ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์

พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์


คัมภีร์ธาตุวิภังค์

   วิภังค์ หมายถึง การแบ่ง  เป็นตำราที่ว่าด้วยการรักษาโรคที่เกี่ยวกับความพิการของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ   ยกตัวอย่างของธาตุดิน(ปถวีธาตุ) ซึ่งเป็นหนึ่งในธาตุทั้งสี่  อันเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่เป็นของแข็ง มีความคงรูป  พระแม่ธรณีเป็นบุคลาธิษฐานของธาตุดิน  ตามคติไทยโบราณที่ถือว่า ธาตุดินเป็นแหล่งกำเนิดชีวิต ( ดินก่อให้เกิดพืช)และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ต่อมา    กล่าวถึง สาเหตุการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล และอาการที่เกิดขึ้น เมื่อธาตุที่ ๔ พิการ ได้แก่ ธาตุทั้ง   ๔ ขาดเหลือ ธาตุทั้ง๔ พิการตามฤดู และยารักษา และธาตุทั้ง ๔ พิการและยารักษา   มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
สาเหตุการเสียชีวิตของบุคคล
      ๑.     บุคคลตามด้วย ปัจจุบันกรรมและปัจจุบันโรค  คือ โอปักกะมิกาพาธ ถูกทุบถองโบยตีบอบช้ำ หรือต้องราช อาญาของพระมหากษัตริย์ ให้ประหารชีวิต การตายด้วยปัจจุบันนี้ มิได้ตายเป็นปกติ โดยลำดับ ขันธ์ชวร และธาตุทั้ง ๔ มิได้ ล่วงไปโดยลำดับ อย่างนี้เรียกว่า " ตายโดยปัจจุบันกรรม"
       ส่วนปัจจุบันโรค คือเกิดโรคตายโดยปัจจุบันทันด่วน เช่น อหิวาตกโรค หรือโรคอันเป็นพิษ ซึ่งกำเริบขึ้นโดยเร็ว แล้วตาย ไป ธาตุทั้ง ๔ มิได้ขาดไป ตามลำดับอย่างนี้ เรียกว่า ตายด้วยปัจจุบันโรค
      ๒.     บุคคลตายด้วย โบราณกรรม และโบราณโรค   บุคคลตายโดยโบราณกรรม คือ ตายโดยกำหนดสิ้นอายุ เป็นปริโยสาน คืออายุย่างเข้าสู่ความชรา ธาตุทั้ง ๔ ขาดไปตามลำดับ เปรียบเหมือนผลไม้ เมื่อแก่สุกงอมเต็มที่แล้ว ก็หล่นลงเอง คนเราเมื่ออายุมากแล้ว ธาตุทั้ง ๔ ก็ทรุดโทรม ไปตามลำดับ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ตาย อย่างนี้เรียกว่า ตายโดยโบราณกรรม
      ส่วนการตายด้วยโบราณโรคนั้น คือ เป็นโรคคร่ำคร่า เรื้อรังมานาน หลายเดือนหลายปี เรียกว่า โบราณโรค เวลาจะตาย ธาตุทั้ง ๔ ขาดไปตามลำดับ แล้วตายไป อย่างนี้เรียกว่า ตายด้วยโบราณโรคว่าด้วยธาตุทั้ง ๔ ขาดเหลือ     บุคคลใดตายโดยสิ้นกำหนดอายุเป็นปริโยสานนั้น ธาตุทั้ง ๔ ย่อมขาดสูญไปตามลำดับ แต่เมื่อจะสิ้นอายุ แต่ละธาตุ ขาเหลือ ดังนี้
๑.    ปถวีธาตุ ๒๐  ขาดไป ๑๙  หทยัง( หัวใจ) ยังอยู่
๒.    อาโปธาตุ ๑๒  ขาดไป ๑๑  ปิตตัง ( น้ำดี) ยังอยู่
๓.    วาโยธาตุ ๔  ขาดไป ๓  อัสสาสะปัสสาสะ ( ลมหายใจข้าออก) ยังอยู่
๔.    เตโชธาตุ ๔  ขาดไป ๓  สันตัปปัคคี ( ไฟอุ่นกาย) ยังอยู่
                  ถ้าธาตุ ทั้งหลาย สูญสิ้นพร้อมกันดังกล่าวนี้ ท่านว่า เยียวยาไม่หาย หากขาดหรือหย่อนไปแต่ละสิ่ง สองสิ่ง ยังพอ พยาบาลได้
