ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > น้ำสมุนไพร...ป้องกันโรค

น้ำสมุนไพร...ป้องกันโรค


 น้ำลูกหม่อน

ป้องกัน ๓ โรคอันตราย.....โรคไต เบาหวาน อัลไซเมอร์

โรคไต โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ ป้องกันและแก้ปัญหาได้
ด้วยน้ำลูกหม่อน
 
จากผลการดื่มและข้อมูลยืนยัน พบว่า 3 โรคอันตราย สามารถป้องกันและแก้ปัญหาได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ น้ำลูกหม่อนชนิดเข้มข้น ได้จริง
 
1. โรคไต รวมทั้ง ไตวาย การฟองไต ปัญหาเกี่ยวกับไต 
ทุกลักษณะ น้ำลูกหม่อน ช่วยฟื้นฟูไต ได้ ตามข้อมูลดังนี้
"ผลหม่อนหรือเรียกว่าลูกหมอน กินสดทั้งผล มีสารประกอบของวิตามินซี ไบโอฟลาโวนอยด์สูงมาก สรรพคุณสมุนไพร : บำรุงไต แก้อาการอักเสบของเนื้อไต (ลูกหม่อนหาทานยากเสียหน่อย 
แต่บำรุงไตดีมาก)" และ ชาวจีนให้ความสำคัญในด้านบำรุงเลือด แพทย์ชาวจีน ชื่อ เลี่ยงฮียัง ได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของการรับประทานผลหม่อนสุกไว้ว่า “ทำให้ตับไม่มีไฟ หัวใจคลายความร้อนรุ่ม เส้นประสาทตาดี สายตาก็แจ่มใส ร่างกายก็สุขสบาย”
ผลจากการดื่ม น้ำลูกหม่อนชนิดเข้มข้น ปรากฎว่า ผู้ป่วยโรคไต สามารถลดจำนวนครั้งในการไปฟองไตลงได้จริง 
 
2. โรคเบาหวาน การดื่ม น้ำลูกหม่อนชนิดเข้มข้น ไม่เพิ่มระดับน้ำตาลให้กระแสเลือด แต่สรรพคุณในน้ำลูกหม่อนสามารถลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้จริง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงเห็นผลจากการดื่ม ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดลง
ผลหม่อน เป็นยาเย็น ใช้ บำรุงกำลัง บำรุงประสาท แก้อาการนอนไม่หลับ ใช้รักษาโรคไขข้อ บำรุงหัวใจ บำรุงผมให้ ดกดำ เป็นยาระบาย แก้ธาตุไม่ปกติ ชาใบหม่อน ที่มีสรรพคุณโดดเด่นในการลดน้ำตาลในเลือด เป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมากอยู่ในขณะนี้ ซึ่ง สรรพคุณที่ ผลหม่อนก็เป็นแบบเดียวกับ ใบหม่อน ลูกหม่อนยังเป็นพืชที่มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปัญหาโรคต่างๆได้ เช่น โรคไขข้ออักเสบ โรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน
 
3. โรคอัลไซเมอร์ มีการทำการค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจัง จนมีรายงานดังนี้
"นักวิจัยพบ ผลหม่อนแห้ง มีสารออกฤทธิ์ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ จากผลงานวิจัยล่าสุดพบว่า ผลหม่อนอบแห้งมีสารออกฤทธิ์ป้องกันการตายของเซลล์ประสาทในภาวะต่างๆ เช่น โรคความจำเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์"
"ค้นพบว่าหากนำผลหม่อนสุกไปอบแห้งแล้วบดเป็นผงใส่แคปซูลมารับประทาน จะช่วยป้องกัน รักษาโรคที่ผู้สูงอายุเป็นกันมากคือ สมองเสื่อม ความจำบกพร่อง และอาการหลงลืมได้"
 
ลูกหม่อน (Mulberry) และ สรรพคุณ 
น้ำลูกหม่อน(Mulberry) เป็นไม้ยืนต้นตระกูลเบอรรี่เช่นเดียวกับ บลูเบอรรี่ และราสเบอรี่ เมื่อดิบสีเขียว เปลี่ยนเป็นสีแดงและเป็นสี่ม่วงดำเมื่อสุก รสหวานอมเปรี้ยว มีผลงานวิจัยหลายสถาบันในประเทศไทย มหาวิทยยาลัยทางการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิตและงานวิจัยหลายประเทศ ดังนี้
 
1. มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ชื่อ Anthyocyanin ซึ่งเป็นสารสีม่วงแดง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และป้องกันโรคมะเร็ง
2. มีวิตามินบี 6 ช่วยบำรุงเลือด ตับ ไต ลดการเกิดสิว ลดอาการปวดประจำเดือน
3. ป้องกันและยับยั้งการเกิดลิ่มเลือด ป้องกันเส้นเลือดแตก สาเหตุของโรคอัมพฤก อัมพาต
4. มีวิตามินซี สูง ช่วยป้องกันหวัด โรคภูมิแพ้ โรคปอด วัณโรค ป้องกันเชื้อไวรัส
5. มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก (ป้องกันแสงสีน้ำเงินเข้าทำลายเลนส์ตา) บำรุงเหงือกและฟัน สร้างภูมิให้ระบบหายใจ บำรุงผิว ลดการอักเสบของสิว
6. มีกรดโฟลิค หรือวิตามินใบไม้ หรือวิตามินเอ็ม ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันทารกพิการ ช่วยการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ หญิงแรกตั้งครรภ์เดือนแรกต้องการกรดโฟลิค
7. ช่วยแก้อาการเมาค้าง ผ่อนคลายความเครียด 
8. ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://mulberry100000dee.blogspot.com/


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-13 20:37:09 IP : 58.9.5.62


1

ความเห็นที่ 1 (3394680)

 น้ำสมุนไพรสามเกลอ.....

 
วันนี้ไปตลาดซื้อกระเจี๊ยบสดมา ๑ ก.ก. ๒๕ บาท นึกได้ว่าซื้อเนื้อพุทราจีนไว้ แล้วที่บ้านก็ปลูกต้นเตยหอมไว้ ก็เป็นอันว่าลงตัว เลยทำน้ำสมุนไพรสามเกลอค่ะ เหมาะสำหรับฤดูนี้ช่วงรอยต่อฤดูจากฤดูฝนไปสู่ฤดูหนาว ก็เลยนำเสนอตำรับนี้ ถ้าเพื่อนๆ สนใจก็ทดลองทำดูนะคะ อร่อยมากๆ ออกรสเปรี้ยวหอมหวานเล็กน้อย
 
ตำรับกระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และเตยหอม
 
สมุนไพรชนิดแรก สีแดงและรสเปรี้ยวจี๊ดของกลีบเลี้ยงผลกระเจี๊ยบแดง นอกจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไต และในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งลดความเหนียวข้นของเลือดลง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งก็ช่วยรักษาเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้ด้วย
 
สมุนไพรชนิดที่สอง รสหวาน มัน ฝาด ของผลพุทราจีนสุก ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท แก้โรคนอนไม่หลับ นอกจากนี้ ยังอุดมด้วย วิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา และเพิ่มภูมิต้านทานโรค ที่สำคัญผลพุทราช่วยลดผลข้างเคียงจากกรดซิตริกของกระเจี๊ยบ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤทธิ์ป้องหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และเส้นเลือดสมองตีบ
 
สมุนไพรชนิดที่สาม คือ รสหวานเย็นของใบเตย ช่วยบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ลดพิษไข้ ดับพิษร้อนภายใน เตย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pandanus amaryllifolius Roxb ชื่ออื่นๆ เตยหอมใหญ่ เตยหอมเล็ก ปาแนะวองิง (มลายู)
 
 
วิธีทำ : 
นำสมุนไพรสามเกลอ คือ กระเจี๊ยบแดงแห้ง 30 กรัม เนื้อพุทราแห้งไม่มีเมล็ด 30 กรัม ใบเตยแห้ง 5 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด เติมน้ำพอประมาณแล้วแต่ชอบข้นมากก็ใส่น้ำน้อย อยากได้ข้นน้อยก็ใส่น้ำมาก แล้วเคี่ยวไฟอ่อนๆ ราว 10-15 นาที จะเติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อยก็ได้ เพื่อให้ได้รสชาติดีขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรเติมอะไรเพิ่ม ดื่มขณะอุ่น วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น หลังอาหาร น้ำยาที่เหลือเก็บแช่ตู้เย็นได้ แล้วนำมาอุ่นเพื่อดื่มในมื้อต่อไป
 
สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคเส้นเลือดสมองตีบเรื้อรัง สามารถดื่มคอกเทลสมุนไพรสูตรนี้ได้ทุกวัน ช่วยเสริมการบำบัดรักษาที่แต่ละคนดูแลสุขภาพตนเองอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ดื่มเป็นประจำรับรองว่าสมองจะแจ่มใส หัวใจสดชื่นไปอีกนาน สำหรับผู้ที่ใช้สมองมาก เช่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือผู้บริหาร สามารถดื่มสมุนไพรสามเกลอนี้แทนซุปไก่สกัด หรือผลไม้สกัดราคาแพงๆ ได้เช่นกัน นอกจากจะได้ยาบำรุงสมองที่มีสรรพคุณดีกว่าแล้ว ยังได้ยาราคาถูกกว่าอีกด้วย
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-13 21:31:22 IP : 58.9.5.62


ความเห็นที่ 2 (3394685)

 *** มาทำน้ำใบย่านางดื่มกันเถอะ ***

 
ใบย่านางเป็นพืชที่เต็มไปด้วยสารสารสีเขียวคลอโรฟิลด์และเบต้าแคโรทีน ป้องกันการก่อตัวของอนุมูลอิสระ เป็นสมุนไพรธาตุเย็น และ ลดพิษร้อนให้อวัยวะภายร่างกาย ที่ทำให้ป่วย หรือเครียดตลอดเวลา
 
อาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน เช่น ตาแดง ตาแห้ง แสบตา มีสิว ฝ้า มีตุ่มแผลร้อนในช่องปาก ผมหงอกก่อนวัย ไข้ขึ้น ตัวร้อน มีเส้นเลือดขอด เป็นตะคริว เกิดฝีหนอง หอบหืด ไตอักเสบ โรคเก๊า เบาหวาน ความดันสูง ฯลฯใบย่านางมีฤทธิ์เย็น จึงใช้ใบย่านางปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการอันเกิดจากภาวะไม่สมดุล แบบร้อนเกิน ย่านางเป็นใช้ยามาตั้งแต่โบราณ มีชื่อเรียกทางแพทย์ยาโบราณว่า “หมื่นปี บ่ เฒ่า” หรือ “หมื่นปีไม่แก่”
 
ใบย่านางและน้ำคั้นจากใบยังมีแคลเซียมและวิตามินซีจำพวก เอ, บี 1, บี 2 และ เบต้า-แคโรทีน ค่อนข้างสูง คนโบราณเชื่อกันว่ารากของเถาย่านางนั้นสามารถแก้ไขได้ อีกทั้งยังช่วยถอนพิษผิดสำแดงและพิษอื่น ๆ แก้เมาเรือ แก้เมาสุรา แก้โรคหัวใจและแก้ลม ใบก็ช่วยถอนพิษและแก้ไข้
 
วิธีทำน้ำใบย่านาง
1.ล้างใบย่านางให้สะอาด
2.ตัดหรือฉีกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ
3.ปั่นหรือโขลกให้ละเอียด
4.ผสมน้ำสะอาดพอประมาณคั้นเอาแต่น้ำ
5.ใช้ผ้าบาวบางกรองแยกกากออก
6.จัดเก็บใส่ภาชนะ
 
ดื่มน้ำย่านางสด ๆ ครั้งละประมาณครึ่งแก้ววันละ 1-3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างหรือจะดื่มแทนน้ำก็ได้ บางครั้งสามารถผสมน้ำมะพร้าว น้ำตาล น้ำมะนาว ในรสชาติไม่จัดเกินไปเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้นก็ได้
 
ที่มา : health.kapook
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-13 22:06:23 IP : 58.9.5.62


ความเห็นที่ 3 (3394689)

 ***น้ำเสาวรสแก้อาการนอนไม่หลับ***

 
"เสาวรส" หรือที่บางคนเรียกว่า กะทกรกฝรั่ง หรือจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Passion Fruit นั้น เป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถวๆ ทวีปอเมริกา แต่ก็เติบโตได้ดีในประเทศไทย ผลมีลักษณะต่างกันไปตามพันธุ์ มีทั้งรูปกลม รูปไข่ แต่สำหรับเนื้อภายใน ก็มีหน้าตาคล้ายทับทิมบ้านเรานี่เอง
 
ชาติของเสาวรสนี้ก็ออกเปรี้ยว คนจึงนิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม ทั้งเป็นน้ำเสาวรสคั้นสด หรือเอามาผสมกับน้ำผลไม้อื่นๆ อย่างน้ำส้ม สัปปะรด หรือแอปเปิ้ลก็ได้ และด้วยความเปรี้ยวนี้เองทำให้เสาวรสอุดมไปด้วยวิตามินซี ใครที่เป็นหวัดเจ็บคออยู่ก็จิบน้ำเสาวรสเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาอาการได้ หรือใครที่ยังไม่เป็นหวัด วิตามินซีในเสาวรสก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้อีกต่างหาก และนอกจากวิตามินซีแล้ว เสาวรสก็ยังมีวิตามินเอ โดยเฉพาะสารแคโรทีนอยด์ จึงช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งได้ด้วย 
 
ประโยชน์ของเสาวรสยังไม่หมดแค่นั้น เพราะการดื่มน้ำเสาวรสเป็นประจำทุกวันก็ยังช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ และรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อีกต่างหาก ส่วนการบริโภคนั้นนอกจากจะดื่มเป็นน้ำผลไม้แล้ว ถ้าอยากจะกินผลสดๆ เลยก็สามารถทำได้เช่นกัน
 
เสาวรสเป็นไม้เลื้อย ที่ให้ผลมาก ในหน้าหนาว มีรสเปรี้ยวอุดมด้วย วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน ซึ่งทำหน้าที่ให้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่สำคัญต่อร่างกาย จึงช่วยรักษาสุขภาพ และความสมดุลในระดับเซลล์ และยังให้เส้นใย ซึ่งมีผลดีต่อระบบขับถ่าย
 
ส่วนผสม
เสาวรส 8 ลูก (พันธุ์สีม่วงจะหอมและรสชาติดีสุด)
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนชา
น้ำสะอาด 1 ถ้วยตวง
 
วิธีทำ
1. ล้างเปลือกเสาวรสให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ 
2. ใส่น้ำตาลทราย และน้ำสะอาดลงในหม้อ ตั้งไฟพอเดือด คนให้น้ำตาลละลายทั่วกัน ตั้งไฟอ่อนต่อไปอีก ประมาณ 3 นาที ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น
2. ผ่าเสาวรส แล้วเทเนื้อลงเครื่องปั่น เติมเกลือป่น ปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
 
หมายเหตุ
เนื่องจากเสาวรสรสมีรสเปรี้ยว เวลาเสิร์ฟจึงต้อง ใส่น้ำเชื่อมลงคน ให้เข้ากัน ก่อนใส่น้ำแข็ง
 
ที่มา : 108health.com by vida
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-13 22:11:03 IP : 58.9.5.62


ความเห็นที่ 4 (3397051)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 15:25:32 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 5 (3397054)

 น้ำสับประรดปั่นกับใบโหระพา และใบตำลึง

 
ส่วนผสม
 
สับประรด 1 หัว
ใบโหระำำพา 1 ขีด
ใบตำลึง 1 กำ 
 
วิธีทำอาหารเป็นยา
ปอกเปลือกสับปะรด ปั่นผสมกับใบโหระพา แล้ว กรองเอาแต่น้ำมาดื่ม
 
สรรพคุณ 
-ลดลมในตัว
-แก้อาการเลือดข้น
-ทำใ้ห้เลือดเลี้ยงสมองส่วนหน้าดีขึ้น
-ลดความดันโลหิตสูง
-บำรุงหัวใจ
-เพิ่มเม็ดเลือดแดง ถ้าใช้ทั้งแกนสับปะรดจะเพิ่มเม็ดโลหิตขาวด้วย
-ลดอนุมูลอิสระ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 15:35:45 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 6 (3397055)

 ส่วนผสม

กระชาย 1 ขีด
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
มะนาว 2 ลูก 


วิธีทำ
กระชายล้างน้ำให้สะอาด ปั่นให้ละเอียด เติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว กรองเอาแต่น้ำ ใ่ส่น้ำผึ้ง
และน้ำมะนาวลงไปผสมปรุงรสตามใจชอบ ดื่มได้เลย 

สรรพคุณ 

-บำรุงกระดูก (เพราะมีแคลเซียมสูง)
-บำรุงสมอง เพราะทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น
-ปรับสมดุลของฮอร์โมน
-ปรับสมดุลของความดันโลหิต (ความดันโลหิตที่สูงจะลดลง 
ความดันโลหิตที่ต่ำจะสูงขึ้น)
-แก้โรคไต ทำให้ไตทำงานดีขึ้น
-ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
-บำรุงมดลูก
-แก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วง
-อาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง
-ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
-แก้ปัญหาไส้เลื่อน

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 15:36:55 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 7 (3397082)

 สูตรน้ำสมุนไพร........เป็นยาอายุวัฒนะรักษาได้สารพัดโรค มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง รักษาโรคได้ดังต่อไปนี้

 
- มะเร็งต่อมลูกหมาก
- มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
- มะเร็งปากมดลูก
- มะเร็งลำไส้
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- มะเร็งทางเดินอาหาร
- เนื้องอกตามอวัยวะต่างๆ
- โรคไต
- โรคนิ่ว
- โรคภูมิแพ้ ไซนัส
- โรคหลอดเลือดหัวใจ
 
นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยสิ่งต่างๆดังนี้:
 
- ล้างฟอกไตให้สะอาด บำรุงไต
- ล้างพิษออกจากลำไส้
- ยับยั้งกระดูกผุ ลดภาวะกระดูกพรุน
- บำรุงโลหิต
- ลดน้ำตาลในโรคเบาหวาน
- ปรับระดับฮอร์โมนให้สมดุลย์ในหญิงวัยทอง
- ฟื้นฟู ตับ ไต และหัวใจ
 
สูตรการทำน้ำทับทิม
 
1. นำผลทับทิมสด (ผลห้ามปอกเปลือกหรือเอาเมล็ดออก ให้นำไปล้างน้ำแล้วใช้ทั้งผล) มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปใส่เครื่องปั่น หรือเครื่องคั้นน้ำผลไม้แยกกากก็ได้ ให้ได้น้ำคั้นจากเปลือก เมล็ด และเนื้อทับทิม (ใช้ทับทิม 1 ลูก ต่อ 1 ท่าน)
 
2. ใส่น้ำโซดาลงไป (ควรเป็นโซดาแช่เย็น) เพื่อให้เกิดปฏิกริยาในการกลั่นยาให้ได้ผลดี (โซดาประมาณ 1 แก้วต่อทับทิม 1 ผล)
 
3. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของยา ให้ใส่น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา (ต่อทับทิม 1 ผล)
 
4. ผสมทุกอย่างให้เข้าก่อน ทำดื่มวันละ 3 เวลา หรืออย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง (วันละ 3 ครั้งจะเห็นผลเร็วมาก)
 
ประสบการณ์จากผู้ที่ใช้สูตรยานี้ 
 
- ผู้ป่วยท่านหนึ่งหายจากโรคนิ่วในไตภายในเวลา 1 สัปดาห์
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง อาการมะเร็งต่อมน้ำเหลืองดีขึ้น 50% ภายใน 1 สัปดาห์
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง อาการมะเร็งต่อมลูกหมากดีขึ้น 50% ภายใน 4 วัน
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง ยกเลิกการผ่าตัดบายพาส หลังกินยาสูตรนี้ไปเพียง 2-3 สัปดาห์
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง หายจากโรคไซนัสเรื้อรังหลังกินยาสูตรนี้ไปเพียง 2 สัปดาห์
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง อาการมะเร็งปากมดลูกหายไปกว่า 80% ภายใน 10 วัน
- ผู้ป่วยท่านหนึ่ง อาการปวดขาเรื้อรังหายขาดภายใน 7 วัน
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 16:06:30 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 8 (3401176)

 มาดื่มน้ำบีทรูท.... กันเถอะค่ะ

น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ต้านมะเร็ง บำรุงเลือด 
 
 
 
รูปภาพ : มาดื่มน้ำบีทรูท....  กันเถอะค่ะ
น้ำสมุนไพรป้องกันโรค   ต้านมะเร็ง  บำรุงเลือด
บีทรูท (Beetroot) หรือชื่อเรียกภาษาไทย ผักกาดฝรั่ง ผักกาดแดง ชื่อวิทยาศาสตร์: Betavulgaris Linn. คือหัวผักกาดที่อยู่ใต้ดินชนิดหนึ่ง ลักษณะใบเดี่ยวเรียงตัวสลับ ใบเป็นรูปหัวใจรี มีดอกเดี่ยวออกเป็นช่อสีเขียวอ่อนขนาดเล็ก หัวใต้ดินมีขนาดเล็กทรงกลมป้อม เปลือกดำ เนื้อฉ่ำน้ำเป็นชั้นๆ สีแดงเลือดหมู หรือม่วงแดง เมื่อปอกสีจะติดมือ เป็นผักเมืองหนาว ต้นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ปัจจุบันสามารถปลูกได้ในแถบภาคเหนือของไทย
นอกจากกินเป็นผักสลัด หรือดองไว้ผัดกับเนื้อ ต้มหรือดองสามรสเป็นเครื่องเคียงสเต๊กหรือพาสต้า หรือกินกับเนย ทำซุป สีสันของบีทรูทยังใช้ตกแต่งอาหารให้มีสีสัน หรือใช้แทนสีผสมอาหาร ทำขนม หุงกับข้าว แต่ที่นิยมมากคือนำไปคั้นด้วยเครื่องแยกกาก ผสมกับผักผลไม้อื่น หรือฉายเดี่ยว เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ส่วนใบบีทรูทก็กินได้ เลือกเฉพาะใบอ่อน กินสดๆ มีวิตามินเอสูง
บีทรูทเป็นผักเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง ด้วยสารอาหารหลายชนิดที่มีอยู่ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม เหล็ก ทั้งให้วิตามินซีสูง วิตามินเอ บี 1 บี 2 และสารสีแดงในหัวบีทรูทคือเบทานิน (betanin) เป็น กรดอะมิโนที่มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง ทั้งบีทรูทยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย บำรุงเลือด ทำให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี บำรุงตับ ไต ถุงน้ำดี เป็นอาหารล้างพิษโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ติดสุราเรื้อรัง เป็นยาระบาย แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยการเจริญอาหารและแก้บิด แก้ปวดหัว ปวดฟัน ขับปัสสาวะ ลดอาการบวม
แยกคุณค่าอาหารบีทรูทออกได้เป็น เนื้อสุก 100 กรัม ให้พลังงาน 27 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โซเดียม 241 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม เส้นใย 2.9 กรัม น้ำตาล 0.6 กรัม โปรตีน 2.6 กรัม โพแทสเซียม 909 มิลลิกรัม
นอกจากนานาสรรพคุณ ปัจจุบันพบว่าหัวบีทรูทถูกนำไปใช้เป็นโภชนาบำบัด ช่วยรักษาผู้ที่เป็นสิวชนิดมีหนองหรือสิวอักเสบ น้ำเหลืองเสีย วิธีคือเอาหัวสดของบีทรูท จำนวน 1 หัว ต้มกับน้ำพอประมาณจนเดือด ไม่ต้องเติมอะไรลงไป ดื่มขณะอุ่น หรือจะกินเนื้อด้วยก็ได้ ช่วยบำบัดอาการสิวอักเสบหรือน้ำเหลืองเสียได้ ไม่ต้องกินประจำแต่ต้องกินเรื่อยๆ จะสังเกตเห็นว่าสิวอักเสบหรือน้ำเหลืองเสียค่อยๆ ดีขึ้นและหายได้
วิธีการทำน้ำบีทรูท นำบีทรูท 5-6 หัวมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกและล้างด้วยน้ำเกลือเจือจาง จะทำให้สีของบีทรูทไม่ตกมาก ผ่าครึ่งลูก คั้นด้วยเครื่องแยกกาก แยกน้ำ รินใส่แก้วแล้วดื่มทันที อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำบีทรูทมีกลิ่นแรง ทั้งไม่มีรสหวาน ผู้ที่เริ่มดื่มครั้งแรกจะไม่ชอบรสชาตินัก ดังนั้น จึงควรผสมด้วยน้ำผลไม้ที่มีรสหวานหรือรสเปรี้ยวลงไป เช่น น้ำสับปะรด น้ำเสาวรส น้ำส้ม น้ำมะนาว หรือแครอต เป็นต้น เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้วจะเปลี่ยนมาดื่มแบบไม่ต้องผสมด้วยน้ำผลไม้อื่นก็ได้ ข้อแนะนำคือควรนำบีทรูทไปแช่เย็นก่อนนำมาคั้น หากคั้นก่อนแล้วนำไปแช่เย็นจะทำให้คุณค่าทางอาหารสูญหายไป
ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
 
 
 
บีทรูท (Beetroot) หรือชื่อเรียกภาษาไทย ผักกาดฝรั่ง ผักกาดแดง ชื่อวิทยาศาสตร์: Betavulgaris Linn. คือหัวผักกาดที่อยู่ใต้ดินชนิดหนึ่ง ลักษณะใบเดี่ยวเรียงตัวสลับ ใบเป็นรูปหัวใจรี มีดอกเดี่ยวออกเป็นช่อสีเขียวอ่อนขนาดเล็ก หัวใต้ดินมีขนาดเล็กทรงกลมป้อม เปลือกดำ เนื้อฉ่ำน้ำเป็นชั้นๆ สีแดงเลือดหมู หรือม่วงแดง เมื่อปอกสีจะติดมือ เป็นผักเมืองหนาว ต้นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ปัจจุบันสามารถปลูกได้ในแถบภาคเหนือของไทย
 
นอกจากกินเป็นผักสลัด หรือดองไว้ผัดกับเนื้อ ต้มหรือดองสามรสเป็นเครื่องเคียงสเต๊กหรือพาสต้า หรือกินกับเนย ทำซุป สีสันของบีทรูทยังใช้ตกแต่งอาหารให้มีสีสัน หรือใช้แทนสีผสมอาหาร ทำขนม หุงกับข้าว แต่ที่นิยมมากคือนำไปคั้นด้วยเครื่องแยกกาก ผสมกับผักผลไม้อื่น หรือฉายเดี่ยว เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ส่วนใบบีทรูทก็กินได้ เลือกเฉพาะใบอ่อน กินสดๆ มีวิตามินเอสูง
 
 
 
บีทรูทเป็นผักเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง ด้วยสารอาหารหลายชนิดที่มีอยู่ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม เหล็ก ทั้งให้วิตามินซีสูง วิตามินเอ บี 1 บี 2 และสารสีแดงในหัวบีทรูทคือเบทานิน (betanin) เป็น กรดอะมิโนที่มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง ทั้งบีทรูทยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย บำรุงเลือด ทำให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี บำรุงตับ ไต ถุงน้ำดี เป็นอาหารล้างพิษโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ติดสุราเรื้อรัง เป็นยาระบาย แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยการเจริญอาหารและแก้บิด แก้ปวดหัว ปวดฟัน ขับปัสสาวะ ลดอาการบวม
 
