ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > วิธีดูแลสุขภาพ...ด้วยตนเอง

วิธีดูแลสุขภาพ...ด้วยตนเอง


 14 วิธี..ดูแลตนเองให้ห่างไกลจากมะเร็ง

 
น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ 
ได้ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งไว้ว่า มะเร็งเป็นธาตุที่ไม่ดี มีลักษณะนิสัยคล้ายสัตว์ประเภทกินเนื้อ... วันนี้จึงได้นำเคล็ดลับป้องกันโรคมะเร็ง 14 วิธี จากสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ไม่อยากเป็นมะเร็งมาฝากกันค่ะ... น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ได้ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งไว้ว่า มะเร็งเป็นธาตุที่ไม่ดี มีลักษณะนิสัยคล้ายสัตว์ประเภทกินเนื้อคือ เวลาที่มันฝังอยู่ในร่างกายคนเรา มันจะพยายามสร้างท่อกลวงสูบเลือดสูบเนื้อจากกายเราเข้าไปเลี้ยง เมื่อมะเร็งเปรียบได้กับสัตว์ชอบกินเนื้อ แล้วเรายังจะบำรุงมันให้ถูกธาตุโดยการกินเนื้อเข้าไปมากๆ โดยเฉพาะพวกเนื้อแดง อย่างเนื้อหมู เนื้อวัว รวมถึงของทอดชุ่มน้ำมันทั้งหลาย ก็เท่ากับว่าเราไปเสริมสร้างพลังงานให้กับมะเร็ง แล้วมันก็จะเติบโตและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกายได้เร็วขึ้น ฉะนั้นหากใครไม่อยากเป็นมะเร็งก็ควรหลีกเลี่ยงการสร้างพันธะผูกพันระหว่างร่างกายของท่านกับธาตุมะเร็งซะ โดยปฎิบัติตามเคล็ดลับ 14 ประการดังต่อไปนี้... 
1. งดนอนดึก เพราะผลเสียของการนอนดึกนั้นนอกจากจะทำให้ฮอร์โมนต้านมะเร็งไม่หลั่งออกมาแล้ว คนที่เข้านอนดึกมักจะมีอาหารว่างประเภทของขบเคี้ยวมาเสริมให้ร่างกายเกิดโรคอื่นได้อีก เช่น ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนตามมาอีกด้วย ตามปกติแล้วคนเราควรจะได้นอนวันละ 8 ชั่วโมง ดังนั้นใครที่มีกิจวัตรประจำวันอย่างไรก็ลองไปจัดสรรเวลาพักผ่อนนอนหลับกันให้ลงตัวและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายกันนะคะ 
2. งดสูบบุหรี่และดื่มเหล้า หลายท่านคงทราบกันอยู่แล้วนะคะว่าการสูบบุหรี่ทำให้ปอดทำงานหนักและทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งได้หลายระบบ ส่วนการดื่มสุราก็ทำให้ตับทำงานหนักเช่นกัน เมื่อสองสิ่งนี้ล้วนทำให้ร่างกายของเราทรุดโทรมเร็ว แล้วเหตุใดเราจึงจะยังทำร้ายร่างกายตัวเราด้วยการสูบบุหรี่และดื่มเหล้ากันอยู่ล่ะคะ 3. ลดอาหารจำพวกไขมันและเนื้อสัตว์ เพราะทั้งไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้น ล้วนเป็นแหล่งอาหารชั้นเยี่ยมของมะเร็ง เมื่อมะเร็งได้รับอาหารมันก็จะเจริญเติบโตและสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนร่างกายเราผอมลงๆ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราควรลดและหลีกเลี่ยงไขมันและเนื้อสัตว์ทั้งหลายลงนะคะ โดยเฉพาะพวกเนื้อปิ้ง ย่าง ทอดนี่ควรงดเลยค่ะ 
4. ครายเครียดซะบ้าง ตามปกติคนเราเมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งสารทุกข์ออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็ง ยิ่งเราเครียดมากเท่าไหร่ มะเร็งก็จะยิ่งโตขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราจึงควรหันมาคิดบวก คิดในแง่ดี คิดถึงสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขกันมากๆ 
5. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และการเกิดภูมิแพ้ หากร่างกายเรามีภูมิต้านทานโรคดีก็เท่ากับมีพลังต้านมะเร็งอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าใครที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่ดี ไม่มีการออกกำลัง แถมยังพักผ่อนน้อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุมากที่ภูมิต่ำก็จะได้มะเร็งแถมเข้ามาในชีวิตทันที ยิ่งถ้ามีประวัติไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ก็ต้องพยายามเสริมภูมิต้านทานไว้ และพึงระลึกอยู่เสมอว่า เรามีระเบิดเวลาในกายจะได้ไม่ประมาท 
6. ควบคุมความอ้วน คนที่ปล่อยตัวให้อ้วนฉุโปรดทราบไว้ด้วยว่าคุณกำลังเลี้ยงเจ้าไขมัน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่สร้างให้เกิดฮอร์โมนที่กระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวได้อย่างดีเยี่ยมเลยนะ 
7. เสริมวิตามินให้กับร่างกาย รู้หรือไม่ว่าถ้าร่างกายขาดวิตามินไปก็เท่ากับขาดตัวทำลายเชื้อมะเร็ง เมื่อนั้นล่ะมะเร็งก็จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา ฉะนั้นการเลือกทานอาหารที่มีวิตามินที่จำเป็นแก่ร่างกายให้ครบก็จะช่วยให้เราห่างไกลจากมะเร็งได้ค่ะ 
8. งดดื่มของร้อนจัด การดื่มชาหรือกาแฟร้อนๆ ไม่ใช่สิ่งดีเลย เพราะความร้อนจะเข้าไปลวกเซลล์ในหลอดอาหาร เมื่อเกิดการอักเสบบ่อยๆ มันก็จะกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น 
9. ควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลให้พอเหมาะ ใครที่คิดว่าหากในร่างกายมีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงจะเป็นผลเสียแล้วพยายามลดให้มันต่ำลงจนเกินเกณฑ์ นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ เพราะว่าจริงๆ แล้วหากร่างกายเรามีปริมาณคอเลสเตอรอลต่ำเกินไปก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายแย่ลงด้วย เนื่องจากว่าเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเซลล์มะเร็งก็คุกคามได้สบายขึ้นยังไงล่ะคะ ดังนั้นคอเลสเตอรอลในร่างกายจึงควรมีไม่มาก และไม่น้อยเกินไปค่ะ 
10. อย่ากลั้นปัสสาวะ การกลั้นและอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็น
น้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอก
ขึ้นมาได้ 
11. งดของเค็ม การทานอาหารเค็มก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้เกิดมะเร็งสูงขึ้น ดังนั้นจึงควรเลี่ยงอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงจากดินประสิวอีกด้วย 
12. ตรวจสอบประวัติมะเร็งในครอบครัว มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆ แล้วบางทีก็อาจไม่เกิดได้ 13. อย่าตากแดดนานเกินไป คุณๆ ที่เห็นชาวต่างชาติเขาอาบแดดกันได้ทั้งวี่ทั้งวันก็อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเลยนะคะ เพราะว่าแสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์จนเครื่องในรวนหมด และพอมันรวนแล้วก็จะไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนเนื้อใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด 
14. หมั่นช่วยเหลือคนอื่น ทราบหรือเปล่าคะว่าการที่เราคอยให้ความช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้วเรามักจะไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเอง และเมื่อเราไม่หมกมุ่นกับตัวเองเราก็จะไม่เกิดความ "อยาก" อันนำไปสู่ความเครียด ความร้อนอกร้อนใจ อีกทั้งการทำบุญหรือการทำสิ่งดีๆ จะช่วยให้ร่างกายหลั่ง "สารสุข" ออกมาต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ด้วยค่ะ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ยังบอกอีกว่าหากเราใช้ชีวิตอย่างชะล่าใจ หลงไปอยู่ในชีวิตคิด "สุขนิยม" จมไปด้วยวัตถุ อาหารรสโอชา หาเงินได้เท่าไรก็ปรนเปรอกายด้วยการนอนดึก และหาสารพิษเข้าสู่ร่างกายเช่นนี้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไม่มีแรงที่จะต่อสู้กับมะเร็งร้ายที่กัดกินตัวไปทั่วแล้ว ดังนั้นทุกท่านจึงควรเตือนใจตัวเองเอาไว้เสมอว่า อย่าใช้ชีวิตแบบสบายจนเกินไป และอย่าสร้างธาตุให้มะเร็งชอบ ซึ่งสามารถทำได้โดยการปฎิบัติตัวตามวิธีทั้ง 14 ประการนี้ แล้วร่างกายท่านจะไม่มีอะไรเป็นที่พิสมัยของมะเร็งอีกต่อไปค่ะ..! 
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-13 20:44:09 IP : 58.9.5.62


1

ความเห็นที่ 1 (3394659)
ล้างพิษใน 1 วัน ที่คุณทำเองได้
 
คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
 
หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
 
1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
 
2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
 
3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
 
4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
 
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป
 
วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
 
อุปกรณ์ 
 
1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
 
2. มะนาว 4 ลูก
 
3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
 
วิธีทำ 
 
1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
 
2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
 
3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือ อาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
 
กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-13 20:45:21 IP : 58.9.5.62


ความเห็นที่ 2 (3394662)

 6 สมุนไพรที่ลำไส้ต้องการ

 
ทำงานเหนื่อยๆ ลำไส้ของเราก็อยากได้อาหารบำรุงเหมือนกันนะ และสมุนไพรทั้ง 6 ชนิดคือคำตอบที่กระเพราะและลำใส้ต้องการให้เราไปเสริมสุขภาพให้ด้วย
 
1.ใบแมงลัก
น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อยชั้นเซียน ลำไส้
ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ
 
2.พริกสด
ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำลาย
ออกมา จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง 
กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป
 
3.หอมแดง
แค่กินหอมแดงอย่างเดียว ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่ ได้แก่สารฟลาโวนอยส์ ไกลโคไซต์ เพคติน และ
กลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร คุ้มกว่านี้มีอีกไหม
 
4.ใบกระเพรา
ถึงชื่อเสียงของกระเพราจะมือมนไปมาก ตั้งแต่พัดกะเพราถูกตั้งชื่อว่าผักสิ้นคิด แต่สรรพคุณของมันยังแจ่มเหมือนเดิม โดยเฉพาะสรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
 
5.ตะไคร้
ให้เคี้ยวเดี๋ยวกินยากเกินไปหน่อย แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้ หรือซอยบางๆกินกับยำ คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกะเพรา คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน สาวๆที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยไม่ควรพลาด
 
6.กระเทียม
มีสูตรเด็ดเคล็ดลับสำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อยมาฝาก 
ให้อากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด กินทันทีหลังอาหาร 
กระเทียมมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพราะอาหารจอมขี้เกรียดของคุณยอมย่อยอาหารมื้อนั้นแต่โดยดี ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการไม่ย่อยก็จะหายไปเอง
 
ขอขอบคุณข้อมูลจากมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-13 20:50:09 IP : 58.9.5.62


ความเห็นที่ 3 (3394666)

 7 วิธีการปรับพฤติกรรมที่จะช่วยป้องกันเบาหวานได้ .....

 
ปัจจุบันตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ และไม่ใช่เพียงแค่คนสูงอายุเท่านั้น แต่ยังพบในเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานมากขึ้นด้วย ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงโรคเบาหวานด้วยตัวเอง เราลองมาดู 7 วิธีการปรับพฤติกรรมที่จะช่วยป้องกันเบาหวานได้ 
 
1. ลดน้ำหนักตัว : ปัจจัยเสี่ยงตัวหลักอย่างหนึ่งของโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ก็คือ ความอ้วน โดยเฉพาะเมื่อคุณมีรอบเอวที่ใหญ่
 
2. ออกกำลังกาย : โปรแกรมการป้องกันโรคเบาหวานแสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกาย 30 นาที ที่ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและทำให้เหงื่อออกสัปดาห์ละห้าครั้ง ช่วยป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้
 
3. ดื่ม (กาแฟ) เพื่อสุขภาพ : นักวิจัยชาวฝรั่งเศสพบว่า สตรีที่ดื่มกาแฟวันละสามถ้วย หรือมากกว่านั้น (ทั้งแบบที่มีกาเฟอีนหรือดีแคฟ) มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยลง 27 เปอร์เซ็นต์
 
4. ทานอบเชย หรือ cinnamon : ทานวันละครึ่งช้อนชาจะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มของกลูโคส
 
5. นอนหลับให้เพียงพอ : จากการวิจัยของวิทยาลัยแพทย์เพนน์สเตท (Penn State College of Medicine) ระบุว่า คนที่นอนไม่หลับเป็นเวลานานสักหนึ่งปี หรือคนที่นอนหลับน้อยกว่าคืนละห้าชั่วโมง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 สูงขึ้น
 
6. เลิกรับประทานข้าวขัดขาว : นักวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดระบุว่า การรับประทานข้าวขาววันละห้าหน่วยบริโภค (servings) หรือมากกว่านั้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มากขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การรับประทานข้าวกล้องสัปดาห์ละสองหน่วยบริโภค หรือมากกว่านั้นจะลดความเสี่ยงลง 11 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม หากไม่ชอบข้าวกล้อง อาจแทนข้าวขาวด้วยธัญพืชไม่ขัดสีใด ๆ ก็ได้ เพราะได้ผลดีเช่นกัน
 
