ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > คุณค่า...ผักพื้นบ้าน

คุณค่า...ผักพื้นบ้าน


 ผักปลังแดง หรือผักปั๋ง (ภาคเหนือ)

ผักปลังเป็นผักพื้นบ้าน ของไทย ที่พบเห็นอยู่ทั่วไป ตามชนบท ราคาถูกเพราะหาเก็บได้ตามชายป่าหรือถ้าปลูกก็เป็นผัก ที่ไม่ต้องการการดูแลมากนัก แต่คนในเมืองหลวงคงหาได้ไม่มาก น้อยคนนักที่รู้จักผักปลัง เพราผักปลังมักเป็นที่นิยมกินอยู่ตามต่างจังหวัด แต่ปัจจุบันมีการพูดถึงผักพื้นบ้านมากขึ้น เพราะผักพื้นบ้านมักเป็นผักปลอดสารพิษ ผักปลังจึงหวนกลับมากเป็นขวัญใจของผู้รักวิถีธรรมชาติทั้งหลาย
นึกดูให้ดี ผักปลังก็เป็นผักคุ้น ๆ มาก เคยเห็นผักปลังขึ้นอยู่ข้างบ้าน แต่ไม่เห็นมีใครเก็บมากิน ไม่ค่อยมีคนนิยมกินผักชนิดนี้ แต่เด็กๆ เอาผักปลังมาเล่นขายของเพราะเมือกเหนียวของมัน หรือเก็บลูกผักปลังมาบี้เล่นให้สีข้างในมันแตกออกมา สีของลูกผักปลังสีแดงม่วงนี้ใช้ย้อมสีอาหารหรือขนมได้เช่นกัน

ผักปั๋ง เป็นไม้เลื้อย สำต้นกลม อวบน้ำสีเขียว และสีม่วงอมแดง ไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขาได้ยาวหลายเมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับตามข้อ ลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลมโคนใบเว้าสีเขียวเป็นมัน ยาว 2.5-7.5 ซม. กว้าง 2-6 ซม. ก้านใบสีเขียว และสีแดงอวบน้ำ ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อดอกยาว 5-10 ซม. ไม่มีก้านดอกย่อย กลีบดอกมี 5 กลีบ ติดกันอยู่ที่ฐานปลายแยกมีใบประดับ 2 ใบเล็ก ๆ ติดอยู่ที่ฐานดอกสีขาวสีชมพูและสีขาวอมชมพู ผลกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มม. ผลแก่มีสีม่วงดำ เนื้อนิ่มภายในมีน้ำสีม่วงดำ

- ใบและดอกอ่อน รับประทานเป็นผัก ใช้ปรุงอาหาร โดยการนำไปต้ม ลวกนึ่ง ให้สุก รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบ แกงส้ม แกงแค แกงปลา แกงอ่อม ผัดน้ำมัน ผัดกับแหนม ชาวเหนือและชาวอีสานนิยมรับประทาน
- ก้าน (ต้น) มีสรรพคุณ แก้พิษฝี แก้ขัดเบา แก้ท้องผูก ลดไข้ 
- ใบ แก้กลาก บรรเทาอาการผื่นคัน ดอก แก้เกลื้อน 
- ราก สรรพคุณ แก้มือเท้าด่างๆ แก้รังแค ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน รสจืดเย็น ช่วยให้ท้องระบายอ่อน ๆ

ผักปั๋งเป็นพืชเขต ร้อนแถบทวีปเอเซีย และแอฟริกา ผักปั๋งในเมืองไทยมีอยู่ 2 พันธุ์ คือ ผักปั๋งขาวกับผักปั๋งแดง ชาวเหนือและชาวอีสานนิยมปลูกในบริเวณบ้าน ตามริมรั้วนับเป็นพรรณไม้ที่ปลูกง่าย ชอบดินชื้นแฉะ ขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ด และการปักชำกิ่งแก่ มักเจริญเติบโตได้ดีในฤดูฝน

• แก้อาการปัสสาวะ ขัด ใช้ใบสด 60 กรัม ต้มกับน้ำดื่มแบบชาต่อหนึ่งครั้ง 
• แก้อาการท้องผูก นำใบสด หรือยอดอ่อน มาต้มกินเป็นอาหาร 
• รักษาไส้ติ่ง อักเสบ ใช้ต้มสด 60-120 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม 
• แก้ฝี หรือแผลสด ใช้ใบสดดำพอกตรงบริเวณที่เป็น หรือขยี้ทาก็ได้ 
• แก้อาการอึดอัด แน่นท้อง ใช้ต้นสด 60 กรัม เคี่ยวกับน้ำให้ข้นแล้วดื่ม 
• รักษาฝีเนื้อร้าย นำใบสดมาตำแล้วพอกบริเวณนั้น เปลี่ยนวันละ 1-2 ครั้ง 

ชาวเหนือเชื่อว่า ผู้ที่มีคาถาอาคมจะไม่รับประทานผักปั๋ง เนื่องจากเชื่อว่าทำให้คาถาอาคมเสื่อม เพราะว่าเป็นผักที่นำไปช่วยให้สตรีคลอดบุตรง่ายขึ้น ใช้ทำแกงได้โดยโขลกพริกและใส่มะขามหรือมะนาวด้วย หรือจะเจียวผักปั๋งไม่ใส่พริก แต่ใช้พริกสดปิ้งไฟใส่ไปในหม้อแกงด้วย เชื่อว่าให้แม่มานกินแกงผักปั๋งทุกวันเดือนดับเดือนเต็ม จะทำให้คลอดลูกง่ายทำให้ลื่นไหลเหมือนกับผักปั๋งหรือในกรณี “ บ่วงเครือผักปั๋ง “ โดยใช้เครือผักปั๋งมาพันเกี้ยวกัน ทำให้เป็นบ่วงขนาดที่หญิงแม่มานลอดได้เอาบ่วงผักปั๋งนี้แช่น้ำอาบในวันเดือน ดับเดือนเต็ม หลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้วให้นำบ่งผักปั๋งนั้นสวมหัวลงให้ผ่านจนถึงเท้าจะทำ ให้คลอดง่ายไม่มีติดขัด การที่ให้ทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะต้องการให้กำลังใจแก่หญิงแม่มาน ทำให้จิตใจสบายไม่กังวลกลัวเจ็บในเวลาที่จะคลอดบุตร นอกจากนี้ ชาวเหนือยังใช้ผักปั๋งในพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อป้องกันผีตายโหง และอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายแล้ว

หมอเมืองล้านนาใช้ส่วนต่างๆ ของผักปั๋งเป็นยา ดังนี้

1. ต้น : รสหวานเอียน เป็นยาแก้พิษฝีดาษ แก้อักเสบบวม แก้ท้องผูก ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ เป็นยาระบายแก้อาการอึดอัดแน่นท้อง
2. ใบ : นำมาตำใช้พอกแผลสด และแก้ฝีเนื้อร้ายแก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน ขับปัสสาวะ แก้ท้องผูก ระบายท้อง แก้บิด
นอกจากนี้ แม่ช่าง (หมอตำแย) ทางภาคเหนือ มักนำใบสด ตำให้ละเอียด คั้นน้ำเมือก เอาน้ำเมือกมาทาบริเวณช่องคลอด เพื่อช่วยให้หญิงมีครรภ์คลอดบุตรง่ายขึ้น รวมทั้งแนะนำให้หญิงมีครรภ์รับประทานผักปั๋งอีกด้วย
หมอเมืองบางท่านใช้ใบ ผักปั๋ง ตำกับข้าวสารจ้าว พอกแก้โรคมะเฮ็งไข่ปลา(เริม)ได้ด้วย

3. ดอก : แก้หัวนมแตกเจ็บ ดับพิษ และพิษฝีดาษ แก้โรคเรื้อน โดยการคั้นน้ำจากดอกสด ๆ นำมาทาตรงบริเวณที่เป็น
4. ราก : ใช้เป็นยาถู หรือนวดให้ร้อน ช่วยทำให้บริเวณนั้นมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ส่วนน้ำที่คั้นจากรากนั้นเป็นยาหล่อลื่นได้อย่างดี และช่วยขับปัสสาวะ
5. ก้าน : มีสรรพคุณแก้พิษฝี แก้ขัดเบา แก้พรรดึก ลดไข้
6. ผล : ใช้ผลต้มรับประทานแก้ฝี และใช้ใบกับผลขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย มีลักษณะเป็นแผลไหม้เมื่อทาแล้วจะช่วยบรรเทาอาการ และทำให้รู้สึกเย็นขึ้น

ประโยชน์ ทางอาหาร
- ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนของผักปั๋งรับประทานเป็นผักได้ ออกมาในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาวโดยนำไปต้ม ลวก หรือนึ่งให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก
- ชาวเหนือนิยมรับ ประทานกับน้ำพริกดำ น้ำพริกอ่อง น้ำพริกต๋าแดง
ชาวเหนือนิยมใช้แกง กับถั่วเน่า จอผักปั๋งใส่มะนาว ดอกนำมาจอกับแหนม ใส่เก๋งแค แก๋งเลียง นอกจากนั้นยังนำยอดอ่อน และดอกอ่อนของผักปั๋งมาแก๋งจิ๊นส้ม แก๋งผักปั๋ง ผัดกับแหนม หรือใส่แก๋งอ่อมหอยได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ผลสุกของผักปั๋งแดงที่มีสีม่วงแดงประกอบด้วยสารแอนโทไซยานิ (anthocyaninx) สีจากผลมักใช้แต่งสีอาหารคาวหวาน โดยนำมาตำให้ละเอียดเติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำจะได้สีม่วงแดงตามต้องการ แล้วจึงนำไปเป็นสีผสมอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น ขนมบัวลอย ขนมเปียกปูน ขนมสลิ่ม ขนมน้ำดอกไม้ เป็นต้น

- ผักปั๋ง 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 21 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยโปรตีน 2.0 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัม กาก 0.8 กรัม แคลเซียม 4 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามิน A 9316 IU. วิตามิน B1 0.07 มิลลิกรัม วิตามิน B2 0.20 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.1 มิลลิกรัม วิตามิน C 26 มิลลิกรัม



ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-09 15:24:52 IP : 115.87.172.249



ความเห็นที่ 1 (3394041)

ผักคราดหัวแหวน   ( toothache plant ) 

ชื่อท้องถิ่น     ผักเผ็ด, ผักตุ้มหู, หญ้าตุ้มหู

        คนรุ่นใหม่ น้อยคนนักจะรู้จักหรือเคยรับประทานผักคราดหัวแหวน   ซึ่งผักชนิดนี้เป็นผักพื้นบ้าน นิยมรับประทานกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดแล้ว โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเอาทั้งต้นกินเป็นผักสดกับป่นปลา แจ่ว ซุบขนุน ซุบเห็ด ซุบหน่อไม้ หรือใส่แกงหน่อไม้ แกงอ่อมปลา เนื้อ หรือหมู ดับกลิ่นคาวได้ดีมาก รสชาติหอมเผ็ดปร่าชาลิ้นอร่อยมาก โดยเฉพาะดอกจะมีรสเผ็ด ใบรสหวานปนขมและเย็น เมื่อปรุงกับอาหารจะชวนให้รับประทานมาก คนโบราณนิยมเอาใบสดเคี้ยวแก้ปวดฟัน เป็นยาชาได้ด้วย

        อย่างไรก็ตาม ผักคราดหัวแหวน     นอกจากจะใช้ปรุงเป็นอาหารและกินสดกับน้ำพริกชนิดต่างๆ ได้อร่อยตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ทั้งต้นยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกด้วย โดยนำไปสกัดทำเป็นยาชา มีสรรพคุณแก้พิษตามทวาร แก้ริดสีดวงทวาร แก้ผอมเหลือง แก้เด็กตัวร้อน ต้นสดตำผสมเหล้า 40 ดีกรี หรือน้ำส้มสายชูอมแก้ฝีในคอ ต่อมน้ำลายอักเสบดีมาก แก้ไข้ แก้ปวดฟัน ทั้งต้นรสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับลม และช่วยย่อยอาหารได้

        นิยมปลูกแพร่ หลายตามสวนยาจีน สวนยาไทย มีต้นวางขายเป็นผักสดให้คนซื้อไปรับประทานตามแผงขายผักพื้นบ้านทั่วไป ราคากำละไม่เกิน 10 บาท

 

- จัดเป็นผักที่เป็นทั้งอาหาร และ  ยาสมุนไพร   และเป็นหนึ่งในยาสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน

         ผักคราดหัวแหวน     กลุ่มยาแก้ปวดฟัน เป็นพืชล้มลุก ลำต้นมักทอดเลื้อย ปลายยอดตั้ง ต้นสีเขียวปนสีม่วงแดง มีขน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม สลับตั้งฉาก รูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียว มีขนประปรายทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อรูปกรวยคว่ำ ตามซอกใบ ดอกสีเหลือง   ผล เป็นผลแห้ง   รูปไข่

- ส่วนที่ใช้ ก็คือ ราก ต้น ทั้งต้น ใบ ดอก

-  สรรพคุณทางสมุนไพร

·         ใบ แก้ปวดศีรษะ แก้โลหิต เป็นพิษ

·         ดอก ขับน้ำลาย แก้โรคในคอ แก้ปวดฟัน แก้โรคติดอ่างในเด็ก รักษาแผลในปากในคอ แก้โรคลิ้นเป็นอัมพาต

·         เมล็ด เคี้ยวแก้ปากแห้ง

·         ราก ต้มดื่ม เป็นยาถ่าย อมบ้วนปากแก้อักเสบในช่องปาก เคี้ยวแก้ปวดฟัน

·         ทั้งต้นของผักคราดหัวแหวน
- รสเผ็ด ซ่าปาก ทำให้ลิ้น และเยื่อเมือกชา และยังสามารถแก้ต่อมน้ำลายอักเสบ
  ได้อีกด้วย
- แก้ฝีในคอ แก้ไข้ คอตีบตัน แก้ซาง แก้คัน และแก้ริดสีดวง แก้เริมได้อีกด้วย
- แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง แก้ไอ ระงับหอบ ไอหวัด และไอกรน หอบหืดได้ด้วย
- แก้เหงือก และฟันปวด    แก้ปวด
บวมฟกช้ำ และแก้ไขข้ออักเสบจากลมขึ้นด้วย
- แก้บิด ท้องเดินได้เป็นอย่างดี
- แก้แผลบวม มีพิษ งูพิษกัด สุนัขกัด ตะมอย
- ใบ แก้ปวดฟัน แก้ปวดศีรษะ   รักษาแผล
    มีฤทธิ์เป็นยาชา
- ดอก แก้ปวดฟัน แก้ปวดศีรษะ

·         วิธีใช้ ผักคราดหัวแหวน
- ใช้รับประทานภายใน ต้มแห้ง ต้มน้ำดื่ม หรือบดเป็นผง รับประทานกับน้ำ หรือผสมกับเหล้ารับประทาน
- ใช้ทาภายนอก ต้นสดตำพอก หรือเอาน้ำทาถู ใช้ต้นสด 1 ต้น ตำให้ละเอียด เติมเกลือ 10 เม็ด คั้นน้ำ ใช้สำลีพันไม้ชุบน้ำยาจิ้มลงในซอกฟัน และทำให้หายปวดฟันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


หมายเหตุ

เมื่อเอาก้านช่อดอกหรือลำต้นมาเคี้ยว จะทำให้รู้สึกชามากกว่าเคี้ยวแต่ใบอย่างเดียว ดังนั้นการจะนำมาใช้ในทางทำให้ชา เช่น แก้ปวดฟันหรือทางแก้ปวดบวม คันต่าง ๆ ก็น่าจะใช้ลำต้นหรือก้านช่อดอกซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่าใช้ใบ การใช้แก้ปวดฟัน ให้เอาก้านสดมาเคี้ยวตรงบริเวณฟันซี่ที่ปวด เพื่อให้น้ำจากก้านซึมเข้าไปตรงที่ปวด จะทำให้ชาสามารถระงับอาการปวดฟันได้ดี  ถ้าฟันที่ปวดเป็นรู ใช้ขยี้ให้เละ อุดเข้าไปในรูนั้น สักครู่จะทำให้ชาและหายปวด (เคี้ยวแล้วประมาณ 1 นาที จะรู้สึกชาและจะชาอยู่ประมาณ 20 นาที ถ้ายังไม่หาย ก็เคี้ยวอีก 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหาย พบว่าหายปวดไปได้นานและบางคนว่าจะไม่ปวดอีกเลย) เคี้ยวพืชนี้แล้วจะมีน้ำลายออกมาก ใช้เป็นสารกระตุ้นให้หลั่งน้ำลายได้ดี ยอดอ่อนใช้แกงกินหรือกินเป็นผักสดได้ ช่วยกระตุ้นให้น้ำลายออกมาก ช่วยให้การย่อยในปากและกระเพาะดีขึ้น และกินแก้เลือดออกตามไรฟัน ใช้ตำพอกแผลและแผลเนื้อตายได้ ใช้ต้นนี้ร่วมกับใบหนาดใหญ่ และใบมะขามต้มอาบหลังฟื้นไข้ และในโรคปวดตามข้อ หญิงมีครรภ์และหลังคลอด

รากใช้เป็นยาถ่าย ใช้รากแห้ง 4-8 กรัม ต้มในน้ำ 1 ถ้วยกิน รากใช้ต้มเอาน้ำอมบ้วนปาก แก้อาการอักเสบในช่องปากและเจ็บคอ นอกจากนี้อาจใช้ก้านขยี้ทาแผลในปากเด็ก ซึ่งเกิดเนื่องจากร้อนใน

- การขยายพันธุ์ เมล็ด ปักชำมีรากออกตามข้อ ใช้ลำต้นปลูกโดยใช้ลำต้นที่มีข้อ 2–3 ข้อ ฝังลงไปในดินให้ส่วนยอดโผล่เหนือผิวดิน ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์ได้ตลอดปี สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตขึ้นทั่วไปในที่ลุ่ม ชื้นแฉะพบตามป่าละเมาะ

- ดอกผักคราดหัวแหวนขาวเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการต้มกลั่น    ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.10 (สนใจรายละเอียด GC Chromatogram ติดต่อที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

- ผลรายงานทางคลินิกของจีน

1.แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ใช้ต้นแห้งบดเป็นผง ทำเป็นยาน้ำเชื่อม (ในน้ำเชื่อม 10 มิลลิลิตร มีเนื้อยานี้ 3.2 กรัม) กินครั้งละ 30 มิลลิลิตร   วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร10 วัน เป็น 1 รอบของการรักษาจากการรักษาคนไข้ 85 ราย) รักษา 2 รอบของการรักษา 8 ราย รักษารอบเดียว 77 ราย) พวกที่เริ่มเป็นรักษาหาย 30 ราย ได้ผลดีขึ้นอย่างเด่นชัด 22 ราย คนไข้หอบ 8 ราย รักษาหาย 1 ราย ได้ผลดีขึ้นอย่างเด่นชัด 7 ราย

2. ใช้เป็นยาชา เอาต้นนี้มาทำเป็นยาฉีดให้มีความเข้มข้น 50% ในการผ่าตัดหน้าท้อง ฉีดยานี้ลงไปทีละชั้น หลังจากนั้น 3-8 นาทีก็ทำการผ่าตัดได้ ระหว่างผ่าตัดอาจฉีดยาลงไปได้อีก เพื่อควบคุมอาการปวด ในการผ่าตัดที่ท้องหรือกระเพาะใช้ขนาด 100-150  มิลลิลิตร  ผ่าตัดเล็กใช้ 60-80 มิลลิลิตร  การใช้ทำให้ชาภายนอกหรือผ่าตัดในการคลอด หรือส่วนสำคัญต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กระเพาะ ท่อมทอนซิล จำนวน 346 ราย ทำให้ขาได้ผลดี 326 ราย ได้ผลพอใช้ได้ 17 ราย ล้มเหลว 3 ราย ในการตรวจก่อนและหลังการผ่าตัดเกี่ยวกับไตและเลือด ยังไม่พบอาการผิดปกติอะไร พวกที่แพ้ง่ายจะมีความดันเลือดลดลงเล็กน้อย และแผลหลังการผ่าตัด มักเป็นแผลเป็น

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-09 20:08:54 IP : 115.87.172.249


ความเห็นที่ 2 (3394043)

 ***ชะมวง เปรี้ยวแซ่บ***

ชะมวงเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10 เมตรลำต้นเกลี้ยงเละแตกกิ่งใบตอนบนของลำต้น ชะมวง มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วย เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอาซิน และวิตามินซี

สรรพคุณของชะมวงและวิธีใช้ 
ชะมวงจะมีรสเปรี้ยว ส่วนประกอบของชะมวงที่ใช้ประโยชน์ได้แก่ ใบ ยอดอ่อน ดอกและลูกอ่อน ซึ่งจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี้

-ใบ ดอกและลูกอ่อน มีรสเปรี้ยวจึงมีสรรพคุณในการกัดเสมหะ ช่วยระบายท้อง ใช้แก้ไข้ รักษาธาตุพิการ ใช้ผสมกับยาอื่นเป็นยาขับเลือด

-ลูกอ่อน ช่วยระบายท้อง ใช้แก้ไข้ ใช้ฟอกเสมหะและเลือด

-ราก ใช้แก้ไข้ตัวร้อน

-ผลและใบแก่ นำมาหมักจะให้กรดซึ่งใช้สำหรับฟอกหนังวัว หรือหนังควายได้ดี

-เปลือกต้นและยางจากต้นชะมวง จะให้สีเหลือง เหมาะสำหรับใช้ในการย้อมผ้า

ใบชะมวง 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 51 กิโลแคลอรี่ มีเส้นใย 3.2 กรัม แคลเซียม 27 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 7,333 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.7 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 29 มิลลิกรัม 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-09 20:11:24 IP : 115.87.172.249


ความเห็นที่ 3 (3394046)

 ผักกระสัง


ใน สมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นประถม จำได้ว่าคุณครูนำต้นพืชเล็กๆ ลำต้นใสๆ มาในห้อง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสอนและให้เราเรียนรู้ถึงกระบวนการดูดน้ำของพืช แต่วันนั้นต้นพืชใสๆ ผู้เสียสละต้องดูดน้ำหมึกแทนน้ำธรรมดา เพื่อให้นักเรียนทั้งชั้นได้เห็นเส้นทางน้ำหมึกค่อยๆ เคลื่อนที่ไปตามลำต้นใสๆ นั้น และยังจำได้ดีว่า สายตามองความมหัศจรรย์ของพืชแล้วในใจก็ยังแอบตั้งชื่อล้อเลียนต้นไม้ใสๆ

ต้น นี้ เหมือนที่นักเรียนวัยนั้นชอบตั้งชื่อล้อเลียนครูบาอาจารย์ไปทั่ว พืชที่นำมาทดลองจึงได้รับฉายาว่า เจ้าต้นดูดน้ำหมึก ต่อมาภายหลังเมื่อโตขึ้นสักหน่อยจึงรู้ว่า ต้นพืชลำต้นใสเขาเรียกกันว่าผักกระสัง ชาวบ้านในหมู่บ้านนิยมนำมาลวก นึ่ง หรือบางคนก็กินสดๆ กับน้ำพริก ซึ่งจะพบผักกระสังขึ้นได้ทั่วๆ ไปในที่ชื้น

และ ก็ยังนำมาปลูกในกระถางต้นไม้ ในสนามหญ้า ในสวน ในแปลงผักได้เช่นกัน ผักกระสัง เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นลักษณะสีเขียวใส เป็นพืชอวบน้ำ ลำต้นสูงประมาณ 20-60 ซม. ต้นตั้งตรงแตกกิ่งมาก ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่แกนสามเหลี่ยม ใบ เป็นรูปหัวใจ ท้องใบสีเขียวเข้ม หลังใบสีเขียวอ่อน ใบออกกระจายทั้งลำต้น ใบกว้างประมาณ 1 – 3 ซม. ยาวประมาณ 1- 4 ซม. ดอก ออกตรงบริเวณข้อใบ เป็นก้านยาวประมาณ 4 – 5 ซม. มีเม็ดเล็ก ๆ สีขาว สีเหลือง และสีดำอยู่ตรงก้านดอก ดอกช่อ ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกฝอยขนาดเล็กไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด 
ผักกระสังเป็นพี่น้องกับต้นพริกไทยและต้นพลู 
อยู่ในวงศ์ PAPEROMIACEAE 
มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Peperomia pellucida Korth
ผักกระสังถึงจะอวบน้ำคล้ายว่าจะเป็นยาเย็น แต่จริงๆ แล้วในทางรสยาผักกระสังมีรสเผ็ดหอม

มีสรรพคุณทางหยาง (จัดแบ่งง่ายๆ ว่า หยิน คือเย็น หยาง คือร้อน) เรื่องรสยาเผ็ดหอมนี้ ยังพออธิบายได้อีกมุมมองหนึ่งว่า ผักกระสังกับพริกไทยนั้นเป็นพี่น้องกัน มีคนลองนำเอาผักกระสังมาขยายใหญ่ให้เท่าต้นพริกไทย มองใบสีเขียวใสๆ ให้เป็นสีเขียวเข้ม ก็จะเห็นหน้าตาผักกระสังเหมือนกับต้นพริกไทยเลย 

นอกจากนี้ถ้าได้กินผักกระสังที่ยังมีเมล็ดเกาะกันเป็นช่อ คล้ายช่อเมล็ดพริกไทย ก็จะได้ลิ้มรสเผ็ดนิดๆ ซ่าน้อยๆ ที่ลิ้น ในแง่ของสรรพคุณยาไทย หมอยาพื้นบ้านมักจะใช้ผักกระสังตำพอกฝี หรือคั้นเอาน้ำทาแผลฝีที่มีหนอง ผักกระสังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ใบยังนำมารักษาโรคลักปิดลักเปิด แก้ไข้ แก้อักเสบ จากสรรพคุณตรงนี้ทำให้มีชาวบ้านกินผักกระสัง

เพื่อรักษาอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ และยังเชื่อว่าการใช้น้ำต้มผักกระสังล้างหน้าจะทำให้ผิวสวย ปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าผักกระสังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีฤทธิ์ต้านการอักเสบมีฤทธิ์แก้ปวด และไม่มีพิษภัย ประเทศฟิลิปปินส์ก็มีการกินผักกระสังสดๆ หรือนำมาต้มกิน เพื่อรักษาโรคเก๊าและข้ออักเสบ โดยวิธีการต้มให้นำผักกระสังต้นยาวสัก 20 ซม. ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละ ครึ่งแก้ว เช้า-เย็น นอกจากนี้ชาวฟิลิปปินส์ยังใช้ทั้งต้นสดบดประคบฝี หรือตุ่มหนอง

ปัจจุบันผักกระสังเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่ฟิลิปปินส์ กำลังศึกษาวิจัยเพื่อใช้ เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบและโรคเก๊า ส่วนในมาเลเซียเชื่อว่าการรับประทานผักกระสังจะช่วยรักษาโรคตาและต้อ (glaucoma) การศึกษาวิจัยในปัจจุบันยังพบว่าผักกระสังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมี วิตามินซีสูง เรียกได้ว่าวิตามินซีน้องๆ มะนาว คือ มะนาว100 กรัมมีวิตามินซี 20 มิลลิกรัม ส่วนผักกระสังมีอยู่ 18 มิลลิกรัม ทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เคยวิเคราะห์หาธาตุอาหารในพืชผักต่างๆ พบว่าผักกระสัง ๑ ขีด หรือ ๑๐๐ กรัม มีเบต้า – แคโรทีนราว ๒๘๕ ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล ลองนึกดูเบต้า-แคโรทีนของสดของแท้หาไม่ได้จากแคปซูล มีเฉพาะในผักสดๆ เท่านั้น และผักกระสังมีอยู่สูงขนาดนี้ ผักกระสังจึงจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง คนไทยในอดีตรู้จักกินผักกระสัง แต่เวลานี้ผักกระสังเกือบจะหายไปจากสาระบบของผักที่กินในสังคมของเราแล้ว โชคดีที่หลายหน่วยงานทังรัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนต่างช่วยกันฟื้นฟูและส่งเสริมการกินผักพื้นบ้านของไทย มากขึ้น ดังเช่น ในหมู่บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี

ซึ่งทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีเจ้าหน้าที่ลงไปส่งเสริมให้ชาวบ้านหันกลับมาปลูกสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ เพื่อทำเป็นวัตถุดิบส่งให้กับโรงพยาบาล จึงทำให้ชาวบ้านซึ่งเคยใช้ระบบการเกษตรสารเคมียาฆ่าแมลงจำนวนมาก จนชาวบ้านเองยังไม่กล้าเก็บผักพื้นบ้านทั่วไปมารับประทาน

แต่วันนี้ เปลี่ยนไป๋ ชาวบ้านเริ่มกลับมาเก็บผักที่เกิดเป็นวัชพืชรอบๆ บ้านมารับประทานได้อย่างหลากหลายชนิด เช่น ผักเบี้ย ผักกระสัง ใบบัวบก ฯ และยังได้พัฒนา ยำผักกระสัง ตำรับชาวบ้านที่อร่อยมาก หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจาก “ทำเอง ” จะ

ยำผักกะสัง ทำได้ง่ายๆ

หั่นผักชิ้นพอประมาณ 1-2 ทัพพี

น้ำมะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ

กุ้งแห้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแห้งทอด พอประมาณ

มะม่วงซอย 1-2 ช้อนโต๊ะ หัวหอมซอย พอประมาณ

แครอทซอยฝอยๆ 1-2 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงคั่ว พอประมาณ

ขิงซอย 1-2 ช้อนโต๊ะ

หมูหยอง พอประมาณ

โหระพา สะระแหน่ ไว้แต่งรส

น้ำปลา 1-2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ

จาก นั้นรวมเครื่องปรุงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ปรุงรสตามใจชอบ พร้อมตักเสิร์ฟได้เลย ในยุคน้ำมันแพง แต่ไม่แล้งปัญญา หากเข้าใจธรรมชาติ นำผักกระสังที่ขึ้นได้ทั่วไป และมีสรรพคุณทางยามากมาย นำมาเป็นอาหารสุขภาพรสเด็ด ประหยัดทั้งเงิน ยังเสริมสร้างสุขภาพอีกด้วย.

มูลนิธิสุขภาพไทย

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-09 20:20:04 IP : 115.87.172.249


ความเห็นที่ 4 (3394055)

 กระเจี๊ยบมอญ

วันนี้ขอแนะนำ สรรพคุณ และ ประโยชน์ของกระเจี๊ยบมอญ  ผักพื้นบ้านของเราซึ่งต้องยอมรับเลยว่ามีมากมาย และที่สำคัญใช้รักษาโรคได้สารพัด หลายๆ คนอาจจะรู้จักกระเจี๊ยบมอญในนามของพืชผักสีเขียวทีนำมากินแกล้มกับน้ำพริก แต่จะบอกว่ากระเจี๊ยบมอญไม่ได้มีประโยชน์ในนามของผักสีเขียวเท่านั้น   ยังเป็นสมุนไพรที่แฝงไปด้วยประโยชน์ในการช่วยบำรุงดูแลสุขภาพของเราด้วย

ชื่ออื่น กระเจี๊ยบมอญ กระเจี๊ยบ มะเขือมื่น ส้มพม่า มะเขือหวาย มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ กระต้าด ถั่วเละ กระเจี๊ยบขาว

 ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว

·         ลำต้น  มีขนหยาบและมีความสูงประมาณ 1-2  เมตร

·         ใบ       ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว คล้ายฝ่ามือเรียงสลับกัน และมีขนหยาบ

·         ดอก   มีสีเหลือง ที่โคนกลีบด้านในมีสีม่วงออกแดง ออกตามซอกใบ ก้านชูเรณูรวมกันเป็นลักษณะคล้ายหลอด

·         ฝัก      คล้ายนิ้วมือผู้หญิง (ดังชื่อในภาษาอังกฤษ) ตามฝักมีขนอ่อนๆทั่วฝัก มีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม ฝักกระเจี๊ยบมีทรงยาวสีเขียว ฝักอ่อนมีรสชาติหวานกรอบอร่อย ส่วนฝักแก่จะมีเนื้อเหนียว

 

การนำกระเจี๊ยบเขียวไปประกอบอาหาร

กระเจี๊ยบเขียวนอกจากใช้ลวกจิ้มเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริก ยังใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด  เช่น  แกงส้ม  แกงใส่ปลาย่าง  สุดแต่จะนำไปประยุกต์ สำหรับคนไม่เคย รับประทาน กระเจี๊ยบเขียว อาจจะรับประทานได้ยากกันสักหน่อย  เพราะ ฝักของมัน ข้างในจะมี ยางเมือก ๆ หุ้มเมล็ดอยู่ แต่ทานบ่อยๆจะชินเอง คนสมัยก่อนนิยมเอาไป ต้ม หรือ ต้มราดกะทิสด (การราดกระทิสดบนผักเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งในการดึงวิตามินที่ละลายในไขมันได้ให้ออกมาจากผักให้ร่างกายดูดซึมให้ใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้น) กระเจี๊ยบเขียวหากกินกับ น้ำพริกกะปิ ปลาทู จะให้รสชาติที่ดีมากๆ ลองทานดูได้นะครับ

สรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทย
กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่มีคุณสรรพคุณด้านสมุนไพรในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ็กติน (Pectin) และกัม (Gum) ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้  รักษาความดันให้เป็นปกติ เป็นยาบำรุงสมอง มีสรรพคุณเป็นยาระบายและสามารถแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้ด้วย แต่ต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย15วัน  (แต่ข้อนี้แนะนำให้ใช้ยาแผนปัจจุบันมากกว่า)

นอกจากนั้นยังมีสูตรการทานกระเจี๊ยบเขียวเป็นยาสมุนไพรต่างๆดังนี้

รับประทานฝักกระเจี๊ยบ 10 -15 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอน สามารถ ลดอาการท้องผูก
รับประทาน 3 – 5 ฝัก ก่อนอาหาร ทุกวัน สามารถ รักษา แผลในกระเพาะอาหาร
รับประทาน 10 – 15 ฝัก ทุกวัน สามารถ บำรุงตับ
รับประทาน 5 ฝัก ก่อนอาหาร 3 มื้อ ติดต่อกันทุกวัน สามารถ กำจัด พยาธิตัวจี๊ด
รับประทาน 30 – 40 ฝัก ตอนเย็น หรือ ก่อนนอน สามารถ ดีท็อกซ์ลำไส้ ขับสารพิษ อุจจาระตกค้าง

คุณค่าทางโภชนาการของกระเจี๊ยบเขียว    

กระเจี๊ยบเขียวเส้นมีใยอาหารตามธรรมชาติ ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย  มีแคลเซียมช่วยในการบำรุงกระดูกและฟัน และยังมี วิตามินต่างๆสูง และนอกจากนั้นยังมี โฟเลตสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงสมอง และจำเป็นต่อทารกในครรภ์

 - เนื่องจากฝักของกระเจี๊ยบมอญนั้นมีเส้นใยจำนวนมากที่มีประโยชน์ช่วยในการรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- นอกจากนี้หากนำฝักของกระเจี๊ยบมอญไปตากแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียดกินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ หลังอาหารแล้วดื่มน้ำตามก็จะช่วยลดอาการของแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-09 20:41:03 IP : 115.87.172.249


ความเห็นที่ 5 (3395018)

 ผักป๋วยเล้ง หรือ ผักโขม

 
ประโยชน์ของผักป๋วยเล้ง(ธาตุเหล็กจากพืช)
 
ผักป๋วยเล้ง หรือ ผักโขม (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Spinacia oleraceae วงศ์ Channopodiaceae) มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอาหรับ ชาวอาหรับให้สมญาผักป๋วยเล้งว่า “ราชาแห่งผัก” มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ถัง สมัยพระเจ้าถังไท่จง กษัตริย์เนปาลได้ถวายเครื่องราชบรรณาการ โดยมีผักป๋วยเล้งอยู่ด้วย
 
สรรพคุณ
ผักป๋วยเล้งมีคุณสมบัติเย็น รสหวาน สรรพคุณบำรุงเลือด ห้ามเลือด รักษาอาการเลือดกำเดาออก อุจจาระเป็นเลือด ท้องผูก
 
ตำรับยา
1. ตามองไม่เห็นในตอนกลางคืน (Nyctalopia) ใช้ผักป๋วยเล้ง 300 กรัม ตำให้แหลกคั้นเอาน้ำ ดื่มทุกเช้าและเย็นติดต่อกันระยะหนึ่ง
2. ท้องผูกไม่ถ่าย ใช้ผักป๋วยเล้ง 300 กรัม ลวกในน้ำเดือดแล้วคลุกกับน้ำมันงา กินเช้าและเย็น
3. โลหิตจาง ผัดผักป๋วยเล้งกับตับหมูกินเป็นประจำ
 
ในผักป๋วยเล้ง 600 กรัม มีโปรตีน 12 กรัม ซึ่งเท่ากับไข่ 2 ฟอง สูงกว่าโปรตีนในผักกาดขาว 2 เท่า และมีคาโรทีน (Carotene) 17.76 ม.ก. ซึ่งมากกว่าในหัวผักกาดขาว
 
ผลการทดลองพบว่า คาโรทีนในผักป๋วยเล้งสามารถนำไปใช้ในอัตราสูง ผักป๋วยเล้ง 600 กรัม มีวิตามินซี 174 ม.ก. ซึ่งมากกว่าในหัวผักกาดขาว 2 เท่า สูงกว่าผักกาดขาว 1 เท่า นักวิชาการเชื่อว่าผักป๋วยเล้งเป็นผักที่เหมาะสำหรับเด็กและผู้ป่วย เพราะมีโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ มากมายในผักป๋วยเล้ง 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซีที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน และมีปริมาณคาโรทีนที่พอเพียงใน 2 วัน
 
ผักป๋วยเล้งมีธาตุเหล็กและ แคลเซียมจำนวนมาก โดยทั่วไปร่างกายจะดูดซึมไปใช้ประมาณ 50% แคลเซียมในผักป๋วยเล้งก็เช่นกัน นักโภชนาการได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า กรดออกซาลิก (Oxalic acid) ไม่เพียงแต่มีรสฝาดแล้ว ยังมีปฏิกิริยากับแคลเซียม ทำให้เกิดเป็นตะกอน
 
ดังนั้นในการผัดผักป๋วย เล้งควรจะลวกผักป๋วยเล้งในหม้อหรือกระทะที่ต้มน้ำจนเดือด วิธีนี้จะเป็นการขจัดกรดออกซาลิกได้ถึง 80% หลังจากนั้นก็นำไปผัดหรือปรุงตามอัธยาศัย จะได้กับข้าวที่อร่อย และไม่ทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ป๋วยเล้งยังมีวิตามินเอสูง คนที่ชอบกินป๋วยเล้งจะเป็นผู้ที่มีสายตาดี ผิวผุดผ่อง และมีวิตามินซีในปริมาณสูงอีกด้วย แต่ผักป๋วยเล้งจะให้พลังงานต่ำ เอาป๋วยเล้งหั่นละเอียดจำนวน 1 ถ้วยตวง จะให้พลังงานเพียง 14 แคลอรี
 
ผักป๋วยเล้งปลูกได้ตลอดปี แต่จะงอกงามอวบอิ่มในหน้าหนาวดีกว่าช่วงฤดูอื่น เวลาเลือกซื้อควรเลือกใบใหญ่ๆ ถ้าตัดมาใหม่ๆ ใบจะกรอบและสด สีของใบเขียวจัด ถ้าเห็นใบมีรอยช้ำ เน่า เหี่ยวเฉา หรือแมลงกัดพรุนก็ไม่ควรซื้อ เมื่อซื้อมาแล้วตัดส่วนรากทิ้งแต่ให้ผักอยู่รวมเป็นต้น อย่าปลิดใบออก ตัดใบแก่ แล้วล้างน้ำหลายๆครั้ง เอาพวกดินที่ติดมาด้วยออกให้หมด ระวังอย่าให้หนักมือ ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วเก็บใส่ถุงพลาสติกหรือใส่กล่องที่ปิดได้สนิท นำเข้าเก็บในตู้เย็นจะเก็บได้นานประมาณ 3-5 วัน
 
ผักป๋วยเล้งนี้ใช้ทำ อาหารได้หลายอย่าง จะลวกใส่ก๋วยเตี๋ยว ผัดกับหมูแบบผักบุ้งไฟแดง แกงเลียง แกงส้ม แกงจืดหมูสับ ผัดกับน้ำมันหอย หรือจะทำเป็นผักสลัด ผักจิ้มน้ำพริกกินดิบๆก็ได้ทั้งนั้นแล้วแต่ความชอบ
รวมทั้งทำน้ำสตรอเบอร์รี่และผักขม, ผักโขมและผักบร็อคโคลี่ปั่น
( Strawberry and spinach juice,Spinach and broccoli smoothie)ได้อีกด้วย
 
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากวิชาการ.คอม
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 10:58:54 IP : 110.168.159.53


ความเห็นที่ 6 (3395019)

 ผัดปวยเล้ง (Vegetable stir-fry the spinach)

 
ผัดผักปวยเล้ง เป็นผัดผักอีกชนิดนะครับที่มีประโยชน์มาก เนื่องจากมีคลอโรฟิลมากแล้วเหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคโลหิตจาง และยังช่วยให้ร่างกายผ่อนไม่คลายไม่เครียด เห็นม่ะครับว่าประโยชน์เยอะจริงๆ ผัดผักปวยเล้ง ส่วนใหญ่จะทานได้ทั้งกับข้าวสวยและข้าวต้ม
 
Ingredients
 
ผักปวยเล้ง 200 กรัม
หอมแดงซอย 1 หัว
กระเทียมจีนแกะเปลือกสับ 3 กลีบ
ซีอิ้วขาว ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
Method
 
Step 1
 
ล้างผักปวยเล้งให้สะอาดตัดส่วนแก่ๆทิ้งไป แล้วหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2½-3 นิ้ว พักในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
 
Step 2
 
นำน้ำมันหอยและซีอิ้วขาวที่เตรียมไว้ราดลงบนผักปวยเล้ง
 
Step 3
 
ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟแรงปานกลางพอร้อนใส่หอมแดงลงไปผัดพอเริ่มหอมใส่กระเทียมลงไปผัดด้วยกันจนกระเทียมเหลือง เร่งไฟแรงใส่ปวยเล้งลงไปผัดเร็วๆ พอสุกปิดไฟ
 
Step 4
 
ตักใส่จานเสิร์ฟคู่กับข้าวสวยร้อนๆ
 
สรรพคุณ
ผักป๋วยเล้งมีคุณสมบัติเย็น รสหวาน สรรพคุณบำรุงเลือด ห้ามเลือด รักษาอาการเลือดกำเดาออก อุจจาระเป็นเลือด ท้องผูก
 
ตำรับยา
1. ตามองไม่เห็นในตอนกลางคืน (Nyctalopia) ใช้ผักป๋วยเล้ง 300 กรัม ตำให้แหลกคั้นเอาน้ำ ดื่มทุกเช้าและเย็นติดต่อกันระยะหนึ่ง
2. ท้องผูกไม่ถ่าย ใช้ผักป๋วยเล้ง 300 กรัม ลวกในน้ำเดือดแล้วคลุกกับน้ำมันงา กินเช้าและเย็น
3. โลหิตจาง ผัดผักป๋วยเล้งกับตับหมูกินเป็นประจำ
 
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.menuaroi.com/recipe/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 11:00:02 IP : 110.168.159.53


ความเห็นที่ 7 (3395020)

 "ปลาช่อนต้มปวยเล้ง"

 
เมนูต้มปลาที่ทำได้ง่ายและอร่อย พร้อมได้คุณประโยชน์จากผักปวยเล้งที่มีธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง นอกจากจะเป็นอาหารที่ให้พลังงานและบำรุงสุขภาพแล้ว ยังย่อยง่ายอีกด้วย คนจีนยังเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแรงด้วยคะ
 
สูตรอาหารจีนปลาช่อนต้มปวยเล้ง
 
สำหรับ 2 ที่
ใช้เวลาเตรียมประมาณ 15 นาที ปรุง 15 นาที
 
วัตถุดิบปลาช่อนต้มปวยเล้ง
 
1.ปลาช่อน 1 ตัว
2.ปวยเล้ง 1 ถ้วย
3.น้ำซุปไก่ 1 ถ้วยแกง
4.ขิงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
5.กระเทียม 3 กลีบ
6.เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ
7.น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
8.น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
9.เกลือ 1 ช้อนชา
10 หมูเบคอน 2 ชิ้น 
 
วิธีทำปลาช่อนต้มปวยเล้ง
 
1.ล้างปลาให้สะอาด โดยขอดเกล็ด และ ควักไส้ออก แล้วนำไปหมักด้วย เหล้าจีน และเกลือสัก 5นาทีก่อน พักไว้
2.หั่นหมูเบคอนเป็นชิ้นขนาดพอดีเตรียมไว้
3.นำผักปวยเล้งมาลวกน้ำร้อนจนสุกพักไว้
4.ตั้งกระทะ ไฟกลางใส่น้ำมัน พอร้อนใส่กระเทียม และ ใส่ขิงลงผัด
5.เติมน้ำซุปลงไป รอจนกระทั่งเดือดจัด จึงเริ่มใส่เนื้อปลาช่อน ตามด้วยผักปวยเล้ง
6.คนให้เข้ากัน หยาะน้ำมันงาลงไป แล้วชิมรส จึงนำไปเสริฟ
 
ข้อแนะนำ
 
1. เลือกปลาช่อนนา ดีกว่าปลาช่อนเลี้ยง เพื่อหลีกเลี่ยงสารเร่งโตหรือฮอร์โมนปนเปื้อนมา
2. ปวยเล้งควรลวกก่อนปรุงเพื่อลดกรดออกซาลิค ที่อาจมีผลต่อแคลเซียมในร่างกาย 
 
สรรพคุณ
ผักป๋วยเล้งมีคุณสมบัติเย็น รสหวาน สรรพคุณบำรุงเลือด ห้ามเลือด รักษาอาการเลือดกำเดาออก อุจจาระเป็นเลือด ท้องผูก
 
ตำรับยา
1. ตามองไม่เห็นในตอนกลางคืน (Nyctalopia) ใช้ผักป๋วยเล้ง 300 กรัม ตำให้แหลกคั้นเอาน้ำ ดื่มทุกเช้าและเย็นติดต่อกันระยะหนึ่ง
2. ท้องผูกไม่ถ่าย ใช้ผักป๋วยเล้ง 300 กรัม ลวกในน้ำเดือดแล้วคลุกกับน้ำมันงา กินเช้าและเย็น
3. โลหิตจาง ผัดผักป๋วยเล้งกับตับหมูกินเป็นประจำ
 
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.foodtravel.tv/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 11:01:11 IP : 110.168.159.53


ความเห็นที่ 8 (3395025)

 ***มะระขี้นก คู่ปรับ เบาหวาน***

 
มะระขี้นก (มะระขนาดเล็กสีเขียวเข้ม มีผิวขรุขระ มีรสขม) ซึ่งคนไทยเราก็รู้จักกันดีเพราะเป็นอาหารอย่างหนึ่งที่นิยมใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก และพืชชนิดนี้สามารถใช้ลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของใบ ผล หรือเมล็ด
 
มะระขี้นกสามารถใช้ลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดีเนื่องจากมะระขี้นกจะกระตุ้นการเปลี่ยนกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นไกลโคเจนที่ตับและยังกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากเบตาเซลล์ของตับอ่อน อีกทั้งยังกระตุ้นการสร้างเบตาเซลล์อีกด้วย ซึ่งการใช้มะระขี้นกก็สามารถใช้ได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการคั้นน้ำ รับประทานสด หรือการดื่มในรูปของชามะระขี้นก แต่จากงานวิจัยของB.A. Leatherdale ของ มหาวิทยาลัยแอสตัน พบว่าการคั้นน้ำเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด ส่วนวิธีที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุดคือการกินมะระขี้นกที่นำไปแตกแห้ง
 
นอกจากนี้ยังพบว่าในเมล็ดของมะระขี้นกมีสารชนิดหนึ่งซึ่งมีโมเลกุลคล้ายอินซูลิน และสารชนิดนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างกรดไขมันในร่าง กาย ตลอดจนออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องการสลายไขมันอีกด้วย
 
การใช้มะระขี้นกเพื่อลดน้ำตาลในกระแสเลือดนั้นสามารถใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยเบาหวานทั้ง 2 ชนิด แต่ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้พวกแตงเมลอน แคนตาลูป สำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยโรคตับแล้วการใช้มะระขี้นกจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์
 
มะระขี้นกสามารถออกฤทธิ์ในการลดน้ำตาลได้ภายใน 30-60 นาทีหลังกิน(ซึ่งใกล้เคียงกับการออกฤทธิ์ของZinc crystalline insulin) และจะออกฤทธิ์สูงสุดหลังจากกินไปแล้ว4-12 ชั่วโมง (ฮอร์โมนอินซูลินออกฤทธิ์สูงสุดภายใน 2-3ชั่วโมง) นอกจากมะระขี้นกแล้วยังมีสมุนไพรชนิดอื่นที่สามารถลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้ อาทิเช่น อบเชย ว่านหางจระเข้ แต่มะระขี้นกจะออกฤทธิ์ในการลดน้ำตาลได้เร็วกว่าและนานกว่า
 
นอกจากนี้มะระขี้นกยังช่วยป้องการตีบและหนาตัวของผนังหลอดเลือดแดง ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไลด์ในตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ (มะระขี้นกสามารถแก้ไขภาวะคลอเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิดและไตรกลีเซอไรด์ที่เพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานยาลดน้ำตาลติดต่อกันเป็นระยะเวลานานให้เข้าสู่ระดับปกติได้ เมื่อรับประทานมะระขี้นกติดต่อกัน 10 สัปดาห์)
 
พบว่าการดื่มน้ำคั้นมะระขี้นก (ใช้มะระขี้นก 1-2 ผลคั้นร่วมกับผักผลไม้ชนิดอื่น เพื่อลดความขม แต่ทั้งควรเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลไม่มากนัก เช่น แอปเปิ้ลเขียวจะดีกว่าแอปเปิ้ลแดง วันละ 1 แก้วในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร และถ้าเป็นไปได้อีก 1 แก้วในช่วงเย็น) ร่วมกับการดื่มชามะระขี้นกหลังมื้ออาหารทุกมื้อ (หรืออาจใช้เป็นน้ำต้มใบชะพลูแทนชามะระขี้นก) สามารถลดระดับน้ำตาลได้ดี แต่ทั้งนี้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารร่วมด้วย
 
