ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > การดูแลหลังคลอด

การดูแลหลังคลอด


 การดูแลหลังคลอดแบบแผนไทย

          ระยะหลังคลอด เป็นระยะของการปรับตัวของมารดาทั้งด้านจิตใจและร่างกาย ทางจิตใจนั้นก็ต้องปรับสภาพชีวิตให้เป็นทั้งมารดาของชีวิตใหม่และเป็นภรรยาที่ดีของสามี ในทางร่างกายนั้นธรรมชาติจะปรับสภาพของ   อวัยวะต่างๆ ให้กลับสู่สภาวะปกติ ดังนั้นการปฏิบัติตนหลังคลอดที่ถูกต้องจึงจะทำให้สุขภาพของมารดามีความ สมบูรณ์ทั้งจิตใจและร่างกายทั้งในระยะนี้และในอนาคตภายหน้าเมื่อสูงวัยขึ้น   การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังการคลอดลูก แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับวิธีการคลอดลูกอีกด้วย คือคลอดทางช่องคลอด หรือ ผ่าตัดคลอดลูก และยังมีปัจจัยส่วนบุคคลอื่นๆ อีกที่ต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการดังนี้

·        มีน้ำคาวปลาสีแดงสด และค่อยๆ จางลงในปลายสัปดาห์และจะหมดไปภายใน 3 สัปดาห์ หรืออาจจะมีกะปริดกะปรอยเล็กน้อยจนครบ 6 สัปดาห์ หากน้ำคาวปลายังเป็นสีแดงสดนานเกิน 1 สัปดาห์ควรให้แพทย์ตรวจอีกครั้ง

·        อาจมีการปวดมดลูกเป็นพักๆ เกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อคืนสู่สภาพเดิมของมดลูก (เข้าอู่) จะมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อให้นมลูก เนื่องจากเมื่อลูกดูดนมจะมีการสร้างสารออกซิโทซินเพิ่มมากขึ้นในเลือดของแม่ หากปวดมากควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอยาแก้ปวดได้ อาการนี้จะหมดไปเองภายใน 4-7 วันหลังคลอด หากมีการปวดนานเกิน 7 วันควรรีบปรึกษาแพทย์เพราะอาจเกิดการติดเชื้อในมดลูกทำให้โพรงมดลูกอักเสบได้

·        ความเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย

·        ปวดบริเวณเย็บฝีเย็บ ในช่วงพักฟื้น พยาบาลจะดูแผลฝีเย็บทุกวัน ให้คำแนะนำในการทำความสะอาดที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการติดเชื้อ พยาบาลจะแนะนำให้ใส่ผ้าอนามัย และเปลี่ยนทุก 4-6 ชั่วโมง ล้างทุกครั้งหลังปัสสาวะ อุจจาระ โดยใช้น้ำสะอาดหรือน้ำยาฆ่าเชื้อที่แพทย์แนะนำ (แต่โดยปกติจะไม่ใช้ยาฆ่าเชื้อ) เช็ดให้แห้งโดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และไม่ใช้มือจับฝีเย็บจนกว่าจะตัดไหม

·        เจ็บแผลหน้าท้อง (กรณีใช้วิธีผ่าตัดคลอดลูก)

·        เคลื่อนไหวร่างกายยังไม่สะดวก อาจจะรู้สึกลำบากและไม่คล่องตัว

·        ถ่ายปัสสาวะไม่สะดวก โดยเฉพาะวันแรก อาจจะท้องผูกและรู้สึกปวดเมื่อยทั้งตัว

·        เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะ 2 วันแรกหลังคลอด เนื่องจากร่างกายจะขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย อาการนี้จะอยู่นานเป็นสัปดาห์เพื่อปรับร่างกายเข้าสู่สภาพปกติ ดังนั้นควรจะอาบน้ำบ่อยขึ้นเพื่อให้ร่างกายสดชื่น บางครั้งอาจมีไข้ต่ำๆ ได้ แต่ถ้าไข้สูงเกิน 38 องศาควรปรึกษาแพทย์

