ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > พระคัมภีร์ฉันทศาสตร์

พระคัมภีร์ฉันทศาสตร์


คัมภีร์ฉันทศาสตร์
             หมายถึง  ตำราแพทย์โดยรวม สอนความสำคัญของจรรยาแพทย์และการบูชาครู  หมายความว่า ผู้ที่เป็นแพทย์นั้นพึงรักษาศีลและมีจรรยาบรรณในอาชีพของตนเป็นผู้ที่มอบความรักและเป็นผู้ที่เสียสละแก่เพื่อนมนุษย์  โดยไม่เลือกชั้นวรรณะโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  แพทย์ที่ทำได้เช่นนี้เมื่อสิ้นอายุขัยในโลกมนุษย์แล้วก็จะได้ไปจุติบนสรวงสวรรค์  ส่วนแพทย์ที่ขาดจรรยาบรรณตายไปแล้วก็จะไปเสวยทุกข์ทรมานอยู่ในนรก


 คัมภีร์ฉันทศาสตร์ ที่ว่าด้วยโรคต่างๆดังนี้
1) ทับ 8 ประการ                                                   2) ว่าด้วยคัมภีร์ตักศิลา
3) ว่าด้วยกำเนิดไข้, ด้วยที่อยู่, ฤดู, อาหาร, และธาตุ 4) ว่าด้วยลักษณะน้ำนมดีและชั่ว
5) ว่าด้วยลักษณะไข้ที่เข้าเพศและเป็นโทษ 4 อย่าง  6) ว่าด้วยกำเนิดแห่งไข้ (โรค) ต่างๆ
7) ว่าด้วยชีพจร ให้ระวังในการระบายยา                   8) ว่าด้วยลักษณะธาตุ
9) ว่าด้วยป่วง 8 ประการ                                       10) ตำรายาแก้สันนิบาตสองคลอง อหิวา
11) ว่าด้วยสมุฏฐาน                                             12) ว่าด้วยอติสาร
13) ว่าด้วยมรณะญาณสูตร                                   14) ว่าด้วยโรคภัยต่างๆแห่งกุมาร
            พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้ดังนี้ อันว่าแพทย์ทั้งหลายมิได้ถือเอาซึ่งพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ อิ่มไปด้วยโลภ ด้วยหลงมี ใจอันถือทิฐิมานะ อันว่าแพทย์ผู้นั้น ชื่อว่ามีตา อันบอดประกอบไปด้วยโทษ ด้วยประการดังนี้  แพทย์ผู้ใดมิได้เรียนซึ่งคัมภีร์ฉันทศาสตร์ มิได้รู้จักกำเนิดแห่งซาง และสรรพคุณยาทั้งหลาย ได้แก่ ตำราซึ่งท่านเขียนไว้ ก็นำไปเที่ยวรักษา ด้วยใจโลภ จะใคร่ได้ทรัพย์แห่งท่านประการ 1 ถือทิฐิมานะว่า ตัวรู้กว่า คนทั้งหลายประการหนึ่ง หลงใหลถือผิดเป็นชอบประการ 1 มีความโกรธแก่ท่านประการ 1     ทั้ง 4 ประการนี้ ท่านว่าเป็นหมอโกหก อย่างนี้ในเมืองโสฬสมหานคร ท่านจับเอาตัวมาฆ่าเสียเป็นอันมาก ท่านทั้งปวงพึงรู้เถิด ท่านว่าเป็นหมอโกหกในเมืองโสฬสมหานครท่านจับเอาตัวมาฆ่าเสียเป็นอันมาก ท่านทั้งปวงพึงรู้เถิด  อนึ่งแพทย์มิได้รู้จักกำเนิดแห่งโรคนั้น และวางยาให้ผิดแก่โรค มีดุจพระบาลีกล่าวไว้ ดังนี้
วางยาผิดโรคครั้งหนึ่ง ดุจประหารด้วยหอก
วางยาผิดโรคสองครั้ง ดุจเผาด้วยไฟ
วางยาผิดโรคสามครั้ง ดุจต้องสายฟ้าฟาดคือฟ้าผ่า
อันว่า โรคจะกำเริบขึ้นกว่าเก่า ได้ร้อยเท่า พันเท่า อันว่าแพทย์ผู้นั้น ครั้นกระทำผิดซึ่งกาลกิริยาตายแล้ว ก็จะเอาไปปฎิสนธิในนรก
ทับ ๘ ประการ โดยสังเขป
(๑) ทับ2โทษ นัยหนึ่งนั้นเด็กไข้ แม่ซางใดมากระทำ เข้าประจำสองโทษ กุมารโสดให้ท้องขึ้น เท้ามือมึนเยือกเย็น อุจจาระเหม็นพิการ พอมาพานสำรอกทับ อาการกลับแรงร้าย เป็นลงท้องกระหายน้ำ มีกำลังด้วยเชื่อมมัว ให้ปวดหัวตัวร้อน ตีนมือท่อนปลายเย็น อาการเป็นดังนี้
 เอายาตรีให้กินเช้า ยามเที่ยงเอาหอมผักหนอก ยามเย็นบอกประสะนิล น้อยให้กินสำหรับ
(๒) ทับสำรอก  หนึ่งซางทับสำรอก อาจารย์บอกไว้แจ้ง สำรอกแห่งกุมาร มีอาการสี่อย่าง เหลืองเขียวบ้างเสมหะ เป็นเม็ดมะเขือก็มี ยังทวีด้วยซางแทรก อาการแปลต่อไป ขึ้นคอไอนอนผวา ไม่นำพาซึ่งนมข้าว ตัวนั้นเล่าบางทีร้อน บางทีผ่อนให้หนาว แลบางคราวเป็นท่อน เย็นและร้อนไม่เหมือนกัน หนึ่งตามันมักดูบน ซางระคนกับสำรอก อาการบอกจะแจ้งใจ
(๓) ทับละออง  หนึ่งนั้นไซร้ซางทำ เจ็บประจำอยู่ก่อน ให้อธิกรณ์แก้เด็กใด ท้องลงไหลเป็นมูกคละ อุจจาระพิการเป็น เปรี้ยวคาวเหม็นสองอย่าง ละอองซางขึ้นคอใน กำเริบไอเป็นหมู่ ๆ กำเดาจู่มาซ้ำเข้า ให้ซึมเซาเชื่อมมัว หัวตัวเป็นเปลวร้อน โดยอธิกรณ์สังเกตมา แพทย์ให้ยาอย่าดูเบา
(๔)  ทับกำเดา หนึ่งกำเดาเป็นต้นไข้ ทำให้ไอปวดหัว ทั่วตัวเป็นเปลวร้อน นอนสะท้อนถอนใจใหญ่ ดูหายใจติดจะสั้น ปากคอนั้นแห้งสามารถ หลับ ๆ หวาดผวาไห้ ซางนั้นไซร้พลอยเกิด เม็ดกำเนิดในคออก เข้านมยก บ พาน ต้องหลังดานท้องขึ้นแข็ง อาการแสดงเป็นสองโทษ อาจารย์โจทย์ให้เห็น ให้ยาเย็นแลสุขุม
(๕)  ทับกุมโทษ หนึ่งซางกุมโทษให้ ยังอยู่ในระหว่างทำ มูกเลือดดำสดก็มี ปวดแบ่งทวีเป็นกำลัง กำเดาบังเกิดจรมา ทั่วกายาร้อนตลอด เชื่อมมัวทอดไม่สมปฤดี เห็นวารีให้อยาก หายใจกระดากให้ขัด โทษอุบัติดังนี้ไซร้ มิเป็นไรพอกระทำ เช้ายาน้ำสมอไทย ยามเที่ยงให้หอมผักหนอก อาจารย์บอกอย่าพลั้ง
(๖)ทับเชื่อมซึม(มูกเลือดทับกำเดา) หนึ่งกำลังเด็กกำเดา ให้ซึมเซาเชื่อมมัว ปวดหัวตัวร้อนกล้า แต่บาทาตลอดบน บางทีท้นท้องขึ้นแรง หอบไอแห้งทำต่าง ๆ มูกเลือดขวางมาทับให้ ลงมิได้เป็นเพลา ให้เวทนากระหายน้ำ ปวดแบ่งซ้ำเป็นกำลัง อาการดังที่กล่าวมา พอเยียวยาไว้ได้
(๗) ทับลง(ตับทรุดทับลง) หนึ่งซางไซร้กระทำก่อน มันเบียนบ่อนกินปอดตับ โดยตำหรับท่านกล่าวว่า ลงออกมาเป็นส่าเหล้า น้ำไข่เน่าคาวขื่นเหม็น ปลายมือเป็นมูกเลือดสด ให้ระทดแบ่งปวดมวน หิวโหยหวนกระหายน้ำ ตับนั้นซ้ำซุดลงมา ให้เวทนายิ่งมากเข้า เลือดเสลดเน่าพิการกล ตัวร้อนท้นทำท้องขึ้น ตีนมือมึนเยือกเย็น หนึ่งจงเห็นหายใจขัด อาการชัดดังกล่าวอ้าง เหลือแพทย์ง้างให้คืนกลับ
(๘) หนึ่งบังคับไว้ว่า กุมารากุมารี ล้มอกตีสีข้างฟัด ชอกช้ำขัดในกายา อยู่นานมาจับไข้ ตัวร้อนไปเป็นเพลา ดูหน้าตาไม่มีสี ยังทวีด้วยอาการ ตับบันดาลตกจากที่ สองโทษทวีระคนกัน ให้ท้องนั้นร่วงลงมา เป็นส่าเหล้าแลไข่เน่า เบื้องปลายเล่าเป็นมูกเลือด ไม่ห่างเหือดเวลา นอนหลับตาเบ่งปวด ตัวร้อนรวดรุ่มไป หนึ่งหายใจสะอื้นขัด ตีนมือสะบัดเย็นแลร้อน ทำยอกย้อนให้ฉงน อาการกลมีนานา แม้นชัดดังเช่นว่า โทษแท้เที่ยงตาย
อาการทับ ๘ ประการ พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้โดยสังเขปให้กุลบุตรพึงศึกษาสำเหนียกพิจารณาโดยละเอียดเทอญ

