ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > คัมภีร์ตักศิลา

คัมภีร์ตักศิลา


 พระคัมภีร์ตักศิลา คือ ตำราที่ว่าด้วยโรคระบาดอย่างรวดเร็วเหมือนห่าลงที่เมืองตักกะศิลา ในตำราใช้ว่า โรคไข้พิษ โรคไข้เหนือและโรคไข้กาฬ

ไข้พิษ = ไข้รากสาด ไข้อีดำอีแดง ไข้มาลาเรีย ไข้มหาเมฆ ไข้มหานิล อาการปวด ศีรษะ ตัวร้อนดุจเปลวไฟ ฟันแห้ง น้ำลายเหนียว ตาแดงคล้ายสายเลือด ร้อนใน กระหายน้ำ มือเท้าเย็น มีเม็ดขึ้นตามร่างกาย เล็ก/ใหญ่ สีต่างๆกัน ดำ แดง เขียว
ไข้เหนือ = คือ ไข้ป่า หรือไข้จตุดง คือไข้ป่าทั้ง 4 ภาค บางทีเรียกว่า ไข้จับสั่นอาการปวดศีรษะ อุจจาระผูก ถึงเวลาไข้จับจะหนาวสั่นสะท้าน มือเท้าเย็นใกล้สางเหงื่อออก ตัวหายร้อน มือเท้าอุ่น กระหายน้ำ ปวดปัสสาวะ สร่างแล้วลุกนั่งเดินได้ ครั้นรุ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาก็จับอีก จับไปทุกวัน บางทีก็เว้น 1 – 2 วัน ถ้าจับหลายวันหน้าซีด เบื่ออาหาร ลิ้นเป็นฝ้าละอองขาว แก้ไม่หายถึงตายได้
ไข้กาฬ = เมื่อเกิดทำให้มีพิษร้อนภายในเป็นกำลัง เมื่อมีความร้อนจะมีเม็ดแดงๆ เท่ากับตุ่มยุงกัดขึ้นตามในลำไส้ ไต ปอด หรือม้าม ทำให้มีอาการบวมขึ้นหรืออ่อนเหลวไป มักตายภายใน 7 วัน หรือ 11 วัน เมื่อตาย กาฬก็ผุดขึ้นตามผิวหนังเป็นแผ่น เป็นแว่น เป็นวง สีแดงไหม้เกรียม  อาการ การรักษา ไข้พิษ ไข้กาฬ ต่างๆ ซึ่งจำแนกไว้หลายอย่าง   โรคไข้พิษไข้กาฬต่างๆ ที่กล่าวในพระคัมภีร์ตักศิลา มีดังนี้

๑. ไข้พิษไข้กาฬ ๒๑ จำพวก                         ๒. ไข้รากสาด(ไข้กาฬ) ๙ จำพวก

๓. ไข้ประดง(ไข้กาฬแทรกไข้พิษ)              ๘ จำพวก ๔. ไข้กาฬ ๑๐ จำพวก

๕. ฝีกาฬ(เกิดในไข้พิษ) ๑๐ จำพวก             ๖. ไข้กระโดง(ไข้กาฬ) ๙ จำพวก

๗. ฝีกาฬ ๖ จำพวก                                         ๘. ไข้คดไข้แหงน ๒ จำพวก

๙. ไข้หวัด ๒ จำพวก                                      ๑๐. ไข้กำเดา ๒ จำพวก

๑๑. ไข้ ๓ ฤดู ๓ จำพวก

ลักษณะอาการไข้พิษไข้กาฬ

                    ลักษณะการผุด เกิดขึ้นมาบางทีไม่เจ็บ ไข้ไม่สบายอยู่เป็นปกติ ไข้เกิดภายใน ให้ผุดเป็นแผ่น เป็นเม็ดสีแดง สีดำ สีเขียวก็มี เป็นทรายทั่วทั้งตัวก็มี ผุดได้ ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน จึงล้มไข้ และใน ๑ วัน ๒ วัน ๓ วันนั้น ทำพิษต่างๆ ผุดขึ้นเป็นแผ่น เป็นวง เป็นเม็ดทรายขึ้นมาเป็นสีแดง สีดำ สีเขียว สีคราม เป็นรอดบ้าง ตายบ้าง ให้แพทย์ให้ยากระทุ้งพิษไข้นั้นให้สิ้น     หมายเหตุ - ไข้พิษ ไข้นี้ก็ได้เค้าตามชื่อ แต่เพียงว่า ไข้มีอาการเป็นพิษ เช่นตัวร้อนมาก เพ้อมาก ซึมมากกระสับกระส่ายมาก  หรือตายกันมาก  ก็เรียกไข้พิษ ซึ่งอาจเป็นไข้จับสั่น ไข้รากสาด(ไทฟอยด์)  ไข้ปอดบวม(นิวมอเนีย)  กาฬโรค, ไข้โลหิตเป็นพิษ   ไข้โลหิตมีเชื้อ ก็ได้
 ไข้กาฬ - ไข้จำพวกนี้ หมายถึงไข้ที่มีเม็ดตุ่ม หรือมีผื่นขึ้นตามตัว โบราณแบ่งไว้ ๑๐ อย่าง ไข้จำพวกนี้ คงตรงกับทางปัจจุบันเรียกว่า Eruptive fever คือไข้มีผื่น

๑. ไข้พิษไข้กาฬ ๒๑ จำพวก (อีดำ อีแดง/ปานดำ ปานแดง/มหาเมฆ มหานิล/ดานหิน กระดานหิน/ ระบุชาด สายฟ้าฟาด/ ไฟเดือนห้า เปลวไฟฟ้า/ข้าวไหม้น้อย ข้าวไหม้ใหญ่ / สังวาลพระอินทร์ ไหม้ใบเกรียม / ดาวเรือง หงส์ระทด /จันท  สุริย เมฆสูตร)

๑.๑ ไข้อีดำ ลักษณะ ผุดเป็นแผ่นเท่าใบเทียน ใบพุทรา ขึ้นทั้งตัวสีดำ
อาการ ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ตัวร้อนเป็นเปลวเพลิง ตาแดงดังโลหิต ปวดศีรษะ ร้อนเป็นตอนเย็นเป็น ตอนไม่เสมอกัน

๑.๒ ไข้อีแดง ไข้อีแดง ผุดขึ้นมาเหมือนไข้อีดำ คือผุดเป็นแผ่นเท่าใบเทียน ใบพุทรา ขึ้นทั้งตัว แต่เป็นเม็ดสีแดง
อาการ เหมือนไข้อีดำ แต่อาการเบากว่า

๑.๓ ไข้ปานดำ ลักษณะ ผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้ามอญ ใบพุทรา สีดำ ขึ้นมาครึ่งตัว
อาการ จับเท้าเย็นมือเย็น บางทีมือร้อน เท้าร้อน ตัวร้อนเป็นเปลว ปวดศีรษะ ตาแดง ร้อนในอก เซื่อมซึม

๑.๔ ไข้ปานแดง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้ามอญ ใบพุทรา สีแดง ขึ้นมาครึ่งตัว
อาการเหมือนไข้ปานดำ คือจับเท้าเย็น มือเย็นบางทีมือร้อน เท้าร้อน ตัวร้อนเป็นเปลว ปวดศีรษะ ตาแดง ร้อนในอก เซื่อมซึม

  หมายเหตุ - ไข้ปานแดง ปานดำ อาการของไข้ โดยมากเป็นไข้จับสั่น  ถ้าเจ็บอยู่นานไม่มีเวลาสร่าง อาจเป็นไข้ รากสาด และอาจเป็นไข้ปอดบวมก็ได้ แต่มีอาการที่กล่าว ไว้อีกว่า อาจผุดขึ้นเป็นสีแดง หรืออย่างร้าย เป็นสีดำ ที่ส่วนใดของร่างกาย หรือครึ่งตัว หรือทั้งตัวก็ได้ อาการนี้ก็อาจเป็นอาการของไข้จับสั่น เพราะไข้จับสั่น หรือไข้ มาลาเรีย นั้น มีชนิดร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง คือเลือดออกใต้ผิวหนัง ที่ทำให้ดูเป็นปานแดง ถ้าเลือดออกนาก็ดำ เป็นปานดำ และอาจออกทั้งตัวก็ได้
(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๙)

