ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > กินอาหารให้เป็นยา(ผลไม้ที่บำรุ...

กินอาหารให้เป็นยา(ผลไม้ที่บำรุงโลหิต)


 สุดยอด 5 ผลไม้บำรุงเลือด 
(สุขกายสบายใจ)Fruitful Tips เรื่อง : สุธารัชฏ์ รัตนารามิก


"ผลไม้ช่วยดูแลผิวพรรณ" ประโยชน์ของผลไม้ที่มี "ฮีโมโกลบิน" มาจากการรวมตัวกันของธาตุเหล็ก และโปรตีน

ฮีม คือ องค์ประกอบของธาตุเหล็ก ทำหน้าที่ดักจับออกซิเจนจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 

โกลบิน คือ โปรตีน ทำหน้าที่ผลิตเลือดจากสายพันธุกรรมของเรา

ธาตุเหล็กสำคัญต่อเลือด เลือดที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของเราขึ้นอยู่กับปริมาณฮีโมโกลบิน ซึ่งฮีโมโกลบินเป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์เม็ดเลือดแดง สาเหตุที่เลือดเป็นสีแดงก็เพราะในฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) มีสารประกอบสีแดงอยู่เป็นส่วนใหญ่ และมีองค์ประกอบของธาตุเหล็กอยู่ประมาณร้อยละ 65-67 

ดังนั้นจึงถือได้ว่าร่างกายของเราสามารถสร้างธาตุเหล็กขึ้นมาเองตามธรรมชาติ และจะถูกร่างกายนำไปสร้างเป็นโปรตีนเพื่อไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเราควรมีประมาณฮีโมโกลบินประมาณ 20-30 ล้านล้านเซลล์จึงจะถือว่าอยู่ในระดับปกติ ดังนั้นหากจะกระตุ้นร่างกายให้ผลิตฮีโมโกลบินก็ควรบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่ มีธาตุเหล็กในปริมาณที่เหมาะสมคือประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน

อาการเมื่อปริมาณฮีโมโกลบินในร่างกายต่ำ
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ
กรณีไม่ร้ายแรง อาการกรณีนี้สามารถดีขึ้นจนหายไปเอง หากได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ หรือบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะเข้าสู่ร่างกาย เช่น เหนื่อยล้า หายใจถี่ ใจสั่น ปวดศีรษะ มึนงง เป็นลม มือเท้าเย็นเจ็บบริเวณหน้าอก ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร และสีผิวเปลี่ยนไปเป็นขาวซีด จนม่วงคล้ำดูไม่มีน้ำมีนวล

กรณีเป็นโรคทางพันธุกรรม กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากมีระยะการเจริญพันธุ์ของโรคและอาการแฝง เช่น โรคธาลัสซีเมีย (โรคเลือดจาง) อาจมีอาการแฝงคือ อะเนเมีย (Anemia) หรือภาวะร่างกายสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ เป็นต้น

5 ผลไม้ที่ดีต่อระบบการไหลเวียนโลหิต
1.ทับทิม ผลการวิจัยในสหรัฐพบว่า ทับทิมสามารถรักษาผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วยคุณสมบัติช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือด แดง โดยให้ผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 10 คนดื่มน้ำทับทิมคั้นสดวันละ 1 แก้ว (6 ออนซ์) เป็นเวลา 3 เดือน ผลคือร่างกายมีระดับอินซูลินในกระแสเลือดลดลง ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติขึ้น อาการมึนงง อ่อนเพลีย และผมร่วงลดลง อีกทั้งผิวพรรณก็สดใสขึ้นกว่าเดิม

2.แก้วมังกร อุดมด้วยโปรตีนจึงช่วยเติมร่องรอยผิวให้ดูเรียบตึง ผลการวิจัยพบว่า แก้วมังกรเนื้อแดงดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนี้ไฟเบอร์ในผลแก้วมังกรยังช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงบริเวณช่องคลอด บรรเทาอาการตกขาวที่ผิดปกติ (มีสีเหลืองปนหนอง ปนเลือดและมีกลิ่นเหม็น)

3.สตรอว์เบอร์รี่ ด้วยคุณสมบัติของวิตามินซีที่อุดมอยู่ในผลสตรอว์เบอร์รี ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง เมล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อสตรอว์เบอร์รีช่วยลำเลียงออกซิเจนในกระบวนการขจัดเลือดเสีย จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Chemistry พบว่าอาสาสมัครผู้บริโภคสตรอว์เบอร์รีสดทุกวันประมาณ 2 ถ้วยตวงติดต่อกันนาน 1 เดือน มีผลการตรวจเลือดพบว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นอย่างเป็นปกติมากขึ้นคือ 4, 8, 12, 16 เซลล์จึงส่งผลให้ผิวพรรณภายนอกดูเรียบเนียนเปล่งปลั่งขึ้น

4.กล้วย ด้วยคุณสมบัติของแร่ธาตุแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วย ช่วยบำรุงผิวที่ขาวซีดให้กลับมาเปล่งปลั่งดูมีเลือดฝาด จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Journal of Epidemiology เผยว่าการบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลต่อสุขภาพเลือดคือ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี

5.แตงโม จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเนราดาในสหรัฐเผยว่า หากบริโภคแตงโมเพียงครึ่งผลต่อวันดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต เพราะกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ (Arginine) ที่ร่างกายเปลี่ยนให้เป็นสารในตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ทำให้เลือดสมบูรณ์ขึ้นถึงร้อยละ 22 จึงช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

ไม่ใช่แค่ธาตุเหล็กและโปรตีนเพียงเท่านั้นที่จะช่วยให้อวัยวะภายในของเราผลิต เลือดได้อย่างเป็นปกติ แต่ยังมีวิธีที่ง่าย ๆ อีกสองสิ่งคือ การดื่มน้ำเปล่าให้บ่อยครั้งในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้เลือดของเราไม่ มีลักษณะข้นเหนียวจนเกินไปด้วย 
นอกจากนี้ยังต้องทำกายบริหารทุกวัน เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนอยู่ตลอด เพียงเท่านี้ก็ช่วยปกป้องร่างกายของเราให้ห่างไกลปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้น และระยะยาวได้แล้ว



ผู้ตั้งกระทู้ อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-04 08:02:38 IP : 14.207.3.126


1

ความเห็นที่ 1 (3395163)

 เมนูสุขภาพวันนี้ 

ยำมะเขือยาวเผา (ยำเมียเบื่อ)
มีประโยชน์ต่อร่างกายวิเคราะห์แบบสั้นๆดังนี้
 
มะเขือยาว
 
มีProtien และcalcium สูง รักษาหลอดเลือดหัวใจให้ปกติ ป้องกันและลดความดันโลหิตสูง เสริมการทำงานของสมอง,ย่อยง่ายกันโรคกระเพาะและริดสีดวง
 
ลำต้นและราก : ใช้ลำต้นและรากแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้บิดเรื้อรัง บิดอุจจาระเป็นเลือดหรือใช้ลำต้นและรากสดนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำทาหรือล้างบริเวณที่เป็นแผลที่ถูกความเย็น แผลเท้าเปื่อยอักเสบ เป็นต้น
 
ใบ : ใช้ใบแห้งนำมาตำให้เป็นผงละเอียดกินประมาณ 6-10 กรัม เป็นยาแก้โรคบิดอุจจาระเป็นโลหิต แก้ปัสสาวะขัด แก้โรคหนองใน แก้ตกเลือดในลำไส้ ใช้ภายนอกนำเอามาต้มเอาน้ำใช้ล้างแผลหรือใช้พอกบริเวณที่เป็นแผลบวมเป็นหนอง และแผลที่เกิดเนื่องจากถูกความเย็น
 
ดอก : ใช้ดอกสดหรือดอกแห้งนำมาเผาให้เป็นเถ้าแล้วบดให้เป็นผงละเอียด ใช้บริเวณที่ปวดเป็นยาแก้ปวดฟัน ฟันผุ และบริเวณแผลที่มีหนอง เป็นต้น
 
ผล : ใช้ผลแห้ง นำมาทำเป็นยาเม็ด กินเป็นยาแก้ปวด แก้ตกเลือดในลำไส้ ขับเสมหะ อุจจาระเป็นโลหิต หรือใช้ผลสด นำมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็นแผลอักเสบที่มีหนอง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง และผดผื่นคัน เป็นต้น
 
ขั้วผล : ใช้ขั้วผลที่แห้ง ประมาณ 60-90 กรัม นำมาต้มหรือเผาให้เป็นเถ้าบดให้ละเอียดกิน เป็นยาแก้ตกเลือดในลำไส้ อุจจาระเป็นโลหิตหรือใช้ขั้วผลสดนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกหรือทา บริเวณที่เป็นแผลบวมมีหนอง แผลในปาก ปวดฟัน หรือเป็นฝี เป็นต้น
 
ไข่ต้ม -มีProtien และวิตามินที่ร่างกายต้องการหลายชนิดเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเสื่อมโทรมก่อนวัย
 
กุ้งแห้ง- มีcalciumและ วิตามินD มากป้องกันกระดุกพรุน
 
หอมแดง- ขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อยอาหาร ยับยั้งการอุดตันของเส้นเลือด,โรคหัวใจ,ไข้หวัด,วิงเวียน
 
ผักชีฝรั่ง-เป็นยาแก้ท้องอืด ดับกลิ่นปากได้ดี มีสารต้านมะเร็ง ช่วยให้ ผม เล็บ ผิวหนังแข็งแรง ช่วยให้ต่อมไทรอยด์ ทำงานปกติ
 
พริกชี้ฟ้า- มีสารแคบไซวิน ทำให้เจริญอาหาร ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับลม ช่วยให้ฉูบฉีดโลหิตไหลเวียนดี ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบสรรพคุณ / ประโยชน์ของมะเขือยาว
 
มะนาว แก้รัตตะปิตตะโรค  สรุปล้างพิษและต้านอนุมูลอิสระ

ส่วนผสมมีดังนี้
 
มะเขือยาว 2-3 ลูก       ไข่ไก่ต้ม 2 ฟอง    หอมแดง 2 หัว   หมูสับ 50 กรัม    พริกขี้หนู 4 เม็ด
น้ำปลา 1 ½ ช้อนโต๊ะ   น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ      น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

วิธีทำ
 
เริ่มจากนำมะเขือยาวมาตัดขั้วออก แล้วนำไปเผาจนสุก (ระวังอย่าให้ไหม้) แล้วลอกเปลือกออก 
หั่นมะเขือยาวเป็นท่อนๆ พักใส่จานไว้ 
นำหมูสับไปลวกจนสุก นำพริกขี้หนูมาซอย และนำหอมแดงมาซอยบางๆ ทำน้ำยำโดยผสมน้ำตาล น้ำปลา และน้ำมะนาวเข้าด้วยกัน (เพิ่มเติมรสชาติได้ตามชอบ) 
ใส่พริกขี้หนูและหอมแดงที่เตรียมไว้ ใส่หมูสับที่ลวกสุกแล้ว ตักใส่ถ้วยเล็กๆ เสิร์ฟพร้อมกับมะเขือยาวในจาน และไข่ต้มเพิ่มโปรตีนให้กับเมนูอร่อยในมื้อนี้

เห็นประโยชน์แล้วมาทำกินกัน
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-15 19:44:54 IP : 171.7.23.254


ความเห็นที่ 2 (3395165)

 จากนี้ก็มาดูแลกลุ่มผู้มีปัญหา....กระเพาะและลำไส้พิการ


6 สมุนไพรที่ลำไส้ต้องการ
ทำงานเหนื่อยๆ ลำไส้ของเราก็อยากได้อาหารบำรุงเหมือนกันนะ และสมุนไพรทั้ง 6 ชนิดคือคำตอบที่กระเพราะและลำใส้ต้องการให้เราไปเสริมสุขภาพให้ด้วย

1.ใบแมงลัก
น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อยชั้นเซียน ลำไส้
ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ

2.พริกสด
ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำลาย
ออกมา จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง 
กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป

3.หอมแดง
แค่กินหอมแดงอย่างเดียว ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่ ได้แก่สารฟลาโวนอยส์ ไกลโคไซต์ เพคติน และ
กลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร คุ้มกว่านี้มีอีกไหม

4.ใบกระเพรา
ถึงชื่อเสียงของกระเพราจะมือมนไปมาก ตั้งแต่พัดกะเพราถูกตั้งชื่อว่าผักสิ้นคิด แต่สรรพคุณของมันยังแจ่มเหมือนเดิม โดยเฉพาะสรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป

5.ตะไคร้
ให้เคี้ยวเดี๋ยวกินยากเกินไปหน่อย แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้ หรือซอยบางๆกินกับยำ คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกะเพรา คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน สาวๆที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยไม่ควรพลาด

6.กระเทียม
มีสูตรเด็ดเคล็ดลับสำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อยมาฝาก 
ให้อากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด กินทันทีหลังอาหาร 
กระเทียมมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพราะอาหารจอมขี้เกรียดของคุณยอมย่อยอาหารมื้อนั้นแต่โดยดี ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการไม่ย่อยก็จะหายไปเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจากมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-15 19:48:19 IP : 171.7.23.254


ความเห็นที่ 3 (3395176)

 สมุนไพร ใบเตย หรืออีกหนึ่ง สมุนไพรใบเตย ที่คนไทยรู้จักกันดีเพราะนอกจากเราจะใช้ ใบเตย ในการประกอบอาหารหลาย ๆ อย่าง อีกทั้ง ยังให้กลิ่งหอมและทีสำคัญที่สุด สรรพคุณของใบเตย ยังมีอีกมายมายนักคุณอาจจะคิดไม่ถึง นั้นเรามามาดูสรรพคุณและ ประโยชน์ของใบเตย กันเลยดีกว่าค่ะ

สรรพคุณ / ประโยชน์ ใบเตย
ใบเตยช่วยบำรุงหัวใจเหมาะกับคนที่มีปัญหาการเต้นของหัวใจผิดปกติ
ที่เสริมคือช่วยขับปัสสาวะและแก้นิ่วน้ำนมในเด็ก...นะจะบอกให้
ใบเตย.....ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขับปัสสาวะ

ผลงานการวิจัย
การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า เตยหอมมีฤทธิ์ลดน้ำตาล
ในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขับปัสสาวะ ซึ่งฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น ซึ่งมาจากการทดลองในห้องทดลอง นอกจากนี้ได้มีการทำศึกษาวิจัย โดยนำ
น้ำต้มรากเตยหอมไปทดลองในสัตว์ทด ลองเพื่อดูฤทธิ์ลดน้ำตาล
ในเลือดปรากฏว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้ 
จึงนับได้ว่าสมุนไพรเตยหอมเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าอีกชนิดหนึ่งสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มรับประทานเองได้

วิธีใช้ตามภูมิปัญญาไทย
ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะใช้รักษาเบาหวานประโยชน์ทางยาเตยหอมมีรสเย็นหอมหวาน บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น โดยมากนิยมใช้น้ำใบเตยผสมอาหารคนไข้ทำให้เกิดกำลัง ลำต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้น้ำเบาพิการ และรักษาโรคเบาหวาน ใบช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นลดกระหายน้ำและอาจใช้ใบตำพอกรักษาโรคหัด โรคผิวหนัง

ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ยังพบว่า "เตยหอม" มีฤทธิ์ทางยาด้วย ดังนี้
ใบ
ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ เพราะใบเตยมีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นของหัวใจ จึงช่วยบำรุงหัวใจได้อย่างดี วิธีรับประทานคือ ใช้ใบสดผสมในอาหาร แล้วรับประทาน หรือนำใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง
ช่วยดับกระหาย เนื่องจากใบเตยมีกลิ่นหอมเย็น หากนำมาผสมน้ำรับประทาน จะช่วยดับกระหาย คลายร้อน ทานแล้วรู้สึกชื่นใจ และชุ่มคอได้เป็นอย่างดี วิธีรับประทานคือ นำใบเตยสดมาล้างให้สะอาด นำมาตำหรือปั่นให้ละเอียด แล้วเติมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาแต่น้ำดื่ม
รักษาโรคหัด หรือ โรคผิวหนัง โดยนำใบเตยมาตำแล้วมาพอกบนผิว

รากและลำต้น
 ใช้รักษาโรคเบาหวาน เพราะรากและลำต้นของเตยหอมนั้น มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด วิธีรับประทานก็คือ ใช้ราก 1 กำมือนำไปต้มเป็นน้ำดื่ม ทุกเช้า-เย็น 
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ โดยการนำต้นเตยหอม 1 ต้น หรือราก ครึ่งกำมือ ไปต้มกับน้ำดื่ม
นอกจากนี้ เตยหอม ยังช่วยแก้อ่อนเพลีย ดับพิษไข้ และชูกำลังได้อีกด้วย เห็นสรรพคุณมากมายขนาดนี้แล้ว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ สำหรับเจ้าพืชสีเขียวใบเรียวชนิดนี้ 
 
วิธีใช้
1.ใช้ใบสดตำคั้นเอาน้ำจะได้น้ำสีเขียวใช้นำมาผสมอาหารจะช่วยให้อาหารมีสีสวยน่ารับประทานและมีกลิ่นหอมของใบเตย
2.ใช้ในในรูปของใบชาชงกับน้ำร้อนหรือใช้ใบสดต้มกับน้ำจนเดือดเติมน้ำตาลเล็กน้อยก็ได้ดื่มเป็นประจำช่วยบำรุงหัวใจ
3.นำส่วนต้นและรากต้มกับเนื้อหรือใบไม้สักจะช่วยรักษาโรคเบาหวาน

มาทำน้ำเตยหอมกัน   น้ำใบเตยหอม

ส่วนผสม
1. ใบเตยสด 3 ถ้วย
2. น้ำสะอาด 8 ถ้วย
3. น้ำตาลทราย 2 ถ้วย(สามารถลดปริมาณของน้ำตาลลงได้)
4. น้ำแข็ง

วิธีทำ
ใบ เตยสดที่ไม่แก่มากเก็บใหม่ๆ ล้างทีละใบให้สะอาด แช่น้ำด่างทับทิมหรือน้ำเกลือ 10-15 นาที นำมาหันตามขวางเป็นชิ้นเล็กๆ แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งใส่ลงในหม้อต้มที่มีน้ำกำลังเดือด ต้มเคี่ยว 5-10 นาที เติมน้ำตาลทรายให้รสหวานจัด กรองเอากากออก ใบเตยที่หั่นแล้วส่วนที่สองปั่นให้ละเอียด โดยเติมน้ำ กรองเอากากออก เติมน้ำที่คั้นได้ซึ่งมีสีเขียวและกลิ่นหอมลงในหม้อที่เติมน้ำตาลและกำลัง เดือด ชิมให้มีรสหวาน พอเดือดรีบยกลง เมื่อดื่มใส่น้ำแข็งบดละเอียด

มาดูสูตรล้างพิษในเส้นเลือดให้สะอาด
สูตรล้างสารพิษในเส้นเลือดฝอย
เส้นเลือดฝอยของคนเราหากใช้ไปนานๆจะเกิดอาการตีบตันขึ้น ทั้งจากไขมัน ของหวาน หรือจากสารพิษสะสม จนกลายเป็นขยะพิษ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี แขนขาชา ไม่มีแรง ให้ล้างสารพิษด้วยการ นำอ้อยดำหรืออ้อยขม7ข้อ ต้มกับใบเตย3ใบ ดื่มติดต่อกัน7วัน เส้นเลือดฝอยก็จะโล่งไหลเวียนดีขึ้น
(สูตรนี้ห้ามใส่น้ำตาลโดยเด็ดขาด)
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-15 20:04:45 IP : 171.7.23.254


ความเห็นที่ 4 (3395223)

 ต้มยำกุ้ง ยาหม้อใหญ่ที่อร่อยที่สุดในโลก

“ต้มยำกุ้ง” อาหารไทยรสแซบเวอร์ ที่โดนใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกนั้น เป็นที่รวมของสมุนไพรหลายชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นยาหม้อใหญ่ที่อร่อยที่สุดในโลก

ยาหลายขนานที่แอบมารวมกันอยู่ในหม้อต้มยำมีดังนี้

กุ้ง : อุดมไปด้วย แร่ธาตุ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต มีไขมันน้อยมาก และไม่มีไขมันอิ่มตัวเลย โคเลสเตอรอลที่พบในกุ้งนั้นเป็นโคเลสเตอรอลชนิดที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย รวมทั้งมีธาตุสังกะสีและซีลีเนียมในปริมาณสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มความต้านทานต่อการติดเชื้อ และยังช่วยให้การทำงานของตับดีขึ้น

ใบมะกรูด : แก้ไอ แก้ช้ำใน ขับลมในลำไส้ แก้คลื่นเหียน แก้จุกเสียด แก้อาเจียนเป็นโลหิต

ข่า : แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้อาหารเป็นพิษ แก้ลมพิษ รักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ติดเขื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง

พริก : ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน ช่วยลดการสะสมไขมัน ป้องกันไข้หวัด ช่วยการย่อย รักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ และลดความดันโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี

หอมแดง : ช่วยบรรเทาอาการหวัด ขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่างๆ ขับพยาธิ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งเส้นเลือดอุดตัน

ผักชี : ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ขับลมขับพิษ แก้หวัด ขับเหงื่อ ลดน้ำตาลในเลือด แก้โรคหัด ตับอักเสบ ลดการปวดบวมข้อ แก้ไอ แก้หวัด อาหารเป็นพิษ รวมทั้งมีสารต้านมะเร็ง ต้านแบคทีเรีย และเชื้อรา

เห็ดฟาง : ให้วิตามินซีสูงและมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด ซึ่งช่วยเสริมภูมิคุ้มกันการติดเชื้อต่างๆ ช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล

มะนาว : แก้ปวดศีรษะ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม แก้อาเจียน เมาเหล้า ลิ้นเป็นฝ้า ขจัดคราบบุหรี่ บำรุงตา ลดอาการไอ ขับเสมหะ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน บำรุงเลือด

ตะไคร้ : แก้จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ ทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี และช่วยรักษาโรคเบาหวาน

น้ำปลา : เป็นแหล่งใหญ่ของแร่ธาตุและกรดอะมิโนที่จำเป็น โดยเฉพาะ "ไลซีน" ซึ่งมีปริมาณสูงพอที่จะทดแทนการขาดไลซีนในคนที่รับประทานข้าวเป็นอาหารหลักได้อย่างเพียงพอ และยังมีวิตามินบี 12 ด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-15 22:37:05 IP : 171.7.23.254


ความเห็นที่ 5 (3395225)

 ผักชีก็แก้หวัดและเบาหวานได้นะ

 

ผักชี แก้หวัด ขับเหงื่อ ลดน้ำตาลในเลือด พอกทาแก้ผื่นคัน แก้ไฟลามทุ่ง แก้ตับอักเสบ แก้ริดสีดวงทวาร ขับลมขับพิษ ลดการปวดบวมข้อ ต้มดื่มแก้ไอ แก้หวัด แก้สะอึก ช่วยย่อย บำรุงกระเพาะ ฯลฯ 

ต้นผักชี (ทั้งใบ-ต้น-ราก) ช่วยเป็นยาละลายเสมหะ แก้หัดหรือผื่น ขับเหงื่อขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ ด้วยการนำเอาต้นที่แห้งประมาณ 10-15 กรัม หรือเอาต้นสด ๆ 60-150 กรัมนำไปต้มกับน้ำ หรือคั้นเอาเฉพาะน้ำดื่ม ถ้าใช้ภายนอกให้ตำพอก หรือต้มเอาน้ำชะล้าง

ผล หรือลูกผักชี ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร เจริญอาหาร แก้หัด แก้บิด ริดสีดวงทวาร โดยการนำเอาผลแห้งบดเป็นผงทานหรือต้มกับน้ำ แต่ถ้าใช้ภายนอกให้เอาไปต้ม นอกจากนี้ยังดับกลิ่นคาวในเนื้อได้โดยการหมัก

การใช้แก้โรคต่างๆ 
1. โรคริดสีดวงทวาร ให้นำผลไปคั่วแล้วบดทานผสมกับเหล้า วันละ 3-5 ครั้ง
2. บิดถ่ายเป็นเลือด ใช้ผล 1 ถ้วยชาตำให้เป็นผง ผสมน้ำตาลทรายทาน
3. ปวดท้อง หรือท้องอืดท้องเฟ้อ ให้ใช้ผลสัก 2 ช้อนชาต้มผสมกับน้ำทาน
4. เป็นหัดหรือผื่นแดงที่ยังออกไม่ทั่วตัว จะช่วยขับออกมา โดยใช้ผลแห้ง 120 กรัมใส่หม้อดินเผาหรือหม้อเคลือบมีน้ำเต็ม ต้มให้เดือดแล้วน้ำเอาไอรมให้ทั่วห้องแล้วผื่นก็จะออกมาเอง
5. เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่ง (Erysipelas) ให้ใช้ผักชีตำพอก
6. ปากเจ็บ คอเจ็บ ปวดฟัน นำเอาเมล็ดมาต้มกับน้ำประมาณ 5 ส่วนแล้วต้มให้เหลือ 1 ส่วนเอาน้ำอมบ้วนปาก
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา พบว่า ผล ที่แก่จะเป็นเครื่องเทศ ที่มีกลิ่นหอม เราจะใช้ผสมกับยาอื่น จะช่วยกระตุ้มต่อมในกระเพาะอาหารและลำไส้เพื่อที่จะให้ขับสารออกมามากขึ้น หรือน้ำดีมากขึ้น ทั้งนี้ การทานผักชี ยังมีข้อห้าม คือ อย่าทานมากเกินไป เพราะจะทำให้มีกลิ่นตัวแรง มีอาการตาลายและลืมง่ายได้

เครดิต: ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-15 22:50:00 IP : 171.7.23.254


ความเห็นที่ 6 (3395227)

 กินผักกาดดีนะ...เป็นทั้งอาหารและยา

ประโยชน์มากมายในผักกาด

ผักกาด จัดเป็นผักประเภทกินใบ ได้แก่ ผักกาดขาว ผักกาดดำ ซึ่งถือว่าเป็นผักพื้นเมืองในไทย ดองได้อร่อยกว่าผักดองเปรี้ยวเค็มชนิดอื่น ผักกาดขาวปลีที่ชาวไร่ปลูกขายในโรงงาน ปรุงสดๆ จะขมเฝื่อน แต่ถ้าดองแล้วรสชาติดี กรอบไม่ยุ่ย เก็บไว้ได้นานไม่เสีย หากปลูกกันมาก จะมีราคาถูก ต่ำสุดอยู่ที่ กก.ละ 30 สตางค์ หากในหน้าแล้งปลูกน้อย ราคาจะแพงถึง กก.ละ 5 บาทเลยทีเดียว กะหล่ำปลีและผักกาดกวางตุ้งอยู่ในตระกูลเดียวกัน ปลูกกันมากที่สุดในประเทศจีน สามารถนำมาทำเป็นแกงผักกาดจอและทำมัสตาร์ดขายไปทั่ว คะน้า ก็เป็นผักกาดอย่างหนึ่ง เชื่อว่ามีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกได้แข็งแรง และผักกาดโสภณ หรือผักฮ่องเต้ จะมีราคาแพงหน่อย แต่ก็มีสารอาหารพอๆ กัน

ผักกาดกินดอก เช่น กะหล่ำดอก ในทางวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่า อุดมไปด้วยสารต่างๆ ที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง คนไทยในอดีต จึงคั้นเอาแต่น้ำสดๆ อมกลั้วคอ รักษาอาการร้อนใน และทารักษาโรคเรื้อนกวาง บร็อคโคลี่ ก็นับว่าเป็นตระกูลเดียวกับผักกาด มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กะหล่ำดอกอิตาเลียน

ผักทั้ง 2 ชนิดนี้ ดอกกะหล่ำสวยๆ ขาวๆ ชาวสวนจะใช้ยาฆ่าแมลงและยากันเชื้อราฉีดลงไปทุกๆ วันนกว่าจะตัดขาย ซึ่งถ้าไม่ทำเช่นนั้นแล้ว ผักก็จะถูกหนอนเจาะ และเชื้อดำระบาดบนดอก ซึ่งจะต้องหมั่นล้างและแช่ผักเพื่อให้สารเคมีของยาฆ่าแมลงหมดไป บร็อคโคลี่ กินได้สบายปาก แมลงมักไม่ค่อยะมารังควานเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังไม่เป็นที่นิยมรับประทานกันสักเท่าไหร่ จึงปลูกน้อย รวมทั้งปลูกให้ดูดีก็ยาก เพราะชอบอากาศที่หนาวเย็นมาก

ผักอีกอย่างที่อยู่ในตระกูลเดียวกับผักกาด ก็คือ หัวผักกาด ซึ่งกินแต่ส่วนหัว เช่น นำมาทำแกงจืด แกงส้ม หัวไชเท้า และดองไชโป๊หวาน และโหระพา ซึ่งเด็ดเอาแต่ใบ ล้างและแช่น้ำให้สดและกรอบ

สำหรับคุณค่าอาหารในผักกาด ที่เก็บมาฝากก็มีดังต่อไปนี้ บร็อคโคลี่ ซึ่งมีพลังงานมากกว่าผักชนิดอื่นๆ รองลงมา ก็คือ คะน้า หัวไชโป๊ กะหล่ำดอก ผักกาดขาวปลี(อีลุ้ย) และกวางตุ้ง ส่วนผักกาดหอม(ผักสลัด) ผักกาดแก้วที่ปลูกบนดอยสูง กับผักกาดนกเขา ไม่จัดเป็นผักในวงศ์เครือญาติของผักกาด ฝรั่งได้บอกว่า มันเป็นผักกาดปลอม

หากอยากจะทานผักกาดให้อร่อย ต้องปรุงให้สุกอย่างเร็ว โดยใส่ลงไปในน้ำเดือดจัดๆ ประมาณ 3 นาที ยกลงออกจากเตา หรือผัดด้วยไฟแรง และถ้าต้องการทำสลัด ก็ฉีกด้วยมือ ผักจะสดกรอบดีกว่าหั่นมีด

นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า ผักตระกูลผักกาด เป็นผักที่รักษาโรคครอบจักรวาล จึงแนะนำให้รับประทานผักอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยป้องกันกระดูกพรุน หูตาที่ฝ้ามัว ป้องกันมะเร็ง หรือกินคะน้าที่สร้างเสริมกระดูกให้แข็งแรง จึงขึ้นชื่อว่า ผักสร้างกระดูก สารสำคัญที่พบในผักเหล่านี้ ก็คือ ซันโฟราเฟน (sulforaphane) สารผลึกอินโดลส์ (indoles) กรดธรรมชาติโฟลิก (folic acid) และกำมะถัน (sulphur)

แพทย์แผนไทยโบราณ ได้จัดผักกาดเป็นสมุนไพร ซึ่งสามารถนำผักจำพวกผักกาดต้มน้ำ ดื่มแก้เจ็บคอ หยดเป็นยาล้างแผลเรื้อรัง หอบหืด อีกวิธีหนึ่งคือ บดผักกาดหรือกวางตุ้ง คั้นเอาแต่น้ำ1 ถ้วย เทลงไปในน้ำเดือดจัด 2 ช้อนโต๊ะตั้งบนไฟ รีบยกออก ทิ้งไว้ให้อุ่น ดื่มแทนน้ำเสริมพลังงาน ลดอาการแก่ชราที่ความจำไม่ค่อยดีได้ ซึ่งเป็นแบบอย่างของจีน

จีน เป็นชาติที่น่านับถือในเรื่องการดูแลสุขภาพ เห็นว่ามีการตั้งโรงงานผลิตน้ำผักกาดสกัดเป็นแคบซูลขาย ซึ่งเป็นอาหารเสริม นับว่าสะดวกอย่างมาก