ว่าด้วยธาตุทั้ง ๔ พิการตามฤดู        ตามปกติ ปี ๑ มี ๓ ฤดูๆ ละ ๔ เดือน แต่ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ จัดฤดูไว้ ๔ ฤดูๆละ ๓ เดือน คือ
      ๑.   เดือน ๕,๖ และ ๗   ทั้ง ๓ เดือนนี้ว่าด้วยเตโชธาตุ ชื่อสันตัปปัคคีพิการ   อาการให้เย็นในอก วิงเวียน รับประทานอาหารไม่ได้ บริโภคอาหารอิ่มมัก ให้จุกเสียด ขัดในอก อาหารมักพลันแหลก มิได้อยู่ท้อง ให้อยากบ่อยๆ จัดเป็น เหคุให้เกิดลม ๖ จำพวก คือ
       ๑.๑ ลมชื่อ อุทรันตะวาตะ   พัดแต่สะดือถึงลำคอ
       ๑.๒  ลมชื่อ อุระปักขะรันตะวาตะ  พัดให้ขัดแต่อก ถึงลำคอ
       ๑.๓  ลมชื่อ อัสสาสะวาตะ   พัดให้นาสิกตึง
       ๑.๔  ลมชื่อ ปัสสาสะวาตะ   พัดให้หายใจขัดอก
       ๑.๕  ลมชื่อ อนุวาตะ  พัดให้หายใจขัด ให้ลมจับแน่นิ่งไป
       ๑.๖  ลมชื่อ มหสกะวาตะ   คือลมมหาสดมภ์ ให้หาวนอนมาก และหวั่นไหวหัวใจ ให้นอนแน่นิ่งไป มิรู้สึกกาย
๒เดือน ๘,๙ และ ๑๐ ทั้ง๓ เดือนนี้ว่าด้วย วาโยธาตุ ชื่อ ชิรณัคคีพิการ อาการให้ผอมเหลือง ให้เมื่อยขบทุกข้อ ทุกลำตัว ทั่วสรรพางค์กาย ให้แดกขึ้นแดกลง ให้ลั่นโครกๆ ให้หาวเรอ วิงเวียนหน้าตา หูหนัก มักให้ร้อนในอก ในใจ ให้ ระทดระทวย ให้หายใจสั้น ให้เหม็นปาก และหวานปาก มักให้โลหิตออกทางจมูก ทางปาก กินอาหารไม่รู้รส
  ๓.   เดือน ๑๑,๑๒ และ ๑ ทั้ง ๓ เดือนนี้ อาหารที่กินมัก ผิดสำแดง อาโปธาตุพิการ คือ
            ๓.๑   ดีพิการ  มักให้ขึ้งโกรธ สะดุ้งตกใจ หวาดกลัว
            ๓.๒   เสมหะพิการ  ให้กินอาหารไม่รู้รส
            ๓.๓   หนองพิการ  มักให้ไอเป็นโลหิต
            ๓.๔   โลหิตพิการ  มักให้เพ้อพก ให้ร้อน  
            ๓.๕   เหงื่อพิการ  มักให้ซูบผอม ให้ผิวหนังสากชา
            ๓.๖    มันข้นพิการ  มักให้ปวดศีรษะ ให้ปวดตา ให้ขาสั่น
            ๓.๗   น้ำตาพิการ  มักให้ตามัว น้ำตาตก ตาแห้ง ดวงตาเป็นดังเยื่อลำไย
            ๓.๘   มันเหลวพิการ  ให้แล่นออกทั่วกาย ให้นัยน์ตาเหลือง มูตรและคูถเหลือง บางทีให้ลงและอาเจียน กลาย เป็นป่วงลม
            ๓.๙   น้ำลายพิการ  ให้ปากเปื่อยคอเปื่อย บางทีให้เป็นยอดเป็นเม็ดขึ้นในคอ บางทีเป็นไข้ ให้ปากแห้ง คอแห้ง
            ๓.๑๐  น้ำมูกพิการ  ให้ปวดศีรษะ เป็นหวัด ให้ปวดสมอง น้ำมูกตก นัยน์ตามัว วิงเวียนศีรษะ
            ๓.๑๑  ไขข้อพิการ  ให้เมื่อยทุกข้อ ทุกกระดูก ให้ขัดให้ตึงทุกข้อ
            ๓.๑๒  มูตรพิการ  ให้ปัสสาวะแดง และขัดปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นโลหิต เจ็บปวดเป็นกำลัง
   ๔.   เดือน ๒,๓ และ ๔ ทั้ง ๓ เดือนนี้ นอนผิดเวลา ปถวีธาตุพิการ อาการแต่ละอย่าง มีดังนี้
            ๔.๑   ผมพิการ  ให้เจ็บรากผม ให้คันศีรษะ ผมหงอก ผมเป็นรังแค เจ็บหนังศีรษะ
            ๔.๒   ขนพิการ  ให้เจ็บทั่วสรรพางค์กาย ทุกเส้นขน ให้ขนลุกขนพองทั้งตัว
            ๔.๓   เล็บพิการ  ให้เจ็บต้นเล็บ เล็บเขียวช้ำดำ เจ็บเสียวหลายนิ้วมือ นิ้วทื่อ
            ๔.๔   ฟันพิการ  ให้เจ็บไรฟัน  ให้ฟันหลุด ฟันโยกคลอน