๑.๕ ไข้มหาเมฆ ลักษณะ ถ้าผุดขึ้นมา ในเนื้อยังขึ้นไม่หมด มีสัณฐานเท่าผลจิงจ้อสุก เป็นเงา อยุ่ในเนื้อยังขึ้นไม่หมด ผุดทั้งตัวมีสีดำดังเมฆนิล
อาการ กระทำพิษให้เซื่อมมัว ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้หอบให้สะอึก ให้ปากแห้ง ฟันแห้ง ให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ไม่รู้สึกตัว ให้เซื่อมมัวไม่เป็นเวลา ไม่มีสติสมปฤดี ให้สลบ

๑.๖ ไข้มหานิล ลักษณะอาการ เหมือนไข้มหาเมฆ ผุดขึ้นมาในเนื้อ มีสัณฐานเท่าผลจิงจ้อสุก เป็นเงาอยู่ในเนื้อ ยังขึ้นไม่หมด ผุดทั้งตัวสีแดง
อาการ กระทำพิษให้เซื่อมมัว ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้หอบให้สะอึก ให้ปากแห้ง ฟันแห้ง ให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ไม่รู้สึกตัว ให้เซื่อมมัว ไม่เป็นเวลา ไม่มีสติสมปฤดี ให้สลบ

หมายเหตุ -ไข้ มหาเมฆ มหานิล ไข้ที่ว่านี้ อาจเป็นไข้จับสั่นชนิดขึ้นสมอง กระทำให้สลบสิ้นสมฤดี ทางแผนปัจจุบันเรียกว่า " เซเรแบรล มาลาเรีย"
 (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๙)

๑.๗ ไข้ดานหิน ลักษณะ ผุดขึ้นมาที่ต้นขาทั้งสองข้าง เป็นวงเขียว ผลสีหว้า สีคราม สีผลตำลึงสุก หรือสีหมึก
อาการ จับให้ตัวเย็นดังหิน ให้ร้อนให้กระหายน้ำ ทำพิษให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ปากแห้ง คอแห้ง เซื่อมซึม ทำพิษให้สลบ

หมายเหตุ - อาการไข้ดานหิน เป็นอาการของไข้จับสั่นอีก เพราะอาการที่เกิดวงสีต่างๆ นั้นอาจเป็นอาการของเลือดออก และที่ตัวเย็นเหมือนหินนั้น ไข้จับสั่นบางชนิด ตัวเย็นอย่างหินจริง   และที่ว่าร้อนในกระหายน้ำนั้น ก็จริง เพราะไข้จับสั่น ที่ตัวเย็นข้างนอกนั้น ถ้าเอาปรอทวัดดูในทวารหนัก ปรอทอาจขึ้นสูง ตั้ง ๑๐๔ -๑๐๗ องศาฟาเรนไฮ ซึ่งนับว่าสูงมาก  ไข้จับสั่นชนิดตัวเย็นชืดแต่ข้างในร้อน ทางแผนปัจจุบันเรียกว่า " อัลยิดไทป์" ชนิดเลือดออกเรียกว่า " เฮโมรายิคไทป์"
(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๙)

๑.๘ ไข้กระดานหิน ลักษณะ การผุดขึ้นมาทั่วตัวเหมือนลมพิษ แดงดังผลตำลึงสุกเป็นเม็ดๆเหมือนผด แล้วกลับดำลงติดเนื้อ* ให้คัน
อาการ จับสะบัดร้อน สะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะมาก ให้ตาแดงดังโลหิต ให้เท้าเย็นมือเย็น ทำพิษให้เจ็บในเนื้อ ใน กระดูก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หอบให้สะอึก

๑.๙ ไข้ระบุชาด ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นเมล็ด เท่าเมล็ดผักปลัง เมล็ดเทียน เมล็ดงา สีดังสีชาด ขึ้นทั้งตัว
อาการ ทำพิษให้เซื่อมมัว ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบให้สะอึก กระทำพิษต่างๆ
๑.๑๐ ไข้สายฟ้าฟาด ลักษณะ ผุดเป็นริ้วลงมาตามตัว ผุดทั้งหน้าหลัง สีแดงดังผลตำลึงสุก เขียวดังสีคราม หรือดังสีผลหว้าสุก หรือสีดินหม้อ
อาการ ทำพิษให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้ปากขม ปากแห้ง ฟันแห้ง ให้ร้อนเป็นเปลว ไปทั้งตัว ให้เซื่อมมัว ไม่มีสติ สมปฤดี ให้สลบ

หมายเหตุ - ไข้สายฟ้าฟาด ก็เช่นเดียวกัน คงเป็นอาการเป็นไข้จับสั่น ขึ้นสมองหรืออัมพาต
  (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๙)

๑.๑๑ ไข้ไฟเดือนห้า ลักษณะ ผุดขึ้นที่อก ดำก็มี แดงก็มี สีดังเปลวไฟ
อาการ ให้ร้อนในกระหายน้ำ เซื่อมมัวไม่มีสติสมปฤดี ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้สลบ

หมายเหตุ - ไข้ไฟเดือนห้า ก็อาจเป็นอาการของไข้จับสั่น กล่าวแล้ว ในเรื่องไข้ดานหิน (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิทเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๐)

๑.๑๒ ไข้เปลวไฟฟ้า ลักษณะ กระทำพิษให้ร้อนที่สุด ให้ร้อนเป็นเปลว จับเอาหัวอกดำ จมูกดำ หน้าดำ สีเป็นควัน
อาการ ให้ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ฟันแห้ง ให้ปากลิ้นแตกระแหง ลิ้นดำ เพดานลอก ให้สลบ ไม่มีสติสมปฤดี

หมายเหตุ- อาการเหล่านี้ อาจเป็นไข้จับสั่น ไข้ปอดบวม (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๐)

๑.๑๓ ไข้ข้าวไหม้น้อย ลักษณะ ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัด เป็นแผ่นทั่วทั้งตัว มียอดแหลมขาวๆ
อาการ ให้จับตัวร้อน เป็นเปลวไฟ ให้มือเท้าเย็น ให้เจ็บไปทั่วสรรพางค์กาย ให้เจ็บเนื้อในกระดูก ให้หอบ ให้ สะอึก ให้เซื่อมมัว ลิ้นกระด้างคางแข็ง

หมายเหตุ - อาการไข้นี้ อาจเป็นประเภทไข้ประดง  (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๐)
๑.๑๔ ไข้ข้าวไหม้ใหญ่ ลักษณะ ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัด เป็นแผ่นทั่วทั้งตัว มียอดแหลมขาวๆ
อาการ ให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดศีรษะมาก ตาแดงดังโลหิต เท้าเย็นมือเย็น เจ็บเนื้อในกระดูก ให้ลิ้น กระด้าง คางแข็ง มีพิษแรงกว่าไข้ข้าวไหม้น้อย

๑.๑๕ ไข้สังวาลย์พระอินทร์ ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดแดงๆ เป็นแถวๆ ถ้าหญิงขึ้นซ้าย ชายขึ้นขวา สะพายแล่งคล้ายสังวาลย์
อาการ เป็นพิษให้หอบ และสะอึก ให้สะบัดร้อน สะบัดหนาว

หมายเหตุ- ไข้สังวาลย์พระอินทร์ เป็นจำพวกเริม   (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๐

