ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > รู้เรื่องโรค....ทางแผนไทย

รู้เรื่องโรค....ทางแผนไทย


 โรคลม กับระบบประสาท

 
แพทย์แผนไทยมีองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบประสาทเช่นเดียวกับแพทย์แผนตะวันตก แต่เราอธิบายและเรียกชื่อว่า ลม 
 
ลมในแพทย์แผนไทยมีความหมายกว้างมาก ครอบคลุมระบบประสาท หรือที่เรียกกันว่าลมประสาท และลมที่เกิดขึ้นภายในร่างกายที่เรียกว่าลมกองหยาบ ลมต้องอาศัยธาตุอื่นเพื่อให้ลมสามารถเคลื่อนที่ได้ ถ้าเมื่อใดลมพบกับน้ำ ลมจะกลายเป็นลมเย็นและพัดลงเบื้องล่าง แต่ถ้าลมเจอความร้อน ลมจะพัดขึ้นเบื้องบน ดังนั้นทางแพทย์แผนไทยจึงให้ทานยาร้อนเพื่อขับลมออกจากกระเพาะและตีออกจากร่างกายทางปาก แต่ถ้าผู้ป่วยท้องอืดและทานยาเย็น ท้องจะยิ่งอืดและแน่นมากว่าเดิม 
 
หากใครปวดหัว ทางแพทย์แผนไทยเราเรียกอาการนี้ว่า ลมตีขึ้นเบื้องบนเป็นลมร้อน สิง่ที่ควรทำคือ หายารสสุขุมเย็นทาน เพื่อดึงลมที่ตีขึ้นอยู่บนหัวเอาลงมา คุณไม่สามารถเอายาเย็นมาทานได้ เพราะถ้าคุณเอายาเย็นมาทานสิง่ที่เกิดขึ้นคือเมื่อความร้อนเจอความเย็นทันที จะเกิดลมร้อนเพิ่มอีก ลมร้อนจะกระจายทั่วร่างกายทำให้คุณเป็นไข้


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-16 17:42:58 IP : 171.97.1.65


1

ความเห็นที่ 1 (3395427)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-16 17:43:55 IP : 171.97.1.65


ความเห็นที่ 2 (3395428)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-16 17:44:38 IP : 171.97.1.65


ความเห็นที่ 3 (3395435)

 การดูแลตนเองของคนไข้ที่ถูกตัดถุงน้ำดี  (จากโรคถุงน้ำดีอุดตันหรือนิ่วในถุงน้ำดี)

 
ขออธิบายการรักษาแบบแผนไทยนะคะ
ครูบาอาจารย์แต่โบราณ กล่าวสอนไว้เรื่อง"กายนคร" เพื่อเปรียบเทียบให้เรารู้เรื่องโรคที่อยู่ในกายเราไว้ ดังนี้
ดวงจิตรคือกษัตริย์ ผ่านสมบัติอันโอฬาร ข้าศึกคือโรคา เกิดเข่นฆ่าในกายเรา เปรียบแพทย์คือทหารอันชำนาญรู้ลำเนา ข้าศึกมาอย่าใจเบา ห้อมล้อมรอบทุกทิศา
ให้ดำรงกษัตริย์ไว้คือดวงใจให้เร่งยา อนึ่งห้ามอย่าโกรธาข้าศึกมาจะอันตราย
ปิตตังคือวังหน้า เร่งรักษาเขม้นหมาย อาหารอยู่ในกายคือเสบียงเลี้ยงโยธา
หนทางทั้งสามแห่ง เร่งจัดแจงอยู่รักษา ห้ามอย่าให้ข้าศึกมาปิดทางได้จะเสียที
ครูบาอาจารย์รุ่นเก่าได้บอกทางเรียนรู้ในการรักษาโรคก่อนหลังไว้หมดแล้ว ถ้าเราศึกษาในคัมภีร์ฉันทศาสตร์ในแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ของวัดพระเชตุพน ซึ่งเป็นคัมภีร์สอนให้หมอวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง
การเกิดของโรคน้ำดีนั้นเกิดจาก น้ำดีหย่อน ถ้าหย่อนมากเข้าจะเกิดพิการ อาการให้ศึกษาตามคัมภีร์ธาตุวิภังค์และโรคนิทาน
คำว่า"ปิตตัง" คือน้ำดี น้ำดีอยู่กับอาหารที่แยกย่อยเป็นเศษส่วนแล้ว (เป็นธาตุน้ำที่มีไฟอยู่ด้วย) แบ่งเป็น2ประการ คือ 1. พัทธปิตตะ คือ ดีในฝัก ตั้งอยู่กลางอก มีหน้าที่ช่วยย่อยอาหาร
2. อพัทธปิตตะ คือ ดีนอกฝัก ซึมซาบไปทั่วทั้งกาย
จะเห็นได้ว่า ดีในฝัก คือ น้ำดีที่อยู่ในถุงน้ำดีนั่นเอง ถ้าคนไข้ถูกตัดถุงน้ำดีทิ้งไป ทำให้ระบบย่อยอาหารมีปัญหาทันที เพราะไม่มีน้ำดีที่จะเข้าไปช่วยย่อยอาหาร ทำให้มีอาการของเตโชธาตุหย่อน คือให้ขัดในอุรา ให้แสบไส้ให้ตัวเย็น ..... เตโชธาตุ พิการ คือ ท้องขึ้นพล่านไม่สบาย ท้นท้องมิรู้หาย เป็นมองคร่อและหืดไอ ขัดอก บวมมือเท้า โทษนี้เล่าเพราะธาตุไฟ พิการเร่งแก้ไข ตามท่านไว้สรรพยา
ส่วนการรักษาคือ ให้ยาที่จะเข้าไปช่วยเตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ที่ครูใช้รักษาอยู่คือ ยาจาวตาล หรือให้ยาที่ไปช่วยเรื่องปิตตะ แล้วให้ยาธาตุเสริม เพื่อช่วยย่อยอาหารที่กินเข้าไป
การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยคือ กินอาหารครั้งละน้อยๆ งดของทอด ของมัน อาหารที่ย่อยยาก
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-16 17:57:26 IP : 171.97.1.65


ความเห็นที่ 4 (3401180)

 ปัสสาวะบอกโรค......