แยกคุณค่าอาหารบีทรูทออกได้เป็น เนื้อสุก 100 กรัม ให้พลังงาน 27 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โซเดียม 241 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม เส้นใย 2.9 กรัม น้ำตาล 0.6 กรัม โปรตีน 2.6 กรัม โพแทสเซียม 909 มิลลิกรัม
 
นอกจากนานาสรรพคุณ ปัจจุบันพบว่าหัวบีทรูทถูกนำไปใช้เป็นโภชนาบำบัด ช่วยรักษาผู้ที่เป็นสิวชนิดมีหนองหรือสิวอักเสบ น้ำเหลืองเสีย วิธีคือเอาหัวสดของบีทรูท จำนวน 1 หัว ต้มกับน้ำพอประมาณจนเดือด ไม่ต้องเติมอะไรลงไป ดื่มขณะอุ่น หรือจะกินเนื้อด้วยก็ได้ ช่วยบำบัดอาการสิวอักเสบหรือน้ำเหลืองเสียได้ ไม่ต้องกินประจำแต่ต้องกินเรื่อยๆ จะสังเกตเห็นว่าสิวอักเสบหรือน้ำเหลืองเสียค่อยๆ ดีขึ้นและหายได้
 
วิธีการทำน้ำบีทรูท นำบีทรูท 5-6 หัวมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกและล้างด้วยน้ำเกลือเจือจาง จะทำให้สีของบีทรูทไม่ตกมาก ผ่าครึ่งลูก คั้นด้วยเครื่องแยกกาก แยกน้ำ รินใส่แก้วแล้วดื่มทันที อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำบีทรูทมีกลิ่นแรง ทั้งไม่มีรสหวาน ผู้ที่เริ่มดื่มครั้งแรกจะไม่ชอบรสชาตินัก ดังนั้น จึงควรผสมด้วยน้ำผลไม้ที่มีรสหวานหรือรสเปรี้ยวลงไป เช่น น้ำสับปะรด น้ำเสาวรส น้ำส้ม น้ำมะนาว หรือแครอต เป็นต้น เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้วจะเปลี่ยนมาดื่มแบบไม่ต้องผสมด้วยน้ำผลไม้อื่นก็ได้ ข้อแนะนำคือควรนำบีทรูทไปแช่เย็นก่อนนำมาคั้น หากคั้นก่อนแล้วนำไปแช่เย็นจะทำให้คุณค่าทางอาหารสูญหายไป
 
ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-19 09:45:17 IP : 58.9.164.237


ความเห็นที่ 9 (3405469)

 มาดื่มน้ำเสาวรส.... กันเถอะค่ะ

 

รูปภาพรูปภาพ

 

 
เสาวรส..... ลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงสายตาและผิวพรรณ ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 
 
เสาวรส (Passion fruit) 
หรือที่เราเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า กะทกรกฝรั่ง เป็นไม้ผลประเภทเถาเลื้อย อยู่ในตระกูล Passifloraceae โดยมีลักษณะลำต้นเป็นเถา มีมือเกาะออกตามซอกใบ และเมื่อผลสุกจะ มีสีต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทยมี 3 พันธุ์ คือ
 
1. พันธุ์ผลสีม่วง 
เมื่อผลสุกจะมีสีม่วงเข้มผิวเป็นมัน น้ำจาก พันธุ์ผลสีม่วง มีรสชาติดีกว่าพันธุ์ผลสีเหลือง มีกรดต่ำสีสวยและหวาน จึงเหมาะสำหรับรับประทาน ผลสด ข้อเสียของพันธุ์นี้คือ ค่อนข้างจะอ่อนแอ ต่อโรค
 
2. พันธุ์ผลสีเหลือง 
เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองขมิ้น ผิวเป็นมัน น้ำคั้นของพันธุ์นี้ มีกรดมาก ซึ่งมี pH ต่ำกว่า 3 เหมาะสำหรับส่งเข้าโรงงานเพื่อแปรรูปมากกว่าการ รับประทานผลสด ข้อดีของพันธุ์นี้คือ ให้ผลดก และมีความต้านทานโรคและแมลงสูงกว่าพันธุ์ผลสีม่วง
 
3. พันธุ์ลูกผสม 
เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมระหว่างพันธุ์ผลสีม่วงกับพันธุ์ผลสีเหลือง เพื่อคัดเลือกต้นพันธุ์ใหม่ ที่รวมลักษณะผลที่เด่นของแต่ละพันธุ์ไว้ ทำให้มีลักษณะผลใหญ่ ให้ผลดก มีรกห่อหุ้ม เมล็ด
มาก เปลือกบาง ต้านทานโรค และมีช่วงเวลาในการให้ผลที่ยาวนาน พันธุ์นี้จะให้ทั้งผลที่มีสีม่วงและผลสีเหลือง พันธุ์ลูกผสมนี้เหมาะสำหรับปลูกเพื่ออุตสาหกรรมการทำน้ำเสาวรส เพราะสามารถเก็บผลผลิตป้อนเข้าโรงงานได้ตลอดทั้งปี
 
ส่วนเปลือก ผลและเนื้อส่วนนอก มีลักษณะแข็ง ไม่สามารถรับประทานได้ และส่วนภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มหรือดำจำนวนมาก ซึ่งเมล็ดจะมีรกเป็นเยื่อเมือกสีเหลืองหรือสีส้ม ลักษณะ
เหนียวข้นและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวห่อหุ้มอยู่โดยรอบ
 
เสาวรสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเขตอากาศเย็นทางภาคเหนือ หรือเขตอากาศร้อนชื้นทางภาคกลางและ ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพืชที่ปลูก
ได้ง่าย การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก แต่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง จึงเป็นพืชที่สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ดี ประกอบกับตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง
 
การใช้ประโยชน์ของเสาวรส
 
1. เนื้อในหรือรกที่หุ้มเมล็ดของผลเสาวรส ใช้รับประทานสดได้ โดยผ่าผลแล้วเติมน้ำตาล
ทรายเพียงเล็กน้อยก็สามารถรับประทานได้ทั้งเมล็ดเลย หรือจะนำไปทำเป็นแยมผลไม้ก็ได้
 
2. เปลือกและเนื้อส่วนนอก สามารถนำไปหมักทำเป็นอาหารสัตว์และปุ๋ยหมักได้
 
3. น้ำคั้นจากเนื้อซึ่งส่วนนี้มีกลิ่นหอมและ มีกรดมาก ใช้ผสมเป็นเครื่องดื่ม หรือใช้ผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่น เช่น น้ำแอปเปิ้ล น้ำส้ม น้ำสัปปะรด น้ำพีช เป็นต้น
โดยอัตราการผสมน้ำเสาวรส ประมาณ 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติที่ดี ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายใน
ต่างประเทศ เพราะนอกจากทำให้เครื่องดื่มมีกลิ่นและรสชาติที่ดีขึ้นแล้ว ยังมีคุณค่าทางอาหารสูงอีกด้วย และน้ำเสาวรสยังสามารถนำไปใช้แต่งกลิ่นและรสชาติของไอศกรีม ขนมเค้ก เยลลี่ เชอร์เบท พาย ลูกกวาด และไวน์
 
วิธีการเตรียมเครื่องดื่มจากเสาวรส
 
ส่วนผสม
 
- เสาวรสสุก 2-3 ผล
- น้ำต้มสุก 2 ถ้วย
- น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วย 
- เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำ
1. นำผลเสาวรสสุกล้างให้สะอาด 
2. ผ่า 2 ซีกและใช้ช้อนเอาเมล็ดและส่วนที่เป็นน้ำสีส้มออกให้หมดจากเนื้อผล
3. เติมน้ำสุกและคั้นกรองด้วยกระชอนกับ ผ้าขาวบาง เพื่อแยกเอาเมล็ดและเส้นใยออก
4. เติมน้ำเชื่อม เกลือป่น ชิมรสตามชอบ
 
คุณค่าทางโภชนาการ
 
ส่วนประกอบทางเคมีของน้ำเสาวรส ประกอบด้วยน้ำประมาณ 76-85% ของแข็งที่ละลายได้ประมาณ 17.4% คาร์โบไฮเดรตประมาณ 12.4% กรดอินทรีย์ประมาณ 3.4% นอกจากนั้นมี
แคโรทีนอยด์ สารประกอบไนโตรเจน สารประกอบที่ให้กลิ่น วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเอนไซม์
 
จากการที่เสาวรสมีวิตามินเอค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสารแคโรทีนอยด์ จึงช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ 
 
จากการศึกษาพบว่า มีวิตามินซีค่อนข้างสูง คือ 39.1 mg/100 g ของน้ำเสาวรส ซึ่งมากกว่าที่พบในมะนาวและพบสาร albumin-homologous protein จากเมล็ดของผลเสาวรส 
 
ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ และยังมีสรรพคุณ ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ลดไขมันในเส้นเลือด และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
 
ดังจะเห็นว่าเสาวรสเป็นผลไม้ที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยกลับไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทั้งๆ ที่เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ค่อนข้างสูง และใช้ประโยชน์ได้
หลายอย่าง แถมยังเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ประกอบกับตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ดี 
 
ดังนั้นทั้ง ภาครัฐบาลและเอกชนจึงควรทำการส่งเสริมการปลูก การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ให้เป็นไม้ผลเศรษฐกิจ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ ผลไม้ชนิดนี้ให้รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย
 
http://www.gpo.or.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-16 12:31:12 IP : 58.11.170.160


ความเห็นที่ 10 (3410921)

 น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ..... น้ำอัญชันเตยหอม

 

 

 
สรรพคุณ ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ
 
ส่วนผสม...
 
ดอกอัญชัน 1 กำมือ
 
เตยหอม 1 ต้น(เล็ก)
 
วานิลลาไซรับ 2ช้อนโต๊ะ
 
น้ำผึ้ง 1ช้อนโต๊ะ
 
มะนาว
 
 
วิธีทำ...
 
1. นำดอกอัญชัน และเตยหอมต้มรวมกันเคี่ยวให้เดือดจัดสักพัก ยกลง กรองเอาแต่น้ำ
 
2. ผสมวานิลาไซรับ 1-2ช้อนโต๊ะ (ปรุงหวานตามใจชอบ) และน้ำผึ้ง1 ช้อนโต๊ะ บีบมะนาว 1ซีก ตามลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
 
3. เติมน้ำแข็งลงในส่วนผสมจนเต็มแก้ว แล้วเทน้ำอัญชันเตยหอมลงบนน้ำแข็ง คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วดื่มได้ทันทีเลยค่ะ
 
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-20 23:15:19 IP : 58.11.170.72


ความเห็นที่ 11 (3412300)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค...... น้ำว่านกาบหอย

 

 

 
 
ว่านกาบหอย......
 
ส่วนที่ใช้ : ใช้ใบสด หรือตากแห้งเก็บไว้ใช้ และดอก เมื่อเก็บดอกที่โตเต็มที่ แล้วตากแห้ง หรืออบด้วยไอน้ำ 10 นาที แล้วจึงนำไปตากแห้ง เก็บเอาไว้ใช้
 
สรรพคุณ :
 
ใบ - แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ อาเจียนเป็นโลหิต แก้ฟกช้ำภายใน เนื่องจากพลัดตกจากที่สูงหรือหกล้มฟาดถูกของแข็ง แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด แก้ปัสสาวะเป็นเลือด
 
ใช้ต้มน้ำดื่ม ครั้งละ 15- 30 กรัม ใช้ภายนอก โดยการตำพอก
 
ตำรับยา : แก้ไอ ร้อนใน กระหายน้ำ แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ฟกช้ำภายใน เนื่องจากพลัดตกจากที่สูง หรือหกล้มฟาดถูกของแข็ง ใช้ใบสด 3 ใบ ต้มน้ำผสมน้ำตาลกรวดเล็กน้อยดื่ม
 
 
น้ำว่านกาบหอย.....
 
ส่วนผสม
 
1. ว่านกาบหอย 500 กรัม
 
2. น้ำเปล่า 20 ถ้วยตวง
 
3. น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลกรวด 3 ถ้วยตวง
 
4. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
 
5. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
 
 
วิธีทำ
 
1. แกะว่านกาบหอยออกเป็นใบๆนำไปล้างให้สะอาด
 
2. ต้มน้ำให้เดือดใส่ใบว่านกาบหอยต้มประมาณ 10 นาที
 
3. ตักใบว่านกาบหอยทิ้ง
 
4. ใส่น้ำตาลทรายแดงคนจนละลาย ต้มให้เดือดอีกครั้งใส่เกลือยกลงจากเตา
 
 
ที่มา : http://varangkana.wordpress.com/
 
http://www.rspg.or.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 20:26:13 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 12 (3412313)

 ชาเก๊กฮวยมะนาว

ร้อนๆอย่างนี้ มาลองเครื่องดื่มเมนูนี้คะ่
ทำง่ายและได้ประโยชน์
 
 
รูปภาพ : ร้อนๆอย่างนี้ มาลองเครื่องดื่มเมนูนี้คะ่
ทำง่ายและได้ประโยชน์
น้ำเก๊กฮวยมะนาว
สรรพคุณ
ช่วยระบายความร้อน  เสริมวิตามินซี
ส่วนประกอบ
ดอกเก๊กฮวย พอประมาณ
มะนาว 2 แว่น
วิธีทำ
-ลวกถ้วยชาที่จะใส่ดอกเก๊กฮวยดื่ม ด้วยน้ำเดือดก่อน
-ใส่ดอกเก๊กฮวยลงไปในถ้วยชา เทน้ำเดือดตาม แล้วปืดฝาอบไว้ประมาณ 5 นาที จนมีกลิ่นหอมของดอกเก๊กฮวย
-บีบมะนาว 1 แว่นลงไปในถ้วยชา ส่วนอีก1 แว่นที่เหลือใส่ลงไปในถ้วยชานั้นเลย
ดูตำรับอาหารเครื่องยาจีนตำรับอื่นๆได้ที่
https://www.facebook.com/ChinMed/app_103822229704881
ดูสารบัญสมุนไพรจีนได้ที่
https://www.facebook.com/ChinMed/app_208195102528120
คลินิกจันทน์ ตรวจรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน
https://www.facebook.com/ChinMed/app_137541772984354
 
 
 
น้ำเก๊กฮวยมะนาว
 
สรรพคุณ
ช่วยระบายความร้อน เสริมวิตามินซี
 
ส่วนประกอบ
ดอกเก๊กฮวย พอประมาณ
มะนาว 2 แว่น
 
วิธีทำ
-ลวกถ้วยชาที่จะใส่ดอกเก๊กฮวยดื่ม ด้วยน้ำเดือดก่อน
-ใส่ดอกเก๊กฮวยลงไปในถ้วยชา เทน้ำเดือดตาม แล้วปืดฝาอบไว้ประมาณ 5 นาที จนมีกลิ่นหอมของดอกเก๊กฮวย
-บีบมะนาว 1 แว่นลงไปในถ้วยชา ส่วนอีก1 แว่นที่เหลือใส่ลงไปในถ้วยชานั้นเลย
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:04:15 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 13 (3412642)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ........ น้ำกระเจี๊ยบแดง

 
 
 
 
 
ส่วนผสม
 
ดอกกระเจี๊ยบสด/แห้ง 20 กรัม (5 ดอก) 
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว) 
น้ำเปล่า 200 กรัม (14 ช้อนคาว) 
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม (2/5 ช้อนคาว)
 
วิธีทำ
1 เอาดอกกระเจี๊ยบสดหรือแห้งก็ได้ ล้างน้ำทำความสะอาดนำใส่หม้อ ต้มจนเดือด แล้วลดไฟลงอ่อน ๆ เคี่ยวเรื่อย ๆ จนน้ำเป็นสีแดง จนเข้มข้น 
2. เอาดอกกระเจี๊ยบขึ้นจากหม้อต้ม แล้วเอาน้ำเชื่อมและเกลือใส่ลงไป ปล่อยให้น้ำกระเจี๊ยบเดือด 1 นาที ก็ยกลง ชิมรสตามใจชอบ 
3. เอาขวดแม่โขงมาล้างทำความสะอาด ต้มในน้ำเดือด 20 นาที นำ น้ำกระเจี๊ยบแดงมากรอก แล้วปิดจุกให้แน่น เก็บไว้ได้นาน (ควร แช่ในตู้เย็น) 
หรืออีกวิธีหนึ่ง นำดอกกระเจี๊ยบมาตากแห้ง แล้วนำมาบดเป็นผง นำผงกระเจี๊ยบครั้งละ 1 ช้อนชา ชงในน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิกรัม )
 
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
 
คุณค่าทางอาหารให้วิตามินเอสูงมาก ซึ่งช่วยบำรุงสายตารอง ลงมามีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน 
คุณค่าทางยาช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต เป็นยาระบาย อ่อนๆ และช่วยแก้อาการกระหายน้ำ
 
 
เว็บพลังจิต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 20:56:40 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 14 (3412644)
น้ำสมุนไพรป้องกันโรค...... น้ำว่านกาบหอย
 
 
 
 
 
ว่านกาบหอย......
 
ส่วนที่ใช้ : ใช้ใบสด หรือตากแห้งเก็บไว้ใช้ และดอก เมื่อเก็บดอกที่โตเต็มที่ แล้วตากแห้ง หรืออบด้วยไอน้ำ 10 นาที แล้วจึงนำไปตากแห้ง เก็บเอาไว้ใช้
 
สรรพคุณ :
 
ใบ - แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ อาเจียนเป็นโลหิต แก้ฟกช้ำภายใน เนื่องจากพลัดตกจากที่สูงหรือหกล้มฟาดถูกของแข็ง แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด แก้ปัสสาวะเป็นเลือด
 
ใช้ต้มน้ำดื่ม ครั้งละ 15- 30 กรัม ใช้ภายนอก โดยการตำพอก
 
ตำรับยา : แก้ไอ ร้อนใน กระหายน้ำ แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ฟกช้ำภายใน เนื่องจากพลัดตกจากที่สูง หรือหกล้มฟาดถูกของแข็ง ใช้ใบสด 3 ใบ ต้มน้ำผสมน้ำตาลกรวดเล็กน้อยดื่ม
 
 
น้ำว่านกาบหอย.....
 
ส่วนผสม
 
1. ว่านกาบหอย 500 กรัม
 
2. น้ำเปล่า 20 ถ้วยตวง
 
3. น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลกรวด 3 ถ้วยตวง
 
4. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
 
5. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
 
 
วิธีทำ
 
1. แกะว่านกาบหอยออกเป็นใบๆนำไปล้างให้สะอาด
 
2. ต้มน้ำให้เดือดใส่ใบว่านกาบหอยต้มประมาณ 10 นาที
 
3. ตักใบว่านกาบหอยทิ้ง
 
4. ใส่น้ำตาลทรายแดงคนจนละลาย ต้มให้เดือดอีกครั้งใส่เกลือยกลงจากเตา
 
 
ที่มา : http://varangkana.wordpress.com/
 

http://www.rspg.or.th/ 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 20:57:58 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 15 (3412649)

 ร้อนๆๆ....มาทำน้ำลูกหว้ากินกัน

***ลูกหว้า***
 
 
รูปภาพ : ***ลูกหว้า***
"หว้า" เป็นพันธุ์ไม้พวก ชมพู่ คือสกุล มีมากทั้งในอินเดีย พม่า ไทย และมาเลเซีย ตลอดจนฟิลิปปินส์ โดยมากหว้ามีลูกเล็กสีม่วงดำ แต่ในบางแห่ง เช่น ในฟิลิปปินส์มีลูกโตเท่าไข่นกพิราบ แม่ค้าที่ขายลูกหว้าเขาจะพรมน้ำเกลือเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น ผล หว้ามีขนาดยาว 1 – 2.5 ซม. และโตประมาณ 1 ซม. น้ำจากผลหว้าก็เป็น 1 ใน 8 น้ำปานะที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตแก่พระภิกษุ เมล็ดลดน้ำตาลในเลือด แก้ท้องเสีย และใช้ถอนพิษ ในพม่านั้น ต้นหว้าถือเป็นไม้มงคลในเรื่องความสำเร็จและชัยชนะ ด้วยชื่อว่าชมพูทวีป หรือดินแดนแห่งไม้หว้านั้น เป็นแผ่นดินอันเป็นแดนกำเนิดของพระพุทธศาสนาและพระบรมศาสดานั่นเอง
“หว้า” มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ในผลหว้าจะประกอบด้วย น้ำตาล วิตามินซี มีแคลเซียม(สูง) และเหล็ก ส่วนในเมล็ดหว้าจะมีสารอัลคาลอยด์ น้ำมันหอมระเหย ฟอสฟอรัส และแคลเซียม
สรรพคุณของหว้าและวิธีใช้
เปลือกและใบหว้า ใช้ทำยาอม ยากวาดคอ แก้ปากเปื่อย ลิ้นและคอมีเม็ด
ใบและเมล็ดหว้า ใช้แก้บิด มูกเลือด ท้องเสีย นำใบและเมล็ดหว้ามาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ในการชะล้างแผลเน่าเปื่อย หรือนำใบและเมล็ดหว้ามาตำแล้วใช้ทาแก้โรคผิวหนัง
เมล็ดหว้า เมล็ดหว้าเมื่อนำมาต้มหรือบด แล้วนำมารับประทาน มีสรรพคุณใช้แก้เบาหวาน แก้บิด แก้ท้องร่วงได้
"ผลหว้าสุก" จะลักษณะสีม่วงดำ และมีรสเปรี้ยวฝาดอมหวาน จึงสามารถนำมาใช้ในการทำไวน์ได้ดี ส่วนยอดอ่อนของหว้า สามารถใช้รับประทานเป็นผักสด
*น้ำลูกหว้า*
ส่วนผสม
-ผลลูกหว้าล้างสะอาดฝานเอาแต่เนื้อ 3 ถ้วยตวง
-น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง
-เกลือป่น 1 ช้อนชา
-น้ำสะอาด 2 ลิตร
-น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1.นำเนื้อลูกหว้าที่ฝานไว้แล้ว ใส่ลงในหม้อ เติมน้ำนำไปตั้งไฟจนเดือด จากนั้นยกลง
2.กรองเอากากออก เติมน้ำเชื่อม เกลือป่น และน้ำมะนาว ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง ยกลง
3.ตั้งน้ำลูกหว้าทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเทใส่ขวดที่ล้างสะอาดและลวกน้ำร้อนแล้วปิดฝานำไปแช่ตู้เย็นดื่มใสน้ำแข็ง
4.วิธีเสิร์ฟ ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำลูกหว้าใส่ เสิร์ฟได้ทันที
คุณค่าทางโภชนาการ :
ในผลลูกหว้าจะประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย
สรรพคุณทางยา :
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยให้เจริญอาหารกินข้าวได้ลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยย่อยอาหารโดยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อยต่างๆด้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยต้านมะเร็ง
ที่มา : wikipedia/by สาระแห่งสุขภาพ
 
 
 
"หว้า" เป็นพันธุ์ไม้พวก ชมพู่ คือสกุล มีมากทั้งในอินเดีย พม่า ไทย และมาเลเซีย ตลอดจนฟิลิปปินส์ โดยมากหว้ามีลูกเล็กสีม่วงดำ แต่ในบางแห่ง เช่น ในฟิลิปปินส์มีลูกโตเท่าไข่นกพิราบ แม่ค้าที่ขายลูกหว้าเขาจะพรมน้ำเกลือเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น ผล หว้ามีขนาดยาว 1 – 2.5 ซม. และโตประมาณ 1 ซม. น้ำจากผลหว้าก็เป็น 1 ใน 8 น้ำปานะที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตแก่พระภิกษุ เมล็ดลดน้ำตาลในเลือด แก้ท้องเสีย และใช้ถอนพิษ ในพม่านั้น ต้นหว้าถือเป็นไม้มงคลในเรื่องความสำเร็จและชัยชนะ ด้วยชื่อว่าชมพูทวีป หรือดินแดนแห่งไม้หว้านั้น เป็นแผ่นดินอันเป็นแดนกำเนิดของพระพุทธศาสนาและพระบรมศาสดานั่นเอง
 
“หว้า” มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ในผลหว้าจะประกอบด้วย น้ำตาล วิตามินซี มีแคลเซียม(สูง) และเหล็ก ส่วนในเมล็ดหว้าจะมีสารอัลคาลอยด์ น้ำมันหอมระเหย ฟอสฟอรัส และแคลเซียม
 
สรรพคุณของหว้าและวิธีใช้
เปลือกและใบหว้า ใช้ทำยาอม ยากวาดคอ แก้ปากเปื่อย ลิ้นและคอมีเม็ด
 
ใบและเมล็ดหว้า ใช้แก้บิด มูกเลือด ท้องเสีย นำใบและเมล็ดหว้ามาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ในการชะล้างแผลเน่าเปื่อย หรือนำใบและเมล็ดหว้ามาตำแล้วใช้ทาแก้โรคผิวหนัง
 
เมล็ดหว้า เมล็ดหว้าเมื่อนำมาต้มหรือบด แล้วนำมารับประทาน มีสรรพคุณใช้แก้เบาหวาน แก้บิด แก้ท้องร่วงได้
 
"ผลหว้าสุก" จะลักษณะสีม่วงดำ และมีรสเปรี้ยวฝาดอมหวาน จึงสามารถนำมาใช้ในการทำไวน์ได้ดี ส่วนยอดอ่อนของหว้า สามารถใช้รับประทานเป็นผักสด
 
*น้ำลูกหว้า*
ส่วนผสม
-ผลลูกหว้าล้างสะอาดฝานเอาแต่เนื้อ 3 ถ้วยตวง
-น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง
-เกลือป่น 1 ช้อนชา
-น้ำสะอาด 2 ลิตร
-น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำ
1.นำเนื้อลูกหว้าที่ฝานไว้แล้ว ใส่ลงในหม้อ เติมน้ำนำไปตั้งไฟจนเดือด จากนั้นยกลง 
2.กรองเอากากออก เติมน้ำเชื่อม เกลือป่น และน้ำมะนาว ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง ยกลง 
3.ตั้งน้ำลูกหว้าทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเทใส่ขวดที่ล้างสะอาดและลวกน้ำร้อนแล้วปิดฝานำไปแช่ตู้เย็นดื่มใสน้ำแข็ง 
4.วิธีเสิร์ฟ ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำลูกหว้าใส่ เสิร์ฟได้ทันที 
 
คุณค่าทางโภชนาการ : 
ในผลลูกหว้าจะประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย
 
สรรพคุณทางยา : 
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยให้เจริญอาหารกินข้าวได้ลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยย่อยอาหารโดยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อยต่างๆด้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยต้านมะเร็ง
 
ที่มา : wikipedia/by สาระแห่งสุขภาพ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:06:17 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 16 (3412655)

 วุ้นหมาน้อยหรือวุ้นจากต้นกรุงเขมา (Mha Noi Jelly)..... 