            ๔.๕   หนังพิการ  ให้ร้อนผิวหนังทั่วกาย บางทีให้เป็นผื่นขึ้นทั้งตัว ดุจหัวผด ให้ปวดแสบ ปวดร้อน
            ๔.๖   เนื้อพิการ   ให้นอนสะดุ้ง ไม่สมปฤดี มักให้ฟกบวม บางทีผุดขึ้นเป็นสีเขียว สีแดง ทั่วทั้งตัว บางทีเป็น ลมพิษ สมมุติเรียกว่า ประดง*
            ๔.๗   เอ็นพิการ  ให้จับสะบัดร้อน สะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะมาก เรียกว่า อัมพฤกษ์กำเริบ
            ๔.๘   กระดูกพิการ  ให้เมื่อยในข้อในกระดูก
            ๔.๙   เยื่อในกระดูกพิการ  ให้ปวดตามแท่งกระดูกเป็นกำลัง
            ๔.๑๐  ม้ามพิการ  ให้ม้ามหย่อน มักเป็นป้าง
         ๔.๑๑  หัวใจพิการ  ให้คลั่งไคล้ดุจเป็นบ้า ถ้ามิดังนั้น ให้หิวโหย หาแรงมิได้ ให้ทุรนทุราย
            ๔.๑๒  ตับพิการ  ให้ตับโต ตับทรุดเป็นฝีในตับ กาฬขึ้นในตับ
            ๔.๑๓  พังผืดพิการ  ให้เจ็บให้จุกเสียด ให้อาเจียน ให้แดกขึ้นแดกลง
            ๔.๑๔  ไตพิการ  ให้ปวดท้อง แดกขึ้นแดกลง ปวดขัดเป็นกำลัง
            ๔.๑๕  ปอดพิการ  ให้เจ็บปอด ให้ปอดเป็นพิษ ให้กระหายน้ำมาก กินน้ำจนปอดลอย จึงหายอยาก
            ๔.๑๖  ลำไส้น้อยพิการ  ให้สะอึก ให้หาว ให้เรอ
            ๔.๑๗  ลำไส้ใหญ่พิการ  ให้ผะอืดผะอม ให้ท้องขึ้นท้องพอง มักเป็นท้องมาน ลมกระษัย บางทีให้ลงท้องตก มูก  ตกเลือดเป็นไปต่างๆ
            ๔.๑๘  อาหารใหม่พิการ  ให้ลงแดง ให้ราก มักเป็นป่วง ๘ จำพวก
            ๔.๑๙  อาการเก่าพิการ  ให้กินอาหารไม่มีรส  เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เพราะอาหารผิดสำแดง
            ๔.๒๐  มันสมองพิการ  ปกติสมองศีรษะพร่องจากกระบาลศีรษะ ประมาณเส้นตอกใหญ่ๆ             ถ้าเจ็บปวดพิการ มันในสมองก็เดือดขึ้นเต็มกระบาลศีรษะ ให้ปวดเป็นกำลัง นัยน์ตาแดงคลั่ง เรียกว่า สันนิบาต ให้สุมยา รสสุขุม มันสมอง จึงจะยุบ และหายปวด
ว่าด้วยธาตุทั้ง ๔ พิการ
๑.     เตโชธาตุ ๔ พิการ
        ๑.๑   ปริณามัคคีพิการ   อาการให้ร้อนในอก ในใจ ให้ไอเป็นมองคร่อ ให้ท้องขึ้นท้องพอง ผะอืดผะอม
        ๑.๒   ปรทัยหัคคีพิการ  อาการให้มือและเท้าเย็น ชีพจรเดินไม่สะดวก อีกประการหนึ่ง ให้ชีพจรขาดหลัก ๑ ก็ดี ๒ หลักก็ดี บางทีให้เย็นเป็นน้ำ แต่ภายในร้อน ให้รดน้ำมิได้ขาด บางทีให้เย็น แต่เหงือตก เป็นดังเมล็ดข้าวโพด
        ๑.๓   ชีรณัคคีพิการ  ให้หน้าผากตึง นัยน์ตาดูไม่รู้จักอะไร มองไม่เห็น แล้วกลับเห็น หูตึง แล้วกลับได้ยิน จมูกไม่รู้ กลิ่นแล้วกลับรู้ ลิ้นไม่รู้รสอาหาร แล้วกลับรู้ กายไม่รู้สึกสัมผัส แล้วกลับรู้ อาการ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ด้วยว่า พญามัจจุราช มาประเล้า ประโลม สัตว์ทั้งหลาย
       ๑.๔   สันตัปปัคคีพิการ  ถ้าแตกแล้วเมื่อใด จะเยียวยามิได้เลย ตายเป็นเที่ยงแท้
๒.     วาดยธาตุ ๖ พิการ