 
 
รูปภาพ : ปัสสาวะบอกโรค......
ปัสสาวะเป็นสิ่งที่ขับถ่ายออกมาจากร่างกาย โดยไตจะกรองเอาของเสียและสิ่งที่มากเกินพอ  ออกจากเลือด และขับออกมาเป็นปัสสาวะ ถ้าไตไม่ทำงาน จะมีของเสียคั่งในเลือด ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน สะอึก หอบเหนื่อย บวม เป็นต้น
ปัสสาวะเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกโรคได้หลายชนิด เช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคตับ โรคกระเพาะ ปัสสาวะอักเสบ โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
การสังเกตปัสสาวะของตนเอง โดยดูจาก จำนวน สี ความขุ่น และกลิ่นของปัสสาวะ ก็จะทำให้ทราบถึงความผิดปกติหลาย ๆ อย่างของร่างกายได้เช่น
- จำนวนของปัสสาวะ
คนปกติจะถ่ายปัสสาวะวันละ 3 ถึง 5 ครั้ง ควรถ่ายปัสสาวะส่วนใหญ่ในเวลากลางวัน ตั้งแต่ตื่นนอนเช้าถึงก่อนเข้านอน ส่วนกลางคืนหลังเข้านอนแล้วไม่ควรถ่ายปัสสาวะอีกจนถึงเช้า นอกจากจะดื่มน้ำมากหรือในเด็กเล็ก หรือคิดมาก นอนไม่หลับ อาจถ่ายปัสสาวะในเวลากลางคืนได้อีก
การถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ อาจเป็นเพราะ ความวิตกกังวลซึ่งกระตุ้นให้อยากถ่ายปัสสาวะอยู่เรื่อย ๆ โดยไม่ได้เป็นโรคไต หรือโรคของทางเดินปัสสาวะก็ได้
ถ้าปัสสาวะบ่อยเป็นประจำกะปริบกะปรอย อาจเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน หรือเป็นโรคไตพิการเรื้อรัง
ปกติเด็กอายุ 1 ถึง 6 ขวบ จะถ่ายปัสสาวะวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามส่วนของหนึ่งลิตร (ประมาณ 1 แก้วครึ่ง) และไม่ควรมากกว่าหนึ่งลิตร
เด็กอายุ 6 ถึง 12 ขวบ ควรถ่ายปัสสาวะวันหนึ่งไม่น้อยกว่าครึ่งลิตรและไม่ควรเกินสองลิตร
ผู้ใหญ่ควรถ่ายปัสสาวะวันละเกือบลิตร และไม่ควรเกินสองลิตร
ถ้าถ่ายปัสสาวะน้อยไปส่วนใหญ่เกิดจาการดื่มน้ำน้อย หรือเกิดจากการเสียน้ำทางอื่นเช่น เหงื่อออกมาก ท้องเดินท้องร่วง อาเจียนมาก เป็นต้น ส่วนน้อยเกิดจากโรคไต โรคหัวใจ และอื่น ๆ
ถ้าถ่ายปัสสาวะมากไปส่วนใหญ่มักเกิดจากาการดื่มน้ำมาก หรือพบในโรคเบาหวาน เบาจืด โรคเกี่ยวกับระบบประสาท โรคไตพิการเรื้อรังบางระยะ การกินยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
บางครั้งพบว่าไม่มีปัสสาวะเลยหรือทั้งวันถ่ายปัสสาวะได้น้อยกว่า 1 ใน 10 ส่วนของลิตร (น้อยกว่า 1 ถ้วยแก้ว) ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ, โรคเป็นพิษเนื่องจากปรอท, โรคไตอักเสบอย่างรุนแรง, ภาวะช็อค (เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ) เป็นต้น
สำหรับอาการผิดปกติในการขับปัสสาวะ เช่น ปวดท้องน้อยในขณะถ่ายปัสสาวะ แสบที่ช่องถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะแล้วรู้สึกไม่สุดอยากจะถ่ายอีกทั้ง ๆที่ไม่มีปัสสาวะ ปัสสาวะขัด อาจมีการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
สีของปัสสาวะ
ปัสสาวะปกติมีสีเหลืองอ่อนเหมือนฟางข้าว ถ้าดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะก็น้อยทำให้สีเข้มขึ้นถึงสีเหลืองอำพัน ถ้าดื่มน้ำมากปัสสาวะก็มากทำให้สีอ่อนลง จนเหมือนไม่มีสีได้
ถ้าปัสสาวะมีสีผิดปกติไปจากนี้ เช่น
- สีเหลืองอำพันแดง อาจเกิดจากสีของยูโรบิลิน ซึ่งเกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงในเส้นเลือดแตกมากกว่าปกติ
- สีเหลืองน้ำตาลหรือเหลืองเขียว มีฟองสีเดียวกับน้ำปัสสาวะ อาจเป็นสีของน้ำดี จะพบในภาวะดีซ่านของโรคตับหรือท่อน้ำดี
- สีแดงหรือสีน้ำล้างเนื้อ อาจเป็นสีของเลือดซึ่งออกมาจากบาดแผลส่วนใดส่วนหนึ่งของทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดจากนิ่วหรือเกิดจากการอักเสบหรืออาจปนเปื้อนมาจากปากช่องคลอดซึ่งเป็นรอบเดือนของผู้หญิงก็ได้
- สีคล้ายน้ำนมอาจเป็นสีของหนอง ซึ่งเกิดจากการอักเสบของทางเดินปัสสาวะหรืออาจเป็นสีของไขมัน ซึ่งเกิดจากการที่ท่อน้ำเหลืองอุดตัน เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเท้าช้าง
- อาหารและยาบางอย่างทำให้สีปัสสาวะเปลี่ยนไป แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นสีที่เป็นโรค เช่นกินมะละกอสุกจำนวนมาก หรือยาขับปัสสาวะบางอย่างจะทำให้ปัสสาวะเป็นสีเหลืองส้ม ยาที่มีส่วนผสมเมทิลีนบลู จะทำให้ปัสสาวะเป็นสีน้ำเงิน เมื่อผสมกับสีเหลืองของปัสสาวะอาจเพี้ยนไปเป็นสีเขียวได้ ยาบางอย่างทำให้ปัสสาวะเป็นสีแดงแต่ไม่ขุ่น หรือกินอาหารที่ผสมสีเช่น ไส้กรอก ขนมใส่สีบางอย่าง ทำให้ถ่ายปัสสาวะมีสีต่างๆ ได้เช่นเดียวกัน
ความขุ่นของปัสสาวะ
ปัสสาวะที่ถ่ายใหม่ ๆจะใส ถ้าตั้งทิ้งไว้จะขุ่นได้ เนื่องจากปัสสาวะเป็นอาหารที่ดีสำหรับแบคทีเรีย แบคทีเรียจึงเจริญเติบโตขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นมากมายอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัสสาวะขุ่นได้
สาเหตุความขุ่นอีกอย่างหนึ่งคือแบคทีเรียจะเปลี่ยนยูเรียในปัสสาวะให้เป็นแอมโมเนีย แอมโมเนียจะทำให้ปัสสาวะมีฤทธิ์เป็นด่าง ด่างก็จะช่วยตกตะกอนของสารบางอย่าง เช่น พวกฟอสเฟท ยูเรท ทำให้ปัสสาวะขุ่นได้ เช่นเดียวกัน ถ้าปัสสาวะที่ถ่ายใหม่ขุ่น เช่น ขุ่นและมีสีแดง ปัสสาวะอาจมีเลือดปนปัสสาวะขุ่นคล้ายนมอาจเกิดจากหนองหรือไขมัน
บางครั้งความขุ่นของปัสสาวะเกิดจากอาหารและยา ซึ่งเป็นสาเหตุของการตกตะกอนของสารบางชนิดได้เช่นเดียวกัน เช่น ยาซัลฟา กินแล้วไม่ได้ดื่มน้ำมาก ๆ อาจจะตกตะกอนเป็นผงหรือผลึก ทำให้ปัสสาวะขุ่น ถ้าอาการปวดท้อง ปวดดื้อ จนถึงปวดรุนแรงเป็นพัก ๆ จนบิด ปัสสาวะน้อยและขุ่น จำทำให้นึกถึงโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
กลิ่นของปัสสาวะ
ปกติปัสสาวะเมื่อถ่ายออกมาสด ๆ จะมีกลิ่นหอมกำยาน และถ้าตั้งทิ้งไว้ค้างคืน จะมีกลิ่นแอมโมเนีย อาหารและยาทำให้กลิ่นปัสสาวะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น สะตอ สตือ ทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นฉุน
กลิ่นปัสสาวะใหม่ ๆสด ๆ บางกลิ่นสามารถเดาได้ว่าเป็นปัสสาวะของโรคอะไร เช่น