***หมายเหตุ 
มะระขี้นกจะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ดังนั้นการใช้มะระขี้นกอาจทำให้ถ่ายท้องได้ ซึ่งถ้ามีอาการถ่ายท้องมากเกินไป ให้ปรับลดปริมาณของมะระขี้นกที่ใช้ให้น้อยลงได้
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 11:09:36 IP : 110.168.159.53


ความเห็นที่ 9 (3395430)

 ผักชี

 
 แก้หวัด ขับเหงื่อ ลดน้ำตาลในเลือด พอกทาแก้ผื่นคัน แก้ไฟลามทุ่ง แก้ตับอักเสบ แก้ริดสีดวงทวาร ขับลมขับพิษ ลดการปวดบวมข้อ ต้มดื่มแก้ไอ แก้หวัด แก้สะอึก ช่วยย่อย บำรุงกระเพาะ ฯลฯ 
 
ต้นผักชี (ทั้งใบ-ต้น-ราก) ช่วยเป็นยาละลายเสมหะ แก้หัดหรือผื่น ขับเหงื่อขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ ด้วยการนำเอาต้นที่แห้งประมาณ 10-15 กรัม หรือเอาต้นสด ๆ 60-150 กรัมนำไปต้มกับน้ำ หรือคั้นเอาเฉพาะน้ำดื่ม ถ้าใช้ภายนอกให้ตำพอก หรือต้มเอาน้ำชะล้าง
 
ผล หรือลูกผักชี ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร เจริญอาหาร แก้หัด แก้บิด ริดสีดวงทวาร โดยการนำเอาผลแห้งบดเป็นผงทานหรือต้มกับน้ำ แต่ถ้าใช้ภายนอกให้เอาไปต้ม นอกจากนี้ยังดับกลิ่นคาวในเนื้อได้โดยการหมัก
 
การใช้แก้โรคต่างๆ 
1. โรคริดสีดวงทวาร ให้นำผลไปคั่วแล้วบดทานผสมกับเหล้า วันละ 3-5 ครั้ง
2. บิดถ่ายเป็นเลือด ใช้ผล 1 ถ้วยชาตำให้เป็นผง ผสมน้ำตาลทรายทาน
3. ปวดท้อง หรือท้องอืดท้องเฟ้อ ให้ใช้ผลสัก 2 ช้อนชาต้มผสมกับน้ำทาน
4. เป็นหัดหรือผื่นแดงที่ยังออกไม่ทั่วตัว จะช่วยขับออกมา โดยใช้ผลแห้ง 120 กรัมใส่หม้อดินเผาหรือหม้อเคลือบมีน้ำเต็ม ต้มให้เดือดแล้วน้ำเอาไอรมให้ทั่วห้องแล้วผื่นก็จะออกมาเอง
5. เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่ง (Erysipelas) ให้ใช้ผักชีตำพอก
6. ปากเจ็บ คอเจ็บ ปวดฟัน นำเอาเมล็ดมาต้มกับน้ำประมาณ 5 ส่วนแล้วต้มให้เหลือ 1 ส่วนเอาน้ำอมบ้วนปาก
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา พบว่า ผล ที่แก่จะเป็นเครื่องเทศ ที่มีกลิ่นหอม เราจะใช้ผสมกับยาอื่น จะช่วยกระตุ้มต่อมในกระเพาะอาหารและลำไส้เพื่อที่จะให้ขับสารออกมามากขึ้น หรือน้ำดีมากขึ้น ทั้งนี้ การทานผักชี ยังมีข้อห้าม คือ อย่าทานมากเกินไป เพราะจะทำให้มีกลิ่นตัวแรง มีอาการตาลายและลืมง่ายได้
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-16 17:47:35 IP : 171.97.1.65


ความเห็นที่ 10 (3395975)

 สะเดามากคุณค่า... เกินคาดเดา

 
ถ้าให้เอ่ยชื่อผักรสขม เชื่อได้เลยว่า ชื่อแรกที่แทบทุกคนจะนึกถึงคือ "สะเดา" มีบันทึกว่า คนไทยกินสะเดาเป็นผักตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น คนไทยมักกินยอด และดอกสะเดาในช่วงต้นฤดูหนาว เพราะเชื่อว่า "กินสะเดาก่อนเป็นไข้ ช่วยป้องกันไข้ได้ กินสะเดาเมื่อเป็นไข้แล้ว รักษาให้หายไข้ได้"
          ชาวไทยแต่ก่อนถือว่า สะเดาเป็นต้นไม้มงคล ควรปลูกในบริเวณบ้าน โดยกำหนดให้ปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และความที่ถือว่าเป็นไม้มงคลนี่ด้วยกระมัง สะเดาช้างจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดสงขลา และสะเดาไทยทั่วไป เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานีทีเดียว
          ไม่ผิดเลยที่กล่าวว่าเป็นต้นไม้มงคล เพราะสะเดารวมทุกสิ่งพร้อมเสร็จสรรพในต้น ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม กล่าวว่า "ในสะเดาตัวเดียวมีปัจจัยถึง 3 ตัวคือ เป็นยา อาหาร และเป็นไม้ใช้สอยทำที่อยู่อาศัยได้ ถ้าสะเดาอายุ 20 ปี เนื้อไม้จะแกร่งเหมือนไม้แดง ไม้ประดู่ แก่นมีสีสวย ทำไม้พื้น ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ มอดไม่กิน" และคุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งคือ เป็นแปรงและยาสีฟันอย่างดี
          สะเดาปลูกง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเพียงเวลา 3 ปี สะเดาโตจากเมล็ดเล็ก ๆ เป็นไม้สูงถึง 20 ฟุต สะเดาเป็นพืชอายุยืน อาจอยู่ได้นานถึง 200 ปี สะเดามีชื่อภาษาอังกฤษว่า "neem" มีความสำคัญจนเกิดองค์การชื่อ Neem Association รวบรวมความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับสะเดาไว้หลายแง่มุม สภาวิจัยแห่งชาติอเมริกาทำหนังสือหนา 152 หน้า แปลเป็นไทยว่า สะเดา : ต้นไม้แก้ปัญหาโลก (Neem : A Tree for Solving Global Problems)
สะเดาในไทยมี 3 ชนิดคือ สะเดาอินเดีย (ไทยเรียกควีนิน) สะเดาช้าง (ไม้เทียม ต้นเทียม สะเดาเทียม สะเดาใบใหญ่) และสะเดาไทย คุณสมบัติสะเดาทั้ง 3 ชนิด คล้ายคลึงกัน นำมาใช้แทนกันได้
สะเดาช่วยป้องกันศัตรูพืช
            สารสกัดสะเดาที่มีในเมล็ดและใบ มีฤทธิ์ในการฆ่าแมลง ขับไล่แมลง ต่อต้านการดูดกิน ยับยั้งการเจริญเติบโต ป้องกัน และกำจัดแมลงได้หลายชนิด เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว หนอนกอ หนอนกอสีครีม หนอนใยกะหล่ำ หนอนใยผัก ฯลฯ
            วิธีการแรกโรยเมล็ดสะเดาบดตามแปลงผักเพื่อปรับสภาพดิน นำเมล็ดสะเดากะเทาะเปลือก 1 กิโลกรัม ห่อผ้าแช่น้ำ 1 คืน ไปฉีดพ่นตามแปลงพืช อาจใช้สบู่ผสม เป็นสารจับใบ ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน ในตอนเย็น
สูตรสมุนไพรกำจัดแมลง
            ใบสะเดาแก่ 2 กิโลกรัม ข่าแก่อายุ 1 ปีขึ้นไป 2 กิโลกรัม และตะไคร้หอมทั้งต้น 2 กิโลกรัม โดยนำส่วนผสมทั้งหมดตำละเอียด ไปหมักในน้ำ 1 ปี๊บ แช่ทิ้งไว้ 1 คืน (เกิน 1 คืน จะบูดใช้ไม่ได้) รุ่งเช้านำมากรองด้วยตาข่าย หรือมุ้งลวด บีบน้ำให้สะเด็ด นำน้ำยามาผสมกับน้ำในอัตราส่วน น้ำยา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1-2 ปี๊บ นำไปฉีดต้นไม้
            หมายเหตุ น้ำยาที่กรองเอากากออกแล้วอยู่ได้หลายวัน ถ้าใช้ไม่หมดให้เก็บไว้ในขวดสีชา หรือแกลลอสีดำ เก็บไว้ในที่ค่อนข้างมืด แดดส่องไม่ถึง สูตรนี้ถ้าใช้เมล็ดแทนใบ จะกำจัดแมลงทุกชนิด ยกเว้นด้วงและแมลงปีกแข็ง
สูตรไล่หอย เพลี้ยไฟ
            ยูคาลิปตัส ยอดสะเดา ข่าแก่ บอระเพ็ดอย่างละ 2 กิโลกรัม จุลินทรีย์ กากน้ำตาลอย่างละ 1 แก้ว โดยนำยูคาลิปตัส สะเดา ข่าแก่ บอระเพ็ด แต่ละอย่างแยกใส่ปี๊บ ใส่น้ำให้เต็ม ต้มให้เหลืออย่างละครึ่งปี๊บ ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทรวมในถังใหญ่ ใส่จุลินทรีย์ 1 แก้ว กากน้ำตาล 1 แก้ว ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 3-5 วัน ใช้ครึ่งแก้ว ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น รดในแปลงผัก พืช ในนาข้าว ป้องกันใบข้าวไหม้ด้วย
ทุกส่วนของสะเดามีคุณสมบัติเป็นยาทั้งสิ้น
            รากสะเดา มีรสขมฝาดเย็น แก้เสมหะ ที่จุกคอ และแน่นอยู่ในอก
            เปลือกต้นสะเดา มีรสขมฝาดเย็น เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้ไข บิดมูกเลือด แก้ท้องร่วง กษัย (โรคซูบผอมแห้งแรงน้อย) แก้กองเสมหะ ต้มน้ำ ใช้ชะล้างแผลที่กลาย
            กระพี้สะเดา มีรสขมเย็นฝาดเล็กน้อย แก้น้ำดีพิการให้คลั่งเพ้อ แก้เพ้อคลั่ง บำรุงน้ำดี
            แก่นสะเดา มีรสขมฝาดเย็น แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ลม กินตัดไข้จับ แก้ไข้ตัวร้อน ไข้จับสั่น บำรุงไฟธาตุ (ช่วยย่อยอาหาร) บำรุงโลหิต
           ใบสะเดา มีรสขมฝาดเย็น บำรุงไฟธาตุ (ขับน้ำย่อยอาหาร) ทำให้อุจจาระละเอียด พอกฝี แก้พิษฝี แก้ไข้ แก้พยาธิทั้งปวง แก้โรคในคอ บำรุงโลหิต และน้ำดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใบอ่อนแก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย
            ดอกสะเดา มีรสขม แก้พิษโลหิตกำเดา แก้ริดสีดวงในลำคอที่มีอาการคันเหมือนมีตัวไต่อยู่ บำรุงธาตุ
            ผลอ่อน มีรสขมปร่า แก้ลมหทัยวาต (ลมเกิดในหัวใจ) ฆ่าพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะผิดปกติ เจริญอาหาร
            ผลสะเดา มีรสขมเย็น มีสารที่มีรสขมใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ท้องเป็นบิดมูกเลือด เป็นยาระบาย แก้โรคหัวใจเต้นผิดปกติ
            ยางสะเดา มีรสขมเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
            น้ำมันจากเมล็ดสะเดา เรียกว่า margosa oil แก้โรคผิวหนัง
สะเดา : ยาดีใกล้มือ สำหรับผู้เป็นไข้ตัวร้อน
            เป็นไข้ตัวร้อน ปวดหัว น้ำมูกไหล ใช้ยอดอ่อน หรือดอกลวกจิ้มน้ำพริก อาการจะบรรเทาลงภายใน 24 ชั่วโมง
            ตรากตรำทำงานมาก ตากแดดตากฝน ทำให้อ่อนเพลียเบื่ออาหาร ครั่นเนื้อครั่นตัว มีอาการรุม ๆ เหมือนจะเป็นไข้ ใช้ยอดอ่อน และดอกลวกกินกับข้าวทุกวัน ทำให้กินข้าวได้มาก นอนหลับดี อาการไข้จะทุเลาหายไปโดยไม่ต้องกินยา
            ใช้ใบทั้งก้านและดอก ทั้งแก่และอ่อน ตากแดดจนแห้ง นำมาต้มน้ำ 3 แก้ว ให้เหลือ 1 แก้ว กินขณะอุ่น ๆ ก่อนอาหาร ไม่เกิน 3 วัน ไข้จะหาย
            ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มน้ำ 3 แก้ว ให้เหลือ 1 แก้ว ดื่มให้หมด เอายาใหม่มาต้มอีก กินวันละ 3-4 ครั้ง อาการไข้จะหาย
            คนที่กินยาก เอาก้านสะเดาหั่นตากแดด บดผงผสมน้ำผึ้ง ปั้นลูกกลอน กินครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง
            เป็นไข้ตัวร้อน กระหายน้ำ ใช้ก้านและใบ 2-3 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 5-10 นาที ดื่มต่างน้ำ
            รากสะเดา 1 กำมือ ยาวหนึ่งฝ่ามือ ต้มน้ำเดือดนาน 10-15 นาที กินครั้งละครึ่งแก้ว ทุก 4 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังอาหาร หลังจากกินยา 10 นาที ความร้อนจะลดลง อาการไข้จะหายภายใน 2-3 วัน
สำหรับผู้เป็นไข้มาเลเรีย
            เปลือกต้นสะเดา ต้มกับน้ำเคี่ยวให้งวด ดื่มขณะยังอุ่น ยามีรสขมมาก ดื่มแล้วนอนคลุมโปง เหงื่อจะออกมาก กินซ้ำ 3-4 วัน อาการไข้จับสั่นจะค่อย ๆ หาย
            ตำราลังกาบอกว่า กินน้ำต้มใบสะเดา เป็นยาบำรุงในผู้ที่เป็นไข้มาเลเรียเรื้อรัง
            หมอพื้นบ้านล้านนา ใช้ยอด ก้านใบ ต้มเคี่ยวแก้ไขมาเลเรีย
            ไม่ว่าจะใช้ส่วนไหนของสะเดา จุดสำคัญอยู่ที่ต้องต้มเคี่ยว เอายามาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่น้ำให้ท่วมเลยยา 1 นิ้ว ต้มไปเรื่อย ๆ ให้เดือดอ่อน ๆ ประมาณ 30-45 นาที หมั่นเติมน้ำ อย่าให้ลดระดับต่ำกว่าตัวยา จะได้ยาเข้มข้มมีฤทธิ์แรง ถ้าต้มเคี่ยวไม่ถึง ไม่สามารถใช้แก้ไขมาเลเรียได้ จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งคือ ถ้าโรคถูกกับยาแล้ว กินครั้งแรกจะรู้สึกดีขึ้นทันที ถ้าไม่ดีขึ้น อย่าทู่ซี้ใช้ยา ให้รีบเปลี่ยนยา
            ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม พูดถึงสะเดาในแง่เป็นยาเด่นในการรักษาไข้มาเลเรีย หรือไข้จับสั่นว่า "แถวบ้านผมใช้กันมานานแล้ว พวกอยู่ป่าใช้กันมาก เท่าที่ผมรู้ผมเห็น ยังไม่มีรายไหนกินแล้วไม่หาย ตัวยามีสมอไทย 40 ลูก ก้านสะเดา 33 ก้าน ฝักคูน 3 ฝัก ใบหนาด 10 ใบ ขมิ้นอ้อย 5 แว่น ถ้าท้องผูกก็เติมดีเกลือเวลาจะกิน"
            วิธีต้ม ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือด 5-10 นาที กินก่อนอาหาร วันละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 1 แก้ว หรือทุก 3-4 ชั่วโมง เติมน้ำต้มกินไปเรื่อย ๆ จนกว่ายาจะจืด ถ้ากินแล้วไม่ระบาย ให้เติมดีเกลือ
บำรุงธาตุไฟ
            สะเดาช่วยเรียกน้ำย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น ใบสะเดายังช่วยบำรุงน้ำดี ขับน้ำดีให้ตกสู่ลำไส้มากขึ้น น้ำดีช่วยย่อยไขมัน ทำให้อาหารพวกไขมันถูกย่อยมากขึ้น ถ้ามีอาการเบื่ออาหาร ให้กินสะเดาลวกจิ้มน้ำพริก หรือสะเดาน้ำปลาหวาน (ผู้ที่กินมังสวิรัตก็ใช้ซีอิ๊วแทนได้) จะช่วยให้เจริญอาหาร
บ่มกล้วยตาก
            กล้วยตาก ตำบลย่านรี จังหวัดตาก มีชื่อเสียงว่ารสชาติดี ไส้กล้วยนิ่มไม่แข็ง หนึบนอกนิ่มใน เพราะใช้ใบสะเดาบ่มกล้วย และช่วยป้องกันแมลงวันทองเจาะผลกล้วยด้วย วางกล้วยแก่จัดซ้อนกันไม่เกิน 3 ชั้น คลุมด้วยใบสะเดา แล้วห่อพลาสติกทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วผึ่งข้างนอกอีก 3-4 วัน นำกล้วยสุกงอมไปทำกล้วยตากได้
ขับลม
            ยอดอ่อนต้ม หรือเผาให้กรอบ จิ้มน้ำพริกกินกับข้าว ช่วยย่อยอาหาร บำรุงไฟธาตุ และขับลมได้ดี
ฝี
            ใบสะเดาช่วยรัดฐานฝี ทำให้หนองแตกเร็ว เอาใบตำพอก ใช้ผ้าปิดทับ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หยอดน้ำให้ยาเปียกอยู่เสมอ
บิด
            เปลือกสะเดา 1 ชิ้น โตเท่าฝ่ามือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว เดือด 10 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละครึ่งแก้ว อาการปวดเบ่งจะทุเลา ถ้วยแรกจะถ่ายห่าง แลปวดบิดเป็นมูกน้อยลง แล้วหายในที่สุด
            สะเดา 7 ยอด โขลกกับกระเทียม 3 กลีบ ใส่น้ำตาลอ้อย พอออกรสหวาน ๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน กินครั้งเดียวให้หมด กินทุก 2 ชั่วโมง ถ้าอาการทุเลาลงให้กินทุก 4 ชั่วโมง
            ใบสะเดาแก่ 1 กำมือ ตำคั้นกับน้ำต้มสุก 1 แก้ว กินให้หมด กินแล้วอาการถ่ายจะหยุด
คอมีเสมหะ
            รากสะเดา 1 กำมือ ใส่น้ำให้ท่วม ต้ม 10-15 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร เสมหะที่ติดคอจะถูกขับ น้ำลายหายเหนียว กินติดต่อกัน 4 วัน อาการไอจะหาย
ผด ผื่นคัน
            ใบสะเดาต้ม พอน้ำเดือด ตั้งไฟไว้พออุ่น อาบทันที ผดผื่นคันจะหายภายใน 2-3 วัน
คันในร่มผ้า
            ใบสะเดาแก่ ต้มให้งวด ทิ้งไว้จนเย็น แล้วเอาชำระล้างส่วนที่คัน 4-5 ครั้งติดต่อกัน จะหายคัน
แผลพุพองมีน้ำเหลืองไหล
            เปลือกสะเดา 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา เคี่ยวพอน้ำงวด มีสีเปลือกสะเดาออกน้ำตาลอ่อน ใช้สำลีชุบเช็ดทาบ่อย ๆ จะช่วยให้แผลแห้งดี ไม่มีน้ำเหลืองไหล น้ำยานี้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ล้างแผลได้ดี แผลจะค่อย ๆ แห้งและหายไปในเวลา 4-5 วัน
            ผิวหนังเป็นเม็ดผุดขึ้นมา พอเม็ดแตกจะมีน้ำใส ๆ ไหลออกมา ใช้ใบสะเดาต้มอาบ แก้ผื่นคัน
หัด
            ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มกับน้ำ 10 ลิตร ต้มให้เหลือน้ำ 5 ลิตร ยกลงทิ้งให้เย็น ผสมน้ำเย็น 1 ขัน อาบให้ทั่วร่าง วันละ 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหาย ระวังอย่าอาบตอนที่เม็ดหัดผุดขึ้นใหม่ ๆ ให้อาบตอนที่เม็ดหัดออกเต็มที่แล้ว
ลมพิษ
           ใบสะเดาทั้งก้าน 1 กิโลกรัม ใส่น้ำให้มากพออาบ ต้มจนเป็นสีเหลือง ทิ้งไว้ให้อุ่นใช้อาบ
ปากเปื่อย
            ริมฝีปากเป็นแผล เจ็บแผลเมื่อกินรสจัด กินอาหารไม่ค่อยได้ มีอาการเจ็บคอ เกิดจากการนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ และเครียด กินยอดอ่อนสะเดาลวก 3 วัน หายเป็นปกติ
เจ็บคอ
            อากาศเปลี่ยน หรือใช้เสียงมากเกินไป ใช้กิ่งสะเดาเคี้ยว ๆ อม ๆ ค่อย ๆ เคี้ยว ค่อย ๆ กลืน อาการเจ็บคอจะทุเลา จนกระทั่งหาย
ร้อนใน
            ใช้ยอดสะเดาลวกน้ำร้อน 2-3 น้ำ กินกับข้าว ทำให้ระบายอ่อน ๆ แก้ร้อนใน ปากเป็นแผล และปากมีกลิ่นเหม็นได้ดีมาก
บำรุงสายตา
            มีผู้กินยอดสะเดามาตั้งแต่เด็ก อายุ 90 กว่า สายตายังดีมาก
ท้องผูก
            กินสะเดาน้ำปลาหวาน 1 อาทิตย์ การขับถ่ายดีขึ้น
            ใบสะเดาตากแดดให้แห้ง บดผงละลายน้ำร้อน กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะก่อนอาหาร ช่วยให้ถ่ายสบาย
นอนไม่หลับ
            ใช้ใบและก้าน 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือด 5-10 นาที กินวันละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 1 แก้ว แก้นอนไม่หลับ
เบาหวาน
            ใบสะเดาต้มกินทุกวัน โดยใช้ใบ 1 กำมือ ใส่น้ำ 3-4 แก้ว ต้มให้เดือด 5-10 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร
            ใบสะเดาสด 1 กิโลกรัม ใบมะกรูด 1 กิโลกรัม บอระเพ็ด 1 กิโลกรัม ใส่น้ำท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 10-15 นาที กินต่างน้ำ หรือกินครั้งละ 1 แก้ว ทุก 4 ชั่วโมง
ประดงเส้น
            สะเดาทั้ง 5 ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 10-15 นาที กินครั้งละ 1-2 แก้ว วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
ประดงเข้าข้อ
            เปลือกสะเดาฝนกับน้ำทาภายนอก และต้มใบสะเดา 1 กำมือ กินทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น
บำรุงเหงือกและฟัน แก้รำมะนาด เสียวฟัน
            มีคำร่ำลือว่า พวกแขกฟันดี ฟันขาวแข็งแรง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ยาสีฟัน ใช้แต่กิ่งไม้สีฟัน คนอินเดียผูกพันกับสะเดาที่สุด ตื่นเช้าก็ใช้กิ่งสะเดาทุบแปรงฟัน ใช้สบู่ที่ทำจากลูกสะเดา ชาวอินเดียแม้จะมีการแบ่งชั้นวรรณะ แต่ยาสีฟันซึ่งผู้มีอันจะกินใช้ก็ทำมาจากสะเดา ไม่แบ่งชั้น คนอินเดียรู้คุณค่าการใช้ไม้สีฟันมานานแล้ว ทุกวันนี้คนท้องถิ่นก็ยังใช้กันอยู่ ตื่นเช้าก็เดินมาที่ต้นสะเดาหักกิ่งสดมาสีฟัน คนอินเดียมีตำราเลือกกิ่งไม้ที่สีฟันให้เหมาะสมกับแต่ละธาตุ แต่ไม้สะเดาในตำรากล่าวว่าใช้ได้กับคนทุกธาตุ
            กิ่งสะเดามีรสขมก็จริง แต่ก็มีรสชาติไปอีกแบบ เลือกกิ่งยาวขนาดนิ้วชี้ใช้ฟันขบปลายให้แบนแตกเป็นเส้นเล็ก ๆ คล้ายแปรงเอามาสีฟัน สีไปสีมา ขนแปรงจากไม้สะเดาจะหลุด เราก็เคี้ยวเศษที่หลุดให้ละเอียดกลืนลงไป ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด สีไปขบไปเคี้ยวไปจนหมดกิ่ง ขณะสีไม่ต้องบ้วนน้ำลายให้เปื้อนพื้น ยกเว้นในตอนเช้า ให้บ้วนน้ำลายเหนียว ๆ ออกเสียก่อน
            ใช้ไม้สะเดาสีฟันทุกครั้งหลังอาหาร สีไปผ่อนคลายกายใจไป ชีวิตใช่ว่าจะต้องเร่งรีบไปเสียทุกเรื่อง สีแล้วใช้ลิ้นดุนฟัน จะพบว่าฟันลื่นสะอาด กลิ่นอาหารไม่มี ลำคอสะอาด สะเดาช่วยทำลายแบคทีเรียในปาก และยังช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ แก้ท้องอืดเฟ้อ
ฟันโยกคลอน เหงือกเป็นแผล ปากเป็นแผล
            ใช้เปลือกสะเดายาว 2-3 นิ้ว ขูดเอาเปลือกนอกดำ ๆ ออก ทุบปลายให้แตก พอให้ส่วนปลายอ่อน ๆ ถูฟันเสร็จแล้วตัดออก จะใช้ครั้งต่อไปก็ทุบใหม่ ใช้แล้วฟันที่โยกคลอนจะแข็งแรง
รำมะนาด เหงือกอักเสบ
            จะรู้สึกเจ็บปวดมาก เคี้ยวอาหารไม่สะดวก หรือเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน จะเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เหงือกเน่ามีหนอง โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ มะเร็งในปาก ฯลฯ ผู้เป็นรำมะนาด จะต้องอมเกลือให้มีรสเค็มจัด เพื่อทำลายกรดในปากให้เป็นด่าง อาการปวดเหงือก หรือปวดฟัน จะบรรเทาลง รำมะนาดจะหายเร็วขึ้น ถ้าใช้เปลือกสะเดา หรือเปลือกข่อย ต้มกับเกลือ 10-15 นาที อมวันละ 2-3 ครั้ง
อาการเสียวฟัน
            ใช้ไม้สีฟันสะเดา จะสัมผัสรู้ด้วยตนเองว่า อาการเสียวฟันจะลดลง และหายเสียวฟันในที่สุด มีผู้ที่เสี่ยวฟันขนาดกินส้ม กินสับปะรดไม่ได้ เพราะเสียวฟันมาก แต่หลังจากใช้สะเดาแล้วก็หายเสียวฟัน เพราะยาสีฟันสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแบบผง หรือแบบครีม จะมีสารขัดฟัน ถ้าใช้ไปนาน ๆ หลายคนจะมีอาการเสียวฟัน
ริดสีดวงลำไส้
            จะมีอาการปวดท้อง ปวดเจ็บในลำไส้ มักถ่ายออกมาเป็นเลือด เอารากสะเดาฝนใส่น้ำมะพร้าว กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร
เลือดกำเดาไหล
            ใช้ใบสะเดา ใบพริกขี้หนู รากกระเทียม อย่างละเท่า ๆ กัน หั่นเป็นฝอยตากแห้ง มวนสูบ
เหา
            โขลกใบแก่ ๆ ผสมน้ำ นำไปทาบนหัวเด็ก ใช้ผ้า หรือถุงพลาสติกคลุมทิ้งสักพัก เหาจะตาย ไข่จะฝ่อ
สุนัขเป็นขี้เรื้อน
            ใบสะเดาตำ บดละเอียด นำน้ำและกากมาชโลมทาตัวสุนัขให้ทั่ว
ทำกระดาน
            สะเดาเป็นพันธุ์ไม้เนื้อแข็ง นำต้นสะเดามาเลื่อยเป็นไม้กระดานปูพื้นได้สวยงาม
ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง
            มีรายงานว่า สาร polysaccharides และ limonoids ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง โดยไม่ก่อผลข้างเคียง
ลดความเครียด
            มีการทดลองโดยเปรียบเทียบความเครียดของหนู 3 กลุ่ม หนูกลุ่มที่ 1 ได้รับน้ำใบสะเดาคั้น หนูกลุ่มที่ 2 ได้น้ำเกลือ หนูกลุ่มที่ 3 ได้ diazepam (valium) ซึ่งเป็นยาลดความกังวลที่ใช้กันมาก ปรากฏว่า สะเดาส่งผลได้เท่ากับหรือดีกว่า diazepam (valium)
รักษาโรคแทรกซ้อนของผู้ติดเชื้อเอดส์
            ช่วยเจริญอาหาร ผู้ติดเชื้อรู้สึกไม่อยากกินอาหาร หรือกินได้น้อย ทำให้ซูบผอม น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ให้กินสะเดาเป็นอาหาร หรือใช้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ต้มเคี่ยวเหลือ 1 แก้ว ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร (ถ้าผู้ติดเชื้อเป็นไข้ เกิดอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้ใช้ยาแก้ไขดังที่กล่าวมาตอนต้น)
ที่มา : www.ku.ac.th
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-19 21:26:48 IP : 110.168.167.58


ความเห็นที่ 11 (3395977)

 งานวิจัย   คุณค่าผักพื้นบ้าน

 
สาธารณสุข เตรียมนำสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้าน มาปรุงเป็นอาหารในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวง เพื่อเป็นการเผยแพร่สรรพคุณทางอ้อม หลังจากผลวิจัยชี้ว่า สมุนไพรไทยมีคุณค่าอนันต์
 
          นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ทางกระทรวงมีนโยบายให้สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ศึกษาวิจัยคุณค่าผักพื้นบ้านของคนไทย 4 ภาคที่นิยมกินกัน เพื่อเผยแพร่สรรพคุณและส่งเสริมให้นำมาเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ เพราะเห็นว่า สมุนไพรเหล่านี้มีประโยชน์และมีคุณพิเศษต่างจากอาหารชาติอื่น โดยให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงมาปรุงเป็นอาหารผู้ป่วยเพื่อเป็นตัวอย่าง และผู้ป่วยสามารถนำไปปรุงต่อที่บ้านได้หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว
 
          ด้านนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีผักพื้นบ้านมากกว่า 300 ชนิด มักเกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ริมห้วย ป่าเขา และผลการศึกษาผักพื้นบ้านปี 2554 ทางกรมได้เก็บผักพื้นบ้าน 45 ชนิด จากทั้งหมด 4 ภาค พบว่า เมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักที่ 100 กรัม ผักพื้นบ้านจะให้สารอาหารโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก นั่นหมายถึงกินแล้วไม่อ้วน ส่วนสารอาหารประเภทอื่น สามารถจำแนกได้ดังนี้
 
          แคลเซียม มีสรรพคุณเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน อยู่มากที่สุดในผัก 5 อันดับแรก คือ
 
            1. หมาน้อย
 
            2. ผักแพว
 
            3. ยอดสะเดา
 
            4. กระเพราขาว
 
            5. ใบขี้เหล็ก
 
          ธาตุเหล็ก มีสรรพคุณสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง นำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย อยู่มากที่สุดในผัก 5 อันดับแรก คือ
 
            1. ใบกระเพราแดง
 
            2. ผักเม็กมี
 
            3. ใบขี้เหล็ก
 
            4. ใบสะเดา
 
            5. ผักแพว
 
          ใยอาหาร มีสรรพคุณทำให้ท้องไม่ผูก ขับถ่ายง่าย กันมะเร็งในลำไส้ อยู่มากที่สุดในผัก 5 อันดับแรกคือ
 
            1. ยอดมันปู
 
            2. ยอดหมุย
 
            3. ยอดสะเดา
 
            4. เนียงรอก
 
            5. ดอกขี้เหล็ก
 
          เบต้าแคโรทีน ที่มีมากที่สุดในผัก 5 อันดับแรก คือ
 
            1. ยอดลำปะสี
 
            2. ผักแมะมี
 
            3. ยอดกะทกรก
 
            4. ใบกระเพราแดง
 
            5. ยี่หร่า
 
          วิตามินซี มีมากที่สุดในผัก 5 อันดับแรก คือ
 
            1. ดอกขี้เหล็ก
 
            2. ดอกผักฮ้วน
 
            3. ยอดผักฮ้วน
 
            4. ฝักมะรุม
 
            5. ยอดสะเดา
 
          ทั้งนี้ สรรพคุณของเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็ง หัวใจ และเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย
 
 
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากมติชนออนไลน์
 
ที่มา :  กระปุกดอทคอม
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-19 21:31:40 IP : 110.168.167.58


ความเห็นที่ 12 (3396076)

 กะเพราทั้ง๒ (กะเพราแดง – ขาว) ...... ผักพื้นบ้าน 

 
งานวิจัย... คุณค่าผักพื้นบ้านของคนไทย ๔ ภาค เพื่อเผยแพร่สรรพคุณและส่งเสริมให้นำมาเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ
 
กะเพราขาว - แดง จัดอยู่ในผักพื้นบ้าน ๕ อันดับแรก ที่มีแคลเซียม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน, ธาตุเหล็ก ช่วยสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง และเบต้าแคโรทีน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และช่วยเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย
กะเพรามีกลิ่นและรสชาติที่รุนแรงเฉพาะตัว จึงมักนิยมใช้ดับกลิ่นคาวในตำราอาหารไทยเช่น ผัดกบ ผัดปลาไหล ผัดหมู ฯลฯ พล่าปลาดุก พล่ากุ้ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นพวกแกงต่างๆ เช่น แกงเลียงใบกะเพรา สำหรับมารดากินหลังคลอดใหม่ๆ เพื่อขับลมบำรุงธาตุให้ปกติเป็นยาขับน้ำนม นอกจากนี้ยังมีแกงป่า แกงเขียวหวาน แกงคั่ว แกงส้มมะเขือขื่น แม้แต่ต้มยำต่างๆ ใส่ใบกะเพราผัดเผ็ดต่างๆทอดใบกะเพราให้กรอบแล้วนำมาโรยหน้าอาหาร ใส่อาหารได้สารพัดนอกจากที่กล่าวมา
 
กะเพราจัดเป็นพืชสมุนไพรได้อย่างเต็มตัวชนิดหนึ่ง เพราะมีสรรพคุณรักษาโรคได้หลายชนิด ทั้งตำราไทยและต่างประเทศ ก็ระบุความเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ของกะเพราเอาไว้หลายด้านเช่น ตำราสมุนไพรไทย บรรยายสรรพคุณด้านยาของสมุนไพรเอาไว้ว่า รสฉุน ร้อน ขับลมแก้ซาง แก้ท้องขึ้น ปวดท้องบำรุงธาตุ แก้จุดเสียดในท้อง ช่วยย่อยอาหาร
 
ในตำราสมุนไพรไทย ได้จัดแบ่งสมุนไพรออกเป็นจำพวกต่างๆ รวมทั้งพิกัดอีกมากมาย ในจุลพิกัดซึ่งมีสมุนไพรกลุ่มละ 2 ชนิดนั้น ระบุถึงกลุ่มที่เรียกว่า ”กะเพราทั้ง 2 ” หมายถึง กะเพราแดงและกะเพราขาว ส่วนราก ต้นใบ ดอก และ ผลของกะเพรา ซึ่งใช้ด้วยกันทั้งหมดในตำรานั้น ในตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณซึ่งมีอยู่ 6 ตำรับนั้น มีอยู่ตำรับหนึ่งชื่อว่า”ยาประสะกะเพรา” หมายถึง มีกะเพราเป็นสรรพคุณหลักของกะเพรานั่นเอง
 
นอกจากนี้กะเพรายังเป็นส่วนประกอบของยาอีกมากมาย เช่น ยารักษาตานขโมยสำหรับเด็ก ยาแก้ทรางเด็ก และยากินให้มีน้ำนมสำหรับมารดาเป็นต้น ในต่างประเทศมีการใช้กะเพราเป็นยารักษาโรคอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าประเทศไทย เสียอีก โดยเฉพาะในอินเดียถือว่ากะเพราใช้รักษาโรคได้ทุกโรคเลยทีเดียวกะเพราเป็นพืช ที่ปลูกง่ายมากชนิดหนึ่งเพื่อแต่โรยเมล็ดลงบนพื้นดินแล้วรดน้ำพอชุ่มชื้น กะเพราก็จะงอกงามได้ดี
 
กะเพราลดน้ำตาลและไขมัน 
 
- ใช้ใบสด หรือยอดอ่อน สัก 1 กำมือ มาต้มให้ เดือด แล้วกรองเอาน้ำดื่ม แต่ถ้าใช้กับเด็ก ทารกให้นำเอามาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำนำมา ผสมกับ น้ำยามหาหิงคุ์แล้วใช้ทาบริเวณ รอบๆ สะดือ และทาที่ฝ่าเท้า แก้อาการปวดท้องของ เด็กได้ และน้ำที่ เราเอามาคั้นออกจากใบยังใช้ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ หรือ ใช้ทาภายนอกแก้โรค ผิวหนัง กลาก เกลื้อนได้ นอกจากนี้ ใบสดยังนำมาผัด หรือนำมาแกงเป็นอาหาร ได้อีกด้วย
- สำหรับ ใบแห้ง ใช้ชงดื่มกับน้ำ แก้ท้องขึ้น และน้ำมันที่ได้จากใบกะเพรานั้น สามารถยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางอย่าง และมีฤทธิ์ฆ่ายุงได้ ซึ่งจะมีฤทธิ์ ได้นาน 2 ชั่วโมง เมล็ดกะเพรา เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดก็จะพองตัวเป็นเมือก ขาว ให้ใช้พอกในบริเวณตา เมื่อตามีผงหรือฝุ่น ละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละออง จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาของเราช้ำ รากกะเพรา ใช้รากที่แห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ ทั้งนี้มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า กะเพรา มีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด และลดไขมันได้
 
สรรพคุณ
 
1. กะเพราใช้แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด ให้เอาใบกะเพรามาจากตันกินสดๆได้ทันทีเลย หรือให้เอามาจิ้มน้ำพริก หรือ นำไปทำแกงเผ็ดกิน เป็นได้ทั้งยาและอาหารไป พร้อมๆ กันด้วย
 
2. กะเพราใช้แก้ปวดท้องได้ดีมาก และน้ำใบกะเพราเมื่อนำมาคั้นกินสด 1 ถ้วยหรือ 1 แก้ว ใช้แก้อาการ ปวดมวนในท้องได้ดีมากครับ
 
3. กะเพราใช้คุมธาตุได้ดีด้วย เมื่อเราใช้ใบกะเพราจิ้มน้ำพริกกิน ทำให้ท้องไส้ดี ทำงานปกติ อาจจะเผ็ดไปหน่อยแต่ก็เป็นยาดีเลย และระบบย่อยอาหารก็จะเป็นปกติดี อีกทั้งระบบทางเดินอาหารก็ปกติดี ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
 
4. กะเพราแก้กลาก และเกลื้อน วิธีใช้คือนำใบกะเพรา ประมาณ 1 กำมือ นำไปตำให้ละเอียดใส่เหล้าขาว หรือ เหล้าโรง แล้วนำไปทาบริเวณที่เป็นกลากหรือ เกลื้อน เพื่อให้ตัวยาซึมได้ดี ควรขูดผิวบริ เวณที่เป็นกลากหรือเกลื้อน ออกให้ถลอกก่อนเพราะจะทำให้ได้ผลดี
 
 
5. กะเพราสามารถ แก้ลมพิษได้ด้วย โดยการใช้ใบกะเพรา ประมาณ 1 กำมือ นำไปตำใส่เหล้าขาว หรือเหล้าโรงทา แล้วนำไปทาบริเวณที่เป็นลมพิษ จะทุเลาหายเป็นปกติครับ
 
6. กะเพราใช้แก้แมลงสัตว์กัดต่อยได้ ให้ใช้ใบกะเพรานำไปตำใส่เหล้าขาว หรือเหล้าโรงทา แล้วนำไปทาบริเวณที่ถูกพิษแมลงสัตว์กัดต่อย จะทำให้การอักเสบจะหายทันที
 
7. กะเพราช่วยขับน้ำนม โดยการนำเอาใบกะเพรามารับประทานสด ๆ หรือจิ้มน้ำพริกหรือ แกงเลียง ให้ใส่กุ้งแห้ง หรือปลาย่างเอามาโขลกผสมกันกับกะปิ หัวหอม และพริกไทยสด แกงเลียงได้ทันที ช่วยให้สตรีหลังคลอดมีน้ำนมครับ
 
8. กะเพราใช้รักษาหูดได้ โดยใช้ใบกะเพรา ขยี้ที่ไปที่หูดบ่อยๆ วันละหลายๆครั้ง จะทำให้หูดฝ่อ และหายไปเองภายในไม่กี่วัน
 
9. กะเพราเป็นยากำจัดแมลงวันทองได้อีกด้วย โดนการใช้น้ำมันจากใบกะเพรา นำมาล่อแมลงให้มา ตอมไต่
 
10. กะเพราใช้ไล่ยุงได้ดี เพราะความฉุนของกะเพรา เราจึงนำมาไล่ยุงได้ โดยการใช้กะเพราสักกิ่ง วางไว้ตามที่ต้องการไล่ยุง หรือบริเวณที่มียุงชุม หรือใช้น้ำมันสกัดของกะเพรา จะมีเข้มข้นกว่า สามารถไล่ยุงได้ดีเลย
 
สรรพคุณอื่นๆของกะเพรา
 
ใบกะเพรา ใช้บำรุงธาตุไฟธาตุ ใช้ขับลมแก้ปวดท้องอุจจาระ แก้ลมตานซาง แก้จุกเสียด แก้คลื่นไส้อาเจียนและใช้ขับลม
 
เมล็ดกะเพรา เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดจะพองตัวเป็นเมือกขาว นำไปใช้พอกบริเวณตา เมื่อตามีผง หรือฝุ่นละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละอองนั้นก็จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาเรานั้นช้ำอีกด้วย
 
รากกะเพรา ยังใช้รากที่แห้งแล้ว นำไปชงหรือนำไปต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการได้
 
น้ำสกัดทั้งต้น มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ ในใบมีฤทธิ์ขับน้ำดี และช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกเสียดได้
ใบและกิ่งสด เมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยใช้วิธีการต้มกลั่น ก็จะได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.08-0.10 ซึ่งมีราคา 10,000 บาทต่อกิโลกรัม
 
สารอาหารที่มีใน กะเพรา กะเพรานั้นเป็นพืชผักสวนครัวและเป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณท่าทางอาหารและคุณท่า ทางยาอยู่มากเลยทีเดียวครับ เรามาดูว่าสารอาหารอะไรบ้างที่มีอยู่ในกะเพรา
 
กระเพรา100กรัมมีสารอาหารที่สำคัญคือ
 
แคลเซียม 25 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 287 มิลลิกรัม
เหล็ก 15.6 มิลลิกรัม
เบตาโคโรทีน 7,857 ไมโครกรัม
ธัยอามีน 0.05 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน 0.34 มิลลิกรัม
ไนอาซีน 1.8 มิลลิกรัม
วิตามินซี 25 มิลลิกรัม
เส้นใยอาหาร 1.3 กรัม
คาร์โบรไฮเดรท 2.3 กรัม
ไขมัน 0.5 กรัม
โปรตีน 4.2 กรัม
พลังงาน 30 แคลอรี่
 
ข้อมูลจาก คลังปัญญาไทย และ วิกิพีเดีย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-21 10:25:50 IP : 58.9.80.186


ความเห็นที่ 13 (3396168)

 เครือหมาน้อย ( กรุงเขมา)..... ผักพื้นบ้าน

 
กระทรวงสาธารณสุข  มีนโยบายให้สำนักโภชนาการ  กรมอนามัย  ศึกษาวิจัย... คุณค่าผักพื้นบ้านของคนไทย ๔ ภาค   เพื่อเผยแพร่สรรพคุณและส่งเสริมให้นำมาเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ     เครือหมาน้อย จัดอยู่ในผักพื้นบ้าน ๕ อันดับแรก  ที่มีแคลเซียม   ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
ชื่ออื่น...
กรุงเขมา (กลาง นครศรีธรรมราช) หมอน้อย (อุบลราชธานี)ก้นปิด (ตะวันตกเฉียงใต้) ขงเขมา พระพาย (ภาคกลาง) เปล้าเลือด (แม่ฮ่องสอน) สีฟัน (เพชรบุรี)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์...
 
