ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ตัวยาที่มีฤทธิ์แรง ตอนที่๑

ตัวยาที่มีฤทธิ์แรง ตอนที่๑


 ตัวยาที่มีฤทธิ์แรง

พระอาจารย์กล่าวไว้ว่า วัตถุธาตุนานาชนิดในโลก  ล้วนแต่เป็นยาทั้งสิ้นหากใช้วัตถุนั้นได้อย่างถูกต้อง    ตัวยาบางอย่างมีฤทธิ์แรงและอันตราย  การใช้ตัวยานี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง หากใช้เกินขนาด  หรือใช้ไม่ถูกวิธี  ก็อาจทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

๑. เมล็ดสลอด   

-      มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย   กินมากจะถ่ายมาก เป็นอันตราย  อ่อนเพลีย เสียน้ำ ในร่างกาย อาจถึงตายได้ 

-      สรรพคุณเมล็ดสลอด  ถ่ายเสมหะ และโลหิต ถ่ายน้ำเหลืองเสียและถ่ายพยาธิ

ต้นสลอด

-      ชื่ออื่นที่มีการ เรียกกัน มะข่าง  มะคัง  มะตอด  หมากทาง  หัสคึน  ลูกผลาญศัตรู  สลอดต้น  หมากหลอด

-      ลักษณะของต้นสลอด  เป็นไม้พุ่ม โดยจะมีความสูง โดยเฉลี่ย ประมาณ 5 เมตร ส่วนใบนั้น จะเป็นใบเดี่ยว ที่มีการเรียงสลับ ลักษณะของใบนั้น จะเป็นรูปไข่ ส่วนใบ ของสลอดนั้น จะเป็นสีเขียวอ่อนแกมน้ำตาล  ส่วนดอกช่อนั้น จะมีการออกดอก เกิดขึ้นมาที่ซอกใบ ส่วนของดอก ที่จะประกอบด้วยดอกตัวเมียอยู่ด้านล่าง ส่วนดอกตัวผู้ จะอยู่ด้านบน ของดอก

เมล็ดสลอด

-      ส่วนของผลแห้ง ที่จะมีการแตกได้ มี 3 พู ภายในผลนั้น จะมีเมล็ดอยู่ ประมาณ 1-3 เมล็ด

-      สรรพคุณทางยาของสลอด : โดยเราจะนำสลอดมาใช้ โดยการใช้เมล็ด ที่สามารถนำมา ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ซึ่งสลอดนั้น จะมีฤทธิ์ที่มีความรุนแรงมากๆ เพราะฉะนั้น หากนำมาใช้ ในการขับถ่าย จะต้องระวังขนาดที่ใช้ ด้วยเสมอ อาจจะถ่ายไม่ยอมหยุดเลยก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันจัดว่า สลอดนั้น เป็นพืชที่มีพิษ จึงไม่ได้มีการ นำมาเอาสลอดนั้น มาใช้ในการรับประทาน เพื่อช่วยในการขับถ่าย

๒. ยางตาตุ่ม     

-      มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย   รับประทานมากถ่ายมาก ทำให้หมดกำลังอาจถึงตายได้ 

-      สรรพคุณยางตาตุ่ม  ถ่ายพยาธิ ถ่ายโลหิต และเสมหะ ถ่ายอุจจาระธาตุ

ต้นตาตุ่มทะเล

-      ต้นตาตุ่มทะเล เป็นพืชในวงศ์เดียวกับยางพารา ลักษณะลำต้นเป็นไม้พุ่ม   ความสูง  5-10 เมตร มีใบเรียวแหลม  ขอบใบหยัก เปลือกลำต้นเรียบ

-      ลักษณะพิเศษ   คือถ้าต้นตาตุ่มทะเลขึ้นอยู่ใกล้กับต้นโกงกาง ขนาดจะใกล้เคียงกัน แต่ถ้าขึ้นห่างกัน จะเตี้ยกว่า  

ยางตาตุ่ม

-      ยางสีขาวจากต้นตาตุ่มทะเล  มีพิษที่รุนแรงมาก หากว่าโดนผิวหนัง จะทำให้เกิดอาการบวมแดง   เป็นผื่นคัน  หากว่าเข้าตา จะทำให้ตาบอดได้ วิธีแก้คือ ล้างด้วยน้ำฝนหลายๆครั้ง

-      ถ้ารับประทานเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง 

-      ชาวประมงที่อาศัยอยู่ริมทะเล จะรู้ฤทธิ์ของยางต้นตาตุ่มทะเลดี  จึงหลีกเลี่ยงที่จะนำไม้มาทำเป็นไม้ตับ สำหรับปิ้งปลา หรือย่างปลา   

-      ประโยชน์ในทางยารักษาโรค ใช้แก่นรักษาโรคเรื้อน  เป็นส่วนผสมในการปรุงยาลม และใช้ฝนทาแก้อาการคัน แก้บวมได้

๓. ยางสลัดได    มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย  

- กินมากถ่ายมาก  ทำให้หมดกำลังอ่อนเพลีย  อาจตายได้  

-       สรรพคุณยางสลัดได  ถ่ายพยาธิน้ำเหลืองเสีย  ถ่ายอุจจาระธาตุ  ถ่ายพิษตานซาง

ต้นสลัดได

-      ชื่ออื่น  สลัดไดป่า (ภาคกลาง) ,เคียะผา (ภาคเหนือ) , กะลำพัก (นครราชสีมา) ,หงอนงู (แม่ฮ่องสอน)

-      ไม้ต้น ทุกส่วนมียางสีขาว กิ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมอวบน้ำ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กลับ อวบน้ำ ใบร่วงง่าย ดอกช่อสั้น ใบประดับสีเหลือง ดอกตัวผู้และตัวเมียไม่มีกลีบดอก  ลักษณะผลเป็นผลแห้ง แตกได้ ขนาดเล็ก มี 3 พู

-      ส่วนที่ใช้เป็นยา ก็คือ แก่น และ ยาง

-      สรรพคุณทางยา แก่นของต้นแก่ เรียกว่า กะลำพัก มีรสขมหอม แก้ไข้ บำรุงหัวใจ

-      ยางสดจะมีสีขาว ใช้ทากัดหูด หมอชาวบ้านที่มีประสบการณ์ในด้านการใช้ยางสลัดไดสด ๆ รักษาหูด ให้ทาวาสลีนรอบ ๆ แล้วเอายางสดนั้นทาหัวหูด วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อหัวหูดหลุดออกไป ,   ยางสดมีพิษ ถ้าลดพิษยางแล้วปรุงเป็นยาถ่ายอุจจาระอย่างแรง 

-      วิธีการลดพิษ ยางจากต้นมีพิษระคายเคือง ต้องลดความเป็นพิษด้วยการ ประสะ  ยางสด ถ้าถูกผิวหนังจะคันแดงแสบ ถ้าเข้าตา ตาจะอักเสบ ให้ใช้อย่างระมัดระวัง

๔. ลูกแสลงใจ    มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  

-  รับประทานมาก ชักระตุก ถึงตายได้

-      สรรพคุณลูกแสลงใจ  บำรุงหัวใจ  บำรุงประสาท  แก้พยาธิผิวหนัง  แก้ลมอันกระเพื่อมในอุทร 

       ต้นแสลงใจ

-      ชื่ออื่น :  กระจี้ กะกลิ้ง ตูมกาแดง แสลงทม แสลงเบื่อ แสลงเบือ

-      ไม้ต้น สูงประมาณ 30 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 5 - 8 ซม. ยาว 7 - 12 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีเขียวอ่อน ผลเป็นผลสด รูปกลม เมล็ดกลมแบนคล้ายกระดุม สีเขียวแกมเทา มีขนสีน้ำตาลอ่อนนุ่มปกคลุม

-      สรรพคุณ :  เมล็ด  
-
  มี Alkaloid  เรียกว่า Strychnine
-  เป็นยาบำรุงหัวใจให้เต้นแรงและบำรุงประสาทอย่างแรง

-      มีรสเมาเบื่อขมเล็กน้อย ตัดไข้ตัดพิษกระษัย   เจริญอาหาร 

-      ทิงเจอร์นักสะวอมมิกา (Tincture Nux vomica) เป็นยาน้ำสีเหลืองทำจากเมล็ดของต้นแสลงใจ รับประทานได้ 5-15 หยด

-      เป็นยาบำรุงประสาท  ให้มีกำลังรู้สึกเฉียบแหลมขึ้น บำรุงเส้นประสาทชนิดโมเตอร์ ให้กระเพาะและลำไส้ขย้อนอาหารและขับน้ำไฟธาตุ

-      ใช้แก้โรคอัมพาต เส้นตายและเนื้อชาไม่รู้สึก

-      ใช้เป็นยาบำรุงความกำหนัด

-      ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เป็นยาระบายอย่างอ่อน
          ***  ยานี้รับประทานมากไม่ได้เป็นยาพิษ          

-      ใช้แก้ในทางประสาทพิการ เส้นตาย หรือเป็นเหน็บชาต่างๆ

-      แก้โรคอันเกิดจาก ปากคอพิการ ขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้พิษงู พิษตะขาบ พิษแมลงป่อง แก้ลมกระเพื่อมในท้อง แก้คลื่นเหียน แก้ลมพานไส้ แก้ริดสีดวงทวาร โลหิตพิการ ทำให้ตัวเย็น ขับลมในลำไส้ 

๕. ยางฝิ่น   มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  ระงับประสาท  

-  รับประทานมาก  ระงับประสาท  ทำให้หมดสติ  อาจตายได้ 

-      สรรพคุณยางฝิ่น   แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย   แก้โรคบิด( เป็น ยาเสพติด)

ฝิ่น ( Opium )  เป็นสิ่งเสพติดที่สกัดได้จากยางของเปลือกผลฝิ่นดิบ มีลักษณะเป็นยางเหนียว สีน้ำตาลไหม้ มีรสขม

-      ฝิ่นเป็นพืชต้นตอที่นำไปสกัดเป็นมอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคอีน

-      ใบฝิ่นมีสารเสพติดที่สำคัญ คือ มอร์ฟีน ในวงการแพทย์ปัจจุบันจะใช้มอร์ฟีนผสมตัวยาแก้ไข้และยาแก้โรคท้องร่วง

-      ในทางเภสัชวิทยาถือว่า Alkaloid ในฝิ่นมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อของร่างกายหย่อนคลายตัว   และเป็นยาทำให้นอนหลับ (Hypnotic)

-      ผู้ที่เสพฝิ่นเข้าไปในร่างกาย ฝิ่นจะออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางและกดศูนย์ควบคุมการหายใจทำให้มีอาการซึมเศร้า ใจลอย เฉยชา ชีพจรเต้นช้า หายใจช้า พูดไม่ชัด ความจำไม่ดี ไม่รู้สึกตัว ฝิ่นจะไปกดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง เบื่ออาหาร ร่างกายทรุดโทรม ตับเสื่อม

-      ถ้าเสพฝิ่นเกินขนาดอาจทำให้หมดสติ หยุดหายใจ และตายได้

๖.  กัญชา  มีฤทธิ์แรงในทางเมา ทำให้ประสาทหลอน  

-   รับประทานมาก ทำให้เสียจริตเป็นบ้า

-      สรรพคุณกัญชา   แก้ประสาทพิการ  และเจริญอาหาร

-      กัญชาเป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ลำต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต ลักษณะใบจะแยกออกเป็นแฉกประมาณ 5-8 แฉก  ขอบใบทุกใบจะมีรอยหยัก  ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามของกิ่งและก้าน  สีขาว