7. อนามัยในช่องปาก : ทั้งโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ทำให้ความไวต่ออินซูลินลดลง และทำให้ร่างกายจัดการดูแลกับระดับกลูโคสได้ยากขึ้น การศึกษาหลายครั้งแสดงให้เห็นว่า ยาสีฟันและยาล้างปากที่มีส่วนผสมของเกสรผึ้งอาจลดความอักเสบที่เหงือกลงได้
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-13 20:57:11 IP : 58.9.5.62


ความเห็นที่ 4 (3394667)

 ***ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 11 ประการ***

 
1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมือทางการแพทย์จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น 
2-3 ร้อยล้านเซลล์ หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายหลังจากการตรวจ นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการพทย์ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ
 
2. เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชิวิตของมนุษย์
 
3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลายเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว และสร้างก้อนเนื้อร้าย
 
4. เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือ โภชนาการไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต
 
5. การเอาชนะเซลล์มะเร็ง สามาถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย
 
6. การให้คีโม หรือสารเคมีบางชนิด เป็นทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วยอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ ไต หัวใจ หรือปอด
 
7. การฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็ง และทำให้เนื่อบางส่วนไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์ เนื่อเยื่อที่ดีไปด้วยเช่นกัน
 
8. โดยทั่วไปแล้ว การให้คีโม หรือการฉายรังสี อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็งลดลง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้มีผลทำลายก้อนเนื้อไปมากกว่านั้น
 
9. เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมาก จากการให้คีโมหรือการฉายแสง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกทำลายไปด้วย ดังนั้นร่างกายก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้เซลล์มะเร็ง
 
10. การให้คีโม หรือการฉายแสง อาจเป็สาเหตุให้เซลล์มะเร็ง มีการกลายพันธุ์ หรือดื้อยา ทำให้ยากแก่การทำลาย การผ่าตัด ก็อาจสามารถทำให้ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่น
 
11. วิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการหยุดให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้ 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-13 20:58:34 IP : 58.9.5.62


ความเห็นที่ 5 (3394693)

 "10 อาหารล้างพิษที่คุณต้องรู้"

 
1.มันเทศ มีเส้นใยสูงดีต่อการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้
2.ถั่วเขียว ช่วยขับร้อน ขับพิษ ช่วยขับปัสสาวะ ขับชื้น
3.ข้าวโอ้ต ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยการขับถ่าย
4.ลูกเดือย ช่วยปรับอาการบวมน้ำ โรคอ้วน
5.ข้าวฟ่าง (Millet) มีเส้นใยที่มีคุณภาพ ช่วยในระบบย่อยอาหาร
6.ข้างกล้อง อุดมด้วยเส้นใย ปรับลำไส้ช่วยการขับถ่าย
7.ถั่วแดง ช่วยเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้
8.แครอท ช่วยแก้ไขปัญหาท้องผูก
9.ซานเย่า (Shan Yao : สมุนไพรชนิดหนึ่ง) ช่วยลดการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง
10.มะระ ช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-13 22:28:40 IP : 58.9.5.62


ความเห็นที่ 6 (3395013)

 การดูแลตัวของคนที่ตัดถุงน้ำดี

 
ถุงน้ำดีมีลักษณะเป็นกระเปาะเล็กๆ ติดอยู่กับตับ (น้ำดีที่ผลิตจากตับจะมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี) และมีท่อเชื่อมต่อไปยังลำไส้เล็ก เราสามารถสรุปอย่างง่ายๆว่า ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะ หรือเป็นที่พักของน้ำดีก่อนที่จะเดินทางไปยังลำไส้เล็กเพื่อทำหน้าที่ย่อยอาหารพวกไขมัน ที่จริงแล้วหน้าที่ของน้ำดีคือทำให้ไขมันแตกตัวเล็กลงก่อน ที่จะเข้าสู่ขบวนการย่อยที่แท้จริง 
 
ผู้ที่ถูกตัดถุงน้ำดี จะไม่มีแหล่งเก็บน้ำดี ทำให้น้ำดีที่ผลิตออกมาเอ่ออยู่ในตับ และส่งผลให้ปริมาณน้ำดีที่จะถูกส่งไปที่ลำไส้เล็กลดลง จึงมีผลกระทบต่อต่อระบบย่อยอาหารอย่างแน่นอน ทำให้อาหารไม่ย่อย ท้องเสียหรือท้องผูก นอกจากนี้ เมื่อน้ำดีเอ่อล้นในตับ ตับจะทำงานได้ลดลง (ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนแล้ว ภาวะที่ตับทำงานได้ลดลงรวมกับภาวะลำไส้เล็กย่อยอาหารได้ไม่เต็มที่ จะทำให้เกิดความผิดปกติในการนอน นอนไม่หลับ หายใจมีกลิ่นเหม็น) ปริมาณน้ำดีที่ลดลงยังส่งผลให้ตับอ่อนและม้ามทำงานแย่ลง เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน อย่างที่เข้าใจกันว่าอวัยวะแต่ละอย่างในร่างกาย มีความเกี่ยวข้องกัน เหมือนกับที่ม้ามมีเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับถุงน้ำดี เมื่อถุงน้ำดีถูกตัดทิ้ง ม้ามจะทำเสียสมดุล ทำให้ม้ามทำงานแย่ลง (ตามหลักแพทย์แผนจีน กล่าวว่า ม้ามจะให้พลังงานแก่หัวใจ ดังนั้นถ้าการเสื่อมของม้าม ย่อมส่งผลต่อการทำงานของหัวใจอย่างแน่นอน จะเห็นได้จากสถิติผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย จำนวนผู้ป่วยเหล่านั้น จำนวนมากได้ผ่านการตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว) 
 
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและภูมิแพ้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการตัดถุงน้ำดี เนื่องจากความอ่อนแอของตับและม้าม ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อตัดถุงน้ำดีคือ มีผื่นคันที่ผิวหนัง ข้ออักเสบ หรือเลือดจาง ลักษณะผื่นคันที่เกิดขึ้นตามผิวหนัง เนื่องจากการสะสมของบิลิลูบิน(เป็นส่วนประกอบหนึ่งในน้ำดี)ใต้ผิวหนัง และเมื่อบิลิลูบินตกตะกอนตามข้อต่อ จะทำให้ข้อต่ออักเสบ ส่วนภาวะเลือดจางเกิดจากการทำงานของตับและม้ามที่ด้อยลง เนื่องจากตับและม้าม มีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้ว (เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 100-120 วัน) และเมื่อเม็ดเลือดแดงเก่าถูกทำลาย ร่างกายจะนำสารที่เหลือจากการทำลายไปสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ดังนั้นเมื่อเม็ดเลือดเก่าถูกทำลายน้อยลง จึงขาดสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง
 
ภาวะน้ำดีคั่งในตับ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่ตัดถุงน้ำดี ซึ่งสามารถบรรเทา โดยกินมะระจีนในตอนเช้า (เพื่อช่วยทำความสะอาดตับ)และ กินคอปติสในช่วงหัวค่ำเพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี (คอปติสเป็นไม้ดอก ที่ทางอินเดีย ใช้รักษาอาหารไม่ย่อย ส่วนทางแพทย์แผนจีน ใช้เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ)
 
สูตรหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆในช่วงเช้า คือ หลังตื่นนอน ให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว หลังจากนั้นจึงออกกำลังกาย หลังจากดื่มน้ำแล้ว ให้รอประมาณ 1 ชั่วโมง(เพื่อรอให้ท้องว่าง) จึงค่อยกินมะระจีน แล้วรออีกครึ่งชั่วโมงค่อยรับประทานอาหารเช้า ทั้งนี้การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และไต
 
สำหรับการแพทย์แผนจีนแล้ว สมุนไพรที่ใช้ขจัดนิ่วที่ตับและถุงน้ำดี ได้แก่
bullet
 
มะระจีน
bullet
 
Coptis (คอปติส) มีต้นกำเนิดในภูเขาของประเทศจีน เป็นไม้ดอกสีขาเขียว มีหลายพันธุ์ ส่วนที่เรานำมาทำยา คือ ส่วนราก
bullet
 
Lysimachia หรือ Gold Coin Grass หรือที่คนจีนเรียกว่า jin qian cao เป็นสมุนไพรจีน ที่มีรสชาติหวานและเค็ม รวมอยู่ด้วยกัน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และละลายก้อนนิ่ว ซึ่งสามารถละลายได้ทั้งก้อนนิ่วที่ไต ก้อนนิ่วในถุงน้ำดี 
 
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่ตัดถุงน้ำดี ได้แก่ แป้งขัดขาว น้ำตาลขัดขาว กาแฟ ช็อคโกแลต อาหารทอดต่างๆ อาหารมันๆ แต่ควรหันมารับประทานผัก-ผลไม้สด น้ำผัก-ผลไม้คั้นสด พักผ่อนเพียงพอ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ฝึกหายใจลึกๆเป็นประจำ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 10:48:54 IP : 110.168.159.53


ความเห็นที่ 7 (3395022)

 "โภชนาการเพื่อการบำรุงและปรับสมดุล"

 
ความแข็งแรงของร่างกายมนุษย์มีความสัมพันธ์กับอาหารการกินแยกกันไม่ออก หลักการขั้นแรกในการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง คือ รับประทานอาหารที่หลากหลาย โดยในตำราแพทย์จีนโบราณ (จงฮว๋าเป่าฉืออีซู) ได้อธิบายถึงโครงสร้างโภชนาการเพื่อดุลยภาพของธาตุทั้ง 5 ซึ่งได้แก่ ธาตุไม้ ไฟ ดิน โลหะ และน้ำ ไว้ดังนี้
 
1. ธัญพืช 5 ชนิด ช่วยบำรุงพลังและเลือดในอวัยวะภายในทั้ง 5 คือ หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวโอ้ต ข้าวโพด ข้าวเหนียว
 
2. ผักสด 5 ชนิด ช่วยในการหมุนเวียนของพลังและเลือดในอวัยวะภายในทั้ง 5 ได้แก่ 
- ผักสีเขียว ช่วยในการหมุนเวียนพลังและเลือดของตับและถุงน้ำดี อาทิ คึ่นไช่ ปวยเล้ง ฟัก ผักบุ้ง 
- ผักสีแดง ช่วยในการหมุนเวียนพลังและเลือดของหัวใจและลำไส้เล็ก อาทิ มะเขือเทศ แครอท บีทรูท 
- ผักสีเหลือง ช่วยในการหมุนเวียนพลังและเลือดของม้ามและกระเพาะอาหาร อาทิ มันฝรั่ง ถั่วเหลือง ขิง 
- ผักสีขาว ช่วยในการหมุนเวียนพลังและเลือดของปอดและลำไส้ใหญ่ อาทิ รากบัว ผักกาดขาว หอมใหญ่ หัวไชเท้า 
- ผักสีดำ ช่วยในการหมุนเวียนพลังและเลือดของไตและกระเพาะปัสสาวะ อาทิ กะหล่ำปลีสีม่วง
 
3. เนื้อสัตว์ 5 ชนิด ช่วยเสริมสร้างพลังและเลือดในอวัยวะภายในทั้ง 5 ได้แก่
- เนื้อปลา เสริมสร้างธาตุไม้ ได้แก่ อวัยวะตับและถุงน้ำดี
- เนื้อไก่ (สัตว์ปีก) เสริมสร้างธาตุไฟ ได้แก่ อวัยวะหัวใจและลำไส้เล็ก
- เนื้อวัว เสริมสร้างธาตุดิน ได้แก่ อวัยวะม้ามและกระเพาะอาหาร
- เนื้อแพะ เสริมสร้างธาตุโลหะ ได้แก่ อวัยวะปอดและลำไส้ใหญ่
- เนื้อหมู เสริมสร้างธาตุน้ำ ได้แก่ อวัยวะไตและกระเพาะปัสสาวะ
 
4. ผลไม้ 5 ชนิด ช่วยบำรุงพลังและเลือดในอวัยวะภายในทั้ง 5 ได้แก่
- ผลไม้สีเขียว ช่วยบำรุงพลังและเลือดในตับและถุงน้ำดี อาทิ แตงกวา แอปเปิ้ลเขียว
- ผลไม้สีแดง ช่วยบำรุงพลังและเลือดในหัวใจและลำไส้เล็ก อาทิ ลูกพลับ พุทราจีน 
- ผลไม้สีเหลือง ช่วยบำรุงพลังและเลือดในม้ามและกระเพาะอาหาร อาทิ กล้วยหอม แตงไทย
- ผลไม้สีขาว ช่วยบำรุงพลังและเลือดในปอดและลำไส้เล็ก อาทิ สาลี่ 
- ผลไม้สีดำ ช่วยบำรุงพลังและเลือดในไตและกระเพาะปัสสาวะ อาทิ องุ่นม่วง ท้อสีม่วง ลูกพลัม
 
5. ธัญพืชสีม่วงและดำ ช่วยบำรุงยิน ช่วยให้อายุยืน ได้แก่ งาดำ ถั่วดำ ถั่วแปบ เป็นต้น
 
นอกจากการรับประทานที่ถูกต้องแล้ว คนเรายังควรปรับสมดุลของจิตใจ เพราะจิตใจที่สมบูรณ์ย่อมส่งผลที่ดีต่อสุขภาพ ในทางกลับกันหากสุขภาพอ่อนแอก็ส่งผลให้สภาพจิตใจย่ำแย่ด้วยเช่นกัน
 