·        เต้านมตึง อาจมีหัวนมแตกเป็นแผลกรณีที่ลูกดูดนมแรงเกินไป

·        อารมณ์แปรปรวน เดี่ยวเศร้าซึม เดี่ยวตื่นเต้น อ่อนไหวง่าย

·        มีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้นหรือบางรายอาจจะลดลง

อาการหลังคลอดที่ควรระวัง และต้องรีบไปพบคุณหมอโดยด่วน หากมีอาการเหล่านี้

·        มีเลือดออกมาทางช่องคลอดจนชุ่มผ้าอนามัย 1 ผืนภายใน 1 ชั่วโมง ควรรีบไปโรงพยาบาล และใช้น้ำแข็งวางบนหน้าท้องหรือมดลูกเพื่อให้เลือดออกมาน้อยลง

·        น้ำคาวปลามีสีแดงสดนานเกิน 4 วัน

·        น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ซึ่งปกติแล้วกลิ่นจะเหมือนเลือดประจำเดือน

·        มีก้อนเลือดขนาดใหญ่ออกทางช่องคลอด ซึ่งปกติแล้วอาจจะมีเพียงลิ่มเลือดเล็กๆ ออกมาปนกับน้ำคาวปลา

·        น้ำคาวปลาไม่ไหล โดยเฉพาะใน 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด

·        ปวดท้องน้อย หรือปวดรำคาญในระยะ 1 สัปดาห์หลังคลอด

·        มีไข้สูงเกิน 38 องศาเกิน 24 ชั่วโมงโดยเฉพาะหลังคลอดวันแรก

·        เจ็บหน้าอก ซึ่งอาจเกิดการอุดตันของลิ่มเลือดเล็กๆ ในปอด

·        การปวดบวมของขาและน่อง อาจเกิดจากมีหลอดเลือดอุดตันบริเวณนั้น

·        อาการปวด บวม ของเต้านมบางส่วน แม้ว่าอาการตึงคัดจะหายไปแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันของท่อน้ำนมบางส่วนทำให้เกิดการอักเสบของเต้านม

·        มีอาการบวมแดงของแผลผ่าตัด เป็นหนอง มีน้ำเหลืองไหลซึม

·        ปัสสาวะแล้วแสบหรือรู้สึกขัด ปัสสาวะบ่อยแต่ปริมาณน้อยลง และสีเข้มจัด

·        มีอาการซึมเศร้าเกิน 2-3 วัน และมีอารมณ์โกรธร่วมด้วย

การรักษาสุขภาพจิต

·        ผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาสุขภาพจิตของมารดาหลังคลอดก็คือ สามีซึ่งต้องเอาใจใส่ ให้กำลังใจ  และแสดงอาทรต่อทุกข์สุขของมารดาหลังคลอด และคอยดูแลช่วยเหลือในการเลี้ยงบุตร ตลอดจนช่วยประกอบกิจ วัตรประจำวันจะทำให้มารดาคลายความว้าเหว่ คลายความเครียดและความกังวลในการปรับตนเองเพื่อความเป็นมารดาและ ความเป็นภรรยาลงได้

อาหาร

·        ควรได้อาหารจำพวกโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตมากกว่าระยะตั้งครรภ์ เพื่อความสมบูรณ์ในการเลี้ยงบุตร ด้วยนมมารดา ไม่ควรงดอาหารโดยเด็จขาด และไม่ควรดื่มสุรา เบียร์ หรือเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เช่น ยาดองเหล้า

กิจวัตรประจำวัน

·        ควรบริหารร่างกายบ้างเพื่อให้กระปรี้กระเปร่าสดชื่นอยู่เสมอควรอาบน้ำสระผมไปตามปกติที่เคยปฏิบัติ ไม่ควรอยู่ในสถานที่อับ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ไม่ควรอยู่ไฟหรืออดของแสลง และไม่ต้องรับประทานยาขับน้ำคาวปลาโดยเด็ดขาด