๑.๑๖ ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม ลักษณะ ผุดขึ้นมาทั้งตัว ให้ปวดในเนื้อในกระดูก ผุดขึ้นมาดังลมพิษแดง ดังผลตำลึงสุก เป็นแผ่นทั่วทั้งตัว เป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนมดกัดแล้วกลับดำ* ถ้ารักษาคลายพิษแล้ว ผุดขึ้นเป็นริ้วแล้วกลับดำ เป็นหนัง แรด อยู่หกเดือนตาย
อาการ ให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้ปวดศีรษะมาก ตาแดงดังโลหิต ให้ร้อนเป็นกำลัง ให้มือเย็นเท้าเย็น ให้ทำพิษในเนื้อในกระดูก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หอบให้สะอึก

หมายเหตุ - ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม เป็นไข้ จำพวก ประดง (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๐)

๑.๑๗ ไข้ดาวเรือง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเหมือนลายโคมครึ่งลูก
อาการ ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ตาแดงดังโลหิต ปวดศีรษะมาก ดังว่าตาจะแตกออกมา ให้อาเจียนเป็นกำลัง ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบให้สะอึก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง บางทีทำพิษให้สลบ

หมายเหตุ- ไข้ดาวเรือง ไข้นี้ตามอาการสันนิษฐานว่าเป็นไข้จับสั่น ( ที่ผุดขึ้นมาเหมือนลายโคมครึ่งลูกนั้น อาจเป็นเพราะ ยกโคมขึ้นส่องดูเวลากลางคืน เงาโคมจับตัว ครึ่งลูก ก็เลยเห็นเป็นผุดขึ้นมา เป็นเงาโคม ครึ่งลูก (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๐)

 ๑.๑๘ ไข้หงส์ระทด ลักษณะ ไม่มีการผุด แต่ตัวเกรียมไปทั้งตัว
อาการ ให้ตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็นมือเย็น เซื่อมซึม หอบสะอึก จับตัวแข็งเหมือนท่อนไม้ ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ไม่ เป็นเวลา ไม่มีสติสมปฤดี

หมายเหตุ- อาการที่แข็งไปเหมือนท่อนไม้นั้น ก็เคยเรียก กันว่า ไข้ขอน คือนิ่งเหมือนขอนไม้ ไข้นี้เป็นไข้จับสั่น ชนิดขึ้นสมอง (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๐)
๑.๑๙ ไข้จันทรสูตร ลักษณะ ไม่มีการผุด ต่อพระจันทร์ขึ้นจึงทำพิษให้สลบ ถ้าพระจันทร์ไม่ขึ้นพิษก็คลายลง
อาการ ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็นมือเย็น ให้เซื่อมมัว ไม่มีสติสมปฤดี ให้หอบ ให้สะอึก จับตัวแข็งไปเหมือน ท่อนไม้ ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง จับไม่เป็นเวลา

หมายเหตุ- ไข้นี้เป็นไข้จับสั่นชนิดขึ้นสมองนั่นเอง   แต่เผอิญ ไปสลบตอนพระจันทร์ขึ้น ก็เลยตั้งชื่อไปอย่างนั้น (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๐)

๑.๒๐ ไข้สุริยสูตร ลักษณะและอาการ เหมือนไข้จันทรสูตร ผิดกันแต่ว่า พอพระอาทิตย์ขึ้น แล้วจะกระทำพิษมากขึ้น บางทีให้สลบ ถ้าพระอาทิตย์ตก พิษก็กลับคาย

หมายเหตุ - ไข้สุริยสูตร นี้ เป็นอาการไข้จับสั่น เหมือนกัน แต่มีอาการ เป็นพิษเวลากลางวัน ก็ตั้งชื่อ ไปอีกอย่างหนึ่ง(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๑)

๑.๒๑ ไข้เมฆสูตร ลักษณะ อาการ เหมือนไข้สุริยสูตร แต่ผิดกันบ้าง เวลาเกิดพายุ ฟ้าฝน เมฆ ตั้งขึ้นทั่วทิศ กระทำพิษให้สลบ

๒. ไข้รากสาด ( ไข้กาฬ ) ๙ จำพวก ( ดำ แดง / เขียว ขาว ม่วง / นางแย้ม พนันเมือง กับสามสหาย)    อาการไข้รากสาด ลักษณะจับเท้าเย็นมือเย็น ตัวร้อนเป็นเปลว ปวดศีรษะ ตาแดง เป็นโลหิตจับเพ้อ ร่ำรี้ร่ำไรดังปีศาจเข้าสิงอยู่ ให้ชักมือกำ เท้ากำ ตาเหลือกตาซ้อน ร้อนเป็นตอนเย็นเป็นตอน บางทีจับเหมือนหลับจับตัวเย็น ให้เหงื่อตกมาก แต่ร้อนภายในเป็นกำลัง ให้หอบให้สะอึก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้จับเชื่อมมัวไม่มีสติสมปฤดี บางทีกระทำพิษภายใน ให้ลงเป็นโลหิตไอ เป็นโลหิต อาเจียนเป็นโลหิต เป็นเสมหะโลหิตเน่า ผุดดิ้นมาเหมือนลายต้นกระดาษ ก็มีลายเหมือนงูลายสาบก็มี ลายเหมือนสายเลือดก็มี ลายเหมือนดีบุกก็มี อาการของไข้รากสาด ทั้ง ๙ จำพวกนี้เหมือนกัน จะต่างกันก็แต่การผุดขึ้นเท่านั้น

หมายเหตุ - ไข้รากสาด ทางแผนปัจจุบัน มีอยู่ สามอย่าง คือ ไข้รากสาดใหญ่(ไทฟัส)  ไข้รากสาดน้อย( ไทฟอยด์ และไข้รากสาดเทียม ( ปาราไทฟอยด์) ที่เป็นกันโดย มาก เป็นไข้รากสาดน้อย  ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า ไข้รากสาดหมายถึง ไข้รากสาดน้อย(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๖)
๒.๑ ไข้รากสาดปานดำ ลักษณะ ผุดขึ้นมาเท่างบน้ำอ้อยดังนิล ลิ้นดำ ผุดทั่วทั้งตัว

๒.๒ ไข้รากสาดปานแดง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นเมล็ดถั่วเล็กๆ แดงๆ เป็นหมู ทั้งตัว

๒.๓ ไข้รากสาดปานเขียว ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นหมู่ เขียวดังสีคราม ลิ้นก็เขียว ทั้งตัว

๒.๕ ไข้รากสาดปานขาว ลักษณะ ผุดขึ้นมาเท่าผลพุทรา ขาวเหมือนสีน้ำข้าวเช็ด ผุดทั้งตัว

๒.๖ ไข้รากสาดปานม่วง ลักษณะ ผุดขึ้นมาสีดุจ ดัง ผลปลังสุก

๒.๗ ไข้รากสาดนางแย้ม ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆ ลักษณะเหมือนดอกนางแย้ม ผุดทั้งตัว

๒.๘ ไข้รากสาดพนันเมือง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นหมู่เป็นริ้ว เหมือนตัวปลิง ดำเหมือนดินหม้อทั่วทั้งตัว

๒.๙ ไข้รากสาดสามสหาย ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนเท้าสุนัขมีสีแดงทั้งตัว

. ไข้ประดง ( ไข้กาฬแทรกไข้พิษ) ๘ จำพวก ( มด แมว/ วัว ควาย / ช้าง แรด/ ลิง ไฟ )

๓.๑ ไข้ประดงมด ผุดขึ้นมาเหมือนยุงกัดทั่วทั้งตัว ทำพิษให้แสบร้อน

๓.๒ ไข้ประดงแมว ผุดขึ้นมามีสัณฐานดังตาปลา ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๓.๔ ไข้ประดงวัว ผุดขึ้นมาเหมือนผลมะยมสุก ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๓.๔ ไข้ประดงควาย ผุดขึ้นมาเหมือนเงาหนอง ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๓.๕ ไข้ประดงช้าง ผุดขึ้นมาเหมือนผิวมะกรูด ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน คัน

