขับลม ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ กำจัดกลิ่น
 
๔. ขี้เหล็ก เป็นยาระบาย ช่วยให้นอนหลับ
 
 
๕. ช้าพลู ลดเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ
 
๖. ชุมเห็ดเทศ แก้กลากเกลื้อน โรคผิวหนัง
 
 
๗. ตะไคร้ ลดความดัน ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว
 
๘. ตำลึง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคเบาหวาน
 
 
๙. บอระเพ็ด แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้ร้อนใน ช่วยเจริญอาหาร
๑๐. บัวบก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ รักษาโรคปากเปื่อย ปากเหม็น แก้ปวดศีรษะข้างเดียว 
 
๑๑. ใบเตย บำรุงหัวใจ รักษาโรคเบาหวาน 
 
๑๒. พลู แก้ฝีอักเสบ เคล็ดขัดยอก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ 
 
๑๓. เพชรสังฆาต แก้ริดสีดวงทวาร 
 
๑๔. ไพล แก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก ลดอาการอักเสบ 
 
๑๕. ฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ แก้เจ็บคอ แก้ท้องเสีย 
 
๑๖. มะระขี้นก เป็นยาระบาย ถ่ายพยาธิ ช่วยเจริญอาหาร
 
๑๗. มะแว้งเครือ แก้ไอ ขับเสมหะ 
 
๑๘. รางจืด ถอนพิษเบื่อเมา พิษไข้ พิษผิดสำแดง 
 
๑๙. ว่านหางจระเข้ รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก 
 
๒๐. สะระแหน่ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร 
 
๒๑. เสลดพังพอนตัวเมีย แก้แมลงกัดต่อย ผื่นคัน ลดอาการผิวหนังอักเสบ 
 
๒๒. หญ้าหนวดแมว บำรุงไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคหนองใน 
 
๒๓. หนุมานประสานกาย แก้หวัด ภูมิแพ้ หอบหืด 
 
๒๔. อบเชยเถา รักษาอาการหน้ามืด ตาลาย อาการวิงเวียนศีรษะ และช่วยขับลมในลำไส้
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-31 20:08:49 IP : 58.11.14.141


ความเห็นที่ 22 (3398131)

 ดอกคำฝอย กลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด

 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carthamus tinctorius L.
 
ชื่อสามัญ : Safflower, False Saffron, Saffron Thistle
 
วงศ์ : Compositae
 
ชื่ออื่น : คำ คำฝอย ดอกคำ (เหนือ) คำยอง (ลำปาง)
 
 
 
รูปภาพ : ดอกคำฝอย กลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Carthamus tinctorius  L.
ชื่อสามัญ :  Safflower, False Saffron, Saffron Thistle
วงศ์ :  Compositae
ชื่ออื่น : คำ  คำฝอย ดอกคำ (เหนือ)  คำยอง (ลำปาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 40-130 ซม. ลำต้นเป็นสัน แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรี รูปใบหอกหรือรูปขอบขนาน กว้าง 1-5 ซม. ยาว 3-12 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ปลายเป็นหนามแหลม ดกช่อ ออกที่ปลายยอด มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อบานใหม่ๆ กลีบดอกสีเหลืองแล้วจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง ใบประดับแข็งเป็นหนามรองรับช่อดอก ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม สีขาว ขนาดเล็ก
สรรพคุณ :
ดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
- รสหวาน บำรุงโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
- บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู แก้ดีพิการ
- โรคผิวหนัง ฟอกโลหิต
- ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตัน
เกสร
- บำรุงโลหิต ประจำเดือนของสตรี
เมล็ด
- เป็นยาขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ทาแก้บวม
- ขับโลหิตประจำเดือน
- ตำพอกหัวเหน่า แก้ปวดมดลูกหลังจากการคลอดบุตร
น้ำมันจากเมล็ด
- ทาแก้อัมพาต และขัดตามข้อต่างๆ
ดอกแก่
- ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ชาดอกคำฝอย ช่วยเสริมสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด โดยใช้ดอกแห้ง 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) ชงน้ำร้อนครึ่งแก้ว ดื่มเป็นเครื่องดื่มได้
สารเคมี
ดอก  พบ Carthamin, sapogenin, Carthamone, safflomin A, sfflor yellow, safrole yellow
เมล็ด จะมีน้ำมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว
คุณค่าด้านอาหาร
ในเมล็ดคำฝอย มีน้ำมันมาก สารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อาการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบางตัวได้
ในประเทศจีน ดอกคำฝอย เป็นยาเกี่ยวกับสตรี ตำรับยาที่ใช้รักษาสตรีที่ประจำเดือนคั่งค้างไม่เป็นปกติ หรืออาการปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว มักจะใช้ดอกคำฝอยด้วยเสมอ โดยต้มน้ำแช่เหล้า หรือใช้วิธีตำพอก แต่มีข้อควรระวังคือ หญิงมีครรภ์ ห้ามรับประทาน
ใช้ดอกคำฝอยแก่ มาชงน้ำร้อน กรอง จะได้น้ำสีเหลืองส้ม (สาร safflower yellow) ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง
จากรายงานทางคลินิกของทางการแพทย์จีนพบว่าดอกคำฝอยมีคุณสมบัติดังนี้
ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นมดลูกและมีฮอร์โมนเพศหญิง
ฤทธิ์ในการกระตุ้นมดลูก วิเคราะห์ทางคลินิกพบว่าน้ำสกัดจากดอกคำฝอย สามารถทำให้มดลูกและกล้ามเนื้อเรียบ หดตัวได้ แต่ถ้าใช้ปริมาณมากเกินไปอาจทำให้มดลูกเป็นตะคริวได้
วิเคราะห์ทางคลินิกพบว่าน้ำสกัดจากดอกคำฝอยมีคุณสมบัติเหมือนกับฮอร์โมนหญิง
ช่วยสลายลิ่มเลือด น้ำสกัดของดอกคำฝอยสามารถลดการรวมตัวของเกล็ดเลือด ทำให้ความยาวและน้ำหนักของลิ่มเลือดลดลงได้ และป้องกันการสร้างลิ่มขึ้นมาใหม่ได้
มีผลต่อเส้นเลือดของหัวใจ สามารถกระตุ้นหัวใจได้ ทำให้เลือดในเส้นเลือดหัวใจมีปริมาณเลือดไหลเวียนมากขึ้น ขยายเส้นเลือดได้
ลดคอเลสเตอรอล ให้อาหารปรกติผสมน้ำมันดอกคำฝอย 4 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงหนูที่มีคอเลสเตอรอลสูงเป็นเวลา 30 วัน พบว่าคอเลสเตอรอลลดลง 36 เปอร์เซ็นต์ แต่ใช้อาหารที่คอเลสเตอรอลสูงและมีส่วนผสมน้ำมันดอกคำฝอย 4 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับ เลี้ยงหนูปรกติ (คอเลสเตอรอล) เป็นเวลา 30 วัน พบว่าคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดกลับสูงขึ้น และยังมีบางรายงาน รายงานว่าน้ำมันดอกคำฝอยโดยเฉพาะน้ำมันของเมล็ดดอกคำฝอยสามารถลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ดี แต่กลับไปสะสมคอเลสเตอรอลในตับทำให้เกิดอาการตับแข็งได้
สรรพคุณและการใช้ดอกคำฝอยในแพทย์แผนจีน
ดอกคำฝอยในยาจีนนั้นระบุว่า มีรสเผ็ด อุ่น เข้าเส้นหัวใจ ตับ (หมายถึงเส้นลมปราณที่ควบคุมโดยอวัยวะภายใน) คุณสมบัติ ช่วยให้เลือดหมุนเวียน ขับประจำเดือน สลายลิ่มเลือด แก้ปวด ในตำราโบราณกล่าวว่า "หงฮัว สามารถช่วยให้เลือดหมุนเวียน ใช้ปริมาณน้อยบำรุงเลือดได้"  "หงฮัว สามารถกระจายเลือดที่ตกค้าง บำรุงเลือด ใช้มากจะทำลายเลือดได้ใช้น้อยจะบำรุงเลือด หงฮัว มีฤทธิ์ทำลายเลือด ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ปรับสมานเลือด (ปรับเลือดกับฉี่หรือลมปราณให้สมดุลกัน) สามารถรักษาอาการของโรคสตรีทั้งหลายที่เกี่ยวกับเลือด เช่นเลือดน้อย ปวดประจำเดือน อาการทั้งหลายที่เกี่ยวกับฉี่และเลือดไม่สมานกัน ถ้าไม่ใส่หงฮัว จะรักษาได้ยากมาก" ในปัจจุบันนี้แพทย์จีนใช้ดอกคำฝอยในการรักษาอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเลือด เช่น
ใช้สำหรับประจำเดือนไม่มา หรือมาน้อย ปวดประจำเดือน เนื่องจากเลือดหมุนเวียนไม่ค่อยดี ส่วนมากจะใช้ร่วมกับตังกุย ไป๋เสา ชวนเจียง เถาเหยิน ในตำรับนี้มีเถาหยิน หงฮัว ซึ่งมีฤทธิ์ในการกระจายเลือด ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ใช้ตังกุย ไป๋เสา ชวนเจวียง เสริมและบำรุงเลือด เพื่อให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น และป้องกันไม่ให้หงฮัว เถาเหยิน ทำลายเลือด ตำรับนี้เป็นตำรับพื้นฐานที่ใช้ในการขับเลือดเสีย สลายลิ่มเลือด ถ้ามีอาการปวดประจำเดือน สามารถเพิ่มเชียงฟู หยวนหู ช่วยแก้ปวดได้
สตรีปวดท้องหลังคลอด น้ำคาวปลาไม่หมด ส่วนมากจะใช้ร่วมกับโสวตี้ หนิวซี เซ่อเสา ถ้าเป็นก้อนที่ท้องก็จะใช้ซันหลินเอ๋อสู เพื่อสลายก้อนได้ด้วย
ปวดบวมเนื่องมาจากหกล้มหรือถูกกระแทก สามารถใช้ร่วมกับซูมู่ เช่อเสา ตังกุย ถ้ามีอาการฟกช้ำดำเขียวสามารถใช้น้ำต้มจากดอกคำฝอยเข้มข้นผสมเหล้าทาถูในบริเวณ
อาการปวดหัวใจเนื่องจากเลือดและชี่ตับ (เลือดลมเดินไม่สะดวก) ส่วนมากจะใช้ร่วมกับตังเซิน ชวนเจียง อู่หลินจือ
อาหารโรคผิดหนังที่เกิดจากเลือดตีบและเลือดร้อน เช่น ฝีหนอง ตาปลา
วิธีการใช้ ใช้ต้มร่วมกับยาอื่นปริมาณการใช้ 3 - 9 กรัม หรือใช้ภายนอกในปริมาณที่เหมาะสม สตรีมีครรภ์และสตรีมีประจำเดือนมามากไม่ควรใช้
จะเห็นได้ว่าดอกคำฝอยนั้นเป็นยาที่ดีมาก แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากเกินไป จะกระทบถึงเลือด แพทย์จีนนั้นมักจะใช้ร่วมกับยาเสริมเลือด เช่น ตังกุย โสวตี้ และใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ยาเดี่ยวและระยะยาว
 
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 40-130 ซม. ลำต้นเป็นสัน แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรี รูปใบหอกหรือรูปขอบขนาน กว้าง 1-5 ซม. ยาว 3-12 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ปลายเป็นหนามแหลม ดกช่อ ออกที่ปลายยอด มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อบานใหม่ๆ กลีบดอกสีเหลืองแล้วจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง ใบประดับแข็งเป็นหนามรองรับช่อดอก ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม สีขาว ขนาดเล็ก
 
สรรพคุณ :
 
ดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
- รสหวาน บำรุงโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
- บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู แก้ดีพิการ
- โรคผิวหนัง ฟอกโลหิต
- ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตัน
 
เกสร
- บำรุงโลหิต ประจำเดือนของสตรี
 
เมล็ด
- เป็นยาขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ทาแก้บวม
- ขับโลหิตประจำเดือน
- ตำพอกหัวเหน่า แก้ปวดมดลูกหลังจากการคลอดบุตร
 
น้ำมันจากเมล็ด
- ทาแก้อัมพาต และขัดตามข้อต่างๆ
 
ดอกแก่
- ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง
 
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ชาดอกคำฝอย ช่วยเสริมสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด โดยใช้ดอกแห้ง 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) ชงน้ำร้อนครึ่งแก้ว ดื่มเป็นเครื่องดื่มได้
สารเคมี
ดอก พบ Carthamin, sapogenin, Carthamone, safflomin A, sfflor yellow, safrole yellow
เมล็ด จะมีน้ำมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว
คุณค่าด้านอาหาร
ในเมล็ดคำฝอย มีน้ำมันมาก สารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อาการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบางตัวได้
ในประเทศจีน ดอกคำฝอย เป็นยาเกี่ยวกับสตรี ตำรับยาที่ใช้รักษาสตรีที่ประจำเดือนคั่งค้างไม่เป็นปกติ หรืออาการปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว มักจะใช้ดอกคำฝอยด้วยเสมอ โดยต้มน้ำแช่เหล้า หรือใช้วิธีตำพอก แต่มีข้อควรระวังคือ หญิงมีครรภ์ ห้ามรับประทาน
ใช้ดอกคำฝอยแก่ มาชงน้ำร้อน กรอง จะได้น้ำสีเหลืองส้ม (สาร safflower yellow) ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง
 
จากรายงานทางคลินิกของทางการแพทย์จีนพบว่าดอกคำฝอยมีคุณสมบัติดังนี้ 
ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นมดลูกและมีฮอร์โมนเพศหญิง
ฤทธิ์ในการกระตุ้นมดลูก วิเคราะห์ทางคลินิกพบว่าน้ำสกัดจากดอกคำฝอย สามารถทำให้มดลูกและกล้ามเนื้อเรียบ หดตัวได้ แต่ถ้าใช้ปริมาณมากเกินไปอาจทำให้มดลูกเป็นตะคริวได้
วิเคราะห์ทางคลินิกพบว่าน้ำสกัดจากดอกคำฝอยมีคุณสมบัติเหมือนกับฮอร์โมนหญิง
 
ช่วยสลายลิ่มเลือด น้ำสกัดของดอกคำฝอยสามารถลดการรวมตัวของเกล็ดเลือด ทำให้ความยาวและน้ำหนักของลิ่มเลือดลดลงได้ และป้องกันการสร้างลิ่มขึ้นมาใหม่ได้
 
มีผลต่อเส้นเลือดของหัวใจ สามารถกระตุ้นหัวใจได้ ทำให้เลือดในเส้นเลือดหัวใจมีปริมาณเลือดไหลเวียนมากขึ้น ขยายเส้นเลือดได้
 
ลดคอเลสเตอรอล ให้อาหารปรกติผสมน้ำมันดอกคำฝอย 4 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงหนูที่มีคอเลสเตอรอลสูงเป็นเวลา 30 วัน พบว่าคอเลสเตอรอลลดลง 36 เปอร์เซ็นต์ แต่ใช้อาหารที่คอเลสเตอรอลสูงและมีส่วนผสมน้ำมันดอกคำฝอย 4 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับ เลี้ยงหนูปรกติ (คอเลสเตอรอล) เป็นเวลา 30 วัน พบว่าคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดกลับสูงขึ้น และยังมีบางรายงาน รายงานว่าน้ำมันดอกคำฝอยโดยเฉพาะน้ำมันของเมล็ดดอกคำฝอยสามารถลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ดี แต่กลับไปสะสมคอเลสเตอรอลในตับทำให้เกิดอาการตับแข็งได้
 
สรรพคุณและการใช้ดอกคำฝอยในแพทย์แผนจีน
 
ดอกคำฝอยในยาจีนนั้นระบุว่า มีรสเผ็ด อุ่น เข้าเส้นหัวใจ ตับ (หมายถึงเส้นลมปราณที่ควบคุมโดยอวัยวะภายใน) คุณสมบัติ ช่วยให้เลือดหมุนเวียน ขับประจำเดือน สลายลิ่มเลือด แก้ปวด ในตำราโบราณกล่าวว่า "หงฮัว สามารถช่วยให้เลือดหมุนเวียน ใช้ปริมาณน้อยบำรุงเลือดได้" "หงฮัว สามารถกระจายเลือดที่ตกค้าง บำรุงเลือด ใช้มากจะทำลายเลือดได้ใช้น้อยจะบำรุงเลือด หงฮัว มีฤทธิ์ทำลายเลือด ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ปรับสมานเลือด (ปรับเลือดกับฉี่หรือลมปราณให้สมดุลกัน) สามารถรักษาอาการของโรคสตรีทั้งหลายที่เกี่ยวกับเลือด เช่นเลือดน้อย ปวดประจำเดือน อาการทั้งหลายที่เกี่ยวกับฉี่และเลือดไม่สมานกัน ถ้าไม่ใส่หงฮัว จะรักษาได้ยากมาก" ในปัจจุบันนี้แพทย์จีนใช้ดอกคำฝอยในการรักษาอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเลือด เช่น
 
ใช้สำหรับประจำเดือนไม่มา หรือมาน้อย ปวดประจำเดือน เนื่องจากเลือดหมุนเวียนไม่ค่อยดี ส่วนมากจะใช้ร่วมกับตังกุย ไป๋เสา ชวนเจียง เถาเหยิน ในตำรับนี้มีเถาหยิน หงฮัว ซึ่งมีฤทธิ์ในการกระจายเลือด ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ใช้ตังกุย ไป๋เสา ชวนเจวียง เสริมและบำรุงเลือด เพื่อให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น และป้องกันไม่ให้หงฮัว เถาเหยิน ทำลายเลือด ตำรับนี้เป็นตำรับพื้นฐานที่ใช้ในการขับเลือดเสีย สลายลิ่มเลือด ถ้ามีอาการปวดประจำเดือน สามารถเพิ่มเชียงฟู หยวนหู ช่วยแก้ปวดได้
 
สตรีปวดท้องหลังคลอด น้ำคาวปลาไม่หมด ส่วนมากจะใช้ร่วมกับโสวตี้ หนิวซี เซ่อเสา ถ้าเป็นก้อนที่ท้องก็จะใช้ซันหลินเอ๋อสู เพื่อสลายก้อนได้ด้วย
 
ปวดบวมเนื่องมาจากหกล้มหรือถูกกระแทก สามารถใช้ร่วมกับซูมู่ เช่อเสา ตังกุย ถ้ามีอาการฟกช้ำดำเขียวสามารถใช้น้ำต้มจากดอกคำฝอยเข้มข้นผสมเหล้าทาถูในบริเวณ
 
อาการปวดหัวใจเนื่องจากเลือดและชี่ตับ (เลือดลมเดินไม่สะดวก) ส่วนมากจะใช้ร่วมกับตังเซิน ชวนเจียง อู่หลินจือ
 
อาหารโรคผิดหนังที่เกิดจากเลือดตีบและเลือดร้อน เช่น ฝีหนอง ตาปลา
 
วิธีการใช้ ใช้ต้มร่วมกับยาอื่นปริมาณการใช้ 3 - 9 กรัม หรือใช้ภายนอกในปริมาณที่เหมาะสม สตรีมีครรภ์และสตรีมีประจำเดือนมามากไม่ควรใช้
 
จะเห็นได้ว่าดอกคำฝอยนั้นเป็นยาที่ดีมาก แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากเกินไป จะกระทบถึงเลือด แพทย์จีนนั้นมักจะใช้ร่วมกับยาเสริมเลือด เช่น ตังกุย โสวตี้ และใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ยาเดี่ยวและระยะยาว
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-31 22:00:11 IP : 58.11.14.141


ความเห็นที่ 23 (3398133)

 ประโยชน์ของดีเกลือ

 
ดีเกลือ คือสารประกอบเกลือซัลเฟตของโซเดียมและแมกนีเซียม แบ่งออกเป็นสองชนิดคือ ดีเกลือไทยและดีเกลือฝรั่ง ซึ่งทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติและลักษณะแต่งต่างกัน ได้แก่...
 
1. ดีเกลือไทย มีสูตรทางเคมีว่า Na2SO4 ดีเกลือชนิดที่เป็นเกลือซัลเฟตของโซเดียม หรือเรียกง่ายๆว่า "โซเดียมซัลเฟต" มีลักษณะเป็นผงสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสเค็ม มีคุณสมบัติเป็นถ่ายพิษเสมหะและโลหิต ถ่ายอุจจาระ ถ่ายพรรดึก ทำให้เส้นเอ็นหย่อน
 
2. ดีเกลือฝรั่ง มีสูตรทางเคมีว่า MgSO4.7H2O ดีเกลือชนิดที่เป็นเกลือซัลเฟตของแมกนีเซียม หรือเรียกว่า "แมกนีเซียมซัลเฟต" เรียกเป็นภาษาสามัญแบบฝรั่งว่า Epsom salts มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวหรือใส คล้ายผงชูรส ไม่มีกลิ่น ละลายน้ำได้ รสเค็ม
 
มีคุณสมบัติเป็นยาระบายถ่ายอุจจาระ ถ่ายพิษเสมหะและโลหิต นิยมนำเอามาใช้ในการรักษาปลา และยังมีการนำไปใช้ในการเกษตรเรื่องเอาไปช่วยรักษาดินที่ขาดแมกนีเซียม นอกจากนี้สาวๆ ยังนิยมนำไปเป็นส่วนผสมในการรักษาสิวแบบประหยัดอีกด้วย
 
ดีเกลือทั้งสองแบบมีคุณประโยชน์คล้ายกัน แต่โดยส่วนมากดีเกลือที่มีในท้องตลาดจะเป็นแมกนีเซียมซัลเฟต (ดีเกลือฝรั่ง) สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายสารเคมีทั่วไป หรือร้านขายยาแผนโบราณ โดยมีคุณสมบัติ ได้แก่...
 
ใช้เพื่อกินเป็นยาระบาย โดยผสมน้ำ 3 ถ้วยต่อดีเกลือ 4 ช้อนโต๊ะ
 
ใช้ในบ่อกุ้ง เพื่อเพิ่มปริมาณแมกนีเซียม ช่วยกุ้งสร้างเปลือกใหม่ ในช่วงลอกคราบ
 
ใช้ประกอบอาหาร อาทิ เต้าหู้ ดีเกลือจะช่วยแยกชั้นเนื้อและชั้นน้ำของถั่วเหลืองปั่น
 
ใช้ในการขับไล่สารพิษในไต
 
ใช้เพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชประเภทผล เช่น มะเขือเทศ มันฝรั่ง
 
คุณสมบัติทางเคมี
 
ดีเกลือฝรั่งใช้ชื่อทางเคมีว่า แมกนีเซียมซัลเฟต Magnesium Sulfate MgSO4 ชื่อสามัญเรียกว่า Epsom Salt หรือ Bitter Salt เหตุเพราะมีรสขมฝาด ไม่ได้เค็มเหมือนเกลืออย่างที่เข้าใจ
 
ลักษณะที่ใช้กันจะเป็นผงผลึกหรือเกล็ดขาว ซึ่งได้มาจากการนำน้ำทะเลมาเคี่ยวจนแห้ง เหลือเป็นเกลือสะตุ แต่ยังมีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้นจากอากาศอยู่ ดังนั้น เมื่อวางดีเกลือทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง จะทำให้จับตัวแข็งเป็นก้อน 
 
ประโยชน์ของดีเกลือในการล้างพิษตับ 
 
ดีเกลือทำใหท่อน้ำดีขยายตัว เพื่อให้นิ่วเคลื่อนผ่านออกมาได้ง่ายขึ้น
2. ช่วยขับพิษที่เป็นตัวขัดขวางการเดินทางของนิ่ว
3. ในทางสมุนไพรใช้ดีเกลือเป็นยาระบาย ขับสารพิษออกจากร่างกาย
4. แมกนีเซี่ยมในดีเกลือ ช่วยคลายเครียดและให้หลับง่าย สมาธิดีขึ้น พัฒนากล้ามเนื้อและระบบประสาท ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว ลดการเกร็ง
5. ซัลเฟตช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย การดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น บรรเทาอาการปวดศรีษะและป้องกันโรคไมเกรน
6. ในการผลิตอาหารใช้ดีเกลือเป็นสารจับตัว (coagulant) สำหรับการผลิตเต้าหู เต้าฮวย ดีเกลือจะไปจับกับโปรตีนในน้ำนมถั่วเหลือง ทำให้จับเป็นก้อน ในการล้างพิษตับก็จะดักจับไขมันโปรตีนที่เป็นพิษออกมา
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-31 22:01:53 IP : 58.11.14.141


ความเห็นที่ 24 (3398134)

 น้ำด่าง [Alkaline Water] ล้างพิษ สร้างสมดุล

 
ตามปกติเลือดของมนุษย์มีค่า pH 7.4 (ระหว่าง 7.35-7.45) คือมีความเป็นด่างอ่อนๆ
pH ที่ต่ำกว่า 7 เป็นกรด…
ph 7 คือเป็นกลาง…..
pH ที่สูงกว่า 7 เป็นด่าง.....
 
ร่างกายของมนุษย์จะเป็นกรดง่ายมาก เพราะอาหารส่วนใหญ่ที่กินเช่น แป้ง โปรตีน ไขมัน เมื่อมีการเผาผลาญอาหารที่ Metabolism จะเกิดของเสียที่มีฤทธิ์เป็นกรด (Acidic Waste) แต่ถ้าได้อาหารที่มีลักษณะเป็นด่าง และดื่มน้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง(น้ำที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม ) จะทำให้ไม่ต้องไปดึงแร่ธาตุ คือ แคลเซียมและแมกนีเซียมออกจากร่างกายมาใช้ เพื่อสร้างสภาวะสมดุลของร่างกาย (Homeostasis) ขึ้นมาใหม่ ดังนั้นร่างกายก็จะไม่สึกหรอ และทรุดโทรม สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง น้ำดื่มเป็นด่าง จึงต้องมีฤทธิ์เป็นด่างให้มากกว่าเลือด เพื่อไปทำปฏิกิริยากับฤทธิ์กรด และเกิดการถ่วงดุลทำให้ pH ของเลือดกลับมามีค่าที่ 7.4 อย่างเดิม เอ็นไซม์ซึ่งสำคัญยิ่งต่อการทำปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด ส่วนใหญ่ต้องทำงานในสภาวะของด่างจึงจะมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้สารละลายที่เป็นด่างอ่อนๆสามารถดึงออกซิเจนไว้กับตัวได้มากกว่าสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ได้ถึง 100 เท่า สารละลายที่มีค่า pH ต่ำกว่า 7.0 จะมีฤทธิ์เป็นกรดและจะไม่ยึดออกซิเจน “สารละสายที่เป็นด่างจะมีออกซิเจนสมบูรณ์”…จะช่วยล้างพิษของความเป็นกรดและช่วยเป็นกันชนให้ร่างกายเพื่อสร้างสมดุล ระบบโลหิตของมนุษย์ต้องการฤทธิ์ด่าง 
 
สำหรับผู้ที่ได้ดื่มน้ำอัลคาไลค์เป็นประจำ ร่างกายจะสามารถดูดซึ่มได้ดีกว่าน้ำดื่มประเภทอื่นๆอยู่หลายเท่า จะทำให่ร่างกายไม่เกิดภาวะขาดน้ำ ในการนี้ทางการแพทย์ได้มีมีการวิจัยแล้วว่า เชื้อมะเร็งเกิดขึ้น และเติบโตได้ดีในสภาพที่เป็นกรด ซึ่งมักเกิดแฝงมาจากอาหารการกินของเราเองจำพวก แป้ง เนื้อสัตว์ และอื่นๆที่เรารู้เท่าไม่ถึงการ ร่างกายเราปรับสภาพไม่ทัน ดังนั้นการน้ำดื่มอัลคาไลค์จึงได้มีความจำเป็นต่อร่างกายเพื่อที่จะได้ช่วยลดสภาพความเป็นกรดในร่างกายให้ดียิ่งขึ้นๆไป และในน้ำดื่มอัลคาไลค์ที่ดีควรมีสารต้านอนุมูลอิสระ( Antioxidant )
 
วิธีทำน้ำ ด่างเพื่อดื่ม
 
กาบมะพร้าว (หรือต้นมะพร้าวใช้ได้ทุกส่วน)
งวงตาล (หรือต้นตาลใช้ได้ทุกส่วน)
ต้นกระถิน
ต้นขี้เหล็ก
ไม้ไผ่
(สรุปแล้ว ไม้เนื้ออ่อนทั้งหลายใช้ได้หมด)
โดยนำไม้ที่กล่าวไว้ข้างต้นชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ นำมาเผาให้เป็นขี้เถ้า ร่อนด้วยตะแกรงแล้วนำขี้เถ้าใส่ในโอ่ง
อัตราส่วน :- ขี้เถ้า ๑ กิโล ต่อน้ำ ๕ ลิตร แช่ทิ้งไว้ประมาณ ๑๕ วัน จนน้ำตกตะกอนใส ใช้สายยางดูดแบบกาลักน้ำใส่ขวดหรือโอ่งเก็บไว้(ไม่ควรใส่ขวดพลาสติก) จะได้หัวน้ำด่างค่า pH. ประมาณ ๑๔
ขี้เถ้าที่เหลือ เติมน้ำ ๕ ลิตรหมักต่อได้อีก และจะทำแบบนี้อีกได้ประมาณ ๕ ครั้ง แต่ค่า pH. จะต่ำลงเรื่อยๆ ๑๓, ๑๒, ๑๑ เป็นต้น
วิธีผสมหัวน้ำด่างสำหรับดื่ม ใช้หัวน้ำด่างที่รองไว้แล้วผสมกับน้ำดื่มทั่วไป ให้ค่าของน้ำ pH. ๘.๕ เป็นมาตรฐาน สิ่งจำเป็นที่ต้องมีคือกระดาษลิสมัต 
เมื่อได้หัวเชื้อแล้ว นำไปผสมน้ำดื่ม อัตรส่วนโดยประมาณ หัวเชื้อ หัวน้ำด่าง ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำสะอาด ๑-๑.๕ ลิตร หรือน้ำสะอาด ๑ ตุ่มมังกร ต่อหัวน้ำด่าง ๑ ขวด ดื่มแทนน้ำได้ไม่อันตราย อัตรส่วนของหัวเชื้อ เพิ่มหรือลด ตามเข้มของหัวเชื้อ.
 
ข้อมูลจาก : จากคู่มือการอบรมโครงการฟื้้นฟูและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม 8 อ. รวบรวมโดย อุ่นเอื้อ สิงห์คำ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-31 22:02:49 IP : 58.11.14.141


ความเห็นที่ 25 (3398418)

 หญ้าหมอน้อย หรือยาไม่ต้องย่าง .......  สมุนไพรใกล้มือที่มีสรรพคุณมากมาย

(ยาอดบุหรี่, ยาฟอกปอด, ยาแก้ไข้, แก้ปวดท้อง, ปวดเมื่อย, รักษาแผล... ฯลฯ)
 
 
 
 
 หญ้าดอกขาวหรือหญ้าหมอน้อย คือพืชล้มลุกที่ขึ้นได้ทั่วไป ในสนามหญ้าโดยเฉพาะในหน้าฝนก็พบเห็นหญ้าดอกขาวเติบโตไปทั่ว ผู้ที่ไม่รู้ว่านี่คือยาดีก็คิดว่า คือวัชพืชรำคาญใจ หญ้าหมอน้อยเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง เป็นสัน มีขน สูง 20-50 ซม. ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่  ขอบขนานหรือใบหอก กว้าง 1-3 ซม. ยาว 1-8 ซม. มีขนทั้งสองด้าน ดอก ช่อ ออกเป็นกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Vernonia cinerea (L.) Less. อยู่ในชื่อวงศ์ COMPOSITAE มีชื่ออื่นๆ ชื่อท้องถิ่น เช่น หญ้าสามวัน หญ้าละออง เสือสามขา ฝรั่งโคก ถั่วแฮะดิน ก้านธูป เซียวซัวเถา
        
- หญ้าหมอน้อย เรียกอีกชื่อว่า หญ้าดอกขาว เป็นยาอดบุหรี่จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ต่อมาโรงพยาบาลได้สานต่อจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่สมุนไพรชนิดนี้ยังมีสรรพคุณอีกมากมายจนเป็นที่มาของหญ้าหมอน้อย
 
- ย้อนไปในอดีต ประสบการณ์ชาวบ้านใช้หญ้าหมอน้อยแก้อาการติดบุหรี่ เพราะกินแล้วจะทำให้เหม็นบุหรี่และไม่อยากสูบอีก ในปี 2531 โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง (ปัจจุบันคือมูลนิธิสุขภาพไทย) ได้นำประสบการณ์การใช้หญ้าดอกขาวนี้มาเผยแพร่ จนได้รับความสนใจอย่างมาก ต่อมาในปี 2537 โครงการสมุนไพรฯ ได้หาทุนสนับสนุนการวิจัยให้ ภญ.ฉวีวรรณ ม่วงน้อย (ดวงจร) หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมโรงพยาบาลอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี  พบว่าหญ้าดอกขาวสามารถลดการสูบบุหรี่ลงได้ รายงานนี้ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งนำหญ้าดอกขาวไปใช้กันอย่างแพร่หลาย
          
- งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาสมัยใหม่ครั้งแรกของโลก เกี่ยวกับการใช้หญ้าดอกขาวเพื่อลดความอยากบุหรี่ ต่อมาในปี 2547 มีการจดสิทธิบัตรในอเมริกาโดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น ที่ใช้สารสกัดหญ้าดอกขาวใส่ในก้นกรองบุหรี่เพื่อลดความอยากสูบบุหรี่  ต่อมาในเมืองไทยมีการศึกษาของรศ.ดร.ภก.ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ และคณะในปี 2552 ได้ทำการทดลองใช้หญ้าดอกขาวในกลุ่มคนที่ติดบุหรี่ โดยใช้ในรูปแบบของชาชงของหญ้าหมอน้อย ครั้ง 3 กรัม วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร พบว่าสามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้
 
- ผลการวิจัยระบุด้วยว่า การใช้หญ้าดอกขาวทำให้สมรรถภาพทางกายดีขึ้น เลือดจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอดลดลงอย่างชัดเจน ที่สำคัญคือ ผลข้างเคียงในการเลิกบุหรี่ เช่น กระวนกระวาย สมาธิแปรปรวนหรือหงุดหงิดจะมีน้อยมาก ผลการศึกษานี้ทำให้หวนนึกถึงคำของคุณตาส่วน สีมะพริก หมอพื้นบ้านท่านหนึ่งที่บอกว่า หญ้าหมอน้อยเป็นยาล้างปอด
 
- ปัจจุบันชาชงหญ้าดอกขาว เป็นรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ระบุข้อบางใช้ ลดความอยากบุหรี่ ใช้ขนาด 2 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว (ขนาด 120 – 200 มิลลิลิตร) กินหลังอาหารวันละ 3-4 ครั้ง
 
- หญ้าหมอน้อย ยังเป็นยาสมุนไพรมากกว่ายาลดความอยากบุหรี่ หญ้าหมอน้อยใช้แก้อักเสบ แก้ปวดเมื่อยที่ชาวบ้านรู้จักดี จนเป็นที่มาของชื่อ “ยาไม่ต้องย่าง”  ซึ่งในวัฒนธรรมอีสานใครตกต้นไม้ ควายชน รถชน จะต้องนำผู้ป่วยไปนอนย่างไฟกับสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้เลือดกระจายตัว มิเช่นนั้นจะมีเลือดคั่งค้าง ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมา  แต่ยายผาด ชิดทิด หมอยาเมืองเลย บอกว่ามีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “ยาไม่ต้องย่าง” ซึ่งเมื่อต้มกินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องย่าง คือต้มหญ้าดอกขาวกินนั่นเอง
- นอกจากแก้ไข้ทั่วไปแล้ว หญ้าหมอน้อยยังใช้ได้ตั้งแต่ไข้ทับระดู ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย และเป็นยาล้างปอดที่ดี ใช้ได้กับอาการไอ เจ็บคอ หอบ บรรดาอาการปวดทั้งหลายก็ใช้หญ้าหมอน้อยได้ ทั้งปวดท้อง โรคกระเพาะ ปวดเมื่อย ปวดข้อ ที่สำคัญคือใช้แก้ โรคเลือดสูง(ความดันโลหิตสูง) ปัสสาวะขัด รวมถึงบรรเทาอาการเบาหวานได้  ขอให้ตากต้นหญ้าหมอน้อยเก็บไว้ชงน้ำกินประจำ หญ้าหมอน้อยยังใช้เป็นยาภายนอก นำใบมาล้างแล้วตำเป็นยารักษาแผลกลาย  ฝีหนอง งูสวัด ได้ดีอย่างหนึ่งด้วย
 
- ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ของหญ้าหมอน้อยมากมาย พบสารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ขับปัสสาวะ ป้องกันไม่ให้ไตถูกทำลาย ต้านแบคทีเรีย ต้านมาลาเรีย ลดไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ต้านการเกิดแผล ต้านเบาหวาน ต้านการกระจายของมะเร็ง ต้านไม่ให้รังสีแกมมาทำลายเซลล์ เป็นต้น ผลการวิจัยเหล่านี้ได้ยืนยันตรงกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของความเป็นหมอน้อยของสมุนไพรต้นนี้ได้เป็นอย่างดี
 
- หญ้าหมอน้อย มีสรรพคุณมากมาย ที่สำคัญเป็นสมุนไพรที่ต้มกินง่าย รสชาติดีเยี่ยม ดีกว่าสมุนไพรชนิดอื่นๆ เหมาะจะเป็นชาของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเลิกบุหรี่ และเหมาะกับสังคมเมืองที่เมื่อยขบปวดโน่นปวดนี่ ดื่มแล้วสบายตัว 
 
ที่มา : www.thaihof.org
ภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-03 17:36:34 IP : 61.90.83.60


ความเห็นที่ 26 (3398676)

 หมากเขียบหรือน้อยหน่า..... สมุนไพรประจำบ้าน 

หมากเขียบหลอด (ผลแห้ง)
 
 
รูปภาพ : หมากเขียบหรือน้อยหน่า..... สมุนไพรประจำบ้าน
หมากเขียบหลอด (ผลแห้ง)
ภาษาอีสานที่เรียกว่า “หมากเขียบ” หรือ “บักเขียบ”  แต่ภาคกลางเรียกว่า น้อยหน่า  ซึ่งเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวอีสานในชนบทนิยมปลูกกันเกือบทุกบ้าน พอเดินทางไปภาคเหนือก็พบเห็นในรั้วบ้านเช่นกัน ตอนแรกที่เห็นเข้าใจไปเองว่า คงปลูกไว้เพื่อเอาผลมากินแบบผลไม้ แต่เมื่อพูดคุยเจาะลึกกับคนที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลูกไว้เพื่อทำยา เนื่องจากในอดีตคนในชนบทเข้าถึงยาปฏิชีวนะไม่ง่ายนัก ยามเป็นฝีหนองที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นั้น ก็ได้น้อยหน่าเป็นยาในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มียาดีฝีหนองที่เป็นก็อาจลุกลาม ภูมิปัญญาดั้งเดิมจึงสอนให้ชาวบ้านมีประสบการณ์ในการใช้หมากเขียบหลอด นำมาฝนทารักษาฝีหนอง
นอกจากนี้ในตอนแรกยังเข้าใจว่า หมากเขียบหลอดกับน้อยหน่าตายพรายเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งหมายถึงน้อยหน่าที่ยังไม่โตเต็มที่แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นสีดำแห้งแข็งคากิ่ง แต่หมอพื้นบ้านสอนคนจบปริญญาว่า หมากเขียบหลอด หมายถึงน้อยหน่าที่มีผลขนาดปลายก้อยจนถึงขนาดนิ้วโป้งที่แห้งแข็งและเป็นสีดำเท่านั้น ถ้าขนาดใหญ่กว่านั้นไม่เรียกว่าหมากเขียบหลอด ผลหมากเขียบหลอดนี้คนอีสานเก็บไว้ใช้ฝนกับน้ำสะอาดทาแก้ฝี ทำให้หัวฝีสุกเร็วและคัดฝีให้แตก แม้ว่าฝีจะอยู่ลึกก็สามารถดูดเอาหัวฝีขึ้นมาได้
พอได้ศึกษามากขึ้นพบว่า หมากเขียบหรือน้อยหน่า เป็นพืชสมุนไพรที่น่าสนใจมาก แต่ขอแนะนำข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพรชนิดนี้เสียก่อน ชื่อว่า น้อยหน่า น่าจะเป็นคำที่เพี้ยนมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้ซึ่งเรียกว่า Annona squamosal L. อยู่ในวงศ์ : Anonaceae  ส่วนภาษาอีสานที่เรียกว่า “หมากเขียบ” หรือ “บักเขียบ” น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “แขบ” ที่แปลว่าห่อหุ้ม ตามลักษณะของผลที่มีเปลือกหุ้มแบบพิเศษ  น้อยหน่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้  คาดว่านำเข้ามาปลูกในประเทศไทยยังไม่ถึง 100 ปีมานี้
น้อยหน่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึงประมาณ 8 เมตร  แตกกิ่งก้านสาขาเป็นก้านเล็กๆ แต่กิ่งก้านกิ่งเปราะ เด็กในเมืองอาจไม่ค่อยรู้จักต้น รู้แต่ผลมีผิวขรุขระเป็นร่อง ๆ เมล็ดสีดำอมน้ำตาล มีเนื้อสีขาวค่อนข้างแข็ง ผิวมัน เนื้อที่หุ้มเมล็ดนิ่ม และมีรสหอมหวาน
*** น้อยหน่า ที่ปลูกอยู่ตามพื้นบ้านมักมีผลขนาดไม่ใหญ่มากนัก นอกจากกินเป็นผลไม้แล้ว ภูมิปัญญาไทยยังใช้ประโยชน์ทางยาสมุนไพรหลายตำรับ เช่น ผล นำมาใช้ได้ทั้งผลสดที่ยังไม่สุกและผลแห้ง (หมากเขียบหลอด) ถ้าเป็นผลสดที่ยังไม่สุกจะเป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิ ผิวหนัง ส่วนหมากเขียบหลอด (ผลแห้ง) ใช้เข้ายาแก้งูสวัด เริม แก้ฝีในหู  เปลือกผล เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ฆ่าเหา และแก้บวม  ราก เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน และแก้พิษงู ถอนพิษเบื่อเมา  ใบ รู้จักกันดีในหมู่ครูที่ต้องดูแลเด็กเล็กที่เป็นเหา ใช้ใบกำจัดเหาได้ ขับพยาธิลำไส้ แก้หิด แก้กลากเกลื้อน และแก้ฟกบวม  เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้ท้องร่วง แก้พิษงู แก้รำมะนาด ยาฝาดสมาน
ตัวอย่างในการใช้ใบน้อยหน่าแก้เหา นำใบน้อยหน่าประมาณ 3-4 ใบมาบดหรือตำให้ ละเอียดแล้วคลุกกับเหล้า 28 ดีกรี คลุกให้เคล้ากันจนได้กลิ่นน้อยหน่า แล้วนำมาทาหัวให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้สัก 10-30 นาทีและเอาผ้าออกใช้หวีสาง เหาก็ตกลงมาทันที  หรือใช้ใบสด 1 กำมือ ตำคั้นเอาแต่น้ำทาที่ผมเลยก็ได้ ใช้ผ้าคลุมไว้สัก 30 นาทีเช่นกัน  หรือใช้เมล็ดน้อยหน่าสัก 1 กำมือ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมะพร้าว ในสัดส่วน 1 ต่อ 2  กรองเอาแต่น้ำ ทาขยี้ให้ทั่วศีรษะใช้ผ้าคลุมโพกไว้ ใช้หวีสางเหาออก สระผมให้สะอาด
ข้อควรระวัง อย่าให้น้ำคั้นหรือน้ำยาเข้าตาจะทำให้ตาอักเสบได้ น้ำคั้นใบน้อยหน่ายังใช้เป็นยาแก้กลากเลื้อนได้ และในวงการเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยังใช้ใบและเมล็ดน้อยหน่าเป็นสมุนไพรกำจัดแมลงที่ไม่ต้องการหลายชนิด ซึ่งมีการวิจัยรองรับว่า ใบและเมล็ดมีสารอัลคาลอยด์ ชื่อ อะโนนาอีน (anonaine, 1-benzyl-isoquinoline, bisbenzl-isoquinoline) ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง ในส่วนของเมล็ดมีสารที่เป็นพิษทางประสาทสัมผัสและทางกระเพาะอาหารของแมลง สามารถใช้เป็นสารฆ่าหรือขับไล่แมลง ซึ่งสารพิษนั้นจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระเพาะอาการของแมลง โดยเฉพาะ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ย หอย หนอนกระทู้ หนอนใยผัก ด้วงเต่าทอง แมลงวันทอง ตั๊กแตน และ มวนต่าง ๆได้ด้วย นอกจากนี้ในเมล็ดยังมีสารที่ไปยับยั้งการตกไข่และทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ จึงต้องใช้เมล็ดน้อยหน่าอย่างระมัดระวัง
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์อินเดีย พบว่าเนื้อจากเมล็ดน้อยหน่าแนวโน้มสามารถลดน้ำตาลในเลือดหนูที่ทำให้เป็นเบาหวานได้ และพบการใช้ประโยชน์ในต่างประเทศอีกว่า ใช้เปลือกลำต้นเป็นยาหยุดอาการท้องเสีย ใช้รากรักษาอาการบิดมีตัว น้ำสกัดจากใบใช้รักษาหวัดและทำให้ปัสสาวะใส
ที่ต้องเน้นและเป็นความรู้ให้ศึกษาต่อจากภูมิปัญญาชาวบ้านคือ หมากเขียบหลอดเกิดจากการที่ผลน้อยหน่าติดเชื้อราชนิด Colletotrichum annonicola จึงแห้งดำคาต้น ดังนั้นจึงควรมีงานวิจัยสนับสนุนว่าส่วนที่เป็นสรรพคุณยาสมุนไพรในหมากเขียบหลอด  เพราะผลน้อยหน่าหรือเพราะเชื้อราที่เจริญบนผล หรือทั้งสองชนิดทำงานร่วมกัน แต่แม้ยังไม่รู้ว่ากลไกเป็นอย่างไร ชาวบ้านเขาฉลาดนำมาใช้แก้ฝีหนองได้ชะงัด.
ที่มา : www.thaihof.org
 