- กลิ่นน้ำนมแมวมักจะพบในปัสสาวะของคนที่เป็นเบาหวานที่เป็นมากและไม่ได้รักษา
- กลิ่นเหม็นเน่าเกิดจากการติดเชื้อมักจะพบปัสสาวะขุ่นเป็นหนองด้วย
- กลิ่นแอมโมเนียของปัสสาวะใหม่สด แสดงถึงการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
ความผิดปกติของปัสสาวะในความหมายของแพทย์แผนจีน
แพทย์แผนปัจจุบัน ขอกความผิดปกติของปัสสาวะมักเน้นหนักไปที่การดูส่วนประกอบในรายละเอียดทางเคมี และการตรวจพบสิ่งตรวจพบจากกล้องจุลทรรศน์ เช่น บอกภาวะของความต่างจำเพาะ ภาวะเป็นกรดด่าง การมีปริมาณกลูโคส โปรตีน ยูเรีย เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นต้น
แพทย์แผนจีนไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ อาศัยการดูสี ดูปริมาณ ถามความถี่บ่อยของการปัสสาวะ ความรู้สึกในการถ่าย ดมกลิ่นของปัสสาวะ เพื่อบอกความผิดปกติ ไม่สามารถบอกรายละเอียดที้ชัดเจน
ความผิดปกติพิจารณา ๕ ด้าน คือ
๑.  ปริมาณ
๒.  ความถี่ หรือจำนวนครั้งของการปัสสาวะ
๓.  สีของปัสสาวะ
๔.  ความรู้สึกผิดปกติขณะปัสสาวะ
๕.  กลิ่นปัสสาวะ
ความผิดปกติของปริมาณปัสสาวะ
ปริมาณปัสสาวะมากเกินไปบ่งบอกถึง พลังของไต หรือหยางของไตพร่อง ทำให้การดึงกลับของน้ำลดลง
• ถ้าปัสสาวะมากและใส ร่วมกับมือ-เท้าเย็นกลัวหนาว บ่อบอกว่า ไตหยางพร่อง
• ถ้ากระหายน้ำ คอแห้งถึงจุก ปัสสาวะมาก บ่งบอกถึงโรคเซียวเข่อ (เบาหวาน) ที่มีผลต่อการทำงานของไต (เซี่ยเจียว) เป็นภาวะไตยินพร่อง
ปริมาณปัสสาวะน้อยไป บ่งบอกถึง
• ภาวะของร่างกายมีความร้อนภายในมาก
• ภาวการณ์สูญเสียสารน้ำในร่างกาย เช่น ท้องเสีย อาเจียน เหงื่อออกมาก
• ภาวะของอวัยวะภายใน ปอด ม้าม ไต อ่อนแอ พลังหยางของอวัยวะภายในเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เกิดปัสสาวะได้ (ภาวะช็อกเนื่องจากขาดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงไต)
ความผิดปกติของความถี่ในการปัสสาวะ
• ปัสสาวะเข้ม (เหลืองน้ำตาล) ร่วมกับอาการปวดเบ่ง ปวดบ่อยๆ บ่งบอก ภาวะร้อนชื้นของกระเพาะปัสสาวะ (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ)
• ปัสสาวะใส ปัสสาวะถี่ บ่งบอก พลังไตไม่พอขาดแรงพยุงดึงรั้งปัสสาวะ
• ปัสสาวะตอนกลางคืน ปริมาณมาก ใส บ่อย บ่งบอก ภาวะไตวายระยะท้าย หรือคนสูงอายุ (พลังไตอ่อนแอ) ไตทำหน้าที่ในการดึงกลับสารน้ำไม่ได้
• ปัสสาวะบ่อย ปริมาณน้อย ติดขัด บ่งบอกภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจเกิดจากความร้อนชื้น เลือดอุดกั้น หรือคนสูงอายุ (ต่อมลูกหมากโต) เนื่องจากพลังหยางของไตอ่อนแอ
ถ้าปัสสาวะผิดปกติจะเก็บไปตรวจทำอย่างไร
1.ก่อนที่จะเก็บปัสสาวะ ควรจะต้องทราบเสียก่อนว่า จะเก็บเพื่อตรวจหาอะไร เช่น ต้องการดูสีควรงดอาหารและยาที่ทำให้เกิดสีก่อนสักวันสองวัน เป็นต้น
2.ก่อนถ่ายปัสสาวะเพื่อเก็บตรวจ ควรล้างปากช่องอวัยวะที่จะถ่ายให้สะอาด หรือจะใช้สำลีชุบน้ำเช็ค ถ้าเป็นหญิงต้องเช็ดจากหน้าไปหลังเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากช่องคลอดหรือทวารหนัก
3.ควรเก็บปัสสาวะครั้งแรกที่ตื่นนอนเช้า ก่อนกินอาหารหรือน้ำใด ๆ เพราะมีความเข้มข้นมากที่สุด
4.ควรเก็บปัสสาวะระยะกลาง ๆ ของการถ่ายมาดู ระยะนี้ปัสสาวะออกมาจากกระเพาะปัสสาวะ ส่วนระยะเริ่มแรกถ่ายกับตอนสุดท้ายที่ขมิบ ควรจะใช้ภาชนะแยกอีกใบหนึ่งหรือสองใบรองไว้ สังเกตการขุ่น ซึ่งอาจจะปนเปื้อนมาจากช่องคลอด ไม่ได้เกิดจากความขุ่นของปัสสาวะก็ได้
5.ควรส่งตรวจทันทีเมื่อถ่ายใหม่ ๆ ภายใน 3 ชั่วโมง
เรามาหนีห่างจากโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะกัน
1.อย่ากลั้นปัสสาวะเมื่อเวลาปวด ถ้ากลั้นบ่อย ๆ จะทำให้เกิดการอักเสบในกระเพาะปัสสาวะและถ้ากลั้นต่อไปอาจทำให้เกิดการอักเสบถึงกรวยไตและในที่สุดถึงไตได้
2.การกินยาที่อาจเป็นพิษต่อไต ต้องรู้วิธีแก้ไข เช่น ยาซัลฟา ถ้ากินยานี้แล้วดื่มน้ำน้อยไป จะทำให้ยานี้ตกตะกอนในไต หรือในส่วนต่าง ๆ ของทางเดินปัสสาวะได้ เมื่อจะกินยาเหล่านี้ ต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อละลายยาไม่ให้ตกตะกอน แต่ถ้าผู้ป่วยโรคไตที่มีปัสสาวะน้อยและห้ามดื่มน้ำมาก ก็ไม่ควรใช้ยานี้
3.หญิงที่ใช้กระดาษเช็ดเมื่อปัสสาวะเสร็จ อย่าเช็ดช่องถ่ายปัสสาวะด้วยกระดาษที่ไม่สะอาด และต้องเช็ดจากหน้าไปหลัง มิฉะนั้นอาจจะติดเชื้อแบคทีเรียจากช่องคลอดหรือทวารหนักได้
4.อย่ากินอาหารเค็มจัดเสมอ ๆ
5.พยายามทำความสะอาดบริเวณขับถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ (โดยใช้น้ำสะอาดทั่วไป) ถ้าปล่อยให้สกปรกแล้ว อาจมีเชื้อโรคเข้าไปทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาจลุกลามไปถึงไตได้.
14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะเพื่อสุขภาพที่ดี
1.  อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ
2.  เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้
3.  ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา
4.  ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง
5.  ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้
6.  หากจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ  อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง
7.  เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้
8.  เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด
9.  ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ
10.  ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
11.  น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์
12.  การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน
13.  คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1วันถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตรายต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
14.  ก่อนเดินทางไกล  ก่อนยกของหนัก  ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง
ที่มา :  www.doctor.or.th
 