        ๒.๑   อุทธังคมาวาตาพิการ  เมื่อพิการหรือแตก ทำให้มีอาการดิ้นรน มือเท้าขวักไขว่ ให้พลิกตัวไปๆมาๆ ให้ทุรนทุราย ให้หาวเรอบ่อยๆ
        ๒.๒   อโธคมาวาตาพิการ  เมื่อพิการหรือแตก อาการให้เมื่อยขบ ขัดทุกข้อทุกกระดูก ให้ยกมือยกเท้าไม่ไหว เจ็บ ปวดเป็นกำลัง
        ๒.๓   กุจฉิสยาวตาพิการ  เมื่อพิการหรือแตก อาการให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้ลั่นในท้องดังจ๊อกๆ ให้เจ็บในอก ให้สวิงสวาย ให้เจ็บแดกขึ้นแดกลง
        ๒.๔   โกฏฐาสยาวาตาพิการ   เมื่อพิการหรือแตก อาการให้เหม็นข้าว อาเจียน จูกอกให้เสียดและแน่นหน้าอก
        ๒.๕   อังคมังคานุสารีวาตาพิการ   เมื่อพิการหรือแตก อาการให้หูตึง เจรจาไม่ได้ยิน ให้เป้นหิ่งห้อยออกจากลูกตา ให้ เมื่อยมือและเท้า ดังกระดูกจะแตก ให้ปวดในกระดูกสันหลัง ดังเป็นฝี ให้สะบัดร้อน สะท้านหนาว ให้คลื่นเหียน อาเจียน ลมเปล่า
         ๒.๖   อัสสาสะปัสาะตาพิการ  จะแตกหรือพิการไม่ได้ ลมอันนี้คือลมอันพัดให้หายใจเข้าออก ถ้าสิ้นลมหายใจเข้าและ ออก หรือลมหายใจเข้าออกขาดแล้วเมื่อใด ก็ตายเมื่อนั้น เมื่อจะตายให้หายใจสั้นเข้าๆ จนไม่ออกไม่เข้า
๓.     อาโปธาตุ ๑๒ พิการ
        ๓.๑     ปิตตังพิการ   ถ้าพิการหรือแตก มีอาการให้หาสติมิได้ คลุ้มคลั่งเป็นบ้า
        ๓.๒     เสมหังพิการ  ถ้าพิการหรือแตก ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้จับไข้เป็นเวลา บางทีให้ลงเป็นโลหิต เสม หะเน่า ให้ปวดมวน
        ๓.๓    ปุพโพพิการ  ถ้าพิการหรือแตก อาการให้ไอเป็นกำลัง ให้กายซูบผอมหนัก ให้กินอาหารไม่รู้รส มักให้เป็นฝี ในท้อง
        ๓.๔    โลหิตังพิการ  ถ้าพิการหรือแตก มีอาการดังนี้  คือ ให้นัยน์ตาแดงดังสายโลหิต ให้งง และให้หนักหน้า ผาก เพราะโลหิตกำเริบ บางทีให้ผุดภายนอกเป็นวงแดง เขียวหรือเหลือง กระทำพิษต่างๆ ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง แพทย์สมมุติ  ว่าเป็นไข้ไข้รากสาด * หรือปานดำ ปานแดง ๆลๆ สมมุติเรียกชื่อต่างๆ เพราะโลหิตแตกกระจายซ่านออกมาตามผิวหนัง บางทีให้อาเจียน เป็นโลหิต หรือลงเป็นโลหิต บางทีโลหิตแล่นเข้าจับหัวใจ ทำให้คลุ้มคลั่ง ทุรนทุราย ให้ละเมอ เพ้อพก หาสติมิได้ แพทย์สมมุติว่า สันนิบาตโลหิต ก็ว่า บางทีให้ร้อนให้หนาว บางทีให้ชักเท้า กำมือ ให้ขัดหนัก ขัดเบา บางทีให้ เบาออกมาเป็นสีต่างๆ โลหิตนี้ร้าย แพทย์สมมุติว่า เป็นไข้ กำเดาโลหิต
       ๓.๕     เสโทพิการ  มีอาการให้เหงื่อแตกและตกหนัก ให้ตัวเย็น และให้ตัวขาวซีด สากชา ไปทั้งตัว สวิงสวาย หา กำลังมิได้
       ๓.๖     อัสสุพิการ  มีอาการให้น้ำตาตกหนักแล้วกลับแห้งไป ให้ลูกตาเป็นดังเยื่อผลลำไย
       ๓.๗    เมโทพิการ  มีอาการ ให้ผิวหนังผุดเป็นวง บางทีแตกเป็นน้ำเหลือง ให้ปวดแสบ ปวดร้อน เป็นกำลัง
       ๓.๘    วสาพิการ  มีอาการ ถ้าแตกกระจายออกทั่วตัว ให้ตัวเหลือง ตาเหลือง บางทีให้ลงและอาเจียนดังป่วงลม
       ๓.๙     เขโฬพิการ  มีอาการให้ปากเปื่อย คอเปื่อย น้ำลายเหนียว บางทีเป็นเม็ดยอดขึ้นในคอ ในลิ้น ทำพิษต่างๆ
