ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > เส้นสิบพิศดาร(อย่างละเอียด)ควา...

เส้นสิบพิศดาร(อย่างละเอียด)ความรู้เบื้องลึก


ผู้ที่โพสต์ไม่ใช่อาจารย์นะคะแต่เป็นท่านผู้รู้ท่านหนึ่ง ที่ท่านได้โพสต์ไว้ตรงกับที่อาจารย์ศึกษามาบางส่วนจึงเห็นเป็นประโยชน์มากๆทำให้เข้าใจการเป็นมาของเส้นพลังในกายต่างๆและตรงกับจุดตัดจุดนวดในวัดโพธิ์พอดี ในส่วนตัวอาจารย์โชคดีมากที่ได้รับการคัดเลือกให้เรียนนวดกับท่านอาจารย์เพราะท่านเลือกสอนศิษย์บางคนเท่านั้น ตอนนี้อยู่ในระหว่างศึกษาอยู่.......ลองอ่านดูนะจัดเต็ม

เส้นสิบ พิสดาร (เส้นวิญญาณ)

                    ปถมังกำเนิด ข้าเคยได้ยินและเรียนรู้มาเช่นนี้ว่าในมหาจักรวาลอันไพศาล ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากการรวมตัวกันจาก มหาภูติรูปสี่อันเป็น ปฐมธาตุได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีอากาศธาตุ เป็นช่องว่างรองรับการรวมตัว และการสลายตัว ของปฐมธาตุทั้งสี่ ซึ่งมีคุณสมบัติเด่น ประจำตนเช่นนี้

·        ธาตุดิน (ปฐวี) จะเป็นตัวแทน และแสดงภูมิรู้ของตน ในความเป็นของแข็ง และความแข็งแกร่ง

·        ธาตุน้ำ (อาโป) จะเป็นตัวแทนของทุกสิ่งที่เป็นของเหลวไหลไปมา แทรกเอิบอาบไปในทุกสิ่ง และความชุ่มฉ่ำ เยือกเย็น

·        ธาตุลม (วาโย) จะเป็นตัวแทนของ สิ่งที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง และความแปรปรวน

·        ธาตุไฟ (เตโช) จะเป็นตัวแทนของ อุณหภูมิความร้อน (เย็น) และความรุ่มร้อน

·        อากาศธาตุ มีลักษณะเป็นที่ว่างเปล่า เป็นสถานที่รองรับการเกิดขึ้น (อุบัติ) และสลายไป (จุติ) แห่งรูปและนาม (อุปาทายรูป- รูปและนาม อันเกิดจาก มหาภูติรูปสี่) มหาภูตรูปสี่ ที่รวมตัวกันในความว่าง (อากาศธาตุ) เกิดเป็นโครงสร้างของกายมนุษย์ มี 2 สถานะ คือ

1. ในรูปของสสาร (ดิน 20, น้ำ 12, ลม 6, ไฟ 4, และอากาศธาตุ 9) ซึ่งเป็นของที่ไร้ชีวิต

2. ในรูปของพลังงาน ในการแพทย์แผนไทยให้ชื่อพลังงานกลุ่มนี้ว่า ปิตตะ, วาตะ, และเสมหะ ซึ่งทำงานภายใต้เจตนา (เจสิก) ของจิต (วิญญาณ) ที่เข้าครอบครอง และเจสิกตัวนี้เป็นตัวตั้งต้น กำหนดให้พลังงานทั้งหมดประกอบมหาภูตรูปสี่ ในส่วนของสสาร คือ ดิน20, น้ำ 12, ลม 6, ไฟ 4 ในความว่าง และเมื่อ เจสิก ได้ประกอบกลุ่มของพลังงาน และ กลุ่มแห่งรูป เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับจิต(วิญญาณ)ผู้สร้าง    เจสิก ได้เข้าครอบครองและควบคุมทุกสถานะแล้ว ชีวิตมนุษย์ย่อมเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์

หมายเหตุ 1. ดิน(ปฐวี) 20, น้ำ(อาโป) 12, ลม(วาโย) 6, ไฟ 4(เตโช), และอากาศธาตุ 9

·        อากาศธาตุ ในคัมภีร์แพทย์     กำหนดอากาศธาตุเป็นส่วนประกอบแห่งกายมนุษย์ มี 9ประการในบุรุษ(เรียก นวทวาร) และมี10 ประการในสัตรี มีตำแหน่งอยู่ที่ ช่องจมูก 2 , ช่องตา 2, ช่องหู 2, ช่องปาก 1 , ช่องทวาร เบา 1 , ช่องทวารหนัก 1, รวม 9 ประการและช่องกำเนิดในสตรี 1

2. ความจริงแล้ว ปิตตะ วาตะ และ เสมหะ มีสภาพ 2 สถานะ คือ เป็นทั้งพลังงานและสสาร

·        เสมหะ

- ส่วนที่เป็นสสารมีลักษณะเหมือนโคลนตม เช่น หนอง, เสลด ฯลฯ ซึ่งเป็นลักษณะของ ดิน + น้ำ (คือ เมหะ เช่น ปรเมหะ, มธุเมหะ เสมหะ(เสลด)

- ส่วนที่เป็นพลังงาน คือ การหมุนเวียนถ่ายเทความร้อน (ความเย็น)

·        วาตะ

- ส่วนที่เป็นสสารมีลักษณะ ของลมที่ตีขึ้นเป็นก้อนๆ จุกในอก เป็นก้อนๆ ในอวัยวะ เป็นเม็ดๆเหมือนทราย ในกล้ามเนื้อ ฯลฯ ซึ่งเป็นลักษณะของ ดิน+ลม

- ส่วนที่เป็นพลังงาน คือ การเคลื่อนไหวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เช่น การเคลื่อนที่ของกระแสประสาท การเคลื่อนที่ของโลหิต การเคลื่อนที่ของลมสุมนา

·        ปิตตะ

- ส่วนที่เป็นสสาร คือตัวสารตั้งต้นของปฏิกิริยาสันดาป เช่น เม็ดโลหิตแดง  น้ำย่อยอาหาร น้ำดี ฯลฯ ซึ่งเป็นลักษณะของ ดิน + ไฟ

- ส่วนที่เป็นพลังงาน คือ พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจากการสันดาป อันเกิดจาก ปฏิกิริยาของสารชีวะเคมี มีลักษณะ เป็นกลุ่มก้อนของคลื่นความร้อน

3.ในส่วนประกอบของธาตุแยกทำหน้าที่หลัก ๓ ธาตุและเป็นเหตุทำให้เจ็บป่วยมี

·        เสมหะ ประกอบด้วย ศอเสมหะ, อุระเสมหะ, คูถเสมหะ

·        วาตะ ประกอบด้วย    สัตถกวาตะ, หทัยวาตะ, สุมนาวาตะ

·        ปิตตะ ประกอบด้วย      กำเดา, พัทธะปิตะ, อพัทธปิตะ

·        กระเปาะแก้วแห่งอากาศธาตุ ที่ตั้งอยู่ในกาย ทั้งเก้าจุด มีชื่อเรียกเฉพาะว่านวทวารบ้างก็เรียกเต็มยศว่านวโลกุตรธรรมเจ้าเก้าประการมีลักษณะเป็นที่ว่าง เป็นที่ตั้งของธาตุ 4 โดยมีธาตุที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน อยู่ตรงกันข้าม และจุดที่ตัดกึ่งกลางของธาตุ 4 เป็นที่ตั้งของ วิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ของมนุษย์) และปกติในกายมนุษย์ที่ชีวิตอยู่ ธาตุ 4 ในจุดนั้นๆ จะหมุนอยู่ตลอดเวลา และเราเรียกสภาพรวมทั้งหมดของแต่ละทวารว่าจักรหรือจักระ” (ไทยเราจะใช้คำว่า จักร) ตำแหน่งที่ตั้งและชื่อเรียกเฉพาะของนวทวารมีดังนี้

5. อัษฎากาศเบื้องบน                 (กลางกระหม่อม)

6. ทิพย์สูญ                               หว่างคิ้ว

7. มหาสูญ                                หว่างจักขุทั้งสอง

8. จุดสูญน้อย                            ปลายนาสิก

9. โคตรภู                                  ท้ายทอย

4. ห้องสมุด                               คอกลวง **

3. ห้องหทัยวัตถุ

2. ห้องนาภี

1. อัษฎากาศเบื้องล่าง                (ฝีเย็บ)

การวางธาตุทั้ง 4 ในแต่ละทวารจะมี 2 ลักษณะ คือวางแบบ หงายจักร และ คว่ำจักร (ซึ่งสามารถกำหนดให้ คว่ำ หรือ หงาย ได้ ด้วยอำนาจจิต) โบราณกล่าวกันว่า ปกติ ในเพศชาย ธาตุ 4 จะหมุนแบบ คว่ำจักร และ ปกติ ในเพศหญิง ธาตุ 4 จะหมุนแบบ หงายจักร