 
 
ปัสสาวะเป็นสิ่งที่ขับถ่ายออกมาจากร่างกาย โดยไตจะกรองเอาของเสียและสิ่งที่มากเกินพอ ออกจากเลือด และขับออกมาเป็นปัสสาวะ ถ้าไตไม่ทำงาน จะมีของเสียคั่งในเลือด ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน สะอึก หอบเหนื่อย บวม เป็นต้น
 
ปัสสาวะเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกโรคได้หลายชนิด เช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคตับ โรคกระเพาะ ปัสสาวะอักเสบ โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
 
การสังเกตปัสสาวะของตนเอง โดยดูจาก จำนวน สี ความขุ่น และกลิ่นของปัสสาวะ ก็จะทำให้ทราบถึงความผิดปกติหลาย ๆ อย่างของร่างกายได้เช่น
 
 
- จำนวนของปัสสาวะ
คนปกติจะถ่ายปัสสาวะวันละ 3 ถึง 5 ครั้ง ควรถ่ายปัสสาวะส่วนใหญ่ในเวลากลางวัน ตั้งแต่ตื่นนอนเช้าถึงก่อนเข้านอน ส่วนกลางคืนหลังเข้านอนแล้วไม่ควรถ่ายปัสสาวะอีกจนถึงเช้า นอกจากจะดื่มน้ำมากหรือในเด็กเล็ก หรือคิดมาก นอนไม่หลับ อาจถ่ายปัสสาวะในเวลากลางคืนได้อีก
 
การถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ อาจเป็นเพราะ ความวิตกกังวลซึ่งกระตุ้นให้อยากถ่ายปัสสาวะอยู่เรื่อย ๆ โดยไม่ได้เป็นโรคไต หรือโรคของทางเดินปัสสาวะก็ได้ 
 
ถ้าปัสสาวะบ่อยเป็นประจำกะปริบกะปรอย อาจเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน หรือเป็นโรคไตพิการเรื้อรัง
 
ปกติเด็กอายุ 1 ถึง 6 ขวบ จะถ่ายปัสสาวะวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามส่วนของหนึ่งลิตร (ประมาณ 1 แก้วครึ่ง) และไม่ควรมากกว่าหนึ่งลิตร 
 
เด็กอายุ 6 ถึง 12 ขวบ ควรถ่ายปัสสาวะวันหนึ่งไม่น้อยกว่าครึ่งลิตรและไม่ควรเกินสองลิตร
 
ผู้ใหญ่ควรถ่ายปัสสาวะวันละเกือบลิตร และไม่ควรเกินสองลิตร
ถ้าถ่ายปัสสาวะน้อยไปส่วนใหญ่เกิดจาการดื่มน้ำน้อย หรือเกิดจากการเสียน้ำทางอื่นเช่น เหงื่อออกมาก ท้องเดินท้องร่วง อาเจียนมาก เป็นต้น ส่วนน้อยเกิดจากโรคไต โรคหัวใจ และอื่น ๆ 
 
ถ้าถ่ายปัสสาวะมากไปส่วนใหญ่มักเกิดจากาการดื่มน้ำมาก หรือพบในโรคเบาหวาน เบาจืด โรคเกี่ยวกับระบบประสาท โรคไตพิการเรื้อรังบางระยะ การกินยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
 
บางครั้งพบว่าไม่มีปัสสาวะเลยหรือทั้งวันถ่ายปัสสาวะได้น้อยกว่า 1 ใน 10 ส่วนของลิตร (น้อยกว่า 1 ถ้วยแก้ว) ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ, โรคเป็นพิษเนื่องจากปรอท, โรคไตอักเสบอย่างรุนแรง, ภาวะช็อค (เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ) เป็นต้น
 
สำหรับอาการผิดปกติในการขับปัสสาวะ เช่น ปวดท้องน้อยในขณะถ่ายปัสสาวะ แสบที่ช่องถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะแล้วรู้สึกไม่สุดอยากจะถ่ายอีกทั้ง ๆที่ไม่มีปัสสาวะ ปัสสาวะขัด อาจมีการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
 
 
สีของปัสสาวะ
 
ปัสสาวะปกติมีสีเหลืองอ่อนเหมือนฟางข้าว ถ้าดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะก็น้อยทำให้สีเข้มขึ้นถึงสีเหลืองอำพัน ถ้าดื่มน้ำมากปัสสาวะก็มากทำให้สีอ่อนลง จนเหมือนไม่มีสีได้ 
 
ถ้าปัสสาวะมีสีผิดปกติไปจากนี้ เช่น 
 
- สีเหลืองอำพันแดง อาจเกิดจากสีของยูโรบิลิน ซึ่งเกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงในเส้นเลือดแตกมากกว่าปกติ
 
- สีเหลืองน้ำตาลหรือเหลืองเขียว มีฟองสีเดียวกับน้ำปัสสาวะ อาจเป็นสีของน้ำดี จะพบในภาวะดีซ่านของโรคตับหรือท่อน้ำดี
 