       ๓.๑๐   สิงฆานิกาพิการ  มีอาการให้ปวดในสมอง ให้น้ำมูกไหล ตามัว ให้ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ
       ๓.๑๑   ลสิกาพิการ  มีอาการกระทำให้เมื่อยในข้อในกระดูก ดุจดังจะคลาดจากกัน ให้ขัดตึงทุกข้อ แก้ยากเพราะ อยู่ในกระดูก
       ๓.๑๒   มุตตังพิการ  มีอาการให้ปัสสาวะวิปลาส ให้น้ำปัสสาวะสีแดง สีเหลืองดังขมิ้น บางทีขาวดังน้ำข้าวเช็ด ให้ ขัดเบา ขัดหัวเหน่า หัวเหน่าฟก บางทีเป็นมุตกิด มุตฆาต กาฬขึ้นในมูตร ให้มูตรแปรไปต่างๆ
๔.    ปถวีธาตุ ๒๐ พิการ
       ๔.๑    ผมพิการ  ให้เจ็บสมอง ศีรษะ ให้ชา ให้ผมร่วงหล่น
       ๔.๒    ขนพิการ  ให้เจ็บทุกเส้นทุกขน ทั่วสรรพางค์กาย
       ๔.๓    เล็บพิการ  ให้ต้นเล็บเจ็บช้ำดำเขียว บางทีให้ฟกบวม คือเป็นตะมอย หัวดาว หัวเดือน กลางเดือน บางทีให้ เจ็บช้ำเลือดช้ำหนอง ให้เจ็บปวดเป็นกำลัง
       ๔.๔    ฟันพิการ  ให้เจ็บปวดฟกบวมเป็นกำลัง ถึงฟันหลุดแล้วก็ดี มักเป็นไปตามประเพณีสังขารวัฏ ให้เจ็บฟันและ ไรฟัน ไรเหงือก ตลอดสมอง ถ้าฟันยังมิหลุดมิถอน ก็ให้แก้ตามขบวนการรำมะนาด นั้นเถิด
       ๔.๕    หนังพิการ  ให้หนังชา สากทั้งตัว แม้แมลงวันจะจับหรือไต่ที่ตัว ก็ไม่รู้สึก ให้แสบร้อนเป็นกำลังเรียกว่า กระมีโทษ
       ๔.๖    เนื้อพิการ  เนื้อประมาณ ๕๐๐ ชิ้น พิการให้เสียวซ่านไปทั่วทั้งตัว มักให้ฟกให้บวม ไม่เป็นที่ ให้เป็นพิษ บาง ทีให้ร้อนดังไฟลวก บางทีให้ฟกขึ้นดังประกายดาษ ประกายเพลิง
       ๔.๗    เอ็นพิการ  เส้นประธาน ๑๐ เส้น เส้นบริวาร ๒,๗๐๐ เส้น พิการ ให้หวาดหวั่นไหวไปทั่วทั้งกาย ที่กล้าก็กล้า ที่แข็งก็แข็ง ที่ตั้งดานก็ตั้งดาน ที่ขอดก็ขอด เป็นก้อนเป็นแถวไป ที่จะให้โทษหนักนั้นคือ เส้นสุมนา และส้นอัมพฤกษ์  เส้น สุมนา ผูกดวงใจสวิงสวาย ทุรนทุราย หิวหาแรงมิได้ เส้นอัมพฤกษ์ ให้กระสับกระส่าย ให้ร้อนให้เย็น ให้เมื่อยให้เสียว ไป ทุกเส้นเอ็นทั่วตัว ตั้งแต่ศีรษะ ตลอดถึงเท้า บางทีให้เจ็บเป็นเวลา
      ๔.๘    กระดูกพิการ  กระดูก ๓๐๐ ท่อน พิการก็ดี แตกก็ดี น้ำมันซึ่งจุกอยู่ในข้อนั้น ละลายออกแล้ว ให้เจ็บปวด กระดูก ดุจดังจะเคลื่อนคลาดออกจากกัน
      ๔.๙    เยื่อในกระดูกพิการ  ( เยื่อในกระดูก หรือสมองกระดูก)  พิการ ให้ปวดตามแท่งกระดูก
      ๔.๑๐  ม้ามพิการ  ให้ม้ามหย่อน มักเป็นป้าง
      ๔.๑๑  หัวใจพิการ  มักให้เป็นบ้า ถ้ายังอ่อนอยู่ ให้คุ้มดีคุ้มร้าย มักขึ้งโกรธ บางทีให้ระส่ำระสาย ให้หิวโหยหาแรง มิได้
      ๔.๑๒  ตับพิการ  เมื่อพิการ เป็นโทษ ๔ ประการ ส่วนเข้าลักษณะอติสาร คือ กาฬผุดขึ้นในตับ ให้ตับหย่อน ตับทรุด บางทีเป็นฝีในตับ ให้ลงเป็นเลือดสดๆ ออกมา อันนี้คือกาฬมูตรผุดขึ้น ตันลิ้นกินอยู่ในตับ ให้ลงเป็นเสมหะ โลหิตเน่า ปวด มวนเป็นกำลัง ให้ลงวันละ ๒๐ หรือ ๓๐ หน ให้ตาแข็ง และแดงเป็นสายเลือด
      ๔.๑๓  พังผืดพิการ  มักให้อกแห้ง กระหายน้ำ อันนี้คือโรคริดสีดวงแห้งนั่นเอง*