รูปภาพ : หมากเขียบหรือน้อยหน่า..... สมุนไพรประจำบ้าน
หมากเขียบหลอด (ผลแห้ง)
ภาษาอีสานที่เรียกว่า “หมากเขียบ” หรือ “บักเขียบ”  แต่ภาคกลางเรียกว่า น้อยหน่า  ซึ่งเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวอีสานในชนบทนิยมปลูกกันเกือบทุกบ้าน พอเดินทางไปภาคเหนือก็พบเห็นในรั้วบ้านเช่นกัน ตอนแรกที่เห็นเข้าใจไปเองว่า คงปลูกไว้เพื่อเอาผลมากินแบบผลไม้ แต่เมื่อพูดคุยเจาะลึกกับคนที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลูกไว้เพื่อทำยา เนื่องจากในอดีตคนในชนบทเข้าถึงยาปฏิชีวนะไม่ง่ายนัก ยามเป็นฝีหนองที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นั้น ก็ได้น้อยหน่าเป็นยาในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มียาดีฝีหนองที่เป็นก็อาจลุกลาม ภูมิปัญญาดั้งเดิมจึงสอนให้ชาวบ้านมีประสบการณ์ในการใช้หมากเขียบหลอด นำมาฝนทารักษาฝีหนอง
นอกจากนี้ในตอนแรกยังเข้าใจว่า หมากเขียบหลอดกับน้อยหน่าตายพรายเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งหมายถึงน้อยหน่าที่ยังไม่โตเต็มที่แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นสีดำแห้งแข็งคากิ่ง แต่หมอพื้นบ้านสอนคนจบปริญญาว่า หมากเขียบหลอด หมายถึงน้อยหน่าที่มีผลขนาดปลายก้อยจนถึงขนาดนิ้วโป้งที่แห้งแข็งและเป็นสีดำเท่านั้น ถ้าขนาดใหญ่กว่านั้นไม่เรียกว่าหมากเขียบหลอด ผลหมากเขียบหลอดนี้คนอีสานเก็บไว้ใช้ฝนกับน้ำสะอาดทาแก้ฝี ทำให้หัวฝีสุกเร็วและคัดฝีให้แตก แม้ว่าฝีจะอยู่ลึกก็สามารถดูดเอาหัวฝีขึ้นมาได้
พอได้ศึกษามากขึ้นพบว่า หมากเขียบหรือน้อยหน่า เป็นพืชสมุนไพรที่น่าสนใจมาก แต่ขอแนะนำข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพรชนิดนี้เสียก่อน ชื่อว่า น้อยหน่า น่าจะเป็นคำที่เพี้ยนมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้ซึ่งเรียกว่า Annona squamosal L. อยู่ในวงศ์ : Anonaceae  ส่วนภาษาอีสานที่เรียกว่า “หมากเขียบ” หรือ “บักเขียบ” น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “แขบ” ที่แปลว่าห่อหุ้ม ตามลักษณะของผลที่มีเปลือกหุ้มแบบพิเศษ  น้อยหน่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้  คาดว่านำเข้ามาปลูกในประเทศไทยยังไม่ถึง 100 ปีมานี้
น้อยหน่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึงประมาณ 8 เมตร  แตกกิ่งก้านสาขาเป็นก้านเล็กๆ แต่กิ่งก้านกิ่งเปราะ เด็กในเมืองอาจไม่ค่อยรู้จักต้น รู้แต่ผลมีผิวขรุขระเป็นร่อง ๆ เมล็ดสีดำอมน้ำตาล มีเนื้อสีขาวค่อนข้างแข็ง ผิวมัน เนื้อที่หุ้มเมล็ดนิ่ม และมีรสหอมหวาน
*** น้อยหน่า ที่ปลูกอยู่ตามพื้นบ้านมักมีผลขนาดไม่ใหญ่มากนัก นอกจากกินเป็นผลไม้แล้ว ภูมิปัญญาไทยยังใช้ประโยชน์ทางยาสมุนไพรหลายตำรับ เช่น ผล นำมาใช้ได้ทั้งผลสดที่ยังไม่สุกและผลแห้ง (หมากเขียบหลอด) ถ้าเป็นผลสดที่ยังไม่สุกจะเป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิ ผิวหนัง ส่วนหมากเขียบหลอด (ผลแห้ง) ใช้เข้ายาแก้งูสวัด เริม แก้ฝีในหู  เปลือกผล เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ฆ่าเหา และแก้บวม  ราก เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน และแก้พิษงู ถอนพิษเบื่อเมา  ใบ รู้จักกันดีในหมู่ครูที่ต้องดูแลเด็กเล็กที่เป็นเหา ใช้ใบกำจัดเหาได้ ขับพยาธิลำไส้ แก้หิด แก้กลากเกลื้อน และแก้ฟกบวม  เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้ท้องร่วง แก้พิษงู แก้รำมะนาด ยาฝาดสมาน
ตัวอย่างในการใช้ใบน้อยหน่าแก้เหา นำใบน้อยหน่าประมาณ 3-4 ใบมาบดหรือตำให้ ละเอียดแล้วคลุกกับเหล้า 28 ดีกรี คลุกให้เคล้ากันจนได้กลิ่นน้อยหน่า แล้วนำมาทาหัวให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้สัก 10-30 นาทีและเอาผ้าออกใช้หวีสาง เหาก็ตกลงมาทันที  หรือใช้ใบสด 1 กำมือ ตำคั้นเอาแต่น้ำทาที่ผมเลยก็ได้ ใช้ผ้าคลุมไว้สัก 30 นาทีเช่นกัน  หรือใช้เมล็ดน้อยหน่าสัก 1 กำมือ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมะพร้าว ในสัดส่วน 1 ต่อ 2  กรองเอาแต่น้ำ ทาขยี้ให้ทั่วศีรษะใช้ผ้าคลุมโพกไว้ ใช้หวีสางเหาออก สระผมให้สะอาด
ข้อควรระวัง อย่าให้น้ำคั้นหรือน้ำยาเข้าตาจะทำให้ตาอักเสบได้ น้ำคั้นใบน้อยหน่ายังใช้เป็นยาแก้กลากเลื้อนได้ และในวงการเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยังใช้ใบและเมล็ดน้อยหน่าเป็นสมุนไพรกำจัดแมลงที่ไม่ต้องการหลายชนิด ซึ่งมีการวิจัยรองรับว่า ใบและเมล็ดมีสารอัลคาลอยด์ ชื่อ อะโนนาอีน (anonaine, 1-benzyl-isoquinoline, bisbenzl-isoquinoline) ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง ในส่วนของเมล็ดมีสารที่เป็นพิษทางประสาทสัมผัสและทางกระเพาะอาหารของแมลง สามารถใช้เป็นสารฆ่าหรือขับไล่แมลง ซึ่งสารพิษนั้นจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระเพาะอาการของแมลง โดยเฉพาะ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ย หอย หนอนกระทู้ หนอนใยผัก ด้วงเต่าทอง แมลงวันทอง ตั๊กแตน และ มวนต่าง ๆได้ด้วย นอกจากนี้ในเมล็ดยังมีสารที่ไปยับยั้งการตกไข่และทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ จึงต้องใช้เมล็ดน้อยหน่าอย่างระมัดระวัง
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์อินเดีย พบว่าเนื้อจากเมล็ดน้อยหน่าแนวโน้มสามารถลดน้ำตาลในเลือดหนูที่ทำให้เป็นเบาหวานได้ และพบการใช้ประโยชน์ในต่างประเทศอีกว่า ใช้เปลือกลำต้นเป็นยาหยุดอาการท้องเสีย ใช้รากรักษาอาการบิดมีตัว น้ำสกัดจากใบใช้รักษาหวัดและทำให้ปัสสาวะใส
ที่ต้องเน้นและเป็นความรู้ให้ศึกษาต่อจากภูมิปัญญาชาวบ้านคือ หมากเขียบหลอดเกิดจากการที่ผลน้อยหน่าติดเชื้อราชนิด Colletotrichum annonicola จึงแห้งดำคาต้น ดังนั้นจึงควรมีงานวิจัยสนับสนุนว่าส่วนที่เป็นสรรพคุณยาสมุนไพรในหมากเขียบหลอด  เพราะผลน้อยหน่าหรือเพราะเชื้อราที่เจริญบนผล หรือทั้งสองชนิดทำงานร่วมกัน แต่แม้ยังไม่รู้ว่ากลไกเป็นอย่างไร ชาวบ้านเขาฉลาดนำมาใช้แก้ฝีหนองได้ชะงัด.
ที่มา : www.thaihof.org
 
ภาษาอีสานที่เรียกว่า “หมากเขียบ” หรือ “บักเขียบ” แต่ภาคกลางเรียกว่า น้อยหน่า ซึ่งเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวอีสานในชนบทนิยมปลูกกันเกือบทุกบ้าน พอเดินทางไปภาคเหนือก็พบเห็นในรั้วบ้านเช่นกัน ตอนแรกที่เห็นเข้าใจไปเองว่า คงปลูกไว้เพื่อเอาผลมากินแบบผลไม้ แต่เมื่อพูดคุยเจาะลึกกับคนที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลูกไว้เพื่อทำยา เนื่องจากในอดีตคนในชนบทเข้าถึงยาปฏิชีวนะไม่ง่ายนัก ยามเป็นฝีหนองที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นั้น ก็ได้น้อยหน่าเป็นยาในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มียาดีฝีหนองที่เป็นก็อาจลุกลาม ภูมิปัญญาดั้งเดิมจึงสอนให้ชาวบ้านมีประสบการณ์ในการใช้หมากเขียบหลอด นำมาฝนทารักษาฝีหนอง 
 
นอกจากนี้ในตอนแรกยังเข้าใจว่า หมากเขียบหลอดกับน้อยหน่าตายพรายเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งหมายถึงน้อยหน่าที่ยังไม่โตเต็มที่แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นสีดำแห้งแข็งคากิ่ง แต่หมอพื้นบ้านสอนคนจบปริญญาว่า หมากเขียบหลอด หมายถึงน้อยหน่าที่มีผลขนาดปลายก้อยจนถึงขนาดนิ้วโป้งที่แห้งแข็งและเป็นสีดำเท่านั้น ถ้าขนาดใหญ่กว่านั้นไม่เรียกว่าหมากเขียบหลอด ผลหมากเขียบหลอดนี้คนอีสานเก็บไว้ใช้ฝนกับน้ำสะอาดทาแก้ฝี ทำให้หัวฝีสุกเร็วและคัดฝีให้แตก แม้ว่าฝีจะอยู่ลึกก็สามารถดูดเอาหัวฝีขึ้นมาได้
 
พอได้ศึกษามากขึ้นพบว่า หมากเขียบหรือน้อยหน่า เป็นพืชสมุนไพรที่น่าสนใจมาก แต่ขอแนะนำข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพรชนิดนี้เสียก่อน ชื่อว่า น้อยหน่า น่าจะเป็นคำที่เพี้ยนมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้ซึ่งเรียกว่า Annona squamosal L. อยู่ในวงศ์ : Anonaceae ส่วนภาษาอีสานที่เรียกว่า “หมากเขียบ” หรือ “บักเขียบ” น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “แขบ” ที่แปลว่าห่อหุ้ม ตามลักษณะของผลที่มีเปลือกหุ้มแบบพิเศษ น้อยหน่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ คาดว่านำเข้ามาปลูกในประเทศไทยยังไม่ถึง 100 ปีมานี้
 
น้อยหน่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึงประมาณ 8 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นก้านเล็กๆ แต่กิ่งก้านกิ่งเปราะ เด็กในเมืองอาจไม่ค่อยรู้จักต้น รู้แต่ผลมีผิวขรุขระเป็นร่อง ๆ เมล็ดสีดำอมน้ำตาล มีเนื้อสีขาวค่อนข้างแข็ง ผิวมัน เนื้อที่หุ้มเมล็ดนิ่ม และมีรสหอมหวาน
 
*** น้อยหน่า ที่ปลูกอยู่ตามพื้นบ้านมักมีผลขนาดไม่ใหญ่มากนัก นอกจากกินเป็นผลไม้แล้ว ภูมิปัญญาไทยยังใช้ประโยชน์ทางยาสมุนไพรหลายตำรับ เช่น ผล นำมาใช้ได้ทั้งผลสดที่ยังไม่สุกและผลแห้ง (หมากเขียบหลอด) ถ้าเป็นผลสดที่ยังไม่สุกจะเป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิ ผิวหนัง ส่วนหมากเขียบหลอด (ผลแห้ง) ใช้เข้ายาแก้งูสวัด เริม แก้ฝีในหู เปลือกผล เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ฆ่าเหา และแก้บวม ราก เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน และแก้พิษงู ถอนพิษเบื่อเมา ใบ รู้จักกันดีในหมู่ครูที่ต้องดูแลเด็กเล็กที่เป็นเหา ใช้ใบกำจัดเหาได้ ขับพยาธิลำไส้ แก้หิด แก้กลากเกลื้อน และแก้ฟกบวม เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้ท้องร่วง แก้พิษงู แก้รำมะนาด ยาฝาดสมาน
 
ตัวอย่างในการใช้ใบน้อยหน่าแก้เหา นำใบน้อยหน่าประมาณ 3-4 ใบมาบดหรือตำให้ ละเอียดแล้วคลุกกับเหล้า 28 ดีกรี คลุกให้เคล้ากันจนได้กลิ่นน้อยหน่า แล้วนำมาทาหัวให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้สัก 10-30 นาทีและเอาผ้าออกใช้หวีสาง เหาก็ตกลงมาทันที หรือใช้ใบสด 1 กำมือ ตำคั้นเอาแต่น้ำทาที่ผมเลยก็ได้ ใช้ผ้าคลุมไว้สัก 30 นาทีเช่นกัน หรือใช้เมล็ดน้อยหน่าสัก 1 กำมือ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมะพร้าว ในสัดส่วน 1 ต่อ 2 กรองเอาแต่น้ำ ทาขยี้ให้ทั่วศีรษะใช้ผ้าคลุมโพกไว้ ใช้หวีสางเหาออก สระผมให้สะอาด
 
ข้อควรระวัง อย่าให้น้ำคั้นหรือน้ำยาเข้าตาจะทำให้ตาอักเสบได้ น้ำคั้นใบน้อยหน่ายังใช้เป็นยาแก้กลากเลื้อนได้ และในวงการเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยังใช้ใบและเมล็ดน้อยหน่าเป็นสมุนไพรกำจัดแมลงที่ไม่ต้องการหลายชนิด ซึ่งมีการวิจัยรองรับว่า ใบและเมล็ดมีสารอัลคาลอยด์ ชื่อ อะโนนาอีน (anonaine, 1-benzyl-isoquinoline, bisbenzl-isoquinoline) ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง ในส่วนของเมล็ดมีสารที่เป็นพิษทางประสาทสัมผัสและทางกระเพาะอาหารของแมลง สามารถใช้เป็นสารฆ่าหรือขับไล่แมลง ซึ่งสารพิษนั้นจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระเพาะอาการของแมลง โดยเฉพาะ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ย หอย หนอนกระทู้ หนอนใยผัก ด้วงเต่าทอง แมลงวันทอง ตั๊กแตน และ มวนต่าง ๆได้ด้วย นอกจากนี้ในเมล็ดยังมีสารที่ไปยับยั้งการตกไข่และทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ จึงต้องใช้เมล็ดน้อยหน่าอย่างระมัดระวัง
 
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์อินเดีย พบว่าเนื้อจากเมล็ดน้อยหน่าแนวโน้มสามารถลดน้ำตาลในเลือดหนูที่ทำให้เป็นเบาหวานได้ และพบการใช้ประโยชน์ในต่างประเทศอีกว่า ใช้เปลือกลำต้นเป็นยาหยุดอาการท้องเสีย ใช้รากรักษาอาการบิดมีตัว น้ำสกัดจากใบใช้รักษาหวัดและทำให้ปัสสาวะใส
 
ที่ต้องเน้นและเป็นความรู้ให้ศึกษาต่อจากภูมิปัญญาชาวบ้านคือ หมากเขียบหลอดเกิดจากการที่ผลน้อยหน่าติดเชื้อราชนิด Colletotrichum annonicola จึงแห้งดำคาต้น ดังนั้นจึงควรมีงานวิจัยสนับสนุนว่าส่วนที่เป็นสรรพคุณยาสมุนไพรในหมากเขียบหลอด เพราะผลน้อยหน่าหรือเพราะเชื้อราที่เจริญบนผล หรือทั้งสองชนิดทำงานร่วมกัน แต่แม้ยังไม่รู้ว่ากลไกเป็นอย่างไร ชาวบ้านเขาฉลาดนำมาใช้แก้ฝีหนองได้ชะงัด.
 
ที่มา : www.thaihof.org
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-04 23:23:38 IP : 58.9.17.175


ความเห็นที่ 27 (3398680)

 การใช้สมุนไพรแก้อาการเล็บขบ เล็บช้ำ.....

 

รูปภาพ : การใช้สมุนไพรแก้อาการเล็บขบ เล็บช้ำ.....
คุณ เคยทรมานกับอาการเล็บขบ เล็บช้ำ  ทำให้เกิดอาการอักเสบปวดทรมานไปหลายวัน นอกจากจะเจ็บกายแล้วยังเจ็บ ใจอีกเพราะเล็บดูน่าเกลียดอีกต่างหาก
แต่มีวิธีการรักษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ยุ่งยากแต่อย่างใด ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
++สูตรที่1++
ใช้ใบฝรั่งสด 2 ใบ เกลือป่น ½ ช้อนชา ข้าวสุก 2 ช้อนโต๊ะ โขลกให้เข้ากัน จากนั้นพอกตรงหนองบริเวณที่เป็นเล็บขบ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหนึบๆได้
++สูตรที่2++
ใช้ไพล 1 แง่ง (ยาวประมาณ 1 นิ้ว) เกลือตัวผู้(เกลือที่เป็นเม็ดยาว) จำนวน 7 เม็ด ข้าวสุก 1 กำมือ นำตัวยาทั้งสามอย่างมาตำให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณที่มีอาการ ภายใน 20 นาที จะทำให้หนองแตกออกมา หายปวดทันที
++ สูตรที่3++
ใช้มะนาวฝานตรงส่วนหัวออกให้ได้ขนาดกว้างพอที่จะสอดนิ้วที่มีอาการขบหรือช้ำ เข้าไปได้ แล้วใช้มีดคว้านเนื้อในออกเล็กน้อย เอาปูนแดงทาแผลที่ฝานไว้ในลูกมะนาวบางๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป ทิ้งไว้จนกว่าจะบรรเทาอาการปวด ทำ ซ้ำ 2-3 ครั้ง ก็จะกายจากอาการเล็บขบหรือช้ำทันที
++สูตรที่4++
ใช้ใบเทียนดอก(เทียนนา) 7-10ใบ หรือ จะใช้ดอกในช่วงที่มีแต่ดอกก็ได้เช่นกัน นำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปพอกบริเวณเล็บขบ เล็บช้ำ ทำการเปลี่ยนตัวยาวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ไม่นานก็จะหาย
++สูตรที่ 5++
นำเกลือป่นไปใส่ตามซอกเล็บเท้าที่มีอาการขบ และถ้าขบมากๆ ให้ใส่เกลือทุกเช้า-เย็นจนกว่าจะหาย
++สูตรที่6++
ใช้ใบพลู 3-5 ใบตำผสมกับเกลือ แล้วพอกเล็บขบ เล็บช้ำ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็นรูปภาพ : การใช้สมุนไพรแก้อาการเล็บขบ เล็บช้ำ.....
คุณ เคยทรมานกับอาการเล็บขบ เล็บช้ำ  ทำให้เกิดอาการอักเสบปวดทรมานไปหลายวัน นอกจากจะเจ็บกายแล้วยังเจ็บ ใจอีกเพราะเล็บดูน่าเกลียดอีกต่างหาก
แต่มีวิธีการรักษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ยุ่งยากแต่อย่างใด ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
++สูตรที่1++
ใช้ใบฝรั่งสด 2 ใบ เกลือป่น ½ ช้อนชา ข้าวสุก 2 ช้อนโต๊ะ โขลกให้เข้ากัน จากนั้นพอกตรงหนองบริเวณที่เป็นเล็บขบ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหนึบๆได้
++สูตรที่2++
ใช้ไพล 1 แง่ง (ยาวประมาณ 1 นิ้ว) เกลือตัวผู้(เกลือที่เป็นเม็ดยาว) จำนวน 7 เม็ด ข้าวสุก 1 กำมือ นำตัวยาทั้งสามอย่างมาตำให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณที่มีอาการ ภายใน 20 นาที จะทำให้หนองแตกออกมา หายปวดทันที
++ สูตรที่3++
ใช้มะนาวฝานตรงส่วนหัวออกให้ได้ขนาดกว้างพอที่จะสอดนิ้วที่มีอาการขบหรือช้ำ เข้าไปได้ แล้วใช้มีดคว้านเนื้อในออกเล็กน้อย เอาปูนแดงทาแผลที่ฝานไว้ในลูกมะนาวบางๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป ทิ้งไว้จนกว่าจะบรรเทาอาการปวด ทำ ซ้ำ 2-3 ครั้ง ก็จะกายจากอาการเล็บขบหรือช้ำทันที
++สูตรที่4++
ใช้ใบเทียนดอก(เทียนนา) 7-10ใบ หรือ จะใช้ดอกในช่วงที่มีแต่ดอกก็ได้เช่นกัน นำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปพอกบริเวณเล็บขบ เล็บช้ำ ทำการเปลี่ยนตัวยาวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ไม่นานก็จะหาย
++สูตรที่ 5++
นำเกลือป่นไปใส่ตามซอกเล็บเท้าที่มีอาการขบ และถ้าขบมากๆ ให้ใส่เกลือทุกเช้า-เย็นจนกว่าจะหาย
++สูตรที่6++
ใช้ใบพลู 3-5 ใบตำผสมกับเกลือ แล้วพอกเล็บขบ เล็บช้ำ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็นรูปภาพ : การใช้สมุนไพรแก้อาการเล็บขบ เล็บช้ำ.....
คุณ เคยทรมานกับอาการเล็บขบ เล็บช้ำ  ทำให้เกิดอาการอักเสบปวดทรมานไปหลายวัน นอกจากจะเจ็บกายแล้วยังเจ็บ ใจอีกเพราะเล็บดูน่าเกลียดอีกต่างหาก
แต่มีวิธีการรักษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ยุ่งยากแต่อย่างใด ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
++สูตรที่1++
ใช้ใบฝรั่งสด 2 ใบ เกลือป่น ½ ช้อนชา ข้าวสุก 2 ช้อนโต๊ะ โขลกให้เข้ากัน จากนั้นพอกตรงหนองบริเวณที่เป็นเล็บขบ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหนึบๆได้
++สูตรที่2++
ใช้ไพล 1 แง่ง (ยาวประมาณ 1 นิ้ว) เกลือตัวผู้(เกลือที่เป็นเม็ดยาว) จำนวน 7 เม็ด ข้าวสุก 1 กำมือ นำตัวยาทั้งสามอย่างมาตำให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณที่มีอาการ ภายใน 20 นาที จะทำให้หนองแตกออกมา หายปวดทันที
++ สูตรที่3++
ใช้มะนาวฝานตรงส่วนหัวออกให้ได้ขนาดกว้างพอที่จะสอดนิ้วที่มีอาการขบหรือช้ำ เข้าไปได้ แล้วใช้มีดคว้านเนื้อในออกเล็กน้อย เอาปูนแดงทาแผลที่ฝานไว้ในลูกมะนาวบางๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป ทิ้งไว้จนกว่าจะบรรเทาอาการปวด ทำ ซ้ำ 2-3 ครั้ง ก็จะกายจากอาการเล็บขบหรือช้ำทันที
++สูตรที่4++
ใช้ใบเทียนดอก(เทียนนา) 7-10ใบ หรือ จะใช้ดอกในช่วงที่มีแต่ดอกก็ได้เช่นกัน นำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปพอกบริเวณเล็บขบ เล็บช้ำ ทำการเปลี่ยนตัวยาวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ไม่นานก็จะหาย
++สูตรที่ 5++
นำเกลือป่นไปใส่ตามซอกเล็บเท้าที่มีอาการขบ และถ้าขบมากๆ ให้ใส่เกลือทุกเช้า-เย็นจนกว่าจะหาย
++สูตรที่6++
ใช้ใบพลู 3-5 ใบตำผสมกับเกลือ แล้วพอกเล็บขบ เล็บช้ำ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น

 
คุณ เคยทรมานกับอาการเล็บขบ เล็บช้ำ ทำให้เกิดอาการอักเสบปวดทรมานไปหลายวัน นอกจากจะเจ็บกายแล้วยังเจ็บ ใจอีกเพราะเล็บดูน่าเกลียดอีกต่างหาก
 
แต่มีวิธีการรักษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ยุ่งยากแต่อย่างใด ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
 
++สูตรที่1++
ใช้ใบฝรั่งสด 2 ใบ เกลือป่น ½ ช้อนชา ข้าวสุก 2 ช้อนโต๊ะ โขลกให้เข้ากัน จากนั้นพอกตรงหนองบริเวณที่เป็นเล็บขบ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหนึบๆได้
 
++สูตรที่2++
ใช้ไพล 1 แง่ง (ยาวประมาณ 1 นิ้ว) เกลือตัวผู้(เกลือที่เป็นเม็ดยาว) จำนวน 7 เม็ด ข้าวสุก 1 กำมือ นำตัวยาทั้งสามอย่างมาตำให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณที่มีอาการ ภายใน 20 นาที จะทำให้หนองแตกออกมา หายปวดทันที
 
++ สูตรที่3++
ใช้มะนาวฝานตรงส่วนหัวออกให้ได้ขนาดกว้างพอที่จะสอดนิ้วที่มีอาการขบหรือช้ำ เข้าไปได้ แล้วใช้มีดคว้านเนื้อในออกเล็กน้อย เอาปูนแดงทาแผลที่ฝานไว้ในลูกมะนาวบางๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป ทิ้งไว้จนกว่าจะบรรเทาอาการปวด ทำ ซ้ำ 2-3 ครั้ง ก็จะกายจากอาการเล็บขบหรือช้ำทันที
 
++สูตรที่4++
ใช้ใบเทียนดอก(เทียนนา) 7-10ใบ หรือ จะใช้ดอกในช่วงที่มีแต่ดอกก็ได้เช่นกัน นำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปพอกบริเวณเล็บขบ เล็บช้ำ ทำการเปลี่ยนตัวยาวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ไม่นานก็จะหาย
 
++สูตรที่ 5++
นำเกลือป่นไปใส่ตามซอกเล็บเท้าที่มีอาการขบ และถ้าขบมากๆ ให้ใส่เกลือทุกเช้า-เย็นจนกว่าจะหาย
 
++สูตรที่6++
ใช้ใบพลู 3-5 ใบตำผสมกับเกลือ แล้วพอกเล็บขบ เล็บช้ำ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น
 
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-04 23:32:09 IP : 58.9.17.175


ความเห็นที่ 28 (3400852)

 มะรุม...มีประโยชน์มากจริงๆ

 
รูปภาพ : มะรุม...มีประโยชน์มากจริงๆ
สรรพคุณ
มะรุมในทางการแพทย์จะช่วยใช้ควบคุมระดับน้ำตาลใน
เลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
ใบ ใช้ถอนพิษไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ แก้แผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
ยอดอ่อน ใช้ถอนพิษไข้
ดอก ใช้แก้ไข้หัวลม เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันมะเร็ง
ฝัก แก้ไข้ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
เมล็ด เมล็ดปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้บวม แก้ปวดตามข้อ ป้องกันมะเร็ง
ราก รสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ รักษาโรคไขข้อ (rheumatism)
เปลือกลำต้น รสร้อน สรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อน ๆ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร
ยาง (gum) ฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส (syphilis) แก้ปวดฟัน
 
สรรพคุณ
มะรุมในทางการแพทย์จะช่วยใช้ควบคุมระดับน้ำตาลใน
เลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
ใบ ใช้ถอนพิษไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ แก้แผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
ยอดอ่อน ใช้ถอนพิษไข้
ดอก ใช้แก้ไข้หัวลม เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันมะเร็ง
ฝัก แก้ไข้ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
เมล็ด เมล็ดปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้บวม แก้ปวดตามข้อ ป้องกันมะเร็ง
ราก รสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ รักษาโรคไขข้อ (rheumatism)
เปลือกลำต้น รสร้อน สรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อน ๆ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร
ยาง (gum) ฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส (syphilis) แก้ปวดฟัน
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 17:28:14 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 29 (3400853)

 มะกอก.... สมุนไพรไทย มากคุณค่า

 

 

 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spondias cytherea Sonn.
ชื่อสามัญ : Jew's plum, Otatheite apple
วงศ์ : Anacardiaceae
ชื่ออื่น : มะกอกฝรั่ง มะกอกหวาน (ภาคกลาง)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
 
ไม้ต้น สูง 7-12 เมตร เปลือกลำต้นสีเทาหรือน้ำตาลแดง ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ก้านใบยาว ใบย่อยรูปไข่ค่อนข้างเรียวแหลม ขอบใบหยักเล็กน้อย ดอก ออกเป็นช่อแบบเพนิเคิล ตามปลายยอด ดอกย่อยมีกลีบดอก 5 กลีบ สีขาว ฐานรองดอกมีสีเหลือง เป็นดอกสมบูรณ์เพส ผล รูปไข่หรือรูปกระสวย มียางคล้ายไรไข่ปลา ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม ผลแก่มีสีเขียวอมเหลือง สุกมีสีส้ม เมล็ด กลมรี เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง และมีขนแข็งที่เปลือกหุ้มเมล็ด 
 
ส่วนที่ใช้ : ผล เปลือก ใบ ยาง เมล็ด
 
สรรพคุณ :
 
เนื้อผลมะกอก - มีรสเปรี้ยวฝาด หวานชุ่มคอ บำบัดโรคธาตุพิการ โดยน้ำดีไม่ปกติ และมีประโยชน์แก้โรคบิดได้ด้วย
น้ำคั้นใบมะกอก - ใช้หยอดหู แก้ปวดหูดี
ผลมะกอกสุก - รสเปรี้ยว อมหวาน รับประทานทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำได้ดี เช่น ผลมะขามป้อม
เปลือก - ฝาด เย็นเปรี้ยว ดับพิษกาฬ แก้ร้อนในอย่างแรง แก้ลงท้องปวดมวน แก้สะอึก
เมล็ดมะกอก - สุมไปให้เป็นถ่าน แช่น้ำ เอาน้ำรับประทานแก้ร้อนใน แก้หอบ แก้สะอึกดีมาก ใช้ผสมยามหานิล
ใบอ่อน - รับประทานเป็นอาหาร
วิธีใช้ : ใช้ผลรับประทานเป็นผลไม้ และปรุงอาหาร
 
ประโยชน์ทางอาหารของมะกอก
ส่วนที่เป็นผักคือยอดอ่อนและใบอ่อน ออกในฤดูฝน และออกเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี ส่วนผลเริ่มออกในฤดูหนาว การปรุงอาหารคนไทยทุกภาคของเมืองไทยรู้จักและรับประทานยอดมะกอกเป็นผักสด
 
ในภาคกลางรับประทานยอดอ่อนใบอ่อน ร่วมกับน้ำพริกปราร้า เต้าเจี๊ยวหลน ชาวอิสานรับประทานร่วมกับ ลาบ ก้อย แจ่วป่นต่างๆ โดยเฉพาะกินกับลาบนี่อร่อยเหาะ(ผู้เขียน) สำหรับผลสุกของมะกอกนิยามฝานเป็นชิ้นเล็กๆใส่ในส้มตำหรือพล่ากุ้ง รสชาติจะอร่อยยิ่งๆขึ้น
 
คุณค่าทางอาหารของมะกอก
- ยอดอ่อนของมะกอก 100 กรัม ให้พลังงาน 46 กิโลแคลอลี่
- เส้นใย (fiber) 16.7 กรัม
- แคลเซียม 49 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม
- เหล็ก 9.9 มิลลิกรัม
- เบต้าแคโรทีน 2017 ไมโครกรัม
- วิตามินเอ 337 ไมโครกรัมของเรตินอล
- วิตามินบีหนึ่ง 0.96 มิลลิกรัม
- วิตามินบีสอง 0.22 มิลลิกรัม
- ไนอาซิน 1.9 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 53 มิลลิกรัม
 
ที่มา : http://ไทยสมุนไพร.net/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 17:29:31 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 30 (3400854)

 น้ำมันมะกอก....... ประโยชน์ต่อกระเพาะและลำไส้ และป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้

 

รูปภาพ : น้ำมันมะกอก....... ประโยชน์ต่อกระเพาะและลำไส้ และป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้
ต้นมะกอก(Olive tree)
มะกอกของฝรั่งมีชื่อว่าโอลีฟ (Olive) มะกอกเป็นต้นไม้ที่ทนทาน อายุยืนมากเป็นหลายร้อยปี ต้นมะกอกจึงเป็นเสมือนต้นไม้แห่งอมตะชีวิต เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ ความดีงาม ความเจริญที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของ ชาวเมดิเตอร์เรเนียนมาแต่โบราณกาล
มะกอกหรือโอลีฟมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Olea europaea เป็นพืชในวงศ์ Oleaceae มีหลายร้อยพันธุ์ จัดเป็นผลไม้ที่มีเม็ดในแข็ง หนึ่งลูกจะมีหนึ่งเมล็ด เป็นพืชที่ทนได้ทุกสภาวะอากาศ ดอกมะกอกจะออกช่อในช่วงปลายฤดูหนาว มีดอกเล็กๆสีขาว ใบเรียวยาวสีเขียวเข้ม ผลจะโตเต็มที่ประมาณ 7-8 เดือนหลังออกดอก ลำต้นจะสูงใหญ่กว่ามะกอกไทย สูงตั้งแต่ 3 - 18 เมตร ตัวผลจะมีรสขมและฝาด พอแก่จัดสีจะเปลี่ยนจากเขียวจนเป็นสีคล้ำจนเกือบดำ
ถ้าจะนำไปสกัดเอาน้ำมันต้องเลือกผลแก่จัด แต่ถ้าจะนำมาบริโภคสดหรือนำไปประกอบอาหารต้องใช้มะกอกอ่อน
น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ Extra Virgin Olive Oil(cold pressed)
มะกอกจัดเป็นผลไม้ที่มีน้ำมันมากที่สุด ในผลมะกอกที่แก่จัด 100 กรัม ให้น้ำมันถึง 20-30 กรัม น้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษ Extra Virgin Olive Oil มีคุณภาพเยี่ยมที่สุด ราคาค่อนข้างสูง ประมาณความเป็นกรดต่ำกว่า 1% เป็นน้ำมันที่ออกมาบริสุทธิ์จริงๆ มีรสและกลิ่นมะกอกแรง
วิธีการหีบเย็นแบบโบราณ (cold pressed) เป็นการคั้นน้ำมันมะกอกที่ดี เริ่มด้วยการโม่ผลมะกอกให้เนื้อแหลก แล้วเอาไปเข้าเครื่องหีบน้ำมันออกโดยไม่ใช้ความร้อนเข้าช่วยเลย น้ำมันที่ไหลออกมาจากการหีบครั้งแรกถือเป็นน้ำมันคุณภาพดีที่สุด มีความบริสุทธิ์เพราะเป็นน้ำมันแรก การหีบครั้งต่อๆไปต้องใช้แรงมากขึ้น น้ำมันที่ได้มีคุณภาพด้อยลง ทั้งหมดนี้ใช้เครื่องมือทำ
การเลือกซื้อน้ำมันมะกอก
การเลือกน้ำมันมะกอกในการล้างพิษตับและถุงน้ำดีนั้น ดูได้ที่ฉลากข้างขวด มีคำว่า Extra Virgin Olive Oil สกัดแบบ cold pressed คือ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ หีบเย็น แต่ละประเทศที่ผลิตน้ำมันมะกอกจะมีลักษณะเด่นเป็นของตัวเอง เช่น
a) Greece จะมีความข้นกว่า (Heavy Texture)
b) Spain จะมีกลิ่นและรสชาติที่แรงกว่าประเทศอื่น
c) ฝรั่งเศส (Provencal) จะมีกลิ่นหอมหวาน (Fruity)
d) Italy จะคล้ายกับ Spain จะมีกลิ่นที่เด่นกว่าเหมือนกัน
มะกอกพันธุ์ดีที่สุด คือ Green Provencal หรือ Tuscan Olives (ดังภาพ)
ประโยชน์ของน้ำมันมะกอก Extra Virgin Olive Oil(cold pressed)
ช่วยการหมุนเวียนของโลหิต
น้ำมันมะกอก ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (arteriosclerosis) รวมทั้งภาวะอื่นๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้
ยังช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย ไตวาย และเส้นเลือดในสมองแตก
ระบบย่อยอาหาร
น้ำมันมะกอก ช่วยให้ระบบการทำงานของส่วนต่างๆ ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหาร ตับอ่อน ลำไส้ และถุงน้ำดี ทั้งนี้ยังช่วยป้องกันการก่อตัวของนิ่วอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบ่งชี้ว่าน้ำมันมะกอกช่วย บรรเทาอาการกระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะ และยังเป็นยาระบายอ่อนๆ
ผลต่อผิวหนัง
น้ำมันมะกอก ช่วยปกป้องหนังกำพร้า ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ซึ่งเกิดจากวิตามินอี และ สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอกนั่นเอง นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในการป้องกันโรคผิวหนังและลดริ้วรอยเหี่ยวย่น
ระบบต่อมไร้ท่อ
น้ำมันมะกอก ช่วยให้ระบบการเผาผลาญอาหาร (metabolic function) ภายในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันมะกอกได้กลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ในการป้องกันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานจาก การศึกษาล่าสุดพบว่าระดับกลูโคสของ
ผู้ที่มีสุขภาพดีจะลดลง12% เมื่อรับประทานน้ำมันมะกอก
ผลต่อกระดูก
น้ำมันมะกอก ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก และช่วยให้ร่างกายของคนเรามีประสิทธิภาพในการดูดซึมแร่ธาตุและ
แคลเซี่ยมได้ดี และสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ด้วย
ลดภาวะเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
น้ำมันมะกอก ช่วยป้องกันเนื้องอกที่เกิดกับอวัยวะบางส่วน (เต้านม ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ ปีกมดลูก) ทั้งนี้เพราะกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกนั้นช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ และช่วยต่อต้านการก่อตัวของติ่งเนื้อในอวัยวะต่างๆ
ที่กล่าวมา
เหมาะใส่ในอาหารเด็กอ่อน
ด้วยสารประกอบในน้ำมันมะกอกและคุณสมบัติในการช่วยย่อยอาหาร จึงนับได้ว่าน้ำมันมะกอกเป็น ไขมันธรรมชาติที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำนมมารดามากที่สุด
ป้องกันความชราภาพ
การที่เรารู้จักหาวิธีการเพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ของเรา เพื่อป้องกันภาวะ ความเสื่อมถอยของสุขภาพอันเนื่องมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นนั้นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง จากการค้นคว้าวิจัยเราได้ทราบว่าน้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติในการต่อต้านภาวะความเสื่อมถอยของสมองและยังช่วยยืดอายุของเราให้ยืนยาวขึ้นอีกด้วย
ลดภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจ
จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า น้ำมันมะกอกนั้นสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในขณะเดียวกันจะไม่ทำให้คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดระดับลง
หากเอ่ยถึง “มะกอก” คนไทยมักนึกถึงมะกอกที่นำมาจิ้มพริกกะเกลือแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย หรือมะกอกที่นำมาใส่กับส้มตำ แต่ว่าเป็นคนละสายพันธุ์กันกับมะกอกของฝรั่งที่นำมาสกัดน้ำมันมะกอก โดยมะกอกพันธุ์นี้สามารถปลูกได้ดีในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ด้านตะวันตกของอเมริกา อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย ซึ่งน้ำมันมะกอกมีคุณประโยชน์มากมาย
จากผลงานการวิจัยของ Charbonnier กล่าวไว้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันชนิดที่ทนทานต่อกระเพาะได้มากที่สุด เนื่องจากมีกรดโอเลอิคอยู่ในปริมาณสูง จึงมีผลในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบและอาการอักเสบที่กระเพาะและลำไส้ตอนต้น จึงถือว่าเป็นคุณสมบัติในเชิงป้องกันโรค ซึ่งจากการทดลองโดยการเปลี่ยนน้ำมันมะกอกแทนไขมันสัตว์ในอาหารของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ปรากฏว่าคนไข้จำนวน 33% สามารถลดอาการของบาดแผลลงได้ และอีก 55% ก็ลดการรักษาที่ทำให้เกิดแผลเป็นได้อีกด้วย แต่การใช้น้ำมันมะกอกช่วยบำบัดต้องควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยา
นอกจากน้ำมันมะกอกจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารแล้วยังเป็นผลดีต่อลำไส้ด้วย โดยการรับประทานน้ำมันมะกอกประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนรับประทานอาหารเช้าขณะกระเพาะว่างจะช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกเรื้อรังมีอาการดีขึ้น ที่สำคัญยังมีประโยชน์ต่อระบบน้ำดี เพราะน้ำมันมะกอกเป็นผลดีอย่างมากต่อการอ่อนแอของถุงน้ำดี เนื่องจากน้ำมันมะกอกจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รวดเร็ว นุ่มนวลและเนิ่นนานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาและอาหารอื่น ๆ ทั้งหลายที่ใช้รักษาอาการดังกล่าว โดยน้ำมันมะกอกจะช่วยยับยั้งการหลั่งน้ำดีจากตับในระหว่างที่ถุงน้ำดีไม่เกิดการสะสม จึงทำให้ได้น้ำดีที่บริสุทธิ์และมีคุณสมบัติทางยา
สำหรับคุณสมบัติของน้ำมันมะกอกในการนำมาใช้ในการทอดอาหารนั้น Fedeli ได้ทำการทดสอบความคงสภาพของน้ำมันมะกอก โดยการทอดด้วยอุณหภูมิสูง และ Varela ก็ได้ทำการพิสูจน์โดยทดลองทอดเนื้อ ทอดปลาซาร์ดีนด้วยน้ำมันมะกอก ผลปรากฏว่าประสิทธิภาพการย่อยอาหารจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แม้ว่าจะใช้น้ำมันนั้นทอดซ้ำ ๆ  กันเกินกว่า 10 ครั้งขึ้นไปก็ตาม การวิจัยนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหารมากที่สุด เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำมันชนิดอื่นใด
อย่างไรก็ตามน้ำมันมะกอกยังสามารถช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย เพราะมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่สมดุลเหมาะสมต่อการป้องกันโรค โดยมีส่วนประกอบของอัลฟา-โทโคเฟอรอล หรือโพลีฟินอลที่ทำหน้าที่ในการขจัดอนุมูลอิสระ หลักโภชนาการนี้ได้รับการยืนยันจากการทดลองและงานวิจัยโรคระบาดแล้วว่าสามารถป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้น เลือดและช่วยควบคุมพลาสมาคอเลสเตอ รอลให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยไม่มีความเสี่ยงในเรื่องผลข้างเคียงแต่อย่างใด
ดังนั้นน้ำมันมะกอกจึงถือเป็นน้ำมันมหัศจรรย์ที่นอกจากจะใช้ในการเสริมความงามแล้วยังนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารเพื่อสุขภาพและช่วยป้องกันรักษาโรคได้อีกด้วย เมื่อทราบอย่างนี้แล้วอย่าลืมเลือกน้ำมันมะกอกมาใช้อย่างเหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะคะ

 
 
ต้นมะกอก(Olive tree)
 
มะกอกของฝรั่งมีชื่อว่าโอลีฟ (Olive) มะกอกเป็นต้นไม้ที่ทนทาน อายุยืนมากเป็นหลายร้อยปี ต้นมะกอกจึงเป็นเสมือนต้นไม้แห่งอมตะชีวิต เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ ความดีงาม ความเจริญที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของ ชาวเมดิเตอร์เรเนียนมาแต่โบราณกาล
มะกอกหรือโอลีฟมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Olea europaea เป็นพืชในวงศ์ Oleaceae มีหลายร้อยพันธุ์ จัดเป็นผลไม้ที่มีเม็ดในแข็ง หนึ่งลูกจะมีหนึ่งเมล็ด เป็นพืชที่ทนได้ทุกสภาวะอากาศ ดอกมะกอกจะออกช่อในช่วงปลายฤดูหนาว มีดอกเล็กๆสีขาว ใบเรียวยาวสีเขียวเข้ม ผลจะโตเต็มที่ประมาณ 7-8 เดือนหลังออกดอก ลำต้นจะสูงใหญ่กว่ามะกอกไทย สูงตั้งแต่ 3 - 18 เมตร ตัวผลจะมีรสขมและฝาด พอแก่จัดสีจะเปลี่ยนจากเขียวจนเป็นสีคล้ำจนเกือบดำ 
ถ้าจะนำไปสกัดเอาน้ำมันต้องเลือกผลแก่จัด แต่ถ้าจะนำมาบริโภคสดหรือนำไปประกอบอาหารต้องใช้มะกอกอ่อน 
 
น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ Extra Virgin Olive Oil(cold pressed)
มะกอกจัดเป็นผลไม้ที่มีน้ำมันมากที่สุด ในผลมะกอกที่แก่จัด 100 กรัม ให้น้ำมันถึง 20-30 กรัม น้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษ Extra Virgin Olive Oil มีคุณภาพเยี่ยมที่สุด ราคาค่อนข้างสูง ประมาณความเป็นกรดต่ำกว่า 1% เป็นน้ำมันที่ออกมาบริสุทธิ์จริงๆ มีรสและกลิ่นมะกอกแรง 
วิธีการหีบเย็นแบบโบราณ (cold pressed) เป็นการคั้นน้ำมันมะกอกที่ดี เริ่มด้วยการโม่ผลมะกอกให้เนื้อแหลก แล้วเอาไปเข้าเครื่องหีบน้ำมันออกโดยไม่ใช้ความร้อนเข้าช่วยเลย น้ำมันที่ไหลออกมาจากการหีบครั้งแรกถือเป็นน้ำมันคุณภาพดีที่สุด มีความบริสุทธิ์เพราะเป็นน้ำมันแรก การหีบครั้งต่อๆไปต้องใช้แรงมากขึ้น น้ำมันที่ได้มีคุณภาพด้อยลง ทั้งหมดนี้ใช้เครื่องมือทำ 
 
การเลือกซื้อน้ำมันมะกอก
การเลือกน้ำมันมะกอกในการล้างพิษตับและถุงน้ำดีนั้น ดูได้ที่ฉลากข้างขวด มีคำว่า Extra Virgin Olive Oil สกัดแบบ cold pressed คือ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ หีบเย็น แต่ละประเทศที่ผลิตน้ำมันมะกอกจะมีลักษณะเด่นเป็นของตัวเอง เช่น 
a) Greece จะมีความข้นกว่า (Heavy Texture) 
b) Spain จะมีกลิ่นและรสชาติที่แรงกว่าประเทศอื่น 
c) ฝรั่งเศส (Provencal) จะมีกลิ่นหอมหวาน (Fruity) 
d) Italy จะคล้ายกับ Spain จะมีกลิ่นที่เด่นกว่าเหมือนกัน 
มะกอกพันธุ์ดีที่สุด คือ Green Provencal หรือ Tuscan Olives (ดังภาพ) 
 
ประโยชน์ของน้ำมันมะกอก Extra Virgin Olive Oil(cold pressed)
 
ช่วยการหมุนเวียนของโลหิต
น้ำมันมะกอก ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (arteriosclerosis) รวมทั้งภาวะอื่นๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้
ยังช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย ไตวาย และเส้นเลือดในสมองแตก 
 
ระบบย่อยอาหาร
น้ำมันมะกอก ช่วยให้ระบบการทำงานของส่วนต่างๆ ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหาร ตับอ่อน ลำไส้ และถุงน้ำดี ทั้งนี้ยังช่วยป้องกันการก่อตัวของนิ่วอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบ่งชี้ว่าน้ำมันมะกอกช่วย บรรเทาอาการกระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะ และยังเป็นยาระบายอ่อนๆ
 
ผลต่อผิวหนัง
น้ำมันมะกอก ช่วยปกป้องหนังกำพร้า ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ซึ่งเกิดจากวิตามินอี และ สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอกนั่นเอง นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในการป้องกันโรคผิวหนังและลดริ้วรอยเหี่ยวย่น
 
ระบบต่อมไร้ท่อ
น้ำมันมะกอก ช่วยให้ระบบการเผาผลาญอาหาร (metabolic function) ภายในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันมะกอกได้กลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ในการป้องกันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานจาก การศึกษาล่าสุดพบว่าระดับกลูโคสของ
ผู้ที่มีสุขภาพดีจะลดลง12% เมื่อรับประทานน้ำมันมะกอก
 
ผลต่อกระดูก
น้ำมันมะกอก ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก และช่วยให้ร่างกายของคนเรามีประสิทธิภาพในการดูดซึมแร่ธาตุและ
แคลเซี่ยมได้ดี และสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ด้วย
 
ลดภาวะเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
น้ำมันมะกอก ช่วยป้องกันเนื้องอกที่เกิดกับอวัยวะบางส่วน (เต้านม ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ ปีกมดลูก) ทั้งนี้เพราะกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกนั้นช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ และช่วยต่อต้านการก่อตัวของติ่งเนื้อในอวัยวะต่างๆ
ที่กล่าวมา
 
เหมาะใส่ในอาหารเด็กอ่อน
ด้วยสารประกอบในน้ำมันมะกอกและคุณสมบัติในการช่วยย่อยอาหาร จึงนับได้ว่าน้ำมันมะกอกเป็น ไขมันธรรมชาติที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำนมมารดามากที่สุด
 
ป้องกันความชราภาพ
การที่เรารู้จักหาวิธีการเพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ของเรา เพื่อป้องกันภาวะ ความเสื่อมถอยของสุขภาพอันเนื่องมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นนั้นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง จากการค้นคว้าวิจัยเราได้ทราบว่าน้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติในการต่อต้านภาวะความเสื่อมถอยของสมองและยังช่วยยืดอายุของเราให้ยืนยาวขึ้นอีกด้วย
 
ลดภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจ
จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า น้ำมันมะกอกนั้นสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในขณะเดียวกันจะไม่ทำให้คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดระดับลง
 
หากเอ่ยถึง “มะกอก” คนไทยมักนึกถึงมะกอกที่นำมาจิ้มพริกกะเกลือแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย หรือมะกอกที่นำมาใส่กับส้มตำ แต่ว่าเป็นคนละสายพันธุ์กันกับมะกอกของฝรั่งที่นำมาสกัดน้ำมันมะกอก โดยมะกอกพันธุ์นี้สามารถปลูกได้ดีในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ด้านตะวันตกของอเมริกา อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย ซึ่งน้ำมันมะกอกมีคุณประโยชน์มากมาย 
จากผลงานการวิจัยของ Charbonnier กล่าวไว้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันชนิดที่ทนทานต่อกระเพาะได้มากที่สุด เนื่องจากมีกรดโอเลอิคอยู่ในปริมาณสูง จึงมีผลในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบและอาการอักเสบที่กระเพาะและลำไส้ตอนต้น จึงถือว่าเป็นคุณสมบัติในเชิงป้องกันโรค ซึ่งจากการทดลองโดยการเปลี่ยนน้ำมันมะกอกแทนไขมันสัตว์ในอาหารของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ปรากฏว่าคนไข้จำนวน 33% สามารถลดอาการของบาดแผลลงได้ และอีก 55% ก็ลดการรักษาที่ทำให้เกิดแผลเป็นได้อีกด้วย แต่การใช้น้ำมันมะกอกช่วยบำบัดต้องควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยา
 
นอกจากน้ำมันมะกอกจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารแล้วยังเป็นผลดีต่อลำไส้ด้วย โดยการรับประทานน้ำมันมะกอกประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนรับประทานอาหารเช้าขณะกระเพาะว่างจะช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกเรื้อรังมีอาการดีขึ้น ที่สำคัญยังมีประโยชน์ต่อระบบน้ำดี เพราะน้ำมันมะกอกเป็นผลดีอย่างมากต่อการอ่อนแอของถุงน้ำดี เนื่องจากน้ำมันมะกอกจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รวดเร็ว นุ่มนวลและเนิ่นนานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาและอาหารอื่น ๆ ทั้งหลายที่ใช้รักษาอาการดังกล่าว โดยน้ำมันมะกอกจะช่วยยับยั้งการหลั่งน้ำดีจากตับในระหว่างที่ถุงน้ำดีไม่เกิดการสะสม จึงทำให้ได้น้ำดีที่บริสุทธิ์และมีคุณสมบัติทางยา
 
สำหรับคุณสมบัติของน้ำมันมะกอกในการนำมาใช้ในการทอดอาหารนั้น Fedeli ได้ทำการทดสอบความคงสภาพของน้ำมันมะกอก โดยการทอดด้วยอุณหภูมิสูง และ Varela ก็ได้ทำการพิสูจน์โดยทดลองทอดเนื้อ ทอดปลาซาร์ดีนด้วยน้ำมันมะกอก ผลปรากฏว่าประสิทธิภาพการย่อยอาหารจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แม้ว่าจะใช้น้ำมันนั้นทอดซ้ำ ๆ กันเกินกว่า 10 ครั้งขึ้นไปก็ตาม การวิจัยนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหารมากที่สุด เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำมันชนิดอื่นใด
 
อย่างไรก็ตามน้ำมันมะกอกยังสามารถช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย เพราะมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่สมดุลเหมาะสมต่อการป้องกันโรค โดยมีส่วนประกอบของอัลฟา-โทโคเฟอรอล หรือโพลีฟินอลที่ทำหน้าที่ในการขจัดอนุมูลอิสระ หลักโภชนาการนี้ได้รับการยืนยันจากการทดลองและงานวิจัยโรคระบาดแล้วว่าสามารถป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้น เลือดและช่วยควบคุมพลาสมาคอเลสเตอ รอลให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยไม่มีความเสี่ยงในเรื่องผลข้างเคียงแต่อย่างใด
 
ดังนั้นน้ำมันมะกอกจึงถือเป็นน้ำมันมหัศจรรย์ที่นอกจากจะใช้ในการเสริมความงามแล้วยังนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารเพื่อสุขภาพและช่วยป้องกันรักษาโรคได้อีกด้วย เมื่อทราบอย่างนี้แล้วอย่าลืมเลือกน้ำมันมะกอกมาใช้อย่างเหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 17:30:41 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 31 (3400935)

 ย่อยข่าวงานวิจัย....... มันเทศ ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ควบคุมความดันโลหิต 

 

รูปภาพ : ย่อยข่าวงานวิจัย.......  มันเทศ   ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ควบคุมความดันโลหิต
ลดความดันด้วยเปปไทด์จากมันเทศ
การศึกษาฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin-I-converting enzyme (ACE) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีผลเกี่ยวข้องกับความดันโลหิต โดยเปปไทด์ที่แยกได้จากน้ำคั้นมันเทศ (sweetpotato peptide: SPP) มีฤทธิ์ยับยั้ง ACE ได้ดี มีค่า IC50 เท่ากับ 18.2 มคก./มล. และเมื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ลดความดันโลหิตในหนูแรทที่มีความดันโลหิตสูง (spontaneously hypertensive rat) โดยป้อน SPP ขนาด 100 และ 500 มก./กก. น้ำหนักตัว พบว่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ที่เวลา 4 ชั่วโมงและ 8 ชั่วโมงหลังจากได้รับ SPP ในขนาด 500 และ 100 มก./กก. ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม SPP ไม่มีผลลดความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (diastolic blood pressure) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม จากการวิเคราะห์ลำดับกรดอะมิโนของเปปไทด์ที่ได้จากมันเทศ พบว่าประกอบด้วยกรดอะมิโนสายสั้นๆ ได้แก่ I-T-P, I-I-P, G-Q-Y และ S-T-Y-Q-T ซึ่งมีค่า IC50 ในการยับยั้ง ACE เท่ากับ 9.5, 80.8, 52.3 และ 300.4 มคก./มล. ตามลำดับ จะเห็นได้ว่ามันเทศสามารถใช้ลดความดันโลหิตโดยมีสายเปปไทด์ I-T-P เป็นหลักในการออกฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin-I-converting enzyme
มันเทศเป็นพืชในสกุลเดียวกับผักบุ้ง เป็นไม้เลื้อยที่สะสมอาหารไว้ที่ราก เรียกว่าหัว สันนิษฐานว่ามีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลาง และมีการกระจายพันธุ์ไปยังอัฟริกาและเอเชียในภายหลัง
ชื่อไทย	มันเทศ
ชื่อสามัญ	Sweet potato
ชื่อพฤกษศาสตร์	Ipomoea batatas (L.) Poir.
ชื่อวงศ์	CONVOLVULACEAE
แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์	อเมริกาใต้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย ไม่มีเนื้อไม้ มีหัวใต้ดิน ซึ่งเป็นรากฝอยและเป็นรากสะสมอาหาร มีเนื้อ อวบน้ำ ลำต้นและใบมักเป็นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจถึงรูปไข่ ขอบใบเรียบ หรือหยักซี่ฟัน หรือหยักเป็น 3 พู บางพันธุ์ไม่พบว่าออกดอก ช่อดอกออกที่ซอกใบ มี จำนวนดอกน้อย กลีบเลี้ยงรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ปลายเรียวแหลม กลีบดอกสีฟ้าถึงสีม่วงอ่อน โคนหลอดดอกด้านในสีม่วงแดงเข้ม บางครั้งสีขาว ติดผลยาก ผลรูปไข่
ผลิตผลและผลิตภัณฑ์
หัวมันเทศต้ม ปรุงอาหาร บรรจุกระป๋อง ทำขนม ขนมขบเคี้ยว แป้งมันเทศ
ส่วนของพืชที่นำมาใช้ประโยชน์
หัว ซึ่งเป็นรากฝอย (รากสะสมอาหาร)
การกิน:                   นิยมนำมันเทศมาใส่แกงคั่ว แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น แกงเลียง หรือนำมาเผา นึ่ง ทอด ต้ม เชื่อน้ำตาล ทำขนมแกงบวช ทำมันรังนก ยอดอ่อนและใบใช้ทำแกงส้ม แกงเทโพ ผัด ลวก และต้มจิ้มน้ำพริก
สรรพคุณทางยา:         ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ควบคุมความดันโลหิต รักษาโรคโลหิตจาง ใบ มีฤทธิ์ช่วยถอนพิษ หัว ปรุงเป็นยาบำรุงม้าม กระเพาะอาหาร และระบบทางเดินอาหาร
คุณค่าทางอาหาร:        หัวมันเทศ100 กรัมให้พลังงาน 93กิโลแคลอรี ประกอบด้วยโปรตีน 0.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัมคาร์โบไฮเดรต 22.5 กรัมแคลเซียม 98 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม เหล็ก 0.76 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัมวิตามินบี2 0.02 มิลลิกรัม ไนอะซิน0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 34 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 175 ไมโครกรัม ใบมันเทศ100 กรัมให้พลังงาน 53กิโลแคลอรี ประกอบด้วยโปรตีน 3.6 กรัม ไขมัน 0.8 กรัมคาร์โบไฮเดรต 7.8 กรัมแคลเซียม 89 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 468มิลลิกรัม เหล็ก 4.2 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.07 มิลลิกรัมวิตามินบี2 0.08 มิลลิกรัม ไนอะซิน0.8 มิลลิกรัม วิตามินซี 27 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 862.64 ไมโครกรัม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตรูปภาพ : ย่อยข่าวงานวิจัย.......  มันเทศ   ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ควบคุมความดันโลหิต
ลดความดันด้วยเปปไทด์จากมันเทศ
การศึกษาฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin-I-converting enzyme (ACE) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีผลเกี่ยวข้องกับความดันโลหิต โดยเปปไทด์ที่แยกได้จากน้ำคั้นมันเทศ (sweetpotato peptide: SPP) มีฤทธิ์ยับยั้ง ACE ได้ดี มีค่า IC50 เท่ากับ 18.2 มคก./มล. และเมื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ลดความดันโลหิตในหนูแรทที่มีความดันโลหิตสูง (spontaneously hypertensive rat) โดยป้อน SPP ขนาด 100 และ 500 มก./กก. น้ำหนักตัว พบว่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ที่เวลา 4 ชั่วโมงและ 8 ชั่วโมงหลังจากได้รับ SPP ในขนาด 500 และ 100 มก./กก. ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม SPP ไม่มีผลลดความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (diastolic blood pressure) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม จากการวิเคราะห์ลำดับกรดอะมิโนของเปปไทด์ที่ได้จากมันเทศ พบว่าประกอบด้วยกรดอะมิโนสายสั้นๆ ได้แก่ I-T-P, I-I-P, G-Q-Y และ S-T-Y-Q-T ซึ่งมีค่า IC50 ในการยับยั้ง ACE เท่ากับ 9.5, 80.8, 52.3 และ 300.4 มคก./มล. ตามลำดับ จะเห็นได้ว่ามันเทศสามารถใช้ลดความดันโลหิตโดยมีสายเปปไทด์ I-T-P เป็นหลักในการออกฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin-I-converting enzyme
มันเทศเป็นพืชในสกุลเดียวกับผักบุ้ง เป็นไม้เลื้อยที่สะสมอาหารไว้ที่ราก เรียกว่าหัว สันนิษฐานว่ามีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลาง และมีการกระจายพันธุ์ไปยังอัฟริกาและเอเชียในภายหลัง
ชื่อไทย	มันเทศ
ชื่อสามัญ	Sweet potato
ชื่อพฤกษศาสตร์	Ipomoea batatas (L.) Poir.
ชื่อวงศ์	CONVOLVULACEAE
แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์	อเมริกาใต้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย ไม่มีเนื้อไม้ มีหัวใต้ดิน ซึ่งเป็นรากฝอยและเป็นรากสะสมอาหาร มีเนื้อ อวบน้ำ ลำต้นและใบมักเป็นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจถึงรูปไข่ ขอบใบเรียบ หรือหยักซี่ฟัน หรือหยักเป็น 3 พู บางพันธุ์ไม่พบว่าออกดอก ช่อดอกออกที่ซอกใบ มี จำนวนดอกน้อย กลีบเลี้ยงรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ปลายเรียวแหลม กลีบดอกสีฟ้าถึงสีม่วงอ่อน โคนหลอดดอกด้านในสีม่วงแดงเข้ม บางครั้งสีขาว ติดผลยาก ผลรูปไข่
ผลิตผลและผลิตภัณฑ์
หัวมันเทศต้ม ปรุงอาหาร บรรจุกระป๋อง ทำขนม ขนมขบเคี้ยว แป้งมันเทศ
ส่วนของพืชที่นำมาใช้ประโยชน์
หัว ซึ่งเป็นรากฝอย (รากสะสมอาหาร)
การกิน:                   นิยมนำมันเทศมาใส่แกงคั่ว แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น แกงเลียง หรือนำมาเผา นึ่ง ทอด ต้ม เชื่อน้ำตาล ทำขนมแกงบวช ทำมันรังนก ยอดอ่อนและใบใช้ทำแกงส้ม แกงเทโพ ผัด ลวก และต้มจิ้มน้ำพริก
สรรพคุณทางยา:         ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ควบคุมความดันโลหิต รักษาโรคโลหิตจาง ใบ มีฤทธิ์ช่วยถอนพิษ หัว ปรุงเป็นยาบำรุงม้าม กระเพาะอาหาร และระบบทางเดินอาหาร
คุณค่าทางอาหาร:        หัวมันเทศ100 กรัมให้พลังงาน 93กิโลแคลอรี ประกอบด้วยโปรตีน 0.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัมคาร์โบไฮเดรต 22.5 กรัมแคลเซียม 98 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม เหล็ก 0.76 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัมวิตามินบี2 0.02 มิลลิกรัม ไนอะซิน0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 34 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 175 ไมโครกรัม ใบมันเทศ100 กรัมให้พลังงาน 53กิโลแคลอรี ประกอบด้วยโปรตีน 3.6 กรัม ไขมัน 0.8 กรัมคาร์โบไฮเดรต 7.8 กรัมแคลเซียม 89 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 468มิลลิกรัม เหล็ก 4.2 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.07 มิลลิกรัมวิตามินบี2 0.08 มิลลิกรัม ไนอะซิน0.8 มิลลิกรัม วิตามินซี 27 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 862.64 ไมโครกรัม

 
ลดความดันด้วยเปปไทด์จากมันเทศ
 
การศึกษาฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin-I-converting enzyme (ACE) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีผลเกี่ยวข้องกับความดันโลหิต โดยเปปไทด์ที่แยกได้จากน้ำคั้นมันเทศ (sweetpotato peptide: SPP) มีฤทธิ์ยับยั้ง ACE ได้ดี มีค่า IC50 เท่ากับ 18.2 มคก./มล. และเมื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ลดความดันโลหิตในหนูแรทที่มีความดันโลหิตสูง (spontaneously hypertensive rat) โดยป้อน SPP ขนาด 100 และ 500 มก./กก. น้ำหนักตัว พบว่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ที่เวลา 4 ชั่วโมงและ 8 ชั่วโมงหลังจากได้รับ SPP ในขนาด 500 และ 100 มก./กก. ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม SPP ไม่มีผลลดความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (diastolic blood pressure) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม จากการวิเคราะห์ลำดับกรดอะมิโนของเปปไทด์ที่ได้จากมันเทศ พบว่าประกอบด้วยกรดอะมิโนสายสั้นๆ ได้แก่ I-T-P, I-I-P, G-Q-Y และ S-T-Y-Q-T ซึ่งมีค่า IC50 ในการยับยั้ง ACE เท่ากับ 9.5, 80.8, 52.3 และ 300.4 มคก./มล. ตามลำดับ จะเห็นได้ว่ามันเทศสามารถใช้ลดความดันโลหิตโดยมีสายเปปไทด์ I-T-P เป็นหลักในการออกฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin-I-converting enzyme
 
มันเทศเป็นพืชในสกุลเดียวกับผักบุ้ง เป็นไม้เลื้อยที่สะสมอาหารไว้ที่ราก เรียกว่าหัว สันนิษฐานว่ามีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลาง และมีการกระจายพันธุ์ไปยังอัฟริกาและเอเชียในภายหลัง
 
ชื่อไทย มันเทศ
ชื่อสามัญ Sweet potato
ชื่อพฤกษศาสตร์ Ipomoea batatas (L.) Poir.
ชื่อวงศ์ CONVOLVULACEAE
แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์ อเมริกาใต้
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย ไม่มีเนื้อไม้ มีหัวใต้ดิน ซึ่งเป็นรากฝอยและเป็นรากสะสมอาหาร มีเนื้อ อวบน้ำ ลำต้นและใบมักเป็นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจถึงรูปไข่ ขอบใบเรียบ หรือหยักซี่ฟัน หรือหยักเป็น 3 พู บางพันธุ์ไม่พบว่าออกดอก ช่อดอกออกที่ซอกใบ มี จำนวนดอกน้อย กลีบเลี้ยงรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ปลายเรียวแหลม กลีบดอกสีฟ้าถึงสีม่วงอ่อน โคนหลอดดอกด้านในสีม่วงแดงเข้ม บางครั้งสีขาว ติดผลยาก ผลรูปไข่
 
ผลิตผลและผลิตภัณฑ์
หัวมันเทศต้ม ปรุงอาหาร บรรจุกระป๋อง ทำขนม ขนมขบเคี้ยว แป้งมันเทศ
 
ส่วนของพืชที่นำมาใช้ประโยชน์
หัว ซึ่งเป็นรากฝอย (รากสะสมอาหาร) 
 
การกิน: นิยมนำมันเทศมาใส่แกงคั่ว แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น แกงเลียง หรือนำมาเผา นึ่ง ทอด ต้ม เชื่อน้ำตาล ทำขนมแกงบวช ทำมันรังนก ยอดอ่อนและใบใช้ทำแกงส้ม แกงเทโพ ผัด ลวก และต้มจิ้มน้ำพริก
 
สรรพคุณทางยา: ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ควบคุมความดันโลหิต รักษาโรคโลหิตจาง ใบ มีฤทธิ์ช่วยถอนพิษ หัว ปรุงเป็นยาบำรุงม้าม กระเพาะอาหาร และระบบทางเดินอาหาร
 
คุณค่าทางอาหาร: หัวมันเทศ100 กรัมให้พลังงาน 93กิโลแคลอรี ประกอบด้วยโปรตีน 0.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัมคาร์โบไฮเดรต 22.5 กรัมแคลเซียม 98 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม เหล็ก 0.76 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัมวิตามินบี2 0.02 มิลลิกรัม ไนอะซิน0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 34 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 175 ไมโครกรัม ใบมันเทศ100 กรัมให้พลังงาน 53กิโลแคลอรี ประกอบด้วยโปรตีน 3.6 กรัม ไขมัน 0.8 กรัมคาร์โบไฮเดรต 7.8 กรัมแคลเซียม 89 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 468มิลลิกรัม เหล็ก 4.2 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.07 มิลลิกรัมวิตามินบี2 0.08 มิลลิกรัม ไนอะซิน0.8 มิลลิกรัม วิตามินซี 27 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 862.64 ไมโครกรัม
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-18 09:47:54 IP : 58.11.162.83


ความเห็นที่ 32 (3400937)

 ส้มป่อย..... สมุนไพรเพิ่มภูมิต้านทาน , กำจัดพิษกายและใจ

 
 
รูปภาพ : ส้มป่อย.....  สมุนไพรเพิ่มภูมิต้านทาน ,  กำจัดพิษกายและใจ
ส้มป่อย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia  concinna (Willd.) DC.
ชื่ออื่นของส้มป่อยก็คือ ส้มขอน หมากขอน หม่าหัน
สมุนไพรมงคล ขับพ้นสิ่งชั่วร้าย
คนไทยใหญ่ใช้ฝักส้มป่อยในพิธีกรรมหลายอย่างโดยเฉพาะงานสะเดาะเคราะห์ เพราะเชื่อว่า ส้มป่อยเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ ช่วยขจัด ปลดปล่อยความโชคร้าย เคราะห์กรรม ความอัปมงคล ให้หลุดพ้นจากชีวิต
ถ้าคนไหนไม่สบายใจ ไม่สบายตัว เจ็บไข้ เขาจะเอาส้มป่อยมาต้มอาบ หรือล้างหัว  ล้างหน้า
ถ้าไปดูดวงแล้วดวงตกหรือโชคไม่ค่อยดี เขาก็จะอาบน้ำส้มป่อย
ถ้าเจอผีก็อาบส้มป่อย พิธีรดน้ำมนต์ส่วนมากก็ใช้น้ำฝักส้มป่อย
นอกจากนี้ งานมงคลสำคัญของชาวไทยใหญ่ เช่น งานบวชลูกแก้ว (บวชพระหรือเณร) น้ำส้มป่อยก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการชำระล้างเนื้อตัวให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไทยใหญ่เรียกส้มป่อยว่า หมากขอน หม่าหัน
หม่าหัน...ตำนานแม่นากภาคไทยใหญ่
มีนิทานพื้นบ้านที่เกี่ยวกับหม่าหันว่า กาลครั้งหนึ่ง มีผัวเมียข้าวใหม่ปลามันคู่หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ท้ายหมู่บ้าน ผัวต้องออกตระเวนไปค้าขายต่างถิ่น ในขณะที่เมียกำลังตั้งท้อง  ต่อมาเมียก็คลอดลูกตาย ขณะที่เพื่อนบ้านจะเคลื่อนย้ายศพของเมียไปฝังที่ป่าช้านั้น ร่างคนตายก็ร่วงลงมาตรงบันไดบ้าน ตามธรรมเนียมชาวไทยใหญ่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หมายถึง ผู้ตายไม่อยากไปป่าช้า ชาวบ้านจึงนำศพฝังไว้ที่บ้าน เมื่อผัวกลับมาเป็นช่วงเวลากลางคืนก็พบเมียหุงหาสำรับกับข้าวไว้รอท่า ก็อยู่กินกันตามปกติ
รุ่งขึ้นผัวออกไปพบชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านก็บอกว่าเมียแกคลอดลูกตาย แต่ชายหนุ่มหาเชื่อไม่ ปฏิเสธว่าไม่จริงก็ยังอยู่กินกันตามปกติ แต่เมื่อไปพบใครๆ ก็บอกเช่นนั้น จึงเริ่มสงสัยขึ้นมาบ้าง วันหนึ่งหลังกินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย ผัวทำตะบันหมากตกลงไปใต้ถุนบ้านตั้งใจจะลงไปเก็บ เมียก็บอกว่าเดี๋ยวน้องไปเก็บให้ พอผัวคล้อยหลังได้เหลียวไปเห็นเมียเอาลิ้นไปม้วนเก็บตะบันตำหมากนั้นขึ้นมาบนเรือน พอแน่ใจแล้วว่าเมียของตนคงตายไปแล้วจริงๆ จึงออกอุบายบอกเมียว่าจะไปทำถ่ายเบาตรงนอกชาน แล้วรีบไปเจาะกระบอกไม้ไผ่ที่เก็บน้ำไว้ตรงนอกชานเพื่อให้เกิดเป็นเหมือนเสียงปัสสาวะ จากนั้นก็รีบวิ่งไปในหมู่บ้านแบบไม่คิดชีวิต
เมียเมื่อเห็นผัวปัสสาวะไม่เสร็จเสียทีจึงออกมาดูก็พบว่าผัวไม่อยู่แล้ว จึงวิ่งออกไปตะโกนเรียกหา ส่วนผัวเมื่อรู้ว่าเมียตามมาจึงรีบหลบในพุ่มของหมากขอน (ส้มป่อย) เมียมองไม่เห็นผัวที่หลบอยู่ใต้พุ่มหมากขอน วิ่งมาจนถึงหมู่บ้านไปพบบ้านช่างตีเหล็กกำลังตีเหล็กไฟลุกโชนอยู่  จึงถามว่าเห็นผัวของฉันไหม ช่างตีเหล็กรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ตายแล้ว จึงบอกว่า ก้มลงซิ เมื่อหล่อนก้มลง ช่างตีเหล็กก็ใช้ค้อนที่เผาไฟลุกแดงตีลงไป สาวเจ้าก็ได้กลายเป็นหิ่งห้อยลอยตามหาผัวต่อไป
นับแต่นั้นมาคนไทยใหญ่ก็จะเรียกหมากขอนว่าหม่าหันซึ่งแปลว่าไม่เห็น หมายถึงผีมองไม่เห็นนั่นเอง และเชื่อว่าหิ่งห้อยคือวิญญาณของเมียที่ตามหาผัวของตนเอง
นอกจากคนไทยใหญ่แล้วคนเฒ่าคนแก่ในภาคเหนือและภาคอีสานรวมถึงประเทศลาว ต่างใช้ฝักของส้มป่อยเพื่อปัดเป่าภัยร้ายเช่นกัน ดังเช่น ในวันสงกรานต์ที่คนโบราณเชื่อกันว่าเป็นวันที่มีอาถรรพ์แรง เพราะเศียรของท้าวผกาพรหมอาจหล่นมาสู่โลกเกิดไฟประลัยกัลป์ได้ จึงต้องมีการรดน้ำดำหัวกันด้วยน้ำฝักส้มป่อย เพื่อล้างอาถรรพ์สร้างสวัสดิมงคล ใช้ในพิธีเสริมสิริมงคล พิธีไหว้ครู  สะเดาะเคราะห์ แก้อาถรรพ์ไล่ภูติผีปีศาจ ใช้ล้างมือ ล้างหน้า หลังจากกลับจากงานศพ หรือใช้อาบน้ำศพ เพื่อให้ผู้จากไปได้พบสิ่งดีสู่สุคติ หรือการนำฝักส้มป่อยติดตัวไปด้วยในงานเผาศพผีตายโหง เป็นต้น
การเก็บฝักส้มป่อยที่จะนำมาใช้ในการทำพิธีกรรมต่างๆ นั้นต้องเก็บในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ จึงจะศักดิ์สิทธิ์ หรืออย่างน้อยก็ต้องไปเก็บก่อนฟ้าร้อง หรือก่อนฝนตกลงมา เพราะหากฟ้าร้องฝนตกแล้วถือว่าไม่เป็นยา ไม่ขลัง ถือว่าข้ามปีไปแล้ว เมื่อได้เวลาเก็บ ชาวบ้านจะเลือกเก็บฝักส้มป่อยที่แก่จัด นำไปตากในกระด้งให้แห้งสนิท เก็บใส่ตะกร้า ไว้ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ก่อนนำไปใช้นิยมนำฝักส้มป่อยไปผิงไฟพอให้สุก ส้มป่อยจะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว ผู้ที่เคยล้างหน้าหรืออาบด้วยน้ำส้มป่อยแล้ว ย่อมรู้สึกได้ถึงความมีสิริมงคล เพราะกลิ่นหอมแทรกรสเปรี้ยวของส้มป่อยช่วยให้สดชื่นฟื้นชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีทันใด
ส้มป่อย สมุนไพรแห่งการขอลดโทษ...ทางธรรม
คนล้านนายังเชื่อว่าส้มป่อยเป็นสมุนไพรในการขอลดโทษทางธรรม กล่าวคือเมื่อทำผิดพลั้งไป เช่น ถ้าใครไปทำสิ่งไม่ดีที่เรียกว่า ขึด ทำให้ตนเจอะเจอความชั่วร้าย สิ่งที่ช่วยให้บรรเทาเบาบางลงคือ น้ำส้มป่อยหรือครูอาจารย์ ผู้มีเวทมนตร์คาถา ที่นั่งผีปู่ย่า (คนทรง) เมื่อทำผิดข้อห้ามของครูอาจารย์หรือบรรพบุรุษ ที่เรียกกันว่า ผิดครู น้ำส้มป่อยก็จะช่วยให้ของขลังของดีมีในตัวได้ดังเดิม
ส้มป่อย สมุนไพรไล่เมฆมรสุม พายุร้าย
นอกจากจะใช้ส้มป่อยในการปลดปล่อยสิ่งชั่วร้ายและสร้างสิริมงคลให้กับตัวเองแล้ว คนกะเหรี่ยงและคนพื้นเมืองหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ในคราที่พายุลมแรง ฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าร้องเปรี้ยงปร้าง น่าหวาดกลัว เขาจะเผาฝักส้มป่อยให้เกิดเป็นควันโขมง สักพักทุกอย่างก็จะสงบลง ผู้ที่เคยเห็นเหตุการณ์ต่างยืนยันเช่นนั้น
ส้มป่อย ยาสระผมธรรมชาติ
แชมพูสระผมปัจจุบันทำจากสารเคมี ไม่ว่าสูตรไหนๆ ก็จะมีสรรพคุณในการชำระล้างน้ำมันธรรมชาติของเส้นผมและหนังศรีษะ ทำให้ผมแห้ง เป็นรังแค ผมหงอกก่อนวัย สมัยก่อนคนในแถบเอเชียต่างใช้น้ำจากฝักส้มป่อยสระผมอันงามสลวย ปัจจุบันในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือยังมีการใช้อยู่
ในทางชีวเคมี ฝักส้มป่อยมีสารกลุ่มซาโพนิน (Zaponin) หลายชนิด เช่น สารอะคาซินินเอ (Acacinin A) และสารอะคาซินินบี (Acacinin B ) รวมกันแล้วสูงถึงร้อยละ ๒๐ สารเหล่านี้เป็นแชมพูธรรมชาติที่เป็นกรดอ่อนๆ เหมาะที่จะใช้ในการสระผมอย่างยิ่ง ช่วยรักษารังแค ผมหงอกก่อนวัย เพียงนำฝักส้มป่อยมาหักกวนตีกับน้ำแรงๆ สารซาโพนินจะแตกฟองที่คงทนมากมีฤทธิ์ในการชำระล้างได้ดีโดยไม่ทำลายธรรมชาติของผมและผิวบนหนังศีรษะ
การอาบหรือแช่น้ำส้มป่อยทั้งตัวจะช่วยให้ร่างกายสะอาดปราศจากคราบไคล ช่วยให้สดชื่น แก้ผดผื่นคันในหน้าร้อนและโรคผิวหนังได้หลายชนิด ไม่เพียงแต่ผิวกายและหนังศีรษะเท่านั้น น้ำส้มป่อยยังใช้แช่และขัดเครื่องทองให้เหลืองอร่ามสุกปลั่งเหมือนทองใหม่ได้อีกด้วย
ส้มป่อย สุดยอดผักกำจัดพิษ ช่วยแก้ไอ...สมุนไพรในยุคหวัด 2009
ใบส้มป่อยและฝักใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของยาอบ ผลจากการที่มีรสเปรี้ยวช่วยขับเหงื่อ ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย
ใบส้มป่อยยังใช้เป็นยาประคบ แทบทุกตำรับจะใช้ใบส้มป่อยเดี่ยวๆ หรือผสมสมุนไพรตัวอื่นใส่ในลูกประคบเพื่อแก้ปวดเมื่อย และยังนำใบส้มป่อยมาต้มดื่มได้
น้ำต้มใบส้มป่อยมีรสเปรี้ยวเป็นยาสตรีช่วยถ่ายระดูขาว ฟอกโลหิตประจำเดือนให้งาม ช่วยล้างเมือกมันในทางเดินอาหารและใช้เป็นยาระบาย ช่วยกำจัดพิษออกจากระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดน้ำหนักได้เช่นกัน นอกจากนี้ ความเปรี้ยวของส้มป่อยยังช่วยละลายเสมหะ แก้ไอได้อีกด้วย
ดังนั้นส้มป่อยจึงเป็นสมุนไพรกำจัดพิษแบบไทยๆ อย่างดีทีเดียว ที่น่าสนใจคือใบของส้มป่อยถือเป็นผักที่มีวิตามินเอและบีตาแคโรทีนสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ผลจากการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของยอดส้มป่อยพบว่ามีสูงมาก นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าสารซาโพนินในฝักส้มป่อยทำให้ทีเซลล์ (T cells) ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น
ส้มป่อยเป็นยา
ตำรับยาแก้รังแค คันศรีษะ รักษาผมหงอกก่อนวัย
นำฝักส้มป่อยที่ปิ้งไฟประมาณ ๑๐ ฝักต้มรวมกับลูกมะกรูดที่หมกไฟดีแล้ว ๒ ลูก ในน้ำ ๕ ลิตร ต้มเดือดจนแตกฟองดี แล้วนำมาใช้หมักและสระผมได้โดยไม่ต้องผสมกับแชมพูเคมีใดๆ เลย หากสระผมด้วยแชมพูธรรมชาติส้มป่อยสัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้ง รับรองว่าอาการคันบนหนังศีรษะและรังแคจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง
ตำรับยาแก้ไอ
ตำรับ 1 เอาเปลือกแช่น้ำกินทำให้ชุ่มคอแก้ไอได้
ตำรับ 2 นำฝักปิ้งไฟให้เหลืองชงน้ำกินแก้ไอ
ตำรับยาแก้ไข้ ท้องอืด
ใช้ยอดส้มป่อยต้มกินกับข้าวต้ม
ตำรับยาแก้ฝี
ตำรับ ๑ นำยอดอ่อนของส้มป่อยมาตำรวมกับขมิ้นอ้อยใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย หมกไฟพออุ่นและนำไปพอกจะช่วยแก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไป
ตำรับ ๒ ใช้รากฝนใส่น้ำปูนใสทาฝี
ตำรับยาแก้โรคตับ
ใช้เปลือกต้มกิน
ตำรับยาแก้ท้องร่วง
ใช้รากส้มป่อยต้มน้ำดื่ม
อาหารจากส้มป่อย
1. ต้มส้มป่อย (อุ้ยกำ จาอินต๊ะ สัมภาษณ์ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2552)
ส่วนผสม ปลาช่อน 1 ตัวหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ยอดส้มป่อย 1 กำ พริกสด 5 เม็ด กระเทียม 1 หัว ข่า 3 แว่น  ตะไคร้ 1 ต้น  เกลือ น้ำปลา
วิธีทำ บุบพริกสด กระเทียม ตะไคร้ ลงในหม้อ ใส่น้ำครึ่งหม้อตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาลงไป  ปรุงด้วยเกลือ น้ำปลา ใส่ยอดส้มป่อย สักพักยกลง กินได้
2. แกงส้มปลาดุกใส่ยอดส้มป่อย (อุ้ยกำ จาอินต๊ะ สัมภาษณ์ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2552)
ส่วนผสม ปลาดุก 1 ตัวหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ยอดส้มป่อย 1 กำ เครื่องแกง (พริกสด 5 เม็ด  ขมิ้น 3 แง่ง ตะไคร้  1 ต้น หอมแดง 4 หัว กระเทียม 2 หัว รากผักชี 3 ต้น กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1  ช้อนโต๊ะ) ผักชี ผักชีฝรั่ง ต้นหอม มะเขือเทศ น้ำมะนาว ผักสำหรับแกงส้ม (ผักบุ้ง หรือมะละกอ หรือผักกระดาด-ทางเหนือเรียกส้มตูน)
วิธีทำ ตำเครื่องแกงให้ละเอียดผสมน้ำครึ่งหม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาดุก ใส่น้ำมะนาวเพื่อดับกลิ่นคาวปลา ต้มให้ปลาสุก ใส่ผักสำหรับแกงส้ม ผักชีซอย ต้นหอมซอย มะเขือเทศ ยอดส้มป่อย ปรุงรสให้อร่อยยกลง กินได้
3. แกงเขียดน้อยใส่ยอดส้มป่อย
ยอดส้มป่อยแกงหรือต้มใส่อึ่ง ใส่เขียดเป็นอาหารเฉพาะถิ่นของคนอีสาน ดังคำที่คนอีสานพูดว่า "ข่อนสิแจ้ง ไปได้เขียดน้อยมาแกง มาต้ม ใส่ยอดส้มป่อยคักแท่ๆ"
ส่วนผสม เขียดน้อย 1 ถ้วย ยอดส้มป่อย 1 กำ ปลาร้า เครื่องแกง (พริก 10 เม็ด  กระเทียม 2 หัว ตะไคร้ 2 ต้น ใบมะกรูด 3 ใบ)
วิธีทำ นำเขียดน้อยควักไส้แล้วล้างน้ำให้สะอาด เก็บยอดส้มป่อยมาล้างน้ำให้สะอาด ตำเครื่องแกงให้ละเอียด ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่เครื่องแกงลงไป ใส่เขียด เมื่อสุกนำยอดส้มป่อยใส่ลงไป แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา ปลาร้า ตามแต่ชอบ ซดน้ำร้อนๆ อร่อยมาก
4. ข้าวผัดดอกส้มป่อยหรือข้าวผัดปลาส้มแม่ม่าย
ส่วนผสม ดอกส้มป่อย กระเทียม เกลือ น้ำตาลทรายแดง ข้าวสวย น้ำมันพืช
วิธีทำ นำดอกส้มป่อยมาล้างให้สะอาด จากนั้นแกะกระเทียมลงผัดในหม้อน้ำมันตามด้วยข้าวสวยและดอกส้มป่อย ปรุงด้วยเกลือ น้ำตาลทรายแดง จะมีสีชมพู มีรสเปรี้ยวนิดหน่อย เหมือนปลาส้ม จึงได้ชื่อว่าปลาส้มแม่ม่าย
5. ยอดส้มป่อยอ่อง
ส่วนผสม ยอดส้มป่อย หอมแดง กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนู เกลือ น้ำตาลทรายแดง ปลา น้ำมันพืช
วิธีทำ นำเอาหอมแดง กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนูกับนำมันพืช ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง  อุ๊บไว้ให้เครื่องสุก พอเครื่องสุกแล้วใส่น้ำต้ม จากนั้นเอาปลามาปิ้งให้สุกแล้วแกะเอาเนื้อปลาใส่ลงไปในหม้อต้ม (ปลานั้นจะเป็นปลาดุกย่างหรือปลาอย่างอื่นย่าง ปิ้ง ก็ได้ไม่บังคับปลา) จากนั้นพอรสชาติเข้าที่แล้วเอายอดส้มป่อยมาปิดใส่ลงไปในหม้อต้มเป็นอันเสร็จ
ที่มา :  www.doctor.or.th
 