- สีแดงหรือสีน้ำล้างเนื้อ อาจเป็นสีของเลือดซึ่งออกมาจากบาดแผลส่วนใดส่วนหนึ่งของทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดจากนิ่วหรือเกิดจากการอักเสบหรืออาจปนเปื้อนมาจากปากช่องคลอดซึ่งเป็นรอบเดือนของผู้หญิงก็ได้
 
- สีคล้ายน้ำนมอาจเป็นสีของหนอง ซึ่งเกิดจากการอักเสบของทางเดินปัสสาวะหรืออาจเป็นสีของไขมัน ซึ่งเกิดจากการที่ท่อน้ำเหลืองอุดตัน เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเท้าช้าง
 
- อาหารและยาบางอย่างทำให้สีปัสสาวะเปลี่ยนไป แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นสีที่เป็นโรค เช่นกินมะละกอสุกจำนวนมาก หรือยาขับปัสสาวะบางอย่างจะทำให้ปัสสาวะเป็นสีเหลืองส้ม ยาที่มีส่วนผสมเมทิลีนบลู จะทำให้ปัสสาวะเป็นสีน้ำเงิน เมื่อผสมกับสีเหลืองของปัสสาวะอาจเพี้ยนไปเป็นสีเขียวได้ ยาบางอย่างทำให้ปัสสาวะเป็นสีแดงแต่ไม่ขุ่น หรือกินอาหารที่ผสมสีเช่น ไส้กรอก ขนมใส่สีบางอย่าง ทำให้ถ่ายปัสสาวะมีสีต่างๆ ได้เช่นเดียวกัน
 
 
ความขุ่นของปัสสาวะ
 
ปัสสาวะที่ถ่ายใหม่ ๆจะใส ถ้าตั้งทิ้งไว้จะขุ่นได้ เนื่องจากปัสสาวะเป็นอาหารที่ดีสำหรับแบคทีเรีย แบคทีเรียจึงเจริญเติบโตขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นมากมายอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัสสาวะขุ่นได้
สาเหตุความขุ่นอีกอย่างหนึ่งคือแบคทีเรียจะเปลี่ยนยูเรียในปัสสาวะให้เป็นแอมโมเนีย แอมโมเนียจะทำให้ปัสสาวะมีฤทธิ์เป็นด่าง ด่างก็จะช่วยตกตะกอนของสารบางอย่าง เช่น พวกฟอสเฟท ยูเรท ทำให้ปัสสาวะขุ่นได้ เช่นเดียวกัน ถ้าปัสสาวะที่ถ่ายใหม่ขุ่น เช่น ขุ่นและมีสีแดง ปัสสาวะอาจมีเลือดปนปัสสาวะขุ่นคล้ายนมอาจเกิดจากหนองหรือไขมัน
 
บางครั้งความขุ่นของปัสสาวะเกิดจากอาหารและยา ซึ่งเป็นสาเหตุของการตกตะกอนของสารบางชนิดได้เช่นเดียวกัน เช่น ยาซัลฟา กินแล้วไม่ได้ดื่มน้ำมาก ๆ อาจจะตกตะกอนเป็นผงหรือผลึก ทำให้ปัสสาวะขุ่น ถ้าอาการปวดท้อง ปวดดื้อ จนถึงปวดรุนแรงเป็นพัก ๆ จนบิด ปัสสาวะน้อยและขุ่น จำทำให้นึกถึงโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
 
 
กลิ่นของปัสสาวะ
 
ปกติปัสสาวะเมื่อถ่ายออกมาสด ๆ จะมีกลิ่นหอมกำยาน และถ้าตั้งทิ้งไว้ค้างคืน จะมีกลิ่นแอมโมเนีย อาหารและยาทำให้กลิ่นปัสสาวะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น สะตอ สตือ ทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นฉุน
 
กลิ่นปัสสาวะใหม่ ๆสด ๆ บางกลิ่นสามารถเดาได้ว่าเป็นปัสสาวะของโรคอะไร เช่น
 
- กลิ่นน้ำนมแมวมักจะพบในปัสสาวะของคนที่เป็นเบาหวานที่เป็นมากและไม่ได้รักษา
 
- กลิ่นเหม็นเน่าเกิดจากการติดเชื้อมักจะพบปัสสาวะขุ่นเป็นหนองด้วย
 
- กลิ่นแอมโมเนียของปัสสาวะใหม่สด แสดงถึงการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
 
 
 
ความผิดปกติของปัสสาวะในความหมายของแพทย์แผนจีน
 
แพทย์แผนปัจจุบัน ขอกความผิดปกติของปัสสาวะมักเน้นหนักไปที่การดูส่วนประกอบในรายละเอียดทางเคมี และการตรวจพบสิ่งตรวจพบจากกล้องจุลทรรศน์ เช่น บอกภาวะของความต่างจำเพาะ ภาวะเป็นกรดด่าง การมีปริมาณกลูโคส โปรตีน ยูเรีย เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นต้น
แพทย์แผนจีนไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ อาศัยการดูสี ดูปริมาณ ถามความถี่บ่อยของการปัสสาวะ ความรู้สึกในการถ่าย ดมกลิ่นของปัสสาวะ เพื่อบอกความผิดปกติ ไม่สามารถบอกรายละเอียดที้ชัดเจน
 
 
ความผิดปกติพิจารณา ๕ ด้าน คือ
๑. ปริมาณ
๒. ความถี่ หรือจำนวนครั้งของการปัสสาวะ
๓. สีของปัสสาวะ
๔. ความรู้สึกผิดปกติขณะปัสสาวะ
๕. กลิ่นปัสสาวะ
 
ความผิดปกติของปริมาณปัสสาวะ
 
ปริมาณปัสสาวะมากเกินไปบ่งบอกถึง พลังของไต หรือหยางของไตพร่อง ทำให้การดึงกลับของน้ำลดลง
• ถ้าปัสสาวะมากและใส ร่วมกับมือ-เท้าเย็นกลัวหนาว บ่อบอกว่า ไตหยางพร่อง
• ถ้ากระหายน้ำ คอแห้งถึงจุก ปัสสาวะมาก บ่งบอกถึงโรคเซียวเข่อ (เบาหวาน) ที่มีผลต่อการทำงานของไต (เซี่ยเจียว) เป็นภาวะไตยินพร่อง
 
ปริมาณปัสสาวะน้อยไป บ่งบอกถึง
• ภาวะของร่างกายมีความร้อนภายในมาก
• ภาวการณ์สูญเสียสารน้ำในร่างกาย เช่น ท้องเสีย อาเจียน เหงื่อออกมาก
• ภาวะของอวัยวะภายใน ปอด ม้าม ไต อ่อนแอ พลังหยางของอวัยวะภายในเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เกิดปัสสาวะได้ (ภาวะช็อกเนื่องจากขาดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงไต)
 