    น้ำ                                                                    น้ำ

ลม + ดิน                                                          ดิน + ลม

   ไฟ                                                                     ไฟ

คว่ำจักร (จักรสุกิตติมาตัวผู้)                        หงายจักร (จักรสุกิตติมาตัวเมีย)

วิธีการตั้งธาตุ นับธาตุ, เดินธาตุ แต่โบราณ เริ่มจาก จุดศูนย์กลาง (อันเป็นที่ตั้งของวิญญาณธาตุ) และพุ่งไปที่ธาตุใดธาตุหนึ่งที่ต้องการ

สมมุติ ใช้คว่ำจักร จากจุดศูนย์กลางไปธาตุไฟเรียกว่า การตั้งธาตุ

แล้วเวียนไปทางขวา เป็นธาตุดินเรียกว่ารองธาตุ

แล้วพุ่งผ่านไปธาตุลมแล้วเวียนไปธาตุน้ำแล้วกลับสู่ศูนย์กลาง

ลักษณะการเดินของธาตุ จะมีลักษณะคล้ายใบพัด ของเครื่องบิน (แต่ด้วยอำนาจจิต จะวางธาตุแบบใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดตายตัว)    ธาตุ 4 ที่ตั้งอยู่ในจักระ มีการเดินธาตุ เป็นลักษณะของใบพัดหมุนได้ จะเร็วจะช้า ขึ้นอยู่กับเหตุ 3 ประการ

1. แรงปรารถนาของจิต (ตันหา) จากวิญญาณธาตุที่อยู่ตรงกลาง (เหมือนมอเตอร์ที่คอยขับดันให้ใบพัดหมุน)

2. กระแสสนามพลังจากภายนอก เช่น สนามพลังจากดวงดาว แม่เหล็กโลก ฮวงจุ้ยฯลฯ ซึ่งเป็นพลังรบกวนจากภายนอกซึ่งมา ต้าน หรือ เสริม การหมุนของจักร (คล้ายลมที่พัดผ่านใบพัด)

3. มุมเอียงของใบพัด ของธาตุ 4 ซึ่งจะเอียงไปตามบุพกรรมของเจ้าของ หรืออาจเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจจิต โดยตั้งตำแหน่งของการตั้งธาตุและรองธาตุ ให้ตื้นลึกต่างกันมากน้อย (หมายถึง การบิดมุมของใบพัด) และเมื่อมีกระแสพลัง (ตามข้อ 1 หรือ 2 )ไหลผ่าน ใบพัดแห่งธาตุ 4 จะหมุน จะเร็ว, จะช้า ขึ้นอยู่กับมุมใบพัดที่ตั้งไว้การนับเรียงลำดับธาตุ มีอยู่ 2 แบบ คือแบบที่เป็นวัตถุธาตุ และพลังงานธาตุ

1. การนับเรียงแบบวัตถุธาตุ ปกติทั่วไป จะนับเรียงด้วยความเคยชินดังนี้ คือดิน, น้ำ, ลม,ไฟแต่ในทางการแพทย์แผนไทย จะเริ่มต้นที่ธาตุ ไฟก่อน(ไม่ว่าจะคว่ำหรือหงายจักร)โดยไฟให้ความร้อนแก่ดิน, ดินถ่ายความร้อนให้ นํ้า และทำให้เกิดลมพัด คือน้ำเคลื่อนที่ดังนั้นการนับ เรียงธาตุจึงเป็นไฟ, ดิน, น้ำ, ลมหรือนับกลับเช่น น้ำ, ดิน, ไฟ,ลมเป็นต้น

2. การนับเรียงแบบพลังงาน การนับเรียงแบบนี้จะก่อให้เกิดการหมุนจักร ทำให้เกิดพลังงานชีวิตที่ใช้หล่อเลี้ยงร่างกาย ดังอธิบายผ่านมาแล้ว การนับธาตุ จะนับดังนี้ ไฟ, ดิน, ลม,น้ำหรือหมุนกลับ น้ำ, ลม, ดิน, ไฟจักรทั้งเก้าที่หมุนอยู่ตามที่อธิบายไว้ เริ่มแรกต่างคนต่างหมุน บ้างหมุนช้า บ้างหมุนเร็วแตกต่างกันอยู่    เมื่อทุกจักรหมุนไประยะหนึ่ง ย่อมส่งพลังงานออกภายนอกและรวมกลุ่มพลังกันประสานเป็นหนึ่งเดียว และเป็นเหตุให้จักรทุกตัว เริ่มปรับตัวประสานกัน หมุนด้วยความเร็วเสมอกัน ก่อให้เกิดพลัง

ชีวิต พุ่งเป็นสายต่อเนื่องกันเป็นลำ ในแนวตั้งฉากกับผิวโลก (ในสัตว์ เดริฉาน พลังนี้จะขนานไปกับพื้น

โลก) และเรียก เส้นทางหรือนที ที่พลังชีวิตนี้เคลื่อนที่เป็นลำว่า สุมนานทีและเรียกพลังที่ไหลอยู่ในเส้นสุมนานี้ว่า วาตะธาตุ          สุมนานที ที่เกิดขึ้น เป็นประดุจดังเป็นแกนหมุนของจักรแห่งธาตุสี่ตัวใหญ่ (เกิดจากการรวมจักรทั้งเก้า) แรงปารถนาในการสร้างกายมนุษย์จากกึ่งกลางจุดตัดแห่งธาตุสี่ จะเริ่มดึงธาตุทั้งสี่ให้เป็นเส้นตรง และเริ่มนับธาตุในการสร้างวัตถุธาตุในสองแนว คือ

1.        แนวที่หนึ่ง โดยเริ่มนับที่ความร้อนคือธาตุไฟก่อน ซึ่งมีปกติพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน(แนบแนวกระดูกสันหลังขึ้นไป) ดังนั้นการนับเรียงธาตุจึงเริ่มที่ ไฟ, ดิน, น้ำ, ลม

·      โดยตำแหน่งของไฟ อยู่ที่ ฝีเย็บ เรียกงูไฟหรือศูนย์กำเนิดแห่ง ปิตตะธาตุ,

·      ดิน อยู่ที่กระเบนเหน็บ เรียกพัทธะปิตตะ,

·      น้ำ อยู่ที่กลางหลัง เรียก อพัทธะปิตตะ,

·     

ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์หน่อย :: วันที่ลงประกาศ 2011-11-02 15:04:38 IP : 125.27.237.60


1

ความเห็นที่ 1 (21581)

ทฤษฏีการไหลเวียนของพลังชีวิตในเส้นสิบนี้   สุมนาวาตะจะมีจุดกำเนิดที่นาภี เป็นธาตุลมไหลผ่านเข้าไปในธาตุดิน20(คือร่างกาย) ทำการ ควบคุมอวัยวะภายในและภายนอก โดยมีเส้นทางดังนี้

ข้อตกลงในการอธิบาย

      1. ซ้าย หมายถึงซ้ายมือของเจ้าของร่าง ผู้ถูกศึกษา

      2. ตำแหน่งที่นาภี ให้นำนาฬิกาวางที่ตำแหน่งสะดือของผู้ถูกศึกษา ตำแหน่งตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาเป็นทิศทางของเส้นต่างๆที่วิ่งออกจากนาภี มี 12 ตำแหน่ง ตำแหน่ง 1- 5 นาฬิกาจะอยู่ด้านซ้าย ตำแหน่ง 7-11 นาฬิกาจะเป็นด้านขวาเส้นที่วิ่งออกจากนาภีประกอบด้วย

      1. เส้นควบคุมการรับกลิ่น และอวัยวะภายนอก และภายในช่องท้อง-อก ด้านหลัง เรียกว่าเส้นอิทา ปิงคลาหรือเส้นจมูก ซ้าย-ขวา มีแนวเส้นดังนี้

เส้นอิทา เส้นจมูกด้านซ้าย มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 4 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าขาลงไปถึงเข่าแล้วอ้อมผ่านเข่าด้านหน้าย้อนกลับผ่านไปทางสะโพกด้านหลัง

·      ผ่านกระเบนเหน็บผ่านรูกระดูกแรกนับจากด้านล่าง แล้วแนบกระดูกสันหลังขึ้นไปถึงกำด้น

·      แล้วเดินเฉียงมากึ่งกลางศีรษะ แล้ววิ่งตรงขึ้นไปผ่านกลางกระหม่อม (เส้นนี้จึงรับและถ่ายเทพลังงานกับจันทรามณีได้โดยตรง บางท่านจึงเรียกเส้นนี้ว่าเส้นจันทร์)

·      ลงหน้าผาก แล้วเอียงซ้ายหลบ ดวงตาที่สามอันเกิดจากเส้นปิงคลา

·      ผ่านหัวตาลงมาสุดที่ปีกจมูกซ้าย ผ่านร่องกลางจมูก ตรงกลางริมฝีปาก

·      และระบายเข้าสู้เส้นสุมนา ที่ลิ้น

เส้นปิงคลา เส้นจมูกด้านขวา มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 8 นาฬิกา