ตำราป่วงประการแปด
             บอกให้แพทย์พึงรู้ พิจารณาดูโดยกิริยา ไข้มีมาต่าง ๆ กัน อย่าสำคัญว่าปีศาจ เหตุเพราะธาตุต้องสำแลง ท่านให้แบ่งเป็นสี่ ตามคัมภีร์พระอภิธรรม คือ ดินน้ำลมไฟ แยกออกไปเป็นสอง กระแสคลองธรรมดา สังขาราชัยและวัย จึงนับได้แปดประการ ชื่อของท่านจงรู้ คือป่วงงูมักกะฏา ลมศิลานกโลหิต น้ำโกฐคิดเข้าเป็นแปด แม้นผู้แพทย์จะรักษา ดูกิริยาอาการ
(๑) ป่วงงู ท่านให้เร่งกลัว มักบิดตัวตาปรอย ๆ รากลงบ่อยไม่หยุด สี่ยามทรุดโทรมไป ม้วยบรรลัยแม่นมั่น มิฉะนั้นกรรมสนอง เป็นสองคลองสันนิบาต แปดยามขาดคงตาย
 แก้ยักย้ายดูลอง ให้เอากล้องปืนไฟ น้ำร้อนใส่ไว้สักครู่ เทออกดูได้อายดิน มาให้กินดูสักหน เดชะกุศลก็พลันหาย
(๒) ป่วงลิง ย้ายให้ยิงฟัน หาวคางสั่นแน่นหน้าอก รากลงปรกติไปอย่างเดียว ฝีปากเขียวขอบตาซีด ทำจริตดังวานร เอามือซ่อนกอดอก สี่ยามตกสันนิบาต ในอำนาจมรณา
  เมล็ดมะกอกผ่าสี่ซีก เปลือกผลส้มโอฉีกเท่ากัน สุพรรณถันบาทหนึ่ง ต้นเคี่ยวกิ่งวารี กินสองทีหาย
(๓) ป่วงลม แปรหลายอย่าง เสียดสีข้างลงไม่มาก จุกอกรากออกน้ำลาย กระวนกระวายร้อนร้อง สี่ยามต้องตามตำแหน่ง
ข่าตาแดงฝนไว้ น้ำปูนใสเป็นกระสาย ถ้วยเดียวหายเหมือนว่า
(๔) ป่วงศิลา รักษายาก ให้ลงรากเป็นเดิม แล้วมันเพิ่มอาการแรง เมื่อยข้อแทงเสียดยอดอก มือเท้าฟกกดหนังบู้ นิ่งสักครู่แล้วกลับเหียน มักอาเจียนลมเปล่า พูดเสียงเบากลอกหน้าตา ทั้งข้าวปลาไม่รู้รส ลิ้นไก่หดพูดล่อแล่ ท่วงทีแท้ปีศาจสิง แล้วกลับนิ่งนอนแน่ ลวงให้แก้ถึงสามวัน
  สุพรรณถันบาทหนึ่งดี รากขิงชี่เอาห้าอัน ต้มด้วยกันเคี่ยวกึ่งน้ำ ให้กินซ้ำสักสองถ้วย บุญช่วยหาย
(๕) ป่วงลูกนก ลงเหมือนกัน โลมาชันกายสั่นสยอง ให้ปวดท้อง ๆ ลั่นโครก หาวเรอโยกดูลำบาก หงายอ้าปากรากครางไป หอบหายใจคล่อแคล่ อาการแส่เช่นลูกนก สี่ยามตกสันนิบาต
  เอาสวาดเจ็ดเมล็ด เผาไฟเสร็จเป็นถ่านดำ ละลายน้ำปูนแดงใส กินเข้าไปถ้วยเดียวเหือด
(๖) อีกป่วงเลือด   ลงไหลเจื้อย หาวหอบเหนื่อยบ่นเพ้อพึม นัยน์ตาซึมผิวกายเหลือง ทำหงอยเงื่องให้วางใจ เหมือนเป็นไข้สันนิบาตคลั่ง เป็นที่ตั้งเจ็ดวันตาย เร่งขวนขวายแต่แรกเป็น
        เอาฝางเสนแก่นไม้สัก ไม่เอาหนักสิ่งละมือกำ เมล็ดมะกอกจำ ไว้ห้าเมล็ด เผาไฟเสร็จวางไว้ แล้วเอาไส้ขนุนละมุด อย่าไปขุดเอาที่ต้น เอาไส้ผลที่สุกแล้ว สารส้มแก้วหนักกึ่งบาทห้า สิ่งขาดอย่าเฉลียว ต้มเคี่ยวสามเอาหนึ่ง กิน บ หึงก็พลันหาย
(๗) ป่วงน้ำ ชายจะทำฤทธิ์ ลงแล้วติดข้างคลื่นเหียน ให้อาเจียนไม่หายเหือด ผิดกายเผือดพึงยล หนาวสกลกายอุ่นดี กาลสิงคลีเป็นเจ้าของ ล่างเข้าสองยามตาย สี่ยามกลายเป็นสันนิบาต อย่าประมาทเร่งแก้ทำ
       เปลือกกุ่มน้ำกุ่มบกนั้น อีกหญ้าพันงูแดง สามสิ่งแรงเสมอภาค เปลือกมะกอกถากเอากึ่งยา ก้มแล้วหากาบหมาก หงายอ้าปากพอละจั่น ยังไม่ทันจะหลุดหล่น เผาไฟป่นเป็นถ่านดำ ใส่ในน้ำยาต้ม กินสองอมรากลงหยุด
(๘) ป่วงที่สุดชื่อป่วงโกศ  เกิดเพราะโทษลมกษัย กร่อนลงรากร้อนทั้งลำคอ มือเท้าฝ่อซีดเหี่ยว เสโทเหนียวกายเป็นเหน็บ ดูต้นเล็บโลหิตคล้ำ โรครันทำเร่งรักษา จะวางยาให้ติดร้อน พริกไทยล่อนข่ากระชาย บดละลายน้ำลูกยอ ต้มแต่พอได้รส อาการงดพอสบาย สี่ยามคลายจับหัวเหน่า ปิดหนักเบาร้อนภายใน สำคัญว่าไข้หลงแก้ เตโชแปรระส่ำระสาย สำแดงฝ่ายเทวทูต มรณญาณสูตรกำหนดแน่ หมอเร่งแก้อย่าช้า
        ใบขี้เหล็กมาประมาณกำ อีกฟองน้ำปูนผง ใส่หม้อลงต้มเคี่ยว กินถ้วยเดียวหนักเบาคลาย ถ้าไม่หายย้ายเหน็บล่าง จึงจะวางยาต่อไป นี่บอกไว้ตามสถาน ป่วงแปดประการดังนี้
อนึ่งยามีแก้ต้นสันนิบาต สองคลองธาตุระส่ำระสาย
     ประคำดีควายเอาแต่เนื้อ ชั่งอย่าเผื่อสองบาทเผา เมล็ดมะกอกเล่าเอาตำลึง เผาแล้วจึงตำบด ใบทองหลางสดใบมนแท้ ใส่ลงแต่พอควร สีดำนวลอย่าให้เขียว บดทีเดียวปั้นแท่งไว้ กินเมื่อใดจึงละลาย น้ำกระสายอีกที กะปิดีเท่าเมล็ดบัว เผาไฟทั่วลุกโชน หัวหอมโทนสามศีรษะ ถั่วเขียวกะสามหยิบงาม ข้ออ้อยสามเอาที่แดง ใส่ไฟแรงต้มกระสาย น้ำละลายยากิน สามถ้วยรินหายขาด แก้สันนิบาตสองคลอง
ขนานสองแก้ชัก
 เขากวางหนักหกบาท เผาโชนชาดใส่ครกตำ หัวว่านน้ำหนักตำลึง สองสิ่งจึงขึ้นบท
 ทาอย่างดมือเท้าทั้ง คอสันหลังให้ทั่วกาย ตะคริวหายทันตา ตามตำราท่านบอกไว้ อีกเล่าไซร้จะให้ง่าย พอลงปลายหนสองหน เร่งเอาผลสมอไทย ต้มเคี่ยวไว้พอประจุ ดีเกลือสะตุพอกำลัง
ถ่ายแรกตั้งเป็นเดิม ให้ลงเพิ่มสักกี่หน อย่าร้อนรนคงหายขาด
เอายาธาตุต้มตั้งรับ ตามบังคับในคัมภีร์ คือดีปลีขิงเจตมูล สะค้านหนู รากช้าพลู กินข้าวดูแม้นทำฤทธิ์ มันให้ปิดหนักเบา น้ำสมอเปล่าดีเกลือแทรก ครู่เดียวแตกเบื้องล่าง
แม้นยักทางไปข้างร้อน เอายาก่อนแก้สันนิบาต กระสายพาดด้วยน้ำครำ ยาประจำเป็นที่ตั้ง ทั้งกินทั้งชโลมกาย โรคนั้นหายไป บ หึง
ขนาดหนึ่งเคยนับถือ ยาชื่อมหาระงับ
                  แก้สำหรับอหิวา ตกโรคาหายเหือด ลูกสะบ้าเลือดเบี้ยจักจั่น ประคำดีควายนั้นเอาทั้งลูก อีกกระดูกงูเหลือมใหญ่ ให้เผาไฟเท่ากันหมด เมล็ดมะนาวสดใส่ประสม บดระดมปั้นแท่งไว้ กินเมื่อใดจึงยักย้าย
น้ำกระสายตามแต่โรค แก้ลงโกรกน้ำเฝื่อนฝาด  อาเจียนพาดน้ำลูกยอ ทาคางคอน้ำมะกรูด
 แก้เฟ้อฟูดน้ำดีปลี กาลสิ่งคลีมูตรน้ำครำ   แก้เพ้อพำน้ำดอกไม้
ปิดเบาไซร้น้ำหญ้าคา     ปิดหนักมาน้ำลูกสมอ ดีเกลือพอประมาณแทรก แก้จุกแดกน้ำกำมะถัน อุปเท่ห์ผันตามตำรา ตีราคาเม็ดยาหนึ่ง  ทองตำลึงเนื้อแปดหนัก ความเรารักไม่อยากขาย
ยังแยบคายอีกขนาน ชื่อสุริยฉานอุทัย
       ยาแก้ไข้สันนิบาต สองคลองกาจร้ายแรง เอานมกระแชงจันทน์ทั้งสอง อีกกระดองปูป่าเหมือง ดอกมะเฟืองเต็มกำมือ สีฟันกระบือทั้งกล้วยตีบ สองสิ่งรีบขุดรากมา ตูมกาขี้กาหญ้าพันงู ให้เลือกดูเอาที่แดง สามสิ่งแรงขุดเอาราก เสมอภาคบดประสม ปั้นแท่งกลมตากแห้งแล้ว เหมือนมีแก้วสารพัดนึก แก้สะอึกปิดหนักเบา
อนึ่งเล่าจะอภิปราย น้ำกระสายตามฤดู ซึ่งท่านรู้มาแต่ก่อน เย็นและร้อนเป็นประมาณ ถ้าอาการเห็นเป็นคลาย จึงค่อยถ่ายเสียอีกที ตามในสารวิสาลินี กล่าวมานี้ท่านเอย
ยาประจุไข้คลาย นามอภิปรายแก้วมณีโชติ
   มละล้างโทษให้เสื่อมสูญ เบญจเหล็กฝักคูนใบมะกา ตรีผลาจันทน์แดงเอา เถาหญ้านางอีกเถามวก สิบสามพวกพื้นพฤกษชาติ ดีเกลือขาดหกบาทตรา อีกทั้งยาดำดินประสิวไว้ สองสิ่งใส่สิ่งละสลึง สามเอาหนึ่งเคี่ยวให้ได้ กินล้างในสันนิบาต
จอมจัตุธาตุ
             จึงบำรุงธาตุธรรมดามี เจตมูล  ดีปลี  ขิง ช้าพลู  หัวแห้วหมู  เถาสะค้าน เร่งคิดอ่านเอามะตูมอ่อน ทั้งเกสร ปทุมา ขมิ้นอ้อยหา บอระเบ็ดผลกระดอม ดอกพิกุลหอม ดอกพิกุลหอมมาประสม แล้วจึงต้มกินเถิด อาหารเกิดได้ไม่ผ่ายผอม ขนานนามตามคำรบนบประนอมชื่อว่า จอมจัตุธาตุโอสถเอย
ว่าด้วยอติสาร(อติสารกาฬทั้ง 5)
• กาฬพิพิธ เกิดภายในขั้วตับอาการแรกถ่ายเป็นเลือดสด 4-5 วัน ต่อมาเป็นเลือดเน่าทำให้ปวดมวนดังจะขาดใจ ให้อาเจียนแน่นหน้าอก สะอึกซ้อนเป็นชั้นๆวิงเวียนและลงอยู่ร่ำไป ทุรนทุรายผุดเป็นแว่นวงสีเขียวแดงไปทั่วกายเมื่อใกล้ตายแล้วกลับเป็นเลือดสดๆกำหนดปลดชีพในวันเดียว
• กาฬพิพัธ ขึ้นในขั้วหัวใจให้ขุ่นเขียว อาการให้ลงดุจน้ำล้างเนื้อ เน่าเหม็นดั่งซากศพอันเน่าโทรม  ให้หอบเป็นกำลัง ไม่ได้สติ
• กาฬมูตร กินตับ ลงโลหิต อุจจาระเน่าดำเป็นก้อน ลิ่ม เหมือนถ่านไฟ
1. กินปอด ให้หอบกระหายน้ำ
2. กินม้าม จับให้หลับคล้ายปีศาจเข้าสิง มือเท้าเย็น นั่งก้มหน้าเพ้อดั่งอาการกระสือเข้า เมื่อใกล้ตายมีลมพัดแผ่นเสมหะให้มาจุกแน่นในคอ ตัดลมอัสสาสะให้ขาดค้างควรจำ
• กาฬสูตร ให้ลงอุจจาระดำเป็นสีคราม เขียวคล้ำ กลิ่นเหมือนดินปืน ให้อาเจียน กระหายน้ำ กลืนน้ำและยาแล้วสะท้อนกลับ เหงื่อซึมกายเย็น พอหยุดถ่ายก็ขาดใจ
• กาฬสิงคลี เกิดที่ดีซึม รั่ว ล้นไป ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะเหลือง ตัว ตา กระดูกเหลืองดังขมิ้นให้ร้อน อาเจียน ทุรนทุราย กระหายน้ำ หอบเชื่อมมึน เพ้อ 3 วันตาย
มรณญาณสูตรนั้น
  สำคัญวันและเวลา ผู้ใดจะมรณา นิมิตแจ้งประจักษ์ใจ อยู่ดี และเป็นไข้ได้ยลยินสำเนียงใน รูปเสียงอันใด ๆ บรรดาโทษที่มีมา คือกาลมัจจุราช สำแดงธาตุให้เห็นปรา- กฎใจประจักษ์ตา อย่าได้ลืมประมาทตน ถ้าเห็นเป็นโชติช่วง ดังดวงจันทร์มณฑล กลิ้งออกไปจากตนคือ    พลธาตุนั้นขาดไป
อนึ่งเห็นเป็นนารี   และมีมือนั้นถือไฟ ออกตามหน้าต่างไป คือไฟธาตุนิราศกาย                         
อนึ่งเห็นเป็นรูปหญิง  อันเพริศพริ้งประเพราพราย แหวกช่องหลังคาหมาย จะทักถาม บ เจรจา
อนึ่งเห็นบุรุษร่าง   ตรุณรูปวรามา นุ่งห่มล้วนกาสา วพัสตร์พื้นอาภรณ์แดง มาเยี่ยมพิไรร่ำ ร้องเรียกซ้ำด้วยคำแรง กลับกลายสำแดงแปลง เป็นารีนิราศหาย เหตุเห็นเป็นวันสั่ง ชีวาวังจะวางวาย
 อนึ่งไข้จะใกล้ตาย  วิบัติเบื้องอาการครัน ดวงเนตรและแข็งขาว ให้มัวมืดไม่เห็นอัน ใด ๆ ที่สำคัญ อันเคยเห็นแต่ก่อนมา เอายาที่แสบร้อน เข้าหยอดหยอนและป้ายทา น้ำเนตรไม่มีมา ให้คิ้วลดนลาฏตึง หูแข็งกระด้างเฟ็ด สำเนียงเสียงที่อื้ออึง เคยแล่นกระทบถึง ก็ขาดค้าง บ ร้ายยิน นาสาเคยสูบรส กำหนดกลิ่นเป็นอาจิณ เฟ็ดชักไม่ยักยิน ทั้งเหม็นหอม บ นำพา คางแข็งฝีปากเฟ็ด ให้ลิ้นสั้นเมื่อเจรจา ล่อแล่มิได้ปรากฎแจ้งประจักษ์คำ ปลายเท้ากระเหม่นชัก ทั้งปลายมือกระเหม่นกำ เส้นชีพจรจำ ได้คลาดหนีที่อยู่หาย ถ้าชายคุยหะหด กำหนดหญิงนั้นชักกาย เปิดเผยทวารผาย วิบากดูด้วยจำเป็น ให้ตกมูลเทาดำ ทั้งซากกลิ่นและสางเหม็น นานหน่อยอาหารเห็น ก็ลักกินได้มากครัน สั่นตนทุรนร้อน ให้หิวหอบผมขมชัน เหงื่อตกเขฬะพันให้พัวเหนียวจะพลันตาย
 อนึ่งไข้เห็นทารก  เมินเกลียด บ ให้กลาย อนึ่งปากเคยเราะราน ให้หวานเพราะเสนาะคำ
อนึ่งไอไม่ห่มตน   ทิ้งลิ้นแห้งจงควรจำ จามถอนใหญ่นำ จะบอกเพศอาการตาย ไม่ล่วงถึงสองวัน เป็นมั่นคงจงควรทาย
อนึ่งเห็นเป็นแสงพราย   ระยับเหลือและแดงเป็น เหลี่ยมกลมก็ดูกลิ้ง ไปจากตนนิมิตเห็น ไฟธาตุนั้นขาดเป็น กำหนดตายในสามวัน
อนึ่งเห็นเป็นสีขาว และกลมกลิ้งออกไปพลัน ขาดธาตุวาโยอัน จะดับสูญในสี่วัน
อนึ่งสีนั้นเห็นเขียว           ดังลูกปลังเป็นสำคัญ ลูกม่วงก็เหมือนกัน แล้วกลับกลิ้งไปจากตน ธาตุน้ำนั้นขาดสูญ
อนึ่งเห็นมนเป็นสามมน  ดังสายละลอกชล คือปูมเปือกและกลิ้งไป เดินธาตุนั้นขาดสูญ ในห้าวันจะบรรลัย มั่นคงอย่าสงสัย ทั้งธาตุน้ำก็เหมือนกัน
อนึ่งนั้นให้ดูเงา  เมื่อยามเที่ยงเป็นสำคัญ ถ้าเงาพิการอัน มีกระจัดไปจากตน รุ่งขึ้นถึงขวบเห็น จักสิ้นชีพวายชนม์ นัยหนึ่งถ้าเงาตน มิได้เห็นประจักษ์ตา
อนึ่งพร้อมทั้งไอจาม  และหาเรอในครั้งครา เดียวเคยได้เห็นนา- สิกก็ดู บ ห่อนเห็น หนึ่งกายประสาทฆาน- ประสาทขาดวิบัติเป็น เคยรู้ว่าร้อนเย็น แลมาขาด บ รู้ตน
อนึ่งให้เอามือขวา มาบังตาข้างซ้ายยล  ตาขวาถ้ามืดมน ที่ควรเห็นไม่เห็นหา ยกมือขึ้นหว่างคิ้ว ให้ดูข้อทั้งสองตา เห็นขาดจะมรณา และยลใหญ่ก็เหมือนกัน
อนึ่งถ่ายอุจจาระ   ให้ปิดเข้าฟังหูอัน อึงเสียงในช่องกรรณ์ ถ้าขาดหาย บ ได้ยิน หนึ่งนั้นถ้าดูรูป ในวงแว่นเป็นอาจิณ ยาวเสี้ยวพิกลฉินท์ อันตรธานไม่เห็นหาย
อนึ่งลิ้นไม่รู้รส   ทั้งมวลหมดกำหนดตาย ขวบเป็นไม่เห็นหาย ในกึ่งเดือนไม่เคลื่อนคลา หนึ่งนั้นถ้าเงาตน แปรต่อพระสุริยา ไฟน้ำระวิวา ศะศีมูตรสกลดำ เที่ยงแท้กำหนดตาย ในสองเดือนจงควรจำ เปรียบด้วยลูกกาดำ ครั้นขนชุมก็บินไป นัยหนึ่งก็เดินไป ไม่ว่าใกล้ไม่ว่าไกล เห็นคนมาแกว่งไกว อาวุธมาจะฆ่าฟัน
อนึ่งเห็นเป็นงูไซร้  และเสือหมี ก็เหมือนกัน
อนึ่งเห็นอาวุธอัน  มาตกลงก็หายไป จะตายด้วยเขี้ยวงา และอาวุธบำหยัดใจ บุญยังมิบรรลัย จะไข้แทบประดาตาย
อนึ่งลึงค์บุรุษใด   ให้แรงราค บ เหือดหาย เจ็ดเดือนไม่เคลื่อนคลาย จะวายชีพชีวา
อนึ่งลึงค์บุรุษใด   ไม่เกิดราคตัณหา ผู้นั้นจะมรณา กำหนดในสิบเจ็ดปี
อนึ่งกายไม่เหนื่อยการ  สำราญร้อน บ ห่อนมี โทรมเหงื่อเมื่อดี ๆ คือ ธาตุน้ำนั้นขาดไป
อนึ่งคนและใจดี   มาเร่งโกรธพิโรธใจ หนึ่งนั้นกำเนิดใน สันดานใจมักโกรธา เปลี่ยนใจมันมากใจ อันโทษในที่กล่าวมา จงรู้ว่าชีวา ในปีหนึ่งจะถึงกาล
อนึ่งถ้ากระดูกขา ข้างขวานั้นให้เจ็บปาน  จะแตกหักเป็นสาธารณ์ ในสองปีจะบรรลัย อนึ่งถ้ากระดูกแขน ข้างขวาเจ็บพิการไป ผู้นั้นจะบรรลัย กำหนดในสิบเจ็บปี กล่าวมาพอสังเขป
นิเทศแจ้งในคัมภีร์ มรณญาณสูตรนี้ ท่านเปรียบเทียบเป็นทางธรรม เรื่องราวในคัมภีร์ นั้นยากที่สดับจำ รักเรียนจึงเพียรทำ เป็นกลอนกล่าวแต่ความมา อ่านเล่นเป็นลำ ๆ พอจำได้ไม่เคลื่อนคลา แพทย์รู้ชำนาญยา ไม่รู้ในมรณญาณ ไม่เรียนคัมภีร์สาระวัดว่าด้วยอติสาร และธาตุบรรจบปาน ดังตาบอดอันเดินชล ไข้ให้แต่ยาไป จะเสียได้ไม่เห็นหน ทางตายเหมือนเดินชล ต่อเจ็บแล้วจึงรู้ตัว เรียนรู้ต่อครูไว้ เหมือนใส่แว่นเมื่อตามัว อย่าควรทะนงตัว ว่าไม่เรียนจะยาทำ เรียบเรียงเป็นเรื่องกลอน บำรุงสอนให้จำง่าย ท่องทานให้แม่นยำ กำหนดไว้ในสันดาน คัมภีร์กำเนิดไข้ ลิขิตไว้ในทางทาน ตัวเราผู้แต่งสาร ได้ครองจันทบุรี เมืองกรุงศรีนิคามา อยู่ป่าสะวะพัสตร์เหลือง สิ้นญาตินิราศเมือง มาอยู่พระนครธน เมืองบุตรและนัดดา แต่ไข้มาไม่นับหน หาหมอวิบากตน ด้วยยากพ้นระกำใจ จึ่งเพียรเป็นแพทย์บ้าง ประสมสร้างคัมภีร์ไป เจ็ดปีนิยมใจ ให้ตรึกตรองทุกเวลา ยังห่อนจะจำได้ จึ่งคิดให้เป็นกลอนมา ผู้ใดจะศึกษา ประสิทธิ์เล่าให้ขึ้นใจ หนึ่งไข้จะให้ยา ให้ต้องการตามฤดูไป ความรสยามีใน ที่กล่าวไว้แต่หลังนา
 