๓.๖ ไข้ประดงแรด ผุดขึ้นมามีสัณฐานดังหนังแรด แล้วทำให้ผิวคล้ำดำเป็นเกล็ด เหมือนหนังแรด ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๓.๗ ไข้ประดงลิง ผุดขึ้นมาเหมือนเม็ดข้าวสารคั่ว ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๓.๘ ไข้ประดงไฟ ผุดขึ้นมาเหมือนไข้ระบุชาด มีเม็ดแดง ยอดดำ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เซื่อมซึม กระหายน้ำมาก

อาการ จับคล้ายคลึงกัน จับให้เท้าเย็น มือเย็น ตัวร้อนเป็นเปลว ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบ ให้สะอึก ให้เมื่อยในกระดูก ให้เสียวไปทั้งตัว จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เซื่อมมัว ให้ปวดศีรษะเป็นกำลัง ให้ปากขม ปากเปรี้ยว ปากหวาน ให้ปากคอ ลิ้น แห้งมาก ให้เพ้อ กลุ้มอกกลุ้มใจ

**ข้อแนะนำในการรักษาประดง ในการรักษา ให้วางยาดับพิษกาฬ แลยากระทุ้งพิษกาฬ อย่าให้พิษกลับ เข้าไปในข้อในกระดูกได้ ถ้าวางยากระทุ้งพิษไม่ออกสิ้นเชิง กลับทำพิษคุดในข้อ ในกระดูก ย่อมให้กลับกลายเป็น โรคเรื้อน เป็นพยาธิ เป็นลมจะโป่ง ลมประโคนหิน บวมไปทุกข้อทุกลำ มีพิษ ให้ไหวตัวไม่ได้ ร้อนไปทั้งกลางวันและกลางคืน ราวกะคอจะแตกออกไป (ยกเว้นประดงแรด)

หมายเหตุ - อาการของไข้ประดงตามที่กล่าวมานี้ เป็นโรคผิวหนัง มีหลายชนิดด้วยกัน จัดอยู่ในประเภทโรคผิวหนังอักเสบ ตลอดจนถึงโรคลมพิษ คำว่า" ประดง" หมาย ถึง อาการที่เกิดเป็นเม็ดตามผิวหนัง ( erythem) หรืออาจเป็น โรคผิวหนังผื่นคัน(Eczema) ทางโรคแผนปัจจุบัน ก็จำแนก ไว้หลายชนิด เหมือนกัน แต่เรื่อง ประดง ในตำราโบราณ กล่าวอาการไว้ เพียงเล็กน้อย ไม่ละเอียดพอที่จะจำแนก ว่า เป็นชนิดใด หรืออาจเป็นชนิดเดียว แต่จำแนกมาก ออกไปก็ได้



ผู้ตั้งกระทู้ อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2012-11-11 08:33:41 IP : 171.6.200.99


1

ความเห็นที่ 1 (3384695)

 ๔. ไข้กาฬ ๑๐ จำพวก ( ประกาย ดาษ-เพลิง / เหือด หัด / งูสวัด เริมน้ำค้าง- น้ำข้าว / ลำลาบ เพลิง ไฟลามทุ่ง จนกำแพงทะลาย )

๔.๑ ไข้ประกายดาด   ลักษณะ ผุดขึ้นมาเหมือนเม็ดฝีดาษ ทั่วทั้งตัว ทำพิษให้สลบ
อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว จับเท้าเย็นมือเย็น ปวดศีรษะ ตาแดงดังโลหิต เซื่อมซึม ปวด ในเนื้อ ในกระดูก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หอบให้สะอึก
๔.๒ ไข้ประกายเพลิง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเหมือนประกายดาษ แต่เม็ดผิดกัน เม็ดใหญ่กว่า เม็ดทราย ขึ้นทั่วทั้งตัว
อาการ เหมือนประกายดาษ ร้อนเป็นไฟ ศีรษะนั้นร้อนเป็นไฟ เหมือนไฟลวก จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว จับเท้าเย็นมือเย็น ตาแดงดังโลหิต เซื่อมซึม ปวดในกระดูก ลิ้นกระด้าง คาง แข็ง ให้หอบ ให้สะอึก ทำพิษมาก

หมายเหตุ - โบราณอธิบายว่า  เป็นเม็ดทั่วไป และร้อนมาก  กระทำพิษเป็นกำลัง ไข้นี้มีสันนิษฐานว่าเป็น ทรพิษ หรือฝีดาษ (small pox) อาจเป็นชนิดร้าย เรียกว่า ดาดตะกั่วก็ได้  แต่โบราณไม่เรียกไข้ ทรพิษหรือฝีดาษ แต่เรียกว่า ไข้ประกายดาด  ไข้ประกายเพลิง

๔.๓ ไข้ออกเหือด   ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดทรายทั้วทั้งตัว มียอดไม่แหลม
อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว เซื่อมซึม เซื่อมมัว ให้ปวดศีรษะอยู่วันหนึ่ง หรือสอง วัน จึงมีเม็ดผุดขึ้นมา

๔.๔ ไข้ออกหัด   ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดทรายทั่วทั้งตัว มียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าไปในท้องให้ลง
อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เซื่อมซึม เซื่อมมัว ให้ปวดศีรษะ อยู่วันหนึ่งหรือสองวัน จึงมี เม็ดผุดขึ้นมาหมายเหตุ - ไข้หัดและไข้เหือด สองไข้นี้ ยังใช้เรียกกันอยู่ในปัจจุบัน ไข้หัด ตรงกับโรคแผนปัจจุบัน เรียกว่า มิเซิล (measles)   ส่วนไข้เหือดเข้าใจว่าเป็น
เยอรมัน มีเซิล (German   measles)

๔.๕ ไข้งูสวัด( งูกระหวัด) ลักษณะ ผุดเป็นเม็ดทรายขึ้นมาเป็นแถว มีสัณฐานเหมือนงู เป็นเม็ดพองๆ เป็นเงาหนองก็มี ถ้า หญิงเป็นซ้าย ชายเป็นขวา และถ้าข้ามสันหลังไปรักษาไม่ได้ ( ตาย)

๔.๖ ไข้เริมน้ำค้าง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น เป็นเหล่ากัน มีน้ำใสๆ
อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว เซื่อมมัว ปวดศีรษะ

๔.๗ ไข้เริมน้ำข้าว ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น เป็นเหล่ากัน มีน้ำขุ่นๆ
อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว เซื่อมซึม ปวดศีรษะ

หมายเหตุ - ไข้งูกระหวัด (งูสวัด)   ไข้เริมน้ำค้าง  ไข้เริมน้ำข้าว  สามไข้นี้ ความจริงเป็นไข้ หรือโรคอย่างเดียวกัน ซึ่งเราเรียกกันว่า "เริม"  โรคแผนปัจจุบัน เฮอร์ปิส( Herpis) ที่เรียกชื่อผิดกันไปนั้น ก็โดยขึ้นในตำแหน่งที่ต่างกัน  และลักษณะของเม็ดต่างกันบ้าง เช่น ถ้าในเม็ดน้ำใส เรียกเริมน้ำต้าง  ถ้าขุ่นมัวเรียก เริมน้ำข้าว   เริมนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า " ไข่งู"   การที่เกิดเป็นเริมก็เนื่องจาก หนังอักเสบ ตามทางเส้นประสาท หรือเกิดเป็นเม็ดพองเล็กๆ เป็นกลมๆ ถ้าขึ้นเป็นทางหรือสายตามซี่โครง เรียกว่า " งูสวัด" หรือ " งูตระหวัด" ( เฮอร์ปีส  ซอสเตอร์)  คืองูรัด  ถ้าขึ้นสะพายไหล่เรียก " สังวาลย์พระอินทร์"   เริมนี้อาจเกิดขึ้น ตามร่างกายได้หลายแห่ง(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๖) 