   ต้น   ลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีขนปกคลุมทั่วไป ไม่มีมือเกาะ เลื้อยต้นไม้อื่นๆ มีรากสะสม
อาหารใต้ดิน  ใบ    เดี่ยว รูปหัวใจ (ลักษณะก้นใบปิด ) ออกสลับ ขอบใบเรียบ มีขนนุ่ม ทั้งบนใบและท้องของใบ   ดอก   ดอกเป็นกระจุก สีขาว ขนาดเล็กประมาณ 0.2-0.5 มม.ผล   ก้านผลอวบโต ยาวประมาณ 1 ซม.สีส้ม ผลทรงกลมรีอยู่ตรงปลาย เมื่อสุกมีสีน้ำตาลแดง  เมล็ด    โค้งงอรูปพระจันทร์ครึ่งซีก
การขยายพันธุ์  เมล็ด เหง้า
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต  ดินร่วนปนทราย
ความสัมพันธ์กับระบบนิเวศน์ ปลูกร่วมกับต้นไม้อื่นได้
 
การใช้ประโยชน์
     ทางอาหาร   เถาใบคั้นเอาน้ำเมื่อผสมกับเครื่องปรุงอาหาร จะเป็นเหมือนวุ้น รับ
ประทานเป็นอาหารได้
     ทางยา  ยาแก้ร้อนใน โรคตับ ใช้เป็นยาสมุนไพร
เครือหมาน้อย...ยาเย็น แก้ปวดหลังปวดเอว แก้ไข้ แก้เจ็บคอ
 
หมอยาพื้นบ้านทุกภาคนิยมใช้รากเครือหมาน้อยเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามตัว แก้ปวดหลังปวดเอว แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ไข้ออกตุ่ม โดยจะฝนกินหรือต้มกินก็ได้ จะใช้เดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่นหรือใส่ในยาชุม (ยาตำรับที่มีสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน) ที่รักษาโรคและอาการเหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับหมอยาพื้นบ้านชาวบราซิลที่ใช้เครือหมาน้อยในการแก้ไข้ แก้ปวด และหมอยาพื้นบ้านชาวอินเดียแดงก็ใช้การต้มใบและเถาของเครือหมาน้อยกินเพื่อแก้ปวด การศึกษาสมัยใหม่พบว่าเครือหมาน้อยมีฤทธิ์แก้ปวด แก้อักเสบได้ดี ซึ่งสนับสนุนการใช้ของหมอยาพื้นบ้านเหล่านั้น
ส่วนพ่อหมอประกาศ ใจทัศน์ ที่บ้านน้อมเกล้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ใช้รากเครือหมาน้อยฝนกับน้ำมะพร้าวให้กินแทนน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาประดงไฟ ซึ่งมีลักษณะอาการออกร้อนตามตัวซึ่งภาษาทางการแพทย์เรียกว่า burning sensation
เครือหมาน้อย...ยาของผู้หญิง ยาปรับประจำเดือน แก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู
หมอยาไทยพวนใช้หัวของเครือหมาน้อยฝนกินกับน้ำแก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู ปรับสมดุลของประจำเดือนให้เป็นปกติทั้งอาการที่มีประจำเดือนมากหรือน้อย ซึ่งคล้ายกับการใช้ของหมอยาพื้นบ้านประเทศในแถบอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือ โดยหมอยาเหล่านั้นใช้เถา ราก ใบ เปลือก ของเครือหมาน้อยระงับอาการปวดทั้งก่อนคลอดและหลังคลอดทั้งใช้รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด โดยให้ฉายาเครือหมาน้อยว่า สมุนไพรของหมอตำแย (Midwives's herb) ทั้งยังใช้ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบประจำเดือนของผู้หญิง เช่น อาการปวดประจำเดือน มีประจำเดือนออกมามากเกินไป อาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome, PMS) รวมทั้งรักษาสิวที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน โดยมีความเชื่อร่วมกันว่า เครือหมาน้อยเป็นยาปรับสมดุลฮอร์โมนของผู้หญิง การใช้เครือหมาน้อยในสรรพคุณนี้มีการใช้อย่างต่อเนื่องกันมาเป็นพันๆ ปี จนถึงปัจจุบัน
การใช้เครือหมาน้อยเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงนั้น หมอยาไทยใหญ่ก็มีการใช้เหมือนกัน โดยหมอยาไทยใหญ่บางท่านเรียกเครือหมาน้อยว่า "ยาไม่มีลูก" โดยใช้รากของเครือหมาน้อยต้มกินไปเรื่อยๆ แทนยาคุมกำเนิด (แต่ไม่แนะนำให้ใช้เพราะมียาคุมกำเนิดที่ดีอยู่แล้ว)
เครือหมาน้อย...ช่วยย่อย แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ปวดเกร็งในท้อง
หมอยาไทยเลยใช้เครือหมาน้อยเป็นยารักษาระบบทางเดินอาหารในหลายๆ อาการ เช่น ใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกท้อง แก้กินผิด (อาการวิงเวียนศีรษะ มืนหัวหลังกินอาหารบางชนิด) แก้ท้องบิด แก้ท้องเสีย แก้เจ็บท้อง (อาการปวดเกร็งที่ท้อง) แก้ถ่ายเป็นเลือด โดยใช้รากต้มกิน หมอยาพื้นบ้านในอเมริกาใต้ก็ใช้เครือหมาน้อยในสรรพคุณเดียวกัน คือใช้ต้านอาการปวดเกร็งทั่วไป และใช้รักษาโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome, IBS) โรคลำไส้อักเสบ เป็นต้น การศึกษาสมัยใหม่พบว่า เครือหมาน้อยมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อและต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด รวมทั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดท้องเสีย
เครือหมาน้อย...ยาเย็น พอกสิว พอกหน้า บำรุงผิวพรรณ
ข้อมูลจากการสัมมนาหมอยาพื้นบ้านเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว หมอยาในจังหวัดปราจีนบุรีแนะนำให้ขยี้ใบเครือหมาน้อยให้เป็นวุ้นพอกรักษาฝี อาการปวดบวมตามข้อ หรืออาการอักเสบของผิวหนัง ผดผื่น คัน รวมทั้งจากแมลงสัตว์กัดต่อย นอกจากนั้นยังใช้พอกหน้าสำหรับผู้หญิงที่เป็นสิวผิวพรรณไม่ดีอีกด้วย
เครือหมาน้อย...ยาลดความดัน
เครือหมาน้อยยังใช้เป็นยาลดความดันในกลุ่มหมอยาไทยใหญ่ โดยใช้ทั้งต้นต้มน้ำกิน หมอยาพื้นบ้านบราซิลก็ใช้เครือหมาน้อยในสรรพคุณนี้เช่นกันโดยใช้ราก ต้น เปลือก ใบ ของเครือหมาน้อยต้มกิน เพื่อใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง นิ่ว ทางเดินปัสสาวะอักเสบ การศึกษาสมัยใหม่พบว่า สารสกัดจากเครือหมาน้อยสามารถลดความดันโลหิตในสัตว์ทดลองได้
เครือหมาน้อย...ยาอายุวัฒนะ
หมอยาไทยเลยจะใช้รากเครือหมาน้อยทำเป็นผงละลายกินกับน้ำผึ้ง หรือขยี้กับน้ำดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ รวมทั้งใช้รากเครือหมาน้อยไปเป็นส่วนประกอบในแป้งเหล้า โดยเชื่อว่าจะช่วยบำรุงร่างกาย ซึ่งชนเผ่า Creoles ใน Guyana จะแช่ใบ เปลือก ราก ในเหล้ารัมเพื่อบำรุงสมรรถภาพทางเพศ
ข้อควรระวัง! ไม่ควรใช้ในคนท้อง
ข้อมูลจาก..... thrai.sci.ku.ac.th
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-21 15:03:41 IP : 58.9.80.186


ความเห็นที่ 14 (3396802)

 ผักแพว (vietnamese coriander) ......   ผักพื้นบ้าน  คุณค่าอนันต์

 

 

 
เรียก ชื่ออื่นว่า ผักไผ่ ผักแพว จันทร์โฉม พริกม้า หอมจันทร์ ผักแจว จันทร์แดง พริกบ้า 
มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Polygonum odoratum Lour. อยู่ในวงศ์ POLYGONACEAE เป็นพืชล้มลุกที่พบ แหล่งที่พบ พบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย พบได้ตลอดทั้งปีเกิดเองตามธรรมชาติ ตามที่ชื้นพื้นราบ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง ตามแอ่งน้ำต่างๆ 
ใช้รับประทานเป็น ผักสดพื้นบ้านของไทย และเป็นพืช สมุนไพร ส่วนที่รับประทานคือ ยอดอ่อน ใบอ่อน จากผลการวิจัยของกรมอนามัย ปี 2554 พบว่า ผักแพว เป็นผักพื้นบ้านไทย ที่มีแคลเซียม ธาตุเหล็ก ใยอาหาร และวิตามินซี (vitamin C) สูง มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ทำให้ร่างกายแก่ชราช้าลง
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ผักแพวเป็นพืชล้มลุก เจริญเติบโตได้ดีในที่ชื้นแฉะ ลำต้น สูง 30 - 35 ซม. ลำต้นตั้งตรง บนลำต้นมีข้อเป็นระยะๆ บริเวณข้อมักมีรากงอกออกมา หรือลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน และมีรากงอกออกมาตามส่วนที่สัมผัสกับดินใบ เป็นใบเดี่ยวออกแบบสลับ รูปร่างของใบเป็นรูปหอกหรือรูปหอกแกมรูปไข่ ขอบใบเรียวปลายใบแหลม ฐานใบรูปลิ่ม ใบกว้าง 2.5 - 3 ซม. ยาว 5.5 - 8 ซม. ก้านใบสั้นมีหูใบลักษณะเป็นปลอกหุ้มรอบลำต้น บริเวณเหนือข้อ ดอก เป็นช่อ ช่อดอกมีดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง ผล ขนาดเล็กมาก 
 
การขยายพันธุ์ ผักไผ่..ผักแพว
1. ตัดกิ่งก้าน ที่แก่พอดี มาแช่น้ำไว้ สัก 3 - 4 วัน แต่บางคนใช้วิธีปักชำ
2. วันที่ 4 รากเริ่มงอกออกมา หรือจะรอให้รากออกยาวกว่านี้ก็ได้
3. นำไปลงถุงเพาะ นับได้ 20 กว่าถุง  ให้ตั้งตัวได้ก่อนค่อยลงดิน
คราวนี้ก็มีผักสวนครัว เพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยปลอดสารพิษด้วยค่ะ จำพวกสะระแหน่ก็ทำแบบเดียวกันนี้..วิธีการเดียวกัน หากบ้านใครยังไม่ได้ปลูก ก็หาซื้อจากตลาด ก็เลือกดูที่กิ่งแก่ๆ หน่อย เอาไปทำดูตามขั้นตอนที่แนะนำได้เลยนะคะ
 
ประโยชน์ทางยา
ใบ  มีรสเผ็ดร้อน ใช้รักษาโรคตับแข็ง แก้ลม-ขับลมในกระเพาะ ช่วยเจริญอาหาร หรือนำใบมาตำให้ละเอียดทาแก้ตุ่ม ผื่นคัน โรคกลากเกลื้อน รักษาโรคหวัด รวมทั้งรักษาโรคตัวจี๊ด แต่ต้องรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน
ราก  ใช้แก้ริดสีดวง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก รักษาหืด ไอ แก้เจ็บท้อง ท้องเฟ้อ
ดอกขับ  ใช้เหงื่อ รักษาโรคปอด แก้เจ็บท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ
 
ที่มา :  www.foodnetworksolution.com
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-24 13:54:59 IP : 58.11.172.8


ความเห็นที่ 15 (3397056)

 สะระแหน่ 

 
ดับกลิ่นปาก ดับร้อนถอนพิษไข้ แก้หวัด ขับลมในกระเพาะ สมองปลอดโปร่ง หัวใจแข็งแรง แก้ปวดหัว ปวดฟัน ปวดหู เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น แก้บิด ท้องร่วง แก้พิษสัตว์กัดต่อย ฯลฯ ประโยชน์เค้ามากมายจริงๆ ต้องตามเข้าไปอ่านค่ะ 
 
สะระแหน่ หรือ Peppermint มีสรรพคุณมากมาย เช่น เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการ หวัดได้ และยังสามารถแก้อาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ และหากนำน้ำ ที่คั้นจากต้น และใบมาใช้ดื่ม ก็จะช่วยขับลมในกระเพาะได้ หรือใครจะกินสดๆ เพื่อดับกลิ่นปากก็ยังได้ นอกจากนี้ การบริโภคสะระแหน่ ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกัน ไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรง
 
สารสำคัญในใบและลำต้นสะระแหน่มีน้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วยสารเมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol) เป็นต้น
สะระแหน่นั้นมีสารอาหารหลายอย่าง เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินซี ปัจจุบันได้มีการสกัดสารจากสะระแหน่ในการลูกอมสะระแหน่ไว้ใช้อม หรือที่เรียกว่า ลูกอมมินต์
 
ขนาดและวิธีใช้
อาการปวดศีรษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น ให้ดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง 
อาการบิดท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด ใบสะระแหน่ต้มกับน้ำดื่ม
การแก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย ทำได้โดยตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณที่โดนกัด จำไว้ว่าใบสะระแหน่ที่สด-อ่อน มีคุณค่ามากกว่าใบสะระแหน่แห้ง
ช่วยดับกลิ่นคาว ยอดสะระแหน่นั้นรับประทานเป็นผักสดก็ได้ หรือกินกับน้ำพริก ลาบ น้ำตก พล่า ยำ หรือแต่งกลิ่นหอม ๆ ใส่ต้มยำ ช่วยดับกลิ่นได้ดี
แก้อาการอาหารไม่ย่อย โดยใช้ใบสะระแหน่ต้มกับน้ำดื่ม
หวัดน้ำมูกไหลจามไอบ่อย ๆ หรือจะเป็นไข้หวัด ใช้ใบสะระแหน่ต้มกับเต้าหู้ดื่ม
แก้อาการเกร็งกล้ามเนื้อ แก้ปวดบวมผื่นคัน ใช้ใบสะระแหน่ตำให้ละเอียดพอกหรือทา 
ห้ามเลือดกำเดาได้ โดยใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะระแหน่ หยอดที่รูจมูก 
เป็นแผนในปาก ใช้ใบสะระแหน่ต้มใส่เกลือเล็กน้อยดื่ม
อาการปวดหู โดยนำน้ำคั้นจากใบสะระแหน่หยอดหู จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี 
อาการหน้ามือตาลาย โดยรับประทานน้ำต้มใบสะระแหน่และขิง 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 15:38:59 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 16 (3397079)

 ผัก หญ้า ยาสมุนไพรใกล้ตัว...... เมื่อมีอาการปวดตามข้อต่างๆ ปวดหลังปวดเอว

 
 
ขนาน ๑) ยาแก้ปวดเข่า ข้ออักเสบ
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ลูกใต้ใบ
(ตำรับของคุณพานี นิ่มนุ่ม)
 
ลูกใต้ใบทั้งห้า กับหญ้าดอกขาวทั้งห้า ต้มน้ำกิน
 
ขนาน ๒) ยาแก้อักเสบ ปวดข้อและรักษาโรคเก๊าท์
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ผักกะสัง
 
ใช้ต้นผักกระสังยาวประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ต้มกับน้ำ ๒ แก้วให้เหลือ ๑ แก้ว แบ่งรับประทานครึ่งแก้ว เช้า-เย็น หรือกินสดๆ เป็นผักก็ได้
 
ขนาน ๓) ยาแก้ปวดหลังปวดเอว
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : เครือหมาน้อย
 
ใช้รากเครือหมาน้อย กรดน้ำทั้งห้า ลูกใต้ใบ ผสมน้ำประมาณ ๑ ลิตร ต้มกิน
 
ขนาน ๔) ยาแก้ปวดในกระดูก แก้ไข้ รักษาแผลเรื้อรัง
 
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ครอบฟันสี
 
ใช้ครอบฟันสีทั้งห้า ต้มกินและอาบ หรือนำมาประคบร่วมด้วย
 
ขนาน ๕) ยาประคบ
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : หนาด
 
ใบหนาด ใบชะพลู ไพล พริกไทย ดีปลี การบูร ผิวมะกรูด หนักสิ่งละพอควร ตำให้แหลกจนเข้ากันแล้วนำไปห่อ ใช้ประคบตามแข้งขาและตัว บรรเทาอาการปวดเมื่อย ช่วยให้ผ่อนคลาย
 
ที่มา : www.thrai.sci.ku.ac.th
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 16:00:47 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 17 (3397182)

 โหระพา...ยาอายุวัฒนะ...ราชินีแห่งสมุนไพรไทย

 
ใบโหระพาเป็นสมุนไพรเดียว ที่จัดให้เป็นยาอายุวัฒนะเป็นราชินีแห่งสมุนไพรไทย กินใบโหระพาวันละ 7ยอด เป็นยาอายุวัฒนะใบโหรพามีแคลเซียมสูง ใช้ปั่นรวมกับสับปะรด จะช่วยสร้างเม็ดเลือดหรือใครนึกอะไรไม่ออกว่า เป็นเยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติให้กินโหระพาป้องกันเอาไว้ และยังช่วยฟื้นฟูระบบอื่นๆด้วย เช่น ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจเป็นต้น
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum basilicum L.
 
ชื่อสามัญ : Sweet Basil
 
วงศ์ : Labiatae
 
ชื่ออื่น : ห่อกวยซวย ห่อวอซุ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อิ่มคิมขาว (ฉาน-แม่ฮ่องสอน)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุก ลำต้นมีขนาดเล็ก มีลักษณะหรือลักษณะพิเศษของโหระพาดังนี้ เป็นพืชที่มีอายุได้หลายฤดู มีลักษณะลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมและเป็นพุ่ม ลำต้นจะแตกแขนงได้มากมาย กิ่งก้านมีสีม่วงแดง มีขนอ่อนๆ ที่ผิวลำต้น ใบมีรูปร่างแบบรูปไข่ปกติจะยาวไม่เกิน ๒ นิ้ว ใบจะเรียงตัวแบบตรงกันข้ามกัน ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ใบมีสีเขียวอมม่วงและมีก้านใบยาว ดอกโหระพา ดอกมีขนาดเล็กสีขาวหรือม่วงจะออกเป็นช่อคล้ายฉัตรที่ยอด ดอกมีทั้งสีม่วง แดงอ่อน และสีขาว ในแต่ละดอกจะมีเกสรตัวผู้ ๔ อัน รังไข่แต่ละอันจะมีสีม่วง เมล็ดมีสีดำมีกลิ่นหอมทั้งต้น
ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น เมล็ด และราก
 
ทั้งต้น - เก็บเมื่อเริ่มเข้าฤดูหนาว ขณะเจริญเต็มที่ มีดอกและผลล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนตาแห้งเก็บไว้ใช้
 
เมล็ด - นำต้นไปเคาะ แยกเอาเมล็ดตากแห้งเก็บไว้ใช้ (ระวังไม่ให้ถูกน้ำเพราะจะจับกันเป็นก้อน)
 
ราก - ใช้รากสด หรือตากแห้ง เก็บไว้ใช้
 
สรรพคุณ :
 
ทั้งต้น 
- รสฉุน สุขุม ขับลม ทำให้เจริญอาหาร
- แก้ปวดหัว หวัด ปวดกระเพาะอาหาร
- จุกเสียดแน่น ท้องเสีย
- ประจำเดือนผิดปกติ
- ฟกช้ำจากหกล้ม หรือกระทบกระแทก งูกัด
- ผดผื่นคัน มีน้ำเหลือง
 
เมล็ด
- รสชุ่ม เย็น สุขุม ถูกน้ำจะพองตัวเป็นเมือก
- ใช้แก้ตาแดง มีขี้ตามาก ต้อตา
- ใช้เป็นยาระบาย (ใช้เมล็ด 4-12 กรัม แช่น้ำเย็นจนพอง ผสมน้ำหวาน เติมน้ำแข็งรับประทาน)
 
ราก - แก้เด็กเป็นแผล มีหนองเรื้อรัง
 
วิธีและปริมาณที่ใช้
 
ทั้งต้น - แห้ง 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือใช้สดคั้นเอาน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ตำพอก หรือต้มน้ำชะล้าง หรือเผาเป็นเถ้า บดเป็นผง ผสมทา
 
เมล็ด - แห้ง 2.5-5 กรัม ต้มน้ำหรือแช่น้ำดื่ม ใช้ภายนอก บดเป็นผงแต้มทา
 
ราก - เผา เป็นเถ้าพอก
 
ใบ
- ใช้ใบคั้นเอาน้ำ 2-4 กรัม ผสมน้ำผึ้ง จิบแก้ไอและหลอดลมอักเสบ
- ใช้สำลีก้อนเล็กๆ ชุบน้ำคั้นจากใบอุดโพรงฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน
 
สารเคมี
น้ำมันหอมระเหยจากใบ ประกอบด้วย Ocimine, alpha-pinene, 1,8- cineole, eucalyptol ,linalool, geraniol,limonene, eugenol, methyl chavicol, eugenol methyl ether.methyl cinnaminate, 3- hexen -1- ol, estragol
 
ขอขอบคุณข้อมูลจากน้าอ้วน บ้านเกษตรพอเพียง
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-27 13:25:36 IP : 58.11.43.223


ความเห็นที่ 18 (3397183)

 “โหระพา” สมุนไพรหลายสรรพคุณ

 
ใช้ประโยชน์ได้มากมายทั้งต้น ใบ และน้ำมัน
โหระพาเป็นพืชที่แพร่หลายเป็นอย่างมากในแทบทวีปเอเชียและตะวันตก มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย โหระพาเป็นไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นและกิ่งก้าเป็นเหลี่ยม มีสีม่วงหรือแดงเข้ม ใบเป็นรูปไข่หรือรูปวงรี ปลายแหลม ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่างๆ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีสีขาวหรือชมพูอ่อน ยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร
 
สำหรับในประเทศไทย โหระพาเป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาประกอบอาหารเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีรสชาติเผ็ดร้อน ให้เบต้าแคโรทีนประมาณ 452.16 ไมโครกรัม และแคลเซียมสูงแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอย่างหลากหลาย ส่วนต่างๆ ของโหระพาที่นิยมนำมาใช้ได้แก่......
 
ใบสด ช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมจากลำไส้ ต้มดื่มแก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ใบและต้นสดประมาณ 6-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำและดื่มแก้หวัด ขับเหงื่อ หรือนำใบมาตำ ใช้พอกหรือประคบแก้โรคไขข้ออักเสบ และแผลอักเสบ หากเด็กมีอาการปวดท้อง ให้นำใบโหระพา 20 ใบ ชงกับน้ำร้อนและนำมาผสมกับนมให้เด็กดื่ม ปลอดภัยกว่าทานยาขับลมที่ผสมแอลกอฮอลล์
 
ข้อควรระวัง! คือ ไม่ควรใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ หรือผู้ใหญ่อายุมากว่า 65 ปี ใบโหระพาตากแห้งยังสามารถต้านเชื้อที่สามารถก่อโรคได้ด้วย โดยการนำใบแห้งมาต้มกับน้ำเดือดประมาณ 10-20 นาที และดื่มวันละ 3 ถ้วย
 
ยอดอ่อน นำใบโหระพามาตำปิดแผลงูกัด หรือนำมาตำกับแมงดาตัวผู้ ใช้รับประทานและพอกประคบแก้พิษคางคก สำหรับมารดาที่ให้น้ำบุตร นำใบโหระพามาต้มกับน้ำนมราชสีห์ รับประทานเพื่อเพิ่มปริมาณของน้ำนม
 
ใบโหระพายังมีน้ำมันหอมระเหย เมื่อสกัดออกมาจะมีลักษณะเป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน หรือเหลืองอมน้ำตาลปราศจากตะกอนและสารแขวนลอย ไม่มีการแยกชั้นของน้ำ มีกลิ่นเฉพาะตัว มีคุณสมบัติแก้จุกเสียดแน่นท้อง น้ำมันหอมระเหยช่วยการย่อยอาหารเนื้อสัตว์ คลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย น้ำมันโหระพายังมีกลิ่นหอมหวาน มีคุณสมบัติช่วยให้สงบ มีสมาธิ ลดอาการซึมเศร้า จึงนิยมนำไปใช้ในการทำสปาเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดอีกด้วย
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-27 13:26:33 IP : 58.11.43.223


ความเห็นที่ 19 (3397184)

 คุณประโยชน์..... โหระพา

"โหระพา สมุนไพรไทยมาล้นคุณประโยชน์"
 
ใบโหระพา เป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการป้องกันโรค เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง โหระพา 1 ขีด มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ 452.16 ไมโครกรัม ใบโหระพามีกลิ่นเฉพาะใช้เป็นผักสด ใช้ปรุงแต่งกลิ่นอาหารและมีธาตุแคลเซียมสูงด้วย
นอกจากจะเป็นอาหารแล้ว โหระพายังเป็นสมุนไพรด้วย เพราะมีสรรพคุณทางยาอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
1. แก้ไข้ ปวดศรีษะ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ ขับพยาธิ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ช่วยเจริญอาหาร โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำรับประทานเป็นชาหรือรับประทานเป็นผักสด
2. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและยาระบายอ่อน ๆ เพื่อแก้อาการท้องผูก โดยนำเมล็ดแก่แช่น้ำให้พองตัวเต็มที่รับประทานกับขนมหวานโดยผสมกับน้ำหวานและน้ำแข็ง
3. ใช้รักษาอาการเหงือกอักเสบเป็นหนอง โดยบดใบโหระพาแห้งให้เป็นผงทาบริเวณที่เป็น
4. บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยคั้นน้ำจากใบโหระพาสด ประมาณ 1ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอ้อย 2ช้อน รับประทานวันละ 2ครั้ง พร้อมกับน้ำอุ่น
5. แก้สะอึก โดยใช้ใบโหระพาสดหรือแห้งพร้อมขิงสดแช่ในน้ำเดือดรับประทานในขณะที่น้ำยังร้อน
6. น้ำมันโหระพาสามารถฆ่ายุงและแมลงได้
7. เมล็ดแก่แช่น้ำใช้พอกแผลบรรเทาอาการฟกช้ำ
 
น้ำมันโหระพา
น้ำมันโหระพา เป็นน้ำมันหอมระเหยที่พบในใบโหระพามีร้อยละ 1.5 องค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญ คือ Methylcha vicol และสกัดได้จากใบโหระพาพันธุ์ไทย โดยการกลั่นด้วยไอน้ำ เป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน หรือเหลืองอมน้ำตาลปราศจากตะกอนและสารแขวนลอย ไม่มีการแยกชั้นของน้ำ มีกลิ่นเฉพาะตัว มีคุณสมบัติแก้จุกเสียดแน่นท้อง
น้ำมันหอมระเหยช่วยการย่อยอาหารเนื้อสัตว์ ช่วยคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงช่วยให้สบายท้องขึ้น มีกลิ่นหอมหวาน มีคุณสมบัติช่วยให้สงบ มีสมาธิ ลดอาการซึมเศร้า ข้อควรระวังในการใช้คือ ทำให้เกิดอาการแพ้ง่าย สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยง
 
การใช้เป็นยาสมุนไพร
โหระพามีสรรพคุณทางยาสมุนไพรที่หลากหลาย ใบสดของโหระพามีสรรพคุณแก้ท้องอืด เฟ้อ ขับลมจากลำไส้ ต้มดื่มแก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ใช้ตำพอกหรือประคบแก้ไขข้ออักเสบ แผลอักเสบ ต้มใบและต้นสดเข้าด้วยกัน ต้มเอาน้ำดื่ม แก้หวัด ขับเหงื่อ ถ้าเด็กปวดท้อง ใช้ใบโหระพา 20 ใบ ชงน้ำร้อนและนำมาชงนมให้เด็กดื่มแทนยาขับลมได้ ใบโหระพาแห้งต้มกับน้ำ มีสรรพคุณต้านเชื้อก่อโรค
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก wikipedia
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-27 13:27:30 IP : 58.11.43.223


ความเห็นที่ 20 (3399318)

พืชผักสมุนไพรเพื่อสุขภาพ......... ตำลึง

 
"ตำลึง"หรือ "ผักแคบ" ของคนภาคเหนือ เป็นผักพื้นบ้าน ที่หากินได้ทุกพื้นที่ของบ้านเรา.....และถ้าสังเกตให้ดีเราก็จะเห็นตำลึงขึ้นอยู่ทั่ว ๆ ไปตามข้างรั้ว และตามพุ่มไม้ต่าง ๆ ...."ตำลึง"เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีมือจับ  เพื่อเกาะยึดหลัก  ลำเถามีสีเขียว  ใบจะเป็นใบเดี่ยวสลับกันไปตามเถา  ฐานใบรูปหัวใจ  ปลายใบแหลม  ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยตื้น ๆ ใบกว้าง 3-4 เซนติเมตร ครับ......แต่....มีข้อควรระวัง.....ก่อนเก็บควรจะดูให้ดีก่อนว่าเป็น "ตำลึงตัวผู้" หรือ "ตำลึงตัวเมีย" 
 
 "ตำลึงตัวเมีย" กินได้ไม่มีปัญหา.....แต่..."ตำลึงตัวผู้" กินเข้าไปแล้ว...ท้องจะเสีย.....

 

การรับประทานตำลึงมีประโยชน์ต่อร่างกาย ของเรา สามารถช่วยในเรื่อง ระบบขับถ่าย ช่วยในการดูแล บำรุงสายตา ของเราได้เป็นอย่างดี เพราะว่า ในตำลึงมี วิตามินอยู่จำนวนมาก

การทานตำลึง

เพราะว่า ใบของ การทานตำลึง สามารถช่วย ในเรื่องการดับพิษร้อน ช่วยการถอนพิษไข้ ช่วยในการแก้ตัวร้อน ช่วยในการดับพิษฝี ช่วยในการแก้ปวดแสบปวดร้อน ช่วยในการแก้คัน

ดอกของตำลึง สามารถนำมาช่วย ในการแก้คัน

เมล็ดของตำลึง นำมาตำผสม กับน้ำมันมะพร้าว นำมาทาแก้หิด

เถาของตำลึง เราจะใช้น้ำ ที่มาจากเถา หยดตา ช่วยในการ แก้ตาฟาง แก้ตาแดง ตาช้ำ ตาแฉะ เพราะว่า พิษอักเสบ ที่มีอยู่ในตา ช่วยในการดับพิษ ช่วยในการแก้อักเสบ โดยเราจะนำมา ชงกับน้ำดื่ม ช่วยในการแก้วิงเวียนศีรษะ

รากของตำลึง ช่วยในการดับพิษ ช่วยในการแก้ตาฝ้า สามารถช่วยในการลดไข้ ช่วยในการแก้อาเจียน

น้ำยาง ต้น ใบ ราก สามารถนำมา ใช้แก้โรคเบาหวาน ช่วยในการดับพิษต่างๆ

 

สรรพคุณ ของตำลึง

สามารถนำมา รักษาโรคเบาหวาน : โดยการ ใช้เถาแก่ ๆ สักประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ หรือ เราจะทำน้ำคั้น ที่มาจากผลดิบ นำมาดื่มวันละ 2 ครั้ง ดื่มเช้า-เย็น จะสามารถ ช่วยลดน้ำตาล ในเส้นเลือดของเราได้

ตำลึง ช่วยในการลดอาการ ท้องอืดท้องเฟ้อ : เราสามารถ นำมารับประทานสด ๆได้ เพราะเอนไซม์ เพราะว่า ในตำลึงจะย่อยสลายง่าย เมื่อโดนความร้อน ที่เราปรุงอาหาร

ตำลึงช่วยลด อาการคัน เนื่องมาจาก อาการอักเสบ จากแมลงกัดต่อย โดยการนำ เอาใบตำลึงสด 20 ใบ นำมาตำให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำ จากนั้น นำมาคั้นเอาน้ำ นำมาทา บริเวณที่เป็นจนกว่าจะหาย

การมีแผลอักเสบ : โดยการใช้ใบ หรือรากสด นำมาตำ แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น

ตำลึงช่วย แก้งูสวัด เริม : โดยการใช้ใบสด ประมาณ 2 กำมือ นำมาล้างให้สะอาด ผสมพิมเสนหรือดินสอพอง 1 ใน 4 ส่วน นำมาพอก หรือทาบริเวณที่ มีอาการนั้น

ตำลึงช่วย แก้ตาช้ำตาแดง : โดยการใช้ เถาเป็นท่อนยาว ประมาณ 2 นิ้ว นำมาคลึง พอช้ำ แล้วเป่า จะเกิดฟอง นำมาใช้หยอดตา

ตำลึงช่วย ทำ ให้ใบหน้า เต่งตึง : โดยเรานำยอดตำลึง ครึ่ง ถ้วย น้ำผึ้งแท้ ครึ่ง ถ้วย นำมาผสมกัน แล้วนำมาปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำมาพอกหน้า ทิ้งเอาไว้ ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก ด้วยน้ำสะอาด สามารถทำทุกวัน

พืชผักสมุนไพรเพื่อสุขภาพ การนำตำลึงมาใช้ ในการรับประทาน แล้วนำมาใช้ดูแลรักษาอาการต่างๆได้ มากมายด้วยล่ะ

ขอบคุณบทความจาก : n3k.in.th

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-07 18:57:32 IP : 58.9.34.237


ความเห็นที่ 21 (3399331)

 ผักแต้วหรือผักติ้ว...... ผักต้านมะเร็ง

 

รูปภาพ : ผักแต้วหรือผักติ้ว......  ผักต้านมะเร็ง
วงศ์"GUTTIFERAE"
ชื่อวิทยาศาสตร์ "Gratoxylum formosum(Jack) Dyer ssp.pruniflorum(Kurz.) Gogelin
ชื่อพื้นเมือง "แต้ว(ไทย) ติ้วขน(กลางและนครราชสีมา) ติ้วแดงติ้วยางติ้วเลือด(เหนือ) แต้วหิน(ลำปาง)
กุยฉ่องเซ้า(กระเหรี่ยง ลำปาง) กวยโซง(กระเหรี่ยงกาญจนบุรี)ตาว(สตูล)มู โต๊ะ(มาเลเซีย-นราธิวาส)
เน็คเคร่แย(ละว้า-เชียงใหม่)รา เง้ง(เขมร-สุรินทร์)ติ้วขาว(กรุงเทพฯ)ติ้วส้ม(นครราชสีมา )เตา(เลย)ขี้ติ้ว ติ้วเหลือง
(ไทย) ผักติ้ว(อุบลราชธานี มหาสารคาม-อีสาน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้นแต้วเป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาด เล็กถึงขนาดกลางสูง 8-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป
เปลือกสีน้ำตาลไหม้ แตกเป็นสะเก็ด เปลือกในสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา
ใบมนแกมรูปไข่กลับ และรูปขอบขนาด กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-13 ซม. ออกเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้าม โคนสอบเรียวส่วนที่ค่อนไปทางปลายใบโตออกปลายสุดสอบเข้านื้อบางหลังใบมีขนสอง ท้องใบมีขนนุ่ม  หนาแน่น ดอกสีชมพูอ่อน ถึงสีแดง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกเป็นดอก ผลรูปร่างรีขนาดกว้าง 1 ซม. ยาว 2 ซม. หรือย่อมกว่าเล็กน้อย มีนวลขาวติดตามผิว เมื่อแก่จัดออกเป็นสามแฉก เมล็ดสีน้ำตาล
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาล ยอด อ่อนใบอ่อนและช่อดอกอ่อนรับประทานเป็นผักได ยอดอ่อนและใบอ่อนผลิใน
หน้าฝนและหน้าหนาว ส่วยดอกออกสะพรั่งในช่วงปลายฤดูหนาว ฤดูร้อน ถึงต้นฤดูฝน
การปรุงอาหาร ชาวไทยภาคกลางและชาวอีสานรับประทานผักแต้วเป็นผักโดยที่ชาวไทยภาคกลาง  รับประทานยอดแต้วอ่อน เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริกปลาร้า ดอกแต้วมีรสเปรี้ยวนิดๆจิ้มกับน้ำพริกปลาร้ามีรสอร่อยมาก ส่วนชาวอีสานรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อนและช่อดอกเป็นผักสดแกล้มลาบ ก้อย น้ำพริก ซุป หมี่กะทิ หรือนำไปแกง เพื่อให้อาหารออกรสเปรี้ยว(เป็นเครื่องปรุงรส) ส่วนดอกนำไปต้มแกง บางครั้งแกงรวมกันทั้งยอดอ่อนและดอกอ่อนเป็นผักที่ชาวอีสานนิยมรับประทานมาก ชนิดหนึ่งและมีจำหน่ายในท้องตลาดของท้อง ถิ่นอีสาน
รสและประโยชน์ต่อ สุขภาพ
ยอดอ่อนและดอกอ่อนของผักติ้วมี รสเปรี้ยว ผักติ้ว 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 58 กิโลแคลอรี่
ประกอบด้วยเส้นใย 1.5 กรัม แคลเซี่ยม 67 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม
เบต้า-แคโรทีน 4500 ไมโครกรัม วิตามินเอ 750 ไมโครกรัมของเรตินอล วิตามินบีหนึ่ง 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบีสอง 0.67 มิลลิกรัม ไนอาซิน 3.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 58 มิลลิกรัม
ข้อมูลพิเศษ เกี่ยวกับคุณค่าทางเภสัชของผักติ้วในแวดวงวิทยาการ
นัก วิจัย ม.ขอนแก่น นำพืชสมุนไพร 14 ชนิดจากโคกภูตากา อุทยานแห่งชาติภูเวียงศึกษาศักยภาพเบื้องต้นในการป้องกันมะเร็ง เผยผลการทดลองสารสกัดจาก “ใบติ้ว” ผักพื้นบ้านภาคอีสาน มีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับ และไม่พบทำลายเซลล์ปกติ ส่วนด้านการรักษาอยู่ในระหว่างการทดลอง พร้อมทดลองในเซลล์เม็ดเลือด เซลล์มะเร็งเต้านม
รศ.ดร.นาถธิดา วีระปรียากูร รองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาคุณค่าของสารสกัดสมุนไพรจากพืชในพื้นที่โคกภูตากา ต่อการป้องกันโรคมะเร็ง” เปิดเผยว่า เมื่อปี 2549 ได้ทำการศึกษาวิจัยสำรวจศักยภาพของพืชในที่โคกภูตากา ภายในอุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่น ซึ่งโครงการนี้เป็นการวิจัยย่อยของศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจาก สมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทั้งนี้พืชสมุนไพรในโคกภูตากามีพืชสมุนไพรที่หลากหลายนับพันชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชที่ทานได้ และพบว่ามีพืชบางชนิดมีฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชั่น และมีผลต้านการก่อกลายพันธุ์ และมีรายงานพบความสัมพันธ์ของฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นกับการเกิดโรคมะเร็วมา ก่อน จึงได้นำเอาพืชจำนวน 14 ชนิดมาศึกษาศักยภาพเบื้องต้นในการป้องกันโรคมะเร็ง อาทิ ต้นมะค่าแดง นมน้อย นมแมว ใบติ้ว เป็นต้น ด้วยวิธีการทางด้านเคมี โดยการนำสารสกัดจากพืชเหล่านี้มาศึกษาในแบบจำลองเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยง โดยนำสารสกัดจากพืชมาเลี้ยงกับเซลล์มะเร็ง เพื่อสังเกตว่าสารสกัดจากพืชสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง หรือไม่ และมีการศึกษาเปรียบเทียบกับเซลล์ปกติที่เพาะเลี้ยงไว้ว่ามีผลต่อเซลล์ปกติ หรือไม่
ทั้งนี้ผลจากทดลองตรวจกรองฤทธิ์เบื้องต้น พบว่า ใบติ้ว หรือผักติ้ว ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของภาคอีสานมีผลดีในการยับยั้งป้องกันการเจริญเติบโตของ มะเร็งตับ และไม่พบว่าสารสกัดจากใบติ้วมีผลต่อเซลล์ปกติแต่อย่างใด
"อย่างไรก็ตาม แม้ผลการทดลองในเบื้องต้นจากพบว่าใบติ้วมีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับ แต่การวิจัยยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการที่จะต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ซึ่งผู้วิจัยจะต้องทำการทดลองเพื่อหาสารสำคัญในผักติ้ว และศึกษากลไกที่ชัดเจนของพืช ทำให้ในเบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใบติ้วกินแล้วดี มีประโยชน์ สามารถต้านมะเร็งตับได้ ส่วนด้านการรักษานั้นยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองให้แน่ชัด"
รศ.ดร.นาถ ธิดา กล่าวต่อว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลการวิจัยจะยังไม่เสร็จสิ้น แต่อย่างน้อยก็พบว่า ผักติ้วที่ชาวบ้านนิยมบริโภค นำมาเป็นเครื่องเคียงในอาหารประเภทลาบก้อย หรือแหนมเนือง มีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ ขณะเดียวกันก็ต้องศึกษา วิจัยและทดลองว่า ผักติ้วซึ่งมีรสชาดคล้ายๆ กับใบกระโดนที่มีสารที่ทำให้เกิดโรคนิ่วได้จะมีสารที่ก่อให้เกิดโรคนิ่วหรือ ไม่ ซึ่งจะต้องมาสกัดเป็นสารบริสุทธิ์และนำไปทดลองต่อไป นอกจากนี้แล้ว ยังได้นำสารสกัดหยาบจากใบติ้วไปเลี้ยงกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือด เซลล์ไต เซลล์มะเร็งเต้านมต่อไป ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าจะสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์เพื่อยับยั้งและป้องกัน โรคร้ายอย่างโรคมะเร็งได้
ในงานวิจัยของนิสิตโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า สารสกัดจาก “ผักติ้ว” สามารถนำไปใช้ในการยับยั้งกลิ่นหืนในอาหารได้ โดยเอายอดอ่อนของ “ผักติ้ว” ที่คนอีสานนิยมรับประทานเป็นผักเคียงกับลาบ ก้อย และแหนมเนืองเวียดนาม ไปเข้ากระบวนการสกัดผสมกับ “เอทานอล” และขั้นตอนอีกหลายขั้นตอนจะได้สารจาก “ผัก ติ้ว” ชื่อ “คอลโรจินิกแอ ซิก” นำไปใช้เป็นสารสกัดธรรมชาติป้องกันกลิ่นหืนของอาหารดีมาก
นอกจากนั้น การทดลองสารที่พบจาก “ผัก ติ้ว” ยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับได้ และ ไม่ทำลายเซลล์ปกติด้วย แต่งานวิจัยยังไม่เสร็จสิ้นพอที่จะนำเอาไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ จึงสรุปเพียงว่า “ผักติ้ว” เมื่อรับประทานแล้วจะมีสารในการยับยั้ง “เซลล์มะเร็งตับ” ได้ ซึ่งในการทดลองยังได้นำเอาใบของ “ผักติ้ว” ไปเลี้ยงกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือด เซลล์ไต และ เซลล์มะเร็งเต้านม เชื่อว่าอนาคตอันใกล้ ถ้าผลการทดลองออกมาสามารถใช้รักษาโรคที่ทดลองได้ จะเป็นผลดีกับผู้ป่วยอย่างมหาศาล
*ผักติ้ว หรือ ติ้ว CRATOXYLUM FORMOSUM-PRUNIFLORUM อยู่ในวงศ์ CLUSIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 8-15 เมตร ลำต้นมียางสีเหลือง ใบออกตรงกันข้าม รูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม โคนเกือบมน ผิวใบมีขนทั้ง 2 ด้าน จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “ติ้วขน” ยอด อ่อนเป็นสีแดง รสฝาดปนเปรี้ยว เมื่อใบแก่เป็นสีเขียวสด
ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งก้านเหนือรอยแผลใบ ดอก เป็นสีชมพูอ่อน “ผล” ทรงกลม เมื่อผลแก่ แตกอ้า ภายในมีเมล็ดรูปไข่ หรือรูปกระสวย พบขึ้นตามป่าธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีชื่อเรียกอีกเยอะ คือ ดาว, ติ้วแดง, ติ้ว ยาง, ติ้วเลือด, ติ้วเหลือง และ แต้วหิน
มีสรรพคุณเฉพาะทางสมุนไพรคือ ราก ผสมกับหัวแห้วหมู และรากปลาไหลเผือกต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหาร ก็ได้ เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด ประโยชน์ทางอาหาร ยอดอ่อน (มีขายตามแผงจำหน่ายพืชผักพื้นบ้านทั่วไป) นิยมรับประทานเป็นผักเคียงกับ ลาบ ก้อย น้ำตก แหนมเนืองเวียดนาม ตามที่กล่าว ข้างต้น ส่วนภาคใต้รับประทานกับขนมจีนใต้รสชาติ อร่อยมาก
ที่มาของข้อมูลและภาพ
http://www.baanmaha.com/community/thread7890.html
http://www.fortunecity.com/campus/springbank/677/std1/p12.htm

 
วงศ์"GUTTIFERAE"
ชื่อวิทยาศาสตร์ "Gratoxylum formosum(Jack) Dyer ssp.pruniflorum(Kurz.) Gogelin
ชื่อพื้นเมือง "แต้ว(ไทย) ติ้วขน(กลางและนครราชสีมา) ติ้วแดงติ้วยางติ้วเลือด(เหนือ) แต้วหิน(ลำปาง)
กุยฉ่องเซ้า(กระเหรี่ยง ลำปาง) กวยโซง(กระเหรี่ยงกาญจนบุรี)ตาว(สตูล)มู โต๊ะ(มาเลเซีย-นราธิวาส)
เน็คเคร่แย(ละว้า-เชียงใหม่)รา เง้ง(เขมร-สุรินทร์)ติ้วขาว(กรุงเทพฯ)ติ้วส้ม(นครราชสีมา )เตา(เลย)ขี้ติ้ว ติ้วเหลือง
(ไทย) ผักติ้ว(อุบลราชธานี มหาสารคาม-อีสาน)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้นแต้วเป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาด เล็กถึงขนาดกลางสูง 8-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป
เปลือกสีน้ำตาลไหม้ แตกเป็นสะเก็ด เปลือกในสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา
ใบมนแกมรูปไข่กลับ และรูปขอบขนาด กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-13 ซม. ออกเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้าม โคนสอบเรียวส่วนที่ค่อนไปทางปลายใบโตออกปลายสุดสอบเข้านื้อบางหลังใบมีขนสอง ท้องใบมีขนนุ่ม หนาแน่น ดอกสีชมพูอ่อน ถึงสีแดง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกเป็นดอก ผลรูปร่างรีขนาดกว้าง 1 ซม. ยาว 2 ซม. หรือย่อมกว่าเล็กน้อย มีนวลขาวติดตามผิว เมื่อแก่จัดออกเป็นสามแฉก เมล็ดสีน้ำตาล
 
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาล ยอด อ่อนใบอ่อนและช่อดอกอ่อนรับประทานเป็นผักได ยอดอ่อนและใบอ่อนผลิใน
หน้าฝนและหน้าหนาว ส่วยดอกออกสะพรั่งในช่วงปลายฤดูหนาว ฤดูร้อน ถึงต้นฤดูฝน
 
การปรุงอาหาร ชาวไทยภาคกลางและชาวอีสานรับประทานผักแต้วเป็นผักโดยที่ชาวไทยภาคกลาง รับประทานยอดแต้วอ่อน เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริกปลาร้า ดอกแต้วมีรสเปรี้ยวนิดๆจิ้มกับน้ำพริกปลาร้ามีรสอร่อยมาก ส่วนชาวอีสานรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อนและช่อดอกเป็นผักสดแกล้มลาบ ก้อย น้ำพริก ซุป หมี่กะทิ หรือนำไปแกง เพื่อให้อาหารออกรสเปรี้ยว(เป็นเครื่องปรุงรส) ส่วนดอกนำไปต้มแกง บางครั้งแกงรวมกันทั้งยอดอ่อนและดอกอ่อนเป็นผักที่ชาวอีสานนิยมรับประทานมาก ชนิดหนึ่งและมีจำหน่ายในท้องตลาดของท้อง ถิ่นอีสาน
 
รสและประโยชน์ต่อ สุขภาพ
ยอดอ่อนและดอกอ่อนของผักติ้วมี รสเปรี้ยว ผักติ้ว 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 58 กิโลแคลอรี่
ประกอบด้วยเส้นใย 1.5 กรัม แคลเซี่ยม 67 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม
เบต้า-แคโรทีน 4500 ไมโครกรัม วิตามินเอ 750 ไมโครกรัมของเรตินอล วิตามินบีหนึ่ง 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบีสอง 0.67 มิลลิกรัม ไนอาซิน 3.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 58 มิลลิกรัม 
ข้อมูลพิเศษ เกี่ยวกับคุณค่าทางเภสัชของผักติ้วในแวดวงวิทยาการ
 
นัก วิจัย ม.ขอนแก่น นำพืชสมุนไพร 14 ชนิดจากโคกภูตากา อุทยานแห่งชาติภูเวียงศึกษาศักยภาพเบื้องต้นในการป้องกันมะเร็ง เผยผลการทดลองสารสกัดจาก “ใบติ้ว” ผักพื้นบ้านภาคอีสาน มีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับ และไม่พบทำลายเซลล์ปกติ ส่วนด้านการรักษาอยู่ในระหว่างการทดลอง พร้อมทดลองในเซลล์เม็ดเลือด เซลล์มะเร็งเต้านม
 
รศ.ดร.นาถธิดา วีระปรียากูร รองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาคุณค่าของสารสกัดสมุนไพรจากพืชในพื้นที่โคกภูตากา ต่อการป้องกันโรคมะเร็ง” เปิดเผยว่า เมื่อปี 2549 ได้ทำการศึกษาวิจัยสำรวจศักยภาพของพืชในที่โคกภูตากา ภายในอุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่น ซึ่งโครงการนี้เป็นการวิจัยย่อยของศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจาก สมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทั้งนี้พืชสมุนไพรในโคกภูตากามีพืชสมุนไพรที่หลากหลายนับพันชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชที่ทานได้ และพบว่ามีพืชบางชนิดมีฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชั่น และมีผลต้านการก่อกลายพันธุ์ และมีรายงานพบความสัมพันธ์ของฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นกับการเกิดโรคมะเร็วมา ก่อน จึงได้นำเอาพืชจำนวน 14 ชนิดมาศึกษาศักยภาพเบื้องต้นในการป้องกันโรคมะเร็ง อาทิ ต้นมะค่าแดง นมน้อย นมแมว ใบติ้ว เป็นต้น ด้วยวิธีการทางด้านเคมี โดยการนำสารสกัดจากพืชเหล่านี้มาศึกษาในแบบจำลองเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยง โดยนำสารสกัดจากพืชมาเลี้ยงกับเซลล์มะเร็ง เพื่อสังเกตว่าสารสกัดจากพืชสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง หรือไม่ และมีการศึกษาเปรียบเทียบกับเซลล์ปกติที่เพาะเลี้ยงไว้ว่ามีผลต่อเซลล์ปกติ หรือไม่
 
ทั้งนี้ผลจากทดลองตรวจกรองฤทธิ์เบื้องต้น พบว่า ใบติ้ว หรือผักติ้ว ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของภาคอีสานมีผลดีในการยับยั้งป้องกันการเจริญเติบโตของ มะเร็งตับ และไม่พบว่าสารสกัดจากใบติ้วมีผลต่อเซลล์ปกติแต่อย่างใด
 
"อย่างไรก็ตาม แม้ผลการทดลองในเบื้องต้นจากพบว่าใบติ้วมีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับ แต่การวิจัยยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการที่จะต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ซึ่งผู้วิจัยจะต้องทำการทดลองเพื่อหาสารสำคัญในผักติ้ว และศึกษากลไกที่ชัดเจนของพืช ทำให้ในเบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใบติ้วกินแล้วดี มีประโยชน์ สามารถต้านมะเร็งตับได้ ส่วนด้านการรักษานั้นยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองให้แน่ชัด"
 
รศ.ดร.นาถ ธิดา กล่าวต่อว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลการวิจัยจะยังไม่เสร็จสิ้น แต่อย่างน้อยก็พบว่า ผักติ้วที่ชาวบ้านนิยมบริโภค นำมาเป็นเครื่องเคียงในอาหารประเภทลาบก้อย หรือแหนมเนือง มีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ ขณะเดียวกันก็ต้องศึกษา วิจัยและทดลองว่า ผักติ้วซึ่งมีรสชาดคล้ายๆ กับใบกระโดนที่มีสารที่ทำให้เกิดโรคนิ่วได้จะมีสารที่ก่อให้เกิดโรคนิ่วหรือ ไม่ ซึ่งจะต้องมาสกัดเป็นสารบริสุทธิ์และนำไปทดลองต่อไป นอกจากนี้แล้ว ยังได้นำสารสกัดหยาบจากใบติ้วไปเลี้ยงกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือด เซลล์ไต เซลล์มะเร็งเต้านมต่อไป ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าจะสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์เพื่อยับยั้งและป้องกัน โรคร้ายอย่างโรคมะเร็งได้
 
ในงานวิจัยของนิสิตโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า สารสกัดจาก “ผักติ้ว” สามารถนำไปใช้ในการยับยั้งกลิ่นหืนในอาหารได้ โดยเอายอดอ่อนของ “ผักติ้ว” ที่คนอีสานนิยมรับประทานเป็นผักเคียงกับลาบ ก้อย และแหนมเนืองเวียดนาม ไปเข้ากระบวนการสกัดผสมกับ “เอทานอล” และขั้นตอนอีกหลายขั้นตอนจะได้สารจาก “ผัก ติ้ว” ชื่อ “คอลโรจินิกแอ ซิก” นำไปใช้เป็นสารสกัดธรรมชาติป้องกันกลิ่นหืนของอาหารดีมาก
 
นอกจากนั้น การทดลองสารที่พบจาก “ผัก ติ้ว” ยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับได้ และ ไม่ทำลายเซลล์ปกติด้วย แต่งานวิจัยยังไม่เสร็จสิ้นพอที่จะนำเอาไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ จึงสรุปเพียงว่า “ผักติ้ว” เมื่อรับประทานแล้วจะมีสารในการยับยั้ง “เซลล์มะเร็งตับ” ได้ ซึ่งในการทดลองยังได้นำเอาใบของ “ผักติ้ว” ไปเลี้ยงกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือด เซลล์ไต และ เซลล์มะเร็งเต้านม เชื่อว่าอนาคตอันใกล้ ถ้าผลการทดลองออกมาสามารถใช้รักษาโรคที่ทดลองได้ จะเป็นผลดีกับผู้ป่วยอย่างมหาศาล
 
*ผักติ้ว หรือ ติ้ว CRATOXYLUM FORMOSUM-PRUNIFLORUM อยู่ในวงศ์ CLUSIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 8-15 เมตร ลำต้นมียางสีเหลือง ใบออกตรงกันข้าม รูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม โคนเกือบมน ผิวใบมีขนทั้ง 2 ด้าน จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “ติ้วขน” ยอด อ่อนเป็นสีแดง รสฝาดปนเปรี้ยว เมื่อใบแก่เป็นสีเขียวสด
ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งก้านเหนือรอยแผลใบ ดอก เป็นสีชมพูอ่อน “ผล” ทรงกลม เมื่อผลแก่ แตกอ้า ภายในมีเมล็ดรูปไข่ หรือรูปกระสวย พบขึ้นตามป่าธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีชื่อเรียกอีกเยอะ คือ ดาว, ติ้วแดง, ติ้ว ยาง, ติ้วเลือด, ติ้วเหลือง และ แต้วหิน
 
มีสรรพคุณเฉพาะทางสมุนไพรคือ ราก ผสมกับหัวแห้วหมู และรากปลาไหลเผือกต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหาร ก็ได้ เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด ประโยชน์ทางอาหาร ยอดอ่อน (มีขายตามแผงจำหน่ายพืชผักพื้นบ้านทั่วไป) นิยมรับประทานเป็นผักเคียงกับ ลาบ ก้อย น้ำตก แหนมเนืองเวียดนาม ตามที่กล่าว ข้างต้น ส่วนภาคใต้รับประทานกับขนมจีนใต้รสชาติ อร่อยมาก
 
ที่มาของข้อมูลและภาพ
http://www.baanmaha.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-07 21:05:28 IP : 58.9.34.237


ความเห็นที่ 22 (3402780)

 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับผักและสรรพคุณ......