ผู้ตั้งกระทู้ อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2012-06-22 20:26:48 IP : 14.207.230.92


1

ความเห็นที่ 1 (3360863)

คัมภีร์ฉันทศาสตร์ เป็นคัมภีร์ ว่าด้วยประเภทของไข้ต่างๆ
ไข้ตรีเพศ
๑.๑     ลักษณะของไข้  ซึ่งกำหนดเวลาจับ และกำลังวัน จะบอกว่า ไข้นั้นเป็นไข้ประเภทใด มี ๓ สถาน
•      ไข้เอกโทษ เริ่มจับเวลาย่ำรุ่ง ถึง บ่าย ๒ โมง แล้วไข้นั้นจะค่อยๆ คลายลง
•     ไข้ทุวันโทษ เริ่มจับเวลาย่ำรุ่ง ถึง ๒ ทุ่ม แล้วไข้นั้นจะค่อยๆ คลายลง
•     ไข้ตรีโทษ เริ่มจับเวลาย่ำรุ่งถึงตี ๒ แล้วต่อถึงรุ่งเช้า แล้วไข้นั้นจะค่อยๆ สร่างคลาย
๑.๒     ลักษณะกำหนดกำลังของวันเวลา ที่ไข้กำเริบ มี ๔ สถาน คือ
•      กำเดา กำเริบ ๔ วัน
•      เสมหะ กำเริบ  ๙ วัน
•     โลหิต กำเริบ  ๗ วัน
•     ลม  กำเริบ ๑๓ วัน
๑.๓     กำหนดกำลังของธาตุกำเริบ   มี ๔ สถานคือ
• ตติยะชวร   คือนับจากวันที่เริ่มไข้ ไปจนถึง ๔ วัน
• ดรุณชวร   คือนับจากวันที่ ๕ ไปถึงวันที่ ๗ รวม ๓ วัน
• มัธยมชวร  คือนับจากวันที่ ๘ ไปถังวันที่ ๑๕ รวม ๘ วัน
• โบราณชวร  คือนับจากวันที่ ๑๖ ไปถึงวันที่ ๑๗ รวม ๒ วัน
ต่อไปจากนี้ ธาตุต่างๆ ได้พิการไปแล้วโดยไม่มีกำหนด วันเวลาว่านานเท่าไร ระยะนี้เราเรียกว่า จัตตุนันทชวร
๑.๔     ลักษณะของไข้ กล่าวไว้ว่า แสดงโทษ ดังต่อไปนี้
ไข้เอกโทษ  มี ๓ สถานคือ
      กำเดาสมุฎฐาน    มีอาการจิตให้ฟุ้งซ่าน ปวดหัว คลุ้มคลั่ง จิตหวั่นไหว ตัวร้อนจัด นัยน์ตา เหลือง แต่ปัสสาวะ แดง อาเจียนมีสีเหลือง กระหายน้ำ ปากขม น้ำลายแห้ง ผิวหนังแตกระแหง ผิวหน้าแดง ตัวเหลือง กลางคืนนอนไม่หลับ เวลาจับ จิตใจมักเคลิ้มหลงใหล น้ำตาไหล
       เสมหะสมุฎฐาน   มีอาการหนาวมาก ขนลูกชันทั่วตัว จุกในอก แสยงขน กินอาหารมิได้ ปากหวาน ปัสสาวะขาว ผิวตัวแดง ฟันแห้ง ลิ้นคางแข็ง ปากแห้ง น้ำลายเหนียว
โลหิตสมุฎฐาน ( ไข้เพื่อโลหิต)   มีอาการตัวร้อนจัด ปวดหัว กระหายน้ำ เจ็บตามเนื้อตามตัวปัสสาวะเหลือง ผิวตัวแดง ฟันแห้ง ลิ้นคางแข็ง ปากแห้ง น้ำลายเหนียว
 ไข้ทุวันโทษ  มี ๔ สถานคือ

ทุวันโทษ ลมและกำเดา       มีอาการจับหนาวสะท้าน ตัวร้อนจัด  กระหายน้ำ  เหงื่อตก  จิตใจระส่ำระสาย  วิงเวียน  ปวดหัวมาก
ทุวันโทษ กำเดาและเสมหะ     มีอาการหนาวสะท้าน  แสยงขน  จุกแน่นในอก  หายใจขัดไม่สะดวก  เหงื่อตก ปวดหัว ตัวร้อน
ทุวันโทษ ลมและเสมหะ      มีอาการหนาว  ต่อมาจะรู้สึกร้อน( ร้อนๆ หนาวๆ ) วิงเวียน เหงื่อไหล ปวดหัว นัยน์ตามัว  ไม่ยอมกินอาหาร
ทุวันโทษ กำเดาและโลหิต     มีอาการนอนไม่หลับ ตอนกลางคืน แต่พอหลับตา มักจะเพ้อ ปวดหัวมาก  จิตใจกระวนกระวาย ร้อนในกระหายน้ำ  เบื่ออาหารไม่ยอมกิน
 ไข้ตรีโทษ  มี ๓ สถานคือ
ตรีโทษ เสมหะ กำเดา และลม  มีอาการ เจ็บตามข้อทั่วทั้งลำตัว  ร้อนใน  กระหายน้ำ  จิตใจระส่ำระสาย  เหงื่อไหลโทรมทั่วตัว  ง่วนนอนมาก
ตรีโทษ กำเดา โลหิต และลม  มีอาการ ปวดเมื่อยทั้งตัว  ปวดหัวมากที่สุด เกิดวิงเวียน หนักหิว  หนาวสะท้าน  ไม่ใคร่รู้สึกตัว เหม็นเบื่ออาหาร เชื่อมซึม ง่วงนอน
ตรีโทษ โลหิต เสมหะ และกำเดา  มีอาการเร่าร้อน กระหายน้ำ กลางคืนหลับไม่สนิท จิตใจระส่ำระสาย  เหงื่อตก หน้าเหลือง อาเจียนเป็นสีเหลือง มีโลหิต นัยน์ตาแดงจัด
ตรีโทษทำให้เกิดโทษ 3 ประการคือ
 นอนไม่หลับ เจ็บไปทั่วกาย เบื่ออาหาร
**แต่อาการที่เกิดเป็นเพียงทุวันโทษเท่านั้น
               อนึ่ง ถ้าหากกำเดา เสมหะ โลหิต และลม ๔ ประการนี้ รวมกันให้โทษ ๔ อย่าง คือ  ตัวแข็ง หายใจขัด ชักคางแข็ง ลิ้นแข็ง ท่านเรียกโทษนี้ว่า มรณชวร หรือ ตรีทูต
กำเนิดไข้โดยรู้จากอาการของไข้นั้นๆ ที่แสดงให้เห็น เช่น
๑.๕.๑     ไข้สันนิบาต คือ 
• ไข้ได ให้มีอาการตัวร้อนชอบ อยู่ในที่เย็นๆ กระหายน้ำ หมดแรง ปากแตกระแหง นัยน์ตาแดง เจ็บไปทั่วตัว
• ไข้ใดให้มีอาการตัวเย็น ชอบนอน เบื่ออาหาร เจ็บในคอ และลูกตา นัยน์ตาแดงจัด เจ็บหูทั้ง ซ้ายขวา 
• ไข้ใดให้มีอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดฟัน เจ็บในคอ ขัดหน้าอก กระหายน้ำมาก ไม่มีแรง อ่อนเพลีย ปัสสาวะ และอุจจาระไม่ใคร่ออก