-      ส่วนที่นำมาเสพ คือ ส่วนของกิ่ง ก้าน ใบ และยอดช่อดอกกัญชา โดยนำมาตากหรืออบแห้ง แล้วบดหรือหั่นให้เป็นผงหยาบๆ นำมายัดไส้บุหรี่สูบ  หรือใช้เคี้ยวหรือผสมลงในอาหารรับประทาน

-      รูปแบบที่พบคือกัญชาสด, กัญชาแห้งอัดเป็นแท่งเป็นก้อน ยังพบในรูปของ น้ำมันกัญชา” (Hashish Oil) ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ได้จากการนำกัญชามาผ่านกระบวนการสกัดหลายๆ ครั้ง

-      หรืออาจพบในลักษณะของ ยางกัญชา” (Hashish) เป็นยางแห้งที่ได้จากใบ และยอดช่อดอกกัญชา ซึ่งโดยทั่วไปจะมีฤทธิ์แรงกว่ากัญชาสด

-      กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ที่ออกฤทธิ์หลายอย่างต่อระบบประสาทส่วนกลาง คือ ทั้งกระตุ้นประสาท กดและหลอนประสาท   ในเบื้องต้นจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพตื่นเต้น ช่างพูด และหัวเราะตลอดเวลา ,ต่อมาจะกดประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อน ๆ เซื่องซึม และง่วงนอน ,หากเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ จะหลอนประสาททำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้

-      กัญชาจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และในประเทศไทยไม่มีการอนุญาตให้นำมาใช้ในทางการแพทย์

-      หลายประเทศศึกษาวิจัยพบว่า กัญชาสามารถใช้เป็นยาบำบัดรักษาอาการป่วยในบางโรคได้ เช่น ลดการอาเจียนระหว่างรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด, ลดการปวดอักเสบในโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย และลดการปวดและเกร็งที่เป็นผลมาจากเส้นประสาทถูกทำลาย

สรุปข้อหาและบทลงโทษดังนี้

-      ผลิต นำเข้า หรือส่งออกจำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย- จำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปีและปรับตั้งแต่2 หมื่นบาทถึง 1 แสน 5 หมื่นบาท

-      blockquote{ border:1px solid #d3d3d3; padding: 5px; }

1

ความเห็นที่ 1 (3393814)

 ๗.     พระขรรค์ไชยศรี( หนาวเดือนห้า)  

-      มีฤทธิ์แรงในทางขับเหงื่อ ทำให้ร่างกายเย็นมาก  

-      รับประทานมาก อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

-      สรรพคุณพระขรรค์ไชยศรี   แก้ไข้  ดับพิษร้อน  ลดความร้อนในร่างกาย  ขับเหงื่อ

๘. ยางรักดำ  มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  และทางถ่าย  

รับประทานมาก  ทำให้ถ่ายมาก หมดกำลัง  อาจถึงตายได้ 

-      สรรพคุณ ยางรักดำ   ถ่ายน้ำเหลืองเสีย  ถ่ายอุจจาระธาตุ  ถ่ายพยาธิและถ่ายเสมหะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-08 18:44:23 IP : 58.9.126.255


ความเห็นที่ 2 (3393816)

 ๙. ปรอท  

-      มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  

-      รับประทานมาก  ทำให้เปื่อยพุพองและเบื่อยา  อาจตายได้

-      สรรพคุณปรอท   แก้มะเร็ง  คุดทะราด  โรคเรื้อน  รักษาโรคผิวหนังและรักษาน้ำเหลืองเสีย

-      ปรอท ที่เป็นธาตุปรอทสามารถระเหยได้ในอุณหภูมิห้อง เข้าสู่ร่างกายโดยทางเดินหายใจได้ดีกว่าทางเดินอาหาร

-      ปรอทมีความสามารถละลายในไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สมอง พิษของไอปรอท จะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการสั่นของกล้ามเนื้อ และอาการประสาท

-      อันตรายที่เกิดจากพิษของปรอท แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

๑) แบบเฉียบพลัน หายใจเอาไอปรอทเข้าไปในปริมาณมากในทันทีทันใด จะทำให้ระคายเคืองต่อระบบหายใจอย่างรุนแรง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หากรับประทานในปริมาณมาก จะทำให้ปวดท้องและอาเจียน หากปรอทเข้าไปถึงลำไส้ จะทำให้ถ่ายเป็นเลือด ถ้าแพ้มากอาจทำให้เสียชีวิตได้

๒) แบบเรื้อรัง เกิดจากการได้รับ สะสมปรอทเข้าไปในร่างกายทีละเล็กน้อย จะทำให้มีรสโลหะในปาก เหงือกและปากอักเสบ ทำลายระบบประสาทส่วนกลางทำให้เคลื่อนไหวสั่นกระตุก

-      ธรรมชาติของธาตุปรอทนั้นจะกินสารพิษและดึงสารพิษมารวมไว้กับตัว จึงยังมีพิษอยู่ ก่อนที่จะเอามาใช้ได้จะต้องฆ่าพิษของธาตุปรอทออกก่อน จึงนำมารักษาโรคได้

๑๐.  สารหนู   มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  

-      รับประทานมาก  ชักกระตุกทำให้ตายได้ 

-      สรรพคุณสารหนู   แก้มะเร็ง  คุดทะราด  โรคเรื้อน  แก้ประดง  รักษาน้ำเหลืองเสีย  แก้โรคผิวหนัง  และบำรุงโลหิต

-      สารหนูหรือสารประกอบของสารหนู ได้แก่ สารหนูและ/หรือสารประกอบออกไซด์ของสารหนู กำมะถันแดง และหรดาลกลีบทอง

-      รูปแบบของสารหนูจะพบร่วมกันแร่ทองแดง ตะกั่ว และสังกะสีซัลไฟด์ ส่วนใหญ่จะใช้ในทางการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าเชื้อรา เป็นต้น สารหนูในรูปของธาตุจะใช้เป็นส่วนผสมของโลหะอัลลอยด์ เช่น ผสมกับตะกั่วในแบตเตอรี่

-      พิษสารหนูมี 3 แบบ คือ พิษเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลันและเรื้อรัง.

๑) พิษเฉียบพลันจากการได้รับสารหนูปริมาณมากในคราวเดียว ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ท้องเสีย  อาจหมดสติหรือเสียชีวิตได้ อาจมีอาการความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปวดศีรษะ เพ้อคลั่ง สับสน การเคลื่อนไหวช้าลง

๒) พิษกึ่งเฉียบพลัน ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง  ผื่นผิวหนังอักเสบทั่วตัว

๓) ในระยะเรื้อรัง ผิวหนังกระดำกระด่างเป็นหย่อมๆ ทั่วตัว เกิดตุ่มแข็งที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ชาปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง เลือดจาง  ตับโตหรือตับแข็ง และเกิดมะเร็งผิวหนังหรืออวัยวะ

ภายในได้. 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-08 18:46:08 IP : 58.9.126.255


ความเห็นที่ 3 (3393817)

 ๑๑. จุนสี  มีฤทธิ์แรงทางกัดทำลาย  

-      รับประทานมาก  กัดทำลายกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ฟันโยกหลุด

-      สรรพคุณจุนสี   กัดหัวฝี  หัวหูด  รักษาคุดทะราด  รักษาฟัน

-      จุนสีสะตุหรือจุนสีที่ปราศจากน้ำ  เป็นผงสีเทาขาว

-      ขณะที่จุนสีที่พบได้บ่อยมีน้ำ 5 โมเลกุล  มีสีฟ้าสด

-      ประโยชน์เป็นสารปราบวัชพืช สารกำจัดสัตว์และแมลงรบกวน สารฆ่าเชื้อรา และยังใช้เป็นตัวทำปฏิกิริยาในทางเคมีวิเคราะห์อื่นๆ อีกทั้งนี้เพราะสีสดเข้มจากไอออนของทองแดงทำให้ง่ายแก่การสังเกตวัดผล

๑๒. เมล็ดสบู่แดง  มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย  

-      รับประทานมาก ทำให้ปวดท้องอย่างแรง  คลื่นไส้ อาเจียน  ท้องร่วงอย่างแรง กดหัวใจ  กดการหายใจ  ถึงตายได้

-      สรรพคุณเมล็ดสบู่แดง   เผาให้สุกรับประทาน ถ่ายอุจจาระธาตุ  ทำให้อาเจียน    ตำพอกบาดแผล  แก้โรคผิวหนัง

สบู่แดง

-      ชื่ออื่น :    ละหุ่งแดง (กลาง) สบู่แดง (กลาง) สบู่เลือด

-      สลอดแดง สีลอด หงษ์เทศ (ปัตตานี)

-      ลักษณะ :  ไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร ลำต้นสั้นและมีกิ่งก้านแผ่ออกไป บริเวณยอดมีขน และมีตุ่มเล็กๆ ที่มียางสีเหลืองใสเหนียว ใบมี 3-5 แฉกและมีตุ่มเหนียว ใบอ่อนสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลแดง ดอกเล็กสีแดงเข้มและมีสีเหลืองอยู่ตรงกลาง ผลรูป รียาวมี 6 ร่อง สีเขียวเมื่อแห้งเป็นสีน้ำตาล และเมื่อแก่จะแตกออกเป็น 3 ส่วน เมล็ดมี 3 เมล็ด สีดำ

-      ประโยชน์ : ใบส่วนยอดสีแดงม่วงใช้เป็นวัตถุดิบให้สีย้อมเส้นไหมให้สีเขียวอมเหลือง  

-      ในทางสมุนไพร ใบต้มรับประทานแก้ปวดท้อง  แก้ไข้ ตำพอกแก้ฝี แก้ผื่นคัน เมล็ด เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน ตำพอกทาแผลโรคเรื้อน รากมีสารพิษ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-08 18:53:28 IP : 58.9.126.255


ความเห็นที่ 4 (3393818)

 ๑๓. ยางหัวเข้าค่า  มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย  

-      รับประทานมาก  ท้องร่วงอย่างแรงอ่อนเพลีย  หมดน้ำ ถึงตายได้ 

-      สรรพคุณยางหัวเข้าค่า   ฆ่าพยาธิภายนอก  แก้ฟกบวม  แก้คุดทะราด

๑๔. เมล็ดลำโพง  

-      มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ   หลอนประสาท  

-      รับประทานมาก  ทำให้เสียสติ ตาแข็ง  หายใจขัด 

-      สรรพคุณเมล็ดลำโพง   บำรุงประสาท  แก้กระสับกระส่าย  นอนไม่หลับ

ลำโพงขาว, ลำโพงกาสลัก

-      เป็นพืชล้มลุกมีพิษชนิดหนึ่งจำพวกมะเขือ  ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ ขอบใบหยักซี่ฟันหยาบ ๆ ฐานใบ มักไม่เสมอกัน   ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงสีเขียวติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวดอก กลีบดอกติดกันเป็นหลอด ปลายบานออกเป็นรูปแตร  ผลแห้ง แตกได้ มีขนหนาคล้ายหนาม

-      ลำโพงขาว   มีกิ่งก้านลำต้นสีเขียว  กลีบดอกสีขาวชั้นเดียว ผลกลม

-      ลำโพงกาสลัก  มีกิ่งก้าน ลำต้นสีม่วงปนเขียวถึงสีม่วงเข้ม กลีบดอกสีม่วง 2-3 ชั้นซ้อนกัน  ผลรูปรี สรรพคุณตำรายาไทย 