การดูแลน้ำคาวปลาและฝีเย็บ

·        จะมีน้ำคาวปลาเป็นสีแดงในระยะแรกจะลดปริมาณลงเรื่อย ๆ และจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูและจางจงจน เป็นน้ำสีเหลือง ๆ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ควรใช้ผ้าอนามัยที่สะอาดรองรับน้ำคาวปลา และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย

·        ในระยะแรก ต่อไปก็เปลี่ยนตามปกติ  ควรล้างแผลฝีเย็บด้วยน้ำอุ่นสะอาดแล้วซับให้แห้ง ถ้าปวดแผลมากและแผลบวมแดง กดเจ็บ ควรรีบไป พบแพทย์ อาจเกิดการอักเสบของแผลจากเชื้อโรค

การออกกำลังกาย

·        เมื่อสามารถช่วยตนเองได้คล่องแล้ว ควรจะบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง  ลดไขมันที่สะสมอยู่หน้าท้องและเมื่อหายเจ็บแผลฝีเย็บ ควรจะบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดและฝีเย็บ

·        การบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องทำโดยนอนราบไปกับพื้นแล้วค่อย ๆ ยกแขนทั้งสองข้าง ยกศีรษะและลำตัวลง  พยายามจรดปลายนิ้วมือให้แตะกับปลายนิ้วเท้า บริหารครั้งละ 30-50 ครั้ง เป็นประจำทุกวัน โดยเริ่มตัน 10-20 ครั้ง ในระยะแรกแล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น วิธีบริหารช่องคลอดและฝีเย็บก็ทำได้ด้วยการขมิบทวารหนักวันละหลาย ๆ ครั้ง   ครั้งละประมาณ 50 ครั้ง

·        การบริหารร่างกายนี้ควรจะกระทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน และต่อเนื่องตลอดไป แต่ต้องอาศัยกำลังใจอย่างมาก  ซึ่งผู้ที่จะช่วยสนับสนุนการกระทำนี้ก็คือ สามี

·        นอนราบบนพื้น    ยกศีรษะและลำตัวส่วนบนขึ้นตรง แขนชูขนานกับลำตัว   ก้มศีรษะและลำตัวส่วนบนหาหน้าขา และเหยียดแขนให้ปลายนิ้วมือแตะกับปลายนิ้วเท้า

การร่วมเพศ

·        มารดาหลังคลอดทุกคนสามารถร่วมเพศได้ เมื่อน้ำคาวปลาหมดและไม่เจ็บแผลฝีเย็บ แต่ควรคุมกำเนิดทุกครั้ง   เพราะไข่อาจจะตกและเกิดการปฏิสนธิได้โดยที่ยังไม่มีระดู วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมในระยะนี้คือการใช้ถุงคุมกำเนิด

การตรวจหลังคลอด

·        มารดาทุกคนควรได้รับการตรวจฟัน ตรวจร่างกายและตรวจภายใน (คือการตรวจช่องคลอด ปากมดลูก และรังไข่) เมื่อครบเวลา 6 สัปดาห์หลังคลอด ที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุข เพื่อตรวจสุขภาพของฟัน  ร่างกาย ระบบอวัยวะสืบพันธุ์และรับการคุมกำเนิด

การตรวจภายในประจำปี

·        มารดาทุกคนควรได้รับการตรวจภายในเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการปรากฏ ที่สำคัญคือมะเร็งของปากมดลูก และมะเร็งของรังไข่

การรักษาสุขภาพของทารก

·        ควรนำทารกไปตรวจสุขภาพตามนัด และรับวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนดทุกครั้ง ควรเลี้ยงดูบุตรด้วยนม มารดา และให้รับประทานอาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อให้ทารกได้รับอาหารตาม ความจำเป็นอย่างครบถ้วน



ผู้ตั้งกระทู้ อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2012-09-20 19:33:45 IP : 171.7.123.157


1

ความเห็นที่ 1 (3376057)

              การดูแลหลังคลอดแบบแผนไทยนี้ จะเริ่มทำตั้งแต่มารดาหลังคลอดออกจากโรงพยาบาล ซึ่งขั้นตอนการเตรียมไม่ยุ่งยาก อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถหาได้ในบ้านหรือในชุมชนเอง ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้วิธีของการดูแลหลังคลอดแบบแผนไทย โดยมารดาหลังคลอด 1 คน อาจจะใช้เพียง 1-2 วิธีเท่านั้น ดังต่อไปนี้