      ๔.๑๔  ไตพิการ  ให้ขัดอก ท้องขึ้นท้องพอง ให้แน่นในอกในท้อง กินอาหารไม่ได้
      ๔.๑๕  ปอดพิการ  อาการเป็นดุจดังไข้พิษ กาฬขึ้นในปอด ให้ร้อนในอก กระหายน้ำหอบดุจดังสุนัขหอบแดด จนโครงลด ให้กินน้ำ จนปอดลอย จึงหายอยาก บางทีกินจนอาเจียน น้ำออกมา จึงหายอยาก
      ๔.๑๖  ลำไส้ใหญ่พิการ  ให้วิงเวียนหน้าตา จะลุกขึ้นให้หาวเรอ ให้ขัดอก และเสียดสีข้าง ให้เจ็บหลังเจ็บเอว ให้ไอ เสมหะขึ้นคอ ให้ร้อนคอร้อนท้องน้อย มักให้เป็นลมเรอโอ๊ก ให้ตกเลือดตกหนอง
      ๔.๑๗  ลำไส้น้อยพิการ  ให้กินอาหารผิดสำแดง ให้ปวดท้อง ให้ขัดอก บางทีให้ลงให้อาเจียน อันนี้คือ ลมกัมมัชวาต พัดเอาแผ่นเสมหะให้เป็นดาน กลับเข้าในท้อง ในทรวงอก ก็ตัดอาหาร ท่านว่าไส้ตีบไป
      ๔.๑๘  อาหารใหม่พิการ  อาการ กินข้าวอิ่มเมื่อใด มักให้ร้อนท้องนัก บางทีลงดุจกินยารุ บางทีให้สะอึก ขัดหัวอก ให้จุกเสียดตามชายโครง ผะอืดผะอม สมมุติว่า ไฟธาตุนั้นหย่อน โรคทั้งนี้ย่อมให้โทษ เพราะอาหารไม่ควรกินนั้นอย่าง หนึ่ง กินอาหารดิบอย่างหนึ่ง ลมในท้องพัดไม่ตลอด มักให้แปรไปต่างๆ บางทีลงท้อง บางทีผูกเป็นพรรดึก ให้แดกขึ้นแดก ลง กินอาหารไม่ได้
      ๔.๑๙  อาหารเก่าพิการ  คือซางขโมยกินลำไส้ ถ้าพ้นกำหนดซางแล้ว ถือว่าเป็นริดสีดวง*
      ๔.๒๐  มันสมองพิการ  ให้เจ็บกระบาลศีรษะดังจะแตก ให้ตามัว หูตึง ปากและจมูกชักขึ้น เป็นเฟ็ดไป ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ลักษณะดังนี้ เดิมเมื่อจะเป็น เป็นเพราะโทษแห่งลมปะกัง ให้ปวดหัว เป็นกำลัง ถ้าแก้มิพัง ตาย
ยาแก้ เตโชธาตุ ชื่อ กาลาธิจร  
ประกอบด้วย     โกฏสอ  โกฏพุงปลา  ดีปลี  หัวแห้วหมู  เปลือกโมกมัน  ผลผักชี   อบเชย  สะค้าน  ขิง  ผลเอ็น  อำพัน
ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดเป็นผง ละลายน้ำร้อน หรือน้ำผึ้งก็ได้ กินแก้เตโชธาตุพิการ
ยาแก้วาโยธาตุ ชื่อฤทธิจร
ประกอบด้วย    ดีปลี  แผกหอม  เปราะหอม  พริกไทย  หัวแห้วหมู  ว่านน้ำ  ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน รากกระเทียมเท่ายาทั้งหลาย
บดเป็นผงละลายน้ำร้อนหรือน้ำผึ้งก็ได้ กินแก้ วาโยธาตุพิการ
ยาแก้อาโปธาตุพิการ
ประกอบด้วย    รากเจตมูลเพลิง  โกฏสอ  ลูกผักชี  ขิงแห้ง  ดีปลี  ลูกมะตูมอ่อน  สะค้าน  หัวแห้วหมู  ลูกพิลังกาสา  รากคัดเค้าเปลือกโมกมัน  สมุลแว้ง  กกลังกา  ดอกพิกุล  ดอกบุนนาค  ดอกสารภี  เกสรบัวหลวง  ราดขัดมอน  เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา
กินแก้อาโปธาตุพิการ หายแล
ยาแก้ปถวีธาตุพิการ( สมอง กระดูก ม้าม)
ประกอบด้วย   กระเทียม ๑   ใบสะเดา๑  ใบคนทีสอ  เปลือกตีนเป็ด  เบญจกูล  สิ่งละ ๑ ลูก  จันทน์ ๑  ดอกจันทน์๑  กระวาน๑ กานพลู๑  ตรีกฎุก๑  เปลือกกันเกรา  (สิ่งละ ๒ )  สมุลแว้ง ๓  จันทน์ทั้งสองสิ่งละ ๑   สมอทั้ง๓สิ่งละ ๑
ยาแก้หัวใจพิการ ชื่อมูลจิตใหญ่