๑.๕.๒     ไข้สันนิบาตโลหิต คือ ไข้ใดให้มีอาการเจ็บที่สะดือ แล้วลามขึ้นไปข้างบน วิงเวียน หน้ามืด เจ็บที่ท้ายทอย(กำด้น) ขึ้นไปถึงกระหม่อม  สะบัดร้อน สะบัดหนาว ท้องอืดแน่น  อาการเช่นนี้ ท่านเรียกว่าเป็น   สันนิบาตโลหิต
๑.๕.๓      ไข้สันนิบาตปะกัง คือ                    ไข้ใดให้เห็นฝีเม็ดสีแดงผุดทั่วตัว มีอาการปวดหัว เมื่อตอนพระอาทิตย์ขึ้น ไข้นี้เรียกว่า ไข้สันนิบาตปะกัง
๑.๕.๔     ไข้ตรีโทษ คือไข้ใดเมื่อพิศดูรูปร่างแล้ว มีลายตามตัว มีอาการเพ้อละเมอไป  ผู้อื่นพูด้วยไม่ได้ยินเสียง (หูอื้อ) เรียกว่า ไข้ตรีโทษ
๑.๕๕     ไข้ที่เกิดจากลมและเสมหะระคนกัน คือ  ไข้ใดมีอาการหนาวสะท้าน เกียจคร้าน วิงเวียน ปวดหัว แสยงขน กระหายน้ำ เจ็บบริเวณเอว และ ท้องน้อย ในปากคอ และน้ำลายแห้ง นอนหลับมักลืมตา ทั้งนี้เพราะลมและเสมหะระคนกัน
 ๑.๕.๖     ไข้ที่เกิดจากเสมหะและดีระคนกันคือ   ไข้ใดให้มีอาการหน้าแดง ผิวหน้าแห้ง กระหายน้ำ นอนไม่หลับ อาเจียน และ ปัสสาวะออกมามีสี เหลือง มักหมดสติไป ไข้นี้ท่านว่า เสมหะระคนกับดี
๑.๕.๗     ไข้ที่เกิดจากลมและกำเดาคือ      ไข้ใดให้มีอาการท้องขึ้น วิงเวียน สะอึก และอาเจียน ไข้นี้เป็นโทษลมและเสมหะกระทำ
  ๑.๕.๘     ไข้ที่เกิดจากเลือดลมและน้ำเหลือง คือ       ไข้ใดที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนแต่น้ำลาย ไข้นี้ท่านว่าเลือดลมและน้ำเหลืองเข้ามาระคนกัน
๑.๕.๙     ไข้เพื่อดี คือ     ไข้ใดให้มีอาการขมในปาก เจ็บหัว นอนมาก และเจ็บตามตัว โทษนี้เกิดจากเป็นไข้เพื่อดี
 ๑.๕.๑๐    ไข้เพื่อกำเดา คือ      ไข้ใดให้มีอาการปวดหัว อาเจียน นอนไม่หลับ กระหายน้ำ เจ็บในปากและในคอ หรือไข้ใดให้มี อาการเจ็บนัยน์ตา หัวร้อนดังกระไอควันไฟ ท่านว่า กำเดาให้โทษ
๑.๕.๑๑    ไข้เพื่อโลหิต คือ      ไข้ใดให้มีอาการเจ็บแต่ฝ่าเท้า และร้อนขั้นไปทั่วตัว ให้เร่งรักษาแต่ภายในกลางคืนนั้น อย่าให้ทัน ถึงรุ่งเช้า จะมีอันตราย มีอาการเจ็บมากที่หน้าผาก จิตใจกระวนกระวาย ท่านว่า เป็นไข้เพื่อโลหิต
๑.๕.๑๒    ไข้เพื่อเสมหะ คือ       ไข้ใดให้มีอาการ นอนฝัน เพ้อ น้ำลายมากในปาก มือและเท้าเย็น อยากกินอาหารคาวหวาน มือและเท้ายกไม่ขึ้น สะบัดร้อนสะบัดหนาว โทษนี้เสมหะกระทำ
๑.๕.๑๓    ไข้เพื่อลม คือ  
• ไข้ใดให้มีอาการ ขมในปาก อยากกินแต่ของแสลง เนื้อสั่นระริก และเสียวไปทั้งตัว เจ็บไป ทั้งตัว จุกเสียด หรือ
• ไข้ใดให้มีอาการหนาวสะท้าน บิดขี้เกียจ ยอกเสียดในอก ท่านว่า เป็นไข้เพื่อวาตะ ลม)
• ไข้ใดให้มีอาการหนาวสะท้าน อาเจียน แสยงขน ปากหวาน เจ็บไปทั่วตัว อยากนอนตลอด เวลา เบื่ออาหาร หรือ
• ไข้ใดให้มีอาการสะอึก อาเจียน และร้อนรุ่มกลุ้มใจ ท่านว่าเป็นไข้เพื่อลม
• ไข้ใดทำให้หมองดูร่างกาย เศร้าดำ ไม่มีราศี ไอ กระหายน้ำ ฝาดปาก เจ็บอก หายใจขัด เพราะในท้องมีก้อนๆ ทั้งนี้เป็นไข้เพื่อลม
๑.๕.๑๔    ไข้เพื่อกำเดา คือ      ไข้ใดให้มีอาการเจ็บตามผิวหนัง ปัสสาวะเหลือง ร้อนใน กระวนกระวาย ชอบอยู่ในที่เย็น นัยน์ตาแดง ลงท้อง กระหายน้ำ ทั้งนี้เป็นไข้เพื่อกำเดา
๑.๕.๑๕     ไข้ลำประชวร คือ    ผู้ใดมีอาการเป็นไข้เรื้อรัง มาเป็นเวลานานๆ รักษาไม่หาย ทำให้ร่างกายซูบผอม ไม่มีแรง เบื่อ อาหาร ไข้นี้จะเนื่องมาจากไข้เพื่อเสมหะ โลหิต ดี กำเดา หรือลม เป็นเหตุก็ตาม ให้แพทย์สังเกตดูที่นัยน์ตาของ คนไข้  จะรู้ได้ว่า คนไข้นั้นเป็นไข้เพื่ออะไร ซึ่งมี ๕ ประการด้วยกัน คือ
o ไข้เพื่อกำเดา   มีอาการ ปวดหัวตัวร้อน สะท้านร้อนสะท้านหนาว ไม่มีน้ำตา ปากคอ แห้ง กระหายน้ำ  นัยน์ตาแดงดังโลหิต
o ไข้เพื่อโลหิต   มีอาการปวดหัวตัวร้อน หน้าแดง นัยน์ตาแดง มีน้ำตาคลอ นัยน์ตาแดง ดังโลหิต
o ไข้เพื่อเสมหะ  มีอาการหนาว แสยงขน ขนลุกทั่วตัว หรือไม่ร้อนมาก นัยน์ตาเหลือง ดังขมิ้น
o ไข้เพื่อดี   มีอาการตัวร้อน เพ้อคลั่ง ปวดหัว กระหายน้ำ ขอบนัยน์ตาสีเขียว เป็นแว่น
o ไข้เพื่อลม  มีอาการวิงเวียน หน้ามืด ตัวไม่ร้อน นัยน์ตาขุ่นคล้ำ และมัว
o อีกพวกหนึ่ง นัยน์ตาไม่สู้แดงนัก ( แดงเรื่อๆ) ถ้าเป็นกับชาย เกิดจากเส้นอัมพฤกษ์ ถ้าเป็นกับหญิง เกิดจากเส้นปัตคาด
๑.๕.๑๖     ไข้เพื่อลมและเสมหะ คือ      ไข้ใดให้มีอาการปวดหัวมาก ไอ หาวนอน บิดตัวเกียจคร้าน เหงื่อไหล ทั้งนี้ เป็นเพราะถูกลม เสมหะ มาทับระคน
๑.๕.๑๗     ไข้เพื่อเสมหะและกำเดา คือ      ไข้ใดให้มีอาการซึมมัว กระหายน้ำ ขมปาก ท้องร้อง เจ็บตามตัว เหงื่อไหล ไอ ตัวไม่ร้อน เป็น ปกติ ทั้งนี้เป็นเพราะเสมหะ และกำเดา
๑.๕.๑๘     ไข้ตรีโทษ คือ        มีโทษ ๓ ประการ คือ เจ็บไปทั้งตัว  นอนไม่หลับ  และเบื่ออาหาร อาการ ๓ ประการนี้ จะเกิดขึ้น ในขณะอยู่ในทุวันโทษ ซึ่งแพทย์พอรักษาได้
๑.๕.๑๙     ไข้สันนิบาต คือ       ไข้ใดให้มีอาการไอแห้ง หอบ มีเสมหะในคอ เล็บมือและเล็บเท้าเขียว นัยน์ตาสีเขียว มีกลิ่นตัว สาบ ดังกลิ่นสุนัข แพะ แร้ง หรือนกกา โกรธง่าย เรียกว่า ไข้สันนิบาต มักถึงที่ตาย
 ๑.๕.๒๐     ลักษณะไข้แห่งปถวีธาตุ คือ     ไข้ใดเมื่อล้มไข้ล้มลงได้ ๑-๒ วัน ให้มีอาการเซื่อมมัว หมดสติ ไม่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายยาก็ไม่ออก ไม่กิน อาหาร แต่อาเจียนออกมา ถ้าอาการเหล่านี้ยืนนานไปถึง ๑๐-๑๑ วัน ท่านว่าตาย เพราะเป็นลักษณะแห่งปถวีธาตุ

 ๑.๕.๒๑     ลักษณะไข้แห่งวาโยธาตุ คือ     ไข้ใดเมื่อล้มไข้ลงได้ ๓-๔ วัน ให้มีอาการนอนสะดุ้ง หมดสติ เพ้อ เรอ อาเจียนแต่น้ำลาย มือและ เท้าเย็น โรคนี้ตาย ๒ ส่วน ไม่ตาย ๑ ส่วน ทั้งนี้เป็นโทษแห่งวาโยธาตุ ถ้าแก้มือเท้าเย็นให้ร้อนไม่ได้ อาการจะทรง เรื้อรังไปถึง ๙ วัน ๑๐ วันตายอย่างแน่แท้
 ๑.๕.๒๒    ลักษณะไข้แห่งวาโยธาตุ คือ       ไข้ใดเมื่อล้มไข้ลงได้ ๔ วัน มีอาการท้องเดิน บางทีมีเสมหะ และโลหิตตามช่องทวารทั้งหนัก และและเบา บางทีอาเจียนเป็นโลหิต ไข้ใดเป็นดังนี้ เป็นเพราะอาโปธาตุบันดาลให้เป็นไป ถ้ารักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อยู่เป็นเวลา ๘-๙ วัน ต้องตายแน่นอน
 ๑.๕.๒๓    ลักษณะไข้แห่งเตโชธาตุ คือ      ไข้ใดเมื่อล้มไข้ลงได้ ๓-๔ วัน มีอาการร้อนไปทั้งตัว ทั้งภายนอก ภายใน ทุรนทุราย หัวใจสับสน ต้องใช้น้ำเช็ดตัวไว้เสมอ ลิ้นแห้ง คอแห้ง แห้งในอก กระหายน้ำ คลั่งไคล้ หมดสติไป ให้เจ็บโน่น เจ็บนี่ทั่วร่างกาย คล้ายคนมีมารยา อยากกินของแสลง ดุจผีปอป(ฉะมบปอป) อยู่ภายใน โทษนี้ คือโทษ แห่งเตโชธาตุ ถ้าแก้ความร้อน ไม่ตก และอาการยืนอยู่ต่อไป ๗-๘ วัน ต้องตายแน่
               ต่อไปนี้ ขอให้แพทย์ให้จำไว้ให้แม่นยำว่า ไข้เอกโทษ ทุวันโทษ และไข้ตรีโทษนั้น ถ้ามีการทับสลับกัน ทำ ให้มีอาการผิดแปลกไปดังต่อไปนี้
๑. ลมเป็นเอกโทษ มักจะเกิดกับบุคคลอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ในฤดูวัสสานฤดู เริ่มแต่หัวค่ำ ให้สะท้านร้อน สะท้าน สะท้านหนาว ปากคอ เพดานแห้ง เจ็บไปทุกเส้นเอ็น ทั่วตัว( ปวดเมื่อย) เป็นพรรดึก นอนไม่หลับ จับแต่หัวค่ำ และ จะค่อยๆ คลายลงภายใน ๔ นาที เรียกว่า
เอกโทษลม     ถ้าไข้นั้นไม่คลายไป จนถึงเที่ยงคืน ก็จะเข้าเป็น ทุวันโทษ เกิดเป็นเสมหะกับลม และถ้าไข้นั้นยังไม่คลาย จับต่อ ไป ถึงย่ำรุ่งตลอดไปถึงเที่ยงวัน เรียกว่า ตรีโทษ ประชุมกันเป็นสันนิบาต         ท่านว่า ถ้าลมเป็นเอกโทษ พ้น ๗ วัน จึงวางยา ถ้าไม่ถึง ๗ วัน ไข้นั้นกำเริบ คือไข้ยังจับต่อไปอีก ให้แพทย์รีบ วางยา

      ๒.   ดีเป็นเอกโทษ   มักเกิดกับบุคคลอายุ ๓๐-๔๐ ปี ไข้จะเกิดในคิมหันตฤดู เริ่มแต่เที่ยงวัน มีอาการตัวร้อน คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ กระวนกระวายใจ มึนซึม ในคอมีเสมหะ อุจจาระ ปัสสาวะมี สีเหลืองปนแดง เหงื่อไหล เรียกว่าเอกโทษดี จับแต่เที่ยงไป ๕ นาที ก็จะคลาย
ถ้าดีเป็นเอกโทษ จับไข้ยังไม่คลาย จับไปจนถึงค่ำก็เข้าเป็นทุวันโทษ เกิดเป็นลมระคนดี
      ถ้าไข้นั้นยังไม่คลาย ลงจนถึงเที่ยงคืน และจับต่อไปจนรุ่งเช้า ท่านว่าเป็นสันนิบาตตรีโทษ ให้รีบวางยา     ท่านว่า ถ้าจับเอกโทษดี เริ่มจับแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป ๔-๕ นาที ก็จะสร่างคลาย กำหนด ๙ วัน จึงวางยา