·      เอียงเข้าหาสุริยะรัตตมณี ผ่านหน้าขาลงไปถึงเข่าแล้วอ้อมผ่านเข่าด้านหน้า

·      ย้อนกลับผ่านไปทางสะโพกด้านหลัง ผ่านกระเบนเหน็บ

·      ผ่านรูกระดูกแรกนับจากด้านล่าง แล้วแนบกระดูกสันหลังขึ้นไปถึงกำด้น

·      แล้วมุดเข้าไปในกะโหลกศีรษะ (หลบจันทรามณี) โผล่ออกที่หน้าผาก เป็นดวงตาที่สาม

·      (ผู้ฝึกได้พลังกุลฑาลินี ตาดวงนี้จะเป็นตาไฟทำให้บางท่านเรียกเส้นนี้ว่าเส้นอาทิตย์)

·      แล้วผ่านหัวตาลงมาสุดที่ปีกจมูกขวา ผ่านร่องกลางจมูก ตรงกลางริมฝีปาก

·      และระบายเข้าสู้เส้นสุมนา ที่ลิ้น

      2. เส้นควบคุมการมองเห็น และอวัยวะภายนอก และภายในช่องท้อง-อก ด้านข้างลำตัวเรียกว่าเส้นสหัสรังษี - ทวารีหรือเส้น ตา ซ้าย-ขวา มีแนวเส้นดังนี้

เส้นสหัสรังษี เส้นตาซ้าย มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าขาลงไปถึงข้างเข่าด้านใน แล้วเลยเลาะไปตามข้างกระดูกแข้งด้านใน

·      ผ่านตาตุ่มในด้านร้อยหวายเลาะข้างฝ่าเท้าไปที่นิ้วโป้ง

·      แล้วผ่านนิ้วชี้ ไปโผล่ที่นิ้วก้อย เลาะข้างขอบเท้ามาที่ตาตุ่มด้านนอก

·      แล้วเลาะแนบกระดูกขาไปตามน่องด้านนอก ผ่านหัวเข่าด้านนอก

·      ผ่านขาด้านข้างขึ้นมาที่หัวตะคากและเอวด้านซ้าย จุดนี้แยกเป็นสองเส้น

·      มีส่วนหนึ่งของเส้นไปที่ กระเบนเหน็บรูกระดูกที่ 2 นับจากด้านล่าง แล้ววิ่งขนานกับเส้น อิทา ขึ้นไปที่ต้นคอ (เรียกอีกชื่อว่าเส้นสันตฆาตซ้าย) ผ่านศีรษะขนานกับเส้นอิทา ไปที่หัวคิ้วด้านหน้าเข้าที่หัวตา ใต้ขอบตาด้านล่าง ลงที่มุมปากจุดบุ๋มกลางคาง แล้วลงที่คอหอย(หัวกระดูกไหปลาร้าด้านซ้าย)

·      ส่วนอีกเส้นหนึ่งวิ่งจากบั้นเอว(เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เส้นรัตฆาตซ้าย)มีเส้นวิ่งไปที่กระเบนเหน็บ รูกระดูกที่ 4 อีกส่วนวิ่งขึ้นไปใต้รักแร้ด้านหลัง แล้วแยกเป็นสองเส้น

·      เส้นหนึ่งวิ่งไปที่หัวนมซ้าย แล้วไปที่หัวกระดูกไหปลาร้าด้านซ้าย

·      ส่วนอีกเส้นจะวิ่งเข้าไปในแขนซ้ายด้านหลังวิ่งไปที่นิ้วก้อย ผ่านทุกนิ้วออกที่หัวนิ้วโป้งวิ่งตามแขนมาที่ต้นแขนด้านหน้า เลาะไปตามบ่า(อยู่ใต้เส้นกาลธาลี / ปัตฆาต) มาที่คอด้านหลังเชื่อมกันกับ

·      เส้นสันตฆาตซ้าย แล้ววิ่งไปบนศีรษะขนานไปกับเส้นอิทาที่กลางศีรษะ

เส้นทวารี เส้นตาขวา มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 9 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าขาลงไปถึงข้างเข่าด้านใน แล้วเลยเลาะไปตามข้างกระดูกแข้งด้านใน

·      ผ่านตาตุ่มในด้านร้อยหวายเลาะข้างฝ่าเท้าไปที่นิ้วโป้ง แล้วผ่านนิ้วชี้ ไปโผล่ที่นิ้วก้อย เลาะข้างขอบเท้ามาที่ตาตุ่มด้านนอก แล้วเลาะแนบกระดูกขาไปตามน่องด้านนอก

·      ผ่านหัวเข่าด้านนอก ผ่านขาด้านข้างขึ้นมาที่หัวตะคากและเอวด้านขวา จุดนี้แยกเป็นสองเส้น   มีส่วนหนึ่งของเส้นไปที่ กระเบนเหน็บรูกระดูกที่ 2 นับจากด้านล่าง แล้ววิ่งขนานกับเส้น ปิงคลา ขึ้นไปที่ต้นคอ (เรียกอีกชื่อว่าเส้นสันตฆาตขวา)

·      ผ่านศีรษะขนานกับเส้น อิทาไปที่หัวคิ้วด้านหน้าเข้าที่หัวตาขวา ใต้ขอบตาด้านล่าง ลงที่มุมปากขวา จุดบุ๋มกลางคาง แล้วลงที่คอหอย(หัวกระดูกไหปลาร้าด้านขวา)

·      ส่วนอีกเส้นหนึ่งวิ่งจากบั้นเอว(เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เส้นรัตฆาตขวา) มีเส้นวิ่งไปที่กระเบนเหน็บ รูกระดูกที่ 4 อีกเส้น วิ่งขึ้นไปไต้รักแร้ด้านหลัง แล้วแยกเป็นสองเส้น เส้นหนึ่งวิ่งไปที่หัวนมขวา แล้วไปที่หัวกระดูกไหปลาร้าขวาส่วนอีกเส้นจะวิ่งเข้าไปในแขนขวาด้านหลังวิ่งไปที่นิ้วก้อย

·      ผ่านทุกนิ้วออกที่หัวนิ้วโป้งวิ่งตามแขนมาที่ต้นแขนด้านหน้า เลาะไปตามบ่า(อยู่ใต้เส้นกาลธาลี / ปัตฆาต) มาที่คอด้านหลังเชื่อมกันกับเส้นสันตฆาตขวา แล้ววิ่งไปบนศีรษะขนานไปกับเส้น อิทา ที่กลางศีรษะ

       3. เส้นควบคุมการได้ยินเสียง และอวัยวะภายนอก และภายในช่องอก ด้านหน้าลำตัว เรียกว่าเส้นจัทภูสัง - รุทังหรือเส้น หู ซ้าย-ขวา มีแนวเส้นดังนี้

เส้นจันทภูสัง เส้นหู ด้านซ้าย มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 1 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าท้องด้านซ้ายไปที่หัวนมด้านซ้ายแล้วไปที่หัวดุมไหล่

·      มีส่วนหนึ่งไปที่แขน(ยังหาทิศทางไม่ได้)

·      อีกส่วนหนึ่งวิ่งไปตามบ่า ขนานไปกับเส้นสหัสรังษี วิ่งไปที่ใต้ใบหูซ้าย

เส้นรุทัง เส้นหู ด้านขวา มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 11 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าท้องด้านขวาไปที่หัวนมด้านขวาแล้วไปที่หัวดุมไหล่

·      มีส่วนหนึ่งไปที่แขน(ยังหาทิศทางไม่ได้)

·      อีกส่วนหนึ่งวิ่งไปตามบ่า ขนานไปกับเส้นทวารี วิ่งไปที่ใต้ใบหูขวา

4.        เส้นควบคุมกล้ามเนื้อทุกส่วน รวมถึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ห้อยแขวนอวัยวะภายนอกและภายในทั้งหมด เรียกว่าเส้นกาลธาลีด้านซ้าย และ ขวา มีแนวเส้นดังนี้

เส้นกาลธาลี ด้านซ้าย ออกจาก นาภี ตำแหน่ง 2 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าท้องด้านซ้ายแล้วแยกออกเป็นสองเส้น   เส้นหนึ่งไปที่หัวนมด้านซ้ายแล้วแยกออกเป็นสองเส้น เส้นหนึ่งไปที่ตรงกลางของกระดูกไหปลาร้าซ้ายผ่านต้นคอไปที่ กึ่งกลางของกรามด้านซ้ายผ่านใต้โหนกแก้ม ไปขมับอ้อมผ่านหลังหูไปที่ต้นคอ เข้าเชื่อมต่อกับเส้นกาลธาลีจากด้านหลัง

·      อีกเส้น ทะลุจากอกไปออกที่สะบักด้านหลังส่วนบน และล่าง แล้ว ไปที่หัวดุมไหล่เข้าที่แขนด้านบนวิ่งตรงไปออกที่หลังมือ แล้วแยกออกเป็น 5 เส้นไปตามนิ้วมือ