 
ความผิดปกติของความถี่ในการปัสสาวะ
 
• ปัสสาวะเข้ม (เหลืองน้ำตาล) ร่วมกับอาการปวดเบ่ง ปวดบ่อยๆ บ่งบอก ภาวะร้อนชื้นของกระเพาะปัสสาวะ (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ)
• ปัสสาวะใส ปัสสาวะถี่ บ่งบอก พลังไตไม่พอขาดแรงพยุงดึงรั้งปัสสาวะ
• ปัสสาวะตอนกลางคืน ปริมาณมาก ใส บ่อย บ่งบอก ภาวะไตวายระยะท้าย หรือคนสูงอายุ (พลังไตอ่อนแอ) ไตทำหน้าที่ในการดึงกลับสารน้ำไม่ได้
• ปัสสาวะบ่อย ปริมาณน้อย ติดขัด บ่งบอกภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจเกิดจากความร้อนชื้น เลือดอุดกั้น หรือคนสูงอายุ (ต่อมลูกหมากโต) เนื่องจากพลังหยางของไตอ่อนแอ
 
 
ถ้าปัสสาวะผิดปกติจะเก็บไปตรวจทำอย่างไร
 
1.ก่อนที่จะเก็บปัสสาวะ ควรจะต้องทราบเสียก่อนว่า จะเก็บเพื่อตรวจหาอะไร เช่น ต้องการดูสีควรงดอาหารและยาที่ทำให้เกิดสีก่อนสักวันสองวัน เป็นต้น
 
2.ก่อนถ่ายปัสสาวะเพื่อเก็บตรวจ ควรล้างปากช่องอวัยวะที่จะถ่ายให้สะอาด หรือจะใช้สำลีชุบน้ำเช็ค ถ้าเป็นหญิงต้องเช็ดจากหน้าไปหลังเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากช่องคลอดหรือทวารหนัก
 
3.ควรเก็บปัสสาวะครั้งแรกที่ตื่นนอนเช้า ก่อนกินอาหารหรือน้ำใด ๆ เพราะมีความเข้มข้นมากที่สุด
 
4.ควรเก็บปัสสาวะระยะกลาง ๆ ของการถ่ายมาดู ระยะนี้ปัสสาวะออกมาจากกระเพาะปัสสาวะ ส่วนระยะเริ่มแรกถ่ายกับตอนสุดท้ายที่ขมิบ ควรจะใช้ภาชนะแยกอีกใบหนึ่งหรือสองใบรองไว้ สังเกตการขุ่น ซึ่งอาจจะปนเปื้อนมาจากช่องคลอด ไม่ได้เกิดจากความขุ่นของปัสสาวะก็ได้
 
5.ควรส่งตรวจทันทีเมื่อถ่ายใหม่ ๆ ภายใน 3 ชั่วโมง
 
 
เรามาหนีห่างจากโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะกัน
 
1.อย่ากลั้นปัสสาวะเมื่อเวลาปวด ถ้ากลั้นบ่อย ๆ จะทำให้เกิดการอักเสบในกระเพาะปัสสาวะและถ้ากลั้นต่อไปอาจทำให้เกิดการอักเสบถึงกรวยไตและในที่สุดถึงไตได้
 
2.การกินยาที่อาจเป็นพิษต่อไต ต้องรู้วิธีแก้ไข เช่น ยาซัลฟา ถ้ากินยานี้แล้วดื่มน้ำน้อยไป จะทำให้ยานี้ตกตะกอนในไต หรือในส่วนต่าง ๆ ของทางเดินปัสสาวะได้ เมื่อจะกินยาเหล่านี้ ต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อละลายยาไม่ให้ตกตะกอน แต่ถ้าผู้ป่วยโรคไตที่มีปัสสาวะน้อยและห้ามดื่มน้ำมาก ก็ไม่ควรใช้ยานี้
 
3.หญิงที่ใช้กระดาษเช็ดเมื่อปัสสาวะเสร็จ อย่าเช็ดช่องถ่ายปัสสาวะด้วยกระดาษที่ไม่สะอาด และต้องเช็ดจากหน้าไปหลัง มิฉะนั้นอาจจะติดเชื้อแบคทีเรียจากช่องคลอดหรือทวารหนักได้
 
4.อย่ากินอาหารเค็มจัดเสมอ ๆ
 
5.พยายามทำความสะอาดบริเวณขับถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ (โดยใช้น้ำสะอาดทั่วไป) ถ้าปล่อยให้สกปรกแล้ว อาจมีเชื้อโรคเข้าไปทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาจลุกลามไปถึงไตได้.
 
 
 
14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะเพื่อสุขภาพที่ดี
 
 
1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ 
2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้ 
3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา 
4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง 
5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้ 
6. หากจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง 
7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้ 
8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด 
9. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ 
10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 
11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์ 
12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน 
13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1วันถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตรายต้องไปพบแพทย์โดยด่วน 
14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง
 
 
ที่มา : www.doctor.or.th
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-19 09:57:43 IP : 58.9.164.237


ความเห็นที่ 5 (3402489)

 เรื่่องของชีพจรกับการวางยา..... แพทย์แผนโบราณ

 
เป็นความรู้แต่โบราณ ที่แพทย์แผนโบราณใช้ในการวางยารักษาไข้และโรคต่างๆให้กับผู้ป่วย ใช้ในกรณีที่กินยาหม้อ (ยาต้ม) เพื่อให้การดูดซึมยา ,การออกฤทธิ์ของยาดีขึ้น และไม่ให้เกิดผลแทรกซ้อนจากฤดูที่มากระทบร่างกาย
 
 
ชีพจรในการวางยา....
 
ข้างขึ้น....
 
๑ ค่ำ ชีพจรประจำอยู่ที่ ฝ่าเท้า กินยาสะดวกดี(กินยาได้)
๒ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ หลังเท้า กินยาสะดวกดี
๓ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ศีรษะ กินยาถ่าย ผายดี
๔ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ แขน กินยาถ่ายผายดี
๕ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ลิ้น กินยามักอาเจียน
๖ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ทั่วตัว กินยามักอาเจียน
๗ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ หน้าแข้ง กินยาดี ไม่จุกแน่น
๘ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ท้องน้อย ห้ามกินยา โรคกำเริบ
๙ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ มือ กินยาดีนัก
๑๐ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ก้น กินยาดี ระงับลม
๑๑ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ฟัน ห้ามกินยาโรคกำเริบ
๑๒ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ คาง ห้ามกินยา โรคกำเริบ
๑๓ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ขา วางยาดีนัก
๑๔ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ หลัง ห้ามวางยา
๑๕ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ หัวใจ ห้ามวางยาถ่ายต่างๆ
 
 
ข้างแรม....
 