 

รูปภาพ : สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับผักและสรรพคุณ......
อาหารประเภทผัก ผลไม้ เป็นอาหารธรรมชาติที่มีสารสำคัญที่เรียกว่า Phytonutrient (ไฟโตนิวเทรียนท์) มากมายหลายชนิด ไฟโตนิวเทรียนท์ เป็นสารธรรมชาติ ในผักผลไม้ที่เป็นสารสำคัญที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ทั้งนี้ด้วยกลไกที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant )จากธรรมชาติ อนุมูลอิสระคือ โมเลกุลที่มีธาตุที่ไม่มั่นคงเนื่องจากขาดอิเลกตรอนไป 1ตัว อนุมูลอิสระถือเป็นสารพิษที่สำคัญต่อเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ถ้ามีมากในเซลล์ก็เป็นอันตรายได้ โดยจะทำลาย ดีเอนเอ เยื่อหุ้มเซลล์ และองค์ประกอบอื่นๆของเซลล์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นการทำลายเนื้อเยื่อในระยะสั้น หรือมีผลในระยะยาวโดยเป็นสาเหตุของ ความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์ และอาจเป็นสารการก่อมะเร็ง โรคหัวใจ ต้อกระจก โรคทางภูมิคุ้มกันและโรคเรื้อรังอีกหลายชนิด
ไฟโตนิวเทรียนท์จากผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งสำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ปัจจุบันจึงมีการสนับสนุนให้ทานผักและผลไม้มากขึ้น ในผู้ที่ไม่สามารถจะทานผักและผลไม้ได้ หรือทานได้น้อย ปัจจุบันก็มีอาหารสุขภาพที่สกัดสารสำคัญจากผักและผลไม้ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภค
บล็อคโคลี่ (Broccoli) - มีสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่เรียกว่า ซัลฟอร์ราเพน สูง บล็อคโคลี่สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายร่างกาย ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดและช่วยขับสารพิษออกจากไต
ชาเขียว (Green Tea) - มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟีนอล สูง ซึ่งเรียกว่า คาเทคชิน ชาเขียวช่วยให้เซลล์ร่างกายแข็งแรงและช่วยป้องกันโรคร้ายและมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยในกระบวนการลดน้ำหนักโดยการช่วยเผาผลาญไขมันเร็วขึ้น
ผักชีฝรั่ง (Parsley) - สมุนไพรที่ใช้ในการประกอบอาหารชนิดนี้ใช้ในการเสริมสร้างระบบย่อยอาหาร ผักชีฝรั่งประกอบไปด้วย คัวซิติน ซึ่งเป็นสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่ช่วยรักษาภาวการณ์เกิดแผลในระบบย่อยอาหาร
มะเขือเทศ (Tomato) - สารไฟโตนิวเทรียนท์หลักจะพบในมะเขือเทศ เป็นที่รู้กันว่า ไลโคเพนเป็นสารต่อต้านมะเร็งและช่วย battle macular degeneration และช่วยเสริมสร้างหัวใจให้แข็งแรง
ตำลึง (Ivy Gourd) – ตำลึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูง เช่น สารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก และฟัน และยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน วิตามินซีและอื่น ๆ นอกจากนี้ จากการค้นคว้าของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ในกระเพาะอาหาร อีกด้วย สำหรับตำรายาแผนโบราณ ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด
หัวหอม (Onion) - นานมาแล้วที่หัวหอมถูกนำมาใช้เพื่อคงไว้ซึ่งความมีสุขภาพดีของกล้ามเนื้อหัวใจ พืชในสปีชี่นี้และส่วนประกอบของมันมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดและส่งผลกระทบในด้านบวกในปัจจัยเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ
ผักขม (Spinach) - เป็นพืชที่มีธาตุเหล็กสูงผักขมช่วยในการรักษาระดับธาตุเหล็กในเลือดรวมทั้งระดับพลังงานภายในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ
แครอท (Carrot) - มีเบต้า แครอทีน ในปริมาณสูง แครอทช่วยเสริมสร้างการมองเห็นและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ
ผักบีท (Beet) - ผักบีท มีส่วนประกอบที่เรียกว่า บีเทน ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบีทช่วยดำรงไว้ซึ่งสุขภาพตับที่ดีโดยการกำจัดไขมัน
แตงกว่า (Cucumber) - แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้บวมอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้หนองใน แก้ไข้ตัวร้อน แก้กระหายน้ำ แก้คอเจ็บ แก้ตาแดง แก้ไฟลวก แก้นิ่ว แก้ผดผื่นคัน แก้ขัดเบา ทำให้ผิวชุ่มชื้น แก้สิว
หอมแดง (Shallot) - ขับลม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับประจำเดือน แก้ไข้ แก้หวัด ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร
พริก (Red/Green Chili) - แก้บิด กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร ลดอาการอักเสบ ละลายลิ่มเลือด ป้องกันมะเร็งในลำไส้
กะหล่ำดอก (Cauliflower) - กะหล่ำดอกอยู่ในสกุลเดียวกันกับบล็อคโคลี่และกะหล่ำปลีและมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งเช่นเดียวกับบล็อคโคลี่ กะหล่ำดอกมีสารซัลฟอร์ราเพน และ ไอโซธิโอไซอาเนท ซึ่งสารไฟโตนิวเทรียนท์ทั้งสองประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์ของตัวมันเอง
ผักบุ้ง (Water Spinach) - ผักบุ้งขาว หรือผักบุ้งจีน ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาถอนพิษ บำรุงธาตุ
สรรพคุณของผักบุ้ง โดยเฉพาะผักบุ้งไฟแดง คนที่ชอบเป็นตาต้อ ตาแดงหรือคันนัยน์ตาบ่อยๆ ตลอดจนมีอาการตาฟ่าฟาง จำพวกคนสายตาสั้นจะทำให้สายตาที่แจ่มใส บำรุงสายตา ทำให้ไม่เป็นโรคกระเพาะฯ
คะน้า (Kale) – มีวิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัสและเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ รวมถึงช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) - อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง
กะหล่ำปลี (Cabbage) - เป็นแหล่งของสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่เรียกว่า แอนโตไซอานินส์ กะหล่ำปลีจะเสริมสร้างระบบการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการลดอาการเจ็บของแผลพุพองอีกด้วย
ผัก” ให้คุณค่าทางสารอาหารมากมายหลากหลายเลยทีเดียว ทั้งวิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะคุณค่าในเรื่องของเส้นใยอาหาร ที่ช่วยในเรื่องของระบบการขับถ่าย และช่วยขับล้างสารพิษในลำไส้ ช่วยให้”สุขภาพ”ดีจากภายในสู่ภายนอกได้เป็นอย่างดี
แต่ปัจจุบันนี้ พบว่าวัฒนธรรมการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมาย โดยเฉพาะการรับประทานผักผลไม้น้อยลงแถมยังขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิต ตามมา
ควรรับประทานผักสด หรือผักสุกดีกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับชนิด และประเภทของผัก รวมถึงสุขภาพของผู้รับประทานในขณะนั้น เพราะการต้มผักบางชนิด ได้แก่ บล็อคโคลี่ กะหล่ำดอก และกะหล่ำปมนั้น จะทำลายสารที่ช่วยต่อต้านโรคมะเร็งลงไปมากในผักประเภทนี้จะมีสารสำคัญชนิดหนึ่งคือ สารกลูโคซิโนเลต ซึ่งมีศักยภาพในการต้านมะเร็งที่สำคัญ โดยจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ การต้มผักนานๆ จะทำให้สารตัวนี้หายไปนั่นเอง
สำหรับอีกวิธีที่จะทำให้ผักยังคง”คุณค่า” นอกจากการกินสดๆ แล้วนั้น ก็คือ การนึ่ง โดยไม่ควรนึ่งนานเกิน 20 นาที ก็จะช่วยรักษาคุณค่าของผักในการป้องกันโรคมะเร็งไว้ได้ถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าคุณมีอาการท้องอืดง่าย ควรเลือกกินผักสุกให้มากขึ้นแทนการรับประทานผักสด
ไม่ว่าจะเป็นผักสด หรือผักสุกก็ล้วนมีคุณค่าทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไปไม่ได้เลย คือ จะต้องล้างผักให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทาน หรือนำไปปรุง”อาหาร” ควรแกะผักเป็นใบๆ และแช่ในน้ำสะอาด หรือในน้ำที่ใส่ด่างทับทิมเล็กน้อย ประมาณ 15 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อคุณจะได้รับประทานผักให้ได้คุณค่าสารอาหาร และความปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัวนั่นเอง
ในแต่ละวันเราอาจรับประทานใยอาหารจากผักผลไม้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของ”ร่างกาย” การรับประทานอาหารประเภท ขนมปังโฮลเกรน และซีเรียลธัญพืช จะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายได้ใยอาหารเพิ่ม พร้อมคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆ ได้เช่นกัน
ขอบคุณบทความจาก.oknation.net
http://www.lifestyles.net

 
อาหารประเภทผัก ผลไม้ เป็นอาหารธรรมชาติที่มีสารสำคัญที่เรียกว่า Phytonutrient (ไฟโตนิวเทรียนท์) มากมายหลายชนิด ไฟโตนิวเทรียนท์ เป็นสารธรรมชาติ ในผักผลไม้ที่เป็นสารสำคัญที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ทั้งนี้ด้วยกลไกที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant )จากธรรมชาติ อนุมูลอิสระคือ โมเลกุลที่มีธาตุที่ไม่มั่นคงเนื่องจากขาดอิเลกตรอนไป 1ตัว อนุมูลอิสระถือเป็นสารพิษที่สำคัญต่อเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ถ้ามีมากในเซลล์ก็เป็นอันตรายได้ โดยจะทำลาย ดีเอนเอ เยื่อหุ้มเซลล์ และองค์ประกอบอื่นๆของเซลล์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นการทำลายเนื้อเยื่อในระยะสั้น หรือมีผลในระยะยาวโดยเป็นสาเหตุของ ความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์ และอาจเป็นสารการก่อมะเร็ง โรคหัวใจ ต้อกระจก โรคทางภูมิคุ้มกันและโรคเรื้อรังอีกหลายชนิด
 
ไฟโตนิวเทรียนท์จากผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งสำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ปัจจุบันจึงมีการสนับสนุนให้ทานผักและผลไม้มากขึ้น ในผู้ที่ไม่สามารถจะทานผักและผลไม้ได้ หรือทานได้น้อย ปัจจุบันก็มีอาหารสุขภาพที่สกัดสารสำคัญจากผักและผลไม้ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภค
บล็อคโคลี่ (Broccoli) - มีสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่เรียกว่า ซัลฟอร์ราเพน สูง บล็อคโคลี่สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายร่างกาย ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดและช่วยขับสารพิษออกจากไต
 
 
ชาเขียว (Green Tea) - มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟีนอล สูง ซึ่งเรียกว่า คาเทคชิน ชาเขียวช่วยให้เซลล์ร่างกายแข็งแรงและช่วยป้องกันโรคร้ายและมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยในกระบวนการลดน้ำหนักโดยการช่วยเผาผลาญไขมันเร็วขึ้น
 
 
ผักชีฝรั่ง (Parsley) - สมุนไพรที่ใช้ในการประกอบอาหารชนิดนี้ใช้ในการเสริมสร้างระบบย่อยอาหาร ผักชีฝรั่งประกอบไปด้วย คัวซิติน ซึ่งเป็นสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่ช่วยรักษาภาวการณ์เกิดแผลในระบบย่อยอาหาร
 
 
มะเขือเทศ (Tomato) - สารไฟโตนิวเทรียนท์หลักจะพบในมะเขือเทศ เป็นที่รู้กันว่า ไลโคเพนเป็นสารต่อต้านมะเร็งและช่วย battle macular degeneration และช่วยเสริมสร้างหัวใจให้แข็งแรง
 
 
ตำลึง (Ivy Gourd) – ตำลึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูง เช่น สารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก และฟัน และยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน วิตามินซีและอื่น ๆ นอกจากนี้ จากการค้นคว้าของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ในกระเพาะอาหาร อีกด้วย สำหรับตำรายาแผนโบราณ ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด
 
หัวหอม (Onion) - นานมาแล้วที่หัวหอมถูกนำมาใช้เพื่อคงไว้ซึ่งความมีสุขภาพดีของกล้ามเนื้อหัวใจ พืชในสปีชี่นี้และส่วนประกอบของมันมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดและส่งผลกระทบในด้านบวกในปัจจัยเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ
 
 
ผักขม (Spinach) - เป็นพืชที่มีธาตุเหล็กสูงผักขมช่วยในการรักษาระดับธาตุเหล็กในเลือดรวมทั้งระดับพลังงานภายในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ
 
 
แครอท (Carrot) - มีเบต้า แครอทีน ในปริมาณสูง แครอทช่วยเสริมสร้างการมองเห็นและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ
 
 
ผักบีท (Beet) - ผักบีท มีส่วนประกอบที่เรียกว่า บีเทน ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบีทช่วยดำรงไว้ซึ่งสุขภาพตับที่ดีโดยการกำจัดไขมัน
 
 
แตงกว่า (Cucumber) - แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้บวมอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้หนองใน แก้ไข้ตัวร้อน แก้กระหายน้ำ แก้คอเจ็บ แก้ตาแดง แก้ไฟลวก แก้นิ่ว แก้ผดผื่นคัน แก้ขัดเบา ทำให้ผิวชุ่มชื้น แก้สิว
 
 
หอมแดง (Shallot) - ขับลม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับประจำเดือน แก้ไข้ แก้หวัด ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร
 
 
พริก (Red/Green Chili) - แก้บิด กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร ลดอาการอักเสบ ละลายลิ่มเลือด ป้องกันมะเร็งในลำไส้
 
 
กะหล่ำดอก (Cauliflower) - กะหล่ำดอกอยู่ในสกุลเดียวกันกับบล็อคโคลี่และกะหล่ำปลีและมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งเช่นเดียวกับบล็อคโคลี่ กะหล่ำดอกมีสารซัลฟอร์ราเพน และ ไอโซธิโอไซอาเนท ซึ่งสารไฟโตนิวเทรียนท์ทั้งสองประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์ของตัวมันเอง
 
 
ผักบุ้ง (Water Spinach) - ผักบุ้งขาว หรือผักบุ้งจีน ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาถอนพิษ บำรุงธาตุ
สรรพคุณของผักบุ้ง โดยเฉพาะผักบุ้งไฟแดง คนที่ชอบเป็นตาต้อ ตาแดงหรือคันนัยน์ตาบ่อยๆ ตลอดจนมีอาการตาฟ่าฟาง จำพวกคนสายตาสั้นจะทำให้สายตาที่แจ่มใส บำรุงสายตา ทำให้ไม่เป็นโรคกระเพาะฯ
 
 
คะน้า (Kale) – มีวิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัสและเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ รวมถึงช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
 
 
หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) - อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง
 
 
กะหล่ำปลี (Cabbage) - เป็นแหล่งของสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่เรียกว่า แอนโตไซอานินส์ กะหล่ำปลีจะเสริมสร้างระบบการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการลดอาการเจ็บของแผลพุพองอีกด้วย
 
 
ผัก” ให้คุณค่าทางสารอาหารมากมายหลากหลายเลยทีเดียว ทั้งวิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะคุณค่าในเรื่องของเส้นใยอาหาร ที่ช่วยในเรื่องของระบบการขับถ่าย และช่วยขับล้างสารพิษในลำไส้ ช่วยให้”สุขภาพ”ดีจากภายในสู่ภายนอกได้เป็นอย่างดี
แต่ปัจจุบันนี้ พบว่าวัฒนธรรมการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมาย โดยเฉพาะการรับประทานผักผลไม้น้อยลงแถมยังขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิต ตามมา
 
ควรรับประทานผักสด หรือผักสุกดีกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับชนิด และประเภทของผัก รวมถึงสุขภาพของผู้รับประทานในขณะนั้น เพราะการต้มผักบางชนิด ได้แก่ บล็อคโคลี่ กะหล่ำดอก และกะหล่ำปมนั้น จะทำลายสารที่ช่วยต่อต้านโรคมะเร็งลงไปมากในผักประเภทนี้จะมีสารสำคัญชนิดหนึ่งคือ สารกลูโคซิโนเลต ซึ่งมีศักยภาพในการต้านมะเร็งที่สำคัญ โดยจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ การต้มผักนานๆ จะทำให้สารตัวนี้หายไปนั่นเอง
 
สำหรับอีกวิธีที่จะทำให้ผักยังคง”คุณค่า” นอกจากการกินสดๆ แล้วนั้น ก็คือ การนึ่ง โดยไม่ควรนึ่งนานเกิน 20 นาที ก็จะช่วยรักษาคุณค่าของผักในการป้องกันโรคมะเร็งไว้ได้ถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าคุณมีอาการท้องอืดง่าย ควรเลือกกินผักสุกให้มากขึ้นแทนการรับประทานผักสด
 
ไม่ว่าจะเป็นผักสด หรือผักสุกก็ล้วนมีคุณค่าทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไปไม่ได้เลย คือ จะต้องล้างผักให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทาน หรือนำไปปรุง”อาหาร” ควรแกะผักเป็นใบๆ และแช่ในน้ำสะอาด หรือในน้ำที่ใส่ด่างทับทิมเล็กน้อย ประมาณ 15 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อคุณจะได้รับประทานผักให้ได้คุณค่าสารอาหาร และความปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัวนั่นเอง
ในแต่ละวันเราอาจรับประทานใยอาหารจากผักผลไม้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของ”ร่างกาย” การรับประทานอาหารประเภท ขนมปังโฮลเกรน และซีเรียลธัญพืช จะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายได้ใยอาหารเพิ่ม พร้อมคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆ ได้เช่นกัน
 
 
ขอบคุณบทความจาก.oknation.net
 
http://www.lifestyles.net/
 
ภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-28 15:48:04 IP : 58.9.36.211


ความเห็นที่ 23 (3405760)

 คุณค่าผักพื้นบ้าน..... 

แมงลัก .... ใช้เมล็ดเป็นยาระบาย ใช้ใบเป็นยาขับลม
 
 
 
รูปภาพ : คุณค่าผักพื้นบ้าน.....
แมงลัก ....  ใช้เมล็ดเป็นยาระบาย   ใช้ใบเป็นยาขับลม
แมงลัก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum × citriodourum) เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา แมงลักมีใบเล็ก สีอ่อน บอบบาง ช้ำง่ายและเหี่ยวง่ายกว่า ชื่อสามัญเดิมเรียกกันว่า hoary basil (hoary แปลว่าผมหงอก) โดยนำมาจากลักษณะที่มีขนอ่อนสีขาวๆ บริเวณก้านใบและยอดอ่อน ต่อมาก็เปลี่ยนมาเรียกว่า lemon basil ตามลักษณะกลิ่นที่คล้ายส้ม-มะนาว ส่วนแมงลักศรแดงของไทยเรียกว่า thai lemon basil
แมงลักนำไปใช้ได้ทั้งใบและเมล็ด ใบมีกลิ่นฉุน ใช้ประกอบอาหารเช่นเดียวกับกะเพราและโหระพา ส่วนมากจะใช้รับประทานกับขนมจีน หรือใส่เครื่องแกงต่างๆ ส่วนเมล็ดแมงลักใช้ทำเป็นขนมอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ เมล็ดแมงลักนำมาทำเป็นยาระบายและอาหารเสริมลดความอ้วนได้
แมงลักในประเทศไทยนั้น มี "ศรแดง" เป็นสายพันธุ์หลักเพียงสายพันธุ์เดียว ที่เหลือเป็นพันธุ์ผสมบ้าง พันทางบ้าง ลักษณะของพันธุ์ศรแดงที่ดีนั้น ใบต้องใหญ่พอดิบพอดี ไม่เล็กจนแคระแกร็น ดอกสีขาวเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร
ส่วนที่ใช้ :  เมล็ด และใบ
สรรพคุณ :
เมล็ด  -  ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย โดยการเพิ่มปริมาตรของกากอาหารกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
ใบ -  ใช้ขับลม
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา  แช่น้ำให้พอง แล้วดื่มก่อนนอน จะช่วยทำให้ระบาย เป็นยาถ่าย
สารเคมี :
เมือกจากเมล็ด พบ D-xylos, D-glucose, D-galactose, D-mannose, L-arabinose, L-rhamnose, uronic acid , oil, polysaccharide และ mucilage
ส่วนใบ  พบน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย borneol L-B-cadinene, 1-8-cineol, B-caryophyllene, eugenol
คุณค่าทางโภชนาการ
แมงลักมีโปรตีน 3.8 กรัมต่อน้ำหนักใบสด 100 กรัม ซึ่งสูงกว่ากะเพราและโหระพา ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย รายงานว่า แมงลัก 1 ขีด มีบีตา-แคโรทีนสูงถึง 590.56 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินัล สูงกว่ากะเพราและโหระพา และให้แคลเซียม 140 มิลลิกรัม ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ใบแมงลักให้พลังงาน 0.032 กิโลแคลอรี่ วิตามินเอ 9,164 หน่วยสากล และวิตามินบี2 ประมาณ 0.14 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่ากะเพราและโหระพา แต่แร่ธาตุอื่นๆ มีสูงกว่า เช่น มีไขมันสูงถึง 0.8 กรัม แป้งมากถึง 11.1 กรัม แคลเซียม 350 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.30 มิลลิกรัม และวิตามินซี 78 มิลลิกรัม
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
 
 
แมงลัก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum × citriodourum) เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา แมงลักมีใบเล็ก สีอ่อน บอบบาง ช้ำง่ายและเหี่ยวง่ายกว่า ชื่อสามัญเดิมเรียกกันว่า hoary basil (hoary แปลว่าผมหงอก) โดยนำมาจากลักษณะที่มีขนอ่อนสีขาวๆ บริเวณก้านใบและยอดอ่อน ต่อมาก็เปลี่ยนมาเรียกว่า lemon basil ตามลักษณะกลิ่นที่คล้ายส้ม-มะนาว ส่วนแมงลักศรแดงของไทยเรียกว่า thai lemon basil
แมงลักนำไปใช้ได้ทั้งใบและเมล็ด ใบมีกลิ่นฉุน ใช้ประกอบอาหารเช่นเดียวกับกะเพราและโหระพา ส่วนมากจะใช้รับประทานกับขนมจีน หรือใส่เครื่องแกงต่างๆ ส่วนเมล็ดแมงลักใช้ทำเป็นขนมอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ เมล็ดแมงลักนำมาทำเป็นยาระบายและอาหารเสริมลดความอ้วนได้
แมงลักในประเทศไทยนั้น มี "ศรแดง" เป็นสายพันธุ์หลักเพียงสายพันธุ์เดียว ที่เหลือเป็นพันธุ์ผสมบ้าง พันทางบ้าง ลักษณะของพันธุ์ศรแดงที่ดีนั้น ใบต้องใหญ่พอดิบพอดี ไม่เล็กจนแคระแกร็น ดอกสีขาวเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร
 
ส่วนที่ใช้ : เมล็ด และใบ
 
สรรพคุณ :
 
เมล็ด - ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย โดยการเพิ่มปริมาตรของกากอาหารกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
 
ใบ - ใช้ขับลม
 
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา แช่น้ำให้พอง แล้วดื่มก่อนนอน จะช่วยทำให้ระบาย เป็นยาถ่าย
สารเคมี : 
เมือกจากเมล็ด พบ D-xylos, D-glucose, D-galactose, D-mannose, L-arabinose, L-rhamnose, uronic acid , oil, polysaccharide และ mucilage
ส่วนใบ พบน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย borneol L-B-cadinene, 1-8-cineol, B-caryophyllene, eugenol
 
 
คุณค่าทางโภชนาการ
 
แมงลักมีโปรตีน 3.8 กรัมต่อน้ำหนักใบสด 100 กรัม ซึ่งสูงกว่ากะเพราและโหระพา ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย รายงานว่า แมงลัก 1 ขีด มีบีตา-แคโรทีนสูงถึง 590.56 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินัล สูงกว่ากะเพราและโหระพา และให้แคลเซียม 140 มิลลิกรัม ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ใบแมงลักให้พลังงาน 0.032 กิโลแคลอรี่ วิตามินเอ 9,164 หน่วยสากล และวิตามินบี2 ประมาณ 0.14 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่ากะเพราและโหระพา แต่แร่ธาตุอื่นๆ มีสูงกว่า เช่น มีไขมันสูงถึง 0.8 กรัม แป้งมากถึง 11.1 กรัม แคลเซียม 350 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.30 มิลลิกรัม และวิตามินซี 78 มิลลิกรัม
 
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ตคุณค่าผักพื้นบ้าน..... 
แมงลัก .... ใช้เมล็ดเป็นยาระบาย ใช้ใบเป็นยาขับลม
 
แมงลัก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum × citriodourum) เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา แมงลักมีใบเล็ก สีอ่อน บอบบาง ช้ำง่ายและเหี่ยวง่ายกว่า ชื่อสามัญเดิมเรียกกันว่า hoary basil (hoary แปลว่าผมหงอก) โดยนำมาจากลักษณะที่มีขนอ่อนสีขาวๆ บริเวณก้านใบและยอดอ่อน ต่อมาก็เปลี่ยนมาเรียกว่า lemon basil ตามลักษณะกลิ่นที่คล้ายส้ม-มะนาว ส่วนแมงลักศรแดงของไทยเรียกว่า thai lemon basil
แมงลักนำไปใช้ได้ทั้งใบและเมล็ด ใบมีกลิ่นฉุน ใช้ประกอบอาหารเช่นเดียวกับกะเพราและโหระพา ส่วนมากจะใช้รับประทานกับขนมจีน หรือใส่เครื่องแกงต่างๆ ส่วนเมล็ดแมงลักใช้ทำเป็นขนมอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ เมล็ดแมงลักนำมาทำเป็นยาระบายและอาหารเสริมลดความอ้วนได้
แมงลักในประเทศไทยนั้น มี "ศรแดง" เป็นสายพันธุ์หลักเพียงสายพันธุ์เดียว ที่เหลือเป็นพันธุ์ผสมบ้าง พันทางบ้าง ลักษณะของพันธุ์ศรแดงที่ดีนั้น ใบต้องใหญ่พอดิบพอดี ไม่เล็กจนแคระแกร็น ดอกสีขาวเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร
 
ส่วนที่ใช้ : เมล็ด และใบ
 
สรรพคุณ :
 
เมล็ด - ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย โดยการเพิ่มปริมาตรของกากอาหารกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
 
ใบ - ใช้ขับลม
 
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา แช่น้ำให้พอง แล้วดื่มก่อนนอน จะช่วยทำให้ระบาย เป็นยาถ่าย
สารเคมี : 
เมือกจากเมล็ด พบ D-xylos, D-glucose, D-galactose, D-mannose, L-arabinose, L-rhamnose, uronic acid , oil, polysaccharide และ mucilage
ส่วนใบ พบน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย borneol L-B-cadinene, 1-8-cineol, B-caryophyllene, eugenol
 
 
คุณค่าทางโภชนาการ
 
แมงลักมีโปรตีน 3.8 กรัมต่อน้ำหนักใบสด 100 กรัม ซึ่งสูงกว่ากะเพราและโหระพา ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย รายงานว่า แมงลัก 1 ขีด มีบีตา-แคโรทีนสูงถึง 590.56 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินัล สูงกว่ากะเพราและโหระพา และให้แคลเซียม 140 มิลลิกรัม ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ใบแมงลักให้พลังงาน 0.032 กิโลแคลอรี่ วิตามินเอ 9,164 หน่วยสากล และวิตามินบี2 ประมาณ 0.14 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่ากะเพราและโหระพา แต่แร่ธาตุอื่นๆ มีสูงกว่า เช่น มีไขมันสูงถึง 0.8 กรัม แป้งมากถึง 11.1 กรัม แคลเซียม 350 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.30 มิลลิกรัม และวิตามินซี 78 มิลลิกรัม
 
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-18 20:25:45 IP : 171.97.12.227


ความเห็นที่ 24 (3411810)

 ดอกแคเป็นทั้งอาหารและสมุนไพร

 
 
รูปภาพ : ดอกแคเป็นทั้งอาหารและสมุนไพร
บางคนอาจเคยเห็นแต่แคที่มีดอกสีขาว เพราะมีมานานแล้ว ส่วนแคดอกแดง อาจเพิ่งเคยเห็น อย่างไรก็ตาม บางคนก็เรียกง่าย ๆ เรียกแคดอกขาวว่า แคขาว เรียกแคดอกแดงว่า แคแดง ไม่ว่าจะเป็นแคขาวหรือแคแดงมันก็แคเหมือนกัน คือเรียกอีกอย่างว่า แคบ้าน เพราะมีอีกแคหนึ่งคือ แคฝรั่ง ที่เป็นไม้ประดับ แคบ้านมีลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3-6 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา ขรุขระ แตกเป็นสะเก็ด ดอกสีขาวหรือแดง มีฝักด้วย ฝักแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดกลมแป้น สีน้ำตาล มีหลายเมล็ด
นิยมนำดอกและยอดอ่อนมาลวกหรือต้ม สำหรับจิ้มกับน้ำพริก นำไปแกงส้มก็อร่อยดีนะ ตอนเด็ก ๆ แม่ทำอาหารด้วยดอกแค แม่บอกว่ากินป้องกันเป็นไข้หัวลม นอกจากนี้ยังมีอาหารอื่น ๆ ที่ทำด้วยดอกแค เช่น ดอกแคสอดไส้ แกงเหลืองปลากะพงดอกแค เป็นต้น เวลาลิ้นเป็นแผลเพราะร้อนใน แม่ก็บอกให้ไปถากเอาเปลือกต้นแคมาอมไว้ เห็นได้ชัดเจนว่า นอกจากเป็นอาหารแล้ว “แค” ยังเป็นสมุนไพรได้ด้วย
ในยอดแคมีสารอาหารมากกว่าดอกแค ยอดแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 87 แคลอรี มีเส้นใย 7.8 กรัม แคลเซียม 395 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 8,654 ไมโครกรัม วิตามินเอ 1,442 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.28 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.33 มิลลิกรัม ไนอาซีน 2.0 มิลลิกรัม วิตามิซี 19 มิลลิกรัม
ดอกแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 33 แคลอรี แคลเซียม 2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 0.51 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.19 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 35 มิลลิกรัม
มิใช่แค่เพียงที่กล่าวมาเท่านั้น สรรพคุณอื่น ๆ ยังมีอีก เช่น แก้มูกเลือด บิดมีตัว แก้ท้องเดิน ท้องร่วง คุมธาตุใช้เปลือกต้นปิ้งไฟ 1 ส่วน ต้มกับน้ำหรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง
แก้ไข้ ลดความร้อน แก้ไข้หัวลม (หรือไข้อากาศเปลี่ยน) ใบสด ต้มกับน้ำรับประทานลดไข้ ใช้ยอดอ่อนจำนวนไม่จำกัด ลวกจิ้มกับน้ำพริก รับประทานแก้ปวดศีรษะข้างเดียว ใช้ดอกที่โตเต็มที่ล้างน้ำ ต้มกับหมูทำบะช่อ 1 ชาม รับประทาน 1 มื้อ รับประทานติดต่อกัน 3-7 วัน จะได้ผล ยอดอ่อน ใบอ่อน ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ดอก มีรสหวานออกขมเล็กน้อย สรรพคุณแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น มีรสฝาด รักษาอาการท้องเดิน แต่ถ้ากินมาก ๆ จะทำให้อาเจียนได้ ราก น้ำจากรากนำมาผสมกับน้ำผึ้ง เป็นยาขับเสมหะ แก้ไข้หัวลม แก้ร้อนใน ใช้ยอดแคอ่อน ดอกแคไม่แกะไส้ แกง หรือลวกเป็นผักจิ้ม แก้ท้องเดิน ใช้เปลือกต้นปิ้งไฟ ต้มกับน้ำ หรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทาน 1-2 ช้อนโต๊ะ แก้แผลมีหนอง ใช้เปลือกต้นแคที่แก่ ๆ ตากแห้ง ฝนกับน้ำสะอาดหรือน้ำปูนใส ทาแผล เช้า-เย็น ก่อนทายาควรใช้น้ำต้มเปลือกแคล้างแผลก่อน จะช่วยให้แผลหายไวขึ้น ยาล้างแผล ใช้เปลือกแคต้มกับน้ำเดือดนาน 15 นาที เติมเกลือเล็กน้อย ใช้ล้างแผล วันละ 3 ครั้ง แก้บิด แก้ท้องเสีย ใช้เปลือกแค 2-3 ชิ้น ขนาดเท่าฝ่ามือ ต้มกับน้ำเดือดประมาณ 15 นาที โดยใช้น้ำ 2-3 ขัน ใช้หม้อดินต้ม กินยาขณะยังอุ่นอยู่ กิน 1-2 แก้ว วันละ 3 เวลา แก้ฟกช้ำ ใช้ใบสดตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็น ปวดฟัน รำมะนาด ใช้เปลือกแคต้มใส่เกลือให้เค็มจัด นำมาอม ตานโขมย ใช้แคทั้งห้าอย่าง ๆ ละ 1 กำมือ ใส่น้ำท่วมยาต้มให้เดือดนาน 5-10 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ช้อนโต๊ะ ประมาณครึ่งเดือน
แคเป็นต้นไม้พื้นบ้าน เป็นต้นไม้เนื้ออ่อน ปลูกได้ในทุกพื้นที่ ทั้งดินเหนียวและดินปนทราย นิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน คันนา ริมถนน และในบริเวณบ้าน หรือปลูกไว้เพื่อปรับพื้นที่ให้มีปุ๋ย เพราะใบแคที่ผุแล้ว ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ดอกแค 100 กรัม หรือ 1 ขีด ให้พลังงานต่อร่างกาย 10 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี การรับประทานดอกแคจะทำให้ร่างกายได้เส้นใยอาหาร ดอกแค เมื่อแก่จนกลีบร่วง ก็จะมีฝักอ่อน นำมาทำอาหารได้ เมื่อแก่จะแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตง่าย มีอายุไม่นาน ก็ยืนต้นตาย แพร่พันธุ์ด้วยฝักที่มีเมล็ดแก่จัด.
http://www.dailynews.co.th/agriculture
 
 
บางคนอาจเคยเห็นแต่แคที่มีดอกสีขาว เพราะมีมานานแล้ว ส่วนแคดอกแดง อาจเพิ่งเคยเห็น อย่างไรก็ตาม บางคนก็เรียกง่าย ๆ เรียกแคดอกขาวว่า แคขาว เรียกแคดอกแดงว่า แคแดง ไม่ว่าจะเป็นแคขาวหรือแคแดงมันก็แคเหมือนกัน คือเรียกอีกอย่างว่า แคบ้าน เพราะมีอีกแคหนึ่งคือ แคฝรั่ง ที่เป็นไม้ประดับ แคบ้านมีลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3-6 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา ขรุขระ แตกเป็นสะเก็ด ดอกสีขาวหรือแดง มีฝักด้วย ฝักแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดกลมแป้น สีน้ำตาล มีหลายเมล็ด
 
นิยมนำดอกและยอดอ่อนมาลวกหรือต้ม สำหรับจิ้มกับน้ำพริก นำไปแกงส้มก็อร่อยดีนะ ตอนเด็ก ๆ แม่ทำอาหารด้วยดอกแค แม่บอกว่ากินป้องกันเป็นไข้หัวลม นอกจากนี้ยังมีอาหารอื่น ๆ ที่ทำด้วยดอกแค เช่น ดอกแคสอดไส้ แกงเหลืองปลากะพงดอกแค เป็นต้น เวลาลิ้นเป็นแผลเพราะร้อนใน แม่ก็บอกให้ไปถากเอาเปลือกต้นแคมาอมไว้ เห็นได้ชัดเจนว่า นอกจากเป็นอาหารแล้ว “แค” ยังเป็นสมุนไพรได้ด้วย
 
ในยอดแคมีสารอาหารมากกว่าดอกแค ยอดแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 87 แคลอรี มีเส้นใย 7.8 กรัม แคลเซียม 395 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 8,654 ไมโครกรัม วิตามินเอ 1,442 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.28 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.33 มิลลิกรัม ไนอาซีน 2.0 มิลลิกรัม วิตามิซี 19 มิลลิกรัม
 
ดอกแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 33 แคลอรี แคลเซียม 2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 0.51 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.19 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 35 มิลลิกรัม
 
มิใช่แค่เพียงที่กล่าวมาเท่านั้น สรรพคุณอื่น ๆ ยังมีอีก เช่น แก้มูกเลือด บิดมีตัว แก้ท้องเดิน ท้องร่วง คุมธาตุใช้เปลือกต้นปิ้งไฟ 1 ส่วน ต้มกับน้ำหรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง
 
แก้ไข้ ลดความร้อน แก้ไข้หัวลม (หรือไข้อากาศเปลี่ยน) ใบสด ต้มกับน้ำรับประทานลดไข้ ใช้ยอดอ่อนจำนวนไม่จำกัด ลวกจิ้มกับน้ำพริก รับประทานแก้ปวดศีรษะข้างเดียว ใช้ดอกที่โตเต็มที่ล้างน้ำ ต้มกับหมูทำบะช่อ 1 ชาม รับประทาน 1 มื้อ รับประทานติดต่อกัน 3-7 วัน จะได้ผล ยอดอ่อน ใบอ่อน ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ดอก มีรสหวานออกขมเล็กน้อย สรรพคุณแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น มีรสฝาด รักษาอาการท้องเดิน แต่ถ้ากินมาก ๆ จะทำให้อาเจียนได้ ราก น้ำจากรากนำมาผสมกับน้ำผึ้ง เป็นยาขับเสมหะ แก้ไข้หัวลม แก้ร้อนใน ใช้ยอดแคอ่อน ดอกแคไม่แกะไส้ แกง หรือลวกเป็นผักจิ้ม แก้ท้องเดิน ใช้เปลือกต้นปิ้งไฟ ต้มกับน้ำ หรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทาน 1-2 ช้อนโต๊ะ แก้แผลมีหนอง ใช้เปลือกต้นแคที่แก่ ๆ ตากแห้ง ฝนกับน้ำสะอาดหรือน้ำปูนใส ทาแผล เช้า-เย็น ก่อนทายาควรใช้น้ำต้มเปลือกแคล้างแผลก่อน จะช่วยให้แผลหายไวขึ้น ยาล้างแผล ใช้เปลือกแคต้มกับน้ำเดือดนาน 15 นาที เติมเกลือเล็กน้อย ใช้ล้างแผล วันละ 3 ครั้ง แก้บิด แก้ท้องเสีย ใช้เปลือกแค 2-3 ชิ้น ขนาดเท่าฝ่ามือ ต้มกับน้ำเดือดประมาณ 15 นาที โดยใช้น้ำ 2-3 ขัน ใช้หม้อดินต้ม กินยาขณะยังอุ่นอยู่ กิน 1-2 แก้ว วันละ 3 เวลา แก้ฟกช้ำ ใช้ใบสดตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็น ปวดฟัน รำมะนาด ใช้เปลือกแคต้มใส่เกลือให้เค็มจัด นำมาอม ตานโขมย ใช้แคทั้งห้าอย่าง ๆ ละ 1 กำมือ ใส่น้ำท่วมยาต้มให้เดือดนาน 5-10 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ช้อนโต๊ะ ประมาณครึ่งเดือน 
 
แคเป็นต้นไม้พื้นบ้าน เป็นต้นไม้เนื้ออ่อน ปลูกได้ในทุกพื้นที่ ทั้งดินเหนียวและดินปนทราย นิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน คันนา ริมถนน และในบริเวณบ้าน หรือปลูกไว้เพื่อปรับพื้นที่ให้มีปุ๋ย เพราะใบแคที่ผุแล้ว ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ดอกแค 100 กรัม หรือ 1 ขีด ให้พลังงานต่อร่างกาย 10 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี การรับประทานดอกแคจะทำให้ร่างกายได้เส้นใยอาหาร ดอกแค เมื่อแก่จนกลีบร่วง ก็จะมีฝักอ่อน นำมาทำอาหารได้ เมื่อแก่จะแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตง่าย มีอายุไม่นาน ก็ยืนต้นตาย แพร่พันธุ์ด้วยฝักที่มีเมล็ดแก่จัด.
 
http://www.dailynews.co.th/agriculture
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-25 23:38:50 IP : 58.9.9.188


ความเห็นที่ 25 (3412302)

 คุณค่าสมุนไพรไทย... "มะรุม" ผักพื้นบ้าน ไมใช่ "ยาวิเศษ"

 

 

 
“มะรุม” เป็นพืชพื้นบ้านที่มีทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทำให้มีการเรียกชื่อมะรุมแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น คำว่ามะรุมนี้ เป็นคำเรียกขานของคนภาคกลาง ในขณะที่ฝั่งอีสานบ้านเฮาเอิ้นว่า “ผักอีฮุม หรือ บักฮุ้ม” ส่วนหมู่เฮาจาวเหนืออู้ว่า “บะค้อนก้อม” ส่วนชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ด้านชายขอบจังหวัดแม่ฮ่องสอนกลับให้ชื่อแก่มันอย่างชวนให้ลิ้มรสว่า “ผักเนื้อไก่”
 
ครัวไทยแต่โบราณนำมะรุมมาปรุงเป็นอาหารหลากรสหลายตำรับ ในขณะที่ภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยก็นำแทบทุกส่วนของมะรุม ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก ฝัก เมล็ด เปลือก ราก ฝัก ฯลฯ โดยสรรพคุณทางสมุนไพรในแต่ละส่วนก็มีต่างๆ กันไป
 
ปัจจุบันขณะนี้ ได้มีการโฆษณาสรรพคุณของมะรุมอย่างแพร่หลาย บ้างก็ว่าช่วยต้านมะเร็ง ช่วยรักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสุขภาพ และสรรพคุณอื่นๆ อีกร้อยแปดพันประการ ทำให้แวดวงผู้รักสุขภาพทั้งหลายตื่นตัวและตื่นเต้นอีกครั้งกับสมุนไพรที่ดู เหมือนว่าจะ “มหัศจรรย์” ชนิดนี้ ไม่ต่างกับปรากฏการณ์กระชายดำและยอ ที่บูมเปรี้ยงปร้างช่วงก่อนหน้านี้ และก็เลือนหายไปกับสายลมแล้ว
 
และล่าสุด “กระแสมะรุมฟีเวอร์” ได้แพร่ระบาดจนกระทั่งบริษัทเอกชนหลายแห่งได้ผลิต “แคปซูลมะรุม” ออกมาขายกันเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผัก แต่อยากได้คุณประโยชน์ด้านสมุนไพร รวมถึงผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาบำรุงสุขภาพ แต่อยากได้อาหารเสริมเพื่อเป็นการบำรุงทางลัด
 
ภญ.สุภาพร ปิติพร แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลที่ใช้แนวการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยเป็นหลัก กล่าวถึงคุณสมบัติของมะรุมว่า มะรุมเป็นผักที่มีสารอาหารเกือบครบ วิตามินเอสูง มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับเยาวชนที่ขาดอาหารในพื้นที่กันดาร โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี เช่น เยาวชนในประเทศเอธิโอเปีย รวมถึงในพื้นที่ที่เกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารอื่นๆ
 
อย่างไรก็ตาม การบริโภคมะรุม ประชาชนต้องเข้าใจก่อนว่ามะรุมไม่ได้รักษาโรคได้สารพัดโรค ไม่ใช่ยามหัศจรรย์ หากคือผักพื้นบ้านที่คนไทยใช้เป็นวัตถุดิบทำอาหารมาหลายรุ่นแล้ว ไม่ใช่ยาวิเศษอย่างที่กระแสสังคมเข้าใจ
 
“มะรุมมีฤทธิ์ร้อน ก็พอจะช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต แล้วก็มีความเชื่อว่ามันช่วยเรื่องเบาหวานกับความดันโลหิตสูง ในส่วนตรงนี้ต้องพิสูจน์วิจัยกันต่อไป แต่ที่ห่วงก็คือ หากคนเข้าใจว่ามันเป็นยา ไม่ใช่พืชผัก และรับประทานมันในฐานะยารักษาโรค คนจะไม่รับประทานยาแผนปัจจุบันที่ผลิตออกมาเพื่อรักษาโรคนั้นๆ โดยตรง”
 
ภญ.สุภาพร กล่าวต่อไปอีกว่า การบริโภคมะรุมนั้น อยากให้ประชาชนเข้าใจว่ามันคือผักพื้นบ้าน อยากให้บริโภคอย่างเข้าใจ เพราะจริงๆ แล้วมะรุมก็ไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทั้งหมด เพราะในตัวมันก็เป็นพิษด้วยเหมือนกัน
 
“อย่างที่บอกมะรุมเป็นพืชร้อน หากสตรีมีครรภ์รับประทานอาจจะทำให้แท้งได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเลือดก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากจะทำให้เม็ดเลือดแตกง่าย รวมถึงคนเป็นโรคเกาต์ ก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากมะรุมมีโปรตีนสูง”
อย่างไรก็ตาม เภสัชกรแห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรย้ำว่า ไม่ใช่การบริโภคมะรุมเป็นของไม่ปลอดภัย เพราะคนไทยแต่โบร่ำโบราณก็นำมะรุมมาประกอบอาหารในฐานะพืชผักท้องถิ่น แต่สำหรับผู้ที่คิดเสริมสุขภาพทางลัดด้วยการไปซื้อมะรุมสกัดเป็นเม็ดแคปซูล มารับประทานนั้น อยากให้ระมัดระวังสักนิด เพราะมะรุมสกัดบางยี่ห้อยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.)
 
เภสัชกร แห่งโรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัดปราจีนบุรี ยังให้รายละเอียดถึงประสบการณ์ด้านเภสัชรักษาของมะรุมจากที่เธอได้ทำงานกับ หมอพื้นบ้านต่อไปอีกด้วยว่า เนื่องจากมะรุมมีฤทธิ์ร้อน จึงมีการนำมาใช้เพื่อแก้อาการปวดเมื่อย เหน็บชา ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดี ในบริบทของหมอพื้นบ้านก็ใช้มะรุมในการควบคุมอาการความดันโลหิตสูง โดยนำยอดมะรุมสด นำมาโขลกคั้นน้ำผสมน้ำผึ้ง ดื่มวันละครั้ง แก้ความดันขึ้น ซึ่งหมอพื้นบ้านทางแถบไทยใหญ่ก็ใช้มะรุมคุมความดันเช่นเดียวกัน
 
“ส่วนคนที่มีอาการเหน็บชา กินมะรุมก็ช่วยแก้ได้เหมือนกัน เพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี แต่คุณสมบัติก็ไม่ได้โดดเด่นมากนัก นอกจากนี้ ดอกอ่อนของมะรุมยังช่วยป้องกันหวัด และมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ดี ที่สุดคือมองมะรุมเป็นอาหาร ต้องรับประทานอย่างเข้าใจ คนเราต้องรับประทานหลากหลาย รับประทานให้ครบทุกรส เพราะอาหารที่หลากหลายจะเข้าไปบำรุงหลายกลไกในร่างกายในทุกๆ ระบบ เราต้องการอาหารหลายอย่าง ไม่ใช่จากมะรุมอย่างเดียว ขออย่าให้เข้าใจผิด อย่ามองมะรุมเป็นยาวิเศษ”
 
http://www.kasetporpeang.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 20:35:17 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 26 (3412303)

 "สะระแหน่" .... สมุนไพรไทย มากคุณประโยชน์ 41 ประการ

 

 

 

 
สะระแหน่ภาษาอังกฤษ Kitchen Mint , Marsh Mint ส่วนสะระแหน่ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Metha cordifolia Opiz. จัดอยู่ในวงศ์กระเพรา เป็นพืชสมุนไพรไทยที่จัดอยู่ในตระกูลมิ้นต์
มีแหล่งกำเนิดในแถบทวีปยุโรปตอนใต้และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ลักษณะใบจะคล้ายคลึงกับพืช ในตระกูลมิ้นต์มาก มีกลิ่นหอมคล้ายมะนาว รสชาติจะคล้ายๆกับตะไคร้หอมและมะนาว
 
ประโยชน์ของสะระแหน่ นั้นมีหลากหลายเพราะประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่าง วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น และยังให้พลังงาน 47 กิโลแคลอรี่ (ใน 100 กรัม) โดยใบสะระแหน่นั้นควรเลือกใช้ใบสดและยอดอ่อนจะได้สรรพคุณที่ดีกว่าใบแห้ง
 
ประโยชน์ของสะระแหน่......
 