 
ส้มป่อย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia concinna (Willd.) DC.
ชื่ออื่นของส้มป่อยก็คือ ส้มขอน หมากขอน หม่าหัน 
 
สมุนไพรมงคล ขับพ้นสิ่งชั่วร้าย 
คนไทยใหญ่ใช้ฝักส้มป่อยในพิธีกรรมหลายอย่างโดยเฉพาะงานสะเดาะเคราะห์ เพราะเชื่อว่า ส้มป่อยเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ ช่วยขจัด ปลดปล่อยความโชคร้าย เคราะห์กรรม ความอัปมงคล ให้หลุดพ้นจากชีวิต 
ถ้าคนไหนไม่สบายใจ ไม่สบายตัว เจ็บไข้ เขาจะเอาส้มป่อยมาต้มอาบ หรือล้างหัว ล้างหน้า 
ถ้าไปดูดวงแล้วดวงตกหรือโชคไม่ค่อยดี เขาก็จะอาบน้ำส้มป่อย 
ถ้าเจอผีก็อาบส้มป่อย พิธีรดน้ำมนต์ส่วนมากก็ใช้น้ำฝักส้มป่อย 
 
นอกจากนี้ งานมงคลสำคัญของชาวไทยใหญ่ เช่น งานบวชลูกแก้ว (บวชพระหรือเณร) น้ำส้มป่อยก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการชำระล้างเนื้อตัวให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไทยใหญ่เรียกส้มป่อยว่า หมากขอน หม่าหัน
 
หม่าหัน...ตำนานแม่นากภาคไทยใหญ่
มีนิทานพื้นบ้านที่เกี่ยวกับหม่าหันว่า กาลครั้งหนึ่ง มีผัวเมียข้าวใหม่ปลามันคู่หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ท้ายหมู่บ้าน ผัวต้องออกตระเวนไปค้าขายต่างถิ่น ในขณะที่เมียกำลังตั้งท้อง ต่อมาเมียก็คลอดลูกตาย ขณะที่เพื่อนบ้านจะเคลื่อนย้ายศพของเมียไปฝังที่ป่าช้านั้น ร่างคนตายก็ร่วงลงมาตรงบันไดบ้าน ตามธรรมเนียมชาวไทยใหญ่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หมายถึง ผู้ตายไม่อยากไปป่าช้า ชาวบ้านจึงนำศพฝังไว้ที่บ้าน เมื่อผัวกลับมาเป็นช่วงเวลากลางคืนก็พบเมียหุงหาสำรับกับข้าวไว้รอท่า ก็อยู่กินกันตามปกติ
 
รุ่งขึ้นผัวออกไปพบชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านก็บอกว่าเมียแกคลอดลูกตาย แต่ชายหนุ่มหาเชื่อไม่ ปฏิเสธว่าไม่จริงก็ยังอยู่กินกันตามปกติ แต่เมื่อไปพบใครๆ ก็บอกเช่นนั้น จึงเริ่มสงสัยขึ้นมาบ้าง วันหนึ่งหลังกินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย ผัวทำตะบันหมากตกลงไปใต้ถุนบ้านตั้งใจจะลงไปเก็บ เมียก็บอกว่าเดี๋ยวน้องไปเก็บให้ พอผัวคล้อยหลังได้เหลียวไปเห็นเมียเอาลิ้นไปม้วนเก็บตะบันตำหมากนั้นขึ้นมาบนเรือน พอแน่ใจแล้วว่าเมียของตนคงตายไปแล้วจริงๆ จึงออกอุบายบอกเมียว่าจะไปทำถ่ายเบาตรงนอกชาน แล้วรีบไปเจาะกระบอกไม้ไผ่ที่เก็บน้ำไว้ตรงนอกชานเพื่อให้เกิดเป็นเหมือนเสียงปัสสาวะ จากนั้นก็รีบวิ่งไปในหมู่บ้านแบบไม่คิดชีวิต
 
เมียเมื่อเห็นผัวปัสสาวะไม่เสร็จเสียทีจึงออกมาดูก็พบว่าผัวไม่อยู่แล้ว จึงวิ่งออกไปตะโกนเรียกหา ส่วนผัวเมื่อรู้ว่าเมียตามมาจึงรีบหลบในพุ่มของหมากขอน (ส้มป่อย) เมียมองไม่เห็นผัวที่หลบอยู่ใต้พุ่มหมากขอน วิ่งมาจนถึงหมู่บ้านไปพบบ้านช่างตีเหล็กกำลังตีเหล็กไฟลุกโชนอยู่ จึงถามว่าเห็นผัวของฉันไหม ช่างตีเหล็กรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ตายแล้ว จึงบอกว่า ก้มลงซิ เมื่อหล่อนก้มลง ช่างตีเหล็กก็ใช้ค้อนที่เผาไฟลุกแดงตีลงไป สาวเจ้าก็ได้กลายเป็นหิ่งห้อยลอยตามหาผัวต่อไป 
 
นับแต่นั้นมาคนไทยใหญ่ก็จะเรียกหมากขอนว่าหม่าหันซึ่งแปลว่าไม่เห็น หมายถึงผีมองไม่เห็นนั่นเอง และเชื่อว่าหิ่งห้อยคือวิญญาณของเมียที่ตามหาผัวของตนเอง 
 
นอกจากคนไทยใหญ่แล้วคนเฒ่าคนแก่ในภาคเหนือและภาคอีสานรวมถึงประเทศลาว ต่างใช้ฝักของส้มป่อยเพื่อปัดเป่าภัยร้ายเช่นกัน ดังเช่น ในวันสงกรานต์ที่คนโบราณเชื่อกันว่าเป็นวันที่มีอาถรรพ์แรง เพราะเศียรของท้าวผกาพรหมอาจหล่นมาสู่โลกเกิดไฟประลัยกัลป์ได้ จึงต้องมีการรดน้ำดำหัวกันด้วยน้ำฝักส้มป่อย เพื่อล้างอาถรรพ์สร้างสวัสดิมงคล ใช้ในพิธีเสริมสิริมงคล พิธีไหว้ครู สะเดาะเคราะห์ แก้อาถรรพ์ไล่ภูติผีปีศาจ ใช้ล้างมือ ล้างหน้า หลังจากกลับจากงานศพ หรือใช้อาบน้ำศพ เพื่อให้ผู้จากไปได้พบสิ่งดีสู่สุคติ หรือการนำฝักส้มป่อยติดตัวไปด้วยในงานเผาศพผีตายโหง เป็นต้น
 
การเก็บฝักส้มป่อยที่จะนำมาใช้ในการทำพิธีกรรมต่างๆ นั้นต้องเก็บในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ จึงจะศักดิ์สิทธิ์ หรืออย่างน้อยก็ต้องไปเก็บก่อนฟ้าร้อง หรือก่อนฝนตกลงมา เพราะหากฟ้าร้องฝนตกแล้วถือว่าไม่เป็นยา ไม่ขลัง ถือว่าข้ามปีไปแล้ว เมื่อได้เวลาเก็บ ชาวบ้านจะเลือกเก็บฝักส้มป่อยที่แก่จัด นำไปตากในกระด้งให้แห้งสนิท เก็บใส่ตะกร้า ไว้ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ก่อนนำไปใช้นิยมนำฝักส้มป่อยไปผิงไฟพอให้สุก ส้มป่อยจะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว ผู้ที่เคยล้างหน้าหรืออาบด้วยน้ำส้มป่อยแล้ว ย่อมรู้สึกได้ถึงความมีสิริมงคล เพราะกลิ่นหอมแทรกรสเปรี้ยวของส้มป่อยช่วยให้สดชื่นฟื้นชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีทันใด 
 
ส้มป่อย สมุนไพรแห่งการขอลดโทษ...ทางธรรม
คนล้านนายังเชื่อว่าส้มป่อยเป็นสมุนไพรในการขอลดโทษทางธรรม กล่าวคือเมื่อทำผิดพลั้งไป เช่น ถ้าใครไปทำสิ่งไม่ดีที่เรียกว่า ขึด ทำให้ตนเจอะเจอความชั่วร้าย สิ่งที่ช่วยให้บรรเทาเบาบางลงคือ น้ำส้มป่อยหรือครูอาจารย์ ผู้มีเวทมนตร์คาถา ที่นั่งผีปู่ย่า (คนทรง) เมื่อทำผิดข้อห้ามของครูอาจารย์หรือบรรพบุรุษ ที่เรียกกันว่า ผิดครู น้ำส้มป่อยก็จะช่วยให้ของขลังของดีมีในตัวได้ดังเดิม 
 
ส้มป่อย สมุนไพรไล่เมฆมรสุม พายุร้าย
นอกจากจะใช้ส้มป่อยในการปลดปล่อยสิ่งชั่วร้ายและสร้างสิริมงคลให้กับตัวเองแล้ว คนกะเหรี่ยงและคนพื้นเมืองหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ในคราที่พายุลมแรง ฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าร้องเปรี้ยงปร้าง น่าหวาดกลัว เขาจะเผาฝักส้มป่อยให้เกิดเป็นควันโขมง สักพักทุกอย่างก็จะสงบลง ผู้ที่เคยเห็นเหตุการณ์ต่างยืนยันเช่นนั้น 
 
ส้มป่อย ยาสระผมธรรมชาติ
แชมพูสระผมปัจจุบันทำจากสารเคมี ไม่ว่าสูตรไหนๆ ก็จะมีสรรพคุณในการชำระล้างน้ำมันธรรมชาติของเส้นผมและหนังศรีษะ ทำให้ผมแห้ง เป็นรังแค ผมหงอกก่อนวัย สมัยก่อนคนในแถบเอเชียต่างใช้น้ำจากฝักส้มป่อยสระผมอันงามสลวย ปัจจุบันในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือยังมีการใช้อยู่
 
ในทางชีวเคมี ฝักส้มป่อยมีสารกลุ่มซาโพนิน (Zaponin) หลายชนิด เช่น สารอะคาซินินเอ (Acacinin A) และสารอะคาซินินบี (Acacinin B ) รวมกันแล้วสูงถึงร้อยละ ๒๐ สารเหล่านี้เป็นแชมพูธรรมชาติที่เป็นกรดอ่อนๆ เหมาะที่จะใช้ในการสระผมอย่างยิ่ง ช่วยรักษารังแค ผมหงอกก่อนวัย เพียงนำฝักส้มป่อยมาหักกวนตีกับน้ำแรงๆ สารซาโพนินจะแตกฟองที่คงทนมากมีฤทธิ์ในการชำระล้างได้ดีโดยไม่ทำลายธรรมชาติของผมและผิวบนหนังศีรษะ
 
การอาบหรือแช่น้ำส้มป่อยทั้งตัวจะช่วยให้ร่างกายสะอาดปราศจากคราบไคล ช่วยให้สดชื่น แก้ผดผื่นคันในหน้าร้อนและโรคผิวหนังได้หลายชนิด ไม่เพียงแต่ผิวกายและหนังศีรษะเท่านั้น น้ำส้มป่อยยังใช้แช่และขัดเครื่องทองให้เหลืองอร่ามสุกปลั่งเหมือนทองใหม่ได้อีกด้วย
 
ส้มป่อย สุดยอดผักกำจัดพิษ ช่วยแก้ไอ...สมุนไพรในยุคหวัด 2009
ใบส้มป่อยและฝักใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของยาอบ ผลจากการที่มีรสเปรี้ยวช่วยขับเหงื่อ ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย
 
ใบส้มป่อยยังใช้เป็นยาประคบ แทบทุกตำรับจะใช้ใบส้มป่อยเดี่ยวๆ หรือผสมสมุนไพรตัวอื่นใส่ในลูกประคบเพื่อแก้ปวดเมื่อย และยังนำใบส้มป่อยมาต้มดื่มได้
 
น้ำต้มใบส้มป่อยมีรสเปรี้ยวเป็นยาสตรีช่วยถ่ายระดูขาว ฟอกโลหิตประจำเดือนให้งาม ช่วยล้างเมือกมันในทางเดินอาหารและใช้เป็นยาระบาย ช่วยกำจัดพิษออกจากระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดน้ำหนักได้เช่นกัน นอกจากนี้ ความเปรี้ยวของส้มป่อยยังช่วยละลายเสมหะ แก้ไอได้อีกด้วย
 
ดังนั้นส้มป่อยจึงเป็นสมุนไพรกำจัดพิษแบบไทยๆ อย่างดีทีเดียว ที่น่าสนใจคือใบของส้มป่อยถือเป็นผักที่มีวิตามินเอและบีตาแคโรทีนสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ผลจากการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของยอดส้มป่อยพบว่ามีสูงมาก นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าสารซาโพนินในฝักส้มป่อยทำให้ทีเซลล์ (T cells) ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น
 
ส้มป่อยเป็นยา
ตำรับยาแก้รังแค คันศรีษะ รักษาผมหงอกก่อนวัย 
นำฝักส้มป่อยที่ปิ้งไฟประมาณ ๑๐ ฝักต้มรวมกับลูกมะกรูดที่หมกไฟดีแล้ว ๒ ลูก ในน้ำ ๕ ลิตร ต้มเดือดจนแตกฟองดี แล้วนำมาใช้หมักและสระผมได้โดยไม่ต้องผสมกับแชมพูเคมีใดๆ เลย หากสระผมด้วยแชมพูธรรมชาติส้มป่อยสัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้ง รับรองว่าอาการคันบนหนังศีรษะและรังแคจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง
 
ตำรับยาแก้ไอ
ตำรับ 1 เอาเปลือกแช่น้ำกินทำให้ชุ่มคอแก้ไอได้
ตำรับ 2 นำฝักปิ้งไฟให้เหลืองชงน้ำกินแก้ไอ
 
ตำรับยาแก้ไข้ ท้องอืด
ใช้ยอดส้มป่อยต้มกินกับข้าวต้ม 
 
ตำรับยาแก้ฝี
ตำรับ ๑ นำยอดอ่อนของส้มป่อยมาตำรวมกับขมิ้นอ้อยใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย หมกไฟพออุ่นและนำไปพอกจะช่วยแก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไป
ตำรับ ๒ ใช้รากฝนใส่น้ำปูนใสทาฝี
 
ตำรับยาแก้โรคตับ
ใช้เปลือกต้มกิน 
 
ตำรับยาแก้ท้องร่วง
ใช้รากส้มป่อยต้มน้ำดื่ม
 
อาหารจากส้มป่อย
1. ต้มส้มป่อย (อุ้ยกำ จาอินต๊ะ สัมภาษณ์ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2552)
ส่วนผสม ปลาช่อน 1 ตัวหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ยอดส้มป่อย 1 กำ พริกสด 5 เม็ด กระเทียม 1 หัว ข่า 3 แว่น ตะไคร้ 1 ต้น เกลือ น้ำปลา 
วิธีทำ บุบพริกสด กระเทียม ตะไคร้ ลงในหม้อ ใส่น้ำครึ่งหม้อตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาลงไป ปรุงด้วยเกลือ น้ำปลา ใส่ยอดส้มป่อย สักพักยกลง กินได้
 
2. แกงส้มปลาดุกใส่ยอดส้มป่อย (อุ้ยกำ จาอินต๊ะ สัมภาษณ์ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2552)
ส่วนผสม ปลาดุก 1 ตัวหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ยอดส้มป่อย 1 กำ เครื่องแกง (พริกสด 5 เม็ด ขมิ้น 3 แง่ง ตะไคร้ 1 ต้น หอมแดง 4 หัว กระเทียม 2 หัว รากผักชี 3 ต้น กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ) ผักชี ผักชีฝรั่ง ต้นหอม มะเขือเทศ น้ำมะนาว ผักสำหรับแกงส้ม (ผักบุ้ง หรือมะละกอ หรือผักกระดาด-ทางเหนือเรียกส้มตูน)
วิธีทำ ตำเครื่องแกงให้ละเอียดผสมน้ำครึ่งหม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาดุก ใส่น้ำมะนาวเพื่อดับกลิ่นคาวปลา ต้มให้ปลาสุก ใส่ผักสำหรับแกงส้ม ผักชีซอย ต้นหอมซอย มะเขือเทศ ยอดส้มป่อย ปรุงรสให้อร่อยยกลง กินได้
 
3. แกงเขียดน้อยใส่ยอดส้มป่อย 
ยอดส้มป่อยแกงหรือต้มใส่อึ่ง ใส่เขียดเป็นอาหารเฉพาะถิ่นของคนอีสาน ดังคำที่คนอีสานพูดว่า "ข่อนสิแจ้ง ไปได้เขียดน้อยมาแกง มาต้ม ใส่ยอดส้มป่อยคักแท่ๆ"
ส่วนผสม เขียดน้อย 1 ถ้วย ยอดส้มป่อย 1 กำ ปลาร้า เครื่องแกง (พริก 10 เม็ด กระเทียม 2 หัว ตะไคร้ 2 ต้น ใบมะกรูด 3 ใบ)
วิธีทำ นำเขียดน้อยควักไส้แล้วล้างน้ำให้สะอาด เก็บยอดส้มป่อยมาล้างน้ำให้สะอาด ตำเครื่องแกงให้ละเอียด ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่เครื่องแกงลงไป ใส่เขียด เมื่อสุกนำยอดส้มป่อยใส่ลงไป แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา ปลาร้า ตามแต่ชอบ ซดน้ำร้อนๆ อร่อยมาก
 
4. ข้าวผัดดอกส้มป่อยหรือข้าวผัดปลาส้มแม่ม่าย 
ส่วนผสม ดอกส้มป่อย กระเทียม เกลือ น้ำตาลทรายแดง ข้าวสวย น้ำมันพืช
วิธีทำ นำดอกส้มป่อยมาล้างให้สะอาด จากนั้นแกะกระเทียมลงผัดในหม้อน้ำมันตามด้วยข้าวสวยและดอกส้มป่อย ปรุงด้วยเกลือ น้ำตาลทรายแดง จะมีสีชมพู มีรสเปรี้ยวนิดหน่อย เหมือนปลาส้ม จึงได้ชื่อว่าปลาส้มแม่ม่าย 
 
5. ยอดส้มป่อยอ่อง 
ส่วนผสม ยอดส้มป่อย หอมแดง กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนู เกลือ น้ำตาลทรายแดง ปลา น้ำมันพืช 
วิธีทำ นำเอาหอมแดง กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนูกับนำมันพืช ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง อุ๊บไว้ให้เครื่องสุก พอเครื่องสุกแล้วใส่น้ำต้ม จากนั้นเอาปลามาปิ้งให้สุกแล้วแกะเอาเนื้อปลาใส่ลงไปในหม้อต้ม (ปลานั้นจะเป็นปลาดุกย่างหรือปลาอย่างอื่นย่าง ปิ้ง ก็ได้ไม่บังคับปลา) จากนั้นพอรสชาติเข้าที่แล้วเอายอดส้มป่อยมาปิดใส่ลงไปในหม้อต้มเป็นอันเสร็จ 
 
 
ที่มา : www.doctor.or.th
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-18 09:50:29 IP : 58.11.162.83


ความเห็นที่ 33 (3401175)

 ”หนอนตายหยาก” ปราบหนอนแมลง

 

 

 
ยาสมุนไพรรักษาโรคในคนได้หลากหลาย เช่น โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย ผื่นคันตามร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคพยาธิภายใน มะเร็งตับ ลดระดับน้ำตาลสำหรับโรคเบาหวาน รวมทั้งริดสีดวง ปวดฟัน ปวดเมื่อย 
 
ในประเทศจีนมีการนำรากหนอนตายหยาก มาใช้ในการรักษาอาการไอ โรควัณโรค ฯลฯ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ แต่ก่อนที่จะทำเป็นยาก็มีขั้นตอนการทำลายพิษ เช่น นำรากมาล้างให้สะอาดแล้วลวกหรือนึ่งจนกระทั่งไม่เห็นแกนสีขาวในราก ต้องตากแห้งก่อนนำไปปรุงเป็นตำรับยา โดยหั่นให้มีขนาดเล็ก หรือในบางตำราจะนำไปเชื่อมกับน้ำผึ้งก่อนนำไปใช้
 
 
“หนอน ตายหยาก ” เป็นไม้เลื้อยที่มีรากใต้ดินจำนวนมาก มีลักษณะคล้ายกระสวยหรือทรง กระบอกอยู่กันเป็นพวงยาวได้ถึง 10–30 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยวอยู่ติดกับลำต้นแบบ ตรงข้ามออกสลับกัน ใบเป็นรูปหัวใจ ก้านใบยาว ฐานใบมน ปลายใบเรียวแหลม คล้าย ใบพลู เส้นใบออกในแนวขนานกับขอบใบ พืชจำพวกหนอนตายหยากพอถึงฤดูแล้งต้นจะ โทรมเหลือแต่เหง้าและรากไว้ใต้ดิน เมื่อเริ่มฤดูฝนใหม่จึงแตกใบขึ้นมาใหม่ พร้อมออกดอก ซึ่งมีลักษณะเป็นช่อสีขาวหรือม่วงอ่อน ผลค่อนข้างแข็งสีน้ำตาล ขนาดเล็ก
 
ชื่อสามัญ : Non taai yaak
ชื่อพื้นเมือง : หญ้าหนอนตาย, (เหนือ); เปลือกมืนดิน, (แม่ฮ่องสอน); ตอสีเพาะเกล,(กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stemona collinsae Craib.
ชื่อวงศ์ : Stemonaceae
ลักษณะทั่วไป :
ต้น เป็นไม้เลื้อย ลำต้นออกใบเป็นลำต้นเรียบ สูงประมาณ 2 – 3 ฟุต ลำต้นเหนือดิน ตั้งตรงเองได้
ใบ ใบเดี่ยวออกสลับกัน รูปใบคล้ายใบพลู ปลายใบแหลม เส้นใบเด่นชัด กว้างประมาณ 1 – 2 นิ้วยาว 3 – 5 นิ้ว
ดอก เป็นดอก 3 กลีบ ออกตามซอกใบเป็นช่อ สีขาวน้ำตาล
ผล สีน้ำตาลเป็นกระจุกตามซอกใบเมื่อแห้งจะไม่แตก และร่วงลงบนดิน หรือปลิวตามลม ประมาณ 2 – 3มิลลิเมตร
เมล็ด เมล็ดกลมรีสีน้ำตาล ประมาณ 1 – 2 เมล็ดต่อผล และเมล็ดมีขนาดเล็กมาก
 
การกระจายพันธุ์ : ทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศ
การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยเมล็ด
ประโยชน์ : ใช้ป้องกันกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียได้ดี และยังขับไล่แมลงต่างๆได้อีกด้วย
 
ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ : เหง้า เมล็ด
 
ส่วนที่ใช้ประโยชน์ : ราก
 
สารสำคัญ : stemonine
 
การนำไปใช้กำจัดแมลง: ใช้รากประมาณ 1 กก. ตำละเอียดแล้วแช่ในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำ 1 ปี๊บ ทิ้งไว้ 1 คืนนำน้ำหมักมาฉีดพ่นเพื่อฆ่าแมลงและหนอนต่าง ๆ ได้ดี (นันทวัน บุญยะประภัศร .2541. สมุนไพร..ไม้พื้นบ้าน . กรุงเทพฯ : บริษัทประชาชน จำกัด. )
 
 
หนอนตายหยากพืชที่เรียกชื่อเหมือนกันแต่เป็นพืชต่างชนิดกัน”
 
หนอนตายหยาก :
 
เป็นพืชสมุนไพรที่ชาวบ้านรู้จักนำมาใช้ประโยชน์มานานแล้ว เช่น การฆ่าเห็บเหาในสัตว์ประเภทโคและกระบือ บางชนิดใช้ฆ่าหนอน หรือใส่ในไหปลาร้าเพื่อกำจัดหนอนแมลงวันและแมลงศัตรูพืช จากการศึกษาและรวบรวมพันธุ์หนอนตายหยาก พบว่าชาวบ้านมีการเรียกชื่อพืชหนอนตายหยากเหมือนกันในแต่ละท้องถิ่น และมีประสิทธิภาพในการกำจัดหนอนได้เช่นเดียวกัน แต่เป็นพืชต่างชนิดกันเมื่อตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน กล่าวคือพืชที่ชาวบ้านเรียกว่าหนอนตายหยากนั้น มีความแตกต่างกันดังนี้
 
1. หนอนตายหยาก พืชในวงศ์ Stemonaceae เป็นพืชหัวที่นำส่วนของรากมาใช้ประโยชน์ พบได้ในป่าทั่วๆ ไปของประเทศจีน ญี่ปุ่น อินโดจีน มาเลเซีย ลาว ไทย ฯลฯ สำหรับประเทศไทยพบหนอนตายหยากได้ทั่วทุกภาค และมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น พญาร้อยหัว กระเพียดหนู ต้นสามสิบกลีบ โป่งมดง่าม สลอดเชียงคำ ฯลฯ นอกจากนั้นหนอนตายหยากในประเทศไทยยังมีความหลากหลายในชนิด (species) เช่น Stemona tuberosa Lour, Stemona collinsae Craib, Stemona kerri, Stemona berkilii, Stemona stercochin ฯลฯ
 
สรรพคุณของต้นหนอนตายหยาก :
 
ใช้เป็นตัวยาสมุนไพรรักษาโรคในคนได้หลากหลาย เช่น โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย ผื่นคันตามร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคพยาธิภายใน มะเร็งตับ ลดระดับน้ำตาลสำหรับโรคเบาหวาน รวมทั้งริดสีดวง ปวดฟัน ปวดเมื่อย นอกจากนี้ในประเทศจีนมีการนำรากหนอนตายหยาก Stemona tuberosa Lour., Stemona sessilifolia (Miq), Stemona japonica (BJ) Miq มาใช้ในการรักษาอาการไอ โรควัณโรค ฯลฯ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ แต่ก่อนที่จะทำเป็นยาก็มีขั้นตอนการทำลายพิษ เช่น นำรากมาล้างให้สะอาดแล้วลวกหรือนึ่งจนกระทั่งไม่เห็นแกนสีขาวในราก ต้องตากแห้งก่อนนำไปปรุงเป็นตำรับยา โดยหั่นให้มีขนาดเล็ก หรือในบางตำราจะนำไปเชื่อมกับน้ำผึ้งก่อนนำไปใช้
 
ใช้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช กำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น หนอนกัดกินใบ และเพลี้ยอ่อน กำจัดเชื้อสาเหตุโรคพืช เช่น Rhizoctonia solani และ Erwinia carotovora รวมทั้งการกำจัดลูกน้ำยุง (นันทวัน และอรนุช, 2543) สารออกฤทธิ์ที่ตรวจพบอยู่ในกลุ่ม alkaloids ได้แก่ stemofoline และ 16,17-didehydro-16(E)-stemofoline สารนี้ตรวจพบในหนอนตายหยากชนิด Stemona collinsae Craib (Jiwajinda และคณะ, 2001) ในปัจจุบันมีการขยายพันธุ์และปลูกเลี้ยงหนอนตายหยาก นำมาขายเป็นการค้า โดยนำรากมาสกัดด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์เพื่อใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแปลง เกษตรกร
 
การขยายพันธุ์ :
 
หนอนตายหยากเป็นพืชที่นำส่วนของรากมาใช้ประโยชน์ แต่เวลาที่ชาวบ้านขุดขึ้นมาขายมักติดส่วนของเหง้าที่ใช้ขยายพันธุ์มาด้วย รากที่เห็นเป็นกอใหญ่ๆ นั้น ต้องใช้เวลานานหลายปีจึงจะ
เจริญเติบโตได้ขนาดนั้น ประกอบกับหนอนตายหยากแต่ละสายพันธุ์มีการติดฝักและติดเมล็ดได้มากน้อยแตก ต่างกัน ถ้าเรายังขุดหนอนตายหยากจากป่ามาใช้โดยไม่มีการขยายพันธุ์หรือปลูกเพิ่มเติม ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ได้ง่าย วิธีการขยายพันธุ์สามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ด การแบ่งเหง้า หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
 
2. ขอบชะนางแดงและขอบชะนางขาว ซึ่งมักจะเรียกกันว่า หญ้าหนอนตาย หนอนตายหยาก หญ้ามูกมาย ตาสียายเก เปลือกมืนดิน หนอนแดง หนอนขาว ฯลฯ เป็นพืชวงศ์ Urticaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pouzolzia pentandra Benn. เป็นไม้ล้มลุกคล้ายหญ้า ลำต้นขนาดประมาณก้านไม้ขีด ใบเป็นใบเดี่ยว ทั้งนี้ขอบชะนางแดงมีใบสีม่วงอมแดง ส่วนขอบชะนางขาวมีใบสีเขียวอ่อนๆ พืชทั้งสองชนิดมีขนเล็กน้อยบนต้นและแผ่นใบ ดอกมีขนาดเล็ก ออกเป็นกระจุกระหว่างซอกใบและกิ่ง
 
สรรพคุณ :
สามารถใช้ได้ทั้งต้น โดยนำต้นมาปิ้งไฟแล้วชงกับน้ำเดือด ใช้ขับพยาธิในเด็ก ช่วยดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น เป็นยาขับระดูในสตรี ขับปัสสาวะ รักษาโรคหนอง หั่นเป็นชิ้นเอามาใส่ในไห ปลาร้าที่มีหนอน ทิ้งไว้สักพักหนอนจะตาย ต้นสดใช้เป็นยาฆ่าหนอนหรือแมลงในโคและกระบือ คือ สามารถทำให้หนอนตาย และรักษาแผลที่เน่า
 
การขยายพันธุ์ : ใช้วิธีการปักชำต้น
 
3. หนอนตายหยากใบผีเสื้อ เป็นพืชวงศ์ Leguminosae-Papilionoideae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Christia vespertilionis Bakh. f. ใบมีลักษณะคล้ายใบชงโค หรือปีกคล้ายผีเสื้อ ชาวบ้านนำใบและลำต้นมาใส่ในไหปลาร้าเพื่อป้องกันหนอนแมลงวัน และมีการนำไปใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชในบางพื้นที่การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
 
จากการศึกษาตัวอย่างหนอนตายหยากที่เก็บได้จากแหล่งต่างๆ มาตรวจวิคราะห์หาสารออกฤทธิ์ พบว่า มีสาร stemofoline และ 16,17-didehydro-16(E)-stemofoline (ภาพที่ 1) ซึ่งพบปริมาณสารนี้มากในหนอนตายหยาก วงศ์ Stemonaceae โดยเฉพาะหนอนตายหยากชนิด Stemona collinsae Craib (ภาพที่ 2) หนอนตายหยากใบผีเสื้อ ในวงศ์ Leguminosae-Papilionoideae ไม่พบสารชนิดนื้แต่พบสารอื่นที่ยังไม่ทราบชนิด (ภาพที่ 2) สำหรับขอบชะนางอยู่ระหว่างเพิ่มปริมาณต้นเพื่อให้ได้ปริมาณตัวอย่างมากพอกับ การวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ต่อไป(โดย มณฑา วงศ์มณีโรจน์, สุรัตน์วดี จิวะจินดา, ศิริวรรณ บุรีคำ, และ รงรอง หอมหวล ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม )
 
 
ใน บทความนี้ คณะผู้เขียนมีความประสงค์จะชี้ให้ผู้อ่านได้เห็นความแตกต่างและความเหมือน กันของพืชสมุนไพร “หนอนตายหยาก” ที่กำลังเป็นพืชยอดนิยมและมีการใช้ประโยชน์มากขึ้นเป็นลำดับ และหวังว่าข้อมูลที่รวบรวมมานี้จะได้สร้างความเข้าใจและเป็นประโยชน์แก่ผู้ อ่านและผู้สนใจต่อไป อย่างไรก็ตามคณะวิจัยยังมีการดำเนินการวิจัยต่อเนื่องเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์เพิ่มเติม
 
 
ที่มา: www.kasetintree.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-19 09:43:45 IP : 58.9.164.237


ความเห็นที่ 34 (3401178)

 ย่อยข่าวงานวิจัย...... 