เราสามารถลวกใบผักกาดขาว ตัดเป็นชิ้นๆ โรยกับเกลือ น้ำส้ม น้ำตาล เหยาะน้ำมันงาบริสุทธิ์ 1 ช้อนชา หมักประมาณ 10 นาที ทานกับข้าวต้มทุกวัน จะฟื้นตัวจากไวรัสตับอักเสบบีได้รวดเร็ว

สำหรับผักกาดเขียวปลี ครึ่งกก. เต้าหู้ขาว 3 ชิ้น มะขามป้อมลูกโต 8 ลูก ขิงสดแง่งใหญ่ นำไปต้มกับน้ำ 4 แก้ว ดื่มหลังอาหาร แก้อาการหวัดเย็นได้ อีกวิธีหนึ่ง คือ นำผักกาดเขียวปลี 1 กก.กับแห้วสดครึ่งกก. ต้มดื่มเป็นน้ำชา แล้วบีบมะนาวลงไปด้วย ช่วยขับปัสสาวะและลดความร้อนในร่างกาย ป้องกันโรคนิ่วได้

แต่ประโยชน์ของผักจะมีสูงสุด หากมีผักสวนครัวปลอดสารพิษ ที่เราสามารถใช้เวลาว่างปลูกเองได้ นับว่าดีทีเดียว
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-15 22:51:47 IP : 171.7.23.254


ความเห็นที่ 7 (3395232)

 รู้รอบตัวเรื่อง......อาหารเป็นยา

• วิจัยพบว่านหางจระเข้
ช่วยป้องกันโรคนิ่วในไต

คณะวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับสารซิเตรตและสารทาร์เตรต
ในว่านหางจระเข้ ซึ่งมีผลในการช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วในไต โดยจากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบในปัสสาวะในเด็ก ด้วยการให้เด็กที่เป็นอาสาสมัคร รับประทานว่านหางจระเข้สด ครั้งละ 100 กรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน และเก็บตัวอย่างปัสสาวะ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ ผลการวิจัยพบว่า ว่านหางจระเข้มีสารที่มีศักยภาพในการป้องกันการเกิดนิ่วในไตในเด็กได้เป็นอย่างดี และเมื่อขยายผลการศึกษาในผู้ใหญ่ ก็พบว่าได้ผลดีในการป้องกันการเกิดนิ่วในไตเช่นกัน

นอกจากว่านหางจระเข้จะช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วแล้ว ยังช่วยยับยั้งนิ่วให้ไม่โตขึ้น และป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำได้ และเพื่อให้ได้ผลทางการแพทย์ในการป้องกันการเกิดนิ่วในไต สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนำว่านหางจระเข้สดมาปอกเปลือก แล้วล้างยางสีเหลืองออกให้หมด นำเฉพาะส่วนที่เป็นวุ้นสดมารับประทานสดๆ

• ชาขาวช่วย  ป้องกันมะเร็งผิวหนัง

น้ำชาสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอมและรสชาติหวานอ่อนๆ ของ “ชาขาว” มีผลดีต่อสุขภาพของคนเรามาก

ผลงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงสตัน ประเทศอังกฤษ พบว่า สารประกอบในชาขาวจะช่วยป้องกันไม่ให้เอนไซม์เข้าไปทำลายชั้นอีลาสตินและคอลลาเจน ซึ่งช่วยสร้างความแข็งแรงและยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ส่งผลให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น อีกทั้งยังช่วยหยุดยั้งไม่ให้เอนไซม์ทำลายข้อต่อกระดูกที่ทำให้เกิดโรคไขข้ออักเสบ

นอกจากนี้ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ในชาขาว จะช่วยปกป้องผิวจากภายใน โดยป้องกันการสูญเสียโปรตีนในชั้นผิวจากกระบวนการออกซิเดชั่น อันเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยหรือจุดด่างดำ และยังช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระที่มีสาเหตุมาจากรังสียูวี ถือเป็นส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง และช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองขจัดสารพิษออกจากผิว ทำให้ผิวไม่แห้งกร้าน

สรรพคุณของชาขาวอีกประการหนึ่ง คือช่วยลดน้ำหนัก จากการวิจัยยังพบด้วยว่า สารคาเฟอีนและสารคาเทชินในชาขาว ทำให้การเผาผลาญอาหารในร่างกายดีขึ้น เผาผลาญพลังงานได้มาก เป็นผลทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยที่ไม่มีผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

• ไม่น่าเชื่อ!  สีของเสื้ือป้องกันรังสียูวี

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศสเปนได้เปิดเผยผลการวิจัยว่า เสื้อผ้าที่ทำจากใยฝ้ายช่วยกรองแสงแดดได้ดี โดยเฉพาะเมื่อผ่านการย้อมเป็นสีน้ำเงิน จะเพิ่มประสิทธิภาพการกรองรังสียูวีได้มากขึ้น

โดยในการทดลอง ทีมวิจัยได้ใช้เสื้อผ้าจากใยฝ้ายหลากหลายสีในโทนสีแดง ฟ้า และเหลือง ผลการทดลองปรากฏว่า โทนสีที่ป้องกันอันตรายจากรังสียูวีได้ดีที่สุดคือ ฟ้า แดง และเหลือง ตามลำดับ ส่วนสีที่กันแดดได้ดีที่สุด คือ สีน้ำเงิน

• ตากแดดรับวิตามิน   ลดเสี่ยงกระดูกพรุน

การดื่มนม หรือรับประทานอาหารทีมีแคลเซียมและโปรตีน
ถือเป็นการสะสมแคลเซียมให้ร่างกายไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยทอง

ที่สำคัญ ควรให้ผิวผนังได้ถูกแสงแดดเพื่อรับวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ และควบคุมการทรงตัว

ช่วงที่เหมาะสมในการรับแสดงแดด คือ เวลา 8.30 - 09.00 น. และ 16.00 - 16.30 น. และไม่ควรทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟเกิน 35 เนื่องจากสารเคมีในครีมกันแดด จะเป็นตัวต้านไม่ให้ผิวหนังได้รับรังสียูวี ที่เป็นประโยชน์กับการสังเคราะห์ให้ได้วิตามินดี 

นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนด้วย

• ภัยเงียบ   จาก“ปาท่องโก๋”

ปาท่องโก๋มีภัยเงียบจากไขมันอิ่มตัวที่ซ่อนเร้นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะไขมันชนิดทรานส์ ที่ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภคได้อย่างคาดไม่ถึง

ไขมันชนิดทรานส์ หรือ Trans Fat คือไขมันอิ่มตัว แต่เมื่อผ่านกระบวนการผลิตที่มีการเติมไฮโดรเจนเพิ่มลงไปเพื่อให้มีคุณสมบัติที่ไม่เป็นไข และไม่เหม็นหืนจากออกซิเจนในอากาศได้โดยง่าย รวมทั้งเหมาะแก่การนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร โดยเฉพาะพวกขนมอบ เบเกอรี่ หรืออาหารจำพวกแป้งที่ต้องผ่านการทอดด้วยน้ำมัน เช่น ปาท่องโก๋ จะพบไขมันชนิดทรานส์มากเป็นพิเศษ

อันตรายที่น่ากลัวของไขมันชนิดทรานส์ ไม่เพียงแต่ทำลายไขมันชนิดดี หรือเอชดีแอล (HDL) ที่มีประโยชน์ในร่างกายเท่านั้น แต่ยังไปเพิ่มไขมันชนิดร้าย (LDL) ให้มากขึ้นซึ่งไขมันชนิดร้ายนี้ มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคระบบภูมิต้านทานให้ทำงานผิดปกติอีกด้วย

• กินไป...เม้าท์ไป   อาจถึงตาย!

พญ.วราภรณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า คนไทยโบราณมีความชาญฉลาด ห้ามพูดคุยระหว่างกินอาหาร เพราะทางเดินอาหารกับหลอดลมซึ่งเป็นทางเดินหายใจอยู่ติดกัน

เวลาหายใจกับการพูดคุยขณะกิน ทำให้ลิ้นเปิด-ปิดทางเดินอาหารกับหลอดลมที่ใช้หายใจ เกิดความสับสน ปิดไม่สนิท และเมื่ออาหารตกลงไปในหลอดลม กลไกร่างกายจะทำให้เกิดการสำลัก หากเป็นชิ้นเล็กๆ จะสำลักออกมาได้ แต่หากเป็นชิ้นใหญ่ตกไป จะอุดกั้นหลอดลมถึงขั้นเสียชีวิต หรือขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน ทำให้เป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทราได้เช่นกัน

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
หากเกิดการสำลักอาหารคือ ให้ยืนด้านหลังคนที่สำลัก ใช้มือโอบด้านหน้า กดลงบริเวณลิ้นปี่ ส่งผลให้เกิดแรงดันจากกระเพาะอาหาร ผลักดันเศษอาหารที่ติดอยู่ในหลอดลม ให้หลุดออกมาทางปาก
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-15 22:57:06 IP : 171.7.23.254


ความเห็นที่ 8 (3395236)

 อาหารบำบัด แก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ รุมาตอยด์

 

ส่วนผสม
น้ำดื่มสะอาด 8 - 12 แก้ว ส้มทุกชนิด กล้วยทุกชนิด องุ่น พุทรา แอบเปิ้ล สาลี นม เกาลัด
ผักใบเขียวทุกชนิด 
 
วิธีทำ ห้ามใช้เนื้อสัตว เครื่องในสัตว์ทุกชนิด
 
วิธีใช้
ทุกมื้อของแต่ละวัน ต้องมีอาหารที่กล่าวมาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอาหารหลัก
นอกนั้นเป็นอาหารรอง ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรงด และถ้ามีอาหารปวดตามข้อ ควรกินน้ำมันตับปลา เพื่อลดอาการปวดบวม
 
ห้าม
สูบบุหรี่ เหล้า กาแฟ ชา ยาเสพติด จนถึงยาแก้ปวดประเภท แอสไพริน
 
เครื่องดื่มที่ควรดื่มอย่างยิ่ง ทุกวันคือ
น้ำขิง น้ำแครอท น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำฝรั่ง น้ำใบขึ้นฉ่าย และกล้วยปั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกวันสลับกัน
 
 
อาหารบำบัด ภูมิแพ้ หืด หอบ หลอดคออักเสบ ไอกรน
 
กระเทียมโทน ๒๑ หัว(หัวพอประมาณ) มะนาว ๗ ลูก น้ำผึ้งแท้ ๒ ถ้วย น้ำสะอาด ๕๐๐ ซีซี
 
วิธีทำ
ต้มน้ำให้เดือด นำกระเทียมทั้งหมดมาปอกเปลือกชั้นนอกออกแล้วบดให้ละเอียด เมื่อน้ำเดือดให้ใส่กระเทียมปิดฝาทิ้งให้เดือดแล้วยกลงจากเตาทิ้งไว้ให้เย็นอย่าเปิดฝา
เมื่อเย็นลงให้กรองเอาแต่น้ำ บีบมะนาวใส่ ๑-๒ลูก ให้มีเปรี้ยวนำ แล้วเทน้ำผี้งใส่ผสมลงไปคนให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำน้ำกระเทียมมาดื่มหรือจะจิบต่างน้ำก็ได้ วันละ ๒-๓ เวลาจนกว่าอาการจะดีขึ้น
ยานี้ไม่มีอันตรายดื่มได้ทุดเพศทุกวัยทุกเวลา สำหรับคนปกติอาจจะปรุงรสให้เปรี้ยวหวานเข้มข้นแล้วเติมน้ำแข็งเป็นเครื่องดื่ม
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-15 23:02:07 IP : 171.7.23.254


ความเห็นที่ 9 (3395500)

 อยู่นอกบ้าน เลือกกินนิดนึงนะ(เมนูจานด่วน)
วันนี้แนะนำอาหารจานด่วนที่มีประโยชน์เมื่อเวลาอยู่นอกบ้าน

จากบทความของ นพ.กฤษดา ศิรามพุช 
ผู้อำนวยการเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวถึง 10 เมนูอาหารไทยจานด่วนเราก็สามารถได้รับประโยชน์อย่างครบถ้วน ได้แก่

1. ผัดซีอิ๊ว จะได้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ทั้งวิตามินป้องกันมะเร็งจากยอดคะน้า ได้โอเมก้าสามจากน้ำปลาดี มีไบโอตินจากไข่ และได้โปรตีนย่อยง่ายจากไข่ขาวและเนื้อหมู รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตให้พลังงานจากเส้นและซีอิ๊ว(เพิ่มเติมมีแคลอรี่มากควรเพิ่มข้าวโพดอ่อนด้วยเน้นผักมากๆ,สั่งเป็นเส้นเล็กหรือเส้นหมี่)

2. ก๋วยจั๊บนำ้ข้นนะ เพราะในน้ำพะโล้มีสมุนไพรอย่าง โป๊ยกั๊ก มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อป้องกันโรค อบเชยลดนำ้ตาล,นอกจากนั้นในเต้าหู้ทอดยังให้แคลเซียมและเพ็พไทด์ที่เป็นโปรตีนย่อยง่าย อีกทั้งได้พลังงานจากเส้นก๋วยจั๊บ(แนะนำเพิ่มถั่วงอกอีกนิดถ้ามีปัญหาเป็นไขมันอยู่ก็งดเครื่องใน)

3.ก๋วยเตี๋ยว เราจะได้คอลลาเจนจากน้ำต้มกระดูกที่ใช้เวลาเคี่ยวนาน ผักบุ้ง ถั่วงอกและผักชี ต้นหอม มีไฟเบอร์ และ อัลลิซิน ช่วยลดไขมันในเลือดได้(แต่ปกติตัวเองจะขอกระดูกมากินด้วยเพิ่มแคลเซี่ยมธรรมชาติ)

4.ข้าวราดแกง มีข้าวเป็นหลัก และยังได้สารอาหารจากแกงชนิดต่างๆ รวมทั้งผักที่ใส่มาในแกง(แนะนำสั่งราดเป็นผัดผักหนึ่งอย่างแล้วเป็นแกงหรือต้มที่มีโปรตีนหนึ่งอย่างเช่นผัดเผ็ดไก่กับผัดผักรวมมิตร)

5.ผัดกะเพราอกไก่ไข่ดาว ใบกะเพราช่วยในเรื่องลดไขมันและบำรุงลำไส้ เนื้อไก่มีไขมันน้อยจัดเป็นเนื้อสุขภาพย่อยง่ายดี พริกให้แคปไซซินที่ช่วยแก้อาการภูมิแพ้ และไข่ดาวที่มีประโยชน์ช่วยให้วิตามินที่ดูดซึมในไขมันเข้าไปในร่างกายได้ดีขึ้น(ต้องบอกคนผัดให้ใส่นำ้มันน้อยๆเน้นกระเพรามาก)

6.ข้าวผัด น้ำมันที่ใช้ผัดช่วยดึงไลโคปีน จากมะเขือเทศเข้าสู่ผิว หอมใหญ่ คะน้า ได้วิตามินที่ช่วยลดไขมันในเลือดได้(ให้ผัดไฟแรงนำ้มันน้อยๆจะไม่อ้วนค่ะ)

7.ข้าวมันไก่ต้มไม่เอาไก่ตอน เป็นอาหารที่มีสารอาหารหลักครบทั้ง 5 หมู่ และยังมีวิตามินอี นอกจากนี้ยังมี ขิง ที่ใส่มาในน้ำจิ้มช่วยไล่ไขมันจากไก่ได้(อันนี้ต้องเลือกร้านที่ทำข้าวไม่มันมันมากและให้ตักขิงเองรวมทั้งนำ้ซุปต้องมีฟักด้วยจะได้ผักนิดหน่อย)

8.น้ำพริกปลาทู ปลาทูทอดจะช่วยจับกับวิตามินเอจากพริกและกรดไขมันโอเมก้าสามที่มีในกะปิ อีกทั้งในปลาทูยังมีซูเปอร์วิตามินชื่อ แอสตาแซนทิน ด้วย(ให้สั่งเป็นผักต้มมากๆประโยชน์ดี)

9. ผัดไทย มีวิตามินอีมากในน้ำมันที่ใช้ผัดและถั่วลิสงคั่ว วิตามินเอมีมากใบผักใบเขียว ขณะที่ หัวปลี กับ ถั่วงอก ที่ให้วิตามินบีกับ กาบา ช่วยบำรุงสมอง(ทานให้น้อยแต่เพิ่มผักมากๆดีมันอ้วนนะ)

10.ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ควรเลือกหมูปิ้งมันน้อย ส่วนข้าวเหนียวจะเป็นข้าวเหนียวดำหรือข้าวเหนียวขาวก็ได้ แต่ในข้าวเหนียวดำมี โอพีซี(OPCs)มากกว่า เป็นซุปเปอร์วิตามินอยู่(ถ้ามีนำ้จิ้มแจ่วแบบอีสานด้วยจะได้สารอาหารเพิ่มนะบวกแตงอีกหน่อยแจ่มเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-16 21:52:14 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 10 (3395501)

 อาหารเป็นยาวันนี้เสนอ.....ผักปลัง
ผักปลังแดง หรือผักปั๋ง (ภาคเหนือ)

ผักปลังเป็นผักพื้นบ้าน ของไทย ที่พบเห็นอยู่ทั่วไป ตามชนบท 
นึกดูให้ดี ผักปลังก็เป็นผักคุ้น ๆ มาก เคยเห็นผักปลังขึ้นอยู่ข้างบ้าน แต่ไม่เห็นมีใครเก็บมากิน ไม่ค่อยมีคนนิยมกินผักชนิดนี้ แต่เด็กๆ เอาผักปลังมาเล่นขายของเพราะเมือกเหนียวของมัน หรือเก็บลูกผักปลังมาบี้เล่นให้สีข้างในมันแตกออกมา สีของลูกผักปลังสีแดงม่วงนี้ใช้ย้อมสีอาหารหรือขนมได้เช่นกัน

ผักปั๋ง เป็นไม้เลื้อย สำต้นกลม อวบน้ำสีเขียว และสีม่วงอมแดง ไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขาได้ยาวหลายเมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับตามข้อ ลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลมโคนใบเว้าสีเขียวเป็นมัน ยาว 2.5-7.5 ซม. กว้าง 2-6 ซม. ก้านใบสีเขียว และสีแดงอวบน้ำ ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อดอกยาว 5-10 ซม. ไม่มีก้านดอกย่อย กลีบดอกมี 5 กลีบ ติดกันอยู่ที่ฐานปลายแยกมีใบประดับ 2 ใบเล็ก ๆ ติดอยู่ที่ฐานดอกสีขาวสีชมพูและสีขาวอมชมพู ผลกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มม. ผลแก่มีสีม่วงดำ เนื้อนิ่มภายในมีน้ำสีม่วงดำ

- ใบและดอกอ่อน รับประทานเป็นผัก ใช้ปรุงอาหาร โดยการนำไปต้ม ลวกนึ่ง ให้สุก รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบ แกงส้ม แกงแค แกงปลา แกงอ่อม ผัดน้ำมัน ผัดกับแหนม ชาวเหนือและชาวอีสานนิยมรับประทาน
- ก้าน (ต้น) มีสรรพคุณ แก้พิษฝี แก้ขัดเบา แก้ท้องผูก ลดไข้ 
- ใบ แก้กลาก บรรเทาอาการผื่นคัน ดอก แก้เกลื้อน 
- ราก สรรพคุณ แก้มือเท้าด่างๆ แก้รังแค ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน รสจืดเย็น ช่วยให้ท้องระบายอ่อน ๆ

ผักปั๋งเป็นพืชเขต ร้อนแถบทวีปเอเซีย และแอฟริกา ผักปั๋งในเมืองไทยมีอยู่ 2 พันธุ์ คือ ผักปั๋งขาวกับผักปั๋งแดง ชาวเหนือและชาวอีสานนิยมปลูกในบริเวณบ้าน ตามริมรั้วนับเป็นพรรณไม้ที่ปลูกง่าย ชอบดินชื้นแฉะ ขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ด และการปักชำกิ่งแก่ มักเจริญเติบโตได้ดีในฤดูฝน
• แก้อาการปัสสาวะ ขัด ใช้ใบสด 60 กรัม ต้มกับน้ำดื่มแบบชาต่อหนึ่งครั้ง 
• แก้อาการท้องผูก นำใบสด หรือยอดอ่อน มาต้มกินเป็นอาหาร 
• รักษาไส้ติ่ง อักเสบ ใช้ต้มสด 60-120 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม 
• แก้ฝี หรือแผลสด ใช้ใบสดดำพอกตรงบริเวณที่เป็น หรือขยี้ทาก็ได้ 
• แก้อาการอึดอัด แน่นท้อง ใช้ต้นสด 60 กรัม เคี่ยวกับน้ำให้ข้นแล้วดื่ม 
• รักษาฝีเนื้อร้าย นำใบสดมาตำแล้วพอกบริเวณนั้น เปลี่ยนวันละ 1-2 ครั้ง 

ชาวเหนือเชื่อว่า ผู้ที่มีคาถาอาคมจะไม่รับประทานผักปั๋ง เนื่องจากเชื่อว่าทำให้คาถาอาคมเสื่อม เพราะว่าเป็นผักที่นำไปช่วยให้สตรีคลอดบุตรง่ายขึ้น ใช้ทำแกงได้โดยโขลกพริกและใส่มะขามหรือมะนาวด้วย หรือจะเจียวผักปั๋งไม่ใส่พริก แต่ใช้พริกสดปิ้งไฟใส่ไปในหม้อแกงด้วย เชื่อว่าให้แม่มานกินแกงผักปั๋งทุกวันเดือนดับเดือนเต็ม จะทำให้คลอดลูกง่ายทำให้ลื่นไหลเหมือนกับผักปั๋งหรือในกรณี “ บ่วงเครือผักปั๋ง “ โดยใช้เครือผักปั๋งมาพันเกี้ยวกัน ทำให้เป็นบ่วงขนาดที่หญิงแม่มานลอดได้เอาบ่วงผักปั๋งนี้แช่น้ำอาบในวันเดือน ดับเดือนเต็ม หลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้วให้นำบ่งผักปั๋งนั้นสวมหัวลงให้ผ่านจนถึงเท้าจะทำ ให้คลอดง่ายไม่มีติดขัด การที่ให้ทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะต้องการให้กำลังใจแก่หญิงแม่มาน ทำให้จิตใจสบายไม่กังวลกลัวเจ็บในเวลาที่จะคลอดบุตร นอกจากนี้ ชาวเหนือยังใช้ผักปั๋งในพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อป้องกันผีตายโหง และอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายแล้ว

หมอเมืองล้านนาใช้ส่วนต่างๆ ของผักปั๋งเป็นยา ดังนี้
1. ต้น : รสหวานเอียน เป็นยาแก้พิษฝีดาษ แก้อักเสบบวม แก้ท้องผูก ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ระบายแก้อาการอึดอัดแน่นท้อง
2. ใบ : นำมาตำใช้พอกแผลสด และแก้ฝีเนื้อร้ายแก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน ขับปัสสาวะ แก้ท้องผูก ระบายท้อง แก้บิด
นอกจากนี้ แม่ช่าง (หมอตำแย) ทางภาคเหนือ มักนำใบสด ตำให้ละเอียด คั้นน้ำเมือก เอาน้ำเมือกมาทาบริเวณช่องคลอด เพื่อช่วยให้หญิงมีครรภ์คลอดบุตรง่ายขึ้น รวมทั้งแนะนำให้หญิงมีครรภ์รับประทานผักปั๋งอีกด้วย
หมอเมืองบางท่านใช้ใบ ผักปั๋ง ตำกับข้าวสารจ้าว พอกแก้โรคมะเฮ็งไข่ปลา(เริม)ได้ด้วย
3. ดอก : แก้หัวนมแตกเจ็บ ดับพิษ และพิษฝีดาษ แก้โรคเรื้อน โดยการคั้นน้ำจากดอกสด ๆ นำมาทาตรงบริเวณที่เป็น
4. ราก : ใช้เป็นยาถู หรือนวดให้ร้อน ช่วยทำให้บริเวณนั้นมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ส่วนน้ำที่คั้นจากรากนั้นเป็นยาหล่อลื่นได้อย่างดี และช่วยขับปัสสาวะ
5. ก้าน : มีสรรพคุณแก้พิษฝี แก้ขัดเบา แก้พรรดึก ลดไข้
6. ผล : ใช้ผลต้มรับประทานแก้ฝี และใช้ใบกับผลขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย มีลักษณะเป็นแผลไหม้เมื่อทาแล้วจะช่วยบรรเทาอาการ และทำให้รู้สึกเย็นขึ้น

ประโยชน์ ทางอาหาร
- ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนของผักปั๋งรับประทานเป็นผักได้ ออกมาในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาวโดยนำไปต้ม ลวก หรือนึ่งให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก
- ชาวเหนือนิยมรับ ประทานกับน้ำพริกดำ น้ำพริกอ่อง น้ำพริกต๋าแดง
ชาวเหนือนิยมใช้แกง กับถั่วเน่า จอผักปั๋งใส่มะนาว ดอกนำมาจอกับแหนม ใส่เก๋งแค แก๋งเลียง นอกจากนั้นยังนำยอดอ่อน และดอกอ่อนของผักปั๋งมาแก๋งจิ๊นส้ม แก๋งผักปั๋ง ผัดกับแหนม หรือใส่แก๋งอ่อมหอยได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ผลสุกของผักปั๋งแดงที่มีสีม่วงแดงประกอบด้วยสารแอนโทไซยานิ (anthocyaninx) สีจากผลมักใช้แต่งสีอาหารคาวหวาน โดยนำมาตำให้ละเอียดเติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำจะได้สีม่วงแดงตามต้องการ แล้วจึงนำไปเป็นสีผสมอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น ขนมบัวลอย ขนมเปียกปูน ขนมสลิ่ม ขนมน้ำดอกไม้ เป็นต้น

- ผักปั๋ง 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 21 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยโปรตีน 2.0 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัม กาก 0.8 กรัม แคลเซียม 4 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามิน A 9316 IU. วิตามิน B1 0.07 มิลลิกรัม วิตามิน B2 0.20 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.1 มิลลิกรัม วิตามิน C 26 มิลลิกรัม

แกงผักปลัง
เครื่องปรุง
- ยอดผักปลัง 1 กำ
- เนื้อปลาย่าง 1 ถ้วยตวง
- พริกชี้ฟ้า 3 เม็ด
- หอมแดง 4-5 หัว
- กระเทียม 4-5 กลีบ
- กะปิ 1 ช้อนชา
- น้ำปลา มะนาว
วิธีทำ
โขลกเครื่องแกงทุกอย่างเข้าด้วยกันจนละเอียด เอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟ พอน้ำเดือดละลายเครื่องแกงใส่ลงไป เอาเนื้อปลาย่างใส่ลงไปต้มจนเดือดและเนื้อปลานิ่มดีแล้ว เด็ดยอดผักปลังใส่ลงไป พอสุกก็ยกลง ปรุงรสด้วยน้ำปลา บีบมะนาวลงไปนิดหน่อยพอให้รสชาติเข้มขึ้น

หมายเหตุ
เมนูนี้แคลอรีต่ำและแทบจะไม่มีไขมันเลย เหมาะสำหรับใช้ควบคุมน้ำหนัก และเหมาะสำหรับคนที่มีไขมันในเลือดสูง และต้องการลดไขมันในเลือดลงโดยใช้อาหาร

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-16 21:53:38 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 11 (3395502)

 ***ขนุน***

ขนุนนั้นเป็นต้นไม้ที่คนไทยเรารู้จักดี เพราะขนุนนั้นสามารถนำมาทำประโยชน์ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ใช้เป็นยา ใช้รับประทานก็แสนอร่อย และอื่น ๆ อีกมากมาย และยังเป็นต้นไม้มงคลตามความเชื่ออีกว่า ถ้าปลูกต้นขนุนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ (หรดี) ในบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ นอกจากนี้ชาวเหนือใช้ใบขนุนร่วมกับใบพุทรา ใบพิกุล นำมาซ้อนกันแล้วนำไปไว้ใน ยุ้งข้าวตอนเอาข้าวขึ้นยุ้งใหม่ๆ เชื่อกันว่าจะทำให้หนุนนำและส่งผลให้มีข้าวกินตลอดปีและตลอดไป

ประโยชน์จากขนุน

-ใบ รสฝาดมันรักษาหนองเรื้อรัง และใบสดนำมาตำให้ละเอียดอุ่นพอกแผล
-ราก รสหวานอมขม แก้ท้องร่วง แก้ไข้ แก้ธาตุน้ำกำเริบ โลหิตพิการ ฝาดสมานบำรุงกำลัง และบำรุงโลหิต
-แก่นและราก รสหวานอมขม บำรุงโลหิต แก้กามโรค ขับพยาธิ ระงับประสาท และแก้โรคลมชัก
-ยาง รสจืด ฝาดเฝื่อน แก้อักเสบบวม แผลมีหนองเรื้อรัง แก้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ขับพยาธิ และขับน้ำนม
-เนื้อ หุ้มเมล็ด รสหวานมันหอม บำรุงกำลัง และชูหัวใจให้ชุ่มชื่น
-เนื้อใน เมล็ด รสหวานมัน บำรุงน้ำนม ขับน้ำนม และบำรุงกำลัง
-ขนุนอ่อน มีใยในอาหารสูงมาก ซึ่งจะช่วยความสะอาดลำไส้ และยังช่วยในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ด้วย

นอกจากนี้ขนุนยังนำมาแปรรูปเป็นอาหารต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ขนุนแผ่น ขนุนกวน ขนุนเชื่อม หรือแม้แต่ข้าวเหนียวขนุน และอื่น ๆ อีกมากมาย
นี่แหล่ะถือเป็นวิถีชีวิตของชาวไทยที่รู้จักการ พอเพียง ที่นำผลไม้ที่ปลูกในบ้านมารับประทาน และรู้จักการใช้ประโยชน์จากสิ่งของอย่างคุ้มค่า

*แกงขนุนอ่อน*

ส่วนผสม

ขนุนอ่อน 1 ลูก (500 กรัม)
มะเขือเทศลูกเล็ก (มะเขือส้ม) 1 ถ้วย (100 กรัม)
ชะอมเด็ดสั้น 1 ถ้วย (100 กรัม)
ใบชะพลู 9 ใบ (8 กรัม)
ซี่โครงหมูสับ 200 กรัม
เนื้อหมูหั่นบาง 100 กรัม
น้ำ 4 ถ้วย (400 กรัม)

เครื่องแกง

พริกแห้งแช่น้ำ 5 เม็ด (10 กรัม)
ปลาร้าต้ม 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ข่า 4 แว่น (10 กรัม)
หอมแดง 5 หัว (25 กรัม)
กระเทียม 3 หัว (30 กรัม)
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

* โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด*

วิธีทำ
1. ทุบขนุนให้นุ่ม ปอกเปลือกผ่าเอาไส้ออก หั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำ แช่น้ำผสมน้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก เพื่อไม่ให้ขนุนดำ
2. ล้างใบชะพลู หั่นหลาบใบละ 3 ชิ้น
3. เอาน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟพอเดือดใส่ซี่โครงหมูเนื้อหมู
4. ละลายเครื่องแกงลงในหม้อ พอเดือดอีกครั้งใส่ขนุนตั้งเคี่ยวให้ขนุนสุก
5. ใส่มะเขือส้มขิมรสถ้าอ่อนเค็มเติมเกลือ ใบชะพลู ชะอม คนให้ทั่ว

สรรพคุณทางยา
1. ขนุนอ่อน รสฝาด มีฤทธิ์ฝาดสมาน แก้อาการท้องเสีย
2. มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้ แต่งสีและกลิ่นอาหารช่วยระบาย บำรุงผิว
3. ชะอม รากชะอมมีสรรพคุณแก้ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้อาการปวดเสียวในท้องได้ดี ยอดชะอมใบอ่อนมีรสจืด กลิ่นฉัน(กลิ่นหมอสุขุม) ช่วยลดความร้อนของร่างกาย
4. ใบชะพลู รสเผ็ดเล็กน้อย แก้ธาตุพิการ ขับลม
5. พริกแห้ง รสเผ็ด ขับลม ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร
6. ข่า รสเผ็ดปร่า และร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิต ร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้
7. กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
8. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด


ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-16 21:56:43 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 12 (3395776)

 อาหารเป็นยา  แกงเลียงผักรวมกุ้ง

เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  ร่างกายถูกระทบมากจากความร้อน,ความอบอ้าวร้อนชื้น,ความหาวแห้งแล้งปรับตัวไม่ทัน คิดได้พอดีมีเมนูอาหารที่มีประโยชน์มาก เป็นสูตรโบราณค่ะ มาวิเคราะห์ร่วมกันนะ

กุ้งประโยชน์จากกุ้ง แม้ว่าหลายคนจะคิดว่ากุ้งมี โคเลสเตอรอลสูง แต่จริงๆแล้ว โคเลสเตอรอลที่พบในกุ้งนั้นเป็นโคเรสเตอรอลชนิดที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย และกุ้งยังอุดมไปด้วย แร่ธาตุ โปรตีน และ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และแคลเซียมที่อยู่ในเปลือกกุ้งยังสามารถช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงอีกด้วย
 
พริกสรรพคุณของพริกขี้หนู
- ผล ใช้ปรุงรสอาหารช่วยเจริญอาหารและรักษาอาการอาเจียน รักษาโรคหิด กลาก รักษาโรคบิด โดยการใช้พริกสด 1 เม็ด หรือมากกว่านั้นใช้กิน และอาการปวดบวมเนื่องจากความเย็นจัดโดยใช้ผงพริกแห้งทำเป็นขี้ผึ้งหรือสารละลายแอลกอฮอล์ใช้ทา
- พรรณไม้นี้เป็นพรรณไม้สวนครัวที่ขาดกันไม่ได้เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นง่ายแต่บำรุงรักษายาก เพราะใบอ่อนของพริกอร่อยทำให้แมลงต่าง ๆ ชอบกิน ผลแรกผลิใช้ผสมกับผักแกงเลียงช่วยชูรส ส่วนผลกลางแก่ใช้ใส่แกงคั่วส้มจะได้อาหารที่มีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ เพราะมีวิตามีซีและไส้พริกจะมีสารแคบไซซินที่ให้ความเผ็ดและมีกลิ่นฉุนเผ็ดร้อนเป็นเครื่องปรุงอาหารช่วยชูรส ใส่น้ำพริก ยำ ทำเป็นน้ำปลาดองและยังเป็นยาช่วยกระตุ้นทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ หรือใช้ภายนอกเป็นยาทาถูนวดลดอาการไขข้ออักเสบ
ประโยนช์ของพริกขี้หนูทางคลีนิค
1. รักษาอาการบวม ฟกช้ำ ให้ใช้พริกขี้หนูที่แก่จัดเป็นสีแดงแล้วตากแห้งนำมาบดเป็นผงให้ละเอียด แล้วเทลงในวาสลินที่เคี่ยวจนเหลวกวนให้เข้ากันแล้วนำไปเคี่ยวอีกจนได้กลิ่นพริก ใช้สำหรับทาถูรักษาอาการเคล็ด ถูกชนฟกช้ำดำเขียว และอาการปวดตามข้อ ให้ทาตรงบริเวณที่เป็นวันละครั้งหรือสองวันต่อครั้ง
2. รักษาอาการปวดตามเอวและน่อง ให้ใช้ผงพริกขี้หนูและวาสลินหรือผลพริก วาสลิน และแป้งหมี เติมเหล้าเหลืองจำนวนพอประมาณแล้วคนให้เป็นครีมก่อนที่จะใช้ให้ทาลงบนกระดาษแก้วปิดบริเวณที่ปวด ใช้พลาสเตอร์ปิดโดยรอบจะมีอาการทำให้เหงื่อออก การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้นและรู้สึกหายปวดจากการตรวจสอบพบว่า ตามบริเวณที่พอกยาจะมีความรู้สึกร้อนและการไหลเวียนของโลหิตเพิ่มขึ้น
 
กระชายสรรพคุณ :
เหง้าใต้ดิน - มีรสเผ็ดร้อนขม แก้ปวดท้อง มวนในท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด แก้กามตายด้าน เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร
เหง้าและราก - แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใช้เป็นยาภายนอกรักษาขี้กลาก
ใบ - บำรุงธาตุ แก้โรคในปาก คอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่างๆ
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ :
แก้ท้องร่วงท้องเดิน
ใช้เหง้าสด 1-2 เหง้า ตำหรือฝนเหง้าที่ปิ้งไฟแล้วกับน้ำปูนใส หรือคั้นให้ข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง
แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดมวนในท้อง ใช้เหง้าและราก ประมาณครึ่งกำมือ (สดหนัก 5-10 กรัม, แห้ง 3-5 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม หรือใช้ปรุงเป็นอาหารรับประทาน
แก้บิด ใช้เหง้าสด 2 เหง้า บดให้ละเอียด เติมน้ำปูนใส คั้นเอาแต่น้ำดื่ม
เป็นยาบำรุงหัวใจ ใช้เหง้าและรากกระชายปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นตากแห้ง บดเป็นผง ใช้ผงแห้ง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ½ ถ้วยชา รับประทานครั้งเดียว
ยารักษาริดสีดวงทวาร ใช้เหง้าสด 60 กรัม ประมาณ 6-8 เหง้า ผสมกับเนื้อมะขามเปียก 60 กรัม เกลือแกง 3 ช้อนแกง ตำแล้วต้มกับน้ำ 6 แก้ว เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว รับประทานครั้งละ ½ แก้ว ก่อนนอน รับประทานติดต่อกัน 1 เดือน ริดสีดวงทวารควรจะหาย
 
หอมแดง สรรพคุณทางยา : หัวหอม มีรสฉุน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่าง ๆ ขับพยาธิ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เมล็ด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้กินเนื้อสัตว์เป็นพิษ ร่างกายซุบผอม (ใช้เมล็ดแห้ง 5-10 กรัมต้มน้ำดื่ม) ตำรายาไทยใช้หัวหอมแดง ผสมรวมกับเหง้าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก และกินเป็นยาขับลม หอมแดงมีสารเคอร์ซิติน และสารฟลาโวนอยด์ (quercetin และ flavonoid glycosides) อาจป้องกันโรคมะเร็งได้
นอกจากนี้ หอมแดงยังมีคุณสมบัติ เป็นยารักษาโรค ใช้ลดไข้และรักษาแผลได้ โดยเอาหัวหอมแดงมาซอยเป็นแว่นๆ ผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเกลือ ต้มให้เดือด แล้วนำมาพอกแผล นอกจากนั้นหอมแดง ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งเส้นเลือดอุดตัน ด้วยการบริโภคสด หรือประกอบอาหาร หรือบริโภคชนิดผง
ข้อควรระวัง : ถ้ากินหัวหอมจำนวนมากมายเป็นประจำ อาจทำให้หลงลืมง่าย ผมหงอก มีกลิ่นตัว ฟันเสีย ตาฝ้ามัว และประสาทเสียได้
 
ใบแมงลัก สรรพคุณของใบแมงลัก
- ขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
- ขับเหงื่อ เมื่อมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวไม่ค่อยสบาย นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
- บรรเทาอาการหวัด อาการคัดจมูก น้ำูกไหล หลอดลมอักเสบ ใช้ใบแมงลัก 1 กำมือล้างสะอาดโขลกคั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไลบรรเทาอาการดังกล่าว สำหรับกรณีของหลอดลมอักเสบให้คั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไล 3 เวลาเช้า-กลางวัน-เย็น
- บรรเทาอาการผื่นคัน พิษจากพืช พิษสัตว์กัดต่อยหรืออาการคันจากเชื้อรา ใช้ใบแมงลักสดโขลกพอกบริเวณที่มีอาการและเปลี่ยนยาบ่อย ๆ
- แก้ท้องร่วงท้องเสีย ใบแมงลักสัก 2 กำมือ ล้างสะอาด โขลกบีบคั้นน้ำดื่ม แก้ท้องร่วงได้
- เพิ่มน้ำนมแม่ ให้แม่ที่ให้นมลูกกินแกงเลียงหัวปลี ใส่ใบแมงลักและให้ลูกดูดหัวน้ำนมบ่อย ๆ เพิ่มการสร้างน้ำนมแม่
- บำรุงสายตา ใบแมงลักมีวิตามินเอสูง การกินใบแมงลักเป็นประจำช่วยบำรุงสายตา
- บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง ใบแมงลักอุดมด้วยธาตุเหล็กช่วยบำรุงโลหิต
- เสริมสร้างกระดูก ใบแมงลักมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก
- เป็นยาระบาย ใช้เมล็ดแก่ของแมงลักสัก 1 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ปล่อยให้พองตัวดีแล้วเติมน้ำตาลเล็กน้อยดื่มแก้ท้องผูก แนะนำให้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์และแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองที่ไม่ต้องการภาวะท้องผูกเพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบธรรมชาติ
- ใช้ลดความอ้วน เปลือกผล (ที่เรียกเมล็ดแมงลัก) มีสารเมือกซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้ 45 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินอาหารที่มีกาก ใช้ผลแมงลัก 1-2 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมงดื่มน้ำตามช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ลดปริมาณพลังงานอาหารช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวจำนวนครั้งในการขับถ่ายและปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นลดอาการท้องผูกด้วย
พริกไทยสรรพคุณ :ใบ  -   แก้ลมจุกเสียดแน่น ท้องอืดเฟ้อผล - ผลที่ยังไม่สุกนำมาเป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นอาหารเมล็ด - ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ  อาหารไม่ย่อยดอก -  แก้ตาแดง ถนอมอาหารหลายชนิด เช่น มะม่วงดอง
วิธีและปริมาณที่ใช้ :  ใช้เมล็ด 0.5-1 กรัม ประมาณ 15-20 เมล็ด บดเป็นผง ชงรับประทาน 1 ครั้ง
 
ข้าวโพดอ่อนสรรพคุณ / ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน
ข้าวโพดอ่อนจะประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน วิตามินซี แคลเซียม เส้นใยอาหาร ฟอสฟอรัส เป็นสารประกอบกับแคลเซียมในการสร้างกระดูกและฟันช่วยให้การหลั่งน้ำนมเป็นไปตามปกติ ช่วยสร้างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อรวมกับธาตุอื่นรักษาสมดุลความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย ถ้ากินข้าวโพดอ่อนเป็นประจำจะช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการบวมน้ำ รักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง และจมูกอักเสบเรื้อรัง ช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้เจริญอาหาร กระตุ้นให้กระเพาะและลำไส้ทำงานได้ดีอีกด้วย
 
เห็ดฟาง ช่วยลดความดัน  เห็ดฟาง มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงตับ แก้ช้ำใน ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงได้ดีมากและสามารถลดความร้อนในร่างกายได้ดี เป็นยา รสจืดและเย็น ทำให้เส้นเอ็นกล้ามเนื้อของคนเราสมบูรณ์ แก้อาการเบื่ออาหาร บำบัดอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง อ่อนแอและขี้โรค สามารถระงับเซลล์ของเนื้องอกและมะเร็ง นอกจากนี้เห็ดฟางยังมีคุณสมบัติทำให้เม็ดเลือดขาวเกิดความสมดุล ทางแพทย์แผนโบราณยังจัดให้เป็นเภสัชวัตถุที่มีรสหวานเย็น ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง บำรุงตับ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน และที่สำคัญช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือดได้ เห็ดฟางมีสาร vovatoxin ช่วยป้องกันการเติบโตของไวรัส ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจได้
ประโยชน์ของเห็ดฟาง
ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด เชื่อว่าหากรับประทานประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ แต่ก็ไม่ควรรับประทานสด ๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันต่างๆ 
 
บวบ สรรพคุณ / ประโยชน์ของบวบ
คุณค่าอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัมประกอบด้วย พลังงาน 18 กิโลแคลอรี น้ำ 95.4 กรัม โปรตีน 0.7 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.3 กรัม แคลเซียม 5 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม วิตามินเอ 5 ไมโครกรัม และวิตามินซี 15 มิลลิกรัม ใบบวบเหลี่ยมใช้ต้มดื่ม ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ขับเสมหะ ถอนพิษไข้ แก้ริดสีดวงทวาร ถอนพิษแมลงกัดต่อย แก้คัน ผลบวบบำรุงร่างกาย ลดไข้ แก้ร้อนใน ระบายท้อง ขับเสมหะทำให้ชุ่มคอ รากใช้ต้มดื่มแก้อาการบวมน้ำ ระบายท้อง
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา
- เมล็ด ที่มีรสขมจะมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายและมีฤทธิ์ทำให้อาเจียน ท้องเสีย และทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรงเนื่องจากมีสาร elaterin ที่ทำให้ถ่าย
- ราก ก็มีฤทธิ์ทำให้ถ่ายได้เช่นกัน สำหรับสารพวกซาโปนิน (saponins)
- ใยผลของบวบเหลี่ยม สามารถใช้สระผมเพื่อรักษารังแคได้ 
- เมล็ดบวบเหลี่ยมชนิดขมที่แกะเปลือกออกแล้ว ใช้กินเป็นยาหล่อลื่นลำไส้หรือใช้รักษาโรคบิดแทน ipecacuanha ได้ดี และยังขับเสมหะ แต่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ส่วนน้ำมันที่บีบได้จากเมล็ดใช้ทารักษาโรคผิวหนัง 
 
ฟักทอง สรรพคุณทางยาของฟักทอง
- เมล็ดสามารถขับพยาธิตัวตืด ขับปัสสาวะ และบำรุงร่างกายได้ดี
- ราก บำรุงร่างกาย แก้ไอ ถ่อนพิษของฝิ่นได้
- น้ำมันจากเมล็ดบำรุงประสาทได้ดี
- เยื่อกลางผลสามารถนำมาพอกแก้อาการฟกช้ำ ปวด อักเสบ
ประโยชน์ของฟักทองทางโภชนาการ
- เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูงมาก มีฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง สารสีเหลืองและโปรตีน
- ใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ
- ดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย
- เมล็ด มีน้ำมัน แป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน
เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยประโยชน์ของเมล็ดฟักทอง ในเมล็ดฟักทองมีสารชื่อ คิวเคอร์บิติน (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี วิธีใช้ให้เตรียมเมล็ดฟักทองประมาณ 60 กรัม ทุบให้แตกละเอียดนำมาผสมกับน้ำตาล นม และน้ำเติมลงไปจนได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร แบ่งรับประทาน 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมงจะฆ่าพยาธิตัวตืดได้ หลังจากนั้นให้ยาแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ควรรับประทานยาระบายน้ำมันละหุ่ง 2 ช้อนโต๊ะช่วยในการขับถ่าย
 
แตงโมอ่อน คุณค่าทางอาหารของแตงโมอ่อน
แตงโมอ่อน 100 กรัม ให้พลังงาน 11 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 0.4 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.2 กรัม แคลเซียม 2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม เหล็ก 0.4 มิลลิกรัม  วิตามินบี1 0.03 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.03 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.3 มิลลิกรัม วิตามินซี 28 มิลลิกรัม
ประโยชน์ของแตงโมอ่อน
ผลอ่อนนิยมนำมา ต้มจืด  ต้มจิ้มน้ำพริก  แกงส้ม  แกงเลียง  อุดมไปด้วยวิตามินซีและฟอสฟอรัสเหมาะเป็นอาหารลดความอ้วน  เพราะให้พลังงานต่ำสารอาหารที่ค่อนข้างน้อยคือข้อด้อยของแตงโม แต่รสเย็นของแตงโมก็ช่วยได้ในเรื่องระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารแถมผลไม้ในใจของหลายคนนี้ยังมีคุณค่าทางสมุนไพร อาทิ รากมีน้ำยางใช้กินแก้อาหารตกเลือดหลังการแท้ง ใบใช้ชงเป็นยาลดไข้ ผลที่แสนอร่อยนั้นมีคุณสมบัตเป็นยาเย็น ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย แก้เบาหวาน และดีซ่าน เมล็ดมีโปรตีนสูง ช่วยบำรุงร่างกาย ปอด สมอง มิน่าเล่าเวลามีเม็ดกวยจี๊อยู่ตรงหน้าเราจึงมีสมาธิดีเลิศกินเสร็จก็ปลอดโปร่งบอกไม่ถูก
สรรพคุณของแตงโมอ่อน
แตงโมใช้เป็นสมุนไพรได้ทั้งเนื้อและเมล็ดในเนื้อมีสาร Citrulline ถอนพิษสุราและแก้กระหายน้ำรวมทั้งแก้ร้อนในส่วนเมล็ดเป็นยาเย็นและขับปัสสาวะ นอกจากนี้ยังเชื่อว่า การกินแตงโมช่วยบำรุงกำลังและเจริญปัญญาอีกด้วยเปลือก นำไปต้มกับน้ำตาลทรายดื่มแก้อาการเจ็บคอนำไปย่างไฟแล้วบดเป็นผงทาแผลในปาก เมล็ด เป็นยาเย็นใช้ขับปัสสาวะ บำรุงร่างกาย และเป็นยาระบายอ่อน
 
ถั่วฝักยาว  ประโยชน์ของถั่วฝักยาว
- ใบ ใช้สด 60-100 กรัม ต้มกับน้ำเป็นยารักษาโรคหนองในและปัสสาวะเป็นหนอง
- เปลือกฝัก ใช้สด 100-150 กรัม ต้มกิน ใช้ภายนอกโดยการพอกตำ จะเป็นยารักษาอาการปวดบวม ปวดตามเอว และแผลที่เต้านม
- เมล็ด ใช้แห้งหรือสดต้มกินกับน้ำหรือคั้นสดจะมีรสชุ่มชื่นเป็นยาบำรุงม้ามและไต แก้กระหายน้ำ อาเจียน ปัสสาวะกระปริบปรอย และตกขาว
- ราก ใช้สดต้มกับน้ำหรือตุ๋นกินเนื้อใช้รักษาภายนอกโดยการพอกหรือนำมาเผาแล้วบดให้เป็นผงละเอียดผสมกับน้ำทาใช้เป็นยารักษาโรคหนองในที่มีหนองไหล บำรุงม้าม ส่วนการใช้ภายนอกนั้น ใช้รักษาฝีเนื้อร้ายและช่วยให้เนื้อเจริญเร็วขึ้น
สรรพของถั่วฝักยาว
- ใบ ใช้สดประมาณ 60-100 กรัม ใช้ต้มน้ำกิน เป็นยารักษาโรคหนองในและปัสสาวะเป็นหนอง
- เปลือกฝัก ใช้สดประมาณ 100-150 กรัม นำมาต้มกินใช้รักษาภายนอก โดยการตำพอกและเป็นยาระงับอาการปวดบวม ปวดตามเอว และแผลที่เต้านม
- เมล็ด ใช้แห้งหรือใช้สดประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มน้ำกินหรือกินสดจะมีรสชุ่มเป็นยาบำรุงม้ามและไต กระหายน้ำ อาเจียน ปัสสาวะกะปริบกะปรอยและตกขาว
- ราก ใช้สดประมาณ 60-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำหรือตุ๋นกับเนื้อกินใช้รักษาภายนอกโดยการตำพอกหรือจะนำมาเผาให้เป็นเถ้า แล้วบดให้เป็นผงละเอียดผสมทาหรือใช้กินเป็นยารักษาโรคหนองในที่มีหนองไหลบำรุงม้าม รักษาบิด บำรุงม้าม ส่วนการใช้รักษาภายนอกโดยการตำพอกนั้นใช้รักษาฝีเนื้อร้ายและช่วยให้เนื้อเจริญเร็วขึ้น
เคล็ดลับ
1. ใช้ฝักสดเคี้ยวกิน หรือตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำกิน ใช้รักษาอาการท้องอืดและแน่นเพราะกินมากเกินไป เรอเปรี้ยว
2. ใช้รากสดนำมาผสมกับรากเถาตดหมาตดหมู นำมาตุ๋นกับเนื้อวัวกินสำหรับเด็กที่เบื่ออาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารทำงานไม่ดี
3. ใช้เมล็ด และผักบุ้งนำมาตุ๋นกับเนื้อไก่กินรักษาอาการตกขาวของสตรี
4. ใช้เมล็ดหรือฝักสดนำมาต้มน้ำผสมกับเกลือใช้กินทุกวันเพื่อเป็นยาบำรุงไต
ข้อห้ามใช้ : สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกนั้น ไม่ควรจะนำเมล็ดมากิน
 
สูตรดั้งเดิมนั้นแกงเลียงจะไม่ใส่พริกขี้หนู  ใส่แต่เพียงพริกไทยป่นเท่านั้น  ความเผ็ดร้อนมาจากพริกไทยป่นเป็นหลัก  แม่หลิ่มแกงแบบที่บ้านทำนะคะ  มีการเพิ่มพริกขี้หนูไปเล็กน้อย  แต่ความเผ็ดส่วนใหญ่ยังคงมาจากพริกไทยป่นค่ะ
ในภาพผักในถาดที่เตรียมไว้ค่อนข้างเยอะและมีบางส่วนไม่ได้เอามาเข้าฉากด้วย  จะขอเขียนเป็นสูตรสำหรับประมาณ 2 ชามนะคะ
ส่วนผสม  สำหรับ 2 ชาม
เครื่องแกง
หัวหอมแดง 5-6 หัว
กระชาย 2 ก้าน
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ (ถ้าชอบเผ็ดมาก ๆ เพิ่มได้ แต่แค่นี้ก็เผ็ดพอควรแล้วค่ะ แล้วแต่พริกไทยป่นเก่าหรือใหม่ด้วยค่ะ)
พริกขี้หนูสวน 5-6 เม็ด
กุ้งแห้งป่น 1/2 ถ้วย
น้ำสำหรับใส่เครื่องแกง 3-31/2 ถ้วยตวง (ถ้าชอบน้ำแกงแบบข้น ๆ ใส่น้ำ 3 ถ้วย ถ้าชอบน้ำแกงใส ๆ หน่อย ใส่น้ำ 3 1/2 ถ้วย แต่ก็ไม่ได้ใสแบบตามร้านบางร้านนะคะ อร่อย รับรอง)
ผักต่าง ๆ  สำหรับ 2 ชาม
ฟักทองหั่นพอคำ 20 ชิ้น
บวบลูกขนาดกลาง 1 ลูก
ถั่วฝักยาว 4 เส้น
ข้าวโพดอ่อน 3 ฝักใหญ่
เห็ดฟาง 6 ดอก
แตงโมอ่อน 1 1/2-2 ลูก
ใบแมงลัก 1 1/2 ถ้วย
กุ้งสด มากน้อยตามชอบ
วิธีทำ
กุ้งสด  ล้างน้ำ  ปอกเปลือก  ผ่าหลังเอาเส้นดำออก  แช่ตู้เย็นไว้ก่อน
เตรียมผักที่จะใช้แกงทุกชนิดให้พร้อม  เช่น
-  ฟักทอง  ปอกเปลือกนอกเอาสีเขียวออกไปบ้าง  แต่ไม่ต้องเกลี้ยง  ล้างน้ำแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำแต่ควรให้ชิ้นเท่า ๆ กัน  เวลาสุกจะได้สุกพร้อม ๆ กันค่ะ  ไม่ใช่ชิ้นใหญ่บ้างเล็กบ้างแบบแตกต่างกันมากเกินไป  เวลาแกงจะทำให้บางชิ้นเละแล้วแต่บางชิ้นยังไม่สุก
-  แตงโมอ่อน  ปอกเปลือกออก  ผ่า 4 ส่วนตามความยาวลูก  แต่ละส่วนหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ  ล้างแล้วสงให้สะเด็ดน้ำ
-  ข้าวโพดอ่อน  ปอกเปลือกตรงโคนออกให้เกลี้ยง  ดึงฝอยข้าวโพดออกให้หมด  ล้างน้ำ  หั่นเป็นท่อนสั้น
-  บวบ  ใช้มีดปอกผลไม้ปอกเปลือกเอาส่วนเขียวออกบ้างแต่ติดไว้นิดหน่อย  สวยงามและคงวิตามิน  ล้างน้ำ  หั่นเป็นชิ้นพอคำ
-  ถั่วฝักยาว  ล้างน้ำ  ตัดหัวตัดท้ายทิ้ง  หั่นท่อนสั้นขนาด 1 นิ้ว
-  เห็ดฟาง  ใช้มีดเกลาโคนและเศษดินออก  ล้างน้ำ  ผ่า 4 ส่วนตามยาว  ดูตามความเหมาะสมของดอกเห็ด
-  ใบแมงลัก  ล้างน้ำทั้งกิ่ง  เขย่าให้สะเด็ดน้ำ  เด็ดเป็นใบ ๆ
เวลาเตรียมผักเลือกผักที่จะใส่พร้อมกันไว้ติด ๆ กัน  ผักเนื้อแน่น  ผักเนื้อแข็งสุกยาก  เช่น  ฟักทอง  แตงโมอ่อน  ผักเนื้อเบารองลงมาและสุกรองลงมา  เช่น  ข้าวโพดอ่อน  บวบ  ผักสุกง่ายเช่น  เห็ดฟาง  ถั่วฝักยาว  ผักใบใส่ทีหลังสุดคือใบแมงลัก
ปอกเปลือกหัวหอมแดง  ล้างน้ำ  หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
พริกขี้หนู  ล้างน้ำ  ปลิดขั้วทิ้ง
กระชาย  ขูดผิวออก  ล้างให้หมดดินโคลน  หั่นท่อนสั้น 1/2 เซนติเมตร
นำกุ้งแห้งใส่ครกแล้วโขลกให้ขึ้นฟู  ตักขึ้นพักไว้  ครกควรแห้ง  กุ้งแห้งจะได้ไม่ติดครก  หรือจะใช้เครื่องปั่นแบบแห้งตามสะดวกเลยค่ะ
ถ้าใช้พริกไทยเม็ดหลังจากตักกุ้งแห้งขึ้นแล้วให้โขลกพริกไทยก่อน  จึงใส่กระชาย  หัวหอมแดง  พริกขี้หนู  กะปิ  โขลกให้เข้ากัน  แล้วจึงเอากุ้งแห้งที่โขลกไว้มาผสม  โขลกให้เข้ากัน
ถ้าใช้เครื่องปั่นน้ำแบบแม่หลิ่มสะดวกมาก  ใส่เครื่องแกงทุกอย่างลงไป  เทน้ำสะอาดลงไป 1 ถ้วย  แล้วปั่นให้ละเอียดปนหยาบนิดหน่อยเป็นอันเสร็จ
ถ้าใช้ครกโขลก  ตักเครื่องแกงใส่หม้อ  เทน้ำลงไปล้างครก  แล้วเทน้ำล้างครกใส่หม้อ  ใช้น้ำสะอาดทั้งหมด 3-3 1/2 ถ้วยนะคะ
ถ้าใช้เครื่องปั่น  เทเครื่องแกงที่ปั่นใส่หม้อ  ใช้น้ำ 2-2 1/2 ถ้วยล้างเครื่องปั่นแล้วเทใส่หม้อ  เมื่อกี้เราใช้น้ำ 1 ถ้วยตอนปั่นเครื่องแกงแล้วนะคะ  รวมทั้งหมดก็ประมาณ 3-3 1/2 ถ้วยเช่นกัน
นำหม้อขึ้นตั้งไฟแรงให้เดือด  ชำเลืองตาไปดูระวังจะล้นหม้อ  เสียดายกุ้งแห้งป่นนะจ๊ะ
น้ำแกงเดือดแล้วลองชิมดูเค็มมากน้อยแค่ไหน  ใส่น้ำปลาหรือเกลือเพิ่มได้หากเค็มไม่พอ  เดี๋ยวผักบางอย่างจะออกน้ำอีกเวลาใส่ลงไปในน้ำแกง  น้ำแกงจะจืดลง  แต่ก็อย่ารีบหนักมือเติมรสชาติความเค็มลงไปมากเพราะเค็มแล้วแก้ยากค่ะ  หากเผ็ดร้อนพริกไทยป่นไม่ถึงใจใส่เพิ่มตอนนี้เลยค่ะ
รอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง  ใช้ไฟแรง  ใส่ฟักทอง  แตงโมอ่อน  จับเวลา 1 นาทีครึ่ง
ใส่บวบ  ข้าวโพดอ่อน  จับเวลา 1 นาที
ใส่ถั่วฝักยาว  เห็ดฟาง  จับเวลา 1 นาที
พอน้ำแกงเดือดแรงอีกครั้ง  ชิมดู  ขาดเค็มเพิ่มเกลือหรือน้ำปลาลงไป
ใส่ใบแมงลัก  ใช้ทัพพีกดให้ใบแมงลักจมน้ำแกงให้หมด  ปิดเตา  ใส่กุ้งสด  พักไว้ 1 นาที  คนพอทั่วก่อนตักใส่ชาม
ตักใส่ชามเสิร์ฟร้อน ๆ  เผ็ดจากพริกไทย  หวานจากผักต่าง ๆ ค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-18 08:57:41 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 13 (3395782)

 มองต่างมุมของอาหารทะเล

แง่มองประโยชน์ที่ได้รับประทานอาหารทะเล

ประโยชน์จากกุ้ง แม้ว่าหลายคนจะคิดว่ากุ้งมี โคเลสเตอรอลสูง แต่จริงๆแล้ว โคเลสเตอรอลที่พบในกุ้งนั้นเป็นโคเรสเตอรอลชนิดที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย และกุ้งยังอุดมไปด้วย แร่ธาตุ โปรตีน และ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และแคลเซียมที่อยู่ในเปลือกกุ้งยังสามารถช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงอีกด้วย

ประโยชน์จากเนื้อปลา ในเนื้อปลาจะอุดมไปด้วยโปรตีน และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยมีส่วนช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ทำให้ไม่อ่อนเพลียง่าย ไม่แก่ก่อนวัย ผิวพรรณสดใสมีน้ำมีนวลอยู่เสมอ และเนื้อปลายังย่อยง่ายไขมันน้อยจึงทำให้ไม่อ้วน นอกจากนี้ในปลาทะเลยังมีสาร ดีเอชเอ (DHA) สูง ซึ่งสารนี้มีความจำเป็นต่อการพัฒนาระบบของสมอง ทำให้การทำงานระบบของสมองดีอีกด้วย

ประโยชน์จากปลาหมึก ในปลาหมึกจะมีกรดไขมัน กลุ่มโอเมก้า 3 อยู่สูงมาก แม้ว่าปลาหมึกจะมีโคเลสเตอรอลสูง แต่โอเมก้า 3 ที่มีอยู่ในปลาหมึกนั้นจะไปช่วยต่อต้านไม่ให้ร่างกายมีโคเลสเตอรอลสูงขึ้นได้ และยังพบว่า คลอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในปลาหมึกนั้นจะช่วยให้ผิวหนังแต่งตึง ใบหน้าไม่เหี่ยวย่นอีกด้วย

ประโยชน์จากปูและหอย ในเนื้อปูและหอยจะมี free amino acid 10 กว่าชนิด ที่สำคัญ ได้แก่ กรดกลูตามิก, Glycine, Proline, Histidine, Arginine เป็นต้น นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วย วิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง บีสาม ซี และดี ที่สำคัญในหอยนางรมยังมีสารประกอบสำคัญที่เรียกว่า เทารีน (Taurine ) และมีแร่ธาตุสังกะสี อยู่มากซึ่งสารสองตัวนี้จะทำงานร่วมกัน และมีผลต่อการส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศได้อย่างดี

นอกจากนี้ในอาหารทะเลทุกชนิด จะมี สารไอโอดีนสูงช่วยให้ไม่เป็นโรคคอหอยพอก และยังมี โอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันอิ่มตัวอยู่สูง มีผลช่วยลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ ป้องกันการเลือดจับตัวเป็นก้อนซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว และยังช่วยพัฒนาสมองและพัฒนาระบบประสาท ก่อให้เกิดผลดีต่อการรักษาโรคความจำเสื่อมได้อีกด้วย อาหารทะเลมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ใครที่เป็นโรคแพ้อาหารทะเลน่าเสียดายแย่เลยนะ