เครื่องดื่มและอาหารสุขภาพ คลายร้อน
 
 
 
รูปภาพ : วุ้นหมาน้อยหรือวุ้นจากต้นกรุงเขมา (Mha Noi Jelly).....
เครื่องดื่มและอาหารสุขภาพ   คลายร้อน
วุ้นหมาน้อยหรือวุ้นจากต้นกรุงเขมา สมุนไพรพื้นบ้านในถิ่นอีสานและภาคเหนือของไทยที่ดูธรรมด๊า ธรรมดา แต่ก็ไม่ธรรมดาในพ.ศ. นี้
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ให้ชื่อเป็นภาษาต่างด้าว เพราะมิตรในสังคมออนไลน์นามว่า “ลักปลาแดก” เธอโพสต์ภาพเครื่องดื่ม“วุ้นหมาน้อย” ที่เธอไปดื่มในร้านกาแฟสดแนวอาร์ติส จึงขอตั้งชื่อให้สมุนไพรพื้นบ้านนี้ว่า Mha Noi Jelly ให้สมกับวุ้นหมาน้อยในแก้วงาม(ดูภาพ) ที่กำลังเบียดกับกาแฟเอสเปรสโซในยามที่ลมร้อนแผดเผา  ร้านเจ้าของไอเดียหมาน้อยนี้ไม่ได้อยู่เมืองหลวงแน่นนอน แต่เป็นร้านที่ตั้งในถิ่นที่พืชสมุนไพรขึ้นได้ง่าย คือ จ.อุบลราชธานี แต่ร้านหรูในเมืองไหนๆจะเลียนแบบไม่สงวนลิขสิทธิ์ เพราะคนไทยกำลังต้องการเครื่องดื่มดับร้อน(สุดๆ) อยู่ตอนนี้
แนะนำให้รู้จักต้นสักเล็กน้อย จะได้หามาปลูกมาใช้ได้ทั้งปี ชื่อ หมาน้อยหรือกรุงเขมา บางที่เรียกกันทั่วไปว่า เครือหมาน้อย เพราะเป็นพืชเถา เลื้อยไปมาจึงเรียกตามลักษณะต้นว่าเครือหมาน้อย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman. และมีชื่อที่พ้องกันว่า Cissampelos poilanei Gagnep.  เป็นไม้เถาเลื้อย เนื้อไม้แข็ง มีขนนุ่มสั้นปกคลุมตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ไม่มีมือเกาะ มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ใบเป็น ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีลักษณะเป็นรูปหัวใจ รูปกลม รูปไต หรือรูปไข่กว้าง ก้นใบปิด เนื้อบางคล้ายกระดาษ มีขนนุ่มสั้นกระจาย ดอกออกเป็นช่อกระจุกสีขาว แยกเพศ อยู่ต่างต้น  ผลค่อนข้างกลม สีแดง มีขน มีเมล็ดเดียว เล็ก แข็ง รูปโค้ง หรือเป็นรูปเกือกม้า ผิวขรุขระ ขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดหรือเหง้า มักพบในป่าดิบ ป่าผลัดใบ และป่าไผ่ ตามริมแม่น้ำลำธาร แม้ว่าจะพบเห็นมากทางอีสานและภาคเหนือ แต่ก็พบได้เกือบทุกภาคของไทย
เครือหมาน้อยเป็นไม้ป่าแต่ปัจจุบันนำมาปลูกไว้กินในครัวเรือนได้ ปลูกง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ชอบขึ้นในดินร่วนมีปุ๋ยดีแต่ขอให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ ถ้าใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งมีความเข้มข้นจัดทำให้ต้นตายง่าย ปลูกลงดินให้เลื้อยกับไม้ใหญ่ หรือทำค้างแบบปลูกถั่วก็ได้ ชอบชื้นแต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เวลานี้เพาะปลูกและเก็บผลผลิตมาขายเป็นอาหารพื้นบ้าน และนำมาเป็นยาสมุนไพร รวมถึงวงการความงามก็นำเอาเครือหมาน้อยมาทำเป็นสมุนไพรมาร์คหน้า บำรุงผิว แก้สิวด้วย
ทำได้ง่ายๆ เพียงเด็ดใบมาล้างน้ำ ขยี้ใบให้เป็นวุ้นๆ นำไปพอกหน้าจะรู้สึกว่าผิวหน้าเต่งตึงสดใสเปล่งปลั่ง และรู้สึกเย็นสบาย ใช้แก้อาการอักเสบและสิวได้ด้วย มีนักธุรกิจทำการผลิตเป็นเจลพอกหน้าจากเครือหมาน้อยกันแล้ว แต่ใช้แบบสดๆ ไม่เสียตังค์ใดๆ และใบสดที่นำมาขยี้ทานี้ หมอพื้นบ้านยังนำมาใช้พอกรักษาฝี ลดอาการบวมตามข้อ แก้ผดผื่นคัน และอาการแสบร้อนตามผิวหนัง ซึ่งเหมาะกับฤดูร้อนเช่นนี้นัก
สำหรับที่ทำเป็นเครื่องดื่มวุ้น หรือ Mha Noi Jelly ทำได้ไม่ยากทำขายได้สบาย สูตรที่ง่ายที่สุด เด็ดใบมาประมาณ 20 ใบ ล้างน้ำสะอาด ล้างมือให้สะอาดด้วย แล้วหาชามใบโตๆ นำใบหมาน้อยมาขยี้กับน้ำ 1 แก้ว ขยี้ๆ ถูๆ ใบไปเรื่อยๆ  จะรู้สึกว่ามีเมือกลื่นๆ มีฟองเล็กน้อย ให้ขยี้ไปจนได้น้ำสีเขียวเข้ม จากนั้นให้แยกกากออกแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำไว้ มีเคล็ดลับจากภูมิปัญญาโบราณ ซี่งคนในท้องถิ่นยังสืบทอดทำกันมาต่อเนื่อง คือ ระหว่างคั้นใบหมาน้อยให้คั้นน้ำใบย่านางผสมลงไปด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดวุ้นแข็งตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากในใบย่านางจะมีเกลือแร่อยู่ จึงช่วยใหวุ้นเกิดการแข็งตัวเร็วขึ้น (ในการทำวุ้นจากสารเคมีก็พบว่ามีการแนะนำให้เติมเกลือลงไปเล็กน้อย จะทำให้วุ้นแข็งตัวเร็วขึ้นนั่นเอง) การผสมย่างนางกับหมาน้อย เท่ากับเป็นการเพิ่มสรรพคุณทางยาสมุนไพร ที่เหมาะกับฤดูร้อน เพราะช่วยให้มีฤทธิ์ลดไข้ ดับกระหายคลายร้อนยิ่งขึ้น
หลังจากกรองได้น้ำแล้ว ขั้นตอนนี้อาจปรุงรสให้ไปแนวอาหารคาวหรือหวานได้ ถ้าเอนไปอาหารคาว มีการเติมตั้งแต่เนื้อปลาสุก ปลาป่น ปลาร้า พริก ผักชี หัวหอม ฯลฯ หรือผู้ที่ชอบแนวอาหารมังสวิรัติ ทำเป็นวุ้นหมาน้อยธัญพืชก็ได้ ให้หั่นฟักทอง เผือก มันเทศ  แครอท  ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง ลวกสุกแล้ว โรยลงในถาด อาจปรุงแต่งด้วยเกลือ น้ำปลา ผักชี ต้นหอม ฯลฯ จากนั้นเทน้ำคั้นหมาน้อยลงในถาด พอทิ้งไว้ราว 4-5 ชั่วโมง จะได้วุ้นอาหารคาวรสแซ่บ ตัดวุ้นออกเป็นชิ้นๆ ใหกินพอดีคำ เป็นอาหารรับลมร้อนที่ดีมาก
แต่ถ้าเลือกอาหารหวาน อาจคั้นน้ำใบเตยผสมลงไป แต่งเติมด้วยน้ำเชื่อม ถ้าให้ดีผสมน้ำผึ้ง ทิ้งไว้ให้เป็นวุ้น ถ้าใจร้อนให้นำไปแช่ในตู้เย็นจะทำให้เป็นวุ้นไวขึ้น วุ้นหวานเย็นนี้นำมาหั่นเป็นชิ้น ใส่กับน้ำแข็งน้ำหวาน ดื่มกินรสอร่อย มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรเหมาะกับฤดูร้อน เพราะช่วยแก้ไข้ ให้รสเย็น ลดความร้อนในร่างกาย วุ้นหมาน้อยเป็นวุ้นธรรมชาติที่มีสารเพ็คตินอยู่สูงถึงร้อยละ 30 เพ็คตินเป็นกากใยอาหารอย่างหนึ่ง จึงมีคุณสมบัติพองตัวอุ้มน้ำ เท่ากับเพิ่มกากใยอาหารในลำไส้ กินแล้วช่วยขับถ่าย ช่วยดูดซับสารพิษให้ขับถ่ายออกมา ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่
กรุงเขมายังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรอีกหลายอย่าง แต่วันที่กำลังร้อนจัด ให้หาแก้วสวยๆ ใส่วุ้นหมาน้อยแต่งน้ำผึ้งหรือน้ำหวาน ได้เครื่องดื่มสมุนไพร Mha Noi Jelly คลายร้อนตามวิถีภูมิปัญญาไทย ราคาประหยัด ประสิทธิผลเยี่ยม.
ที่มา : มูลนิธิสุุขภาพไทย
 
 
 
วุ้นหมาน้อยหรือวุ้นจากต้นกรุงเขมา สมุนไพรพื้นบ้านในถิ่นอีสานและภาคเหนือของไทยที่ดูธรรมด๊า ธรรมดา แต่ก็ไม่ธรรมดาในพ.ศ. นี้
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ให้ชื่อเป็นภาษาต่างด้าว เพราะมิตรในสังคมออนไลน์นามว่า “ลักปลาแดก” เธอโพสต์ภาพเครื่องดื่ม“วุ้นหมาน้อย” ที่เธอไปดื่มในร้านกาแฟสดแนวอาร์ติส จึงขอตั้งชื่อให้สมุนไพรพื้นบ้านนี้ว่า Mha Noi Jelly ให้สมกับวุ้นหมาน้อยในแก้วงาม(ดูภาพ) ที่กำลังเบียดกับกาแฟเอสเปรสโซในยามที่ลมร้อนแผดเผา ร้านเจ้าของไอเดียหมาน้อยนี้ไม่ได้อยู่เมืองหลวงแน่นนอน แต่เป็นร้านที่ตั้งในถิ่นที่พืชสมุนไพรขึ้นได้ง่าย คือ จ.อุบลราชธานี แต่ร้านหรูในเมืองไหนๆจะเลียนแบบไม่สงวนลิขสิทธิ์ เพราะคนไทยกำลังต้องการเครื่องดื่มดับร้อน(สุดๆ) อยู่ตอนนี้
 
แนะนำให้รู้จักต้นสักเล็กน้อย จะได้หามาปลูกมาใช้ได้ทั้งปี ชื่อ หมาน้อยหรือกรุงเขมา บางที่เรียกกันทั่วไปว่า เครือหมาน้อย เพราะเป็นพืชเถา เลื้อยไปมาจึงเรียกตามลักษณะต้นว่าเครือหมาน้อย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman. และมีชื่อที่พ้องกันว่า Cissampelos poilanei Gagnep. เป็นไม้เถาเลื้อย เนื้อไม้แข็ง มีขนนุ่มสั้นปกคลุมตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ไม่มีมือเกาะ มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ใบเป็น ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีลักษณะเป็นรูปหัวใจ รูปกลม รูปไต หรือรูปไข่กว้าง ก้นใบปิด เนื้อบางคล้ายกระดาษ มีขนนุ่มสั้นกระจาย ดอกออกเป็นช่อกระจุกสีขาว แยกเพศ อยู่ต่างต้น ผลค่อนข้างกลม สีแดง มีขน มีเมล็ดเดียว เล็ก แข็ง รูปโค้ง หรือเป็นรูปเกือกม้า ผิวขรุขระ ขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดหรือเหง้า มักพบในป่าดิบ ป่าผลัดใบ และป่าไผ่ ตามริมแม่น้ำลำธาร แม้ว่าจะพบเห็นมากทางอีสานและภาคเหนือ แต่ก็พบได้เกือบทุกภาคของไทย
 
เครือหมาน้อยเป็นไม้ป่าแต่ปัจจุบันนำมาปลูกไว้กินในครัวเรือนได้ ปลูกง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ชอบขึ้นในดินร่วนมีปุ๋ยดีแต่ขอให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ ถ้าใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งมีความเข้มข้นจัดทำให้ต้นตายง่าย ปลูกลงดินให้เลื้อยกับไม้ใหญ่ หรือทำค้างแบบปลูกถั่วก็ได้ ชอบชื้นแต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เวลานี้เพาะปลูกและเก็บผลผลิตมาขายเป็นอาหารพื้นบ้าน และนำมาเป็นยาสมุนไพร รวมถึงวงการความงามก็นำเอาเครือหมาน้อยมาทำเป็นสมุนไพรมาร์คหน้า บำรุงผิว แก้สิวด้วย
 
ทำได้ง่ายๆ เพียงเด็ดใบมาล้างน้ำ ขยี้ใบให้เป็นวุ้นๆ นำไปพอกหน้าจะรู้สึกว่าผิวหน้าเต่งตึงสดใสเปล่งปลั่ง และรู้สึกเย็นสบาย ใช้แก้อาการอักเสบและสิวได้ด้วย มีนักธุรกิจทำการผลิตเป็นเจลพอกหน้าจากเครือหมาน้อยกันแล้ว แต่ใช้แบบสดๆ ไม่เสียตังค์ใดๆ และใบสดที่นำมาขยี้ทานี้ หมอพื้นบ้านยังนำมาใช้พอกรักษาฝี ลดอาการบวมตามข้อ แก้ผดผื่นคัน และอาการแสบร้อนตามผิวหนัง ซึ่งเหมาะกับฤดูร้อนเช่นนี้นัก
 
สำหรับที่ทำเป็นเครื่องดื่มวุ้น หรือ Mha Noi Jelly ทำได้ไม่ยากทำขายได้สบาย สูตรที่ง่ายที่สุด เด็ดใบมาประมาณ 20 ใบ ล้างน้ำสะอาด ล้างมือให้สะอาดด้วย แล้วหาชามใบโตๆ นำใบหมาน้อยมาขยี้กับน้ำ 1 แก้ว ขยี้ๆ ถูๆ ใบไปเรื่อยๆ จะรู้สึกว่ามีเมือกลื่นๆ มีฟองเล็กน้อย ให้ขยี้ไปจนได้น้ำสีเขียวเข้ม จากนั้นให้แยกกากออกแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำไว้ มีเคล็ดลับจากภูมิปัญญาโบราณ ซี่งคนในท้องถิ่นยังสืบทอดทำกันมาต่อเนื่อง คือ ระหว่างคั้นใบหมาน้อยให้คั้นน้ำใบย่านางผสมลงไปด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดวุ้นแข็งตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากในใบย่านางจะมีเกลือแร่อยู่ จึงช่วยใหวุ้นเกิดการแข็งตัวเร็วขึ้น (ในการทำวุ้นจากสารเคมีก็พบว่ามีการแนะนำให้เติมเกลือลงไปเล็กน้อย จะทำให้วุ้นแข็งตัวเร็วขึ้นนั่นเอง) การผสมย่างนางกับหมาน้อย เท่ากับเป็นการเพิ่มสรรพคุณทางยาสมุนไพร ที่เหมาะกับฤดูร้อน เพราะช่วยให้มีฤทธิ์ลดไข้ ดับกระหายคลายร้อนยิ่งขึ้น
 
หลังจากกรองได้น้ำแล้ว ขั้นตอนนี้อาจปรุงรสให้ไปแนวอาหารคาวหรือหวานได้ ถ้าเอนไปอาหารคาว มีการเติมตั้งแต่เนื้อปลาสุก ปลาป่น ปลาร้า พริก ผักชี หัวหอม ฯลฯ หรือผู้ที่ชอบแนวอาหารมังสวิรัติ ทำเป็นวุ้นหมาน้อยธัญพืชก็ได้ ให้หั่นฟักทอง เผือก มันเทศ แครอท ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง ลวกสุกแล้ว โรยลงในถาด อาจปรุงแต่งด้วยเกลือ น้ำปลา ผักชี ต้นหอม ฯลฯ จากนั้นเทน้ำคั้นหมาน้อยลงในถาด พอทิ้งไว้ราว 4-5 ชั่วโมง จะได้วุ้นอาหารคาวรสแซ่บ ตัดวุ้นออกเป็นชิ้นๆ ใหกินพอดีคำ เป็นอาหารรับลมร้อนที่ดีมาก
 
แต่ถ้าเลือกอาหารหวาน อาจคั้นน้ำใบเตยผสมลงไป แต่งเติมด้วยน้ำเชื่อม ถ้าให้ดีผสมน้ำผึ้ง ทิ้งไว้ให้เป็นวุ้น ถ้าใจร้อนให้นำไปแช่ในตู้เย็นจะทำให้เป็นวุ้นไวขึ้น วุ้นหวานเย็นนี้นำมาหั่นเป็นชิ้น ใส่กับน้ำแข็งน้ำหวาน ดื่มกินรสอร่อย มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรเหมาะกับฤดูร้อน เพราะช่วยแก้ไข้ ให้รสเย็น ลดความร้อนในร่างกาย วุ้นหมาน้อยเป็นวุ้นธรรมชาติที่มีสารเพ็คตินอยู่สูงถึงร้อยละ 30 เพ็คตินเป็นกากใยอาหารอย่างหนึ่ง จึงมีคุณสมบัติพองตัวอุ้มน้ำ เท่ากับเพิ่มกากใยอาหารในลำไส้ กินแล้วช่วยขับถ่าย ช่วยดูดซับสารพิษให้ขับถ่ายออกมา ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่
 
กรุงเขมายังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรอีกหลายอย่าง แต่วันที่กำลังร้อนจัด ให้หาแก้วสวยๆ ใส่วุ้นหมาน้อยแต่งน้ำผึ้งหรือน้ำหวาน ได้เครื่องดื่มสมุนไพร Mha Noi Jelly คลายร้อนตามวิถีภูมิปัญญาไทย ราคาประหยัด ประสิทธิผลเยี่ยม.
 
 
ที่มา : มูลนิธิสุุขภาพไทย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:16:32 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 17 (3413698)

 ประโยชน์ของน้ำทับทิม

 

 

 

ในเมืองไทยในเรื่องทางศาสนาเชื่อกันว่า ทับทิมดูจะเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันภูติผีและสิ่งไม่ดีต่างๆโดยนำน้ำจากใบมาล้างหน้า และเป็นที่นิยมนำไปถวายแด่พระแม่กวนอิม 
 
ในประวัติศาสตร์ พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 80 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่า ทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่างๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย โดยมีการใช้ทับทิมเป็นสัญลักษณ์ของผลไม้ ถือว่าเป็นผลไม้จากสวรรค์หรือเป็นของขวัญจากพระเจ้า
 
ประโยชน์ทางสมุนไพรของทับทิม
 
ในตำราแพทย์สมัยโบราณ ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซี่ยม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และ ระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมี ประโยชน์ดังต่อไปนี้
-- การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ
-- การฟอกไตและท่อปัสสาวะ
-- สมรรถนะในการส่งเสริมการย่อย
-- ขจัดไขมันส่วนเกิน
-- เป็นยาบำรุงกำลัง
-- ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง
-- ช่วยปรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
-- ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต
-- การฟื้นฟูจากโรคเบาหวาน
-- สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ
-- ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง
-- ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ
-- ทำให้ผิวหน้าสวย
 
รู้อย่างนี้แล้วมาลองทำน้ำทับทิมกันนะ
 
ส่วนผสม
เนื้อลูกทับทิม 1 ถ้วยตวง
น้ำต้มสุก 1 ถ้วยตวง
น้ำเชื่อม ตามชอบ
เกลือ ตามชอบ
 
วิธีทำ
นำทับทิมแกะเอาแต่เนื้อ 1 ถ้วย 
ใส่ในผ้าขาวบางขยำเติมน้ำต้มสุข 1 ถ้วย 
ขยำซ้ำอีก กะว่าให้ได้เนื้อออกมาจากเมล็ดมากที่สุด 
จากนั้นนำมาเติมน้ำเชื่อมและเกลือป่น คนให้ละลาย ชิมตามชอบ
 
หรือใช้วิธีปั่นโดยใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้จะเหมาะกับทับทิมที่มีเนื้อมากกว่าเมล็ด ถ้าเนื้อน้อยแล้วเอาไปปั่นจะทำให้น้ำที่ได้มีรสฝาดสักหน่อย 
 
โดย Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-08 21:56:22 IP : 58.9.245.245


ความเห็นที่ 18 (3413701)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค.... น้ำมะเม่า

 

รูปภาพ : น้ำสมุนไพรป้องกันโรค.... น้ำมะเม่า
ผลมะเม่า จะออกผลเป็นพวงเหมือนพริกไทยอ่อน เมื่อผลยังอ่อนอยู่จะมีสีเขียว และเมื่อผลสุกก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงถึงม่วง แต่จะมีรสเปรี๊ยว
ต่อจากนั้นเมื่อผลสุกเต็มที่จะมีสีดำจะมีรสหวานอมเปรี้ยว และฝาดเล็กน้อย ฤดูกาลที่ออกผลได้ดีคือ ช่วงต้นเดือนกันยายน ถึงปลายเดือนตุลาคม
เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร แร่ธาตุ วิตามินเช่น โปรตีน ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต แคลเซี่ยม เหล็ก วิตามิน บี 1 บี 2 ปริมาณสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยให้อายุยืน สุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากมะเร็ง  มีกรดอะมิโนซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
น้ำมะเม่า แบบบรรจุขวดสำเร็จรูปเค้าใช้วิธีหมัก และสกัดเข้มข้น รสชาติจะอร่อยจัดจ้านกว่า  ถ้าเป็นน้ำมะเม่าแบบวิธีการหมัก จะได้สีม่วงเข้ม
แต่ถ้าเป็นแบบต้ม ........ใช้มะเม่าดิบกับสุกผสมกัน   จะได้สีแดงสดใส.....เปรี้ยวหวาน .....ดื่มแล้วชุ่มคอชื่นใจ
ส่วนผสม.......
ผลมะเม่า
น้ำตาลทราย
เกลือ
น้ำเปล่า
วิธีทำ....
- นำผลมะเม่า แกะออกจากก้าน ล้างน้ำให้สะอาด โดยคัดเอาผลที่เน่าเสีย ทิ้งไป
- นำมะเม่ามาเติมน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เนื้อมะเม่าเปื่อยยุ่ย แล้วเอาใส่กระชอนยี ๆ ให้เนื้อหลุดจากเม็ด
- น้ำเนื้อและน้ำมะเม่าใส่หม้อ  ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง
- เติมน้ำตาลทรายให้หวานตามต้องการ และเติมเกลือเพื่อดึงรสชาติอีกนิดหน่อย
- ทิ้งไว้ให้เย็น นำไปแช่เย็น หรือเติมน้ำแข็ง พร้อมดื่ม สด ๆ
ถ้าอยากได้เนื้อของมะเม่าด้วย   ไม่ต้องกรองเอาแต่น้ำอย่างเดียวคะ
<< ถ้าต้องการเก็บน้ำมะเม่าไว้ให้ได้นาน ๆ >>
การต้มน้ำเม่าควรใช้ความร้อนอุณหภูมิที่ไม่ร้อนมากจนเกินไป คือไม่ให้เดือดแรง เพราะจะทำให้น้ำเม่าไม่มีกลิ่นหอม
และขวดที่ใช้จะต้องเป็นขวดแก้ว เนื่องจากสามารถฆ่าเชื้อได้ทั้งก่อนบรรจุ   และบรรจุน้ำเม่าในขณะที่ร้อน   ทำให้น้ำมะเม่าไม่เสียง่าย
ข้อมูลจาก.....
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=baanbaitong&month=24-07-2012&group=6&gblog=33
โดย.... สมุนไพรในไร่

 

 
ผลมะเม่า จะออกผลเป็นพวงเหมือนพริกไทยอ่อน เมื่อผลยังอ่อนอยู่จะมีสีเขียว และเมื่อผลสุกก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงถึงม่วง แต่จะมีรสเปรี๊ยว
 
ต่อจากนั้นเมื่อผลสุกเต็มที่จะมีสีดำจะมีรสหวานอมเปรี้ยว และฝาดเล็กน้อย ฤดูกาลที่ออกผลได้ดีคือ ช่วงต้นเดือนกันยายน ถึงปลายเดือนตุลาคม
 
เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร แร่ธาตุ วิตามินเช่น โปรตีน ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต แคลเซี่ยม เหล็ก วิตามิน บี 1 บี 2 ปริมาณสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
 
ช่วยให้อายุยืน สุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากมะเร็ง มีกรดอะมิโนซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
 
น้ำมะเม่า แบบบรรจุขวดสำเร็จรูปเค้าใช้วิธีหมัก และสกัดเข้มข้น รสชาติจะอร่อยจัดจ้านกว่า ถ้าเป็นน้ำมะเม่าแบบวิธีการหมัก จะได้สีม่วงเข้ม 
 
แต่ถ้าเป็นแบบต้ม ........ใช้มะเม่าดิบกับสุกผสมกัน จะได้สีแดงสดใส.....เปรี้ยวหวาน .....ดื่มแล้วชุ่มคอชื่นใจ
 
ส่วนผสม.......
 
ผลมะเม่า
 
น้ำตาลทราย
 
เกลือ
 
น้ำเปล่า
 
วิธีทำ....
 
- นำผลมะเม่า แกะออกจากก้าน ล้างน้ำให้สะอาด โดยคัดเอาผลที่เน่าเสีย ทิ้งไป
 
- นำมะเม่ามาเติมน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เนื้อมะเม่าเปื่อยยุ่ย แล้วเอาใส่กระชอนยี ๆ ให้เนื้อหลุดจากเม็ด
 
- น้ำเนื้อและน้ำมะเม่าใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง
 
- เติมน้ำตาลทรายให้หวานตามต้องการ และเติมเกลือเพื่อดึงรสชาติอีกนิดหน่อย
 
- ทิ้งไว้ให้เย็น นำไปแช่เย็น หรือเติมน้ำแข็ง พร้อมดื่ม สด ๆ 
 
ถ้าอยากได้เนื้อของมะเม่าด้วย ไม่ต้องกรองเอาแต่น้ำอย่างเดียวคะ
 
<< ถ้าต้องการเก็บน้ำมะเม่าไว้ให้ได้นาน ๆ >>
 
การต้มน้ำเม่าควรใช้ความร้อนอุณหภูมิที่ไม่ร้อนมากจนเกินไป คือไม่ให้เดือดแรง เพราะจะทำให้น้ำเม่าไม่มีกลิ่นหอม
และขวดที่ใช้จะต้องเป็นขวดแก้ว เนื่องจากสามารถฆ่าเชื้อได้ทั้งก่อนบรรจุ และบรรจุน้ำเม่าในขณะที่ร้อน ทำให้น้ำมะเม่าไม่เสียง่าย
 
 
ข้อมูลจาก..... 
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=baanbaitong&month=24-07-2012&group=6&gblog=33
 
โดย.... สมุนไพรในไร่
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-08 21:58:23 IP : 58.9.245.245


ความเห็นที่ 19 (3413721)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค.... น้ำรากบัว

 

 

 
รากบัว (lotus root) คือ ลำต้นใต้ดินที่เปลี่ยนจากหน่ออ่อนเป็นต้นแก่ มีรากบัวไทยขนาดเล็ก รากบัวจีนขนาดใหญ่ มีสีเหลืองงาช้าง ลักษณะเป็นท่อนกลมใหญ่ยาว แต่ละท่อนแบ่งเป็นปล้องๆ ถ้าตัดตามขวางจะเห็นเป็นรูกลมๆ เต็มหน้าตัด เลือกรากบัวจีนที่ใหม่ผิวสะอาดสีขาวอมเหลือง ถ้าเป็นรากเก่าสีคล้ำออกน้ำตาล รากบัวไทยเลือกเปลือกสีชมพูออกแดง ล้างแล้วปอกเปลือกนอกของรากบัวออก หั่นเป็นแว่น
 
สูตรน้ำสมุนไพร ครั้งนี้ เรามีรากบัวซึ่งเป็นพืชใต้ดินที่มีประโยชน์ มีสรรพคุณเป็นยาเย็น
 
ดังนั้น น่าจะดีที่เราจะเอารากบัวมาทำเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ นั่นคือ น้ำรากบัว และน้ำรากบัวปั่น ตามส่วนผสมและวิธีทำดังนี้
 
สรรพคุณของรากบัว...
 