-      ใบ รสขมเมาเบื่อ ตำพอกฝี ทำให้ยุบ แก้สะอึกในไข้พิษไข้กาฬ ยาพอกแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้แผลเรื้อรัง แก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้พิษฝี แก้ปวดแสบบวมที่แผล แก้ปวดบวม อักเสบ ใช้ทาแก้อักเสบเต้านม มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ แก้อาการปวดเกร็งท้อง และขยายหลอดลม แก้หอบหืด มีฤทธิ์กดสมอง แก้อาเจียนจากเมารถเมาเรือ แต่มีอาการข้างเคียงคือ ปากคอแห้ง

-      ใบและยอด มีอัลคาลอยด์ ที่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ แก้อาการปวดท้องเกร็ง และขยายหลอดลม ดอก รสเมาเบื่อ ตากแห้งผสมยาเส้นสูบ แก้หอบหืด โพรงจมูกอักเสบ แก้ริดสีดวงจมูก แก้การตีบตัวของหลอดลม

-      เมล็ด รสเมาเบื่อ คั่วให้หมดน้ำมัน ปรุงยาแก้ไข้พิษ ไข้กระสับกระส่าย 

-      น้ำมันจากเมล็ด รสเมาเบื่อ ปรุงยาใส่แผล แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน หิดเหา  บรรเทาอาการปวดเมื่อย ขัดยอก โดยนำเมล็ด 30 กรัม ทุบพอแหลก แล้วแช่กับน้ำมันพืช ทาตรงบริเวณที่ปวดเมื่อย หรือขัดยอก จะช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ต้องแช่เอาไว้ประมาณ 7 วัน จึงจะนำมาใช้ได้ และใช้ใส่ฟันที่

เป็นรู ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ 

-      ราก รสเมาเบื่อหวาน ฝนทาพิษร้อน ดับพิษฝี แก้ปวดบวมแก้อักเสบ สุมเป็นถ่านปรุงยารับประทาน แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เซื่องซึมเปลือกผล รสเมาเบื่อ แก้มะเร็ง คุดทะราด แก้กระษัย แก้ริดสีดวง 

-      ทุกส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเสพติดระงับปวด แก้อาการเกร็ง 

-      ทั้งต้น เป็นยาระงับปวด แก้อาการเกร็ง

-      น้ำคั้นจากต้น  เมื่อหยอดตาจะทำให้ม่านตาขยาย

ผลและเมล็ดลำโพง

***ข้อควรระวัง***  

-      ผลและเมล็ดเป็นพิษ มีสารอัลคาลอยด์   ถ้ากินเข้าไปทำให้เกิดอาการเริ่มต้นคือสายตาพร่ามัว ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ม่านตาขยายและปรับสายตาไม่ได้ทำให้ตาไม่สู้แสง  ผิวหนังร้อนแดงและมีผื่นแดงตามใบหน้าคอและหน้าอก ไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ ความรู้สึกสับสน การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ   

-      ถ้าได้รับมาก วิกลจริต เพ้อคลั่ง เคลิ้มฝัน มีอาการทางจิตและประสาท ตื่นเต้น ตาแข็ง หายใจไม่สะดวก พูดไม่ออก หายใจช้าลง ตัวเขียว

-      เมื่อแก้พิษหายแล้ว จะมีอาการวิกลจริตติดอยู่ตลอดไป รักษาไม่ค่อยหาย 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-08 18:54:36 IP : 58.9.126.255


ความเห็นที่ 5 (3393819)

 ๑๕. ยางเทพทาโร  

-      มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย  

-      รับประทานมากถ่ายแรง  หมดน้ำ  อ่อนเพลีย ถึงตายได้ 

-      สรรพคุณยางเทพทาโร   ถ่ายพยาธิ   ถ่ายน้ำเหลืองเสีย

เทพทาโร

-      เทพทาโรเป็นชื่อของต้นไม้หอมชนิดหนึ่งซึ่งสกุลเดียวกับต้นอบเชย มีลำต้นขนาดใหญ่ และยังมีชื่อให้เรียกอีกนั่นคือ จวง จวงหอม จะไคต้น จะไคหอม พลูต้นขาว  

-      ส่วนที่ใช้ : ใบ เปลือกต้น

สรรพคุณ 

-      ใบเทพธาโร – รสร้อน ใช้ปรุงเป็นยาหอมแก้ลม จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้อาการปวดท้อง ขับผายลมได้ดี ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหารให้เรอ เป็นยาบำรุงธาตุ ขับเสมหะ

-      เปลือกเทพธาโร – รสร้อน มีน้ำมันระเหย 1-25 % และแทนนิน แก้ลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ แก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร บำรุงธาตุ

-      วิธีการใช้ : เนื้อไม้สีขาว มีกลิ่นหอมฉุนเหมือนกลิ่นการบูร  กลั่นเอาน้ำมันระเหยออกมาจากเนื้อไม้นี้ได้ ใบมีกลิ่นหอมเป็นเครื่องเทศตามร้านขายยาสมุนไพรในประเทศไทย ใช้ใบนี้เป็นใบกระวานสำหรับใส่เครื่องแกงมัสมั่น

-      พบมากในภาคใต้  เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดพังงา 

-      ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

-      ประโยชน์ เนื้อไม้มีกลิ่นหอมฉุน ใช้ในการแกะสลักบางอย่าง  ทำเตียงนอน  ทำตู้  หีบใส่เสื้อผ้า กันมอด และแมลงอื่นๆ

-      ใช้เป็นยาสมุนไพร  เปลือกเป็นยาบำรุงร่างกายอย่างดี 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-08 18:55:28 IP : 58.9.126.255


ความเห็นที่ 6 (3395158)

 ๑. เมล็ดสลอด   

-      มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย   กินมากจะถ่ายมาก เป็นอันตราย  อ่อนเพลีย เสียน้ำ ในร่างกาย อาจถึงตายได้ 

-      สรรพคุณเมล็ดสลอด  ถ่ายเสมหะ และโลหิต ถ่ายน้ำเหลืองเสียและถ่ายพยาธิ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 18:44:03 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 7 (3395159)

 ลูกแสลงใจ    มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  

-  รับประทานมาก ชักระตุก ถึงตายได้

-      สรรพคุณลูกแสลงใจ  บำรุงหัวใจ  บำรุงประสาท  แก้พยาธิผิวหนัง  แก้ลมอันกระเพื่อมในอุทร 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 18:47:07 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 8 (3395160)

 ยางฝิ่น   มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  ระงับประสาท  

-  รับประทานมาก  ระงับประสาท  ทำให้หมดสติ  อาจตายได้ 

-      สรรพคุณยางฝิ่น   แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย   แก้โรคบิด( เป็น ยาเสพติด)

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 18:49:18 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 9 (3395161)

 กัญชา  มีฤทธิ์แรงในทางเมา ทำให้ประสาทหลอน  

-   รับประทานมาก ทำให้เสียจริตเป็นบ้า

-      สรรพคุณกัญชา   แก้ประสาทพิการ  และเจริญอาหาร

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 18:56:16 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 10 (3395166)

 ปรอท  

-      มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  

-      รับประทานมาก  ทำให้เปื่อยพุพองและเบื่อยา  อาจตายได้

-      สรรพคุณปรอท   แก้มะเร็ง  คุดทะราด  โรคเรื้อน  รักษาโรคผิวหนังและรักษาน้ำเหลืองเสีย

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 19:50:41 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 11 (3395167)

 สารหนู   มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ  

-      รับประทานมาก  ชักกระตุกทำให้ตายได้ 

-      สรรพคุณสารหนู   แก้มะเร็ง  คุดทะราด  โรคเรื้อน  แก้ประดง  รักษาน้ำเหลืองเสีย  แก้โรคผิวหนัง  และบำรุงโลหิต

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 19:53:44 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 12 (3395168)

 จุนสี  มีฤทธิ์แรงทางกัดทำลาย  

-      รับประทานมาก  กัดทำลายกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ฟันโยกหลุด

-      สรรพคุณจุนสี   กัดหัวฝี  หัวหูด  รักษาคุดทะราด  รักษาฟัน

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 19:55:44 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 13 (3395170)

 เมล็ดสบู่แดง  มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย  

-      รับประทานมาก ทำให้ปวดท้องอย่างแรง  คลื่นไส้ อาเจียน  ท้องร่วงอย่างแรง กดหัวใจ  กดการหายใจ  ถึงตายได้

-      สรรพคุณเมล็ดสบู่แดง   เผาให้สุกรับประทาน ถ่ายอุจจาระธาตุ  ทำให้อาเจียน    ตำพอกบาดแผล  แก้โรคผิวหนัง

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 19:57:31 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 14 (3395171)

  เมล็ดลำโพง  

-      มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ   หลอนประสาท  

-      รับประทานมาก  ทำให้เสียสติ ตาแข็ง  หายใจขัด 

-      สรรพคุณเมล็ดลำโพง   บำรุงประสาท  แก้กระสับกระส่าย  นอนไม่หลับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 19:59:20 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 15 (3395172)

 ลำโพงขาวลำโพงกาสลัก

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 20:00:16 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 16 (3395185)

 ยางเทพทาโร  

-      มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย  

-      รับประทานมากถ่ายแรง  หมดน้ำ  อ่อนเพลีย ถึงตายได้ 

-      สรรพคุณยางเทพทาโร   ถ่ายพยาธิ   ถ่ายน้ำเหลืองเสีย

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 20:21:05 IP : 58.11.170.247


ความเห็นที่ 17 (3396315)

 ความรู้เพิ่มเติมสำหรับตัวยาที่มีฤทธิ์แรง ( ไม่ออกสอบค่ะ )

 
  สลอด.....
 
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Croton tiglium L.
 
ชื่อสามัญ :   Purging Croton, Croton Oil Plant
 
วงศ์ :   EUPHORBIACEAE
 
ชื่ออื่น :  บะกั้ง (แพร่) มะข่าง มะคัง มะตอด หมากทาง หัสคืน (ภาคเหนือ) ลูกผลาญศัตรู สลอดต้น หมากหลอด (ภาคกลาง) หมากยอง (แม่ฮ่องสอน)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 3-6 ม. ต้นเกลี้ยง ใบเดี่ยวรูปไข่ เรียงสลับกัน ปลายใบแหลม ฐานใบกลม ขอบใบหยัก แบบซี่ฟัน มีเส้นใบ 3-5 เส้น ที่ฐานใบมีต่อม 2 ต่อม เนื้อใบบาง ก้านใบเรียวเล็ก ดอกเล็ก ออกเดี่ยว ๆ หรือออกเป็นช่อที่ยอด ใบประดับมีขนาดเล็ก ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน หรืออยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีขนรูปดาว กลีบรองกลีบดอก 4-6 กลีบ ปลายกลีบมีขน กลีบดอก 4-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน ฐานดอกมีขน และมีต่อมจำนวนเท่ากันและอยู่ตรงข้ามกันกับกลีบรองกลีบดอก เกสรผู้มีจำนวนมาก ก้านเกสรไม่ติดกัน เมื่อดอกยังอ่อนอยู่ ก้านเกสรจะโค้งเข้าข้างใน ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอกรูปไข่ มีขนที่โคนกลีบ ไม่มีกลีบดอก หรือถ้ามีก็เล็กมาก รังไข่มี 2-4 ช่อง ผลแก่จัดแห้งและแตก รูปขอบขนานหรือรี กว้าง 1-1.5 ซม. ยาวประมาณ 2 ซม. หน้าตัดรูปสามเหลี่ยมมนๆ เมล็ดรูปขอบขนานแกมรูปรี สีน้ำตาลอ่อน (ลีนา ผู้พัฒนพงศ์, 2530) 
 
ส่วนที่ใช้ :  ใบ ดอก ผล เมล็ด เปลือก ราก
 
สรรพคุณ :
 