       ๓.   เสมหะเอกโทษ   มักเกิดกับบุคคลอายุ ๑๕ ปี ในเหมันตฤดู เริ่มจับแต่เช้าตรู่ ตอนไก่ขัน มีอาการร้อนข้าง นอกกาย แต่ภายในหนาว แสยงขน ไอ คอตีบตี้น กินอาหารไม่ลง เซื่อมมัว ปากหวาน นัยน์ตาขาว อุจจาระ ปัสสาวะ ขาว ไข้จับแต่เช้าตรู่ ไป ๕ นาที เรียกว่า
เสมหะเอกโทษ    ถ้าไข้ยังไม่สร่างคลายไปจนถึงเที่ยงวันจนถึงบ่าย ๕ นาที ดีจะมาระคนกับเสมหะ และถ้าไข้ยังจับต่อไปอีก จนถึง เย็นค่ำ และต่อไป เป็นสันนิบาตตรีโทษ
ไข้ทุวันโทษ
      ๑. ทุวันโทษเสมหะและดี  เกิดกับบุคคลอายุอยู่ในปฐมวัย คือ ภายใน ๑๖ ปี เป็นไข้ในคิมหันตฤดู มีเสมหะ เป็นตันไข้ และดีเข้ามาระคนเป็น ๒ สถาน ทำให้มีอาการสะท้านร้อนสะท้านหนาว ในปากและคอเป็นเมือก กระหายน้ำ หอบ ไอ เชื่อมมัว ตัวหนัก ไข้เริ่มจับแต่เช้าตรู่ จะสร่างคลาย ตอนบ่าย ๓ นาที
       ๒.   ทุวันโทษดีและลม  เกิดกับบุคคลอายุ ๓๐-๔๐ ปี วสันตฤดู มีดีเป็นต้นไข้ เริ่มจับตั้งแต่ เที่ยงวันไปจนถึง เย็น ค่ำ จึงจะสร่างคลาย มีอาการเซื่อมมัว ปวดเมื่อยตามข้อ หาว อาเจียน ปากและคอแห้ง ขนลุกขนพอง มักสะดุ้ง ตัวร้อน ทั้งนี้เป็นเพราะลมเข้าระคนกันเป็นทุวันโทษ
     ๓.   ทุวันโทษลมและเสมหะ  เกิดกับบุคคลอายุ ๔๐-๕๐ ปี( เหมันตฤดู) มีอาการหนักตัว ไอ ปวดหัว เมื่อยตามมือและเท้า มีลมเป็นต้นไข้ เริ่มจับแต่ตอนค่ำ ไปจนถึงรุ่งเช้า จะสร่างคลายลง มีอาการร้อนรนภายใน เหงื่อไม่มี ข้างนอกเย็น ทั้งนี้เป็นเพราะลม และเสมหะ คนกันเป็น ทุวันโทษ
     ได้กล่าวถึงเอกโทษ และทุวันโทษ แล้วตามลำดับมา ถ้าไข้นั้นยังมิสร่างคลายจับเรื่อยตลอดมา จะเป็นโทษ ๓ ระคนกัน เข้าเป็นโทษสันนิบาต
      สันนิบาต  จะเกิดระหว่างฤดู ๓ หรือฤดู ๖ ก็ตาม ให้กำหนดในตอนเช้าจน 2 ยาม เป็นต้น
      สันนิบาต  ไข้กำเริบเรื่อยไปจนถึงเย็นและ เที่ยงคืน ท่านว่าไข้นั้นตกถึงสันนิบาต
      สันนิบาต(อาการที่จรมา) มีอาการบวมที่ต้นหู จะตายใน  ๗  วัน
 ถ้าบวมที่นัยน์ตา จะตายภายใน  ๕  วัน
 ถ้าบวม ที่ปากจะตาย ภายใน  ๗  วัน
      สันนิบาต   อาการต่อไปนี้เหงื่อออกมาก นัยน์ตาเหลือง บางทีแดง นัยน์ตาถลน มองดูสิ่งใดไม่ชัด ดูดุจคนบ้า  หูปวดและตึง คันเพดาน หอบและหายใจสะอื้น ลิ้นปากเป็นเม็ดเน่าเหม็น ลิ้นบวมดำ เจ็บในอก หัวสั่น เวลาหลับตาแต่ใจไม่หลับ ลุกนั่งไม่ไหว พูดพึมพำ อุจจาระบางทีเขียว บางทีดำ กะปริดกะปรอย รอบๆ ข้อมือมีเส้น มีลายสีเขียว สีแดง ถ้าเส้นสีเขียวมีตามตัว ท้องขึ้น ผะอืดผะอม มีลมในท้อง ท่านว่าธาตุไฟทั้ง ๔ นั้นดับสิ้น จากกาย
ข้อสังกตุ ทุวันโทษลมและเสมหะ อันใดอันหนึ่ง จะกล้าหรือจะหย่อน เราจะรู้ได้จากอาการ คือ
ลมกล้า   จะมีอาการท้องผูก ปวดเมื่อยตามข้อ ปวดหัว หมดแรง
เสมหะกล้า  จะมีอาการ เป็นหวัด ไอ ลุกนั่งไม่สะดวก หนัก ตัว
ข้อสังกตุ ทุวันโทษดีและเสมหะ
ดีกล้า          จะจับแต่เที่ยงไปถึงบ่าย และไข้จะคล่อยคลายหายไปมีอาการเซื่อมมัว อาเจียน คลื่นไส้
เสมหะกล้า    ถ้ามีไข้แต่เช้ามืด ถึง ๓ โมง เซื่อมมัว ตึงตามตัว ตัวหนัก จะนอนไม่ใคร่      หลับสนิท ไอ คลื่นเหียน อาเจียน
ข้อสังกตุทุวันโทษดีและลม
ลมกล้า   จะมีอาการจับไข้แต่บ่าย ๓ โม. มีอาการเซื่อมมัว หาวเป็นคราวๆ นอนไม่หลับ จนถึงเวลาพลบค่ำ จึงสร่างคลาย คนไข้จะหลับสนิท
 ดีมีกล้า  จะเริ่มจับไข้แต่เที่ยงไป จะมีอาการซวนเซ เมื่อลุกนั่ง หรือยืน ตัวร้อน อาการนี้ จะมีไปถึงบ่าย ๕ นาที จะสร่างคลาย
ข้อสังเกต สันนิบาต มี ๓ สถาน คือ ดีเสมหะ และลมดูเวลาจับไข้
      ลมกล้า  จะเริ่มจับไข้ตั้งแต่บ่าย ๕ นาที ถึงสามยาม  มีอาการเชื่อมมัว มันตึงตาม ตัว หลับหรือตื่นไม่รู้สึกตัว มักนอนสะดุ้ง หูตึง ทั้งนี้เพราะลมมีกำลังกล้า มันจะพัดไปตามหู ตาและคอ
     เสมหะกล้า    จะเริ่มจับแต่บ่าย ๕ นาที ไปจนถึงพลบค่ำ ต่อไปจนถึงสว่าง ๓ นาที เช้า     อาการจะสร่างคลาย ลง อาการนั้นมีดังนี้คือ ลุกนั่งไม่สะดวก หอบบ่อยๆ คลื่นไส้ ถ่มน้ำลาย หนักตัว ตึงผิวหนัง ปากลิ้นเป็นเมือก
      ดีกล้า    จะเริ่มจับแต่เช้า ไปจนถึงพลบค่ำค่อยคลาย  อาการร้อนภายในภายนอกกายมาก ลิ้น คอ น้ำลายแห้ง อุจจาระและปัสสาวะเหลือง หน้าอกเต้น
รสยา 9 รส
                 เป็นรสของเครื่องยา คือตัวยาสมุนไพรแต่ละชนิดที่จะนำมาปรุงเป็นยา รสของเครื่องยาที่นิยมใช้เป็นหลักในประเทศไทย มี 9 รส และ รสจืดอีก 1 รส รวมเป็น 10 รส แต่คณาจารย์ก็ยังนิยมเรียกว่ารสยา 9 รสอยู่เช่นเดิม มีดังนี้
๑. รสฝาด                สำหรับ                  สมาน
๒. รสหวาน             สำหรับ                ซึมซาบไปตามเนื้อ
๓. รสเมาเบื่อ           สำหรับ                 แก้พิษ
๔. รสขม                   สำหรับ                  แก้ทางโลหิตและดี
๕. รสเผ็ดร้อน         สำหรับ                   แก้ลม
๖. รสมัน                สำหรับ                     แก้เส้นเอ็น
๗. รสหอมเย็น       สำหรับ                     ทำให้ชื่นใจ
๘. รสเค็ม               สำหรับ                     ซาบไปตามผิวหนัง
๙. รสเปรี้ยว           สำหรับ                      แก้เสมหะ ฟอกโลหิต

ว่าด้วยฤดู 6
๑. แรม ๑ ค่ำเดือน ๖  ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ รวมเป็น ๔ เดือน  เรียกว่า  คิมหันต์กับวสันต์อยู่ด้วยกัน อย่าหมายมั่นว่าฝนเพราะ อาทิตย์โคจรมาใกล้ ถ้าเป็นไข้เป็นเพราะดี โลหิตเป็นเหตุ(พิกัดปิตตะ )
๒. แรม ๑ ค่ำเดือน ๑๐  ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๒ รวมเป็น ๔ เดือน  เรียกว่า  วสันต์อยู่ด้วยเหมันต์เพราะ อาทิตย์โคจรมาห่าง มีน้ำค้างเยือกเย็น ถ้าเป็นไข้เป็นเพราะเสมหะเป็นเหตุ(พิกัดเสมหะ )
๓. แรม ๑ ค่ำเดือน ๒  ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖รวมเป็น ๔ เดือน  เรียกว่า  เหมันต์กับคิมหันต์อยู่ด้วยกัน  ช่วงนี้มีลมพัดหนัก ถ้าเป็นไข้เป็นเพราะลมเป็นเหตุ(พิกัดวาตะ )
ประเทศที่อยู่และอาหาร
ประเทศที่เป็นเปือกตมเยือกเย็น บริโภคเนื้อและปูปลา ทำให้ลมกำเริบ ( หนาว)
ประเทศที่เป็นชลธาร  บริโภคของหวานเป็นเนืองนิจ ทำให้เสมหะให้โทษ ( ฝน)
ประเทศที่เป็นเนินผา บริโภคอาหารป่า เผ็ดร้อน ทำให้โลหิตให้โทษ ( ร้อน)
• อนึ่งผู้สัญจรนอนป่า เพื่อภักษางูเห่า กำเริบเร่าร้อนรุ่ม สันนิบาตกุมตรีโทษ
ว่าด้วยลักษณะน้ำนมดีและชั่ว
ลักษณะน้ำนมในโทษแก่กุมารในหญิง 4 จำพวก คือ
1. หญิงมีกลิ่นตัวคาวดังน้ำล้างมือ ลูกตาแดง เนื้อขาวเหลือง นมยาน หัวนมเล็ก เสียงพูดแหบ เครือดัง   เสียงการ้อง ฝ่ามือและเท้าสั้น ห้องตัวยาว จมูกยาว หนังริมตาหย่อน สะดือลึก ไม่พี ไม่ผอม สันทัดคน กินของมาก ลักษณะหญิงอย่างนี้ชื่อว่า หญิงยักขินี เป็นหญิงมีกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไป มักบังเกิดโรคต่างๆ แม่นมออย่างนี้ท่านให้ยกเสียพึงเอา
2. หญิงที่มีกลิ่นตัวดังบุรุษ ตาแดง ผิวเนื้อขาว นมดังคอน้ำเต้าริมฝีปากกลม เสียงแข็ง ดังเสียงแพะ ฝ่าเท้าใหญ่ข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่ง เจรจาปากไม่มิดกัน เดินไปมามักสะดุด ลักษณะหญิงอย่างนี้ ชื่อว่า หญิงหัศดี เป็นหญิงกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไป ดุจดังเอายาพิษให้บริโภค แม่นมอย่างนี้ ท่านให้เลือกออกเสีย อย่าพึงเอา
3. หญิงหนึ่งมีอาการตาเหลือกลานไหล่ลู่ หน้าแข้งทู่ต้นขาใหญ่ ใจดื้อใจร้าย นมห่างปลายแบน เสียงเหมือนสำเนียงกา ผมหยักศกนมรสเปรี้ยว
4. หญิงหนึ่งนั้นสันทัด ขาวเหลืองสัทสำเนียง  แม้นเหมือนเสียงปักษี พิราบมีกลิ่นกาย สาบแพะร้ายแรงครัน เต้านมนั้นเป็นคอ น้ำเต้าส่อรู้รส นมปรากฏเฝื่อนฝาด ขื่นคาวชาติจืดจาง สี่รูปร่างกล่าวมาดุจตำราล้วนโทษ
 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-06-22 20:31:15 IP : 14.207.230.92


ความเห็นที่ 2 (3360864)

ลักษณะแห่งแม่นมที่ดี ซึ่งกุมารดื่มน้ำนมมิได้เป็นโทษนั้นมีอยู่ 4 จำพวก ดังต่อไปนี้คือ
1 หญิงที่มีกลิ่นตัวหอมดังกล้วยไม้ ไหล่ผาย สะเอวรัด หลังราบ สัณฐานตัวดำและเล็ก แก้มใส มือและเท้าเรียว เต้านมดังอุบลพึ่งแย้ม ผิวเนื้อแดง เสียงดังเสียงสังข์ รสน้ำนมนั้นหวาน มันเจือกัน ลักษณะหญิงอย่างนี้ ท่านจัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดดีนัก
2. หญิงที่มีกลิ่นตัวดังดอกอุบล เสียงดังเสียงแตร ไหล่ผาย ตะโพกรัด แก้มพอง นิ้วมือและนิ้วเท้าเรียวแฉล้ม เต้านมดังบัวบาน ผิวเนื้อเหลือง น้ำนมมีรสหวาน ลักษณะหญิงอย่างนี้ท่านจัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดดีนัก
3. หญิงที่มีกลิ่นตัวไม่ปรากฏหอมหรือเหม็น เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เต้านมกลม หัวนมงอนดังดอกอุบลพึ่งจะแย้ม รสน้ำนมนั้นหวาน มันสักหน่อย ลักษณะหญิงอย่างนี้ ท่านว่าเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมาร บริโภคเถิด น้ำนมดีนัก
4. หญิงที่มีกลิ่นตัวหอมเผ็ด เสียงดังเสียงจักจั่น ปากดังปากเอื้อน ตาดังตาทราย ผมแข็งชัน ไหล่ผาย ตะโพกผาย หน้าผากสวย ท้องดังกาบกล้วย นมพวง น้ำนมขาวดังสังข์ รสน้ำนมมันเข้มสักหน่อย เลี้ยงลูกง่าย ลักษณะหญิงจำพวกนี ท่านคัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดน้ำนมดีนัก ลักษณะแม่นม 4 จำพวกนี้ แม่นมเบญจกัลยาณ๊ ท่านจัดสรรเอาไว้ถ่าย
ถ้าแพทย์จะพิจารณาดูน้ำนมดีและร้ายนั้น
• ให้เอาใส่ขันแล้วให้แม่นมนั้นหล่อนมองดู ถ้าสีและน้ำนมขาว ดังสีสังข์และ จมลงในขัน สัณฐานเหมือนดังลูกบัวเกาะ นมอย่างนี้ จัดเอาเป็นน้ำนมอย่างเอก
• ถ้าหล่อน้ำนมลง และน้ำนมนั้นกระจาย แต่ว่าขันจมลงถึงกันขันแค่ไม่กลมเข้า น้ำนมอย่างนี้ จึงเอาเป็นน้ำนมอย่างโท
ลักษณะน้ำนมเป็นโทษ อีก 3 จำพวก
1.มารดาอยู่ไฟมิได้ ครั้นมารดาออกจากเรือนไฟแล้วให้กุมารดื่มน้ำนมเข้าไป ท้องเขียวดังท้องค่าง
2. น้ำนมมารดาที่ระดูขัด
3. น้ำนมมารดาที่กำลังมีครรภ์
น้ำนมให้โทษจากธาตุกำเริบ
1. วาโยธาตุกำเริบ น้ำนมมีรสเปรี้ยวกลิ่นคาวแรง สีเขียวขุ่นคล้ายน้ำหอยแมลงภู่ต้ม
2. กำเดาและเตโชกำเริบ น้ำนมรสฝาด
3. เสมหะและปถวีกำเริบ น้ำนมสีเขียว กลิ่นคาวคล้ายสาบแพะ
4. โลหิตกำเริบ  น้ำนมจางใส ไม่คลุมเป็นสาย ลอยกระจายทั่วไป