·      อีกเส้นหนึ่งแยกตรงหน้าท้องแล้ววิ่งตรงลงเบื้องล่าง แล้วแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งวิ่งลงตามหน้าขาผ่านหัวเข่าไปตามสันหน้าแข้งไปถึงข้อเท้าแล้วแตกเป็น 5 เส้น ไปตามนิ้วเท้าทั้งห้าด้านหลังเท้า อีกเส้นที่แยกออกไปที่กระเบนเหน็บ รูกระดูกที่ 3 นับจากข้างล่าง แยกเป็นสองทาง ทางแรกผ่านกลางก้นลงไปตามขาอ่อนด้านหลัง ลงไปกลางน่องจนถึงซ่นเท้าแล้วแตกเป็น 5 เส้น ไปตามนิ้วเท้าด้านฝ่าเท้า

·      ทางที่สองวิ่งไปตามแนวกระดูกสันหลัง(เรียกว่าเส้นปัตฆาต) ขนานไปกับเส้น อิทา (มุตฆาต) เส้น สหัสรังสี (เส้นสันตฆาต) ผ่านสบักด้านล่าง (ล็อกกับเส้นกาลธาลีที่มาจากอก) แยกไปเข้าแขนด้านล่าง ตรงไปฝ่ามือแล้วแยกออกเป็น 5  เส้นไปที่นิ้วมือ อีกแยกหนึ่งตรงขึ้นไปที่ต้นคอด้านหลัง เชื่อมกับเส้นกาลธาลีที่มาจากศีรษะ และเชื่อมไปที่ดุมไหล่ (เรียกปัตฆาตไหล่)

เส้นกาลธาลี ด้านขวา

ความเห็นที่ 2 (21600)

อาจารย์ขอโทษด้วยโพสท์แล้วแต่แก้ไขไม่ได้ไว้วันหลังจะเข้ามาโพสท์ให้ใหม่

ตอนนี้อาจารย์หนีนำ้ท่วมไปต่างจังหวัดไม่สามารถไปสอนได้ขอลายาวนะคะ

ขอให้ทุกคนโชคดีปลอดภัยจากนำ้ท่วม

อาจารย์  ปณิตา  ถนอมวงษ์

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-11-02 17:30:35 IP : 125.27.237.60


ความเห็นที่ 3 (21663)

ต่อจากแนวที่๑ในโพสต์แรก

1.        แนวที่หนึ่ง โดยเริ่มนับที่ความร้อนคือธาตุไฟก่อน ซึ่งมีปกติพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน(แนบแนวกระดูกสันหลังขึ้นไป) ดังนั้นการนับเรียงธาตุจึงเริ่มที่ ไฟ, ดิน, น้ำ, ลม

·      โดยตำแหน่งของไฟ อยู่ที่ ฝีเย็บ เรียกงูไฟหรือศูนย์กำเนิดแห่ง ปิตตะธาตุ,

·      ดิน อยู่ที่กระเบนเหน็บ เรียกพัทธะปิตตะ,

·      น้ำ อยู่ที่กลางหลัง เรียก อพัทธะปิตตะ,

·      ลม อยู่ที่ กำด้น(จุดต่อกะโหลกกับก้านคอ) เรียก กำเดา,

·      และเรียกแนวแห่งความร้อนที่พุ่งขึ้นจากฝีเย็บสู่กระหม่อมนี้ว่า สุริยะรัตนที

2.        แนวที่สอง เริ่มนับสิ่งที่เป็นปฏิปักกับธาตุไฟ คือธาตุน้ำ ซึ่งมีปกติหนัก ไหลลงสู่ที่ต่ำ ซึ่งเป็นทิศย้อนกลับของแนวแรก ดังนั้นการนับเรียงธาตุจึงเริ่มที่ น้ำ, ดิน, ไฟ, ลม

·      โดยตำแหน่งของน้ำอยู่ที่ กลางกหม่อม เรียกศูนย์กำเนิดแห่ง เสมหะธาตุ,

·      ธาตุดิน อยู่ที่ คอด้านหน้า (คอต่อกับอก) เรียก ศอเสมหะ,

·      ธาตุไฟ อยู่ที่กลางอก(ลิ้นปี่) เรียก อุระเสมหะ,

·      ธาตุลม อยู่ที่ นาภี เรียก คูถเสมหะ

·      และเรียกแนวแห่งความเย็นที่ไหลลงจากกระหม่อมสู่ก้นกบนี้ว่านี้ว่า จันทรานที

หมายเหตุ

เสมหะธาตุตัวนี้เป็นธาตุน้ำก็จริงอยู่ แต่น้ำไม่ได้หมายถึงความเย็น(ซึ่งตรงข้ามกับไฟ คือความ

ร้อน) แต่เสมหะคือธาตุน้ำนี้ จะเป็นตัวหมุนเวียนถ่ายเทระบายความร้อนไปสู่จุดอื่นทำให้บริเวณนั้นเย็นลง

ปลายสุดของ สุมนานที ทั้งสองด้าน

·      ด้านบนจะเป็นจุดศูนย์แห่งเสมหะธาตุ

·      ด้านล่างเป็นจุดศูนย์แห่งปิตตะธาตุ

·      ตรงกลาง จะเกิดจักรตัวใหม่ขึ้นสามตัว (ศอเสมหะ-กำเดา, อุระเสมหะ-พัทธะปิตะ,คูถเสมหะ-อพัทธปิตะ) มีแกนหมุนอยู่บนเส้นสุมนา การหมุนของจักรทั้งสามตัวจะสัมพันธ์กัน หมุนเป็นเกลียว หญิงหมุนซ้าย ชายหมุนขวา (มองจากด้านบนสู่เบื้องล่าง) ผู้ที่กำลังจะเป็นลมจะรับรู้ถึงการหมุนของจักรชุดนี้ (ลมจะหมุนจากล่างขึ้นบน)

1. จักรตัวที่หนึ่ง เกิดจาก ธาตุดิน จากศอเสมหะ และธาตุ ลม จากกำเดา มีแกนหมุนซ้อนอยู่บนเส้นสุมนา จักรใหม่ตัวนี้ หมุนให้พลังไหลวนเฉพาะตัว เรียกว่า สัตถกะวาตะ (คือกระแสประสาท)

2. จักรตัวที่สอง เกิดจาก ธาตุไฟ ที่อุระเสมหะ และธาตุน้ำที่อพัทธปิตะ มีแกนหมุนซ้อนอยู่บนเส้นสุมนา จักรใหม่ตัวนี้ หมุนให้พลังไหลวนเฉพาะตัว เรียกว่า หทัยวาตะ (คือระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง)

3. จักรตัวที่สาม เกิดจาก ธาตุลม ที่ คูถเสมหะ และธาตุดิน ที่พัทธปิตะ มีแกนหมุนซ้อนอยู่บนเส้นสุมนา จักรใหม่ตัวนี้ หมุนให้พลังไหลวนเฉพาะตัว เรียกว่า สุมนาวาตะ (คือระบบไหลเวียนของพลังชีวิต)

ดังนั้น พลังที่ไหลอยู่ในสุมนานที ที่เรียกว่าวาตะธาตุ จะประกอบด้วย สัตถกะวาตะ, หทัยวาตะ

และสุมนาวาตะ มีศูนย์กลางการถ่ายเทพลังงานอยู่ที่ศูนย์กำเนิดแห่ง เสมหะธาตุ (จันทรามณี ) และศูนย์

กำเนิดแห่ง ปิตตะธาตุ(สุริยะรัตมณี)

·      ลักษณะของพลังที่ไหลใน สุริยะรัตนที หรือเส้นสุริยันจะเป็นพลังความร้อนไหลบ่าขึ้นไปเบื้องบน คล้ายเปลวความร้อนที่ไหลบ่าขึ้นไป ไม่มีลักษณะเป็นเส้นหรือท่อแต่อย่างใด มีความหนาแน่นอยู่ด้านหลังของร่างกายมากกว่าด้านหน้า

·      ในจันทรานที หรือเส้นจันทรา ก็จะไม่มีลักษณะเป็นเส้นหรือท่อเช่นกัน เสมหะธาตุจากเบื้องบนจะไหลบ่าจากเบื้องบนลงมาด้านล่างทั้งด้านหน้าและหลังของร่างกาย แต่ความหนาแน่นของพลัง จะหนาแน่นที่ด้านหน้ามาก ส่วนด้านหลัง ความหนาแน่นจะค่อนข้างจางกว่า 

ลักษณะของพลังที่ไหลเวียนถ่ายเทระหว่างเส้นสุริยัน เส้นจันทราและเส้นสุมนา เริ่มอธิบายจาก  เสมหะธาตุอันมีสมบัติหนัก ไหลบ่าลงสู่เบื้องล่างเป็นปกติวิสัย ไหลบ่าลงท่วม ปิตตะคือธาตุไฟ เมื่อไฟ ถูกน้ำท่วมย่อมเกิดไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นสู่เบื้องบนมากกว่าเดิม และพลังร้อนเย็นทั้งสองนี้จะถ่ายเทเข้าสู่เส้นสุมนาเป็นพลังชีวิตของมนุษย์ผ่านทางจักรสามตัวและศูนย์ควบคุมปิตตะ และเสมหะอีกสองตัวดังได้กล่าวผ่านมาแล้ว ซึ่งมีลักษณะเส้นทางเฉพาะตัว (หมุนเป็นเกลียวผ่านแกนตัดกันของธาตุสี่ ซึ่งเป็นลักษณะของ อังคมังคานุสารีวาตา และเราเรียกเส้นทางการถ่ายเทพลังนี้ว่าเส้น อัฏฐะพฤกษ์ทั้งแปดดังนี้