๑ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ฝ่าเท้า กินยาสะดวกดี
๒ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ หลังเท้า กินยาดี เจริญอายุ
๓ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ สะดือ กินยามักอาเจียน
๔ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ฟัน ห้ามกินยา
๕ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ลิ้น ห้ามกินยาจะอาเจียน
๖ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ศีรษะ กินยาดีนัก ระงับโรคภัย
๗ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ทั่วตัว กินยาไม่ดี แน่นหน้าอก
๘ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ หน้าอก กินยาไม่ดี
๙ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ คาง กินยามักคลื่น
๑๐ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ แขน กินยาดีนัก
๑๑ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ มือ กินยาดีนัก
๑๒ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ จมูก กินยาดีนัก หายโรค
๑๓ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ หู กินยาดีนัก หายโรค
๑๔ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ ปาก ห้ามกินยา
๑๕ ค่ำ ชีพจรอยู่ที่ คอ ห้ามกินยา
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-27 11:25:54 IP : 125.25.52.240


ความเห็นที่ 6 (3405158)

 รู้เรื่องโรค.... แพทย์แผนไทย

 

รูปภาพ : รู้เรื่องโรค.... แพทย์แผนไทย
โรคกระษัย.....
คนหนุ่มสาวสมัยนี้ พอได้ยินค่ำว่า “กระษัย” ส่วนมากมักจะหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัยว่ากระษัยคืออะไร เป็นอย่างไร
แต่คนรุ่นผู้ใหญ่หรือคนแก่คนเฒ่า คงจะคุ้นเคยกับคำนี้มาบ้างแล้ว มาลองทำความรู้จักกับโรคนี้ดูว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมจึงพูดกันถึงโรคนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจด้วยว่า โรคกระษัยนี้ เป็นชื่อเรียกอาการโรคชนิดหนึ่งในทรรศนะของแพทย์แผนโบราณไทย
กระษัย หมายถึงการสิ้นหมดไป การเสื่อมไป ในทางการแพทย์แผนไทยหมาย ถึงการเสื่อมโทรมของธาตุทั้ง ๔
คัมภีร์กษัยจึงเป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยอาการอัน เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยแบ่งกษัยเป็น ๒๖ จำพวก ซึ่งแบ่งตามการเกิด ได้ ๒ ประการคือ
๑. เกิดจากกองธาตุหรือกองธาตสมุฎฐาน
กษัยที่เกิดจากกองธาตุมีด้วยกัน ๘ จำพวก คือกษัยกล่อน ๕ ได้แก่ กษัยกล่อนดิน กษัยกล่อนน้ำ กษัยกล่อนลม กษัยกล่อนเพลิง กษัยกล่อนเถา และยังมีอีก ๓ จำพวกคือ กษัยน้ำ กษัยลม กษัยไฟ
๒. ส่วนกษัยที่เกิดในอุปปาติกะโรคมีทั้งสิ้น ๑๘ จำพวก คือ กษัยเส้น กษัยราก กษัยเหล็ก กษัยปู กษัยจุก กษัยปลาไหล กษัยปลาหมอ กษัยปลาดุก กษัยปลวก ปษัยลิ้นกระบือ กษัยเต่า กษัยดาน กษัยท้น กษัยเสียด กษัยเพลิง(ไฟ) กษัยน้ำ กษับเชือก และกษัยลม
อาการของกษัยต่างๆ ....
จะเกิดกับระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อยอาหาร ระบบ เลือด ตลอดจนถึงระบบขับถ่ายในร่างกาย
⇒ กระษัยหมายถึงโรคอะไร
โรคกระษัย ตามความหมายของแพทย์แผนโบราณ เขาถือว่า เป็นโรคของความเสื่อมโทรมของร่างกาย โดยไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค
ทางแผนโบราณถือว่าร่างกายของคนเราเกิดจากธาตุทั้ง 4 มารวมกัน มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และธาตุทั้ง 4 มันได้เสื่อมหน้าที่ของมัน จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ ทรุดโทรมลง ทำงานไม่ได้ตามปกติ
การทำงานผิดปกติไปของธาตุทั้ง 4 อย่างเช่น
ธาตุดิน เช่นกระดูก(ซึ่งถือว่าเป็นกองดินกองหนึ่ง) ผิดปกติไป ก็ถือว่าธาตุดินผิดปกติ
ธาตุน้ำ เช่น ถ้าเลือด(ซึ่งถือว่าเป็นกองน้ำอันหนึ่ง) น้อยลง ก็ถือว่าธาตุน้ำผิดปกติ
ธาตุลม เช่น แรงที่ดันให้เลือดเดิน(ซึ่งถือว่าเป็นลมกองหนึ่ง) เมื่อเลือดไม่สูบฉีดหรือสูบฉีดไม่ดี ก็ถือว่าธาตุลมผิดปกติ
ธาตุไฟ เช่น ถ้าน้ำย่อยอาหาร(ซึ่งถือเป็นกองไฟกองหนึ่ง) ไม่ทำงานก็ถือว่าธาตุไฟผิดปกติ
เป็นต้น.... เมื่อธาตุทั้ง 4 มันเสื่อม สุขภาพร่างกายก็จะเสื่อมลง สรุปแล้วกระษัยจึงมีความหมายกว้างมาก เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของร่างกาย(ธาตุทั้ง 4) นั่นเอง
⇒ ธาตุทั้ง 4 มีอะไรบ้าง
ธาตุดิน  มี 20 กอง ได้แก่ เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ กระเพาะ ลำไส้ ผม ฟัน หนัง ฯลฯ
ธาตุน้ำ  มี 12 กอง ได้แก่ น้ำลาย น้ำมูก น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำดี น้ำโลหิต น้ำปัสสาวะ ฯลฯ
ธาตุลม  มี 6 กอง
กองที่ 1 ลมพัดจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง ทำให้เลือดลมเดินดี
กองที่ 2 ลมพัดจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน
กองที่ 3 ลมพัดอยู่ในท้องในกระเพาะในหลอดลำไส้
กองที่ 4 ลมพัดอยู่ในท้องในกระเพาะในหลอดลำไส้
กองที่ 5 ลมหายใจเข้าหายใจออก
กองที่ 6 ลมพัดทั่วสาริกาย ออกจมูก ออกหู ออกตา ออกปาก ออกทางปัสสาวะ ออกทางอุจจาระ ออกทางช่องคลอด
ธาตุไฟ มี 4 กอง
กองที่ 1 ทำให้ร่างกายอบอุ่น(ถ้าหมดอุ่นก็ตาย)
กองที่ 2 ทำให้ต้องอาบน้ำ และพัดวี
กองที่ 3 ทำให้ร่างกายแก่ลงไปทุกวัน ๆ
กองที่ 4 ช่วยย่อยอาหาร
⇒ อาการของโรคกระษัย
โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก มี กระษัยโอปาติกะ(คือเกิดขึ้นมีอาการหลายจำพวก ) กับกระษัยกร่อน
อาการของโรคกระษัยโอปาติกะ
กระษัยประเภทนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย อาจจะมีอาเจียน ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เป็นอันที่จะทำอะไร ปวดตามท้องน้อย ปวดเมื่อยไปหมด ซูบผอมลง เหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า สมองมึนงง ถ้าถูกอากาศเย็นหรือที่ชื้นแฉะหรืออยู่ในน้ำ จะปัสสาวะบ่อย มีอาการจุกเสียดแน่น ปวดท้อง น่องหมดแรง
อาการของโรคกระษัยกร่อน
เส้นท้องตึง เจ็บสะเอว มือเท้าชา วิงเวียน ตาฝ้าฟาง หูอื้อ ท้องขึ้น กินอาหารไม่ได้ มักปวดเสียดแทงตั้งแต่หัวหน่าวถึงยอดอก มักมีลำมีก้อนตามท้องน้อยและจะถ่วงเป็นก้อนอยู่ที่หัวหน่าวหน้าขาทั้ง 2 ข้าง แล้วเลื่อนลงไปถึงลูกอัณฑะ เกิดฟกบวมอักเสบจับต้องไม่ได้ เพราะเจ็บปวดเป็นก้อนเป็นเถาเป็นลำ(ก้อนยาว)
เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีอาการเจ็บท้องน้อย ถ่วงคล้ายไส้เลื่อน แต่ไส้เลื่อนนั้น คนที่เป็นจะกินอาหารได้ และนอนหลับสบาย จะมีอาการเฉพาะเจ็บเสียดท้องน้อยแต่คนที่เป็นกระษัยกร่อน จะหาความสบายไม่ได้ คือจิตใจไม่สบายเหมือนกับคนเป็นโรคประสาท กินไม่ได้ มึนงง นอนไม่หลับ ผอมแห้งแรงน้อย
⇒ แผนโบราณเขาตรวจเขารักษาอย่างไร?
การตรวจก็ใช้วิธีสอบถามอาการจากคำบอกเล่าของผู้ป่วย ดูอาการ สอบถามความเป็นมา เป็นนานเท่าใด กินนอนได้ไหม เป็นอย่างไร
การรักษาของแผนโบราณนั้น เขาจะถือว่าคนที่เป็นโรคนั้นสะสมของไม่ดีไว้ หรือหมักโรคไว้ ต้องถ่ายเอาโรคหรือของเก่าที่ไม่ดีในร่างกายออกมาทิ้งให้หมด แล้วค่อยกินยาไปรักษา หรือบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม เราจึงใช้คำว่า ยารุยาถ่าย กับยาบำรุง ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดว่า ทำไมแผนโบราณต้องถ่ายกับต้องบำรุง เพราะการมองปัญหาและวิธีแก้ปัญหาแตกต่างกับปัจจุบัน
⇒ เรื่องเดียวกันหรือไม่กระษัยกับโรคไตของแผนโบราณ
โรคกระษัยกับโรคไตของแผนโบราณเป็นคนละเรื่องกัน
โรคไตของแผนโบราณ มีอาการดังนี้
โรคไตทั่วไป ปวดตามตัว หน้าบวมฉุ ปัสสาวะน้อย ปวดเมื่อยหลัง
หินปูนในไต เขาว่าไว้ว่า เกิดจากผู้ป่วยที่กินหมาก กินน้ำบ่อ น้ำคลองที่เป็นตะกอน จะมีปูนไปเกาะเป็นก้อนอยู่ในไต มีการเจ็บปวด ปัสสาวะขัดบางรายมีเลือดออก
ไตอักเสบ มีการปวดเมื่อยเจ็บแล้วปวดท้องเป็นครั้งคราว ปัสสาวะขัด แต่เจ็บปวดมาก .
http://www.doctor.or.th