1.สะระแหน่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นด้วยการนำใบสะระแหน่มาบดแล้วนำมาทาผิว
2.ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย
3.ใช้เป็นยาเย็น ดับร้อน และขับเหงื่อในร่างกาย
4.ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
5.ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาด้วยการนำใบสะระแหน่มาบดให้ละเอียดโดยเติมน้ำระหว่างบดด้วยเล็กน้อย แล้วใส่น้ำผึ้งตามลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมาทาใต้ตาทิ้ง ไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
6.ช่วยบรรเทาอาการเครียด
7.ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ด้วยการดื่มน้ำใบสะระแหน่ 5 กรัมกับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง
8.ช่วยแก้อาการหน้ามืดตาลาย ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่กับขิงสด
9.ช่วยบรรเทาอาการและแก้หวัด น้ำมูกไหล อาการไอ
10.ช่วยรักษาโรคหอบหืด
11.ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
12.ช่วยให้หัวใจแข็งแรง
13.ช่วยรักษาอาการอ่อนเพลียของร่างกาย
14.ช่วยห้ามเลือดกำเดาไหลได้ ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะระแหน่ หยอดที่รูจมูก
15.ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน เจ็บปาก เจ็บลิ้น ปวดคอ ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
 
16.ช่วยแก้แผลในปากด้วยน้ำสะระแหน่ ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
17.ช่วยรักษาและบรรเทาอาการปวดหู ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบสะระแหน่มาหยอดที่รูหู
18.ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
19.ช่วยขับลมในลำไส้และช่วยในการย่อยอาหาร
20.ช่วยรักษาอาการท้องร่วง ปวดท้อง อาการบิด ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
21.ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
22.ช่วยแก้อาการจุกเสียดในท้องเด็กได้ ด้วยการใช้ใบสะระแหน่มาตำให้ละเอียดผสมกับยาหอมแล้วนำมากวาดคอเด็ก
23.ช่วยลดอาการหดเกร็งของลำไส้
24.ช่วยรักษาอาการอุจจาระเป็นเลือด ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
25.ช่วยผ่อนคลายความกดดันของกล้ามเนื้อซึ่งมาจากความเหนื่อยล้า
26.กลิ่นของใบสะระแหน่ช่วยในการไล่ยุงและแมลงต่างๆ ด้วยการนำใบมาบดแล้วนำมาทาที่ผิว
27.ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
28.ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ด้วยการนำใบสะระแหน่มาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่โดนกัด
29.ช่วยระงับอาการปวดได้ดีกว่ายาแก้ปวด
30.ช่วยแก้อาการปวดบวม ผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณดังกล่าว
31.ทำเป็นยาปฏิชีวนะได้
32.ช่วยยับยั้งเชื้อโรคต่างๆ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
33.นำไปใช้ทำเป็นน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ทำการบำบัดโดยใช้กลิ่น (อโรมาเธอราพี)
34.มักใช้เป็นส่วนผสมในการทำไอศกรีม ชาสมุนไพร
35.ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ
36.นิยมนำมาใช้ในการปรุงอาหารหรือรับประทานสดๆ ควบคู่ไปกับลาบ น้ำตก เป็นต้น
37.ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหาร ชวนให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น
38.ใบสะระแหน่ช่วยลดกลิ่นคาวของอาหารอย่างลาบ ยำ และพร่าได้
39.ใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องดื่มต่างๆและเหล่าได้
40.ใช้เป็นเครื่องเคียงในอาหารจำพวกผลไม้สด ขนมหวาน
41.สะระแหน่ สามารถนำมาสกัดเอาสารเพื่อใช้ในการทำเป็นลูกอม หมากฝรั่งรสมิ้นท์ ชาสะระแหน่
 
แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
 
http://www.greenerald.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 20:36:38 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 27 (3412322)

 สมุนไพรหอมแดง.... ลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับลม แก้หวัดคัดจมูก แก้อักเสบ รักษาแผล 

 

 

รูปภาพ : สมุนไพรหอมแดง....  ลดระดับน้ำตาลในเลือด  ขับลม  แก้หวัดคัดจมูก  แก้อักเสบ  รักษาแผล
เป็นพืชที่มีลำต้นสั้นและฝังอยู่ใต้ดิน ขนาดสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กาบใบพองออกเพื่อสะสมอาหาร ลักษณะเป็นช่อคล้ายร่ม ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีขาวอมม่วงมีกลีบดอก 6 กลีบ ออกดอกในช่วงฤดูหนาว
เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ของประเทศในแถบ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยส่งออกหอมแดง ไปยังประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนมาก การซื้อขายส่วนใหญ่เป็นหัวๆ ชั่งขายเป็นกิโลกรัม และมัดขายเป็นกำๆ แต่ก็ขายตามน้ำหนัก เช่นเดียวกัน  ในประเทศไทยปลูกกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ แต่หอมแดงที่มีชื่อเสียงว่าเป็นหอมแดงคุณภาพดีได้แก่หอมแดงจากจังหวัดศรีสะเกษ
หอมแดง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Allium ascalonicum) เป็นพืชในวงศ์ Alliaceae โดยยึดเอา French grey challot หรือ griselle เป็นหอมที่แท้จริง จัดอยู่ในสปีชีย์นี้ มีการเพาะปลูกในเอเชียกลางและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนความหลากหลายอื่นที่มีคือ Allium cepa var. aggregatum (หอมแบ่ง:multiplier onions) หรือที่รู้จักกันในชื่อ A. ascalonicum
สรรพคุณ
หัวหอม มีรสฉุน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่าง ๆ แก้บวมน้ำ ขับพยาธิ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เมล็ด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้กินเนื้อสัตว์เป็นพิษ ร่างกายซุบผอม(ใช้เมล็ดแห้ง 5-10 กรัมต้มน้ำดื่ม)
ตำรายาไทย.....
ใช้หัวหอมแดง ผสมรวมกับเหง้าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก และกินเป็นยาขับลม  หอมแดงมีสารเคอร์ซิติน และสารฟลาโวนอยด์ (quercetin และ flavonoid glycosides) อาจป้องกันโรคมะเร็งได้
นอกจากนี้ หอมแดงยังมีคุณสมบัติ เป็นยารักษาโรค ใช้ลดไข้และรักษาแผลได้ โดยเอาหัวหอมแดงมาซอยเป็นแว่นๆ ผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเกลือ ต้มให้เดือด แล้วนำมาพอกแผล นอกจากนั้นหอมแดง ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งเส้นเลือดอุดตัน ด้วยการบริโภคสด หรือประกอบอาหาร หรือบริโภคชนิดผง
การใช้ประโยชน์ทางด้านอาหาร.....
คนไทยนิยมนำหอมแดง มาเป็นส่วนประกอบเครื่องแกงเผ็ด เป็นส่วนประกอบของไข่เจียวหมูสับ ซุปหางวัว รับประทานสดโดยฝานเป็นแว่นบางๆ รับประทานร่วมกับแหนมสด เมี่ยงคำ ปลาเค็มทอดบีบมะนาว หอมแดงซอย กับพริกขี้หนูสวนหั่นฝอย เป็นส่วนประกอบของน้ำพริกกะปิ หอมแดงเผาตำผสมกับน้ำพริกปลาร้า และเป็นส่วนประกอบของหลนทุกอย่าง เป็นส่วนประกอบของขนมหวาน เช่น หอมแดงซอยเจียว ใส่ในข้าวเหนียวหน้าปลาแห้ง ขนมหม้อแกงถั่ว และไข่ลูกเขย ( อาหารคาวหวาน ) ฯลฯ
คุณค่าทางอาหาร....
คุณค่าทางอาหารของหอมแดง ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม คือ มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 88 กรัม โปรตีน 1.5 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 9 กรัม ใยอาหาร 0.7 กรัม เถ้า ( ash ) 0.6 กรัม แคลเซี่ยม 36 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม วิตามินเอ 5 หน่วยสากล ( I.U. ) วิตามินบี1 0.03 มิลลิกรัม วิตามินซี 2 มิลลิกรัม พลังงาน 160 Kj คุณภาพของหอมแดงขึ้นอยู่กับของแข็ง ( Solids ) ที่ละลายน้ำได้ และให้กลิ่นหอม เมื่อนำไปทอด หอมแดงจะมี soluble solid อยู่ระหว่าง 15-20 Brix เป็นส่วนประกอบของกรดแอมิโน S-allkyl cysteine sulphoxides ที่ให้ทั้งรสชาติ และกลิ่นฉุนของหอม
ข้อควรระวัง.....
ถ้ากินหัวหอมจำนวนมากมายเป็นประจำ อาจทำให้หลงลืมง่าย ผมหงอก มีกลิ่นตัว ฟันเสีย ตาฝ้ามัว และประสาทเสียได้
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 
เป็นพืชที่มีลำต้นสั้นและฝังอยู่ใต้ดิน ขนาดสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กาบใบพองออกเพื่อสะสมอาหาร ลักษณะเป็นช่อคล้ายร่ม ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีขาวอมม่วงมีกลีบดอก 6 กลีบ ออกดอกในช่วงฤดูหนาว
 
เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ของประเทศในแถบ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยส่งออกหอมแดง ไปยังประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนมาก การซื้อขายส่วนใหญ่เป็นหัวๆ ชั่งขายเป็นกิโลกรัม และมัดขายเป็นกำๆ แต่ก็ขายตามน้ำหนัก เช่นเดียวกัน ในประเทศไทยปลูกกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ แต่หอมแดงที่มีชื่อเสียงว่าเป็นหอมแดงคุณภาพดีได้แก่หอมแดงจากจังหวัดศรีสะเกษ
 
หอมแดง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Allium ascalonicum) เป็นพืชในวงศ์ Alliaceae โดยยึดเอา French grey challot หรือ griselle เป็นหอมที่แท้จริง จัดอยู่ในสปีชีย์นี้ มีการเพาะปลูกในเอเชียกลางและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนความหลากหลายอื่นที่มีคือ Allium cepa var. aggregatum (หอมแบ่ง:multiplier onions) หรือที่รู้จักกันในชื่อ A. ascalonicum
 
สรรพคุณ
 
หัวหอม มีรสฉุน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่าง ๆ แก้บวมน้ำ ขับพยาธิ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เมล็ด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้กินเนื้อสัตว์เป็นพิษ ร่างกายซุบผอม(ใช้เมล็ดแห้ง 5-10 กรัมต้มน้ำดื่ม) 
 
ตำรายาไทย.....
 
ใช้หัวหอมแดง ผสมรวมกับเหง้าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก และกินเป็นยาขับลม หอมแดงมีสารเคอร์ซิติน และสารฟลาโวนอยด์ (quercetin และ flavonoid glycosides) อาจป้องกันโรคมะเร็งได้
 
นอกจากนี้ หอมแดงยังมีคุณสมบัติ เป็นยารักษาโรค ใช้ลดไข้และรักษาแผลได้ โดยเอาหัวหอมแดงมาซอยเป็นแว่นๆ ผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเกลือ ต้มให้เดือด แล้วนำมาพอกแผล นอกจากนั้นหอมแดง ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งเส้นเลือดอุดตัน ด้วยการบริโภคสด หรือประกอบอาหาร หรือบริโภคชนิดผง
 
 
การใช้ประโยชน์ทางด้านอาหาร.....
 
คนไทยนิยมนำหอมแดง มาเป็นส่วนประกอบเครื่องแกงเผ็ด เป็นส่วนประกอบของไข่เจียวหมูสับ ซุปหางวัว รับประทานสดโดยฝานเป็นแว่นบางๆ รับประทานร่วมกับแหนมสด เมี่ยงคำ ปลาเค็มทอดบีบมะนาว หอมแดงซอย กับพริกขี้หนูสวนหั่นฝอย เป็นส่วนประกอบของน้ำพริกกะปิ หอมแดงเผาตำผสมกับน้ำพริกปลาร้า และเป็นส่วนประกอบของหลนทุกอย่าง เป็นส่วนประกอบของขนมหวาน เช่น หอมแดงซอยเจียว ใส่ในข้าวเหนียวหน้าปลาแห้ง ขนมหม้อแกงถั่ว และไข่ลูกเขย ( อาหารคาวหวาน ) ฯลฯ
 
 
คุณค่าทางอาหาร....
 
คุณค่าทางอาหารของหอมแดง ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม คือ มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 88 กรัม โปรตีน 1.5 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 9 กรัม ใยอาหาร 0.7 กรัม เถ้า ( ash ) 0.6 กรัม แคลเซี่ยม 36 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม วิตามินเอ 5 หน่วยสากล ( I.U. ) วิตามินบี1 0.03 มิลลิกรัม วิตามินซี 2 มิลลิกรัม พลังงาน 160 Kj คุณภาพของหอมแดงขึ้นอยู่กับของแข็ง ( Solids ) ที่ละลายน้ำได้ และให้กลิ่นหอม เมื่อนำไปทอด หอมแดงจะมี soluble solid อยู่ระหว่าง 15-20 Brix เป็นส่วนประกอบของกรดแอมิโน S-allkyl cysteine sulphoxides ที่ให้ทั้งรสชาติ และกลิ่นฉุนของหอม
 
 
ข้อควรระวัง.....
 
ถ้ากินหัวหอมจำนวนมากมายเป็นประจำ อาจทำให้หลงลืมง่าย ผมหงอก มีกลิ่นตัว ฟันเสีย ตาฝ้ามัว และประสาทเสียได้
 
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:15:47 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 28 (3412333)

 "สับปะรดห้วยมุ่น" 

ของดีจากตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์
เรื่องที่ 353 : "สับปะรดห้วยมุ่น" 
 
 
รูปภาพ : เรื่องที่ 353 :   "สับปะรดห้วยมุ่น"
ของดีจากตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ดินแดนแห่งผลไม้รสดีหลายชนิด ซึ่งสภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขาและเป็นดินทรายเหมาะกับการปลูกสับปะรด สับปะรดห้วยมุ่นจึงมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด และมีชื่อเสียงไม่แพ้สับปะรดภูเก็ตและสับปะรดภูแล แต่ละวันจะมีพ่อค้าจากทั่วประเทศไปรับซื้อถึงไร่ เพื่อส่งขายตามตลาด และส่งโรงงานแปรรูป
สับปะรดห้วยมุ่น คือ สับปะรดพันธ์ปัตตาเวียที่ถูกนำเข้าไปปลูกในตำบลห้วยมุ่นประมาณ 50 ปีมาแล้ว(บ้างก็ว่า 100 ปีแล้ว) จนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น และมีคุณลักษณะแตกต่างไปจากพันธุ์ดั้งเดิมโดยเฉพาะ รสชาติหวานอร่อย เนื้อหนานิ่ม ตาตื้น เนื้อมีสีเหลืองอมน้ำผึ้ง รสชาติหวานฉ่ำ ตาไม่ลึกทำให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก รับประทานแล้วไม่ระคายคอ เพียงปอกเปลือกบางๆ ก็หมดตาแล้ว และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้น คือเนื้อสับปะรดสีเหลืองฉ่ำ ได้ชิมสักครั้ง จะต้องยอมยกให้ "สับปะรดห้วยมุ่น" เป็นสุดยอดสับปะรดในดวงใจอย่างแน่นอน
การปลูกสับปะรดห้วยมุ่น
การเตรียมดิน
การ เลือกพื้นที่เพาะปลูกสัปปะรดนั้นต้องเป็นพื้นที่ที่ระบายน้ำได้ดี พื้นที่จะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูกสัปปะรดมี 2 ขั้นตอน ดังนี้
ครั้งที่ 1 : ต้องไถปั่นเศษวัชพืช 1 ครั้ง เพื่อให้วัชพืชย่อยสลายง่ายขึ้น
ครั้งที่ 2 : ต้องไถพรวนประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อปรับหน้าดินพร้อมที่จะปลูก
วิธีการปลูก
คัดหน่อ  หรือจุกให้มีขนาดเท่ากัน
ต้องปลูกแถวคู่ ระยะห่างระหว่างต้น 20-30 ซม. ระหว่างแถว 50-60 ซม. ระหว่างแถวคู่  80-90 ซม.
การใส่ปุ๋ย
ครั้งที่ 1 : หลังการปลูกประมาณ 2 อาทิตย์
สูตร 21-0-0 จำนวน 2 กระสอบ
สูตร 0-0-60 จำนวน  1  กระสอบ
โดยใช้ปุ๋ยทั้งสองสูตรผสมกันแล้วนำไปใส่ลงกาบใบล่างประมาณ 1 ช้อนแกงต่อต้น
ครั้งที่ 2 : หลังจากปลูกได้ 2 เดือนเพื่อเร่งสะโพกให้ต้นเป็นสาว(พร้อมให้ลูก) โดยฟันใบออก ประมาณ 1 ส่วน 4 ของต้น แล้วให้ปุ๋ยทางใบ
สูตร 21-0-0 จำนวน 3 กิโลกรัม
สูตร 0-0-60 จำนวน  5 กิโลกรัม
ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นประมาณ 10 วันต่อครั้ง
ครั้งที่ 3 : ก่อนบังคับออกผล ประมาณ 1 เดือน
สูตร 21-0-0 จำนวน 10 กิโลกรัม
สูตร 0-0-60 จำนวน  5 กิโลกรัม
ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่อนได้ประมาณ 2500 ต้น ฉีดพ่นได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ใบเริ่มแปะ ออกเพื่อพร้อมที่ออกลูก
ครั้งที่ 4 : ก่อนหยอดสารเคมีเร่งออกดอก ประมาณ 7 วัน สังเกตจากยอดเริ่มแปะออกให้ปุ๋ยทางใบ โดยใช้สูตร
สูตร 21-0-0 จำนวน 10 กิโลกรัม
สูตร 0-0-60 จำนวน  5 กิโลกรัม
ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่อนก่อนบังคับผล 7 วัน
การเร่งตา
หลังจากดอกสับปะรดเริ่มโรยลงให้ใช้ปุ๋ยทางใบ  ขนาดของตากว้างประมาณ 18 เซนติเมตร จะประมาณการได้ว่าสับปะรดจะมีน้ำหนักประมาณลูกละ 1.5 กก.ขึ้นไป
วิธีห่อลูกสับปะรด
ใช้กระดาษหนังสือพิมห่อ
การให้ปุ๋ยหลังจากสับปะรดออกหัว
ระยะที่สับปะรดเป็นหัวห้ามใช้ปุ๋ย 21-0-0 หรือปุ๋ยไนเตรทอื่นๆ เพราะจะทำให้มีสารตกค้างอันตรายต่อผู้บริโภคให้ใช้ปุ๋ยพ่นทางใบ เช่นปุ๋ยส้ม 0-0-60 หรือปุ๋ยหวานอื่นๆ
การให้น้ำ
สับปะรดเป็นพืชที่ทนแล้ง แต่ก็ต้องการน้ำไปช่วยการเจริญเติบโตเป็นระยะ เกษตรกรสามารถวางแผนให้สับปะรดออกลูกได้ด้วยตนเอง (ไม่ต้องเสียเวลารอน้ำฝน) ช่วงที่สับปะรดต้องการน้ำอยู่ในช่วง
เริ่มปลูกใหม่
ระยะการให้น้ำ 10 วันต่อ 1 ครั้ง
ช่วงออกลูก
ในบรรดาผลไม้ทั้งหลาย จะมีผลไม้ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกแปลก สวย ศิลป์ และมีชื่อสื่อ ความหมาย อย่างเช่น “สับปะรด” สักกี่อย่าง ศิลปะการวางลวดลายผิวรายรอบผล คือ ตาผล จะรับประทาน ต้องปอกปาดทิ้ง มีจุกหรือตะเกียงคล้ายมงกุฎจักรพรรดิดูเข้มขลังน่าเกรงขาม ขนาดผลเล็กใหญ่ตามสายพันธุ์ มีปลูกอยู่ทั่วทุกภาค คนรู้จักกันทั่วทุกทิศ เป็นผลไม้ประจำโรงแรมทั่วประเทศ สับปะรดห้วยมุ่น มีปลูกกันมากที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด และแพร่ขยายไปตำบลอื่น อำเภออื่น ๆ เฉพาะที่ตำบลห้วยมุ่น มีพื้นที่ปลูก 13,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 8,000 กิโลกรัม/ไร่ มีเกษตรกร ปลูก 550 ครัวเรือน และมีกระจายไปตำบลอื่น ๆ และอำเภออื่น เช่น อำเภอบ้านโคกแถบตำบลนาขุมและ ตำบลบ้านโคก มีพื้นที่ปลูก 118 ไร่ ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิต ช่วงในฤดูเดือนพฤศจิกายน - มกราคม และกลางเดือนเมษายน – กรกฎาคม ราคาจะถูกเพราะมีผลผลิตมาก ช่วงนอกฤดู เดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน ราคาจะแพงผลผลิตมีน้อย การปลูกสับปะรดของเกษตรกรจะปล่อยให้เกิดผลตามธรรมชาติไม่ใช้สารเร่ง เมื่อเริ่มผลผลิตจะใช้เศษวัชพืชหุ้มทำให้ผิวผลสวยมีรสชาตินุ่มนวล หวานฉ่ำ
sphotos-a.xx.fbcdn.net
huaimun.blogspot.com
 
 
 
ของดีจากตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ดินแดนแห่งผลไม้รสดีหลายชนิด ซึ่งสภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขาและเป็นดินทรายเหมาะกับการปลูกสับปะรด สับปะรดห้วยมุ่นจึงมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด และมีชื่อเสียงไม่แพ้สับปะรดภูเก็ตและสับปะรดภูแล แต่ละวันจะมีพ่อค้าจากทั่วประเทศไปรับซื้อถึงไร่ เพื่อส่งขายตามตลาด และส่งโรงงานแปรรูป 
 
สับปะรดห้วยมุ่น คือ สับปะรดพันธ์ปัตตาเวียที่ถูกนำเข้าไปปลูกในตำบลห้วยมุ่นประมาณ 50 ปีมาแล้ว(บ้างก็ว่า 100 ปีแล้ว) จนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น และมีคุณลักษณะแตกต่างไปจากพันธุ์ดั้งเดิมโดยเฉพาะ รสชาติหวานอร่อย เนื้อหนานิ่ม ตาตื้น เนื้อมีสีเหลืองอมน้ำผึ้ง รสชาติหวานฉ่ำ ตาไม่ลึกทำให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก รับประทานแล้วไม่ระคายคอ เพียงปอกเปลือกบางๆ ก็หมดตาแล้ว และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้น คือเนื้อสับปะรดสีเหลืองฉ่ำ ได้ชิมสักครั้ง จะต้องยอมยกให้ "สับปะรดห้วยมุ่น" เป็นสุดยอดสับปะรดในดวงใจอย่างแน่นอน
 
การปลูกสับปะรดห้วยมุ่น
การเตรียมดิน
การ เลือกพื้นที่เพาะปลูกสัปปะรดนั้นต้องเป็นพื้นที่ที่ระบายน้ำได้ดี พื้นที่จะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูกสัปปะรดมี 2 ขั้นตอน ดังนี้ 
 
ครั้งที่ 1 : ต้องไถปั่นเศษวัชพืช 1 ครั้ง เพื่อให้วัชพืชย่อยสลายง่ายขึ้น
 
ครั้งที่ 2 : ต้องไถพรวนประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อปรับหน้าดินพร้อมที่จะปลูก
 
วิธีการปลูก
คัดหน่อ หรือจุกให้มีขนาดเท่ากัน
ต้องปลูกแถวคู่ ระยะห่างระหว่างต้น 20-30 ซม. ระหว่างแถว 50-60 ซม. ระหว่างแถวคู่ 80-90 ซม.
 
การใส่ปุ๋ย
ครั้งที่ 1 : หลังการปลูกประมาณ 2 อาทิตย์
สูตร 21-0-0 จำนวน 2 กระสอบ
สูตร 0-0-60 จำนวน 1 กระสอบ
 
โดยใช้ปุ๋ยทั้งสองสูตรผสมกันแล้วนำไปใส่ลงกาบใบล่างประมาณ 1 ช้อนแกงต่อต้น
 
ครั้งที่ 2 : หลังจากปลูกได้ 2 เดือนเพื่อเร่งสะโพกให้ต้นเป็นสาว(พร้อมให้ลูก) โดยฟันใบออก ประมาณ 1 ส่วน 4 ของต้น แล้วให้ปุ๋ยทางใบ
สูตร 21-0-0 จำนวน 3 กิโลกรัม
สูตร 0-0-60 จำนวน 5 กิโลกรัม
ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นประมาณ 10 วันต่อครั้ง
 
ครั้งที่ 3 : ก่อนบังคับออกผล ประมาณ 1 เดือน
สูตร 21-0-0 จำนวน 10 กิโลกรัม
สูตร 0-0-60 จำนวน 5 กิโลกรัม
ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่อนได้ประมาณ 2500 ต้น ฉีดพ่นได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ใบเริ่มแปะ ออกเพื่อพร้อมที่ออกลูก
 
ครั้งที่ 4 : ก่อนหยอดสารเคมีเร่งออกดอก ประมาณ 7 วัน สังเกตจากยอดเริ่มแปะออกให้ปุ๋ยทางใบ โดยใช้สูตร
สูตร 21-0-0 จำนวน 10 กิโลกรัม
สูตร 0-0-60 จำนวน 5 กิโลกรัม
ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่อนก่อนบังคับผล 7 วัน
 
การเร่งตา
หลังจากดอกสับปะรดเริ่มโรยลงให้ใช้ปุ๋ยทางใบ ขนาดของตากว้างประมาณ 18 เซนติเมตร จะประมาณการได้ว่าสับปะรดจะมีน้ำหนักประมาณลูกละ 1.5 กก.ขึ้นไป
 
วิธีห่อลูกสับปะรด
ใช้กระดาษหนังสือพิมห่อ
 
การให้ปุ๋ยหลังจากสับปะรดออกหัว
ระยะที่สับปะรดเป็นหัวห้ามใช้ปุ๋ย 21-0-0 หรือปุ๋ยไนเตรทอื่นๆ เพราะจะทำให้มีสารตกค้างอันตรายต่อผู้บริโภคให้ใช้ปุ๋ยพ่นทางใบ เช่นปุ๋ยส้ม 0-0-60 หรือปุ๋ยหวานอื่นๆ
 
การให้น้ำ
สับปะรดเป็นพืชที่ทนแล้ง แต่ก็ต้องการน้ำไปช่วยการเจริญเติบโตเป็นระยะ เกษตรกรสามารถวางแผนให้สับปะรดออกลูกได้ด้วยตนเอง (ไม่ต้องเสียเวลารอน้ำฝน) ช่วงที่สับปะรดต้องการน้ำอยู่ในช่วง
 
เริ่มปลูกใหม่
ระยะการให้น้ำ 10 วันต่อ 1 ครั้ง
ช่วงออกลูก
 
ในบรรดาผลไม้ทั้งหลาย จะมีผลไม้ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกแปลก สวย ศิลป์ และมีชื่อสื่อ ความหมาย อย่างเช่น “สับปะรด” สักกี่อย่าง ศิลปะการวางลวดลายผิวรายรอบผล คือ ตาผล จะรับประทาน ต้องปอกปาดทิ้ง มีจุกหรือตะเกียงคล้ายมงกุฎจักรพรรดิดูเข้มขลังน่าเกรงขาม ขนาดผลเล็กใหญ่ตามสายพันธุ์ มีปลูกอยู่ทั่วทุกภาค คนรู้จักกันทั่วทุกทิศ เป็นผลไม้ประจำโรงแรมทั่วประเทศ สับปะรดห้วยมุ่น มีปลูกกันมากที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด และแพร่ขยายไปตำบลอื่น อำเภออื่น ๆ เฉพาะที่ตำบลห้วยมุ่น มีพื้นที่ปลูก 13,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 8,000 กิโลกรัม/ไร่ มีเกษตรกร ปลูก 550 ครัวเรือน และมีกระจายไปตำบลอื่น ๆ และอำเภออื่น เช่น อำเภอบ้านโคกแถบตำบลนาขุมและ ตำบลบ้านโคก มีพื้นที่ปลูก 118 ไร่ ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิต ช่วงในฤดูเดือนพฤศจิกายน - มกราคม และกลางเดือนเมษายน – กรกฎาคม ราคาจะถูกเพราะมีผลผลิตมาก ช่วงนอกฤดู เดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน ราคาจะแพงผลผลิตมีน้อย การปลูกสับปะรดของเกษตรกรจะปล่อยให้เกิดผลตามธรรมชาติไม่ใช้สารเร่ง เมื่อเริ่มผลผลิตจะใช้เศษวัชพืชหุ้มทำให้ผิวผลสวยมีรสชาตินุ่มนวล หวานฉ่ำ
sphotos-a.xx.fbcdn.net
huaimun.blogspot.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:37:50 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 29 (3412338)

 ผักหวานป่า : สุดยอดผักของไทยและเอเชียอาคเนย์

 

 

 
ผักหวานป่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Melientha suavis Pierre. อยู่ในวงศ์ Opiliaceae ซึ่งเป็นวงศ์พิเศษที่ยังไม่มีผักชนิดใดหรือผลไม้ชนิดใดที่ผู้เขียนรู้จักอยู่ในวงศ์นี้เลย เรียกได้ว่าพืชในวงศ์นี้ผู้เขียนรู้จักเพียงผักหวานป่านี้เท่านั้น แสดง ให้เห็นความพิเศษของผักหวานป่าว่ามีลักษณะหลายประการแตกต่างจากผักชนิดอื่นๆอย่างชัดเจน รวมทั้งรสชาติที่คนไทยชื่นชอบนั้นด้วย
 
ผักหวานป่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง ๔-๑๑ เมตร เนื้อไม้แข็ง ผิวเปลือกเรียบ กิ่งอ่อนผิวสีเขียวเข้ม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเทาอมน้ำตาลอ่อน เป็นพืชผลัดใบตามฤดูกาล จึงสะสมอาหารไว้ที่รากและลำต้นได้มากกว่าต้นไม้ทั่วไป ใบของผักหวานป่าเป็นใบเดี่ยว รูปรียาวหรือรูปไข่ กว้าง ๒.๕-๕ เซนติเมตร ยาว ๖-๑๒ เซนติเมตร ปลายใบมนหรือแหลม ฐานใบสอบเรียว ก้านใบยาว ๑-๒ มิลลิเมตร ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม ดอกเป็นช่อยาว ออกจากกิ่งหรือซอกใบ ก้านช่อดอกยาว ๑๕-๒๐ เซนติเมตร มีใบประดับรูปไข่ปลายแหลม ดอกแยกเพศอยู่บนก้านดอกเดียวกัน ดอกตัวผู้มีกลีบสีเขียวอ่อน เกสรสีเหลือง ดอกตัวเมียมีกลีบดอกสีเขียวเข้ม ก้านดอกสั้นกว่าดอกตัวผู้ ออกดอกระหว่างเดือนธันวาคมถึงมีนาคม ผลผักหวานป่ามีผลเดี่ยวอยู่บนช่อยาว (ช่อดอกเดิม) ผลรูปไข่ ขนาดกว้าง ๑.๕-๑.๗ เซนติเมตร ยาว ๒.๓-๓ เซนติเมตร ผลอ่อน สีเขียว ผลแก่เป็นสีเหลืองส้มหรือแดง ก้านผลยาว ๓-๕ มิลลิเมตร 
 
ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของผักหวานป่าอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ตามป่าเบญจพรรณในที่ราบ หรือเชิงเขาสูงไม่เกิน ๖๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล ปกติชอบขึ้นอยู่บนดินร่วนปนทราย ผักหวานที่กินกันในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เก็บมาจากป่าหรือที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงเรียกกันทั่วไปว่า ผักหวานป่า บางครั้งเรียกว่า ผักหวาน มีแปลกไปเฉพาะที่สุรินทร์ซึ่งเรียกว่าผักวาน สันนิษฐานว่าคงเรียกเพื้ยนไปจากผักหวานนั่นเอง
 
สรรพคุณของผักหวานป่า
ส่วนของลำต้นจะใช้แก่นผักหวานต้มรับประทานน้ำเป็นยาแก้ปวดตามข้อหรือปานดงหรือจะใช้ต้นผักหวานกับต้นนมสาวเป็นยาเพิ่มน้ำนมแม่หลังคลอดบุตร รากต้มรับประทานน้ำเป็นยาเย็นแก้พิษร้อนในแก้น้ำดีพิการและแก้ปากมดลูก
ส่วนที่ใช้ประโยชน์ : ลำต้น ใช้ประโยชน์ในทางเป็นพืชสมุนไพรอย่างหนึ่ง ยอดอ่อน ดอกอ่อน และ ผลอ่อนใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ต้ม ผัด แกง ทอด ส่วน ผลสุกนำมาต้มให้สุกและรับประทานเนื้อข้างใน
 
ประโยชน์ของผักหวานป่า
ผักหวานป่าเป็นเครื่องยาไทยจำพวกผักจะใช้ส่วนรากมาทำยา รากมีรสเย็นสรรพคุณ แก้ไข้ 
แก้ดีพิการ แก้เชื่อมมัว แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้กระสับกระส่าย พบว่าผักหวานป่าจัดเป็น
ทั้งอาหารและยาประจำฤดูร้อนแก้อาการของธาตุไฟได้ตามแพทย์แผนไทย ส่วนยอดก็นิยมนำมาปรุงอาหารมีรสหวานกรอบช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำและระบายความร้อนหรือใช้ปรุงเป็นยาเขียวเพื่อลดไข้ ลดความร้อน ปัจจุบันพบว่ามีการนำมาพัฒนาเป็นชาผักหวานป่าทำเป็นเครื่องดื่มต้านอนุมูลอิสระ
 
คุณค่าทางอาหารของผักหวานป่า
ผักหวานป่าจัดเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่งโดยเฉพาะอย่ายิ่งในด้านแหล่งโปรตีน วิตามินซี และพลังงาน นอกจากนี้ยังมีปริมาณเยื่อใยพอสมควรช่วยในการขับถ่ายให้ดีขึ้น ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วยน้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดท 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม แคโรทีน 1.6 มก. วิตามินซี 115 มก. และค่าพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) อย่างไรก็ตามการบริโภคผักหวานป่าควรปรุงให้สุกเสียก่อน เนื่องจากการบริโภคสด ๆ ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการเบื่อเมา เป็นไข้ และอาเจียนได้ การนำผักหวานป่ามาปรุงอาหารนั้นใช้ได้ทั้งส่วนที่เป็นยอดและใบอ่อน นำช่อผลอ่อน ๆ สำหรับผลแก่อาจลอกเนื้อทิ้งนำเมล็ดไปต้มรับประทานได้เช่นเดียวกับเมล็ดขนุน มีรสหวานมัน การปรุงอาหารจากผักหวานป่า นอกจากต้ม ลวก เป็นผักจิ้มน้ำพริกแล้วอาจนำไปทำแกง แกงเลียง หรือต้มจืดได้เช่นกัน
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://yoy4814.blogspot.com/ และ http://www.doctor.or.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:44:21 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 30 (3412647)

 เพิ่มเตืม..... สะระแหน่

 

รูปภาพ : "สะระแหน่" .... สมุนไพรไทย  มากคุณประโยชน์ 41 ประการ
สะระแหน่ภาษาอังกฤษ Kitchen Mint , Marsh Mint ส่วนสะระแหน่ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Metha cordifolia Opiz. จัดอยู่ในวงศ์กระเพรา เป็นพืชสมุนไพรไทยที่จัดอยู่ในตระกูลมิ้นต์
มีแหล่งกำเนิดในแถบทวีปยุโรปตอนใต้และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ลักษณะใบจะคล้ายคลึงกับพืช ในตระกูลมิ้นต์มาก มีกลิ่นหอมคล้ายมะนาว รสชาติจะคล้ายๆกับตะไคร้หอมและมะนาว
ประโยชน์ของสะระแหน่ นั้นมีหลากหลายเพราะประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่าง วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น และยังให้พลังงาน 47 กิโลแคลอรี่ (ใน 100 กรัม) โดยใบสะระแหน่นั้นควรเลือกใช้ใบสดและยอดอ่อนจะได้สรรพคุณที่ดีกว่าใบแห้ง
ประโยชน์ของสะระแหน่......
1.สะระแหน่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นด้วยการนำใบสะระแหน่มาบดแล้วนำมาทาผิว
2.ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย
3.ใช้เป็นยาเย็น ดับร้อน และขับเหงื่อในร่างกาย
4.ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
5.ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาด้วยการนำใบสะระแหน่มาบดให้ละเอียดโดยเติมน้ำระหว่างบดด้วยเล็กน้อย แล้วใส่น้ำผึ้งตามลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมาทาใต้ตาทิ้ง ไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
6.ช่วยบรรเทาอาการเครียด
7.ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ด้วยการดื่มน้ำใบสะระแหน่ 5 กรัมกับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง
8.ช่วยแก้อาการหน้ามืดตาลาย ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่กับขิงสด
9.ช่วยบรรเทาอาการและแก้หวัด น้ำมูกไหล อาการไอ
10.ช่วยรักษาโรคหอบหืด
11.ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
12.ช่วยให้หัวใจแข็งแรง
13.ช่วยรักษาอาการอ่อนเพลียของร่างกาย
14.ช่วยห้ามเลือดกำเดาไหลได้ ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะระแหน่ หยอดที่รูจมูก
15.ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน เจ็บปาก เจ็บลิ้น ปวดคอ ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
16.ช่วยแก้แผลในปากด้วยน้ำสะระแหน่ ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
17.ช่วยรักษาและบรรเทาอาการปวดหู ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบสะระแหน่มาหยอดที่รูหู
18.ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
19.ช่วยขับลมในลำไส้และช่วยในการย่อยอาหาร
20.ช่วยรักษาอาการท้องร่วง ปวดท้อง อาการบิด ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
21.ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
22.ช่วยแก้อาการจุกเสียดในท้องเด็กได้ ด้วยการใช้ใบสะระแหน่มาตำให้ละเอียดผสมกับยาหอมแล้วนำมากวาดคอเด็ก
23.ช่วยลดอาการหดเกร็งของลำไส้
24.ช่วยรักษาอาการอุจจาระเป็นเลือด ด้วยการดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่
25.ช่วยผ่อนคลายความกดดันของกล้ามเนื้อซึ่งมาจากความเหนื่อยล้า
26.กลิ่นของใบสะระแหน่ช่วยในการไล่ยุงและแมลงต่างๆ ด้วยการนำใบมาบดแล้วนำมาทาที่ผิว
27.ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
28.ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ด้วยการนำใบสะระแหน่มาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่โดนกัด
29.ช่วยระงับอาการปวดได้ดีกว่ายาแก้ปวด
30.ช่วยแก้อาการปวดบวม ผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณดังกล่าว
31.ทำเป็นยาปฏิชีวนะได้
32.ช่วยยับยั้งเชื้อโรคต่างๆ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
33.นำไปใช้ทำเป็นน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ทำการบำบัดโดยใช้กลิ่น (อโรมาเธอราพี)
34.มักใช้เป็นส่วนผสมในการทำไอศกรีม ชาสมุนไพร
35.ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ
36.นิยมนำมาใช้ในการปรุงอาหารหรือรับประทานสดๆ ควบคู่ไปกับลาบ น้ำตก เป็นต้น
37.ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหาร ชวนให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น
38.ใบสะระแหน่ช่วยลดกลิ่นคาวของอาหารอย่างลาบ ยำ และพร่าได้
39.ใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องดื่มต่างๆและเหล่าได้
40.ใช้เป็นเครื่องเคียงในอาหารจำพวกผลไม้สด ขนมหวาน
41.สะระแหน่ สามารถนำมาสกัดเอาสารเพื่อใช้ในการทำเป็นลูกอม หมากฝรั่งรสมิ้นท์ ชาสะระแหน่
แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
http://www.greenerald.com

 

 

ขนาดและวิธีใช้
 
- ลดอาการเสียดท้องในเด็ก โดยนำใบสะระแหน่ 2-3 ใบ มาบดให้ละเอียด ผสมกับยาหอม แล้วนำมากวาดคอเด็ก
- อาการบิด ท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด นำใบสะระแหน่ต้มกับน้ำแล้วดื่ม
- แก้พิษแมงสัตว์กัดต่อย ทำได้โดยตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณที่โดนกัด อย่าลืมว่าใบสะระแหน่ที่สดและอ่อน จะมีคุณค่ามากกว่าใบสะระแหน่แห้ง
- ใช้ใบสะระแหน่ต้มกับน้ำ ดื่มแก้อาการอาหารไม่ย่อย
- ใช้ใบสะระแหน่ต้มกันเต้าหู้ ดื่มแก้หวัด น้ำมูกไหล จาก ไอบ่อยๆ หรือจะเป็นไข้หวัด
- ใช้ใบสะระแหน่ตำให้ละเอียดพอกหรือทา แก้อาการเกร็งกล้ามเนื้อ แก้ปวดบวม ผื่นคัน
- ใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะระแหน่ หยอดที่รูจมูก ห้ามเลือดกำเดาได้
- ใช้ใบสะระแหน่ต้มใส่เกลือเล็กน้อยดื่ม จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากแผลในปาก
- นำน้ำคั้นจากใบสะระแหน่หยอดหู จะช่วยบรรเทาอาการปวดหูได้ดี
- รับประทานน้ำต้มใบสะระแหน่และขิง จะช่วยบรรเทาอาการหน้ามืดตาลาย
- ใช้ไล่ยุงและแมลงได้ โดยนำใบสะระแหน่บดแล้วทาลงที่ผิวหนัง
ถ้านำใบและก้านสะระแหน่ไปต้มและกลั่นด้วยไอน้ำจะสกัดได้น้ำมันสะระแหน่ และน้ำกลั่นสะระแหน่ ซึ่งใช้เป็นยาขับลม ดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับเหงื่อ ใช้รักษาหวัดลมร้อน ปวดศรีษะ ตาแดง เจ็บคอ และใช้ผสมในยาแผนปัจจุบัน หรือยาอมเพื่อให้เย็นชุ่มคอชื่นใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:03:06 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 31 (3412667)

 คุณค่าผักพื้นบ้านไทย.... มะเขือพวง 

ขับเสมหะ ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาอาการเบาหวาน
 
 
รูปภาพ : คุณค่าผักพื้นบ้านไทย....  มะเขือพวง
ขับเสมหะ  ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาอาการเบาหวาน
วงศ์มะเขือ/พริก Solanaceae
ภาคเหนือเรียกว่า "มะแคว้งกุลา"
ภาคอีสานเรียกว่า "หมากแข้ง" จังหวัดนครราชสีมาเรียกว่า "มะเขือละคร"
ภาคใต้เรียกว่า "เขือน้อย เขือพวง ลูกแว้ง และเขือเทศ" แต่จังหวัดสงขลาจะเรียกว่า "มะแว้งช้าง"
คนไทยเรารู้จักและกินมะเขือพวงมานานแล้ว มะเขือพวงทำให้กลิ่นรสของเครื่องจิ้มต่างๆ มีความพิเศษออกไปจากปกติ เรากินผลอ่อนมะเขือพวงโดยนำไปโขลกกับน้ำพริกปลาทู น้ำพริกแมงดา น้ำพริกกะปิ น้ำพริกขี้กา น้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกหอยแมลงภู่ น้ำพริกไข่เค็ม และปลาร้าทรงเครื่อง หากใช้เป็นผักจิ้มนิยมทำให้สุกโดยการเผา ปิ้ง หรือย่าง พอให้ผิวกรอบหรือไหม้บางส่วน จะทำให้รสชาติดีขึ้น และผลนิ่มกว่าเมื่อยังดิบ หรืออาจนำไปลวกหรือต้มให้สุกก็ได้ นอกจากนี้ ใช้มะเขือพวงใส่แกงเขียวหวาน แกงป่า แกงคั่วปลาไหล แกงอ่อมปลาดุก ซุปอีสานและแกงเผ็ดอื่นๆ
มะเขือพวงเป็นพืชที่ช่วยเสริมสุขภาพ โดยมีสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนไทยคือ ช่วยเจริญอาหาร ย่อยอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ฝีบวมมีหนอง
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงคุณสมบัติที่เด่นชัดของมะเขือพวง ในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลำไส้เพื่อตอบสนองต่อสารพิษที่เข้ามายังระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันความเสื่อมและแก่ก่อนวัย มีฤทธิ์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด
ต้น ใบ และผล เป็นยาเย็นรสจืด ทำให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ปวด ฟกช้ำ ตรากตรำทำงานหนัก กล้ามเนื้อบริเวณเอวฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ปวดกระเพาะ ฝีบวมมีหนอง อาการบวมอักเสบ ขับเสมหะ
ต้น อินเดียใช้น้ำสกัดจากต้นมะเขือพวงแก้พิษแมลงกัดต่อย
ใบสด น้ำคั้นใบสดใช้ลดไข้ ในแคเมอรูนใช้ใบห้ามเลือด ใช้เป็นยาระงับประสาท พอกให้ฝีหนองแตกเร็วขึ้น แก้ปวด ทำให้ฝียุบ แก้ชัก ไอหืด ปวดข้อ โรคผิวหนัง ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และแก้ซิฟิลิส
ผล ผลของมะเขือพวงมีรสขื่น เฝื่อน อมเปรี้ยวเล็กน้อย หลายประเทศนำผลมาต้มน้ำกรองน้ำดื่ม มีสรรพคุณในการขับเสมหะ ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาอาการเบาหวาน
ประเทศจีนใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไอและบำรุงเลือด ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง  ผลแห้งย่างกินแกล้มอาหารบำรุงสายตาและรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย
อินเดียกินผลเพื่อบำรุงตับ ช่วยบรรเทาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย และช่วยให้ผ่อนคลายง่วงนอน บำรุงตับ
อินเดียทางตอนใต้ใช้ผลอ่อนบำรุงกำลังให้ร่างกาย ผลแห้งหุงน้ำมันเล็กน้อย บดเป็นผงกินครั้งละ ๑ ช้อนชาลดอาการไอและเสมหะ
แคเมอรูนใช้ผลมะเขือพวงรักษาโรคความดันโลหิตสูง
เมล็ด มาเลเซียนำเมล็ดไปเผาให้เกิดควัน สูดเอาควันรมแก้ปวดฟัน
ราก มาเลเซียใช้รากสดตำพอกรอยแตกที่เท้า หรือโรคตาปลา อินเดียนำน้ำมะขามแช่รากมะเขือพวงต้มดื่มลดพิษในร่างกาย
โดยทั่วไปที่อินเดียใช้มะเขือพวงกำจัดพยาธิในระบบทางเดินอาหารและรักษาแผลกระเพาะอาหาร แต่หมอเท้าเปล่าของประเทศอินเดียใช้มะเขือพวงอยู่เสมอเป็นอาหารเสริมเพื่อควบคุมความดันโลหิต คุมโรคเบาหวาน แก้ไขความผิดปกติของระบบไต ตับ และช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำดีเพิ่มในตับ คุณค่าเหล่านี้เหมาะกับผู้สูงอายุหรือบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป
ที่มา : http://www.doctor.or.th/
 
 
 
วงศ์มะเขือ/พริก Solanaceae
 
ภาคเหนือเรียกว่า "มะแคว้งกุลา"
 
ภาคอีสานเรียกว่า "หมากแข้ง" จังหวัดนครราชสีมาเรียกว่า "มะเขือละคร"
 
ภาคใต้เรียกว่า "เขือน้อย เขือพวง ลูกแว้ง และเขือเทศ" แต่จังหวัดสงขลาจะเรียกว่า "มะแว้งช้าง"
 
คนไทยเรารู้จักและกินมะเขือพวงมานานแล้ว มะเขือพวงทำให้กลิ่นรสของเครื่องจิ้มต่างๆ มีความพิเศษออกไปจากปกติ เรากินผลอ่อนมะเขือพวงโดยนำไปโขลกกับน้ำพริกปลาทู น้ำพริกแมงดา น้ำพริกกะปิ น้ำพริกขี้กา น้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกหอยแมลงภู่ น้ำพริกไข่เค็ม และปลาร้าทรงเครื่อง หากใช้เป็นผักจิ้มนิยมทำให้สุกโดยการเผา ปิ้ง หรือย่าง พอให้ผิวกรอบหรือไหม้บางส่วน จะทำให้รสชาติดีขึ้น และผลนิ่มกว่าเมื่อยังดิบ หรืออาจนำไปลวกหรือต้มให้สุกก็ได้ นอกจากนี้ ใช้มะเขือพวงใส่แกงเขียวหวาน แกงป่า แกงคั่วปลาไหล แกงอ่อมปลาดุก ซุปอีสานและแกงเผ็ดอื่นๆ
 
มะเขือพวงเป็นพืชที่ช่วยเสริมสุขภาพ โดยมีสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนไทยคือ ช่วยเจริญอาหาร ย่อยอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ฝีบวมมีหนอง
 
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงคุณสมบัติที่เด่นชัดของมะเขือพวง ในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลำไส้เพื่อตอบสนองต่อสารพิษที่เข้ามายังระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันความเสื่อมและแก่ก่อนวัย มีฤทธิ์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด
 
ต้น ใบ และผล เป็นยาเย็นรสจืด ทำให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ปวด ฟกช้ำ ตรากตรำทำงานหนัก กล้ามเนื้อบริเวณเอวฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ปวดกระเพาะ ฝีบวมมีหนอง อาการบวมอักเสบ ขับเสมหะ
 
ต้น อินเดียใช้น้ำสกัดจากต้นมะเขือพวงแก้พิษแมลงกัดต่อย
 
ใบสด น้ำคั้นใบสดใช้ลดไข้ ในแคเมอรูนใช้ใบห้ามเลือด ใช้เป็นยาระงับประสาท พอกให้ฝีหนองแตกเร็วขึ้น แก้ปวด ทำให้ฝียุบ แก้ชัก ไอหืด ปวดข้อ โรคผิวหนัง ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และแก้ซิฟิลิส
 
ผล ผลของมะเขือพวงมีรสขื่น เฝื่อน อมเปรี้ยวเล็กน้อย หลายประเทศนำผลมาต้มน้ำกรองน้ำดื่ม มีสรรพคุณในการขับเสมหะ ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาอาการเบาหวาน
 
ประเทศจีนใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไอและบำรุงเลือด ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ผลแห้งย่างกินแกล้มอาหารบำรุงสายตาและรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย
 
อินเดียกินผลเพื่อบำรุงตับ ช่วยบรรเทาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย และช่วยให้ผ่อนคลายง่วงนอน บำรุงตับ 
 
อินเดียทางตอนใต้ใช้ผลอ่อนบำรุงกำลังให้ร่างกาย ผลแห้งหุงน้ำมันเล็กน้อย บดเป็นผงกินครั้งละ ๑ ช้อนชาลดอาการไอและเสมหะ
 
แคเมอรูนใช้ผลมะเขือพวงรักษาโรคความดันโลหิตสูง
 
เมล็ด มาเลเซียนำเมล็ดไปเผาให้เกิดควัน สูดเอาควันรมแก้ปวดฟัน
 
ราก มาเลเซียใช้รากสดตำพอกรอยแตกที่เท้า หรือโรคตาปลา อินเดียนำน้ำมะขามแช่รากมะเขือพวงต้มดื่มลดพิษในร่างกาย
 
โดยทั่วไปที่อินเดียใช้มะเขือพวงกำจัดพยาธิในระบบทางเดินอาหารและรักษาแผลกระเพาะอาหาร แต่หมอเท้าเปล่าของประเทศอินเดียใช้มะเขือพวงอยู่เสมอเป็นอาหารเสริมเพื่อควบคุมความดันโลหิต คุมโรคเบาหวาน แก้ไขความผิดปกติของระบบไต ตับ และช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำดีเพิ่มในตับ คุณค่าเหล่านี้เหมาะกับผู้สูงอายุหรือบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป
 
 
ที่มา : http://www.doctor.or.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:39:52 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 32 (3413720)

 คุณค่าผักพื้นบ้าน..... ต้นขจร หรือ ต้นสลิด

 
 
 
 
ค น ทั่ ว ไ ป นิ ย ม ป ลู ก ต า ม รั้ ว บ้ า น เพราะนอกจากจะขึ้นง่ายตามธรรมชาติแล้ว ยังสามารถทำเป็นรั้วรอบบ้านเรือนเพื่อให้สวยงามแล้ว ยังมีกลิ่นหอม ทั้งดอก และฝักอ่อนยังสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารไว้รับประทานได้อีกด้วย โดยดอก หรือฝักอ่อนจะมีรสหวาน นำมาทำยำ แกงส้ม หรือทำเป็นผักลวกจิ้มกับน้ำพริกก็ได้เช่นกัน ได้ทั้งคุณค่าทางอาหารสูง และดีกับสุขภาพอีกด้วย 
 
เ ป็ น ไ ม้ เ ถ า เ ลื้ อ ย จัดอยู่ในวงศ์ Asclepiadaceae ซึ่งเป็นไม้ที่ชอบขึ้นตามตามธรรมชาติในป่าดงดิบและป่าละเมาะ อาจจะมีชื่อเรียกตามภาค และแต่ละท้องถิ่นที่ไม่เหมือนกัน อาทิ ทางภาคเหนือจะมีชื่อเรียกว่า ผักสลิด ส่วนทางภาคกลางและใต้เรียกว่าดอกขจร เป็นต้น
 