1. เส้นเชื่อมต่อถ่ายพลังที่กลางกระหม่อม มี หนึ่งเส้น จะรวมความร้อนเย็นจากปิตะและเสมหะเข้าสู่ปลายท่อส่วนบนของเส้นสุมนา ผู้ฝึกพลังได้ระดับหนึ่งที่มีพลังไหลถ่ายเข้าปลายท่อส่วนบนของเส้นสุมนามากพอ จะทำไห้เส้นนี้เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าดั่งดวงมณี ให้แสงเย็นมีลักษณะเป็นสีม่วงอ่อนจางๆ (คล้ายแสง UV หรือแสงจันทร์) แสงนี้สามารถทะลุทะลวงสิ่งปิดทึบได้ทุกสิ่ง ทำให้ผู้ฝึกได้แสงตัวนี้จะสามารถมองเห็นทุกสิ่งได้ทั้งในที่แจ้งและที่ลับทั้งกลางวันและกลางคืน จากลักษณะของเส้นนี้ที่สามารถเปล่งแสงได้คล้ายแสงจันทร์ ท่านจึงตั้งชื่อเส้นนี้ว่า จันทรามณี

2. เส้นเชื่อมต่อถ่ายพลังที่ฝีเย็บ มี หนึ่งเส้น จะรวมความร้อนเย็นจากปิตะและเสมหะเข้าสู่ปลาย

ท่อส่วนล่างของเส้นสุมนา ผู้ฝึกพลังได้ระดับหนึ่งที่มีพลังไหลถ่ายเข้าปลายท่อส่วนล่างของเส้นสุมนามากพอ จะทำไห้เส้นนี้เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ มีแสงเป็นเปลวสีแดงกล่ำคล้ำดังเลือดนก มีอำนาจทะลุทะลวง สลาย ทำลาย ได้ทุกสรรพสิ่ง เป็นแสงที่มีอำนาจในการทำลายสูง (ทางอินเดีย/เนปาล เรียกพลังนี้ว่าพลังกุลฑาลินี”) ผู้ฝึกตนที่ไม่อาจควบคุมพลังตัวนี้ได้ จะเกิดอาการที่เรียกว่าไฟธาตุแตก จากลักษณะของเส้นนี้ ที่สามารถเปล่ง แสงได้คล้ายดวงอาทิตย์ ท่านจึงตั้งชื่อเส้นนี้ว่า สุริยะรัตมณี

3. เส้นเชื่อมต่อ ศอเสมหะและกำเดา มีสองเส้น มีลักษณะคล้ายสังวาลพระอินทร์ เรียกว่า เส้นชิวหาสดมภ์

เส้นแรก อยู่ด้านบน ทั้งซ้ายและขวา คล้องจากกำด้นผ่านเหนือหู ผ่านหน้าหู(บริเวณแก้ม) ลงมาที่กรามข้างหูแล้วผ่านตามกรามมาที่คางแล้วลงไปที่คอหอย

เส้นที่สอง อยู่ด้านล่าง ทั้งซ้ายและขวา คล้องจากกำด้นผ่านต้นคอด้านข้างลงไปที่คอหอย

4. เส้นเชื่อมต่อ อุระเสมหะและพัทธปิตะ มีสองเส้น มีลักษณะคล้ายสังวาลพระอินทร์ เรียกว่า

เส้น กาลอัมพฤกษ์

เส้นแรก อยู่ด้านบน ทั้งซ้ายและขวา คล้องจากกลางหลังผ่านเหนือบ่า ผ่านด้านข้างของกระดูกอกมาที่ตำแหน่งลิ้นปี่

เส้นสอง อยู่ด้านล่าง ทั้งซ้ายและขวา คล้องจากกลางหลังผ่านเอว ตามแนวกระดูกซี่โครงมาที่ลิ้นปี่

5. เส้นเชื่อมต่อ คูถเสมหะและอพัทธปิตะ มีสองเส้น มีลักษณะคล้ายสังวาลพระอินทร์ เรียกว่า

เส้น อัณฑพฤกษ์(เส้นนี้ในสัตรีเรียก พิษตคุณ หรือ จิตตคุณ)

เส้นแรก อยู่ด้านบน ทั้งซ้ายและขวา คล้องจากกระเบนเหน็บผ่านแนวขอบกระดูกเชิงกรานไปที่

หน้าท้องน้อย (ระหว่างสะดือและหัวเหน่า)

เส้นที่สอง อยู่ด้านล่าง ทั้งซ้ายและขวา คล้องจากกระเบนเหน็บผ่านลงไปด้านล่างผ่านตะโพก คล้องผ่านหน้าขาด้านหน้า (ขาหนีบ) ผ่านสองข้างอวัยวะเพศไปสุดที่ท้องน้อยด้านหน้า

พลัง ที่ผ่านจากเส้นอัฏฐะพฤกษ์ทั้งแปด เข้าสู่เส้นสุมนา เกิด สัตถกวาตะ, หทัยวาตะ, และสุมนาวาตะ เกิดการไหลเวียนของพลังเข้าหล่อเลี้ยงร่างกาย วาตะทั้งสามตัวต้องทำงานร่วมกันจะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

􀂙 ถ้าขาดสัตถกวาตะ กล้ามเนื้อจะนิ่ม ไม่สามารถสั่งงานกล้ามเนื้อได้ ท้ายสุดกล้ามเนื้อลีบ

􀂙 ถ้าขาดหทัยวาตะ กล้ามเนื้อจะลีบ อ่อนแรง ชา ปวด ไม่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อได้

􀂙 ถ้าขาดสุมนาวาตะ กล้ามเนื้อจะเกร็งแข็งดุจท่อนไม้ไร้ชีวิต ท้ายสุดกล้ามเนื้อตาย

􀂙 สุมนาวาตะเป็นพลังงานชีวิต เป็นตัวชักนำวาตะอื่นๆให้ทำงาน ดังนั้นสุมนาวาตะย่อมเป็นใหญ่กว่า วาตะทั้งปวง

สัตถกวาตะ และหทัยวาตะมีสภาพเป็นรูปธรรม ซึ่งวิทยาการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์แผน

ปัจจุบันได้ค้นคว้าไว้ละเอียดดีแล้วจึงไม่กล่าวไว้ในที่นี้อีก ส่วนของสุมนาวาตะอันเป็นพลังงานชีวิต ซึ่ง

จะมี อยู่เฉพาะในคนเป็นเท่านั้น ส่วนในคนที่เสียชีวิตแล้ว พลังตัวนี้และเส้นทางการไหลเวียนจะหายไป

ไม่สามารถสืบค้นหรือติดตามพิสูจน์ทราบได้ ดังนั้นวิทยาการของแพทย์แผนปัจจุบันจึงไม่ยอมรับ

ทฤษฏีการไหลเวียนของพลังชีวิตในเส้นสิบนี้   สุมนาวาตะจะมีจุดกำเนิดที่นาภี เป็นธาตุลมไหลผ่านเข้าไปในธาตุดิน20(คือร่างกาย) ทำการ ควบคุมอวัยวะภายในและภายนอก โดยมีเส้นทางดังนี้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-11-03 13:20:42 IP : 125.27.208.91


ความเห็นที่ 4 (21665)

ต่อเส้นทางไหลเวียนของสุมนา

ข้อตกลงในการอธิบาย

1. ซ้าย หมายถึงซ้ายมือของเจ้าของร่าง ผู้ถูกศึกษา

2. ตำแหน่งที่นาภี ให้นำนาฬิกาวางที่ตำแหน่งสะดือของผู้ถูกศึกษา ตำแหน่งตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาเป็นทิศทางของเส้นต่างๆที่วิ่งออกจากนาภี มี 12 ตำแหน่ง ตำแหน่ง 1- 5 นาฬิกาจะอยู่ด้านซ้าย ตำแหน่ง 7-11 นาฬิกาจะเป็นด้านขวาเส้นที่วิ่งออกจากนาภีประกอบด้วย

1. เส้นควบคุมการรับกลิ่น และอวัยวะภายนอก และภายในช่องท้อง-อก ด้านหลัง เรียกว่าเส้นอิทา ปิงคลาหรือเส้นจมูก ซ้าย-ขวา มีแนวเส้นดังนี้

เส้นอิทา เส้นจมูกด้านซ้าย มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 4 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าขาลงไปถึงเข่าแล้วอ้อมผ่านเข่าด้านหน้าย้อนกลับผ่านไปทางสะโพกด้านหลัง