๔.๘ ไข้ลำลาบเพลิง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น
อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว ปวดศีรษะ เซื่อมมัว ทำพิษต่างๆ ถ้าวางยาไม่ดี น้ำเหลืองแตกตาย

๔.๙ ไข้ไฟลามทุ่ง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นแผ่นเหมือนลำลาบเพลิง
อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนา วปวดศีรษะ เซื่อมมัว ทำพิษต่างๆ มีอาการเป็นรวดเร็ว กว่าลำลาบเพลิง

หมายเหต - ไข้ลำลาบเพลิง และไข้ไฟลามทุ่ง โบราณกล่าวว่า เป็นไข้อย่างเดียวกัน และในปัจจุบัน นี้ เรายังเรียกกันว่า ไฟลามทุ่ง ชื่อโรรทางแผนปัจจุบัน เรียกว่าอีริซิเปลาส ( Erysipelas)

๔.๑๐ ไข้กำแพงทะลาย ลักษณะ ผุดขึ้นมาหัวเดียว ทำพิษมาก
อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว เซื่อมซึม ร้อนในกระหายน้ำ ให้ฟกบวมขึ้น ถ้า น้ำเหลืองแตก พังออกมา วางยาไม่หยุดตาย

หมายเหตุ -  ไข้กำแพงทะลาย ซึ่งผุดขึ้นมาเป็นหัว ทำพิษ เป็นไข้ เซื่อมมัว กระหายน้ำ  ฝีนั้นฟกบวม  น้ำเหลืองแตกและ พังออกมา  อาการนี้เป็นอาการของฝี และเน่า เปือยพังไป ( แกรนกรีน)   ซึ่งอาจเป็นที่ปาก  กระทำให้ปากเน่า  " แกรนกรีนัส สะตอมาไตติส"   หรือเป็นที่เท้าหรือตีน  กระทำตีนเน่าเปื่อยพังไป  โรคแผนปัจจุบัน เรียกว่า แผลเปื่อยประเทศร้อน( ทรอปิคัล  อัลเซอร์)   อันเกิดแต่เชื้อโรคชนิดหนึ่ง เป็นแผลปากแข็ง หรือแผลเรื้อรัง จากเชื้อโรคต่างๆ
  (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๖)

. ฝีกาฬเกิดในไข้พิษ ๑๐ ประการ ( ฟอง เลี่ยม ทาม-สมุทร/ ทามควาย ลอก ทูม / ทาม ตะมอย ปากทูม เปลวไฟ)

๕.๑ กาฬฟองสมุทร ลักษณะ ผุดขึ้นมาเท่าเมล็ดงา เมล็ดถั่ว เมล็ดผักปลังสุก เมล็ดถั่วดำนูนสูงขึ้นมาเป็นหลังเบี้ย เกิดในปาก ในลิ้น ในเพดาน เป็นโรคปากอักเสบ
อาการ ถ้าขึ้นในปาก ทำพิษให้กินข้าว กินน้ำไม่ได้ ให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เซื่อม มัว ตัวร้อนเป็นเปลว

๕.๒ กาฬเลี่ยมสมุทร ลักษณะ ผุดขึ้นมาที่ริมฝีปาก ทั้งสองข้าง บางทีเป็นเมล็ดเท่าเมล็ดถั่วก็มี
อาการ ถ้าเม็ดแตกร้าว เป็นโลหิตไหล ทำพิษให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เซื่อมซึม

๕.๓ กาฬทามสมุทร ลักษณะ เกิดบวมยาวขึ้นมาตามข้างลิ้น ข้างขากรรไกร ตามไรฟัน ต้นลิ้นให้ลิ้นแข็งเจรจามิได้
อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เซื่อมซึม

หมายเหตุ - ฝีนี้อาจเป็นได้ ๒อย่างคือ ฝีรำมะนาด ( ไพออเรีย   แอลวีโอลาริส) หรือคางทูม ( มัมปส) (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิทเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๑)

๕.๔ กาฬทามควาย ลักษณะ ผุดที่ต้นกรามทั้งสองข้าง มีสัณฐานยาวไปเหมือนตัวปลิง
อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เซื่อมซึม

หมายเหตุ - อาจเป็นคางทูม หรือ รำมะนาด   (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิทเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๑)

๕.๕ กาฬไข้ละลอกแก้ว ลักษณะ สัณฐานเกิดเท่าผลผักปลังก็มี เท่าเมล็ดถั่วดำก็มี เท่าเมล็ดถั่วเขียวก็มี เท่าเมล็ดจิงจ้อก็มี เป็นเงาหนอง ก็มี
อาการ เกิดในท่ามกลางไข้พิษ

๕.๖ ไข้กาฬทูม ลักษณะ ให้บวมตามขากรรไกรทั้งสองข้าง บางทีก็บวมแต่ข้างเดียว    อาการ ทำพิษให้จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว ให้เซื่อมมัว ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ให้ร้อนใน กระหายน้ำ

๕.๗ ไข้กาฬทาม ลักษณะ เหมือนไข้กาฬทูม บวมตั้งแต่ขากรรไกร มาถึงคอทั้งสองข้าง    อาการ ทำพิษให้จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว ให้เซื่อมมัว ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ให้ร้อนใน กระหายน้ำ

๕.๘ ไข้มะเร็งตะมอย ลักษณะ ผุดขึ้นมาเท่าหัวแม่มือ ผลจิงจ้อ ถ้านฐานชาวหัวดำ ทำพิษหนัก บางทีผุดขึ้นมาที่ ตัว ที่แขน ที่ขา     อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว ให้เซื่อมมัว

๕.๙ ไข้มะเร็งปากทุม ลักษณะ ผุดขึ้นมาจากหลังทั้งสองข้าง ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเขียวเหมือนน้ำคราม
อาการ ทำพิษต่างๆ ถ้าแพทย์ให้ไม่หาย กลับแตกออกไป จะลงไปเหมือนปากทูม ถ้าแก้ดีไม่ ตาย กลายเป็นมะเร็งปากหมู    ซึ่งเป็นฝีที่ฝักบัว ( คาร์บังเกิล)

๕.๑๐ ไข้มะเร็งเปลวไฟฟ้า ลักษณะ ผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้า ยอดเขียว 
อาการ ทำพิษเหมือนถูกไฟไหม้ ให้สลบ ถ้าแพทย์แก้ให้ดี ถ้าแตกหวะออกไปได้ ตาย

หมายเหตุ - เป็นฝีทั่วไป มียอดดำหรือคราม เกิดจากสกปรก หรือเป็นฝีเกิดบาดพิษ มีพิษมาก ถ้าขึ้นตามนิ้วมือเรียกไปว่า มะเร็งนาคราช ( วิตโลว์)
(  จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิทเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๓๑)

. ฝีกาฬ ๖ ชนิด (ฟอง แม่ นาคราช / ตะบองพะลำ ชนวน กาฬ )

๖.๑ กาฬฟองสมุทร ลักษณะ ผุดขึ้นมาตามช่องอก ตามราวนมเท่าวงสะบ้ามอญ เขียวก็มี ดำก็มี ยาวรี

๖.๒ กาฬแม่ตะงาว ลักษณะ ผุดขึ้นมายาวรี ขึ้นที่ขาหนีบต้นขา ในที่ลับทั้งสองข้าง ขึ้นตามรักแร้ ตามหลัง ตามอก ถ้าจะขึ้นมา ทำพิษให้สลบ ถ้าไม่รู้ถึงโรคสำคัญว่า ลมจับ ถ้าสงสัยเอาเทียนส่องดู