ข้างขึ้น
๑ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ฝ่าเท้า   กินยาสะดวกดี
๒ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ หลังเท้า   กินยาสะดวกดี
๓ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ศีรษะ   กินยาถ่าย ผายดี
๔ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ แขน    กินยาถ่ายผายดี
๕ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ลิ้น      กินยามักอาเจียน
๖ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ทั่วตัว   กินยามักอาเจียน
๗ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ หน้าแข้ง   กินยาดี ไม่จุกแน่น
๘ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ท้องน้อย   ห้ามกินยา โรคกำเริบ
๙ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่  มือ        กินยาดีนัก
๑๐ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ก้น   กินยาดี ระงับลม
๑๑ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ฟัน   ห้ามกินยาโรคกำเริบ
๑๒ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ คาง  ห้ามกินยา โรคกำเริบ
๑๓ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ขา    วางยาดีนัก
๑๔ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ หลัง    ห้ามวางยา
๑๕ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ หัวใจ   ห้ามวางยาถ่ายต่างๆ
ข้างแรม
๑ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ฝ่าเท้า   กินยาสะดวกดี
๒ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ หลังเท้า   กินยาดี เจริญอายุ
๓ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ สะดือ   กินยามักอาเจียน
๔ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่  ฟัน      ห้ามกินยา
๕ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ลิ้น       ห้ามกินยาจะอาเจียน
๖ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่  ศีรษะ   กินยาดีนัก ระงับโรคภัย
๗ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ ทั่วตัว     กินยาไม่ดี แน่นหน้าอก
๘ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ หน้าอก  กินยาไม่ดี
๙ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่   คาง        กินยามักคลื่น
๑๐ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ แขน   กินยาดีนัก
๑๑ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่  มือ     กินยาดีนัก
๑๒ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ จมูก   กินยาดีนัก หายโรค
๑๓ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่   หู      กินยาดีนัก  หายโรค
๑๔ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่  ปาก    ห้ามกินยา
๑๕ ค่ำ  ชีพจรอยู่ที่ คอ      ห้ามกินยา
               สำหรับเรื่องชีพจรที่ได้นำมากล่าวก็เพื่อเป็นความรู้อันเคยนับถือมาแต่โบราณ สำหรับแพทย์ที่จะทำการวางยารักษาไข้ต่างๆ  ส่วนการปฏิบัตินั้นแล้วแต่กาลสมัย  หรือแล้วแต่ใจของผู้ศึกษาจะเห็นสำควร 
 
 กาฬธาตุอติสาร   มี ๕ อย่างคือ
        กาฬพิพิธ    ขึ้นภายในแต่ขั้วตับให้ลงไป เป็นเลือดสดกำหนดมัน ถูกยาก็ฟังยาไปสี่วัน และห้าวัน อาการประเภทมัน ก็กลับกลายให้ ลงไป เป็นเลือดสดเน่าหมด ถ้วน ก็ปวดมวนเพียงขาดใจ ตั้งแต่จะรากไป ให้แน่นหน้า อุราร้อน สะอึกซ้อนเป็นชั้นๆ จะแก้กันก็ขัดสน สะอึกให้ ก็เวียน วนแต่ลงร่ำกระหน่ำใน ครั้นแก้ที่ลงห่าง สะอึกดังเพียงขาดใจ ให้ร้อนทุรนไป กายก็ผุเป้นแว่นวงเขียวแดงไปทั่วกาย เมื่อจะตาย ก็กลับลงเป็นเลือดสด กำหนด ปลงชีพนั้นในวันเดียว ( เว้นตาย)
        กาฬพิพัธ    นั้นขึ้นในชั้นหัวใจ ให้ขุ่นมัว   ขั้วตับก็ดุจเดียว แต่อาการนั้นผิดกัน  ลงดุนน้ำล้างเนื้อ  เมื่อมันเน่า และเหม็นกลิ่น เหมือน ซากศพ อันที่ทรุดโทรมอยู่แรมคืน ให้หอบเป์นกำลัง สติยั้งไม่ยั่งยืน ผู้ใดจะได้คืนชีพนั้นอย่าสงกา

กาฬมูตร   มันผุดกินอยู่ในตับให้ลงมา เป็นแต่โลหิตอุจจาระเน่า และดำไปเป็นก้อน เป็นลิ่มๆ ดุจก็ปิ่มดังถ่านไป กินปอดให้หอบ ใจกระหายน้ำเป็นกำลัง  กินม้ามให้จับหลับเนตร เพศก็ดูดังปีศาจอันจริงจัง เข้าสิงสู่อยู่ในตน เท้าเย็น และมือเย็น นั่งก้มหน้า ไม่เงยหน้า คนพิการ กล ให้พ้นบ่น พะพึมไป อย่าจะกระทำกระสือซ้ำ เข้าคุมใจ โทษนี้ใช่อื่นไกล กำเหนิด โรคมารยา  ครั้นเมื่อจะดับสูญก็เพิ่มพูนด้วยวาตา พัดแผ่นเสมหะมา เข้าจุกแน่นในลำคอ จึงตัดอัสสาสะ ให้ขาดค้างเพียงลำคอ หายใจสะอื้นต่อจะตายหนอแล้ว ควรจำ
กาฬสูตร   นั้นให้ลง เพทที่ลงก็ดูดำ ดังครามอันเขียวคล้ำ ให้เหม็นกลิ่นดังดินปืน ให้รากให้อยากน้ำ จะยายำไม่ฝ่าฝืน กลิ่นยาก็ยาคืน สะท้านรากลำบากใจ เสโทอันซึมซ่าน พิการ กายให้เย็นไป หยดลงก็ขาดใจ อันโทษนั้นอย่าสงกา
กาฬสิงคลี    กาฬและกาฬนั้นย่อมปรากฎเกิดแก่ดีม ให้ซึมรั่วล้นไหลไป อุจจาระ ปัสสาวะ ทั้งเนื้อเนตรก็เหลืองใส เหลืองสิ้นตลอด ใน กระดูกดังขมิ้นทา ให้ร้อนทุรน รากระหาย หอบเป็นหนักหนา เซื่อมมึน และกิริยา ให้พะเพ้อละเมอไป โทษนี้ในสามวัน จักอาสัยอย่าสงสัย เพทเมื่อ จะขาดใจ ทะลึ่งไปจนสิ้นชนม์
                 ยาแก้กาฬธาตุอติสาร   จันทน์ทั้ง ๒   ว่านกีบแรด  ว่านร่อนทอง  สังกรณี  เนระพูสี  ลูกเบญกานี  ลูกจันทน์   เอาเสมอภาค ลูกตะบูนเท่ายาทั้งหลาย บดเป็นผงละเอียด ปั้นเป็นแท่งละลายน้ำ ลูกพลับจีน รับประทานแก้กาฬธาตุอติสาร วิเศษนัก( หลักฐาน ทีอ้างอิงตำรายาศิลาจารึก วัดพระเชตุพนๆ )
ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ดำเนินความตามพระคัมภีร์ปฐมจินดา อันว่าด้วยกุมารคลอดออกจากครรภ์ ในระหว่าง ๑วัน ถึง ๑เดือนนั้น เป็นกาลที่อยู่ในเรือนเพลิง  มารดามักจะบังเกิดโรคต่างๆ อันเนื่องจากโลหิตกระทำพิษบ้าง โลหิตตีขึ้นบ้าง  และอยู่ไฟ อังไฟมิได้บ้าง  กระทำให้น้ำนมเกิดโทษโดยที่มิได้เป็นน้ำนมบริสุทธิ์  เนื่องจากมีโลหิตและน้ำเหลืองระคน  มิบังควรที่จะให้เด็กดูดดื่มน้ำนมนั้น  หากทารกใดได้ดื่มน้ำนมนั้น มักจะบังเกิดโรคขึ้น คือ เป็นเขม่า สำรอก ทราง หละ ละอองต่างๆ  ลักษณะเขม่า หละ  ละออง  และทรางนั้นขึ้นอยู่ภายในปากของเด็ก   หละและทรางนั้นมีลักษณะเป็นเม็ด  ส่วนเขม่าและละอองเป็นฝ้าและผุดเป็นแผ่น โดยมาก เขม่า หละ ละออง ทรางมักจะขึ้นที่ลิ้น  ที่เพดาน  ที่กระพุ้งแก้ม  ที่โคนขากรรไกร  ฯลฯ  เป็นอาทิ
              สำหรับตำราเล่มนี้จะกล่าวย่อๆ เฉพาะลักษณะสำรอง ทับ  ลมทราง  หละ  ละออง  และปักษี ซึ่งเป็นความรู้เบื้องต้นๆของเด็กอ่อนๆ  ส่วนทรางนั้น จะนำมากล่าวในครั้งนี้ก็ดูยืดยาวเยิ่นเย้อ เพราะทรางตาล  ทรางแทรก ทรางจร ฯลฯ มากมายเหลือจะคณานับ แม้แต่คัมภีร์ปฐมจินดา ก็บรรจุตั้ง ๙ ผูก  ๑๐ ผูก  ฯลฯ               
๑. ลักษณะสำรอก   อันว่า กุมาร หรือกุมารี ก็ดี ก็ได้ปฏิสนธิออกหรือพ้นอุทรของมารดาแล้ว กำเนิดอันจะเกิดโรคต่างๆแก่ทารก คือ การสำรอก ซึ่งมีอยู่ ๖ ครั้ง ดังต่อไปนี้
๑.  สำรอกเมื่อชันคอได้ครั้งหนึ่ง เนื่องจากเส้นเอ็นเคลื่อนไหว ทรางก็พลอยกำเริบทำโทษขึ้น
๒. สำรอกเมื่อรู้จักสอนนั่ง เนื่องจากกระดูกสันหลังคลาดขยับจากที่ ทรางก็พลอยกำเริบทำโทษครั้งหนึ่ง
๓.  สำรอกเมื่อสอนคลาน เนื่องจากตะโพกและเข่าเคลื่อน  ทรางก็พลอยกำเริบครั้งหนึ่ง
๔.  สำรอกเมื่อดอกไม้(ฟันน้ำนม)ขึ้น  ทรางก็พลอยกำเริบครั้งหนึ่ง
๕.  สำรอกเมื่อสอนเดิน เนื่องจากกระดูก ทั้ง ๓๐๐ ท่อนกระเทือนเส้นเอ็นไหว ท่านเรียกว่าสำรอกกลาง ทรางก็พลอยกำเริบครั้งหนึ่ง
๖.  สำรอกเมื่อเดินและยืนได้ เนื่องจากไส้ พุง ตับ ปอด กระเทือน ท่านว่าสำรอกใหญ่ให้ระวงจงดี ทรางพลอยทำโทษครั้งหนึ่ง
 ๒. ลักษณะทับ ๘ ประการ
๑.  เด็กเป็นไข้  เนื่องจากแม่ทราง ๒ ชนิดให้โทษ คืออาการต่อไปให้ลงท้อง กระหายน้ำ เชื่อมมัว ตัวร้อน ปลายมือปลายเท้าเย็น ถ้าเด็กมีอาการเป็นดังนี้
• ตอนเช้าให้กินยาตรี
• ตอนเที่ยงให้กินยาหอมผักหนอก
• ตอนเย็นให้กินประสะนิลน้อย
๒.  เด็กเป็นไข้ให้สำรอก เสมหะเป็นสีเหลืองสีเขียว เป็นเม็ดมะเขือ ให้ไอนอนผวา เบื่อข้าวเบื่อนม  ตัวร้อนบ้างเย็นบ้างเป็นคราวๆ ตามองช้อนไปข้างบน
๓.  เป็นไข้แล้วให้อุจจาระพิการ ลงท้องเป็นมูกเหม็นเปรี้ยวเหม็นคาว ละอองทรางขึ้นในคอ ให้ไอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ตัวร้อนจัด เชื่อมมัว
๔.  ไข้เนื่องจากหวัดกำเดา  ให้ไอ ตัวร้อนจัด หายใจถี่ ปากคอแห้ง นอนผวาเม็ดทรางเกิดในคอ ข้าวนมไม่กิน ท้องขึ้นหลังแข็ง ให้ใช้ยาเย็นและสุขุม
๕.  เด็กไข้ตกอุจจาระเป็นมูกดำสดๆ เป็นหวัดมีกำเดาแทรก ตัวร้อนจัด เชื่อมมัว อยากน้ำเป็นกำลัง ตอนเช้าให้กินน้ำสมอไท  เที่ยงยาหอมผักหนอก
๖.  กำลังเด็กเป็นไข้หวัด มีอาการซึมเซาเชื่อมมัว ปวดหัวตัวร้อนตั้งแต่เท้าตลอดเบื้องบน บางทีท้องขึ้น หอบไอแห้ง ลงเป็นมูกเลือดไม่เป็นเวลา  พอแก้ได้
๗.  เด็กให้ลงออกมาเป็นส่าเหล้า เหม็นคาว เหม็นขื่น ต่อมาเป็นมูกเลือดสดๆ ปวดเบ่งตับทรุดลงมาตัวร้อน ท้องขึ้น ปลายเท้าปลายมือเย็น หายใจขัด อาการนี้อาการตาย แก้ไม่ได้
๘.  เด็กใดๆก็ดี หกล้ม ชอกช้ำ ต่อมาจับไข้ตัวร้อนเป็นเวลา หน้าตาไม่มีสีเลือด ท้องร่วงเป็นส่าเหล้าหรือไข่เน่า  สุดท้ายลงเป็นมูกเลือด ตัวร้อนหายใจขัดสะอื้น ปลายเท้าเย็น มือเย็น อาการนี้เป็นอาการตายแก้ไม่ได้
๓. ลักษณะลมทรางต่างๆ   อันลมทรางต่างๆที่เกิดแก่ทารกมีหลายอย่างหลายชนิด คือ
ก.       เนื่องจากลมอุทรวาดตั้งขึ้น ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์  ทำให้มารดาจุกเสียดหน้าหลัง ครั้นทารกคลอดออกจากครรภ์ ทารกนั้นเลี้ยงยาก เนื่องจากลมสำคัญดวงนั้น จับพัดไปตามเส้นสันหลัง ขึ้นสู่กระหม่อม เวลาเย็นทารกนั้นจะร้องไห้ทุกวัน ให้ยากินก็ไม่ทุเลา  แต่ทารกที่เป็นดังนี้สามเดือนก็จะหาย หยุดเอง
ข.       ลมทรางหนึ่งชื่อ ?ตะบางราหู? หรือเนื่องจากสพั้นไฟให้โทษ มีอาการท้องขึ้น อาเจียน จักเสียดตากลับซักมือกำเท้างอ อาการดังนี้ถ้าเป็นข้างขึ้นตาย  ถ้าข้างแรมพอจะรอดได้
ค.       ลมทรางหนึ่งเนื่องจาก ลมวาตพัคค์อันเกิดแต่เวลาทารกตกฟากนอนหงาย โลหิตรายหล่นไหลเข้าปากทารกกระทำให้เกิดโทษคือ โทษหนึ่งภายในท้องทารกเกิดเสมหะ ให้ตัวร้อนมึนซึม ท้องขึ้นท้องฟองหอบอาเจียน ตากลับ มองสูง หน้าเซียวคร้าม  เท้ามือหงิกงอสันหลังแข็ง อาการของทารกเป็นเช่นนี้ จะตายภายใน ๒-๓ วัน
ง.       ลมทรางบาทยักษ์ คือเนื่องจากทารกหกล้มตกบันได ไม้ตำ ตะปูตำ พิษเสี้ยนพิษหนามตำ มีอาการกัดฟันตาช้อนเหลือก เท้างอมือกำ
จ.       ลมทรางจำปราบพิษงู อาการดิ้นรนทุรนทุรายตัวเย็น ขนตามตัวกลับตั้งชัน ร่างกายเซียวคร้าม หน้าชักหงายแหงนหลังแอ่น ศีรษะเกือบจดปลายเท้า เมื่อตายจะมีโลหิตออกทุกขุมขน
ฉ.      ลมทรางชื่อป่วงงูเห่า   อาการต่างๆคล้ายลมทรางจำปราบพิษงู  ลมทรางชนิดนี้ทำพิษให้ทั่วกายแดง มีอาการทั้งลงทั้งราก
ช.      ลมทรางชื่อหัสดี  เท้าเย็นชาถึงหัวเข่า ชัก เท้างอมือกำ ขนลุกชัน หลังแข็งเหงื่อตกมากๆ ท้องขึ้นตึงเคร่ง  อาการนี้ถ้าเป็นเช้าตาย ถ้าเป็นบ่ายพอรอดได้
๔. ลักษณะปักษี
               ตามพระคัมภีร์ปฐมจินดาความว่าทารกใดที่คลอดออกจากครรภ์มารดาย่อมจะต้องถูกสพั้นพันธ์ปักษี ๔ ตน กระทำโทษให้มีอาการท้องขึ้นเชื่อมมัวหลังร้อน ถอนใจสำรอกออกทางปากและจมูก เหล่านี้เป็นต้น นับแต่เวลาคลอดตลอดเวลา ๑๑เดือน
๑.       นนทปักษี  เข้าตามลำไส้ปนไปกับเสมหะมีอาการให้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มักเป็นแต่เวลาเช้าตรู่จนถึงเย็นสิ้นแสงพระอาทิตย์
๒.     เทพีปักษี  มักจะเป็นแก่ทารกที่คลอดมีวัยได้ ๓ เดือน จะเป็นแต่เวลาบ่ายเย็น สร่างเวลาเช้าก่อนสว่าง  มีอาการตาช้อนกลับ ท้องขึ้น  เท้ามือเย็น  หวาดสะดุ้งตกใจผวาบ่อยๆ
๓.     กาฬปักษี มักจะเป็นแก่ทารกที่มีวัยได้ ๕ เดือน มักเป็นเวลาค่ำตอนจะนอน สร่างตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้น  มักนอนผวาร้องไห้ ท้องขึ้นไส้พอง  อาเจียนออกทางปากและจมูก
๔.     อนุนนท์ปักษี   มักเป็นแก่ทารกตั้งแต่ ๑๑ เดือนลงมา จับตั้งแต่เที่ยง สร่างเวลาสองยาม มีอาการไม่กินข้าว กินนม   อาการกินแต่น้ำ ตัวร้อนดินรนนอนไม่ได้ เนื่องจากเกิดที่ตับ
๕.  ลักษณะหละและละออง   อันทารกทั้งหลาย เมื่อวัยล่วงขวบกว่าขึ้นมาแล้ว มักจะมีโรคทรางร้ายๆบังเกิดโทษอันเป็นหละ และละอองทราง
 หละชื่ออุทัยกาล มีลักษณะสีแดง  มีอาการตัวร้อน มือเท้างอ  ปิดหนักปิดเบา  ทุรนทุราย ชัก ตากลับ 
 ละอองชื่อไฟฟ้า มีแสงแดงประหนึ่งชาดทำให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ตาค้างชักตากลับ ตัวร้อนจัด มือเท้างอ  ถ้าแก้มิทันจะตายภายใน ๖ ชั่วโมง
หละชื่อเนระกันถี  มีสีเขียวเป็นสายโลหิตผ่านไปอยู่ในยอด ถ้าขึ้นได้ ๕ วัน ทำให้เสียงแห้งปากแห้ง ท้องขึ้น ลงท้อง
 ละอองชื่อแก้วมรกต  มีสีเป็นสีเขียวใบไม้ ทั่วทั้งหน้า มีอาการลิ้นกระด้างคางแข็ง มือกำ เท้างอ ถ้าแก้มิทันตายภายใน ๖ ชั่วโมง
 หละชื่อแสงพระจันทร์  มีสีเหลืองปรากฏขึ้นมีอาการลงท้อง ตัวเย็นร้องไห้ไม่หยุด แต่ไม่มีน้ำตา คางแข็งหน้าผากตึง
ละอองชื่อกาฬสิงคลี  แรกขึ้นเป็นสีขาว ต่อมาวัน ๑ หรือ ๒ วัน  สีเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาการให้ลงท้อง เป็นสีเหลือง  กระหายน้ำ เชื่อมมัว ผิวหน้าและผิวตัวเหลืองเข้ม  ดังขมิ้นทา  ท่านว่าเหลืองถึงกระดูก  ถ้าวางยาไม่ถอย ตายภายใน ๗ วัน
 หละชื่อนิลกาฬ เม็ดยอดดำ ทำพิษให้เจ็บทั่วกาย หายใจหอบหลังแข็ง ต่อมา ๒ วัน บังเกิดเม็ดขึ้นอีก ที่โคนขากรรไกรและสลักเพ็ชร์(ตรงด้านข้างระหว่างตะโพก) ถ้าครบ ๓ วัน จะตายไปครึ่งหนึ่ง ดิ้นรนร้องไม่ได้ อาการนี้ตาย
 ละอองชื่อมหาเมฆ  สีแดงเป็นสีดอกตะแบกช้ำ มีอาการหน้าดำ  ท้องขึ้น  ขัดหนักขัดเบา ตากลับ มือกำเท้างอ ถ้าแก้มิทันตาย
 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-06-22 20:34:47 IP : 14.207.230.92