รับข้อมูลยาจีนเพื่อการรักษามะเร็งให้ได้ผลดีและเร็วยิ่งขึ้น คลิกที่นี่ หรือโทร โทร.02-264-2217-9 
 
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.feidathai.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 11:02:20 IP : 110.168.159.53


ความเห็นที่ 8 (3395024)

 "ออกกำลังกายบำบัดโรค"

 
วิธีการออกกำลังกายแต่ละอย่างช่วยบำบัดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้แตกต่างกันไป ตั้งแต่ปวดท้อง เครียด ไปจนถึงโรคเหงือก วงการแพทย์ได้ค้นพบหลักฐานยืนยันว่า โรคภัยไข้เจ็บหลายชนิดสามารถเยียวยาได้ด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะสม ดังตัวอย่างต่อไปนี้
 
โรคลำไส้แปรปรวน
 
วิธีแก้ : โยคะ
 
ความถี่ : สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง
 
เหตุผล : โรคนี้ยังไม่ทราบเหตุผลแน่ชัด วินิจฉัยและรักษาได้ยาก อาการอาจมี เช่น ท้องอืด ท้องผูก ท้อง เสีย เสียดท้อง แต่นักวิจัยพบว่าการบำบัดที่เน้นทั้งด้านร่างกายและจิตใจจะให้ผลดี ผู้เชี่ยวชาญด้านลมในลำไส้ของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ในเมืองแวนคูเวอร์ พบว่า โยคะสามารถบำบัดอาการนี้ได้
 
ผู้ ที่ได้เรียนโยคะโดยใช้คู่มือสอนทางดีวีดี และได้เล่นโยคะสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง มีอาการเกี่ยวกับท้องไส้ลดน้อยลงอย่างมาก และมีความวิตกกังวลน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบซึ่งออกกำลังกายแบบธรรมดา
 
งาน วิจัยอีกชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม พบว่า การทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย รวมทั้งโยคะ สัปดาห์ละ 5 วัน ช่วยลดอาการนี้ได้ เหตุที่ช่วยได้นั้น เพราะนอกจากโยคะช่วยบำบัดร่างกายแล้วยังช่วยบำบัดจิตใจด้วย
 
วิธีแก้อื่น ว่ายน้ำหรือเล่นแอโรบิกในน้ำ สัปดาห์ละ 3 - 5 ครั้ง
 
โรคเหงือก
 
วิธีแก้ : แอโรบิก
 
ความถี่ : เต้นแอโรบิกครั้งละ 45 นาที - 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
 
เหตุผล : แต่ก่อนวิธีป้องกันโรคเหงือกก็คือ แปรฟันและใช้ไหมขัดฟัน แต่งานวิจัยซึ่งศึกษาประชาชน 12,000 คน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Periodontology ระบุ ว่า คนที่เต้นแอโรบิกมีแนวโน้มลดลง 40% ที่จะเป็นโรคติดเชื้อที่เหงือก ซึ่งจะทำให้ฟันหลุด และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเบาหวาน
 
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รีเสิร์ฟ ในสหรัฐ พบว่า การออกกำลังกายปานกลาง สัปดาห์ละ 5 ครั้ง หรือออกกำลังกายอย่างหนัก สัปดาห์ละ 3 ครั้ง บวกกับการกินอาหารที่มีประโยชน์และรักษาอนามัยช่องปาก ช่วยลดโอกาสเป็นโรคเหงือกได้
 
วิธีแก้อื่น ปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นวิธีออกกำลังกายเทียบได้กับการเต้นแอโรบิก
 
ความดันโลหิตสูง
 
วิธีแก้ : เดินออกกำลัง
 
ความถี่ : 30 - 60 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
 
เหตุผล : การเดินไต่ไปตามภูเขาหรือก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ ช่วยได้มาก นักสรีรศาสตร์ของสถาบันวิจัยโอเรกอน พบว่า การเดินไต่ไปตามก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ ช่วยลดความดันโลหิต และช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น
 
พื้น ผิวที่ไม่สม่ำเสมอจะกดจุดที่ฝ่าเท้า ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวกขึ้น การกดจุดตามร่างกายช่วยให้ช่องทางที่อุดตันต่างๆ โล่งขึ้น การออกกำลังกายด้วยวิธีนี้จะเผาผลาญแคลอรีมากกว่าการเดินบนพื้นที่ราบเรียบ
 
ในงานวิจัยของโอเรกอน ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of the American Geriatrics Society ดร.ฟู จง ลี ได้ขอให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งเดินบนแผ่นตะปุ่มตะป่ำเป็นเวลา 60 นาที และอีกกลุ่มขอให้เดินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 16 สัปดาห์
 
เมื่อ สิ้นระยะเวลาศึกษา กลุ่มที่เดินบนแผ่นก้อนกรวดจำลอง ได้รับประโยชน์อย่างมากเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจ รวมทั้งความดันโลหิต งานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งเสนอต่อสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ระบุว่า ไทเก็กช่วยลดความดันโลหิตในผู้สูงอายุได้มากเกือบเท่ากับการออกกำลังกาย ปานกลาง เช่น การวิ่ง
 
โรคกระดูกพรุน
 
วิธีแก้ : วิ่ง
 
ความถี่ : 30 นาที สัปดาห์ละ 3 - 5 วัน
 
เหตุผล : กิจกรรมที่ทำให้เกิดการกระทบหนักๆ เช่น กระโดดบนพื้น ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และการวิ่งจะให้ผลดีที่สุด
 
ในงานวิจัยเมื่อต้นปีนี้ ศาสตราจารย์แพม ฮินตัน แห่งภาควิชาโภชนศาสตร์และสรีรศาสตร์ มหาวิทยาลัย มิสซูรี ได้เปรียบเทียบผลระยะยาวของการวิ่ง การปั่นจักรยาน และการยกน้ำหนัก ที่มีต่อมวลกระดูก พบว่า คนที่วิ่งเป็นประจำมีกระดูกสันหลังแข็งแรงที่สุด
 
เธอแนะนำว่า คนที่ออกกำลังกายแบบไม่มีการรับน้ำหนัก เช่น ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ พายเรือ ควรเพิ่มการวิ่งเข้าไปด้วย
 
วิธีแก้อื่น : เทนนิส บาสเกตบอล และกระโดด ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ร่างกายต้องรับน้ำหนัก
 
โรคซึมเศร้า
 
วิธีแก้ : เดิน
 
ความถี่ : วันละ 30 นาที
 
เหตุผล : การเดินในสวนสาธารณะหรือป่าเขาลำเนาไพร ช่วยให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น นักวิจัยหลายรายพบว่า การเดินเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะอาการซึมเศร้าระดับต่ำและปานกลาง
 
องค์การการกุศล Mind ได้ สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเอสเซ็ก ซึ่งพบว่า การเดินในห้อมล้อมของธรรมชาติ ช่วยลดความรู้สึกซึมเศร้า ขณะที่การเดินในห้างสรรพสินค้าหรือในเมืองจะเพิ่มปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์
 
งานวิจัยในสหรัฐระบุว่า การเดินจ้ำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ดีกว่ากินยาต้านอาการนี้เสียอีก
 
วิธีแก้อื่น : เล่นว่าว ทำสวน
 
เบาหวาน
 
วิธีแก้ : ยกน้ำหนัก
 
ความถี่ : สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
 
เหตุผล : ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เพื่อลดไขมันในร่างกาย และทำให้ควบคุมน้ำตาลกลูโคสได้ดีขึ้น แต่รายงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า การยกน้ำหนักก็เป็นประโยชน์เช่นกัน
 
ศาสตราจารย์ โรบิน มาร์คัส แห่งสมาคมกายภาพบำบัดอเมริกัน ได้ขอให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เข้าร่วมในโปรแกรมออกกำลังกายเป็นเวลา 16 สัปดาห์
 
ครึ่งหนึ่งของคนไข้เหล่านี้ออกกำลังกายด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายเพียงอย่างเดียววันละ 30 นาที สัปดาห์ ละ 5 วัน ขณะที่อีกครึ่งเพิ่มการยกน้ำหนักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เข้าไปด้วย ผ่านไปสามเดือน ทั้งสองกลุ่มมีไขมันในร่างกายน้อยลง และควบคุมกลูโคสได้ดีขึ้น แต่กลุ่มที่ยกน้ำหนักยังมีดัชนีมวลกายลดลง และมีกล้ามเนื้อขาแข็งแรงขึ้นด้วย 
 
วิธีแก้อื่น : การยกน้ำหนักไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่เรียกว่า Body Pump เป็นการผสมวิธีออกกำลังทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ควรทดลองทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
 
ปวดหัว
 
วิธีแก้ : ปั่นจักรยาน
 
ความถี่ : 30 นาที สัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง
 
เหตุผล : สำหรับคนที่ปวดหัวเป็นประจำบางราย การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาการนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังไม่รู้ว่าทำไมเป็นเช่นนั้น นักวิจัยหลายรายแนะนำว่า การปั่นจักรยานหรือตีกรรเชียงในร่มอาจช่วยทุเลาได้ เพราะเป็นการเพิ่มระดับฮอร์โมนเอนโดรฟีน ซึ่งให้ความรู้สึกดี และเป็นยาแก้ปวดตามธรรมชาติ
 
งานวิจัยใน Journal of Head and Face Pain ระบุ ว่า การปั่นจักรยานในร่มหรือกลางแจ้ง ช่วยลดความถี่ของอาการปวดหัวลงได้ 90% ดร.เอมมา วาร์กีย์ แห่งศูนย์บำบัดอาการปวดหัวซีฟาเลในเมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ได้ศึกษาผู้ใหญ่ 68,000 คน พบว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 14% ที่จะมีอาการปวดหัว
 
การ ปั่นจักรยานมีประโยชน์ เพราะช่วยกระจายออกซิเจน การปั่นจักรยานไม่มีการกระทบกระแทกเหมือนการวิ่ง หรือเต้นแอโรบิก ซึ่งบางครั้งทำให้ปวดหัว เป็นไปได้ว่า อาการปวดหัวขณะออกกำลังกายเกิดจากการขาดน้ำ หรือมีน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งอาจเป็นเพราะกินคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไปก่อนหน้าออกกำลังกาย
 
วิธีแก้อื่น : เล่นโยคะเป็นประจำ งานวิจัยของศูนย์การแพทย์เดวิส มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ชี้ว่า อาการ ปวดหัว 75% เกิดจากกล้ามเนื้อที่ต้นคอตึงตัว เนื่องจากท่าทางในชีวิตประจำวัน โยคะช่วยลดปัญหานี้ได้ ซึ่งจะช่วยลดความถี่ของอาการปวดหัว
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-15 11:04:05 IP : 110.168.159.53


ความเห็นที่ 9 (3395473)

 7 วิธี ดีท็อกซ์อารมณ์โกรธ

 
การมีอารมณ์ขุ่นมัว ทำให้คนเรารับอะไรเข้ามากระทบกระเทือนจิตใจได้ง่าย เมื่อใครทำอะไรไม่ถูกใจเข้าหน่อย เราก็พร้อมจะแปลงร่างจากนางเอก เป็นนางร้ายได้ตลอดเวลา
หากใครไม่อยากเป็นแบบนั้น ก็ควรเริ่มต้นชำระล้างมลพิษทางใจตั้งแต่วันนี้ 
วิธีดีท็อกซ์อารมณ์ ที่นักเขียนคนดัง คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ได้บอกเอาไว้ในหนังสือเรื่องหัวใจสีขาว 
1. อย่าจริงจังกับชีวิตมากเกินไป ใครมาทำอะไรให้ ก็คิดว่าเป็นเรื่องขำๆ
2. หยุดใช้แว่นขยายความผิดเพ่งโทษผู้อื่น แต่ให้ลองมองหาข้อดีในตัวของคนที่เรากำลังโกรธดูบ้าง
3. เปลี่ยนอิริยาบถ ออกไปทำสิ่งที่ชอบ แทนการนั่งจมอยู่กับความโกรธ เช่น ไปเดินเล่น หรือกินอาหารอร่อยๆ 
4. จำไว้ว่า หัวใจไม่ใช่ถังขยะ อย่าเอาเรื่องแย่ๆไปโยนทิ้งไว้ 
5. “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” ท่องให้ขึ้นใจ 
6. พระพุทธองค์ตรัสว่า หากตายไปในระหว่างโกรธ เกิดมาจะรูปชั่วตัวดำ ผิวพรรณวรรณะ เสื่อมทราม หรือต้องไปเกิดเป็นอสุรกายในนรกภูมิ ดังนั้น ท่องไว้ “อย่าโกรธๆ”
7. ให้อภัยแก่คนที่เคยทำไม่ดีกับเรา และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรอยู่เสมอ
ดีท็อกซ์ทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน เพียงเท่านี้ เราก็จะกลายเป็นคนใหม่ที่สดใสได้ในพริบตาเดียว
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-16 18:32:43 IP : 171.97.1.65


ความเห็นที่ 10 (3395701)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-17 18:13:06 IP : 58.9.192.214


ความเห็นที่ 11 (3395969)

 น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง 

 
ทำให้กระชุ่มกระชวยอ่อนกว่าวัย แก้แฮ้งค์จากอาการเมาเหล้าได้ดีเยี่ยม! 
 