อบเชย ลดน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน
 
 
รูปภาพ : ย่อยข่าวงานวิจัย......
อบเชย  ลดน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน
ผลลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากอบเชยจีนในผู้ป่วยเบาหวาน
การศึกษาแบบสุ่มและปกปิดทั้งสองฝ่ายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes) ทั้งหมด 66 คน โดยเปรียบเทียบผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดจากอบเชยจีน ขนาด 120 และ 360 มก. ต่อวัน ร่วมกับการใช้ยา gliclazide เป็นเวลา 3 เดือน กับผู้ป่วยที่ได้รับยา gliclazide ร่วมกับยาหลอก พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดอบเชยจีนจะมีระดับน้ำตาลในเลือด และค่า HbA1c (ค่าที่วัดปริมาณน้ำตาลที่เกาะอยู่กับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงในเลือด) ลดลง แต่ในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกไม่มีผล ระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดขนาดต่ำจะมีค่าลดลง ขณะที่ระดับของคอเลสเตอรอลรวม HDL, LDL ในเลือด และเอนไซม์ transaminase ในตับของทุกกลุ่ม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สรุปว่า อบเชยจีนมีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลินได้
อบเชย....
ได้จาก      เปลือกต้นชั้นใน
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)      อบเชยต้น มหาปราบ เซียด ฝักดาบ พญาปราบ ฮักแกง สุรามริด โมง โมงหอม เคียด กะทังหัน
ชื่อวิทยาศาสตร์     Cinnamomum spp.
ชื่อวงศ์     Lauraceae
ชื่อวิทยาศาสตร์         Cinnamomum  spp.
1. อบเชยเทศ  หรือ  อบเชยลังกา  (Cinnamomum  verum J. Presl.) มีชื่อพ้อง  Cinnamomum zeylanicum  Nees.
2. อบเชยไทย   (Cinnamomum  bejolghotha (Buch-Ham.)Sweet หรือได้จาก Cinnamomum iners  Reinw. Ex Blume.
3. อบเชยญวน  (Cinnamomum  loureirii  Nees.)
4. อบเชยจีน  (Cinnamomum  aromaticum  Nees, C. cassia Blume.)
5. อบเชยชวา  (Cinnamomum  burmannii  (Nees.) Blume.)
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
อบเชยเป็นเครื่องยา และเครื่องเทศ ที่ได้จากการขูดเอาเปลือกชั้นนอกออกให้หมด  แล้วลอกเปลือกชั้นในออกจากแก่นลำต้น โดยใช้มีดกรีดตามยาวของกิ่ง แล้วรวบรวมนำไปผึ่งที่ร่มสลับกับการนำออกตากแดดประมาณ 5 วัน  ขณะตากใช้มือม้วนขอบทั้งสองข้างเข้าหากัน  จนเปลือกแห้งจึงมัดรวมกัน เปลือกอบเชยที่ดีจะมีสีน้ำตาลอ่อน(สีสนิม) มีความตรงและบางสม่ำเสมอ ยาวประมาณ 1 เมตร มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสสุขุม เผ็ด หวานเล็กน้อย
ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ข้อกำหนดของอบเชยเทศ ตาม WHO กำหนด คือ ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% w/w  ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 6% w/w  ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 4.0% w/w  ปริมาณสารสกัดด้วยเอทานอล (90%) ไม่น้อยกว่า 14-16% w/w  ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 1.2% v/w
สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: น้ำต้มเปลือกต้น ดื่มแก้ตับอักเสบ อาหารไม่ย่อย แก้ท้องเสีย ลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ขับพยาธิ มีสรรพคุณบำรุงดวงจิต  แก้อ่อนเพลีย  ชูกำลัง  ขับผายลม  บำรุงธาตุ  แก้บิด  แก้ลมอัณฑพฤกษ์   แก้ไข้สันนิบาต   ใช้ปรุงเป็นยานัตถุ์แก้ปวดหัว รับประทานแก้เบื่ออาหาร  แก้จุกเสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย  แก้ไอ  แก้ไข้หวัด  ลำไส้อักเสบ  ท้องเสียในเด็ก  อาการหวัด  ปวดปะจำเดือน แก้อ่อนเพลีย  คลื่นไส้อาเจียน  แก้ปวดประจำเดือน  ห้ามเลือด บดเป็นผงโรยแผลกามโรค สมานแผล
อบเชยมีการนำมาใช้ในพิกัดยาไทย คือ “พิกัดตรีธาตุ” ประกอบด้วย กระวาน ดอกจันทน์ และอบเชย เป็นยาแก้ธาตุพิการ แก้ลม แก้เสมหะ แก้ไข้  “พิกัดตรีทิพย์รส” คือการจำกัดจำนวนของที่มีรสดี 3 อย่าง คือโกฐกระดูก เนื้อไม้ และอบเชยไทย มีสรรพคุณบำรุงธาตุ บำรุงกระดูก บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ แก้ลมในกองเสมหะ บำรุงโลหิต “พิกัดจตุวาตะผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้ลม ประกอบด้วยผล 4 อย่าง คือ เหง้าขิงแห้ง กระลำพัก อบเชยเทศ และโกฐหัวบัว มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้พรรดึก แก้ตรีสมุฏฐาน ขับผายลม บำรุงธาตุ แก้ลมกองริดสีดวง “พิกัดทศกุลาผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาตระกูลเดียวกัน 10 อย่าง มีชะเอมทั้ง 2 (ชะเอมไทย ชะเอมเทศ) ลูกผักชีทั้ง 2 (ผักชีล้อม ผักชีลา) อบเชยทั้ง 2 (อบเชยไทย อบเชยเทศ) ลำพันทั้ง 2 (ลำพันแดง ลำพันขาว) ลูกเร่วทั้ง 2 (เร่วน้อย เร่วใหญ่) มีสรรพคุณ แก้ไข้เพื่อดีและเสมหะ ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ บำรุงปอด แก้รัตตะปิตตะโรค แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต บำรุงกำลัง บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น แก้ไข้
องค์ประกอบทางเคมี:
น้ำมันหอมระเหยที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ cinnamaldehyde ประมาณ 51-76% พบ eugenol เล็กน้อยประมาณ 5-18%
การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา แก้ปวดและต้านอักเสบ ต้านออกซิเดชั่น ต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว ลดความดัน ลดการหดเกร็งของหลอดลม ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่ และกระเพาะอาหาร ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นในหนู ลดน้ำตาลและไขมันในเลือดหนู มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
การศึกษาทางพิษวิทยา:
การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกอบเชยญวณด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 926 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
อบเชยที่นิยมใช้ในทางเภสัชกรรม ได้แก่ อบเชยญวน, อบเชยเทศ, อบเชยจีน
อบเชยญวน   (saigon cinnamon, Cinnamomum loureirii Nees)
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือสลับ รูปวงรีหรือรูปขอบขนาน เส้นใบ 3 เส้นออกจากโคนใบไปจรดปลายใบ เนื้อใบหนา และเหนียวคล้ายแผ่นหนังโคนใบมน ปลายใบแหลม ดอกช่อแยกแขนงออกที่ซอกใบ และปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบรวมสีเหลือง เกสรตัวผู้เรียงเป็น 3 วง ผลสดขนาดเล็ก มีกลีบรวมติดเป็นรูปถ้วยหุ้มอยู่
อบเชยเทศ   (ceylon cinnamon, Cinnamomum verum J. Presl (Cinnamomum zeylanicum  Nees ))
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ต้นสูง 20-25 เมตร เปลือกต้น และใบมีกลิ่นหอม กิ่งอ่อนมีขนสั้น ๆ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่กว้าง 4.5-5.5 ซม. ยาว 11-16 ซม. ปลายใบมน โคนบนแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมันด้านล่างมีคาบสีขาวเล็กน้อย มีเส้นใบ 3 เส้นออกจากโคนใบไปเกือบจรดปลายใบ ก้านใบยาวประมาณ 2 ซม. ดอกช่อแยกแขนงออกที่ซอกใบ และปลายกิ่ง ยาว 10-12 ซม. กลีบรวม 6 กลีบ สีขาวแกมเหลือง ด้านนอกมีขนหนาแน่น เกสรตัวผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง ผลสดรูปวงรี ยาว 8-14 มม. มีกลีบรวมติดอยู่
อบเชยจีน  (cassia bark,  Cinnamomum aromaticum  Nees (Cinnamomum cassia  Blume ))
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 40 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลแกมเทา กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกัน รูปขอบขนานรูปรีแกมขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมขอบใบเรียบ มีเส้นใบ 3 เส้น ออกจากโคนใบไปจรดปลายใบ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ด้านล่างมีขนเล็กน้อย ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกช่อแยกแขนงออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบรวม 6 กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ สีขาวหรือขาวแกมเหลือง ผลสดรูปวงรี ยาว 10-13 มม. เมื่อสุกสีม่วงดำ ผิวเกลี้ยง เมล็ดแข็ง
ส่วนที่เป็นประโยชน์ของอบเชย
เปลือกต้น  ให้น้ำมันอบเชย (cinnamon oil) ใช้ขับลม, แต่งกลิ่น, มีรสหวานหอม, ใช้เป็นส่วนผสมยาหอม ยานัตถุ์ แก้ปวดศีรษะ เป็นยาบำรุงกำลัง ขับลมแก้จุกเสียด แน่นท้อง บำรุงจิตใจ และใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหาร น้ำมันที่กลั่นได้จากเปลือกสามารถใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค และกันบูด
เนื้อไม้ มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร เนื้อหยาบแข็ง ค่อนข้างเหนียว ใช้ในการแกะสลักทำเครื่องเรือน, หีบใส่ของใส่เสื้อผ้า ช่วยป้องกันมดแมลง
รากและใบ ต้มให้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ รับประทานรักษาไข้จากการอักเสบหลังคลอด
สารสำคัญ
tannin -- ทำให้ท้องเป็นปกติดี แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง
cinnamic aldehyde หรือ cinnamaldehyde -- เป็นสารที่อยู่ในน้ำมันอบเชย ให้รสชาติ และกลิ่นที่ฉุนเฉียว เผ็ดร้อน
นอกจากนี้ยังพบ ethyl cinnamate, eugenol (พบมากที่ใบ), beta-caryophyllene, linalool และ methyl chavicol ในน้ำมันอบเชย
น้ำมันอบเชยมีประโยชน์ทางยาสามารถใช้รักษา อาการหวัด, ท้องเสีย, ปัญหาที่เกิดกับทางเดินอาหารมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ, สารต้านเชื้อแบคทีเรีย และสารถนอม
cinnamtannin B1 -- มีผลต่อการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2
cinnamaldehyde, cinnamyl acetate, eugenol และ anethole สามารถใช้ขับไล่แมลง
อบเชยยังมีสารที่สำคัญคือ Methylhydroxy Chalcone Polymer หรือ MHCP ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติและความสามารถในการทำงานคล้ายกับฮอร์โมนอินซูลิน สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญกลูโคสให้ได้มากขึ้น จึงมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้  นอกจากนี้ยังพบว่าสาร MHCP สามารถลดความดันโลหิตของสัตว์ทดลองได้ และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีอีกด้วย
ผลิตภัณฑ์ของอบเชย
1. ยาธาตุอบเชย
ส่วนผสม
เปลือกอบเชย            50     กรัม
เปลือกสมุลแว้ง          50     กรัม
ชะเอมเทศ            50     กรัม
ดอกกานพลู             50    กรัม
การบูร                  1     ช้อนชา
เมนทอล               1     ช้อนชา
น้ำ                7,000     ซีซี
วิธีเตรียม        นำสมุนไพรทั้ง 4 อย่าง ต้มน้ำประมาณ 15 นาที จากนั้นตั้งทิ้งไว้พออุ่น จึงเติมการบูร และเมนทอล
วิธีใช้         ผู้ใหญ่ ครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะ เด็กลดลงตามส่วน รับประทานหลังอาหาร หรือทุก 2-3 ชั่วโมง เมื่อมีอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ
2. อบเชยแคปซูล         ใน 1 แคปซูล ประกอบด้วยอบเชยเทศ 400 มิลลิกรัม
วิธีใช้          รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
สรรพคุณ    ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
คำเตือน       เด็ก และ สตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทานรูปภาพ : ย่อยข่าวงานวิจัย......
อบเชย  ลดน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน
ผลลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากอบเชยจีนในผู้ป่วยเบาหวาน
การศึกษาแบบสุ่มและปกปิดทั้งสองฝ่ายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes) ทั้งหมด 66 คน โดยเปรียบเทียบผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดจากอบเชยจีน ขนาด 120 และ 360 มก. ต่อวัน ร่วมกับการใช้ยา gliclazide เป็นเวลา 3 เดือน กับผู้ป่วยที่ได้รับยา gliclazide ร่วมกับยาหลอก พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดอบเชยจีนจะมีระดับน้ำตาลในเลือด และค่า HbA1c (ค่าที่วัดปริมาณน้ำตาลที่เกาะอยู่กับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงในเลือด) ลดลง แต่ในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกไม่มีผล ระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดขนาดต่ำจะมีค่าลดลง ขณะที่ระดับของคอเลสเตอรอลรวม HDL, LDL ในเลือด และเอนไซม์ transaminase ในตับของทุกกลุ่ม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สรุปว่า อบเชยจีนมีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลินได้
อบเชย....
ได้จาก      เปลือกต้นชั้นใน
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)      อบเชยต้น มหาปราบ เซียด ฝักดาบ พญาปราบ ฮักแกง สุรามริด โมง โมงหอม เคียด กะทังหัน
ชื่อวิทยาศาสตร์     Cinnamomum spp.
ชื่อวงศ์     Lauraceae
ชื่อวิทยาศาสตร์         Cinnamomum  spp.
1. อบเชยเทศ  หรือ  อบเชยลังกา  (Cinnamomum  verum J. Presl.) มีชื่อพ้อง  Cinnamomum zeylanicum  Nees.
2. อบเชยไทย   (Cinnamomum  bejolghotha (Buch-Ham.)Sweet หรือได้จาก Cinnamomum iners  Reinw. Ex Blume.
3. อบเชยญวน  (Cinnamomum  loureirii  Nees.)
4. อบเชยจีน  (Cinnamomum  aromaticum  Nees, C. cassia Blume.)
5. อบเชยชวา  (Cinnamomum  burmannii  (Nees.) Blume.)
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
อบเชยเป็นเครื่องยา และเครื่องเทศ ที่ได้จากการขูดเอาเปลือกชั้นนอกออกให้หมด  แล้วลอกเปลือกชั้นในออกจากแก่นลำต้น โดยใช้มีดกรีดตามยาวของกิ่ง แล้วรวบรวมนำไปผึ่งที่ร่มสลับกับการนำออกตากแดดประมาณ 5 วัน  ขณะตากใช้มือม้วนขอบทั้งสองข้างเข้าหากัน  จนเปลือกแห้งจึงมัดรวมกัน เปลือกอบเชยที่ดีจะมีสีน้ำตาลอ่อน(สีสนิม) มีความตรงและบางสม่ำเสมอ ยาวประมาณ 1 เมตร มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสสุขุม เผ็ด หวานเล็กน้อย
ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ข้อกำหนดของอบเชยเทศ ตาม WHO กำหนด คือ ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% w/w  ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 6% w/w  ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 4.0% w/w  ปริมาณสารสกัดด้วยเอทานอล (90%) ไม่น้อยกว่า 14-16% w/w  ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 1.2% v/w
สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: น้ำต้มเปลือกต้น ดื่มแก้ตับอักเสบ อาหารไม่ย่อย แก้ท้องเสีย ลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ขับพยาธิ มีสรรพคุณบำรุงดวงจิต  แก้อ่อนเพลีย  ชูกำลัง  ขับผายลม  บำรุงธาตุ  แก้บิด  แก้ลมอัณฑพฤกษ์   แก้ไข้สันนิบาต   ใช้ปรุงเป็นยานัตถุ์แก้ปวดหัว รับประทานแก้เบื่ออาหาร  แก้จุกเสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย  แก้ไอ  แก้ไข้หวัด  ลำไส้อักเสบ  ท้องเสียในเด็ก  อาการหวัด  ปวดปะจำเดือน แก้อ่อนเพลีย  คลื่นไส้อาเจียน  แก้ปวดประจำเดือน  ห้ามเลือด บดเป็นผงโรยแผลกามโรค สมานแผล
อบเชยมีการนำมาใช้ในพิกัดยาไทย คือ “พิกัดตรีธาตุ” ประกอบด้วย กระวาน ดอกจันทน์ และอบเชย เป็นยาแก้ธาตุพิการ แก้ลม แก้เสมหะ แก้ไข้  “พิกัดตรีทิพย์รส” คือการจำกัดจำนวนของที่มีรสดี 3 อย่าง คือโกฐกระดูก เนื้อไม้ และอบเชยไทย มีสรรพคุณบำรุงธาตุ บำรุงกระดูก บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ แก้ลมในกองเสมหะ บำรุงโลหิต “พิกัดจตุวาตะผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้ลม ประกอบด้วยผล 4 อย่าง คือ เหง้าขิงแห้ง กระลำพัก อบเชยเทศ และโกฐหัวบัว มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้พรรดึก แก้ตรีสมุฏฐาน ขับผายลม บำรุงธาตุ แก้ลมกองริดสีดวง “พิกัดทศกุลาผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาตระกูลเดียวกัน 10 อย่าง มีชะเอมทั้ง 2 (ชะเอมไทย ชะเอมเทศ) ลูกผักชีทั้ง 2 (ผักชีล้อม ผักชีลา) อบเชยทั้ง 2 (อบเชยไทย อบเชยเทศ) ลำพันทั้ง 2 (ลำพันแดง ลำพันขาว) ลูกเร่วทั้ง 2 (เร่วน้อย เร่วใหญ่) มีสรรพคุณ แก้ไข้เพื่อดีและเสมหะ ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ บำรุงปอด แก้รัตตะปิตตะโรค แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต บำรุงกำลัง บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น แก้ไข้
องค์ประกอบทางเคมี:
น้ำมันหอมระเหยที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ cinnamaldehyde ประมาณ 51-76% พบ eugenol เล็กน้อยประมาณ 5-18%
การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา แก้ปวดและต้านอักเสบ ต้านออกซิเดชั่น ต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว ลดความดัน ลดการหดเกร็งของหลอดลม ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่ และกระเพาะอาหาร ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นในหนู ลดน้ำตาลและไขมันในเลือดหนู มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
การศึกษาทางพิษวิทยา:
การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกอบเชยญวณด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 926 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
อบเชยที่นิยมใช้ในทางเภสัชกรรม ได้แก่ อบเชยญวน, อบเชยเทศ, อบเชยจีน
อบเชยญวน   (saigon cinnamon, Cinnamomum loureirii Nees)
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือสลับ รูปวงรีหรือรูปขอบขนาน เส้นใบ 3 เส้นออกจากโคนใบไปจรดปลายใบ เนื้อใบหนา และเหนียวคล้ายแผ่นหนังโคนใบมน ปลายใบแหลม ดอกช่อแยกแขนงออกที่ซอกใบ และปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบรวมสีเหลือง เกสรตัวผู้เรียงเป็น 3 วง ผลสดขนาดเล็ก มีกลีบรวมติดเป็นรูปถ้วยหุ้มอยู่
อบเชยเทศ   (ceylon cinnamon, Cinnamomum verum J. Presl (Cinnamomum zeylanicum  Nees ))
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ต้นสูง 20-25 เมตร เปลือกต้น และใบมีกลิ่นหอม กิ่งอ่อนมีขนสั้น ๆ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่กว้าง 4.5-5.5 ซม. ยาว 11-16 ซม. ปลายใบมน โคนบนแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมันด้านล่างมีคาบสีขาวเล็กน้อย มีเส้นใบ 3 เส้นออกจากโคนใบไปเกือบจรดปลายใบ ก้านใบยาวประมาณ 2 ซม. ดอกช่อแยกแขนงออกที่ซอกใบ และปลายกิ่ง ยาว 10-12 ซม. กลีบรวม 6 กลีบ สีขาวแกมเหลือง ด้านนอกมีขนหนาแน่น เกสรตัวผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง ผลสดรูปวงรี ยาว 8-14 มม. มีกลีบรวมติดอยู่
อบเชยจีน  (cassia bark,  Cinnamomum aromaticum  Nees (Cinnamomum cassia  Blume ))
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 40 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลแกมเทา กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกัน รูปขอบขนานรูปรีแกมขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมขอบใบเรียบ มีเส้นใบ 3 เส้น ออกจากโคนใบไปจรดปลายใบ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ด้านล่างมีขนเล็กน้อย ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกช่อแยกแขนงออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบรวม 6 กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ สีขาวหรือขาวแกมเหลือง ผลสดรูปวงรี ยาว 10-13 มม. เมื่อสุกสีม่วงดำ ผิวเกลี้ยง เมล็ดแข็ง
ส่วนที่เป็นประโยชน์ของอบเชย
เปลือกต้น  ให้น้ำมันอบเชย (cinnamon oil) ใช้ขับลม, แต่งกลิ่น, มีรสหวานหอม, ใช้เป็นส่วนผสมยาหอม ยานัตถุ์ แก้ปวดศีรษะ เป็นยาบำรุงกำลัง ขับลมแก้จุกเสียด แน่นท้อง บำรุงจิตใจ และใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหาร น้ำมันที่กลั่นได้จากเปลือกสามารถใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค และกันบูด
เนื้อไม้ มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร เนื้อหยาบแข็ง ค่อนข้างเหนียว ใช้ในการแกะสลักทำเครื่องเรือน, หีบใส่ของใส่เสื้อผ้า ช่วยป้องกันมดแมลง
รากและใบ ต้มให้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ รับประทานรักษาไข้จากการอักเสบหลังคลอด
สารสำคัญ
tannin -- ทำให้ท้องเป็นปกติดี แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง
cinnamic aldehyde หรือ cinnamaldehyde -- เป็นสารที่อยู่ในน้ำมันอบเชย ให้รสชาติ และกลิ่นที่ฉุนเฉียว เผ็ดร้อน
นอกจากนี้ยังพบ ethyl cinnamate, eugenol (พบมากที่ใบ), beta-caryophyllene, linalool และ methyl chavicol ในน้ำมันอบเชย
น้ำมันอบเชยมีประโยชน์ทางยาสามารถใช้รักษา อาการหวัด, ท้องเสีย, ปัญหาที่เกิดกับทางเดินอาหารมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ, สารต้านเชื้อแบคทีเรีย และสารถนอม
cinnamtannin B1 -- มีผลต่อการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2
cinnamaldehyde, cinnamyl acetate, eugenol และ anethole สามารถใช้ขับไล่แมลง
อบเชยยังมีสารที่สำคัญคือ Methylhydroxy Chalcone Polymer หรือ MHCP ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติและความสามารถในการทำงานคล้ายกับฮอร์โมนอินซูลิน สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญกลูโคสให้ได้มากขึ้น จึงมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้  นอกจากนี้ยังพบว่าสาร MHCP สามารถลดความดันโลหิตของสัตว์ทดลองได้ และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีอีกด้วย
ผลิตภัณฑ์ของอบเชย
1. ยาธาตุอบเชย
ส่วนผสม
เปลือกอบเชย            50     กรัม
เปลือกสมุลแว้ง          50     กรัม
ชะเอมเทศ            50     กรัม
ดอกกานพลู             50    กรัม
การบูร                  1     ช้อนชา
เมนทอล               1     ช้อนชา
น้ำ                7,000     ซีซี
วิธีเตรียม        นำสมุนไพรทั้ง 4 อย่าง ต้มน้ำประมาณ 15 นาที จากนั้นตั้งทิ้งไว้พออุ่น จึงเติมการบูร และเมนทอล
วิธีใช้         ผู้ใหญ่ ครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะ เด็กลดลงตามส่วน รับประทานหลังอาหาร หรือทุก 2-3 ชั่วโมง เมื่อมีอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ
2. อบเชยแคปซูล         ใน 1 แคปซูล ประกอบด้วยอบเชยเทศ 400 มิลลิกรัม
วิธีใช้          รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
สรรพคุณ    ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
คำเตือน       เด็ก และ สตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน
 
 
 
ผลลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากอบเชยจีนในผู้ป่วยเบาหวาน
 
การศึกษาแบบสุ่มและปกปิดทั้งสองฝ่ายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes) ทั้งหมด 66 คน โดยเปรียบเทียบผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดจากอบเชยจีน ขนาด 120 และ 360 มก. ต่อวัน ร่วมกับการใช้ยา gliclazide เป็นเวลา 3 เดือน กับผู้ป่วยที่ได้รับยา gliclazide ร่วมกับยาหลอก พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดอบเชยจีนจะมีระดับน้ำตาลในเลือด และค่า HbA1c (ค่าที่วัดปริมาณน้ำตาลที่เกาะอยู่กับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงในเลือด) ลดลง แต่ในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกไม่มีผล ระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดขนาดต่ำจะมีค่าลดลง ขณะที่ระดับของคอเลสเตอรอลรวม HDL, LDL ในเลือด และเอนไซม์ transaminase ในตับของทุกกลุ่ม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สรุปว่า อบเชยจีนมีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลินได้
 
อบเชย....
ได้จาก เปลือกต้นชั้นใน
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) อบเชยต้น มหาปราบ เซียด ฝักดาบ พญาปราบ ฮักแกง สุรามริด โมง โมงหอม เคียด กะทังหัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum spp.
 
ชื่อวงศ์ Lauraceae
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum spp.
1. อบเชยเทศ หรือ อบเชยลังกา (Cinnamomum verum J. Presl.) มีชื่อพ้อง Cinnamomum zeylanicum Nees.
2. อบเชยไทย (Cinnamomum bejolghotha (Buch-Ham.)Sweet หรือได้จาก Cinnamomum iners Reinw. Ex Blume.
3. อบเชยญวน (Cinnamomum loureirii Nees.) 
4. อบเชยจีน (Cinnamomum aromaticum Nees, C. cassia Blume.) 
5. อบเชยชวา (Cinnamomum burmannii (Nees.) Blume.) 
 
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
อบเชยเป็นเครื่องยา และเครื่องเทศ ที่ได้จากการขูดเอาเปลือกชั้นนอกออกให้หมด แล้วลอกเปลือกชั้นในออกจากแก่นลำต้น โดยใช้มีดกรีดตามยาวของกิ่ง แล้วรวบรวมนำไปผึ่งที่ร่มสลับกับการนำออกตากแดดประมาณ 5 วัน ขณะตากใช้มือม้วนขอบทั้งสองข้างเข้าหากัน จนเปลือกแห้งจึงมัดรวมกัน เปลือกอบเชยที่ดีจะมีสีน้ำตาลอ่อน(สีสนิม) มีความตรงและบางสม่ำเสมอ ยาวประมาณ 1 เมตร มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสสุขุม เผ็ด หวานเล็กน้อย
 
 
ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
ข้อกำหนดของอบเชยเทศ ตาม WHO กำหนด คือ ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% w/w ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 6% w/w ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 4.0% w/w ปริมาณสารสกัดด้วยเอทานอล (90%) ไม่น้อยกว่า 14-16% w/w ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 1.2% v/w 
 
สรรพคุณ:
ตำรายาไทย: น้ำต้มเปลือกต้น ดื่มแก้ตับอักเสบ อาหารไม่ย่อย แก้ท้องเสีย ลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ขับพยาธิ มีสรรพคุณบำรุงดวงจิต แก้อ่อนเพลีย ชูกำลัง ขับผายลม บำรุงธาตุ แก้บิด แก้ลมอัณฑพฤกษ์ แก้ไข้สันนิบาต ใช้ปรุงเป็นยานัตถุ์แก้ปวดหัว รับประทานแก้เบื่ออาหาร แก้จุกเสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย แก้ไอ แก้ไข้หวัด ลำไส้อักเสบ ท้องเสียในเด็ก อาการหวัด ปวดปะจำเดือน แก้อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน แก้ปวดประจำเดือน ห้ามเลือด บดเป็นผงโรยแผลกามโรค สมานแผล
 
อบเชยมีการนำมาใช้ในพิกัดยาไทย คือ “พิกัดตรีธาตุ” ประกอบด้วย กระวาน ดอกจันทน์ และอบเชย เป็นยาแก้ธาตุพิการ แก้ลม แก้เสมหะ แก้ไข้ “พิกัดตรีทิพย์รส” คือการจำกัดจำนวนของที่มีรสดี 3 อย่าง คือโกฐกระดูก เนื้อไม้ และอบเชยไทย มีสรรพคุณบำรุงธาตุ บำรุงกระดูก บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ แก้ลมในกองเสมหะ บำรุงโลหิต “พิกัดจตุวาตะผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้ลม ประกอบด้วยผล 4 อย่าง คือ เหง้าขิงแห้ง กระลำพัก อบเชยเทศ และโกฐหัวบัว มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้พรรดึก แก้ตรีสมุฏฐาน ขับผายลม บำรุงธาตุ แก้ลมกองริดสีดวง “พิกัดทศกุลาผล” คือการจำกัดจำนวนตัวยาตระกูลเดียวกัน 10 อย่าง มีชะเอมทั้ง 2 (ชะเอมไทย ชะเอมเทศ) ลูกผักชีทั้ง 2 (ผักชีล้อม ผักชีลา) อบเชยทั้ง 2 (อบเชยไทย อบเชยเทศ) ลำพันทั้ง 2 (ลำพันแดง ลำพันขาว) ลูกเร่วทั้ง 2 (เร่วน้อย เร่วใหญ่) มีสรรพคุณ แก้ไข้เพื่อดีและเสมหะ ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ บำรุงปอด แก้รัตตะปิตตะโรค แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต บำรุงกำลัง บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น แก้ไข้
 
องค์ประกอบทางเคมี:
น้ำมันหอมระเหยที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ cinnamaldehyde ประมาณ 51-76% พบ eugenol เล็กน้อยประมาณ 5-18%
 
การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา แก้ปวดและต้านอักเสบ ต้านออกซิเดชั่น ต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว ลดความดัน ลดการหดเกร็งของหลอดลม ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และกระเพาะอาหาร ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นในหนู ลดน้ำตาลและไขมันในเลือดหนู มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
 
การศึกษาทางพิษวิทยา:
การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกอบเชยญวณด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 926 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
 
อบเชยที่นิยมใช้ในทางเภสัชกรรม ได้แก่ อบเชยญวน, อบเชยเทศ, อบเชยจีน
 
 
อบเชยญวน (saigon cinnamon, Cinnamomum loureirii Nees)
 
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือสลับ รูปวงรีหรือรูปขอบขนาน เส้นใบ 3 เส้นออกจากโคนใบไปจรดปลายใบ เนื้อใบหนา และเหนียวคล้ายแผ่นหนังโคนใบมน ปลายใบแหลม ดอกช่อแยกแขนงออกที่ซอกใบ และปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบรวมสีเหลือง เกสรตัวผู้เรียงเป็น 3 วง ผลสดขนาดเล็ก มีกลีบรวมติดเป็นรูปถ้วยหุ้มอยู่
 
 
อบเชยเทศ (ceylon cinnamon, Cinnamomum verum J. Presl (Cinnamomum zeylanicum Nees ))
 
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ต้นสูง 20-25 เมตร เปลือกต้น และใบมีกลิ่นหอม กิ่งอ่อนมีขนสั้น ๆ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่กว้าง 4.5-5.5 ซม. ยาว 11-16 ซม. ปลายใบมน โคนบนแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมันด้านล่างมีคาบสีขาวเล็กน้อย มีเส้นใบ 3 เส้นออกจากโคนใบไปเกือบจรดปลายใบ ก้านใบยาวประมาณ 2 ซม. ดอกช่อแยกแขนงออกที่ซอกใบ และปลายกิ่ง ยาว 10-12 ซม. กลีบรวม 6 กลีบ สีขาวแกมเหลือง ด้านนอกมีขนหนาแน่น เกสรตัวผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง ผลสดรูปวงรี ยาว 8-14 มม. มีกลีบรวมติดอยู่
 
 
อบเชยจีน (cassia bark, Cinnamomum aromaticum Nees (Cinnamomum cassia Blume ))
 
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 40 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลแกมเทา กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกัน รูปขอบขนานรูปรีแกมขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมขอบใบเรียบ มีเส้นใบ 3 เส้น ออกจากโคนใบไปจรดปลายใบ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ด้านล่างมีขนเล็กน้อย ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกช่อแยกแขนงออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบรวม 6 กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ สีขาวหรือขาวแกมเหลือง ผลสดรูปวงรี ยาว 10-13 มม. เมื่อสุกสีม่วงดำ ผิวเกลี้ยง เมล็ดแข็ง
 
 
ส่วนที่เป็นประโยชน์ของอบเชย 
 
เปลือกต้น ให้น้ำมันอบเชย (cinnamon oil) ใช้ขับลม, แต่งกลิ่น, มีรสหวานหอม, ใช้เป็นส่วนผสมยาหอม ยานัตถุ์ แก้ปวดศีรษะ เป็นยาบำรุงกำลัง ขับลมแก้จุกเสียด แน่นท้อง บำรุงจิตใจ และใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหาร น้ำมันที่กลั่นได้จากเปลือกสามารถใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค และกันบูด
 
เนื้อไม้ มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร เนื้อหยาบแข็ง ค่อนข้างเหนียว ใช้ในการแกะสลักทำเครื่องเรือน, หีบใส่ของใส่เสื้อผ้า ช่วยป้องกันมดแมลง
 
รากและใบ ต้มให้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ รับประทานรักษาไข้จากการอักเสบหลังคลอด
 
 
สารสำคัญ
 
 
tannin -- ทำให้ท้องเป็นปกติดี แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง
 
cinnamic aldehyde หรือ cinnamaldehyde -- เป็นสารที่อยู่ในน้ำมันอบเชย ให้รสชาติ และกลิ่นที่ฉุนเฉียว เผ็ดร้อน 
 
นอกจากนี้ยังพบ ethyl cinnamate, eugenol (พบมากที่ใบ), beta-caryophyllene, linalool และ methyl chavicol ในน้ำมันอบเชย
 
น้ำมันอบเชยมีประโยชน์ทางยาสามารถใช้รักษา อาการหวัด, ท้องเสีย, ปัญหาที่เกิดกับทางเดินอาหารมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ, สารต้านเชื้อแบคทีเรีย และสารถนอม
 
cinnamtannin B1 -- มีผลต่อการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2
cinnamaldehyde, cinnamyl acetate, eugenol และ anethole สามารถใช้ขับไล่แมลง
 
อบเชยยังมีสารที่สำคัญคือ Methylhydroxy Chalcone Polymer หรือ MHCP ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติและความสามารถในการทำงานคล้ายกับฮอร์โมนอินซูลิน สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญกลูโคสให้ได้มากขึ้น จึงมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ นอกจากนี้ยังพบว่าสาร MHCP สามารถลดความดันโลหิตของสัตว์ทดลองได้ และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีอีกด้วย
 
 
ผลิตภัณฑ์ของอบเชย
 
1. ยาธาตุอบเชย
 
ส่วนผสม 
 
เปลือกอบเชย 50 กรัม
เปลือกสมุลแว้ง 50 กรัม 
ชะเอมเทศ 50 กรัม 
ดอกกานพลู 50 กรัม 
การบูร 1 ช้อนชา 
เมนทอล 1 ช้อนชา 
น้ำ 7,000 ซีซี
 
วิธีเตรียม นำสมุนไพรทั้ง 4 อย่าง ต้มน้ำประมาณ 15 นาที จากนั้นตั้งทิ้งไว้พออุ่น จึงเติมการบูร และเมนทอล
 
วิธีใช้ ผู้ใหญ่ ครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะ เด็กลดลงตามส่วน รับประทานหลังอาหาร หรือทุก 2-3 ชั่วโมง เมื่อมีอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ
 
2. อบเชยแคปซูล ใน 1 แคปซูล ประกอบด้วยอบเชยเทศ 400 มิลลิกรัม
 
วิธีใช้ รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
 
สรรพคุณ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
 
คำเตือน เด็ก และ สตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-19 09:48:48 IP : 58.9.164.237


ความเห็นที่ 35 (3402743)

 ต้อยติ่ง....... วัชพืชดอกสวย สรรพคุณพอกฝี ลดอักเสบ แก้ปวดเมื่อย

 

รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

 

 
ต้อยติ่งอยู่ต้อยต่ำ
อย่าใจดำทำหยามหยัน
คุณค่านับอนันต์
อย่าเหยียดกันต่ำติดดิน 
"ชาลี" ...เขียน
 
ต้อยติ่งเป็นวัชพืชดอกสวยที่คนส่วนใหญ่คุ้นตา โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ต้อยติ่งจะออกดอกสีม่วงบานสะพรั่งริมข้างทาง หรือริมสระน้ำ ใบสีเขียวเข้มของต้อยติ่งช่วยขับให้ดอกสีม่วงดูโดดเด่นยิ่งนัก เราอาจชมความงามของต้อยติ่งในฐานะวัชพืช แต่รู้ไหมว่าวัชพืชอย่างต้อยติ่งนี้ไม่ใช่วัชพืชที่เปล่าประโยชน์ เด็กๆ ในสมัยก่อนก็มักเอาใบไม้ ดอกไม้ มาทำเป็นของเล่นเพื่อความสนุกสนาน ต้อยติ่งก็เช่นกัน ถูกนำมาเล่นเป็นที่สนุกสนานของเด็กๆ โดยจะเก็บเอาเมล็ดแก่ ใช้น้ำหยดใส่พอมีความชื้นแล้วขว้างใส่กัน เหมือนกับการเล่นปาระเบิด ซึ่งไม่เป็นอันตรายอย่างระเบิดขวดของเด็กในปัจจุบันนี้แน่นอน หรือไม่ก็เอาไปแช่ในขันน้ำ สักพักก็จะเกิดการระเบิด เสียงดังเปรี๊ยะ...เปรี๊ยะ
เมล็ดต้อยติ่งนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลา พอได้เวลาที่อุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมก็ระเบิดตัวเองแตกดังเปรี๊ยะ..เปรี๊ยะ เมล็ดต้อยติ่งเล็กๆ ที่อยู่ข้างในจำนวนมากก็จะกระจายเป็นวงกว้างเพราะแรงระเบิด ทำให้การงอกและเติบโตของต้นต้อยติ่งขยายเพิ่มมากขึ้น เราจึงมักพบว่าที่ไหนมีต้อยติ่งมักจะพบการกระจายตัวเป็นบริเวณกว้าง ระเบิดเวลาลูกเล็กๆ ของเมล็ดต้อยติ่งนับเป็นรูปแบบการกระจายพันธุ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง เด็กๆ ที่เล่นขว้างเมล็ดต้อยติ่ง จึงทำหน้าที่ปลูกต้นไม้ช่วยธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว 
 
ต้อยติ่ง : พี่น้องจาก ๒ ฟากโลก
ในหนังสือ "อักขราภิธานศรับท์" ของหมอปรัดเล พ.ศ.๒๔๑๖ คือ ๑๓๐ ปีมาแล้ว อธิบายว่า "ต้อยติ่ง เป็นชื่อต้นไม้เล็กๆ มักขึ้นตามริมบ้าน ที่ทุ่งนาบ้าง ใบมันเป็นขน มีลูกเป็นหนามนั้น" จากคำอธิบายนี้แสดงว่าในสมัยนั้นมีต้อยติ่งชนิดเดียว คือ ต้อยติ่งดั้งเดิมที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทยนี้เอง ต่อมามีต้อยติ่งจากต่างประเทศเข้ามาอีกชนิดหนึ่ง ดังคำอธิบายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ว่า "ต้อยติ่ง น. ชื่อไม้ล้มลุกสองชนิด ในวงศ์ Acanthaceae คือ ชนิด Hy-grophila erecta Hochr. ดอกเล็ก สีม่วงแดง เมล็ดใช้ทำยาพอกฝี
และชนิด Ruellia tuberosa Linn. ดอกใหญ่สี ม่วงน้ำเงิน, อังกาบฝรั่งก็เรียก" 
 
หนังสือสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๑๖ อธิบายรายละเอียดถึงต้อยติ่งทั้ง ๒ ชนิด ดังนี้ ต้นต้อยติ่ง ชนิดที่เป็นไม้พื้นเมืองของไทย มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Hygrophila guadrivalvis Nees. อยู่ในวงศ์ Acanthaceae ชอบขึ้นในที่ลุ่มชื้นแฉะ เช่น ทุ่งนา เป็นพืชล้มลุก ต้นเป็นพุ่มสูง ๖๐-๑๐๐ เซนติเมตร ลำต้นและกิ่ง เมื่ออ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวออกตรง ข้ามเป็นคู่ๆ รูปไข่กลีบค่อนข้างยาว ขนาดยาว ๓.๕-๖ เซนติเมตร กว้าง ๓ เซนติเมตร ปลายใบกลมมนโคนใบ แหลม ใบเกลี้ยง ยกเว้นที่ขอบใบ มีขนครุย ขอบใบหยักเล็กๆ ก้านใบสั้น ประมาณ ๒ มิลลิเมตร ดอกสีม่วงสลับขาว ออกเป็นกระจุก ข้างๆ ง่ามใบ มีใบรองดอกเล็กๆ กลีบรองดอกเกลี้ยง โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย สูงประมาณ ๐.๘ เซนติเมตร ปลายแยกเป็น ๕ แฉกสั้นๆ กลีบดอกสีม่วงสลับขาวเป็น กรวยยาวประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร ปลายแผ่แยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนบนหยักตรงกลาง ส่วนล่างมี ๓ แฉกเล็กๆ ปลายสีม่วง เกสรผู้ ๔ อัน สั้น ๑ คู่ ยาว ๑ คู่ รังไข่รูปทรงกระบอก ผลเป็นฝัก รูปทรงกระบอก ยอดแหลม ยาวประมาณ ๒ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้มเมื่อแก่ เมื่อแก่จัดหรือถูกน้ำจะแตกเป็น ๒ ซีกตามยาว เมล็ดกลมแบน ถูกน้ำแล้วพองและเหนียวเป็นเมือก สมัยโบราณใช้ใบตำพอกรักษาแผลฝีหนอง
 
ส่วนต้อยติ่งอีกชนิดหนึ่ง คือ Ruellia tuberosa Linn. อยู่ในวงศ์เดียวกันกับชนิดที่กล่าวแล้วข้างต้น เป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาเขตร้อน ซึ่งขึ้นอยู่ทั่วๆไปตามที่ต่างๆ เป็นวัชพืชที่รู้จักกันแพร่หลายมากกว่าชนิดแรก ต้นคล้ายคลึงกับชนิดแรก แต่สูงประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ใบรูปรีหรือรูปหอกกลับ ออกตรงข้ามเป็นคู่ ขนาดยาว ๘ เซนติเมตร กว้าง ๓.๙ เซนติเมตรโดยประมาณ ปลายใบมนกลมกว้างแล้วค่อยๆ สอบไปทางโคนใบขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบสั้นประมาณ ๓ มิลลิเมตร ดอกใหญ่ ออกตามยอด และง่ามใบเป็นช่อ ๓-๖ ดอก แต่บานไม่พร้อมกัน มักบานทีละดอกหรือ ๒ ดอก กลีบรองดอกสีเขียวโคนเชื่อมติดกัน ปลาย แยกเป็น ๕ แฉก เรียวแหลมยาวประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร กลีบดอกสีม่วงเป็นรูปกรวยหงายยาวประมาณ ๓ เซนติเมตร ปลายแผ่เป็น ๕ แฉกเท่าๆ กัน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ เซนติเมตร เกสรผู้ ๒ คู่ สั้น ๑ คู่ ยาว ๑ คู่ คู่ยาวอยู่กึ่งกลางของกรวยดอก รังไข่เป็นแท่งยาวอยู่เหนือส่วนของกลีบ ภายในรังไข่แบ่งเป็น ๒ ช่อง มีไข่ซึ่งต่อไปจะเป็นเมล็ดเรียงอยู่แน่น ก้านเกสรเมียสีม่วงอ่อน ปลายแผ่เป็นแผ่นบางๆ โผล่เกือบถึงขอบปาก กรวยดอก ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก ยอดแหลมยาว ๒-๓ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๔ มิลลิเมตร ฝักเมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม ถูกน้ำจะแตกเป็น ๒ ซีกเช่นกัน เมล็ดเหมือนชนิดแรก สมัยโบราณชาวบ้านใช้เมล็ดพอก แผลฝีหนอง
 
นอกจากนี้ยังมีต้อยติ่งอีกแบบ เรียกว่าต้อยติ่งแคระ ลักษณะต้นเตี้ย สูงประมาณ 20-30 ซม. ลำต้นมีขนาดใหญ่กว่าต้อยติ่งฝรั่งและเป็นข้อสั้นๆมีลักษณะใบและดอกเหมือนต้อยติ่งฝรั่งทุกประการอีกทั้งยังมี 3 สี คือม่วง ชมพู ขาว แต่หาข้อมูลทางพฤษศาสตร์เป็นการเฉพาะไม่พบ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นต้อยติ่งฝรั่งที่ใช้ฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโต ทำให้ต้นเตี้ยแคระ เหมือนพวกชบาที่นิยมทำ เพื่อไม่ให้ต้นสูงเก้งก้าง 
 
ต้อยติ่งที่เห็นขึ้นอยู่ทั่วไปในฤดูฝนทั่วเมืองไทยทุกวันนี้เป็นต้อยติ่งที่มีกำเนิดจากทวีปอเมริกาเขตร้อน ส่วนต้อยติ่งพันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิมของไทยที่ต้นสูงกว่าและชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ เช่น ตามทุ่งนานั้น คงหาได้ยากยิ่งขึ้นทุกที
 
ประโยชน์ของต้อยติ่ง......
ต้อยติ่งเป็นวัชพืชที่มีประโยชน์สามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ หมอยากลางบ้านจะใช้ต้อยติ่งทั้งต้นเลือกเอาชนิดที่ไม่แก่ ดอกยังไม่โรย ถอนเอาทั้งรากอย่าให้รากขาด อย่าให้เมล็ดแตก สัก 4-5 ต้น นำไปล้างให้สะอาด แล้วโขลก คั้นเอาแต่น้ำดื่ม แก้ปวดเข่า ชาลงขา ร้าวลงแขน ใช้เวลาประมาณ 7 วันก็หาย
หรือใช้วิธีดองเหล้าโรง 40 ดีกรี รับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ ประมาณ 3 วัน อาการจะหาย ยกเว้นคนที่มีภาวะความดันห้ามใช้เหล้า หรือตากแห้งทำเป็นชาชง แต่ถ้าใช้แบบสดจะให้สรรพคุณดีกว่า ก็อาจต้มดื่มแทนได้ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน อาการจะดีขึ้น
ส่วนเมล็ด มีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็ว พอกฝีช่วยดูดหนองละลดการอักเสบ พอกแผลที่เรื้อรัง มีฝ้ามีหนอง สมานแผล ช่วยเรียกเนื้อ 
รากของต้อยติ่งมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ดับพิษ ทำให้อาเจียน
ปัจจุบันการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคฝีหนอง มักไม่ค่อยนิยมนำเอาสมุนไพรมาใช้อาจเพราะไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร จะเอาอะไรมาใช้ และมองในเรื่องของความยุ่งยากไม่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงการใช้ยาสมุนไพรแม้จะมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวมา แต่ในระยะยาวกลับพบว่าได้ผลดี แม้จะออกฤทธิ์ช้าแต่ใช้ไปเรื่อยๆ จะทำให้ไม่มีรอยแผลเป็น และช่วยเรียกเนื้อหรือรูที่เป็นร่องลึกให้ตื้นขึ้นได้
 
ต้อยติ่งมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ทั้งต้อยติ่งดั้งเดิมและต้อยติ่งที่มาจากต่างประเทศ ต้อยติ่งดั้งเดิมของไทย ใช้ใบสด ตำเป็นยาพอกแผลเรื้อรัง และพอกฝีสำหรับดูดหนองและเรียกเนื้อ ต้อยติ่งจากต่างประเทศ ใช้เมล็ดพอกแผลที่เรื้อรัง มีฝ้ามีหนอง ทำให้แผลหายเร็ว พอกฝีช่วยดูดหนอง และ เรียกเนื้อ ประโยชน์ด้านอื่นๆ ก็คือ เป็นของเล่นยอดนิยมอย่างหนึ่งโดยเด็กๆ จะเก็บฝักต้อยติ่งที่แก่จัดแล้ว (สีน้ำตาล เข้มเกือบดำ) สะสมเอาไว้ในที่แห้ง เมื่อมีโอกาสก็นำมาจุ่มน้ำ (หรือน้ำลาย) แล้วเอาไปวางบนศีรษะ บนเสื้อผ้าของเพื่อนๆ โดยไม่ให้รู้ตัว สักพักหนึ่งไม่ถึงนาที ฝักก็จะดีดตัวแตกออกดังแป๊ะ พร้อมกับดีดเมล็ดออกไปโดยรอบ ทำให้เพื่อนตกใจหรือเจ็บๆ คันๆ บางครั้งก็แอบใส่ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง หรือแม้แต่ในคอเสื้อ ซึ่งแม้เพื่อนจะรู้ตัวแต่ก็มักจะเอาออกไม่ทัน ฝักต้อยติ่งแตกเสียก่อน
ต้อยติ่งที่ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเมื่อออกดอกพร้อมๆ กันก็งดงามไม่น้อย เพราะมีดอกขนาดใหญ่ สีม่วงน้ำเงินสดใส และชูดอกขึ้นด้านบนเห็นได้ชัดเจนตามข้างถนนในชนบทบางสายมีต้อยติ่งขึ้นอยู่เป็นระยะทางยาวนับกิโลเมตร เป็นความงดงามอย่างหนึ่งในฤดูฝนที่นับวันจะหาดูได้ยากขึ้นทุกที เพราะผู้มีหน้าที่ดูแลถนนหนทางทุกวันนี้ ก็มีรสนิยมเดียวกับเกษตรกร นั่นคือ ชอบฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชมากขึ้นทุกที
สุดท้ายจึงอยากให้หนุ่มสาวหรือเยาวชนทั้งหลายได้หันมาศึกษาพืชพรรณที่เราเรียกว่า ผัก ต้นไม้ หญ้า หรือวัชพืชต่างๆ ทั้งหลายให้มากขึ้น รู้จักดอกสวย รู้จักชื่อ รู้จักประโยชน์และสรรพคุณ ต่อไปก็จะรู้จักหยิบจับนำมาใช้ได้เอง.
 
http://www.doctor.or.th/
ไทยโพสต์
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-28 14:17:48 IP : 58.9.36.211


ความเห็นที่ 36 (3403012)

 คุณค่าทางอาหารและทางยา..... สมุนไพรมะรุม

 

รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

 

 
มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางภาคเหนือเรียกว่า "ผักมะค้อนก้อม" ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง" ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น มะรุม (Moringa oleifera syn. M. ptreygosperma Gaertn.) จัดเป็นพืชในวงศ์ Moringaceae และเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และแอฟกานิสถาน ซึ่งในปัจจุบันได้มีการกระจายพันธุ์ไปสู่ประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา ทวีปอเมริกา และหมู่เกาะคาริบเบียน ดังนั้น Moringa oleifera จึงมีชื่อท้องถิ่นหลากหลาย เช่น drumstick tree, horse radish tree, kelor tree, Shagara al Rauwaq (หมายถึง tree of purifying) และ Sohanjna 
 