แง่ที่มองเป็นโทษของอาหารทะเล
อาหารทะเลเป็นพิษนั้นเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ พิษโดยตัวของสัตว์น้ำชนิดนั้นเอง เช่น ปลาปักเป้า แมงดาทะเล หมึกบางชนิด และแมงกะพรุนไฟ อีกกรณีหนึ่งคือ พิษที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สัตว์น้ำอาศัยอยู่แล้วเกิดการปนเปื้อนสู่สัตว์น้ำต่าง ๆ เช่น แพลงก์ตอนที่มีพิษ จุลินทรีย์ก่อโรค สารเคมี และโลหะหนัก นอกจากนี้ยังอาจเกิดการปนเปื้อนได้จากวิธีการเพาะเลี้ยง รวมทั้งกระบวนการผลิตที่ไม่เหมาะสม 

สำหรับสัตว์ทะเลชนิดอื่นที่ไม่มีพิษจากตัวมันเองแต่อาจมีการปนเปื้อนสารเคมี เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ หรือปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น ปรอท แคดเมียม ซึ่งมีทั้งปนเปื้อนมาจากธรรมชาติและจากการเพาะเลี้ยง ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้เช่นกัน โดยทั่วไปยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานที่กรมประมงได้กำหนดไว้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะกินได้โดยไม่หวั่นว่าจะเกิดอันตรายใด ๆ เพราะเมื่อเรากินปลาที่ปนเปื้อนสารเคมีหรือโลหะหนักเข้าไป แม้จะไม่เป็นอันตรายในทันที แต่มันจะไปสะสมอยู่ในร่างกายของเรา และเมื่อเรากินปลาที่ปนเปื้อนสารเดิมเข้าไปอีกบ่อยครั้งเข้าก็มีการสะสมมากขึ้นจนเกิดพิษกับร่างกายได้ 

ไม่ควรกินบ่อยและไม่ควรกินมากเกินไป ไม่กินปลาแบบเดิมซ้ำ ๆ กันบ่อย ๆ และกินแต่พอประมาณ ให้ร่างกายเราได้มีโอกาสขับสารพิษออกไปบ้าง เท่านี้ก็ไม่น่าเป็นอันตรายแล้ว

นอกจากสัตว์น้ำมีพิษและสารพิษที่ปนเปื้อนต่าง ๆ แล้ว ยังอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคด้วยจำพวก อี.โคไล (E. coli), ซาลโมเนลลา (Salmonella),และ สแตฟไฟโลค็อคคัส ออรีอัส (Staphylococcus aureus) ซึ่งอาจปนเปื้อนมาจากแหล่งน้ำ ระหว่างการขนส่ง หรือขั้นตอนการผลิตก็เป็นได้ การทำให้สุกแล้วจริง ๆ เท่านั้นถึงจะปลอดภัยจากเชื้อเหล่านี้ได้ หากยังสุกไม่ได้ที่ก็ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์

คำแนะนำที่ควรเป็นรายๆไป

1.ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเลเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
แม้ว่าปลาหมึก กุ้ง และหอยบางชนิด รวมถึงไข่ปลาหมึก ไข่กุ้ง และไข่ปูจะมีคอเลสเตอรอลสูง แต่จัดเป็นอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ซึ่งคอเลสเตอรอลจากอาหารทะเลและเนื้อสัตว์อื่นๆ มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของคนทั่วไปเพียงเล็กน้อย ในขณะที่อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ ไขมันนม เนย และกะทิ รวมถึงไขมันทรานส์ ซึ่งพบมากในมาการีน เนยขาว ครีมเทียม และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เช่น เค้ก คุกกี้ หรือพาย เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ดังนั้นในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง มากกว่าการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง
อย่างไรก็ตามมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง และผู้ที่มีทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงพบว่า การกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง(ในการศึกษาให้ผู้เข้าร่วมศึกษากินไข่แดงวันละ 2 ฟอง) ไม่ทำให้ระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลในผู้มีคอเลสเตอรอลสูงเปลี่ยนแปลง แต่ระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลในผู้ที่มีทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงจะเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มของแอลดีแอลคอเลสเตอรอลทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจควรกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลน้อยกว่าวันละ 200 มิลลิกรัม 

2. ปลาที่มีไขมันสูงดีต่อสุขภาพ กรดไขมันโอเมกา 2 ที่พบในปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาอินทรี ปลาดาบ ปลากะพง หรือปลาแซลมอน มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ดังนั้นการกินปลาที่มีกรดไขมันโอเมกา 3 สูงจึงดีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงวิธีการปรุงด้วย เนื่องจากการทอดปลาจะทำให้กรดไขมันโอเมกา 3 จากปลาละลายลงสู่น้ำมันที่ใช้ทอด ในขณะเดียวกันน้ำมันที่ใช้ทอดจะซึมเข้าปลา จึงทำให้เสียโอกาสการได้รับประโยชน์จากกรดไขมันโอเมกา 3 ในปลา สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้กินปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะปลาที่มีกรดไขมันโอเมกา 3 สูง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ

3.กินปลาดีต่อสุขภาพ กินมากก็ไม่เป็นไร ปลาเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดีที่มีไขมันต่ำ แม้ปลาบางชนิดจะมีไขมันสูง แต่ก็จัดว่าเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ การกินปลาบ่อยกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นจึงเป็นสิ่งที่ดี แต่การกินปลาในปริมาณมาก ก็จะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนมากไปด้วย ซึ่งการได้รับโปรตีนมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังที่มีการศึกษาพบว่า การได้รับโปรตีนมากเกินไปเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ และอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทำให้แร่ธาตุแคลเซียมถูกขับออกจากร่างกายมากขึ้น จึงทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนสูงขึ้น นอกจากนี้เมื่อร่างกายย่อยสลายโปรตีนจะเกิดของเสียที่เรียกว่ายูเรีย ซึ่งจะถูกขับออกทางไต หากไตทำงานหนักจากการขับของเสียจำนวนมากเป็นเวลานาน ไตอาจเสื่อมได้ ดังนั้นการกินปลาเพื่อสุขภาพ ควรคำนึงถึง ปริมาณด้วย โดยปริมาณเนื้อสัตว์ที่เหมาะสมคือ กินวันละ 6-12 ช้อนโต๊ะ (อ้างอิงจากคู่มือธงโภชนาการ)

3. แผนไทยไม่แนะนำ้อาหารทะเลทุกชนิดถือเป็นของแสลงในขณะทำการรักษาด้วยยาไทยค่ะ เราถือเป็นของสกปรกจากการกินเมือกตมและคาวเกินไป

รับทราบข้อมูลทางวิชาการกันแล้ว เพื่อนๆ ก็เลือกและรับประทานอาหารทะเลโดยรู้เท่าทันโรคและกำลังของธาตุตนด้วยนะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-18 09:13:52 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 14 (3395904)

อาหารเป็นยาวันนี้  

ไข่เจียวกุยช่าย

สรรพคุณ : 
แก้อาการปวดหลัง อันเนื่องมาจากไตทำงานผิดปร
กติหรืออ่อนแอ ปวดหลังเมื่อยเข่า
 
อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ บำรุงเลือด
 
กุยช่าย ทางการแพทย์จีน
 
จัดเป็นพืขผักที่ช่วยชูกำลัง เสริมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย
 
เพราะกุยช่ายมีสรรพคุณบำรุงไต ช่วยขับลมใยร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร เสริมสมรรถภาพทางเพศ
 
ให้ความอบอุ่นแก่หลัง(ช่วงเอว)และหัวเข่า แก้ปวดท้อง เนื่องมาจากอาการเย็นในช่องท้อง

เครื่องปรุง 
1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
2. กุยช่ายสด 100 กรัม

วิธีทำ
1. ล้างกุยช่ายให้สะอาด แล้วหั่นเป็นเส้นเล็กๆ
2. ตอกไข่ใส่ชามแล้วใส่กุยช่าย
ลงคน คลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมเกลือ ปรุงรสตามชอบ
3. นำมาทอดจนสุก เหลืองหอม
 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-18 16:33:19 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 15 (3395978)

 ***อาหารบำรุงตับ***

การดื่มเหล้าและโรคพยาธิใบไ
ม้ในตับอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่เสี่ยงภาวะตับอักเสบ พฤติกรรมการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการมีสารเจือปนในอากาศและอาหารมากมายในทุกวันนี้ ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กำลังสะสมสารพิษในตับมากมายโดยไม่รู้ตัว

โรคตับนับเป็นโรคติดอันดับต้
น ๆ ที่มีคนป่วยมากขึ้น สาเหตุสำคัญอีกอย่าง ที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ การทานยาต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี และนี่คือ 5 อาหารตัดตอนความป่วย ที่ช่วยเคลียร์การสะสมโรคภัยในตับที่มีผลต่อการเจ็บง่าย หายยากของโรคสุขภาพนานาชนิด ที่คุณควรอ่านและควรทำ

-ซุปรวมเห็ดล้างไขมันในตับ 
เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและ
กระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว

การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกั
น โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ

-ขมิ้นชันขับพิษสะสมในตับ 
ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรร
จุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน ปริมาณ 5,000-8,000 มิลลิกรัมต่อวัน

-เก๋ากี้ปกป้องตับยกระดับคว
ามแข็งแรง 
เก๋ากี้ มีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินอี และวิตามินบี 2 ซึ่งมีส่วนในการเสริมภูมิต้
านทานโรค เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่าย เพียงชงเก๋ากี๋แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก

-กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตั
บ 
กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตา
ไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง

นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที

-มะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ 
มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามิน
ซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารแทนนิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-19 22:30:05 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 16 (3395979)

 สรรพคุณของพืขผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไรไว้ในหนังสือ ชื่อ ‘ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ’ เช่น


1. ปวดหัว
 กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว

3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

4. โรคนอนไม่หลับ
 ดื่มน้ำผึ้ง เป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี

5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง

6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า (ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี (ไม้เมืองหนาว) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

9.. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้

10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

11. ความจำเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี

12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง
โดยเฉพาะรำข้าวกะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว ‘ คลอเลสเตอรอล ‘ ได้ ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้ พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกายช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆได้ถ้าได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญ ญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน ไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของ เราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา ค้นคว้า และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.

14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี

15. มะเร็งปอด กินส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้

17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก

18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี ‘โมโรอันแซตเทอเรต’

19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี

20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จ ะรู้ได้
มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมใน ลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อ

3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร

12. มะเร็งทรวงอก
- ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1ตำลึง ก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม จากนั้นให้ดื่มจนหมดชาม สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้วควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัส สาว ะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใ ช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ อาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย

15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma)คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-19 22:44:23 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 17 (3395982)

 อาหารบำบัด อาการ กระดูกพรุน เปราะบาง สึกกร่อน หัก เสริมให้แข็งแรง

มี หน่อไม้ฝรั่ง ๑ ๑/๒ ขีด หั่นเป็นท่อน

 

ถั่วลันเตาสด ๑ ๑/๒ ขีด ตัดจุกหัวท้าย

เห็ดหอมดอกเล็ก ตัดก้านออก ๑๕ ดอก

กุ้งทะเลสดแกะเปลือก ๑/๒ กก.ผ่าหลัง (ทุกอย่างล้างสะอาด)

เต้าเจี้ยว ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอย ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑ ช้อน

กระเทียม ๗ กลีบ ลอกเปลือกออกแล้วทุบ น้ำมันพืช ๑ ถ้วยน้ำพริกเล็ก ละลายแป้งมัน ๑/๒ ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำ ๑/๒ แก้ว

วิธีทำ

ตั้งกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันร้อนใส่กระเทียมคนให้เข้ากัน อย่าให้เหลือง ใส่เห็ดหอม ผัดสักครู่ ใส่เต้าเจี้ยว น้ำมันหอย ตามด้วยหน่อไม้ฝรั่ง คนให้เข้าแล้วใส่ถั่งลันเตา กุ้ง คนให้เข้ากัน ใสน้ำตาลทราย ใส่น้ำแป้งมัน คนให้เข้ากันอีกคีั้ง ตักใส่จาน

วิธีกิน

ให้กินตอนเช้ากลางแจ้ง ตอนแสงแดอ่อนๆ และตอนเย็นในขณะที่กำลังตกดิน สัปดาห์ละ ๒ วัน

 

อีกขนานหนึ่ง

ปลาช่อนแกงส้มกับถั่วลันเตา ยอดฟักทองอ่อน หรือแกงส้มกับปลาเล็กปลาน้อยก็ได้ กินกับข้าวสวยร้อนๆ


ควรจะดื่มน้ำสดก่อนนอน ครั้งละ ๑ แก้ว ห้ามบุหรี เหล้า ชา กาแฟ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-20 08:31:32 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 18 (3395983)

 เครื่องดื่มชาสำหรับรักษาโรคต่อมลูกหมากโต


ดอกคำฝอยตากแห้ง ๑ ช้อนโต๊ะ

ใบเตยสด ๓ ใบ

หญ้าหนวดแมว ๑ ช้อนโต๊ะ(สดหรือแห้ง)

มะตูมแห้งหั้นเป็น ๕ ชิ้น

วิธีทำ

ต้มน้ำครึ่งขันในกาใส่ใบเตย มะตูม ลงไปต้มจนเดือด

ใส่ดอกคำฝอย หญ้าหนวดแมว ลงไปแล้วคนให้เข้ากัน

กรองเอาแต่น้ำดื่ม ๑ ถ้วยแก้ว ดื่มร้อน ทุกๆวัน ๓ เวลา เช้า กลางวัน เย็น

จนกว่าอาการจะดีขึ้น เมื่อยาจืดก็เปลี่ยนใหม่

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-20 08:36:25 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 19 (3395993)

 ทางเลือกของผู้มีปัญหาไตวาย

เรื่องเล่าจากรพ.รัฐบาลแห่งหนึ่ง
วันนั้นพาแม่ไปตรวจอายุรกรรมโรคเบาหวาน(คุณแม่ไม่กินยาไทยเพราะถูกสอนมาผิดๆตั้งแต่เด็ก) ตรงกับวันตรวจคลีนิคโรคไตและโรคหัวใจด้วย มันสับสนวุ่นวายตามประสาที่คนไข้มีมากกับหมอมีน้อย คนไข้ไตวายคุยกันเองเรื่องสมุนไพรแก้โรคไต ฟังได้ดังนี้

มีตำราวิเศษดังนี้ ซุปเส้งจี่
เมล็ดลิ้นจี่สด 7 เม็ด (ทุบให้แตกแล้วใช้ผ้าขาวอย่างบาง ๆ ห่อไว้) 
ซื้อเส้งจี้หมู 1 ลูก(หั่นเป็นแผ่นบางล้างให้สะอาดแล้วตัดเอาเอ็นสีขาวออก) 
เอาน้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 มาตวงให้ได้จำนวน 2 ชาม
นำเข้าใส่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทำการนึ่งเป็นเวลา 30 นาที 
เสร็จแล้วให้ดื่มหมดครั้งเดียวก็จะได้ผล 
บางคนก็ว่าตุ๋นเอาแต่น้ำ
-------------------------------------------------------------
ประสบการณ์จริงที่นำมาเล่าเป็นวิทยาทาน(เค้าไม่ได้เอ่ยชื่อ)
ข้าพเจ้าเป็นโรคไตเพราะเป็นโรคเบาหวานนาน 20 ปี 
ความเป็นทุกข์ทรมานนี้ทำให้ ข้าพเจ้าเบื่อต่อชีวิตและคิดจะจบชีวิตตนเองหลายครั้ง 
แต่มาคิดได้ว่าถ้าเราพ้นทุกข์ แล้วทำให้หลายคนต้องรับทุกข์ต่อ 
ลูกหลายคนยังเรียน ไม่จบยังตั้งตัวไม่ได้ จึงจำต้องรับกรรมไปฟอกไตต่อไป มีคนเสนอตำราลับตำราวิเศษให้แต่ไม่เคยเชื่อ 
ข้าพเจ้าเชื่อแต่แพทย์ปัจจุบันจึงเดินเข้าห้องฟอกไต ขอสู้กับยมราชต่อไป ข้าพเจ้าเกิดนึกถึงคำพังเพยจีนว่า “ม้าตายแล้วให้นึกว่ารักษาม้าเป็น” บางทีชีวิตนี้อาจมีความหวังจึงขอทดลอง 
หลังฟอกไตครั้งที่ 2 แล้วคุณน้ามาเยี่ยมถามว่าอยากลองตำราวิเศษไหม รับรองไม่ต้องฟอกไตอีกต่อไป ข้าพเจ้าก็ตกลงทันที 

วันที่1 
ตอนบ่ายคุณน้านำ ซุปเส้งจี้มา 1 หม้อแบ่งดื่ม 2 ครั้ง 
วันที่ 2 
นำมาอีก 1 หม้อ (ราว ชามครึ่ง) พร้อมให้กินเส้งจี้อีกครึ่งลูก ในวันนั้น ปรากฏว่าการถ่ายปัสสวะดีขึ้น 
วันที่ 3 
ซึ่งจะต้องฟอกไต แต่หมอตรวจแล้วว่าวันนี้ยังไม่ต้องฟอกก่อน 
ข้าพเจ้าได้ดื่มสุปเส้งจี้ประมาณ 1 อาทิตย์ 
1 อาทิตย์ ไปตรวจอีก คราวนี้หมอประหลาดใจมาก แจ้งว่าไตปกติแล้วไม่ต้องฟอกแล้ว

โดยส่วนตัวจะตรวจดูกำลังของลมขับปัสสาวะด้วยถ้ายังดีอยู่ก็หายได้ ด้วยยาปรับธาตุเช่นกัน
เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ของอาหารเป็นยาไม่ลองไม่รู้ 
ฝากไว้เป็นวิทยาทานค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-20 15:09:17 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 20 (3396018)

 เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ..... ผัดกะเพรา

ข้าวผัดกระเพรา เป็นอาหารที่ทุกคนมักจะรู้จัก และคุ้มเคยอย่างดี สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นอาหารที่ปรุงง่าย แถมรสชาติก็อร่อย หลายคนเรียกอาหารจานนี้ว่า "อาหารสิ้นคิด" เพราะเวลาไปกินข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งแล้วคิดเมนูไม่ออกว่าจะกินอะไรดี ก็จะนึกถึง "ข้าวกะเพราไข่ดาว" เป็นอันดับต้นๆ

ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ใบกะเพรา กระเทียม พริกขี้หนู น้ำมัน เนื้อไก่ น้ำเปล่า น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น และข้าวสุก แต่บางร้านอาจจะใส่ผัก เช่น ถั่วฝักยาว หรือข้าวโพดอ่อน ลงไปด้วย
เริ่มปรุงด้วย การเจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่พริกขี้หนู เนื้อไก่ เติมน้ำ ผัดจนสุก ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น แล้วใส่ใบกะเพราลงไปตอนท้าย ตักข้าวสุกใส่จาน ราดด้วยผัดกะเพรา ทอดไข่ดาววางข้างเป็นอันเสร็จพิธี

คนไทยรู้จักกะเพรามานานแล้ว เป็นผักอย่างหนึ่งต้นเล็ก ๆ ใบมีกลิ่นหอม ใช้แกงกินบ้าง ทำยาบ้าง เป็นพืชซึ่งใช้เป็นอาหารและยาได้เช่นเดียวกับผักพื้นบ้านอีกหลายชนิด แต่เนื่องจากกะเพรามีกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดร้อน ชาวไทยจึงไม่นิยมกินกะเพราโดยตรงเหมือนผักชนิดอื่นๆ แต่นิยมนำไปเป็นเครื่องปรุงรสชาติและกลิ่นในการประกอบอาหารต่างๆ ตัวอย่างเช่นคนไทยส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงกะเพรา ก็มักจะนึกถึงเมนูหรือรายการอาหารยอดนิยมจากกะเพรานั่นคือ ผัดกะเพรา หมู ไก่ เนื้อ ร่วมอยู่ในรายการยอดนิยม คงจะจำกลิ่นผัดกะเพราที่ทั้งฉุนตลบอบอวลไปทั่วทั้งร้านและบริเวณใกล้เคียง 

กะเพรามีกลิ่นและรสชาติที่รุนแรงเฉพาะตัว จึงมักนิยมใช้ดับกลิ่นคาวในตำราอาหารไทยเช่น ผัดกบ ผัดปลาไหล ผัดหมู ฯลฯ พล่าปลาดุก พล่ากุ้ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นพวกแกงต่างๆ เช่น แกงเลียงใบกะเพรา สำหรับมารดากินหลังคลอดใหม่ๆ เพื่อขับลมบำรุงธาตุให้ปกติเป็นยาขับน้ำนม นอกจากนี้ยังมีแกงป่า แกงเขียวหวาน แกงคั่ว แกงส้มมะเขือขื่น แม้แต่ต้มยำต่างๆ ใส่ใบกะเพราผัดเผ็ดต่างๆทอดใบกะเพราให้กรอบแล้วนำมาโรยหน้าอาหาร ใส่อาหารได้สารพัด
ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ใบกะเพรา กระเทียม พริกขี้หนู น้ำมัน เนื้อไก่ น้ำเปล่า น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น และข้าวสุก แต่บางร้านอาจจะใส่ผัก เช่น ถั่วฝักยาว หรือข้าวโพดอ่อน ลงไปด้วย
เริ่มปรุงด้วย การเจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่พริกขี้หนู เนื้อไก่ เติมน้ำ ผัดจนสุก ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น แล้วใส่ใบกะเพราลงไปตอนท้าย ตักข้าวสุกใส่จาน ราดด้วยผัดกะเพรา ทอดไข่ดาววางข้างเป็นอันเสร็จพิธี

"ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว" มีพลังงานประมาณ 500-600 กิโลแคลอรี่

ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ

1. ข้าว ให้พลังงานและความอบอุ่น
2. เนื้อไก่/หมู ไข่ ให้โปรตีนและเกลือแร่ ช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของ ร่างกาย
3. ใบกะเพรา แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม มีแคลเซียม มีเบต้า-แคโรทีนและวิตามินซีทำหน้าที่ร่วมกันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง
4. พริก ให้วิตามินซี เบต้า-แคโรทีน ความเผ็ดจากสารแคปไซซินในพริกมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และช่วยขัดขวางสารมะเร็งไม่ให้ทำร้ายเซลล์
5. กระเทียม ให้สารออร์แกโนซัลเฟอร์ต่อต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อมะเร็งได้สามารถกระตุ้นระบบทำลายสารพิษจึงต้านฤทธิ์สารก่อมะเร็งได้
6. ถั่ว มีเบต้า-แคโรทีน และวิตามินซี ที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ และมีใยอาหาร ดักจับสารพิษได้
7. ข้าวโพดอ่อน มีเส้นใยอาหาร ช่วยระบาย ป้องกันมะเร็งลำไส้

ที่มา : กะเพราสรรพคุณ.blogspot.com

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-20 22:35:50 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 21 (3396019)

 อาหารเพื่อสุขภาพ ........
สะเดา น้ำปลาหวาน พร้อมปลาดุกย่าง

โบราณว่า "หวานเป็นลมขมเป็นยา" ของขม ๆ แม้จะไม่อร่อยแต่ก็มีประโยชน์ไม่น้อย อย่างเช่น "สะเดา" 
ผักสมุนไพรที่แม้จะมีรสขมขนาดไหน แต่ก็เป็นของโปรดของหลาย ๆ คน โดยเฉพาะเมนูสะเดาน้ำปลาหวาน
หากกินกับปลาดุกย่าง หรือกุ้งนางเผา ที่เมื่อกินพร้อมกันแล้วจะลดความขมของสะเดาลงเหลือแต่ความอร่อย 
บางคนทานแบบไม่ลวก ทานสด ๆ หรือบางบ้านอาจนำสะเดาไปลวกเพื่อลดความขมจิ้มกินกับน้ำพริกอีกด้วย

เรานิยมนำดอกและยอดของสะเดามาประกอบอาหารซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต 
แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอาซิน 

ส่วนสรรพคุณด้านยาสมุนไพรนั้น สะเดามีสรรพคุณบำรุงธาตุไฟ สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย และแก้ไข้อีกด้วย 
อีกทั้งรสขมของสะเดายังช่วยเรียกน้ำย่อยและช่วยขับน้ำดีตกลงสู่ลำไส้ ทำให้ร่างกายเกิดความอยากอาหาร 
ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้อุจจาระละเอียด ขับถ่ายคล่อง และช่วยให้นอนหลับสบายอีกด้วย 

ส่วนผสม
น้ำตาลปีบ 2 ถ้วย
น้ำปลา 1 ถ้วย
น้ำมะขามเปียก 100 กรัม [ขึ้นอยู่กับความเปรี้ยวของมะขาม]
น้ำเปล่า 3-4 ช้อนโต๊ะ [ส่วนนี้จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้] 

วิธีทำ
ผสมน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะขามเปียกเข้าด้วยกัน ตั้งไฟเคี่ยวจนได้ความเหนียวปานกลาง แล้วยกลง 
ชิมให้ออกรสหวาน เปรี้ยว เค็ม 
เวลาทานโรยหอมเจียว ถ้าชอบผักชีก็โรยหน้าไปด้วย โรยกระเทียมเจียว ทานกับพริกขี้หนูทอด 
คนโบราณนิยมทานสะเดา-น้ำปลาหวานกับปลาดุกย่าง หรือจะทานแกล้มกับผักชีก็ได้ค่ะ

ที่มา : www.bloggang.com

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-20 22:37:50 IP : 171.7.107.168


ความเห็นที่ 22 (3396431)

 กินอาหารให้คลายเครียด


 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-22 18:09:21 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 23 (3396432)

 

ประโยชน์ข้าวหอมนิล สารพัดวิตามินและแร่ธาตุ

ข้าวหอมนิล คือ ข้าวชนิดหนึ่งเปี่ยมด้วยสารอาหา
ร อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ดังนี้

• มีไนอซินและซิลิเนียม ช่วยบำรุงประสาทและความจำ

• มีฟอสฟอรัส ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง

• มีวิตามินอี ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ชะลอการเกิดริ้วรอย และการเหี่ยวย่นของผิวพรรณ ช่วยทำให้ดูอ่อนกว่าวัย

• มีวิตามินบีคอมเพล็กซ์และแอนโทไ
ซยานิน ช่วยทำให้เส้นผมดกดำ นุ่มสลวย ไม่แตกปลาย ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

• มีวิตามิน บี 1 มากกว่าในข้าวซ้อมมือทั่วไปถึง 8 เท่า มีส่วนสำคัญในการป้องกันโรคเหน็
บชา

• มีวิตามินบี 2 มากกว่าในข้าวซ้อมมือทั่วไปถึง 4 เท่า มีส่วนช่วยสำคัญในการป้องกันโรค
ในช่องปาก เช่น ปากนกกระจอก แผลในช่องปาก

• มีธาตุเหล็กมากกว่าข้าวซ้อมมือท
ั่วไป 30 เท่า เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ให้พลังงานแก่เซลล์ ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย ชีวิตมีพลัง และธาตุเหล็กยังมีความจำเป็นต่อการพัฒนาสมองของเด็ก มีผลต่อระดับสติปัญญา ป้องกันภาวะโลหิตจาง เสริมภูมิคุ้มกัน

• มีดัชนีน้ำตาล ปานกลาง ต่ำ มีสารโฟเลตสูง มีอะไมโลส เบต้าแคโรทีน โฟลิคแอสิค แกมม่า และไอโรซานอล

• มีแอนโทไซยานิน มากกว่าข้าวซ้อมมือทั่วไป 7 เท่า เป็นสารต้านอนุมูลอิสระโดยธรรมช
าติ มีอยู่ในสีเข้มของข้าว มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่

• มีปริมาณไฟเบอร์สูง ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างมีปร
ะสิทธิภาพ

• มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายใน
น้ำ และละลายในไขมัน สารสกัดจากรำข้าวหอมนิลมีผลในการยับยั้งการเจริญ ของเซลล์มะเร็ง

ข้าวหอมนิลจัดเป็นข้าวที่เหมาะส
มที่สุดสำหรับสุขภาพคนเมืองที่อาศัยอยู่ท่ามกลางมลภาวะเป็นพิษท
ั้งหลาย 

ไม่เชื่อก็ “ลองดู” แล้วท่านจะได้รับ คำตอบด้วยตัวเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-22 18:15:50 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 24 (3396435)

 เป็นโรคเกาต์ สมุนไพรล้างกรดยูริก

**อาหารที่ควรงด
อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา 

**สมุนไพรสุตรลดหินปูนได้ดีที่สุด
ใบรางจืด 5 ใบ + ใบเตย 5 ใบ ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยลดการเป็นเก๊าท์ - รูมาตอยด์

**อีกสูตรลดเก๊าท์
มะละกอดิบ 1 ลูก เอาเมล็ดออก (แต่ไม่ปลอกเปลือก) ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทอนๆ ต้มน้ำ 3 ลิตร ดื่มทุกวันอาการปวดลดลงจนหาย

**สูตรใบมะรุม
ยอดมะรุมสดๆ 3 ยอด ต้มน้ำ 2 ลิตร ต้มน้ำดื่มทุกวัน ลดอาการเก๊าท์ได้

**อาหารที่ช่วยลดอาการเก๊าท์
1.ใบมะรุม ลวกจิ้มน้ำพริก
2.ลูกเดือยต้มกับข้าวเจ้า แบบข้าวต้ม ทานประจำ
3.ใบรางจืด + ใบเตย ต้มน้ำดื่มประจำนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-22 18:19:08 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 25 (3396436)

 ***มารู้จัก ชา ให้มากขึ้น***

ชา เป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกนิยมบริโภคไม่น้อยไปกว่า กาแฟ และโกโก้ ชาถือกำเนิดมาจากพืชตระกูล Camelliea มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Camelliea sinensis ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ใบแหลมสีเขียว ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ส่วนที่นำมาเป็นเครื่องดื่มจะอยู่บนสุด เป็นตำแหน่งของการผลิใบอ่อน และการแตกหน่อ ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่ถึงจะมาจากพืชตระกูลเดียวกัน ก็ยังมีหลากหลายแบ่งได้ 4 ประเภท แตกต่างไปตามกรรมวิธีการหมักบ่ม หรือการผลิต ได้แก่

ชาขาว 
คือชาที่ได้จากการเลือกเก็บยอดชาที่อ่อนมาก คือยังมีขนเล็ก ๆ สีขาวปกคลุมยอดชาอยู่ ใบชาจะคงสภาพเหมือนใบชาสดและมีสีขาว น้ำที่ชงจากชาขาวจะมีสีใสๆถึงสีเหลืองอ่อน มีลักษณะใกล้เคียงกับชาเขียว ในแต่ละปีจะเก็บเกี่ยวยอดชาเพื่อนำมาผลิตชาขาวได้ในบางวันเท่านั้น

ชาเขียว 
คือชาที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก ในระยะเวลาสั้น การผลิตชาเขียว ทำโดยนำใบชาที่เก็บมาได้ มาผ่านไอน้ำหรือความร้อน เพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทันที จากนั้นนำไปกลิ้งด้วยลูกกลิ้งและทำให้แห้งอย่างรวดเร็ว ใบชาที่ได้จึงยังคงมีสีเขียว ในชาเขียวจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันรอยเหี่ยวย่น สีผิวด่างดำ และแห้งกร้าน

ชาอู่หลง 
คือชาที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการหมักแต่เพียง 10-80 เปอร์เซ็นต์ คือระยะเวลาการหมักนานกว่าชาเขียว ชาประเภทนี้จะมีสีและกลิ่นมากกว่าชาเขียวขึ้นมาหน่อย รสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นหอม เมื่อดื่มจะให้รสฝาด และขมเล็กน้อย ชุ่มคอ