ใบ  -  แก้ตะมอย แก้ไส้ด้าน ไส้ลาม (กามโรคที่เกิดเนื้อร้ายจากปลายองค์กำเนิดกินลามเข้าไปจนถึงต้นองค์กำเนิด)
 
ดอก -  ฆ่าเชื้อโรคกลากเกลื้อน แก้คุดทะราด
 
ผล - แก้ลมอัมพฤกษ์ ดับเดโชธาตุ มีให้เจริญ
 
เมล็ด - เป็นยาถ่ายอย่างแรง ถ่ายร้อนคอ ปวดมวน ก่อนใช้ต้องทำการประสะก่อน (อันตราย)
 
เปลือกต้น - แก้เสมหะอันคั่งค้างอยู่ในอกและลำคอ
 
ราก - แก้โรคเรื้อน ถ่ายเสมหะ ถ่ายโลหิตและลม
 
วิธีการใช้
 
ส่วนใบ - ก่อนจะนำมาผสมยา ให้นึ่งเสียก่อน
 
เมล็ด - เป็นยาถ่ายอย่างแรง การใช้เมล็ดเป็นยาถ่ายต้องระวังมาก เพราะน้ำมันในมเล็ดสลอดมีพิษร้อนคอ ไข้ปวดมวนและระบายจัด ก่อนใช้ผสมยา ต้องคั่วจนเกรียมให้หมดน้ำมันเสียก่อน อีกวิธีหนึ่งเอาเมล็ดใส่ในข้าวสุกปั้นเป็นก้อนแล้วต้มให้นานๆ จึงใช้ผสมยา อีกวิธีหนึ่งต้องเอาเมล็ดสลอดใส่ปากไหปลาร้า ทิ้งไว้ 3 วัน จึงเอาขึ้นมาตากแห้งใช้ผสมยาได้
เมื่อจะทำยาระบาย ต้องมียาคุมฤทธิ์ไว้ให้ดี มิฉะนั้นจะมีคลื่นเหียน ปวดมวนไชท้องอย่างยิ่ง ฉะนั้น การใช้สลอดนี้ ถ้ายาคุมฤทธิ์ไว้ได้ดีก็จะเป็นยาวิเศษขนานหนึ่ง แต่ถ้าวิธีคุมฤทธิ์ไว้ไม่ดีก็อย่าบังควรใช้เลย ให้ใช้ยาขนานอื่นแทน

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารอุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 10:36:22 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 18 (3396316)

 ตาตุ่มทะเล

 

ชื่อท้องถิ่น: ตาตุ่มทะเล
ชื่อสามัญ: Blind Your Eyes
ชื่อวิทยาศาสตร์: Excoecaria agallocha L.
ชื่อวงศ์: EUPHORBIACEAE
ลักษณะวิสัย/ประเภท: ไม้ยืนต้น
ลักษณะพืช: ไม้ยืนต้น ใบใหญ่หนาทึบ รูปร่างขอบขนาน ปลายแหลมมน ใบติดกับกิ่งแบบเวียน มีผิวมัน ดอกออกเป็นช่อเรียวยาว ตามโคนและก้านใบ ลำต้นและส่วนต่างๆ มียางขาว ขึ้นตามชายน้ำ ป่าชายเลน ส่วนที่เป็นพิษ คือ ยางจากต้น และสารจากต้น สารพิษคือ oxocarol, agalocol, isoagalocol ellagic acid, gallicacid การเกิดพิษ จากยาง หรือควันไฟจากการเผาไหม้ตาตุ่มทะเลเข้าตา จะทำให้ตาเจ็บ ถ้ามากอาจทำให้ตาบอดได้ถ้าหอยปูไปเกาะไม้ตาตุ่ม เมื่อนำมารับประทานจะทำให้เกิดอาการพิษ ท้องเสียอย่างรุนแรง อาเจียน รักษาโดยวิธีล้างน้ำยางออกจากผิวหนังโดยใช้สบู่ และน้ำอาจให้ยาทา สเตียรอยด์ ถ้ารับประทานเข้าไปให้เอาส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมออกใช้ activated charcoal ล้างท้อง หรือทำให้อาเจียร และรักษาตามอาการ 
ใบ  เป็นเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี หรือรูปไข่ แกมรี ถึงรูปไข่กลับ ขนาด 2-5 x 4-9 ซม. ปลายใบกลมถึงเว้าตื้นๆหรือเรียวแหลม มน ฐานใบมน ขอบใบหยัก เป็นคลื่นเล็กน้อย ใบเกลี้ยงทั้ง สองด้าน แผ่นใบนิ่มคล้ายหนัง มีสีเขียวเป็นมัน และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐ เมื่อใบใกล้ร่วง ก้านใบเรียวยาว 1-2.5 ซม.
 
ดอก  ออกเป็นช่อตามง่ามใบ เป็นช่อเชิงลด ดอกมีขนาดเล็กมาก ติดกันเป็นกระจุกช่อดอกเพศผู้มีสีเหลืองแกมเขียวยาว5-10ซม.ช่อดอกเพศเมียสั้น 2-3 ซม.
 
ผล  เป็นแบบผลแห้งแตก มี 3 พู รูปเกือบกลม ขนาด 0.5-0.7 x 0.3-0.4 ซม. ด้านแนวนอนยาวกว่าแนวตั้ง ผลเกลี้ยง สีเขียวถึงน้ำตาลเข้ม เมล็ดเกือบกลม สีดำ ออกดอก-ผล เดือนพฤษภาคม- พฤศจิกายน
 
ปริมาณที่พบ: น้อย
การขยายพันธุ์: ใช้เมล็ด
อธิบายวิธีการเพาะ/ขยายพันธุ์: -
การใช้ประโยชน์/ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์: แก้ตานขโมย แก้บวม แก้คัน แก้ไข้ ขับผายลม แก้โลหิตพิการ ถ่ายเสมหะ แก้บวม แก้ลมบ้าหมู แก้คุดทะราด ถ่ายน้ำเหลืองเสีย แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ขับมุตกิต มีฤทธิ์ถ่ายอย่างแรง
แหล่งที่พบ: ตำบลวันยาว
ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม: -
ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ได้: -
แหล่งที่มาของข้อมูล: www.scitour.most.go.th/index.php?option=com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 10:40:42 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 19 (3396318)

 สลัดได (กะลำพัก)

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Malayan Spurge Tree, Euphorbia antiquorum Linn.
ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น : กะลำพัก, เคียะผา, เคียะเลี่ยม, หนอนงู
 
รูปลักษณะ : สลัดได เป็นไม้ยืนต้น สูง 3-6 เมตร ทุกส่วนมียางสีขาว ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งเป็นรูปสามเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยม อวบน้ำ เว้าคอดต่อกัน ตามแนวสันหรือเหลี่ยมมีหนามแข็ง 1 คู่ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก อวบน้ำ หลุดร่วงง่าย จึงดูคล้ายไม่มีใบ ดอกช่อ สั้น ออกในแนวสันเหนือหนาม ใบประดับสีเหลือง ดอกตัวผู้และตัวเมียไม่มีกลีบดอก อยู่ในช่อเดียวกัน ผลแห้ง แตกได้ ขนาดเล็ก มี 3 พู
 
สรรพคุณของ สลัดได : ยางจากต้น มีพิษระคายเคือง ต้องลดความเป็นพิษด้วยการ &Quot;ประสะ&Quot; โดยนึ่งยางให้สุก แล้วตากให้แห้ง ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ยางสดใช้เป็นยากัดหูด ควรระมัดระวังในการใช้ เพราะพบสาร 3-0-Angeloylingenol ซึ่งเป็นสารร่วมก่อมะเร็ง (Co-Carcinogen) ต้นที่แก่จัด จะเกิดแก่นแข็ง เรียกว่า &Quot;กะลำพัก&Quot; มีกลิ่นหอม ใช้แก้ไข้

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 10:48:01 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 20 (3396326)

 แสลงใจ (โกฐกะกลิ้ง)

 
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Strychnos nux-vomica   L.
 
ชื่อสามัญ :   Nux-vomica Tree, Snake Wood
 
วงศ์ :   Strychnaceae
 
ชื่ออื่น :  กระจี้ กะกลิ้ง ตูมกาแดง แสลงทม แสลงเบื่อ แสลงเบือ
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : 
ส่วนที่ใช้ :ไม้ต้น สูงประมาณ 30 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 5 - 8 ซม. ยาว 7 - 12 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีเขียวอ่อน ผลเป็นผลสด รูปกลม เมล็ดกลมแบนคล้ายกระดุม สีเขียวแกมเทา มีขนสีน้ำตาลอ่อนนุ่มปกคลุม
 
สรรพคุณ :
 
เมล็ด  
-  มี Alkaloid  เรียกว่า Strychnine
-  เป็นยาบำรุงหัวใจให้เต้นแรงและบำรุงประสาทอย่างแรง
-  ยาที่เบื่อสุนัขให้ผงอัลคาลอยด์ของสตริกนิน 1 เกรน เบื่อสุนัขได้ 1 ตัว ก่อนตายมีอาการชักกะตุกจนตาย ภายใน 1-3 ชั่วโมง (**ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตถือเป็นบาป ไม่ควรทำ)
-  มีรสเมาเบื่อขมเล็กน้อย ตัดไข้ตัดพิษกระษัยเจริญอาหาร 
 
วิธีและปริมาณที่ใช้
          ทิงเจอร์นักสะวอมมิกา (Tincture Nux vomica) เป็นยาน้ำสีเหลืองทำจากเมล็ดของต้นแสลงใจ รับประทานได้ 5-15 หยด
 
          - เป็นยาบำรุงประสาท  ให้มีกำลังรู้สึกเฉียบแหลมขึ้น บำรุงเส้นประสาทชนิดโมเตอร์ ให้กระเพาะและลำไส้ขย้อนอาหารและขับน้ำไฟธาตุ
 
          -ใช้แก้โรคอัมพาต เส้นตายและเนื้อชาไม่รู้สึก
 
          -ใช้เป็นยาบำรุงความกำหนัด
 
          -ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เป็นยาระบายอย่างอ่อน
            ยานี้รับประทานมากไม่ได้เป็นยาพิษ
            สตริกนินเป็นยาด่างที่แยกออกจากยานี้ รับประทานได้ 1/200 เกรน หรือ 1/100 เกรน ใช้ยาอย่างเดียวกับยานักสะวอมมิกา
 
          -ใช้แก้ในทางประสาทพิการ เส้นตาย หรือเป็นเหน็บชาต่างๆ
 
          -แก้โรคอันเกิดจาก ปากคอพิการ ขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้พิษงู พิษตะขาบ พิษแมลงป่อง แก้ลมกระเพื่อมในท้อง แก้คลื่นเหียน แก้ลมพานไส้ แก้ริดสีดวงทวาร โลหิตพิการ ทำให้ตัวเย็น ขับลมในลำไส้ 
          ในเภสัชตำรับกล่าวว่า ลูกโกฏกะกลิ้งหรือลูกกกะจี้ หรือแสลงใจนั้น ประกอบด้วยเมล็ดแห้งสุกของ Strychnos nux vomica L. มีไม่มากกว่า 1% ของ Oganic วัตถุอื่นๆ และไม่น้อยกว่า 1.2% ของ Strychnos สรรพคุณ ของ Strychnos nux vomica  เนื่องจาก Strychnine ที่มีอยุ่ ใช้ผงผสมกับ Bismuth หรือ Pepsin ใส่ Cachet ใช้ในโรคธาตุพิการไม่มีกำลังย่อยอาหาร ใช้มากในยาผสมต่างๆ สำหรับบำรุงการย่อยอาหารในปาก ทำให้ขมและอยากอาหารในลำไส้ ทำให้ลำไส้เกิดอาการไหวตัว ใช้ผสมกับยาถ่ายต่างๆ เช่น Cascara ใช้ในโรคพรรดึกเรื้อรัง เนื่องขากลำไส้ไม่มีกำลัง ใช้ Extract อย่างแห้งผสมน้ำ เป็นยาเม็ดประกอบด้วยยาระบายหรือยาจำพวกเหล็ก สำหรับโรคโลหิตจาง
 