เนื้อของรากบัวมีวิตามินซี และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยให้ฟื้นไข้เร็ว แก้อาการร้อนใน
ช่วยสร้างเลือด และช่วยให้เจริญอาหาร
 
 
น้ำสมุนไพร "รากบัว"
 
ส่วนผสม
- น้ำ 6 ถ้วย
- รากบัวหั่นแว่น 300 กรัม
- น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
- น้ำแข็งชนิดก้อน
 
 
วิธีทำน้ำสมุนไพร "น้ำรากบัว"
 
1. ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟอ่อนให้ร้อน ใส่รากบัวลงต้ม จนน้ำมีสีชมพู กรองเอากากออก
 
2.ใส่น้ำตาล ต้มต่อสักครู่ พอน้ำตาลละลาย ปิดไฟ ยกลง รินใส่แก้วน้ำแข็ง ดื่ม หรือจะดื่มแบบร้อนหรือแช่เย็นก็ได้
 
 
น้ำรากบัวปั่น...
 
ส่วนผสมน้ำรากบัวปั่น
 
- น้ำ 3 ถ้วย
- รากบัวหั่นชิ้นบาง ½ ถ้วย
- สับปะรดหั่นชิ้น ½ ถ้วย
- น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น ¼ ช้อนชา
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำน้ำรากบัวปั่น....
 
1.ต้มน้ำ 2 ถ้วยในหม้อด้วยไฟกลางให้ร้อน ใส่รากบัวลงต้มจนสุกนุ่ม พักไว้ให้เย็น
 
2. ปั่นส่วนผสมทั้งหมดพร้อมกับน้ำต้มรากบัวและน้ำที่เหลือเข้าด้วยกัน รินใส่แก้วดื่ม
 
 
ข้อมูลจาก : http://herbal-drinks.blogspot.com/
 
โดย.... สมุนไพรในไร่
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-08 22:26:48 IP : 58.9.245.245


ความเห็นที่ 20 (3414539)

 ชาสมุนไพรแก้โรคหัวใจ

 

รูปภาพ : อาหารเป็นยาเสนอ.....ชาสมุนไพรแก้โรคหัวใจ
เมื่อท่านมีอาการของโรคหัวใจเช่น ใจสั่น,วิงเวียน,เหนื่อยง่าย,หน้ามืดอ่อนเพลีย,การเต้นของหัวใจผิดจังหวะ,หงุดหงิดนอนไม่หลับ,เพลียไม่มีแรง,เบื่ออาหาร,แน่นหน้าอกจุกเสียด
ให้ทำชานี้ไว้เป็นตัวช่วย ตามหลักการกินอาหารให้เป็นยาค่ะ
ตัวยามีดังนี้
๑.เกสรทั้ง ๕
๒.แก่นกฤษณา
๓.ใบบัวบก
๔.ใบเตยหอม
สัดส่วน แผนไทยมักใช้เสมอภาคคือเท่ากัน  ส่วนตัวทำชาชงชอบใบเตยมากหน่อยเลยใส่สองเท่า
วิธีทำนำสมุนไพรทั้งหมด(แห้ง) มาบดเป็นผงหยาบๆแล้งใส่ในซองชามีขายแถววัดตึกค่ะ,แล้วชงแช่ไว้ดื่มตามอาการ
วิเคราะห์ตามสรรพคุณได้ดังนี้
๑.เกสรทั้ง ๕ มี
-- เกสรบัวหลวง รสฝาดหอม แก้ไข้เพื่อลมและโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงครรภรักษา แก้ไข้รากสาด
-- ดอกมะลิ รสหอมเย็น แก้ไข้ ร้อนในกระหายน้ำ ดับพิษร้อน บำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์ แก้เจ็บตา
-- ดอกพิกุล รสหอมสุขุม แก้ลม บำรุงโลหิต แก้ไข้จับหมดสติ
--ดอกบุนนาค รสหอมเย็นขม บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น บำรุงโลหิต แก้ร้อนใน กระสับกระส่าย ชูกำลัง
-- ดอกสาระภี รสหอมเย็นขม แก้โลหิตพิการ แก้ไข้ที่มีพิษร้อน บำรุงหัวใจ ชูกำลัง เจริญอาหาร
สรรพคุณรวม ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะและโลหิต แก้ไข้เพ้อกลุ้ม แก้ลมวิงเวียน บำรุงครรภ์
๒.แก่นกฤษณา สรรพคุณของ กฤษณา : แก่น แก่นไม้กฤษณาที่มีสีดำและมีกลิ่นหอม ใช้ผสมยาหอม แก้อ่อนเพลียบำรุงกำลัง แก้ลมวิงเวียนศีรษะ คุมธาตุ บำรุงโลหิตและหัวใจ อาเจียน ท้องร่วง แก้ไข้ต่างๆ บำบัดโรคปวดบวมตามข้อ ปัจจุบันนี้ หาเนื้อไม้กฤษณาเพื่อใช้ทำยายากขึ้น และมีราคาแพง
๓.ใบบัวบก   ทั้งต้นสด เป็นยำบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า  รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือมีการชอกช้ำจากการกระแทก แก้พิษงูกัด,ปวดศีรษะข้างเดียว,ขับปัสสาวะ,แก้เจ็บคอ,เป็นยาห้ามเลือด ส่าแผลสด แก้โรคผิวหนัง
ลดความดัน แก้ช้ำใน
๔.ใบเตยหอม ใช้ตำพอกโรคผิวหนัง ,รักษาโรคหืด,ส่วนน้ำใบเตย ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น  ใช้ใบสดไม่จำกัดผสมในอาหาร ทำให้อาหารมีรสเย็นหอม  รับประทานแล้วทำให้หัวใจชุ่มชื่น หรือเอาใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง

 

 
เมื่อท่านมีอาการของโรคหัวใจเช่น ใจสั่น,วิงเวียน,เหนื่อยง่าย,หน้ามืดอ่อนเพลีย,การเต้นของหัวใจผิดจังหวะ,หงุดหงิดนอนไม่หลับ,เพลียไม่มีแรง,เบื่ออาหาร,แน่นหน้าอกจุกเสียด 
ให้ทำชานี้ไว้เป็นตัวช่วย ตามหลักการกินอาหารให้เป็นยาค่ะ
 
ตัวยามีดังนี้
๑.เกสรทั้ง ๕
๒.แก่นกฤษณา
๓.ใบบัวบก
๔.ใบเตยหอม
 
สัดส่วน แผนไทยมักใช้เสมอภาคคือเท่ากัน ส่วนตัวทำชาชงชอบใบเตยมากหน่อยเลยใส่สองเท่า
 
วิธีทำนำสมุนไพรทั้งหมด(แห้ง) มาบดเป็นผงหยาบๆแล้งใส่ในซองชามีขายแถววัดตึกค่ะ,แล้วชงแช่ไว้ดื่มตามอาการ
 
วิเคราะห์ตามสรรพคุณได้ดังนี้
๑.เกสรทั้ง ๕ มี 
-- เกสรบัวหลวง รสฝาดหอม แก้ไข้เพื่อลมและโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงครรภรักษา แก้ไข้รากสาด
-- ดอกมะลิ รสหอมเย็น แก้ไข้ ร้อนในกระหายน้ำ ดับพิษร้อน บำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์ แก้เจ็บตา
-- ดอกพิกุล รสหอมสุขุม แก้ลม บำรุงโลหิต แก้ไข้จับหมดสติ
--ดอกบุนนาค รสหอมเย็นขม บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น บำรุงโลหิต แก้ร้อนใน กระสับกระส่าย ชูกำลัง
-- ดอกสาระภี รสหอมเย็นขม แก้โลหิตพิการ แก้ไข้ที่มีพิษร้อน บำรุงหัวใจ ชูกำลัง เจริญอาหาร
สรรพคุณรวม ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะและโลหิต แก้ไข้เพ้อกลุ้ม แก้ลมวิงเวียน บำรุงครรภ์
 
๒.แก่นกฤษณา สรรพคุณของ กฤษณา : แก่น แก่นไม้กฤษณาที่มีสีดำและมีกลิ่นหอม ใช้ผสมยาหอม แก้อ่อนเพลียบำรุงกำลัง แก้ลมวิงเวียนศีรษะ คุมธาตุ บำรุงโลหิตและหัวใจ อาเจียน ท้องร่วง แก้ไข้ต่างๆ บำบัดโรคปวดบวมตามข้อ ปัจจุบันนี้ หาเนื้อไม้กฤษณาเพื่อใช้ทำยายากขึ้น และมีราคาแพง
 
๓.ใบบัวบก ทั้งต้นสด เป็นยำบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือมีการชอกช้ำจากการกระแทก แก้พิษงูกัด,ปวดศีรษะข้างเดียว,ขับปัสสาวะ,แก้เจ็บคอ,เป็นยาห้ามเลือด ส่าแผลสด แก้โรคผิวหนัง
ลดความดัน แก้ช้ำใน
 
๔.ใบเตยหอม ใช้ตำพอกโรคผิวหนัง ,รักษาโรคหืด,ส่วนน้ำใบเตย ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ใช้ใบสดไม่จำกัดผสมในอาหาร ทำให้อาหารมีรสเย็นหอม รับประทานแล้วทำให้หัวใจชุ่มชื่น หรือเอาใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-14 10:34:01 IP : 58.9.10.170


ความเห็นที่ 21 (3414541)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค..... น้ำดอกคำฝอย

 

คำฝอย
 
จากหลักฐานที่ค้นพบในหลุมฝังศพของชาวอียิปต์ ยืนยันว่า มีการปลูกคำฝอยมาเป็นเวลานานกว่า ๔,๐๐๐ ปี เพื่อเป็นไม้ดอก และใช้กลีบดอกเป็นสีย้อมผ้า และวัสดุอื่นๆ ให้มีสีเหลือง คำฝอยมีถิ่นกำเนิดในทะเลทรายอาหรับ ระหว่าง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย จากนั้น ได้แพร่ออกไปสู่ทวีปแอฟริกา ยุโรป และเอเชีย ตะวันออก รวมทั้งประเทศไทย โดยนำกลีบ ดอกมาเป็นสีย้อมผ้าครองของพระสงฆ์ จนกระทั่ง เมื่อ ๕๐ - ๖๐ ปีที่ผ่านมา ชาวยุโรปได้นำเอา เมล็ดคำฝอยมาสกัดน้ำมันและได้น้ำมันที่มี คุณภาพสูง (โดยมีไขมันไม่อิ่มตัวสูงถึงร้อยละ ๙๐) นำไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันผสมสี และน้ำยา เคลือบผิว ต่อมาเมื่อทางการแพทย์ได้ค้นพบการ สะสมตัวของคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด ทำให้มี การบริโภคน้ำมันคำฝอยมากขึ้น และได้มีการ แปรรูปเป็นโภคภัณฑ์อีกหลายชนิด รวมทั้ง เครื่องสำอางและยารักษาโรค
 
คำฝอยอยู่ในวงศ์ Compositae เช่นเดียวกับทานตะวัน และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. ทรงต้นเป็นพุ่มเตี้ยแตกกิ่งมาก สูง ตั้งแต่ ๓๐ - ๑๕๐ เซนติเมตร ใบค่อนข้างเล็ก ปลายแหลม และขอบใบเว้าเป็นฟันเลื่อย แข็ง และคมคล้ายหนาม ดอกมีสีเหลืองอมแดงรวม กันอยู่บนจานซึ่งเกิดจากยอดและกิ่ง จานดอกมี เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕ เซนติเมตร เมล็ด คำฝอยมีลักษณะคล้ายทานตะวัน แต่มีขนาดเล็ก กว่า น้ำหนัก ๑๐๐ เมล็ดประมาณ ๕ - ๗ กรัม เมล็ดสุกแก่หลังจากปลูก ๘๐ - ๑๒๐ วัน เก็บเกี่ยว โดยใช้มีดตัดจานดอก เก็บรวบรวมไปตากให้แห้ง แล้วใช้ไม้ตีแยกเอาเมล็ดออก การปฏิบัติทำได้ ลำบาก เนื่องจากอันตรายจากหนามแหลมคม ใน สหรัฐอเมริกาซึ่งปลูกในแปลงขนาดใหญ่ต้องใช้ เครื่องจักรเก็บเกี่ยว
 
คำฝอยเป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้งมากที่สุด ปลูกได้ในท้องที่ที่แห้งแล้ง ซึ่งมีฝนตกน้อย (๒๐๐ - ๕๐๐ มิลลิเมตรต่อปี) ประเทศที่ปลูกมากคือ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และอินเดีย สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีการปลูก เพื่อเป็นการค้า เนื่องจากทำรายได้ไม่สูงเท่าพืชอื่น
 
 
วิธีทำน้ำดอกคำฝอย....
 
วิธีที่ 1 
 
ส่วนผสม
 
ดอกคำฝอยแห้ง 2-5 กรัม (1 หยิบมือ) 
น้ำเดือด 100 กรัม (1 ถ้วยกาแฟ) 
 
วิธีทำ วิธีที่ 1
 
ตักดอกคำฝอยแห้งใส่ถ้วยกาแฟ เทน้ำร้อนลงไป 
คนด้วยช้อนกาแฟให้เข้ากับน้ำร้อน จนเป็นสีน้ำตาลแดง กรองเอากากออก 
ดื่มได้ตอนร้อนๆ 
 
วิธีที่ 2
 
ส่วนผสม
 
ดอกคำฝอยแห้ง 2-5 กรัม (1 หยิบมือ) 
ดอกเก็กฮวย 10 ดอก 
น้ำตาลทรายขาว 2-3 ช้อนชา
ใช้สารให้ความหวาน พวกแอสปาแตม (อีควล 1 ซอง) แทนได้ 
น้ำสะอาด 500 กรัม (ครึ่งลิตร) 
 
วิธีทำ วิธีที่ 2
 
ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 1 หยิบมือ และดอกเก๊กฮวยประมาณ 10 ดอก ผสมด้วยน้ำดื่มสะอาดประมาณ 500 ซีซี เคี่ยวงวดประมาณ 30 นาที
กรองกากออก ตักลงถ้วยกาแฟ 
เติมน้ำตาลคนให้ละลาย รสหวานจะลดความเฝื่อนลงได้ 
นำมาดื่มต่างน้ำชาวันละ 2-3 ครั้ง ๆ ละ 1 ถ้วยแก้วน้ำเย็น หรือประมาณ 75-150 ซีซี 
คำแนะนำ
 
เทน้ำลงแก้วตอนน้ำเดือด ช่วยให้หอมอร่อย และดึงเอาสารสำคัญที่มีประโชยน์ออกมา 
 
อย่าใช้มือหยิบดอกคำฝอย จะทำให้ส่วนที่เหลือเสียเร็ว เนื่องจากมือมีความชื้น และอาจมีเชื้อโรคหรือความสปรกติดลงไปในดอกแห้ง หลังจากใช้แล้ว เก็บลงขวด หรือภาชนะปิดสนิท เก็บไว้ในที่แห้งและเย้น หรือในตู้เย็น 
 
กรดไลโนลิคแอซิดในดอกคำฝอยจะเข้าทำปฏิกิริยากับไขมันในเลือดและขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ บุคคลที่มีไขมันในเลือดสูงกว่าปกติควรรับประทานติดต่อกันสัก 3-7 วัน ไขมันจะลดลงเป็นปกติทันที หากต้องการให้มีรสดีขึ้นไม่ขื่นหรือเฝื่อน ควรผสมน้ำตาลทรายขาวประมาณ 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ถ้วยแก้ว 
 
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ.....
 
คุณค่าทางยา ......ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับเหงื่อ ช่วยระบายอ่อนๆ 
 
ดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงโลหิต บำรุงประสาท แก้โรคผิวหนัง ลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยป้องกันไขมันอุดตัน น้ำมันของดอกคำฝอยมีส่วนประกอบของกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในประมาณสูง (ประมาณร้อยละ 75) จึงเชื่อว่าจะทำให้ประมาณโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง และจากผลการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคน พบว่า เมล็ดน้ำมันดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ลดลงได้จริง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกรดไลโนเลอิกจะไปทำปฏิกิริยากับโคเลสเตอรอลในเลือด ได้เป็นโคเลสเตอรอลไลโนเลเอท (choloesterol linoleate) และยังมีรายงานว่า น้ำมันดอกคำฝอยทำให้ฤทธิ์ของเอนไซม์ ที่ใช้ในการสังเคราะห์กรดไขมันลดลงอีกด้วย จากผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนพบว่า น้ำมันดอกคำฝอย จะช่วยให้การอุดตันของไขมันในหลอดเลือดลดลง และช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเลือดได้ ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากน้ำมันดอกคำฝอยมีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดคนจีนใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด
 
 
 
เรื่องของดอกคำฝอย .....
 
ดอกคำฝอย เป็นพืชล้มลุกที่มีดอกออกรวมกันเป็นช่ออัดแน่นบนฐานดอก ดอกกลมเหมือนดอกดาวเรือง ดอกอ่อนมีสีเหลืองและจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม พอแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ในเมืองไทยพบมากทางภาคเหนือ คนเหนือเรียกว่าดอกคำหรือดอกคำยอง ส่วนคนจีนเรียกว่า Honghua โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Safflower และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Carthmus tinctorius L. เป็นพืชวงศ์เดียวกับเก๊กฮวย
 
ตามตำรับยาไทยโบราณ ระบุว่า ดอกคำฝอย ใช้เป็นส่วนผสมยาบำรุงโลหิตหรือแก้โลหิตเป็นพิษ กันมาแต่โบราณ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าดอกคำฝอยมี กรดไลโนลิคแอซิด อยู่มากและสามารถช่วยลดไขมันในโลหิตได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ไม่ชอบหรือรังเกียจกลิ่นฉุนของกระเทียมหรือหัวหอมซึ่งมีสรรพคุณเช่นเดียวกัน ควรใช้ดอกคำฝอยชงดื่มแทน ก็จะได้ผลเช่นกัน นอกจากสรรพคุณลดไขมันในหลอดเลือดหัวใจแล้ว ดอกคำฝอย ยังช่วยฟอกเลือดได้อีกด้วย
 
ในดอกประกอบด้วยสารสีแดงที่ชื่อคาร์ทามิน (carthamin) และสารสีเหลืองชื่อ แซฟฟลาวเวอร์เยลโล (safflower yellow) ซึ่งเป็นสีที่ละลายน้ำได้ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายชนิด เช่น โปรตีน เบต้าแคโรทีน ไวตามินอี เป็นต้น
 
ในน้ำมันจากเมล็ด (safflower seed oil) ซึ่งได้จากการบีบเมล็ด ประกอบด้วย เบต้าแคโรทีน กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายชนิดในปริมาณสูง เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid) กรดไลโนลิก (linolic acid) และกรดโอเลอิก (oleic acid) เป็นต้น
 
 
http://kanchanapisek.or.th/
 
http://www.bloggang.com/
 
โดย... สมุนไพรในไร่
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-14 10:38:16 IP : 58.9.10.170


ความเห็นที่ 22 (3414542)

  น้ำสมุนไพรป้องกันโรค..... น้ำดอกคำฝอย

 
รูปภาพ : น้ำสมุนไพรป้องกันโรค.....  น้ำดอกคำฝอย
คำฝอย
จากหลักฐานที่ค้นพบในหลุมฝังศพของชาวอียิปต์ ยืนยันว่า มีการปลูกคำฝอยมาเป็นเวลานานกว่า ๔,๐๐๐ ปี เพื่อเป็นไม้ดอก และใช้กลีบดอกเป็นสีย้อมผ้า และวัสดุอื่นๆ ให้มีสีเหลือง คำฝอยมีถิ่นกำเนิดในทะเลทรายอาหรับ ระหว่าง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย จากนั้น ได้แพร่ออกไปสู่ทวีปแอฟริกา ยุโรป และเอเชีย ตะวันออก รวมทั้งประเทศไทย โดยนำกลีบ ดอกมาเป็นสีย้อมผ้าครองของพระสงฆ์ จนกระทั่ง เมื่อ ๕๐ - ๖๐ ปีที่ผ่านมา ชาวยุโรปได้นำเอา เมล็ดคำฝอยมาสกัดน้ำมันและได้น้ำมันที่มี คุณภาพสูง (โดยมีไขมันไม่อิ่มตัวสูงถึงร้อยละ ๙๐) นำไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันผสมสี และน้ำยา เคลือบผิว ต่อมาเมื่อทางการแพทย์ได้ค้นพบการ สะสมตัวของคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด ทำให้มี การบริโภคน้ำมันคำฝอยมากขึ้น และได้มีการ แปรรูปเป็นโภคภัณฑ์อีกหลายชนิด รวมทั้ง เครื่องสำอางและยารักษาโรค
คำฝอยอยู่ในวงศ์ Compositae เช่นเดียวกับทานตะวัน และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. ทรงต้นเป็นพุ่มเตี้ยแตกกิ่งมาก สูง ตั้งแต่ ๓๐ - ๑๕๐ เซนติเมตร ใบค่อนข้างเล็ก ปลายแหลม และขอบใบเว้าเป็นฟันเลื่อย แข็ง และคมคล้ายหนาม ดอกมีสีเหลืองอมแดงรวม กันอยู่บนจานซึ่งเกิดจากยอดและกิ่ง จานดอกมี เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕ เซนติเมตร เมล็ด คำฝอยมีลักษณะคล้ายทานตะวัน แต่มีขนาดเล็ก กว่า น้ำหนัก ๑๐๐ เมล็ดประมาณ ๕ - ๗ กรัม เมล็ดสุกแก่หลังจากปลูก ๘๐ - ๑๒๐ วัน เก็บเกี่ยว โดยใช้มีดตัดจานดอก เก็บรวบรวมไปตากให้แห้ง แล้วใช้ไม้ตีแยกเอาเมล็ดออก การปฏิบัติทำได้ ลำบาก เนื่องจากอันตรายจากหนามแหลมคม ใน สหรัฐอเมริกาซึ่งปลูกในแปลงขนาดใหญ่ต้องใช้ เครื่องจักรเก็บเกี่ยว
คำฝอยเป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้งมากที่สุด ปลูกได้ในท้องที่ที่แห้งแล้ง ซึ่งมีฝนตกน้อย (๒๐๐ - ๕๐๐ มิลลิเมตรต่อปี) ประเทศที่ปลูกมากคือ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และอินเดีย สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีการปลูก เพื่อเป็นการค้า เนื่องจากทำรายได้ไม่สูงเท่าพืชอื่น
วิธีทำน้ำดอกคำฝอย....
วิธีที่ 1
ส่วนผสม
ดอกคำฝอยแห้ง 2-5 กรัม (1 หยิบมือ)
น้ำเดือด 100 กรัม (1 ถ้วยกาแฟ)
วิธีทำ วิธีที่ 1
ตักดอกคำฝอยแห้งใส่ถ้วยกาแฟ เทน้ำร้อนลงไป
คนด้วยช้อนกาแฟให้เข้ากับน้ำร้อน จนเป็นสีน้ำตาลแดง กรองเอากากออก
ดื่มได้ตอนร้อนๆ
วิธีที่ 2
ส่วนผสม
ดอกคำฝอยแห้ง 2-5 กรัม (1 หยิบมือ)
ดอกเก็กฮวย 10 ดอก
น้ำตาลทรายขาว 2-3 ช้อนชา
ใช้สารให้ความหวาน พวกแอสปาแตม (อีควล 1 ซอง) แทนได้
น้ำสะอาด 500 กรัม (ครึ่งลิตร)
วิธีทำ วิธีที่ 2
ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 1 หยิบมือ และดอกเก๊กฮวยประมาณ 10 ดอก ผสมด้วยน้ำดื่มสะอาดประมาณ 500 ซีซี เคี่ยวงวดประมาณ 30 นาที
กรองกากออก ตักลงถ้วยกาแฟ
เติมน้ำตาลคนให้ละลาย รสหวานจะลดความเฝื่อนลงได้
นำมาดื่มต่างน้ำชาวันละ 2-3 ครั้ง ๆ ละ 1 ถ้วยแก้วน้ำเย็น หรือประมาณ 75-150 ซีซี
คำแนะนำ
เทน้ำลงแก้วตอนน้ำเดือด ช่วยให้หอมอร่อย และดึงเอาสารสำคัญที่มีประโชยน์ออกมา
อย่าใช้มือหยิบดอกคำฝอย จะทำให้ส่วนที่เหลือเสียเร็ว เนื่องจากมือมีความชื้น และอาจมีเชื้อโรคหรือความสปรกติดลงไปในดอกแห้ง หลังจากใช้แล้ว เก็บลงขวด หรือภาชนะปิดสนิท เก็บไว้ในที่แห้งและเย้น หรือในตู้เย็น
กรดไลโนลิคแอซิดในดอกคำฝอยจะเข้าทำปฏิกิริยากับไขมันในเลือดและขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ บุคคลที่มีไขมันในเลือดสูงกว่าปกติควรรับประทานติดต่อกันสัก 3-7 วัน ไขมันจะลดลงเป็นปกติทันที หากต้องการให้มีรสดีขึ้นไม่ขื่นหรือเฝื่อน ควรผสมน้ำตาลทรายขาวประมาณ 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ถ้วยแก้ว
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ.....
คุณค่าทางยา ......ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับเหงื่อ ช่วยระบายอ่อนๆ
ดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงโลหิต บำรุงประสาท แก้โรคผิวหนัง ลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยป้องกันไขมันอุดตัน น้ำมันของดอกคำฝอยมีส่วนประกอบของกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในประมาณสูง (ประมาณร้อยละ 75) จึงเชื่อว่าจะทำให้ประมาณโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง และจากผลการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคน พบว่า เมล็ดน้ำมันดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ลดลงได้จริง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกรดไลโนเลอิกจะไปทำปฏิกิริยากับโคเลสเตอรอลในเลือด ได้เป็นโคเลสเตอรอลไลโนเลเอท (choloesterol linoleate) และยังมีรายงานว่า น้ำมันดอกคำฝอยทำให้ฤทธิ์ของเอนไซม์ ที่ใช้ในการสังเคราะห์กรดไขมันลดลงอีกด้วย จากผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนพบว่า น้ำมันดอกคำฝอย จะช่วยให้การอุดตันของไขมันในหลอดเลือดลดลง และช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเลือดได้ ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากน้ำมันดอกคำฝอยมีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดคนจีนใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด
เรื่องของดอกคำฝอย .....
ดอกคำฝอย เป็นพืชล้มลุกที่มีดอกออกรวมกันเป็นช่ออัดแน่นบนฐานดอก ดอกกลมเหมือนดอกดาวเรือง ดอกอ่อนมีสีเหลืองและจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม พอแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ในเมืองไทยพบมากทางภาคเหนือ คนเหนือเรียกว่าดอกคำหรือดอกคำยอง ส่วนคนจีนเรียกว่า Honghua โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Safflower และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Carthmus tinctorius L. เป็นพืชวงศ์เดียวกับเก๊กฮวย
ตามตำรับยาไทยโบราณ ระบุว่า ดอกคำฝอย ใช้เป็นส่วนผสมยาบำรุงโลหิตหรือแก้โลหิตเป็นพิษ กันมาแต่โบราณ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าดอกคำฝอยมี กรดไลโนลิคแอซิด อยู่มากและสามารถช่วยลดไขมันในโลหิตได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ไม่ชอบหรือรังเกียจกลิ่นฉุนของกระเทียมหรือหัวหอมซึ่งมีสรรพคุณเช่นเดียวกัน ควรใช้ดอกคำฝอยชงดื่มแทน ก็จะได้ผลเช่นกัน นอกจากสรรพคุณลดไขมันในหลอดเลือดหัวใจแล้ว ดอกคำฝอย ยังช่วยฟอกเลือดได้อีกด้วย
ในดอกประกอบด้วยสารสีแดงที่ชื่อคาร์ทามิน (carthamin) และสารสีเหลืองชื่อ แซฟฟลาวเวอร์เยลโล (safflower yellow) ซึ่งเป็นสีที่ละลายน้ำได้ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายชนิด เช่น โปรตีน เบต้าแคโรทีน ไวตามินอี เป็นต้น
ในน้ำมันจากเมล็ด (safflower seed oil) ซึ่งได้จากการบีบเมล็ด ประกอบด้วย เบต้าแคโรทีน กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายชนิดในปริมาณสูง เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid) กรดไลโนลิก (linolic acid) และกรดโอเลอิก (oleic acid) เป็นต้น
http://kanchanapisek.or.th/
http://www.bloggang.com/
โดย... สมุนไพรในไร่
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-14 10:39:04 IP : 58.9.10.170