ผสมน้ำผึ้งแท้ น้ำมะนาวสด อัตราส่วนเท่าๆ กัน เติมเกลือลงไปด้วย เติมน้ำเปล่า (อย่าใช้น้ำอุ่น-น้ำร้อน เพราะความร้อนจะสลายคุณค่าของมะนาว) ดื่มทุกวัน ดื่มก่อนนอนยิ่งดี จะเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ดูอ่อนเยาว์ นัยน์ตาไม่แดงสดสวยเป็นประกาย ร่างกายกระชุ่มกระชวยดูอ่อนกว่าวัย ช่วยแก้อาการแฮ้งค์เนื่องจากเมาเหล้า – นอนดึก ได้ดีที่สุด
 
และยังแก้อาการคันคอ ระคายคอ ไอ มีเสมหะ เสียงแหบแห้ง คอแห้งเป็นผง ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด มีน้ำมูก ช่วยบรรเทาได้ดีมาก ผู้ที่ใช้ยาแก้หวัดติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้เชื้อไวรัสหวัดดื้อยาได้ ให้ดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งแทนจะดีกว่า
 
น้ำผึ้งมีน้ำตาลธรรมชาติ เช่น Levulose 41% Dextrose 35% Sucruse 1.9% Dextrose 1.5% กรดอินทรีย์ชนิดต่างๆ 0.08% สารอื่นๆ 3.4%
 
น้ำมะนาวสดจากลูก มีกรดมะนาว Citric Acid ซึ่งร่างกายต้องการมากเวลาเป็นหวัด /เกลือช่วยลดความรุนแรงของเชื้อลง ทำให้ร่างกายมีพลังขึ้น
 
หากท่านชอบข้อมูลของเรา กรุณาช่วยกดไลค์ที่เพจ "ชีวอโรคยา" ให้ด้วยนะคะ 
ขอบคุณมากค่ะ
 
เพจชีวอโรคยา http://www.facebook.com/pages/%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B8%B2/135957369811772?ref=stream
 
เครดิต : ข้อมูลจากบ้านสมุนไพร
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-19 19:11:33 IP : 110.168.167.58


ความเห็นที่ 12 (3395970)

 ***รู้นะว่าเป็น "หวัด" ***

 
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อเชื่อวัน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว กลางวันก็ร้อนจัดเกินไป กลางคืนก็ลมพัดเย็นเกินไป ชีวิตนี้ไม่พอดี ร่างกายก็จะปรับตัวกับอุณหภูมิแวดล้อมไม่ทัน โดยเฉพาะท่าน ๆ ที่ทำงานในสำนักงานหรือห้องปรับอากาศด้วยแล้ว การออกมาเผชิญอากาศที่ร้อนจัดในกลางวันโดยเฉียบพลันจะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการรู้สึกแสบชาที่ผิวหนัง และในไม่ช้าอาการหวัดก็จะถามหาเหมือนคุ้นเคยกันมานาน
 
โรคหวัดเป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและเป็นโรคที่ไม่สามารถทำให้หายขาดไปได้ แต่โรคหวัดมีดีอย่างหนึ่งที่ว่า ถ้าคุณเป็นโรคหวัดเมื่อไหร่ แสดงว่าร่างกายของคุณในขณะนั้นอ่อนแอ หรือ ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร จึงเกิดปฎิกิริยากับร่างกายและภูมิคุ้มกันขึ้น คุณก็ควรจะรู้และรีบดูแลรักษาตัวเองให้สุขภาพร่างกายของคุณแข็งแรงขึ้น โดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันชุดใหม่ ๆ ขึ้นมาเสริม
 
ถ้าเป็นหวัดอยู่ความอยากในการรับประทานอาหารก็จะด้อยลงไปด้วย ถึงแม้อาหารที่เคยทานจะเคยอร่อยแค่ไหน แต่เมื่อเป็นหวัดแล้วก็ทำให้การรับรู้รสชาติเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการได้กลิ่นที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ดังนั้น อาหารประเภท "ต้มยำ" จึงดีที่สุด 
 
นอกจากรสชาติที่จัดจ้าน เปรี้ยวจี๊ด เผ็ด(เอาแต่พอดี) ยังมีสมุนไพรที่ใส่ลงไป ไม่ว่าจะเป็น ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดง ข่า กระเพรา และพืชตระกูลเห็ด เหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์และสามารถบรรเทาอาการหวัดของคุณให้หายเร็ววันเร็วคืนได้ และยังทำให้ต่อมรับรสและการทานอาหารของคุณเป็นไปได้ด้วยดี จะได้ไม่เบื่ออาหาร เพราะร่างกายต้องการอาหารมาเพื่อซ่อมแซมและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
 
อ่านมาก็เยอะแล้ว รู้มาก็มากแล้ว ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเป็นหวัด ลองหาอาหารประเภทต้มยำให้ทาน แล้วอะไร ๆ ก็จะดีขึ้น อย่าลืมพักผ่อนนอนหลับเยอะ ๆ และไม่ควรออกกำลังกายช่วงที่ร่างกายยังไม่พร้อมนะครับ เอาไว้หายดีก่อน
 
- ถ้าหายใจติดขัดในช่องจมูก ใช้หัวหอมแดงทุบพอประมาณใส่ลงในแก้วน้ำร้อนแล้วสูดดมไอระเหยจากน้ำที่เราใส่หอมแดง จะทำให้การหายใจดีขึ้น
 
- ถ้าเจ็บคอหรือมีเสมหะ ให้ใช้น้ำมะนาวผสมเกลือเล็กน้อยพอประมาณ หรือจะผสมน้ำผึ้งนิดหน่อยก็ได้ ผสมน้ำร้อนอีกนิดหน่อย จิบเพื่อจะได้ขับเสมหะและไม่รู้สึกอึดอัดในลำคอ
 
ที่มา : สาระแห่งสุขภาพ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-19 19:18:28 IP : 110.168.167.58


ความเห็นที่ 13 (3395973)

 12 อาหารเพื่อสุขภาพที่ดี "สวยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า"

 
1. กล้วย บำรุงเส้นผม
ผมร่วง ผมบาง ต้องกินกล้วย เพราะอุดมด้วยวิตามินบีซึ่งช่วยบำรุงผมและป้องกันผมร่วงได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องผูก
 
2. ข้าวกล้อง บำรุงสมอง
ปกติข้าวกล้องดีต่อสุขภาพเพราะมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวจึงมีทั้งวิตามินบีรวม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก กากใย ฯลฯ แต่ตอนนี้ที่กระแสรักสุขภาพมาแรงทำให้เกิดข้าวกล้องหอมมะลิเพาะงอกที่มีสารกาบาสูง ซึ่งช่วยรักษาสมดุลสารสื่อสารลดความเครียดวิตกกังวลและป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
 
3. นม บำรุงฟันและกระดูก
สารอาหารสำคัญในการสร้างกระดูกก็คือแคลเซียม ซึ่งพบได้มากในนมแถมยังเป็นแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าแหล่งอื่น ๆ
 
4. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ บำรุงสายตา
ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าแอนโทไชยานิน (Antho-cyanin) ซึ่งเป็นสารเม็ดสีในเบอร์รี่ช่วยให้มองเห็นชัดในที่มืดหรือที่ที่มีแสงสลัว ๆ ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเลนส์ตาและเส้นเลือดฝอยในลูกตาด้วย
 
5. อะโวคาโด บำรุงใบหน้า
แม้เป็นผลไม้ที่มีไขมันสูงแต่เป็นกรดไขมันโอเมก้า 9 ที่มีประโยชน์ ที่สำคัญวิตามินบีและอีในอะโวคาโดสามารถช่วยบำรุงผิว ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และปกป้องผิวจากรังสีต่าง ๆ ในแสงแดด
 
6. ปลาแซลมอน บำรุงหัวใจ
มีโปรตีนคุณภาพเพียบคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวต่ำมีไขมันชนิดดีอย่างโอเมก้า 3 สูง ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดและภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ชะลอการเติบโตของคราบไขมันในเส้นเลือด
 
7. น้ำมันมะกอก บำรุงหลอดเลือด
มีไขมันชนิดดี (HDL) อยู่สูงจึงช่วยขนถ่ายคอเลสเตอรอลจากเซลล์เข้าสู่ตับ เพื่อเผาผลาญจึงไม่มีไขมันสะสมที่สำคัญช่วยป้องกันการเกาะตัวของคอเลสเตอรอล ที่บริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกไม่เกิดเป็นเส้นเลือดอุดตัน
 
8. กะหล่ำปลี บำรุงทรวงอก
งานวิจัยของสมาคมเพื่อการวิจัยมะเร็งของสหรัฐพบว่า ผู้หญิงโปแลนด์ที่กินกะหล่ำปลีทั้งสดและดองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมลดลงถึง 75%
 
 
9. ชาเขียว บำรุงกระเพาะอาหาร
ผลการวิจัยพบว่า ชาเขียวสามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งของอวัยวะต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟลาโวนอยด์ที่ทรงพลังหลายชนิดดื่มแล้วจึงสวยใสพร้อมสุขภาพดี
 
10. พริกหยวก บำรุงเล็บ
พริกหวานหลากสีสันล้วนอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการเผาผลาญให้กับร่างกาย นอกจากนี้น้ำฉ่ำ ๆ จากพริกหยวกยังช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรงด้วย
 
11. ถั่ว บำรุงลำไส้ใหญ่
เป็นอาหารอีกประเภทที่มีโปรตีนสารต้านอนุมูลอิสระและเส้นใยสูงมากจึงสามารถช่วยจัดสมดุลของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ทำให้ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ได้
 
12. ผักโขม บำรุงกระดูก
ผักโขมยังอุดมด้วยวิตามินเคที่ช่วยเสริมสร้างความหนาแน่ของกระดูก จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดีและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักด้วย
 
รู้แล้วก็อย่าลืมเพิ่มอาหารเหล่านี้เข้าไปในแต่ละมื้ออาหารจะได้สุขภาพดีศีรษะจรดปลายเท้าเลยนะคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-19 19:25:06 IP : 110.168.167.58


ความเห็นที่ 14 (3396674)

 ปรับตัวเพื่อลดเจ็บคอ

 
1.ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า น้ำจะช่วยให้เสมหะเหนียวน้อยลง และขับออกง่ายขึ้น
 
2.ปรับสภาพอากาศให้ชื้นขึ้นเล็กน้อย เช่น หาอ่างใส่น้ำมาวางบริเวณที่ร้อน หรือปลูกต้นไม้ในบ้าน เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศที่แห้ง จะช่วยให้เยื่อเมือกในช่องคอไม่แห้ง (เมื่อช่องคอแห้ง จะทำให้ระคายคอ และนอนไม่หลับ)
 
3.หลีกเลี่ยงควันและมลพิษต่างๆ งดสูบบุหรี่ รวมทั้งสารระเหยจากน้ำยาทำความสะอาดในบ้าน หรือสีทาบ้าน เพราะจะยิ่งทำให้เจ็บคอมากขึ้น
 
4.หลีกเลี่ยงอาหารก่อพิษ เช่น ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารที่มีน้ำตาลสูงจำพวกเค้ก ขนมหวาน เพราะจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดต่อมทอนซิลอักเสบ และโรคติดเชื้ออื่นๆ อันเป็นสาเหตุของการเจ็บคอ
 
5.ใช้เสียงให้น้อยลง เมื่ออาการเจ็บคอลุกลาม จนทำให้กล่องเสียงอักเสบ จนทำให้ระคายคอมากเวลาพูด หรือเสียงหายไปชั่วขณะ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และให้ความอบอุ่นกับร่างกายเยอะๆ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-23 20:53:34 IP : 58.11.172.8


ความเห็นที่ 15 (3396676)

 สุดยอด ยาแก้ไอ

จากสมุนไพรในครัว
ตำรับยาจาก อ.หมอสมพร 
โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
 
 
 
ขิงแก่ หอมแดง กระเทียม มะนาว เกลือป่น(เล็กน้อย)
นำขิง หอมแดง กระเทียม ปริมาณเท่าๆกัน (เสมอกัน) มาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน บีบมะนาว ๑ ผล ตามลงไป แต่งรสด้วยเกลือป่นเล็กน้อย แซมด้วยเปลือกมะนาวตามชอบ...
สรรพคุณ...
บรรเทา...อาการ ไอเรื้อรัง ไอหอบ ไอมีเสลด หรือ ไอแห้งๆ ให้รำคาญ..ทานบ่อยๆ ทีละน้อย ตามด้วยน้ำอุ่น อาการไอจะชะงัก ชุ่มคอ บำรุงเสียงดีนักแล...
 
ความเผ็ดร้อน ของขิง ยังแก้จุกเสียดได้ดี บำรุงธาตุ แก้คลื่นไส้ และยังช่วยระบบย่อยอาหารได้อย่างดีอีกเช่นกัน
 
หอม กระเทียม ช่วยทำให้หลอดลม ทางเดินหายใจโล่ง ลดเสลด กระตุ้นทางเดินหายใจให้โล่ง ลดน้ำมูก
 
เกลือ ช่วยกวาดคอ ลดเมือกมัน ในขั้วบอด ในหลอดลม
 
มะนาว เปลือกมะนาว รักษาอาการไอ ขับเสมหะ..
 