ความเห็นที่ 3 (3374679)

ขอความช่วยเหลือด้วยค่ะ พ่ออายุ 85 ปี ป่วยด้วยโรคชรา ตอนนี้มีอาการลิ้นกระด้างคางแข็ง กินอาหารไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ แต่หูยังรับรู้ได้ค่ะ ตอนแรกกินน้ำไม่ได้เลยจะสำลัก เลยใช้วิธีหยอดน้ำหรือน้ำข้าวต้มแทน อยากได้คำแนะนำในการดูแลว่าทำอย่างไรถึงจะให้ดีขึ้นค่ะ ตอนนี้ก็ให้จิบยาหอมบ้าง นวดเบาๆ บริเวณท้อง รบกวนอาจาย์ช่วยแนะคำด้วยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น วีรกานต์ วันที่ตอบ 2012-09-13 09:39:25 IP : 125.27.72.174


ความเห็นที่ 4 (3374858)

 บอกอาการน้อยไปเพราะอาจารย์ไม่เห็นตัวท่าน  ขอถามดังนี้

๑ สามารถขยับตัวได้หรืดไม่ หรือช่วยเหลือตัวเองได้บ้างในระดับไหน

๒ มีไข้รุมๆหรือไม่ มีอาการตาแดงๆไหม

๓ มีเสมหะเหนียวข้นติดคอไหม

๔ เป็นมานานแล้วหรือค่อยๆทรุดลง

ถ้าต้องการให้รักษาจำเป็นต้องเห็นคนป่วยนะค่ะ 

แต่ถ้าต้องการแบบประคับประคองก็ต้องนวดแนวสุมนา  นวดท้องแล้วเขี่ยแถวร่องอกแนวร่องซี่โครงเขี่ยเบาๆเพราะเจ็บมาก

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-09-14 05:12:29 IP : 27.130.9.154


ความเห็นที่ 5 (3384172)

 ว่าด้วยคัมภีร์ตักกะศิลา

ข้าไหว้พระพุทธ์ พระธรรมบริสุทธิ พระสงฆ์บริพาร บิดามารดา ครูบาอาจารย์

ขอแต่งนิทาน เมืองตักกะศิลา ขอให้มีไชย ชะนะแก่ภัย โรคะโรคา กล่าวกลอนสอนไว้ ตามในตำรา เมืองตักกะศิลา ครั้งห่าลงเมือง พระฤาษีเมตตา เห็นเวทนา ฝูงคนตายเปลือง จึงไว้ตำรา มีมาตามเรื่อง เปนบุญไปเบื้อง น่า ชั่วกัลปา

ถ้าแรกล้มไข้ ท่านมากล่าวไว้ ให้พิจารณา ภายนอกภายใน ให้ร้อนหนักหนา เมื่อยขบกายา ตาแดงเปนสาย บ้างเย็นบ้างร้อน เปนบั้นเปนท่อน ไปทั่วทั้งกาย ขึ้นมาให้เห็น เปนวงเปนลาย บางคาบเปนสาย เปนริ้วยาวรี ลางบางไม่ขึ้น เปนวงฟก ลื่น กายหมดดิบดี หมอมักว่าเปน สันนิบาต ก็มี ให้ยาผิดที แก้กันไม่ทัน

อย่าเพ่อกินยา ร้อนแรงแขงกล้า ส้มเหล้าน้ำมัน เอาโลหิตออก กอกเลือด นวดฟั้น ปล่อยปลิง มิทัน แก้กันเลยนา ถ้ายังไม่รู้ให้แก้กันดู แต่พรรณฝูงยา เย็นเปนอย่างยิ่ง ขมจริงโอชา ฝาดจืดพืชน์ยา ตามอาจารย์สอน

ถ้าจะใคร่รู้ เอาเทียนส่องดู ให้รู้แน่นอน ถ้ายังมิขึ้น เร่งกินยาถอน กระทุ้ง ขึ้นก่อน อาบพ่นจนเห็น ถ้าทำสิ้นจบ มิขึ้นตระหลบ กินตับส้อน เร้น ต่อเมื่อมรณา ขึ้นมาให้เห็น ดังก้านเผือกเปน เขียวขาวแดงมี ลางบางเล่าไซ้ ไม่เจ็บไม่ไข้ อยู่อยู่ดีดี ขึ้นมาให้เห็น สองสามราตรี จึ่งไข้ก็มี อย่าให้รักษา

ถ้าว่าล้มไข้ ลงก่อนเล่าไซ้ สองสามวันมา ผุดขึ้นให้เห็น ดำเขียวขึ้นมา ท่านให้รักษา แต่งยาติดตาม ถ้าว่าออกดำ ขึ้นเขียวช้ำช้ำ ดุจดังสีคราม รายทั่วกายา ดังสีหว้า ห่าม ลางคาบขึ้นคล้าม สีอย่างจิงจำ เติบเท่านิ้วชี้ สองนิ้วก็มี เรียกว่าออกดำ พิเคราะห์ให้แท้ แน่แล้วจึ่งทำ ยาแก้ออกดำ ทำตามตำรา

(๑) ถ้าว่าออกแดง สีนั้นเปนแสง ดุจชาดหยอดทา ผุดขึ้นมาเล่า เม็ดเท่าถั่วงา สองนิ้วหัดถา นิ้วหนึ่งก็มี ถ้าไข้สะท้าน ร้อนหนาวครั่นคร้าน มิได้ยืนที่ ถ้าผุดขึ้นมา เท่าสะบ้า ก็มีลักษณดังนี้ เรียกว่าปานดำแดง เปนวงกลมอยู่ บอกไว้ให้รู้ ปานดำพิษแรง ขึ้นแต่ครึ่งขา ว่าไว้ให้แจ้ง เปนตายคลางแคลง แบ่งเท่ากันนา ถ้าตลอดถึงเท้า เปนกรรมของเขา แล้วอย่าสงกา ร้อยหนึ่งรอดคน เปนพ้นปัญญา ปานแดงท่านว่า ลักษณะเหมือนกัน ขึ้นซ้ายชายหย่อน พิษมันนั้นอ่อน กว่าปานดำนั้น ให้เร่งรักษา หาแพทย์ขยัน เร่งเยียวยากัน อย่าได้ไว้ใจ

(๒) ถ้าไข้ครั่นตัว แลให้ปวดหัว อย่าได้สงไสย ว่าดาวเรือง นั้น ยังดั้นอยู่ใน เหมือนโคมตามไว้ ให้พิจารณา เห็นดังหยอดชาด พร้อยๆประลาด ไปทั่วกายา พิเคราะห์เห็นแน่ แท้แล้วจึ่งยา ตามในตำรา ท่านมากล่าวไว้

(๓) ถ้าไข้สะท้าน ร้อนหนาวครั่นคร้าน เสียวซ่านทั่วไป มะเมอเพ้อพำ ร่ำรี้ร่ำไร ดุจดังผีไพร ถูกต้องแลนา ตัวตีนเย็นซ้ำ มือกำตีนกำ บิดเบือนกายา เปนสายโลหิต ติดในลูกตา ให้ร้อนนักหนา ดุจเปลวไฟลน ว่าไข้ลากสาด ผุดขึ้นประลาด ดำแดงขาวปน ดุจดังก้านเผือก กลิ้งเกลือกสับสน ยากินยาพ่น แก้ให้ถูกที ถ้าเห็นปรากฎ ดังก้านเผือกสด ดำแดงขาวมี ถ้าดำพิษแรง กว่าแดงขาวสี พิเคราะห์ให้ดี แต่งยาตามทาง

(๔) ยอดดำเชิงขาว อาจารย์ท่านกล่าว ไว้เหล่าหลายอย่าง ชื่อว่าตะมอย พิษค่อยเบาบาง

(๕) ถ้าฟกบวมบ้าง ชื่อมเรงทูม นา

(๖) ถ้าเห็นเปนแถว รีรีเปนแนว เกี่ยวก่ายไปมา ชื่อสังวาลพระอินทร์ หญิงซ้ายชายขวา ขึ้นต้องตำรา ตายอย่าสงไสย ชายซ้ายหญิงขวา อาจารย์ท่านว่า มิพอเปนไร พอเยียวยาคลาย ค่อยหายค่อยไป หยูกยาเตรียมไว้ ให้ถูกทำนอง

(๗) ไข้หนึ่งเล่านา ขึ้นสองต้นขา เขียวขึ้นเปนหนอง ลางบางอย่างสี ลูกหว้างอมงอม พิษนั้นพานถ่อม ชื่อว่ากระดานหิน ยังไม่ปอกก่อน แก้ได้โดยถวิล ถ้าลอกปอกแหล่ ตายแท้อย่าหมิ่น
บอกไว้ให้สิ้น อย่าได้ฉงน

(๘) ถ้าดูเห็นคล้ำ อย่างลูกจิงจำ เปนเงาในตน ชื่อมหาเมฆ แล เร่งแก้ขวายขวน เห็นจะอับจน ตามแต่บุญนา