ชาอังกฤษ 
เป็นชาที่ติดอันดับท๊อปฮิตติดชาร์ทยอดนิยม ผู้คนนิยมดื่มกันทั่วโลก โดยเฉพาะแถบยุโรป คนไทยบางคนเรียกว่าชาฝรั่ง การผลิตจะนิยมใช้ชาพันธุ์ดีมีสารโพลีพินอลสูง ดีต่อสุขภาพ โดยเริ่มจากการนำใบชาไปหมักด้วยระยะเวลานานก่อให้เกิดการหมักอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้สีและรสชาติที่เข้มข้นมาก น้ำชาเป็นสีส้มหรือน้ำตาลแดง

นอกจากรสชาติที่เข้มข้น และกลิ่นหอมชื่นใจแล้ว ชาอังกฤษยังช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ขับไล่ความเหนื่อยอ่อน สร้างความสดชื่น ป้องกันมะเร็ง ที่สำคัญช่วยชะลอความแก่ และป้องกันการเกิดสารอนุมูลอิสระ ช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและไวรัส เนื่องจากมีสารสารแทนนินสูง จึงช่วยป้องกันฟันผุบรรเทาอาการท้องเสีย ดั้งนั้นการต้มหรือแช่ชาอังกฤษนานๆ จะทำให้ได้สารแทนนินและ แร่ธาตุอื่นๆ เช่น ฟลูออไรด์ วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 มากขึ้นด้วย

สรุปง่ายๆได้ว่า ใบชาที่เก็บมาจากยอดชาจะเรียกว่าชาขาว เมื่อผ่านการหมักในระยะเวลาสั้นๆจะเรียกว่าชาเขียว หากหมักระยะเวลานานขึ้นมาหน่อยจะมีสีเข้มขึ้นเรียกว่าชาอูหลง ส่วนชาที่มีความเข้มข้นที่สุดเพราะผ่านการหมักบ่มอย่างยาวนานก็คือชาอังกฤษ นั่นเอง

ชามีอยู่หลายชนิด ชาเขียว ชาดำ ชาดอกไม้ แต่ไม่ว่าจะชาไหนต่างก็มีวิตามินอยู่ ไล่ตั้งแต่วิตามีน A, B1, B2, B3, P, PP, C เป็นต้น ในจำนวนนี้วิตามิน C มีมากที่สุด ผู้ใหญ่ดื่มชาเขียวสองถึงสามถ้วยทุกวัน ก็จะได้วิตามีน C ปริมาณครึ่งหนึ่งที่ร่างกายต้องการ

ชาช่วยย่อยสลายไขมัน ลดคลอเรสเตอรอลได้ โดยเฉพาะชาอูหลง ดื่มอูหลง 300 ซีซี. ช่วยสลายพลังงานไป 40 แคลลอรี่ (เทียบได้กับเดินเร็ว 15 นาที หรือเดินขึ้นลงบันได้10 นาที)ยิ่งกว่านั้นอูหลงยังเหมาะสำหรับคนที่เวลาเครียดหรืออารมณ์หงุดหงิดแล้วหาทางออกด้วยการกินได้อีกด้วย เพราะอูหลงจะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

ชาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผนังเส้นเลือดและขยายหลอดเลือด ช่วยลดความดันและป้องกันเส้นเลือดตีบได้

ชายังช่วยป้องกันฟันผุได้ด้วย ดังจะเห็นว่ายาสีฟันเริ่มมีผสมใบชามาขายกันแล้ว

ชาเขียวกับการรักษามะเร็ง 
"ในชาเขียวมีสาร Catechin Polyphenol โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Epigallocatechin Gallate (EGCG) ที่มีอยู่มากในชามีคุณสมบัติเป็นสารต้านพิษ และยังช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งและยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี นอกจากนั้นยังช่วยลดระดับ LDL โคเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวาย และลมชัก

มักมีการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากการดื่มชา กับประโยชน์ที่ได้จากการดื่มไวน์อยู่ เนืองๆ นักวิจัยได้สงสัยมานานแล้วว่าทำไมชาวฝรั่งเศสจึงมีอัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอเมริกันทั้งที่บริโภคอาหารที่มีไขมันสูงเหมือนกันคำตอบก็คือชาวฝรั่งเศสมักนิยมดื่มไวน์ซึ่งในไวน์แดงมีสาร Resveratrol ที่เป็น Polyphenol ที่ลดอันตรายจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และการสูบบุหรี่ ในปี ค.ศ.1997 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคนซัส ได้สรุปว่า EGCG นั้น แรงเท่าๆ กับ Resveratrol ถึงเกือบ 2 เท่าซึ่งเป็นการอธิบายว่าทำไมชาวญี่ปุ่นจึงมีอัตราการเสี่ยงโรคหัวใจค่อนข้างต่ำแม้ว่ากว่า 75% จะสูบบุหรี่ก็ตาม"

ที่ชาเขียวดีที่สุดนั้นเพราะกรรมวิธีในการผลิต ทำให้ EGCG ไม่สูญสลายเหมือนชาอื่นๆ ส่วนชาเขียวพร้อมดื่มต่างๆที่ขายกันครึกโครมนั้น มีสถิติสนุกๆมาให้อ่านกัน

เขาว่าจากการตรวจสอบชาเขียวพร้อมดื่มทั้ง 23 ยี่ห้อพบว่า ร้อยละ65.22 มีคาเฟอีนเกิน 50 มิลลิกรัม/ขวด (คาเฟอีน ส่งผลให้ไขมันในเลือดและความดันเลือดสูงขึ้น เป็นสาเหตุของเส้นเลือดตีบตันเร็ว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อย เป็นผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพเร็วขึ้น หรือ แก่เร็วนั่นเอง)

ที่มา : sanook.com

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-22 18:20:47 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 26 (3396437)

 ***อาหารป้องกันโรคนิ่วในไต***

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดนิ่วในไตได้แก่ กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม ปริมาณน้ำที่ดื่ม และอาหารที่เรารับประทาน ร่างกายเราใช้อาหารในการให้พลังงาน และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ของเสียของอาหารที่ย่อยสลายจะถูกขับออกทางปัสสาวะ อาหารแต่ละประเภทจะให้ของเสียต่างกัน หากปริมาณของเสียมีมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดตกตะกอนเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ดังนั้นสำหรับผู้ที่เป็นนิ่วมาก่อน การป้องกันการเกิดนิ่วโดยการควบคุมอาหาร ร่วมกับการใช้ยาจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

นิ่วในไตมีอยู่ 4 ชนิดได้แก่

1. นิ่วที่มี Calcium oxalate stones เป็นนิ่วที่พบบ่อยที่สุด เกิดในภาวะที่ปัสสาวะเป็นกรด ร่างกายได้ oxalate จากพวกผัก ผลไม้ และถั่ว ส่วนแคลเซี่ยมได้จากอาหารพวกกระดูก
2. นิ่วที่มี Calcium phosphate stones พบนิ่วชนิดนี้ไม่บ่อย มักจะเกิดในผู้ที่ปัสสาวะเป็นด่าง
3. นิ่วที่มี Uric acid stones นิ่วที่มีกรดยูริคเป็นส่วนประกอบสำคัญ อาหารที่มีกรดยูริคสูงได้แก่ เครื่องใน โปรตีนจากสัตว์ เป็นนิ่วที่เกิดจากการติดเชื้อ Struvite stones อาหารไม่มีส่วนต่อการเกิดนิ่ว
4. นิ่วที่มี Cystine stones เป็นส่วนประกอบเกิดจากพันธุกรรมพบไม่บ่อย

เราจะรู้ว่านิ่วเป็นชนิดไหน และมีประโยชน์อะไร

หากท่านปัสสาวะมีนิ่วออกมา เก็บเม็ดนิ่วให้แพทย์ส่งไปวิเคราะว่าเป็นนิ่วชนิดไหน การรู้ชนิดของนิ่วจะช่วยให้แพทย์แนะนำอาหารเพื่อป้องกันนิ่วได้อย่างถูกต้อง

จะต้องดื่มน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะป้องกันนิ่วได้

ปริมาณน้ำที่จะดื่มขึ้นกับสภาพอากาศ และกิจกรรม ปกติจะแนะนำให้ผู้ที่เป็นนิ่วดื่มน้ำจนปัสสาวะประมาณวันละครึ่งแกลลอน ผู้ที่ทำงานมากและทำในที่ร้อนก็ให้ดื่มน้ำมากขึ้น การดื่มน้ำมากๆจะทำให้ปัสสาวะเจือจาง(สังเกตปัสสาวะจะใสหรือมีสีเหลืองจางๆ)

น้ำอะไรที่ป้องกันนิ่วได้

- น้ำเปล่าจะป้องกันนิ่วได้ดี
- น้ำส้มน้ำมะนาว วึ่งมีสาร citrate จะลดการเกิดนิ่วชนิด calcium oxalate stones และ uric acid แต่อาจจะทำให้นิ่วชนิด calcium phosphate stones. เป็นมากขึ้น
- ชาและกาแฟจะช่วยลดการเกิดนิ่ว แต่มีสาร oxalate มากควรระวังในผู้ป่วยที่มีนิ่วชนิด Calcium oxalate stones

น้ำชนิดไหนที่ควรจะหลีกเลี่ยง

- น้ำองุ่น และ Cola จะมีสาร oxalate มากจะทำให้เกิดนิ่วชนิดนี้ได้
- น้ำcranberry juice ที่ดื่มป้องกันการติดเชื้อ ก็มีสาร oxalate สูง

บทบาทของเกลือในการป้องกันการเกิดนิ่ว

เมื่อร่างกายได้รับเกลือมาก เกลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะมาก เกลือที่อยู่ในปัสสาวะมากจะทำให้เกิดการขับเกลือแคลเซี่ยมในปัสสาวะมาก ซึ่งจะทำให้เกิดนิ่วแคลเซี่ยมทั้ง oxalate หรือ phoshate 

อาหารเนื้อสัตว์จะมีผลต่อการเกิดนิ่วในไตหรือไม่

เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไข่ โดยเฉพาะเครื่องในเมื่อย่อยสลายแล้วจะมีกรดยูริกในปัสสาวะมาก ดังนั้นผู้ที่มีนิ่วหรือโรคเก๊าท์ควรจะลดการรับประทานอาหารดังกล่าว

ผู้ที่มีนิ่วในไตรับประทานแคลเซี่ยมได้หรือไม่

การรับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมไม่ได้ทำให้เกิดนิ่วชนิด calcium oxalate เนื่องจากแคลเวี่ยมในอาหารจะจับกับ oxalate ในอาหารและขับออกจากร่างกายทางอุจาระ ดังนั้นผู้ที่มีนิ่วชนิด calcium oxalate ควรจะได้รับแคลเซี่ยมวันละ 800 มิลิกรัม (นมพร่องมันเนย 1 แก้วมีแคลเซี่ยม 300 มิลิกรัม)เพื่อป้องกันนิ่วและเสริมสร้างกระดูก ข้อควรระวังการรับประทานแคลเซี่ยมเสริมอาจจะทำให้เกิดนิ่วชนิด calcium oxalate เพิ่มขึ้นจึงแนะนำให้รับประทานแคลเซี่ยมพร้อมอาหาร

สุราจะทำให้เกิดนิ่วในไตเพิ่มขึ้นหรือไม่

การดื่มสุราทำให้กรดยูริกเพิ่มขึ้น แต่จากการศึกษาพบว่าสุราไม่มีผลต่อการเกิดนิ่วชนิดกรดยุริก อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ดื่มสุราเกินสองหน่วยสุราต่อวัน

การรับวิตามินจะทำให้เกิดโรคนิ่วในไตหรือไม่

การรับวิตามิน ซี และดี จะทำให้เกิดนิ่วในไตได้ เพราะร่างกายจะเปลี่ยนวิตามิน ซีเป็น oxalate ขับออกทางปัสสาวะ แนะนำว่าไม่ควรจะรับเกินวันละ 500 มิลิกรับต่อวัน สำหรับแคลเผซี่ยมควรจะรับพร้อมอาหาร

คนอ้วนจะเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วเพิ่มขึ้นหรือไม่

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะมีโอกาสเป็นนิ่วในไตสูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ ดังนั้นควรจะรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ที่มา : siamhealth.net

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-22 18:22:17 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 27 (3396691)

 อาหารบำบัด ไข้ต่อมน้ำเหลืองโต ไข้หวัดใหญ่

กระเทียมโทน หั่นเป็นแว่นบางๆ ๑ ถ้วยน้ำพริก

ใบขึ้นฉ่ายทั้งต้น หั่นเป็นท่อน ประมาณ ๑" ถ้วยน้ำพริก

ลูกสมอจีน หรือลูกหนำเลี๊ยบ ๕ ลูกแกะเอาแต่เนื้อ

เนื้อหมูสับละเอียด ๑ ถ้วยน้ำพริก

ชีอิ้วขาว เต้าเจียว น้ำตาลทราย ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช ๑ ถ้วยน้ำพริก

วิธีทำ

นำหมูบดกับลูกหนำเลี๊ยบผสมให้เข้ากัน ใส่น้ำมันในกะทะ ตั้งไฟอ่อนๆ

จนน้ำมันร้อนใส่หมูที่ผสมลงจนสุก ใส่กระเทียม คนให้เข้ากัน ใส่ขึ้นฉ่าย คนให้เข้ากัน

แล้วปรุงรส ให้พอกินกับข้าวต้มได้ เติมน้ำเล็กน้อย

กินกับข้าวต้มที่ต้มผสมกับใบเตย ทุกเช้า เย็น จนกว่าอาการจะดีขึ้น

คนที่เป็นต่อมน้ำเหลืองโต

ควรจะดื่มน้ำผลไม้ทุกวัน เช่น น้ำส้มคั้น น้ำสับปะรด น้ำมะเขือเทศ น้ำมะขาม น้ำมะนาว ส่วนใหญ่ถ้าใช้น้ำผึ้งได้ก็ยิ่งดี

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-23 22:40:49 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 28 (3396692)

 ยาอายุวัฒนะรักษาได้สารพัดโรค มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง รักษาโรคได้ดังต่อไปนี้

- มะเร็งต่อมลูกหมาก
- มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
- มะเร็งปากมดลูก
- มะเร็งลำไส้
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- มะเร็งทางเดินอาหาร
- เนื้องอกตามอวัยวะต่างๆ
- โรคไต
- โรคนิ่ว
- โรคภูมิแพ้ ไซนัส
- โรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยสิ่งต
่างๆดังนี้:

- ล้างฟอกไตให้สะอาด บำรุงไต
- ล้างพิษออกจากลำไส้
- ยับยั้งกระดูกผุ ลดภาวะกระดูกพรุน
- บำรุงโลหิต
- ลดน้ำตาลในโรคเบาหวาน
- ปรับระดับฮอร์โมนให้สมดุลย์ในหญ
ิงวัยทอง
- ฟื้นฟู ตับ ไต และหัวใจ

สูตรการทำน้ำทับทิม

1. นำผลทับทิมสด (ผลห้ามปอกเปลือกหรือเอาเมล็ดออ
ก ให้นำไปล้างน้ำแล้วใช้ทั้งผล) มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปใส่เครื่องปั่น หรือเครื่องคั้นน้ำผลไม้แยกกากก็ได้ ให้ได้น้ำคั้นจากเปลือก เมล็ด และเนื้อทับทิม (ใช้ทับทิม 1 ลูก ต่อ 1 ท่าน)

2. ใส่น้ำโซดาลงไป (ควรเป็นโซดาแช่เย็น) เพื่อให้เกิดปฏิกริยาในการกลั่น
ยาให้ได้ผลดี (โซดาประมาณ 1 แก้วต่อทับทิม 1 ผล)

3. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของยา ให้ใส่น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา (ต่อทับทิม 1 ผล)

4. ผสมทุกอย่างให้เข้าก่อน ทำดื่มวันละ 3 เวลา หรืออย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง (วันละ 3 ครั้งจะเห็นผลเร็วมาก)

ประสบการณ์จากผู้ที่ใช้สูตรยานี
้ 

- ผู้ป่วยท่านหนึ่งหายจากโรคนิ่วใ
นไตภายในเวลา 1 สัปดาห์
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง อาการมะเร็งต่อมน้ำเหลืองดีขึ้น
 50% ภายใน 1 สัปดาห์
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง อาการมะเร็งต่อมลูกหมากดีขึ้น 50% ภายใน 4 วัน
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง ยกเลิกการผ่าตัดบายพาส หลังกินยาสูตรนี้ไปเพียง 2-3 สัปดาห์
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง หายจากโรคไซนัสเรื้อรังหลังกินย
าสูตรนี้ไปเพียง 2 สัปดาห์
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง อาการมะเร็งปากมดลูกหายไปกว่า 80% ภายใน 10 วัน
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง อาการปวดขาเรื้อรังหายขาดภายใน 7 วัน

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-23 22:46:35 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 29 (3396731)

 สูตรอาหารเป็นยา  อายุวัฒนะ  นมถั่วเหลืองผสมกับมะนาว

สรรพคุณโดยรวม เป็นอาหารเสริมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของร่างกาย สมอง และสายตา หากดื่มเป็นประจำทุกวัน มีสรรพคุณที่โดดเด่นดังต่อไปนี้ คือ

1. ช่วยให้ระบบเส้นเลือดฝอยทั่วร่างกาย มีความยืดหยุ่นดี ไม่เปราะหรือแตกง่าย ดังนั้น คนที่มีปัญหาเส้นเลือดฝอยเปราะ แตกง่าย และมีเลือดออกตามร่างกาย เช่น เลือดออกที่ใต้เยื่อบุตาขาว หรือในผู้หญิงที่มักจะเกิดรอยจ้ำเขียวช้ำเวลาถูกกระทบกระแทก หรือในผู้สูงอายุที่มักจะมีเลือดออกใต้ผิวหนัง ก็ช่วยให้ดีขึ้น และยังเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตกได้เช่นกัน( ป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต )

2. ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง ต้านทานโรคติดเชื้อได้ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย เช่น ในคนที่เป็นโรคเริมที่ริมฝีปากหรือบริเวณอวัยวะเพศ จะช่วยลดหรือหยุดการกำเริบซ้ำได้ หรือในรายที่ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เป็นไข้ ไอ เจ็บคอบ่อยๆ ก็จะช่วยให้อัตราการป่วยลดลงได้เช่นกัน

3. ช่วยส่งเสริมระบบไหลเวียนเลือด ทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกายทำงานได้เต็มที่ สมองแจ่มใส ไม่มึนงง ร่างกายสดชื่น ( ผู้สูงอายุที่มีอาการมึนงง เซื่องซึม และเดินเซ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นชัดเจน ) สามารถทนต่อการทำงานตรากตรำที่ต้องอดหลับอดนอนได้ดีขึ้น เช่น นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ต้องคร่ำเคร่งใช้สมองทบทวนตำราใกล้สอบ หรือผู้ที่ต้องทำงานหรือขับรถทางไกลในเวลาค่ำคืนเป็นประจำ

4. ช่วยให้เนื่อเยื่อต่างๆของร่างกายแข็งแรง สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดี บาดแผลทุกชนิดจะหายเร็วขึ้น และช่วยให้รากผมแข็งแรง บรรเทาปัญหาผมร่วงในหญิงวัยทองได้

5. เมือสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ก็จะทำให้สมรรถภาพทางเพศดีตามไปด้วย

6. จากคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) ของวิตามินซีในมะนาว และสารไอโซฟลาโวนในถั่วเหลือง ทำให้เชื่อได้ว่า การดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นประจำ อาจจะป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วยหมายเหตุ สูตรอาหารเสริมอายุวัฒนะดังกล่าว ผ่านการเก็บข้อมูลและพิสูจน์จากผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี 

มีความประสงค์ที่จะเผยแพร่เป็นวิทยาทาน เพื่อสุขภาพที่ดีของมวลมนุษยชาติ ได้จดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเอาไว้แล้ว หากผู้ใดนำสูตรดังกล่าวไปทำประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาติ จะต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมา

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-24 09:19:54 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 30 (3396732)

 

การฟื้นฟูบำรุง รักษาตับซึ่งจะเป็นตัวควบคุมเส้นเอ็นอีกทีนึง ตามทฤษฏีแพทย์จีน การแก้ไขเรื่องของตับนั้น ขอให้จับประเด็นเกี่ยวกับต้นเหตุความผิดปรกติของตับให้ได้ก่อน ซึ่งมีรายละเอียดอยู่มากพอสมควร 
วิธีแก้ปัญหาของตับโดย คือ
 

1. งด ลด ปรับเปลี่ยนในเรื่องการกินอ
าหารให้ถูกเสีย เน้นการกลับไปกินอาหารไทย ๆ แบบพื้นถิ่น พื้นบ้านเดิม ๆ อาหารธรรมชาติ อาหารเพื่อสุขภาพในแนวต่าง ๆ

2. ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต พฤติกรรม การกิน การนอน การขับถ่าย ให้เหมาะสมตามกลไกนาฬิกาชีว
ภาพของร่างกาย
3. หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเอาสาร
เคมี สารพิษ รูปแบบต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายจากการดำเนินชีวิต ใช้ชีวิตประจำวันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาหารที่ใช้ในการบำรุง ฟื้นฟูและล้างพิษตับ
(1.) เห็ดที่กินได้สามอย่างขึ้นไ
ปอะไรก็ได้ เช่น เห็ดหอม + เห็ดหูหนูขาว + เห็ดหูหนูดำ…..ผสมมะตูมแห้ง + ใบเตย

เครื่องปรุง ใช้เห็ดหอม + เห็ดหูหนูขาว + เห็ดหูหนูดำ (แห้ง) หรือ เห็ดฟาง + เห็ดนางฟ้า + เห็ดเป๋าฮื้อ (สด)

เห็ดสามอย่างที่ใช้อาจเป็น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดเข็มทอง เห็ดโคน เห็ดหอม เห็ดหูหนูขาว เห็ดหูหนูดำ ฯลฯ เห็ดอะไรก็ได้ที่กินได้ สามอย่างขึ้นไป สดหรือแห้งก็ได้ เลือกเอาสามอย่างขึ้นไป จะเป็นสี่ ห้า หรือหกอย่างก็ได้ นำมาต้มเป็นน้ำซุปเห็ด หรือโดยต้มกับสาหร่ายทะเล หรือทำเป็นอาหารแบบต่าง ๆ เช่น ยำ ต้มยำ แกงเลียง แกงส้ม หรือเป็นส่วนประกอบในกับข้า
วมื้อต่าง ๆ

วิธีทำน้ำซุปเห็ด นำเห็ดแห้งสามอย่างขึ้นไปล้
าง แช่น้ำให้นิ่ม หั่นหรือฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปต้มรวมกัน ใส่น้ำเยอะๆ นำมะตูมแห้งที่เป็นแว่นๆ มาปิ้งให้หอม ใบเตย 2 – 3 ใบ ใส่ลงไปต้มรวมกัน แล้วกรองดื่มเป็นน้ำซุปเห็ดส่วนเนื้อเห็ดอาจนำไปยำหรือผัดกับกะทิ

สรรพคุณ - ใช้เป็นอาหารบำรุงตับที่สำค
ัญมาก โดยอาจรับประทานร่วมกับมันฝรั่งต้มหรือนึ่ง จะช่วยบำรุงตับได้ดีมาก
- ช่วยล้างสารพิษหรือท็อกซินแ
ละไขมันที่พอกสะสมและตกค้างอยู่ในตับ ต่อต้านการเป็นมะเร็ง 
- ลดอนุมูลอิสระ ลดการเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก และเซลล์มะเร็งของอวัยวะภาย
ในร่างกาย 
- ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท
้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก
- ลดไขมันที่ล้นเกินบริเวณตับ
 (ไขมันพอกตับ) และไขมันในกระแสเลือด 
- เพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว 

(2.) ขมิ้นชัน ดีเหลือเกินสำหรับสมุนไพรตั
วนี้ ทั้งช่วยในการบำรุง ฟื้นฟูและล้างขับพิษออกจากตับไปพร้อมๆกัน ได้ประโยชน์สองต่อเลย ขมิ้นชันจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่เป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ขนาดปริมาณที่กินก็คือ 5000 - 8000 มิลลิกรัมต่อวัน (ขนาดแคปซูลละ 500 มิลลิกรัมก็ตก 10 - 15 เม็ดเท่านั้น) กินครั้งเดียวก่อนจะนอน กินเป็นประจำทุก ๆ คืนก็ไม่มีโทษแต่อย่างใด.....

(3.) Assimilaid สมุนไพรสกัด ทานก่อนนอน
 

(4.) ชาแคลลี่ สมุนไพรสกัดจากดอกคามิลเลีย
 ทานก่อนนอน
 

(5.) ถั่วเขียว บำรุงตับ

วิธีการดูแลตับที่ดีที่สุดค
ือ ต้องนอนหลับสนิทระหว่าง ตี1 - ตี  และ ไม่ใช้เครื่องสำอางค์ที่มีส
ารเคมี ไม่โกรกผม   ไม่ทานแอลกอฮอลล์
 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-24 09:22:48 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 31 (3396733)

ผลไม้ล้างพิษ

 ผลไม้นอกจากจะมีรสชาติทีอร่อยเป็นที่ถูกปากถูกใจของหลายๆท่านแล้ว ผลไม้ยังมีคุณสมบัติพิเศษช่วยขับล้างสารพิษต่างๆที่ตกค้างในร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี เรามาดูกันว่าผลไม้แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติในการขับสารพิษอย่างไรกันบ้าง

1. แอปเปิล

เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย แอปเปิลมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น เบตาแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่ชื่อเพกทิน ซึ่งสารนี้จะช่วยกำจัดสารพิษทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิลยังมีเส้นใยมาก ซึ่งจะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดี 


2. แตงโม

แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างไตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิต และทำให้สบายท้อง 

3. องุ่น

เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่ออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกายองุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย อุดมด้วยเกลือแร่ ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย

4. สับปะรด

มีเอนไซม์โบรมีลินสูง เอนไซม์นี้ช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อ และช่วยกำจัดน้ำมูก

5. มะละกอและมะม่วง

ทั้งสองอย่างนี้มีลักษณะคล้ายกัน ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำย้อยเพปซินในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-24 09:25:45 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 32 (3396734)

อาหารตัวอย่างที่กินแล้ว....แก่ช้าลง

 1. ส้มตำ ไก่ย่าง

นี่คือสุดยอดของอาหารต้านชร
า เพราะในส้มตำมี "มะเขือเทศ" ที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านม แต่ที่เด็ดกว่านั้นก็คือ "มะละกอ" ส่วนผสมหลักของส้มตำที่จะช่วยล้างพิษให้กับลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ได้ โดยในมะละกอจะมีน้ำย่อย "ปาเปน" ช่วยล้างทำความสะอาดลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ ทั้งนี้ แนะนำให้ทานส้มตำคู่กับไก่ย่าง เพราะจะได้โปรตีนจากเนื้อไก่ และเนื้อไก่ก็ไม่ทำให้อ้วนด้วยเมื่อเทียบกับ "ข้าวเหนียว" ที่เป็นแป้ง

2. แกงเขียวหวานไก่

จัดเป็นอาหารจานทิพย์ที่อุด
มไปด้วยวิตามิน เพราะในน้ำแกงนั้นมีทั้งวิตามินเอ ดี อี เค ที่ละลายอยู่ในกะทิ ส่วนเนื้อไก่ก็มีวิตามินบีช่วยบำรุงสมอง แม้แต่พริกที่ปรุงลงไปในแกงชามอร่อยนี้ก็ยังมีกรดแคปไซซิน และเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาด้วย

3. เมี่ยงปลาทู 

ทราบกันดีกว่า "เนื้อปลาทู" มีทั้งกรดไขมันดี และแอสตาแซนทิน นอกจากนี้ใบคะน้าที่ห่อเมี่
ยงยังให้สาร "ซัลโฟราเฟน" ที่เป็นกลุ่มสารต้านมะเร็ง และหากหยิบ "มะเขือเทศราชินี" หั่นเสี้ยวใส่เข้าไปในเมี่ยงด้วยก็จะช่วยให้ผิวพรรณสวยใส


4.ผัดไทย

อาหารขึ้นชื่อประจำชาติไทยท
ี่จะช่วยเติมวิตามินซีให้ร่างกายจาก "ถั่วงอก" และส่วนผสมอย่าง "ถั่ว", "เต้าหู้" ยังให้วิตามินอี แคลเซียม และสารพฤกษฮอร์โมนที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมันได้ด้วย แต่ข้อควรระวังคือ อย่าใส่ "เส้น" มากไป เพราะนี่คือแป้งที่หากทานไปย่อมไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ๆ 

5.ข้าวหอมนิล

ข้าวสีม่วงเข้มเตะตาอัดแน่น
ไปด้วย "พฤกษเคมี" ที่มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกัน ลองทานข้าวหอมนิลแทนข้าวขาว ทานคู่กับอาหารจานอื่น ๆ เช่น น้ำพริกปลาทูข้าวหอมนิล หรือไข่เจียวร้อน ๆ รับรองอร่อยอย่าบอกใคร

6.ข้าวตอกน้ำกะทิ 

เป็นขนมไทยช่วงปีใหม่ที่ถูก
ลืมไปนาน แต่รู้ไหมว่า "ข้าวตอกน้ำกะทิ" เป็นขนมไทยที่มีคุณค่าทางอายุรวัฒน์มาก เพราะ "ข้าวตอก" มีเส้นใยช่วยลดไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินข้างในนั้นก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันมะเร็ง และต้านความชราที่คนไม่ต้องการอีกด้วย


7.ข้าวต้มมัด หรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้

นอกจากอร่อยอิ่มท้องแล้ว เมนูขนมไทยอย่าง "ข้าวต้มมัด" และ "ข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้" ก็เป็นเมนูที่มีประโยชน์ครบ
เครื่องไปด้วยสารอาหาร 5 หมู่ และยังมีวิตามินเอ บี ซี ส่วน "กล้วย" ที่ใส่ไส้มาก็มีเส้นใยกับสารกลุ่มฟีนอล ชื่อ "กรดเอลลาจิก" ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้ด้วย


8.ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ 

เป็นขนมหวานแบบไทย ๆ ที่เป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้น
สูง เพราะมีส่วนผสมของ เผือก ลำไย ลูกเดือย และธัญพืชอื่น ๆ ที่จะช่วยขัดล้างตั้งแต่หลอดอาหารลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนตัวข้าวเหนียวดำเองก็มีวิตามินอี และธาตุเหล็กสูงมาก รวมถึงธาตุม่วงต้านร่วงโรย (OPCs) ที่เหมาะกับเป็นอาหารต้านชราช่วยให้สุขภาพดีจริง ๆ

9. ข้าวโพดม่วง 

หลายคนเห็นสีของ "ข้าวโพดม่วง" แล้ว รู้สึกว่าอาจจะไม่น่าลิ้มลอ
งเช่น "ข้าวโพดเหลือง" แต่รู้ไหมว่า "ข้าวโพดสีม่วง" นี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินบำรุงตาอย่าง "ลูทีน" กับ "ซีแซนทิน" และยังนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนูไม่แพ้ข้าวโพดสีเหลืองเลย หรือถ้าชอบทานของหวานจะนำข้าวโพดม่วงไปราดกะทิกิน ทำเป็นข้าวโพดปิ้ง ข้าวโพดม่วงคลุกก็เข้าท่า

10. น้ำสมุนไพรแสนชื่นใจ

ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มเพื่
อสุขภาพอย่าง น้ำสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัญชัน, กระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก เครื่องดื่มเหล่านี้ถือเป็นน้ำวิตามินชั้นดี จัดเป็นน้ำนางเอกของแท้ อย่างเช่น "น้ำอัญชัน" มีวิตามินสีม่วงที่ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ 