ใบ  - ตำกับสุรา พอกปิดแผลเรื้อรัง เน่าเปื่อยได้ดี แก้โรคไตพิการ
 
ราก - รับประทานแก้ท้องขึ้น
 
 
 
 
 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 10:58:37 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 21 (3396329)

 ต้นฝิ่น 

 

 
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Papaver somniferum L. เป็นดอกป๊อป***พันธุ์หนึ่ง ในวงศ์ Papaveraceae ชื่อสกุล Papaver เป็นชื่อภาษาละตินสำหรับเรียกพืชที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Opium poppy ส่วนชื่อชนิด somniferum แปลว่า ทำให้นอนหลับ
ถิ่นกำเนิด
พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดบริเวณเอเชียตะวันตก ขึ้นได้ดีในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วไป โดยเฉพาะหน้าดินเขาหินปูน ในที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางราว 800 เมตรขึ้นไป
ลักษณะต้น
ฝิ่นเป็นไม้ล้มลุกปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านได้บ้าง สูง 50-150 เซนติเมตร ทุกส่วนของพืชให้ยางสีน้ำนม เมื่อยางนี้ถูกอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลลักษณะใบ
ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปขอบขนาน โคนใบเว้า ขอบใบเป็นคลื่นหรือยักเว้าลึก กว้าง 5-10 เซนติเมตร ยาว 8-20 เซนติเมตร ใบที่อยู่ใกล้โคนต้นมีก้านใบสั้น
ลักษณะดอก
ดอกเป็นดอกเดี่ยว มีก้านดอกยาว20-30 เซนติเมตร ออกที่ยอด มีสีสด มีทั้งสีขาว สีชมพู สีแดง หรือสีม่วง กลีบเลี้ยงมี 2 กลีบ ร่วงง่ายกลีบดอกมี 4 กลีบ ปลายมนแผ่ออกหรือยักเป็นฝอย ร่วงง่าย เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก เกสรเพศเมียมีปลายยอดเป็นจานแผ่ออกเป็นรัศมี 4-20 แฉก เท่าจำนวนพูของของผล
ลักษณะผลและเมล็ด
ผลรูปค่อนข้างกลม ขนาดวัดผ่านศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร มีฝาปิดด้านบนเมล็ดมีขนาดวัดผ่านศูนย์กลาง 0.5-1 มิลลิเมตร รูปไต สีขาว สีนวล หรือสีเทามีจำนวนมาก
 
ประโยชน์
เมล็ดฝิ่นที่ตากแห้งแล้ว ในทางการค้าเรียก poppy seed หรือ maw seed ใช้เป็นอาหาร เช่น ใส่ในขนมปัง คุกกี้ ใช้เป็นอาหารนก มีน้ำมันอยู่ราวร้อยละ 50 น้ำมันที่บีบได้จากเมล็ดฝิ่นนี้เรียก น้ำมันเมล็ดฝิ่น น้ำมันนี้ใช้ผสมสีวาดรูป ใช้เป็นอาหาร ส่วนกากของเมล็ดที่บีบเอาน้ำมันออกแล้วใช้เป็นอาหารสัตว์
ยางฝิ่นคือยางแห้งที่ได้จากการกรีดผลของต้นฝิ่น
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 11:08:55 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 22 (3396330)

 ยางฝิ่น

คือยางแห้งที่ได้จากการกรีดผลของต้นฝิ่น

 

 
ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ฝิ่นมีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณแก้บิดเรื้อรัง แก้ลงแดง แก้ปวด น้ำมูกไหล ปวดหัว เหงื่อออกมาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน กระสับกระส่าย กล้ามเนื้อกระตุก ท้องเดินอย่างรุนแรง หายใจหอบ ส่วนขี้ยาฝิ่นมีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณแก้บิดปวดเบ่ง แก้อาการลงแดง แก้ไอ และทำให้นอนหลับ
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 11:11:19 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 23 (3396331)

กัญชา

 

 

 ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Cannabis sativa  L.

 
ชื่อสามัญ :   Indian Hemp
 
วงศ์ :   Canabaceae
 
ชื่ออื่น :  กัญชาจีน (ทั่วไป), คุนเช้า (จีน), ปาง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ยานอ (กะเหรี่ยง -แม่ฮ่องสอน)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูง 0.9-1.5 ซม. ไม่ค่อยแตกสาขา ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ เรียงสลับ ขอบใบเว้าลึกจนถึงจุดโคนใบเป็น 5-7 แฉก โคนและปลายสอบ ขอบจักฟันเลื่อย ดอกแยกเพศ อยู่ต่างต้น ออกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายยอด ช่อดอกและใบของต้นเพศผู้จัดเรียงตัวกันห่างๆ ต่างจากต้นเพศเมียที่เรียงชิดกัน ดอกเล็ก ผลแห้งเมล็ดล่อน เล็ก เรียบ สีน้ำตาล
ส่วนที่ใช้ :  เมล็ดแห้ง ดอก
 
สรรพคุณ : 
          เป็นยากล่อมประสาท (Tranquilizer) หมายถึงยาที่ช่วยทำให้จิตใจสบาย ไม่หงุดหงิด ระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เมื่อจิตใจสงบ ทำให้นอนหลับสบาย
วิธีและปริมาณที่ใช้ :  
          เอาเมล็ดมาทำให้แห้ง บดให้ละเอียด ชงน้ำรับประทาน ครั้งละ 3 กรัม รับประทานก่อนนอน
          ดอกกัญชาปรุงเป็นยารับประทาน ทำให้อยากอาหาร
** กัญชาเป็นประโยชน์ในสถานะที่เป็นยา แต่ถูกจัดเป็นพืชให้พิษต่อระบบประสาทและทำให้เสพติด ให้ดูพืชพิษเกี่ยวกับกัญชาประกอบด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 11:13:55 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 24 (3396332)

 บทความเกี่ยวกับกัญชา

 

 
กัญชาในฐานะยา (Medical Marijuana)
 
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ 
เมื่อ พ.ศ.2525 ผู้เขียนเคยขึ้นไปทำงานบนดอยวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในงานเริ่มแรกของโครงการพัฒนาที่สูงไทย-เยอรมัน ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาเลิกปลูกฝิ่นด้วยปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน โดยสามารถมีถนนหนทางขนส่งพืชผลมาสู่ตลาดได้ ตลอดจนพัฒนาทางด้านการศึกษา สาธารณสุขอย่างครบวงจร
 
การไปทำงานครั้งนั้นทำให้ผู้เขียนได้รับความรู้ว่าชาวไทยภูเขาได้ใช้ฝิ่นเป็นยารักษาโรคนานาชนิด อาทิ แก้บิดเรื้อรัง แก้ลงแดง แก้ปวด น้ำมูกไหล ปวดหัว เหงื่อออกมาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน กระสับกระส่าย กล้ามเนื้อกระตุก ท้องเดินอย่างรุนแรง หายใจหอบ ส่วนขี้ยาฝิ่นมีรสเบื่อเมามีสรรพคุณแก้บิดปวดเบ่ง แก้อาการลงแดง แก้ไอ และทำให้นอนหลับ
 
ฝิ่นมีองค์ประกอบทางเคมีเป็นอัลคาลอยด์มากกว่า 30 ชนิด ที่สำคัญและในปัจจุบันยังใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ ได้แก่ มอร์ฟีน โดดีอีน ใช้เป็นยาแก้ปวด เป็นยานอนหลับ ส่วนนอสคาพีน ใช้เป็นยาระงับอาการไอ และพาพาเวอรีนเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ
 
ครับ! ฝิ่นถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์อย่างถูกต้องมานานนักหนาแล้วเนื่องจากของทุกอย่างย่อมมีประโยชน์และโทษด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว เป็นเนื้อสัตว์หรือสิ่งบริโภคนานาชนิด หากบริโภคในปริมาณที่เกินพอดีก็ย่อมเป็นโทษทั้งสิ้น ดังนั้น การใช้ยาเสพติดภายใต้การควบคุมทางการแพทย์จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
 
อีทีนี้ก็มียาเสพติดแบบเดียวกับฝิ่นคือ กัญชาที่กำลังเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ทีเดียวแหละครับ เนื่องจากกัญชา (Marijuana) เป็นยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย แต่ได้มีการเคลื่อนไหวลงประชามติกันตามบรรดามลรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาโดยมีทางเลือก 2 ทางคือ
 
1.ให้กัญชาเป็นยาเสพติดที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Legalize) เหมือนบุหรี่ เสียเลย
 
2.ยกเลิกโทษทางอาญาที่เกี่ยวกับกัญชา (Decriminalize) และให้กัญชาเป็นยารักษาโรคชนิดหนึ่งภายใต้การควบคุมของแพทย์แบบมอร์ฟีนที่ใช้ในการแก้ปวดนั่นแหละ
 
สำหรับมลรัฐแคลิฟอร์เนียที่ให้กัญชาเป็นยารักษาโรคได้มาหลายปีแล้ว เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ได้มีการลงประชามติที่จะให้ประชาชนตัดสินว่าจะให้กัญชาเป็นยาเสพติดที่ถูกกฎหมายหรือไม่? ซึ่งผลการลงประชามติก็ออกมาว่าไม่ให้กัญชาเป็นยาเสพติดที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ให้คงไว้ว่ากัญชาเป็นยารักษาโรคภายใต้การควบคุมของแพทย์
 
ความจริงกัญชาก็เป็นสมุนไพร มีสรรพคุณคือ ใบใช้รักษาโรคหอบหือ วิธีนำมาใช้โดยการนำเอาใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วนำเอาไปตากแห้ง จากนั้นก็นำมาสูบใช้เป็นยารักษาโรค ยอดอ่อน เมื่อนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ซึ่งจะได้สารชนิดเรียกว่า ทิงเจอร์แคนเนบิสอินดิคา เป็นยาน้ำมีสีเขียวเมื่อกินเข้าไป ประมาณ 5-15 หยด ก็จะช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นยาสงบเส้นประสาท ทำให้นอนหลับ เคลิ้มฝัน เป็นยาแก้อักเสบ (anti-inflammation) เป็นยาระงับปวด (analgesic) แก้โรคสมองพิการ แก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และแก้โรคท้องร่วง เป็นต้น
 
เส้นใยของลำต้น ใช้ในการทอผ้า ซึ่งจะได้ผ้าที่มีคุณภาพดี เหนียว คงทนมาก ดอกใช้เป็นยารักษาแก้โรคประสาท เช่น คิดมาก นอนไม่หลับ ใช้กับผู้ป่วยที่เบื่ออาหารโดยใช้ปรุงอาหารให้กินช่วยกัดเสมหะในคอ โดยใช้ดอกของมันผสมกับยาฉุนพญามือเหล็ก หั่น แล้วใช้สูบ เมล็ด น้ำมันที่ได้จากการเมล็ดเป็นน้ำมันไม่ระเหย (fixed oil) ซึ่งจะนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ใช้ทำสบู่ สีทาบ้าน เป็นต้น
 