·      ผ่านกระเบนเหน็บผ่านรูกระดูกแรกนับจากด้านล่าง แล้วแนบกระดูกสันหลังขึ้นไปถึงกำด้น

·      แล้วเดินเฉียงมากึ่งกลางศีรษะ แล้ววิ่งตรงขึ้นไปผ่านกลางกระหม่อม (เส้นนี้จึงรับและถ่ายเทพลังงานกับจันทรามณีได้โดยตรง บางท่านจึงเรียกเส้นนี้ว่าเส้นจันทร์)

·      ลงหน้าผาก แล้วเอียงซ้ายหลบ ดวงตาที่สามอันเกิดจากเส้นปิงคลา

·      ผ่านหัวตาลงมาสุดที่ปีกจมูกซ้าย ผ่านร่องกลางจมูก ตรงกลางริมฝีปาก

·      และระบายเข้าสู้เส้นสุมนา ที่ลิ้น

เส้นปิงคลา เส้นจมูกด้านขวา มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 8 นาฬิกา

·      เอียงเข้าหาสุริยะรัตตมณี ผ่านหน้าขาลงไปถึงเข่าแล้วอ้อมผ่านเข่าด้านหน้า

·      ย้อนกลับผ่านไปทางสะโพกด้านหลัง ผ่านกระเบนเหน็บ

·      ผ่านรูกระดูกแรกนับจากด้านล่าง แล้วแนบกระดูกสันหลังขึ้นไปถึงกำด้น

·      แล้วมุดเข้าไปในกะโหลกศีรษะ (หลบจันทรามณี) โผล่ออกที่หน้าผาก เป็นดวงตาที่สาม

·      (ผู้ฝึกได้พลังกุลฑาลินี ตาดวงนี้จะเป็นตาไฟทำให้บางท่านเรียกเส้นนี้ว่าเส้นอาทิตย์)

·      แล้วผ่านหัวตาลงมาสุดที่ปีกจมูกขวา ผ่านร่องกลางจมูก ตรงกลางริมฝีปาก

·      และระบายเข้าสู้เส้นสุมนา ที่ลิ้น

2. เส้นควบคุมการมองเห็น และอวัยวะภายนอก และภายในช่องท้อง-อก ด้านข้างลำตัวเรียกว่าเส้นสหัสรังษี - ทวารีหรือเส้น ตา ซ้าย-ขวา มีแนวเส้นดังนี้

เส้นสหัสรังษี เส้นตาซ้าย มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าขาลงไปถึงข้างเข่าด้านใน แล้วเลยเลาะไปตามข้างกระดูกแข้งด้านใน

·      ผ่านตาตุ่มในด้านร้อยหวายเลาะข้างฝ่าเท้าไปที่นิ้วโป้ง

·      แล้วผ่านนิ้วชี้ ไปโผล่ที่นิ้วก้อย เลาะข้างขอบเท้ามาที่ตาตุ่มด้านนอก

·      แล้วเลาะแนบกระดูกขาไปตามน่องด้านนอก ผ่านหัวเข่าด้านนอก

·      ผ่านขาด้านข้างขึ้นมาที่หัวตะคากและเอวด้านซ้าย จุดนี้แยกเป็นสองเส้น

·      มีส่วนหนึ่งของเส้นไปที่ กระเบนเหน็บรูกระดูกที่ 2 นับจากด้านล่าง แล้ววิ่งขนานกับเส้น อิทา ขึ้นไปที่ต้นคอ (เรียกอีกชื่อว่าเส้นสันตฆาตซ้าย) ผ่านศีรษะขนานกับเส้นอิทา ไปที่หัวคิ้วด้านหน้าเข้าที่หัวตา ใต้ขอบตาด้านล่าง ลงที่มุมปากจุดบุ๋มกลางคาง แล้วลงที่คอหอย(หัวกระดูกไหปลาร้าด้านซ้าย)

·      ส่วนอีกเส้นหนึ่งวิ่งจากบั้นเอว(เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เส้นรัตฆาตซ้าย)มีเส้นวิ่งไปที่กระเบนเหน็บ รูกระดูกที่ 4 อีกส่วนวิ่งขึ้นไปใต้รักแร้ด้านหลัง แล้วแยกเป็นสองเส้น

·      เส้นหนึ่งวิ่งไปที่หัวนมซ้าย แล้วไปที่หัวกระดูกไหปลาร้าด้านซ้าย

·      ส่วนอีกเส้นจะวิ่งเข้าไปในแขนซ้ายด้านหลังวิ่งไปที่นิ้วก้อย ผ่านทุกนิ้วออกที่หัวนิ้วโป้งวิ่งตามแขนมาที่ต้นแขนด้านหน้า เลาะไปตามบ่า(อยู่ใต้เส้นกาลธาลี / ปัตฆาต) มาที่คอด้านหลังเชื่อมกันกับเส้นสันตฆาตซ้าย แล้ววิ่งไปบนศีรษะขนานไปกับเส้นอิทาที่กลางศีรษะ

เส้นทวารี เส้นตาขวา มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 9 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าขาลงไปถึงข้างเข่าด้านใน แล้วเลยเลาะไปตามข้างกระดูกแข้งด้านใน

·      ผ่านตาตุ่มในด้านร้อยหวายเลาะข้างฝ่าเท้าไปที่นิ้วโป้ง แล้วผ่านนิ้วชี้ ไปโผล่ที่นิ้วก้อย เลาะข้างขอบเท้ามาที่ตาตุ่มด้านนอก แล้วเลาะแนบกระดูกขาไปตามน่องด้านนอก

·      ผ่านหัวเข่าด้านนอก ผ่านขาด้านข้างขึ้นมาที่หัวตะคากและเอวด้านขวา จุดนี้แยกเป็นสองเส้น   มีส่วนหนึ่งของเส้นไปที่ กระเบนเหน็บรูกระดูกที่ 2 นับจากด้านล่าง แล้ววิ่งขนานกับเส้น ปิงคลา ขึ้นไปที่ต้นคอ (เรียกอีกชื่อว่าเส้นสันตฆาตขวา) ผ่านศีรษะขนานกับเส้น อิทาไปที่หัวคิ้วด้านหน้าเข้าที่หัวตาขวา ใต้ขอบตาด้านล่าง ลงที่มุมปากขวา จุดบุ๋มกลางคาง แล้วลงที่คอหอย(หัวกระดูกไหปลาร้าด้านขวา)

·      ส่วนอีกเส้นหนึ่งวิ่งจากบั้นเอว(เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เส้นรัตฆาตขวา) มีเส้นวิ่งไปที่กระเบนเหน็บ รูกระดูกที่ 4 อีกเส้น วิ่งขึ้นไปไต้รักแร้ด้านหลัง แล้วแยกเป็นสองเส้น เส้นหนึ่งวิ่งไปที่หัวนมขวา แล้วไปที่หัวกระดูกไหปลาร้าขวาส่วนอีกเส้นจะวิ่งเข้าไปในแขนขวาด้านหลังวิ่งไปที่นิ้วก้อย ผ่านทุกนิ้วออกที่หัวนิ้วโป้งวิ่งตามแขนมาที่ต้นแขนด้านหน้า เลาะไปตามบ่า(อยู่ใต้เส้นกาลธาลี / ปัตฆาต) มาที่คอด้านหลังเชื่อมกันกับเส้นสันตฆาตขวา แล้ววิ่งไปบนศีรษะขนานไปกับเส้น อิทา ที่กลางศีรษะ

3. เส้นควบคุมการได้ยินเสียง และอวัยวะภายนอก และภายในช่องอก ด้านหน้าลำตัว เรียกว่าเส้นจัทภูสัง - รุทังหรือเส้น หู ซ้าย-ขวา มีแนวเส้นดังนี้

เส้นจันทภูสัง เส้นหู ด้านซ้าย มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 1 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าท้องด้านซ้ายไปที่หัวนมด้านซ้ายแล้วไปที่หัวดุมไหล่

·      มีส่วนหนึ่งไปที่แขน(ยังหาทิศทางไม่ได้)

·      อีกส่วนหนึ่งวิ่งไปตามบ่า ขนานไปกับเส้นสหัสรังษี วิ่งไปที่ใต้ใบหูซ้าย

เส้นรุทัง เส้นหู ด้านขวา มีเส้นทางออกจาก นาภี ตำแหน่ง 11 นาฬิกา

·      ผ่านหน้าท้องด้านขวาไปที่หัวนมด้านขวาแล้วไปที่หัวดุมไหล่

·      มีส่วนหนึ่งไปที่แขน(ยังหาทิศทางไม่ได้)

·      อีกส่วนหนึ่งวิ่งไปตามบ่า ขนานไปกับเส้นทวารี วิ่งไปที่ใต้ใบหูขวา

4.        เส้นควบคุมกล้ามเนื้อทุกส่วน รวมถึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ห้อยแขวนอวัยวะภายนอกและภายในทั้งหมด เรียกว่าเส้นกาลธาลีด้านซ้าย และ ขวา มีแนวเส้นดังนี้