ส่วน "น้ำกระเจี๊ยบ" ก็มีวิตามินซี และวิตามินเอ ช่วยบำรุงไตได้ ขณะที่ "น้ำใบย่านาง" กับ "น้ำใบบัวบก" ประกอบด้วยคลอโรฟิลล์ และกลูต้าไทโอน ที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว
่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ดื่มบ่อย ๆ นอกจากจะชื่นใจแล้ว ยังช่วยทำให้ดูอ่อนเยาว์ได้อีกนะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-24 09:28:48 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 33 (3396810)

 อาหารบำบัดขับเสมหะ

โรคปอดเรื้อรัง ขับลมในลำใส้ และกระเพาะอาหาร หลอดอาหารอักเสบติดเชื้อ

ข่าอ่อน หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ๒ ขีด พริกไทยดำตำพอแหลก ๒ ช้อนโต๊ะ

กระเทียมโทนปอกเปลือกซอยเป็นแว่น ๒ ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย ๔ ช้อนโต๊ะ เกลือ ๑ ช้อนชา

น้ำส้มจากส้ม ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด ๒ แก้ว

วิธีทำ ต้มน้ำ ๒ แก้ว ให้เดือด เติมน้ำตาลทราย ๑ ถ้วยน้ำพริก เกลือ ๑ ช้อนชา

น้ำส้ม ๒ ช้อนโต๊ะ เคียวไฟให้งวด แล้วหาขวดโหล นำ ข่า กระเที่ยม พริกไทย มาคลุกเคล้ากัน

แล้วใส่ขวดโหล เอาน้ำเชื่อมที่เคี่ยวไว้เทใส่ลงไปให้ท่วมตัวยาตอนน้ำเชื่อมยังร้อนอยู่

ปรุงรส เปรี้ยว หวาน เค็ม ปิดฝาขวดให้แน่นอย่าให้ลมเข้า ดองทิ้งไว้ ๗ วัน

วิธีกิน

นำข่า กับกระเที่ยมมากินกับข้าวต้มร้อนๆ ส่วนน้ำที่ได้กินครั้งละ ๒ ช้อนชา

วันละ ๒ เวลา เช้า เย็น กินจนกว่าอาการจะดีขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-24 14:33:06 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 34 (3396876)

 สะระแหน่

ดับกลิ่นปาก ดับร้อนถอนพิษไข้ แก้หวัด ขับลมในกระเพาะ สมองปลอดโปร่ง หัวใจแข็งแรง แก้ปวดหัว ปวดฟัน ปวดหู เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น แก้บิด ท้องร่วง แก้พิษสัตว์กัดต่อย ฯลฯ ประโยชน์เค้ามากมายจริงๆ ต้องตามเข้าไปอ่านค่ะ 

สะระแหน่ หรือ Peppermint

มีสรรพคุณมากมาย เช่น เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการ หวัดได้ และยังสามารถแก้อาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ และหากนำน้ำ ที่คั้นจากต้น และใบมาใช้ดื่ม ก็จะช่วยขับลมในกระเพาะได้ หรือใครจะกินสดๆ เพื่อดับกลิ่นปากก็ยังได้ นอกจากนี้ การบริโภคสะระแหน่ ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกัน ไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรง

สารสำคัญในใบและลำต้นสะระแหน่มี
น้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วยสารเมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol) เป็นต้น


สะระแหน่นั้นมีสารอาหารหลายอย่า
ง เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินซี ปัจจุบันได้มีการสกัดสารจากสะระแหน่ในการลูกอมสะระแหน่ไว้ใช้อม หรือที่เรียกว่า ลูกอมมินต์

ขนาดและวิธีใช้
• อาการปวดศีรษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น ให้ดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง 
• อาการบิดท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด ใบสะระแหน่ต้มกับน้ำดื่ม
• การแก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย ทำได้โดยตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด
 แล้วพอกบริเวณที่โดนกัด จำไว้ว่าใบสะระแหน่ที่สด-อ่อน มีคุณค่ามากกว่าใบสะระแหน่แห้ง
• ช่วยดับกลิ่นคาว ยอดสะระแหน่นั้นรับประทานเป็นผั
กสดก็ได้ หรือกินกับน้ำพริก ลาบ น้ำตก พล่า ยำ หรือแต่งกลิ่นหอม ๆ ใส่ต้มยำ ช่วยดับกลิ่นได้ดี
• แก้อาการอาหารไม่ย่อย โดยใช้ใบสะระแหน่ต้มกับน้ำดื่ม
• หวัดน้ำมูกไหลจามไอบ่อย ๆ หรือจะเป็นไข้หวัด ใช้ใบสะระแหน่ต้มกับเต้าหู้ดื่ม
• แก้อาการเกร็งกล้ามเนื้อ แก้ปวดบวมผื่นคัน ใช้ใบสะระแหน่ตำให้ละเอียดพอกหร
ือทา 
• ห้ามเลือดกำเดาได้ โดยใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะ
ระแหน่ หยอดที่รูจมูก 
• เป็นแผนในปาก ใช้ใบสะระแหน่ต้มใส่เกลือเล็กน้
อยดื่ม
• อาการปวดหู โดยนำน้ำคั้นจากใบสะระแหน่หยอดห
ู จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี 
• อาการหน้ามือตาลาย โดยรับประทานน้ำต้มใบสะระแหน่แล
ะขิง 

เครดิต: เว็บรามาคลินิก ข้อมูลโดย อังค์วรา. อาหารต้านโรค. กรุงเทพฯ : ไพลิน สีน้ำเงิน, 2542 ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-24 20:57:26 IP : 171.7.10.246


ความเห็นที่ 35 (3400550)

 อาหารเป็นยา....ฟักทองช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

ฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูงแต่ให้พลังงานต่ำ จึงเหมาะแก่ผู้ที่ต้องควบคุมอาหาร
ใบฟักทอง
ใบฟักทองฮัลโลวีนมีธาตุสังกะสี (๐.๘ มก.) เหล็ก (๑๐.๑ มก.) แคลเซียม (๐.๐๗ มก.) กรัมต่อ ๑๐๐ กรัม นอกจากนี้ ยอดฟักทองให้วิตามินเอสูงมาก ถ้าผัดกับน้ำมันจะดูดซึมได้ดีโดยร่างกายมนุษย์ (เพราะวิตามินเอละลายในน้ำมัน)

ผลฟักทอง
ประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบอาหารจากผลสุกฟักทองนี้หลายชนิด โดยอบ ย่าง และบดใส่ซุปเหมือนกับฟักทองฮัลโลวีน 
ประเทศบราซิลและแอฟริกานิยมปรุงเป็นซุป 
ประเทศญี่ปุ่นนำมาชุบแป้งทอดเป็นเทมปุระ 
ประเทศไทยนำมาประกอบอาหารโดยผัดใส่ไข่ ทำแกงเผ็ด

ฟักทองน้ำข้นมีรสดี ฝานบางอบแห้งทำข้าวเกรียบ หรือบรรจุด้วยสังขยานึ่งเป็นขนมหวาน สามารถนำเนื้อไปทำขนมพายได้เหมือนฟักทองฮัลโลวีน เนื่องจากฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูงแต่ให้พลังงานต่ำจึงเหมาะแก่ผู้ที่ต้องควบคุมอาหาร

น้ำจากเนื้อฟักทองลดน้ำตาลในเลือด
งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนพบว่า น้ำตาลโพลีแซ็กคาไรด์ที่ตรึงกับโปรตีนในเนื้อฟักทองมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด น้ำตาลดังกล่าวละลายได้ในน้ำคั้นผลฟักทอง เมื่อทดสอบกับหนูที่เป็นเบาหวานจากสารอัลล็อกซาน พบว่า น้ำตาล-โปรตีนดังกล่าวเพิ่มระดับอินซูลินในซีรั่ม ลดระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มการทนกลูโคส (glucose tolerance) สารสกัดน้ำตาลดังกล่าวในปริมาณ ๑,๐๐๐ มก./กก. น้ำหนัก ให้ผลดีกว่าการให้ปริมาณต่ำๆ และดีกว่ากลุ่มที่ได้รับยาเบาหวาน จึงสามารถนำผลการศึกษาไปใช้กับผู้ป่วยเบาหวานได้

เมล็ดฟักทอง 
คั่วและกินเป็นอาหารขบเคี้ยวได้ มีธาตุเหล็ก สังกะสีโพแทสเซียม แมกนีเซียม และกรดไขมันจำเป็น เมล็ดฟักทอง ๑ กรัมมีกรดอะมิโนทริปโทเฟน มากเท่ากับที่มีในนมสดหนึ่งแก้ว
เมล็ดฟักทองมีน้ำมันที่อุดมไปด้วยสารแกมม่า โทโคฟีรอล (รูปหนึ่งของวิตามินอี) สารนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุมูลอิสสระที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ จึงสามารถชะลอความแก่ได้เป็นอย่างดี
เมล็ดฟักทอง ๑ กรัมมีกรดอะมิโนทริปโทเฟน มากเท่ากับที่มีในนมสดหนึ่งแก้วน้ำตาลโพลีแซ็กคาไรด์ ที่ตรึงกับโปรตีนในเนื้อฟักทอง (มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด)

น้ำมันเมล็ดฟักทอง
ใช้ปรุงอาหารได้ ใช้ในประเทศแถบยุโรปตะวันออก และตอนกลาง น้ำมันเมล็ดฟักทอง (ร้อยละ ๔๒.๒ ตามน้ำหนัก) มีวิตามินอี กรดไขมันไม่อิ่มตัว มีการใช้น้ำมันเมล็ดฟักทองในการป้องกันต่อมลูกหมากโต ลดความดันเลือด ลดอาการคอเลสเตอรอลสูง โรคปวดข้อเข่า ช่วยสมรรถภาพกระเพาะปัสสาวะ ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน และใช้ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร เต้านม ปอด และลำไส้ใหญ่ 
ปริมาณน้ำมันมีร้อยละ ๑๑-๑๓ ปริมาณกรดไขมัน ไม่อิ่มตัวมีร้อยละ ๗๓-๘๑ ที่พบมากคือกรดไลโนเลอิก โอเลอิก ปาล์มมิติก และสเตอริก พบอัลฟ่า- แกมม่า- และ เดลต้าโทโคฟีรอลในปริมาณ ๒๗.๑-๗๕.๑, ๗๔.๙-๔๙๒.๘ และ ๓๕.๓-๑,๑๐๙.๗ มิลลิกรัมต่อกรัม น้ำมันตามลำดับซึ่งเป็นปริมาณที่สูง ปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวและวิตามินอีทำให้เมล็ดฟักทองเป็นอาหารที่เสริมคุณค่าโภชนาการอาหารประจำวันได้ดีมากชนิดหนึ่ง

เมล็ดฟักทองบรรเทาต่อมลูกหมากโต
น้ำมันเมล็ดฟักทองเป็นส่วนประกอบของยาพื้นบ้านที่ใช้ดูแลสุขภาพต่อมลูกหมาก มีงานวิจัยสนับสนุน ประสิทธิภาพการใช้เมล็ดฟักทองรักษาอาการต่อม ลูกหมากโต (benign prostatic hyperplacia) ชายวัย ๕๕ ปี ขึ้นไปอาจมีต่อมลูกหมากโตและแข็ง กดท่อปัสสาวะได้ และกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะไม่แข็งแรงพอจะบีบต้านแรงกดของต่อมลูกหมาก จึงทำให้เกิดมีอาการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ โรคนี้อาจพบได้ประมาณร้อยละ ๑๐ ของผู้ชายสูงอายุ

งานวิจัยสารสกัดเมล็ดฟักทองกับการทำงานของแอนโดรเจน รีเซปเตอร์ซึ่งมีผลควบคุมการเจริญของต่อมลูกหมาก จากใช้สารสกัดเมล็ดฟักทองกับชุดตรวจวัดแอนโดรเจน รีเซปเตอร์ รีพอร์ตเตอร์ยีน พบว่าสารสกัดจากเมล็ดฟักทองมีผลต้านฤทธิ์แอนโดรจีนิก (antiandrogenic effect) จริง การบริโภคเมล็ดฟักทองจึงอาจมีผลดีต่อผู้ที่มีอาการต่อมลูกหมากโตได้

ฟักทองกับความงามผิวพรรณ
เอนไซม์จากเนื้อฟักทองบด (รวมเมล็ด) มีความสามารถในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีสารต้านออกซิเดชั่น วิตามิน และแร่ธาตุ จำเป็นที่ผิวต้องการ เมล็ดฟักทองมีวิตามินอี กรดไขมันไม่อิ่มตัว และสเตอรอล จึงช่วยในการรักษาความชุ่มชื้น และซ่อมแซมผิว

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-15 07:32:31 IP : 27.130.224.125


ความเห็นที่ 36 (3400558)

 กระเจี๊ยบ...พืชมากคุณค่า
กระเจี๊ยบมอญ เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน 
น้ำกระเจี๊ยบแดง ลดความดันเลือด

กระเจี๊ยบมอญ(เบาหวาน)
ฝัก (ผล) อุดมด้วยเส้นใยอาหาร เพ็กติน วิตามินเอ บี ซี กรดโฟลิก ธาตุแมกนีเซียม โพแทสเซียม เหล็ก แคลเซียม และแมงกานีส

กระเจี๊ยบมอญเป็นพืชพื้นเมืองประเทศเอทิโอเปีย แถบศูนย์สูตรของทวีปแอฟริกา อียิปต์ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และเอเชียใต้ ปัจจุบันปลูกมากทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ส่วนใหญ่เพื่อเก็บเกี่ยวฝักกระเจี๊ยบอ่อนที่มีเส้นใยสูงใช้กินเป็นผัก 
เป็นส่วนประกอบของอาหารบราซิลที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วยไก่กับใบกระเจี๊ยบกินกับข้าว

น้ำต้มรากใช้แก้ซิฟิลิส 
น้ำคั้นรากใช้ในเนปาลเพื่อล้างแผลและแผลพุพอง 

ใบอ่อนกินแทนผักขมได้ 

ใบตากแห้งป่นเป็นผงโรยอาหารได้และชูรสอาหาร แก้ปากนกกระจอก ขับเหงื่อ 

ใบกระเจี๊ยบใช้เลี้ยงวัว ใช้ผสมสมุนไพรอื่นในการประคบลดการอักเสบปวดบวม ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แห้ง ตาดอกและดอกอ่อนรับประทานได้

เส้นใยเปลือกใช้ทำกระดาษ ลังกระดาษ ผลิตเชือก ผลิตเชือกตกปลา ตาข่ายดักสัตว์ และถักทอเป็นผ้าได้ รากก็กินได้แต่ค่อนข้างเหนียว

ฝักกระเจี๊ยบมอญ (ผล) ถูกกล่าวถึงโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวสเปนตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๗๕๙ โดยกล่าวว่าชาวอียิปต์กินผลกระเจี๊ยบกับเนื้อสัตว์เป็นอาหาร หรือนำไปดอง

สรุปโดยรวมกินฝักได้ทั้งผักสด หรือต้มทั้งฝักไม่เกิน ๑๐ นาที ลวกแล้วจุ่มน้ำเย็นจัดทันทีกินเป็นผักสลัด ไมโครเวฟผลที่ล้างแล้ว (ไม่ซับแห้ง) ๗ นาที หรือหั่นเป็นแว่นผัดกับกระเทียมและหอมใหญ่ เหยาะพริกไทยป่นกินได้ทันที หรือจะชุบแป้งทอดก็มีรสดี 

ฝัก (ผล) อุดมด้วยเส้นใยอาหาร เพ็กติน วิตามินเอ บี ซี กรดโฟลิก ธาตุแมกนีเซียม โพแทสเซียม เหล็ก แคลเซียม และแมงกานีส มีจำหน่ายทั้งสดและแช่แข็ง เมือกจากผลใช้เคลือบกระดาษให้มัน และใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน
เมล็ดแก่เรียก grana moschata มีกลิ่นหอมอยู่ในเปลือกหุ้มเมล็ด ให้กลิ่นเมื่อได้รับความร้อนหรือถูกขยี้ เมล็ดคั่วแล้วบดใช้แทนกาแฟในกลุ่มคนดำทางใต้ของสหรัฐอเมริกาแถบมลรัฐเซาต์แคโรไลน่า เมื่อคั่วให้ร้อนเมล็ดจะมีกลิ่นหอม ใช้ในแถบประเทศตะวันออกกลางในการแต่งกลิ่นกาแฟ และใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอม แป้งจากเมล็ดแก่บดใช้ทำขนมปังหรือเต้าหู้ได้ ในประเทศอินเดียใช้เมล็ดกระเจี๊ยบมอญไล่ผีเสื้อเจาะผ้า และบดผสมนมทาผิวหนังแก้คัน นอกจากนั้นแล้วเมล็ดยังให้น้ำมันที่บริโภคได้ร้อยละ ๒๒ อีกด้วย

การกินฝักกระเจี๊ยบมอญลดอาการแผลในกระเพาะอาหารดีเท่าๆ กับยา misoprotol ฝักกระเจี๊ยบมอญกับโรคคนเมืองเนื่องจากฝักกระเจี๊ยบมอญมีเส้นใยมาก การกินฝักกระเจี๊ยบมอญช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่โดยรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ให้คงที่ จึงเป็นผักที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน 

การกินเส้นใยในฝักกระเจี๊ยบมอญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลโดยการจับกับน้ำดีซึ่งมักจับสารพิษซึ่งร่างกายต้องการขับถ่ายที่ถูกส่งมาจากตับ สารเมือกในฝักมีส่วนช่วยการจับสารพิษนี้ การจับกับน้ำดีนี้เกิดในลำไส้และขับออกทางอุจจาระ จึงไม่เหลือสารพิษตกค้างในลำไส้ เส้นใยกระเจี๊ยบมอญกำจัดไขมันปริมาณสูงที่จับกับน้ำดี ได้ผลลดไขมันและคอเลสเตอรอล คล้ายกับการกินยาลดคอเลสเตอรอลและไขมันชื่อสแตติน

ฝักกระเจี๊ยบมอญต้มในน้ำเกลือกินแก้อาการกรดไหลย้อนกลับ 
การกินฝักกระเจี๊ยบมอญลดอาการแผลในกระเพาะอาหารดีเท่าๆ กับยา misoprotol ความเป็นด่างอ่อนๆ ของฝักกระเจี๊ยบมอญและเมือกลื่นช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ทำได้โดยนำฝักกระเจี๊ยบมอญตากแห้ง บดให้ละเอียด กินครั้งละ ๑ ช้อนโต๊ะ วันละ ๓-๔ เวลา หลังอาหารแล้วดื่มน้ำตาม

เส้นใยฝักกระเจี๊ยบมอญในลำไส้ใหญ่ช่วยสนับสนุนการขยายพันธุ์ของแบคทีเรียที่มีคุณค่า (โพรไบโอติกแบคทีเรีย) การกินฝักกระเจี๊ยบมอญจึงช่วยระบบขับถ่าย ระบบดูดซึมสารอาหาร ลดความเสี่ยงโรคแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย กินวันละ ๖ ฝักก็จะเห็นผล
ฝักกระเจี๊ยบมอญมีคุณสมบัติที่เป็นเมือกลื่น ในประเทศอินเดียใช้เป็นยาให้ดื่มน้ำต้มฝักกระเจี๊ยบมอญเพื่อขับปัสสาวะเมื่อมีอาการกระเพาะปัสสาวะและทางเดินปัสสาวะอักเสบ เมื่อติดเชื้อโกโนเรีย และเมื่อปัสสาวะขัด

กระเจี๊ยบแดง มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล
น้ำกระเจี๊ยบแดง เป็นยากัดเสมหะ ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันเลือด ลดความหนืดของเลือด ป้องกันต่อมลูกหมากโต แก้อาการขัดเบา และสามารถลดไขมันในเลือด
กลีบเลี้ยงสีแดงใช้ทำเครื่องดื่ม มีวิตามินเอสูง พบทั้งในประเทศไทยและแถบประเทศเม็กซิโก กลีบเลี้ยงมีเพ็กตินสูง ใช้ทำแยมและประกอบอาหารเบเกอรี่ได้ดี

สรรพคุณทางยา 
น้ำกระเจี๊ยบเป็นยากัดเสมหะ รสเปรี้ยวของดอกกระเจี๊ยบทำให้ชุ่มคอ ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันเลือด (อาจเนื่องมาจากฤทธิ์ขับปัสสาวะ) ลดความหนืดของเลือด ป้องกันต่อมลูกหมากโต แก้อาการขัดเบา และสามารถลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

ผลอ่อนต้มกินติดต่อกัน ๕-๘ วัน ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด 
ผลแห้งป่นเป็นผง กินครั้งละ ๑ ช้อนโต๊ะ ดื่มน้ำตามวันละ ๓-๔ ครั้ง ช่วยรักษาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ 
เมล็ดบดเพื่อเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และยาบำรุง 
น้ำต้มดอกแห้งมีกรดผลไม้และ AHA หลายชนิดในปริมาณสูง ปัจจุบันมีคนนำเข้าเนื้อครีมหน้าใสเป็นสินค้าโอท็อปชื่อดังไปแล้ว

จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
ดอกกระเจี๊ยบมีสารต้านอนุมูลอิสระมากในปริมาณใกล้เคียงกับบลูเบอร์รี่ เชอร์รี่และแครนเบอร์รี่ จึงอวยประโยชน์ด้านป้องกันมะเร็ง ชะลอแก่ และช่วยให้เส้นเลือดอ่อนนิ่ม
น้ำต้มดอกกระเจี๊ยบแห้งมีสารแอนโทไซยานินสูง สารกลุ่มนี้เองเป็นสารหลัก (เกินร้อยละ ๕๐) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อีกกลุ่มจะเป็นสารโพลีฟีนอลซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน สารโพลีฟีนอล ได้แก่ protocatechuic acid ไม่สลายไปเมื่อได้รับความร้อนนานๆ แต่สารแอนโทไซยานินในน้ำกระเจี๊ยบจะมีปริมาณลดลงเมื่อได้รับความร้อนต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน 

น้ำกระเจี๊ยบจะมีใยอาหารละลายน้ำได้ประมาณ ๐.๖๖ กรัม/ลิตร มีสารโพลีฟีนอลถึงร้อยละ ๖๖ ของปริมาณที่มีในกลีบเลี้ยง สรุปว่ามีใยอาหารและโพลีฟีนอล ๑๖๖ และ ๑๖๕ มิลลิกรัม/แก้ว จึงนับว่าน้ำกระเจี๊ยบเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่า

กระเจี๊ยบมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล การทดลองในหนูเมื่อได้รับสารสกัดดอกกระเจี๊ยบ ๑,๐๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม นานหกสัปดาห์พบว่า คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และแอลดีแอลในซีรัมลดลงร้อยละ ๒๖, ๒๘ และ ๓๒ ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญ อย่าลืมว่าสารสกัดนี้ไม่ใส่น้ำตาล ผู้อ่านอย่าได้รีบดื่มน้ำกระเจี๊ยบหวานจ๋อยเพื่อลดไขมันในเลือดเป็นอันขาด 

การทดลองในห้องทดลองพบว่า แอนโทไซยานิน จากกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ยับยั้งออกซิเดชั่นของแอลดีแอลและยับยั้งการตายของมาโครฟาจ สาร Delphinidin 3-sambubioside (Dp3-Sam), เป็นแอนโทไ:ยานินชนิดหนึ่งที่ได้จากดอกกระเจี๊ยบแห้ง Dp3-มีฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในห้องทดลองได้ จึงมีผลในการป้องกันการเกิดมะเร็งและอาจใช้ชะลอการลุกลามของมะเร็งบางชนิดได้ได้

น้ำกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ซึ่งช่วยลดความดันเลือด แต่สามารถคงเกลือแร่ไว้ในร่างกายได้ไม่ขับออกกับปัสสาวะหมด การศึกษาในมนุษย์เห็นได้ว่า เมื่อดื่มน้ำกระเจี๊ยบปัสสาวะจะมีสารครีเอตินีน กรดยูริก เกลือซิเทรต เกลือทาร์เรต แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม และฟอสเฟต ต่ำกว่าเมื่อไม่ได้ดื่ม น้ำกระเจี๊ยบมีพิษต่ำ แต่ถ้าดื่มเข้มข้นมากติดต่อกันนานๆจะไม่เกิดผลดีต่อร่างกาย 

ผลจากหนูทดลองพบว่า น้ำกระเจี๊ยบป้องกันตับจากการถูกทำลายเมื่อให้สารพิษแก่หนู โดยลดการเพิ่มเอนไซม์ aspartate aminotransferase (AST) และ alanine aminotransferase (ALT) ในพลาสมาหนูที่รับสารพิษ ผู้วิจัยเชื่อว่าฤทธิ์นี้มาจากความสามารถในการต้านอนุมูล อิสระของน้ำกระเจี๊ยบ

สรุปว่า ผลจากการวิจัยค้นคว้าสรรพคุณทางยาของน้ำกระเจี๊ยบของไทยมีข้อมูลวิทยาศาสตร์สนับสนุนทั้งสิ้น จึงขอนำสูตรแก้ไอ (ทำได้เอง) น้ำกระเจี๊ยบ (ทำเองไม่หวาน ได้ประโยชน์มาก)
ลาก่อนบลูเบอร์รี่ สวัสดีกระเจี๊ยบแดง

น้ำกระเจี๊ยบ ส่วนผสม 
ดอกกระเจี๊ยบแห้ง น้ำตาลทราย (หรือใบหญ้าหวาน) เกลือ 
วิธีทำ 
นำดอกกระเจี๊ยบแห้งล้างน้ำทำความสะอาด ใส่หม้อต้มจนเดือด เคี่ยวจนน้ำเป็นสีแดงข้น กรองเอาดอกกระเจี๊ยบออก ปล่อยให้เดือดสักครู่ ยกลงเติมน้ำตาลและเกลือลงไป แบ่งใส่แก้ว เติมน้ำแข็งดื่มได้ทันที หากทำมากก็กรอกใส่ขวด แช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้นาน หรือนำดอกกระเจี๊ยบมาตากแห้ง บดเป็นผง ใช้ปริมาณครั้งละ ๑ ช้อนชา ชงในน้ำเดือด ๑ ถ้วย ดื่มได้สะดวกเช่นกัน 
แก้ไอขับเสมหะโดยกระเจี๊ยบแดง
วิธีที่ ๑. 
ใช้กระเจี๊ยบสดหรือแห้งประมาณ ๑-๒ กำมือ ต้มกับน้ำ ๑ ขวดน้ำปลา เติมน้ำตาล ๒ ช้อนแกง และเกลือครึ่งช้อนชาดื่มเคี่ยวให้เหลือแก้วครึ่ง ใช้จิบบ่อยๆ ขณะน้ำยาอุ่น
วิธีที่ ๒. 
ใช้ใบสด ๑-๒ กำมือ เติมเกลือพอเค็ม ใส่น้ำ ๓ แก้วเคี่ยวให้เหลือ ๑ แก้ว จิบบ่อยๆ
วิธีที่ ๓. 
ใช้ใบสด ๓-๕ ใบ ตำให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อยคั้นเอาน้ำกินครั้งละ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ จิบก่อนอาหารหรือทุกครั้งที่ไอ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-15 08:05:58 IP : 27.130.224.125


ความเห็นที่ 37 (3400561)

 ฟักข้าว........ต้านมะเร็ง


ผลของฟักข้าวมี ๒ ชนิด 
ผลยาวมีขนาดยาว ๖-๑๐ เซนติเมตร 
ส่วนผลกลมยาว ๔-๖ เซนติเมตร 
เปลือกผลอ่อนสีเขียวมีหนามถี่ เปลี่ยนเป็นสีส้มแก่หรือแดงเมื่อผลสุก แต่ละผลหนักตั้งแต่ ๐.๕-๒ กิโลกรัม 

ที่ประเทศเวียดนามมักปลูกฟักข้าวพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหาร แต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงนิยมใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น

ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้ม ภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด (มีน้ำมัน) เป็นยา ฟักข้าว ๑ ผลจะได้เยื่อสีแดงราว ๒๐๐ กรัม 

ประโยชน์ทางโภชนาการ
ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร รสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือ ต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำ มาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค 

ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามถือว่าสีขาวเป็น   สีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่างๆ ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อม เมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วยจึงว่าเป็นของแท้  ถึงกับมีการหุงข้าวใส่สีผสมอาหารสีแดงเลียนแบบการใช้ฟักข้าวนอกฤดูกาลก็มี เชื่อว่าบำรุงสายตา

เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณบีตาแคโรทีนมาก กว่าแครอต ๑๐ เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ ๑๒ เท่า  และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ ๑๐ ของมวล การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว 

ความเชื่อที่ว่าฟักข้าวบำรุงสายตานั้นถูกต้อง แต่ต้องกินส่วนที่มาจากเยื่อเมล็ดไม่ใช่ส่วนอื่น  เมื่อใช้เยื่อฟักข้าวเสริมอาหารให้กับเด็กก่อนวัยเรียนในงานวิจัยในประเทศเวียดนาม พบว่าเด็กในกลุ่มมีปริมาณบีตาแคโรทีนและไลโคพีนในพลาสมาสูงขึ้น และกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นของเฮโมโกลบินต่ำมีความเข้มข้น เพิ่มขึ้นด้วย จึงแนะนำให้ผู้มีเลือดจางกินข้าวหุงเยื่อเมล็ดฟักข้าวสุกด้วย ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้ผลิตเป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ
 
ไลโคพีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์  พบได้ในผักและผลไม้บางชนิด ทำหน้าที่เป็นรงควัตถุรวบรวมแสงให้แก่พืช และป้องกันพืชผักจากออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว (อนุมูลอิสระ) และแสงที่จ้าเกินไป  การกินไลโคพีนที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นได้รับการพิสูจน์จากวงการแพทย์ว่ามีผลลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร เนื่องจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีไลโคพีน มากกว่าผลไม้อื่นๆ ทุกชนิด  จึงถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งจากฤทธิ์ของไลโคพีน

ฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค
ประเทศจีน
ใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า ๑,๒๐๐ ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่างๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่างๆ การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง  ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้งผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการ และใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง  เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระจึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลายกล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

ประเทศเวียดนาม 
การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

ประเทศไทย
มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว  พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว งานวิจัยอื่นของไทยและต่างประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลชิน-เอส  และโคลชินิน-บี  มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรดอะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใช้พัฒนา เภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย 
ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหา ใช้รากบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก ประเพณีล้านนาของไทยใช้   ฟักข้าวในการดำหัว (คือการสระผม) สตรีล้านนา ดำหัวสัปดาห์ละครั้ง ยาสระผมŽ ประกอบด้วย ฝักส้มป่อยจี่ ผลมะกรูดเผา ผลประคำดีควายหมกไฟพอให้สุก รากของต้นฟักข้าว รากแหย่งบดหยาบ ทั้งหมดผสมกับน้ำอุ่นหมักผมไว้สัก    ระยะหนึ่งแล้วจึงล้างออก จะทำให้แก้คันศีรษะ แก้รังแค แก้ผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ

ประเทศญี่ปุ่น
ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็งและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับ,มะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-15 08:13:02 IP : 27.130.224.125


ความเห็นที่ 38 (3400567)

 ความดันเลือดสูง กินอะไร คลายโรค


โรคความดันเลือดสูง หรือโรคแรงดันเลือดสูง ภาษาอังกฤษเรียก Hypertension ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างสูงต่อการเกิดอาการหัวใจวาย หรือหลอดเลือดสมองแตก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ แม้ความดันเลือดจะสูงมากๆ ก็ตาม บ้างทราบว่าตัวเองมีความดันเลือดสูงแต่ก็ละเลยไม่สนใจรักษาเพราะรู้สึกปกติ สบายดี ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่างๆ ตามมาภายหลัง

ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ จะทราบได้ว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ ทำได้โดยการวัดความดันเลือดเท่านั้น 

ความดันเลือดคืออะไร
ค่าความดันเลือดมี ๒ ค่า เรียกว่า "ตัวบน" และ "ตัวล่าง"
ค่าตัวบนเป็นความดันเลือดในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจบีบตัวไล่เลือดออกจากหัวใจ   ค่าตัวล่างคือความดันของเลือดที่ยังค้างอยู่ในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว
ปัจจุบันความดันเลือดที่เรียกว่า "เหมาะสม" ของผู้ที่อายุมากกว่า ๑๘ ปีคือ ตัวบนไม่เกิน ๑๒๐ มม. ปรอท และตัวล่างไม่เกิน ๘๐ มม.ปรอท  จะเรียกได้ว่ามีความดันเลือดสูงเมื่อความดันเลือดตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) ๑๔๐ และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) ๙๐ มม.ปรอท ค่าระหว่างนี้เป็น กลุ่มก้ำกึ่ง (borderline-to moderate range)ถ้าใครสงสัยว่าตัวเองมีโรคนี้หรือไม่ให้ไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยให้
 
ถ้าอายุเกิน ๔๐ แล้วก็ควรไปตรวจร่างกายปีละครั้ง เพราะคุณอาจมีความดันเลือดสูงหรืออยู่ในเกณฑ์ก้ำกึ่งโดยไม่มีอาการก็ได้ 
ถ้าทราบผลการตรวจวัดความดันเลือดแล้ว ตัวคุณและแพทย์จะได้ช่วยกันหาหนทางดูแลสุขภาพของคุณได้ถูกต้อง
ความดันเลือดสูงเกิดจากอะไร และมีอาการอย่างไร
ความดันเลือดสูงส่วนใหญ่เป็นโรคที่ไม่มีสาเหตุเฉพาะ มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารรสเค็ม เชื้อชาติ วิถีชีวิต ความ เครียด ส่วนน้อยเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด ไตวาย หรือเนื้องอกบางชนิด 
       
ทำไมต้องตรวจวัดความดันเลือด
คนที่มีความดันเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลานานจะเกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ตา หัวใจ และไต เป็นเหตุให้หลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตก เกิดเป็นอัมพาตช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอกจากนี้ อาจเกิดโรคหัวใจขาดเลือด หรือไตวายเรื้อรังได้ 

ความดันเลือดสูงมีผลทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ในที่สุดจะเกิดหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจหนา อาจเกิดภาวะ หัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายตามมา โรคความดันเลือดสูงจึงได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรเงียบ เพราะก่อความเสียหายได้มากทั้งกับหลอดเลือดและอวัยวะอื่นๆ โดยไม่แสดงอาการ กว่าจะแสดงอาการร่างกายก็ได้รับความเสียหายไปมากแล้วเกินกว่าจะบำบัดให้กลับคืนสภาพปกติได้

การละเลยไม่สนใจตรวจร่างกายของประชากรวัยกลางคน เพราะเห็นว่าร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่มีโทษต่อตนเองโรคความดันเลือดสูงนี้ถ้าทราบแต่เนิ่นๆ  ผู้ป่วยจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและชะลอความรุนแรงของโรค การควบคุมความดันเลือดสามารถป้องกันการเกิดผลแทรกซ้อนอย่างใหญ่หลวงอื่นๆ ที่จะตามมาได้ การรักษาความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่เสมอจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคแทรกทางสมอง หัวใจ ไต และหลอดเลือดในอนาคตได้

ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น การเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อก็มียาดีจัดการได้เกือบทุกโรค แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เจ็บป่วยเรื้อรังในวัยสูงอายุ  เนื่องจากขาดการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องในวัยทำงาน การดูแลหรือป้องกันความดันเลือดสูงในวันนี้จะลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนร้ายแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อคุณภาพชีวิตในช่วงหลังของเรานั่นเอง
       
การดูแลผู้มีความดันเลือดสูง
การรักษาแบ่งเป็น  ๒ ส่วนคือ 
การใช้ยา (ดูแลโดยแพทย์) 
อีกส่วนคือไม่ใช้ยา (ดูแลโดยตัวผู้ป่วยและบุคคลรอบตัว)
การไม่ใช้ยาทำได้โดยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ลดความเครียด งดบุหรี่ ลดการบริโภคน้ำตาลขัดขาว อาหารไขมันสูง กาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มปริมาณโพแทสเซียมและเส้นใยพืชในอาหาร กินอาหารหลากชนิดให้ได้แร่ธาตุและวิตามินครบ หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม จะช่วยให้ควบคุมความดันเลือดได้ดี 

ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงเล็กน้อยหรือกลุ่มก้ำกึ่ง 
อาจเริ่มการรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอยู่ด้วยก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย  ทั้งนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

อาหารที่ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มควรกิน ได้แก่ 
ผักขึ้นฉ่าย (celery) กระเทียม หอมหัวใหญ่ กล้วย ถั่วต่างๆ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน และธัญพืชที่เป็นเมล็ด ปลาทะเลจากน่านน้ำเย็น ผักใบเขียว บร็อกโคลี่ ส้มต่างๆ  ฝรั่ง และอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ผักขึ้นฉ่าย
มีสาร 3-เอ็น-บิวทิล ฟทาไลด์ (3-n-butyl phthalide) มีฤทธิ์ลดความดันเลือด และลดปริมาณ    คอเลสเตอรอลด้วย ถ้ากินวันละ ๖ ช้อนโต๊ะพูนทุกวันพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอื่นก็จะเห็นผลลดความดันเลือด (ขึ้นฉ่ายฝรั่งก้านโต ๔ ก้านต่อวัน)

กระเทียมและหอมหัวใหญ่
มีผลทั้งลดความดันและคอเลสเตอรอล ให้กินเพิ่มเติมในอาหาร ถ้ากินกระเทียมเม็ดหรือแคปซูลให้กิน ๔,๐๐๐ ไมโครกรัม  อัลลิซินต่อวัน

กล้วย
เป็นผลไม้มีราคาถูก หาได้ง่าย กินได้ทุกวัย แถมช่วยเรื่องขับถ่ายด้วย  เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยและมีโพแทสเซียมสูง 

โพแทสเซียม
ทำหน้าที่ดูแลสมดุลของน้ำและการส่งน้ำไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดูแลสมดุลความดันเลือด สมดุลกรด-ด่าง  การทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท ไต และต่อมหมวกไต 
พบได้ทั่วไปในพืชผักต่างๆ ที่มีมากได้แก่ กล้วย ส้มต่างๆ แอปพริคอต ลูกไหน ลูกพรุน ลูกท้อ ลูกเกด  สตรอเบอร์รี่ แตงกวา มะเขือเทศ กะหล่ำปลี มะเขือยาว ขมิ้นชัน ผักขม บร็อกโคลี่ มันฝรั่งทั้งเปลือก ปลาทูน่า เมล็ดฟักทองและเมล็ดทานตะวัน  
บุคคลทั่วไปต้องการโพแทสเซียมวันละ ๒,๐๐๐ มก. 
แต่ผู้ที่มีความดันเลือดสูงต้องการถึง ๓,๕๐๐ มก. ต่อวัน 
ลองกินกล้วยสองผลให้โพแทสเซียม ๙๓๔ มก.  เติมลูกพรุนครึ่งถ้วย ๗๒๑ มก. ลูกเกดครึ่งถ้วย ๕๙๘ มก. น้ำส้ม ๑ ถ้วย ๓๕๔ มก. มันฝรั่งอบทั้งเปลือก ๗๒๑ มก. และมะเขือเทศ ๑ ผล ๒๗๓ มก. ได้เกิน ๓,๕๐๐ มก.

คนที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดจะกินผักและผลไม้น้อย ทำให้ได้รับโพแทสเซียมน้อย แถมยังได้รับเกลือโซเดียมสูง ทั้งจากกะปิ น้ำปลา เกลือ ผงฟู (จากขนมปังและขนม อบ) ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ผักดอง อาหารหมัก ดอง แฮม เบคอน ไส้กรอกทุกชนิด เนื้อเค็ม ขนมกรุบกรอบ บะหมี่สำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยวน้ำและน้ำซุปทั้งหลาย

ที่สหรัฐอเมริกาประมาณว่าประชากรได้รับโซเดียม ตามสัดส่วนดังนี้
ร้อยละ ๔๕ จากอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น อาหารพร้อมอุ่น อาหารกระป๋อง อาหารซองฉีกเติมเนื้อสัตว์กินได้  น้ำสลัด เป็นต้น
ร้อยละ ๔๕ จากการปรุงอาหารที่บ้านหรือร้านอาหาร
ร้อยละ ๕ จากการเติมเกลือเพื่อปรุงรสก่อนกิน (เหมือนที่คนไทยเติมน้ำปลาพริก)
ร้อยละ ๕ เท่านั้นที่มาจากตัวอาหารเอง (จากผักและผลไม้) 

ดังนั้น แพทย์มักจะบอกให้คนที่มีความดันเลือดสูง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าความดันเลือดตัวล่าง) ปรุงอาหาร เอง และนำอาหารจากบ้านไปกินที่ทำงาน  การศึกษาในผู้ป่วยพบว่า การกินอาหารที่มีโซเดียมสูงและโพแทสเซียมต่ำอยู่เสมอมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและมะเร็ง นอกจากนี้ยังพบว่าอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงและโซเดียมต่ำจะป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและมะเร็ง และบำบัดอาการความดันเลือดสูงด้วย  การลดโซเดียมแต่ขาดโพแทสเซียมก็ยังเป็นการเสียสมดุลโซเดียม/โพแทสเซียมอยู่ดี   คนที่มีความดันเลือดสูงแบบก้ำกึ่งจึงต้องกินอาหาร ที่มีโพแทสเซียมเพิ่มตามคำแนะนำข้างต้น
       
สูตรอาหารลดความดัน
รายงานจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวว่า อาหาร ที่มีส่วนประกอบของพืชมากลดความดันเลือดได้ นอกจากนี้ยังลดคอเลสเตอรอล ควบคุมสภาวะเบาหวาน และลดน้ำหนักได้ในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีความดันเลือดสูงเมื่อกินอาหารสูตรนี้พบว่า ๒ สัปดาห์มีการเปลี่ยนแปลงของความดันเลือด คณะวิจัยเชื่อว่าการกินอาหารที่เพิ่มแร่ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ลดความดันเลือด

การกินอาหารลดความดัน (DASH หรือ Dietary Approaches to Stop Hypertension) ยังขับปัสสาวะและขับเกลือออกอีกด้วย ปัจจุบันสูตรนี้เป็นสูตรอาหารแนะนำของสมาคมโรคหัวใจ และหน่วยวิจัยปอด หัวใจ และหลอดเลือดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา คนที่มีความดันเลือดสูงถ้ากินสูตรอาหารลดความดันนี้จะเห็นผลชัดเจนสำหรับการลดความดันเลือด สำหรับคนที่มีความดันเลือดแบบก้ำกึ่งจะได้ผลการลดความดันแบบค่อยเป็นค่อยไป  

บางคนอาจจะบอกว่าให้กินน้อยจังแล้วจะอยู่ ได้อย่างไร
จริงอยู่การกินอาหารปริมาณน้อยแต่สามารถดำรงตนอยู่ได้แน่นอน  พระที่ท่านเข้ากรรมฐานฉันมื้อละ ๑๐ คำท่านยังดำรงชีพได้เลยค่ะ แต่ท่านจะไม่อ้วนและปลอดโรคด้วย ทุกคนสามารถเลือกคุณภาพของอาหารได้โดยไปเพิ่มรสชาติอาหารด้วยสมุนไพรหรือเครื่องเทศแทนเกลือดีกว่า 

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกาย เช่น เดินวันละ ๔๐ นาที และแนะนำการหายใจเข้าลึกๆ เพื่อนำออกซิเจนเข้าปอดให้มากที่สุด หาวิธีคลายอารมณ์ ลดความเครียดด้วย อาจใช้โยคะ การทำสมาธิ หรือการ สวดมนต์ก็ได้  ถ้าน้ำหนักและความเครียดของผู้ป่วยความดันเลือดสูงลดไปได้แม้เพียงเล็กน้อยก็จะช่วยลดความดันเลือดได้อีกฝ่ายหนึ่ง  

ผู้อ่านคงเหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ทำงานนั่งโต๊ะ แต่ละวันไม่ได้ใช้พลังงานเท่าไหร่เลย เดี๋ยวก็ขับรถหรือขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ไม่ได้ออกกำลังกายอีก น้ำหนักของพวกเราจึงพอกพูนและโรคภัยก็ถามหาด้วย การเปลี่ยนแปลงการกินอาหารดูจะดีกว่าการกินยาลดความดันตลอดชีวิตแน่นอน คนไทยอยู่ประเทศไทยเรื่องอาหารสด ผัก ผลไม้ หาได้ไม่ยาก ถ้าอยู่ตะวันออก-กลางต้องกินเหมือนกับอยู่เมืองไทย อย่างนี้สงสัยจะแพงน่าดู กินอยู่แบบพอเพียง มีสุขภาพกายใจแข็งแรงกันถ้วนหน้านะคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-15 08:31:06 IP : 27.130.224.125


ความเห็นที่ 39 (3400570)

 DASH diet คืออะไร
มาจากภาษาอังกฤษคำเต็มว่า Dietary Approaches to Stop Hypertension หรือเรียกว่า อาหารแดช เป็นแบบแผนอาหารที่ถูกคิดค้น และออกแบบโดยสถาบัน National Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI) ของสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการลดความดันโลหิต และป้องกันโรคความดันโลหิตสูง 
สัดส่วนปริมาณสารอาหาร DASH ที่ระบุในการศึกษาเปรียบเทียบกับปริมาณทั่วไปที่แนะนำให้ควรได้รับใน 1วัน

สาเหตุที่อาหาร “แดช” ช่วยลดความดันเลือดได้อาจมาจากสาเหตุต่อไปนี้
1. เป็นอาหารประเภทเกลือโซเดียมต่ำ
2. มีแร่ธาตุสำคัญได้แก่ โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียมสูง แร่ธาตุเหล่านี้อาจช่วยลดระดับฮอร์โมนที่ทำให้เส้นเลือดหดตัวผ่านการทำงานของแคลเซียม (calcium-regulating hormones)
3.มี nitrite ขนาดต่ำๆ ซึ่งมีมากในผัก ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือด สารนี้ถ้ามีมากเกินไปจะเกิดพิษในร่างกาย แต่ปริมาณที่มีในผักทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ และปลอดภัย
4.มีแมกนีเซียมสูง มีผลช่วยลดความดันโลหิต และระดับโพแทสเซียมสูง ช่วยปรับสมดุลของโซเดียม ทำให้ลดความดันโลหิตได้
หลักการรับประทานอาหารประเภท DASH
- อาหารไขมันต่ำ
- นมประเภทไขมันต่ำ และไขมันไม่อิ่มตัว
- เน้นรับประทานผัก ผลไม้สดมาก ๆ
- ธัญพืชชนิดที่ไม่ขัดสี (whole grain) ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท
- ถั่วเปลือกแข็งที่มีปริมาณใยอาหาร และแร่ธาตุแมกนีเซียมสูง
- จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ให้เกิน 1 drink สำหรับผู้หญิง และ 2 drinks สำหรับผู้ชาย
- จำกัดเกลือไม่ให้เกิน 6 กรัมต่อวัน หรือน้ำปลา 1 ช้อนชา (เท่ากับ โซเดียม 2400 มิลิกรัม)
- งดอาหารสำเร็จรูป เช่น อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป(ไส้กรอก แฮม)

ตัวอย่างสัดส่วนปริมาณอาหารที่ให้พลังงาน 1600 , 1800, 2000, 2400 และ 2800 แคลอรี/วัน (ส่วน)
การปรับใช้ :การเทียบส่วนบริโภค/servings
ข้าว 1ส่วน = 1ทัพพี
ผัก/ผลไม้ 1 ส่วน = 1 แผ่น CD หรือถ้วยตวง 240 มิลลิลิตร
อาหารที่มีลักษณะเป็นน้ำ 1 ส่วน = 1 ถ้วยตวง = 1.5 ถ้วยตวงข้าวสาร = 240 มล.
เนื้อสัตว์ 1 ส่วน = 1 ฝ่ามือ(ไม่รวมนิ้วมือ) หรือ ไพ่ 1 แผ่น

คำแนะนำในการบริโภคอาหาร
1. การปรุงแต่งรสชาติอาหารควรใช้สารปรุงแต่งรสเช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ๊ว ในปริมาณที่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรส (monosodium glutamate) เนื่องจากสารปรุงรสเหล่านี้มีส่วนประกอบของโซเดียมซึ่งทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง อาจทำให้มีการสะสมน้ำในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะบวมได้ และทำให้หัวใจและไตทำงานหนักมากขึ้น
2. ตารางแสดงปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรสปริมาณโซเดียมที่แนะนำที่ให้กินในแต่ละวัน(Thai RDI)ไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัม
3. หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัดหรือมีปริมาณโซเดียมสูง อาหารแปรรูปต่าง ๆ ไส้กรอก กุนเชียง แฮม หมูแผ่น หมูหยอง ผักดองต่าง ๆ เต้าหู้ยี้ ปลาเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น
4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ปาท่องโก๋ ไก่ทอด มันฝรั่งทอด หรืออาหารที่ใช้ปริมาณน้ำมันมาก ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และคลอเรสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไขมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ เป็นต้น
5. จำกัดน้ำมันในการประกอบอาหาร และควรเลือกใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน เป็นต้น
6. รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ
7. ดื่มนมพร่องมันเนยหรือผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนย เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ เป็นประจำทุกวัน พบว่าแคลเซียมจากนมจะช่วยในการควบคุมความดันโลหิตได้
ปริมาณไขมัน 
ไขมัน 1 ส่วน ให้ไขมัน 5 กรัม และพลังงาน 45 กิโลแคลอรี ไขมันแต่ละชนิดให้กรดไขมันแตกต่างกัน ดังนี้
จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์
ผู้ชายให้ดื่มไม่เกิน 2 drinks (20–30 g ethanol per day) 
ผู้หญิงไม่เกิน 1 drink (10–20 g ethanol per day)
การประยุกต์ใช้
เนื่องจากวิธีการกินอาหารดังกล่าวเป็นวิธีการของชาวต่างประเทศ ซึ่งแนะนำให้กินอาหารแต่ละประเภทเป็น "serving" (หนึ่ง serving ประมาณหนึ่งฝ่ามือ หรือเป็นปริมาณที่กินใน ๑ ครั้ง) ซึ่งยากในการปฏิบัติสำหรับคนไทยทั่วไป ดังนั้นจึงมีการดัดแปลงวิธีการดังกล่าวให้ง่ายในการปฏิบัติ คือ
1. รับประทานอาหารต่อไปนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจากเดิมที่เคยรับประทาน คือ
ผักหรือผลิตภัณฑ์จากพืช โดยเฉพาะผักสด เช่น ผักจิ้มน้ำพริก ส้มตำ ยำ 
ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้สดจะให้คุณค่าอาหารมากกว่าการคั้นน้ำ หรือที่ทำสำเร็จรูปบรรจุกล่อง(สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานต้องลดการรับประทานผลไม้ลง)
ธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งาดำ เป็นต้น 
ปลานึ่ง ปลาต้ม จะดีกว่าปลาทอดที่มีไขมันสูง 
นมพร่องมันเนยหรือนมปราศจากมันเนยหรือนมถั่วเหลือง
2. รับประทานอาหารต่อไปนี้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยรับประทาน คือ
อาหารรสเค็มและปริมาณเกลือโซเดียม เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส ปลาร้า อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น 
อาหารรสหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ขนมหวาน ไอศกรีม ขนมเค้ก ทุเรียน ทองหยิบ ทองหยอด เป็นต้น 
อาหารรสมัน เช่น ไขมันสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์ 
เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ ห่าน ซึ่งเนื้อสัตว์ที่กล่าวมาไม่ควรติดหนังติดมัน เป็นต้น
วิธีการเริ่มรับประทานอาหารลดความดันเลือดสูง ให้ปรับเปลี่ยนจากอาหารเดิมเป็นอาหารแดช แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยค่อยๆลดปริมาณเกลือโซเดียม อาจแนะนำให้เพิ่มเครื่องเทศ เช่น พริก ผักชี ยี่หร่า เพราะช่วยให้รสชาติดีขึ้น และมีปริมาณเกลือค่อนข้างต่ำ เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในด้านอาหารประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้วควรจะวัดความดันเลือดเปรียบเทียบกับความดันเลือดก่อนปรับเปลี่ยนอาหาร ถ้าความดันเลือดยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน เช่น 5-10 มิลลิเมตร ปรอท ก็ควรจะปรับลดอาหารหวาน มัน เค็ม และเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ อาหารแดชจะช่วยลดความดันโลหิตแล้ว ยังมีข้อดีอื่นๆ อีก เนื่องจากการรับประทานที่มีแคลเซียมสูง จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนได้ และการรับประทานผักและผลไม้ซึ่งมีไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ ด้วยปริมาณที่เพียงพอทุกวัน ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ไม่ท้องผูกง่าย และช่วยล้างพิษในทางเดินอาหารได้ และนอกจากนี้อาหารแดชยังมีผลดีต่อโรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง เนื่องจากการรับประทานพืชตระกูลถั่ว ซึ่งมีเส้นใยชนิดละลายน้ำจะช่วยดูดซับน้ำตาล ทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลงและอิ่มนาน จึงมีผลดีในการควบคุมเบาหวาน และการรับประทานอาหารประเภทไขมันต่ำ ยังมีผลดีต่อการควบคุมระดับไขมันในเลือดและลดความเสี่ยงโรคหัวใจ อีกด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-15 08:41:49 IP : 27.130.224.125


ความเห็นที่ 40 (3400573)

 สบายๆวันศุกร์  พูดเรื่องกินๆๆๆและกิน


กินตามสี อาหารเพื่อสุขภาพ ๕ สี
ปัจจุบันประชากรในประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ไม่ประสบปัญหาการขาดธาตุอาหาร ๕ หมู่ อันได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินอีกต่อไป แต่ประชากรดังกล่าวก็ยังมีโรครุมเร้าอยู่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันเลือดสูง โรคข้อเข่า เบาหวาน ความจำเสื่อม เป็นต้น

กลุ่มสีต่างๆ ของผักและผลไม้
สีน้ำเงิน สีม่วง แดง 
กะหล่ำปลีสีม่วง  มันสีม่วง  เผือก  องุ่นแดง  
ชมพู่มะเหมี่ยว  ชมพู่แดง  ลูกหว้า  ลูกไหน  
ลูกพรุน  ลูกเกดข้าวแดง  ข้าวนิล  ข้าวเหนียวดำ
ถั่วแดงและถั่วดำ  มะเขือม่วง  หอมแดง 
หอมหัวใหญ่สีม่วง  บลูเบอร์รี่  น้ำดอกอัญชัน

สีเขียว 
ผักคะน้า  ผักบุ้ง  ผักโขม  ผลอะโวกาโด  
เมล็ดข้าวโพด  ไข่แดงกะหล่ำปลี  ผักกาดขาว
บวบ  หน่อไม้ฝรั่ง  ถั่วพู  ขึ้นฉ่าย  กุยช่าย
ชะอม  ใบช้าพลู  ใบทองหลาง  ใบย่างนาง
สะตอ

สีขาว
ถั่วเหลือง  ลูกเดือย  ขิง  
ข่า  เมล็ดงา  แอปเปิ้ล  
ฝรั่ง  แก้วมังกรหน่อไม้  
พุทรา  ลางสาด  แห้ว
ลองกอง  เงาะ  ลิ้นจี่  
ละมุด 

สีเหลือง/สีส้ม
แครอต  ขนุน  ลูกพลับ  สับปะรด  มะนาว  
มะยม  มะม่วง  ทุเรียน  ขมิ้นชัน  เสาวรส

สีแดง
ชมพู่  ปลาแซลมอน  กุ้ง  ปู  มะเขือเทศ  
แตงโม  ส้มโอ  ฝรั่ง  มะละกอสีแดง  
ดอกกระเจี๊ยบ  สตรอเบอร์รี่  เชอร์รี่  
เมล็ดทับทิม  หัวบีด  ผลแก้วมังกร  
ดอกเฟื่องฟ้า  ตำลึง  ตะขบ

การดูแลผู้ป่วยโรคเหล่านี้ใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่มีการหายจากโรคอย่างแน่ชัด จึงเกิดมีกระแสการใช้บริการการแพทย์ทางเลือกในประเทศแถบตะวันตก มากขึ้น และเกิดความพยายามที่จะดูแลสุขภาพตนเองโดยใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติ งานวิจัยทางเคมี ชีวเคมี เภสัชวิทยา และชีววิทยาโมเลกุลตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๓ ได้สร้างความรู้ใหม่เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อ (noncommunicable disease) และเสนอแนวทางแก้ไขโรคดังกล่าวให้กับวงการแพทย์เป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีการนำสารสกัดจากพืชอาหารและสมุนไพรแบบตะวันออก เช่น จากประเทศจีน อินเดีย และญี่ปุ่น มาใช้ในประเทศซีกโลกตะวันตก เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยมากมายด้านระบาดวิทยาของการเกิดโรค พบว่ากลุ่มคนที่ปลอดโรคมีการกินอาหารเฉพาะบางชนิด การศึกษาอาหารดังกล่าวพบสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคอย่างชัดเจน  ตัวอย่างเช่น ชาวฝรั่งเศสที่ดื่มไวน์แดง มีภาวะการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันต่ำ ทั้งที่กินอาหารอุดมด้วยไขมันหลากชนิดตลอดเวลา พบว่าสารเรสเวอราทรอลในเปลือกองุ่นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านอักเสบ การดื่มไวน์แดงที่มีสารเรสเวอราทรอลจึงป้องกันการเกิดอาการของโรคดังกล่าวในคนกลุ่มเสี่ยงนี้ได้

อาหารเป็นยา
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการศึกษาสารอาหารปริมาณน้อยจากพืชที่มีผลต่อระบบการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ ผลการวิจัยจากแหล่งต่างๆ ในหลายประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า พืชจำนวนมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชเมืองร้อน) มีสารอาหารที่สามารถนำมาใช้ในการดูแลสุขภาพของคนเราได้ การกินผักและผลไม้หลายชนิดได้รับสารอาหารหลากหลายจะสามารถชะลอได้ทั้งความแก่และลดการเกิดโรคไม่ติดต่อที่ป้องกันได้

ฮิปโปคราตีสได้กล่าวไว้ว่า "จงให้อาหารของท่านเป็นยารักษาโรค และจงให้ยารักษาโรคเป็นอาหารของท่าน"

เราควรกินอย่างไรให้อาหารป้องกันและ/หรือรักษาโรคให้กับเรา คำตอบคือ กินให้ครบ ๕ สี การกินผักและผลไม้ให้ครบ ๕ สี จะทำให้ได้รับสารอาหารที่เสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ครบถ้วนโดยสามารถแบ่งพืชผักและอาหารที่มีสีตามธรรมชาติได้เป็น ๕ กลุ่มสี ดังนี้

สีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดง
สีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดง บางชนิดเกิดจากสารกลุ่มแอนโทไซยานิน (anthocyanin) เป็นโมเลกุลให้สีที่มีส่วน ประกอบสองส่วนคือ แอนโทไซยาไนดิน (anthocya-  nidin) และน้ำตาล แอนโทไซยานินมีหน้าที่ปกป้องผักและผลไม้จากการทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลต มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การวิจัยพบว่าสารกลุ่มแอนโทไซยานินมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของไขมันแอลดีแอล และยังทำให้เซลล์บุผนังหลอดเลือดมีความอ่อนนิ่ม การกินผักและผลไม้ที่มีสีน้ำเงินและสีม่วงจึงสามารถชะลอการเกิดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดและโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัวได้ ในประเทศไทยมีการใช้น้ำคั้นดอกอัญชันช่วยปลูกผมปลูกคิ้ว เชื่อว่าน้ำคั้นจากดอกอัญชันทำให้ผมดกดำได้  สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันเพิ่มความสามารถในการมองเห็นหรือชะลอการเสื่อมของดวงตา เนื่องจากสารดังกล่าวเพิ่มความสามารถการไหลเวียนในหลอดเลือดเล็กๆ ส่วนปลายทำให้มีเลือดมาเลี้ยงรากผมและดวงตาได้ดีขึ้นนั่นเอง ดอกอัญชันสามารถกินสดแกล้มน้ำพริกหรือต้มน้ำดื่มก็ได้

แอนโทไซยานินสีม่วงจากพืชตระกูลบลูเบอร์รี่ ถูกใช้เพื่อเสริมสมรรถภาพการมองเห็นและลดปัญหาที่เกิดกับระบบการหมุนเวียนของเลือด ในลักษณะเดียวกับการใช้น้ำคั้นอัญชันมาเป็นเวลานาน มีการใช้ในผู้ป่วยเบาหวานและแผลในกระเพาะอาหาร จึงมีคุณสมบัติต้านการเกิดมะเร็งทำให้เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวตาย และต้านการเกิดสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง พืชที่มีแอนโทไซยานินมักพบสารกลุ่มโพลีฟีนอลด้วย  สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยชะลอสภาวะเสื่อมของเซลล์ อาหารที่มีสีน้ำเงินและสีม่วง ได้แก่ กะหล่ำปลีม่วง มันสีม่วง องุ่นแดง ชมพู่มะเหมี่ยว ชมพู่แดงอื่นๆ ลูกหว้า ลูกไหน ลูกพรุน ลูกเกด ข้าวแดง ข้าวนิล ข้าวเหนียวดำ ถั่วแดงและถั่วดำ มะเขือม่วง หอมแดง หอมหัวใหญ่สีม่วง บลูเบอร์รี่ น้ำดอกอัญชัน น้ำว่านกาบหอย มันต้มสีม่วง และเผือก

สีเขียว
พืชผักสีเขียวนอกจากจะอุดมไปด้วยคลอโรฟีลล์แล้วยังมีสารประกอบอื่นๆ เช่น ลูทีน (lutein) อินโดล (indole) และไทโอไซยาเนต (thiocyanate) ซึ่งมีคุณสมบัติส่งเสริมสุขภาพหลายประการ ลูทีนเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เป็นสารต้าน อนุมูลอิสระ พบในผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักโขม ผลอะโวกาโด เมล็ดข้าวโพด และไข่แดง ลูทีนสามารถกรองแสงสีน้ำเงินที่มีพลังงานสูง ซึ่งเป็นเหตุก่อให้เกิดความเครียดเชิงอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อของอวัยวะ ที่รับแสง เช่น ดวงตาและผิวหนัง ในจอประสาทตาส่วนกลางมีรงควัตถุสีเหลือง มีสารลูทีนและซีอาแซนทีน (zeaxanthine) อยู่ในปริมาณมาก พบว่าลูทีนลดอัตราการเสื่อมของจอประสาทตา (macular degeneration) อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตาบอดในผู้สูงอายุได้ อินโดล-3-คาร์บินอล (I3C) ได้มาจากการสลายตัวของสารตั้งต้นเมื่อเนื้อเยื่อพืชถูกตัดหรือหั่นทำลาย โดยพบในบร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี และดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า และพืชอื่นในวงศ์นี้  สาร I3C มีฤทธิ์ต้านการเกิดมะเร็งโดยเปลี่ยนแปลงการทำงานของเอนไซม์กำจัดสารพิษและสารก่อกลายพันธุ์ในตับทำให้มีเอนไซม์กำจัดสารพิษมากขึ้น 