1. การอบสมุนไพร   การอบสมุนไพรไทยหลังการคลอด เป็นวิธีการที่จะทำให้ร่างกายได้ขับของเสียออกทางผิวหนัง ช่วยขับน้ำคาวปลา ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่น แจ่มใส สะอาด สำหรับผู้ที่คลอดปกติ จะทำการอบได้เมื่อครบกำหนด 7 วัน และสำหรับผู้ที่คลอดโดยการผ่าคลอด จะอบได้เมื่อครอบหลังคลอด 30 วัน

ตัวยาในการอบรมสมุนไพร มีดังนี้ คือ ไพล ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ตะไคร้ ใบมะกรูด และผิวมะกรูด ใบหญ้าคา ใบพลับพลึง ว่านน้ำ ว่านชักมดลูก ว่านมหาเมฆ ว่านนางคำ ใบเปล้าหลวง ขิง ใบช้าพลู ใบส้มป่อย

วิธีอบ ควรอบวันละประมาณ 20 นาที และอบสมุนไพรทุก ๆ วันจนครบ 7 วัน

2. การประคบสมุนไพร   เป็นวิธีการที่ช่วยทำให้แผลฝีเย็บแห้งดีและลดการอักเสบ และลดการคัดของเต้านม ทั้งยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หลังคลอดบุตร 7 วัน สามารถประคบด้วยลูกประคบ ซึ่งมีตัวยาหลักดังนี้ ไพล ตะไคร้ ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ผิวมะกรูด เถาขมิ้นอ่อน ใบส้มป่อย ใบมะขาม การบูร

วิธีประคบ ใช้ลูกประคบ 3 ลูก ใช้นั่งทับ 1 ลูก อีก 2 ลูก ใช้ประคบตามร่างกายและเต้านมประคบทุกวันจนนมหายคัด หลังจากประคบอาจใช้น้ำที่เหลือจากการอบสมุนไพร ทิ้งไว้ให้พออุ่นแล้วอาบให้หมดแล้วจึงอาบน้ำอุ่น ๆ ล้างอีกครั้งหนึ่ง

3. การนั่งถ่าน  เป็นการใช้ความร้อนและควันจากการเผาไหม้ของตัวยาสมุนไพร เพื่ออบบริเวณช่องคลอด ซึ่งช่วยสมานแผลจากการคลอดบุตร ส่วนประกอบในตัวยามีดังนี้ ผิวมะกรูดแห้ง เหง้าว่านน้ำ ว่านนางคำ ไพล ขมิ้นอ้อย ชานหมาก เปลือกต้นชลูด ขมิ้นผงและใบหมาก

วิธีการนั่งถ่าน

1.        หั่นตัวยาสมุนไพรให้ละเอียด แล้วนำมาตากแดดให้แห้ง

2.        ก่อเตาไฟเล็ก ๆ และกลบขี้เถ้าให้ร้อนพอทนได้ นั่งเก้าอี้ไม้เจาะรูตรงกลางวางครอบเตาไฟ

3.        เอาตัวยาสมุนไพรโรยบนเตาถ่าน จะเกิดควันจากการเผาไหม้ ตัวยาจะพลุ่งขึ้นมาเอง

4.        มารดาหลังคลอดนั่งบนเก้าอี้ให้ควันและความร้อนเข้าสู่ช่องคลอด ให้มารดาหลังคลอดนั่งถ่านวันละ 1 ครั้ง ๆ ละ ½ ชม. โดยทำภายหลังจากการนาบหม้อเกลือ