·      เส้นกาลธาลี ด้านซ้าย ออกจาก นาภี ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ผ่านหน้าท้องด้านซ้ายแล้วแยกออกเป็นสองเส้น   เส้นหนึ่งไปที่หัวนมด้านซ้ายแล้วแยกออกเป็นสองเส้น เส้นหนึ่งไปที่ตรงกลางของกระดูกไหปลาร้าซ้ายผ่านต้นคอไปที่ กึ่งกลางของกรามด้านซ้ายผ่านใต้โหนกแก้ม ไปขมับอ้อมผ่านหลังหูไปที่ต้นคอ เข้าเชื่อมต่อกับเส้นกาลธาลีจากด้านหลัง

·      อีกเส้น ทะลุจากอกไปออกที่สะบักด้านหลังส่วนบน และล่าง แล้ว ไปที่หัวดุมไหล่เข้าที่แขนด้านบนวิ่งตรงไปออกที่หลังมือ แล้วแยกออกเป็น 5 เส้นไปตามนิ้วมือ

·      อีกเส้นหนึ่งแยกตรงหน้าท้องแล้ววิ่งตรงลงเบื้องล่าง แล้วแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งวิ่งลงตามหน้าขาผ่านหัวเข่าไปตามสันหน้าแข้งไปถึงข้อเท้าแล้วแตกเป็น 5 เส้น ไปตามนิ้วเท้าทั้งห้าด้านหลังเท้า อีกเส้นที่แยกออกไปที่กระเบนเหน็บ รูกระดูกที่ 3 นับจากข้างล่าง แยกเป็นสองทาง ทางแรกผ่านกลางก้นลงไปตามขาอ่อนด้านหลัง ลงไปกลางน่องจนถึงซ่นเท้าแล้วแตกเป็น 5 เส้น ไปตามนิ้วเท้าด้านฝ่าเท้า

·      ทางที่สองวิ่งไปตามแนวกระดูกสันหลัง(เรียกว่าเส้นปัตฆาต) ขนานไปกับเส้น อิทา (มุตฆาต) เส้น สหัสรังสี (เส้นสันตฆาต) ผ่านสบักด้านล่าง (ล็อกกับเส้นกาลธาลีที่มาจากอก) แยกไปเข้าแขนด้านล่าง ตรงไปฝ่ามือแล้วแยกออกเป็น 5  เส้นไปที่นิ้วมือ อีกแยกหนึ่งตรงขึ้นไปที่ต้นคอด้านหลัง เชื่อมกับเส้นกาลธาลีที่มาจากศีรษะ และเชื่อมไปที่ดุมไหล่ (เรียกปัตฆาตไหล่)

เส้นกาลธาลี ด้านขวา ออกจาก นาภี ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ผ่านหน้าท้องด้านขวา แล้วแยกออกเป็นสองเส้น เส้นทางเป็นเช่นเดียวกันกับ กาลธาลี ด้านซ้าย

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-11-03 13:23:33 IP : 125.27.208.91


ความเห็นที่ 5 (21668)

ต่อจากเส้นกาลธารี

4.        เส้นควบคุมระบบการขับถ่ายสุขุมังหรือเส้นทวารหนัก

·      มีแนวเส้นดังนี้แนวเส้นสุขุมัง  ออกจากนาภีที่ตำแหน่ง 5 นาฬิกา

·      ตรงไปทวารหนัก และลำไส้ใหญ่

5.        เส้นควบคุมระบบสืบพันธ์เรียกว่าเส้นคิฏชะหรือเส้นทวารเบา ในสัตรีเรียกเส้น สิกขินี

·      มีแนวเส้นดังนี้ แนวเส้นออกจาก นาภี ตำแหน่ง 7 นาฬิกา

·      วิ่งตรงไปที่กระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะเพศ อัณฑะ(ในบุรุษ) หรือ มดลูก (ในสัตรี))

      7. ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เป็นแนวเส้นสุมนาส่วนบน รากส่วนบนคือลิ้น

      8. ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เป็นเส้นสุมนาส่วนล่าง มีอีกชื่อว่า เส้น นันทกะหวัด คือลำตัวอวัยวะเพศ

 ข้อสังเกต

1. ความจริงแล้วแนวเส้น สุขุมัง, คิฏชะ(สิกขินี) และนันทกะหวัด มีแนวเส้นที่อยู่ชิดกันมากแนวของเส้นนันทกะหวัด จะอยู่ตรงกลาง แนวของคิฏชะ(สิกขินี) อยู่ลึกลงไปเอียงไปด้านขวาเล็กน้อย ส่วน แนวของ สุขุมัง อยู่ลึกกว่าเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อย และมีเส้น อัณฑพฤกษ์(พิษตคุณ/จิตตคุณ) ส่วนล่าง ขนาบข้าง(วิ่งจากล่างขึ้นบน) นันทกะหวัดจนถึงท้องน้อย ระบบทั้งหมดจะเกี่ยวพันกัน ในการนวดรักษา นาคราชคืนชีพ และ นกยูงรำแพน

2. ให้สังเกตุแนว เส้นที่ออกจากนาภี จะมีจุดตัดกับแนวเส้น อัฏฐะพฤกษ์ทั้งแปด (ท้อง, อก, คอ)

จุดตัดดังกล่าว มีตั้งแต่หัวถึงขา จะเป็นเส้นทางระบายพลังส่วนเกิน ในแต่ละเส้นให้กลับเข้าสู่เส้นสุมนา จุดตัดดังกล่าวเป็นจุดสำคัญในการนวดพิสดาร

จุดตัดของเส้น อิทา-ปิงคลา กับเส้นอัฎฐพฤกษ์ เรียก มุตตฆาต

จุดตัดของเส้น สหัสรังสี-ทวารี ส่วนหน้าท้องและสันหลังกับเส้นอัฏฐะพฤกษ์ เรียก สันตฆาต

จุดตัดของเส้น กาลธาลี กับเส้นอัฏฐะพฤกษ์ เรียก ปัตตฆาต

จุดตัดของเส้น สหัสรังสี-ทวารี ส่วนเอวข้าง กับเส้นอัฏฐะพฤกษ์ เรียก รัตตฆาต

จุดตัดของเส้น จันทภูสัง-รุทัง บริเวณอกและคอกับเส้นอัฏฐะพฤกษ์ เรียก (ยังค้น ไม่เจอชื่อเฉพาะ)

หมายเหตุ

1. วิชาปถมัง เป็นวิชาที่ว่าด้วยการสร้าง กายมนุษย์และการเข้าครอบครองกายของจิตวิญญาณลักษณะของวิชาถูกแบ่งออกตามสายของวิชาเป็นห้าสาย มีความแตกต่างในรายละเอียด และจะก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาและความรู้เท่าทัน (กาละ) ของผู้ใช้

2. วิชาปถมัง ในสายของโองการ และพระเวทย์ ส่วนใหญ่จะใช้ไปในทางการแพทย์ และเกื้อกูลถอนคุณไสย การถูกกระทำย่ำยีต่างๆ ส่วนในสายของพระไสยและมายาจะใช้ไปในทางควบคุมบังคับให้มนุษย์กลัวเกรง ตกเป็นทาส และกระทำการต่างๆ ตามที่ผู้ทำวิชาปรารถนา ส่วนในสายของ ตรรกะ วิชานี้ยังไม่เจริญถึงขีดสุด การโคลนนิ่ง คือวิทยาการที่สูงสุดใน ปัจจุบัน ซึ่งถ้าเทียบกับในสายของโองการ พระเวทย์ ฯ คือการแบ่งภาค หรือ อวตาล

3. ความรู้ในบันทึกนี้ อยู่ในสายแห่งโองการ และพระเวทย์ (เป็นส่วนเสี้ยวความรู้เล็กๆเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น)

สรุปชื่อเส้นสิบ

1. เส้น สุริยัน

2. เส้น จันทรา

3. เส้น สุมนา รากส่วนบนคือตัวลิ้น รากส่วนล่างคือ ตัวอวัยวะเพศ

4. เส้น อัฎฐพฤกษ์ (มี 8 เส้น)

·      เส้น จันทรามณี (มี 1 เส้น)

·      เส้น ชิวหาสดมภ์ (มี 2 เส้น บนซ้าย บนขวา, ล่างซ้าย - ล่างขวา)

·      เส้น กาลอัมพฤกษ์ (มี 2 เส้น บนซ้าย บนขวา, ล่างซ้าย - ล่างขวา)

·      เส้น อัณฑพฤกษ์ (มี 2 เส้น บนซ้าย บนขวา, ล่างซ้าย - ล่างขวา)ในสัตรีเรียก เส้นพิษตคุณ

·      เส้น สุริยะรัตตมฌี (มี 1 เส้น)

5. เส้น อิทา, ปิงคลา (เส้นควบคุมระบบการหายใจ จมูก ซ้าย, ขวา)