ใ บ มีลักษณะรูปทรงกลมปลายใบแหลม ใบเชิงเดี่ยวเรียงกันคล้ายรูปหัวใจ กว้างและยาว 6-10 ส่วนลำต้นจะมีน้ำยางออกสีขาว
 
ด อ ก จะมีสีเขียวอ่อนๆ อมเหลือง ออกมาเป็นช่อๆ คล้ายพวงอุบะ มีสีเขียวอ่อนอมเหลือง จะมีกลีบเลี้ยงเชื่อมกันส่วนปลายจะเป็น 5 แฉก 
 
ผ ล นั้นทรงกลมยาวคล้ายลูกนุ่นผลอ่อน ผลอ่อนมีสีเขียวจะมีเมล็ดติดกับใยสีขาวปลิวว่อนคล้ายลูกนุ่นนั่นเอง
 
ชื่ อ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ : Telosma minor 
ชื่ อ ว ง ศ์ : Asclepiadaceae 
ชื่ อ ส า มั ญ : Cowslip Creeper 
ชื่ อ พื้ น เ มื อ ง : ดอกสลิด ผักสลิดคาเลา สลิดป่า ผักสลิด กะจอน ขะจอน แต่อีสานบางพื้นที่เรียกว่า ผักขิก
 
รส : ดอกมีรสเย็นขมหอม ราก มีรสเย็นเบื่อ
 
ลั ก ษ ณ ะ ทั่ ว ไ ป : ดอกขจร เป็นไม้เลื้อยเถาเล็กแตกยอดจำนวนมาก ทุกส่วน ของลำต้นมีน้ำยางขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็น 
 
ใบคู่เป็นรูปหัวใจ กว้างและยาว 6 – 10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ มีช่อดอกสีเหลืองอมชมพูอ่อนออกเป็นช่อแบบซี่ร่ม ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง เชื่อมติดกันส่วนปลายแยก 5 แฉกกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายกลีบแยกเป็น 5 แฉก ดอกบานไม่พร้อมกันดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบาน เริ่มหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย ดอกออกมากตั้งแต่ต้นฤดูหนาว นำดอกขจรมาเป็นผัก ทำอาหารรับประทาน 
 
ก า ร ป ลู ก : ขจรเป็นไม้กลางแจ้ง มีวิธีการปลูกโดยการนำกิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือการทาบกิ่ง มาปลูกลงดินในบริเวณ ที่มีแสงแดดส่องถึง หรืออาจเป็นริมรั้วก็ได้ เพื่อให้เถาขจรได้เลื้อยพาดกำแพงรั้วเพื่อการทรงตัว หรืออาจจะ ทำกำแพง ไม้ระแนงเพื่อให้เถาขจรเลื้อยพาดไปได้ เมื่อออกดอกก็จะแลดูสวยงามไปอีกแบบ 
 
อีกวิธีก็คือการตอน ใช้ขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้ 1 คืน ใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยางไว้เพื่อเป็นถุงตอนหลายๆ ถุง เวลาตอนให้กรีดถุงด้านหนึ่งแล้วนำไปหุ้มตรงข้อของเถาขจร มัดให้แน่น ให้ตอนข้อเว้นสองข้อ ประมาณย 20 วันก็ออกราก
 
แ ส ง ขจรเป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดดจัด 
 
ปุ๋ ย ขจรเป็นไม้ที่ไม่ต้องการปุ๋ยมากนัก เนื่องจากขจรเป็นไม้ที่ทนได้ทุกสภาพดิน ฉะนั้นปุ๋ยที่มีอยู่แล้วในดิน กับการเพิ่มปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกลงในดินบริเวณโคนต้นบ้างก็จะดียิ่งขึ้น
 
สำหรับการให้ปุ๋ยเพื่อการค้านั้นควรให้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักใส่ที่โคนต้นได้เรื่อยๆ ส่วนปุ๋ยเคมีใช้สูตร 15-15-15 สลับกับ 25-7-7 เดือนละ 2 ครั้ง และหลังการตัดแต่งกิ่ง ซึ่งถ้าดูแลดีดอกก็จะดกและโตมากกว่าปกติ ที่สำคัญต้องตัดแต่งกิ่งที่แก่ออกอยู่เสมอ เพื่อให้แตกยอดใหม่ออกมาเรื่อยๆ ส่วนมากจะตัดแต่งกิ่งช่วยเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพราะช่วงนี้จะออกดอกน้อย จะตัดอย่างหนักเอาไว้เฉพาะส่วนที่ลำต้นตั้งตรงขึ้นไป และต้องแบ่งแปลงไว้เพื่อให้มีแปลงที่เก็บดอกได้ เพราะช่วงนี้จะขายได้ราคาดี หลังตัดแต่งกิ่ง 2-3 สัปดาห์ก็จะแตกยอดใหม่มีดอกให้เก็บได้เรื่อยๆ หลายปี และยืดอายุต้นขจรได้อีกนาน การตัดนั้นให้ตัดสูงจากพื้นดิน 25 ซม. แต่ละหลุมไม่ควรตัดหมด ให้เหลือไว้ต้นละ 1 หลุม จากนั้นก็รดน้ำให้ปุ๋ยตามปกติ 3-4 เดือน ก็ให้ดอกอีกมาก
 
ต้นขจรจะให้ดอกหลังจากย้ายปลูกได้ 30 วัน และจะให้ผลผลิตมากที่สุดช่วงอายุ 8-10 เดือน โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. ผลผลิตจะเริ่มลดลงในเดือน พ.ย.-ธ.ค. เพราะเป็นช่วงฤดูหนาว เมื่อเก็บช่อดอกแล้วนำไปล้างน้ำ 2 ครั้ง ก่อนคัดแยกดอกบานไว้ต่างหาก ดอกตูมจะขายได้ราคากว่าดอกบาน 
 
ก า ร ข ย า ย พั น ธุ์ : การปักชำกิ่ง หรือทาบกิ่ง หรือเพาะเมล็ด ต้นขจร ถ้าเพาะจากเมล็ดใช้เวลานานมาก กว่าจะออกดอกถ้าจะให้ออกดอกไวๆต้องปลูกจากกิ่งชำ 
 
ต้นขจรเป็นพืชที่ชำติดง่าย ชำโดยการนำเถาที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไปมาตัดเป็นท่อน ชำในถุงดำที่ผสมดิน 1 ส่วน กับขุยมะพร้าว 1 ส่วน ปักท่อนพันธุ์ลงในดินลึกประมาณ 2 นิ้ว นำไปอนุบาลต่อในเรือนเพาะชำที่มีแสงผ่านประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ รดน้ำทุกวันประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำมาปลูกได้หรือแบ่งจำหน่ายต้นพันธุ์ได้
 
ส ร ร พ คุ ณ ท า ง ย า : 
 
- ใช้รากผสมยาหยอดตารักษาตา ทำให้รู้รสอาหาร ดับพิษ 
 
- ยอดอ่อน ดอก ลูกอ่อน บำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ 
 
- ราก ทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา
 
 
ส่ ว น ที่ ใ ช้ เ ป็ น อ า ห า ร : ยอดอ่อน ดอกตูมและบาน ผลอ่อน 
 
คุ ณ ค่ า ท า ง อ า ห า ร : ยอดอ่อนและดอกขจรในปริมาณ 100 กรัม มีวิตามิน แร่ธาตุ ต่างๆ คือวิตามินเอ มากถึง 3,150 I.U. วิตามินซี 45 มิลลิกรัมแคลเซียม 70 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 90 มิลลิกรัม ทั้งยอดอ่อน ผลอ่อน และดอกของขจรสามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งนั้น เฉพาะใช้เป็นผักต้มหรือผักลวกจิ้มน้ำพริก หรือทำเป็นอาหารอื่น เช่น แกงส้มดอกขจร ยำดอกขจร แกงจืดดอกขจร ข้าวต้มดอก ขจร เป็นต้น และส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดคือส่วน ยอดอ่อน ทั้งนี้ดอกขจรมีคุณค่าวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ 
 
ขจรจะไม่มีโรคและแมลง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายมากนัก
 
ขอบคุณข้อมูลจาก
 
-http://www.komchadluek.net/
 
-http://www.rakbankerd.com/agriculture/wb/show.php?Category=agriculture&No=15665
 
-http://www.bloggang.com/
 
โดย..... สมุนไพรในไร่
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-08 22:25:03 IP : 58.9.245.245


ความเห็นที่ 33 (3413723)

 คุณค่าผักพื้นบ้าน..... "มะระจีน"

แก้ตับ ม้ามพิการ บำรุงน้ำดี แก้ลมเข้าข้อ และลดการปวดบวมที่เข่า แก้โรคเบาหวาน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
 
 
 
 
 
"มะระจีน" มีชื่อพื้นบ้านว่า ผักไฮ ผักไซ่ และ มะระ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า ไชนีส บิทเทอร์ (Chinese bitter) คิวคัมเบอร์ (cucumber) บิทเทอร์ มีลอน (Bitter melon) และ บาลซัม เพียร์ (Balsam Pear) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า โมมอร์ดิคา คาแรนเทีย (Momordica charantia L.) จัดอยู่ในวงศ์ คิวเคอร์บิทาซีอี้ (Cucurbitaceae)
 
"มะระจีน" มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 และวิตามินซี มีสารรสขมพวกโมเมอร์ดิซิน(Momordicin) เช่น โมเมอร์ดิโคไซด์เค และโมเมอร์ดิโคไซด์ แอล สารลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ พี- อินซูลิน (P - insulin) 
 
สรรพคุณของมะระจีนและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของมะระจีน คือ ยอดอ่อน ผลอ่อน ใบ ราก และเถา ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี้ ค่ะ
 
- ผล ผลมะระจีนมีสรรพคุณใช้แก้ตับ ม้ามพิการ บำรุงน้ำดี แก้ลมเข้าข้อ และลดการปวดบวมที่เข่า แก้โรคเบาหวาน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม หรือผสมกับชาอื่นๆได้ หรือนำผลมาปั่นแล้วกรองเอาน้ำออกมาดื่ม ลดน้ำตาลในเลือดได้ดี เพราะช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารอินซูลิน สามารถต้านเชื้อไวรัสและมะเร็งได้ ใช้ทาภายนอก แก้ผิวหนังแห้ง ลดอาการระคายเคือง และอักเสบ
 
- ราก รากมะระจีนมีสรรพคุณในการฝาดสมาน ใช้รักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก แก้บิด ต้มดื่มแก้ไข้ (รากมะระขี้นกก็ใช้ได้เช่นเดียวกันกับรากมะระจีน)
 
- เถา เถามะระจีนมีสรรพคุณใช้ดับพิษร้อน แก้บิด
 
- ผลสุก ผลสุกของมะระจีนมีซาโปนิน ไม่ควรรับประทานเพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียน
 
- เมล็ด เมล็ดมะระจีนมีรสขม ขับพยาธิตัวกลม
 
จากการตรวจสอบรายงานและเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องในเรื่องสรรพคุณในทางสมุนไพรทั้งมะระจีนและมะระขี้นกจะมีสรรพคุณที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันค่ะ
 
 
ข้อมูลจาก : บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร
งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ผ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
 
รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-08 22:30:06 IP : 58.9.245.245


ความเห็นที่ 34 (3414574)

ผัก....พ่อค้าตีเมีย

 

ประโยชน์ในการเป็นพืชสมุนไพร
 
....จากรายงานผลการวิจัยพบว่า พ่อค้าตีเมียจัดเป็นผักพื้นบ้านประเภทหนึ่งซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีสรรพคุณในการลด หรือยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็งได้ดี
 
.....ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของพ่อค้าตีเมีย พ่อค้าตีเมีย จัดเป็นไม้กึ่งล้มลุกกึ่งคลุมดินประเภทเฟิร์น มีความสูงประมาณ 30-45 ซม. พบทั่วไปในป่าผลัดใบผสม ป่าเต็งรัง พบได้ทุกภาคของประเทศ ขึ้นบริเวณที่มีความชื้นสูง ต้นน้ำและริมลำธาร เป็นไม้ที่ในช่วงฤดูแล้งต้นจะแห้งเฉา และงอกลำต้นใหม่ในฤดูฝน ในยามที่ต้นยังไม่เจริญเต็มที่ช่วงต้นฤดูฝน ชาวบ้านจะเก็บต้นอ่อนมารับประทานเป็นผัก มีลำต้นเป็นเหง้าไหลทอดไปกับพื้นดิน ชูส่วนปลายยอดตั้งขึ้น และมักแตกกิ่งก้านเป็นคู่ๆ แผ่กระจายในระนาบเดียว ใบ เป็นใบประกอบสีเขียว รูปทรงยาวและหนา ดูสวยงามคล้ายกับใบเฟิร์นเขากวางแต่จะมีใบประกอบย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ใบมีความยาวราว 30-40 ซม. ใบคลี่แผ่ออกเป็นแผ่นกว้าง มีใบอ่อนม้วนและงอ ออกเป็นเกลียววนรอบลำต้น ก้านใบมีขน หลังใบมีสปอร์อยู่หลังขนาดเล็กและเบามาก มี 2 ชนิดอยู่รวมกันในซอกใบ ซึ่งสปอร์ 2 ชนิดนี้ จัดเรียง 4 แถว ติดอยู่ที่แกนของใบ พันธุ์ไม้ชนิดนี้ ขยายพันธุ์โดยการแยกต้นอ่อน จึงนิยมใช้ต้นอ่อนที่เจริญออกมาจากต้นแม่ เช่นเดียวกับผักกูด ส่วนใหญ่ชาวบ้านนิยมเก็บจากแหล่งธรรมชาติ 
 
ที่มาของชื่อ
ชาวเหนือมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชื่อของผักพ่อค้าตีเมีย ว่าพ่อค้ากลับจากค้าขายเหนื่อยและหิว เมียของพ่อค้าจึงแกงผักพ่อค้าตีเมียให้กิน พ่อค้ากินแล้วคิดว่าเมียแกงไม่สุก เพราะผักที่กรอบและเหนียวเล็กน้อย คล้ายกับผักไม่สุก พ่อค่าจึงโมโหและตีเมีย บ้างก็ว่า เมียใช้เวลาแกงนานเพราะคิดว่าผักไม่สุกพ่อค้าหิวและโมโหจึงตีเมีย ความจริงเป็นธรรมชาติของผักพ่อค้าตีเมียที่ทำให้สุกแล้วเวลารับประทานจะรู้สึกเหนียว ทานแล้วกร๊อบแกร๊บ คล้ายกับผักที่ไม่สุก
 
.....ประโยชน์ทางอาหาร
 
.....ส่วนที่กินได้ของผักพ่อค้าตีเมียคือ บริเวณยอดอ่อนที่อยู่ในระยะม้วนงอ พบมากในต้นฤดูฝน นำมาแกงกับปลา หรือใช้เป็นผักรวมสำหรับแกงแค ลวกจิ้มกับน้ำพริกก็ได้ความหวานและกรุบแปลกไปอีกแบบ ปัจจุบันผักพื้นบ้านหากินยากขึ้นทุกวัน เพราะพื้นที่ป่าถูกทำลายและอีกอย่างความรู้เรื่องผักพื้นบ้านก็ยิ่งลดน้อยลงไป คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักหน้าตาของผักทำให้ผักพื้นบ้านถูกหลงลืมไป ต้นอ่อนและยอดอ่อนใช้เป็นผัก ต้นอ่อนจะออกในช่วงฤดูฝน ราวเดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน
มีเรื่องเล่าจากผักพื้นบ้านสนุกๆ ถึงที่มาที่ไปของผักชนิดหนึ่งใน "แกงแค" ซึ่งเป็นอาหารของชาวเหนือ โดยนำยอดอ่อนมาใส่ในแกงแค หรือแกงอ่อมก็นิยมใส่ผักชนิดนี้ลงไป ซึ่งคุณสมบัติของผัก "พ่อค้าตีเมีย" แปลกกว่าผักอื่นคือ แม้จะนำไปใส่ในแกงยังมีรสกรอบอร่อย จนเป็นเรื่องเล่าต่อมาว่า พ่อค้าไม่รู้จักคุณสมบัติเฉพาะตัวของผักชนิดนี้ จึงทุบตีเมียตัวเองหาว่า ทำกับข้าวกับปลาไม่เป็น เพียงแค่ต้มแกงผักยังทำได้ไม่นุ่ม ผักชนิดนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า "พ่อค้าตีเมีย"
 
....คุณสมบัติของพ่อค้าตีเมียอีกประเภทหนึ่งคือ สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้อย่างสบาย เพราะมีใบสวยงามมาก
 
ประโยชน์ทางยา -
ประโยชน์ทางอาหาร ต้นอ่อนและยอดอ่อนใช้เป็นผัก จะออกในช่วงฤดูฝน ราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
การปรุงอาหาร นิยมนำต้นอ่อนไปปรุงเป็นแกงแค ผัด ในภาคเหนือ นำเอาต้นอ่อนของผักพ่อค้าตีเมียไปผสมในแกงแค
ตัวอย่างอาหาร แกงผักพ่อค้าตีเมีย (อาหารเหนือ)
เครื่องปรุง ผักพ่อค้าตีเมีย 2 ขีด
ชะอม 1 ขีด พริกแห้ง 4-5 เม็ด
หอมแดง 1-2 หัว กะปิ 1/3 ช้อนแกง
ปลาแห้ง 2 ขีด ปลาร้า 1 ช้อนแกง
กระเทียม 1-2 หัว เกลือ 1/2 ช้อนแกง
วิธีปรุง
1. ล้างผักพ่อค้าตีเมีย ชะอมให้สะอาด พักไว้ก่อนพอสะเด็ดน้ำ
2. โขลกพริกแห้ง หัวหอม กระเทียม กะปิ ปลาร้า และเกลือให้ละเอียด
3. ต้มปลาแห้งใส่น้ำพอท่วมผัก เมื่อน้ำต้มปลาออกขาวดีแล้ว ใส่พริกที่โขลก
4. เมื่อน้ำแกงเดือดได้ประมาณ 6-7 นาที ใส่ผักทั้งสองอย่างพอเดือดยกลงพร้อมกับชิมรสตามชอบใจ
 
http://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=387302694649025&id=219200328125930
 
http://board.postjung.com/m/532292.html
 
ประโยชน์ในการเป็นพืชสมุนไพร
 
....จากรายงานผลการวิจัยพบว่า พ่อค้าตีเมียจัดเป็นผักพื้นบ้านประเภทหนึ่งซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีสรรพคุณในการลด หรือยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็งได้ดี
 
.....ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของพ่อค้าตีเมีย พ่อค้าตีเมีย จัดเป็นไม้กึ่งล้มลุกกึ่งคลุมดินประเภทเฟิร์น มีความสูงประมาณ 30-45 ซม. พบทั่วไปในป่าผลัดใบผสม ป่าเต็งรัง พบได้ทุกภาคของประเทศ ขึ้นบริเวณที่มีความชื้นสูง ต้นน้ำและริมลำธาร เป็นไม้ที่ในช่วงฤดูแล้งต้นจะแห้งเฉา และงอกลำต้นใหม่ในฤดูฝน ในยามที่ต้นยังไม่เจริญเต็มที่ช่วงต้นฤดูฝน ชาวบ้านจะเก็บต้นอ่อนมารับประทานเป็นผัก มีลำต้นเป็นเหง้าไหลทอดไปกับพื้นดิน ชูส่วนปลายยอดตั้งขึ้น และมักแตกกิ่งก้านเป็นคู่ๆ แผ่กระจายในระนาบเดียว ใบ เป็นใบประกอบสีเขียว รูปทรงยาวและหนา ดูสวยงามคล้ายกับใบเฟิร์นเขากวางแต่จะมีใบประกอบย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ใบมีความยาวราว 30-40 ซม. ใบคลี่แผ่ออกเป็นแผ่นกว้าง มีใบอ่อนม้วนและงอ ออกเป็นเกลียววนรอบลำต้น ก้านใบมีขน หลังใบมีสปอร์อยู่หลังขนาดเล็กและเบามาก มี 2 ชนิดอยู่รวมกันในซอกใบ ซึ่งสปอร์ 2 ชนิดนี้ จัดเรียง 4 แถว ติดอยู่ที่แกนของใบ พันธุ์ไม้ชนิดนี้ ขยายพันธุ์โดยการแยกต้นอ่อน จึงนิยมใช้ต้นอ่อนที่เจริญออกมาจากต้นแม่ เช่นเดียวกับผักกูด ส่วนใหญ่ชาวบ้านนิยมเก็บจากแหล่งธรรมชาติ 
 
ที่มาของชื่อ
ชาวเหนือมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชื่อของผักพ่อค้าตีเมีย ว่าพ่อค้ากลับจากค้าขายเหนื่อยและหิว เมียของพ่อค้าจึงแกงผักพ่อค้าตีเมียให้กิน พ่อค้ากินแล้วคิดว่าเมียแกงไม่สุก เพราะผักที่กรอบและเหนียวเล็กน้อย คล้ายกับผักไม่สุก พ่อค่าจึงโมโหและตีเมีย บ้างก็ว่า เมียใช้เวลาแกงนานเพราะคิดว่าผักไม่สุกพ่อค้าหิวและโมโหจึงตีเมีย ความจริงเป็นธรรมชาติของผักพ่อค้าตีเมียที่ทำให้สุกแล้วเวลารับประทานจะรู้สึกเหนียว ทานแล้วกร๊อบแกร๊บ คล้ายกับผักที่ไม่สุก
 
.....ประโยชน์ทางอาหาร
 
.....ส่วนที่กินได้ของผักพ่อค้าตีเมียคือ บริเวณยอดอ่อนที่อยู่ในระยะม้วนงอ พบมากในต้นฤดูฝน นำมาแกงกับปลา หรือใช้เป็นผักรวมสำหรับแกงแค ลวกจิ้มกับน้ำพริกก็ได้ความหวานและกรุบแปลกไปอีกแบบ ปัจจุบันผักพื้นบ้านหากินยากขึ้นทุกวัน เพราะพื้นที่ป่าถูกทำลายและอีกอย่างความรู้เรื่องผักพื้นบ้านก็ยิ่งลดน้อยลงไป คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักหน้าตาของผักทำให้ผักพื้นบ้านถูกหลงลืมไป ต้นอ่อนและยอดอ่อนใช้เป็นผัก ต้นอ่อนจะออกในช่วงฤดูฝน ราวเดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน
มีเรื่องเล่าจากผักพื้นบ้านสนุกๆ ถึงที่มาที่ไปของผักชนิดหนึ่งใน "แกงแค" ซึ่งเป็นอาหารของชาวเหนือ โดยนำยอดอ่อนมาใส่ในแกงแค หรือแกงอ่อมก็นิยมใส่ผักชนิดนี้ลงไป ซึ่งคุณสมบัติของผัก "พ่อค้าตีเมีย" แปลกกว่าผักอื่นคือ แม้จะนำไปใส่ในแกงยังมีรสกรอบอร่อย จนเป็นเรื่องเล่าต่อมาว่า พ่อค้าไม่รู้จักคุณสมบัติเฉพาะตัวของผักชนิดนี้ จึงทุบตีเมียตัวเองหาว่า ทำกับข้าวกับปลาไม่เป็น เพียงแค่ต้มแกงผักยังทำได้ไม่นุ่ม ผักชนิดนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า "พ่อค้าตีเมีย"
 
....คุณสมบัติของพ่อค้าตีเมียอีกประเภทหนึ่งคือ สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้อย่างสบาย เพราะมีใบสวยงามมาก
 
ประโยชน์ทางยา -
ประโยชน์ทางอาหาร ต้นอ่อนและยอดอ่อนใช้เป็นผัก จะออกในช่วงฤดูฝน ราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
การปรุงอาหาร นิยมนำต้นอ่อนไปปรุงเป็นแกงแค ผัด ในภาคเหนือ นำเอาต้นอ่อนของผักพ่อค้าตีเมียไปผสมในแกงแค
ตัวอย่างอาหาร แกงผักพ่อค้าตีเมีย (อาหารเหนือ)
เครื่องปรุง ผักพ่อค้าตีเมีย 2 ขีด
ชะอม 1 ขีด พริกแห้ง 4-5 เม็ด
หอมแดง 1-2 หัว กะปิ 1/3 ช้อนแกง
ปลาแห้ง 2 ขีด ปลาร้า 1 ช้อนแกง
กระเทียม 1-2 หัว เกลือ 1/2 ช้อนแกง
วิธีปรุง
1. ล้างผักพ่อค้าตีเมีย ชะอมให้สะอาด พักไว้ก่อนพอสะเด็ดน้ำ
2. โขลกพริกแห้ง หัวหอม กระเทียม กะปิ ปลาร้า และเกลือให้ละเอียด
3. ต้มปลาแห้งใส่น้ำพอท่วมผัก เมื่อน้ำต้มปลาออกขาวดีแล้ว ใส่พริกที่โขลก
4. เมื่อน้ำแกงเดือดได้ประมาณ 6-7 นาที ใส่ผักทั้งสองอย่างพอเดือดยกลงพร้อมกับชิมรสตามชอบใจ
 
http://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=387302694649025&id=219200328125930
 
http://board.postjung.com/m/532292.html
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-14 12:38:56 IP : 58.9.10.170


ความเห็นที่ 35 (3414576)

 ผักพ่อค้าตีเมีย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-14 12:39:46 IP : 58.9.10.170


ความเห็นที่ 36 (3418145)

 คุณค่าผักพื้นบ้าน.... ผักกระเฉด

ผักกระเฉดมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Neptunia oleracea Lour. ภาคเหนือเรียกผักหนอง ภาคใต้เรียกผักเฉดหรือผักฉีด ภาคอีสาน เรียกผักกะเสด ภาคกลางเรียกผักกระเฉดหรือผักไล่หมา ราชาศัพท์ เรียกกันว่า ผักรู้นอน
 
ผักกระเฉด เป็นพืชน้ำที่คนไทยรูจักดีที่สุดชนิดหนึ่ง ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์อธิบายคำว่า “ผักกระเฉด คือต้นผักเกิดอยู่ในน้ำ ต้นมันมีนม ใบเล็ก ๆ ถ้าคนเอาไม้ระฟาดเข้า ใบมันก็หุบเข้า บัดเดี๋ยวก็คลี่ออก” จากคำจำกัดคามนี้ แสดงว่าคนไทย เมื่อร้อยปีก่อนรู้จักผักกระเฉดเป็นอย่างดีในฐานะผักที่อยู่ในน้ำ และมีลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น มีนม และ ใบหุบได้ เป็นต้น
 
ปัจจุบันมีผู้อธิบายลักษณะของผักกระเฉดว่า “เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน เกิดในน้ำ ลำคลอง บ่อ สระที่น้ำไหลขึ้นลงไม่สะดวก ใบเล็กเป็นฝอยคล้ายใบกระถินหรือไมยราบ กิ่งก้านอวบอ้วน มีนมคล้ายก้อนสำลีหุ้มลำต้นอยู่เป็นท่อน ๆ เพื่อเป็นพี่เลี้ยง เพื่อชูชีพให้ต้นเจริญเร็ว ดอกเป็นพู่กลมสีเหลืองคล้ายดอกกระถินเหลือง ขนาดย่อมกว่าเล็กน้อยต้นและยอดอ่อนรับประทานเป็นผักได้” (หนังสือประมวลสรรพคุณยาไทย ของสมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ สำนักวัดพระเชตุพนฯ)
 
ผักกระเฉดเป็นพืชดั้งเดิม มีถิ่นกำเนิดในที่ลุ่มของประเทศไทยและอินเดีย ชอบขึ้นอยู่ในบริเวณน้ำ-นิ่งเช่น บ่อ หนอง บึง จากลักษณะนี้เองที่ชาวไทยภาคเหนือจึงเรียกว่าผักหนอง
ผักกระเฉดลอยอยู่บนผิวน้ำได้เช่นเดียวกับผักบุ้งและผักตบ แต่ต่างกันตรงที่ผักกระเฉดมีลำต้นตัน ไม่กลวงเหมือนผักบุ้ง หรือไม่พองโป่งมีรูพรุนอยู่ภายในเหมือนผักตบ แต่ผักกระเฉดลอยอยู่บนผิวน้ำได้โดยอาศัยส่วนที่เรียกว่า “นม” ซึ่งเป็นคล้ายฟองน้ำหุ้มอยู่รอบลำต้นผักกระเฉดเป็นช่วง ๆ ระหว่างข้อ
นมของผักกระเฉดมีสีขาวลอยน้ำได้ ทำหน้าที่คล้ายทุ่นหรือชูชีพ เป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของผักกระเฉด ชาวไทยไม่นิยมกินนมของผักกระเฉด การนำผักกระเฉดมาปรุงอาหารจึงมักลอกเอานมออกทิ้งไปเสมอ แต่ก็แปลกที่แม่บ้านบางรายพิถีพิถันเลือกซื้อผักกระเฉดเฉพาะที่มีนมขนาดใหญ่สมบูรณ์ ไม่ฉีกขาด และต้องมีสีขาวสะอาด ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผักกระเฉดขาย ต้องพยายามบำรุงและดูแลรักษานมของผักกระเฉดมากเป็นพิเศษซึ่งมีผลให้ต้องใช้สารเคมี เช่น ปุ๋ยหรือสารพิษฆ่าแมลงมากขึ้น ราคาต้นทุนผักกระเฉดก็สูงขึ้น แต่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ซื้อเลย เพราะในที่สุดก่อนปรุงเป็นอาหาร ก็ต้องแกะหรือลอกเอานม( ที่สวยงาม )นั้นทิ้งไปเช่นเดียวกับผักกระเฉดที่มีนมไม่สวย
 
 
ที่มาของชื่อผักรู้นอน
เนื่องจากมีผู้เห็นว่าชื่อผักกระเฉดมีความหายไม่สุภาพ จึงกำหนดให้ชื่อราชาศัพท์ของผักกระเฉด เรียกว่า “ผักรู้นอน” ซึ่งมีความหมายว่า เป็นผักที่รู้จักนอนนั่นเอง
ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของผักกระเฉดก็คือใบมีลักษณะคล้ายกับไมยราบ นั่นคือเมื่อถูกกระทบกระ-แทกจะหุบราบเข้าหากันทันที และในตอนกลางคืนก็จะหุบเข้าหากันคล้ายกำลังหลับนอนพักผ่อน และจะคลี่ใบอีกครั้งเมื่อได้รับแสงสว่างในตอนเช้าคล้ายกับตื่นนอน ดังนั้นจึงถูกเรียกชื่อว่าเป็น “ผักรู้นอน”
ทั้งผักกระเฉดและไมยราบต่างก็เป็นพืชอยู่ในวงศ์เดียวกันคือ Mimosaceae จึงมีลักษณะร่วมของใบอย่างเดียวกัน นอกจากนี้ลักษณะดอกของผักกระเฉดก็คล้ายกับดอกกระถินคือเป็นดอกรวม มีเกสรเป็นเส้นเล็ก ๆ รูปร่างทรงกลม สันนิษฐานว่าชาวไทยในภาคอีสานรู้จักผักกระเฉด ( เรียกว่าผักกะเสด ) มาก่อน เนื่องจากเป็นพืชดั้งเดิม ต่อมาเมื่อมีผู้นำกระถินต่างประเทศเข้ามาปลูก ชาวอีสานสังเกตเห็นว่ากระถินมีลักษณะใบและดอกคล้ายผักกระเฉด จึงเรียกกระถินว่า “กะเสด” ไปด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าชื่อของต้นกระถินในภาษาถิ่นอีสานได้มาจากชื่อของผักกระเฉดนั่นเอง
 
 
ผักกระเฉด : ผักพื้นบ้านที่ยังได้รับความนิยม
ผักกระเฉดนับเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่ยังได้รับความนิยมจากชาวไทยอย่างกว้างขวางมาจนปัจจุบัน เราจะพบผักกระเฉดได้ตามภัตตาคารหรือร้านอาหารทั่วไป โดยเฉพาะร้านข้าวต้มประเภท “โต้รุ่ง” ที่นิยมตั้งอยู่ตามริมถนน มักมีอาหารสูตรพิเศษ หรือตำรับยอดนิยมจากผักกระเฉดอยู่ด้วยเสมอ
ผักกระเฉดที่ใช้เป็นผักนั้นนิยมนำส่วนยอดและลำต้นที่ยังไม่แก่นักมาใช้โดยเด็ดราก และลอกนมออกทิ้งเสียก่อน ผักกระเฉดใช้กินได้ทั้งดิบและสุก เช่น เมื่อใช้เป็นผักจิ้ม อาจใช้ดิบ หรือเผา ย่าง ลวก ต้มกะทิ ฯลฯ ใช้ยำหรือแกงก็ได้ โดยเฉพาะแกงส้มผักกระเฉดเป็นที่นิยมกันมาก
เนื่องจากชาวไทยนิยมกินผักกระเฉดกันมาก ทำให้เกิดอาชีพปลูกผักกระเฉดขายสำหรับเกษตรกรบางกลุ่ม โดยมักปลูกในนาเช่นเดียวกับข้าว แต่ต้องกักน้ำให้ลึกกว่าและดูแลเอาใจใส่มากกว่าข้าว
 
เกษตรกรผู้ปลูกผักกระเฉดบางรายสะท้อนให้ฟังว่าความยากของการดูแลรักษาผักกระเฉดอยู่ที่ทำให้นม (ที่ลำต้นผักกระเฉด) มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ ไม่มีตำหนิ และมีสีขาว ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่มีพิษฉีดพ่นมากกว่าปกติ หากผู้บริโภคไม่เน้นความงดงามของนมผักกระเฉดก็จะทำให้การดูแลผักกระเฉดง่ายขึ้นอีกมาก สารเคมีเป็นพิษที่ใช้ก็จะลดลง ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และซื้อผักกระเฉดได้ในราคาถูกลงด้วย
 
ในผักกระเฉดมีคุณค่าอะไรในนั้นบ้าง
 
สำหรับคุณค่าทางด้านโภชนาการของผักกระเฉดนั้นมีอยู่มาก แต่พอจะไล่เป็นข้อๆปล้องๆให้ฟังได้ดังนี้
 
- ผักกระเฉดมีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเจ้าวิตามินเอนั้น มีความสำคัญกับตา ช่วยในการมองเห็นโดยเฉพาะภาวะที่มีแสงน้อย นอกจากนั้นวิตามินเอในผักกระเฉด ยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างเป้นปรกติ และที่สำคัญยังในการเจริญโตและ ช่วยในระบบสืบพันธ์ ใครไม่อยากเป็นหมันก็อย่าลืมผักกระเฉดนะครับ
 
- ผักกระเฉด มีแคลเซียม ซึ่งเป้นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันภาวะกระดูกพรุน อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปรกติ
 
- ผักกระเฉดมีธาตุเหล็ก ซึ่งธาตุเหล็กนั้นมีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด หากขาดธาตุเหล็ก อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้
 
ประโยชน์ด้านอื่นของผักกระเฉด...
 
ยอกจากนำมาใช้เป็นผักแล้ว คนไทยยังนำผักกระเฉดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคบางชนิดอีกด้วย หมอแผนโบราณของไทยถือว่าผักกระเฉดมีรสจืด เป็นยาเย็น และมีฤทธิ์ฝาดสมาน ถือกันว่าเป็นของถอนฤทธิ์ยาอื่น ๆ ให้เสื่อมคุณภาพลง จึงไม่ควรให้คนไข้กินร่วมกับยารักษาโรคอื่น ๆ 
 
ในตำราสรรพคุณสมุนไพร สาขาเภสัชกรรมแพทย์แผนโบราณ กล่าวถึงสรรพคุณของผักกระเฉดว่า ดับพิษร้อน ถอนพิษผิดสำแดง บำรุงน้ำนม เจริญอาหาร เป็นต้น 
ผักกระเฉดเป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ถอนพิษเบื่อเมา ป้องกันโรคตับอักเสบ
นอกจากนั้นยังมีสูตรยาโบราณ ที่นำผักกระเฉด ตำผสมกับสุราแล้วหยอดบริเวณฝันที่ปวด ซึ่งเชื่อว่าสามารถบรรเทาอาการปวดฟันได้
 
ผักกระเฉดอาจปลูกเอาไว้กินเองได้หากมีบ่อ คู หรือร่องน้ำในบริเวณบ้าน นอกจากจะใช้เป็นผักแล้ว ยังอาจใช้เป็นไม้ประดับได้ด้วย เพราะผักกระเฉดมีลักษณะพิเศษที่น่ารักหลายประการ เช่น ดอกเป็นพู่กลมสีเหลืองงดงาม นมสีขาวรอบลำต้นก็แปลกกว่าพืชอื่น ใบที่หุบได้คลี่ออกได้ก็หาได้ยากก โดยเฉพาะลักษณะที่รู้จักเข้านอนตอนค่ำและตื่นนอนตอนเช้าก็น่าใช้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับมนุษย์ ให้ปฏิบัติตนอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริง
 
การนำผักกระเฉดไปประกอบอาหาร
 
จริงๆผักกระเฉดทำอาหารได้หลายอย่าง มากกว่าแค่ที่ผมบอกว่าใส่ในยำวุ้นเส้น แล้วแต่เราจำนำไปประยุกต์ หรือทานสดเป็นผักกับน้ำพริกก็ยังได้ ซึ่งทางเว็บเราจะขอข้ามในเรื่องสูตรอาหารไป แต่จะแนะนำเคล็ดลับเล็กน้อยในการเลือก โดยควรเลือกผักกระเฉดที่มียอดอ่อน จะกรอบและอร่อย ส่วนเคล็ดลับในการลวกผักกระเฉด คือน้ำต้องเดือด ใส่เกลือเล็กน้อย และสำคัญที่สุดคือห้ามลวกนาน เพราะผักกระเฉดจะเหนียว ถ้าจะให้ดีลวกแล้วควรตักใส่น้ำเย็นจัดทันที หรือเอาน้ำแข็งโปะก็ได้ ผักกระเฉดจะกรอบและอร่อยมากๆ
 
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวน่ารู้ของผักทสมุนไพรที่ได้ชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามินอย่างผักกระเฉด
 
ขอขอบคุณข้อมุลจาก.... หนังสือ อาณาจจักรพืชผัก สมุนไพรสร้างสมอง , ไทย wikipedia และเว็บ the-than.com
http://www.doctor.or.th/article/detail/3898
http://ไทยสมุนไพร.net/ผักกระเฉด/
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 19:55:14 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 37 (3418146)

 รูปภาพ : คุณค่าผักพื้นบ้าน.... ผักกระเฉด
ผักกระเฉดมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Neptunia oleracea Lour. ภาคเหนือเรียกผักหนอง ภาคใต้เรียกผักเฉดหรือผักฉีด ภาคอีสาน เรียกผักกะเสด ภาคกลางเรียกผักกระเฉดหรือผักไล่หมา ราชาศัพท์ เรียกกันว่า ผักรู้นอน
ผักกระเฉด เป็นพืชน้ำที่คนไทยรูจักดีที่สุดชนิดหนึ่ง ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์อธิบายคำว่า “ผักกระเฉด คือต้นผักเกิดอยู่ในน้ำ ต้นมันมีนม ใบเล็ก ๆ ถ้าคนเอาไม้ระฟาดเข้า ใบมันก็หุบเข้า บัดเดี๋ยวก็คลี่ออก” จากคำจำกัดคามนี้ แสดงว่าคนไทย เมื่อร้อยปีก่อนรู้จักผักกระเฉดเป็นอย่างดีในฐานะผักที่อยู่ในน้ำ และมีลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น มีนม และ ใบหุบได้ เป็นต้น
ปัจจุบันมีผู้อธิบายลักษณะของผักกระเฉดว่า “เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน เกิดในน้ำ ลำคลอง บ่อ สระที่น้ำไหลขึ้นลงไม่สะดวก ใบเล็กเป็นฝอยคล้ายใบกระถินหรือไมยราบ กิ่งก้านอวบอ้วน มีนมคล้ายก้อนสำลีหุ้มลำต้นอยู่เป็นท่อน ๆ เพื่อเป็นพี่เลี้ยง เพื่อชูชีพให้ต้นเจริญเร็ว ดอกเป็นพู่กลมสีเหลืองคล้ายดอกกระถินเหลือง ขนาดย่อมกว่าเล็กน้อยต้นและยอดอ่อนรับประทานเป็นผักได้” (หนังสือประมวลสรรพคุณยาไทย ของสมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ สำนักวัดพระเชตุพนฯ)
ผักกระเฉดเป็นพืชดั้งเดิม มีถิ่นกำเนิดในที่ลุ่มของประเทศไทยและอินเดีย ชอบขึ้นอยู่ในบริเวณน้ำ-นิ่งเช่น บ่อ หนอง บึง จากลักษณะนี้เองที่ชาวไทยภาคเหนือจึงเรียกว่าผักหนอง
ผักกระเฉดลอยอยู่บนผิวน้ำได้เช่นเดียวกับผักบุ้งและผักตบ แต่ต่างกันตรงที่ผักกระเฉดมีลำต้นตัน ไม่กลวงเหมือนผักบุ้ง หรือไม่พองโป่งมีรูพรุนอยู่ภายในเหมือนผักตบ แต่ผักกระเฉดลอยอยู่บนผิวน้ำได้โดยอาศัยส่วนที่เรียกว่า “นม” ซึ่งเป็นคล้ายฟองน้ำหุ้มอยู่รอบลำต้นผักกระเฉดเป็นช่วง ๆ ระหว่างข้อ
นมของผักกระเฉดมีสีขาวลอยน้ำได้ ทำหน้าที่คล้ายทุ่นหรือชูชีพ เป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของผักกระเฉด ชาวไทยไม่นิยมกินนมของผักกระเฉด การนำผักกระเฉดมาปรุงอาหารจึงมักลอกเอานมออกทิ้งไปเสมอ แต่ก็แปลกที่แม่บ้านบางรายพิถีพิถันเลือกซื้อผักกระเฉดเฉพาะที่มีนมขนาดใหญ่สมบูรณ์ ไม่ฉีกขาด และต้องมีสีขาวสะอาด ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผักกระเฉดขาย ต้องพยายามบำรุงและดูแลรักษานมของผักกระเฉดมากเป็นพิเศษซึ่งมีผลให้ต้องใช้สารเคมี เช่น ปุ๋ยหรือสารพิษฆ่าแมลงมากขึ้น ราคาต้นทุนผักกระเฉดก็สูงขึ้น แต่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ซื้อเลย เพราะในที่สุดก่อนปรุงเป็นอาหาร ก็ต้องแกะหรือลอกเอานม( ที่สวยงาม )นั้นทิ้งไปเช่นเดียวกับผักกระเฉดที่มีนมไม่สวย
ที่มาของชื่อผักรู้นอน
เนื่องจากมีผู้เห็นว่าชื่อผักกระเฉดมีความหายไม่สุภาพ จึงกำหนดให้ชื่อราชาศัพท์ของผักกระเฉด เรียกว่า “ผักรู้นอน” ซึ่งมีความหมายว่า เป็นผักที่รู้จักนอนนั่นเอง
ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของผักกระเฉดก็คือใบมีลักษณะคล้ายกับไมยราบ นั่นคือเมื่อถูกกระทบกระ-แทกจะหุบราบเข้าหากันทันที และในตอนกลางคืนก็จะหุบเข้าหากันคล้ายกำลังหลับนอนพักผ่อน และจะคลี่ใบอีกครั้งเมื่อได้รับแสงสว่างในตอนเช้าคล้ายกับตื่นนอน ดังนั้นจึงถูกเรียกชื่อว่าเป็น “ผักรู้นอน”
ทั้งผักกระเฉดและไมยราบต่างก็เป็นพืชอยู่ในวงศ์เดียวกันคือ Mimosaceae จึงมีลักษณะร่วมของใบอย่างเดียวกัน นอกจากนี้ลักษณะดอกของผักกระเฉดก็คล้ายกับดอกกระถินคือเป็นดอกรวม มีเกสรเป็นเส้นเล็ก ๆ รูปร่างทรงกลม สันนิษฐานว่าชาวไทยในภาคอีสานรู้จักผักกระเฉด ( เรียกว่าผักกะเสด ) มาก่อน เนื่องจากเป็นพืชดั้งเดิม ต่อมาเมื่อมีผู้นำกระถินต่างประเทศเข้ามาปลูก ชาวอีสานสังเกตเห็นว่ากระถินมีลักษณะใบและดอกคล้ายผักกระเฉด จึงเรียกกระถินว่า “กะเสด” ไปด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าชื่อของต้นกระถินในภาษาถิ่นอีสานได้มาจากชื่อของผักกระเฉดนั่นเอง
ผักกระเฉด : ผักพื้นบ้านที่ยังได้รับความนิยม
ผักกระเฉดนับเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่ยังได้รับความนิยมจากชาวไทยอย่างกว้างขวางมาจนปัจจุบัน เราจะพบผักกระเฉดได้ตามภัตตาคารหรือร้านอาหารทั่วไป โดยเฉพาะร้านข้าวต้มประเภท “โต้รุ่ง” ที่นิยมตั้งอยู่ตามริมถนน มักมีอาหารสูตรพิเศษ หรือตำรับยอดนิยมจากผักกระเฉดอยู่ด้วยเสมอ
ผักกระเฉดที่ใช้เป็นผักนั้นนิยมนำส่วนยอดและลำต้นที่ยังไม่แก่นักมาใช้โดยเด็ดราก และลอกนมออกทิ้งเสียก่อน ผักกระเฉดใช้กินได้ทั้งดิบและสุก เช่น เมื่อใช้เป็นผักจิ้ม อาจใช้ดิบ หรือเผา ย่าง ลวก ต้มกะทิ ฯลฯ ใช้ยำหรือแกงก็ได้ โดยเฉพาะแกงส้มผักกระเฉดเป็นที่นิยมกันมาก
เนื่องจากชาวไทยนิยมกินผักกระเฉดกันมาก ทำให้เกิดอาชีพปลูกผักกระเฉดขายสำหรับเกษตรกรบางกลุ่ม โดยมักปลูกในนาเช่นเดียวกับข้าว แต่ต้องกักน้ำให้ลึกกว่าและดูแลเอาใจใส่มากกว่าข้าว
เกษตรกรผู้ปลูกผักกระเฉดบางรายสะท้อนให้ฟังว่าความยากของการดูแลรักษาผักกระเฉดอยู่ที่ทำให้นม (ที่ลำต้นผักกระเฉด) มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ ไม่มีตำหนิ และมีสีขาว ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่มีพิษฉีดพ่นมากกว่าปกติ หากผู้บริโภคไม่เน้นความงดงามของนมผักกระเฉดก็จะทำให้การดูแลผักกระเฉดง่ายขึ้นอีกมาก สารเคมีเป็นพิษที่ใช้ก็จะลดลง ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และซื้อผักกระเฉดได้ในราคาถูกลงด้วย
ในผักกระเฉดมีคุณค่าอะไรในนั้นบ้าง
สำหรับคุณค่าทางด้านโภชนาการของผักกระเฉดนั้นมีอยู่มาก แต่พอจะไล่เป็นข้อๆปล้องๆให้ฟังได้ดังนี้
-  ผักกระเฉดมีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเจ้าวิตามินเอนั้น มีความสำคัญกับตา ช่วยในการมองเห็นโดยเฉพาะภาวะที่มีแสงน้อย นอกจากนั้นวิตามินเอในผักกระเฉด ยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างเป้นปรกติ และที่สำคัญยังในการเจริญโตและ ช่วยในระบบสืบพันธ์ ใครไม่อยากเป็นหมันก็อย่าลืมผักกระเฉดนะครับ
-   ผักกระเฉด มีแคลเซียม ซึ่งเป้นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันภาวะกระดูกพรุน อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปรกติ
-   ผักกระเฉดมีธาตุเหล็ก ซึ่งธาตุเหล็กนั้นมีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด หากขาดธาตุเหล็ก อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้
ประโยชน์ด้านอื่นของผักกระเฉด...
ยอกจากนำมาใช้เป็นผักแล้ว คนไทยยังนำผักกระเฉดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคบางชนิดอีกด้วย หมอแผนโบราณของไทยถือว่าผักกระเฉดมีรสจืด เป็นยาเย็น และมีฤทธิ์ฝาดสมาน ถือกันว่าเป็นของถอนฤทธิ์ยาอื่น ๆ ให้เสื่อมคุณภาพลง จึงไม่ควรให้คนไข้กินร่วมกับยารักษาโรคอื่น ๆ
ในตำราสรรพคุณสมุนไพร สาขาเภสัชกรรมแพทย์แผนโบราณ กล่าวถึงสรรพคุณของผักกระเฉดว่า ดับพิษร้อน ถอนพิษผิดสำแดง บำรุงน้ำนม เจริญอาหาร เป็นต้น
ผักกระเฉดเป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ถอนพิษเบื่อเมา ป้องกันโรคตับอักเสบ
นอกจากนั้นยังมีสูตรยาโบราณ ที่นำผักกระเฉด ตำผสมกับสุราแล้วหยอดบริเวณฝันที่ปวด ซึ่งเชื่อว่าสามารถบรรเทาอาการปวดฟันได้
ผักกระเฉดอาจปลูกเอาไว้กินเองได้หากมีบ่อ คู หรือร่องน้ำในบริเวณบ้าน นอกจากจะใช้เป็นผักแล้ว ยังอาจใช้เป็นไม้ประดับได้ด้วย เพราะผักกระเฉดมีลักษณะพิเศษที่น่ารักหลายประการ เช่น ดอกเป็นพู่กลมสีเหลืองงดงาม นมสีขาวรอบลำต้นก็แปลกกว่าพืชอื่น ใบที่หุบได้คลี่ออกได้ก็หาได้ยากก โดยเฉพาะลักษณะที่รู้จักเข้านอนตอนค่ำและตื่นนอนตอนเช้าก็น่าใช้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับมนุษย์ ให้ปฏิบัติตนอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริง
การนำผักกระเฉดไปประกอบอาหาร
จริงๆผักกระเฉดทำอาหารได้หลายอย่าง มากกว่าแค่ที่ผมบอกว่าใส่ในยำวุ้นเส้น แล้วแต่เราจำนำไปประยุกต์ หรือทานสดเป็นผักกับน้ำพริกก็ยังได้ ซึ่งทางเว็บเราจะขอข้ามในเรื่องสูตรอาหารไป แต่จะแนะนำเคล็ดลับเล็กน้อยในการเลือก โดยควรเลือกผักกระเฉดที่มียอดอ่อน จะกรอบและอร่อย ส่วนเคล็ดลับในการลวกผักกระเฉด คือน้ำต้องเดือด ใส่เกลือเล็กน้อย และสำคัญที่สุดคือห้ามลวกนาน เพราะผักกระเฉดจะเหนียว ถ้าจะให้ดีลวกแล้วควรตักใส่น้ำเย็นจัดทันที หรือเอาน้ำแข็งโปะก็ได้ ผักกระเฉดจะกรอบและอร่อยมากๆ
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวน่ารู้ของผักทสมุนไพรที่ได้ชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามินอย่างผักกระเฉด
ขอขอบคุณข้อมุลจาก.... หนังสือ อาณาจจักรพืชผัก สมุนไพรสร้างสมอง , ไทย wikipedia และเว็บ the-than.com
http://www.doctor.or.th/article/detail/3898
http://xn--o3cepkej9b3gpeg.net/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%94/
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 19:55:32 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 38 (3418195)