4. วิธีนั่งอิฐ   นำอิฐแดงย่างหรือเผาให้ร้อน แล้วเอาออกมาวางบนวัตถุที่ทนร้อน เอาใบปลีหลวงหรือใบพลับพลึงวางซ้อน ๆ กันหลาย ๆ ชั้น ให้นั่งทับ ค่อย ๆ นั่งลงไปเพราะนั่งทีเดียวจะร้อนมาก มารดาหลังคลอดจะรู้สึกสบาย ร่างกายแข็งแรงเร็ว ห้ามสระผมภายใน 7 วัน หลัง 7 วันจึงสระน้ำอุ่นได้ (วิธีนี้เป็นวิธีพื้นบ้านภาคเหนือ)หรือใช้อิฐย่างไฟให้ร้อน นำมาห่อด้วยผ้าขาวม้าตามยาว ม้วนผ้าขาวม้าให้รอบอิฐ นำมาผูกไว้บริเวณตำแหน่งของมดลูกที่หน้าท้อง เพื่อให้ความร้อนผ่านเข้าสู่หน้าท้อง ทำให้มดลูกแข็งแรงขึ้น

5. การอยู่ไฟชุด วิธีนี้จะมีไฟชุดสำเร็จรูปเป็นกล่อง ที่สามารถนำความร้อนประมาณ 4 กล่อง ภายในกล่องจะใส่ก้านแท่ง แล้วใส่ลงในผ้าซึ่งตัดเย็บไว้พอดีที่กล่องทั้ง 4 จะวางได้ โดยผ้านั้นจะมีเชือกสำหรับนำมาคาดที่เอว หรือบริเวณที่มีอาการปวด หรือบริเวณหน้าท้อง วิธีนี้ลดอาการปวดมดลูกได้

6. การอยู่ไฟญวณ  วิธีนี้เราจะใช้ไม้กระดานให้มารดาหลังคลอดนอนแบบไม้กระดาน เช่น เกี่ยวกับการอยู่ไฟกระดาน แต่ต่างกันตรงที่เอาเตาไฟไว้ใต้ไม้กระดานนั้น ในช่วงบริเวณหลังของมารดาหลังคลอด

7. การอยู่ไฟกระดาน  วิธีนี้คล้าย ๆ กับการอยู่ไฟญวณ แต่ต่างกันตรงที่วิธีนี้เตาไฟจะวางไว้ข้าง ๆ ไม้กระดาน โดยความร้อนจากเตาไฟจะไม่ผ่านหลังโดยตรง

8. การทับหม้อเกลือ

อุปกรณ์ที่ใช้

1.        ผ้าปูสี่เหลี่ยม 1 ผืน

2.        หม้อทะนน (เตรียมไว้ 4 ใบ)

3.        เตาถ่านขนาดให้พอดีกับหม้อ

4.        เกล็ดเกลือ (เติมในหม้อทะนน) ตั้งไฟสุก ๆ ประมาณ 15 นาที

5.        ตัวสมุนไพร เช่น ไพลสด 1 ส่วน ว่านนางดำ ½ ส่วน ว่านชักมดลูก ½ ส่วน การบูร พอประมาณ ใบพลับพลึง และใบละหุ่ง

วิธีทำ

1.        ล้างไพลให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก ว่านนางคำและว่านชักมดลูกผสมการบูรลงไป

2.        นำใบพลับพลึงมากางใบออก เอาด้านหน้าวางบนไหล่ 2 ใบ ตั้งฉากกัน วางหม้อเกลือทับใบพลับพลึง ห่อผ้ามัดให้แน่น

3.        ทุกครั้งที่เปลี่ยนหม้อใหม่ ควรเติมตัวยาให้พอดีกับยาที่แห้งไป ถ้ายาแห้งมากให้พรมน้ำ

วิธีทับหม้อเกลือ

ท่าที่ 1 นอนหงาย ให้โกยท้องก่อน แล้วจึงนำเอามุมหม้อเกลือวางหมุนไปรอบ ๆ หมุนวน 1 รอบ วางพักหม้อเกลือเหนือหัวเหน่า แล้วหมุนทำใหม่ 5-6 รอบ

ข้อควรระวัง หม้อต้องไม่ร้อนเกินไป เพราะผ้าอาจไหม้ได้ บริเวณใต้อกห้ามวางแรง ๆ เพราะจะทำให้จุกแน่นได้ ต้องโกยลำไส้ก่อนทำทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ไส้พอง