นอกจากนี้เศษกัญชาที่ได้จากการสกัดเอาน้ำมันออกแล้ว ยังใช้เป็นอาหารของโค กระบือ ได้ด้วย
 
ปัจจุบันนี้คนเราเป็นมะเร็งกันมากเหลือเกิน เมื่อรักษาก็มักใช้คีโมเทอราปี (Chemotherapy) ที่เรียกกันติดปากว่าให้ "คีโม" หรือการให้ "ยาเคมีบำบัด" เป็นการใช้ยาหรือสารเคมีเพื่อระงับการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวผิดปกติ แต่ร่างกายปกติของคนเราจะมีเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วเช่นกัน โดยเฉพาะเซลล์ที่ผม เซลล์ไขกระดูกที่สร้างเม็ดเลือด เซลล์ของผิวหนังหรือเซลล์ที่ปาก และเซลล์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร คือกระเพาะอาหาร ลำไส้ เมื่อให้ยาเคมีบำบัดเซลล์ปกติเหล่านี้จะถูกทำลายไม่ให้มีการแบ่งตัวไปด้วย
 
ดังนั้น เวลาให้ยาเคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยมะเร็งจะเกิดอาการข้างเคียง เช่น ผมร่วง ผิวหนังมีสีผิดปกติ ผิวแห้ง ถ้าเกิดที่ปากก็ทำให้ปากเป็นแผล เกิดที่ระบบทางเดินอาหารก็ทำให้ปวดท้อง ถ่ายเหลว ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน (ที่สหรัฐอเมริกาได้ให้กัญชาสูบแก้อาการดังกล่าว) เกิดที่ไขกระดูกที่สร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวก็จะทำให้ปริมาณเม็ดเลือดลดลง ซึ่งปัจจุบันนี้มียาที่ช่วยรักษาอาการที่มาจากผลข้างเคียงของการใช้คีโคที่ผลิตมาจากกัญชาหลายขนาน อาทิ Nabilone, Marinol, Sativex
 
ความจริงเรื่องกัญชานี้เป็นนโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ยอมรับความจริงว่า ปัญหายาเสพติดที่เป็นโทษไม่รุนแรงอย่างกัญชานั้น สร้างปัญหาสังคมในแง่ของการบริหารงานยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งเนื่อง จากรายงานของสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) แสดงโดยนัยยะทางสถิติว่าทุกๆ 45 วินาที โดยเฉลี่ยจะมีการจับกุมผู้ที่สูญกัญชา 1 คน ในสหรัฐอเมริกา ดังนั้น จำนวนผู้ที่ถูกจับกุมโดยตำรวจของสหรัฐอเมริกาจึงเป็นพวกที่สูญกัญชามากกว่าพวกที่ถูกจับกุมโดยความผิดอาญาที่ร้ายแรงเช่นฆาตกรรม ข่มขืนทางเพศ ทำร้ายร่างกาย ฉก ชิง วิ่งราว จี้ และปล้นรวมกันทั้งหมด
 
ด้วยข้อเท็จจริงนี้เองเป็นสาเหตุให้จำนวนนักโทษในคุกทั่วสหรัฐอเมริกามีจำนวนเป็นสัดส่วนสูงที่สุด เมื่อเทียบกับบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนักโทษที่ติดคุกเพราะสูญกัญชานั้นมีกว่า 6 ล้านคน จากรายงานของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา (DEA)
 
ครับ! Decriminalize กัญชาเสียและให้กัญชาเป็นยารักษาโรคภายใต้การควบคุมของแพทย์ จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพราะตำรวจจะได้ทำงานที่ควรต้องทำเสียที
 
แล้วประเทศไทยเราละครับ? กัญชาเป็นสินค้าส่งออกได้นะ!
 
ที่มา : มติชนออนไลน์
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 11:21:46 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 25 (3396339)

 สารหนู

 
เป็นธาตุกึ่งโลหะ เป็นสารที่มีลักษณะเป็นผงโลหะสีเทา มีมากเป็นอันดับที่ 20 ของธาตุที่พบมากบนโลก โดยจะพบในสิ่งที่มีชีวิตพืชและสัตว์ ตลอดจนพบตามธรรมชาติ 
สารหนูที่พบในธรรมชาติมี 2 แบบ คือ 
1. สารหนูอินทรีย์ (Organic)    
2. สารหนูอนินทรีย์ (Inorganic) ซึ่งจะมีพิษร้ายแรงกว่าธาตุสารหนูอินทรีย์
 
 
 
แหล่งที่มาของสารหนู        
สารหนูเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และด้วยฝีมือมนุษย์ ดังนี้
1. ในธรรมชาติ เกิดจากการชะล้างของหินและแร่ที่มีสารหนูเป็นองค์ประกอบ เช่น        อาร์ซีโนโพไรท์ ทำให้พบสารหนูทั่วไปในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในดินพบได้ตั้งแต่ 0.1-40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และอาจพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ทะเลสาบ แม่น้ำ น้ำบ่อ น้ำพุ
2. กิจกรรมของมนุษย์ ทำให้สารหนูในสิ่งแวดล้อมเพิ่มปริมาณขึ้น เช่น การทำเหมืองแร่ การถลุงโลหะ การใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในการเกษตร สารหนูยังถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช น้ำยาถนอมเนื้อไม้ บางครั้งมีการนำมาผสม ในอาหารสัตว์ ในยาคนและยาสัตว์
สารหนูเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร
สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายคนเราได้โดย      
1. การสัมผัสผิวหนังและการหายใจ
2. การรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของสารหนู
3. เข้าสู่ร่างกาย จากการบริโภคอาหารแล้วจะดูดซึมผ่านทางเดินอาหารมากกว่าวิถีอื่น สารหนูนี้เมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกขจัดออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว มีงาน ศึกษาวิจัยพบว่าประมาณ 80-90% ของสารหนูที่เข้าสู่ร่างกายนั้นจะถูกขจัดออกจากร่างกายทางปัสสาวะภายใน 2 วัน
การปนเปื้อนของสารหนูลงสู่อาหาร
แหล่งที่พบ มิลลิกรัม/กิโลกรัม
สัตว์และพืชทะเล 0.5-50
ปลาน้ำจืด 10
พืชบนพื้นดิน 0-20
ข้าว 150-250
อาหารสัตว์ เช่น Fish meal 0-100
น้ำแร่ และน้ำบรรจุขวดต่างๆ 200
อันตรายของสารหนู
พิษของสารหนูนั้นมีทั้งแบบเฉียบพลัน (Acute Toxicity) และเรื้อรัง (Chronic Toxicity) 
           •อาการเฉียบพลัน สารหนูทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออวัยวะที่สัมผัสกับสารหนูและอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง อาการแทรกซ้อนเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจและเสียชีวิตจากการทำงานล้มเหลวของหัวใจ 
           •อาการพิษเรื้อรัง เกิดจากการได้รับสารหนูติดต่อกันเป็นเวลานาน สารนี้จะทำให้เกิดแผลเป็นหรือเป็นรูที่ช่องจมูก ผิวหนังหนาขึ้น มีรอยด่างดำที่ผิวหนัง อาจมีเส้นสีขาวบนเล็บ นอกจากนี้สารนี้ยังทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือปลายเท้า มีความรู้สึกแสบร้อน มีอาการอ่อนเพลียของแขนขา และอาจเป็นมะเร็งผิงหนังและปอด รวมทั้งมีผลต่อทารกในครรภ์ และมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
             ปริมาณสารหนูที่คนกินแล้วเป็นพิษ ถึงขั้นเสียชีวิตนั้นอยู่ในช่วง 1.5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (Arsenic triocidde) ถึง 500 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (Diethy1 arsenic acid)
การรักษา
กรณีเป็นพิษเฉียบพลัน
1. รีบล้างท้องโดยเร็วหากได้รับทางการรับประทาน อาจจะใช้สารดูดซับประเภทอัลตราคาร์บอนก็ได้
2. ป้องกันและแก้ไขภาวะการช็อก เนื่องจากการสูญเสียน้ำจากการอาเจียนและท้องร่วง
3. ใช้ยาที่ช่วยดึงสารหนูออกจากร่างกาย (Chelating agent)
4. การล้างไต
           
กรณีพิษเรื้อรัง       
1.ต้องหยุดการสัมผัสสารหนูทันที เช่น หยุดการใช้ยาที่พบว่ามีสารหนูเกินมาตรฐาน
2.รักษาตามอาการ
3.อาจพิจารณาใช้ยาจับดึงสารหนูออกจากร่างกายในกรณีที่จำเป็น ซึ่งในปัจจุบันมี 3 ชนิด ดังนี้ Dimercaprol (Bal in Oil) ,Succimer (dimercaptosuccinic acid : DMSA),
Penicillamine
ประโยชน์และโทษ     
                                                         
1. เมื่อเข้าไปในร่างกายทั้งโดยการกินและการหายใจจะทำลายระบบทางเดินอาหารและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
2. ใช้เป็นยาเบื่อหนูและเป็นที่มาของชื่อ "สารหนู" ในภาษาไทย 
3. สารแก้พิษสารหนูที่ดีคือสารแขวนลอยของแมกนีเซียมหรือเฟร์ริกไฮดรอกไซด์ หรืออาจใช้น้ำปูนใส (แคลเซียมไฮดรอกไซด์) เนื่องจากสารดังกล่าวทำให้อาร์เซไนต์ที่ไม่ละลายเกิดตกตะกอนออกมา
4. ใช้สารหนูเป็นองค์ประกอบของยารักษาโรคซิฟิลิส
5. สารหนูยังใช้ในการทำทองบรอนซ์และทำดอกไม้ไฟ นอกจากนี้ในการทำแบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าถ้าผสมสารหนูเล็กน้อย ตะกั่วและพลวงจะทำให้ได้โลหะผสมที่มีคุณภาพดีขึ้น
 ที่มา : www.fwa-ifrpd.com
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 11:34:24 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 26 (3396344)

 ปรอท....