6. เส้น สหัสรังสี, ทวารี(ทุวารี) (เส้นควบคุมระบบการมองเห็น ตา ซ้าย, ขวา)

7. เส้น จันทภูสัง, รุทัง(รุชัง) (เส้นควบคุมระบบการได้ยินเสียง หู ซ้าย, ขวา)

8. เส้น กาลธารี (เส้นควบคุมระบบกล้ามเนื้อ)

9. เส้น คิฏชะ ในสัตรีเรียก สิขินี (เส้นควบคุมระบบสืบพันธ์และทวารเบา)

10. เส้น สุขุมัง (เส้นควบคุมระบบขับถ่ายและทวารหนัก)

มีชื่อเส้นอีก 2 ชื่อ คือ อนันทจักกะหวัด และนันทกะหวัด บางตำราว่าเป็นชื่อของเส้นเดียวกัน

และบ้างว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของเส้น สุขุมัง(เส้นทวารหนัก-ไม่น่าจะใช่) บ้างว่าเป็นชื่อของเส้นสุมนา

ส่วนล่าง คือเส้นอวัยวะเพศ ( แนวโน้ม น่าจะเป็นเส้นอวัยวะเพศมากกว่า

ความเห็นที่ 6 (21669)

ตอนจบของเส้นสิบพิศดาร ถ้าอ่านแล้วงง,เกิดความขัดแย้งก็ไม่แปลกเพราะคุณต้องเรียนตามที่ระบบเค้าจัดให้เรียนขอให้เรียนในระบบก่อนไม่งั้นคุณจะสอบไม่ได้  ถ้าจบแล้วค่อยมาศึกษาเป็นศาสตร์ที่เรียนยากพอประมาณ

อาจารย์เคยไปศึกษาในนวดสายนักรบ  แต่อาจารย์ท่านเลือกศิษย์มากและต้องเป็นชายเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีศิษย์ถูกใจท่านเลย

โม้มากไปหน่อย........เอ้าจัดไปอ่านให้จบ

มีชื่อเส้นอีก 2 ชื่อ คือ อนันทจักกะหวัด และนันทกะหวัด บางตำราว่าเป็นชื่อของเส้นเดียวกัน

และบ้างว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของเส้น สุขุมัง(เส้นทวารหนัก-ไม่น่าจะใช่) บ้างว่าเป็นชื่อของเส้นสุมนา

ส่วนล่าง คือเส้นอวัยวะเพศ ( แนวโน้ม น่าจะเป็นเส้นอวัยวะเพศมากกว่า ผู้บันทึก) การเรียนการสอนเรื่องของเส้นสิบแต่โบราณ ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ สายของนักรบ(สายของพลัง) กลุ่มหนึ่ง และสายของการแพทย์(หมอนวด)กลุ่มหนึ่ง และพวกที่เรียนสายการแพทย์ (หมอนวด) น้อยนักที่จะได้เรียนเรื่องพลังอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ และนี่คือเหตุที่ทำให้ทฤษฎีเส้นสิบใน บันทึกคัมภีร์นวดไทยแต่โบราณไม่สมบูรณ์

1. แต่โบราณมา การเรียนการสอนเรื่องของพลังมี 2 รูปแบบ คือเรียนแบบ ฝึกฝนขึ้นเองทั้งหมด พลังเป็นสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด ผู้ฝึกจะต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับเส้นสิบ และทิศทางการไหลเวียนของพลัง รวมถึงวิทยาการที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด (วิธีนี้จะฝึกสอนสำหรับพวกสายนักรบระดับสูง)เรียนแบบมีผู้ถ่ายพลังให้ ผู้ฝึกรับพลัง และนำไปพัฒนาต่อให้สูงขึ้น ผู้ฝึกไม่จำเป็นต้องรับรู้ถึงที่มาที่ไป รับรู้เพียงข้อห้าม ฯลฯ ก็เพียงพอ วิธีนี้มีการถ่ายทอดหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่สำนัก สายการแพทย์แผนไทยทั่วไป โดยเฉพาะพวกหมอนวดจะใช้วิธีเหล่านี้ เช่นการเปิดทวาร เช่น การเปิดกระหม่อม, การเปิดจักระ, ฯลฯ

ถ่ายทอดผ่านสื่อต่างๆ เช่น การยกครู, ผ่านสายสิณย์ที่ผูกข้อมือ หรือคล้องคอ, ผ่านพระเครื่อง หรือ

รูปเคารพ, การเจิมหน้าผาก, การสัก ฯลฯ ถ่ายทอดผ่านครูบาอาจารย์ที่อันเชิญมาประจำอยู่กับตัว คล้ายการเข้าทรง ฯลฯ

2. ในสายของนักรบ เส้นที่ใช้ในการฝึกพลัง มีเส้นหลักเพียง 3 เส้น คือ เส้น สุริยัน เส้นจันทรา เส้น

สุมนา(ทั้งบนล่าง) และก่อให้เกิด ดวงมณี 2 ดวง ที่กลางกระหม่อมหนึ่งดวง(จันทรามณี) และที่ฝีเย็บอีกหนึ่งดวง (สุริยะรัตมณี) ซึ่งทั้งสองตำแหน่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้น อัฏฐพฤกษ์

3. ในสายการแพทย์ (หมอนวด) เส้นที่ใช้ในการรักษาโรคโดยการนวดจะประกอบไปด้วยเส้นสุมนา , ชิวหาสดมภ์, กาลอัมพฤกษ์, อัณฑพฤกษ์(พิษตคุณ / จิตตคุณ), อิทา, ปิงคลา, สหัสรังสี,ทวารี, จันทภูสัง, รุทัง, กาลธาลี, สุขุมัง, สิขินี(คิฏชะ), อนันทจักหวัด. เส้นเหล่านี้จะควบคุมการ ทำงานของร่างกาย รวมถึงอวัยวะภายนอกและภายในทุกส่วน และจะสัมพันธ์กับพลังชีวิตของมนุษย์

วิทยาการแห่งการนวด

ท่าทางการนวดในสายราชสำนัก หรือสายวัดโพธิ์ฯ เป็นท่าทางที่ตายตัวจัดเป็นวิชาตาย เป็นเพียงแค่เปลือกนอก เป็นร่างกายที่ไร้จิตวิญญาณ หากเมื่อไรก็ตาม การนวดประกอบไปด้วยความรู้พร้อมบนเส้นสิบ และพร้อมด้วยพลังที่มีเจตสิกเข้าควบคุมทิศทางของพลัง

การนวดจะ เริ่มเปลี่ยนไปเป็นไร้ท่าทางที่ตายตัว และด้วยหลักการเด็ดดอกไม้กระทบถึงดวงดาวและจักวาลการรักษาโดยการนวดก็จะยิ่งแปรเปลี่ยนพิสดารสุดบรรยาย

จับเข่าแก้เจ็บก้านคอและบ่า, จับแขน แก้ปวดเข่าและหลัง,

แตะที่หน้าท้องแก้ปวดหลัง, จับคางแก้ปวดต้นคอ, ฯลฯ

และเวลาที่ใช้ในการนวดก็ไม่นานนัก บางอาการใช้เวลาไม่ถึงนาที ก็หาย และเมื่อนั้น วิทยาการแห่งการนวดของท่าน จะก้าวเข้าสู่วิชชาเป็น ที่ไร้รูปแบบ

การนวดบนเส้นสิบที่มีชื่อเรียกว่านวดสุมนาเป็นการนวดด้วยพลัง จุดนวดเป็นจุดเดียวกัน กับ การนวดในสายราชสำนัก ผิดกันที่ท่าทางการวางมือและลดแรงกด ลดเหลือประมาณ 1/4 - ½ เท่านั้น

ใช้ทั้งมือ เท้า เข่า ศอก ตบ ลูบ จิ้ม เคาะ กด ดึง กระแทก ทุกรูปแบบ ด้วยท่าทางของฤๅษีดัดตน บนหลักการฤๅษีย้ายเส้นเอ็นการนวดจะฝึกส่งพลังจากจุดไปอีกจุดอยู่เกือบตลอด

และเมื่อ ชำนาญ การนวดรักษาจะค่อยๆเปลี่ยนไป และเมื่อเข้าใจในหลักการเด็ดดอกไม้กระทบถึงดวงดาว  และจักวาลเมื่อนั้นวิชาการนวดของท่านก็จะก้าวสู่วิชชาเป็น ซึ่งเป็นวิชาการนวดที่สุดแสนพิสดาร

บันทึก ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.. 2548    ข้า สุวินันท์ ผู้บันทึก

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-11-03 13:33:59 IP : 125.27.208.91


ความเห็นที่ 7 (21706)

สวัสดีค่ะอาจารย์ได้แก้ไขให้แล้ว  อ่่านดังนี้

๑.โพสท์หน้าแรก

๒.ข้ามไปอ่านความเห็นที่๓

๓.แล้วกลับมาอ่านความเห็นที่๑

๔.แล้วอ่านความเห็นที่๔,๕และ๖ ตามลำดับค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-11-03 18:11:47 IP : 125.27.217.78



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.