ท่านที่ไอมานาน ทานยาเท่าไหร่ ไม่หายสักที ทดลองวิธีนี้ดูสะดวก ประหยัด ปลอดภัย ทำได้ง่าย..ไม่เปลืองเวลา..สรรพคุณ "สุดยอด" ทดลองแล้ว..รับรองผล
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-23 21:04:52 IP : 58.11.172.8


ความเห็นที่ 16 (3397052)

 ดูแลตนเองด้วยวิถีธรมชาติ......

 
หวัด
อาการที่เป็นกันได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงอากาศเปลี่ยน ช่วงหน้าฝนแบบนี้อย่าเผลอดีใจว่าทำให้อากาศเย็นขึ้น เพราะโอกาสที่หวัดจะมาเยือนก็มีได้ วิธีป้องกันและบรรเทาต้องอาศัย 2 สมุนไพรคู่ครัวอย่าง "ขิง และตะไคร้" มาชงดื่มก็น่าจะเอาอยู่
 
ขิง หั่นเป็นแว่น เติมน้ำร้อน ปิดฝาตั้งทิ้งไว้รอให้อุ่น แล้วตักขิงออก แต่งรสให้ชวนกินด้วยน้ำผึ้ งหรือน้ำตาลเล็กน้อย หรือถ้าชอบแบบเผ็ดร้อนก็ใช้ขิงแก่ทุบต้มกับน้ำ เคี่ยวต่อให้รสขิงออกเข้มข้นหน่อย แต่งรสหวานสักนิด จิบดื่มได้ตลอดวัน 
 
ถ้าวันไหนเปียกฝนกลับบ้านมา รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ ก็ใช้ตะไคร้ 1 ต้นหั่นแว่น กับขิงหั่นแว่นต้มกับน้ำ 3-5 แก้วจนเดือด ใส่ในกระติกเก็บความร้อนแบ่งดื่ม 3 เวลาหลังอาหาร หรือถ้ามีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูกร่วมด้วย ก็ใช้สูตรคุณแม่ ตะไคร้ทุบ หอมแดงบุบกับใบมะขามต้มน้ำอาบ ไอระเหยของสมุนไพรทั้ง 3 ที่มากับไอร้อนจะช่วยให้หายใจโล่ง อาการหวัดฟื้นตัวขึ้น
 
 
ไอ เจ็บคอ 
 
เป็นกลไกกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในทางเดินหายใจ เป็นอีกอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง สาเหตุของการไอมีได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการเป็นไข้หวัด และมักจะหายได้เอง แต่ก็มีวิธีช่วยบรรเทาได้
 
ดื่มน้ำและเครื่องดื่มอุ่นบ่อย ๆ มาก ๆ เพื่อช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น และลดอาการคัดจมูก หลีกเลี่ยงอาหารแห้ง ของทอด อาหารมัน ๆ และอาหารเย็น ๆ และสารระคายเคือง เช่น บุหรี่ ฝุ่นควัน เป็นต้น พักผ่อนอย่างเต็มที่
 
สูตรแก้ไอประจำบ้านที่แสนง่ายคือ ผสมน้ำมะนาวสดกับน้ำต้มสุกและน้ำผึ้งอัตราส่วนเท่ากัน ยาแก้ไอสูตรนี้จะกินให้ได้ผลต้องจิบทีละน้อย ให้น้ำมะนาวเคลือบอยู่บริเวณคอ ช่วยลดอาการอักเสบที่คอ ลดเสมหะที่คิดคอด้วย แต่ถ้าจิบไปแล้วรู้สึกแสบคอต้องเติมน้ำเจือจางฤทธิ์มะนาวลงหน่อยค่ะ
 
แผลในปาก
 
ถึงจะไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร เป็นแล้วมักจะหายเองได้ใน 1-2 สัปดาห์ แต่เมื่อเป็นแล้วก็ทรมานไม่ใช่เล่น โดยเฉพาะเวลาที่กินอาหารและแปรงฟัน แต่ก็มีวิธีช่วยบรรเทาก็ช่วยลดเวลาทรมานนั้นให้สั้นลงได้ ด้วยการอมน้ำเกลือ วันละ 2 ครั้งเช้าเย็น อาจเป็นหลังแปรงฟัน หรือก่อนนอน 
 
ใครที่เป็นแผลในปากบ่อย ๆ อมน้ำเกลือกลั้วคอเป็นประจำช่วยได้ หรือใช้เนื้อวุ้นของว่านหางจระเข้ ปอกเปลือกทำความสะอาดทาที่แผลบ่อย ๆ ไม่ก็อมหรือเคี้ยวเนื้อวุ้นให้เนื้อวุ้นสัมผัสกับแผล ลดอาการเจ็บแผลและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เนื้อวุ้นว่านหางจระเข้ฤทธิ์สมานแผล ลดการอักเสบ แก้ปวดได้ด้วย
 
 
ท้องผูก
 
ข้อแนะนำสุดคลาสสิกสำหรับบรรเทาอาการท้องผูก คือ ดื่มน้ำมาก ๆ ลดหรืองดเครื่องดื่มชา กาแฟ อาหารฟาสต์ฟู้ด เพราะทำให้ท้องผูก และพยายามกินผักผลไม้สดให้มาก โดยเฉพาะมะละกอสุก และกล้วยน้ำว้า เพราะทั้งสองชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยระบายได้ดี 
 
นอกจากนี้ขอแนะนำเครื่องดื่มหวานเย็นชื่นใจอย่าง น้ำมะขาม โดยต้มน้ำกับมะขามเปียก เติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย ให้รสชาติกลมกล่อมนำมาดื่มให้ชุ่มคอและช่วยการระบาย หรือลองเมนูช่วยการะระบายและระบบย่อยอย่าง สะเดาน้ำปลาหวาน เนื้อปลาย่างหอมหวลย่อยง่าย ไม่อ้วน บวกกับฤทธิ์สะเดาที่ช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารดีขึ้น อุจจาระละเอียด ขับถ่ายออกอย่างโล่งสบาย และยังช่วยให้นอนหลับดี และใช้กินแก้ไข้ในช่วงเปลี่ยนฤดูด้วย
 
ท้องเสีย
 
ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายอย่างยิ่งค่ะ เพราะเท่ากับเราเก็บเจ้าเชื้อโรคไว้กับตัวเอง ทางที่ดีปล่อยให้ถ่ายเพื่อระบายเชื้อโรคต้นตอของอาการจู๊ด ๆ ให้หมดไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ระวังไม่ให้ตัวเองขาดน้ำ วิธีคลาสสิกที่ทำกัน คือ ดื่มน้ำเกลือแร่ ซึ่งมีขายทั่วไป หรือจะเตรียมเองก็ได้ โดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา น้ำ 1 ขวด และไม่ควรงดอาหารและเครื่องดื่ม แค่เปลี่ยนเป็นอาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำซุป หรือดื่มชาชงแก่ ๆ ช่วย
 
นอกจากนี้อาจใช้สมุนไพรช่วย เช่น ฟ้าทะลายโจร ใช้ได้ทั้งแบบสดและแคปซูล ถ้าใบสดใช้ 1-3 กำมือ ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง แต่ถ้าเป็นแบบบรรจุแคปซูล แคปซูลละ 500 มิลลิกรัม ให้กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น และหยุดยาเมื่อหยุดถ่าย หรือใบฝรั่ง ใช้ใบล้างน้ำให้สะอาด 10-15 ใบ โขลกพอแหลก ใส่น้ำ 1 แก้วใหญ่ นำไปต้มใส่เกลือพอมีรสกร่อยพอเดือดยกลงนำมาดื่มแทนชา หรือกินกล้วยน้ำว้าดิบ ½ -1 ผล 
 
วิธีนี้ถ้าอาการดีขึ้น แต่มีอาการท้องอืด ก็ให้ดื่มน้ำขิงช่วยระบายลมในท้องค่ะ แต่ถ้ามีอาการถ่ายท้องจำนวนมากและบ่อย มีอาการไข้ ปวดท้องมากและอาเจียนร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์
 
 
ปวดหัว
 
เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งถ้าไม่ได้ปวดจากโรคประจำตัว แต่ปวดเพราะอากาศร้อนเกินไป นอนไม่พอ เครียด หิวข้าว การกินอาหารไม่ตรงเวลา 
 
เราลองจัดการกับอาการปวดนั้นด้วยตัวเองก่อนที่จะหันไปพึ่งยา ด้วยการปิดสวิตช์หยุดกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ก่อน เพื่อพักกายพักสายตาผ่อนคลายตัวเอง โดยหายใจเข้ายาว ๆ ลึก ๆ ผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ ใช้มือสองข้างถูกันจนอุ่นวางส่วนอุ้งมือไว้ที่เปลือกตา ใช้ใบสะระแหน่ชงน้ำอุ่นจิบช้า ๆ หรือจะใช้วิธีการนวดกดจุดเข้าช่วย ในหนังสือบำบัดอาการปวดศีรษะและไมเกรนด้วยวิธีธรรมชาติแนะนำการนวดไว้ว่า
 
ให้ใช้นิ้วชี้กดไปที่ฝ่าเท้าตรงจุดระหว่างหัวแม่โป้งเท้ากับนิ้วชี้ โดยกดนวดจุดหรือกดแล้วปล่อย ทำนาน 3-5 นาทีหรือจนกว่าอาการปวดจะทุเลา
 
ใช้หวีที่เราหวีผมนี่แหละ นวดกวาดที่ฝ่าเท้าจากด้านบนลงล่าง น้ำหนักในการกดขึ้นอยู่กับความชอบและความพึงพอใจของเรา
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 15:33:27 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 17 (3397078)

 ดูแลตนเองด้วยวิถีธรรมชาติ......

 

๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพังก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ ๑๐ กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว
 
๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีดและกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ
 
๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกินกระเทียม, หอม, พริกให้มากเข้าไว้
 
๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)
 
๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน
 
๖.โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่, หอมแดง, ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน
 
๗.นอนไม่หลับ ตักน้ำผึ้งกินก่อนนอนสักวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าหาน้ำผึ้งไม่ได้ใช้น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะแทน ถ้าอยากให้หลับสบายเพิ่มเติมขี้เหล็กและมะรุมเข้าไปหน่อย
 
๘. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง
 
๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก)
 
๑๐.ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ
 
๑๑.ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น
 
๑๒.โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก
 
๑๓.เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย
 
๑๔.วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มากและกินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้
 
๑๕.หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง ค! ือ ข้าวเ หนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า
 
๑๖.กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมเท่ากับเม็ดใหญ่) มะม่วงจิ้มกะปิและสับปะรดซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก ( แมงกานีส)
 
๑๗.ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้
 
๑๘.มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด
 
๑๙.มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่
 
๒๐.ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย
 
๒๑.เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก ถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย
 
๒๒.ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น
 
๒๓.เบาหวนถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาลและกินผักเขียวจัดอย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 15:59:18 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 18 (3397086)

 แก้นิ้วล็อก และหินปูนที่ข้อกระดูก 

อายุรวัฒน์เวชศาตร์ anti anging medication
 
สูตรนี้เด็ดจริงได้ผลมากๆ !!!!!
 
- ขนมปัง 1 แผ่น
- น้ำส้มสายชู 5% 1 ขวด เขาว่าถ้าจะให้ดีต้อง อสร.
(ถ้าหาไม่ได้ ก็ใช้ตราภูเขาทองแทน )
- ผ้าพัน 1 ผืน
 
**น้ำส้มสายชูดูที่ % ข้างขวด(แนะนำ 5% ก็หาที่มัน
เขียนข้างขวดว่า 5% นะครับ) 
 
วิธีทำ
 
เอาน้ำส้มสายชูราดลงไปบนแผ่นขนมปังพอชุ่ม 
แล้ววางลงตรงจุดที่เป็นพังผืดเอาผ้าพันทับ พันหลวมๆ ไม่ต้องแน่น 
แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ 1 ชม.
 