๖.๓ กาฬมะเร็งนาคราช ลักษณะ เกิดที่หัวแม่มือทั้งสองข้าง ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วดำ ผล ปลัง เลื่อมเป็นหลังเบี้ย เท่าผลมะยม เท่าผลเอ็น เท่าเม็ดหิน
อาการ   ให้จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว ให้เซื่อมมัว ให้ปวดศีรษะ ทำพิษ ที่ผุดขึ้นมาเหมือน ถูกไฟ ให้มือดำ เหมือนดินหม้อ ทำพิษให้กลุ้ม หัวใจแน่นิ่งไป

๖.๔ กาฬตะบองพะลำ ลักษณะ ขั้นที่ขาหนีบทั้งสองข้าง ในที่ลับ มีสัณฐานโต ๑ นิ้ว แดงก็มี ดำก็มี เขียวก็มี     อาการ   ลิ้นกระด้าง คางแข็ง จับแน่นิ่งไป

๖.๕ กาฬตะบองชนวน ลักษณะ ผุดขึ้นมามีสัณฐานเรียวเล็กเท้าหวายตะคล้า ยาวรีผุดขึ้นมาบั้นเอว ก้นกบ ขาทั้งสอง ในที่ลับ ท้องน้อย ราวข้าง ใต้รักแร้ ทำพิษต่างๆ ดำก็มี แดงก็มี เขียวก็มี
อาการ ทำพิษให้สลบ ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง

๖.๖ กาฬตะบองพระกาฬ ลักษณะ ผุดขึ้นมาตามราวข้าง โตขนาดผลมะตูม ขึ้นตามบั้นเอว ตามคอต่อ ตามหัวไหล่ทั้งสองข้าง บวมลื่นขึ้นมาทำพิษมาก จะเคลื่อนไหวตัวก็ไม่ได้
อาการ เซื่อมมัว ปากแห้ง ฟันแห้ง ลิ้นแห้ง คอแห้ง ให้หอบให้สะอึก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ไม่ มีสติสมปฤดี ร้อนในกระหายน้ำ คลั่งละเมอไป แต่จะเคลื่อนไหวตัวก็ไม่ได้

๗. ไข้กระโดง ( ไข้กาฬ )๔ จำพวก ( น้ำ ไฟ หิน แกลบ )

๗.๑ ไข้กระโดงน้ำ
อาการ ให้นอนเซื่อมมัวไป ไม่มีสติสมปฤดี ถึงจะเอารังมดแดงมาเคาะกัดให้ทั่วตัว ก็ไม่รุ้สึกตัว

๗.๒ ไข้กระโดงไฟ ลักษณะ เป็นพิษเหมือนเปลวไฟ เผาทั่วกาย
อาการ ร้อนในกระหายน้ำ ปากฟันลิ้นคอแห้ง

๗.๓ ไข้กระโดงหิน ลักษณะ ทำพิษต่างๆ ไม่รู้ที่จะบอกใครได้ทีเดียว
อาการ ถ้าจะนั่งถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะแทบจะขาดใจตาย

๗.๔ ไข้กระโดงแกลบ ลักษณะ มีสัณฐานผุดขึ้นมาเหมือนเม็ดทรายทั่วตัว
อาการ ให้คันเป็นกำลัง แม้นจะเกาให้ทั่วตัว ก็ไม่หายคันได้เลย ถึงจะเอาไม้ขูดให้โลหิต ออกไป ทั้งตัวก็ไม่หายคัน

หมายเหตุ - ไข้ ทั้งสี่อย่างนี้ อธิบายอาการคล้ายกันว่า เป็นไข้ ให้เซื่อมนอนแน่นิ่งไป ลุกขึ้นไม่ได้ ตัวร้อนมาก ซึ่งอาจเป็นไข้จับสั่น ชนิดร้ายแรงขึ้นสมอง แต่ไข้กระโดง แกลบ มีอาการแปลกออกไปคือ คือมีอาการเจ็บแสบมาก ซึ่งอาจเป็นไข้ จำพวกมีเม็ดผื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง
( (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๘)

 ๘. ไข้คดไข้แหงน ๒ จำพวก

๘.๑ ไข้คด อาการ จับชักงอเข้า จดหลังขาดตาย มีอายุเพียงวันเดียว

๘.๒ ไข้แหงน อาการ จับไข้ ชักแอ่นอก จนเส้นท้องขาดตาย มีอายุเพียงวันเดียว

หมายเหตุ - ไข้คดกล่าวว่า ชักงอเข้าจนเส้นหลังขาดตาย   ส่วนไข้แหงน ชักแอ่นจนเส้นหลังขาดตาย อาการนี้ อาจเป็นอาการของโรคบาทยัก (เตตานัส) ซึ่งคนไข้อาจ ชัก หลังแอ่น หรือหลังงอก็ได้ และที่ชักหลังแอ่น นั้น อาจเป็นไข้กาฬนกนางแอ่น หรือกาฬหลังแอ่น ( เซเรโบร- สะปิแนลฟีเวอร์) ก็ได้
( (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๙)

๙. ไข้หวัด ๒ จำพวก

๙.๑ ไข้หวัดน้อย อาการ ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดศีรษะมาก ระวิงระไว ไอ จาม น้ำมูกตก ลักษณะ อาการดังนี้เป็นเพื่อไข้หวัดน้อย การรักษา ให้ใช้ยาลดไข้

๙.๒ ไข้หวัดใหญ่ อาการ จับให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ ให้ไอ จาม น้ำมูกตกมาก ตัวร้อน อาเจียน ปากแห้ง ปากเปรี้ยว ปากขม กินข้าวไม่ได้ แล้วแปรไปให้ไอมาก ทำพิษให้คอแห้ง ปากแห้ง ฟันแห้ง จมูกแห้ง น้ำมูก แห้ง บางทีกระทำให้น้ำมูกไหลหยดย้อย    เพราะเหตุมันสมองนั้นเหลวออกไปหยดออกจากจมูกทั้ง๒ ข้าง ไปประทะกับศอเสมหะ(เสมหะในลำคอ) จึงทำให้ไอ ถ้ารักษาไม่คลาย กลายเป็นริดสีดวง มองคร่อ(หวัดลงปอด) หืด ไอ และฝี ๗ ประการ จะบังเกิดขึ้นการรักษาไข้หวัดทั้ง ๒ ประการนี้ ให้ยาลดไข้ รักษาตามอาการ ให้คนไข้ นอนพักผ่อนให้มากๆ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น ใส่เสื้อหนาๆ ให้ผ้าคลุมอก อย่าให้อาบน้ำ หรือถูกน้ำเย็นในขณะที่มีไข้ อาหารควรให้อาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย และอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

หมายเหตุ อันว่าคนไข้ทั้งหลาย ไม่กินยาก็หาย อาบน้ำก็หาย ใน ๓ วัน ๕ วัน (ถ้าเป็นหวัดธรรมดา)

ในพระคัมภีร์ตักศิลากล่าวไว้ว่า ไข้หวัดทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นเพราะเหตุฤดู ๓ ประการ คือ คิมหันตฤดู(ร้อน) วสันตฤดู(ฝน) เหมันตฤดู(หนาว) โรคเกิดแก่คนทั้งหลายคือ ต้อนร้อนอย่างหนึ่ง ต้องน้ำค้างอย่างหนึ่ง ต้องละอองฝนอย่างหนึ่ง จึงทำให้เป็นไข้หวัด และผู้ที่จะเป็นแพทย์ต่อไปข้างหน้า ให้รักษาจงดี ประมาท ถ้ารักษาไม่ดี อาจตายได้

หมายเหตุ - สำหรับไข้หวัดน้อยและไข้หวัดใหญ่ สมัยโบราณ ก็ตรงกับโรคแผนปัจจุบัน คือ ไข้หวัดน้อย ( คอมมอน โคลด์)   และไข้หวัดใหญ่( อินฟลู เอนซ่า)
(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๖)