มะรุมจัดเป็นพืชที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสามารถใช้เป็นอาหาร โดยส่วนใบ ผล (ฝัก) ดอก และ ผลอ่อนของมะรุมได้รับการจัดให้เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ฮาวาย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา มีรายงานว่าใบของมะรุมประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน โปรตีน วิตามินซี แคลเซียม และโปแตสเซียมปริมาณสูง ซึ่งจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่ดี จึงช่วยยืดอายุของอาหารที่มีไขมันปริมาณสูงได้เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย ได้แก่ กรดแอสคอร์บิก สารประกอบฟลาโวนอยด์ ฟีนอลลิก และแคโรทีนอยด์ ในประเทศฟิลิปปินส์ มะรุมถูกเรียกว่า mother’s best friend เพราะสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมในหญิงให้นมบุตรได้ และในบางครั้งก็อาจใช้สำหรับรักษาโลหิตจางด้วย น
 
นอกจากนี้ทุกส่วนของต้นมะรุมยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น ส่วนใบและกากเมล็ดที่เหลือจากการบีบน้ำมันนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ ใบนำมาทำปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เนื้อไม้ให้สีย้อมสีน้ำเงิน น้ำหวานจากเกสรดอกไม้นำมาทำน้ำผึ้ง เปลือกไม้ใช้ทำเชือก หรือเนื้อไม้ใช้ทำกระดาษ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นมะรุมยังมีคุณสมบัติทางยาอีกมากมาย เช่น ต้านการอักเสบ ขับลม แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ลดความดัน เป็นต้น เกือบทุกส่วนของมะรุม ได้แก่ ราก เปลือกต้น ยางไม้ ใบ ผล (ฝัก) ดอก เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด เคยใช้เป็นยาพื้นบ้านของทวีปเอเชียใต้ เช่น ใช้รักษาอาการอักเสบและติดเชื้อ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร และความผิดปกติของตับและไต น้ำมันที่สกัดจากเมล็ด (ben oil) สามารถใช้ทำอาหาร รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊าต์ รักษาโรครูมาติซัม และรักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา เนื้อในเมล็ดมะรุมใช้แก้ไอได้ดี การรับประทานเนื้อในเมล็ดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้ ใบช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เป็นต้น 
 
คุณค่าทางอาหารและสารอาหารที่พบในมะรุม 
 
ใบมะรุมมีคุณค่าทางอาหารสูง เหมาะสำหรับคนทุกเพศและวัย ในบางประเทศ เช่น เซเนกาลและเฮติ บุคลากรทางการสาธารณสุขจะใช้ผงของใบมะรุมตากแห้งในการรักษาภาวะทุพลภาพในเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร ใบมะรุมทั้งรูปแบบดิบ ทำให้สุกแล้ว หรือตากแห้ง มีวิตามินและเกลือแร่ปริมาณสูงมาก Fuglie รายงานว่าผงใบแห้งขนาด 8 กรัม เพียงพอสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี เพราะมีโปรตีน (14%) แคลเซียม (40%) เหล็ก (23%) และวิตามินเอ ซึ่งเด็กต้องการในแต่ละวัน และใบขนาด 100 กรัม สามารถให้ปริมาณแคลเซียมถึงหนึ่งในสามที่ผู้หญิงต้องการในแต่วัน และยังให้ธาตุเหล็ก โปรตีน ทองแดง กำมะถัน และวิตามินบีด้วย 
 
จากการเปรียบเทียบคุณค่าทางอาหารของใบมะรุมกับอาหารชนิดอื่น พบว่าใบมะรุมมีวิตามินเอมากกว่าแครอท มีแคลเซียมมากกว่าน้ำนม มีธาตุเหล็กมากกว่าผักโขม มีวิตามินซีมากกว่าส้ม และมีโปแตสเซียมมากกว่ากล้วย เป็นต้น
 
เนื่องจากมะรุมเป็นพืชที่มีธาตุอาหารปริมาณสูงมาก ในบางประเทศมีการส่งเสริมให้นำมะรุมมารับประทานเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อป้องกันและรักษาภาวะทุพ-โภชนาการดังนั้นจึงมีการค้นคว้าและวิจัยอย่างกว้างขวางเพื่อที่จะนำพืชชนิดนี้มาใช้รักษาความเจ็บป่วยของมนุษย์ 
 
คุณค่าทางยาและฤทธิ์ทางชีวภาพของมะรุม 
 
มะรุม มีสารพฤกษเคมีที่หลากหลาย เช่น glucosinolates, isothiocyanates, alkaloids (moringine และ moringinine), flavonoids (kaemferol, rhamnetin, isoquercitrin และ kaempferitrin), b-sitosterol ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนมีฤทธิ์ทางชีวภาพ จึงทำให้มะรุมมีฤทธิ์ชีวภาพที่น่าสนใจ เช่น ลดความดัน (antihypertensive) ลดไขมันในเส้นเลือด แก้ปวดเกร็งในช่องท้อง รักษาแผลในทางเดินอาหาร ป้องกันตับ ต้านแบคทีเรียและรา ต้านเนื้องอก ต้านมะเร็ง เป็นต้น 
 
มีรายงานพบว่าสาร Nitrile, mustard oil glycosides และ thiocarbamate glycosides ซึ่งสกัดแยกได้จากใบมะรุม มีฤทธิ์ลดระดับความดันโลหิต ซึ่งสารที่พบในกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็นสารในกลุ่ม glycosides ที่ผ่านปฏิกิริยา acetylation และพบปริมาณน้อยในธรรมชาติ แต่มีความสำคัญทางเภสัชวิทยา และเมื่อทำการสกัดใบมะรุมด้วยตัวทำละลาย ethanol และแยกสารสำคัญ จากสารสกัดดังกล่าว พบว่าได้สารบริสุทธิ์ 4 ชนิด ได้แก่ niazinin A, niazinin B, niazimicin และ niazinin A+B ซึ่งทั้งหมดแสดงฤทธิ์ลดความดันโลหิตในหนูทดลอง 
 
รวมไปถึงมีการศึกษาค้นคว้าฤทธิ์ชีวภาพของสารสกัดใบมะรุม ทั้งนี้มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้มีการผลิตเพื่อเป็นยาสมุนไพร มีรายงานพบว่าใบมะรุม เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่ดี เนื่องจากพบกลุ่มของสารดังกล่าว เช่น vitamin C, α-tocopherol, flavonoids, phenolics, carotenoids ซึ่งชะลอความเสื่อมของเซลล์และป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังพบ สารกลุ่ม oestrogenics และ β-sitosterol อยู่เป็นปริมาณมาก ซึ่งแสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาใบมะรุม และฝักมะรุม เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 
 
แนวทางการพัฒนาสมุนไพรมะรุมเป็นผลิตภัณฑ์ 
 
ปัจจุบันมะรุมกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในการนำมารับประทานเป็นอาหารต้านโรค หรือเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และมีศักยภาพที่จะได้รับการส่งเสริมให้เป็นยาสมุนไพรต่อไป แต่เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนดมาตรฐานที่จะใช้ควบคุมหรือตรวจสอบคุณภาพของสมุนไพรดังกล่าว 
 
การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา หรือส่งเสริมเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น สิ่งที่จำเป็นคือต้องแน่ใจว่าเป็นสมุนไพรชนิดนั้นจริง และจำเป็นต้องมีการควบคุมมาตรฐานของสมุนไพรที่นำมาปรุงเป็นยาในแต่ละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ายาสมุนไพรที่ได้มีคุณสมบัติหรือฤทธิ์ทางการรักษาตามที่ต้องการเหมือนกันทุกครั้ง มาตรฐานของสมุนไพรบางชนิดกำหนดไว้ใน Thai Herbal Pharmacopoeia นอกจากนี้ยังศึกษาได้จากหลักการทั่วไปในการประกันคุณภาพยาจากสมุนไพร ตามมาตรฐานของประเทศเยอรมัน (German Commission E) รวมถึงแนวทางขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) ที่เกี่ยวกับการควบคุมมาตรฐานของสมุนไพร โดยการควบคุมมาตรฐานสมุนไพรส่วนใหญ่จะตรวจสอบเอกลักษณ์ว่าเป็นพืชชนิดนั้นจริงโดยดูจากลักษณะภายนอกและลักษณะเฉพาะของยาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การตรวจสอบสิ่งปลอมปน การตรวจหาปริมาณสารสำคัญ การหาปริมาณความชื้นและน้ำหนักที่หายไปเมื่อทำให้แห้ง การตรวจหาปริมาณเถ้า การหาสารตกค้างที่เป็นยาฆ่าแมลง และการหาสิ่งปนเปื้อนรวมทั้งเชื้อก่อโรค เป็นต้น 
 
ดังนั้นแนวทางการพัฒนาหรือยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรมะรุมจึงจำเป็นต้องจัดทำข้อกำหนดทางเภสัชเวทและมาตรฐานของมะรุมที่ปลูกในประเทศไทย และจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานชนิดของสารสำคัญที่มีฤทธิ์ชีวภาพที่พบในสารสกัดใบมะรุม และปริมาณสารสำคัญดังกล่าวที่พบในธรรมชาติ ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพร 
 
ยกตัวอย่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์สมุนไพรในประเทศอินเดีย ได้มีการกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อาหารจากใบมะรุม โดยมีการวิเคราะห์คุณภาพสารอาหารในใบมะรุม โดยผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวในขนาดรับประทานแต่ละครั้งประกอบด้วย β-carotene 3955 µg (equivalent to retinol 665 µg), ascorbic acid 46 mg และ iron 1.6 mg ซึ่งการกำหนดคุณภาพดังกล่าวทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารจากใบมะรุมมีมูลค่าสูงขึ้นในแง่ของการผลิตในระดับอุตสาหกรรม 
 
ดังนั้นข้อมูลทางด้านเภสัชเวทของสมุนไพรและการจัดทำมาตรฐานสมุนไพรมะรุมถือเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์มะรุมที่สนใจรับประทานได้ หรือเพื่อให้ผู้ผลิตใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการผลิตสมุนไพรมะรุมที่มีคุณภาพต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้สมุนไพรไทยมีมาตรฐานและศักยภาพในการแข่งขันกับสมุนไพรต่างประเทศ
 
ภก. ปฐม โสมวงศ์
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-01 13:48:10 IP : 58.11.27.4


ความเห็นที่ 37 (3403014)

 ทุเรียนเทศ หรือทุเรียนน้ำ........ สมุนไพรต้านมะเร็ง

 

รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

 

ไม้ผลพื้นบ้านภาคใต้ 
 
ทุเรียนเทศ หรือ ทุเรียนน้ำ สมุนไพรต้านมะเร็ง ที่มีชื่อเสียงมากในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยไม่เป็นที่รู้จักมากนัก
ชื่อเรียกอื่น ๆ คือ ทุเรียนแขก (ภาคกลาง) หมากเขียบหลอด (ภาคอีสาน) ทุเรียนน้ำ (ภาคใต้) และ มะทุเรียน (ภาคเหนือ) 
 
ใบเดี่ยว กลีบดอกแข็ง มีกลิ่นหอมตอนเช้า ผลมีรูปร่างคล้ายทุเรียน มีหนาม เปลือกสีเขียว เนื้อสีขาว ฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยว เมล็ดแกสีดำ ปลูกมากในแถบอเมริกากลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพืชที่ชอบที่ที่มีความชื้นสูง
 
ทุเรียนเทศ (Sour Sop) เป็นพืชในวงศ์เดียวกับ น้อยหน่า จำปี นมแมว กระดังงา เป็นไม้ผลเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลาง เริ่มแพร่กระจายไปสู่พื้นที่เขตร้อนทั่วโลกราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 และแพร่กระจายมายังประเทศฟิลิปปินส์รวมทั้งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักเดินเรือชาวสเปน
 
ทุเรียนเทศจัดเป็นผลไม้หลังบ้านที่ขาดการให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจในประเทศไทยและ พบปลูกกันมากในภาคใต้ของประเทศไทย ในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์พบว่าทุเรียนเทศได้หายไปจากตลาดท้องถิ่น แต่กลับพบทุเรียนเทศในรูปของผลผลิตเชิงอุตสาหกรรมเกษตร เช่น น้ำทุเรียนเทศเข้มข้น และน้ำทุเรียนเทศบรรจุกล่องพร้อมดื่ม ในร้านขายเครื่องดื่มแถวรัฐปีนังของประเทศมาเลเซียจะมีเครื่องดื่มน้ำทุเรียนเทศขายปะปนกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ Annona muricata Linn.
ชื่อวงศ์ ANNONACEAE
ชื่อสามัญ ทุเรียนเทศ (Sour Sop, Durian belanda )
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 
 
ทุเรียนเทศเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลคล้ายทุเรียนสีเขียวสด แต่เปลือกไม่มีหนามแหลมและนิ่มเมื่อสุก ดอกมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย เนื้อในผลมีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นเส้นใยเกาะกันเหนียวแน่น
 
ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กแตกกิ่งก้านค่อนข้างมาก ลำต้นมีความสูง 5 – 6 เมตร
 
ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว ค่อนข้างหนา ใบเรียงสลับกันไปในระนาบเดียวกับกิ่ง ใบมีรูปร่างรี ผิวใบอ่อนเป็นมัน เมื่อฉีกใบจะได้กลิ่นเหม็นเขียวฉุนจัด
 
ดอก ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ห้อยลงที่ซอกใบ อยู่รวมกัน 3 - 4 ดอก กลีบเป็นรูป สามเหลี่ยมหนาแข็ง จำนวน 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ มีสีเหลืองแกมเขียว ออก ดอกตลอดทั้งปี มีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย
 
ผล ผลมีสีเขียวรูปกลมรี มีหนามนิ่มที่เปลือกผล ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 - 20 เซนติเมตร ยาว 15 – 30เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 0.5 – 3.0 กิโลกรัม ภายในมีเนื้อ คล้ายน้อยโหน่ง สีขาว มีรสเปรี้ยว รสหวานเล็ก น้อย เนื้อจะไม่แยกแต่ละเมล็ดเป็นหนึ่งตา เหมือนน้อยหน่า ถ้าผลดิบมีรสอมเปรี้ยว และมีรส มันเล็กน้อย
 
เมล็ด เมล็ดแก่สีน้ำตาลดำ หุ้มด้วยเนื้อสีขาว
 
การปลูก 
 
ทุเรียนเทศชอบดินร่วน มีความชุ่มชื้น ระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดครึ่งวันถึงรำไร นิยม
ปลูกเป็นไม้ประดับในบ้าน ในการปลูกเป็นการค้านิยมปลูกในประเทศมาเลเซีย โดยมี
ระยะปลูก 4 + 4 เมตร ให้ผลได้ในปีที่ 4 ได้ผลผลิตประมาณ 1.5 – 2 ตันต่อไร่ต่อปี
 
การขยายพันธุ์ 
 
การเพาะเมล็ดทำได้โดยการนำเมล็ดมาเพาะ เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน แต่ต้น
กล้าจะโตช้าและออกดอกเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด และทาบกิ่ง
 
การใช้ประโยชน์ 
 
ทุเรียนเทศนิยมนำมาประกอบเป็นอาหาร ในประเทศไทยนำผลแก่มารับประทาน 
ในภาคใต้นิยมนำผลอ่อนมาทำแกงส้มและเชื่อม 
 
ในประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย นิยมนำผลอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็งมารับประทานเป็นผัก ผลแก่นำมาทำขนมหวาน เช่น นำเนื้อมาผสมในไอศกรีม เครื่องดื่มนมผสมผลไม้รวม เยลลี่ น้ำผลไม้ 
 
ในประเทศมาเลเซีย มีการทำน้ำทุเรียนเทศอัดกระป๋อง ซึ่งได้รับความนิยมมาก เนื่องจาก ทุเรียนเทศประกอบด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน เอ วิตามิน ซี นำตาลและกรดอินทรีย์อีกหลายชนิด
 
สรรพคุณทางยาของทุเรียนเทศ 
 
- ผลสุกรับประทานแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน 
- ผลดิบรับประทานแก้โรคบิด
- เมล็ดใช้สมานแผลห้ามเลือด ใช้เบื่อปลาและฆ่าแมลง 
- ใบ ใช้รักษาโรคผิวหนัง แก้ไอ ปวดตามข้อ
ปัจจุบันมีการวิจัย สามารถนำมาใช้ทำยารักษามะเร็ง ซึ่งมีผลการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดี
 
มีผลการรับรองจากห้องแล็บมากมายว่า ผลไม้ชนิดนี้มีคุณสมบัติการการฆ่าเซลล์มะเร็งกว่า ๑๒ ชนิด ซึ่งรวมถึงมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งตับอ่อน ผลจากการรับประทานยาที่สกัดจากทุเรียนเทศ หรือการนำใบมาต้มเป็นชาแล้วรับประทาน จะช่วยในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้คีโมถึง ๑๐,๐๐๐ เท่า แต่ไม่ทำร้ายเซลล์ดีในร่างกาย 
 
ความเสี่ยง
 
มีงานวิจัยในแถบทะเลแคริบเบียนที่แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการรับประทานทุเรียนเทศกับโรคพาร์คินสัน เพราะทุเรียนเทศมีannonacinซึ่งเป็นสาเหตุของโรคนี้สูง
 
ทุเรียนเทศยังเป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ในยาที่ขายในตลาดในชื่อ Triamazon. Triamazon นี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นยาในอังกฤษ
 
ในส่วนที่กินได้ของทุเรียนเทศ 100 กรัม พบว่ามีน้ำ 83.2 กรัม ให้พลังงาน 59 กิโลแคลลอรี ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรท 15.1 กรัม เส้นใย 0.6 กรัม โปรตีน 1.0 กรัม แคลเซียม 14 มิลลิกรัม เหล็ก 0.5 มิลลิกรัม วิตามินบี1 มี 0.08 มิลลิกรัม และวิตามินซี 24 มิลลิกรัม (วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์. 2541 )
 
วิธีทำ น้ำทุเรียนเทศ
 
ส่วนผสม..
 
ทุเรียนเทศสุก 1 ผล / น้ำต้มสุก 1 ถ้วย / น้ำเชื่อม (1:1) 1/2 ถ้วย / เกลือป่น
 
วิธีทำ : เลือกทุเรียนเทศที่สุก ผ่า 2 ซีก ใช้ช้อนตักเนื้อ ใส่ภาชนะเติมน้ำต้มสุกเล็กน้อย ขยำ เติมต้ม สุกส่วนที่เหลือ แล้วคั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาเมล็ดออก ถ้าผลใหญ่มากเติมน้ำต้มสุกลง ไปอีก เติมน้ำเชื่อมเกลือป่น ชิมรสตามใจชอบ ถ้าผลใหญ่และเนื้อมีรสเปรี้ยวมาก ต้องใส่ น้ำเชื่อมและเกลือเพิ่มขึ้น รสจะออกเปรี้ยวนำ หวานตาม และเค็มเล็กน้อย ใส่น้ำแข็งดื่ม แล้วรู้สึกชุ่มคอ และสดชื่น
 
การตลาดและการค้า 
 
ทุเรียนเทศมีขายในตลาดนัดท้องถิ่นตามฤดูกาล แต่ไม่พบบ่อยนักอาจจะเนื่องมาจากขาดความคุ้นเคยและความตระหนักถึงคุณค่า ตลอดจนการแข่งขันกับผลไม้ชนิดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน นอกจากนี้เนื้อในทุเรียนเทศแกะรับประทานยาก จึงนิยมนำไปแปรรูปในลักษณะไอศกรีม น้ำผลไม้ ดังเช่นที่เป็นที่นิยมในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ผลทุเรียนเทศที่วางขายในตลาดนัดคณะทรัพยากรธรรมชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2549 ราคากิโลกรัมละ 25 บาท โดยผลขนาดย่อมมีราคาประมาณ 10 บาทต่อผล
 
ลู่ทางการพัฒนาทุเรียนเทศในเชิงอุตสาหกรรมเกษตร มีความเป็นไปได้สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสะดวกต่อการรับทานมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันน้ำทุเรียนเทศเข้มข้นยังไม่มีวางขายในประเทศไทย ยังไม่มีการนำเนื้อมาทำไอศกรีม หรือเยลลี่เหมือนดังในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์
 
ข้อมูลจาก ผลงานวิจัย ยืนยง วาณิชย์ปกรณ์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช, งานวิจัยจากคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.สงขลานครินทร์
http://natres.psu.ac.th/
เว็ปวิกิพีเดีย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-01 13:52:34 IP : 58.9.26.104


ความเห็นที่ 38 (3404297)

 ชาสมุนไพรไมยราบ.... ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

 

รูปภาพ

 
ไมยราบ ไม้ล้มลุก สรรพคุณเป็นพืชสมุนไพร ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ไมยราบหรือหญ้าปันยอดมักมองกันว่าเป็นวัชพืชไร้ค่า แต่รู้ไหมว่าเป็นพืชที่มีสรรพคุณ ไมยราบเป็นไม้ล้มลุก ไม้พุ่มหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้นและข้อ ใบมีลักษณะแบบขนนก 2 ชั้น มีปฏิกิริยาไวต่อการสัมผัส ใบจะหุบลู่ลง พืชสกุลไมยราบมีอยู่ประมาณ 480 ชนิด มักมีถิ่นกำเนิด อยู่ในอเมริกาใต้ 
 
- ในประเทศไทยพบขึ้นเป็นวัชพืช 3 ชนิดคือ ไมยราบ ไมยราบขาว และไมยราบต้น นับว่าเป็นพืชสมุนไพร มีสรรพคุณ 
 
- ทั้งต้น มีรสชุ่ม เย็นจัด แก้ไข นอนไม่หลับ สงบประสาท แก้เด็กเป็นตาลขโมย ตาบวมเจ็บ แผลฝี ผื่นคันและออกหัด 
- ราก รสขมเล็กน้อย ฝาด สุขขุม แก้ไอ ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปวดตามข้อ กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง บำรุงกระเพาะอาหาร ระงับประสาท
 
- ดอก ออกเป็นดอกช่อกระจุกแน่น ออกที่ซอกใบกลีบดอกสีชมพู
 
- ผลเป็นฝักข้อสั้นๆอยู่รวมกันกับช่อ ผลแก่สีน้ำตาล 
 
ประโยชน์ทางสมุนไพร ....
 
แม้จะเป็นพืชที่มีการแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วและกำจัดค่อนข้างยาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา แต่ยังมีประโยชน์ทางสมุนไพร ทุกส่วนนำมาหั่นแล้วคั่วโดยใช้ไฟอ่อนๆกลิ่นหอม แล้วนำไปชงน้ำร้อนดื่มแทนชาช่วยลดคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือดได้
 
- ราก แก้ไอ ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง แก้ระบบการย่อยอาหารของเด็กได้ดี บำรุงกระเพาะอาหารทำให้ตาสว่าง ระงับประสาท แก้บิด ขับปัสสาวะ รักษาโรคปวดเวลามีประจำเดือน ถ้าไข้สูงมากๆจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน แก้ริดสีดวงทวาร รสขมเล็กน้อย ฝาด ปวดข้อ กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
 
- ต้น ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ แก้ทางเดินปัสสาวะ อักเสบขับระดูขาว ขับโลหิต
 
- ใบ แก้โรคเริม งูสวัด โรคพุพอง ไฟลามทุ่ง
 
พืชไมยราบ มีต้นสีน้ำตาลแดง ชอบแผ่ไปตามพื้นและชูยอดขึ้น ต้นมีหนามขนาดสั้น ใบประกอบคล้ายผักกระเฉด ดอกเป็นช่อกลมสีชมพู ก้านดอกยาว ไมยราบ เมื่อใดก็ตามที่เอานิ้วหรือกิ่งไม้ไปสัมผัส ใบแลก้านจะตอบสนองโดยการหุบตัวลงมาอย่างรวดเร็ว
 
ไมยราบเป็นสมุนไพร ที่รู้จักดีของหมอยาพื้นบ้าน และมักนิยมนำมาใช้ เกี่ยวกับสรรพคุณเด่น คือ การขับนิ่ว ขับปัสสาวะ แก่บวม ไส้เลื่อน วิธีการใช้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแต่นำไมยราบทั้ง 5 มาต้มกิน (ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล) 
 
- สรรพคุณที่หมอพื้นบ้านมาใช้อย่างแพร่หลายอีกคือ แก้ปวดหลังปวดเอว ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ไตพิการ โดยนิยมใช้ไมยราบทั้ง 5 มาต้มกินและถ้าเจาะลึกในตำรายาบำรุงสุขภาพ จะนิยมผสมใบหม่อน ใบเตยหอม ดอกคำฝอย และทองพันชั่ง ****โดยใช้ไมยราบเป็นตัวยาหลัก ดื่มเพื่อสุขภาพและใช้แก้อาการปวดหลัง
 
ขยายความ ****ใบหม่อน ใบเตยหอม ดอกคำฝอย ทองพันชั่ง
 
*ใบหม่อน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ช่วยลดระดับ คอเลสเตอรอล หรือไขมันในเส้นเลือด และช่วยปรับลดความดันโลหิต นอกจากนี้ยังพบแร่ธาตุ และวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด สรรพคุณตามแพทย์แผนไทย ใบหม่อน แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว ตาฟาง แก้ไอ เจ็บคอ ใบหม่อน และใบหม่อนคาบลูกคาบดอก นำมาปรุงเป็นอาหารเช่นใส่ต้มยำปลา ต้มยำเนื้อ ต้มยำไก่ หรือในหม้อต้มก๋วยเตี๋ยว ทำให้มีรสชาติอร่อย เพิ่มความเข้มข้นในน้ำต้มยำต่างๆ
 
*ใบเตยหอม เตยหอมมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขับปัสสาวะ รักษาโรคเบาหวาน ใบ บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ลดการกระหายน้ำ และอาจใช้ใบตำพอกรักษาโรคหัด โรคผิวหนัง ลำต้นและราก ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้น้ำเบาพิการ และรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด
 
*ดอกคำฝอย เป็นยาบำรุงโลหิต บำรุงประสาท แก้โรคผิวหนัง ลดไขมันในเส้นเลือด และป้องกันไขมันอุดตัน ทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดต่ำ ช่วยให้การอุดตันของไขมันในหลอดเลือดลดลง ใบรสเป็นยาเบื่อเมา เป็นยาเย็นดับพิษไข้ ราก ป่นละเอียด ทาแก้กลากเกลื้อน ผดผื่นคัน
 
*ทองพันชั่ง ไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ส่วนโคนต้นเนื้อไม้เป็นแกนแข็ง ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน รูปไข่ กว้าง 2-4 ซม.ยาว 4-8 ซม.ปลายใบแหลมเรียว โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกสีขาวเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นสองปาก ปากล่างมีจุดสีม่วงแดง ผลเป็นฝักเล็ก พอแห้งแตกออกได้ ส่วนที่ใช้ ราก ทั้งต้น ต้น ใบ สรรพคุณ
 
ราก แก้กลากเกลื้อน รักษาโรคโรคมะเร็ง รักษามะเร็งเนื้องอก รักษามะเร็งปอด รักษาโรคผิวหนัง ดับพิษไข้ แก้พิษงู แก้พยาธิวงแหวนผิวหนัง กระเพาะลำไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ อาเจียนเป็นเลือด รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อที่ทำให้ปวดบวมต่างๆ ขับปัสสาวะ
 
ทั้งต้น รักษาโรคผิวหนัง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน รักษามะเร็ง คุดทะราด ขับพยาธิตามผิวหนัง ตามบาดแผล แก้ไส้เลื่อน ไส้ลาม แก้ปัสสาวะผิดปกติ
 
ใบ ดับพิษไข้ แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน แก้โรคไขข้ออักเสบ รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคผิวหนัง รักษาโรคความดันโลหิตสูง แก้ผมร่วง บำรุงร่างกาย แก้โรค 108 ประการ แก้ปวดฝี แก้พิษงู ถอนพิษ แก้อักเสบ แก้โรคมุตกิด รักษาโรคพยาธิตามผิวหนัง
 
นอกจากนี้ยังมี การนำใบไมยราบไปตำพอก รักษาแผล ทั้งแผลสด แผลเรื้อรัง ลดผื่นคัน เริม งูสวัด และช่วยให้นอนหลับสบาย แต่พบว่ายาตำรับนี้ไม่เป็นที่นิยมทั่วไป เหตุผลน่าจะเป็นเพราะไมยราบช่วยให้หลับ และสงบประสาทดีแล้ว ยังผลให้สมรรถนะทางเพศของผู้ชายหลับใหลไปด้วย ไมยราบมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา แก้ปวด แก้ไข้ ต้านการเกร็งของกล้ามเนื้อ แก้อักเสบ ขับปัสสาวะ คลายเครียด ทำให้ง่วงนอน การพัฒนาทำเป็นยาทิงเจอร์รักษาแผล ยาแก้ผดผื่นคัน หรือทำเป็นชาคลายเครียด ซึ่งไมยราบมีสารออกฤทธิ์คล้ายยานอนหลับอ่อนๆ
 
ประโยชน์ แม้จะเป็นพืชที่มีการแพร่กระจายพันธ์อย่างรวดเร็ว และกำจัดค่อนข้างยาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา แต้ก็ยังมีประโยชน์ทางสมุนไพร สามารถนำทุกส่วนหั่นแล้วคั่ว โดยใช้ไฟอ่อนๆ จะมีกลิ่นหอม แล้วนำไปชงแทนชา ช่วยลดคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือดได้
 
ข้อแนะนำ ก่อนที่จะหยิบยกเรื่องของไมยราบมาเขียน ผู้เขียนได้สอบถามผู้ที่ดื่มไมยราบ จากคำบอกเล่า โดยเป็นยาผีบอก ฝัน และได้ไปบอกเพื่อนๆต่อ จำนวน 4 ราย ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน น้ำตาลในเลือดเกิน 300 ขึ้นไป และมีโรคความดันโลหิตสูงอยู่ด้วย ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลติดต่อกันมาหลายปี โดยการนำไมยราบมาต้ม กับใบเตยหอมแล้วดื่มแทนน้ำดื่มเป็นประจำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยไปรับการตรวจหาน้ำตาลในเลือดตามแพทย์นัด ผลออกมาพบน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 90 ความดันโลหิตลดลงเป็นปกติ ทั้ง 5 ราย ผู้เขียนจึงไปที่ตำบลดอนทอง อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ไปถ่ายรูปต้นไมยราบที่กำลังออกดอก และออกฝัก และเก็บต้นไมยราบ ทั้ง 5 มาทดลองหั่นแล้วคั่วไฟอ่อนๆ เพราะผู้เขียนเริ่มมีอาการเป็นโรคเบาหวาน น้ำตาลในเลือด 130 และความดันโลหิตเริ่มสูง 79/139 มม.ปรอท มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และปวดข้อ นอนไม่ค่อยหลับ(เริ่มแก่) รับประทานไมยราบ ประมาณ 2 วัน ก่อนไปตรวจสุขภาพตามแพทย์นัด ผลการตรวจสุขภาพ ตามแพทย์นัด เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ปรากฏว่าพบน้ำตาลในเลือด 120 ความดันโลหิต 80/130 มม.ปรอท ผู้เขียนต้องการบอกให้ท่านๆทั้งหลายทราบและเผื่อจะนำไมยราบมาทำตามคำแนะนำและหายจากโรคน้ำตาลในเลือดสูง(โรคเบาหวาน)และโรคความดันโลหิตสูงและโรคอื่นๆที่ได้กล่าวมา
 
ที่มา : หมออนามัย gotoknow
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-09 20:06:56 IP : 171.97.29.173


ความเห็นที่ 39 (3405162)

 สมุนไพรใกล้ตัว...... ส้มกบ

ใบมีรสเปรี้ยว แก้ไอ แก้เจ็บคอได้ค่ะ
 
 
รูปภาพรูปภาพรูปภาพ
 
 
 
ส้มกบ เป็นพรรณไม้ขนาดเล็ก หรือเป็นหญ้าคล้ายผักแว่น ลำต้นจะเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ตามลำต้นจะมีขนอ่อน ๆ นุ่ม ๆ สีขาวปกคลุมอยู่ทั่วทั้งต้นและใบ ลำต้นยาวประมาณ 20 นิ้ว
 
ใบ : เป็นไม้ใบกระกอบ ก้านหนึ่งจะมีใบอยู่ 3 ใบ ซึ่งแต่ละใบนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับรูปหัวใจสีเขียว ก้านใบจะชูใบตั้งขึ้นยาวประมาณ 1-2 นิ้ว มีสีเขียวเช่นกัน
 
ดอก : ออกเป็นช่อ หรือบางทีก็ออกดอกเดี่ยว มีสีเหลือง และมีกลีบอยู่ 5 กลีบ ลักษณะของกลีบเป็นรูปหัวใจ หรือบางทีก็ปลายมน กลีบเลี้ยงสีเขียวมีอยู่ 5 กลีบ ก้านดอกยาวเท่ากับก้านใบได้ เกสรมี 10 อันอยู่กลางดอก
 
ผล : เป็นรูปแท่งทรงกระบอก ปลายแหลม และมีอยู่ 5 เหลี่ยม ยาวประมาณ 0.5-1 นิ้วตามผลจะมีขนอ่อน ๆ ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งผล มีสีเขียวอ่อน ๆ ออกขาว ๆ ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่จำนวนมากเป็นรูปแบนรีสีน้ำตาล เมื่อผลแก่จะแตกออกและดีดเมล็ดกระเด็นไปได้ไกล ๆ
 
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย แต่จะต้องมีความชุ่มชื้นด้วย ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น
 
สรรพคุณของส้มกบ
 
ทั้งต้น ใช้ได้ทั้งต้นสดและต้นแห้ง ปรุงเป็นยาแก้บวม ท้องร่วง บิด ดีซ่าน อาเจียนเป็นเลือด เจ็บคอ เลือดกำเดาออก โดยนำมาต้มหรือบดเป็นผงกินก็ได้ และถ้าฟกช้ำจากการถูกระทบกระแทก หรือหกล้ม และแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ใช้ใบต้มชะล้าง หรือตำพอก
 
ตำรับยาของส้มกบ
 
1. แผลไฟลวก นำต้นสดมาแล้วล้างให้สะอาดตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันพืชทาตรงบริเวณที่เป็นนั้น
2. แผลฟกบวมช้ำ ใช้ต้นสด 60 กรัมตำให้ละเอียดทาตรงบริเวณที่เป็น หรือจะใช้ผสมกับน้ำตาลแดงต้มกินก็ได้โดยใช้ปริมาณเท่ากัน
3. ไอ หอบ ใช้ต้นสดต้มผสมกับข้าวกินวันละ 3 ครั้ง
4. เจ็บคอ ใช้ต้นสด 30-60 กรัมผสมเกลือเล็กน้อยแล้วตำให้ละเอียด เอาผ้าห่อไว้แล้วอบ
5. เลือดกำเดาออก ใช้ต้นสดตำให้ละเอียดแล้วอุดรูจมูกไว้
6. บิด ให้ใช้ต้นแห้งบดเป็นผง กินกับน้ำสุก กินครั้งละ 15 กรัม
7. โรคเรื้อน ใช้ต้นแห้ง 6-10 กรัมต้มน้ำกิน
8. ดีซ่านตัวเหลือง ใช้ต้นสด 30-45 กรัมต้มน้ำกินวันละ 2 ครั้ง
9. หนองใน ปัสสาวะเป็นเลือด นำต้นสดมาคั้นเอาน้ำแล้วผสมกับน้ำผึ้งกิน
10. อาเจียนเป็นเลือด หรือกระอักเลือด ใช้ต้นแห้ง 12 กรัม ผสมกับเกลือเล็กน้อยต้มกับน้ำกิน
11. ฝีที่เต้านม ใช้ต้นแห้ง 15 กรัมต้มน้ำกินแล้วเอากากที่เหลือนั้นตำพอก
12. รากฟันเป็นหนอง ใช้ต้นสดผสมเกลือเล็กน้อย แล้วตำและนำมาคั้นเอาแต่น้ำ ทาบริเวณที่เป็นวันละ 3-5 ครั้ง
 
ข้อมูลทางคลีนิค
 
1. ตับอักเสบชนิดที่ติดต่อได้ จากการรักษาคนไข้ 20 กว่าราย ผลออกมาได้ผลดีมาก โดยการใช้ต้นสด 30 กรัมตุ๋นกับเนื้อหมู 30 กรัม (ไม่ติดมัน) กินวันละ 1 ครั้งติดต่อกัน 7 วัน
2. โรคนอนไม่หลับ จากการรักษาคนไข้ 5,000 ราย ผลที่ออกสามารถสงบประสาทและทำให้นอนหลับได้ โดยการใช้ต้นสดผสมกับ ซ่งจำสด 1 กก. น้ำ 8 ลิตรต้มให้เดือดนานถึง 1 ชม. แล้วนำไปกรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในภาชนะ เสร็จแล้วอีกภาชนะหนึ่งจะมีพุทราจีน 0.5 กก. กับน้ำ 2 ลิตร ต้มจนเดือดนาน 1 ชม. แล้วนำไปกรองเอาแต่น้ำ และนำสิ่งที่กรองทั้งสองชนิดนี้มาผสมกัน ใส่สารกันบูดกับน้ำตาลทรายลงไป แบ่งกินครั้งละ 15-20 มล. วันละ 3 ครั้ง
 
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา
 
ในออสเตรเลียนั้น ต้นส้มกบนี้มีพิษต่อแกะ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้แกะเดินโซเซ และล้มตายไปในที่สุด น้ำคั้นจากต้น มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Staphylococcus aureus และแบคทีเรียพวกแกรมบวกอื่นอีกด้วยแต่จะไม่มีผลต่อ Escherichia coli
 
สารเคมีที่พบ : ลำต้นมี malic acid ในใบมีเกลือ oxalate อยู่จำนวนมากประมาณ 12% (ในน้ำหนักแห้ง) และนอกจากลนี้ยังมี citric acid และ tartaric acid อยู่เป็นจำนวนมากอีกด้วย มีแครอทีน 3.6% แคลเซี่ยม 5.6% และวิตามินซี 125 มก.%
 
ข้อมูลและรูปภาพ จากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-14 20:22:37 IP : 110.168.175.132


ความเห็นที่ 40 (3405470)

 สมุนไพรวัยทอง.....