 คุณค่าผักพื้นบ้าน..... โหระพา

 

รูปภาพ : คุณค่าผักพื้นบ้าน..... โหระพา
โหระพา : (Ho-ra-pa) Sweet-basil , Common basil
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum basilicum Linn.
วงศ์ : LABIATAE
ชื่ออื่นๆ : ภาคกลาง เรียก มังลัก (Mang-lak) แมงลัก (Maeng-lak) ,ภาคเหนือ เรียก กอมก้อ (Kom-ko)
ถิ่นกำเนิด : นิเวศวิทยาของโหระพามีถิ่นกำเนิด เอเชีย แอฟริกา ขึ้นดีในดินร่วน แดดจัด โหระพาออกดอก ตลอดปี ขยายพันธุ์โดยใช้ เมล็ด หรือ ปักชำกิ่ง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ล้มลุก สูง 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งอ่อนสีม่วงแดง ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่างๆ ดอกสีขาวหรืดชมพูอ่อน ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาว 7-12 เซนติเมตร ใบประดับสีเขียวอมม่วงจะคงอยู่เมื่อเป็นผล กลีบดอกโคยเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 2 ส่วน เกสรตัวผู้ 4 อัน ผล ขนาดเล็ก
พันธุ์โหระพา
โหระพาที่ ปลูกกันทั่วไปในประเทศไทยส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกต่อๆ กันมา โดยเก็บเมล็ดพันธุ์เอง และต่อมาบางที่เกิดจากการกลายพันธุ์ไปแต่ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกเป็นแต่ละ พันธุ์อย่างชัดเจน สาเหตุเพราะการปลูกเป็นการค้าที่ยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก เนื่องจากปริมาณความต้องการยังมีจำกัด มีการซื้อขายกันจำนวนมากๆ เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีบริษัทเอกชนคือ บริษัท อีสท์เวสท์ซีด จำกัด ได้พัฒนาสายพันธุ์โหระพาขึ้นมา ได้แก่ พันธุ์โหระพา จัมโบ้ (4320) ซึ่งมีลักษณะใบใหญ่ ใบสีเขียวสดใส มีกลิ่นหอม โตเร็ว ต้นแข็งแรง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด และปลูกได้ตลอดปี
แหล่งที่พบ   พบได้ทั่วไปเพราะนิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว
สรรพคุณ
1. แก้ไข้ ปวดศรีษะ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ ขับพยาธิ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย ช่วยเจริญอาหาร โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำรับประทานเป็นชา หรือรับประทานเป็นผักสด
2. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและยาระบายอ่อน ๆ เพื่อแก้อาการท้องผูก โดยนำเมล็กแก่แช่น้ำให้พองตัวเต็มที่ รับประทานกับขนมหวานโดยผสมกับน้ำหวานและน้ำแข็ง
3. ใช้รักษาอาการเหงือกอักเสบ เป็นหนองโดยบดใบโหระพาแห้งให้เป็นผงทาบริเวณที่เป็น
4. บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยคั้นน้ำจากใบโหระพาสด ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอ้อย 2 ช้อน รับประทานวันละ 2 ครั้ง พร้อมกับน้ำอุ่น
5. แก้สะอึก โดยใช้ใบโหระพาสดหรือแห้ง พร้อมขิงสดแช่ในน้ำเดือด รับประทานในขณะที่น้ำยังร้อน
6. น้ำมันโหระพาสามารถฆ่ายุงและแมลงได้
7. เมล็ดแก่แช่น้ำใช้พอกแผล บรรเทาอาการฟกช้ำ
ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร
โหระพาเป็น พืชที่มีกลิ่นหอม ช้วยปรุงแต่งกลิ่นรสของอาหารให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น ใบและยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสด และช่วยดับกลิ่นคาวของอาหาร เช่น ผัดหอย ผัดเนื้อ และใช้ประกอบอาหารประเภทอื่น ๆ เช่น แกงเลียง แกงเผ็ด น้ำมันโหระพาใช้แต่งกลิ่นซอสมะเขือเทศ ขนมผิง ลูกอม ผักดอง ไส้กรอก และ เครื่องดื่ม
ข้อควรสังเกต/ข้อควรระวัง
เมื่อดื่มน้ำโหระพาคั้น จะทำให้มึนงงและระคายเคืองคอเล็กน้อย
การเลือกพื้นที่
โหระพาเป็น พืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ 1-2 ปี การเลือกพื้นที่ควรพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ ดินควรมีความร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์ดี มีการระบายน้ำดี อยู่ใกล้แหล่งน้ำและสามารถนำน้ำมารดได้สะดวก อยู่ใกล้ที่พักอาศัยและการคมนาคมสะดวก
การเตรียมดิน
โหระพาเป็น พืชที่มีระบบรากลึกปานกลาง การเตรียมดินควรขุดหรือไถดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน ไถพรวนคราด ย่อยดินให้ละเอียด เก็บเศษวัชพืชออกให้หมด หลังจากนั้นยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสมเว้นช่องว่างระหว่างแปลงประมาณ 30 เซนติเมตร
เมื่อยกแปลงเสร็จแล้วใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว อัตรา 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 500 กรัมต่อตารางเมตร โรยให้ทั่วแปลง และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้กระจายทั่วแปลง คลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมีให้เข้ากันกับดินพร้อมที่จะปลูก
วิธีปลูก
การปลูกโหระพาควรกระทำในตอนเย็น วิธีการปลูกที่นิยมมี 2 วิธีด้วยกัน คือ
1. การเพาะกล้าย้ายปลูก โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลงแล้วใช้แกลบสด แกลบเผาหรือฟาง หว่านหรือคลุมบางๆ แล้วรดน้ำตามทันที หลังจากนั้น รดน้ำทุกวันเช้าและเย็น จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 20-25 วัน จึงทำการย้ายปลูก โดยการถอนกล้าแล้วเด็ดยอดนำไปปลูกในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร เมื่อถอนกล้าออกจากแปลงแล้วจะต้องปลูกให้เสร็จภายในวันเดียวกัน หลังจากปลูกเสร็จควรหาฟางหรือหญ้าแห้งมาคลุมเพื่อเก็บความชื้นและรดน้ำตาม ทันที
2. การปักชำ โดยตัดกิ่งที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วปลิดใบออกให้หมดนำไปปักชำในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดคลุมให้ทั่วแปลง และรดน้ำตามทันที
การปฏิบัติดูแลรักษา
โหระพาเป็น พืชที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการรดน้ำให้ทุกวัน แต่ระวังอย่าปล่อยให้มีการท่วมขังของน้ำในแปลง ในระยะแรกควรทำการพรวนดินและกำจัดพืชทุกๆ 1-2 สัปดาห์ โดยการใช้มือถอนจอบหรือเสียมดายหญ้าออกและควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้ กระทบต่อต้นและราก
โหระพาเป็น พืชที่ดูแลรักษาง่าย เจริญเติบโตดี การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายน้ำรดหลังปลูกประมาณ 15-20 วัน จะทำให้การเจริญเติบโตของโหระพาดี ยิ่งขึ้น และมียอดอวบงามและใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ทุกครั้งหลังจากการเก็บเกี่ยวสำหรับการป้องกันกำจัดโรคและ แมลงนั้น เนื่องจากโหระพาเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงมากนัก การแก้ปัญหาจึงไม่ควรใช้สารเคมี เพราะอาจไม่คุ้มค่า
การเก็บเกี่ยว
หลังจากปลูกประมาณ 30-35 วัน สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มีดคมๆ ตัดต้นหรือกิ่ง ห่างจากยอดลงมาประมาณ 10-15 เซนติเมตร นำไปขายหากยังไม่มีผู้รับซื้ออาจชะลอการเก็บเกี่ยวได้ โดยการตัดช่อดอกออกโหระพาก็จะแตกกิ่งแตกใบออกมาอีกเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวสามารถกระทำได้ทุกๆ 15-20 วัน ไปจนถึงอายุ 7-8 เดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก.....
http://www.oknation.net/blog/ION/2008/08/19/entry-1
โดย..... สมุนไพรในไร่

 

 
 
โหระพา : (Ho-ra-pa) Sweet-basil , Common basil
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum basilicum Linn.
 
วงศ์ : LABIATAE
 
ชื่ออื่นๆ : ภาคกลาง เรียก มังลัก (Mang-lak) แมงลัก (Maeng-lak) ,ภาคเหนือ เรียก กอมก้อ (Kom-ko)
 
ถิ่นกำเนิด : นิเวศวิทยาของโหระพามีถิ่นกำเนิด เอเชีย แอฟริกา ขึ้นดีในดินร่วน แดดจัด โหระพาออกดอก ตลอดปี ขยายพันธุ์โดยใช้ เมล็ด หรือ ปักชำกิ่ง
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ล้มลุก สูง 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งอ่อนสีม่วงแดง ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่างๆ ดอกสีขาวหรืดชมพูอ่อน ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาว 7-12 เซนติเมตร ใบประดับสีเขียวอมม่วงจะคงอยู่เมื่อเป็นผล กลีบดอกโคยเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 2 ส่วน เกสรตัวผู้ 4 อัน ผล ขนาดเล็ก
 
พันธุ์โหระพา
โหระพาที่ ปลูกกันทั่วไปในประเทศไทยส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกต่อๆ กันมา โดยเก็บเมล็ดพันธุ์เอง และต่อมาบางที่เกิดจากการกลายพันธุ์ไปแต่ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกเป็นแต่ละ พันธุ์อย่างชัดเจน สาเหตุเพราะการปลูกเป็นการค้าที่ยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก เนื่องจากปริมาณความต้องการยังมีจำกัด มีการซื้อขายกันจำนวนมากๆ เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น
 
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีบริษัทเอกชนคือ บริษัท อีสท์เวสท์ซีด จำกัด ได้พัฒนาสายพันธุ์โหระพาขึ้นมา ได้แก่ พันธุ์โหระพา จัมโบ้ (4320) ซึ่งมีลักษณะใบใหญ่ ใบสีเขียวสดใส มีกลิ่นหอม โตเร็ว ต้นแข็งแรง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด และปลูกได้ตลอดปี
 
แหล่งที่พบ พบได้ทั่วไปเพราะนิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว
 
 
สรรพคุณ
 
1. แก้ไข้ ปวดศรีษะ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ ขับพยาธิ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย ช่วยเจริญอาหาร โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำรับประทานเป็นชา หรือรับประทานเป็นผักสด
 
2. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและยาระบายอ่อน ๆ เพื่อแก้อาการท้องผูก โดยนำเมล็กแก่แช่น้ำให้พองตัวเต็มที่ รับประทานกับขนมหวานโดยผสมกับน้ำหวานและน้ำแข็ง
 
3. ใช้รักษาอาการเหงือกอักเสบ เป็นหนองโดยบดใบโหระพาแห้งให้เป็นผงทาบริเวณที่เป็น
 
4. บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยคั้นน้ำจากใบโหระพาสด ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอ้อย 2 ช้อน รับประทานวันละ 2 ครั้ง พร้อมกับน้ำอุ่น
 
5. แก้สะอึก โดยใช้ใบโหระพาสดหรือแห้ง พร้อมขิงสดแช่ในน้ำเดือด รับประทานในขณะที่น้ำยังร้อน
 
6. น้ำมันโหระพาสามารถฆ่ายุงและแมลงได้
 
7. เมล็ดแก่แช่น้ำใช้พอกแผล บรรเทาอาการฟกช้ำ
 
 
ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร
 
โหระพาเป็น พืชที่มีกลิ่นหอม ช้วยปรุงแต่งกลิ่นรสของอาหารให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น ใบและยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสด และช่วยดับกลิ่นคาวของอาหาร เช่น ผัดหอย ผัดเนื้อ และใช้ประกอบอาหารประเภทอื่น ๆ เช่น แกงเลียง แกงเผ็ด น้ำมันโหระพาใช้แต่งกลิ่นซอสมะเขือเทศ ขนมผิง ลูกอม ผักดอง ไส้กรอก และ เครื่องดื่ม
 
 
ข้อควรสังเกต/ข้อควรระวัง
 
เมื่อดื่มน้ำโหระพาคั้น จะทำให้มึนงงและระคายเคืองคอเล็กน้อย
 
 
การเลือกพื้นที่
 
โหระพาเป็น พืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ 1-2 ปี การเลือกพื้นที่ควรพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ ดินควรมีความร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์ดี มีการระบายน้ำดี อยู่ใกล้แหล่งน้ำและสามารถนำน้ำมารดได้สะดวก อยู่ใกล้ที่พักอาศัยและการคมนาคมสะดวก
 
การเตรียมดิน
 
โหระพาเป็น พืชที่มีระบบรากลึกปานกลาง การเตรียมดินควรขุดหรือไถดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน ไถพรวนคราด ย่อยดินให้ละเอียด เก็บเศษวัชพืชออกให้หมด หลังจากนั้นยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสมเว้นช่องว่างระหว่างแปลงประมาณ 30 เซนติเมตร
 
เมื่อยกแปลงเสร็จแล้วใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว อัตรา 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 500 กรัมต่อตารางเมตร โรยให้ทั่วแปลง และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้กระจายทั่วแปลง คลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมีให้เข้ากันกับดินพร้อมที่จะปลูก
 
วิธีปลูก
 
การปลูกโหระพาควรกระทำในตอนเย็น วิธีการปลูกที่นิยมมี 2 วิธีด้วยกัน คือ
 
1. การเพาะกล้าย้ายปลูก โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลงแล้วใช้แกลบสด แกลบเผาหรือฟาง หว่านหรือคลุมบางๆ แล้วรดน้ำตามทันที หลังจากนั้น รดน้ำทุกวันเช้าและเย็น จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 20-25 วัน จึงทำการย้ายปลูก โดยการถอนกล้าแล้วเด็ดยอดนำไปปลูกในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร เมื่อถอนกล้าออกจากแปลงแล้วจะต้องปลูกให้เสร็จภายในวันเดียวกัน หลังจากปลูกเสร็จควรหาฟางหรือหญ้าแห้งมาคลุมเพื่อเก็บความชื้นและรดน้ำตาม ทันที
 
2. การปักชำ โดยตัดกิ่งที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วปลิดใบออกให้หมดนำไปปักชำในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดคลุมให้ทั่วแปลง และรดน้ำตามทันที
 
การปฏิบัติดูแลรักษา
 
โหระพาเป็น พืชที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการรดน้ำให้ทุกวัน แต่ระวังอย่าปล่อยให้มีการท่วมขังของน้ำในแปลง ในระยะแรกควรทำการพรวนดินและกำจัดพืชทุกๆ 1-2 สัปดาห์ โดยการใช้มือถอนจอบหรือเสียมดายหญ้าออกและควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้ กระทบต่อต้นและราก
 
โหระพาเป็น พืชที่ดูแลรักษาง่าย เจริญเติบโตดี การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายน้ำรดหลังปลูกประมาณ 15-20 วัน จะทำให้การเจริญเติบโตของโหระพาดี ยิ่งขึ้น และมียอดอวบงามและใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ทุกครั้งหลังจากการเก็บเกี่ยวสำหรับการป้องกันกำจัดโรคและ แมลงนั้น เนื่องจากโหระพาเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงมากนัก การแก้ปัญหาจึงไม่ควรใช้สารเคมี เพราะอาจไม่คุ้มค่า
 
การเก็บเกี่ยว
 
หลังจากปลูกประมาณ 30-35 วัน สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มีดคมๆ ตัดต้นหรือกิ่ง ห่างจากยอดลงมาประมาณ 10-15 เซนติเมตร นำไปขายหากยังไม่มีผู้รับซื้ออาจชะลอการเก็บเกี่ยวได้ โดยการตัดช่อดอกออกโหระพาก็จะแตกกิ่งแตกใบออกมาอีกเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวสามารถกระทำได้ทุกๆ 15-20 วัน ไปจนถึงอายุ 7-8 เดือน
 
ขอบคุณข้อมูลจาก.....
http://www.oknation.net/blog/ION/2008/08/19/entry-1
 
โดย..... สมุนไพรในไร่
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:24:41 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 39 (3420526)

 ผักพื้นบ้าน ...... เป็นทั้งอาหารและยา......มากคุณค่า

 
 
 
 
 
 
 
ผักพื้นบ้าน คือ พรรณพืชพื้นบ้านในท้องถิ่น ที่ชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค 
 
สารอาหารที่พบมากในผักพื้นบ้านและผักทั่วไปมีหลายชนิด ที่สำคัญๆได้แก่ แร่ธาตุและ วิตามินต่างๆ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเรามาก คือช่วยให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทำงานได้ตามปกติ แร่ธาตุและวิตามินในพืชผักที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
 
1) แคลเซียม ร่างกายของมนุษย์มีแคลเซียมมากกว่าแร่ธาตุชนิดอื่นๆ ถ้าคิดโดย น้ำหนักแล้ว แคลเซียมในร่างกายมีอยู่ประมาณร้อยละ 2 ของน้ำหนักร่างกายทั้งหมด เป็นส่วน ประกอบสำคัญจำเป็นของกระดูกและฟัน แคลเซียมในอาหารดูดซึมได้ร้อยละ 30-50 วิตามินดี โปรตีนและวิตามินซีในอาหารช่วยให้แคลเซียมดูดซึมได้ดีขึ้น
 
ความต้องการแคลเซียมสำหรับ ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 800 มิลลิกรัม
 
ผักที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ ใบชะพลู ผักแพว ใบยอ ยอดแค ผักกระเฉด สะเดา สะแล หน่อเหลียง มะเขือพวง ขี้เหล็ก ใบเหลียง ผักแล้ว กระถิน ตำลึง ผักอ้วน
 
 
2) ฟอสฟอรัส เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน 85-90% อยู่ในสภาพ ของแคลเซียมฟอสเฟตที่ไม่ละลาย ทำให้ฟันและกระดูกแข็งแรง อีก 10-15% มีอยู่ทั่วไปใน ร่างกาย ผักที่มีแคลเซียมสูงมักจะเป็นแหล่งของธาตุฟอสฟอรัสด้วย ความต้องการธาตุฟอสฟอรัส ปกติ ควรได้รับประมาณวันละ 800 มิลลิกรัม เท่ากับปริมาณแคลเซียม
 
 
3) ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง ส่วนที่เรียกว่า ฮีโมลโกลบิน ซึ่ง จะเป็นตัวพาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพาคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปยังปอด เพื่อขับถ่ายออก ถ้าร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาด ธาตุเหล็กได้
 
ความต้องการธาตุเหล็ก : เด็ก 10-12 มิลลิกรัม/วัน ผู้ใหญ่ซาย 10 มิลลิกรัม/วัน ผู้ใหญ่หญิง วันละ 15 มิลลิกรัม/วัน
 
ผักพื้นบ้านที่มีธาตุเหล็ก ได้แก่ ผักกูด ขมิ้นขาว ผักแว่น ใบแมงลัก ใบโหระพา ผักเม็ก ยอดมะกอก กระถิน ซะพลู ขี้เหล็ก ผักแขยง
 
 
4) วิตามินเอ เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการจำนวนน้อย แต่ขาดไม่ได้ ถ้าขาด จะทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติและเกิดโรคได้
 
ผักพื้นบ้านที่ให้วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบย่านาง ยอดแค กระถินอ่อน ยอดสะเดา ผักหวาน ฟกทองยอดอ่อน ใบขี้เหล็ก ใบบัวบก ใบยอ ใบซะพลู ใบแมงลัก
 
 
5) วิตามินซี มีมากในผักสดและผลไม้ทั่วไป ผักสดมีวิตามินซีสูงมาก โดยเฉพาะ ในใบตอนส่วนยอด และเมล็ดกำลังจะงอก เช่น ถั่วงอก วิตามินซีจะละลายง่ายและไม่ทนความร้อน การหุงอาหารที,ไม่ถูกหลักโภชนาการอาจทำให้สูญเสียวิตามินนี้ได้ง่ายที่สุด ผักพื้นบ้านที่มี วิตามินซีสูง ได้แก่ ดอกขี้เหล็ก ผักอ้วน มะรุม พริก ยอดสะเดา ใบเหลียง มะระขี้นก ผักหวาน ผักเขียวปลี ผักกะโดน ผักขี้หูด ผักแพว
 
 
นอกจากให้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ผักพื้นบ้านยังให้กากใยอาหาร ซึ่งจะดูดซับ ไขมัน ทำให้ไขมันดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย จึงทำให้ลดระดับไขมันในเลือดได้ ใยอาหารยังช่วย ขับถ่ายไม่ให้ท้องผูก ช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดลีดวงทวาร ท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
 
แต่ผักพื้นบ้านบางชนิดมีสารออกชาเลต สูง เช่น ผักโขม ผักติ้ว ผักเม็ก ผักหวานปา ใบชะพลู เป็นต้น ต้องรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์ เพราะจากการวิจัยพบว่า ถ้าร่างกายได้รับสารออกชาเลตหรือกรดออกชาลิคในปริมาณสูง แต่ได้รับ สารฟอสเฟตจากเนื้อสัตว์น้อยก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
 
http://www.healthcarethai.com/
 
 
ผักพื้นบ้านนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ส่วนใหญ่ยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร เนื่องจากมีรสยาที่หลากหลายอยู่ในผักพื้นบ้าน ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ให้ความสำคัญกับรสอาหารพื้นบ้าน ดังนี้
 
รสฝาด มีสรรพคุณทางยา คือ ช่วยสมานแผล แก้ท้องร่วง บำรุงธาตุในร่างกาย เช่น ยอดมะม่วง ยอดมะกอก ยอดจิก ยอดกระโดน ฯลฯ
 
รสหวาน มีสรรพคุณทางยา คือ ช่วยให้มีการดูดซึมได้ดีขึ้น ทำให้ชุ่มชื้น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เช่น เห็ด ผักหวานป่า ผักขี้หูด บวบ น้ำเต้า ฯลฯ
 
รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณทางยา คือ แก้ท้องอืด แก้ลมจุกเสียด ขับลม บำรุงธาตุ เช่น ดอกกระทือ กระเทียม ดอกกระเจียวแดง ดีปลี พริกไทย ใบชะพลู ขิง ข่า ขมิ้น กระชาย ฯลฯ
 
รสเปรี้ยว มีสรรพคุณทางยา คือ ขับเสมหะ ช่วยระบาย เช่น ยอดมะขามอ่อน มะนาว ยอดชะมวง มะดัน ยอดมะกอก ยอดผักติ้ว
 
รสหอมเย็น มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย เช่น เตยหอม โสน ดอกขจร บัว ผักบุ้งไทย เป็นต้น
 
รสมัน มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงเส้นเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ เช่น สะตอ เนียง ขนุนอ่อน ถั่วพู ฟักทอง กระถิน ชะอม
 
รสขม มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงโลหิต เจริญอาหาร ช่วยระบาย เช่น มะระขี้นก ยอดหวาย ดอกขี้เหล็ก ใบยอ สะเดา เพกา ผักโขม
 
นอกจากคุณค่าทางยาแล้ว ผักพื้นบ้านยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
 
สารสำคัญในผักพื้นบ้าน ที่สามารถป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้แก่ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งพบในผักใบเขียวจัดๆ เช่น ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ใบตำลึง ใบบัวบก ใบแมงลัก ผักชีลาว ผักแว่น ใบขี้เหล็ก ใบกะเพรา นอกจากนี้ ยังพบในผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น มะละกอสุก ฟักทอง มะปราง
 
นอกจากสารเบต้าแคโรทีนดังกล่าวแล้ว ในผักสด ยังพบว่ามีวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินซีมีบทบาทในการสร้างภูมิต้านมะเร็ง คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการเป็นมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้
 
วัฒนธรรมพื้นบ้านของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ มักจะเก็บผักพื้นบ้านจากริมรั้ว จากป่า ไร่นา หรือสวน เป็นผักสดๆ มาประกอบเป็นอาหาร ผักสดยิ่งสดเท่าไรก็ยิ่งมีวิตามินซีสูงเท่านั้น
 
ดังนั้น ภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทย ผักบางชนิดที่นำมารับประทานสดๆกับน้ำพริก คนไทยก็มักจะนำมารับประทานเลย ซึ่งได้วิตามินซีและเกลือแร่อื่นๆ สูง ในบางชนิดอาจเป็นอันตรายถ้านำมารับประทานเลย ก็จะนำมาลวก ต้ม ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม
 
การดูแลสุขภาพของตนเองด้วยวิธีธรรมชาติ การรับประทานผักพื้นบ้านที่ปลอดสารพิษ หรือปลูกผักไว้รับประทานกันเองในครัวเรือน นอกจากจะช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ แล้ว ยังช่วยประหยัด และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน
 
ดังนั้น เราควรจะส่งเสริมให้มีการปลูกผักริมรั้ว เพื่อนำมาประกอบเป็นอาหาร แทนการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีบริเวณที่จะปลูกต้นไม้ หรือผักไว้กินได้มากนัก เนื่องจากการถูกจำกัดเรื่องสถานที่ แต่เราสามารถปลูกผักสวนครัวไว้กิน โดยการปลูกไว้ในกระถาง เช่น พริก โหระพา กะเพรา แมงลัก ชะพลู ผักชี ผักแพว เป็นต้น ซึ่งปลูกง่าย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งยังปลอดภัยจากสารพิษ
 
สำหรับผู้ที่มีที่ดินพอปลูกผักริมรั้ว ที่เป็นไม้ยืนต้น ที่เก็บไว้กินได้หลายๆ ปี เช่น แค กระถิน ชะอม สะเดา การนำพืชเหล่านั้นมาปลูกในที่ไม่ต้องการ การดูแลมากนัก นอกจากจะเก็บมาเป็นอาหารที่มีคุณค่าแล้ว ยังช่วยเป็นรั้วบ้าน และให้ร่มเงาทำให้สดชื่น ถ้าเหลือกินในครอบครัวก็สามารถแบ่งให้เพื่อนบ้าน หรือเก็บไปขายได้
 
จากที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาดั้งเดิม วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยโบราณที่อยู่แบบอบอุ่นพึ่งตนเองได้ ปัจจุบันคนไทยกำลังหวนคืนสู่บรรยากาศนั้น เพื่อความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย การช่วยเหลือจุนเจือกัน การช่วยเหลือตัวเองในระดับครอบครัว ชุมชน เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ที่คนไทยควรจะเห็นความสำคัญ เพื่อความอยู่รอดของเราคนไทย และเพื่อชาติไทย
 
 
• อาหารประจำธาตุเจ้าเรือน
 
ธาตุดิน ควรรับประทานอาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม ได้แก่ มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง เผือก ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย เกลือ ฯลฯ
 
ธาตุน้ำ ควรรับประทานอาหารรสเปรี้ยว รสขม ได้แก่ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ มะระ สะเดา ฯลฯ
 
ธาตุลม ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา ฯลฯ
 
ธาตุไฟ ควรรับประทานอาหารรสขม เย็น จืด ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง แตงโม บัวบก ขี้เหล็ก ฯลฯ
 
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 133 มกราคม 2555 โดย สถาบันการแพทย์แผนไทย)
 
http://www.mannature.com/view.asp?ID=257
http://articles.spokedark.tv/2013/03/22/vegetables/#.UcEmBfk0xkk
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-19 20:08:53 IP : 171.97.81.124


ความเห็นที่ 40 (3421011)

 ผักเสี้ยน...ผักพื้นบ้านไทย....จากวัชพืชกลายเป็นผักดองมีคุณ

 

 

 

 
 
ใครที่เป็นคนต่างจังหวัดมักจะคุ้นเคยกับผักชนิดนี้ สามารถเห็นได้ทั่วไปตามพื้นที่รกร้างหรือแม้กระทั่งแปลงหญ้าแปลงผักหน้าบ้าน 
 
ผักเสี้ยนเป็นพืชในสกุล Cleome ของวงศ์ Cleomaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cleome gynandra L. ชื่อสามัญในภาษาอังกฤษ คือ spider weed หรือ spider flower ภาษาไทยเรียก ผักเสี้ยน ผักเสี้ยนขาว (ภาคกลาง) ผักส้มเสี้ยน (ภาคเหนือ)
 
ผักเสี้ยนเป็นไม้ล้มลุก เนื้ออ่อน สูงไม่เกิน ๑ เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง ตามลำต้นและกิ่งก้านมีต่อมขนอ่อนปกคลุม ใบเป็นแบบมือ ประกอบด้วยใบย่อย ๓-๕ ใบ ก้านใบยาว ออกสลับกันบนกิ่ง ดอกออกเป็นช่อปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว หรือเหลือบม่วง ดอกมีลักษณะเป็นเส้นยาวเล็กคล้ายเสี้ยน จึงชื่อผักเสี้ยน หรือคล้ายขาแมงมุม จึงเรียกในภาษาอังกฤษว่า spider flower ผลเป็นลักษณะฝักยาวทรงกระบอกปลายแหลม มีจงอยตรงปลาย เมล็ดสีน้ำตาลดำขนาดเล็ก มีจำนวนมาก
 
ผักเสี้ยนในฐานะผัก....
 
แหล่งกำเนิดดั้งเดิมของผักเสี้ยน อยู่ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย (รวมทั้งไทย) แล้วกระจายไปทั่วโลก ทั้งทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ พบขึ้นเองตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป จึงถือเป็นวัชพืชอย่างหนึ่ง ดังชื่อ ในภาษาอังกฤษว่า spider weed นั่นเอง ผักเสี้ยนนับเป็นพืชอาภัพ เพราะลักษณะภายนอกไม่น่าดู นอกจากจะมีขนอ่อนปกคลุมทั้งลำต้น กิ่งก้านและใบแล้ว ยังมีของเหลวเหนียวๆติดมือและกลิ่นฉุนเมื่อสัมผัส บางคนกล่าวว่ากลิ่นคล้ายมัสตาร์ด นอกจากกลิ่นแรงแล้ว ใบสดยังมีรสขมไม่ชวนกินอีกด้วย ชื่อของผักเสี้ยนก็ไม่ค่อยน่า ฟังหรือเป็นมงคลสำหรับคนไทย เพราะในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ คำจำกัดความของ "เสี้ยน" ว่า "เนื้อไม้ที่แตกเป็นเส้นเล็กๆ ปลายแหลมอย่างหนาม หรือเรียกสิ่งที่มีลักษณะเช่นนั้น" 
 
นอกจากนี้เสี้ยนยังใช้ประกอบคำที่มีความหมายในทางร้าย เช่น "เสี้ยนหนาม" หมายถึง ศัตรูที่มีอันตรายร้ายแรง ดังเช่น คำว่า เสี้ยนหนามแผ่นดิน เป็นต้น นอกจากนั้นผักเสี้ยนยังขึ้นได้เองทั่วไปตามที่รกร้างว่างเปล่า เช่นเดียวกับวัชพืชต่างๆ ผักเสี้ยนจึงถูกมองเหมือนพืชไร้ค่า เพราะหาได้ง่ายไม่ต้อง ลงทุนลงแรงเพาะปลูกหรือไปเสาะหาในป่าลึกแต่อย่างใด จากลักษณะต่างๆดังกล่าวมานี้ ผักเสี้ยนจึงมีฐานะต่ำกว่าความเป็น "สามัญ" เสียอีก จนอาจกล่าวได้ว่า ผักเสี้ยนมีฐานะต่ำต้อยอยู่ในกลุ่มล่างสุดของบรรดาผักพื้นบ้านไทย
 
ผักเสี้ยนในภาคเหนือว่า ผักส้มเสี้ยน แสดงนัยยะถึงคุณสมบัติในการเป็นผักของผักเสี้ยนว่าเกี่ยวข้องกับรสเปรี้ยว (ส้ม) ทั้งนี้เนื่องจากผักเสี้ยนเหมาะสำหรับ นำมาดองเปรี้ยว ซึ่งให้รสชาติดีที่สุด (เมื่อเปรียบเทียบกับการนำไปปรุงอาหารด้วยวิธีอื่นๆ) เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่เคยกินผักดอง คงคุ้นเคยและชื่นชอบรสชาติของผักเสี้ยนดอง(เปรี้ยว) ซึ่งใช้จิ้มน้ำพริกกะปิใส่มะนาวให้มีรสออกไปทางเปรี้ยวนำมากเป็นพิเศษ 
 
ผักเสี้ยนดอง(เปรี้ยว)นั้น นับเป็นผักดองที่คนไทยนิยมกินทั่วทุกภาค ดังจะเห็นได้จากมีเกษตรกรหลายรายยึดอาชีพเพาะปลูกผักเสี้ยน แล้วดองขายเป็นหลักต่อเนื่อง มีรายได้แน่นอนและมั่นคงตลอดมา สำหรับผู้บริโภคก็จะพบว่าในตลาดมีผักเสี้ยนดองวางขายทั่วไปตลอดปีเช่นเดียวกัน แสดงถึงความนิยมแพร่หลายของชาวไทยที่มีต่ออาหาร ตำรับนี้ได้อย่างชัดเจน แม้ผักเสี้ยนจะนำไปประกอบอาหารด้วยวิธีอื่นๆ ได้อีก เช่น นำไปต้มหรือลวกให้สุกก็ทำให้หายขมและหมดกลิ่นเหม็น นำไปเป็นผักจิ้มได้เช่นเดียวกับการดอง แต่ชาวไทยไม่นิยมกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เมื่อนึกถึงผักเสี้ยนในฐานะผัก ก็จะนึกถึงผักเสี้ยนดอง (เปรี้ยว) และถึงแม้ผักเสี้ยนจะไม่ใช่ผักที่อยู่ในแถวหน้า แต่ในบรรดาผักดองด้วยกันแล้ว ผักเสี้ยนดองย่อมอยู่ในอันดับต้นๆของความนิยมอย่างแน่นอน
 
ประโยชน์ด้านอื่นๆของผักเสี้ยน
 
ผักเสี้ยนมีคุณสมบัติด้านสมุนไพรตามตำราแพทย์แผนไทยหลายประการ เช่น
 
ต้น : กลิ่นฉุนร้อน แก้เลือด ระดูเน่าเสียที่ทำให้จับสั่นสะท้าน
 
ใบ : บำรุงเสมหะให้เป็นปกติ
 
ดอก : แก้เลือดสตรีอันอยู่ในเรือนไฟ
 
เมล็ด : ฆ่าไส้เดือน (พยาธิ) ในท้อง
 
ราก : แก้ลมอันเป็นพิษ
 
ผักเสี้ยนทั้งห้า (ต้น ใบ ดอก เมล็ด ราก) : รสร้อน แก้ปวดท้อง ลงท้อง แก้พิษฝี แก้ไข้ตรีโทษ ในตำราแพทย์แผนไทยมีคำเรียกผักเสี้ยนทั้งสอง หมายถึง ผักเสี้ยนกับผัก เสี้ยนผีรวมกัน ในอินเดียใช้เมล็ดผักเสี้ยน สกัดทำเป็นยากำจัดแมลง ในแอฟริกาใช้ยอดและใบอ่อนของผักเสี้ยนปรุงรสและกลิ่นซอสในอินโดนีเซียใช้เลี้ยงสัตว์ และใช้เมล็ด เป็นอาหาร ผักเสี้ยนเป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากของธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไป หาได้ง่าย ให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นคนธรรมดาหรือสามัญชน แนวทางดังกล่าวนี้ น่าจะเป็นทิศทางหลักของการพัฒนาทรัพยากรของประเทศ ทั้งด้านการเกษตร อาหาร ยารักษาโรค หรือปัจจัยสำหรับชีวิตด้านอื่นๆ
 
วิธีทำผักเสี้ยนดอง....
 
ผักเสี้ยนดอง
เครื่องปรุง
ผักเสี้ยน 2 – 3 กำมือ
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
ข้าวสุก 2 – 3 ช้อนโต๊ะ หรือน้ำซาวข้าวพอท่วมผักเสี้ยน
วิธีทำ
1. ผักเสี้ยนแก่จัดแต่ยังไม่ออกดอก ตัดเอาเฉพาะยอด ล้างให้สะอาด นำไปผึ่งลมพอเฉา
2. เคล้าเกลือกับผักเสี้ยนให้ทั่ว ตามด้วยข้าวสุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง นำใส่ภาชนะแก้วหรือภาชนะเคลือบมีฝาปิด ใส่น้ำพอท่วม (หรือน้ำซาวข้าว) ปิดฝา 2 – 3 วัน รับประทานได้
 
ผักเสี้ยนดอง เป็นที่นิยมชมชอบของคนอีสาน เรียกว่า ส้มผ้กเสี้ยน กินกับป่นปลา แซ่บจริงๆ ค่ะ
 
ที่มา : หมอชาวบ้าน
http://www.kroobannok.com/blog/32828
 
โดย..... Ayurvedic Association Of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-22 23:00:18 IP : 171.97.83.205


ความเห็นที่ 41 (3422120)

 ***มะเขือยาว.... ประโยชน์เหลือเชื่อ ๒๔ ประการ***

ช่วยรักษาฝี และผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคความดันโลหิตสูง ควรรับประทานมะเขือยาวเป็นประจำ จะทำให้อาการของโรคทุเลาลงได้
 
 
 
 
 
มะเขือยาว ภาษาอังกฤษ : Eggplant และมะเขือยาวชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum melongena L. อยู่ในวงศ์มะเขือ Solanaceae จัดเป็นไม้ล้มลุก 
 
เมื่อพูดถึงมะเขือยาวหลายๆคนคงรู้ดีว่าสามารถนำมาใช้ทำเป็นอาหารได้ แต่ก็มีอีกหลายๆคนที่ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของมะเขือยาวมันคืออะไร? มันมีด้วยหรอ? วันนี้เรามาดูว่าสรรพคุณของมะเขือยาวกันดีกว่าครับว่ามันมีอะไรบ้าง
 
ประโยชน์ของมะเขือยาว นั้นมีมากมายเพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกาย อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 วิตามินบี9 วิตามินซี วิตามินพี ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส ซิงค์ สารไกลโคอัลคาลอยด์ และสารต้านอนุมูอิลสระอย่างเทอร์ปีนเป็นต้น และยังมีเกลือแร่ต่างๆ สำหรับมะเขือยาวสีม่วงนั้นจะมีวิตามินพีมากเป็นพิเศษโดยทั่วไปในมะเขือยาวผิวสีม่วงจะมีวิตามินบี ในปริมาณที่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคความดันโลหิตสูง มีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือโรคลักปิดลักเปิด ควรจะรับประทานมะเขือยาวเป็นประจำ เพราะจะทำให้อาการของโรคดังกล่าวทุเลาลงหรือหายได้
 
มะเขือยาว มีความสามารถในการดูดซับน้ำมัน จึงคาดว่าน่าจะช่วยยับยั้งการดูดซึมของคอเลสเตอรอลผ่านหนังลำไส้ได้ ด้วยความจริงนี่เองหากจะรับประทานด้วยวิธีการทอดก็จะทำให้มะเขือยาวดูดซับน้ำมันเอาไว้ จึงควรใช้วิธีอบแทน
 
 
สรรพคุณของมะเขือยาว ๒๔ ประการ
 
๑. มีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
 
๒. ช่วยยับยั้งการดูดซึมของคอเลสเตอรอลผ่านหนังลำไส้ได้
 
๓. มีส่วนช่วยรักษาหลอดเลือดโลหิตและหัวใจให้เป็นปกติ
 
๔. ช่วยป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
 
๕. แคลเซียมจากมะเขือยาวช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
 
๖. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
 
๗. มีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมอง พัฒนาด้านความจำ
 
๘. สรรพคุณของมะเขือยาวใช้เป็นยาแก้ปวด ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาทำเป็นเม็ดยากินแก้อาการปวด
 
๙. ช่วยขับเสมหะ ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาทำเป็นเม็ดยากิน
 
๑๐. ใช้แก้อาการปวดฟัน ฟันผุ ด้วยการใช้ดอกแห้งหรือสดนำมาเผาให้เป็นเถ้าแล้วบดให้ละเอียดนำมาทาบริเวณที่ปวด หรือจะใช้ขั้วผลสดนำมาตำให้ละเอียดนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็น
 
๑๑. ใช้รักษาแผลในช่องปาก ด้วยการใช้ขั้วผลสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็นแผล
 
๑๒. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติและสะดวก
 
๑๓. ใช้รักษาโรคบิดเรื้อรัง ถ่ายออกมาเป็นเลือด ด้วยการใช้ลำต้นและรากแห้งประมาณ 10 กรัม มาต้มเอาน้ำกิน หรือใช้ใบแห้งนำมาตำให้เป็นผงกินประมาณ 6-10 กรัม หรือจะใช้ผลแห้งนำมาทำเป็นเม็ดยากินแก้อาการอุจจาระเป็นเลือด หรือจะใช้ขั้วผลแห้งประมาณ 60 กรัมนำมาต้มหรือนำไปเผาให้เป็นเถ้าบดให้ละเอียดแล้วนำมากินก็ได้เช่นกัน
 
๑๔. แก้อาการตกเลือดในลำไส้ ด้วยการใช้ใบแห้งนำมาตำให้เป็นผงกินประมาณ 6-10 กรัม หรือจะใช้ผลแห้งนำมาทำเป็นเม็ดยากินแก้อาการก็ได้ หรือจะใช้ขั้วผลแห้งประมาณ 60 กรัมนำมาต้มหรือนำไปเผาให้เป็นเถ้าบดให้ละเอียดแล้วนำมากินก็ได้เช่นกัน
 
๑๕. ช่วยแก้ปัสสาวะขัด ด้วยการใช้ใบแห้งนำมาตำให้เป็นผงกินประมาณ 6-10 กรัม
 
๑๖. ช่วยรักษาโรคหนองใน ด้วยการใช้ใบแห้งนำมาตำให้เป็นผงกินประมาณ 6-10 กรัม
 
๑๗. ใช้รักษาแผลมีหนอง ด้วยการใช้ดอกแห้งหรือสดนำมาเผาให้เป็นเถ้าแล้วบดให้ละเอียดนำมาทาบริเวณที่ปวด หรือจะใช้ผลสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล หรือจะใช้ขั้วผลสดนำมาตำให้ละเอียดนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็นก็ได้เช่นกัน
 
๑๘. รักษาแผลเท้าเปื่อยอักเสบ ด้วยการใช้ลำต้นและรากสดนำมาตำจนละเอียดคั้นเอาน้ำแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นแผล
 
๑๙. รักษาแผลที่เกิดจากพยาธิปากขอ เจาะไชเท้า ด้วยการใช้ใบต้มกับน้ำล้างบริเวณที่เป็นแผล
 
๒๐. ใช้รักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง ผดผื่นคันตามผิว ด้วยการใช้ผลสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่เป็น
 
๒๑. รักษาผิวหนังเป็นปื้นขาวหรือแดง ด้วยการใช้ขั้วผลที่แห้งแล้วนำมาคลุกผสมกับกำมะถัน จากนั้นก็บดให้ละเอียดแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นปื้น
 
๒๒. สรรพคุณมะเขือยาวช่วยรักษาฝี ด้วยการใช้ขั้วผลสดนำมาตำให้ละเอียดนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็นฝี หรือถ้าเป็นฝีหลายหัวบริเวณหลังหนองยังไม่แตก ให้นำใบสดมาตำจนละเอียดแล้วผสมกับน้ำส้มสายชูสีดำ นำมาต้มแล้วพอกบริเวณที่เป็นฝี
 
๒๓. ใช้ล้างแผล หรือนำมาพอกบริเวณที่เป็นแผลบวมเป็นหนอง หรือแผลที่เกิดจากการถูกความเย็น ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเอาน้ำแล้วนำมาล้างแผลหรือพอกบริเวณที่เป็นหนอง
 
๒๔. รักษาอาการเจ็บหัวนมหรือหัวนมแตกของผู้หญิง ให้ใช้ผลแก่จัดนำมาตากในร่มจนแห้ง แล้วนำไปเผาจนเป็นเถ้าแล้วบดให้ละเอียดผสมกับน้ำ แล้วใช้ทาบริเวณที่เจ็บ
 
แหลงอ้างอิง : สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-29 19:12:32 IP : 58.9.200.228


ความเห็นที่ 42 (3423447)

 *** มะเขือพวง... สรรพคุณเหลือเชื่อ ***

 

 

 
นักวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยเรื่องสรรพคุณ วิเศษของมะเขือพวง ผักพื้นบ้านของไทย และพบว่า เป็นพืชที่มีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจาก มีฤทธิ์ช่วยลดอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวาน มีเส้นใยที่ช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินได้ดีเยี่ยม เรียกว่า เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักวิจัยและคนไทยทั่วไป เนื่องจาก มะเขือพวง เป็นพืชคู่ครัวคนไทยมาช้านาน ไม่ว่าเราจะกินแกงเขียวหวาน แกงเนื้อ แกงป่า น้ำพริกกะปิ หรือผัดเผ็ดบางชนิด สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ "มะเขือพวง" แสดงให้เห็นว่า ตำหรับอาหารที่สืบทอดมาแต่โบราณ บรรพบุรุษของเรา มิได้คำนึงถึงรสชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองไปถึงสรรพคุณของพืชผัก แต่ละชนิดเป็นส่วนสำคัญอีกด้วย
 
"มะเขือพวง" มีสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนโบราณหลายประการ เช่น ช่วยเจริญอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนได้ดี แก้ปวด ฟกซ้ำ ปวดกระเพาะ แก้อาการฝีบวมหนอง อาการบวม อักเสบ ขับปัสสาวะ ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัย ทำให้พบว่า
 
1. มะเขือพวงมีสารจำพวก "ไฟโตนิวเทียนท์" ที่จะช่วยร่างกาย ในสภาวะขาดสารอาหาร ให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ
 
2. มีกลุ่มสาร "ทอร์โวไซด์" ซึ่งช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ และกระตุ้นให้ตับนำโคเลสเตอรอลในเลือดไปใช้ได้มากขึ้น รวมทั้งยับยั้งการดูดซึมกลับของโคเลสเตอรอลในลำไส้ด้วย จึงอาจช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกทางหนึ่ง
 
3. ในมะเขือพวงมีสาร "ซาโปนิน" ทำให้มะเขือพวงมีฤทธิ์ขับเสมหะ
 
4. มะเขือพวงเป็นพืชที่มีเส้นใยมากที่สุด เมื่อเทียบกับผักพื้นบ้านของไทยทั้งหมด จนได้รับสมญานามเป็น "ราชาแห่งผักพื้นบ้าน ในเรื่องของสารเส้นใย" โดยมีเส้นใยมากกว่ามะเขือยาว 3 เท่า และมากกว่ามะเขือเปราะถึง 65 เท่า เส้นใยในมะเขือพวง มีชื่อเรียกว่า "เพกติน" ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้
 
สารนี้ จะสามารถเปลี่ยนเป็นวุ้นไปเคลือบที่ผิวของลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง จึงเป็นการช่วยไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วเกินไป ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้
 
อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า
 
"สารเพกตินในมะเขือพวง ช่วยในการดูดซับไขมันส่วนเกินออกจากอาหารได้ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่บรรพบุรุษของไทย มักจะทำแกงกะทิใส่มะเขือพวง ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจได้"
 
อย่างไรก็ตาม แม้มะเขือพวงจะเป็นพืชผักที่มีประโยชน์มาก แต่คณะผู้วิจัยก็ยังบอกว่า ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะมีสาร "อัลคาลอยด์" ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท และมีผลต่ออวัยวะอื่น ๆ (เข้าทำนองว่า อะไร ๆ ที่เกินประมาณ ก็เกิดอันตรายได้ทั้งนั้น)
 
http://allknowledges.tripod.com/devilfig.html
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-09 15:38:37 IP : 58.9.181.133


ความเห็นที่ 43 (3424162)

 "สายบัว-ไหลบัว" ความอร่อยจากราชินีแห่งไม้น้ำ

 
"บัว" ถือเป็นราชินีแห่งไม้น้ำ มีดอกสวยงามที่เราใช้บูชาพระ และนอกจากนั้นส่วนต่างๆของบัวก็ยังสามารถนำมาประกอบอาหาร เป็นของมีประโยชน์บำรุงร่างกายได้ดีอีกด้วย
 
บัวแบ่งเป็น 3 จำพวกใหญ่ ตามวงศ์พืช คือ
1. บัวปทุมชาติ (วงศ์ Nelumbonaceae) ฝรั่งเรียกว่า Lotus
2. บัวอุบลชาติ (วงศ์ Nymphaeaceae) ฝรั่งเรียกว่า Water Lily
3. บัววิคตอเรีย (วงศ์ Nymphaeaceae เฉพาะสกุล Victoria) ฝรั่งเรียกว่า Victoria
 
บัววิคตอเรียที่รู้จักกันดีคือ บัวกระด้ง (Victoria regia) บัวกลุ่มนี้มีหนามทั่วต้นจึงไม่นิยมนำมารับประทาน ดังนั้นจะไม่กล่าวถึงมานัก
 
บัวปทุมชาติ กับ อุบลชาติ มีจุดแตกต่างที่สังเกตได้ชัดเจนเคือ ใบของบัวบัวปทุมชาติจะยกเหนือน้ำ ส่วนใบของบัวอุบลชาติจะลอยปริ่มน้ำ
 
บัวปทุมชาติที่เป็นที่รู้จัก เช่น บัวหลวง (Nelumbo nucifera) ที่นิยมนำมาบูชาพระ ใบมีคุณสมบัติที่ทำให้น้ำกลิ้ง (Lotus Effect) ก้านดอกและก้านใบมีลักษณะเป็นหนาม จึงไม่นิยมนำมารับประทาน 
 
ลำต้นของบัวปทุมชาติ เป็นลำต้นใต้ดิน (Rhizome, Corm) ทำหน้าที่สะสมสารอาหาร โดยลำต้นจะเจริญตามแนวนอน มีลักษณะเป็นสายยาวต่อกัน เมื่อบัวโตขึ้นก็จะแตกแขนงออกไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นส่วนที่นำมารับประทาน เรียกว่า เหง้าบัว หรือ รากบัว (ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ราก)
 
ในสระที่มีบัวหลวงเติบโตมากมาย บ่อยครั้งเป็นบัวที่มาจากต้นเดียวกัน คือ มีเหง้าเชื่อมต่อกันหมด
 