(๙) อาจารย์กำหนด ชื่อหงษ์รันทด มันผุดขึ้นมา ดังไข่ปลากราย รายทั่วกายา ลิ้นกระด้างปากอ้า คางแขงสลบไป ถ้ายังอ่อนอยู่ หาท่านผู้รู้ ช่วยแปรแก้ไข ถลอกปอกหมู สุดรู้จนใจ เกรียมดังไฟไหม้ ประกายดาดเหมือนกัน

(๑๐) จันทสูตร กำหนด ผุดขึ้นดังผด แขนทั้งสองนั้น ท่านให้เร่งแก้ ยาแปรจงพลัน ถ้ารู้เท่ามัน มิพอเปนไร

(๑๑) ถ้าขึ้นยอดแหลม เล็กเล็กขึ้นแซม เปนเหล่าๆไป นิ้วหนึ่งสองนิ้ว อย่าได้สงไสย จะบอกชื่อไว้ ระบุชาดแลนา

(๑๒) ถ้าเห็นเปนแถว รีรีเปนแนว ดำแดงลงมา ชื่อสายฟ้าฟาด ร้ายกาจนักหนา เร่งรัดหยูกยา ตามบุญตามกรรม

(๑๓) ชื่อไฟเดือนห้า พิษแรงแขงกล้า แดงแล้วกลับดำ ชื่อนั้นแปรไป ไฟฟ้าจงจำ แก้สีที่ดำ แดงได้ไม่ตาย ให้เปนต่างๆ ชักปากเบี้ยวบ้าง ให้คางคลาดคลาย ชักตาแหกเหิน ให้เร่งขวนขวาย แปรยาให้ผาย เห็นไม่มรณา

(๑๔) ถ้าเปนแผ่นไป หัวเล็กเล็กไซ้ เปนเหล่าขึ้นมา มักเมื่อยกระดูก ทุกทั่วกายา บิดกายซ้ายขวา เขฬา เหนียวให้ ชื่อเข้าไหม้น้อย พิษพานจะถอย พอเยียวยาคลาย

(๑๕) ถ้าเห็นสีเหลือง มือเท้าขวาซ้าย หน้านั้นเหลืองคล้าย เหมือนดอกบัวขม มักให้เปนเปิด ปวดเปนโลหิต เน่าในสะสม จำจะบรรไลยเพราะกาฬมูตร จม กินตับทับถม มิรู้ว่าเปนบิดนา

(๑๖) ลางไข้วิปริต ตกเปนโลหิต ทั้งเก้าทวารา มิได้เจ็บไข้ ตกเลือดออกมา จงเร่งรักษา อย่าได้ไว้ใจ

(๑๗) ลางบางเปนขด ให้เห็นปรากฎ ชักกลมเข้าไป แล้วชักหงายแหงน หลังแอ่นขึ้นให้ ล้มลงทันใจ เพศไข้นานา

(๑๘) ไข้สี่ประการ โดยดังอาจารย์ ท่านไว้ตำรา มันย่อมแกมไข้ ผุดผื่นขึ้นมา ประดง ศิลา ประดงน้ำประดงไฟ ประดงแกลบครบสี่ จะบอกตามที ยังมิเข้าใจ

ประดงหินให้เชื่อม นอนนิ่งแน่ไป มิลุกขึ้นได้ ทั้งคืนทั้งวัน

ประดงไฟร้อนพ้น ดังเอาไฟลน ร้อนมิเท่าทัน

ประดงแกลบนั้น คันพ้นอภิปราย เหลืออดเหลือกลั้น เกาจนเลือดนั้น ติดเล็บบหาย

ประดงน้ำนั้น กลางคืนกลางวัน มิรู้สึกกาย อายุวันหนึ่ง จะถึงความตาย ให้แพทย์ทั้งหลาย พึงรู้เล่ห์กล

ชื่อฟองสมุทรา ถ้าผุดขึ้นมา สีเขียวมัวมน ถ้าขึ้นจากอก ตกที่อับจน ชายขวาหญิงซ้าย เร่งให้ขวายขวน เห็นจะอับจน อย่าได้ไว้ใจ ชายซ้ายหญิงขวา อาจารย์ท่านว่า ไม่พอเปนไร

ถ้าเห็นดำดำ ดุจดังถ่านไฟ เทียมเนื้อไรไร เติบเท่าเมล็ดงา ชื่อมหานิล อย่าได้ดูหมิ่น เร่งแปรหยูกยา แต่บรรดาไข้ ในตักกะศิลา ให้พิจารณา ขึ้นร้ายขึ้นดี ขึ้นอกขึ้นหน้า ตกที่ร้ายหนา แปรยาจงดี แก้ตามทำนอง ให้ต้องคัมภีร์ แปรร้ายเปนดี ก่อนอย่านอนใจ

อาจารย์กำหนด ให้แต่งโอสถ กระทุ้งภายใน

แล้วพ่นยานอก ให้ออกจนได้ ปรากฎแล้วไซ้ พิษจึงระเหย จึงไม่กินไส้ กินตับปอดได้ ท้องไม่ร่วงเลย ประทับสำคัญ ก่อนนั้นอย่าเฉย กินยาตามเคย แปรร้ายเปนดี

พิเคราะห์ตามไข้ หนักเบาอย่างไร อย่าให้เสียที ทำตามทำนอง ให้ต้องพิธี พิเคราะห์ให้ดี จึ่งมีเดชา

รากเท้ายายม่อม มะเดื่อทุมพร อีกรากคนทา ชิงชี่น้ำนอง ให้ต้องตำรา ปู่เจ้าเขาเขียว หญ้านางแลนา ศิริสรรพยา ให้เอาเสมอกัน ต้มให้กินก่อน ตกถึงอุทร ออกสิ้นทุกพรรณ ท่านตีค่าถึง ตำลึงทองนั้น ทำเถิดขยัน กลั่นแกล้งกล่าวมา

ยาพ่นภายนอก กระทุ้งให้ออก มานอกกายา หญ้านางใบมะขาม วัลเปรียงเอามา ดินประสิวแทรกยา พ่นผุดทันใจ

เห็นแท้แล้วเล่า เอารากฝักเข้า ขี้กาแดงใส่ แทรกดินประสิว พ่นผิวลงไป

กินยาภายใน เสียก่อนแลนา เอาใบมะผู้ มะเมียทั้งคู่ มะยมให้หา มะเฟืองมะกรูด มะนาวแลนา คนทีสอมา หญ้าแพรกปากควาย มะตูมเอาใบ ขมิ้นอ้อยไซ้ ศิริยาทั้งหลาย เสมอภาคหมด บดปั้นละลาย น้ำซาวเข้ากินหาย แปรร้ายเปนดี

พ่นแปรนอกนา เอารังหมาร่า ที่ร้างแรงปี หญ้าแพรกปากควาย ใบมะเฟืองมีสี ศิริยาทั้งนี้ เท่ากันบรรจง ปั้นแท่งละลาย ซาวเข้าเปนกระสาย ขวนขวายใส่ลง พ่นแปรแก้ย้าย หายดังจำนง เปนดีโดยจง ให้พ่นสามครา

แต่งยาครอบไข้ สาระพัดแก้ได้ ไข้ตักกะศิลา จันทน์แดงจันทน์ขาว ใบสวาดหัวคล้า ง้วนหมูคงคา สะแกจิงจำ ฟักเข้าเข้าไหม้ ผักหวานบ้านไซ้ ภิมเสนแซกนำ หญ้านางมะนาว สูเจ้าจงจำ เสมอภาค

เอาน้ำ ซาวเข้ าละลาย เปนยาภายใน กินประจำไข้ กว่าจะถอยคลาย ระวังแต่กาฬ จะเกิดมากมาย ทั้งหญิงทั้งชาย อย่าได้ไว้ใจ

 

(คัมภีร์ตักกะศิลาสังเขปเพียงนี้)
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-07 18:30:25 IP : 171.7.104.60


ความเห็นที่ 6 (3393508)

โรึคเบาหวาน และโรคเบาจืด สามารถเทียบกับคัมภีร์ใดได้บ้าง และยารักษาโรค

ผู้แสดงความคิดเห็น aom วันที่ตอบ 2013-01-07 12:45:46 IP : 110.49.242.186


ความเห็นที่ 7 (3393578)

๑. เบาหวาน

นั้นเกิดจากธาตุนำ้พิการ  ทำงานไม่ได้ปกติ ๔ ตัว ปิตตัง เสมหัง บุพโพ โลหิตตัง การแก้ให้แก้โดยการปรับธาตุนำ้พิการ ธาตุดินหย่อนและปรับลมด้วย  ปกติอาจารย์ใช้ยาแก้ในกองปถวี,อาโป,วาโย,ในคัมภีร์วัดโพธิ์ค่ะ พร้อมให้ยาล้างพิษ(โลหิตข้นเหนียว)

 

๒.โรคเบาจืด

เกิดจากลมกองปัสสาสวะพิการให้ขับปัสสาวะออกมามากเกิน  ในแผนไทยใช้ยาแก้สรรพลมในกองปัสสาวะอยู่ในแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-07 17:49:57 IP : 171.6.220.170


ความเห็นที่ 8 (3393612)

โรคไขมันในเลือดสูงและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ สามารถเทียบกับคัมภีร์ใดได้บ้างและยารักษาตามคัมภีร์

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ้อม วันที่ตอบ 2013-01-07 21:18:27 IP : 110.49.241.170


ความเห็นที่ 9 (3394063)

 

 ทั้ง ไขมันและภาวะน้ำตาลต่ำเป็นโรคที่เกิดจาก กองธาตุหย่อน,พิการ

ให้ศึกษาในคัมภีร์โลกนิทานที่เป็นคำกลอนนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-09 21:17:17 IP : 171.6.220.170


ความเห็นที่ 10 (3419652)

 วันนี้อาจารย์ปณิตาได้ทบทวน...คัมภีร์ฉันทศาสตร์ 


บอกเล่าความเป็นมา  เนื่องจากมีลูกศิษย์อีกกลุ่มที่เรียนหลักสูตรขั้นสูง ส่วนตัวจึงต้องเตรียมการสอนในเทอมหน้าคือเดือนหน้ากค.นี่แหละ  พออ่านทบทวนอย่างละเอียดกลับพบว่าคัมภีร์นี้ละเอียดยิ่งนัก  ท่านเจ้าเมืองจันทบูร   สมเป็นปราชญ์จริงๆไม่สงสัยเลยว่าทำไมจึงไม่มีใครคิดตัดคัมภีร์นี้ออก(คนสมัยก่อน) และเป็นคัมภีร์เดียวที่แต่งโดยบุคคลธรรมดา  ส่วนที่ยากคือเรื่องไข้ที่บอกอาการไว้มากมาย  วันนี้ทำเสร็จพอดีขออธิบาย เป็นหัวเรื่องนะคะ  ไข้แบ่งเป็นสองลักษณะคือ

-- ไข้จากฤดู๓ มากระทบกายให้เราป่วย(ไม่เกี่ยวกับไข้ติดเชื้อนะ) ในที่เราเรียนมาเรียกไข้สัมปชวร
-- ไข้จากการที่ร่างกายเราต้องปรับตัวให้เข้ากับฤดูที่มากระทบเป็นไข้จากกองธาตุ ถ้ามีลักษณะไม่สมดุลอยู่เดิมด้วยจะแปรโรคไปโบราณกรรมและโบราณชวร

กล่าวเรื่องไข้สัมปชวร

๑.ไข้จากฤดูมากระทบและถ้าเรื้อรังไม่หายเข้าสันนิบาตไปแล้วจะแปรโรคเป็นสัมประชวร  โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ประมวล อายุ,ธาตุ,กาลตามวัน,กำลังโรคร่วมกับฤดูเสมออันนี้เรียกสัมปชวร

๒.แต่ในสัมปชวรเองโดยพิศดาร  ยังมีอายุเจ้าเรือนที่มีช่วงต่ออายุกัน เช่นจากเด็กจะเป็นวัยรุ่น,จากคนวัยกลางจะเป็นวัยแก่,จากคนวัยแก่จะแปรเป็นแก่มากกลับเข้าวัยเด็กช่วงนี้จะระคนเป็นทุวันโทษทันที่ให้ดูเวลาจับกับอาการที่จับ

๓.ยังบอกให้แยกโรคเป็นกับโรคตาย(หนักมักไม่รอด) ท่านจะกำหนดเวลาไว้เลยว่าตายเมื่อใด เรียก ตรีโทษสันนิบาต  แตถ้าอาการโทษ๔ นั้นอาการตัดตายแน่นอนเรียก มรณชวร

๔.บอกสัมปชวรเมื่อเรื้อรังแล้วจะแปรเข้าบุราณกรรม(โรคเรื้อรังในกองธาตุ) บอกให้หมอรู้ว่ามีทางไป ๕ อย่างจากการสัวเกตุที่สีตา 

บอกเรื่องไข้จากร่างกายปรับตัวให้เข้ากับฤดูที่กระทบ(ฤดู๔)  มีผลให้ธาตุกำเริบ,หย่อน,พิการ  อันนี้ให้นำฤดู๔มาประกบกับฤดู๖และวิเศษสมุฏฐาน

๑.บอกเรื่องการทำงานของธาตุ กำเริบ,หย่อน,พิการ  โดยดูจากรัตนธาตุทั้ง๕ จะเป็นตัวบอกโรคว่าไปบุราณโรคหรือบุราณกรรม

๒.บอกว่าอาการแบบใดบ้างที่เรียกว่าไข้เพื่อลม,เพื่อดี,เพื่อกำเดา อันนี้เราต้องฝึกแยกเองค่ะ  

๓.บอกอาการว่าโรคใดรักษาไม่หายเป็นอาการตัด เช่นลักษณะไข้ในกองปถวีบอกแม้กระทั่งว่าป่วยล้มไข้ได้สองวันกายภายนอกอยู่  แล้ววันที่สามเข้ากายภายในถ้าปิดสามทางคือไม่กิน,ไม่ถ่ายหนัก,ถ่ายเบา,อาการครบ๑๐วันวันที่๑๑อวสาร

๔.บอกลักษณะธาตุแตก(อุดไม่อยู่)ตายแน่นอนมีกำหนดวันไว้ด้วย

ไม่แปลกใจเลยที่สมัยตัวเองเรียนก็ไม่เข้าใจ  ท่องๆไว้สอบเท่านั้น คราวนี้เข้าใจอย่างดีจึงรู้สึกอัศจรรย์ใจมาก  ขอให้ผู้เรียนรู้ใหม่หมั่นศึกษาไว้นะคะเป็นคัมภีร์ที่เราเอาไปใช้รักษาจริงๆเลยค่ะ....สาธุค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-14 12:14:52 IP : 171.6.235.93



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.