๑๐ ไข้กำเดา ๒ จำพวก

๑๐.๑ ไข้กำเดาน้อย อาการ ให้ปวดศีรษะ ให้ตาแดง ตัวร้อนเป็นเปลว ไอ สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปากขม ปาก เปรี้ยว กินข้าวไม่ได้ อาเจียน นอนไม่หลับ

๑๐.๒ ไข้กำเดาใหญ่ อาการ ให้ปวดศีรษะมาก ให้ตาแดง ตัวร้อนเป็นเปลว ให้ไอ สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปาก แห้ง คอแห้ง เพดานแห้ง ฟันแห้ง ให้เชื่อมมัว ให้เมื่อยไปทั้งตัว จับสะบัดร้อนสะท้าน หนาว ไม่เป็นเวลา บางทีผุดขึ้นเป็นเม็ดเท่ายุงกัดทั้งตัว แต่เม็ดนั้นยอดไม่มี บางทีให้ไอ เป็นโลหิต ออกมาทางจมูก ทางปาก บางทีให้ชักเท้ากำ มือกำ

ถ้าแพทย์แก้ไม่หาย ภายใน ๓ วัน ๕ วัน สำคัญว่าเป็นไข้เพื่อเส้นเพื่อลมอัมพฤกษ์ และไข้สันนิบาต ไม่รู้ในวิธีแก้ไข้กำเดา ก็จะเกิด กาฬ ๕ จำพวกแทรกขึ้นมา คือ กาฬพิพิธ กาฬพิพัธ กาฬคูถ กาฬมูตร กาฬสิงคลี จำทำให้ตายได้ จึงบอกให้ผู้ที่จะเรียนแพทย์ได้รู้ซึ่งลักษณะอาการไข้กำเดา มิใช่เล็กน้อยจะว่าง่ายๆ เป็นไข้สำคัญ เปรียบเหมือนดวงพระอาทิตย์ขึ้นดวงหนึ่ง โลกนั้นพอเป็นสุข ครั้นขึ้นมาเป็นสองดวง โลกนั้นกระวนกระวาย ครั้นขึ้นสามดวง สัตว์ทั้งหลายก็ตายหมด ถ้าไม่ตายภายใน ๗ วัน ๙ วัน ๑๑ วัน ก็กลายเป็นสันนิบาต ลำประชวร

หมายเหตุ - ไข้กำเดานี้ โบราณจำแนกไข้นี้ออกเป็น ไข้กำเดาน้อย และไข้กำเดาใหญ่   อาการหนักเบา ต่างกัน  อาการเหล่านี้ อาจสันนิษฐานได้หลายโรค หลายไข้ คือ อาจเป็นไข้รากสาด ก็ได้ ไข้จับสั่นก็ได้   ไจ้ปอดบวม หรือไข้อื่นๆ อีกก็ได้ คำว่า " กำเดา"   แปลว่า ความร้อน  คือไข้ที่มีความร้อน เรียกว่าไข้กำเดา  และตามชาวบ้าน โบราณมักถือว่า "กำเดา" คือไข้รากสาด  และเลือดที่แตกออกทางจมูก ก็เรียกเลือดกำเดา  มักเกิดในขณะที่เป็นหวัด ปวดหัว ตัวร้อน และความดันเลือดลง
(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๗)

๑๑. ไข้ ๓ ฤดู ( ไข้ตามฤดู) ๓ จำพวก

๑๑.๑ ไข้ในคิมหันตฤดูในเดือน ๕-๖-๗-๘ เป็นไข้เพื่อโลหิต เป็นใหญ่ กว่าลมเสมะ ทั้งปวง
๑๑.๒ ไข้ในวสันตฤดู เดือน ๙-๑๐-๑๐-๑๑-๑๒ เป็นไข้เพื่อลม เป็นใหญ่กว่า เลือดเสมหะทั้งปวง
๑๑.๓ ไข้ในเหมันตฤดู เดือน ๑-๒-๓-๔ เป็นไข้เพื่อกำเดาและดี เป็นใหญ่กว่าลมเสมหะทั้งปวงลักษณะอาการของไข้ ๓ ฤดู ให้นอนละเมอเพ้อฝันไป เป็นหวัดมองคร่อ หิวหา แรงมิได้ ให้เจ็บปาก เท้าเย็นมือเย็น น้ำลาย มาก กระหายน้ำบ่อยๆ อยากเนื้อพล่า ปลายำ ให้อยากกินหวาน อยากกินคาว ให้บิดเกียจคร้าน เป็นฝีพุพอง เจ็บข้อมือข้อเท่า สะท้านหนาว แพทย์ต้องวางยาร้อน จึงชอบกับโรค

หมายเหตุ - ไข้ ๓ ฤดู หรือไข้ตามฤดู อันไข้ตามฤดูที่โบราณาจารย์ จำแนกว่า ในคิมหันตฤดู (ฤดูร้อน) เกิดไข้เพื่อโลหิต   ในวสันตฤดู (ฤดูฝน) เกิดไข้เพื่อลม และใน เหมันตฤดู ( ฤดูหนาว) เกิดไข้เพื่อกำเดา นั้น ถ้าจะพูดกันตามความชำนาญ และ ข้อสังเกตุ ของบรรดาแพทย์ทั่วไป ก็มีความจริงว่า ในฤดูร้อน มักมีไข้มีโรคทางกระเพาะ อาหารและลำไส้มาก เช่นโรคลงท้อง ท้องเสีย อุจจาระธาตุพิการ ตลอดอหิวาตโรค ในฤดูฝน คนเป็นไข้หวัดกันมาก   บางท้องถิ่นคนเป็นบิดกันมาก เนื่องจากกินน้ำที่ฝน ชะล้างพื้นดิน   เชื้อโรคบิดในอุจจาระที่คนเป็นโรคถ่ายไว้ ไหลลงบ่อน้ำกิน และในฤดูหนาว คนมักเป็นหวัด  ไข้ปอดบวม  และอาการของโรคหืด ก็กำเริบเป็นต้น  ที่โบราณถือว่าฤดูร้อน เกิดไข้ เพื่อโลหิต หรือโลหิต เป็นพิษ   ฤดูฝน เกิดไข้เพื่อลม  ฤดูหนาวเกิดไข้เพื่อกำเดา  จึงเป็นการคลาดเคลื่อนจากความจริง
        ตามโบราณ ที่เรียกว่า " ไข้เพื่อโลหิต" นั้น ความจริงก็คือไข้โลหิตเป็นพิษ อันโลหิตเป็นพิษ กระทำให้เกิดอาการไม่สบาย  อาทิ  เป็นไข้ตัวร้อน  เพ้อ   กระสับกระส่าย ร้อนใน  กระหายน้ำ  เซื่อมมัว  ไม่มีสติสมฤดี  และอื่นๆ นั้น  เกิดได้จากเหตุหลายประการ เช่น ไข้จับสั่น  ไข้รากสาด  ไข้ปอดบวม และไข้อื่นๆ ตลอด จนไข้สันนิบาตหน้าเพลิง ก็โลหิตเป้นพิษ  และไข้เพื่อโลหิตทั้งหลาย  ไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะฤดูร้อน  อาจเกิดในฤดูไหนก็ได้ สุดแต่การณ์
        คำว่าไข้เพื่อลม  โดยมากเข้าใจกันว่า  เกิดจากเหตุ ๒ ประการ คือ คนไข้จะเป็นไข้อะไรก็ตาม ถ้ารับประทาน อาหารไม่ได้ หรือไม่ค่อยได้ กำลังถดถอยลง หัวใจอ่อนลง เช่นในระยะปลายไข้ ก็เกิดมีอาการเป็นลม ให้โผเผ อ่อนละเหี่ย หรืออาจถึงกับพับไปพับมา โงไม่ขึ้น ไม่มีแรง ซึ่งเรานิยมเรียกกันว่า เป็นลมนี้ประเภทหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือ คนเป็นโรคบางอย่าง เกี่ยวกับกระเพาะอาหารลำไส้ หรือโรคอื่นใดก็ตาม ที่กินอาหารไม่ได้ และเกิดมีลมในท้องให้คลื่นเหียน ท้องลั่นโคลกคลาก อาเจียนลมโอกอ้าก ปวดเสียดและตัวร้อนด้วย ก็เป็นไข้เพื่อลม และไม่จำต้องเกิดในฤดูฝน คืออาจเกิด ในฤดูอื่น ก็ได้เหมือนกัน      ที่ว่า ในฤดูหนาว มีอาการเสมหะกำเริบ เช่น ศอเสมหะ อุระเสมหะ เป็นต้น และวัณโรค ก็กำเริบในฤดูนี้ ส่วนกำเดา หรือความร้อน เป็นแต่เพียง อาการของไข้ ย่อมมีในไข้ทั้งปวง ไข้กำเดา คือไข้ร้อนนั่นเอง (จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า๓๒๓๒๗)