นอกจากนี้ยังพบว่า  I3C กระตุ้นการสังเคราะห์สาร 2-ไฮดรอกซีเอสโทรน สารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของไขมันแอลดีแอ และยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ คุณสมบัตินี้เองที่ทำให้ I3C มีฤทธิ์ ต้านการหนาและแข็งตัวของหลอดเลือด และยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งที่ถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน
ซัลโฟราเฟน (sulforaphane) เป็นสารไทโอไซยาเนต ได้มาจากการถูกไฮโดรไลซ์ของสารกลูโคราฟานิน (glucoraphanin) จากพืชวงศ์กะหล่ำปลีเมื่อถูกบริโภค พบมากในต้นอ่อนของบร็อกโคลี่ (ถั่วที่งอกจากเมล็ด) และบร็อกโคลี่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ขับสารพิษในตับได้เป็นอย่างดี ซัลโฟราเฟนกระตุ้นเซลล์ให้มีสภาวะคุ้มกันที่ดีต่อโรคต่างๆ เกิดกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ไปก่อนที่จะมีโอกาสทำความเสียหายให้กับเซลล์อันนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้ ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ในสัตว์ทดลองที่ได้รับสารก่อมะเร็ง และทำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งลำไส้ในสัตว์ทดลอง จึงนับเป็นสารป้องกันการเกิดมะเร็งได้ ใบหม่อนซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสารรูทิน (rutin) ซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ เพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย นอกจากนี้ใบหม่อนยังมีสาร คาทีชิน (catechin) ซึ่งพบในชาเขียว  ชาขาว แอปเปิ้ล และช็อกโกแล็ต คาทีชินเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในร่างกาย มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดปริมาณไขมันแอลดีแอลในกระแสเลือด การกินใบหม่อนมีผลลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงภาวะหลอดเลือดอุดตันได้ และมีฤทธิ์เพิ่มการทำงานของอินซูลิน นอกจากนี้แล้ว อย่าลืมกินผักและผลไม้สีเขียวชนิดอื่นๆ เช่น ผักกาดขาว บวบ แตงกวา หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือหลากชนิด ถั่วพูและถั่วฝักเขียวอื่นๆ ขึ้นฉ่าย กุยช่าย ชะอม ใบช้าพลู ใบทองหลาง ใบย่านาง สะตอ  เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มีแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ซีลีเนียม เพิ่มความสามารถในการทำงานให้ร่างกายอีกด้วย

สีขาว
พืชผักและผลไม้ที่มีสีขาว สีชา และสีน้ำตาลมีสารประกอบที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจ สารที่พบในผักและผลไม้สีขาวได้แก่ สารประกอบกำมะถันจากกระเทียมและหอมหัวใหญ่ ฟลาโวนอยด์หลายชนิดเพ็กติน และเส้นใยจากผลไม้หลายชนิด

อัลลิซิน (allicin) เป็นสารให้กลิ่นและรสในกระเทียม ถูกสร้างขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อกระเทียมถูกกระทบกระเทือน เกิดได้ทั้งในกระเทียมสดและกระเทียมแห้งที่ได้รับความชื้น กระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด มีฤทธิ์ลดโคเลสเตอรอล และแอลดีแอลในเลือดจึงมีการใช้ในการควบคุมปริมาณไขมันในเลือด

เควอร์เซทิน (quercetin) และแคมป์ฟีรอล (kaempferol) เป็นสารฟลาโวนอยด์พบมากในหอมหัวใหญ่ ผลแอปเปิ้ล ต้นกระเทียม  ผลฝรั่ง และชาขาว/ชาเขียว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดหรือชะลอความเสียหาย ของเซลล์และอวัยวะในร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระดังกล่าว ลดการต้านอนุมูลอิสระของไขมันแอลดีแอล จึงลดหรือชะลอการแข็งตัวและอุดตันของหลอดเลือด ฟลาโวนอยด์ทั้งสองชนิดทำงานร่วมกันในการลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งและลดการต้านยาในเซลล์มะเร็ง เมื่อมีเควอร์เซทินและแคมป์ฟีรอลยาฆ่าเซลล์มะเร็งจะออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของร่างกาย จึงอาจใช้ในการลดหรือควบคุมน้ำหนักได้ 

ไอโซฟลาโวน (isoflavone) พบในถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง (มักจะมีสีขาว) สารดังกล่าวได้แก่ เจนิสทีอิน (genistein) และเดดซีอิน (daidzein)  มีฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนอย่างอ่อน เรียก ไฟโตเอสโตรเจน ในประเทศญี่ปุ่นมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเต้านม  มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำ สันนิษฐานว่ามีความสัมพันธ์กับการได้รับไฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง นอกจากนี้แล้วสารกลุ่มนี้ยังเสริมการเพิ่มปริมาณไขมันเอชดีแอล และลดปริมาณแอลดีแอลในเลือดอีกด้วย

แซนโทน (xanthone) เป็นกลุ่มของฟลาโวนอยด์หลายชนิด พบในเนื้อสีขาวและเปลือกของผลมังคุด สารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการปวดข้อเข่า ต้านจุลชีพหลายชนิด เช่น เชื้อวัณโรค ต้านเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาว และรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในสภาพที่ดี สามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมได้  ปัจจุบันมีการจำหน่ายสารสกัดและเครื่องดื่มแซนโทนจากมังคุดในประเทศสหรัฐอเมริกา

ลูกเดือย เป็นธัญพืชที่มีประโยชน์ต่อร่างกายโพลีฟีนอลหลายชนิดในลูกเดือย เช่น กรดไซแนปปิก มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลูกเดือยใช้เป็นยาในตำราการแพทย์จีนมานาน โดยใช้รักษาโรคมะเร็งและอาการอื่น ปัจจุบันมีการทดลองใช้สารสกัดไขมันจากลูกเดือยในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ขิงและข่า เป็นพืชอาหารที่มีฤทธิ์เสริมสุขภาพและรักษาโรค สาร 6-จิงเจอรอล (6-gingerol) เป็นสารประกอบฟีนอลจากขิง  มีฤทธิ์ต้านอักเสบ สารจากขิงมีฤทธิ์ต้านการรวมตัวของเกล็ดเลือดและเพิ่มการสลายไฟบริโนเจน และมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของไขมันดีเท่ากับวิตามินซี ลดปริมาณไขมันในเลือด การกินขิงจึงเหมาะสำหรับการดูแลความดันเลือด และป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน  เหง้าข่ามีสารกาลานาล เอ และบี (galanal A, B) มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมีสารต้านการ หลั่งฮิสตามีนซึ่งควรช่วยบรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ได้

เมล็ดงา (มีทั้งสีขาวและสีดำ) มีสารลิกแนน เซซามิน (sesamin) เซซาโมลิน (sesamolin) และสารอื่นเช่น เซซามีออล (sesameol) เมล็ดงามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  เพิ่มปริมาณวิตามินอีในร่างกายโดยลดการสลายวิตามินดังกล่าว การกินเมล็ดงาในสัตว์ทดลองพบว่าสามารถลดปริมาณไขมันในกระแสเลือดใช้ลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดได้

กรดไฟติก (phytic acid) หรือ พบในธัญพืชและเมล็ดถั่ว พบมากในจมูกข้าวสาลีและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง มีคุณสมบัติดูดจับโมเลกุลของโลหะ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ลดโคเลสเตอรอล และมีฤทธิ์ลดไขมันและปริมาณน้ำตาลในเลือด 

ซาโพนิน (saponin) เป็นสารที่พบได้ในถั่วเหลือง ถั่วลูกไก่ และเมล็ดถั่วอื่นๆ มีรายงานฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซาโพนินดังกล่าวถูกย่อยสลายโดยจุลชีพในลำไส้ใหญ่  การกินเมล็ดพืชตระกูลถั่วจึงอาจป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
 
เพ็กติน เป็นเส้นใยละลายน้ำได้ เช่นที่พบในผลแอปเปิ้ล ฝรั่ง แก้วมังกร และผลไม้อื่นที่ทำแยมได้ มีความสามารถจับกับน้ำตาลและปลดปล่อยโมเลกุล น้ำตาลสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดค่อนข้างคงที่ ผลข้างเคียงคือลดความอยากอาหารให้ความรู้สึกอิ่มหลังกิน จึงใช้ในการควบคุมน้ำหนักได้ นอกจากนี้ ยังควรกินกล้วย สาลี่ เห็ด หน่อไม้ พุทรา ลางสาด แห้ว ลองกอง เงาะ ลิ้นจี่ ละมุด เมล็ดแมงลัก รวมถึงผัก ผลไม้สีขาวและสีน้ำตาลชนิดอื่นๆ อีกด้วย

สีเหลือง/สีส้ม  
พืชผักที่มีสีเหลืองและสีส้มมีสารต้านอนุมูลอิสระหลากชนิด เช่น วิตามินซี  แคโรทีนอยด์ และสารฟลาโวนอยด์ อาหารกลุ่มนี้จะช่วยรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด สายตา ลดโอกาสเสี่ยงการเกิดมะเร็ง และดูแลสุขภาพระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ได้แก่ บีตา-แคโรทีน แอลฟา-แคโรทีน และ บีตา-คริปโทแซนทิน บีตา-แคโรทีน และ แอลฟา-แคโรทีน  แคโรทีนคือโมเลกุลของวิตามินเอที่ต่อกัน ๒ โมเลกุล บีตา-แคโรทีน เป็นสารสีส้มในแครอต มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เสริมประสิทธิภาพของเซลล์นักฆ่า (natural killer cell) ในการกำจัดเซลล์มะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ซ่อมแซมสารพันธุกรรมได้ แอลฟา-แคโรทีนมีฤทธิ์ต้านมะเร็งสูงกว่าที่พบในบีตา-แคโรทีน ช่วยกระตุ้นการ กำจัดเซลล์มะเร็งของร่างกาย 

บีตา-แคโรทีน พบในแครอต ฟักทอง แตงไทย  มะละกอ มะม่วง แคนทาลูป สตรอเบอร์รี่ พริก ขนุน

แอลฟา-แคโรทีน พบในฟักทอง ถั่วแขก และผักชี แต่แนะให้กินดิบหรือถูกความร้อนครู่เดียว สารเหล่านี้มักพบใกล้เปลือก จึงควรปอกเปลือกแต่เพียงบางๆ เท่านั้น

บีตา-คริปโทแซนทิน เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่สำคัญตัวหนึ่งเป็นสารสำคัญให้สีในลูกพลับ มะละกอ มะกอก สารนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เมื่อสลายตัวจะให้วิตามินเอ กระตุ้นยีนต้านการเกิดมะเร็ง ที่เรียก RB gene) มีฤทธิ์เสริมสมรรถภาพการทำงานของปอด ผู้ที่กินบีตา-คริปโทแซนทินเป็นประจำจะลดโอกาสการเกิดมะเร็งในปอดและลำไส้ใหญ่ได้  

ฟลาโวนอยด์ เฮสเพอริดิน (hesperidin) และ   นาริงจิน (naringin) ในเปลือกส้มและเยื่อส้ม (รู้จักกัน ในนาม citrus bioflavonoid หรือ vitamin P) ฤทธิ์เสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย   

พิโนสโทรบิน (pinostrobin) ได้จากรากกระชายเหลือง มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และช่วยเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ขับสารพิษในตับ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการก่อกลายพันธุ์ จึงมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็ง  

มอริน (morin) เป็นฟลาโวนอยด์จากขนุน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านไวรัสเริม หรือเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ 2 (HSV-2) ป้องกันการเกิดมะเร็งจากการได้รับสารก่อมะเร็ง การทดลองระดับเซลล์พบว่า มอรินทำให้ระดับสารเคมีต้านมะเร็งในเซลล์มะเร็งเต้านมสูงกว่าเซลล์ที่ไม่ได้รับมอริน โดยลดการขับยาออกจากเซลล์มะเร็ง

ลูกพลับ เป็นผลไม้ที่มีสีส้ม มีรายงานว่าการทดลองให้ลูกพลับกับหนูที่มีโคเลสเตอรอลสูงสามารถลดไขมันในกระแสเลือดได้  และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทั้งนี้มีผลจากคาโรทีนอยด์ โพลีฟีนอล และเส้นใยที่ละลายน้ำได้จากลูกพลับนั่นเอง

สับปะรด มีกลุ่มเอนไซม์โบรมีเลน (bromelain) เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีนได้จากเนื้อและแกนผลสับปะรด  มีฤทธิ์ต้านการรวมตัวกันของเกล็ดเลือด มีรายงานว่าเมื
เมื่อให้โบรมีเลนกับสัตว์ทดลองสามารถสลายไขมันที่อุดตันในหลอดเลือดได้ มีฤทธิ์ต้านอักเสบ ลดความเจ็บปวดจากการอักเสบ ลดการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งในสัตว์ทดลอง 

โบรมีเลนชักนำให้เกิดการหลั่งไซโทไคน์ที่ชักนำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้ มีฤทธิ์ช่วยระบบการย่อยอาหารและสมานแผลในกระเพาะอาหาร การกินสับปะรดเป็นประจำอาจช่วยเสริมสุขภาพแบบองค์รวมได้ด้วยเหตุผลข้างต้น 

นอกจากนี้ ยังมีผักและผลไม้สีเหลือง สีส้ม อีกหลายชนิด เช่น มะนาว มะยม มะม่วง ทุเรียน มีขมิ้นชัน ที่ใช้รักษาโรคกระเพาะ และลูกเสาวรสที่มีแคโรทีนอยด์ และวิตามินซีอีกด้วย

สีแดง 
อาหารสีแดงช่วยดูแลหัวใจและหลอดเลือด  ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง และรักษาสุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะ สารที่พบในอาหารสีแดง/ชมพู ได้แก่ แคโรทีนอยด์ แอนโทไซยานิน บีทาเลน และสารประกอบ ฟีนอล แคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า แอสตาแซนทิน (astaxanthin) พบในสัตว์น้ำที่มีสีแดง เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง และปู มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าบีตา- แคโรทีน ๑๐ เท่า สามารถผ่านเข้าไปในสมองทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในสมองได้ จึงควรเลือกกินอาหารสีแดงกลุ่มนี้เป็นระยะๆ 
ไลโคพีน (lycopene) เป็นแคโรทีนอยด์ที่ให้สี แดงแก่ผลมะเขือเทศ แตงโม ส้มโอ ฝรั่งและมะละกอสีแดง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการถูกทำลายของสารพันธุกรรมและโปรตีน  

ไลโคพีน จับกับเส้นใยได้ดี จะออกฤทธิ์ได้ดีถ้าถูกปลดปล่อยจากเส้นใยโดยใช้ความร้อน ไลโคพีนละลายในไขมัน ป้องกันผิวหนังได้ อันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้ดีกว่าบีตา-แคโรทีน  พบปริมาณมากในผิวหนัง อัณฑะ ต่อมหมวกไต และต่อมลูกหมาก ป้องกันอวัยวะดังกล่าวจากการเกิดมะเร็ง ลดปริมาณไขมันแอลดีแอลในเลือด มีรายงานวิจัยในต่างประเทศสรุปว่ากลุ่มคนที่กินผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศมากมีอุบัติการณ์การเกิดมะเร็ง ต่อมลูกหมากต่ำกว่าคนทั่วไป ทั้งนี้คงเป็นเพราะคุณสมบัติข้างต้นของไลโคพีนนั่นเอง

ดอกกระเจี๊ยบ มีสารสีแดงกลุ่มแอนโทไซยานิน เรียก ไฮบิสซิน (hibiscin) ไซยาไนดิน-3- แซมบูบิโอไซด์ และเดลฟินดิน-3-แซมบูบิโอไซด์  น้ำต้มดอกกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และมีฤทธิ์ลดความดันเลือดด้วย ดอกกระเจี๊ยบสดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าดอกกระเจี๊ยบแห้ง มีรายงานในสัตว์ทดลองว่าหนูที่ได้รับน้ำคั้นดอกกระเจี๊ยบและดอกกระเจี๊ยบแห้งมีการทำงานของเอนไซม์กำจัดสารพิษในตับสูงกว่าหนูกลุ่มควบคุม เมื่อทำการทดลองให้น้ำคั้นดอกกระเจี๊ยบสดและดอกแห้งต่อหนู ทดลองที่ได้รับสารก่อมะเร็งพบว่า กลุ่มที่ได้รับกระเจี๊ยบ มีเซลล์ผิดปกติในลำไส้ใหญ่อันเป็นเซลล์เริ่มก่อมะเร็งต่ำกว่ากลุ่มควบคุมเกินร้อยละ ๕๐ น้ำคั้นดอกกระเจี๊ยบสดและดอกกระเจี๊ยบแห้งจึงอาจใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพได้

ผลสตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ และเมล็ดทับทิม มีแอนโทไซ-ยานินหลัก ๒ ชนิด คือ ไซยาไนดิน-3-กลูโคไซด์ และเพลาโกไนดิน-3-กลูโคไซด์ งานวิจัยพบว่า ไซยาไนดิน-3-กลูโคไซด์ กระตุ้นการทำงานของยีน เอนไซม์เซลล์ผนังหลอดเลือดสร้างสารไนตริกอ็อกไซด์ ซึ่งทำให้คาดหวังว่า การบริโภคแอนโทไซ-ยานินดังกล่าวควรจะแก้ไขปัญหา ที่เกิดกับเซลล์บุผนังหลอดเลือด ควบคุมความดันเลือดและป้องกันหรือชะลอการอุดตันและแข็งตัวของหลอดเลือดหัวใจได้ 

บีทาเลน (betalain) คือสารให้สีแดงและสีม่วงในหัวบีต (beet root) ผลแก้วมังกร ผลพืช กลุ่มกระบองเพชรทั้งหมด และดอกเฟื่องฟ้า (กินได้) ประกอบ ด้วยสารบีตาไซยานินสีม่วงแดง และบีตาแซนทินสีเหลือง บีตาไซยานินมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พืชที่มีสารเหล่านี้ควรมีคุณสมบัติในการป้องกันโรคอนุมูลอิสระที่เกิดจากความเครียดได้

ผลแก้วมังกร มีทั้งที่เนื้อในสีขาว (ขอบติดเปลือก ม่วง) และสีม่วง มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง มีปริมาณเพ็กตินสูง การกินผลไม้นี้ช่วยลดระดับน้ำตาลและโคเลสเตอรอลในเลือด ลดอาการโรคกระเพาะ เนื้อผลทั้งสีขาวและสีม่วงอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากมีวิตามินซีสูงและลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด

หัวบีต มีสารกลุ่มบีทาเลนเหมือนผลแก้วมังกร  แต่มีสารจีออสมิน (geosmin) กลิ่นคล้ายดินทำให้ไม่สามารถกินได้ในปริมาณมาก  ถ้ากินมากจะมีการ ขับสีออกจากร่างกาย ในผลไม้สีแดง เช่น ราสเบอร์รี่และสตรอเบอร์รี่ มีสารประกอบฟีนอลเรียกกรดเอลลาจิก (ellagic acid)  สารนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็งโดยป้องกันการจับของสารก่อมะเร็งกับสารพันธุกรรมในเซลล์ และเสริมการทำงานของเอนไซม์กำจัดสารพิษ ในตับ

อย่าลืมผลไม้พื้นบ้าน เช่น ลูกตะขบ ลูกตำลึง ลูกเชอร์รี่ (เปรี้ยวๆ) ล้วนมีคุณค่าเสริมสุขภาพทั้งนั้น

ที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่างของคุณค่าของผัก ผลไม้ และอาหารธรรมชาติสีต่างๆ ที่มีต่อการรักษาสุขภาพ ผักและผลไม้อื่นๆ ก็มีคุณค่าคล้ายคลึงกัน การจัดเป็นกลุ่มสีนี้ทำให้ง่ายต่อการเลือกกิน จึงแนะนำให้กินอาหาร ๕ สีในแต่ละวัน และสลับสับเปลี่ยนชนิดของอาหารในแต่ละสีไปเรื่อยๆ เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-15 08:48:53 IP : 27.130.224.125


ความเห็นที่ 41 (3404337)

 ฟ้าทะลายโจร....ดูให้ลึกอย่าใช้พร่ำเพรื่อ

สรรพคุณของฟ้าทะลายโจร
ทุกส่วนของฟ้าทะลายโจรมีรสขม จึงมีคุณสมบัติเป็นยาได้ดี โดยสรรพคุณหลักๆ ของฟ้าทะลายโจร มี 4 ประการ
1.แก้ไข้ทั่วไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองว่า ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ผู้ที่เป็นหวัด หรือร้อนในบ่อยๆ หากรับประทานฟ้าทะลายโจร จะสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น จึงไม่เป็นหวัดง่าย อาการร้อนในจะหายไป
2.ระงับอาการอักเสบ เช่น อาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนังฝี ฯลฯ
3.แก้อาการติดเชื้อ เช่น ท้องเสีย กระเพาะ หรือลำไส้อักเสบ
4.เป็นยาขม ช่วยให้เจริญอาหาร


ทั้งนี้ ฟ้าทะลายโจรนี้สามารถเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ อีกทั้งไม่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือดื้อยา เหมือนยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ ฟ้าทะลายโจร ยังช่วยป้องกันตับ จากสารพิษหลายๆ ชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย

วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ตามอาการต่างๆ

แก้ไข้เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ
ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลามี
อาการ หรือหากเป็นฟ้าทะลายโจรผง ให้นำไปผสมน้ำผึ้งใช้กวาดคอ หรือหากเป็นยาเม็ด 250 มิลลิกรัม ให้รับประทาน 3 เวลาก่อนอาหาร และก่อนนอน 3-5 วัน เมื่ออาการหาย ก็หยุดยา

กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส 
ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา

แก้ท้องเสีย ท้องเดิน เป็นบิดมีไข้ อาหารเป็นพิษ
ใช้ทั้งต้น หรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง หั่นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ (หนักประมาณ 3-9 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มตลอดวัน หรือให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา ฟ้าทะลายโจรจะเข้าไปขับเอาสารพิษในลำไส้ออก และช่วยลดการระคายเคืองต่อผนังลำไส้ ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ลง ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ทั้งนี้ เนื่องจากฟ้าทะลายโจร ไม่ใช่ยาหยุดอาการท้องเสียโดยตรง ดังนั้นผู้ป่วยจะยังคงถ่ายเหลวต่อไป หลังจากใช้ยา หากต้องการให้หยุดถ่าย ควรให้สารที่มีรสฝาดร่วมด้วย เช่นใบฝรั่ง น้ำชา หรือแป้งกล้วย

รักษาไข้ไทฟอยด์
ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร เป็น เวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้น ควรกินยาบำรุงฟื้นกำลังผู้ป่วย ฟ้าทะลายโจร จะทำลายเชื้อไทฟอยด์ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำเหลือง ในผนังลำไส้เล็ก ลำไส้ที่เป็นอัมพาตอยู่เดิม ก็จะเริ่มทำงาน นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังช่วยเร่งให้ตับสร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร

รักษาโรคตับ
รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และควร ให้ยาบำรุงร่วมด้วย หลังจากฟื้นไข้แล้ว

โรคงูสวัด
ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะอยู่นาน 3 สัปดาห์ ถ้าให้ฟ้าทะลายโจรครบตามเวลา งูสวัดจะไม่กลับมาเป็นอีก ส่วนตุ่ม แผลพุพอง ใช้ยาเสลดพังพอนทา หรือใช้ว่านนาคราช หรือใบจักรนารายณ์ ตำใส่สุรา ใช้ทาหรือพอกก็ได้

แผลจากโรคเบาหวาน
สามารถใช้ฟ้าทะลายโจร รักษาแผลอักเสบเนื่องจากเบาหวานได้ เพราะฟ้าทะลายโจร ทำไห้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ใช้ได้ทั้งกิน ทั้งทา

โรคเบาหวาน 
ใช้ต้นฟ้าทะลายโจร และว่านเอ็นเหลือง กระชาย ทำเป็นยาเม็ดกิน

ริดสีดวงทวาร 
ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน อาการเลือดออก หรือปวดถ่วงจะหายไป และถ่ายได้สะดวกเป็นปกติ

รูปแบบการนำไปใช้
1. ใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างให้สะอาด สับเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง แก้เจ็บคอได้ หากจะใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ให้ใช้ 2-3 กำมือ
2.ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทาน ครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน
3.ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เพื่อให้สะดวกในการรับประทาน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูปยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล 
4.ใช้ในรูปยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้ว แช่ด้วยเหล้าโรงพอท่วมยา ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละครั้ง เมื่อครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร
5.ใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเกลือเล็กน้อย เติมเหล้าครึ่งถ้วยยา น้ำครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากันแล้วรินเอาน้ำดื่ม ส่วนกากที่เหลือนำไปใช้พอกแผล-ฝี แล้วใช้ผ้าสะอาดพันไว้

บุคคลที่ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจร
1. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A
2. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคไตอักเสบจากเคยติดเชื้อ Streptococcus group A
3. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค
4. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอ เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย และมีอาการรุนแรง เช่น มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น
5.ผู้ที่เป็นความดันต่ำ เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ลดความดันเลือดได้
6.สตรีมีครรภ์

ข้อควรระวัง
1. ฟ้าทะลายโจรอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ปวดเอว หรือวิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ในผู้ป่วยบางราย หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร
2. หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรง ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 3 สัปดาห์
3. หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-10 20:17:42 IP : 14.207.86.97


ความเห็นที่ 42 (3406605)

 

มะเฟือง...มีมากกว่านั้น

นักโภชนาศาสตร์ได้วิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของมะเฟืองแล้วพบว่า อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและพลังงานในปริมาณไม่น้อยเลย

ดังนั้นคุณค่าของมะเฟืองตามสารอาหารที่พบแล้วก็จะเห็นว่า มะเฟืองหนึ่งผลนั้นสามารถที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย กล่อมประสาทช่วยระงับความฟุ้งซ่าน จึงช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นในผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ

ส่วนน้ำมะเฟืองคั้นนั้น ตำรายาโบราณกล่าวว่า มีสรรพคุณในการแก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกายถอนพิษก็ได้ เป็นยาขับเสมหะ ป้องกันโรคโลหิตจาง โรคเลือดออกตามไรฟัน รวมทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วย

สรรพคุณ :
ดอก - ขับพยาธิ ใบ, ผล - ทำยาต้ม ทำให้หยุดอาเจียน 
ผล
- มี oxalic ทำให้เลือดจับเป็นก้อน
- ระบาย - แก้เลือดออกตามไรฟัน
- แก้บิด ขับน้ำลาย ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว
- ลดอาการอักเสบ
ใบและราก - เป็นยาเย็น เป็นยาดับพิษร้อน แก้ไข้ ถอนพิษไข้
 
ในมะเฟืองหนึ่งผลนั้น สามารถที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง ควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย กล่อมประสาท ช่วยระงับความฟุ้งซ่าน จึงช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ ส่วนน้ำมะเฟืองคั้นนั้น ตำรายาโบราณกล่าวว่า มีสรรพคุณในการแก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกาย ถอนพิษไข้ก็ได้ เป็นยาขับเสมหะ ป้องกันโรคโลหิตจาง โรคเลือดออกตามไรฟัน รวมทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วยค่ะ
 
น้ำมะเฟือง ส่วนผสม
• มะเฟืองหั่น 40 กรัม (4 ช้อนคาว)
• น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว)
• เกลือป่น เสริมไอโอดี 1 กรัม (1/5 ช้อนชา)
• น้ำเปล่าสะอาด 200 กรัม (14 ช้อนคาว)
 
วิธีทำ
ล้าง มะเฟืองที่แก่จัด ให้สะอาด หั่น แกะเมล็ดออก แล้วนำใส่เครื่องปั่น เติมน้ำเปล่าสะอาด แล้วปั่นให้ละเอียด จะได้น้ำมะเฟือง สีเหลืองอมเขียวอ่อนๆ ติมน้ำเชื่อม เกลือ ชิมรสตามชอบ ดื่มแล้วชื่นใจ ถ้าต้องการเก็บไว้ดื่มนานๆ ไว้ดื่ม ตั้งไฟให้เดือด 3-5 นาที (แต่วิตามินบางอย่าง เช่นวิตามินซี จะหายไป) แล้กรอกใส่ขวด นึ่ง 30-30 นาที นำออกมาทิ้งไว้ให้เย็นนำแช่ไว้ในตู้เย็นเก็บ
 
ประโยชน์ที่ได้รับ
คุณ ค่าทางอาหาร น้ำมะเฟืองมีกลิ่นหอม ประกอบด้วยคุณค่าของวิตามิน เอ ช่วยบำรุงสายตา และวิตามินซี ช่วยชลอความแก่ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ป้องกันอนุมูลอิสระ (ต่อต้านสารก่อมะเร็ง) มีฟอสฟอรัส และแคลเซียมเล็กน้อย คุณค่าทางยา ช่วยขับเสมหะ ป้องกันโลหิตจาง ขับปัสสาวะ ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
 
แต่.....ผลการศึกษาปัจจัยการเกิดโรค พบว่าขึ้นอยู่กับชนิดมะเฟือง...มะเฟืองเปรี้ยวมีโอกาสเกิดโรคมากกว่ามะเฟืองชนิดหวาน เนื่องจากมีปริมาณกรดออกซาลิคมากกว่า "ถ้ารับประทานผลสดหรือผลไม้คั้น จะมีโอกาสเกิดโรคมากกว่า แต่ถ้าผ่านการดอง หรือแปรรูปหรือเจือจางในน้ำเชื่อม เช่น...ในน้ำมะเฟืองสำเร็จรูป จะทำให้ปริมาณออกซาเลตลดน้อยลง"
ปริมาณที่รับประทาน พบว่าระดับออกซาเลต ที่เป็นพิษต่อร่างกายมีค่าตั้งแต่ 2-30 กรัมของปริมาณออกซาเลต...ผลมะเฟืองเปรี้ยวมีออกซาเลต ประมาณ 0.8 กรัม ในขณะที่มะเฟืองหวานมีออกซาเลต 0.2 กรัม สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคไตอยู่เดิมอาจมีไตวายเฉียบพลัน จากการรับประทานมะเฟืองเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ ระดับความรุนแรงยังขึ้นอยู่กับภาวะพร่องหรือขาดน้ำ จากการรายงานผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายหลังรับประทานมะเฟือง พบว่าผู้ป่วยดื่มน้ำมะเฟืองหลังจากการทำงานหนักหรือสูญเสียเหงื่อมาก จะยิ่งมีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น เนื่องจากผลึกแคลเซียมออกซาเลตจะอิ่มตัว และตกผลึกง่ายขึ้นในเนื้อไต
ในผู้ที่มีไตเรื้อรังอยู่ก่อนโดยเฉพาะผู้ที่ไตวายต้องล้างไตแล้ว มะเฟืองมีผลต่อระบบประสาทด้วย มีรายงานในผู้ป่วยกว่า 50 รายทั่วโลก...มะเฟืองอาจมีสารที่เป็นพิษกับระบบประสาท ซึ่งผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไปจากการที่สมองบวม จากการที่มีผลึกนิ่วออกซาเลตไปเกาะสมอง หรือการที่มะเฟืองมีสารพิษอื่นที่กระตุ้นสมอง สารพิษต่อสมองนี้จะสะสมในภาวะไตวาย ดังนั้น...การเกิดพิษลักษณะนี้พบได้น้อยมากในคนปกติ และผู้ป่วยมักต้องรับประทานผลมะเฟืองเป็นจำนวนมาก

"ผู้ป่วยไตวายอาจมีอาการทางสมองหลังรับประทานมะเฟืองทั้งชนิดหวานและชนิดเปรี้ยวเพียงหนึ่งผล อาการมักเริ่มไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทานมะเฟือง โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน สะอึก ตามด้วยภาวะซึมหรือชัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังหยุดรับประทานมะเฟือง หลังการล้างไตเพื่อเอาพิษมะเฟืองออก...อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตหลังรับประทานมะเฟือง"

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-22 17:35:43 IP : 14.207.149.81



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.