ความเห็นที่ 23 (3418205)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค......น้ำดอกดาหลา (Torch Ginger Juice)

ดอกดาหลา Torch Ginger เป็นพืชตระกูลกับข่าขิง มีลำต้นคล้ายข่าขิง
 
ดอกดาหลามีช่อดอกเดี่ยวตั้งตรง ดอกสีแดง สวย ลักษณะเปรียบคล้าย ผู้หญิงสวย สง่ามีความ เชื่อมั่นในตัวเองสูง ดอกมีรสเปรี้ยว และสีแดงของดอกดาหลาบ่งบอกถึงการที่มีแอนโธไซยานินสูง
 
ดาหลา นิยมนำดอกมารับประทาน โดยประกอบอาหารหลากหลาย เช่น ยำดอกดาหลา ทอดมันดาหลา (หรือบางพื้นที่เรียกต้นกะลา)
 
คุณประโยชน์ของดอกดาหลา เนื่องจากมีรสเปรี้ยว และมีสีแดงเข้ม ทำให้พบว่ามีวิตามินซี สูง และมีแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยบำรุงเลือดช่วยให้ผิวพรรณดี อีกทั้งขับลมแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
 
การทำน้ำดาหลาของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส
 
ส่วนประกอบ
 
1. ดอกดาหลา ½ กิโลกรัม
2 น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
3. เกลือ ½ ช้อนชา
4. น้ำสะอาด 3 ลิตร
 
ขั้นตอนและวิธีการทำ
 
1. ล้างดอกดาหลาให้สะอาด
2. หั่นดอกดาหลาให้เป็นชิ้นเล็กๆ
3. นำดอกดาหลาที่หั่นแล้วมาต้มให้เดือด จนกว่าสีของดอกดาหลาจะเปลี่ยนเป็นสีจาง
4. นำน้ำดอกดาหลาที่ต้มแล้วมากรองให้สะอาด ใส่น้ำตาลทราย เติมเกลือ ตั้งไฟ เคี่ยวประมาณครึ่งชั่วโมง ตั้งไว้ให้เย็นแล้วนำมาบรรจุขวดหรือแช่เย็นหรือใส่น้ำแข็งดื่ม
 
สรรพคุณ 
1. ขับลม แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ แน่นหน้าอก
2. ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดี
3. แก้กระหาย
 
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://www.doctorhenn.com/index.php/menu1/2012-05-12-16-27-29
http://www.soard8.com/?cid=354026&f_action=forum_viewtopic&forum_id=32871&topic_id=52566
 
โดย.... สมุนไพรในไร่
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:46:03 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 24 (3418931)

 "น้ำฝาง" ....... บำรุงโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

น้ำสีแดง เมื่อก่อนนี้มีใครได้ดื่มบ้างค่ะ ที่เรียกว่าน้ำยาอุทัย หอมชื่นใจ เดี่ยวนี้ก็น่าจะยังมีดื่มอยู่บ้าง น้ำยาอุทัยจะมีกลิ่นหอมเฉพาะ น้ำสีแดงเราก็ทำได้เองจากสมุนไพรธรรมชาติ คือ แก่นฝาง สรรพคุณเด่นคือ บำรุงโลหิต สีแดงให้สารอาหารสีเดียวกับโลหิตของเรา วันนี้เรามาทำน้ำฝางดื่มกันค่ะ
 
"ฝาง" หรือ "ฝางเสน"เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ทางยาและทำเครื่องดื่มซึ่งนิยมเอาแก่นฝางมาใช้ มีสรรพคุณ บำรุงเลือด แก้ปอดพิการ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน ช่วยลดความร้อนในร่างกาย กระหายน้ำ แก้ธาตุพิการ แก้กำเดา มีรสฝาด จึงใช้แก้โรคทางสมานได้ เช่น แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ฆ่าเชื้อโรคบางชนิดได้
 
แก้โลหิตออกทางทวารหนัก และแก้อาการเลือดออกภายในอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้ หรือคนที่ขาดวิตามินเค มักเลือดไหลหยุดช้า คนที่เส้นเลือดฝอยเปราะแตกง่าย และคนที่มีเลือดกำเดาออกบ่อย ดื่มน้ำฝางจะค่อยๆ ช่วยให้เลือดหยุดไหลได้
 
สาร Brazilin ซึ่งเป็นสารที่ให้สีแดง (Sappan red) มีรายงานว่ามีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ที่ประเทศฮังการีพบว่าใช้รักษาโรคหัวใจกบที่ถูกสารพิษเป็นผลสำเร็จ รักษาและป้องกันหืดได้ แก้อักเสบได้ และสารนี้แม้จะดื่มเข้าไปมากก็ไม่เกิดการสะสมตกค้างในร่างกาย จึงไม่พบว่าเป็นอันตราย
 
 
 
น้ำฝาง.....
 
ส่วนผสม
ฝาง ๑๐๐ 100 กรัม
น้ำสะอาด 12 ๑๒ ถ้วย
น้ำตาลทราย 2 ๒ ถ้วย
 
 
วิธีทำ
๑. นำน้ำสะอาดใส่ภาชนะตามส่วน ตั้งไฟพอร้อน
๒. ใส่ฝางลงต้มจนสีซีด ประมาณ 10 นาทีกรองด้วยผ้าขาวบาง
๓. ใส่น้ำตาลทรายต้มต่อจนเดือดดี
๔. ยกลงพักไว้ให้เย็น กรอกใส่ขวด นำเข้าตู้แช่
 
**** เราจะต้มฝางเสนกับใบเตย หรือฝางเสนกับเก๊กฮวยก็จะเพิ่มรสชาด ความหอมหวาน และสรรพคุณที่ดีขึ้นได้ด้วยค่ะ ลองทำดื่มกันนะคะ
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก.....
http://www.oknation.net/blog/wilasinee/2010/08/31/entry-1
http://www.gotoknow.org/posts/534938
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:13:43 IP : 110.168.156.45


ความเห็นที่ 25 (3418932)

 รูปภาพ : "น้ำฝาง" .......  บำรุงโลหิต  แก้ร้อนใน  กระหายน้ำ
น้ำสีแดง เมื่อก่อนนี้มีใครได้ดื่มบ้างค่ะ ที่เรียกว่าน้ำยาอุทัย หอมชื่นใจ เดี่ยวนี้ก็น่าจะยังมีดื่มอยู่บ้าง น้ำยาอุทัยจะมีกลิ่นหอมเฉพาะ    น้ำสีแดงเราก็ทำได้เองจากสมุนไพรธรรมชาติ คือ แก่นฝาง สรรพคุณเด่นคือ บำรุงโลหิต  สีแดงให้สารอาหารสีเดียวกับโลหิตของเรา  วันนี้เรามาทำน้ำฝางดื่มกันค่ะ
"ฝาง" หรือ "ฝางเสน"เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ทางยาและทำเครื่องดื่มซึ่งนิยมเอาแก่นฝางมาใช้ มีสรรพคุณ บำรุงเลือด แก้ปอดพิการ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน ช่วยลดความร้อนในร่างกาย กระหายน้ำ แก้ธาตุพิการ แก้กำเดา มีรสฝาด จึงใช้แก้โรคทางสมานได้ เช่น แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ฆ่าเชื้อโรคบางชนิดได้
แก้โลหิตออกทางทวารหนัก และแก้อาการเลือดออกภายในอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้ หรือคนที่ขาดวิตามินเค มักเลือดไหลหยุดช้า คนที่เส้นเลือดฝอยเปราะแตกง่าย และคนที่มีเลือดกำเดาออกบ่อย ดื่มน้ำฝางจะค่อยๆ ช่วยให้เลือดหยุดไหลได้
สาร Brazilin ซึ่งเป็นสารที่ให้สีแดง (Sappan red) มีรายงานว่ามีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ที่ประเทศฮังการีพบว่าใช้รักษาโรคหัวใจกบที่ถูกสารพิษเป็นผลสำเร็จ รักษาและป้องกันหืดได้ แก้อักเสบได้ และสารนี้แม้จะดื่มเข้าไปมากก็ไม่เกิดการสะสมตกค้างในร่างกาย จึงไม่พบว่าเป็นอันตราย
น้ำฝาง.....
ส่วนผสม
ฝาง                  ๑๐๐	100	กรัม
น้ำสะอาด	12        	  ๑๒   ถ้วย
น้ำตาลทราย	2         ๒  	ถ้วย
วิธีทำ
๑. นำน้ำสะอาดใส่ภาชนะตามส่วน ตั้งไฟพอร้อน
๒. ใส่ฝางลงต้มจนสีซีด  ประมาณ 10 นาทีกรองด้วยผ้าขาวบาง
๓. ใส่น้ำตาลทรายต้มต่อจนเดือดดี
๔. ยกลงพักไว้ให้เย็น กรอกใส่ขวด นำเข้าตู้แช่
**** เราจะต้มฝางเสนกับใบเตย   หรือฝางเสนกับเก๊กฮวยก็จะเพิ่มรสชาด  ความหอมหวาน และสรรพคุณที่ดีขึ้นได้ด้วยค่ะ  ลองทำดื่มกันนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก.....
http://www.oknation.net/blog/wilasinee/2010/08/31/entry-1
http://www.gotoknow.org/posts/534938
โดย.....  Ayurvedic Association of Thailand

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:14:09 IP : 110.168.156.45


ความเห็นที่ 26 (3419349)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค.... "น้ำเก๊กฮวย"

 
น้ำเก๊กฮวย (อังกฤษ: Chrysanthemum tea หรือ Flower tea, จีน: 菊花茶; พินอิน: júhuā chá) เป็นเครื่องดื่มทำจากดอกเก๊กฮวย คือ เบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum Linn. ในวงศ์ Compositae) หรือเบญจมาศหนู (Chrysanthemum morifolium Ramat. ในวงศ์เดียวกัน) ตากแห้งต้มกับน้ำตาล
เป็นน้ำสมุนไพรที่หลายๆ คนชื่นชอบ
 
 
วิธีทำ....
 
นำดอกเก๊กฮวยอบแห้ง 5-10 ดอก ลงไปในหม้อกับน้ำประมาณ 2 ลิตร ต้มนาน 5 นาที แล้วกรองออก จะเติมน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลกรวดลงไปเพื่อเพิ่มความหวาน หรือไม่ตามแต่ชอบ หรือจะเพิ่มความหอมโดยการใช้ใบชาหรือเตยลงไปด้วยก็ได้ รับประทานได้ทั้งร้อนและเย็น
 
 
ประโยชน์ของน้ำเก๊กฮวย....
 
มีอยู่ด้วยกันหลายประการ นอกจากความหอมสดชื่นแก้กระหายแล้วแล้ว ยังเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน แก้ร้อนใน 
 
ในตำราการแพทย์แผนจีน 
-ช่วยในระบายและย่อยอาหาร 
-ช่วยขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ที่เลี้ยงหัวใจ 
-ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคเส้นเลือดตีบ และโรคหัวใจได้ 
-ช่วยจัดสารพิษให้ออกจากร่างกาย 
-ช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งและจุลินทรีย์ต่าง ๆ
 
 
วิธีต้มเก๊กฮวยให้อร่อย....
 
…เก๊กฮวยมีหลายเกรด แหล่งที่ซื้อสำคัญมาก เพราะถ้าทางร้านเก็บไม่ดีหรือขายช้าจะชื้นและเป็นรา เก๊กฮวยที่ดีมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
 
รสชาดขมลิ้นเล็กน้อย เมื่อต้มแล้วจึงใช้ดื่มเป็นยาเย็น ขบวกการต้มจึงพยายามรักษาพลังหยินของเก๊กฮวยไว้ให้มากที่สุด
 
เก๊กฮวยเกรดดีหน่อย ควรใช้ตราเสือ ซื้อได้ที่เยาวราช ห่อนึงน้ำหนักประมาณ 500 กรัม ราคา 180 บาท
 
(ราคามีขึ้นมีลง ไม่ค่อยแน่นอน) มาในห่อกระดาษที่มัดแน่นหนา เมื่อเปิดออกดู จะเห็นดอกใส่เก๊กฮวยแห้งอัดแน่น
 
ต้มกินทั้งบ้านได้หลายหม้อเชียวแหละ หากจะเก็บไว้นาน เมื่อซื้อมา แก้ห่อออกแล้วนำไปผึ่งแดดก่อน แล้วจึงห่อเก็บ
 
…วิธีต้มเก็กฮวยที่ถูกต้อง อันนี้สำคัญมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ คือต้องลวกเก็กฮวยก่อน น้ำที่ใชัลวกเททิ้งไป
 
(มิเช่นนั้นเก็กฮวยจะมีกลิ่นสาปและเปรี้ยว) โดยต้มน้ำใหเดือดก่อน แล้วจึงใส่เก็กฮวย50กรัมลงไปลวก ประมาณครึ่งนาที
 
แล้วช้อนเอาเฉพาะดอกเก็กฮวย ใส่กระชอนแล้วราดน้ำเย็นทิ้งอีกครั้ง จึงนำมาห่อด้วยผ้าขาวบางมัดด้วยด้ายให้แน่น
 
ถ้าอยากให้สีเหลืองสวยก็ใส่พุดจีนทุบให้แตก 2-3 เม็ด ลงไปในห่อด้วย
 
…ต่อจากนั้นนำน้ำใส่หม้อใหม่ประมาณ 5ลิตรต่อดอกเก็กฮวยแห้ง50กรัม ไปต้มให้เดือดปุดๆ แลัวปิดไฟ
 
จึงนำห่อเก็กฮวยที่ลวกแล้ว ใส่ลงไป แล้วปิดฝาไว้ เพื่อให้กลิ่นออก ห้ามเคี่ยวห่อเก็กฮวย จะทำให้ขม
 
ทิ้งไว้สัก 5 นาที จึงช้อนเอาห่อเก็กฮวยออก ส่วนห่อเก็กฮวยสามารถนำไปทำซ้ำได้อีกหนึ่งรอบ
 
แต่ต้องลดน้ำลงมาครึ่งหนึ่ง เมื่อเก็กฮวยเย็นแล้ว ก็กรอกใส่ขวด นำไปเก็บไว้ในตู้เย็น
 
ถ้าทิ้งไว้โดยไม่แช่นานๆ จะเปรี้ยว เวลาดื่มจึงนำน้ำเก็กฮวยมาผสมกับน้ำชื่อม ได้ตามใจชอบ
 
การทำน้ำเชื่อม ใชัน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลกรวด 1กก. : น้ำเปล่า 1 ลิตร นำไปเคี่ยวให้เดือด
 
จนน้ำตาลเริ่มใส ก็ปิดไฟได้ เมื่อเย็นแล้วเทใส่ขวดเก็บไว้ใช้ต่อไป
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://th.wikipedia.org/wiki/น้ำเก๊กฮวย
http://9tongtong.wordpress.com/2012/10/29/การต้มเก็กฮวยให้อร่อย/
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-12 22:17:47 IP : 61.90.83.144


ความเห็นที่ 27 (3420739)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค..... "น้ำใบบัวบก"

 

 

 

 
ในการผลิตน้ำใบบัวบกพร้อมดื่มนั้น สามารถทำได้หลายวิธี อย่างเช่น
 
วิธีที่ 1 คือ ใช้น้ำต้มสุกมาทำการผสมกับใบบัวบกที่ทำการบดละเอียดแล้ว โดยนำมาผสมกับน้ำต้มสุกที่ปล่อยให้เย็น วิธีนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีความหอมใบบัวบกและเป็นธรรมชาติมากที่สุด แต่ไม่สามารถเก็บได้นาน เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ แต่ก็ยังมีคนที่ชอบทำวิธีนี้มาก เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะนำไปใส่ถังไม้และผสมน้ำแข็งไปเลย และต้องมีน้ำเชื่อมเตรียมไว้ให้ลูกค้าด้วย ถ้าใครต้องการหวานมากก็ใส่น้ำเชื่อมเพิ่มขึ้นอีก และถ้าใครไม่ชอบหวานก็สามารถดื่มได้เลย
 
 
ส่วนวิธีที่ 2 คือใช้ระบบพาสเจอไรซ์ เราจะนำใบบัวบกมาปั่นและคั้นน้ำไว้ แล้วจึงนำมาผสมกับน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ วิธีการนี้คือทำแบบเดียวกับน้ำผลไม้พาสเจอไรซ์ทุกประการ ในวิธีการที่ 1 คือใช้วิธีผสมตอนน้ำเชื่อมเย็นตัวลงแล้ว วิธีการนี้ก็สามารถนำมาใช้กับน้ำผลไม้ได้เหมือนกัน และก็จะทำให้ผลผลิตมีความเป็นธรรมชาติมากด้วย
 
 
วิธีที่ 1 น้ำใบบัวบกพร้อมดื่มโดยวิธีผสมน้ำเชื่อมเย็น
 
ส่วนผสม
ใบบัวบก 1 1/2 กิโลกรัม
น้ำสะอาด 20 ลิตร
น้ำตาลทราย 2.8 กิโลกรัม
 
วิธีผสม
1. นำใบบัวบกไปปั่นละเอียด
2. กรองและบีบน้ำออกมามากๆ
3. ต้มน้ำให้เดือดและใส่น้ำตาลทราย เมื่อเดือดอีกครั้งให้ปิดไฟ
4. ปล่อยให้น้ำเชื่อมเย็นลง แล้วนำน้ำใบบัวบกที่ปั่นและกรองแล้วมาผสมได้เลย
5. กรองอีกครั้ง แล้วจึงนำไปบรรจุขวดหรือใส่โหลจำหน่าย
 
หมายเหตุ ในการผลิตน้ำใบบัวบก เราสามารถที่จะเพิ่มหรือลดใบบัวบกที่จะมาทำ
ได้ตลอด ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ผลิตว่าต้องการความเข้มข้นเท่าไร
 
 
วิธีที่ 2 น้ำใบบัวบกพร้อมดื่มผ่านการพาสเจอไรซ์
 
ส่วนผสม
 
ใบบัวบก 1 กิโลกรัม
น้ำกรองสะอาด 20 ลิตร (แบ่งออกไป 4 ลิตร เพื่อเตรียมไว้คั้นน้ำ)
น้ำตาลทราย 2.8 กิโลกรัม (หรือถ้าชอบหวานน้อยสามารถลดได้)
 
วิธีทำ
 
1. ปั่นใบบัวบกให้ละเอียดด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้า (ให้ใช้น้ำในสูตรที่แยกไว้ 4 ลิตร)
2. เมื่อได้ใบบัวบกปั่นละเอียดมาแล้ว ให้นำไปกรองและบีบน้ำออกมามากๆ (ทิ้งกากไป)
3. เตรียมต้มน้ำตาลกับน้ำ เมื่อน้ำเดือดแล้วเป็นน้ำเชื่อม
4. นำใบบัวบกที่ปั่นไว้มาผสมกับน้ำเชื่อม แล้วทำการวัดอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส 3 นาที หรือ 90 องศาเซลเซียส 12 วินาที
5. นำไปกรอง แล้วจึงบรรจุขวด ปิดฝาอะลูมิเนียมฟอยล์
6. นำไปแช่น้ำเปลี่ยนอุณหภูมิ เป็นอันเสร็จ
 
หมายเหตุ ต้องใช้ใบบัวบกชนิดที่มีอายุแก่ๆ ใบเขียวหนานั่นแหละดี เพราะจะให้กลิ่นหอมและสีสันชวนดื่ม
 
ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ
 
คุณค่าทางอาหาร 
 
- มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตาและมีสารแคลเซี่ยม
มากเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 1 สูงกว่าผักหลายๆชนิด
 
คุณค่าทางยา 
 
- แก้ช้ำใน ทำให้หายฟกช้ำได้ดี 
-แก้ร้อนในกระหายน้ำ 
-ลดอาการปวดศรีษะข้างเดียว บำรุงสมอง
-บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้าใด้ดี 
-แก้ความดันโลหิตสูง ถ้าดื่มทุกวันเพียง 1 สัปดาห์ ความดันโลหิตที่สูงจะลดลง -นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ทำลายเซลมะเร็ง -ลดการอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำใส้ 
-ช่วยการไหลเวียนของโลหิต 
-ทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว 
-ช่วยขับปัสสาวะ
 
 
 
ข้อมูลจาก....
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-2841
http://www.pantown.com/board.php?id=5495&name=board18&topic=260&action=view
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-20 22:03:30 IP : 58.9.13.59


ความเห็นที่ 28 (3421872)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ...... น้ำมะระปั่น

 

 

มะระ เป็นผักผลที่มีรสชาติขม แต่ในความขมก็มีประโยชน์ ดังนี้ 
 
มะระ เป็นผักผลผิวขรุขระ ที่มีรสขม เน้นที่มะระจีน เพราะเนื้อมะระจีนนี้ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินบีรวม และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ เหตุที่เนื้อมะระมีรสขม เพราะ มีสารอัลคาร์ลอยด์ชื่อ โมโมดิดิน ช่วยทำให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อน ๆ สามารถต้านเชื้อไวรัส แถมล่าสุดผลการวิจัยค้นพบว่า มะระขี้นก (ผลเล็ก ๆ ที่แนมกับน้ำพริก )ช่วยต้านเชื้อไวรัส H I V ได้อีกด้วย
 
วิธีทำน้ำมะระปั่น (จำนวน 3แก้ว)
 
เนื้อมะระสดหั่นชิ้น 2 ถ้วย 
น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย 
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ 
น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ 
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา 
น้ำต้มสุกแช่เย็น 1 ถ้วย 
น้ำแข็งบดละเอียด 1 ถ้วย
 
เลือกมะระจีนแก่จัด ดูที่เปลือกสีเขียวอมขาว ล้างน้ำให้สะอาด ผ่าเอาเม็ดออก หั่นเป็นชิ้นนำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นจัด เพื่อลดความขมและกลิ่นเหม็นเขียว เมื่อเย็นได้ที่ นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้วแล้วดื่ม สูตรนี้ทานแล้วจะช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย
 
http://board.palungjit.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-27 22:07:03 IP : 58.9.36.235


ความเห็นที่ 29 (3422074)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ..... "น้ำขิง"

แก้ไอ ขับลม แก้ท้องเสีย งานวิจัยพบว่า... แก้ปวดเมื่อย ขจัดความเมื่อยล้า ได้ผลดีกว่ายาแก้ปวดขนานอื่นๆ ลองทำกินกันดูนะคะ
 
 
 