แกะออกแล้วก็ล้างมือ...ลองดู ความมหัศจรรย์
ก็จะเกิดขึ้นกับมือของท่าน เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับผม ผมลอง
แล้วได้ผลดีเกินคาด ก็เลยนำมาบอกต่อ 
 
 
แถมให้อีกหน่อย...น้ำกัดเท้า ก็น้ำส้มสายชูนี่แหละ 
รินแล้วแช่เลย หายขาด หินปูนที่เกาะตามข้อกระดูก 
 
น้ำส้มสายชู 1 ขวด 
เกลือป่น 1 กิโล ผสมกับน้ำอุ่นแล้วลงไปนอนแช่ 10-25 นาที 
เขาบอกว่าถ้าจะให้ดีก็ควรออกกำลังกายก่อนสัก 15-20 นาที จะทำให้หินปูนหลุดได้ง่ายขึ้น
 
 
ขอขอบคุณคอลัมน์นายเกษตร และผู้ที่เผยแพร่สูตรนี้ 
ผมคงตอบแทนบุญคุณท่านได้ก็โดยการเผยแพร่ต่อไป 
 
อย่าลืมนะครับ...บอกต่อๆ กันไป
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 16:17:39 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 19 (3397799)

 นอกจากการตรวจรักษาโดยวิธีการจับชีพจรแล้ว

ทางแพทย์แผนจีน ยังมีอีกวิธีหนึ่ง
มาดูกันค่ะ
 
“การดูลิ้น” โดยแพทย์จีนจะดูความสัมพันธ์ระหว่างลิ้นกับอวัยวะภายใน เมื่ออวัยวะภายในผิดปกติก็จะสะท้อนออกมาให้เห็นบนลิ้นได้ สาระที่สำคัญในการดูลิ้นมีดังนี้
 
 
รูปภาพ : นอกจากการตรวจรักษาโดยวิธีการจับชีพจรแล้ว
ทางแพทย์แผนจีน ยังมีอีกวิธีหนึ่ง
มาดูกันค่ะ
“การดูลิ้น” โดยแพทย์จีนจะดูความสัมพันธ์ระหว่างลิ้นกับอวัยวะภายใน เมื่ออวัยวะภายในผิดปกติก็จะสะท้อนออกมาให้เห็นบนลิ้นได้ สาระที่สำคัญในการดูลิ้นมีดังนี้
1. ตำแหน่ง แพทย์จีนจะแบ่งลิ้นออกเป็น 4 ส่วนคือ โคน กลาง ปลาย และขอบลิ้น แต่ละตำแหน่งจะสัมพันธ์กับอวัยวะที่ต่างกัน คือ
โคนลิ้น สัมพันธ์กับ ไต
กลางลิ้น สัมพันธ์กับ กระเพาะอาหาร ,ม้าม
ปลายลิ้น สัมพันธ์กับ ปอด, หัวใจ
ขอบลิ้น สัมพันธ์กับ ตับ, ถุงน้ำดี
2. สีบนฝ้า เช่น สีขาว สีเหลือง สีดำ สีแต่ละสีบนฝ้าจะบอกอาการของโรคที่แตกต่างกัน ถ้าร้อนมักมีฝ้าสีเหลือง ถ้าร้อนมากจะมีสีดำ เป็นต้น
3. ความหนาของชั้นฝ้า ถ้าชั้นฝ้าบางโรคจะเบา ถ้าชั้นฝ้าหนา โรคจะหนักหรือเรื้อรัง
4. ขนาดของลิ้น (อ้วนหรือผอม, หนาหรือบาง) และความชุ่มชื้นของลิ้น เช่น ลิ้นแดง ผอม และแห้ง แสดงว่าร้อนมาก (คือ มีการสูญเสียของเหลวภายในร่างกายมาก)
ไม่ว่าจะเป็นการแมะหรือดูลิ้นจะต้องดูทั้ง 4 ลักษณะร่วมกัน จะดูเพียงด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ทำให้การวินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อนไป
นอกจากนี้แพทย์จีนยังมีวิธี การวินิจฉัยโรคอีกหลายวิธีที่แตกต่างไปจากแพทย์ตะวันตก เช่น การดูสีหน้า ตำแหน่งของใบหน้า ตำแหน่งบนหู ตำแหน่งตรงจุดปักเข็ม ฯลฯ เทคนิคเหล่านี้จีนยังนำมาใช้ในปัจจุบัน พร้อมทั้งผสมผสานกับแพทย์แผนตะวันตกอย่างได้ผล
นิตยสารหมอชาวบ้าน
นักเขียนหมอชาวบ้าน: วิทิต วัณนาวิบูล
 
 
1. ตำแหน่ง แพทย์จีนจะแบ่งลิ้นออกเป็น 4 ส่วนคือ โคน กลาง ปลาย และขอบลิ้น แต่ละตำแหน่งจะสัมพันธ์กับอวัยวะที่ต่างกัน คือ 
โคนลิ้น สัมพันธ์กับ ไต 
กลางลิ้น สัมพันธ์กับ กระเพาะอาหาร ,ม้าม 
ปลายลิ้น สัมพันธ์กับ ปอด, หัวใจ 
ขอบลิ้น สัมพันธ์กับ ตับ, ถุงน้ำดี
 
2. สีบนฝ้า เช่น สีขาว สีเหลือง สีดำ สีแต่ละสีบนฝ้าจะบอกอาการของโรคที่แตกต่างกัน ถ้าร้อนมักมีฝ้าสีเหลือง ถ้าร้อนมากจะมีสีดำ เป็นต้น
 
3. ความหนาของชั้นฝ้า ถ้าชั้นฝ้าบางโรคจะเบา ถ้าชั้นฝ้าหนา โรคจะหนักหรือเรื้อรัง
 
4. ขนาดของลิ้น (อ้วนหรือผอม, หนาหรือบาง) และความชุ่มชื้นของลิ้น เช่น ลิ้นแดง ผอม และแห้ง แสดงว่าร้อนมาก (คือ มีการสูญเสียของเหลวภายในร่างกายมาก) 
 
ไม่ว่าจะเป็นการแมะหรือดูลิ้นจะต้องดูทั้ง 4 ลักษณะร่วมกัน จะดูเพียงด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ทำให้การวินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อนไป
นอกจากนี้แพทย์จีนยังมีวิธี การวินิจฉัยโรคอีกหลายวิธีที่แตกต่างไปจากแพทย์ตะวันตก เช่น การดูสีหน้า ตำแหน่งของใบหน้า ตำแหน่งบนหู ตำแหน่งตรงจุดปักเข็ม ฯลฯ เทคนิคเหล่านี้จีนยังนำมาใช้ในปัจจุบัน พร้อมทั้งผสมผสานกับแพทย์แผนตะวันตกอย่างได้ผล
 
นิตยสารหมอชาวบ้าน 
นักเขียนหมอชาวบ้าน: วิทิต วัณนาวิบูล
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-30 14:37:42 IP : 58.9.6.2


ความเห็นที่ 20 (3398138)

 5 อันดับ ผักที่มีสารพิษมาก กับ วิธีล้างออก

 
ผักที่มีสารตกค้างมากที่สุดเรียงจากมากไปหาน้อย
1. ถั่วฝักยาว
2. กระหล่ำปลี
3.ผักกาดขาวปลี
4.คะน้า
5.แตงกวา
 
หลักการล้างผักวิธีต่างๆ
1. ล้างผัก เด็ดเป็นใบ แล้วแช่น้ำนาน 15 นาที จะลดสารพิษได้ 7-33% ถ้าล้างผ่านน้ำไหลจะช่วยลดสารพิษได้ประมาณ 54-63%
2. การลวกด้วยน้ำร้อน จะช่วยลดปริมาณสารพิษได้ 50% แต่ถ้าล้างไม่สะอาดแล้วนำไปต้มทำแกงจืด สารพิษก็จะเจือปนอยู่ในน้ำแกงนั้นเอง
3. ล้างด้วยแคลเซียมไบคาร์โบเนต (ผงฟู) ในอัตราส่วน ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 อ่าง แช่ทิ้งไว้ 15 นาที จะช่วยลดสารพิษได้ถึง 90-95%
4. ล้างด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชู 0.5% แช่นาน 15-30 นาที จะลดปริมาณสารพิษได้ประมาณ 60-84% และยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและทำลายไข่พยาธิอีกด้วย
5. ควรลอกเปลือกหรือกาบด้านนอกออกทิ้งสัก 2-3 ใบ เพราะสารพิษส่วนใหญ่จะสะสมตกค้างอยู่มากบริเวณกาบหรือเปลือกด้านนอก
 
***น้ำส้มสายชูทำให้เซลล์แบคทีเรียตายอย่างไร�
��� �น้ำส้มสายชูมีสารป้องกันการเจริญของแบคทีเรียเป็นส่วนประกอบ และสามารถช่วยสร้างสภาพไม่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
 
 
ผัก 10 ชนิด... ที่ไม่กินไม่ได้แล้ว
1. ผักกาดขาว : ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูง ช่วยบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
 
2. ต้นหอม : มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง
 
3. หอมหัวใหญ่ : ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
 
4. คะน้า : มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
 
5. ตำลึง : มีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรต ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
 
6. มะระ : มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
 
7. บัวบก : มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
 
8. ชะอม : ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ
 
9. ถั่วพู : มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
 
10. ผักชี : ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-31 22:05:30 IP : 58.11.14.141


ความเห็นที่ 21 (3398140)

 รูปภาพ : บำรุงสมอง....ด้วยน้ำบัวบกกันนะ ♥

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-31 22:07:59 IP : 58.11.14.141


ความเห็นที่ 22 (3406679)

 กินเป็น อยู่เป็น...... ป้องกันโรคมะเร็งได้

 
ในทางวิชาการนั้น หากกินเป็นอยู่เป็นจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ 30 -40% ทั้งยังสามารถป้องกันโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคกระดูกพรุน
 
 
1.ไม่สูบบุหรี่
 
•ผู้สูบบุหรี่มากกว่า 20 มวน/วัน นาน 10 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคมะเร็งปอด 8 -10 เท่าของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
 
•80% ของโรคมะเร็งปอดเกิดจากการสูบบุหรี่
 
•สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ ถ้าหยุดสูบสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปอดได้ถึง 60 – 70%
 
•การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ และโรคอื่นๆ ด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง
 
 
2.ไม่ดื่มสุรา หรือดื่มสุราแค่พอควร ถ้ามีความจำเป็น
 
•ดื่มไม่ควรเกินปริมาณของ Ethanol 20 กรัม/วัน หรือประมาณวันละ 1 แก้ว
 
•ผู้ที่ดื่มสุรามากกว่า 60 กรัมของ Ethanol ต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเป็น 9 เท่าของผู้ไม่ดื่ม
 
•แต่ถ้าดื่มสุรามากกว่า 60 กรัมของ Ethanol และเป็นผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวันด้วย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเป็น 50 เท่า
 
3.พฤติกรรมการกิน
 
•กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย โดยกินอาหารให้หลากหลาย อย่ากินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเป็นประจำ เพื่อให้ได้สารอาหารต่างๆ ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ และหลีกเลี่ยงการสะสมสารพิษอาหาร
 
- อาหารหมู่ที่ 1 : เนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ 
- อาหารหมู่ที่ 2 : ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน 
- อาหารหมู่ที่ 3 : ผักต่างๆ
- อาหารหมู่ที่ 4 : ผลไม้ต่างๆ
- อาหารหมู่ที่ 5 : ไขมันจากสัตว์และพืช
 
 
•เลือกกินอาหารที่ประกอบด้วยธัญพืช เช่น เมล็ดถั่วต่างๆ งา ข้าวโพด ข้าวกล้อง มันฝรั่ง มันเทศ
 
•กินพืชผัก ผลไม้สดให้มากเป็นประจำตามฤดูกาล กินผัก-ผลไม้สดวันละ 500 กรัม เป็นประจำหรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารที่กิน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ 20% หรือมากกว่า 
 
ในผัก ผลไม้ มีเส้นใยอาหาร เกลือแร่ วิตามิน และสารหลายชนิด (bioactive compounds) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งขบวนการเกิดโรคมะเร็ง ซึ่งสามารถป้องกันโรคมะเร็งและเพิ่มภูมิต้านทานโรค
 
•กินอาหารที่มีไขมันต่ำ : ในผู้ใหญ่ผู้ชายควรได้พลังงานวันละ 2,000 แคลอรี ผู้หญิง 1,600 แคลอรี และรับไขมันไม่เกิน 25 – 30% ของปริมาณพลังงานทั้งหมดต่อวัน
 
•กินอาหารที่เค็มน้อยและหวานน้อย กินเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือ 6 กรัม ในอาหารทั้งหมดของแต่ละวัน ควรกินน้ำตาลไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน
 
•อาหารหลายชนิดมีสารก่อมะเร็ง ควรกินให้น้อยลง อาหารเนื้อสัตว์ ปิ้ง ย่าง รมควัน ควรห่อด้วยกระดาษอลูมิเนียมจะช่วยลดสารก่อมะเร็ง ไม่กินส่วนที่ไหม้เกรียม ควรใช้วิธีต้ม นึ่ง อบ หรือใช้ไมโครเวฟ
 
•อาหารหมักดองเค็มและเนื้อสัตว์เค็มตากแห้ง ที่ใส่ดินประสิว (โปแตสเซียมไนเตรท) สารไนไตรท์ สามารถเปลี่ยนเป็นสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกายได้ จึงควรกินอาหารเหล่านี้ให้น้อยลง วิตามินซี สามารถป้องกันการเกิดสารไนโตรซามีนในร่างกายได้ จึงควรกินผักสดร่วมกันอาหารประเภทนี้
 
•อาหารที่มีเชื้อราขึ้น อาจมีสารพิษ Aflatoxin ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ
 
•ผักชีฝรั่ง มีสาร polyacetylenes สามารถยับยั้งการสร้างสารส่งเสริมมะเร็งได้ ในท้องถิ่นที่มีการระบาดของพยาธิใบไม้ตับ ไม่กินปลาดิบๆสุกๆ (ลาบก้อย ก้อยปลา) ที่ทำมาจากปลาในตระกูลปลาตะเพียน หรือปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด ถ้ากินเนื้อสัตว์ สีแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ในปริมาณที่มากเป็นเวลานาน จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ไม่ควรกินเกิน 80 กรัมต่อวัน
 
•ดื่มน้ำวันละ 8 – 10 แก้ว
 
 
4.หลีกการเผาไหม้ : หลีกเลี่ยงการสูดควันจากการเผาไหม้ของน้ำมัน ถ่านหิน ถ่านไม้ หรือจากการทำอาหาร
 
5.ออกกำลังกาย
 
6.ไม่อ้วน ไม่ผอม
 
7.ทำจิตใจให้สบาย
 
 
แหล่งข้อมูล : หนังสือ - แม่ไม่รู้หนูเป็นมะเร็ง
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-24 13:56:41 IP : 171.97.78.91


ความเห็นที่ 23 (3407426)

 โอ๊ย.... ปวดหลัง

 



อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบบ่อย หลายท่านมักมีแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น ที่ไม่ถูกต้อง ในที่นี้ ขอกล่าวถึงแนวทางปฏิบัติโดยสังเขป สำหรับอาการปวดหลัง จากสาเหตุที่พบบ่อย และในสถานะต่าง ๆ กัน

ปวดหลังจากการบาดเจ็บ...