ประกอบด้วย   ผลคนทีสอ  ใบสหัสคุณ  ผลตะลิงปลิง  จันทน์ทั้งสอง  ดีปลี  เทียนข้าวเปลือก  เทียนตาตั๊กแตน  เทพทาโร  เอาส่วน
เท่ากัน  บดปั้นเป็นแท่ง  ละลายน้ำดอกไม้  แทรกพิมเสน กินหาย ใช้ได้ ๑๐๘ แล
พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์    ความนำ
พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ เป็นตำราที่ว่าด้วยการรักษาโรคที่เกี่ยวกับความพิการของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ เนื้อหาในเรื่องต่อเนื่องกับพระคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ โดยอ้างถึงพระคัมภีร์โรคนิทาน คัมภีร์พระปรมัตถธรรม และคัมภีร์มรณญาณสูตร พิจารณาจากเนื้อหาเกี่ยวกับธาตุ ๔ นั้น เชื่อว่าได้อิทธิพลมาจากพระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรค และสุมังคลวิลาสินีอรรถกถาทีฆนิกายสีลขันธวรรค ในพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ส่วนผู้ประพันธ์นั้น ปรากฏเพียงการอ้างชื่อไว้ในตอนต้น       เนื้อหาที่ปรากฏใน พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ กล่าวถึงการจำแนกหรือแบ่งธาตุทั้ง ๔ และว่าด้วยการรักษาโรคที่เกี่ยวกับความพิการของธาตุทั้ง ๔ ตามฤดูกาลในรอบ ๑๒ เดือน โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์ที่เกิดมาล้วนประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ และร่างกายจะปรกตินั้น ธาตุทั้ง ๔ จะต้องสมดุลกัน โดยแบ่งเป็นธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้ำ ๑๒ ธาตุลม ๖ และธาตุไฟ ๔
ธาตุดิน หรือ ปถวีธาตุ คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตมีลักษณะเป็นของแข็ง มีความคงรูป ได้แก่ อวัยวะต่างๆ ที่เป็นธาตุดิน ได้แก่ เล็บ ฟัน หนัง ผม ขน เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า และเยื่อในสมอง รวมเป็น ๒๐ ประการ
ธาตุน้ำ หรือ อาโปธาตุ คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต มีลักษณะเป็นน้ำหรือของเหลว มีคุณสมบัติไหลไปมา ซึมซับทั่วร่างกาย อาศัยธาตุดินเพื่อการคงอยู่ อาศัยธาตุลมเพื่อการเลื่อนไหล ได้แก่ น้ำดี เสลด น้ำหนอง เลือด เหงื่อ มันเหลว มันข้น น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ และน้ำมูตร รวมเป็น ๑๒ ประการ
ธาตุลม หรือ วาโยธาตุ คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต มีลักษณะเคลื่อนไหวได้ มีคุณสมบัติคือความเบา เป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว เดินนั่งนอนคู้เหยียดได้ ธาตุลมอาศัยธาตุดินและธาตุน้ำเป็นเครื่องนำพาพลัง ขณะเดียวกันธาตุลมก็พยุงธาตุดิน และทำให้ธาตุน้ำเคลื่อนไหวไปมาได้ ธาตุลมที่สำคัญมี ๖ ประการ จัดเป็นธาตุลมภายใน ได้แก่ ลมพัดจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน ลมพัดจากเบื้องบนสู่เบื้องต่ำ ลมพัดอยู่ในท้องนอกลำไส้ ลมพัดในกระเพาะลำไส้ ลมพัดทั่วร่างกาย และลมหายใจเข้าออก