รูปภาพ : น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ..... "น้ำขิง"
แก้ไอ ขับลม แก้ท้องเสีย งานวิจัยพบว่า... แก้ปวดเมื่อย ขจัดความเมื่อยล้า ได้ผลดีกว่ายาแก้ปวดขนานอื่นๆ ลองทำกินกันดูนะคะ
น้ำขิง ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ สรรพคุณน้ำขิงที่รู้จักกันดีคือช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
ประโยชน์น้ำขิง (Ginger ale) และสรรพคุณน้ำขิง
น้ำขิง (Ginger ale) ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ สรรพคุณน้ำขิงที่รู้จักกันดีคือช่วยขับลมบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ คนส่วนมากมักทำน้ำขิงไว้ติดบ้านเพราะสรรพคุณน้ำขิงที่ช่วยขับลมในท้องช่วยให้เรอและสบายท้องนั่นเอง นอกจากนี้ประโยชน์ของน้ำขิงยังช่วยบรรเทาอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียนได้อีกด้วย
ขิง (Ginger) เป็นทั้งพืชสวนครัวสำหรับปรุงอาหารและเป็นทั้งพืชสมุนไพร ขิงเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดินมีลักษณะเป็นแง่งเหมือนนิ้วมือคนแตกแขนงออกไป ขิงที่จะนำมาทำน้ำขิงให้มีคุณภาพต้องเป็นขิงแก่ที่เนื้อขิงมีสีเหลืองออกน้ำตาลซึ่งต่างจากขิงอ่อนที่เนื้อในของขิงจะเป็นสีเหลือง
สูตรน้ำขิงสำหรับเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ข้อดีของน้ำขิงคือกินง่ายกว่าการกินขิงในอาหารเนื่องจากขิงมีคุณสมบัติและรสชาติที่เผ็ดร้อนทำให้คนส่วนมากไม่ค่อยชอบกินขิงกันทั้งๆ ที่รู้ถึงประโยชน์ของขิงเป็นอย่างดี
วิธีต้มน้ำขิง.....
ให้เลือกใช้เหง้าขิงแก่ (เนื้อขิงสีน้ำตาล) ยิ่งแก่ยิ่งดี การต้มเพื่อให้ความร้อนสกัดเอาสรรพคุณของขิงออกมา สูตรน้ำขิงสำหรับเก็บไว้ดื่มประมาณ 2 ลิตร ให้ต้มน้ำประมาณ 2 ลิตรครึ่งจนเดือด ขณะที่รอน้ำเดือดก็เอาเหง้าขิงแก่ประมาณครึ่งกิโลมาล้างให้สะอาดแล้วฝานเป็นแผ่นบางๆ พอน้ำเดือดก็ใส่ขิงที่ฝานแล้วลงไปต้มในน้ำเดือด รอให้น้ำเดือดอีกรอบ
แล้วหรี่ไฟอ่อนทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วปิดไฟ ยกลงมากรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำขิงมาเติมน้ำตาลทรายหวานมากน้อยตามชอบ (ประมาณ 8 ช้อนโต๊ะจะหวานอ่อนๆ) เมื่อทิ้งไว้จนเย็นแล้วให้กรอก
ใส่ขวดแช่ตู้เย็นเก็บไว้กินได้ 2-3 วัน
น้ำขิง (Ginger ale) ที่ได้จากสูตรนี้ค่อนข้างมีความเข้มข้น (รสเผ็ด) เมื่อดื่มจะรู้สึกเผ็ดร้อนช่วยขับลมในท้องออกมาทำให้เรอออกมาทันที ความจริงแล้วน้ำขิงสามารถกินได้บ่อยและมากเท่าที่อยากจะกินแต่เนื่องจากรสชาติที่เผ็ดร้อนคนส่วนมากจึงไม่ค่อยชอบกินน้ำขิงกัน
ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยจอร์เจียแห่งสหรัฐฯ
ศึกษาวิจัยพบว่าขิงมีสรพพคุณแก้ปวดเมื่อย หลังจากการออกกำลังกายหนักๆ ให้ผลดียิ่งกว่ายาแก้ปวดขนานต่างๆเสียอีก
ศาสตราจารย์ แพทริค โอคอนเนอร์ หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าวว่าขิงใช้กันเป็นสมุนไพรประจำบ้าน รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตั้งแต่ไอ ไปจนถึงท้องเสีย มานานนับหลายร้อยปีแล้ว และในการศึกษาวิจัยหนนี้ยังได้พบว่า มันยังช่วยขจัดกล้ามเนื้อเจ็บปวดได้ดีเป็นพิเศษอีกด้วย
ผลจากการวิจัยทำ ให้เชื่อว่า มันมีสรรพคุณเหนือยาแก้ปวดหลายขนาน หลายคนซึ่งได้รับความปวดเมื่อยแบบนี้มาแล้ว ย่อมยินดีต้อนรับทุกสิ่งซึ่งช่วยบำบัดให้คลายลง
ในผลการศึกษาพบว่า ช่วยลดความปวดเมื่อยที่เกิดจากการออกกำลัง ลงได้ถึงร้อยละ 25 เป็นที่รู้กันว่ามันมีสารเคมีที่มีสรรพคุณเหมือนกับยาแก้อักเสบพวกที่ไม่ เข้าสเตียรอยด์ เช่น ยาแอสไพริน
ที่ มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.108health.com/
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
 
 
 
น้ำขิง ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ สรรพคุณน้ำขิงที่รู้จักกันดีคือช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ 
 
ประโยชน์น้ำขิง (Ginger ale) และสรรพคุณน้ำขิง
 
น้ำขิง (Ginger ale) ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ สรรพคุณน้ำขิงที่รู้จักกันดีคือช่วยขับลมบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ คนส่วนมากมักทำน้ำขิงไว้ติดบ้านเพราะสรรพคุณน้ำขิงที่ช่วยขับลมในท้องช่วยให้เรอและสบายท้องนั่นเอง นอกจากนี้ประโยชน์ของน้ำขิงยังช่วยบรรเทาอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียนได้อีกด้วย
 
ขิง (Ginger) เป็นทั้งพืชสวนครัวสำหรับปรุงอาหารและเป็นทั้งพืชสมุนไพร ขิงเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดินมีลักษณะเป็นแง่งเหมือนนิ้วมือคนแตกแขนงออกไป ขิงที่จะนำมาทำน้ำขิงให้มีคุณภาพต้องเป็นขิงแก่ที่เนื้อขิงมีสีเหลืองออกน้ำตาลซึ่งต่างจากขิงอ่อนที่เนื้อในของขิงจะเป็นสีเหลือง
 
สูตรน้ำขิงสำหรับเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ข้อดีของน้ำขิงคือกินง่ายกว่าการกินขิงในอาหารเนื่องจากขิงมีคุณสมบัติและรสชาติที่เผ็ดร้อนทำให้คนส่วนมากไม่ค่อยชอบกินขิงกันทั้งๆ ที่รู้ถึงประโยชน์ของขิงเป็นอย่างดี 
 
วิธีต้มน้ำขิง.....
 
ให้เลือกใช้เหง้าขิงแก่ (เนื้อขิงสีน้ำตาล) ยิ่งแก่ยิ่งดี การต้มเพื่อให้ความร้อนสกัดเอาสรรพคุณของขิงออกมา สูตรน้ำขิงสำหรับเก็บไว้ดื่มประมาณ 2 ลิตร ให้ต้มน้ำประมาณ 2 ลิตรครึ่งจนเดือด ขณะที่รอน้ำเดือดก็เอาเหง้าขิงแก่ประมาณครึ่งกิโลมาล้างให้สะอาดแล้วฝานเป็นแผ่นบางๆ พอน้ำเดือดก็ใส่ขิงที่ฝานแล้วลงไปต้มในน้ำเดือด รอให้น้ำเดือดอีกรอบ
แล้วหรี่ไฟอ่อนทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วปิดไฟ ยกลงมากรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำขิงมาเติมน้ำตาลทรายหวานมากน้อยตามชอบ (ประมาณ 8 ช้อนโต๊ะจะหวานอ่อนๆ) เมื่อทิ้งไว้จนเย็นแล้วให้กรอก
ใส่ขวดแช่ตู้เย็นเก็บไว้กินได้ 2-3 วัน
 
น้ำขิง (Ginger ale) ที่ได้จากสูตรนี้ค่อนข้างมีความเข้มข้น (รสเผ็ด) เมื่อดื่มจะรู้สึกเผ็ดร้อนช่วยขับลมในท้องออกมาทำให้เรอออกมาทันที ความจริงแล้วน้ำขิงสามารถกินได้บ่อยและมากเท่าที่อยากจะกินแต่เนื่องจากรสชาติที่เผ็ดร้อนคนส่วนมากจึงไม่ค่อยชอบกินน้ำขิงกัน
 
ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยจอร์เจียแห่งสหรัฐฯ 
ศึกษาวิจัยพบว่าขิงมีสรพพคุณแก้ปวดเมื่อย หลังจากการออกกำลังกายหนักๆ ให้ผลดียิ่งกว่ายาแก้ปวดขนานต่างๆเสียอีก
ศาสตราจารย์ แพทริค โอคอนเนอร์ หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าวว่าขิงใช้กันเป็นสมุนไพรประจำบ้าน รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตั้งแต่ไอ ไปจนถึงท้องเสีย มานานนับหลายร้อยปีแล้ว และในการศึกษาวิจัยหนนี้ยังได้พบว่า มันยังช่วยขจัดกล้ามเนื้อเจ็บปวดได้ดีเป็นพิเศษอีกด้วย
 
ผลจากการวิจัยทำ ให้เชื่อว่า มันมีสรรพคุณเหนือยาแก้ปวดหลายขนาน หลายคนซึ่งได้รับความปวดเมื่อยแบบนี้มาแล้ว ย่อมยินดีต้อนรับทุกสิ่งซึ่งช่วยบำบัดให้คลายลง
 
ในผลการศึกษาพบว่า ช่วยลดความปวดเมื่อยที่เกิดจากการออกกำลัง ลงได้ถึงร้อยละ 25 เป็นที่รู้กันว่ามันมีสารเคมีที่มีสรรพคุณเหมือนกับยาแก้อักเสบพวกที่ไม่ เข้าสเตียรอยด์ เช่น ยาแอสไพริน
 
ที่ มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.108health.com/
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-28 21:07:19 IP : 171.97.67.161


ความเห็นที่ 30 (3422193)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค..... "น้ำกระชาย" คลายเครียด

 

 

 
กระชาย คือโสมไทย เป็นราชาแห่งสมุนไพรไทย 
มีสรรพคุณคลายเครียด ขยายหลอดเลือดทำให้สมองโปร่งใส อารมณ์ดีขึ้น แก้อาการอ่อนเพลียเนื่องจากนอนดึกหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ปรับสมดุลของความดันโลหิตและฮอร์โมน ทั้งยังกระตุ้นสมรรถนะร่างกาย และกระชับกล้ามเนื้อ แต่กระชายอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
 
มีคุณค่าทางโภชนาการคือ 
 
คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 มีเอสเซนเทียล ออย (essential oils) สารฟลาโวนอดยด์ (flavonoids) โครมีน (chromene) น้ำมันหอมระเหยเล็กน้อย และมีสารสำคัญ เช่น ทูจีน (thujene) บอร์นีออล (borneol) เมอร์ซีน (myrcene) ไลโมนีน (limonene) ไพนีน (pinene) แคมฟีน (camphene) การบูร (camphor) ชินีออล (cineol) รูบรามีน (rubramine) และพินโนสโตรบิน (pinostrobin) เป็นต้น
 
ส่วนผสมในการทำน้ำกระชาย
 
- กระชายสด 1/2 กิโลกรัม (เลือกกระชายสด ๆ ที่ไม่แก่มากไม่งั้นจะรสชาติจะขมเกินไป)
- น้ำผึ้ง น้ำมะนาว เพื่อแต่งกลิ่น หรือรสชาติตามที่เราต้องการ
- น้ำเปล่า ที่ต้มสุก ทิ้งไว้จนเย็นแล้ว
 
ขั้นตอนและวิธีการทำน้ำกระชาย
 
- ล้างกระชายให้สะอาด เพราะ กระชายเป็นพืชที่เราใช้รากซึ่งอยู่ใต้ดินมาทำอาหาร แล้วเราไม่ได้เอาไปปรุงให้สุกอีก พยายามล้างเอาดินออกให้หมดนะครับตัดรากรุงรัง ตัดหัว ตัดท้ายทิ้งไป ถ้าขยันมาก ก็ขูดเปลือกออกบ้าง ก็ได้
- หั่นเป็นท่อน ๆ เพื่อง่ายต่อการปั่นละเอียด
- เตรียมผ้าขาวบาง รองด้วยกระชอน ไว้ให้พร้อม
- นำกระชายที่หั่นเตรียมไว้ ไปใส่เครื่องปั่นโดยผสมน้ำเปล่าต้มสุกพอประมาณ
- พอปั่นจนกระชายละเอียดแล้ว เทใส่กระชอน ที่เตรียมไว้ ถ้าน้ำน้อยก็ผสมน้ำเปล่าลงไปตอนนี้อีกได้
- คั้นเอาแต่น้ำ เท่านั้น
 
แค่นี้เราก็จะได้น้ำกระชายเหลือง สด ๆ คั้นใหม่ ๆ เราสามารถเก็บน้ำกระชายที่ได้ ใส่ขวด แช่เย็น เก็บไว้ได้ 1 เดือน เวลาจะดื่ม ก็เพียงแค่ผสม น้ำมะนาว น้ำผึ้ง ในถ้วย คนให้เข้ากันก่อน แล้วจึงใส่น้ำกระชายที่เก็บไว้ลงไป ผสมให้รสชาติกลมกล่อม ตามที่ต้องการ ถ้ากลัวกลิ่นกระชายแรงไป สามารถใส่ใบโหระพา หรือใบบัวบก ช่วยได้ หรือจะปั่นทุกอย่างรวมไปด้วยกันเลยก็ได้ ซึ่งใบบัวบกจะช่วยบำรุงสมองได้ด้วย
ถ้าจะปรุงรสเพิ่มเติมเพื่อความอร่อยและดื่มง่าย สำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นกระชาย เวลาดื่มให้ใช่น้ำกระชายผสมกับน้ำอะไรก็ได้ ที่ออกรสหวาน 
 
ส่วนผสมไม่มีสูตรตายตัว ให้ถือความอร่อย ถูกปาก ถูกใจ เป็นสำคัญครับ
สำหรับท่านที่เริ่มดื่มเป็นแก้วแรก อาจจะรู้สึกแปลก ๆ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก และเรอออกมา เป็นการขับลมแต่เป็นอาการปกติ ดื่มไปสักพักก็จะชินไปเอง
 
น้ำกระชายที่เราเก็บไว้ ถ้ายิ่งเก็บนานวันมาก ความซ่า กับความหอมของกระชายจะลดลง ตะกอนที่นอนก้นในขณะที่เราแช่เย็นไว้ จะนำมาเขย่าก่อน หรือทิ้งไปก็ได้
 
ถ้าจะให้ดี แนะนำให้ทำในปริมาณพอดี ที่สามารถดื่มหมดภายใน 1 สัปดาห์พอครับ น้ำกระชายรสชาติหวานอมเปรี้ยว ซ่า ๆ หอมกลิ่นกระชาย ดื่มแล้วชื่นใจ ดื่มวันละแก้ว ขนาดแก้วกาแฟก็พอ มีประโยชน์มากมาย
 
สรรพคุณกระชายปั่นคั่นน้ำ
 
- ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
- ช่วยบำรุงตับ ไตให้แข็งแรง ดูแลระบบมดลูก รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ ดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง
- ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง เต็นสมั่าเสมอ ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้น
- ช่วย ฟื้นฟูต่อมไร้ท่อต่าง ๆ เช่น ต่อมไธรอยด์ ต่อมใต้สมองต่อมหมวกไต และตัวอ่อน เมื่อต่อมไธรอยด์ปกติดี จะไม่เป็นโรคคอพอก และยังมีส่วนในการช่วยลดกรดยูริด
- ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิง คือ แอสโตรเจน และ ฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเตอโรน ซึ่งมีอยู่ในร่างกายของทุก ๆ คน ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง ถ้าผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศหญิงในตัวมากเกินไปก็อาจจะเป็นเต้านม หรือมีน้อยไปก็อาจเป็นมะเร็งปากมดลูก ส่วนผู้ชายนั้น น้ำกระชายจะช่วยคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
- ช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น ถ้ากินคู่กับใบบัวบก จะบำรุงสมองได้โดยตรง ต้องกินเป็นประจำเพื่อป้องกันความจำเสื่อม
- ปรับความดันโลหิตให้พอดี ไม่ให้สูงมากหรือต่ำมากเกินไป
- กินน้ำชายเป็นประจำ ช่วยให้เส้นผมไม่หงอกก่อนวัย เล็บมือ เล็บเท้า แข็งแรง
- ช่วยขับน้ำคาวปลา สตรีหลังคลอดบุตร
 
 
ในน้ำกระชายมีอาหารอยู่ 2 กลุ่ม
 
1. กลุ่มละลายในน้ำ
2. กลุ่มที่ละลายในไขมัน
 
เมื่อกินน้ำกระชายเข้าไปแล้ว ในกระเพาะเรามีน้ำ มีไขมัน และจุลินทรีย์ สองกลุ่มจะแยกกันทำหน้าที่ของมันเอง ตัวจุลินทรีย์ในกระเพาะจะทำให้เกิดแอลกอฮอล์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สกัดตัวยากลุ่มที่ละลายในน้ำออกมาจากน้ำกระชายได้เอง ส่วนกลุ่มที่ละลายในไขมันก็ทำงานของเขาเอง
คนปกติควรกินน้ำกระชายเพื่อบำรุงเอาไว้ จะช่วยปัองกันไม่ให้เป็น โรคไต ผู้ชายปัองกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโต ผู้หญิงปัองกันไม่ให้เป็นมดลูกโต
 
ในน้ำกระชาย 1 แก้ว มีคุณค่าสูงกว่านม 1 แก้ว หลายเท่า ถ้าให้เด็กกินเป็นประจำ จะช่วยสร้างกระดูกให้มีโครงสร้างที่แข็งแรง กินคู่กับมะม่วงสุกแล้วปั่นก็ดี ต้องการให้หวานก็เติมน้ำผึ้งได้ ปั่นกระชายแล้วเก็บน้ำกระชายใส่ขวดแช่เย็นไว้เป็นหัวเชื้อได้หลายวัน เวลาจะทำเครื่องดื่มก็นำหัวเชื้อน้ำกระชายมาเจือจางในน้ำ แล้วจะเต็มน้ำดอกอัญชันก็ได้ หรือเติมน้ำผลไม้ปั่นอื่น ๆ อีกหลายอย่างแล้วแต่จะดัดแปลง ไม่มีอะไรตายตัว ขอให้ทำให้อร่อยแล้วกินได้
 
http://good-healthiness.blogspot.com/2012/04/blog-post_25.html
http://www.108health.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-30 19:36:24 IP : 110.168.176.43


ความเห็นที่ 31 (3424130)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค.... "น้ำตะลิงปลิง"

 

 

 
ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งพายุฤดูร้อนที่เพิ่งผ่านมา และกำลังจะก้าวเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ใครที่มีอาการไอ มีเสมหะ ก็เลือกใช้น้ำสมุนไพรนี้ได้ค่ะ
 
เครื่องดื่มสุขภาพดี น้ำตะลิงปลิง สรรพคุณมากมาย
 
ตะลิงปลิงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Averrhoa bilimbi L.
วงศ์ Oxalidaceae นับเป็นญาติกับมะเฟือง
 
"ตะลิงปลิง" เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งก้านเปราะหักง่าย มีขนนุ่มตามกิ่ง
 
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกมีใบย่อยเรียงตัวกันเป็นคู่ ใบย่อยรูปหอก ปลายใบแหลม โคนมน จะเรียงจากขนาดเล็กไปหาขนาดใหญ่ ที่โคนจะมีขนาดเล็ก ใบกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 2-5 เซนติเมตร มีสีเขียวอ่อนมีขนนุ่มๆ ปกคลุมอยู่
 
ดอก ออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่ง (ดอกขนาดเล็กหลายช่อ) แต่ละช่อยาวราว 6 นิ้ว ดอกมี 5 กลีบ มีสีแดงเข้ม มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบสีเขียวอมชมพู เกสรกลางดอกมีสีเขียวแดง ดอกมีกลิ่นหอม ผลกลมยาวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร
 
ผลสีเขียว เป็นพูตามความยาวผล 5 ร่อง ออกเป็นช่อห้อย เมื่อสุกมีสีเหลือง ฉ่ำน้ำ เมล็ดแบน ผลมีรสเปรี้ยวจัดเพราะมีกรดออกซาลิกอยู่สูง ให้ผลในฤดูหนาว
 
ลูกตะลิงปลิง 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 11 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยเส้นใย 0.3 กรัม แคลเซียม 1 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 6 มิลลิกรัม เหล็ก 0.2 มิลลิกรัม วิตามินเอ 267 หน่วยสากล (IU) วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.09 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.7 มิลลิกรัม วิตามินซี 2 มิลลิกรัม
 
สรรพคุณในตำรายาไทย
ราก : สรรพคุณแก้พิษร้อนใน กระหายน้ำ ฝาดสมาน บำรุงกระเพาะอาหาร แก้เลือดออกตามกระเพาะอาหาร ลำไส้ ดับพิษร้อนของไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้คัน แก้คางทูม แก้ไขข้ออักเสบ รักษาสิว รักษาซิฟิลิส บรรเทาโรคเกาต์ บรรเทาการอักเสบของลำไส้ใหญ่
 
ใบ : สรรพคุณใช้พอกแก้คัน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ใช้พอกรักษาคางทูม โรคข้อรูมาตอยด์ และรักษาสิว ใช้ภายในโดยนำมาต้มดื่มรักษาอาการอักเสบของลำไส้ใหญ่ รักษาซิฟิลิส แก้ไขข้ออักเสบ น้ำต้มใบใช้อาบ
ให้กับผู้ป่วยที่มีไข้
 
ดอก : นำมาชงเป็นชา สรรพคุณแก้ไอ
 
ผล : สรรพคุณเจริญอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร ฝาดสมานและลดไข้ แก้เสมหะเหนียว ฟอกโลหิต ยาบำรุงแก้ปวดมดลูก แก้ไอ บรรเทาโรคริดสีดวงทวาร แก้ลักปิดลักเปิด ชาวเกาะชวากินผลร่วมกับพริกไทย เพื่อขับเหงื่อในผู้มีอาการซึมเศร้า
 
 
วิธีการทำเครื่องดื่มสุขภาพดี น้ำตะลิงปลิง
 
ส่วนผสม
 
ตะลิงปลิง
น้ำตาลทราย
น้ำเปล่า
เกลือ
 
วิธีการทำ
 
นำน้ำเปล่าใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด แล้วจึงใส่น้ำตาลทราย พอน้ำตาลทรายละลาย นำลงจากเตารอให้เย็น
ล้างตะลิงปลิงให้สะอาด แล้วจึงนำเมล็ดของตะลิงปลิงออก หันเป็นชิ้นพอที่จะใส่เครื่องปั้นได้
นำตะลิงปลิงมาใส่ในเครื่องปั่น โดยใส่น้ำเชื่อมที่เราทำไว้ ให้พอดีกับตะลิงปลิงที่เราใส่ลงไป เติมเกลืออีกนิดหน่อย แล้วจึงปั่นจนละเอียด
เมื่อปั่นจนละเอียดแล้ว นำมาแยกกากออกโดยการเทน้ำลงตะแกรง เราก็จะได้น้ำตะลิงปลิง เอาไว้ทานแล้วล่ะค่ะ
 
 
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : http://www.doctor.or.th/
ภาพสวยๆ จาก : อินเตอร์เน็ต
 
http://www.108health.com/
 
โดย... AU Kanchana : Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-12 21:51:20 IP : 58.9.238.38


ความเห็นที่ 32 (3424605)

 Detox ล้างพิษ..... "ดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวตอนเช้า ล้างพิษ"

 

 

 
 
มะนาวเป็นผลไม้พื้นๆที่ใช้บริโภคกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่ามะนาวลูกเล็กๆ นั้นมีประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆ ได้มากมายหลายโรคด้วยกัน ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่ใช้ ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซีย จีน และอินเดีย เขาก็ใช้มะนาวกัน
 
เคยสงสัยมั้ยคะว่า ทำไมมีการแนะนำให้ดื่มน้ำหลังตื่นนอนทันทีหรือถ้าในรายที่คิดว่ามีไขมันในเลือดหรือไขมันตกค้างในตับค่อนข้างมากให้ดื่มเป็นน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวด้วย
 
ตับจะมีการกำจัดของเสียออกมากับน้ำดี (bile) น้ำดีนี้มีประโยชน์ในเรื่องการย่อยไขมันและเป็นที่ที่ตับจะทิ้งของเสียที่ตับแปรรูปเสร็จแล้วให้ออกจากร่างกายมาทางลำไส้ใหญ่ เราคงไม่ต้องไปรู้ถึงว่ามันเชื่อมต่อกันทางไหนยังไงนะคะ รู้เพียงแค่ว่าของเสียจากตับ > น้ำดี > ลำไส้ใหญ่
 
ซึ่งของเสียที่ออกมากับน้ำดีนั้นจะเป็นพวกที่ละลายในไขมัน
ส่วนพวกที่ละลายในน้ำจะไปออกที่ไตและต่อมเหงื่อ โดยมีการโดยสารไปกับระบบเลือด
 
 
อะไรที่จะทำให้ไขมันแตกตัวได้บ้าง
 
ตอนเด็ก ๆ เคยเล่นบีบมะนาวใส่น้ำมันในกระทะมั้ยคะ ถ้าจำไม่ได้แล้ว ลองบีบน้ำมะนาวใสน้ำมันแล้วคน ๆ ดู จะรู้สึกว่าน้ำมันมันหนืดน้อยลงรึเปล่า เวลาเราดื่มน้ำมะนาวหรือ Apple Cider หรือพวกที่มีความเป็นกรดหน่อยๆ มันก็จะไปทำให้ไขมันแตกตัวได้เหมือนกันนี่ล่ะ (ก็คงมีปฏิกิริยาอย่างเดียวกัน ) และเวลาเราดื่มน้ำอุ่นด้วยผสมน้ำมะนาว ความอุ่น หรือความร้อน ก็ทำให้ไขมันชะล้างออกง่าย ความเป็นกรดก็ทำให้ไขมันแตกตัวและหนืดน้อยลง ส่งผลให้ชะล้างออกง่าย จะช่วยล้างไขมันตกค้างและล้างไขมันที่ตับขนออกมาทิ้งที่ลำไส้ใหญ่ผ่านน้ำดี
 
แต่...ถ้าใครท้องผูก หรือมีของเสียสะสมอยู่เยอะๆ เจ้าของเสียใหม่ๆ ที่เอาลงมาทิ้งนั้น มันออกมาไม่ได้ โดนของเสียเก่าๆ บล็อคเอาไว้ แล้วเดี๋ยวก็โดนดูดกลับ ออกทางนี้ไม่ได้ ก็ขึ้นไปต่อมไขมันที่หน้าก็แล้วกัน ถ้าหน้าเต็มแล้ว ก็มาที่คอ อก หลัง
 
ใครที่ไขมันตันลำไส้เยอะๆ เพราะของเสียเก่าตกค้างเยอะ สิวจะลงมาถึงก้นกบกันเลยทีเดียว ดีไม่ดี ออกแขน ออกขาเป็นว่าเล่น
 
แล้วทำไมเวลาเราล้างพิษ ตอนแรกๆ หรือช่วงแรกๆ มันดูจะเยิน มากกว่าดี ลองนึกถึงห้องห้องหนึ่ง เต็มไปด้วยของเสียและน้ำมัน ในวันหนึ่งที่เราเปิดประตูแล้วเค้าไปเก็บกวาดเค้า ของเสียจะไปไหนได้คะ ถ้าไม่ออกมาข้างนอก เหมือนกัน เวลาที่ไขมันและของเสียตกค้างในตับได้ระบายออกมา มันก็ไปตามเลือด ตามน้ำดี ถ้าไตเราพร่อง ลำไส้เราทำงานไม่มีประสิทธิภาพ มีของเสียเก่าตกค้างมาตลอด มันจะไปออกไหนได้คะ ถ้าไม่ใช่บนหน้า แล้วถ้าผิวชั้นหนังกำพร้ามีโครงสร้างบิดเบี้ยว ผิดปกติ เกาะกันเหนียวแน่นอีก ไม่ยอมผลัด ก็กลายเป็นปุ่ม ๆ ไขมันใต้ผิวหนัง รอการเปิดออกมา เกี่ยวกันหมดเลย เห็นมั้ยเอ่ย ^^
 
มาดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวตอนเช้าๆ กันนะคะ กระตุ้นลำไส้ตอนเช้าด้วย ช่วยชะล้างของเสียที่ถูกขับออกมาได้ด้วย แต่เท่านั้นไม่พอนะคะ ต้องทำอีกหลายอย่างเพื่อทำให้ลำไส้กลับมามีสุขภาพดีดังเดิมด้วยค่ะ ค่อย ๆ ทำไปค่ะ ความสม่ำเสมอคือ "หัวใจ" ค่ะ ^^
 
วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
 
อุปกรณ์
- ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
- มะนาว 4 ลูก
- เกลือป่น 2ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
 
วิธีทำ
- ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูกและเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
- มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
- หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
- กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ต่อหนึ่งครั้ง
 
 
หรือจะทำเป็น "น้ำสมุนไพร" เพื่อป้องกันโรค ก็ได้ค่ะ
 
ส่วนผสม
 
น้ำมะนาว 30 กรัม ( 2 ช้อนคาว หรือ 1 ผล )
น้ำเชื่อม 30 กรัม ( 2 ช้อนคาว )
น้ำเปล่าต้มสุก 180 กรัม ( 12 ช้อนคาว )
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม ( 2/5 ช้อน )
 
วิธีทำ
 
นำมะนาวมาล้างเปลือกแล้วผ่าออก เอาเมล็ดมะนาวออกให้หมดคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำ น้ำเชื่อม เกลื่อ คนให้เกลือละลายชิมรสตามชอบ หรืออาจเอา เปลือกของผลสดประมาณครึ่ง ผลหรือทุบเล็กน้อยพอให้ น้ำมันออกชงน้ำร้อนดื่มเวลามีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด
 
 
ประโยชน์และคุณค่า...
 