 
วัยทอง หรือ Climacteric period หรือ Menopausal period นี้ จะเกิดกับสตรีที่มีอายุ 40-45 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่กำลังมีความก้าวหน้าในการงาน และเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงเป็นที่น่าเสียดาย หากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกาย จะก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพ
ใจกับสตรีในชีวิตช่วงนี้
 
Menopausal period อาจเกิดได้ทั้งจากธรรมชาติและจากการผ่าตัดมดลูกหรือรังไข่ โดยในช่วงระยะนี้ สตรีวัยทองจะเกิดปัญหาด้านสุขภาพเนื่องมาจากการลดระดับและการไม่สมดุลของระดับฮอร์โมน estrogen และ progesterone 
 
ในรายที่ระดับ estrogen เริ่มลดลง จะทำให้รอบประจำเดือนห่างกันมากขึ้น และประจำเดือนมาน้อยลง จนกระทั่งหมดไปอย่างถาวร 
 
ส่วนรายที่ยังคงมี estrogen อยู่ แต่ไม่มีการผลิต progesterone จะทำให้มีประจำเดือนมามากและบ่อยกว่าปกติ
 
นอกจากนี้ ในระยะวัยทองร่างกายสตรียังสามารถที่จะเปลี่ยนฮอร์โมน androstenedione ในเซลล์ไขมันให้เป็น estrogen ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ สตรีที่ค่อนข้างท้วมจะมีอาการแปรปรวนของสตรีวัยทองน้อยกว่าสตรีที่มีรูปร่างผอม
 
เราอาจแบ่ง Menopausal period ออกได้เป็น 3 ระยะคือ
 
1. Premenopause คือสภาวะก่อนหมดประจำเดือน ซึ่งยังคงมีประจำเดือนอย่างสม่ำเสมอ บางครั้ง
อาจพบว่ามีประจำเดือนขาดหายไปบ้าง แต่ไม่เกิน 3 เดือน และโดยทั่วไปถือว่าสภาวะนี้จะเริ่มต้นเมื่ออายุ ประมาณ 40 ปี
 
2. Perimenopause คือสภาวะก่อนหมดประจำเดือน อาจมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือไม่มีประจำเดือนมาเป็นระยะเวลา 3-11 เดือน มักจะเกิดกับสตรีอายุเฉลี่ย 47.5 ปี
 
3. Postmenopause คือสภาวะหมดประจำเดือนอย่างถาวร (มากกว่า 12 เดือนขึ้นไป)
การเสื่อมสภาพของการทำงานของรังไข่ (การลดระดับของ estrogen) จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่ออวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ในร่างกายของสตรีวัยทอง ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ และโรคบางอย่างตามมา เช่น
 
- อาการร้อนวูบวาบ ตามร่างกาย เหงื่อออกในเวลากลางคืน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ซึ่งมักเรียกกลุ่มอาการเหล่านี้ว่าเป็น Hot Flushes หรือ Hot Flashes
 
- มี อาการซึมเศร้า หงุดหงิด กังวลใจ อารมณ์หวั่นไหวง่าย ความจำเสื่อม ไม่มีสมาธิ อ่อนเพลีย ความต้องการทางเพศลดลง
 
- ช่องคลอดแห้ง รู้สึกแสบร้อนบริเวณปากช่องคลอด มีการหย่อนยานของมดลูกและช่องคลอด มีการหย่อนยานของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ขณะไอหรือจาม และมีความอยากถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ
 
- ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น ผมแห้ง ผมร่วง
 
- ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดตามข้อ
 
- เต้านมมีขนาดเล็กลง หย่อน
 
- มี การกระจายตัวของไขมันมาสะสมที่บริเวณหน้าท้อง และภายในช่องท้อง
 
- มีแนวโน้มที่จะเกิดฟันผุและสูญเสียฟันได้ง่าย รวมทั้งมีการอักเสบของเหงือกหรือจะเกิดอาการเลือดออกจากเหงือกได้ง่ายหลังจากได้รับการกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย
- อาจมีอาการ ตาแห้ง
 
- ระบบการฟังเสื่อมลง
 
- มีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ และโรคตับ
 
- โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ
 
- โรคสมองฝ่อ (Alzheimer's disease), ความจำเสื่อม
 
- โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ทำให้กระดูกหักได้ง่าย
 
จากทั้ง 14 อาการข้างต้นนี้ ผู้อ่านที่เป็นสตรีวัยทองหรือกำลังจะก้าวสู่ช่วงวัยทอง อย่าเพิ่งมีอาการตื่นตระหนกเกินเหตุนะคะ เนื่องจากความเจริญของวิวัฒนาการในปัจจุบัน ตลอดจนถึงความสามารถของนักวิจัยทั้งหลาย ได้ข้อสรุปว่า เรา (สตรีวัยทองค่ะ) สามารถที่จะบรรเทาหรือชลออาการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น
นี้ได้จากการใช้ชีวิตที่เหมาะสม ได้แก่ 
 
- การรับประทานอาหารหรือโภชนาการที่ดีมอบให้กับร่างกายอย่างเหมาะสมกับวัย 
- ลดความเครียดต่าง ๆ จากการทำงาน 
- ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว 
- มีการออกกำลังกายที่ถูกต้องเพื่อให้อวัยวะและข้อต่าง ๆ ของร่างกายได้ใช้งานอยู่เสมอ 
- ร่วมกับการเสริมฮอร์โมนทดแทน ซึ่งอาจอยู่ในรูปของยาหรือสารอาหารตามธรรมชาติ (phytoestrogens)
 
Phytoestrogens คืออะไร
 
Phytoestrogens เป็นสารประกอบธรรมชาติประเภท lignans และ isoflavones ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ทางชีววิทยาได้คล้าย estrogens มักพบในพืชหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ชะเอม Black cohosh โสมตังกุย
 
มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า phytoestrogens สามารถลดการเกิดกระดูกพรุน โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจและความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะประเภทที่มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก 
 
นอกจากนี้จากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นมีอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงในประเทศตะวันตก เช่นเดียวกับผู้ชายญี่ปุ่นก็มีอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าผู้ชายในประเทศตะวันตก ทั้งนี้อาจเนื่องจากวัฒนธรรมการกินอาหารของชาวญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเภทถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ซุป (miso) และยังมีรายงานว่า genistein (เป็น isoflavonesชนิดหนึ่ง) สามารถยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง ส่วน daidzein (isoflavones อีกชนิดหนึ่ง) สามารถป้องกัน
โรคกระดูกพรุนโดยไปเสริมการสร้างกระดูก ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการเสื่อมของกระดูก และทั้ง 2 ตัวนี้
สามารถป้องกันโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ โดยยับยั้งการจับตัวของเม็ดเลือด และลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด
 
โดยทั่วไป แพทย์มักจะจ่าย estrogen ในการบำบัดอาการต่าง ๆ ของสตรีวัยทอง แต่ก็มีหลายรายที่
เลือกใช้ Phytoestrogens เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น
 
- มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม เนื่องจาก estrogen จะกระตุ้นให้เกิด proliferation ของเนื้อเยื่อเต้านมปกติ และที่เป็นมะเร็ง
- มีประวัติมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
- ตับเสื่อมหน้าที่อย่างรุนแรง
- โรค Porphyria (โรคขาด enzyme ชนิดหนึ่งในการสังเคราะห์ hemoglobin)
- เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดที่ยังหาสาเหตุไม่ได้
- ทนอาการข้างเคียงของยาไม่ได้
 
โภชนาการสำหรับสตรีวัยทอง
 
มีหลักฐานบ่งชี้ว่า อาหารมีส่วนสัมพันธ์กับอาการต่าง ๆ ของสตรีวัยทองอย่างมากโดยพบว่า อาหาร
ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการของสตรีวัยทอง ได้แก่ อาหารประเภทถั่ว ข้าวซ้อมมือ ปลา ผักและผลไม้สด ซึ่ง
อาหารเหล่านี้มักเป็นองค์ประกอบอยู่ในอาหารของชาวเอเชีย 
 
พบว่า มีผู้หญิงญี่ปุ่นเพียง 10-15% ที่มีอาการของสตรีวัยทอง ขณะที่พบอาการเหล่านี้ในสตรีอเมริกันถึง 80-85%
 
อาหารประเภทถั่วเหลือง : มี phytoestrogen ซึ่งออกฤทธิ์คล้าย estrogen ชนิดอ่อน สามารถบรรเทาอาการช่องคลอดแห้งและโรคกระดูกพรุนได้
 
อาหารประเภทถั่ว (legumes : lentils,garbanzo,black beans) เป็นแหล่งของโปรตีนและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสตรีวัยทอง อาทิเช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โปแตสเซียม วิตามินบี คอมเพล็กซ์ สังกะสี และเหล็ก ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการที่ประจำเดือนมามากผิดปกติได้
 
เมล็ดธัญญาพืชทั้งเปลือก : มี phytoestogen ประเภท lignans ซึ่งมีฤทธิ์ estrogen อย่างอ่อน และมีเส้นใยสูง จะช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และ estrogen ในร่างกาย
 
กรดไขมัน ได้แก่ linoleic acid (พบใน เมล็ดลินิน เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา เมล็ดทานตะวัน) และlinolenic acid (พบในปลาชนิดต่าง ๆ และพืชบางชนิด เช่น เมล็ดลินิน เมล็ดฟักทอง ถั่วเหลือง และผักใบเขียว) กรดไขมันที่จำเป็นเหล่านี้ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกาย โดยเมื่อ estrogen มีระดับลดลงกรดไขมันเหล่านี้ จะทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง ช่องคลอด และเยื่อบุช่องคลอด
 
มีอาหารบางประเภทที่สตรีวัยทองควรระมัดระวัง ได้แก่
 
- caffeine พบใน กาแฟ ชา (ดำ) โคลา และช็อกโกแลต อาจทำให้เกิดอาการกระวนกระวาย และมีการแปรปรวนของอารมณ์
 
- แอลกอฮอล์ จะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า และซึมเศร้า
 
- น้ำตาล จะไปลดการเก็บกัก วิตามินบี คอมเพล็กซ์ และแร่ธาตุที่จำเป็น ทำให้เกิดอาการกระวนกระวาย และการตึงเครียดของประสาท
 
- อาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมันอิ่มตัว องค์ประกอบของเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่จะเป็นสารโปรตีนและไขมัน การรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์จึงต้องพิจารณาในส่วนของไขมัน ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ประเภทติดมัน เช่น ขาหมู หนังเป็ด หนังไก่ เพราะจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคไขมันในเลือดสูง
 
นอกจากนี้อาหารประเภทเครื่องในสัตว์ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคข้ออักเสบได้
 
- เกลือและโซเดียม การรับประทานอาหารที่มีเกลือและอาหารที่มีโซเดียมสูง จะทำให้เกิดอาการบวมและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากโซเดียมจะไปเพิ่มการขับถ่ายแคลเซียมจากร่างกาย
 
สมุนไพรกับสตรีวัยทอง
 
องค์การเภสัชกรรมได้ผลิตยาจากสมุนไพร เพื่อบำบัดหรือบรรเทาอาการต่าง ๆ ของสตรีวัยทอง 6 ชนิด ได้แก่
 
1. Flava Soy capsule ผลิตจากสารสกัดถั่วเหลือง (Glycine max) ซึ่งในแต่ละแคปซูลจะมี isoflavones ไม่น้อยกว่า 25 มก. สรรพคุณ : บรรเทาอาการ hot flashes, โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ และป้องกันโรคกระดูกพรุน
 
2. Angelisin tablet ผลิตจากสารสกัดโสมตังกุย (Angelica sinensis) ซึ่งในแต่ละเม็ดจะมีสารสกัดโสมตังกุยเทียบเท่ารากโสมตังกุย 1.5 กรัม 
สรรพคุณ : ทำให้มดลูกบีบตัวเป็นปกติ เพิ่มการทำงานของ
ตับ และเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดง
3. Cimiraf tablet ผลิตจากสารสกัด Black cohosh (Cimicifuga racemosa) ซึ่งในแต่ละเม็ดจะมีสารสกัด Black cohosh เทียบเท่าราก Black cohosh 20 mg 
สรรพคุณ : บรรเทาอาการ hot flashes (ลดการหลั่ง LH)
 
4. Mem-o-G tablet ผลิตจากสารสกัดใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ซึ่งในแต่ละเม็ดจะมี ginkgo-flavone glycosides 24% bilobalide และ ginkgolides 6% 
สรรพคุณ : บรรเทาอาการซึมเศร้า อาการหลงลืม และโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ
 
5. Chofibrin capsules ผลิตจากสารสกัดกระเทียม (Allium sativum) ซึ่งในแต่ละแคปซูลจะมีสารสกัดกระเทียม 350 มก. สรรพคุณ : ลดโคเลสเตอรอลในเลือด และละลายลิ่มเลือด
 
6. Calmaco tablet ผลิตจากใบขี้เหล็ก (Cassia siamea) ซึ่งในแต่ละเม็ดจะมี anhydrobarakolไม่น้อยกว่า 10 มก. สรรพคุณ : ช่วยให้นอนหลับ
 
สตรีวัยทองแต่ละคนจะมีโรคหรืออาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน ดังนั้น ความจำเป็นในการใช้ยาของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามอาการ ซึ่งผู้หญิงเราควรทำความเข้าใจ ศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายของตัวเราเอง ควบคู่ไปกับการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ก็จะทำให้สตรีวัยทองสามารถก้าว
เข้าสู่ช่วงชีวิตระยะนี้ได้อย่างมีความสุขและเต็มไปด้วยพลังในการดำเนินชีวิต 
 
สรุปอาการสตรีวัยทองกับสมุนไพร
 
อาการสตรีวัยทอง วิตามินและแร่ธาตุที่ต้องการ สมุนไพร/ยาจากสมุนไพร
 
ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และ/หรือ มามาก - วิตามิน เอ, บี คอมเพล็กซ์ : ช่วยลดสภาวะประจำเดือนมามาก
 
- วิตามิน ซี : เพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดและเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็ก
 
- ไบโอฟลาโวนอยด์ (พบในผลไม้รสเปรี้ยว) : ควบคุมระดับ estrogen และลดสภาวะประจำเดือนมามาก
 
- เหล็ก พบในถั่วลิสง เนื้อสัตว์ ไข่แดง - สารสกัดโสมตังกุย/Angelisin tablet
 
Osteoporosis (โรคกระดูกพรุน) 
- แคลเซียม พบในนมและผลิตภัณฑ์นม ผักใบเขียว
 
- สังกะสี พบในเนื้อสัตว์ ตับ ไข่ เป็ด ไก่ อาหารทะเล
 
- แมกนีเซียม พบในผักใบเขียว ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วแระ - สารสกัดถั่วเหลือง/Flava Soy capsule
 
Hot Flashes (ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน)
- วิตามิน อี
- ไบโอฟลาโวนอยด์ - สารสกัดถั่วเหลือง/Flava Soy capsule
- สารสกัด black cohosh/Cimiraf tablet
 
ช่องคลอดแห้ง - 
- กรดไขมันที่จำเป็น ได้แก่ linoleic acid และ linolenic acid พบใน เมล็ดลินิน เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง ปลา และผักใบเขียว
- วิตามินอี - สารสกัดถั่วเหลือง/Flava Soy capsule
 
นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน - 
- วิตามิน บี คอมเพล็กซ์
- แมกนีเซียม - ใบขี้เหล็ก/Calmaco tablet
 
โคเลสเตอรอลสูง/โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ -
- เมล็ดธัญญาพืชทั้งเปลือก (มีซีลีเนียม, แมงกานีส)
- กระเทียม/Chofibrin capsule
- สารสกัดถั่วเหลือง/Flava Soy capsule
 
ความจำเสื่อม - -สารสกัดใบแปะก๊วย/Mem-o-G tablet
 
สรุป......
 
บุรุษและสตรีที่ย่างเข้าสู่วัยทอง ท่านมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ เช่น หงุดหงิด โกรธง่าย ขาดสมาธิ จู้จี้ขี้บ่น กังวล นอนไม่หลับ ท้อแท้ ปัสสาวะบ่อย ผิวหนังแห้ง ความจำเสื่อม ซึมเศร้า ภาวะกระดูกพรุน มะเร็งต่อมลูกหมากโต รูมาตอยด์ ความดันโลหิตสูง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แก่ก่อนวัย ฯลฯ อาการเหล่านี้นอกจากท่านจะปรึกษากับแพทย์ในคลินิกวัยทองแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจด้วยองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยที่มีการพัฒนา ศึกษาวิจัย สั่งสมมาจากประสบการณ์ จากภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย ซึ่งในเวทีการประชุมวิชาการของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ภญ.จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก นักวิชาการเกษตร ๘ ว.จากศูนย์บริการสาธารณสุข ๕๓ ทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมุนไพร และมีผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือเกินกว่า ๑๐ เล่ม ในเวทีดังกล่าวอาจารย์ได้บรรยายถึงการใช้
 
สมุนไพรในวัยทองที่น่าสนใจและน่ารู้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของกลุ่มวัยทองทั้งหลาย
 
สมุนไพรที่ใช้ในการป้องกัน ดูแล รักษากลุ่มอาการดังกล่าวมีอะไรบ้าง ก็มีรายชื่อสมุนไพรต่างๆที่ควรรู้จัก โดยเฉพาะเป็นสมุนไพรพื้นบ้านง่ายๆ แต่เรามองข้ามกันได้แก่
 
-สมุนไพรเพิ่มภูมิต้านทาน เช่น โสม เห็ดหลินจือ กระเทียม กระเพรา ถั่วเหลือง เถาวัลย์เปรียง ฯลฯ
 
-สมุนไพรรักษาโรคกระดูกพรุน เช่น ขันทองพยาบาท ยอ ช้าพลู มะขาม แคบ้าน ผักกระเฉด ฯลฯ
 
-สมุนไพรต้านมะเร็ง เช่น เพกา หญ้าปักกิ่ง ชา กระเบา จำปีป่า ทับทิม มะขามป้อม ฯลฯ
 
-สมุนไพรดูแลระบบประสาท เช่น ชุมเห็ดเทศ ขี้เหล็ก ระย่อม แปะก๊วย บัวบก พระจันทร์ครึ่งซีก ฯลฯ
 
-สมุนไพรรักษาอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เช่น ฟ้าทะลายโจร ผักคราดหัวแหวน ชะเอมจีน ฯลฯ
 
-สมุนไพรลดระดับน้ำตาลในเลือด เช่น มะนาว ฝรั่ง มะระ ทองพันชั่ง ฯลฯ
 
-สมุนไพรรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เช่น กวาวเครือ ดีปลี กระชาย กระเจี๊ยบแดง ตะโกนา ฯลฯ
 
-สมุนไพรรักษาต่อมลูกหมากโต เช่น ขลู่ หญ้าหนวดแมว หญ้าคา โคกกระสุน หญ้างวงช้าง ฟักทอง มะเขือเทศ แครอท ฯลฯ
 
-สมุนไพรขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา เช่น กระเจี๊ยบแดง หญ้าคา ขลู่ ตะไคร้ สับปะรด อ้อยแดง หญ้าพันงู ฯลฯ
 
-สมุนไพรรักษาความดันโลหิตสูง เช่น ถั่วเหลือง ขึ้นฉ่าย ทานตะวัน ทับทิม ฯลฯ
 
เห็นไหมคะว่าสมุนไพรที่กล่าวถึงล้วนเป็นสมุนไพรใกล้ตัวทั้งสิ้น แต่เราไม่รู้ว่าสามารถป้องกันอาการของกลุ่มวัยทองได้ ซึ่งสมุนไพรต่างๆ ปัจจุบันมีทั้งรูปแบบอาหารเสริม รูปแบบยา ชาชง อาหารขึ้นโต๊ะแต่ละมื้อที่เรารับประทานเป็นผักเครื่องเคียงกับน้ำพริกง่ายที่สุด หากท่านมีพื้นที่ปลูกได้ก็ปลูกกันเถอะ ไม่ยากเลย
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
 
เอกสารอ้างอิง
 
1. ศาสตราจารย์ กิตติคุณ นายแพทย์ หะทัย เทพพิสัย และศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อุรุษา
เทพพิสัย. สตรีวัยหมดประจำเดือน. ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล
รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
2. Susan M. Lark. Safe Passage. Delicious. 1998.
3. Lise Alschules, N.D. Herbal Medicine into the New Millennium. Lismore, Australia
16-18 June 1999; 91-97.
4. Website "www.vegansociety.com /info/info18.html"
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-16 12:39:10 IP : 58.11.170.160


ความเห็นที่ 41 (3405761)

 ชาสมุนไพร.... ลูกบิด หรือ ปอบิด (ปอกะบิด)

 
สมุนไพร....ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน ลดไขมันในเลือด แก้บิด ปวดข้อ - ปวดหลัง - ปวดเข่า บำรุงธาตุ
 
 
 
รูปภาพ : ชาสมุนไพร....  ลูกบิด หรือ ปอบิด (ปอกะบิด)
สมุนไพร....ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน  ลดไขมันในเลือด  แก้บิด  ปวดข้อ - ปวดหลัง - ปวดเข่า บำรุงธาตุ
ปอบิด ( East Indian screw tree ) มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามพื้นที่ปลูก มะบิด (ภาคเหนือ) ปอทับ (เชียงใหม่) ช้อ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) ข้าวจี่ (ลาว) ห้วยเลาะมั่ว (จีนแต้จิ๋ว) หั่วลั่งหมา (จีนกลาง) นาคพต มะปิด ในตำรายาไทยสามารถใช้เป็นพืชสมุนไพรสำหรับรักษาโรคได้หลายชนิด
สรรพคุณ
- ราก ใช้ต้มเอาน้ำกิน รสฝาดเฝื่อน บำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง แก้บิด ขับเสมหะ แก้ปวดเคล็ดบวม โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิต
- เปลือกลำต้น มีสารเฮมิเซลลูโลส 15.8%, ลิกนิน 2.89%, เซลลูโลส 18.6%, เพคติน 0.4%, น้ำมัน 3.11%, กรดไฮดรอกซี่คาร์บอซีลิค, ไฟโตสเตอรอล, phobatanin ใช้เปลือกลำต้นนำมาต้มเป็นยาแก้โรคบิด ท้องร่วง และเป็นยาบำรุงธาตุ
- ฝัก แก้บิด แก้ปวดท้อง แก้โรคลำไส้ในเด็ก
- แก่น รสจืดเฝื่อน บำรุงน้ำเหลือง บำรุงกำลัง แก้เสมหะ แก้น้ำเหลืองเสีย
- ผล ใช้ผลแห้ง 10-15 กรัม มาต้มเอาน้ำกินแก้ท้องอืด แก้ปวดเคล็ดบวม แก้เสมหะ แก้ลงแดง กระเพาะอาหารเป็นแผล อักเสบ หรือเรื้อรัง
วิธีรับประทาน:
ฝักปอกะบิด 50 ฝักมาล้างแล้วต้ม ต่อน้ำ 3 ลิตร ต้มได้ 4 ครั้งจนกว่าจะมีสีจางแล้วค่อยเปลี่ยนใหม่ ดื่มได้ทั้งร้อน และเย็น
ถ้าต้องการดื่มเพื่อรักษาหรือบรรเทาโรค ให้ดื่มแทนน้ำ ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน
นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่จัดว่าหายากอีกตัวหนึ่ง สาเหตุเป็นเพราะสมุนไพรชนิดนี้ 1 ปี จะออกเพียงแค่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะพบได้จากป่าที่เป็นธรรมชาติในจังหวัดกาญจนบุรี
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
 
 
 
ปอบิด ( East Indian screw tree ) มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามพื้นที่ปลูก มะบิด (ภาคเหนือ) ปอทับ (เชียงใหม่) ช้อ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) ข้าวจี่ (ลาว) ห้วยเลาะมั่ว (จีนแต้จิ๋ว) หั่วลั่งหมา (จีนกลาง) นาคพต มะปิด ในตำรายาไทยสามารถใช้เป็นพืชสมุนไพรสำหรับรักษาโรคได้หลายชนิด
 
สรรพคุณ
 
- ราก ใช้ต้มเอาน้ำกิน รสฝาดเฝื่อน บำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง แก้บิด ขับเสมหะ แก้ปวดเคล็ดบวม โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิต
 
- เปลือกลำต้น มีสารเฮมิเซลลูโลส 15.8%, ลิกนิน 2.89%, เซลลูโลส 18.6%, เพคติน 0.4%, น้ำมัน 3.11%, กรดไฮดรอกซี่คาร์บอซีลิค, ไฟโตสเตอรอล, phobatanin ใช้เปลือกลำต้นนำมาต้มเป็นยาแก้โรคบิด ท้องร่วง และเป็นยาบำรุงธาตุ
 
- ฝัก แก้บิด แก้ปวดท้อง แก้โรคลำไส้ในเด็ก
 
- แก่น รสจืดเฝื่อน บำรุงน้ำเหลือง บำรุงกำลัง แก้เสมหะ แก้น้ำเหลืองเสีย
 
- ผล ใช้ผลแห้ง 10-15 กรัม มาต้มเอาน้ำกินแก้ท้องอืด แก้ปวดเคล็ดบวม แก้เสมหะ แก้ลงแดง กระเพาะอาหารเป็นแผล อักเสบ หรือเรื้อรัง
 
 
วิธีรับประทาน: 
 
ฝักปอกะบิด 50 ฝักมาล้างแล้วต้ม ต่อน้ำ 3 ลิตร ต้มได้ 4 ครั้งจนกว่าจะมีสีจางแล้วค่อยเปลี่ยนใหม่ ดื่มได้ทั้งร้อน และเย็น 
ถ้าต้องการดื่มเพื่อรักษาหรือบรรเทาโรค ให้ดื่มแทนน้ำ ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน
 
 
นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่จัดว่าหายากอีกตัวหนึ่ง สาเหตุเป็นเพราะสมุนไพรชนิดนี้ 1 ปี จะออกเพียงแค่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะพบได้จากป่าที่เป็นธรรมชาติในจังหวัดกาญจนบุรี 
 
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-18 20:27:08 IP : 171.97.12.227


ความเห็นที่ 42 (3405762)

 ชาสมุนไพร..... เพื่อสุขภาพ

 

รูปภาพ : ชาสมุนไพร.....  เพื่อสุขภาพ
สมุนไพรที่ใช้รูปแบบในการบริโภคเช่นเดียวกับชา เรามักจะเรียกว่า “ชาสมุนไพร” ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่น ที่ต้องการคงไว้ไม่ให้สูญเสียกับความร้อนที่มากเกินไป และผู้บริโภคที่นิยมดื่มชาสมุนไพร นอกจากต้องการฤทธิ์ทางยาแล้ว ยังต้องการสัมผัสกลิ่นที่ละเมียดละไมจากสมุนไพรด้วย
ส่วนคุณค่าทางยาของชาสมุนไพรนั้น ขึ้นยู่กับชนิดของตัวชาสมุนไพรที่นำมาปรุง ไม่ใช่ว่าชาสมุนไพรทุกชนิดจะปลอดภัยต่อการดื่มเสมอไป ตรงกันข้าม หากไม่รู้จักสรรพคุณทางยาที่เหมาะสมแล้ว ก็อาจจะเป็นอันตรายสำหรับบางคนได้ วิธีที่ดีที่สุดในการดื่มชาสมุนไพรก็คือต้องเรียนรู้ข้อมูลของสมุนไพร ที่ใช้ในการบริโภคเป็นอย่างดีเสียก่อนเพราะสมุนไพรแต่ละชนิดมีข้อควรระวัง ขนาด และ สรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งถ้าเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคที่รุนแรงด้วยแล้วก็ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ
ชาสมุนไพร ส่วนใหญ่ จะมีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพโดยช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับลม หรือเพียงเพื่อเสพกลิ่นรสเช่น ชาใบเตย ชาใบตะไคร้ ชามะตูม ที่มักจะดื่มได้เรื่อย ๆ ไม่จำกัดปริมาณหรือเวลา ชาสมุนไพรที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่มักจะเป็นชาประเภทนี้ สรรพคุณของสมุนไพร บางชนิดที่นำมาทำเป็นชาชงดื่มที่นิยมกันมาก เช่น
ชารางจืด กำจัดพิษ (Detoxifier and Body-cleanser)  ทำจากใบรางจืดอบแห้งมีกลิ่นใบไม้แห้ง หอมอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ ให้น้ำชาสีน้ำตาลออกเขียว มีสรรพคุณกำจัดพิษ แก้เมาค้าง บรรเทาอาการผื่นแพ้ และลดความร้อนในร่างกาย เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ ที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ชารางจืดไม่มีพิษดื่มเป็นประจำได้ทุกวัน
ชามะตูม บำรุงสุขภาพ (Tonic)  ทำจากผลมะตูมแก่ บดเป็นผง ให้น้ำชาสีแดงออกน้ำตาล มีกลิ่นหอมหวานชวนดื่ม ส่วนใหญ่จะแต่งรสด้วยน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น มะตูมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ร้อนใน เป็นยาอายุวัฒนะ
ชาขิง แก้หวัด และช่วยย่อย (Cold aid, digestive aid)  ทำจากเหง้าขิงแก่ ที่มีน้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณทางร้อน ช่วยบรรเทาหวัด แก้คลื่นไส้อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดหากคนเราถ้าระบบย่อยอาหารไม่ดีแล้ว ระบบอื่นก็จะพลอยรวนไปด้วย
ชากระเจี๊ยบ ขับปัสสาวะไขมันในเลือด (Diuretic, Lower blood cholesterol)  ได้มาจากดอกของกระเจี๊ยบแดง มีคุณสมบัติในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูง แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอชื่นใจ ชากระเจี๊ยบมีสีแดง รสเปรี้ยวมักเติมน้ำตาลเพื่อแต่งรส
ชาตะไคร้ ขับลม ช่วยย่อย (Digestive aid , anticramp)  ทำจากต้นและใบตะไคร้อบให้แห้งแล้วบด ตะไคร้จะมีกลิ่นหอม ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมวิงเวียน แก้ปวดเกร็งในท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและมีรายงานการทดลองพบว่า ตะไคร้นั้นมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้อีกด้วย
ชาใบเตย บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ (Tonic, diuretic)  ทำจากใบเตยหอม อบแห้ง บดเป็นผง มีสีเขียวใบเตย มีกลิ่นหอมชื่นใจใบเตยมีคุณสมบัติขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ชาใบเตยจึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง คนธรรมดาทั่วไปก็ดื่มได้กลิ่นหอมของใบเตยชื่นใจ คลายเครียดได้ดี
ชาชุมเห็ดเทศ ช่วยระบายท้อง (Laxative)  ได้จากใบชุมเห็ดเทศคั่วให้แห้ง เพื่อลดการไซ้ท้อง แล้วบดเป็นผง ให้น้ำชาเป็นสีน้ำตาลมีกลิ่นหอมของใบไม้คั่ว มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แต่หากดื่มเป็นประจำร่างกายก็อาจดื้อยาได้ ควรหาวิธีอืนในการสร้างนิสัยการถ่ายให้เป็นประจำโดยวิธีอื่นด้วย
ชาใบฝรั่ง ดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ (Deodorant & antiseptic, antidiarrhea)  ทำจากใบฝรั่งไทยอบให้แห้ง บดเป็นผง มีกลิ่นหอมชวนดื่ม มีคุณสมบัติดับกลิ่นปาก ฆ่าเชื้อในปากและคอ เหมาะที่จะรับประทานหลังอาหาร สามารถที่จะใช้ชาใบฝรั่งระงับอาการท้องเสีย (ในรายที่ไม่มีไข้) แต่ต้องชงอย่างเข้มข้นกว่าปกติ
ชาหญ้าหนวดแมว ขับปัสสาวะ (Diuretic)  ทำจากหญ้าหนวดแมวอบแห้งบด มีรสคล้าย ๆ ใบชา มีคุณสมบัติขับปัสสาวะ ขับนิ่วก้อนเล็ก ๆ มีคุณสมบัติขับกรดยูริค เหมาะกับคนที่เป็นต่อมลูกหมากโต คนที่เป็นนิ่วก้อนเล็ก ๆ ชวยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีโปรแตสเสียมสูง ระวังการใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ
ชาดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด (Lower blood cholesterol)  ได้จากดอกคำฝอยมีสีแดงชวนดื่ม กลิ่นหอมชื่นใจ มีคุณสมบัติลดไขมันในเส้นเลือด ขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงเลือดสตรี ขับระดู ระงับอาการปวดในสตรีที่รอบเดือนไม่ปกติ
ตัวอย่างชาสมุนไพรที่กล่าวมา เป็น ชาสมุนไพรไทย ที่มีขายอยู่มากในท้องตลาด ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถดื่มได้ทุกวันบ้านเรายังมีสมุนไพรมากมาย ที่สามารถพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของชาสมุนไพรได้ เช่น เราสามารถำชาใบมะกรูด ชากะเพรา จากก้นครัวของเรา มารับรองแขก แม้ไม่มีขาย เราเพียงแต่เอาใบมะกรูดที่ใช้ไม่หมดมาผึ่งลมจนแห้ง (ต้องผึ่งลม อย่าตากแดด เพราะกลิ่นและตัวยาจะหายไป) แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่โหลปิดให้สนิททิ้งไว้ เวลาจะใช้ก็เอามาชงต่างใบชาหรือจะใช้น้ำผึ้งแต่งรสเวลาดื่มก็ดี แค่นี้เราก็มีน้ำชารับรองแขกที่ไม่เหมือนใคร
ชาสมุนไพรจึงเป็นคุณค่าวัฒนธรรมของตะวันออก ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก การดื่มชาสมุนไพรก็คือ การสานต่อวัฒนธรรมสุขภาพดั้งเดิมทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำอัดลมที่มีเพียงน้ำตาลสร้างความหวาน คาเฟอีน และกลิ่นสังเคราะห์แล้วอัดลมลงไป ลองดื่มชาสมุนไพรไทยที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์ดีกว่าเป็นไหน ๆ และยังไม่เป็นอันตรายหากได้ทำกินเอง แถมยังราคาประหยัดอีกด้วย
การดื่มชาสมุนไพรหลังอาหาร หรือดื่มไปพร้อม ๆ กับการรับประทานอาหารนั้น นอกจากจะเป็นการช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายแล้วในทางแพทย์วิจัยได้ว่ายังสามารถช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายในหลาย ๆส่วนเช่น ระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบปัสสาวะ หัวใจทำงานได้ดี และยังเป็นตัวช่วยสะสาง ขับล้างไขมันที่เกาะติดอยู่ตามลำไส้อีกด้วยหรือที่เรียกว่า Detox สมุนไพรที่บ้านเรามีอยู่มากมายนี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แถมยังหาได้ง่ายอีกด้วย ประโยชน์ของชาสมุนไพรมีมากมายมหาศาลขนาดนี้ คงไม่น่าจะปล่อยให้รู้แล้วผ่านเลยไปใช่หรือเปล่าครับ
ยุคนี้ต้องดูแลตัวให้ดีก่อนถึงมือหมอน่าจะเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต่างปรารถนามากที่สุด.....
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

 
 
สมุนไพรที่ใช้รูปแบบในการบริโภคเช่นเดียวกับชา เรามักจะเรียกว่า “ชาสมุนไพร” ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่น ที่ต้องการคงไว้ไม่ให้สูญเสียกับความร้อนที่มากเกินไป และผู้บริโภคที่นิยมดื่มชาสมุนไพร นอกจากต้องการฤทธิ์ทางยาแล้ว ยังต้องการสัมผัสกลิ่นที่ละเมียดละไมจากสมุนไพรด้วย
 
ส่วนคุณค่าทางยาของชาสมุนไพรนั้น ขึ้นยู่กับชนิดของตัวชาสมุนไพรที่นำมาปรุง ไม่ใช่ว่าชาสมุนไพรทุกชนิดจะปลอดภัยต่อการดื่มเสมอไป ตรงกันข้าม หากไม่รู้จักสรรพคุณทางยาที่เหมาะสมแล้ว ก็อาจจะเป็นอันตรายสำหรับบางคนได้ วิธีที่ดีที่สุดในการดื่มชาสมุนไพรก็คือต้องเรียนรู้ข้อมูลของสมุนไพร ที่ใช้ในการบริโภคเป็นอย่างดีเสียก่อนเพราะสมุนไพรแต่ละชนิดมีข้อควรระวัง ขนาด และ สรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งถ้าเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคที่รุนแรงด้วยแล้วก็ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ
 
ชาสมุนไพร ส่วนใหญ่ จะมีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพโดยช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับลม หรือเพียงเพื่อเสพกลิ่นรสเช่น ชาใบเตย ชาใบตะไคร้ ชามะตูม ที่มักจะดื่มได้เรื่อย ๆ ไม่จำกัดปริมาณหรือเวลา ชาสมุนไพรที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่มักจะเป็นชาประเภทนี้ สรรพคุณของสมุนไพร บางชนิดที่นำมาทำเป็นชาชงดื่มที่นิยมกันมาก เช่น
 
ชารางจืด กำจัดพิษ (Detoxifier and Body-cleanser) ทำจากใบรางจืดอบแห้งมีกลิ่นใบไม้แห้ง หอมอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ ให้น้ำชาสีน้ำตาลออกเขียว มีสรรพคุณกำจัดพิษ แก้เมาค้าง บรรเทาอาการผื่นแพ้ และลดความร้อนในร่างกาย เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ ที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ชารางจืดไม่มีพิษดื่มเป็นประจำได้ทุกวัน
 
ชามะตูม บำรุงสุขภาพ (Tonic) ทำจากผลมะตูมแก่ บดเป็นผง ให้น้ำชาสีแดงออกน้ำตาล มีกลิ่นหอมหวานชวนดื่ม ส่วนใหญ่จะแต่งรสด้วยน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น มะตูมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ร้อนใน เป็นยาอายุวัฒนะ
 
ชาขิง แก้หวัด และช่วยย่อย (Cold aid, digestive aid) ทำจากเหง้าขิงแก่ ที่มีน้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณทางร้อน ช่วยบรรเทาหวัด แก้คลื่นไส้อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดหากคนเราถ้าระบบย่อยอาหารไม่ดีแล้ว ระบบอื่นก็จะพลอยรวนไปด้วย
 
ชากระเจี๊ยบ ขับปัสสาวะไขมันในเลือด (Diuretic, Lower blood cholesterol) ได้มาจากดอกของกระเจี๊ยบแดง มีคุณสมบัติในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูง แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอชื่นใจ ชากระเจี๊ยบมีสีแดง รสเปรี้ยวมักเติมน้ำตาลเพื่อแต่งรส
 
ชาตะไคร้ ขับลม ช่วยย่อย (Digestive aid , anticramp) ทำจากต้นและใบตะไคร้อบให้แห้งแล้วบด ตะไคร้จะมีกลิ่นหอม ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมวิงเวียน แก้ปวดเกร็งในท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและมีรายงานการทดลองพบว่า ตะไคร้นั้นมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้อีกด้วย
 
ชาใบเตย บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ (Tonic, diuretic) ทำจากใบเตยหอม อบแห้ง บดเป็นผง มีสีเขียวใบเตย มีกลิ่นหอมชื่นใจใบเตยมีคุณสมบัติขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ชาใบเตยจึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง คนธรรมดาทั่วไปก็ดื่มได้กลิ่นหอมของใบเตยชื่นใจ คลายเครียดได้ดี
 
ชาชุมเห็ดเทศ ช่วยระบายท้อง (Laxative) ได้จากใบชุมเห็ดเทศคั่วให้แห้ง เพื่อลดการไซ้ท้อง แล้วบดเป็นผง ให้น้ำชาเป็นสีน้ำตาลมีกลิ่นหอมของใบไม้คั่ว มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แต่หากดื่มเป็นประจำร่างกายก็อาจดื้อยาได้ ควรหาวิธีอืนในการสร้างนิสัยการถ่ายให้เป็นประจำโดยวิธีอื่นด้วย
 
ชาใบฝรั่ง ดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ (Deodorant & antiseptic, antidiarrhea) ทำจากใบฝรั่งไทยอบให้แห้ง บดเป็นผง มีกลิ่นหอมชวนดื่ม มีคุณสมบัติดับกลิ่นปาก ฆ่าเชื้อในปากและคอ เหมาะที่จะรับประทานหลังอาหาร สามารถที่จะใช้ชาใบฝรั่งระงับอาการท้องเสีย (ในรายที่ไม่มีไข้) แต่ต้องชงอย่างเข้มข้นกว่าปกติ
 
ชาหญ้าหนวดแมว ขับปัสสาวะ (Diuretic) ทำจากหญ้าหนวดแมวอบแห้งบด มีรสคล้าย ๆ ใบชา มีคุณสมบัติขับปัสสาวะ ขับนิ่วก้อนเล็ก ๆ มีคุณสมบัติขับกรดยูริค เหมาะกับคนที่เป็นต่อมลูกหมากโต คนที่เป็นนิ่วก้อนเล็ก ๆ ชวยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีโปรแตสเสียมสูง ระวังการใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ
 
ชาดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด (Lower blood cholesterol) ได้จากดอกคำฝอยมีสีแดงชวนดื่ม กลิ่นหอมชื่นใจ มีคุณสมบัติลดไขมันในเส้นเลือด ขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงเลือดสตรี ขับระดู ระงับอาการปวดในสตรีที่รอบเดือนไม่ปกติ
 
ตัวอย่างชาสมุนไพรที่กล่าวมา เป็น ชาสมุนไพรไทย ที่มีขายอยู่มากในท้องตลาด ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถดื่มได้ทุกวันบ้านเรายังมีสมุนไพรมากมาย ที่สามารถพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของชาสมุนไพรได้ เช่น เราสามารถำชาใบมะกรูด ชากะเพรา จากก้นครัวของเรา มารับรองแขก แม้ไม่มีขาย เราเพียงแต่เอาใบมะกรูดที่ใช้ไม่หมดมาผึ่งลมจนแห้ง (ต้องผึ่งลม อย่าตากแดด เพราะกลิ่นและตัวยาจะหายไป) แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่โหลปิดให้สนิททิ้งไว้ เวลาจะใช้ก็เอามาชงต่างใบชาหรือจะใช้น้ำผึ้งแต่งรสเวลาดื่มก็ดี แค่นี้เราก็มีน้ำชารับรองแขกที่ไม่เหมือนใคร
 
ชาสมุนไพรจึงเป็นคุณค่าวัฒนธรรมของตะวันออก ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก การดื่มชาสมุนไพรก็คือ การสานต่อวัฒนธรรมสุขภาพดั้งเดิมทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำอัดลมที่มีเพียงน้ำตาลสร้างความหวาน คาเฟอีน และกลิ่นสังเคราะห์แล้วอัดลมลงไป ลองดื่มชาสมุนไพรไทยที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์ดีกว่าเป็นไหน ๆ และยังไม่เป็นอันตรายหากได้ทำกินเอง แถมยังราคาประหยัดอีกด้วย
 
การดื่มชาสมุนไพรหลังอาหาร หรือดื่มไปพร้อม ๆ กับการรับประทานอาหารนั้น นอกจากจะเป็นการช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายแล้วในทางแพทย์วิจัยได้ว่ายังสามารถช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายในหลาย ๆส่วนเช่น ระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบปัสสาวะ หัวใจทำงานได้ดี และยังเป็นตัวช่วยสะสาง ขับล้างไขมันที่เกาะติดอยู่ตามลำไส้อีกด้วยหรือที่เรียกว่า Detox สมุนไพรที่บ้านเรามีอยู่มากมายนี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แถมยังหาได้ง่ายอีกด้วย ประโยชน์ของชาสมุนไพรมีมากมายมหาศาลขนาดนี้ คงไม่น่าจะปล่อยให้รู้แล้วผ่านเลยไปใช่หรือเปล่าครับ
 
ยุคนี้ต้องดูแลตัวให้ดีก่อนถึงมือหมอน่าจะเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต่างปรารถนามากที่สุด..... 
 
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-18 20:29:27 IP : 171.97.12.227


ความเห็นที่ 43 (3406682)

 ๓ ไม้มงคล.....กัลปพฤกษ์ - ชัยพฤกษ์ - ราชพฤกษ์ 

ต่างกันอย่างไร
 
 
รูปภาพรูปภาพรูปภาพ
 
 
ยามหน้าหนาว ต่อเนื่องปีใหม่ ริมถนนบางสาย
งามสะพรั่งไปด้วยไม้ดอกสีขาว ขาวอมชมพู เต็มต้นคล้าย นางพญาเสือโคร่งของทางเหนือ
ล่วงเลยมาหน้าร้อน สีเหลืองพร่างพรู ห้อยระย้าเต็มต้นแลดูสวยงาม ตัดกับสีแดงของดอกหางนกยูงไทย งดงามยิ่ง
 
เนื่องจากความสงสัย ในดอกไม้สามดอกนี้ ราชพฤกษ์-ชัยพฤกษ์-กัลปพฤกษ์ ว่ามันต่างกันยังไง หลังจากที่เรียกผิดเรียกถูกมานาน เลยไปหาข้อมูลดูว่าที่จริงแล้วเค้าเรียกกันว่ายังไงกันนะ หลังจากที่ลองทำความเข้าใจดู ก็เลยรู้ว่ามันเป็นพืชตระกูลเดียวกัน ทำให้ทั้งสามชนิดมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน จนอาจเกิดความเข้าใจผิดในการเรียกชื่อได้ ...
 