ธาตุไฟ หรือ เตโชธาตุ คือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต มีลักษณะเป็นความร้อน ไฟทำให้ลมและน้ำในร่างกายเคลื่อนที่ด้วยพลังแห่งความร้อนอันพอเหมาะ ไฟภายในมี ๔ ประการ ได้แก่ ไฟทำให้ร่างกายอบอุ่น ไฟทำให้ร้อนระส่ำระสาย ไฟทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งทรุดโทรม และไฟย่อยอาหารทฤษฎีการแพทย์แผนไทยเชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิดจากสาเหตุ ๖ ประการ คือ
๑. มูลเหตุจากธาตุทั้ง ๔
๒. อิทธิพลของฤดูกาล
๓. ธาตุที่เปลี่ยนไปตามวัย
๔. ดินที่อยู่อาศัย
๕. อิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล
๖. พฤติกรรมเป็นมูลเหตุที่ก่อให้เกิดโรค
พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ได้ให้ความสำคัญกับธาตุทั้ง ๔ และอิทธิพลของฤดูกาล โดยเชื่อว่า ธาตุทั้ง ๔ จะต้องอยู่ในภาวะสมดุลกับร่างกายจึงจะไม่เจ็บป่วย โดยธาตุดินอาศัยน้ำทำให้ชุ่มและเต่งตึง อาศัยลมพยุงให้คงรูปและเคลื่อนไหว อาศัยไฟให้พลังงานอุ่นไว้ไม่ให้เน่า น้ำต้องอาศัยดินเป็นที่เกาะกุมซับไว้มิให้ไหลเหือดแห้งไปจากที่ควรอยู่ อาศัยลมทำน้ำไหลซึมซับทั่วร่างกาย ลมต้องอาศัยน้ำและดินเป็นที่อาศัย นำพาพลังไปในที่ต่างๆ ดินปะทะลมทำให้เกิดการเคลื่อนที่แต่พอเหมาะ ไฟทำให้ลมเคลื่อนที่ไปได้ ในขณะที่ลมสามารถทำให้ไฟลุกโชน เผาผลาญมากขึ้นได้ จะเห็นได้ว่าธาตุทั้ง ๔ ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ และหากธาตุใดธาตุหนึ่งแปรปรวนก็จะเสียความสมดุลทันที
ฤดูกาล ทำให้ผลของร่างกายแปรปรวนได้เช่นเดียวกัน โดยช่วงรอยต่อระหว่างฤดูกาล เช่น ฤดูหนาวต่อฤดูร้อน ความเย็นในร่างกายจะเจือผ่านออกไป และความร้อนเริ่มเจือผ่านเข้ามา ฤดูร้อนต่อฤดูฝน ความร้อนเจือผ่านออกจากร่างกาย มีผลต่อธาตุลมย่อมแทรกเข้ามากระทบความร้อนด้วย เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ละอองฝนปลายฤดูฝนและธาตุลมเปลี่ยนเข้าสู่ความเย็น ในขณะที่ความหนาวเย็นต้นฤดูหนาวเริ่มเจือเข้ามารับลมปลายฤดูฝน สภาวะดังกล่าว หากปรับตัวไม่ได้ร่างกายก็จะเกิดเสียความสมดุลและเกิดการเจ็บป่วย นอกจากนี้ พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ยังให้ความสำคัญเรื่องการใช้ยาในกรณีที่เกิดความไม่ปรกติในร่างกายอันเกิดแต่ธาตุพิการหรือความแปรปรวนของฤดูกาลอย่างพิสดารด้วย
               พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ปรากฏอยู่ในทำเนียบตำรายาที่รวบรวมขึ้นใน คัมภีร์ "เวชศาสตร์สงเคราะห์" เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และจัดพิมพ์เผยแพร่รวมอยู่ในคัมภีร์ "แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์" เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๒ และต่อมาได้จัดพิมพ์เผยแพร่อีกหลายครั้ง
 



ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2012-06-27 20:35:36 IP : 14.207.225.12


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.