 
มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ   
รับประทานมาก  ทำให้เปื่อยพุพองและเบื่อยา  อาจตายได้ 
ปรอท ที่เป็นธาตุปรอทสามารถระเหยได้ในอุณหภูมิห้อง เข้าสู่ร่างกายโดยทางเดินหายใจได้ดีกว่าทางเดินอาหาร 
ปรอทมีความสามารถละลายในไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สมอง พิษของไอปรอท จะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการสั่นของกล้ามเนื้อ และอาการประสาท 
สรรพคุณปรอท   แก้มะเร็ง  คุดทะราด  โรคเรื้อน  รักษาโรคผิวหนังและรักษาน้ำเหลืองเสีย 
 
 
 
 
ธาตุ ปรอท เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ได้มีการบันทึกไว้ว่าอารีสโตเติล (Aristotle) รู้จักปรอทเมื่อ 1600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปรอทมีชื่อภาษาอังกฤษว่า mercury แต่มีสัญญลักษณ์ Hg ซึ่งตั้งขึ้นโดย Berzelius มาจากคำลาติน hydrargyrum ซึ่งมีความหมายว่าเงินเหลว (liquid silver) เพราะลักษณะภายนอกเหมือนโลหะเงิน แต่สามารถไหลหรือกลิ้งไปมาได้ทำนองเดียวกับของเหลว ต่อมาได้มีการเรียกว่า "quicksilver" ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณเช่นกัน คนโบราณรู้จักนำปรอทไปชุบหรือเคลือบผิวโลหะต่าง ๆ เช่น ทองแดง ทองคำ ในสมัยกลางนักเล่นแร่แปรธาตุ (alchemist) ได้พยายามหาวิธีเปลี่ยนปรอทให้เป็นทองคำ (ในตารางธาตุ ทองเป็นธาตุลำดับที่ 79 ส่วนปรอท เป็นธาตุลำดับที่ 80 ติดกันเลยครับ)
 
ปรอท ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำเหมืองเลยทีเดียว โดยใช้ปรอทในการเอาทองออกมาจากแร่ที่มีทองอยู่ ปรอทจะเปลี่ยนเป็นอะมัลกัม (amalgam) รวมกับทอง (มีความคล้ายคลึงกับอะมัลกัมที่มีปรอทและเงินผสมอยู่ที่ใช้อุดฟัน) เพื่อจะแยกเอาทองออกจากส่วนประกอบอื่นๆ เช่นหินและดิน จากนั้นทองก็จะถูกเอาออกมาจากอะมัลกัมโดยการต้มเพื่อแยกปรอทออกมา ปรอทจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่โดยทำภายในตู้ที่ปิดอย่างดี 
งานเครื่องถมทองของไทย ก็ใช้ปรอทในการลงถมเช่นกัน โดยรีดทองคำบริสุทธิ์ให้เป็นแผ่นบาง ตัดเป็นฝอยเล็ก ๆ และบดจนเป็นผง ผสมกับปรอท กวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว เรียกว่า "ทองเปียก" แล้วนำวัตถุที่จะแตะทองมาทำความสะอาดให้หมดความเค็ม ด้วยน้ำส้มมะขามหรือน้ำมะนาว เช็ดทำความสะอาดแล้ว ตะทองบริเวณลวดลายที่ต้องการตกแต่ง เมื่อถูกความร้อนปรอทจะระเหย เหลือแต่ทองคำที่แตะแต่งไว้ตามลาย ต้องทำซ้ำกันเช่นนี้หลายครั้ง จนได้ความหนาตามต้องการ
 
งานกะไหล่ หมายถึง เคลือบภาชนะและของใช้ต่าง ๆ ด้วยทองหรือเงิน ด้วยวิธีการใช้ปรอททา ทำให้ร้อนแล้วจึงปิดแผ่นทองหรือแผ่นเงิน กะไหล่ เป็นคำที่มาจากภาษาเปอร์เซีย ว่า kalayi. ปัจจุบันช่างทำเครื่องใช้ที่เป็นเงินเป็นทองมักใช้วิธีชุบแทนกะไหล่ เพราะทำได้เร็วกว่าถูกกว่า แต่การชุบนั้นทองจะเคลือบผิวบางมาก ผิวทองจึงไม่ติดทนเท่ากะไหล่. คำว่า กะไหล่ บางคนเรียกว่า กาไหล่ หรือ ก้าไหล่ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ใช้ว่า กะไหล่ แต่ก็เก็บคำว่า กาไหล่ ไว้ด้วย) วิธีการทำก็คล้ายวิธีการทำทองเปียกโดยใช้ปรอทเช่นเดียวกัน แต่ใช้วิธีการชุบ แทนการทา
 
การเคี่ยวทองรวมกับปรอท ไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่นำผงทองลงไปคน อาจใช้ไฟอ่อนช่วย ก็สามารถทำให้ทองรวมตัวกับปรอทได้แล้ว เช่นนี้เอง ปรอทจึงถูกนำมาใช้ในขั้นตอนการทำทองตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะการรวมตัวกันที่ง่าย ดังนั้น เมื่อทองรูปพรรณที่เราสวมใส่ ไปถูกกับสารที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่มีส่วนประกอบของสารปรอท เราจึงพบทองกลายเป็นสีขาว กลายเป็นที่มาของความเข้าใจผิดนั่นเอง
 
มาดูกันว่า ชีวิตประจำวันเราเจออะไรบ้างที่มีสารปรอท สำหรับร้านทองเอง มักเจอมากที่สุดคือพวกพยาบาลกับร้านทำฟัน 
ร้านทำฟันนั้น ตัวหลักที่ถูกใช้งานทุกวัน และมีส่วนผสมของปรอทอย่างมากคือ อะมัลกัม (amalgam) ที่ใช้อุดฟันนั่นเอง โดยมีส่วนผสมประมาณ ถึง 50% ที่เหลือคือ โลหะเงินเป็นหลัก ตามด้วย ตะกั่ว ทองแดง สังกะสี ตามแต่สูตรของผู้ผลิตจะคิดค้นกันมา
เมื่อทองที่สวมใส่ไปทำฟันด้วย( ไม่รู้ว่าจะใส่ไปทำไม) โดนน้ำกรอฟันที่อุด ซึ่งวัสดุอุดฟันหรือ อะมัลกัม นั่นเอง กระเด็นใส่ ปรอทที่ปนเปื้อนมากับน้ำกรอฟัน ก็เหมือนพบเนื้อคู่ โดดเข้าจับติดหนับไม่ปล่อย เห็นเป็นดวงๆ ตามรอยที่กระเด็นมา
 
ยารักษาฝ้าบางชนิด ที่ทำให้หน้าขาววอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่โฆษณาว่าทำให้หายได้ทันที มักมีส่วนผสมของสารปรอท ซึ่งสามารถใช้ได้ผลจริง แต่อาจมีอันตรายจากการสะสมปรอทที่ผิวหนัง และในร่างกายได้ 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 11:47:18 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 27 (3396345)

 จุนสี   ( Copper (II) sulphate ) 

 
เป็นสารประกอบของทองแดง กำมะถันและออกซิเจน ที่มีสูตรทางเคมี CuSO4 
 
 
 
 
 
มีฤทธิ์แรงทางกัดทำลาย   
รับประทานมาก  กัดทำลายกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ฟันโยกหลุด 
สรรพคุณจุนสี   กัดหัวฝี  หัวหูด  รักษาคุดทะราด  รักษาฟัน 
 
เกลือจุนสีพบได้หลายรูปแบบตามจำนวนโมเลกุลน้ำที่ประกอบอยู่ในผลึก จุนสีสะตุหรือจุนสีที่ปราศจากน้ำ (anhydrous) เป็นผงสีเทาขาว ขณะที่จุนสีที่พบได้บ่อยมีน้ำ 5 โมเลกุล (pentahydrate) มีสีฟ้าสด สารเคมีนี้ใช้ประโยชน์เป็นสารปราบวัชพืช สารกำจัดสัตว์และแมลงรบกวน สารฆ่าเชื้อรา และยังใช้เป็นตัวทำปฏิกิริยาในทางเคมีวิเคราะห์อื่นๆ อีกทั้งนี้เพราะสีสดเข้มจากไอออนของทองแดงทำให้ง่ายแก่การสังเกตวัดผล
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 11:53:45 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 28 (3396347)

สบู่แดง......

 

รูปที่1

 

รูปที่4

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jatropha gossypifolia   L.

  
ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE
  
ชื่ออื่นๆ : สลอดแดง ละหุ่งแดง สบู่เลือด สีลอด หงษ์เทศ
 
  
ลักษณะ :
ไม้พุ่มสูง 1-2 ม. ทุกส่วนมียางขาว ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกสลับ กว้าง 12-13 ซม. ยาว 12-15 ซม. ขอบใบหยักลึก 3-(5) แฉก ปลายแฉกแหลม ขอบมีขน ที่ปลายขนเป็นต่อมกลมๆขนาดเล็ก เส้นใบออกจากโคนใบ ใบอ่อนสีแดงอมม่วง เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมแดง ก้านใบสีแดง ยาว 5-10 ซม. ดอก สีแดงเข้มออกเป็นช่อที่ยอด ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ก้านช่อยาว 4-5 ซม. กลีบรองดอก 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาว 4-5 มม. เกสรผู้ 10-12 อัน แต่ละช่อย่อยมีดอกเพศเมีย 1 ดอก
 
  
การกระจายพันธุ์ : มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง พบทั่วไปในประเทศ บริเวณเส้นศูนย์สูตรเขตร้อน
 
  
ประโยชน์ : 
ใบ ต้มกินแก้ปวดท้อง ลดไข้ เมล็ด มีฤทธิ์เป็นยาระบาย รากมีสาร Jatrophine ซึ่งเป็นพิษื และมีรายงานว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้
  
ข้อมูลจาก : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 3
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 12:00:45 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 29 (3396354)

 ชื่อสมุนไพร ลำโพง

 

 

 

ชื่ออื่นๆ ลำโพงขาว มะเขือบ้า ลำโพงกาสลัก กาสลัก มะเขือบ้าดอกดำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Datura metel Linn.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Solanaceae
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
    ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วง ใบเดี่ยว รูปไข่ ออกเรียงสลับ กว้าง 8-15 เซนติเมตร ยาว 10-20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบมีจักห่างๆ ใบเรียบ โคนใบไม่เท่ากัน ดอกโต รูปปากแตรหรือลำโพง ออกดอกเดี่ยว ตามซอกใบ กลีบดอกสีม่วงโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน กลีบซ้อนกัน 2-3 ชั้น ดอกยาวประมาณ 3.5-5.5 นิ้ว กลีบเลี้ยงสีเขียว ติดกันเป็นหลอดยาวครึ่งหนึ่งของความยาวดอก ผลรูปทรงค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 1.1.5 นิ้ว ผิวเป็นขนคล้ายหนามเป็นตุ่ม เนื้ออ่อนเป็นตุ่มๆรอบ ขั้วเป็นแผ่นกลมหนาริมคม ผลสีเขียวอมม่วง พอผลแห้งแตกออกได้ เมล็ดมีจำนวนมาก เมล็ดกลมแบนเหมือนเมล็ดมะเขือ ลำโพงขาว จะมีลำต้นและใบสีเขียวอมเหลือง ดอกสีขาว มีชั้นเดียว ผลสีเขียว ลำโพงกาสลัก ลำต้นสีม่วงดำมัน ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงดำ เป็นชั้นๆ มีจาก 2-7 ชั้น ในการทำยา นิยมใช้ลำโพงกาสลัก ดอกสีม่วงดำ ยิ่งซ้อนมากชั้นยิ่งมีฤทธิ์แรง
 
สรรพคุณ  
 
ตำรายาไทย  ใช้ ใบ รสขมเมาเบื่อ ตำพอกฝี ทำให้ยุบ แก้สะอึกในไข้พิษไข้กาฬ ยาพอกแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้แผลเรื้อรัง แก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้พิษฝี แก้ปวดแสบบวมที่แผล แก้ปวดบวม อักเสบ ใช้ทาแก้อักเสบเต้านม มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ แก้อาการปวดเกร็งท้อง และขยายหลอดลม แก้หอบหืด มีฤทธิ์กดสมอง แก้อาเจียนจากเมารถเมาเรือ แต่มีอาการข้างเคียงคือ ปากคอแห้ง ใบและยอด มีอัลคาลอยด์ ที่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ แก้อาการปวดท้องเกร็ง และขยายหลอดลม ดอก รสเมาเบื่อ ตากแห้งผสมยาเส้นสูบ แก้หอบหืด โพรงจมูกอักเสบ แก้ริดสีดวงจมูก มีสารแก้การตีบตัวของหลอดลม เมล็ด รสเมาเบื่อ คั่วให้หมดน้ำมัน ปรุงยาแก้ไข้พิษ ไข้กระสับกระส่าย น้ำมันจากเมล็ด รสเมาเบื่อ ปรุงยาใส่แผล แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน หิดเหา เมล็ดทาบรรเทาอาการปวดเมื่อย ขัดยอก โดยนำเมล็ด 30 กรัม ทุบพอแหลก แล้วแช่กับน้ำมันพืช ทาตรงบริเวณที่ปวดเมื่อย หรือขัดยอก จะช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ต้องแช่เอาไว้ประมาณ 7 วัน จึงจะนำมาใช้ได้ และใช้ใส่ฟันที่เป็นรู ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ราก รสเมาเบื่อหวาน ฝนทาพิษร้อน ดับพิษฝี แก้ปวดบวมแก้อักเสบ สุมเป็นถ่านปรุงยารับประทาน แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เซื่องซึม เปลือกผล รสเมาเบื่อ แก้มะเร็ง คุดทะราด แก้กระษัย แก้ริดสีดวง ทุกส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเสพติดระงับปวด แก้อาการเกร็ง ทั้งต้น เป็นยาระงับปวด แก้อาการเกร็ง น้ำคั้นจากต้นเมื่อหยอดตาจะทำให้ม่านตาขยาย
 
ข้อควรระวัง
   
ผลและเมล็ดเป็นพิษ มีสารอัลคาลอยด์ hyoscine, hyoscyamine  ถ้ากินเข้าไปทำให้เกิดอาการเริ่มต้นคือสายตาพร่ามัว ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ม่านตาขยายและปรับสายตาไม่ได้ทำให้ตาไม่สู้แสง  ผิวหนังร้อนแดงและมีผื่นแดงตามใบหน้า  คอและหน้าอก ไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ ความรู้สึกสับสน การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ ถ้าได้รับมาก วิกลจริต เพ้อคลั่ง เคลิ้มฝัน มีอาการทางจิตและประสาท ตื่นเต้น ตาแข็ง หายใจไม่สะดวก พูดไม่ออก หายใจช้าลง ตัวเขียว เมื่อแก้พิษหายแล้ว จะมีอาการวิกลจริตติดอยู่ตลอดไป รักษาไม่ค่อยหาย
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 12:12:11 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 30 (3396355)

 เมล็ดลำโพง....