ตอนที่จะแตกแขนงใหม่ เหง้าบัวจะแทงก้านออกมาด้านข้าง ซึ่งจะค่อยๆ เรียบไปกับผิวดิน และฝังตัวลงใต้ดินกลายเป็นเหง้าใหม่ในที่สุด
ก้านที่แทงออกมาเพื่อจะเป็นเหง้าใหม่นี้ เราเก็บมารับประทาน เรียกว่า ไหลบัว (stolon) 
 
 
 
 
ส่วนบัวอุบลชาติ มีลำต้นอยู่ใต้ดินเช่นกัน แต่จะเจิญในแนวดิ่ง และแยกจากกันไม่ติดเป็นร่างแห ก้านดอกและก้านใบไม่มีหนาม จึงนิยมเก็บก้านดอกมารับประทาน เรียกส่วน นี้ว่า สายบัว
บัวปทุมชาติที่รู้จักกันดี ได้แก่ บัวสาย บัวผัน บัวฝรั่ง แต่ที่นิยมนำสายบัวมารับประทาน คือ บัวสาย
 
 
ส่วนประกอบของบัวที่หลายๆคนมักจะจำสับสน หรือเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันเสมอก็คือ "สายบัว" และ "ไหลบัว" โดยสายบัวนั้น คือก้านของดอกบัวสาย เวลานำมากินต้องลอกเปลือกนอกออกก่อน โดยสีของสายบัวจะออกสีน้ำตาล นิยมนำมาแกงต้มกะทิ กินสดๆหรือลวกจิ้มน้ำพริก
 
ส่วนไหลบัวหรือหลดบัวนั้นเป็นหน่อของบัว หรือส่วนที่งอกขึ้นมาและจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัวจะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็นบัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่างๆ
 
คุณประโยชน์ของสายบัวและไหลบัวก็แตกต่างกันไป สายบัวจะช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้และกระเพาะ ลดความเครียดทางสมอง บรรเทาอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อนในกาย ส่วนไหลบัวเป็นยารสเย็นจืด แก้อ่อนเพลียและบำรุงหัวใจ มีเส้นใยอาหารมาก จึงช่วยแก้โรคท้องผูกได้
ลักษณะ :
 
ส่วนประกอบของบัวที่หลายๆคนมักจะจำสับสน หรือเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันเสมอก็คือ "สายบัว" และ "ไหลบัว" โดยสายบัวนั้น คือก้านของดอกบัวสาย เวลานำมากินต้องลอกเปลือกนอกออกก่อน โดยสีของสายบัวจะออกสีน้ำตาล นิยมนำมาแกงต้มกะทิ กินสดๆหรือลวกจิ้มน้ำพริก
 
ส่วนไหลบัวหรือหลดบัวนั้นเป็นหน่อของบัว หรือส่วนที่งอกขึ้นมาและจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัวจะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็นบัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่างๆ
 
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000104090
http://www.vcharkarn.com/vcafe/193980
 
โดย... AU Kanchana : Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-13 22:04:50 IP : 61.90.121.117


ความเห็นที่ 44 (3424163)

 รูปภาพ : "สายบัว-ไหลบัว" ความอร่อยจากราชินีแห่งไม้น้ำ
"บัว" ถือเป็นราชินีแห่งไม้น้ำ มีดอกสวยงามที่เราใช้บูชาพระ และนอกจากนั้นส่วนต่างๆของบัวก็ยังสามารถนำมาประกอบอาหาร เป็นของมีประโยชน์บำรุงร่างกายได้ดีอีกด้วย
บัวแบ่งเป็น 3 จำพวกใหญ่ ตามวงศ์พืช คือ
1. บัวปทุมชาติ (วงศ์ Nelumbonaceae) ฝรั่งเรียกว่า Lotus
2. บัวอุบลชาติ (วงศ์ Nymphaeaceae) ฝรั่งเรียกว่า Water Lily
3. บัววิคตอเรีย (วงศ์ Nymphaeaceae เฉพาะสกุล Victoria) ฝรั่งเรียกว่า Victoria
บัววิคตอเรียที่รู้จักกันดีคือ บัวกระด้ง (Victoria regia) บัวกลุ่มนี้มีหนามทั่วต้นจึงไม่นิยมนำมารับประทาน ดังนั้นจะไม่กล่าวถึงมานัก
บัวปทุมชาติ กับ อุบลชาติ มีจุดแตกต่างที่สังเกตได้ชัดเจนเคือ ใบของบัวบัวปทุมชาติจะยกเหนือน้ำ ส่วนใบของบัวอุบลชาติจะลอยปริ่มน้ำ
บัวปทุมชาติที่เป็นที่รู้จัก เช่น บัวหลวง (Nelumbo nucifera) ที่นิยมนำมาบูชาพระ ใบมีคุณสมบัติที่ทำให้น้ำกลิ้ง (Lotus Effect) ก้านดอกและก้านใบมีลักษณะเป็นหนาม จึงไม่นิยมนำมารับประทาน
ลำต้นของบัวปทุมชาติ เป็นลำต้นใต้ดิน (Rhizome, Corm) ทำหน้าที่สะสมสารอาหาร โดยลำต้นจะเจริญตามแนวนอน มีลักษณะเป็นสายยาวต่อกัน เมื่อบัวโตขึ้นก็จะแตกแขนงออกไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นส่วนที่นำมารับประทาน เรียกว่า เหง้าบัว หรือ รากบัว (ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ราก)
ในสระที่มีบัวหลวงเติบโตมากมาย บ่อยครั้งเป็นบัวที่มาจากต้นเดียวกัน คือ มีเหง้าเชื่อมต่อกันหมด
ตอนที่จะแตกแขนงใหม่ เหง้าบัวจะแทงก้านออกมาด้านข้าง ซึ่งจะค่อยๆ เรียบไปกับผิวดิน และฝังตัวลงใต้ดินกลายเป็นเหง้าใหม่ในที่สุด
ก้านที่แทงออกมาเพื่อจะเป็นเหง้าใหม่นี้ เราเก็บมารับประทาน เรียกว่า ไหลบัว (stolon)
ส่วนบัวอุบลชาติ มีลำต้นอยู่ใต้ดินเช่นกัน แต่จะเจิญในแนวดิ่ง และแยกจากกันไม่ติดเป็นร่างแห ก้านดอกและก้านใบไม่มีหนาม จึงนิยมเก็บก้านดอกมารับประทาน เรียกส่วน นี้ว่า สายบัว
บัวปทุมชาติที่รู้จักกันดี ได้แก่ บัวสาย บัวผัน บัวฝรั่ง แต่ที่นิยมนำสายบัวมารับประทาน คือ บัวสาย
ส่วนประกอบของบัวที่หลายๆคนมักจะจำสับสน หรือเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันเสมอก็คือ "สายบัว" และ "ไหลบัว" โดยสายบัวนั้น คือก้านของดอกบัวสาย เวลานำมากินต้องลอกเปลือกนอกออกก่อน โดยสีของสายบัวจะออกสีน้ำตาล นิยมนำมาแกงต้มกะทิ กินสดๆหรือลวกจิ้มน้ำพริก
ส่วนไหลบัวหรือหลดบัวนั้นเป็นหน่อของบัว หรือส่วนที่งอกขึ้นมาและจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัวจะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็นบัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่างๆ
คุณประโยชน์ของสายบัวและไหลบัวก็แตกต่างกันไป สายบัวจะช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้และกระเพาะ ลดความเครียดทางสมอง บรรเทาอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อนในกาย ส่วนไหลบัวเป็นยารสเย็นจืด แก้อ่อนเพลียและบำรุงหัวใจ มีเส้นใยอาหารมาก จึงช่วยแก้โรคท้องผูกได้
ลักษณะ :
ส่วนประกอบของบัวที่หลายๆคนมักจะจำสับสน หรือเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันเสมอก็คือ "สายบัว" และ "ไหลบัว" โดยสายบัวนั้น คือก้านของดอกบัวสาย เวลานำมากินต้องลอกเปลือกนอกออกก่อน โดยสีของสายบัวจะออกสีน้ำตาล นิยมนำมาแกงต้มกะทิ กินสดๆหรือลวกจิ้มน้ำพริก
ส่วนไหลบัวหรือหลดบัวนั้นเป็นหน่อของบัว หรือส่วนที่งอกขึ้นมาและจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัวจะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็นบัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่างๆ
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000104090
http://www.vcharkarn.com/vcafe/193980
โดย... AU Kanchana : Ayurvedic Association of Thailand

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-13 22:05:22 IP : 61.90.121.117


ความเห็นที่ 45 (3424776)

 กินน้ำเต้า...ควบคุมเบาหวาน

 

 

 
น้ำคั้นของน้ำเต้ามีฤทธิ์ลดกรดในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยและแผลกระเพาะอาหาร แต่ที่จีนและอินเดียกินน้ำเต้าควบคุมเบาหวาน 
 
รู้จักน้ำเต้า 
 
น้ำเต้ามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Legenaria sicerari Standl 
 
ชื่อภาษาอังกฤษคือ Bottle Gourd อาจแปลได้ว่า แตงขวด 
 
ชางกะเหรี่ยงเรียก คิลูส่า ส่วนทางเหนือเรียก มะน้ำเต้า 
 
ชาวอินเดียเรียก Lauki หรือ Dudhi 
 
น้ำเต้าเป็นพืชวงศ์บวบ แตงกวา ฟักทอง คือวงศ์ Cucubitaceae มีถิ่นกำเนิดทางทวีปแอฟริกาตอนใต้ เป็นไม้เถาขนาดใหญ่มีความยาวกว่า 10 เมตร แต่มีระบบรากตื้น 
 
ลำต้นเหลี่ยมมีมือเกาะที่แยกออกเป็น 2 ทาง 
 
ใบมีขนาดใหญ่คล้ายรูปหัวใจ ก้านใบยาว ผิวใบมีขนนุ่มทั้ง 2 ด้าน มีรอยหยักบริเวณใบ 
 
ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ มีก้านช่อดอกยาวกว่า 10 เซนติเมตร ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ปนต้นเดียวกันแต่ต่างดอกแยกเพศกัน ดอกตัวผู้มีลักษณะคล้ายถ้วย กลีบดอกเป็นสีขาว ส่วนดอกตัวเมียมีรังไข่ลักษณะคล้ายผลเล็กๆ ติดอยู่ที่โคนดอก ผสมพันธุ์โดยใช้แมลง 
 
ผลน้ำเต้ามีลักษณะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์มีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ เปลือกมีสีเขียวเป็นลาย ผลมีเนื้อในสีขาวหรือสีเขียวค่อนข้างจะนุ่ม 
 
สามารถเก็บเกี่ยวผลน้ำเต้าเพื่อนำมากินได้หลังดอกบาน 6-7 วัน แต่ถ้าเป็นผลไม้น้ำเต้าแก่จะมีรสขม 
 
น้ำเต้ามีอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น 
 
1. น้ำเต้าพื้นบ้านเป็นน้ำเต้าทรงเซียน ซึ่งเป็นทรงที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ 
 
2. ผลกลมเกลี้ยง ไม่มีคอขวดเรียกว่าน้ำเต้า 
 
3. ผลกลมยาวเหมือนงาช้าง เรียกว่าน้ำเต้างาช้าง 
 
4. ผลคล้ายน้ำเต้าพื้นบ้าน แต่เนื้อในรสขม ต้นและใบขมด้วย เรียกว่าน้ำเต้าขมชนิดนี้หายาก ใช้ทำยาเท่านั้น 
 
ประโยชน์ของน้ำเต้า 
 
ใช้ประกอบอาหาร 
 
คนไทยกินผลน้ำเต้าอ่อนต้มกับน้ำพริก ผัดกับหมูใส่ไข่ ผลอ่อน ยอดอ่อนใช้แกงส้มกับปลาเนื้ออ่อน หรือกุ้งสด รสชาติอร่อยมาก 
 
ชาวอินเดียใช้เนื้อผลน้ำเต้าประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน 
 
ในสหรัฐอเมริกานำเนื้อผลน้ำเต้าอ่อนมานึ่ง ผัดในกระทะ ชุบแป้งทอด ต้มสตูว์หรือใส่ในแกงจืด โดยได้อิทธิพลส่วนหนึ่งมาจากชาวเอเชียและเม็กซิกัน โดยเลาะเมล็ดและใยหุ้มเมล็ดออก แผ่นน้ำเต้าตากแห้งชุบซีอิ๊วกินกับปลาดิบญี่ปุ่นได้ดี 
 
ทางตอนใต้ของทวีฟแอฟริกา คนพื้นเมืองจะกินใบน้ำเต้าหรือผักชนิดหนึ่ง ใส่ในซุปข้าวโพด หรือดองสดไว้กิน ใบแห้งเก็บไว้กินเสบียงยามยาก แต่ผลอ่อนจัดเป็นอาหารยามที่ขาดแคลน ผลแก่ขมไม่นิยมกิน 
 
ใช้อุปโภค 
 
ผลน้ำเต้าแก่ ปล่อยให้เนื้อแห้ง ขูดเนื้อในออกให้หมด ใช้บรรจุน้ำดื่ม เบียร์ ไวน์ บางคนเอาเชือกถักหุ้ม ป้องกันถูกของแข็งกระแทกแตกดูสวยงามดี ส่วนชนิดที่มีจุกขวด แต่ไม่ยาวมาก มักเห็นในภาพยนตร์จีนเรื่อง จี้กง ทำเป็นที่ใส่เหล้าห้อยเอว ชาวบ้านเลยเรียกว่า น้ำเต้า-จี้กง ถ้าจับผลงอ หรือรัดรอบผลขณะเติบโตสามารถจัดรูปร่างของผลแห้งเพื่อรองรับการใช้งานได้ตามความต้องการ 
 
ชาวจีนในอดีตเชื่อว่า น้ำเต้า ทำให้บ้านเกิดความร่มเย็น จึงมีแขวนไว้ในบ้านเกือบทุกครัวเรือน ส่วน น้ำเต้างาช้าง มีจุกยาว นิยมเอามาทำเป็นลูกซัด หรือลูกแซก สำหรับเล่นประกอบเพลง ให้เสียงดังไพเราะดีมากในอดีตมีคนนำผลน้ำเต้าแห้งหลายลูกผูกรวมกันเพื่อทำเสื้อิลูกชีพพยุงตัวลอยน้ำได้ด้วย 
 
ใช้เป็นยา 
 
แพทย์แผนไทยใช้รากน้ำเต้าขมเป็นยาแก้ดีแห้งขับน้ำดีให้ตกลำไส้ 
 
ใบน้ำเต้าเป็นยาดับพิษแก้ตัวร้อน ร้อนใน กระหายน้ำ พบว่ายาเขียวทุกชนิดมักเข้าใบน้ำเต้าหมด 
 
น้ำเต้าเป็นยาภายนอก นำใบสดโขลกผสมกับเหล้าขาว ทาถอนพิษร้อน แก้ฟกช้ำ บวม แก้อาการพองตามตัว แก้เริม งูสวัสได้ดีมาก 
 
ชาวอินเดียใช้ประกอบอาหารให้ผู้ป่วยเบาหวานและโรคความดันเลือด 
 
บทความต่างประเทศกล่าวถึงฤทธิ์ขับปัสสาวะของเปลือกลำต้นและเปลือกผลน้ำเต้า 
 
น้ำคั้นผลมีฤทธิ์ลดกรดในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยและแผลกระเพาะอาหาร 
 
ที่ประเทศจีนและอินเดียมีการกินน้ำเต้าเพื่อควบคุมเบาหวาน มีเว็บไซต์เสนอเมนูคุมเบาหวานใช้น้ำเต้าหลายแห่ง 
 
งานวิจัยที่ประเทศอินเดีย ปี พ.ศ.2549 พบว่าสารสกัดน้ำเต้าด้วยคลอโรฟอร์มและแอลกอฮอล์ ที่ 200 และ 400 มก./กก. น้ำหนักหนูยับยั้งการเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันชนิดไม่ดี แต่เพิ่มปริมาณไขมันชนิดดีในหนูที่ถูกกระตุ้นให้มีปริมาณไขมันสูงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณการกินสารสกัด และลดปริมาณคอเลสเทอรอล ไตรกลีเซอไรด์และไขมันชนิดไม่ดีในหนูที่มีปริมาณไขมันในเลือด 
 
ที่มา นิตยสารหมอชาวบ้าน
http://www.horapa.com/content.php?Category=Herb&No=854
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-17 17:00:22 IP : 115.87.161.189


ความเห็นที่ 46 (3425232)

 สรรพคุณและประโยชน์ของผักโขม ๔๑ ประการ

 

 

มาปลูกผักโขมเป็นพืชผักสวนครัวกันเถอะค่ะ เพราะมีคุณค่าและคุณประโยชน์กับร่างกายของเรามากมายเหลือเกิน
 
๑. ช่วยบำรุงกำลังทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
๒. ผักโขมมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
๓. ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้
๔. ประโยชน์ของผักโขม ช่วยบำรุงและรักษาสุขภาพสายตา ป้องกันความเสื่อมของดวงตา
๕. มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน
๖. ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง ชะลอปัญหาความจำเสื่อม
๗. ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย
๘. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
๙. ช่วยรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจให้คงที่
๑๐. ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการเบื่ออาหาร
๑๑. เป็นอาหารที่เหมาะอย่างมากกับผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติ เพราะผักโขมอุดมไปด้วยโปรตีน
๑๒. มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้
๑๓. แมกนีเซียมในผักโขมช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
๑๔. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
๑๕. ช่วยชะลอความเสื่อมของสายตา ลดความเสี่ยงจากการโรคดวงตาเสื่อมได้สูงถึง 43%
๑๖. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งรังไข่
๑๗. ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
๑๘. สรรพคุณของผักโขมช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
๑๙. ใช้ถอนพิษไข้ ด้วยการนำรากมาปรุงเป็นยา(ราก)
๒๐. ผักโขม สรรพคุณช่วยดับพิษภายในและภายนอก (ทั้งต้น)
๒๑. วิตามินเคในผักโขมช่วยป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุดได้
๒๒. ช่วยแก้อาการตกเลือด
๒๓. ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอกและไอหอบ (ต้น)
๒๔. ใช้แก้อาการบิด มูกเลือด (ทั้งต้น)
๒๕. ช่วยแก้อาการแน่นท้อง
๒๖. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้สะดวก เพราะมีเส้นใยสูง
๒๗. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
๒๘. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)
๒๙. ใช้รักษาโรคริดสีดวงทวารและจมูก (ทั้งต้น)
๓๐. สรรพคุณของผักโขม ช่วยแก้อาการปวดท้องประจำเดือน เพราะช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณช่องท้อง
๓๑.ใช้แก้ผดผื่นคัน (ทั่งต้น)
๓๒. ผักโขมประโยชน์ช่วยรักษาฝี กลาก เกลื้อน (ทั้งต้น)
๓๓. ใช้รักษาแผลพุพอง (ทั้งต้น,ใบสด)
๓๔. สรรพคุณผักโขม ช่วยแก้อาการช้ำใน
๓๕. ใช้แก้รำมะนาด (ทั้งต้น)
๓๖. การรับประทานผักโขมจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและอยู่ท้องนาน จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดความอ้วน
๓๗. แก้อาการเด็กลิ้นเป็นฝ้าละอองและเบื่ออาหาร
๓๘. ซุปผักโขม เป็นเมนูอาหารที่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์อย่างมาก เพราะมีประโยชน์หลากหลายและยังช่วยบำรุงร่างกายคุณแม่และเด็กมีสุขภาพแข็งแรง
๓๙. ผักโขมเป็นผักที่ช่วยบำรุงน้ำนมสำหรับคุณแม่ลูกอ่อนได้เป็นอย่างดี
๔๐. สำหรับชาวกรีกสมัยโบราณผักโขมถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ และมีการใช้ภาพของใบผักโขมในการประดับที่อยู่ของหลุมศพต่างๆ
๔๑. ประโยชน์ผักโขม ใบอ่อน ยอดอ่อน ต้นอ่อน นำมาลวกหรือต้มให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มกินกับน้ำพริกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกปลาร้า กะปิ ปลาอ่อม หรือจะนำมานึ่งพร้อมกับปลา หรือจะนำไปทำแกงเลียง หรือจะทำเป็นผัดผัก ผักโขมอมชีส พายผักโขมอบชีส ผักโขมราดซอสงาขาว ปอเปี๊ยะไส้ผักโขมชีส ซุปครีมผักโขม ซุปผักโขม เป็นต้น
 
แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
 
http://www.greenerald.com/
 
โดย...... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-20 23:09:22 IP : 171.97.25.65


ความเห็นที่ 47 (3425233)

 คุณค่าผักพื้นบ้าน ..... ผักโขม วิจัยพบป้องกันมะเร็ง ชะลอสมองเสื่อม

ผักโขมราคาประหยัด และมีธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามินซี สูงกว่าปวยเล้งหลายเท่า
 
 
 
ผักใบเขียวสารพัดประโยชน์ชนิดนี้เป็นที่นิยมทั่วโลกและมีคุณสมบัติที่ทรงพลังในการต้านสารก่อมะเร็ง ผักโขมมีปริมาณแคโรทีนอยสูงซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอซึ่งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองในการต่อสู้กับการติดเชื้อ ผักชนิดนี้ช่วยป้องกันมะเร็งปอด ทรวงอก และปากมดลูก และต่อสู้กับโรคหัวใจ วิตามินซีในผักโขมช่วยรักษาผิวและเนื้อเยื่อเมือกให้แข็งแรง ขณะวิตามินบีช่วยเสริมพลังงานและสภาพของระบบประสาท ผักโขมยังอุดมด้วยสังกะสีซึ่งจำเป็นต้องใช้เพื่อเสริมการทำงานของทีเซลล์
 
มาปลูกผักโขมเป็นพืชผักสวนครัวกันเถอะค่ะ เพราะมีคุณค่าและคุณประโยชน์กับร่างกายของเรามากมาย คราวนี้เรามาเริ่มรู้จักกับผักโขมกันให้มากขึ้นนะคะ....
 
ผักโขม หรือ ผักขม ภาษาอังกฤษ Amaranth มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaranthus lividus L. สำหรับชื่อท้องถิ่นอื่นๆก็ได้แก่ ผักโหม ผักหม (ภาคใต้), ผักโหมเกลี้ยง กระเหม่อลอเตอ (แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น ผักโขมเป็นผักที่ขึ้นได้ทั่วไปตามแหล่งธรรมชาติ เช่น ริมทาง ป่าละเมาะ ป่ารกร้าง ส่วนผักผลไม้ของชาวไร่ชาวนา เป็นต้น ในบ้านเราผักโขมนั้นมีอยู่หลากหลายายพันธุ์ แต่สำหรับพันธุ์ที่นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารก็ไดแก่ ผักโขม ผักโขมสวน ผักโขมหัด ผักโขมหนาม เป็นต้น
 
ผักโขม ไม่ได้มีรสชาติขมเหมือนที่หลายๆคนเข้าใจ แต่กลับมีรสชาติออกหวานหน่อยๆด้วยซ้ำ กินง่ายแน่นอนแถมยังมีโปรตีนสูง กรดอะมิโน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ วิตามินบี2 วิตามินบี6 วิตามินบี9 วิตามินเค ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุทองแดง ธาตุแมงกานีส ธาตุสังกะสี เป็นต้นผักโขม
 
ลักษณะ :
 
-ผักขมเป็นพืชล้มลุกปีเดียวลำต้นสีเขียวตรงแตกกิ่งก้านสาขามากใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่คล้ายสามเหลี่ยม ใบออกแบบสลัลกว้าง 2.5-8 ซม.ยาว 3.5-12 ซม.ขอบใบเรียบดอกเป็นดอกช่อสีม่วงปนเขียวออกตามซอก ใบเมล็ดสีน้ำตาลเกือบดำ
 
-ผักขมหัดเป็นพืชล้มลุกสูงราว2ฟุตมีขนเล็กน้อยใบเขียวเข้มรียาวประมาณ4นิ้วปลายใบมนหลังในมีขน และรอยย่นก้านใบสั้นดอกเล็กสีน้ำเงินอมม่วง
 
-ผักขมหนามเป็นพืชล้มลุกปีเดียวลำต้นตรงเป็นเหลี่ยมหรือกลมผิวเรียบแตกกิ่งก้านมากใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ปลายใบแหลมออกสลัลกันก้านใบยายและมีหนามเกิดขึ้นตรงโคนก้านใบ1คู่ดอกเป็นดอกช่อสีเขียว อ่อนดอกย่อขนาดเล็กช่อดอกมีหนามแหลมแต่หนามเล็กกว่าต้นเมล็ดลีดำหรือสีน้ำตาล
ผักโขมให้พลังงานต่ำแต่มีวิตามินสูง ผักโขม 1 ถ้วย มีวิตามินเคและวิตามินเอสูงกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน มีแมงกานีสและโฟเลตเกือบเท่ากับปริมาณที่ร่างกายต้องการและมีแมกนีเซียม ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ที่ร่างกายต้องการ
 
นอกจากนี้ยังมีเยื่อใยอาหารแคลเซียมและโปรตีน และให้พลังงานเพียง 40 แคลอรี นั่นคือเราจะได้รับสารอาหารต่างๆ ครบถ้วน แต่ได้รับพลังงานน้อย นอกจากนี้ผักโขมยังประกอบด้วยสารประเภทฟลาโวนอยด์หลายชนิด ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิด
 
มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าผักโขมมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซีและเบต้าแคโรทีนที่ทำงานร่วมกันในการช่วยส่งเสริมให้หัวใจมีสุขภาพ ดีขึ้นโดยการป้องกันการเกิดออกซิเดชันของคอเลสเตอรอล นอกจากนี้แมกนีเซียมในผักโขมยังช่วยควบคุมให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติ ในผักโขมยังมี kaempferol ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง
 
มีรายงานพบว่าผู้หญิงที่รับประทานผักโขมในปริมาณสูงจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ยังพบ kaempferol ได้ ในหัวหอม, องุ่น, ส้ม, บรอกโคลีและบลูเบอรี่ นอกจากนี้การรับประทานผักโขมยังช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง
 
http://www.scimath.org/sciencearticle/item/921
 
คุณค่าทางอาหาร
 
ผักโขมเป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินเอ กรดโฟเลต แคโรทีน วิตามินซี โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี โปรตีน และไฟเบอร์
ผักใบเขียวอย่างผักโขมเปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกัน โรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด
ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ วิตามินเอช่วยบำรุงรักษาสายตา บำรุงกระดูกและฟัน วิตามินซีช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายให้ปลอดภัยจากโรค ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ผักโขมยงมีธาตุเหล็กสูง และช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย
 
ประโยชน์
 
ผักโขมเป็นผักสุขภาพชั้นยอด ในใบผักโขมเป็นแหล่งวิตามินเอ วิตามินซี กรดแอมิโน และสารอาหารอื่น ๆ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง
นอกจากนั้น ในผักโขมยังมี เบต้าแคโรทีนสูง มีสารซาโปนินที่ช่วยลดคอลเลสเทอรอลในเลือดอีกด้วย ผักโขมยังมีเส้นใยอาหารมาก จึงช่วยระบบขับถ่าย และลดความเสี่ยง การเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
 
นอกจากนี้จากการวิจัยยังพบว่า เมล็ดผักโขมที่ชาวตะวันตกชอบรับประทานนั้น มีคุณค่าโปรตีนและแคลเซี่ยมที่สูงกว่าน้ำนม อีกทั้งให้กรดแอมิโนชื่อไลซีนมากกว่าที่ได้จากข้าว หรือข้าวสาลีอีก
 
สรรพคุณทางยา
 
-ผักขมใบสดมีสรรพคุณรักษาแผลพุพองต้นมีสรรพคุณแก้อาการแน่นหน้าอกและไอหอบและรากช่วยดับ พิษร้อนถอนพิษไข้ขับถ่ายปัสสาวะ
 
-ผักขมหัดรากปรุงเป็นยาถอนพิษร้อนแก้คันถอนพิษไข้แก้เสมหะขับ ปัสสาวะมักจะใช้เป็นยาสมุนไพร่วมกับผักขมหิน
 
-ผักขมหนามรากผักโขมหนามเป็นยาแก้ตกเลือดแก้ฝีแก้ขี้กลากเป็นยาขับน้ำนมแก้แน่นท้อง แก้พิษแก้ช้ำในแก้ไข้ระงับความร้อนแก้เด็กลิ้นเป็นฝ้าละอองเบื่ออาหาร 
 
ข้อควรระวัง....
 
ผักโขมมีปริมาณของสารออกซาเลตค่อนข้างสูง (Oxalate) ผู้ที่มีเป็นโรคนิ่ว โรคเกาต์ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ที่ต้องการสะสมปริมาณของแคลเซียมควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักชนิดนี้ในปริมาณมากๆ มีคำแนะนำว่าการปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด การคั่ว จะช่วยลดปริมาณสารออกซาเลตได้ดีที่สุด แต่การนำไปนึ่งหรือต้มจะช่วยลดลงได้บ้างระดับหนึ่ง!
 
ทำความเข้าใจกันก่อน ผักโขม กับ ปวยเล้ง มันคือผักคนละชนิดกัน ต้องแยกให้ออก ถ้าใครเคยดูการ์ตูนเรื่องป๊อปอายที่เห็นว่ากินผักแล้วช่วยเพิ่มพลัง ผักที่ป๊อปอายกินจริงๆแล้วมันก็คือ ปวยเล้ง หรือ Spinach (ออกเสียงว่า “สปีแนช”) แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามผักสองชนิดนี้ก็คือสปีชีส์เดียวกัน คุณสมบัติทางด้านโภชนาการจะคล้ายๆกัน (แต่ผักโขมจะมีธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามินซี สูงกว่าปวยเล้งหลายเท่า) และต่างกันแต่เพียงลักษณะภายนอกและรสชาติเล็กน้อย และยังรวมถึงเรื่องราคาซึ่งผักปวยเล้งจะมีราคาแพงกว่าประมาณเท่าตัว 
 
(ที่มาhttp://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2007/07/D5591888/D5591888.html)
http://www.the-than.com/samonpai/P/43.html
http://www.greenerald.com/
 
โดย...... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-20 23:11:45 IP : 171.97.25.65


ความเห็นที่ 48 (3425234)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-20 23:12:05 IP : 171.97.25.65


ความเห็นที่ 49 (3425704)

 คุณค่าผักพื้นบ้าน..... 

แมงลัก .... ใช้เมล็ดเป็นยาระบาย ใช้ใบเป็นยาขับลม
 
รูปภาพ : คุณค่าผักพื้นบ้าน.....
แมงลัก .... ใช้เมล็ดเป็นยาระบาย ใช้ใบเป็นยาขับลม
แมงลัก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum × citriodourum) เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา แมงลักมีใบเล็ก สีอ่อน บอบบาง ช้ำง่ายและเหี่ยวง่ายกว่า ชื่อสามัญเดิมเรียกกันว่า hoary basil (hoary แปลว่าผมหงอก) โดยนำมาจากลักษณะที่มีขนอ่อนสีขาวๆ บริเวณก้านใบและยอดอ่อน ต่อมาก็เปลี่ยนมาเรียกว่า lemon basil ตามลักษณะกลิ่นที่คล้ายส้ม-มะนาว ส่วนแมงลักศรแดงของไทยเรียกว่า thai lemon basil
แมงลักนำไปใช้ได้ทั้งใบและเมล็ด ใบมีกลิ่นฉุน ใช้ประกอบอาหารเช่นเดียวกับกะเพราและโหระพา ส่วนมากจะใช้รับประทานกับขนมจีน หรือใส่เครื่องแกงต่างๆ ส่วนเมล็ดแมงลักใช้ทำเป็นขนมอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ เมล็ดแมงลักนำมาทำเป็นยาระบายและอาหารเสริมลดความอ้วนได้
แมงลักในประเทศไทยนั้น มี "ศรแดง" เป็นสายพันธุ์หลักเพียงสายพันธุ์เดียว ที่เหลือเป็นพันธุ์ผสมบ้าง พันทางบ้าง ลักษณะของพันธุ์ศรแดงที่ดีนั้น ใบต้องใหญ่พอดิบพอดี ไม่เล็กจนแคระแกร็น ดอกสีขาวเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร
ส่วนที่ใช้ : เมล็ด และใบ
เมล็ด - ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย โดยการเพิ่มปริมาตรของกากอาหารกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
ใบ - ใช้ขับลม
คุณค่าทางโภชนาการ
แมงลักมีโปรตีน 3.8 กรัมต่อน้ำหนักใบสด 100 กรัม ซึ่งสูงกว่ากะเพราและโหระพา ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย รายงานว่า แมงลัก 1 ขีด มีบีตา-แคโรทีนสูงถึง 590.56 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินัล สูงกว่ากะเพราและโหระพา และให้แคลเซียม 140 มิลลิกรัม ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ใบแมงลักให้พลังงาน 0.032 กิโลแคลอรี่ วิตามินเอ 9,164 หน่วยสากล และวิตามินบี2 ประมาณ 0.14 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่ากะเพราและโหระพา แต่แร่ธาตุอื่นๆ มีสูงกว่า เช่น มีไขมันสูงถึง 0.8 กรัม แป้งมากถึง 11.1 กรัม แคลเซียม 350 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.30 มิลลิกรัม และวิตามินซี 78 มิลลิกรัม
สรรพคุณ / ประโยชน์ของใบแมงลัก
ประโยชน์ของใบแมงลัก
ใบแมงลักมีน้ำมันหอมระเหยราวร้อยละ 0.7 น้ำมันหอมระเหยที่เป็นส่วนประกอบหลักคือซิทรัล (citral) ต่างประเทศใช้ใบแมงลักแต่งกลิ่นอาหาร เนื่องจากมีกลิ่นมะนาวจึงมักใช้แต่งกลิ่นอาหารจำพวกปลาและไก่ในอาหารฝรั่ง
คุณค่าทางอาหารของใบแมงลัก
ใบแมงลัก 100 กรัม มีสารอาหารสำคัญดังนี้
แคลเซียม 350 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม
เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม
วิตามินเอ 10,666 มิลลิกรัม
ไทอามีน 0.30 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน 0.14 มิลลิกรัม
ไนอาซิน 1.0 มิลลิกรัม
วิตามินซี 78 มิลลิกรัม
เส้นใยอาหาร 2.6 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 11.1 กรัม
ไขมัน 0.8 กรัม
โปรตีน 2.9 กรัม
พลังงาน 32 แคลอรี
สรรพคุณของใบแมงลัก
- ขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
- ขับเหงื่อ เมื่อมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวไม่ค่อยสบาย นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
- บรรเทาอาการหวัด อาการคัดจมูก น้ำูกไหล หลอดลมอักเสบ ใช้ใบแมงลัก 1 กำมือล้างสะอาดโขลกคั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไลบรรเทาอาการดังกล่าว สำหรับกรณีของหลอดลมอักเสบให้คั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไล 3 เวลาเช้า-กลางวัน-เย็น
- บรรเทาอาการผื่นคัน พิษจากพืช พิษสัตว์กัดต่อยหรืออาการคันจากเชื้อรา ใช้ใบแมงลักสดโขลกพอกบริเวณที่มีอาการและเปลี่ยนยาบ่อย ๆ
- แก้ท้องร่วงท้องเสีย ใบแมงลักสัก 2 กำมือ ล้างสะอาด โขลกบีบคั้นน้ำดื่ม แก้ท้องร่วงได้
- เพิ่มน้ำนมแม่ ให้แม่ที่ให้นมลูกกินแกงเลียงหัวปลี ใส่ใบแมงลักและให้ลูกดูดหัวน้ำนมบ่อย ๆ เพิ่มการสร้างน้ำนมแม่
- บำรุงสายตา ใบแมงลักมีวิตามินเอสูง การกินใบแมงลักเป็นประจำช่วยบำรุงสายตา
- บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง ใบแมงลักอุดมด้วยธาตุเหล็กช่วยบำรุงโลหิต
- เสริมสร้างกระดูก ใบแมงลักมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก
- เป็นยาระบาย ใช้เมล็ดแก่ของแมงลักสัก 1 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ปล่อยให้พองตัวดีแล้วเติมน้ำตาลเล็กน้อยดื่มแก้ท้องผูก แนะนำให้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์และแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองที่ไม่ต้องการภาวะท้องผูกเพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบธรรมชาติ
- ใช้ลดความอ้วน เปลือกผล (ที่เรียกเมล็ดแมงลัก) มีสารเมือกซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้ 45 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินอาหารที่มีกาก ใช้ผลแมงลัก 1-2 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมงดื่มน้ำตามช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ลดปริมาณพลังงานอาหารช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวจำนวนครั้งในการขับถ่ายและปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นลดอาการท้องผูกด้วย
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา แช่น้ำให้พอง แล้วดื่มก่อนนอน จะช่วยทำให้ระบาย เป็นยาถ่าย
สารเคมี :
เมือกจากเมล็ด พบ D-xylos, D-glucose, D-galactose, D-mannose, L-arabinose, L-rhamnose, uronic acid , oil, polysaccharide และ mucilage
ส่วนใบ พบน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย borneol L-B-cadinene, 1-8-cineol, B-caryophyllene, eugenol
ขอขอบคุณข้อมูลจาก the-than ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ww.n3k.in.th/สมุนไพร/ประโยชน์ของใบแมงลัก
โดย...... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand
 
 
 
แมงลัก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum × citriodourum) เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา แมงลักมีใบเล็ก สีอ่อน บอบบาง ช้ำง่ายและเหี่ยวง่ายกว่า ชื่อสามัญเดิมเรียกกันว่า hoary basil (hoary แปลว่าผมหงอก) โดยนำมาจากลักษณะที่มีขนอ่อนสีขาวๆ บริเวณก้านใบและยอดอ่อน ต่อมาก็เปลี่ยนมาเรียกว่า lemon basil ตามลักษณะกลิ่นที่คล้ายส้ม-มะนาว ส่วนแมงลักศรแดงของไทยเรียกว่า thai lemon basil
 
แมงลักนำไปใช้ได้ทั้งใบและเมล็ด ใบมีกลิ่นฉุน ใช้ประกอบอาหารเช่นเดียวกับกะเพราและโหระพา ส่วนมากจะใช้รับประทานกับขนมจีน หรือใส่เครื่องแกงต่างๆ ส่วนเมล็ดแมงลักใช้ทำเป็นขนมอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ เมล็ดแมงลักนำมาทำเป็นยาระบายและอาหารเสริมลดความอ้วนได้
แมงลักในประเทศไทยนั้น มี "ศรแดง" เป็นสายพันธุ์หลักเพียงสายพันธุ์เดียว ที่เหลือเป็นพันธุ์ผสมบ้าง พันทางบ้าง ลักษณะของพันธุ์ศรแดงที่ดีนั้น ใบต้องใหญ่พอดิบพอดี ไม่เล็กจนแคระแกร็น ดอกสีขาวเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร
 
ส่วนที่ใช้ : เมล็ด และใบ
 
เมล็ด - ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย โดยการเพิ่มปริมาตรของกากอาหารกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
 
ใบ - ใช้ขับลม
 
 
คุณค่าทางโภชนาการ
 
แมงลักมีโปรตีน 3.8 กรัมต่อน้ำหนักใบสด 100 กรัม ซึ่งสูงกว่ากะเพราและโหระพา ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย รายงานว่า แมงลัก 1 ขีด มีบีตา-แคโรทีนสูงถึง 590.56 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินัล สูงกว่ากะเพราและโหระพา และให้แคลเซียม 140 มิลลิกรัม ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ใบแมงลักให้พลังงาน 0.032 กิโลแคลอรี่ วิตามินเอ 9,164 หน่วยสากล และวิตามินบี2 ประมาณ 0.14 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่ากะเพราและโหระพา แต่แร่ธาตุอื่นๆ มีสูงกว่า เช่น มีไขมันสูงถึง 0.8 กรัม แป้งมากถึง 11.1 กรัม แคลเซียม 350 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.30 มิลลิกรัม และวิตามินซี 78 มิลลิกรัม
 
 
สรรพคุณ / ประโยชน์ของใบแมงลัก
 
ประโยชน์ของใบแมงลัก
 
ใบแมงลักมีน้ำมันหอมระเหยราวร้อยละ 0.7 น้ำมันหอมระเหยที่เป็นส่วนประกอบหลักคือซิทรัล (citral) ต่างประเทศใช้ใบแมงลักแต่งกลิ่นอาหาร เนื่องจากมีกลิ่นมะนาวจึงมักใช้แต่งกลิ่นอาหารจำพวกปลาและไก่ในอาหารฝรั่ง
 
 
คุณค่าทางอาหารของใบแมงลัก
 
ใบแมงลัก 100 กรัม มีสารอาหารสำคัญดังนี้
แคลเซียม 350 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม
เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม
วิตามินเอ 10,666 มิลลิกรัม
ไทอามีน 0.30 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน 0.14 มิลลิกรัม
ไนอาซิน 1.0 มิลลิกรัม
วิตามินซี 78 มิลลิกรัม
เส้นใยอาหาร 2.6 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 11.1 กรัม
ไขมัน 0.8 กรัม
โปรตีน 2.9 กรัม
พลังงาน 32 แคลอรี
 
 
สรรพคุณของใบแมงลัก
 
- ขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
 
- ขับเหงื่อ เมื่อมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวไม่ค่อยสบาย นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
 
- บรรเทาอาการหวัด อาการคัดจมูก น้ำูกไหล หลอดลมอักเสบ ใช้ใบแมงลัก 1 กำมือล้างสะอาดโขลกคั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไลบรรเทาอาการดังกล่าว สำหรับกรณีของหลอดลมอักเสบให้คั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไล 3 เวลาเช้า-กลางวัน-เย็น
 
- บรรเทาอาการผื่นคัน พิษจากพืช พิษสัตว์กัดต่อยหรืออาการคันจากเชื้อรา ใช้ใบแมงลักสดโขลกพอกบริเวณที่มีอาการและเปลี่ยนยาบ่อย ๆ
 
- แก้ท้องร่วงท้องเสีย ใบแมงลักสัก 2 กำมือ ล้างสะอาด โขลกบีบคั้นน้ำดื่ม แก้ท้องร่วงได้
 
- เพิ่มน้ำนมแม่ ให้แม่ที่ให้นมลูกกินแกงเลียงหัวปลี ใส่ใบแมงลักและให้ลูกดูดหัวน้ำนมบ่อย ๆ เพิ่มการสร้างน้ำนมแม่
 
- บำรุงสายตา ใบแมงลักมีวิตามินเอสูง การกินใบแมงลักเป็นประจำช่วยบำรุงสายตา
 
- บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง ใบแมงลักอุดมด้วยธาตุเหล็กช่วยบำรุงโลหิต
 
- เสริมสร้างกระดูก ใบแมงลักมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก
 
- เป็นยาระบาย ใช้เมล็ดแก่ของแมงลักสัก 1 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ปล่อยให้พองตัวดีแล้วเติมน้ำตาลเล็กน้อยดื่มแก้ท้องผูก แนะนำให้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์และแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองที่ไม่ต้องการภาวะท้องผูกเพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบธรรมชาติ
 
- ใช้ลดความอ้วน เปลือกผล (ที่เรียกเมล็ดแมงลัก) มีสารเมือกซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้ 45 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินอาหารที่มีกาก ใช้ผลแมงลัก 1-2 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมงดื่มน้ำตามช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ลดปริมาณพลังงานอาหารช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวจำนวนครั้งในการขับถ่ายและปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นลดอาการท้องผูกด้วย
 
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
 
รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา แช่น้ำให้พอง แล้วดื่มก่อนนอน จะช่วยทำให้ระบาย เป็นยาถ่าย
 
สารเคมี : 
 
เมือกจากเมล็ด พบ D-xylos, D-glucose, D-galactose, D-mannose, L-arabinose, L-rhamnose, uronic acid , oil, polysaccharide และ mucilage
 
ส่วนใบ พบน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย borneol L-B-cadinene, 1-8-cineol, B-caryophyllene, eugenol
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก the-than ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ww.n3k.in.th/สมุนไพร/ประโยชน์ของใบแมงลัก
 
โดย...... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-24 21:53:44 IP : 58.9.118.24


ความเห็นที่ 50 (3426146)

 "ผักเชียงดา"..... สมุนไพรรักษาเบาหวาน กับงานวิจัย 

 

 



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gumnema inodorum (Lour.) Decne.
วงศ์ : ASCLEPIADACEAE

ผักพื้นบ้านชื่อแปลกชนิดนี้ว่า “เซี่ยงดา หรือ เซ่งดา” ในภาษาเมืองของภาคเหนือ มันคือผัก “เชียงดา” หรือ “จินดา” ในภาคกลาง ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น “ผักว้น” ,“ม้วนไก่” หรือ “ผักเซ็ง” มีลักษณะเป็นไม้เถาเป็นพุ่มทึบ น้ำยางใส ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ดอกช่อ ออกที่ง่ามใบ สีเหลืองอมส้ม ผลรูปหอก เติบโตในป่าเขตร้อนภาคกลางและภาคใต้ของอินเดีย และภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ผักเชียงดารู้จักกันดีในภาษาอังกฤษว่า “Perrpioca of the woods” และ เบสบาสรินกิ แปลว่า เขาแกะ ในภาษาสันสกฤต มีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือในภาษาฮินดู “Gurmar” แปลตรงตัวว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล”


ผักเชียงดา ใช้เป็นยารักษาเบาหวานในอินเดียและประเทศในแถบเอเชียมานานกว่า 2000 ปีแล้วในยอดอ่อนและใบอ่อน มีวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง รากและใบของผักเชียงดามีสารสำคัญคือ gymnemic acid มีรูปร่างเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงไปจับเซลล์รีเซพเตอร์ในลำไส้ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาล
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ พบว่าผักเชียงดา สามารถที่จะช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดพึ่งอินซูลิน type 1) และไม่พึ่งอินซูลิน type 2)ได้ เมื่อให้ร่วมกันอินซูลินและยารักษาเบาหวานอื่นๆ มีรายงานว่ามีบางรายใช้ผักเชียงดาตัวเดียวในการคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานเชียงดา จะต้องบอกให้แพทย์ทราบเมื่อกินผักเชียงดาช่วยคุมเบาหวาน เพื่อที่จะลดอินซูลินและยาลง

สรรพคุณ
ช่วยบำรุงและปรับสภาพการทำงานของตับอ่อนให้เป็นปรกติ
ช่วยชำระล้างสารพิษตกค้างและฟื้นฟูตับอ่อนให้แข็งแรง
ช่วยบำรุงและซ่อมแซมหมวกไต และระบบการทำงานของไตให้สมบูรณ์
ช่วยปรับระดับอินซูลินในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล 
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือเบาหวาน
ช่วยปรับและควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปรกติ
ช่วยลดและควบคุมปริมาณไขมัน (Cholesterol) ในร่างกายให้สมดุล
ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้และหืดหอบ
ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ จากโรคเก๊าต์

ข้อแนะนำ
ผักเชียงดาอบแห้งผลิตมาจากพืช 100 % จึงไม่มีสารพิษตกค้างและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ผู้ที่มีกรดในกระเพาะอาหารมาก ไม่ควรกินผักเชียงดาขณะท้องว่าง
ผู้ป่วยเบาหวานขั้นรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำก่อนบริโภค

ประโยชน์ของผักเชียงดาต่อสุขภาพ
ด้านอาหาร ยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเชียงดา นำมารับประทานเป็นผัก มีรสขมอ่อนๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ในผัก 100 กรัม มีวิตามินซี 153 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 5,905 ไมโครกรัม และวิตามินเอ 984 ไมโครกรัม นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุและสารโภชนาการอื่นๆ เช่นแคลเซียม (78 มิลลิกรัม) ฟอสฟอรัส (98 มิลลิกรัม) เส้นใยอาหาร (crude fiber 2.5 กรัม) โปรตีน (5.4 กรัม) ไขมัน (1.5 กรัม) และคาร์โบไฮเดรต (8.6 กรัม)

ด้านสมุนไพร ในตำรายาไทยไม่มีการบันทึกสรรพคุณทางยาของผักเชียงดา ทางภาคเหนือใช้ใบผักเชียงดามาพอกกระหม่อมรักษาไข้และอาการหวัด หรือนำไปประกอบในตำรับยาแก้ไข้ประกอบในตำรับยาแก้ไข้


งานวิจัย ....

ผลการวิจัยในใบของผักเชียงดาพบสารผัก(phytonutrient) ที่สำคัญและมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ได้แก่ ซาโปนิน (saponin) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมและลดระดับน้ำตาลในลำไส้ได้ ดังนั้นในประเทศอินเดียจึงใช้เป็นยารักษาเบาหวานมากว่า 10 ปีแล้ว ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความสนใจผักเชียงดาของไทยเป็นอย่างมาก และได้นำเข้าใบและยอดอ่อนของผักเชียงดาจากประเทศไทย นำไปผลิตเป็นชาชงสมุนไพร (herbal tea)ใช้ชงดื่มเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด และในปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Nippon Veterinary and Animal Science University ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นได้ตีพิมพ์ผลงานวิเคราะห์สารบริสุทธิ์(pure compound) ที่เป็นตัวออกฤทธิ์ในการลดน้ำตาลจากใบของผักเชียงดา โดยใช้วิธีเทียบเคียงสูตรโครงสร้างของสารออกฤทธิ์ตามธรรมชาติด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Structure-activity relationship (SAR) และได้ออกแบบสูตรโครงสร้างของสารสำคัญ 4 ตัว (GIA-1, GIA-2,GIA-5 และ GIA-7) ซึ่งพิสูจน์ฤทธิ์ในหนูทดลองแล้วว่า สามารถลดระดับน้ำตาลได้ จึงทำการสังเคราะห์สารสำคัญดังกล่าวขึ้นมา วิธีการนี้ช่วยให้ได้สารออกฤทธิ์ที่แม่นยำและในปริมาณสูง ช่วยลดปริมาณความต้องการใช้สารออกฤทธิ์ตามธรรมชาติจากใบของเชียงดาอย่างมาก

ข้อมูลอ้างอิง และสำหรับอ่านเพิ่มเติม

>> ผักเชียงดา: ผักพื้นบ้านของไทยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ดร.ประไพภัทร คลังทรัพย์ , สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

>> “เชียงดา” ผักฆ่าน้ำตาล ช่วยรักษาเบาหวาน
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร , หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์

เขียนโดย สมุนไพรไทย ที่ 04:01 
http://thaiplants.blogspot.com/2011/04/blog-post.html

โดย...... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-28 22:32:28 IP : 171.97.3.109





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.