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-11 08:35:07 IP : 171.6.200.99


ความเห็นที่ 2 (3384696)

 การใช้ยารักษาไข้พิษไข้กาฬ     ให้แพทย์ ใช้ยากระทุ้งพิษให้สิ้น โดยใช้ยาชื่อ แก้ว๕ดวง(ยา ๕ ราก) ดังนี้       

ยากระทุ้งพิษขนานที่ ๑ ( ยาแก้ว ๕ ดวง) (นางคนทา กับเท้ายายม่อม ชิง ชุมพร )

๑. รากย่านาง                      ๒. รากคนทา                      ๓. รากเท้ายายม่อย
๔. รากชิงชี่                         ๕. รากมะเดื่อชุมพร

          เอาสิ่งละเสมอภาคกัน ต้มกิน รับประทานครั้งละ ๒- ๓ ช้อนโต๊ะ ห่างกันประมาณ ๓ ชม.ต่อครั้ง สรรพคุณกระทุ้งไข้พิษ

ขนานที่ ๒ ( ยาประสะผิวภายนอก) (รากย่านาง กินใบมะขาม กับเถาวัลย์ เปรียง )

๑. รากย่านาง                      ๒. ใบมะขาม                      ๓. เถาวัลย์เปรียง

               ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกดินประสิว ละลายน้ำซาวข้าวพ่น ถ้ายังมิดีขึ้น กระทำพิษให้ตัวร้อนเป็นเปลว ถ้าตัว ร้อนจัดให้แต่งยาพ่นซ้ำอีก

หมายเหตุ - การใช้ยาพ่น ต้องประสมกับน้ำ ถ้าจะไห้ดี ให้กรองเสียก่อน ใช้เครื่องพ่น หรือลูบไล้ตามร่างกายก็ได้ เพื่อให้เป็นน้ำยาระเหย พาเอาความร้อน ในร่างกาย ออก โบราณเรียกว่า กระทุ้งการใช้น้ำ หรือน้ำยาพ่นหรือลูบไล้ ร่างกายแก้ไข้ แผนปัจจุบัน ก็ยังใช้สืบมา
(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๑๖  เรื่อง สรรพยาวิจารณ์ เล่ม สอง   หน้า๑ )

ขนานที่ ๓ ( ยาพ่นภายนอก) มีดังนี้ ( นาง กาแดง ฟักข้าว )

๑. เถาย่านาง เอาทั้งใบและราก
๒. เถาขี้กาแดง เอาทั้งใบและราก
๓. รากฟักข้าว

               ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกดินประสิวพอควร ละลายน้ำซาวข้าว ทั้งให้กินและพ่น ภายนอก เมื่อใช้ยาดังกล่าวแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ให้ใช้ยาขนานต่อไปรักษาดังนี้

ขนานที่ ๔ ยาพ่นและยากิน มีดังนี้ ( กินข้าวสาร กับใบ-เปลือกทองหลางใบมน)

๑. ข้าวสาร                          ๒. ใบทองหลางใบมน                    ๓. เปลือกทองหลางใบมน

           ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกดินประสิว ทั้งกินทั้งพ่น เมื่อได้ใช้ยากินกระทุ้งภายในและพ่นภายนอกแล้ว ก็ ให้ ต้มยากินรักษาภายในด้วย ดังต่อไปนี้

ขนานที่ ๕ ยาแปรไข้ มีดังนี้ (ใบ- หมากผู้-เมีย คนทีสอ,มะกรูด มะนาว เฟือง ตูม /ขมิ้นอ้อย กับหญ้าแพรกและปากควาย )

1. ใบหมากผู้                      2. ใบหมากเมีย                                  3. ใบคนทีสอ
4. ใบมะกรูด                       5. ใบมะยม                                         6. ใบมะนาว
7. ใบมะเฟือง                     8. ใบมะตูม                                        9. ขมิ้นอ้อย
10. หญ้าแพรก                   11. หญ้าปากควาย

ยาทั้งนี้หนักสิ่งละเสมอภาค บดละลายน้ำซาวข้าว รับประทานแปรไข้จากร้ายเป็นดี

ยาขนานที่ ๖ ยาพ่นแปรผิวภายนอก มีดังนี้ (หมาร่า กินหญ้าแพรก ปากควาย ใบมะเฟือง )

1. รังหมาร่าที่ค้างแรมปี                                  2.หญ้าแพรก
3.หญ้าปากควาย                                              4.ใบมะเฟือง

         ยาทั้งนี้หนักละเสมอภาค บดปั้นเม็ด เอาน้ำซาวข้าวเป็นกระสาย พ่นเพียง ๓ ครั้งเท่านั้น

ยาขนานที่ ๗ ยาครอบไข้ตักศิลา มี ( กฤษณา พัก ขอน จันทน์แดง- ขาว/ ใบ สวาด มะนาว หวาน, / หมู คล้า ย่านาง/ รากฟักข้าว จ้อกับ สะแก / )

๑. กฤษณา                          ๒. กระลำพัก                     ๓. ขอนดอก
๔. จันทน์แดง                     ๕. จันทน์ขาว                     ๖. ใบสวาด
๗. ใบมะนาว                      ๘. ใบผักหวานบ้าน          ๙. ง้วนหมู ( กระทุงหมาบ้า)
๑๐. หัวคล้า                        ๑๑. เถาย่านาง                    ๑๒.รากฟักข้าว
๑๓.รากจิงจ้อ                     ๑๔.รากสะแก

                   ยาทั้งนี้หนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกพิมเสนพอควร ใช้น้ำซาวข้าว เป็นกระสาย รับประทานเป็นยา รักษา ภายใน รับประทานเป็นประจำจนกว่าจะหาย

ข้อห้าม ในการพิจารณา การรักษา ไข้พิษไข้กาฬ/ ( ข้อแนะนำ)

๑. ห้ามวางยารสร้อน (เพราะไข้สูง)              ๒. ห้ามวางยารสเผ็ด
๓. ห้ามวางยารสเปรี้ยว                                 ๔. ห้ามประคบ
๕. ห้ามรับประทานส้มมีผิวมันมีควัน ห้ามกะทิน้ำมัน      ๖. ห้ามปล่อยปลิง (ห้ามเอาโลหิตออก)
๗. ห้ามถูกน้ำมัน                                           ๘. ห้ามถูกเหล้า
๙. ห้ามกินห้ามอาบน้ำร้อน                          ๑๐. ห้ามนวด

จาก :-๑.   ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรม เล่ม 1- โดยกองประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุขหน้า 69-82
        ๒.    หนังสืออายุรเวทศึกษา โดยขุนนิเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๑๖

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-11 08:35:58 IP : 171.6.200.99



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.