 
สีของดอกของทั้งสามชนิดต่างกัน 
 
- ดอกราชพฤกษ์หรือดอกคูณ (ดอกไม้ประจำชาติไทย) จะมีสีเหลือง 
 
- ดอกชัยพฤกษ์ จะมีสีชมพูเข้ม กว่า 
 
- ดอกกัลปพฤกษ์ ที่มีสีชมพูอ่อนแซมขาว 
 
ความแตกต่างของกัลปพฤกษ์ และชัยพฤกษ์
 
1 ดูที่ใบ
 
กัลปพฤกษ์ : ใบค่อนข้างมนกลม และมีขนนุ่ม
 
ชัยพฤกษ์ : ใบสอบกว่า และ ไม่มีขน
 
2 ลักษณะของดอกที่ต่างกันโดยเฉพาะสี
 
กัลปพฤกษ์ : ขาวถึงชมพูจะไม่เปลี่ยนสี จนเมื่อแก่ใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีขาว
 
ชัยพฤกษ์ : ขาวเปลี่ยนเป็นชมพูและเข้มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อใกล้โรยกลับมาขาวอีก
 
3 การออกดอก
 
กัลปพฤกษ์ : ออกดอกตามกิ่งใหญ่กิ่งแขนงของลำต้น ตามข้อของลำต้น
 
ชัยพฤกษ์ : แทงช่อดอกที่ปลายยอดเป็นช่อยาว
 
4 ทิ้งใบเมื่อออกดอก
 
กัลปพฤกษ์ : จะผลัดใบหมดต้น แล้วออกดอกพราวทั้งต้น
 
ชัยพฤกษ์ : จะออกดอกขณะที่ยังมีใบอยู่
 
นี่คงเป็นกฎเกณฑ์ที่ลองตั้งไว้ในใจ เผื่อวันไหนไปเจอจะได้เดาถูกว่ามันคือต้นอะไร แต่ที่จริงแล้วพืชตระกูลนี้ยังมีอีกหลายต้น สีอีกหลายสี ทำให้เรางง สับสนเพิ่มมากขึ้นไปอีก ถ้าเจอแบบนั้นสงสัยต้องขอสายตรงนักพฤกษศาสตร์มาเป็นตัวช่วยเป็นแน่แท้ 
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-24 14:04:10 IP : 171.97.78.91


ความเห็นที่ 44 (3406683)

 กัลปพฤกษ์....... ต้นไม้สารพัดนึก 

รูปภาพ : กัลปพฤกษ์....... ต้นไม้สารพัดนึก
จากข้อมูลในพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้พูดถึงเรื่องกัลปพฤกษ์ไว้ว่า “ตามคติโบราณเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่ในแดนสวรรค์ หากผู้ใดปรารถนาสิ่งใด ก็อาจจะไปนึกเอาจากต้นไม้นี้ได้
ดังนั้น สมัยโบราณจึงได้มีการทำรูปแบบจำลองต้นกัลปพฤกษ์ต้นไม้สารพัดนึกขึ้น โดยเกี่ยวเนื่องกับงานที่เป็นพิธีหลวง บางโอกาสเพื่อใช้เป็นที่ติดเงินปลีกสำหรับทิ้งทานให้แก่คนยากจน ตัวอย่างเช่น งานพระราชทานเพลิงพระศพหรือศพ เช่น การพระราชทานเพลิงศพท้าวสมศักดิ์ ที่วัดสุวรรณาราม ในรัชกาลที่ 1 มีหมายรับสั่งว่า
“อนึ่ง ให้สมุห์บัญชีจัตุสดมภ์เบิกไม้ไปทำโรงโขนโรงหุ่น แล้วให้จัดแจงต้นกัลปพฤกษ์ไม้เสียบลูกกัลปพฤกษ์ แลกระไดขึ้นต้นกัลปพฤกษ์ให้พร้อม” กับ “ให้เกณฑ์ผลมะกรูด ผลมะนาว ขุนหมื่นเข้าส้มทิ้งทาน ตำรวจรักษาต้นกัลปพฤกษ์วันละ 2 ต้น”
ทั้งนี้ โครงพุ่มของต้นกัลปพฤกษ์ โดยทั่วไปมักทำเป็นโครงไม้ผูกเป็นพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ แต่ละชั้นจะติดลูกมะนาว มะกรูด ซึ่งเจาะให้เป็นรูใส่เงินปลีกไว้ข้างใน ใต้พุ่มทำยกพื้นขึ้นเสมอระดับตา ใช้เป็นที่ยืนทิ้งทาน
เมื่อถึงเวลาทิ้งทาน พนักงานซึ่ง “นุ่งสมปักลายเสื้อครุย สวมลอมพอก” จะพาดกระไดขึ้นไปยืนอยู่บนยกพื้นใต้พุ่มต้นกัลปพฤกษ์ แล้วดึงลูกส้ม มะนาว มะกรูด ที่เสียบปลายไม้ที่เหลาเรียวยาวคล้ายคันเบ็ด วัดเหวี่ยงให้ลูกส้มปลิวไปตกห่างๆ ต้นกัลปพฤกษ์ คนที่รออยู่ข้างล่างก็จะกลุ้มรุมเข้าชิงลูกส้มกันอย่างสนุกสนาน กัลปพฤกษ์หรือต้นไม้สารพัดนึกจำลองนี้ จัดเป็นสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยศิลปลักษณะประเภทหนึ่ง เป็นประเพณีนิยมที่มีแต่โบราณ แล้วค่อยเสื่อมความนิยมลงในตอนปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”
ต่อมาในระยะหลังๆ ก็ยังจัดทำต้นกัลปพฤกษ์จำลองขึ้นอีก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานศพแล้ว แต่จะเป็นงานเทศกาลรื่นเริง เช่น ปีใหม่ ก็จะนำสลากของขวัญไปติดไว้ที่ต้นกัลปพฤกษ์ ให้ผู้ร่วมงานได้สอยกัลปพฤกษ์รับของขวัญกันเป็นที่สนุกสนาน
สำหรับปัจจุบัน ต้นไม้ที่เรียกกันว่า กัลปพฤกษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia bakeriana Craib อยู่ในวงศ์ Leguminosae มีชื่อพื้นเมืองที่เรียกกันต่างไปในแต่ละท้องถิ่นของไทย คือ กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง, ภาคเหนือ), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ) เป็นต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูงราว 12-15 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกสีเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่เรียงสลับมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน และจะทิ้งใบหมดยาม
ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน เป็นไม้ขนาดเล็กที่มีดอกดกมาก ออกเป็นพวงห้อยลง หรือเป็นช่อตั้งขึ้นตามกิ่งหรือซอกใบ ดอกมี 5 กลีบมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอยู่ตรงกลาง ออกดอกสะพรั่งทั่วทุกกิ่งก้าน แลดูสวยงามไปทั้งต้น มีกลิ่นหอม ยามแรกบานเป็นสีชมพูอ่อนสดใสและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว ไปเรื่อยๆ จนใกล้ร่วงโรย
ส่วนผลเป็นฝักกลม สีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 20-30 ซม. ภายในมีเมล็ดแบนๆ กลมรีสีน้ำตาลเป็นมันเรียงตัวอยู่ราว 30-40 เมล็ด
เนื่องจากกัลปพฤกษ์มีดอกดกสวยงาม จึงมักปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือนและถนนหนทางต่างๆ แต่ประโยชน์ทางด้านพืชสมุนไพรก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อในฝัก ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ, เมล็ด ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น หืด ริดสีดวง แน่นหน้าอก ขับลม โลหิตพิการ ถ่ายพยาธิ และแก้ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง และร่างกาย เป็นต้น
ปัจจุบัน ต้นกัลปพฤกษ์เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำจังหวัดขอนแก่น
โดย ผู้จัดการออนไลน์

จากข้อมูลในพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้พูดถึงเรื่องกัลปพฤกษ์ไว้ว่า “ตามคติโบราณเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่ในแดนสวรรค์ หากผู้ใดปรารถนาสิ่งใด ก็อาจจะไปนึกเอาจากต้นไม้นี้ได้ 
 
ดังนั้น สมัยโบราณจึงได้มีการทำรูปแบบจำลองต้นกัลปพฤกษ์ต้นไม้สารพัดนึกขึ้น โดยเกี่ยวเนื่องกับงานที่เป็นพิธีหลวง บางโอกาสเพื่อใช้เป็นที่ติดเงินปลีกสำหรับทิ้งทานให้แก่คนยากจน ตัวอย่างเช่น งานพระราชทานเพลิงพระศพหรือศพ เช่น การพระราชทานเพลิงศพท้าวสมศักดิ์ ที่วัดสุวรรณาราม ในรัชกาลที่ 1 มีหมายรับสั่งว่า 
 
“อนึ่ง ให้สมุห์บัญชีจัตุสดมภ์เบิกไม้ไปทำโรงโขนโรงหุ่น แล้วให้จัดแจงต้นกัลปพฤกษ์ไม้เสียบลูกกัลปพฤกษ์ แลกระไดขึ้นต้นกัลปพฤกษ์ให้พร้อม” กับ “ให้เกณฑ์ผลมะกรูด ผลมะนาว ขุนหมื่นเข้าส้มทิ้งทาน ตำรวจรักษาต้นกัลปพฤกษ์วันละ 2 ต้น”
 
ทั้งนี้ โครงพุ่มของต้นกัลปพฤกษ์ โดยทั่วไปมักทำเป็นโครงไม้ผูกเป็นพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ แต่ละชั้นจะติดลูกมะนาว มะกรูด ซึ่งเจาะให้เป็นรูใส่เงินปลีกไว้ข้างใน ใต้พุ่มทำยกพื้นขึ้นเสมอระดับตา ใช้เป็นที่ยืนทิ้งทาน 
 
เมื่อถึงเวลาทิ้งทาน พนักงานซึ่ง “นุ่งสมปักลายเสื้อครุย สวมลอมพอก” จะพาดกระไดขึ้นไปยืนอยู่บนยกพื้นใต้พุ่มต้นกัลปพฤกษ์ แล้วดึงลูกส้ม มะนาว มะกรูด ที่เสียบปลายไม้ที่เหลาเรียวยาวคล้ายคันเบ็ด วัดเหวี่ยงให้ลูกส้มปลิวไปตกห่างๆ ต้นกัลปพฤกษ์ คนที่รออยู่ข้างล่างก็จะกลุ้มรุมเข้าชิงลูกส้มกันอย่างสนุกสนาน กัลปพฤกษ์หรือต้นไม้สารพัดนึกจำลองนี้ จัดเป็นสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยศิลปลักษณะประเภทหนึ่ง เป็นประเพณีนิยมที่มีแต่โบราณ แล้วค่อยเสื่อมความนิยมลงในตอนปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” 
 
 
ต่อมาในระยะหลังๆ ก็ยังจัดทำต้นกัลปพฤกษ์จำลองขึ้นอีก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานศพแล้ว แต่จะเป็นงานเทศกาลรื่นเริง เช่น ปีใหม่ ก็จะนำสลากของขวัญไปติดไว้ที่ต้นกัลปพฤกษ์ ให้ผู้ร่วมงานได้สอยกัลปพฤกษ์รับของขวัญกันเป็นที่สนุกสนาน 
 
สำหรับปัจจุบัน ต้นไม้ที่เรียกกันว่า กัลปพฤกษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia bakeriana Craib อยู่ในวงศ์ Leguminosae มีชื่อพื้นเมืองที่เรียกกันต่างไปในแต่ละท้องถิ่นของไทย คือ กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง, ภาคเหนือ), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ) เป็นต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูงราว 12-15 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกสีเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่เรียงสลับมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน และจะทิ้งใบหมดยาม 
 
ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน เป็นไม้ขนาดเล็กที่มีดอกดกมาก ออกเป็นพวงห้อยลง หรือเป็นช่อตั้งขึ้นตามกิ่งหรือซอกใบ ดอกมี 5 กลีบมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอยู่ตรงกลาง ออกดอกสะพรั่งทั่วทุกกิ่งก้าน แลดูสวยงามไปทั้งต้น มีกลิ่นหอม ยามแรกบานเป็นสีชมพูอ่อนสดใสและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว ไปเรื่อยๆ จนใกล้ร่วงโรย 
 
ส่วนผลเป็นฝักกลม สีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 20-30 ซม. ภายในมีเมล็ดแบนๆ กลมรีสีน้ำตาลเป็นมันเรียงตัวอยู่ราว 30-40 เมล็ด 
 
เนื่องจากกัลปพฤกษ์มีดอกดกสวยงาม จึงมักปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือนและถนนหนทางต่างๆ แต่ประโยชน์ทางด้านพืชสมุนไพรก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อในฝัก ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ, เมล็ด ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น หืด ริดสีดวง แน่นหน้าอก ขับลม โลหิตพิการ ถ่ายพยาธิ และแก้ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง และร่างกาย เป็นต้น 
 
ปัจจุบัน ต้นกัลปพฤกษ์เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำจังหวัดขอนแก่น 
 
 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-24 14:06:59 IP : 171.97.78.91


ความเห็นที่ 45 (3407118)

 สมุนไพรใกล้ตัว..... ผักกาดน้ำ หรือ หญ้าเอ็นยืด 

สมุนไพรแก้ร้อนใน เจ็บคอ แก้อักเสบ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว
 
 
 
รูปภาพรูปภาพ
 
 
 
ชื่ออื่นๆ หญ้าเอ็นยืด,หมอน้อย,เชียแต้เฉ้า,ฮำผั่วเช่า(จีน),หญ้าเอ็นอืด(เชียงใหม่),ผักกาดน้ำ
 
ชื่อสามัญ Plantain
 
วงศ์ Plantaginaceae
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ .......... เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี
ต้น: ลำต้นอยู่ใต้ดิน มีความสูงประมาณ ๓๐-๕๐ ซม. ใบงอกขึ้นมาจากดิน ก้านยาว
ใบ: ขอบใบค่อนข้างเรียบ ใบเป็นรูปไข่โคนเรียวแหลม คล้ายใบผักคะน้า เส้นใบวิ่งตามยาว ๕เส้น สีเขียวไม่เข้ม
ดอก: ออกเป็นช่อเล็กๆชูขึ้นมาจากกลางกอ ยาวติดตามก้านที่พุ่งจากดิน ช่อดอกเป็นแท่นยาว ๑๐-๒๐ ซม. ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมเหลือง ไม่มีก้าน
ผล: มีลักษณะรูปไข่ เมื่อแก่จะแตกตามขวาง ภายในผลมีเมล็ดมาก เมล็ดมีขนาดเล็ก มีสีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ เมล็ดมีขนาดยาว ๑-๑.๕มม.
การขยายพันธุ์: เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ชอบดินที่มีส่วนผสมพิเศษและขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ส่วนที่ใช้: ทั้งต้น
 
สรรพคุณทางสมุนไพร
 
หญ้าเอ็นยืดอุดมไปด้วย เบต้าแคโรทีน วิตามินบี วิตามินซี และโอสถสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กำจัดพิษ เป็นยาระบายอ่อนๆ
 
ทั้งต้น ยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนในและเจ็บคอ บรรเทาอาการผิวหนังอักเสบ แมลงกัดต่อย แผลเรื้อรัง คันจากการแพ้พืช
 
ใบสด เมล็ด บำบัดอาการขับปัสสาวะ 
 
ขนาดและวิธีใช้ ใช้ต้นสด 5 - 10 กรัม ต้มกับน้ำดื่มแต่น้ำ วันละ 2 ครั้ง 
 
ได้มีมีการทดลองทางคลินิก กับคนไข้ที่เป็นนิ่วในท่อไตที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยใช้ต้นผักกาดน้ำ สดหนัก 130 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองได้น้ำยาประมาณ 750 ซีซี ให้คนไข้ดื่มหมดใน 1 วัน ติดต่อกัน 2 วัน ทดลองกับคนไข้ 2 คน ถ้านิ่วไม่หลุด ให้ดื่มซ้ำอีกทุกอาทิตย์ ผลปรากฏว่า นิ่วจะหลุดออกมาใช้เวลา 2 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : 
- ผักกาดน้ำแห้งหรือสดก็ได้ประมาณ ๑ กำมือ ต้มกับน้ำตาลประมาณ ๑ ลิตร กินแก้ร้อนในและเจ็บคอ
 
ย่อยข่าวงานวิจัย...
ผลการยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ของผักกาดน้ำ 
กรดเออโซลิก (Ursolic acid) เป็นสารต้านการอักเสบที่แยกได้จากผักกาดน้ำ (Plantago major Linn.) ให้ผลยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase COX-2 isoenzyme เมื่อทดลองในหลอดทดลอง มีค่า IC50 130mM ในขณะที่ IC50 สำหรับ COX-1 isoenzyme เท่ากับ 210 mM ค่าคงทนเฉพาะเจาะจง (selectivity) ต่อ COX-2 เท่ากับ 0.6 ใกล้เคียงกับ NS-398 ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ ความเฉพาะเจาะจงต่อการยับยั้ง COX-2 isoenzyme จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาในการบ่ม (incubate) นานขึ้น ในขณะที่ผลการยับยั้ง COX-1 isoenzyme ไม่ขึ้นกับเวลาในการบ่มยาต้านการอักเสบที่มีฤทธิ์ไม่เฉพาะเจาะจงมีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร สารที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อการยับยั้ง COX-2 isoenzyme จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวต่ำกว่า
 
ทั้งต้น มีกรด Citric และ oxalic, emulsin, acubin, invertin
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-26 20:59:03 IP : 61.90.83.108


ความเห็นที่ 46 (3407122)

 ชัยพฤกษ์.... ต้นไม้แห่งชัยชนะ

 
ไม้ชัยพฤกษ์ หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่างๆ
 
 
รูปภาพ : ชัยพฤกษ์....  ต้นไม้แห่งชัยชนะ
ไม้ชัยพฤกษ์ หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่างๆ
ชื่อสามัญ Javanese Cassia
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia javanica L.
วงศ์ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ดอกสีชมพูเข้ม เมื่อออกดอกไม่ทิ้งใบ ฝ้กเกลี้ยงใช้ทำยาได้ (จาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)
ชัยพฤกษ์ เป็นไม้มงคล ตามชื่อ หมายถึงต้นไม้แห่งชัยชนะ ใบใช้ประดิษฐ์เป็นพวงมาลัยสวมศีรษะ เพื่อเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ แก่กวีและนักดนตรีในสมัยโบราณ สำหรับของไทย ช่อชัยพฤกษ์ประดับเป็นมงคลหลายที่ เช่น บนอินทรธนูข้าราชการ และประดับประกอบดาวบนอินทรธนูและหมวกของทหารและตำรวจทั้งหลาย
ตำนานชัยพฤกษ์...
ตำนานนี้ปรากฏในเทพปกรณัมของกรีก มีอยู่ว่า มีนางอัปสรนางหนึ่งชื่อ ดาฟเน่ (daphne) เป็นลูกสาวของเทพประจำแม่น้ำสายหนึ่งชื่อพีนีอูส
วันหนึ่งดาฟเน่ออกไปเที่ยวเล่นริมป่าไม่ไกลจากแม่น้ำ เธอได้พบกับเทพอพอลโลหรือสุริยเทพเข้าโดยบังเอิญ เทพอพอลโลหลงรักเธอโดยทันที และพยายามฝากรักด้วยคำที่นุ่มนวล แต่ความพยายามนั้นไร้ผล เมื่ออพอลโลสืบเท้ายังไม่ทันเข้าใกล้ เธอก็วิ่งไม่คิดชีวิต เค้ายิ่งวิ่งตามเธอก็ยิ่งวิ่งหนี และวิ่งหน้าสู่แม่น้ำ โดยตระหนักว่าตัวเธอเองเริ่มอ่อนแรง และเค้าที่เป็นคนแปลกหน้าใกล้ถึงตัวแล้ว พอดีถึงริมฝั่งน้ำจึงร้องขอให้พ่อของเธอช่วย สิ้นคำร้องขอ ร่างของเธอค่อยกลายเป็นต้นไม้โดยเท้าทั้งคู่เปลี่ยนเป็นราก แขนทั้งสองข้างและผมพลิ้วสยายกลายเป็นกิ่งก้านใบ เสื้อผ้าเปลี่ยนเป็นเปลือกห่อหุ้มลำต้นที่ยังสั่นไหวด้วยความกลัว ดาฟเน่ได้กลายเป็นต้นชัยพฤกษ์ไปแล้วด้วยความช่วยเหลือของบิดา
อพอลโลมาถึงก็ทราบทันทีว่าเธอได้จากไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองเธอแต่อย่างใด จึงมีบัญชาให้ไม้ชัยพฤกษ์เป็นไม้ที่พึงใจส่วนพระองค์ และใครๆ สามารถเก็บช่อใบร้อยเป็นพวงสวมศีรษะเป็นเกียรติยศแก่กวีและนักดนตรีได้ตลอดไป
ลักษณะ....
ไม้ต้น สูงถึง 15 เมตร ลำต้นสีน้ำตาล ทรงพุ่มใบกลมคล้ายร่ม เมื่อต้นยังอ่อนมีหนาม
ใบประกอบรูปขนนกปลายคู่ เรียงสลับ มีใบย่อย 5 - 15 คู่ แผ่นใบรูปไข่แกมรูปรี หรือรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 1.5 - 2.5 เซนติเมตร ยาว 2.5 - 5เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบกลม
ดอก เริ่มบานสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ใกล้โรยดอกสีขาว ออกเป็นช่อตามกิ่งยาว 5 - 16 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงสีแดง หรือแดงปนน้ำตาล ดอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร
ผลเป็นฝักกลมสีดำ ยาว 20 - 60 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร เมื่อแก่ไม่แตกมีเมล็ดจำนวนมาก
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดอินโดนีเซีย
ออกดอก กุมภาพันธ์ – เมษายน
ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด วิธีเพาะเช่นเดียวกับราชพฤกษ์
ประโยชน์ เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อน ๆ ปลูกประดับดอกสวยงาม
ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
 
ชื่อสามัญ Javanese Cassia
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia javanica L. 
วงศ์ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE 
ดอกสีชมพูเข้ม เมื่อออกดอกไม่ทิ้งใบ ฝ้กเกลี้ยงใช้ทำยาได้ (จาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)
 
ชัยพฤกษ์ เป็นไม้มงคล ตามชื่อ หมายถึงต้นไม้แห่งชัยชนะ ใบใช้ประดิษฐ์เป็นพวงมาลัยสวมศีรษะ เพื่อเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ แก่กวีและนักดนตรีในสมัยโบราณ สำหรับของไทย ช่อชัยพฤกษ์ประดับเป็นมงคลหลายที่ เช่น บนอินทรธนูข้าราชการ และประดับประกอบดาวบนอินทรธนูและหมวกของทหารและตำรวจทั้งหลาย
 
 
ตำนานชัยพฤกษ์...
 
ตำนานนี้ปรากฏในเทพปกรณัมของกรีก มีอยู่ว่า มีนางอัปสรนางหนึ่งชื่อ ดาฟเน่ (daphne) เป็นลูกสาวของเทพประจำแม่น้ำสายหนึ่งชื่อพีนีอูส
 
วันหนึ่งดาฟเน่ออกไปเที่ยวเล่นริมป่าไม่ไกลจากแม่น้ำ เธอได้พบกับเทพอพอลโลหรือสุริยเทพเข้าโดยบังเอิญ เทพอพอลโลหลงรักเธอโดยทันที และพยายามฝากรักด้วยคำที่นุ่มนวล แต่ความพยายามนั้นไร้ผล เมื่ออพอลโลสืบเท้ายังไม่ทันเข้าใกล้ เธอก็วิ่งไม่คิดชีวิต เค้ายิ่งวิ่งตามเธอก็ยิ่งวิ่งหนี และวิ่งหน้าสู่แม่น้ำ โดยตระหนักว่าตัวเธอเองเริ่มอ่อนแรง และเค้าที่เป็นคนแปลกหน้าใกล้ถึงตัวแล้ว พอดีถึงริมฝั่งน้ำจึงร้องขอให้พ่อของเธอช่วย สิ้นคำร้องขอ ร่างของเธอค่อยกลายเป็นต้นไม้โดยเท้าทั้งคู่เปลี่ยนเป็นราก แขนทั้งสองข้างและผมพลิ้วสยายกลายเป็นกิ่งก้านใบ เสื้อผ้าเปลี่ยนเป็นเปลือกห่อหุ้มลำต้นที่ยังสั่นไหวด้วยความกลัว ดาฟเน่ได้กลายเป็นต้นชัยพฤกษ์ไปแล้วด้วยความช่วยเหลือของบิดา
อพอลโลมาถึงก็ทราบทันทีว่าเธอได้จากไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองเธอแต่อย่างใด จึงมีบัญชาให้ไม้ชัยพฤกษ์เป็นไม้ที่พึงใจส่วนพระองค์ และใครๆ สามารถเก็บช่อใบร้อยเป็นพวงสวมศีรษะเป็นเกียรติยศแก่กวีและนักดนตรีได้ตลอดไป
 
 
ลักษณะ....
 
ไม้ต้น สูงถึง 15 เมตร ลำต้นสีน้ำตาล ทรงพุ่มใบกลมคล้ายร่ม เมื่อต้นยังอ่อนมีหนาม 
ใบประกอบรูปขนนกปลายคู่ เรียงสลับ มีใบย่อย 5 - 15 คู่ แผ่นใบรูปไข่แกมรูปรี หรือรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 1.5 - 2.5 เซนติเมตร ยาว 2.5 - 5เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบกลม 
ดอก เริ่มบานสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ใกล้โรยดอกสีขาว ออกเป็นช่อตามกิ่งยาว 5 - 16 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงสีแดง หรือแดงปนน้ำตาล ดอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร 
ผลเป็นฝักกลมสีดำ ยาว 20 - 60 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร เมื่อแก่ไม่แตกมีเมล็ดจำนวนมาก
 
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดอินโดนีเซีย 
 
ออกดอก กุมภาพันธ์ – เมษายน 
 
ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด วิธีเพาะเช่นเดียวกับราชพฤกษ์ 
 
ประโยชน์ เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อน ๆ ปลูกประดับดอกสวยงาม
 
ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-26 21:03:02 IP : 61.90.83.108


ความเห็นที่ 47 (3407430)

 สมุนไพร “มันแกว”....

 
การใช้ “มันแกว” ในการป้องกันกำจัด เพลี้ยอ่อน หนอนกระทู้ หนอนกะหล่ำ หนอนใยผัก มวนเขียว หนอนผีเสื้อ ด้วงหมัดกระโดด
 
 
 
 
 
 
 
ใน เมล็ดแก่ของมันแกวนั้นจะมีสารที่เป็นพิษต่อแมลง คือ สาร Pachyrrizin ซึ่ง เป็นพิษทางการสัมผัสและกระเพาะอาหาร มีประสิทธิภาพในการฆ่าแมลงและออกฤทธิ์ ต่อต้านการดดูดกินอาหารของแมลงศัตรูพืช
 
ชื่อ : มันแกว (YAM BEAN)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pachyrhizus erosus L. Urb.
ชื่อวงศ์ : Leguminosae
ชื่อสามัญ : Jicama, Yam bean
ชื่ออื่น : มันแกว (กลาง), หัวแปะกัวะ (ใต้),มันแกวละแวก มันแกวลาว (เหนือ), มันเพา (อีสาน)เครือเขาขน หมากบัง(เพชรบูรณ์) ถั่วกินหัว ถั่วบ้ง
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
 
มันแกวเป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะต้นเป็นเถาเลื้อย มีหัวใต้ดิน เป็นรากสะสมอาหาร โคนตันเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ดอกมีสีขาวหรือชมพูเป็นช่อ รูปร่างของดอกคตล้ายดอกบัว ผลเป็นฝักแบน มีขนปกคลุม ในหนึ่งฝักจะประกอบไปด้วยเมล็ดสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีแดงลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสแบน ประมาณ 8-10 เมล็ด โดยต้นมันแกว 1 ต้นมีเพียงหัวเดียว ส่วนที่ใช้รับประทานคือส่วนของรากแก้ว
 
แหล่งที่พบ :
ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในอเมริกาเขตร้อน ฟิลิปปินส์ อินเดีย จีน อินโดนีเซีย และ ไทย นิยขมปลูกเพื่อทานในส่วนของหัวสะสมอาหารใต้ดิน
ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ : เมล็ด และ หัว
 
สารสำคัญ :
เมล็ดมีสาร Pachyrrizin และ rotenone ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงได้เป็นอย่างดี และ Pachysaponin A และ B ซึ่งเป็นพิษต่อปลา แต่ถ้าคนทานเมล็ดแก่ของมันแกวเข้าไป จะส่งผลทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เกิดอาการช็อคหมดสติและหยุดหายใจได้
 
สรรพคุณทางยาสมุนไพร :
 
++ เมล็ด ใช้เมล็ดบดทาผิวหนังรักษาหูด และ ใช้เป็นยาเบื่อปลา
 
การนำไปใช้ทางการเกษตร :
 
วิธีที่ 1 สูตรสำหรับกำจัดแมลงวันนำเมล็ดมันแกวมาบดให้ละเอียด ใช้ในอัตราประมาณ ครึ่งกิโลกรัม ละลายในน้ำ 1 ปี๊บ แช่ทิ้งไว้นาน 2 วัน จากนั้นจึงกรองเอาแต่สารละลายที่ได้ไปฉีดพ่นในแปลงพืชผัก ผลไม้
 
วิธีที่ 2 สูตรกำจัดเพลี้ยและหนอนชนิดต่างๆใช้เมล็ดมันแกว จำนวน 0.5 กิโลกรัม บดให้ละเอียด แล้วละลายในน้ำ 5 ปี๊บ แช่ทิ้งไว้นาน 1 วัน จากนั้นจึงกรองเอาแต่น้ำไปฉีดพ่นในแปลงพืชผัก ผลไม้
ได้
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-28 08:40:34 IP : 171.97.3.192


ความเห็นที่ 48 (3407839)

 ราชพฤกษ์ หรือ คูน..... สัญญลักษณ์ประจำชาติไทย

 
ต้นสุดท้าย ต้นนี้แยกออกมาอย่างเด่นชัด เพราะมีช่อดอกห้อยระย้าสีเหลืองเป็นพวงสดใส สัญลักษณ์ของฤดูร้อน
 
 
 
รูปภาพ : ราชพฤกษ์ หรือ คูน..... สัญญลักษณ์ประจำชาติไทย
ต้นสุดท้าย ต้นนี้แยกออกมาอย่างเด่นชัด เพราะมีช่อดอกห้อยระย้าสีเหลืองเป็นพวงสดใส สัญลักษณ์ของฤดูร้อน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassis fistula Linn.
ตระกูล CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ Golden Shower Tree, Purging Cassia
ลักษณะทั่วไป
ราชพฤกษ์ หรือ คูน เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียใต้ ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ไปจนถึงอินเดีย พม่า และศรีลังกา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่โล่งแจ้ง สามารถปลูกได้ทั้งดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ทนต่อความแห้งแล้งและดินเค็มได้ดี แต่ไม่ทนในอากาศหนาวจัด
ราชพฤกษ์เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 12-15 เมตร ผิวเปลือกสีขาวปนเทา ผิวเรียบมีรอยเส้นรอบต้น
และรอยปมอยู่บริเวณที่เกิดของกิ่ง อยู่เป็นบางจุดของลำต้น
ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อยเป็นคู่ออกจากก้านสบ ใบย่อยมีประมาณ 4-8คู่ ใบรี รูปไข่ โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ มีสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร
ดอกออกเป็นช่อตามก้านใบ ช่อยห้อยลงล่างเวลาออกดอกใบจะร่วง ดอกมีสีเหลืองภายในดอกจะมองเห็นเป็นเส้นประมาณ 8-10 อันคือ เกสรตัวผู้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกประมาณ 4 เซนติเมตร
ผลมีลักษณะเป็นฝักยาวกลม ทรงกระบอก ปลายแหลมสั้น มีสีเขียวเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ผิวเปลือกแข็งเรียบ ภายในฝักจะมีชั้นกั้นเป็นช่อง ๆ แต่ละช่องประกอบด้วยเมล็ด มีลักษณะแบน ในแต่ละช่องจะมี 1 เมล็ด และมีสารสีดำนุ่มหุ้มเมล็ดอยู่ด้วย ขนาดความยาวของฝักประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีเส้นรอบวงประมาณ 5-7 เซนติเมตร เมล็ดมีพิษ
การเป็นมงคล...
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้ประจำบ้านจะช่วยให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าสูงและยังเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทยอีกด้วยนอกจากนี้คนไทยโบราณเชื่ออีกว่าใบของต้นราชพฤกษ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์ให้ใบทำน้ำพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ได้ผลดีดังนั้นจึงถือว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนาม
ตำแหน่งที่ปลูก...
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นราชพฤกษ์ทางทิศตะวัตตกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้น ผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือและเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก
สรรพคุณ...
ส่วนต่างๆ ของต้นราชพฤกษ์มีประโยชน์ดังนี้
- ฝักแก่ เนื้อสีน้ำตาลดำและชื้นตลอดเวลา มีรสหวาน สามารถใช้เป็นยาระบายได้ โดยนำฝักมาต้มกับน้ำ และเติมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือก่อนรับประทานอาหาร
- นอกจากนั้น ฝักแก่ยังมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง เมื่อนำฝักมาบดผสมน้ำแช่ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน สารละลายที่กรองได้สามารถฉีดพ่นกำจัดแมลงและหนอนในแปลงผักได้ฝักแก่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มด้วยเตาเศรษฐกิจ มีขนาดที่พอเหมาะ ไม่ต้องผ่า เลื่อยหรือตัด
- เนื้อของฝักแก่ใช้แทนกากน้ำตาลในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์และจุลินทรีย์ขยาย
- ฝักอ่อน สามารถใช้ขับเสมหะได้
- ใบ สามารถนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคได้
- ดอก แก้แผลเรื้อรัง
 
 
 
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassis fistula Linn.
 
ตระกูล CAESALPINIACEAE
 
ชื่อสามัญ Golden Shower Tree, Purging Cassia
 
ลักษณะทั่วไป
 
ราชพฤกษ์ หรือ คูน เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียใต้ ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ไปจนถึงอินเดีย พม่า และศรีลังกา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่โล่งแจ้ง สามารถปลูกได้ทั้งดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ทนต่อความแห้งแล้งและดินเค็มได้ดี แต่ไม่ทนในอากาศหนาวจัด 
ราชพฤกษ์เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 12-15 เมตร ผิวเปลือกสีขาวปนเทา ผิวเรียบมีรอยเส้นรอบต้น
และรอยปมอยู่บริเวณที่เกิดของกิ่ง อยู่เป็นบางจุดของลำต้น 
ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อยเป็นคู่ออกจากก้านสบ ใบย่อยมีประมาณ 4-8คู่ ใบรี รูปไข่ โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ มีสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร
ดอกออกเป็นช่อตามก้านใบ ช่อยห้อยลงล่างเวลาออกดอกใบจะร่วง ดอกมีสีเหลืองภายในดอกจะมองเห็นเป็นเส้นประมาณ 8-10 อันคือ เกสรตัวผู้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกประมาณ 4 เซนติเมตร 
ผลมีลักษณะเป็นฝักยาวกลม ทรงกระบอก ปลายแหลมสั้น มีสีเขียวเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ผิวเปลือกแข็งเรียบ ภายในฝักจะมีชั้นกั้นเป็นช่อง ๆ แต่ละช่องประกอบด้วยเมล็ด มีลักษณะแบน ในแต่ละช่องจะมี 1 เมล็ด และมีสารสีดำนุ่มหุ้มเมล็ดอยู่ด้วย ขนาดความยาวของฝักประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีเส้นรอบวงประมาณ 5-7 เซนติเมตร เมล็ดมีพิษ
 
 
การเป็นมงคล...
 
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้ประจำบ้านจะช่วยให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าสูงและยังเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทยอีกด้วยนอกจากนี้คนไทยโบราณเชื่ออีกว่าใบของต้นราชพฤกษ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์ให้ใบทำน้ำพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ได้ผลดีดังนั้นจึงถือว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนาม
 
 
ตำแหน่งที่ปลูก...
 
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นราชพฤกษ์ทางทิศตะวัตตกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้น ผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือและเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก
 
 
สรรพคุณ...
 
ส่วนต่างๆ ของต้นราชพฤกษ์มีประโยชน์ดังนี้
 
- ฝักแก่ เนื้อสีน้ำตาลดำและชื้นตลอดเวลา มีรสหวาน สามารถใช้เป็นยาระบายได้ โดยนำฝักมาต้มกับน้ำ และเติมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือก่อนรับประทานอาหาร 
- นอกจากนั้น ฝักแก่ยังมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง เมื่อนำฝักมาบดผสมน้ำแช่ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน สารละลายที่กรองได้สามารถฉีดพ่นกำจัดแมลงและหนอนในแปลงผักได้ฝักแก่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มด้วยเตาเศรษฐกิจ มีขนาดที่พอเหมาะ ไม่ต้องผ่า เลื่อยหรือตัด 
- เนื้อของฝักแก่ใช้แทนกากน้ำตาลในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์และจุลินทรีย์ขยาย
- ฝักอ่อน สามารถใช้ขับเสมหะได้
- ใบ สามารถนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคได้
- ดอก แก้แผลเรื้อรัง
 
http://www.pompernpong.net/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-30 14:43:38 IP : 58.9.115.90


ความเห็นที่ 49 (3407897)

 สมุนไพรพิกุล.... ยาบำรุงหัวใจ

 

 

 

 
..ดอกพิกุล ร่วงหล่น บนพื้นดิน 
รัญจวนกลิ่น เลือนลาง ค่อยจางหาย 
เคยนั่งเรียง เคียงหยอก เก็บดอกราย 
ใจสลาย พิกุล กรุ่นกลิ่นจาง.. 
 
..พิกุลจาง นางจาก พรากกันแล้ว 
ดั่งดวงแก้ว ยามเช้า คราวรุ่งสาง 
หอมไอดิน กลิ่นอรุณ ละมุลบาง 
กลับมาจาง หายจาก พรากพิกุล.. 
 
 
..พิกุลแกม กลิ่นแก้มนาง มาจางหาย 
พิกุลกลาย กลิ่นกำจร อาวรณ์หวัง 
พิกุลไกล ไม่กลับแล้ว แคล้วใจพัง 
พิกุลใกล้ ใจเพียงหวัง ยังอาวรณ์.... 
 
 
ดอกพิกุล ละมุลกลิ่น ยินนามนุช 
เหมือนถูกฉุดรั้งใจให้ถวิล 
นามพิกุล กรุ่นแก้ว บรรจงจินต์ 
โปรยปูถิ่นแดนด้าว อย่าร้าวราญ...
 
 
ดอกไม้งามของไทยวิไลเลิศ 
งามบรรเจิดแจ่มซึ้งจึงขับขาน 
กวีกลอนผ่อนจิตมิตรเบิกบาน 
ขอเชิญท่านประดับไว้ ในใจงาม...
 
พิกุล....
 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Mimusops elengi L.
 
ชื่อสามัญ: Spanish Cherry, Tanjong tree, Bullet wood 
 
ชื่ออื่น: ซางดา, กุล, แก้ว, พิกุลป่า, ตันหยง
 
วงศ์: SAPOTACEAE
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
 
ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 8-15 ม. ทรงพุ่มกลมแน่นทึบ แตกกิ่งจำนวนมาก เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทา มีรอยแตกตามยาวของลำต้น เนื้อไม้ด้านในเป็นไม้เนื้อแข็งสีอมเหลืองอ่อนๆ 
 
ใบ ใบเรียงเวียนสลับ ใบเดี่ยว รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 2 – 6 ซม. ยาว 7 – 15 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆ ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น
 
ดอก ดอกเดี่ยวหรือดอกช่อออกเป็นกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเรียงเป็น 2 ชั้นๆ ละ 4 กลีบ กลีบดอกสีขาวมี 24 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นในมี 16 กลีบ ชั้นนอกมี 8 กลีบ โคนเชื่อมกันเล็กน้อย มีกลิ่นหอม ดอกบานวันเดียวแล้วโรย เมื่อใกล้โรยกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็นเหลืองอมสีน้ำตาล
 
ผล ผลเดี่ยว รูปไข่ กว้าง 1.0-1.5 ซม. ยาว 2.5-3.0 ซม. ปลายแหลม ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีแดงหรือสีแดงอมส้ม เนื้อสีเหลือง รสหวานอมฝาด มีเมล็ดแข็ง แบน รี
 
ส่วนที่ใช้ : ดอก เปลือก เมล็ด แก่นที่ราก ใบ
 
สรรพคุณ :
 
ดอกสด - เข้ายาหอม ทำเครื่องสำอาง แก้ท้องเสีย
ดอกแห้ง - เป็นยาบำรุงหัวใจ ปวดหัว เจ็บคอ ขับเสมหะ
ผลสุก - รับประทานแก้ปวดศีรษะและแก้โรคในลำคอและปาก
เปลือก - ยาอมกลั้วคอ ล้างปาก แก้เหงือกบวม รำมะนาด
เมล็ด - ตำแล้วใส่ทวารเด็ก แก้โรคท้องผูก
ใบ - ฆ่าพยาธิ
แก่นที่ราก - เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต ขับลม
กระพี้ - แก้เกลื้อน
 
การเป็นมงคล
 
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นพิกุลทองไว้ประจำบ้านจะทำให้มีอายุยืน เพราะโบราณเชื่อว่าต้นพิกุลทองเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุยาวนาน ดังนั้นจึงนิยมใช้เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลได้เป็นอย่างดี เช่นด้ามหอกที่ใช้เป็นอาวุธ เสาบ้าน พวงมาลัยเรือ และยังมีความเชื่ออีกว่าต้นพิกุลทองเป็นต้นไม้ที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เพราะโบราณเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่
 
ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
 
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นพิกุลทองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันจันทร์หรือวันเสาร์ เพราะคนโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองผู้ปลูกควรเป็นสุภาพสตรี เพราะพิกุลเป็นชื่อที่เหมาะสำหรับสุภาพสตรี
 
การปลูก
 
ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง
 
การดูแลรักษา
 
แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง 
น้ำ ต้องการปริมาณน้ำน้อย ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง อายุประมาณ 4 ปี สามารถทนต่อสภาพธรรมชาติได้
ดิน ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นน้อยถึงปานกลาง
ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 4-6 ครั้ง
การขยายพันธุ์ การตอน การเพาะเมล็ด วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด
โรค ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร
 
ช่วงเวลาเก็บ...
ดอกออกตลอดปี ดอกพิกุลส่วนใหญ่เก็บเฉพาะกลีบดอกที่ร่วงหล่นตามโคนต้น ล้างทำความสะอาดแล้วตากแห้ง ใช้เป็นยาหรือเครื่องหอมได้
 
สารสำคัญ
ในดอกมีน้ำมันหอมระเหย saponin และ alkaloid
 
การทดลองทางคลีนิค
น้ำสกัดดอกพิกุลแห้งมีฤทธิ์ทางขับปัสสาวะในสุนัขที่สลบ และทำให้ความดันโลหิตลดลง การเต้นของหัวใจลดลง แม้ว่าจะนำน้ำสกัดดอกพิกุลที่เอาเกลือโพแทสเซียมออกไปทดลองขับปัสสาวะในสุนัข หนูขาวปกติ และหนูขาวที่ตัดต่อมหมวกไตออก ก็ยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และฤทธิ์ของน้ำคั้นดอกพิกุลไม่แตกต่างจาก spironolactone เมื่อทดลองในหนูที่ตัดต่อมหมวกไตออก
 
ประโยชน์อื่น
เนื่องจากพิกุลเป็นไม้ขนาดใหญ่ บางประเทศใช้เนื้อไม้ในการก่อสร้าง เช่น ขุดเรือทำสะพาน ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี เป็นต้น ลำต้นมักมีเชื้อราทำให้เป็นโรคเนื้อไม้ผุ และมักโค่นล้มง่าย เมื่อมีพายุ ในต้นที่มีอายุมากบางต้นพบว่าเนื้อไม้มีกลิ่นหอม เรียกว่า “ขอนดอก” เชื่อกันว่าเกิดจากเชื้อราบางตัว ขอนดอกก็นำมาเป็นส่วนประกอบของยาหอมได้เช่นเดียวกับดอกพิกุล
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-31 19:59:07 IP : 110.168.169.194


ความเห็นที่ 50 (3410660)

 มหัศจรรย์.... ใบหม่อน อนาคตพืชเศรษฐกิจไทย

 
ในอดีตเรามีการปลูกหม่อนไว้สำหรับเลี้ยงไหม เพื่อให้ได้รังไหมแล้วนำไปต้มสาวไหมให้ได้เส้นใยเพื่อนำไปท่อผ้า ต่อมามีการขายตัวไหมซึ่งทางภาคอีสานจะมีการนำ ตัวไหมไปทอดกินเป็นอาหาร เพราะตัวไหมจะมีคุณค่าทางโภชนาการคือสารอาหารโปรตีนสูง มีรสชาติมัน ปัจจุบันหม่อนเป็นพืชที่มีผู้คนให้ความ
สนใจมากขึ้น เนื่องจากมีการสนับสนุนและส่งเสริมให้เป็น product champion ของประเทศ
จากการศึกษาตำราไทย และตำราจีน พบสรรพคุณของหม่อนมากมาย
 
ชาวอีสานทำต้มยำไก่/เป็ดโดยใส่ยอดหม่อนเพื่อเพิ่มรสชาติในใบหม่อนมียางสีขาว (Latex) ซึ่งเป็น
สารที่มีฤทธิ์คล้ายยากล่อมประสาทอ่อน ๆ และพบในผลหม่อนดิบด้วย แต่ผลสุกแล้วจะไม่มียาง นอกจากนี้ใบหม่อนยังมี protein สูง จึงเกิดแนวคิดที่จะนำมาทำ“ชาใบหม่อน” โดยนำตำราจากเมืองจีน ซึ่งนำใบหม่อนมาต้มดื่มและใช้ล้างหน้า ซึ่งจากการวิเคราะห์ใบหม่อนพบว่า มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาสูงโดยเฉพาะใบชาที่ได้จากฝนแรกจะมีสรรพคุณสูงเพราะมีการสะสมของสารสำคัญไว้มาก
 
 
สรรพคุณพื้นบ้าน
 
ผล : เป็นยาระบาย บำรุงเส้นประสาท บำรุงหัวใจ : บำรุงไต (จีน)
แก่น/ลำตัน : บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามข้อ เหน็บชา (จีน)
เปลือก : แก้ไอขับปัสสาวะ (จีน)
ราก/ใบ : ลดน้ำตาลและความดันในเลือด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ใบแทนรากเพราะมีสรรพคุณเหมือนกัน
 
 
ส่วนที่ใช้และพันธุ์พืช
 
ส่วนของพืชหม่อนที่พบสารสำคัญมากที่สุดคือ ส่วนยอด รองลงมาคือ ใบอ่อน และใบแก่ ตามลำดับ
การปลูกหม่อนในพื้นที่ที่ต่างกันจะทำให้ได้สารสำคัญแตกต่างกันเช่นกัน ปัจจุบันพบว่าหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 และหม่อนพันธุ์นครราชสีมา 60 เป็นพันธุ์ที่ได้สาระสำคัญสูงกว่าหม่อนพันธุ์พื้นเมือง
 
 
http://ittm.dtam.moph.go.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-18 20:26:29 IP : 58.9.3.248





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.