แก้ไอออกเลือด (ไอมีเลือดปน) 
 
- ใช้น้ำผึ้ง1ช้อนชา มะนาว4ลูก เกลือ1ช้อน หรือประมาณ3-4 เม็ด ผสมให้เข้ากันดีให้มีรสเปรี้ยวเค็มหวานใช้จิบทุกครั้งที่ไอ -ใช้มะนาว108ใบเบี้ยจั๊กจั่น11ตัว ปูนขาวหนัก ประมาณ4บาทรับประทานครั้งละจอกชา แก้ไอออกเลือด
 
ต่อมทอนซิลอักเสบ 
 
-เอาน้ำมะนาว น้ำผึ้งและปูนขาวผสมดื่ม แก้ทอนซิลอักเสบ 
 
แก้เสียงแหบแห้ง 
 
- มะนาวทำให้เสียงไม่แหบแห้ง ตื่นตอนตอนเช้าทุกครั้งให้ผ่ามะนาวครึ่งหนึ่ง จิ้มเกลือบีบน้ำลงคอกลืนกิน ทำทุกเช้าทุกวัน ทำให้เสียงไม่แหบแห้ง 
 
ก้างติดคอ 
 
- เมื่อก้างปลาติดคอ เอามะนาว 1 ลูกคั้น เอาแต่น้ำ เติมเกลือ น้ำตาลนิดหน่อย กรอกลงไปให้ตรงก้างที่ติดคอ อมไว้สักครู่ แล้วจึงค่อยกลืน ก้างจะอ่อนตัวหลุดลงไปในกระเพาะ - ก้างปลาติดคอซึ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อกลืนน้ำลายจะทำให้รำคาญเท่านั้น ให้ผ่ามะนาวแล้วนำมาอมไว้ในปาก อมจนรู้สึกรสเปรี้ยวของมะนาวเจือจางสัก 2-3 หน จะทำให้ก้างหลุดออกไปได้
 
แก้ไข้ 
 
- นำใบมะนาวมาหั่นฝอยๆ ชงด้วยน้ำเดือด ดื่มแบบน้ำชา จะช่วยลดไข้และใช้อมกลั้วคอฆ่า เชื้อโรคได้อีกด้วย - ประเทศในทวีป อาฟริกาตะวันตกนิยมใช้เปลือกรากมะนาวต้มเป็นยาแก้ไข้อย่างดี และใช้ ใบทำเป็นยาชงกินแก้ไข้ที่มีอาการตัวเหลืองเล็กน้อย นอกจากนี้ยังใช้น้ำมะนาว ดื่มแก้กระหายน้ำ แก้ไข้อีกด้วย
 
- ที่ประเทศอินเดีย ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ นิยมรักษาโดยดื่มน้ำมะนาวแล้วพักผ่อน ถ้าเป็น ไข้หวัดธรรมดา จะรับประทาน ผลอินทผลัมและดื่มน้ำมะนาวรักษา 
 
ค่ายรักษ์สุขภาพ - บทความสุขภาพ
http://www.krotron.com/healthy/healthy_tip.php?healthy_tip=72
http://www.foodstyle.thmy.com/
 
 
โดย.... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-16 18:14:54 IP : 171.97.33.184


ความเห็นที่ 33 (3425264)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค..... "น้ำกระท้อน"

 
 
 
 
กระท้อนผลไม้ทรงกลมแป้น ผลดิบเปลือกสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองปนน้ำตาล มีขนสั้นนุ่มคล้ายกำละหยี่ปกคลุมทั่วผล ภายในมีเมล็ด 3-5 เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นปุยนุ่มหนาสีขาวความหนานุ่มของเนื้อแตกต่างกันไปตามแต่ละพันธุ์ กระท้อนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กระท้อนพื้นเมืองหรือกระท้อนเปรี้ยว มีผลขนาดเล็ก นิยมปลูกกันตามบ้านเรือน ไม่นิยมกินสด มักนำไปแปรรูป เช่น กวน ตากแห้ง แช่อื่ม หรือ ดอง ต่อมามีการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์จนเป็นกระท้อนห่อ หรือ กระท้อนหวาน ที่ให้ผลใหญ่ เมล็ดเล็ก เนื้อหุ้มเมล็ดฟู หนานุ่ม รสหวานอมเปรี้ยว อร่อยกว่าพันธุ์พื้นเมือง กระท้อนมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินเอและซี ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิว ป้องกันหวัดและโรคลักปิดลักเปิด มีเพกติน ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำอยู่สูง จึงดีต่อระบบขับถ่ายและเป็นยาระบายอ่อนๆ นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัสที่จำเป็นต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนในร่างกาย สรรพคุณตามตำรายาไทยโบราณของกระท้อน คือ ใบสดต้มน้ำอาบแก้ไข้ ขับเหงื่อ เปลือกผลรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เปลือกต้นนำมาต้มดื่มแก้ท้องเสีย รากใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย บิด และเป็นยาธาตุ
 
คุณค่าอาหารและสรรพคุณ
 
กระท้อน เป็นผลไม้มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็ง บำรุงโลหิต แก้ลมจุกเสียด เนื้อกระท้อนอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซียม เหล็ก ไนอะซิน วิตามินเอ วิตามินบี 1 และวิตามินซี ใบ ผสมน้ำต้มอาบขับเหงื่อ แก้ไข้ รักษาโรคผิวหนัง ราก ใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้มาลาเรีย แก้บิด แก้ท้องร่วง หรือตำกับน้ำและน้ำส้มสายชู ดื่มแก้ท้องเดิน และช่วยขับลม 
 
สรรพคุณด้านสมุนไพร 
 
ใบสด ใช้ขับเหงื่อ ต้มอาบแก้ไข้
เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสีย รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
ผล ฝาดสมาน
ราก เป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย บิด เป็นยาธาตุ
 
ส่วนผสม น้ำกระท้อน
 
- น้ำกระท้อน
- กระท้อนฝานเอาแต่เนื้อ 2 ถ้วย
- น้ำเชื่อม 1/3 ถ้วย
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
- น้ำสะอาด 4 ถ้วย
 
วิธีทำ น้ำกระท้อน
 
- ต้มกระท้อนกับน้ำ ใช้ไฟอ่อน เคี่ยว จนเนื้อกระท้อนนุ่ม กรองเอาแต่น้ำ
- ใส่น้ำเชื่อม เกลือป่น คนให้เข้ากัน เทใส่ขวดแช่เย็น หรือใส่น้ำแข็ง
- หรืออีกวิธีหนึ่ง ปั่นรวมกันให้ละเอียด เทใส่ขวดแช่เย็น
 
http://www.menuthai.org/
http://fatgirlshop-fatgirlshop.blogspot.com/2011/01/blog-
post_20.html
รูปภาพจาก.... http://www.bloggang.com/
 
โดย...... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-21 19:54:18 IP : 115.87.153.151


ความเห็นที่ 34 (3426119)

 น้ำชบาเตยหอม ชาชบาเพื่อสุขภาพที่ดี

 
น้ำชบาเตยหอม แก้ไข้ ขับเสมหะ บำรุงน้ำนม บำรุงหัวใจ ร่างกายสดชื่นกระ***กระเปร่า ฯ ใบชบา ลดความดันโลหิตสูง
 
 
 
 
 
 
เรามาลองดื่มน้ำสมุนไพรที่เราทำเองได้จากการที่เราปลูกเองหรือเพื่อนบ้านปลูก สมุนไพรทั้ง 2 ชนิดนี้เราคงชินตาและรู้จักกันดี คือดอกชบาและเตยหอม เป็นสมุนไพรที่กินได้มีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะดอกชบา บำรุงน้ำนม ผู้ที่ต้องเลี้ยงดูบุตรด้วยน้ำนมตัวเอง ชาดอกชบาแดงและขาว ได้ทำดื่มหลายครั้งแต่ไม่ได้นำเขียนบันทึก ในใจกลัวจะมีคนว่าทำอะไรมาดูใครเขาจะดื่ม สีก็ไม่สวย เคยนำภาพดอกชบารวมอยู่ในถาดสมุนไพรบำรุงผม ดอกชบานั้นปกติไม่นิยมนำมาเป็นอาหาร ปลูกไว้ชมดอกสีงามโดดเด่นกันเท่านั้น เตยหอมนั้นนิยมมาทำอาหารมากสรรพคุณ เป็นสมุนไพรบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ฯ เตยหอมต้มกับชบาก็ทำให้มีกลิ่นหอมชวนดื่มมากขึ้นได้ประโยชน์มากขึ้น นำมาฝากค่ะ
 
ชบา ชื่ออื่นๆ ชบาขาว ชบาดอกแดง ชุมบา บาแดง 
 
สรรพคุณ 
 
ราก แก้ฝี แก้ฟกช้ำ บวม ขับน้ำย่อย ทำให้อาหารมีรส แก้ไข้ แก้ไอ ยาระบาย
 
ใบ ทำให้เปลือกฝีหนา ยาระบาย ลดความดันโลหิตสูง
 
ดอก ช่วยลดอุณหภูมิ แก้ไข้ บำรุงน้ำนม บำรุงเส้นผม ชับเสมหะ
 
วิธีใช้ ลดความดันโลหิตสูง 
 
นำใบชบา 1 กำมือ มาต้มน้ำดื่มตอนเช้า
 
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 
 
ลดไข้ แก้ปวด ลดการอักเสบ ลดความดันโลหิตสูง ต้านเชื้อรา เชื้อไวรัส มีฤทธิ์ของเอสโตรเจน ขับประจำเดือน
 
เตยหอม 
 
ใบ รสหวานหอมเย็น บำรุงหัวใจ ดับพิษไข้ ชูกำลัง
 
ราก,ต้น รสหวานเย็นหอม แก้กระษัยไตพิการ ขับปัสสาวะ
 
แก้ไข้ที่มีพิษร้อน แก้พิษตานซาง แก้ร้อนในกระหายน้ำ
 
เตยหอม ชื่ออื่นๆ เตย(ทั่วไป) หวานข้าวไหม้(ภาคกลาง)
 
ปาแนะวองิง(นราธิวาส)
 
สารสำคัญที่พบ
 
ในใบเตยมีสารสีเขียวคลอโรฟิลล์(Chlorophyllป สารหอมในใบเตยซึ่งได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำประกอบด้วยสารหลายชนิดเช่น ไลนาอิลอะซิเตท( Linayl acete) เบนซิลอะซิเตท(Benzyl acetate) ไลนาลูออล(Linalool) และ geraniol เป็นต้น ส่วนสารหอมที่ได้จากการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ประกอบด้วยคูมาริน ( Coumarin ) และเอนทิลวานิลลิน( Ethyl vanillin),pandamarine,geraniol,pandamaril actone
 
สรรพคุณ
 
1. ใบเตยสดช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น โดยนำมาตำให้ละเอียด
 
ผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาแต่น้ำรับประทานครั้งละ 2- 4 ช้อน
 
2. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ โดยนำรากประมาณครึ่งกำมือ
 
หรือ 1 ต้น ต้มกับน้ำรับประทาน
 
3. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน โดยใช้รากประมาณ 90- 120 กรัม
 
ต้มกับน้ำรับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้า และ เย็น
 
4. น้ำใบเตยช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นกระ***กระเปร่า
 
วิธีใช้ ลดน้ำตาลในเลือด 
 
นำรากเตยหอม 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม เช้า-เย็น
 
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
 
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ
 
 
ขอบคุณสรรพคุณ ชบา เตยหอม จากหนังสือสมุนไพรลดความดันโลหิตสูง -บำบัดเบาหวาน
โดย เภสัชกรหญิงจุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก
http://www.gotoknow.org/posts/515281
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-27 18:55:21 IP : 58.9.188.25


ความเห็นที่ 35 (3427017)

 น้ำมะเขือเทศ... ป้องกันโรคกระดูกพรุน

 
 
 
 
นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเผยสรรพคุณสุดมหัศจรรย์ของน้ำมะเขือเทศ ว่าเป็นผลไม้ที่สามารถช่วยเสริมสร้างกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
 
โดยในมะเขือเทศนั้น มีไลโคพีน และสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วย
 
ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา ได้ทำการวิจัยและพบว่า ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศอังกฤษ จึงได้ทำการทดสอบกับผู้หญิงวัยทอง (50-60 ปี) จำนวน 60 คนทั่วประเทศ โดยให้พวกเธองดกินมะเขือเทศเป็นเวลา 1 เดือน และจากการวิจัยดังกล่าว ให้ผลออกมาว่า ผู้หญิงที่ไม่ได้กินมะเขือเทศเลย จะมีระดับ N-telopeptide ในเลือดสูงขึ้น โดย N-telopeptide นี้จะทำให้กระดูกเปราะได้ง่าย
 
จากนั้น ทีมวิจัยได้ให้ผู้หญิงกลุ่มเดิมรับประทานมะเขือเทศที่มีปริมาณไลโคพีน 15 มิลลิกรัม ทั้งในรูปแบบแคปซูล และรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งผลก็พบว่ามะเขือเทศสามารถลดระดับ N-telopeptide ในเลือดให้ลดลงได้
 
จากการวิจัยดังกล่าว นักวิจัยจึงสรุปได้ว่า มะเขือเทศนั้นมีคุณประโยชน์ต่อกระดูกมากมาย ดังนั้น การรับประทานมะเขือเทศสกัดในรูปแคปซูล หรือจะเป็นน้ำมะเขือเทศคั้นสดวันละ 2 แก้ว ก็สามารถเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงขึ้น และยังลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
 
น้ำมะเขือเทศ
 
ส่วนผสม
- มะเขือเทศ 50 กรัม( 1 ผลใหญ่ )
- น้ำเชื่อม 15 กรัม( 1 ช้อนคาว )
- น้ำเปล่าต้มสุก 200 กรัม( 14 ช้อนคาว )
- เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม(2/5 ช้อนชา ) 
 
วิธีทำ
 
นำมะเขือเทศล้างให้สะอาด หั่นให้ชิ้นพอประมาณ ใส่ในเครื่องปั่น พร้อมน้ำเชื่อม เกลือ น้ำสุก ปั่นให้ละเอียด ชิมรสตามชอบ 
 
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
 
คุณค่าทางอาหาร : มีเบต้า-แคโรทีน สูงมาก ช่วยต่อต้านมะเร็งและมีวิตามินซี สูงมากเช่นกันป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
คุณค่าทางยา : ทำให้เกิดความสดชื่นแก้กระหายน้ำ ผิวพรรณผ่องใส ช่วยในการย่อยอาหารดีขึ้น ช่วยฟอกเลือดและป้องกันโรคมะเร็ง
 
http://herbal.muasua.com/
 
โดย...... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-01 23:04:24 IP : 58.9.29.87


ความเห็นที่ 36 (3427331)

 ชาเพื่อสุขภาพ...... "ชาตะไคร้"

 

 

 
ตะไคร้เป็นพืชล้มลุก มีอายุอยู่ได้หลายปี ลำต้นตั้งตรง อยู่รวมทันเป็นกอ มีข้อ และปล้องสั้นค่อนข้างแข็ง ลำต้นส่วนบนจะอ่อนและมีใบเรียงซ้อนสลับกันแน่น ใบมีกาบใบ ตัวใบเรียวยาว เนื้อใบหยาบและมีขน ดอกออกเป็นช่อยาวมาก ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำหน่อ
 
 
สรรพคุณของชาตะไคร้
 
ชาตะไคร้จะช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน ขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมวิงเวียน แก้ปวดเกรงในท้อง และช่วยขับเหงื่อ และยังมีรายงานวิจัยว่าตะไคร้ยังมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้ด้วย
 
ชาตะไคร้
 
วีธีทำชาตะไคร้
 
1. ตัดแต่งเอาแต่ต้นตะไคร้ขึ้นมาโดยมีใบและลำต้นติดมาด้วย จากนั้นให้ตัดใบและลำต้นให้เป็นท่อนเล็กๆ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วใส่เครื่องปั่นจนเกือบละเอียด หากไม่มีเครื่องปั่น ให้ใช้วิธีสับ จนเกือบละเอียด
 
2. นำขึ้นใส่ตะแกรงตากแดดประมาณ 2-3 แดด จนแห้ง (หากมีเตาอบก็ให้ใช้เตาอบผ่านความร้อนได้เลย)
 
3. เก็บบรรจุใส่ภาชนะที่มิดชิด และเก็บไว้ในที่แห้ง ไม่อับชื้น
 
 
**ข้อแนะนำ**
 
1.หากใช้ชาตะไคร้ที่ปั่นละเอียด เวลาชงให้ชาผ่านผ้าขาวบางห่อชาแล้วใช้เชือกผูกเป็นห่อ ชงผ่านน้ำร้อน
2.ชาตะไคร้สามารถชงดื่มได้ทุกวันและช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี
 
http://cha-thai.blogspot.com/2010/08/blog-post.html
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-04 17:45:32 IP : 58.9.201.210


ความเห็นที่ 37 (3429532)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ..... "น้ำใบบัวบก"

 

รูปภาพ : น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ..... "น้ำใบบัวบก"
ใบบัวบกนี้ยังถือเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิช่วยปัองกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ไหญ่ ซึ่งนับวันจะมีคนเป็นกันมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน
ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ อาจารย์ประจำภาควชาชีวเคมีคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำกาฑิจัยเพื่อทดสอบการออกฤทธิทางชีวภาพของสารสกัดจากใบบัวบก ต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญในหนูขาว โดยพบว่าในกล่มหนูขาวที่ถูกกระตุ้นให้เปุนมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังจากได้รับสารก่อมะเร็งปนเปื้อนในอาหารประเภทปิ้ง-ย่างนั้น ตรวจพบจำนวนเซลล์ก่อมะเร็งขนาดใหญ่ และมีเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะเป็นเซลล์ร้ายและลุกลาม ในขณะที่กลุ่มหนูขาวซึ่งได้รับสารสกัดจากใบบัวบก ไม่ว่าจะได้รับก่อนหรือได้รับหลังจากการถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็ง
ลำไส้ใหญ่ ตรวจพบว่ามีจำนวนเซลล์ก่อมะเร็งลดลงถึง 60% ที่สำคัญเซลล์มะเร็งที่พบยังมีขนาดเล็กกว่าและยังไม่เกิดการลุกลามอีกด้วย และที่เป็นเช่นนี้ ก็น่าจะมาจากกรดอะเซียติก (Asiatic acid) ที่อยู่ในสารสกัดใบบัวบกซึ่งมีฤทธิ์ที่ทำให้เซลล์มะเร็งเกิดการทำลายตัวเองนั้นเอง นอกจากนื้ทีม
วิจัยยังพบวิธีควบคุมการสกัดสารจากบัวบักให้มีปรมาณความเข้มข้นของสารที่แน่นอน และสม่ำเสมอ ทำให้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพต่ำไปด้วย
ในการวิจัยครั้งนี้ นอกจากจะพบว่า สารสกัดบัวบกมีสิทธิในการต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว เขายังพบว่าสารสกัดจากตะไคร้ ก็ให้ผลดีไม่แพ้กัน โดยในตะไคร้นั้นมีสารสำคัญชื่อ ซิทรอล(citral) ที่มีฤทธิ์ในการหยุดวงจรการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ปัจจุบันจึงมีความพยายามทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งจากบัวบกและตะไคร้ควบคูกันไป
ที่มา นิตยาสาร Bewell no15. vol.5 กรกฏาคม 2553
วิธีทำน้ำใบบัวบก
เครื่องปรุง
ใบบัวบก 500 กรัม
น้ำต้มสุก 6 ถ้วยตวง
เกลือป่น 2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
วิธีทำ
1.นำใบบัวบกมาล้างทำความสะอาด โดยแช่ ในน้ำเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 1 กาละมัง แช่ทิ้งไว้สักครู่ ค่อยนำมาล้างด้วยน้ำสะอาด 1-2 ครั้ง
2.นำใบบัวบกมาหั่นใบหยาบๆ จากนั้นนำไปใส่ลงในเครื่องปั่น เติมน้ำสุกลงไปจะได้ปั่นง่ายๆ จากนั้น ปั่นละเอียด นำมากรองผ่านผ้าขาวบาง ทำจนหมด ดื่มสดๆทันทีก็ได้ หรือถ้าชอบหวานให้ผสมกับน้ำเชื่อม
3.การทำน้ำเชื่อมโดยการตั้งหม้อใส่น้ำ พอน้ำเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น
4.เวลาจะดื่มให้ใส่น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำใบบัวบก 1 แก้ว
นอกจากนี้ใบบัวบกยังมีสรรคุณอีกมากมาย
1. บำรุงสมองนำใบบัวบกมาล้างน้ำให้สะอาด โขลกให้แหลกนำไปต้มกรองเอาแต่น้ำ มาดื่ม หรือจะคั้นสด ผสมกับน้ำดื่มก็ได้ อาจเติมน้ำตาลทราย และ เกลือ นิดหน่อย ให้ชวนดื่ม ดื่มไปทุกวันๆละ ๑ แก้ว
2. บำรุงหัวใจ ต้มดื่ม เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ แก้ว
3. แก้ร้อนในกระหายน้ำจะต้มหรือคั้นสดก็ได้ ดื่ม ๑ แก้ว เวลากระหายน้ำ
4. แก้ช้ำในนำใบบัวบกสะอาดสดมาโขลก แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยตะไล ไม่นานอาการช้ำในก็จะทุเลาลงไปเรื่อยๆ
5. ความดันโลหิตสูงต้มน้ำใบบัวบกต้ม เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ แก้ว เป็นเวลา ๕-๖ วัน แล้วลองวัดความดันโลหิตดู จะลดลงมาปกติ อาการของโรคจะหายได้ จากนั้น ควรควบคุมเรื่องอาหาร กับการออกกำลังกายและอารมณ์
6. ลดอาการแพ้ผื่นคัน ปวดแสบ ปวดร้อน อักเสบได้ นำใบบกสะอาดมาตำให้ละเอียด พอกบริเวณที่แพ้ อักเสบ อาการที่เป็นจะค่อยๆทุเลาลง
7. รักษาบาดแผลสดใช้ตำและพอกที่แผล สามารถทำลายเชื้อโรคได้
8. ดับพิษไข้คั้นเอาน้ำสด ดื่ม ๑ ถ้วยตะไล ไม่ต้องผสมน้ำเลย ดื่ม ๓ เวลา เช้า- กลางวัน - เย็น9. แก้ปวดท้องมวนในท้อง ท้องเสียได้ โดยคั้นเอาน้ำสดๆเข้มข้นดื่มช่วยให้ทุเลาได้
10. แก้บิดใช้ใบบัวบกสอเข้มข้น ดื่มสดๆ เพื่อทำลายเชื้อบิด ดื่มเช้า - กลางวัน - เย็น ประมาณ ครั้งละ ๑ ถ้วยตะไล
11. แก้ดีซ่านเอาบัวบกมาคั้นน้ำดื่มสดๆ ๓ เวลา เช้า-กลางวัน-เย็น
12. แก้อาเจียนเป็นเลือดคั้นเอาน้ำสดๆ ดื่ม ๓ เวลา เช้า - กลางวัน -เย็น
13. รักษาอาการตาแดงตำใบบัวบกสดๆหลับตาแล้วพอกที่ตาเป็นเวลานานๆ แล้วเปลี่ยนยา บ่อยๆ หายได้ในที่สุด
14. สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
15. แก้เจ็บคอเอาบัวบกสดเข้มข้น ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วจิบเอา แก้อาการเจ็บคอดี มาก จิบได้เรื่อยๆ
16. ขับปัสสาวะนำใบบัวบกสดคั้นน้ำ ดื่มกันสดๆ อาจเติมความหวานเล็กน้อยก็ได้
17. แก้กามโรคเป็นน้ำกระสายยา ในการรักษากามโรค กินร่วมกับยาอื่นได้
18. แก้โรคเรื้อนใช้ใบบัวบกคั้นน้ำดื่มทุกๆวัน เช้า-เย็น และตำพอกแผลด้วย
19. ป้องกันมะเร็งยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ดื่มบ่อยๆ
20. แก้อาการอ่อนเพลีย
ที่มา:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=198643

 
ใบบัวบกนี้ยังถือเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิช่วยปัองกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ไหญ่ ซึ่งนับวันจะมีคนเป็นกันมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน
 
ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ อาจารย์ประจำภาควชาชีวเคมีคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำกาฑิจัยเพื่อทดสอบการออกฤทธิทางชีวภาพของสารสกัดจากใบบัวบก ต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญในหนูขาว โดยพบว่าในกล่มหนูขาวที่ถูกกระตุ้นให้เปุนมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังจากได้รับสารก่อมะเร็งปนเปื้อนในอาหารประเภทปิ้ง-ย่างนั้น ตรวจพบจำนวนเซลล์ก่อมะเร็งขนาดใหญ่ และมีเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะเป็นเซลล์ร้ายและลุกลาม ในขณะที่กลุ่มหนูขาวซึ่งได้รับสารสกัดจากใบบัวบก ไม่ว่าจะได้รับก่อนหรือได้รับหลังจากการถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็ง
 
ลำไส้ใหญ่ ตรวจพบว่ามีจำนวนเซลล์ก่อมะเร็งลดลงถึง 60% ที่สำคัญเซลล์มะเร็งที่พบยังมีขนาดเล็กกว่าและยังไม่เกิดการลุกลามอีกด้วย และที่เป็นเช่นนี้ ก็น่าจะมาจากกรดอะเซียติก (Asiatic acid) ที่อยู่ในสารสกัดใบบัวบกซึ่งมีฤทธิ์ที่ทำให้เซลล์มะเร็งเกิดการทำลายตัวเองนั้นเอง นอกจากนื้ทีม
 
วิจัยยังพบวิธีควบคุมการสกัดสารจากบัวบักให้มีปรมาณความเข้มข้นของสารที่แน่นอน และสม่ำเสมอ ทำให้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพต่ำไปด้วย
 