กรณีที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง เช่น ลื่นล้มจนลุกยืนเดินไม่ได้ ควรไปพบแพทย์อย่างไม่รีรอ เพื่อเอกซเรย์ดูว่า มีกระดูกสันหลังหัก หรือเคลื่อนที่หรือไม่

แต่ถ้าการบาดเจ็บนั้นไม่รุนแรง ลุกยืนเดินได้ตามปกติ ก็ให้ปฏิบัติดังนี้ 

•นอนพัก 

•ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่กระทบกระแทก ภายใน 24 ชั่วโมงแรก
ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้ว อาการปวดหลังไม่ทุเลา หรือกลับปวดมากขึ้นภายใน 1สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์ ทั้งนี้เพราะอาจเกิดกล้ามเนื้อหลังอักเสบได้ในภายหลัง ซึ่งควรได้รับการรักษาด้วยยา กายภาพบำบัด และการบริหารร่างกาย ด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะปวดหลังเรื้อรังต่อไป

ปวดหลังจากการยกของหนัก...

การออกแรงยกของหนักเกินกำลัง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปวดหลังได้ หากมีอาการปวดเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อหลัง มีหลักปฏิบัติดังนี้คือ ให้นอนพัก ใช้หมอนรองใต้เข่า และรับประทานยาแก้ปวด เมื่อปฏิบัติตามนี้แล้ว ภายในสามวันหากอาการไม่ดีขึ้น ก็ควรไปพบแพทย์

แต่ถ้ามีอาการปวดเสียวลงขา ควรรีบไปพบแพทย์อย่างไม่รีรอ เพราะอาจเป็นอาการของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กดทับเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงส่วนขา หลักในการปฏิบัติเบื้องต้นคือ นอนพักให้เต็มที่ ระวังอย่าให้ท้องผูก เวลาไอหรือจามควรแอ่นหลังไว้ อย่าก้มเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการนั่งนาน และการเดิน หลักการรักษา นอกจากใช้ยารับประทานแล้ว การรักษาด้วยกายภาพบำบัด ส่วนใหญ่ได้ผลดี แต่ถ้าไม่ดีขึ้น อาจต้องได้รับการพิจารณาผ่าตัดต่อไป

ในรายที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังแตก จะมีอาการปวดหลังมาก แม้กระทั่งเวลานอน จะปวดทั้งหลัง และขา แต่บางครั้งอาจปวดหลังไม่มาก แต่ปวดขามาก มีอาการชา หรือปัสสาวะลำบากร่วมด้วย ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ต้องได้รับการผ่าตัด

ในรายที่ทำกายภาพบำบัดได้ผลดี ควรบริหารร่างกายด้วยการออกกำลัง ให้กล้ามเนื้อหลังและท้องแข็งแรง หลีกเลี่ยงการยกของหนัก อย่าก้มเด็ดขาด ถ้าจะหยิบของให้นั่งลงยองๆ ก่อนหยิบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีก

ปวดหลังจากการทำงาน...

ถ้าท่านต้องขับรถวันละหลายๆ ชั่วโมง นั่งทำงานตลอดทั้งวัน พักผ่อนไม่เพียงพอ เคร่งเครียด และไม่ได้ออกกำลังกาย จะทำให้เกิดภาวะการตึงตัวของกล้ามเนื้อหลัง เป็นสาเหตุให้มีอาการปวดหลังได้



มีวิธีแก้ไขให้ยึดถือปฏิบัติดังนี้

•ปรับเบาะรถให้พอเหมาะกับท่าน อาจต้องใช้หมอนช่วยหนุนหลัง

•ปรับลักษณะโต๊ะ เก้าอี้ที่ทำงานให้เหมาะสม เวลานั่งให้หลังพิงพอดี เท้าทั้งสองข้างวางบนพื้น

•โต๊ะทำงานไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป

•เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ

•พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ

•ออกกำลังกายมากขึ้นและสม่ำเสมอ เช่น ว่ายน้ำ เดิน เต้นแอร์โรบิก วิ่ง

•ถ้าท่านน้ำหนักมาก ควรลดน้ำหนักด้วย

•ถ้าเป็นสตรี ควรหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูงเกิน 1 1/2 นิ้ว
สำหรับผู้ที่ไม่สามารถออกกำลังกายข้างต้นได้ ควรบริหารร่างกาย ด้วยการยืดกล้ามเนื้อหลัง และออกกำลังให้กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้น

ปวดหลังในผู้สูงอายุ...

ผู้สูงอายุ กระดูกสันหลังมักเสื่อมตามวัย จะมีอาการปวดหลังได้ในตอนเช้าๆ หลังแข็ง เวลาเดินไกล จะปวดตึงหลังและสะโพก บางรายอาจปวดตึงลงขาข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง ซึ่งพบได้ในกรณีที่มีการกดทับเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขา กรณีนี้ควรไปพบแพทย์ เพื่อเอกซเรย์ประเมินว่า กระดูกสันหลังเสื่อมมากหรือน้อย หรือมีกระดูกสันหลังเคลื่อน จากภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมหรือไม่ หรือเป็นมะเร็งในกระดูก โดยเฉพาะในรายที่ปวดมาก เฉพาะตอนกลางคืนจนนอนไม่ได้ หรือมีกระดูกสันหลังบาง มีการยุบตัวของกระดูก ถึงแม้จะไม่มีการบาดเจ็บ

ถ้าประเมินแล้วพบว่า เป็นจากกระดูกสันหลังเสื่อม การรักษาทางกายภาพบำบัดจะช่วยได้มาก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการบำบัด ประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ ในรายที่เป็นมาก อาจต้องบำบัดเป็นเดือน และควรใส่เสื้อประคองหลังไว้ ในรายที่มีกระดูกสันหลังเคลื่อน หรือกระดูกยุบตัว หลีกเลี่ยง การก้มๆ เงยๆ นั่งยองๆ ห้ามยกของหนัก

ในกรณีที่กระดูกสันหลังเสื่อมมาก จนทำให้ช่องไขสันหลังตีบแคบ ถ้าหากการบำบัดด้วยกายภาพไม่ได้ผล อาจต้องได้รับการพิจารณาผ่าตัด

ปวดหลังในเด็กวัยรุ่น...

วัยรุ่นที่มีอาการปวดหลัง ควรสังเกตดูลักษณะของกระดูกสันหลังว่าคดหรือไม่ สังเกตง่ายๆ จากขอบกางเกง หรือกระโปรงเวลาใส่ว่าเบี้ยวหรือไม่ หรือลองให้ก้มหลังดู สังเกตแนวกระดูก และความโค้งของหลัง ทั้งข้างซ้ายและขวา ว่าเท่ากันหรือไม่ ถ้าไม่เท่ากันแสดงว่ากระดูกสันหลังคด ควรไปปรึกษาแพทย์ แพทย์จะพิจารณาว่า จำเป็นต้องใส่อุปกรณ์เสริมช่วยหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คดมากขึ้น โดยเฉพาะภายในช่วงอายุ ที่กำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และควรได้รับการแนะนำ ให้บริหารกล้ามเนื้อหลัง ให้แข็งแรง กีฬาที่เหมาะสม คือ การว่ายน้ำ

การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง...

การนอน :

•ที่นอนควรแข็ง ไม่ยุบตรงกลางบริเวณเอว

•ควรนอนหงาย งอสะโพกและเข่า หลังแบนเรียบติดที่นอน หมอนรองใต้เข่า

•นอนตะแคง เข่างอ หลังตรง

•ไม่ควรนอนคว่ำ

การลุกจากที่นอน :

•ให้งอเข่าขึ้นก่อนตะแคงตัวในขณะเข่างอ ใช้ข้อศอก และมือยันตัวขึ้นในขณะที่ ห้อยเท้าทั้งสองข้างลงจากเตียง ดันตัวขึ้นตรง

การนั่ง :

•เก้าอี้ที่เหมาะสม เวลานั่งให้หลังชิดพนัก ที่รองนั่งรองตลอดต้นขา เท้าวางบนพื้นพอดี

•ควรนั่งให้เข้าสุดที่รองสะโพก หลังพิงชิดกับพนัก เท้าวางลงบนพื้นเต็มที่

นั่งขับรถยนต์...

•เลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย เมื่อเวลาเหยียบครัทช์ เข่าอยู่สูงกว่าสะโพก บริเวณหลังควรมีหมอนรองตรงช่วงเอว
การยกของ

•ให้ย่อตัวลง หลังตรงตลอดเวลา ลุกขึ้นด้วยกำลังขานั่งขับรถยนต์

•เลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย เมื่อเวลาเหยีบบครัทช์เข่าสูงกว่าสะโพก หลัง ควรมีหมอนรองตรงช่วงเอว
การยืนนานๆ

•ควรมีที่รองเท้า เพื่อยกเท้าขึ้นพักสลับข้างก้น
การไอจาม

•ยืดหลังตรงหรือแอ่นขณะไอจาม อย่าก้มหลัง
การดันรถ

•ใช้สะโพกดันรถ

การฉุดลาก...

•หันหลังให้ของที่จะฉุดลาก ให้ลากไปข้างหน้า


แพทย์หญิงจิตรา วงศ์วิวัฒนานนท์
แผนกกายภาพบำบัด

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-28 08:29:03 IP : 171.97.3.192


ความเห็นที่ 24 (3407427)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-28 08:29:44 IP : 171.97.3.192


ความเห็นที่ 25 (3407431)
การดูแลสุขภาพองค์รวมด้วยโปรไบโอติก
 
“จุลินทรีย์มีชีวิต..โพรไบโอติก”
 
 
 
 
 
เป็นจุลินทรีย์สุขภาพที่ช่วยปรับสมดุลของสภาพแวดล้อมในระบบลำไส้หากจุลินทรีย์สุขภาพมีจำนวนมาก ก็สามารถเกาะติดผนังลำไส้และแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ชนิดก่อโรค มาเกาะติดผนังลำไส้
 
ทาไมต้องโปรไบโอติก
 
……โปรไบโอติกเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในระบบโภชนาการของมนุษย์ การพัฒนาขึ้นของจุลินทรีย์ช่วยย่อยเกิดขึ้นจากการที่เรารับประทานพืช และ สัตว์เป็นอาหาร โดยจุลินทรีย์เหล่านี้จะทำงานเสริม ฤทธิ์ให้กับระบบโภชนาการ ด้วยเหตุที่ร่างกายของมนุษย์มีความซับซ้อน ดังนั้นเราจึงมีความต้องการสารอาหารอื่น ๆ ที่ไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง
 
……เชื้อจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ซับซ้อน สามารถสร้างอาหารทั้งหมดได้เองจากสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ ในขณะเดียวกนั
การที่มนุษย์จะดา รงชีวิตอยู่ได้ก็จา เป็นต้องใช้เชื้อ จุลินทรีย์เป็นส่วนหนึ่งของสารอาหาร เพราะว่ามนุษย์เราไม่สามารถผลิต
อาหาร ขึ้นมาได้เองทั้งหมดเหมือน กับ การที่จุลินทรีย์ผลิตได้นั้น เราจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีเชื้อจุลินทรีย์เข้าไป
เพื่อให้เกิดการ เติมเต็มของคุณค่าทางโภชนาการ
 
จุลินทรีย์ ในลำไส้สามารถแบ่งตามพฤติกรรมของมันได้ 4 กลุ่ม...
 
กลุ่มแรก เป็นกลุ่มก่อโรค ซึ่งปกติมักไม่อยู่ในทางเดินอาหาร แต่ถ้าเข้ามาในทางเดินอาหารมาก พอจะก่อโรค เช่น
V.cholerae, Shigella, Salmonella.
 
กลุ่มที่สอง เป็น กลุ่มฉกฉวยโอกาสก่อการอักเสบ หากมีการเสียดุลเช่น ได้ยาปฏิชีวนะทา ลายเชื้อดีๆ ให้ลดลง เชื้อกลุ่มนี้
กลายเป็ นเชื้อหมู่มากที่จะฉวยโอกาสก่อโรค ได้แก่. pseudomonas, staphylococci, protease, clostridium, veillonellae. เชื้อกลุ่มนี้ใช้โปรตีนเป็นอาหาร
 
กลุ่มที่สาม เป็น กลุ่มที่อยู่กลางๆ อาจฉวยโอกาสก่อโรค หรือทำหน้าที่ป้องกันได้ ได้แก่ E.coli,streptococci, bacteroides
และ enterococci. กลุ่มนี้ใช้ทั้งแป้งและโปรตีนเป็นอาหาร.
 