ท่าที่ 2 การเข้าตะเกียบ เอาหม้อเกลือวางด้านข้างบริเวณช่องกล้ามเนื้อขาด้านนอก กดไล่ขึ้น-บน ต้นขา บนร่องกล้ามเนื้อหน้าแข็งด้านใน เสร็จแล้วจับตาดูผู้ป่วยให้อยู่ในลักษณะที่สามารถใช้หม้อเกลือกดทับขาด้านในได้ ในลักษณะกด-ยก กด-ยก ซึ่งสามารถช่วยแก้เหน็บชาได้ เสร็จแล้วเปลี่ยนหม้อเกลือใหม่

ท่าที่ 3 นอนตะแคง หลังคลอดจะมีอาการปวดหลังมาก ให้ใช้กรองเกลือกดทับบริเวณช่วงกระเบนเหน็บ ใช้มือซ้ายพยุงสะโพกด้านบน มืออีกข้างหนึ่งจับหม้อ เอวด้านข้างกดทับหนุนไปมาหลายครั้ง ๆ จากนั้นกดไล่ขึ้นตามร่องกระดูกสันหลัง

ท่าที่ 4 ท่านอนคว่ำ เอาหม้อเกลือทับท้องขาใต้ก้น

ข้อควรระวังในการทับหม้อเกลือ

1.        ผู้ป่วยมีไข้

2.        หลังกินอาหาร

3.        มดลูกต้องเข้าอู่ก่อน

4.        ผ่าตัดคลอด ห้ามทับ ต้องรอถึง 45 วัน

ประโยชน์ของการทับ

1.        ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้สนิทมากขึ้น

2.        ลดไขมันหน้าท้อง แก้อาการปวดเมื่อย

3.        ทำให้น้ำคาวปลาไหลดีขึ้น   (ให้ทำตอนเช้า ครั้งละ 2 ชั่วโมง ติดต่อกัน 3-5 วัน)

          จากการสัมภาษณ์ คุณมนตรา ธีระพจน์ ผดุงครรภ์โบราณ ผู้มีประสบการณ์ทำคลอดกว่า 50 ปี พบว่า ในช่วงของการตั้งครรภ์จะให้มารดาดื่มน้ำเกสรทั้ง 5 (พิกุล บุญนาค สารภี เกล้าบัวหลวง มะลิ) โดยแนะนำให้มารดาต้มดื่มต่างน้ำ ช่วยในการบำรุงโลหิตและบำรุงหัวใจ โดยแนะนำว่า ควรต้มแบบเจือจาง ไม่ควรต้มเข้มข้น เพราะจะทำให้มีอาการท้องผูก เกิดบิดหัวลูก คือ อาการปวดเบ่ง แต่ไม่มีอุจจาระมีแต่ลมออกมา ส่วนในเรื่องการตรวจครรภ์ก่อนคลอด ขึ้นอยู่กับประสบการณ์หมอ โดยการนับช่วงของการหมดประจำเดือนครั้งสุดท้าย หรือการดูรอบยอดมดลูก โดยวัดจากประสบการณ์และสายตาของหมอ การดูทารกดิ้นในครรภ์ ส่วนในการดูแลหลังคลอดนั้น

     คุณมนตรา ธีระพจน์ กล่าวว่า จะไม่นิยมอยู่ไฟทุกวิธีในมารดาหลังคลอด 1 คน จะใช้เพียง 1-2 วิธีนี้เท่านั้น ขึ้นอยู่กับความสะดวกของมารดาหลังคลอด และตั้งแต่ดูแลมารดาหลังคลอด ไม่เคยมีรายใดที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการอยู่ไฟ ซึ่งคุณมนตรา ธีระพจน์ กล่าวว่า ช่วงตรวจครรภ์จะมีวิธีกล่อมท้อง ซึ่งก็คือ การหมุนจัดท่าเด็กให้อยู่ในท่าที่ปกติ พร้อมที่จะคลอด โดยจะรับกล่อมเมื่อครรภ์อายุ 7 เดือนขึ้นไป

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-09-20 19:36:30 IP : 171.7.123.157



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.