ในการวิจัยครั้งนี้ นอกจากจะพบว่า สารสกัดบัวบกมีสิทธิในการต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว เขายังพบว่าสารสกัดจากตะไคร้ ก็ให้ผลดีไม่แพ้กัน โดยในตะไคร้นั้นมีสารสำคัญชื่อ ซิทรอล(citral) ที่มีฤทธิ์ในการหยุดวงจรการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ปัจจุบันจึงมีความพยายามทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งจากบัวบกและตะไคร้ควบคูกันไป
 
ที่มา นิตยาสาร Bewell no15. vol.5 กรกฏาคม 2553
 
 
วิธีทำน้ำใบบัวบก
 
เครื่องปรุง 
 
ใบบัวบก 500 กรัม
 
น้ำต้มสุก 6 ถ้วยตวง
 
เกลือป่น 2 ช้อนชา
 
น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
 
 
วิธีทำ 
 
1.นำใบบัวบกมาล้างทำความสะอาด โดยแช่ ในน้ำเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 1 กาละมัง แช่ทิ้งไว้สักครู่ ค่อยนำมาล้างด้วยน้ำสะอาด 1-2 ครั้ง 
 
2.นำใบบัวบกมาหั่นใบหยาบๆ จากนั้นนำไปใส่ลงในเครื่องปั่น เติมน้ำสุกลงไปจะได้ปั่นง่ายๆ จากนั้น ปั่นละเอียด นำมากรองผ่านผ้าขาวบาง ทำจนหมด ดื่มสดๆทันทีก็ได้ หรือถ้าชอบหวานให้ผสมกับน้ำเชื่อม
 
3.การทำน้ำเชื่อมโดยการตั้งหม้อใส่น้ำ พอน้ำเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น 
 
4.เวลาจะดื่มให้ใส่น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำใบบัวบก 1 แก้ว
 
 
นอกจากนี้ใบบัวบกยังมีสรรคุณอีกมากมาย
 
1. บำรุงสมองนำใบบัวบกมาล้างน้ำให้สะอาด โขลกให้แหลกนำไปต้มกรองเอาแต่น้ำ มาดื่ม หรือจะคั้นสด ผสมกับน้ำดื่มก็ได้ อาจเติมน้ำตาลทราย และ เกลือ นิดหน่อย ให้ชวนดื่ม ดื่มไปทุกวันๆละ ๑ แก้ว
2. บำรุงหัวใจ ต้มดื่ม เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ แก้ว 
3. แก้ร้อนในกระหายน้ำจะต้มหรือคั้นสดก็ได้ ดื่ม ๑ แก้ว เวลากระหายน้ำ
4. แก้ช้ำในนำใบบัวบกสะอาดสดมาโขลก แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ถ้วยตะไล ไม่นานอาการช้ำในก็จะทุเลาลงไปเรื่อยๆ
5. ความดันโลหิตสูงต้มน้ำใบบัวบกต้ม เช้า-เย็น ครั้งละ ๑ แก้ว เป็นเวลา ๕-๖ วัน แล้วลองวัดความดันโลหิตดู จะลดลงมาปกติ อาการของโรคจะหายได้ จากนั้น ควรควบคุมเรื่องอาหาร กับการออกกำลังกายและอารมณ์
6. ลดอาการแพ้ผื่นคัน ปวดแสบ ปวดร้อน อักเสบได้ นำใบบกสะอาดมาตำให้ละเอียด พอกบริเวณที่แพ้ อักเสบ อาการที่เป็นจะค่อยๆทุเลาลง
7. รักษาบาดแผลสดใช้ตำและพอกที่แผล สามารถทำลายเชื้อโรคได้ 
8. ดับพิษไข้คั้นเอาน้ำสด ดื่ม ๑ ถ้วยตะไล ไม่ต้องผสมน้ำเลย ดื่ม ๓ เวลา เช้า- กลางวัน - เย็น9. แก้ปวดท้องมวนในท้อง ท้องเสียได้ โดยคั้นเอาน้ำสดๆเข้มข้นดื่มช่วยให้ทุเลาได้
10. แก้บิดใช้ใบบัวบกสอเข้มข้น ดื่มสดๆ เพื่อทำลายเชื้อบิด ดื่มเช้า - กลางวัน - เย็น ประมาณ ครั้งละ ๑ ถ้วยตะไล
11. แก้ดีซ่านเอาบัวบกมาคั้นน้ำดื่มสดๆ ๓ เวลา เช้า-กลางวัน-เย็น 
12. แก้อาเจียนเป็นเลือดคั้นเอาน้ำสดๆ ดื่ม ๓ เวลา เช้า - กลางวัน -เย็น
13. รักษาอาการตาแดงตำใบบัวบกสดๆหลับตาแล้วพอกที่ตาเป็นเวลานานๆ แล้วเปลี่ยนยา บ่อยๆ หายได้ในที่สุด
14. สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
15. แก้เจ็บคอเอาบัวบกสดเข้มข้น ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วจิบเอา แก้อาการเจ็บคอดี มาก จิบได้เรื่อยๆ
16. ขับปัสสาวะนำใบบัวบกสดคั้นน้ำ ดื่มกันสดๆ อาจเติมความหวานเล็กน้อยก็ได้
17. แก้กามโรคเป็นน้ำกระสายยา ในการรักษากามโรค กินร่วมกับยาอื่นได้
18. แก้โรคเรื้อนใช้ใบบัวบกคั้นน้ำดื่มทุกๆวัน เช้า-เย็น และตำพอกแผลด้วย
19. ป้องกันมะเร็งยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ดื่มบ่อยๆ
20. แก้อาการอ่อนเพลีย
 
 
ที่มา:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=198643 — กับ Witoon Noy Sutadwanich
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-19 18:16:49 IP : 61.90.100.127


ความเห็นที่ 38 (3429547)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ..... "น้ำใบเตยหอม"

 

 

 
วันนี้ขอเสนอสมุนไพรใบเตย ที่มีสรรพคุณในการบำรุงหัวใจ แก้เบาหวาน ขับปัสสาวะ ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงลดลงได้ ที่สำคัญสามารถหาได้ง่ายๆในทุกที่
 
น้ำใบเตยหอม
 
ส่วนผสม
1. ใบเตยสด 3 ถ้วย
2. น้ำสะอาด 8 ถ้วย
3. น้ำตาลทราย 2 ถ้วย(สามารถลดปริมาณของน้ำตาลลงได้)
4. น้ำแข็ง
 
วิธีทำ
ใบเตยสดที่ไม่แก่มากเก็บใหม่ๆ ล้างทีละใบให้สะอาด แช่น้ำด่างทับทิมหรือน้ำเกลือ 10-15 นาที นำมาหันตามขวางเป็นชิ้นเล็กๆ แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งใส่ลงในหม้อต้มที่มีน้ำกำลังเดือด ต้มเคี่ยว 5-10 นาที เติมน้ำตาลทรายให้รสหวานจัด กรองเอากากออก ใบเตยที่หั่นแล้วส่วนที่สองปั่นให้ละเอียด โดยเติมน้ำ กรองเอากากออก เติมน้ำที่คั้นได้ซึ่งมีสีเขียวและกลิ่นหอมลงในหม้อที่เติมน้ำตาลและกำลังเดือด ชิมให้มีรสหวาน พอเดือดรีบยกลง เมื่อดื่มใส่น้ำแข็งบดละเอียด
 
ใบเตยสดมีน้ำมันหอมระเหย รสหวาน หอม มัน และมีสีเขียวที่นิยมใช้แต่งสีอาหาร เป็นสารคลอโรฟิลล์
 
http://www.thaihof.org/
 
"กลิ่นใบเตย หอมชื่นใจ" ...ก็แหมเวลาเราได้กลิ่นหอม ๆ ของใบเตย หรือ "เตยหอม" ผสมอยู่ในขนมไทยทีไร ก็ชวนให้เราอยากคว้าขนมไทยชิ้นนั้นขึ้นมาหม่ำไปซะที (ปกติก็ชอบหม่ำอยู่แล้ว อิอิ) 
 
สำหรับ "เตยหอม" นั้น ทุกคนน่าจะรู้จักกันดีใช่ไหมล่ะจ๊ะ โดยเฉพาะ "ใบเตย" ที่มักถูกนำมาผสมในอาหาร เพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน แถมยังช่วยแต่งสีเขียวให้กับขนมไทยด้วย ซึ่งคนทั่วไปอาจจะรู้ว่าประโยชน์ของ "เตยหอม" มีเพียงเท่านี้ แต่จริง ๆ แล้ว นอกจาก "เตยหอม" จะมีดีที่ความหอมแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อสุขภาพแฝงอยู่ด้วยนะ
 
 
โดย "ใบเตยหอม" 100 กรัม จะให้พลังงานถึง 35 กิโลแคลอรี และยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
 
น้ำ 85.3 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 4.6 กรัม
โปรตีน 1.9 กรัม
ไขมัน 0.8 กรัม
กาก 5.2 กรัม
แคลเซียม 124 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.1 มิลลิกรัม
เบต้า-แคโรทีน 2.987 ไมโครกรัม
วิตามินบี 2 0.20 มิลลิกรัม
ไนอะซีน 1.2 มิลลิกรัม
วิตามินซี 8 มิลลิกรัม
 
 
มาที่สรรพคุณสุดแสนจะน่าอัศจรรย์ของเตยหอมกันบ้าง นอกจากจะนำ "ใบ" มาใช้ผสมอาหาร แต่งกลิ่น ให้สีเขียวแล้ว ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ยังพบว่า "เตยหอม" มีฤทธิ์ทางยาด้วย ดังนี้
 
- ใบ ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ เพราะใบเตยมีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นของหัวใจ จึงช่วยบำรุงหัวใจได้อย่างดี วิธีรับประทานคือ ใช้ใบสดผสมในอาหาร แล้วรับประทาน หรือนำใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง
 
ช่วยดับกระหาย เนื่องจากใบเตยมีกลิ่นหอมเย็น หากนำมาผสมน้ำรับประทาน จะช่วยดับกระหาย คลายร้อน ทานแล้วรู้สึกชื่นใจ และชุ่มคอได้เป็นอย่างดี วิธีรับประทานคือ นำใบเตยสดมาล้างให้สะอาด นำมาตำหรือปั่นให้ละเอียด แล้วเติมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาแต่น้ำดื่ม
 
รักษาโรคหัด หรือ โรคผิวหนัง โดยนำใบเตยมาตำแล้วมาพอกบนผิว
 
รากและลำต้น
 
ใช้รักษาโรคเบาหวาน เพราะรากและลำต้นของเตยหอมนั้น มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด วิธีรับประทานก็คือ ใช้ราก 1 กำมือนำไปต้มเป็นน้ำดื่ม ทุกเช้า-เย็น 
 
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ โดยการนำต้นเตยหอม 1 ต้น หรือราก ครึ่งกำมือ ไปต้มกับน้ำดื่ม
 
นอกจากนี้ เตยหอม ยังช่วยแก้อ่อนเพลีย ดับพิษไข้ และชูกำลังได้อีกด้วย เห็นสรรพคุณมากมายขนาดนี้แล้ว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ สำหรับเจ้าพืชสีเขียวใบเรียวชนิดนี้ 
 
http://health.kapook.com/view32465.html
 
โดย...... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-19 18:51:03 IP : 61.90.100.127


ความเห็นที่ 39 (3430160)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ..... "น้ำมะตูม"

 
 
 
 
 
น้ำมะตูมเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่มากด้วยคุณค่า ซึ่งคนไทยได้นำมาใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน เป็นยาระบาย ขับลม ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ทำให้ขับถ่ายดีและเจริญอาหารขับเสมหะแก้อาการร้อนในได้ดี 
 
ผลมะตูมยังมีสรรพคุณพิเศษอีกอย่างหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรม มุ่งแสวงหาทางพ้นทุกข์ นั่นก็คือมีฤทธิ์ลดความกำหนัด คลายกังวล และช่วยให้สมาธิดีขึ้น จึงนิยมใช้เป็นน้ำปานะถวายพระสงฆ์นั่นเอง
 
การดื่มน้ำมะตูมเป็นประจำจะช่วยลดความต้องการทางเพศ ให้น้อยลง ลดความกระวนกระวายของจิตใจและไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หากหยุดดื่มก็ไม่มีผลกระทบใด ๆ เช่นกัน
 
ส่วนผสม
 
- มะตูมแห้ง 8 กรัม( 2ชิ้น ) 
 
 
- น้ำตาลทราย 15 กรัม( 1 ช้อนคาว )
 
 
- น้ำเปล่า 240 กรัม( 16 ช้อนคาว )
 
 
วิธีทำ
 
- นำ มะตูมแห้งมาล้างให้สะอาด ปิ้งไฟให้หอม นำไปใส่หม้อเติมน้ำ ตั้งไฟเคี่ยวสักครู่ ยกลงกรองเอาแต่น้ำ
- เติมน้ำตาลทรายตั้งไฟให้ละลายชิมรสตามชอบ ยกลง 
ค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำอัดลมหรือ เครื่องดื่มราคาแพงชนิดอื่นทาน ในแต่ละวัน แต่ละเดือนไม่ใช่น้อย ยิ่งปัจจุบันน้ำอัดลมยิ่งเพิ่มราคาสูงขึ้นมากถ้าเราจะประหยัดในส่วนนี้ โดยทำเครื่องดื่มสมุนไพรไว้ทานเองก็จะดี แถมมีประโยชน์มากกว่านะคะ
 
 
วิธีทำ....น้ำมะตูมอีกสูตรหนึ่ง
 
ส่วนผสม
1. มะตูมแห้ง 2 แว่น
2. น้ำตาลทรายแดง (ใส่ตามใจชอบ)
3. น้ำร้อน 1 แก้ว
 
วิธีทำ
 
- นำมะตูมแห้งมาปิ้ง ให้หอม 2 แว่น ใส่แก้ว แล้วเทน้ำร้อนใส่ ทิ้งไว้สักพัก จึงเอาขึ้นแล้วใส่น้ำตาลทรายแดง คนให้ทั่ว (ควรทำจำนวนมากสักหน่อย โดยกรองใส่เหยือกแก้วแล้วแช่ตู้เย็นไว้ สามารถดื่มได้ทั้งวัน ควรทำวันต่อวัน ไม่ควรทิ้ง ไว้ข้ามคืน)
 
หมายเหตุ :
1. หาซื้อมะตูมแห้งได้ตามร้านขายยแผนโบราณทั่วไป
2. ถ้าจะทานเย็น ก็ใส่น้ำแข็งตามใจชอบ
 
 
สรรพคุณ
 
มะตูมเป็นสมุนไพรคุมธาตุชั้นหนึ่ง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ขับลม แก้กระหายน้ำ คลายเครียด ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น ช่วยให้ระบบการย่อยอาหาร และระบบการขับถ่าย เป็นไปด้วยดี
 
ประโยชน์ทางยา 
 
รากมะตูมรสปร่าชาขื่นเล็กน้อยแก้พิษฝีแก้ไข้แก้ลมหืดหอบไอช่วยบำบัดเสมหะรักษาน้ำดีใบรสฝาดเป็นยา บำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร แก้โรคลำไส้ แก้ท้องเดินน้ำที่คั้นจากใบใช้แก้หวัดแก้หลอดลมอักเสบผลมะตูมสุก รสหวาน สรรพคุณ แก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือด บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับลมผาย
 
ประโยชน์ทางอาหาร 
 
ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาลยอดอ่อนผลดิบใช้รับประทานเป็นผักยอดอ่อนออกตลอดปีลูกอ่อนพบในช่วงฤดูฝน (ผลสุกมีในช่วงกลางฤดูหนาวถึงฤดูแล้ง)การปรุงอาหารคนไทยทุกภาครับประทานยอดอ่อนใบอ่อนของมะตูม เป็นผักสด ในตลาดท้องถิ่นมักพบใบมะตูมอ่อนจำหน่ายเป็นผักในหลายแห่ง ชาวเหนือรับประทานแกล้มลาบ ก้อยหรือแจ่วป่นชาวใต้รับประทานร่วมกับน้ำพริกและแกงรสจัดสำหรับชาวภาคกลางไม่นิยมรับประทานยอดอ่อนแต่พบว่ามีการใช้มะตูมดิบมาปรุงเป็นยำมะตูม
 
 
รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ 
 
ยอดอ่อนและใบอ่อนของมะตูมมีรสเผ็ดร้อน อมฝาด กลิ่นหอม เป็นยาบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหารแก้ท้องเดิน ผลมะตูมอ่อน เป็นยาบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร แก้ลม แก้เสมหะผลมะตูมแก้สรรพคุณปิดธาตุบำบัดเสลด ขับลม เจริญไฟธาตุ
 
http://matoomherb.blogspot.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-22 21:34:21 IP : 171.97.34.172


ความเห็นที่ 40 (3432530)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค ....... "น้ำฟักข้าว" 

 

 

 
เป็นสุดยอดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะมีสารเบตาแคโรทีนและสารไลโคพีนในปริมาณสูงมาก เป็นเครื่องดื่มผลไม้เพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้
 
ก่อนอื่นก็นำฟักข้าวลูกที่สีแดงแจ๊ดที่เห็นมาปอกเปลือกซะก่อน แล้วจึงนำไปล้างน้ำให้สะอาด 
 
เปลือก..อย่าทิ้ง นำไปตากแห้ง ทำเป็นชาได้อีก
เสร็จแล้ว เราก็มาเริ่มทำน้ำฟักข้าวได้แล้วล่ะ
 
1. นำฟักข้าวมาผ่า แยกเนื้อและเมล็ดออก
 
2. เนื้อฟักข้าว หั่นเป็นชิ้นๆ
 
3. ส่วนเยื่อหุ้มเมล็ด ล่อนเยื่อหุ้มออกจากเมล็ด
 
4. นำเนื้อฟักและเยื่อหุ้มเมล็ด ปั่นให้ละเอียด
 
5. เทลงในหม้อ
 
6. ผสมน้ำเจือจางเนื้อและเยื่อหุ้มที่ปั่นเสร็จแล้ว
 
7. นำไปเคี่ยวด้วยไฟปานกลาง
 
8. เติมเกลือลงไปนิดหน่อย
 
9. เติมน้ำตาลทรายแดงให้มีรสหวานตามชอบ(ไม่ใส่ก็ได้ ถ้าไม่ชอบหวาน)
 
เติมเกลือลงไปนิด น้ำตาลลงไปหน่อย(ใครชอบหวานก็เติมเข้าไปมากๆก็ได้)
 
10. เคี่ยวต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 15-20 นาที
 
11. แค่นี้ก็ยกลงจากเตา
 
ตั้งให้พออุ่น ก็สามารถดื่มให้อุ่น สบายท้อง
 
หากใครชอบดื่มแบบเย็นๆ หลังจากวางไว้จนเย็นแล้ว ก็นำไปแช่เย็น ไว้ดื่มแก้กระหายได้อีกด้วย
 
ฟักข้าว 1 ผล สามารถทำเป็นน้ำฟักข้าวได้ตั้งหม้อใหญ่เชียว นำไปจำแนกแจกจ่ายคนข้างเคียง หรือจะเก็บไว้กินหลายๆ วันก็ดีต่อสุขภาพไม่น้อย 
น้ำฟักข้าว เราสามารถดื่มได้ทุกวัน ดื่มได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำกัดเพศ หรือ อายุ หรือ ชนชั้น วรรณะ
 
“น้ำฟักข้าว” ทำให้สามารถแก้ปัญหาโรคบางชนิดได้จริง โดยผู้ดื่มจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของสุขภาพร่างกาย หลังจากดื่ม น้ำฟักข้าวไปแล้วระยะหนึ่ง
 
เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณเบตาแคโรทีนมาก กว่าแครอต 10 เท่า และ มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ 10 ของมวล การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมัน
 
ประโยชน์ที่ได้จากสรรพคุณของน้ำฟักข้าว
 
- มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก(Anti oxidant)
- มีปริมาณเบตาแคโรทีนมาก กว่าแครอต 10 เท่า
- มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า
- ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจ
- ควบคุมความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
- ป้องกันและแก้ปัญหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
- ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา
- ช่วยป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
- ช่วยป้องกันโรคมะเร็งปอด
- ป้องกันและยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด
- ป้องกันเส้นโลหิตในสมองแตก(สาเหตุของโรคอัมพฤกษ์,อัมพาต)
- โปรตีนในเมล็ดฟักข้าวมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง
- ช่วยขับเสมหะ เป็นยาระบายและใช้กลั้วคอ ลดการอักเสบลำคอ เจ็บคอ
- เหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้นและผู้มีปัญหาสุขภาพ มีโรคประจำตัว อ่อนแอขี้โรค
 
(ข้อมูลจากhttp://gacfruitq10.blogspot.com/2011/10/gac-q10.html)
http://www.oknation.net/blog/chabatani/2012/08/18/entry-2
 
โพสต์โดย.... AU Kanchana / Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-09-08 22:12:54 IP : 61.90.84.163


ความเห็นที่ 41 (3433441)

 น้ำสมุนไพรป้องกันโรค.... จาก "หล่อฮั้งก๊วย" (Luo Han Guo)

 

 
หล่อฮั่งก้วย อยู่ในตระกูลเดียวกันกับพวกแตง และยังเป็นสมุนไพรพืชเมืองของประเทศจีน จะพบได้มากในมณฑลกว่างซี ชื่อหล่อฮั่งก้วยเป็นภาษาจีน ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "อรหันต์" จึงมีัหลายคนเรียกหล่อฮั่งก้วยว่า ลูกอรหันต์
 
วิธีการใช้หล่อฮั่งก้วย
 
นำ้หล่อฮั่งก้วย 1 ผล ทุบให้เป็น 2 เสี้ยว ต้มกันน้ำประมาณ 2-3 ถ้วย ต้มให้เหลือสัก 1 ถ้วย ดื่มจะช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ
 
หล่อฮั่งก้วยต้มกับพลับจีน จะช่วยบรรเทาโรคไอกรน
 
หล่อฮั่งก้วย 1 ผล ต้มกับน้ำ 10 ถ้วย เคี้ยวประมาณครึี่งชั่วโมง ดื่มช่วยบรรเทาโรคหลอดลมอักเสบ หรือถุงลมโป่งพองก็ได้เช่นกัน
 
หล่อฮั่งก้วยดื่มง่ายชุ่มคอ เพื่อนๆ คนไหนที่เป็นร้อนในอยู่ 
ก็ดื่มหล่อฮั่งก้วยแก้ร้อนในได้นะ และที่สำคัญถึงแม้หล่อฮั่งก้วยจะมีความหวานอยู่ในตัว แต่ก็ไม่ทำให้คนเป็นเบาหวานน้ำตาลในเส้นเลือดขึ้น 
ดังนั้นหล่อฮั่งก้วยจึงสามารถดื่มกันได้ทุกคนเลยนะ
 
http://healthdeena.blogspot.com/2012/04/momordica-grosvenori.html
 
 
หลายๆท่านที่เป็นลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีน หรือมีเชื้อจีนคงจะพอรู้จักผลไม้ชนิดหนึ่ง ผลสีดำๆ ลูกกลมๆ ที่ชื่อว่าหล่อฮั้งก๊วยกันดีครับผม หล่อฮั้งก๊วยนั้นเป็นหนึ่งในสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง ที่ว่ากันว่ามีฤทธิ์ แก้ร้อนใน เจ็บคอ ขับปัสสวะ ฯลฯ ซึ่งนิยมในการนำมาต้มทานน้ำกันมาก มีถิ่นกำเนิดมาจากมณฑลกุ้ยโจวในภาคใต้ของจีน จัดเป็นผลไม้ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Siraitia grosvenori ซึ่งเป็นพืชในตระกูลแตงชนิดหนึ่ง ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะกลายเป็นสีดำ เป็นที่รู้จักกันมานานในบ้านเรา ราคาก็ถูกแสนถูก (ลูกสวยๆก็ตกลูกละ 8-9 บาท) หาซื้อง่ายตามร้านขายยาจีนทั่วไป วิธีการใช้ก็ไม่ยากเพียงล้างลูกหล่อฮั้งก๊วยให้สะอาด ทุบให้แตกแล้วก็เอาไปต้มกับน้ำสะอาดจนงวด ก็จะได้น้ำหล่อฮั้งก๊วยสีดำๆ กลิ่นหอม มีรสชาติหวานแบบอ่อนๆ (ถ้าต้มเข้มข้นก็หวานมากหน่อย) ออกมา บางท่านอาจจะบอกว่ารสมันออกขม แต่จริงๆหากกลืนคงคอแล้วจะหวานแบบชุ่มๆคอหน่ะครับ จะทานแบบร้อนหรือแบบเย็นก็ได้
 
หลายๆท่านอาจจะแปลกใจว่า เอ น้ำหล่อฮั้งก๊วยเปล่าๆนั้นมันมีรสหวานได้อย่างไร และรสหวานของมันจะทำให้อ้วนหรือไม่ คำตอบก็คือ หล่อฮั้งก๊วยหรือผลที่ฝรั่งเรียกกันตามสำเนียงภาษาจีนกลางว่า Luo Han Guo นั้นมีสารให้ความหวานจากธรรมชาติที่เรียกว่า mogrosides ซึ่งเป็นสารประกอบ terpene glycosides แบบหนึ่ง
 
 
มันเป็นสารที่กระตุ้นต่อมรับรสหวานในลิ้นของมนุษย์ได้ และมีความหวานมากกว่าน้ำตาลกลูโคสถึง 300 เท่าตัวในน้ำหนักเท่ากัน แต่มีแคลอรี่ต่ำกว่ามากๆ (ประมาณ 1 ใน 200 ของน้ำตาลที่น้ำหนักเท่ากัน) ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเจ้าหล่อฮั้งก๊วยมาสกัดเอาสารให้ความหวานที่ชื่อ mogrosides ออกมาเพื่อใช้ในวงการแพทย์กันหลายปีแล้ว mogrosides บริสุทธิ์นั้นจะหวานกว่าน้ำตาลกลูโคสได้มากถึง 400 เท่าตัวทีเดียว และ mogrosides นั้นเป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติ มีความคงตัวต่อความร้อนดี และยังไม่ค้นพบโทษต่อมนุษย์แต่อย่างใด
 
ดังนั้น การดื่มน้ำหล่อฮั้งก๊วย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ยังติดรสหวานอยู่ ท่านสามารถดื่มน้ำพวกนี้ได้ โดยมีผลข้างเคียงน้อยกว่าทานพวกสารให้ความหวานสังเคราะห์จากเครื่องดื่มอื่นๆครับผม 
 
นอกจากนี้เจ้าหล่อฮั้งก๊วยยังมีสรรพคุณทางยาหลายประการ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น
 
- ป้องกันโรคหวัดและบรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ได้
- สารสกัดจากหล่อฮั้งก๊วยเชื่อว่า มีแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
- บรรเทาอาการปวดศรีษระได้
- แก้โรคร้อนใน ลมร้อน 
- ช่วยให้ร่างกายเย็น
- ในผู้ป่วยเบาหวาน สามารถใช้เป็นสารให้ความหวานได้โดยไม่กระทบต่อน้ำตาลในเลือด
- ราคาไม่แพงอีกด้วย จึงเป็นที่น่าสนใจมากทีเดียว 
 
 
 
http://www.bloggang.com/
 
 
โดย.... AU Kanchana
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-09-13 21:17:47 IP : 110.168.187.223



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.