มีฤทธิ์แรงในทางเมาเบื่อ   หลอนประสาท   
รับประทานมาก  ทำให้เสียสติ ตาแข็ง  หายใจขัด 
สรรพคุณเมล็ดลำโพง   บำรุงประสาท  แก้กระสับกระส่าย  นอนไม่หลับ 
 
 
 
 
 
ข้อควรระวัง  
- ผลและเมล็ดเป็นพิษ มีสารอัลคาลอยด์   ถ้ากินเข้าไปทำให้เกิดอาการเริ่มต้นคือสายตาพร่ามัว ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ม่านตาขยายและปรับสายตาไม่ได้ทำให้ตาไม่สู้แสง  ผิวหนังร้อนแดงและมีผื่นแดงตามใบหน้าคอและหน้าอก ไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ ความรู้สึกสับสน การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ    
- ถ้าได้รับมาก วิกลจริต เพ้อคลั่ง เคลิ้มฝัน มีอาการทางจิตและประสาท ตื่นเต้น ตาแข็ง หายใจไม่สะดวก พูดไม่ออก หายใจช้าลง ตัวเขียว 
- เมื่อแก้พิษหายแล้ว จะมีอาการวิกลจริตติดอยู่ตลอดไป รักษาไม่ค่อยหาย 
 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 12:15:52 IP : 58.9.1.90


ความเห็นที่ 31 (3396356)

 เทพทาโร.... ไม้หอม

 

 

 
เทพทาโร เป็นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดพังงา อยู่ในวงศ์ Lauraceae พบทั่วไปทุกภาคของประเทศ ภาคกลางและภาคตะวันออกเรียก เทพทาโร ภาคใต้เรียก จวง หรือจวงหอม ภาษายาวีเรียก มือแดกะมางิง ภาคเหนือเรียก จะไคต้น จะไคหอม หรือพลูต้นขาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก การบูร มีชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum porrectum(Roxb.)Kosterm หรือ Cinnamomum parthenoxylon Meissn.
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 
 
เทพทาโร เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง-ใหญ่ สูง 10-30 เมตร ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้น เรือนยอดโปร่งถึงเป็นพุ่มกลมทึบ สีเขียวเข้ม ลำต้นเรียบไม่มีพูพอน เปลือกต้นสีเทาอมเขียว หรือเทาอมน้ำตาล ค่อนข้างเรียบ แตกเป็นร่องตามยาวลำต้น เมื่อถากเปลือกออกเปลือกชั้นในมีสีน้ำตาลอมแดง มีกลิ่นหอม กิ่งมีลักษณะอ่อนเรียว เกลี้ยง และมักมีคราบขาว ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงวนสลับ รูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยง ท้องใบมีนวลขาวอมเทา ใบแก่อายุมากมีสีแดง เส้นใบหลัก 1 เส้น เส้นใบข้างโค้ง 3- 7 คู่ นูนขึ้นทั้งสองด้าน ปลายใบแหลม โคนใบแหลม กว้างประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร ก้านใบเรียวเล็ก สีเขียวอ่อน เขียวอมเหลือง หรือสีแดง ยาวประมาณ 1.2-3.5 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อ สีขาวหรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม ออกตามปลายกิ่งเป็นกระจุกยาวประมาณ 2.5-10.0 เซนติเมตร ก้านช่อดอกเรียวยาวประมาณ ±0.5 เซนติเมตร และเล็กมาก ผล มีขนาดเล็ก ทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-8 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอม ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีม่วงดำ ก้านผลเรียว ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ที่ขั้วมีกลีบเลี้ยงรูปถ้วยไม่มีซี่หยักติดอยู่ ก้านผลส่วนบนพองออก เนื้อไม้ ทั้งจากส่วนลำต้นและราก มีสีเทาแกมน้ำตาล เป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรงหรือเสี้ยนสนเล็กน้อย เนื้อเหนียว แข็งพอประมาณ เลื่อยไสกบตกแต่งง่าย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว พบว่าใบ เนื้อไม้ ผล ดอก และรากเทพทาโรที่กระจายพันธุ์ในภาคใต้มีกลิ่นหอม แต่เทพทาโรที่พบในภาคเหนือให้กลิ่นหอมเฉพาะส่วนเนื้อไม้และราก นอกจากนี้ยังพบว่าในพื้นที่เดียวกันเทพทาโรแต่ละต้นให้กลิ่นหอมแตกต่างกัน บางต้นให้กลิ่นคล้ายรูทเบียร์ บางต้นให้กลิ่นคล้ายตะไคร้ 
 
การกระจายพันธุ์
 
เทพทาโรเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศชื้น ภูมิประเทศเป็นที่ราบจนถึงภูเขาสูง 0-3000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียเขตร้อน ตั้งแต่ทิเบตมนฑลยูนานในจีน อินเดีย เทือกเขาตะนาวศรีในพม่า เวียดนาม คาบสมุทรอินโดจีนจนถึงแหลมมลายู ได้แก่ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะอื่นๆในอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบทั่วทุกภาคของประเทศ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายเป็นกลุ่ม ตั้งแต่ที่ราบเชิงเขาจนถึงบนเขาสูงในป่าดิบชื้น ที่มีสภาพดินร่วนปนทราย น้ำไม่ท่วมขัง พบการกระจายพันธุ์หนาแน่นในภาคใต้ 
 
การปลูกและการขยายพันธุ์ 
 
การปลูกต้นกล้าควรทำในฤดูฝน กล้าที่เพาะจากเมล็ดควรมีอายุ 10-12 เดือน กล้าที่ได้จากการปักชำหรือการตอนกิ่งควรให้มีรากออกมามากพอสมควร จึงย้ายมาปลูกในแปลง ในระยะแรกควรปลูกใต้ร่มไม้อื่น จะเจริญเติบโตได้ดีกว่าปลูกในที่โล่ง เช่น ปลูกเป็นไม้แซมในสวนป่า หรือปลูกแซมไม้ผลที่มีอายุไม่ยาวมากนัก เช่นกล้วย เมื่อเติบโตเต็มที่จำเป็นต้องได้รับแสงจึงตัดไม้ผล จะทำให้มีรายได้จากไม้ผลในระยะแรกที่ยังไม่สามารถสร้างรายได้จากเทพทาโร
การปลูกควรขุดหลุมขนาด 50 x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและแกลบสด ระยะปลูก 4 x 4 เมตร เทพทาโรเป็นไม้ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว เริ่มให้ผลเมื่ออายุ 6 ปี เทพทาโรสามารถขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง การปักชำ การแยกต้นอ่อนที่แตกจากรากมาปักชำ และการปักชำราก ส่วนการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดใช้เวลานาน และให้เปอร์เซ็นต์การงอกค่อนข้างต่ำ
 
การใช้ประโยชน์
 
ใบ ผล เนื้อไม้ และรากเทพทาโรให้น้ำมันหอมระเหย ใช้ทาถูนวดแก้ปวดรูมาติซั่ม เปลือกเป็นยาบำรุงธาตุอย่างดี เป็นยาบำรุงโลหิตสำหรับสุภาพสตรีที่มีรอบเดือนไม่ปกติ ต้มกินแก้เสียดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เนื้อไม้ใช้ในงานแกะสลัก ทำเตียงนอน ตู้ และหีบใส่เสื้อผ้ากันมอดและแมลงอื่น ๆ ได้ ทำเครื่องเรือนและไม้บุผนัง ทำแจว พาย กรรเชียง กระเบื้องไม้ และใช้เป็นสมุนไพรแก้ท้องร่วง ท้องเฟ้อ อาเจียน โรคบิด เป็นลม แน่นจุกเสียดหน้าอก หอบหืด หวัด และป้องกันยุง ไล่มด ปลวก มอด และแมลงอื่นๆ ใบและรากใช้เป็นเครื่องเทศ ใบอ่อนรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก เนื้อไม้หรือยอดอ่อนตากแห้งชงเป็นชาดื่มบำรุงร่างกาย น้ำมันบีบจากผลใช้ทานวดแก้ปวดเมื่อยเคล็ดขัดยอก แก้ผื่นบวม แก้แมลงสัตว์กัดต่อย ทาแผลสด แผลเรื้อรัง แผลอักเสบ ทาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ทาริดสีดวงทวาร รักษาแผลในหู แก้ปวดฟัน รากใช้ทำยาแก้ไข้
 
ปัจจุบันเนื้อไม้ ตอ และรากใช้แกะสลักทำประดิษฐกรรมต่าง ๆ และได้รับการส่งเสริมให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดตรัง โดยเศษไม้และขี้เลื่อยที่เหลือจากงานแกะสลักหรืองานประดิษฐกรรมนำมาใช้กลั่นน้ำมันหอมระเหยจำหน่าย หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอื่น ๆ เช่น ยาหม่อง น้ำมันเหลือง น้ำมันนวดแก้ปวดข้อ น้ำมันนวดสปา ไม้ที่กลั่นน้ำมันแล้วนำมาใช้ทำธูปหอม หรือกำยานสำหรับจุดให้กลิ่นหอมในสปา 
 
 
 
ผู้สนใจปลูกสร้างสวนป่าเทพทาโรเชิงพาณิชย์สามารถติดต่อขอคำแนะนำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมบูรณ์ บุญยืน หัวหน้าสถานีวนวัฒนวิจัยสงขลา จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ 08 9876 5967 สนใจการกลั่นน้ำมันหอมระเหยติดต่อขอคำแนะนำได้ที่คุณทรรศนีย์ พัฒนเสรี หัวหน้างานพัฒนาเคมีผลิตผลป่าไม้ โทรศัพท์ 0 2561 4292-3 ต่อ 5861 หรือขอรับเอกสารเผยแพร่เรื่อง เทพทาโร ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ โทรศัพท์ 0 2561 5498
 
ที่มา : med-aromaticplant.blogspot.com
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-22 12:30:15 IP : 58.9.1.90



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.