กลุ่มที่สี่ เป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่ทางเดินอาหาร ถือว่าเป็นจุลินทรีย์ สุขภาพ ได้แก่ เชื้อ bifidobacteria, lactobacilli และ
eubacteria. กลุ่มนี้หมักใยอาหารที่ไม่ย่อยที่ลำไส้ส่วนบน เช่นพวกแป้งย่อยยาก (resistantstarch), โอลิโกแซ็กคาไรด์
(oligosaccharides) และ อินูลิน (inulin)
 
กลไกการปกป้องทางเดินอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ มีดังนี้
 
1. เชื้อจุลินทรีย์สุขภาพเกาะบนผิวเยื่อบุลำไส้ไว้ก่อน ไม่ให้เชื้อก่อโรคเกาะจับที่ผิวเยื่อบุลำไส้.
 
2. การหมักใยอาหาร โอลิโกแซ็กคาไรด์โดยจุลินทรีย์สุขภาพ ได้ผลผลิตเป็นกรดอะเซติก และ แล็กติกซึ่งหยุดยั้ง การเติบโต
ของเชื้อฉวยโอกาสก่อโรคอื่นๆ
 
3. เชื้อจุลินทรีย์สุขภาพปล่อยสารแบคเทอริโอซิน (bacteriocin) ทำลายเชื้ออื่นๆ
 
4. เชื้อจุลินทรีย์สุขภาพแย่งอาหารไม่ให้เชื้อฉวยโอกาสก่อโรคได้กิน จะได้ไม่เติบโต มีจำนวนเชื้อไม่มากเกิน
 
5. เชื้อจุลินทรีย์สุขภาพกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยการสื่อสาร กับเนื้อเยื่อน้ำเหลืองในชั้นใต้เยื่อบุลำไส้ (gut-associated
lymphocyte tissue, GALT) ทา ให้มีการสร้างสารป้องกัน และ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ให้เข้าสู่ภาวะสมดุลนำไปสู่ การ ตอบสนอง
ของระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย แบบป้องกัน มากกว่าการตอบสนองแบบก่อการอักเสบ หรือภูมิแพ้
 
ประโยชน์ของโปรไบโอติก...
 
1.กรดแลคติก ที่แบคทีเรียผลิตออกมา จะทำให้สภาวะภายในลำไส้ มีความเป็นกรดมากพอที่จะยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย
ก่อโรค
 
2.ทาให้ระบบขับถ่ายดี ไม่เกิดการหมักหมม ของของเสียในร่างกาย เป็นการลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
 
3.ไวตามินบีที่ได้ จะทำให้เซลล์ในระบบภูมิต้านทานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังทำให้มีการผลิตเม็ดเลือดแดงดีขึ้นด้วย
 
4.ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง และกำจัดสารก่อมะเร็งบางชนิด
 
5.แลคติกแอซิดแบคทีเรีย ยังช่วยลดระดับน้าตาล และโคเลสเตอรอลในเลือดด้วย
 
6.ผลิตเอนไซม์แลคเตส ซึ่งช่วยย่อยน้ำตาลในนม ทำให้เราไม่มีอาการท้องอืดจากการดื่มนม และช่วยให้การดูดซึมแคลเซียม

ดีขึ้น 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-28 08:43:27 IP : 171.97.3.192


ความเห็นที่ 26 (3411799)

 ป้องกันไตเสื่อม

 

 

 

> อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า ไตกำลังจะเสื่อม !
ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน GM หรือ ผจก. ของร่างกาย คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป ( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย ( รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง) เครียดมาก กดดันมาก รีบเร่งมาก ฯลฯ
คนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะไตเสื่อมมากขึ้น และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้
 
> 1. อ่อนเพลียบ่อย ขาดความกระตือรือร้น
> 2 . นอนไม่ค่อยหลับ หรือ หลับไม่สนิท
> 3. ปัสสาวะบ่อย หรือ กะปริดกะปรอย
> 4. ปวดตามตัว เป็นตะคริวบ่อย
> 5. จาม คัดจมูก เป็นหวัดง่าย
> 6. ซึมเศร้า ปวดหัวง่าย ขี้ลืม ขี้วิตกกังวล
> 7. หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนไม่ปกติ
> 8. ขอบตาดำคล้ำ ผมหงอก ผมร่วงก่อนวัย
จริงๆมีเยอะกว่านี้ เอาแค่นี้เช็คตัวเองก่อนแล้วกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีอาการแบบนี้ทั้งหมด แต่โดยรวมแล้วมีปรากฎให้เห็นกับตัวเอง
อะไรบ้างที่ทำให้ไตเราเสื่อม
>
> 1. ใช้ชีวิตขาดสมดุล : น้อยไม่พอ ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวกลางคืนหนัก หมกมุ่นความ บันเทิง ฯลฯ
> 2. เพศสัมพันธ์ : มีเพศสัมพันธ์มากเกินควร และหลั่งอสุจิมากเกินควรทำให้ร่างกายเสียพลังโดยเปล่
าประโยชน์ และไตจะอ่อนแอลง
> 3. การทานยารักษาโรคนานๆ หรือปริมาณที่มาก : ทั้งยาแก้ปวด ยาคุมฯ ยาแก้หวัด แก้ไอ แก้เครียด ซึ่งแม้โรคจะหายแต่ไตจะมีเคมีของยาตกค้างอยู่
> ยังมีอีกเยอะครับ แต่แค่นี้คงครอบคลุมแล้วลองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีอาการตามที่ว่าหรือไม่
>
การแก้ไขง่ายสุด คือ ปรับพฤติกรรมตัวเอง ทั้ง การนอน การกิน การอยู่ หนึ่งวันมี 24 ชม. ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง ส่วนตัว 8 ชั่วโมง (เที่ยว พักผ่อน ดูทีวี สันทนาการ ออกกำลังกาย) นอน 8 ชั่วโมง
> หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น จากการกินยา แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก ดังนั้น ต้องตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างไร ที่ไม่เสียงาน ไม่เสียสุขภาพ
นอกจากนี้ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ
> 1. ปรับวิธีการออกกำลังกาย แอโรบิคก็เป็นการออกกำลังที่ดี แต่ช่วงที่ร่างกายขาดสมดุล จึงไม่แนะนำให้เล่นต่อ เพราะอาจทำให้คุณสูญพลังมากขึ้น อยากให้คุณฝึกโยคะกับครูผู้ชำนาญ ซึ่งหาเรียนได้ไม่ยากในเวลานี้ ( ห้ามฝึกเองจากหนังสือ หรือ ซีดีเด็ดขาดนะครับ จะเสียมากกว่าได้ ) การฝึกโยคะ ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายใน ร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่ แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย และมีสมาธิ นอกจากนี้ หากมีฝึก ชี่กง ควบคู่ไปด้วย จะเห็นผลดี และเร็วขึ้น หากรู้สึกว่า ยากหรือห่างตัวเกินไป ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ โดยว่ายอย่างเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ในเวลาที่พอสมควร ( เหนื่อยให้หยุดพัก ห้ามฝืนต่อ ) คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร คุณ
กำลัง บำบัดตัวเอง
> 2. ปรับอาหาร : งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก วัว หมู ไก่ เป็ด ของเผ็ด ของเย็น (ไอสครีม น้ำแข็ง ) ของมัน ของทอด ให้ทานปลาทดแทน และทานผักสด ที่ปรุงน้อย (เช่นสลัด)มากขึ้น ทานพวกถั่วแดง งาดำข้าวโพด ข้าวกล้อง ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ (ห้ามดื่มน้ำเย็น) และงดเครื่องดื่มของมึนเมา น้ำอัดลม นม น้ำอุตสาหกรรม (ชาเ ขียว ชาขาว เครื่องดื่มบำรุงกำลัง)
> 3. อยู่ห้องแอร์ให้น้อยลง อยู่หน้าจอคอม จอโทรทัศน์ให้น้อยลง หาเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น (เดินเท้าเปล่าในสนามหญ้าได้จะดีมาก) จะเห็นว่าที่แนะนำไป ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ แต่ทำยากมากเลย นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความรู้สึก ล้วนสัมพันธ์กับไต ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์ เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาล แต่ก็เปราะบางยิ่งนัก และง่ายต่อการแตกร้าว วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้ นั่นคือ "คล้อยตามธรรมชาติ" คนสมัยก่อน ตื่นเช้า นอนแต่หัวค่ำ ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ดื่มน้ำบริสุทธิ์ ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพา สิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ใน ขณะที่คนยุคนี้ นอนดึกเป็นกิจวัตร (ทำงาน , ดูบอล , ดูโทรทัศน์ , เที่ยวกลางคืน) ทานอาหารปนเปื้อน แปรรูป ดื่มน้ำอัดลม พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกิน ความจำเป็น ฯลฯ
> อาการไตเสื่อมจะเกิดใน 2 ลักษณะ แยกเป็น ไตหยิน กับ ไตหยาง
อาการไตหยาง หรือ ไตหดตัวแน่น นอนไม่หลับ หรือ หลับๆตื่นๆ - นอนกัดฟัน ฝันร้ายบ่อย - อสุจิเคลื่อนตอนนอน - เป็นเหน็บชาบ่อย ฯลฯ
>
> โดยมีสาเหตุมาจาก
> 1. กินรสเค็มจัด หรือ เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ พวกเนื้อแห้ง แดดเดียวบ่อยๆ
> 2. การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบ
> 3. การนั่งทำงานหรือนั่งรถนาน
>
> ส่วนอีกลักษณะคือ ไตหยิน หรือ ไตคลาย - เฉื่อย ชา เกียจคร้าน - ความต้องการทางเพศต่ำลง
- ปวดเมื่อหลัง เอว - ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะกลางคืน - นอนตื่นสาย ไม่อยากตื่น - อารมณ์อ่อนไหวง่าย - ขี้หูมาก - เหงื่อออกเยอะผิดปกติ ตามปกติแล้ว กลางคืน ไต ซึ่งเป็นอวัยวะธาตุน้ำ หรือ "หยิน" จะทำงานมากกว่ากลางวัน ( สังเกตว่าตื่นเช้าเราจะปวดปัสสาวะก่อนเป็นอันดับแรก)
 
>
> ดังนั้น เมื่อเราใช้ชีวิตที่เพิ่มปัจจัย "หยิน" ในชีวิตประจำวันมากจนเกินดุล ไตจึงยิ่งทำงานหนักขึ้น (อาการหยินที่เกิด เช่น ขี้เกียจ อยากนอนตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย เซื่องซึม สีหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำ หงุดหงิดขี้รำคาญ เป็นต้น)
> การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยินได้แก่
> - การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย รวมทั้ง น้ำแข็ง ไอสกรีม หวานเย็น และอาหารลักษณะนี ้
> - ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
> - การสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งมีไฟฟ้าสถิตย์
> - การอาศัยอยู่ในที่เย็นนานๆ เช่น ห้องแอร์ ดังนั้น คนที่ทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ทั้งวัน ควรหาเวลาเดินไปข้างนอกเปลี่ยนอากาศบ้าง หรือ ใส่เสื้อแจ็คเก็ต ( ควรเป็นผ้าธรรมชาติ เช่น คอตตอน ) และ หาโอกาสอกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง สำหรับคนนอนห้องแอร์ ควรสวมเสื้อผ้า ห่มผ้าให้อบอุ่น
> - การนั่งรถนานๆ โดยเฉพาะบนเส้นทางที่รถติดมากๆ ยิ่งเพิ่มปัจจัยหยินมากขึ้น
> - นอนไม่เป็นเวลา ทำงานไม่เป็นเวลา นอนน้อย หรือ นอนผิดเวลา สำหรับคนที่นอน และ ทำงานผิดเวลา ตามหลักวงจรธรรมชาตินั้น กลางวัน คือ เวลาสำหรับทำงาน เรียนหนังสือ กลางคืน คือ สำหรับพักผ่อน นอนหลับ (หยางเคลื่อนไหว หยินสงบนิ่ง) การใช้ชีวิตที่ผิดวงจรนั้น จะส่งผลถึงสุขภาพร่างกายและจิตใจ อย่างแน่นอน แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ นั่นเพราะ ตัวคุณมี "ทุน" ที่ยังค้ำยันอยู่ แต่ ทุนจะหมด เพราะการใช้ชีวิตที่ผิดสะสม
อาหารที่ควรเลือกรับประทานเป็นหลัก ได้แก่
> 1. ข้าวกล้อง
> 2. สาหร่ายทะเล
> 3. ถั่วแดง ผักสด ผลไม้ไม่หวานและ น้ำน้อย
> 4. เต้าเจี้ยว
> หลีกเลี่ยงการใช้ชีวิต ดังนี้
> 1. การใส่รองเท้าส้นสูง
> 2. การนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ที่แข็ง หรือ นุ่มเกินไปผิดรูปกายภาพ (เก้าอี้ หรือ เตียง ดีไซน์เก๋ๆ ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่) ควรเลือกแบบที่ไม่แข็ง ไม่นุ่ม กำลังดี อย่างที่นอนใยมะพร้าว
การใช้ชีวิตที่ควรปรับเพิ่ม
> 1. พยายามอย่านั่งหลังงอ
> 2. อย่านั่งนานๆ หรือ อย่าอยู่อย่างเฉื่อยชานานๆ นึกขึ้นได้ให้ขยับตัว เคลื่อนไหว เปลี่ยน
> อิริยาบถ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-25 23:20:08 IP : 58.9.9.188


ความเห็นที่ 27 (3411804)

 สัญญาณบอกโรค..... 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-25 23:27:08 IP : 58.9.9.188



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.