 

โรคกระษัย.....
 
คนหนุ่มสาวสมัยนี้ พอได้ยินค่ำว่า “กระษัย” ส่วนมากมักจะหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัยว่ากระษัยคืออะไร เป็นอย่างไร
แต่คนรุ่นผู้ใหญ่หรือคนแก่คนเฒ่า คงจะคุ้นเคยกับคำนี้มาบ้างแล้ว มาลองทำความรู้จักกับโรคนี้ดูว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมจึงพูดกันถึงโรคนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจด้วยว่า โรคกระษัยนี้ เป็นชื่อเรียกอาการโรคชนิดหนึ่งในทรรศนะของแพทย์แผนโบราณไทย
 
 
กระษัย หมายถึงการสิ้นหมดไป การเสื่อมไป ในทางการแพทย์แผนไทยหมาย ถึงการเสื่อมโทรมของธาตุทั้ง ๔ 
 
คัมภีร์กษัยจึงเป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยอาการอัน เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยแบ่งกษัยเป็น ๒๖ จำพวก ซึ่งแบ่งตามการเกิด ได้ ๒ ประการคือ 
๑. เกิดจากกองธาตุหรือกองธาตสมุฎฐาน 
กษัยที่เกิดจากกองธาตุมีด้วยกัน ๘ จำพวก คือกษัยกล่อน ๕ ได้แก่ กษัยกล่อนดิน กษัยกล่อนน้ำ กษัยกล่อนลม กษัยกล่อนเพลิง กษัยกล่อนเถา และยังมีอีก ๓ จำพวกคือ กษัยน้ำ กษัยลม กษัยไฟ 
๒. ส่วนกษัยที่เกิดในอุปปาติกะโรคมีทั้งสิ้น ๑๘ จำพวก คือ กษัยเส้น กษัยราก กษัยเหล็ก กษัยปู กษัยจุก กษัยปลาไหล กษัยปลาหมอ กษัยปลาดุก กษัยปลวก ปษัยลิ้นกระบือ กษัยเต่า กษัยดาน กษัยท้น กษัยเสียด กษัยเพลิง(ไฟ) กษัยน้ำ กษับเชือก และกษัยลม
 
 
อาการของกษัยต่างๆ ....
 
จะเกิดกับระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อยอาหาร ระบบ เลือด ตลอดจนถึงระบบขับถ่ายในร่างกาย
 
⇒ กระษัยหมายถึงโรคอะไร
โรคกระษัย ตามความหมายของแพทย์แผนโบราณ เขาถือว่า เป็นโรคของความเสื่อมโทรมของร่างกาย โดยไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค
ทางแผนโบราณถือว่าร่างกายของคนเราเกิดจากธาตุทั้ง 4 มารวมกัน มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และธาตุทั้ง 4 มันได้เสื่อมหน้าที่ของมัน จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ ทรุดโทรมลง ทำงานไม่ได้ตามปกติ
 
การทำงานผิดปกติไปของธาตุทั้ง 4 อย่างเช่น
ธาตุดิน เช่นกระดูก(ซึ่งถือว่าเป็นกองดินกองหนึ่ง) ผิดปกติไป ก็ถือว่าธาตุดินผิดปกติ
ธาตุน้ำ เช่น ถ้าเลือด(ซึ่งถือว่าเป็นกองน้ำอันหนึ่ง) น้อยลง ก็ถือว่าธาตุน้ำผิดปกติ
ธาตุลม เช่น แรงที่ดันให้เลือดเดิน(ซึ่งถือว่าเป็นลมกองหนึ่ง) เมื่อเลือดไม่สูบฉีดหรือสูบฉีดไม่ดี ก็ถือว่าธาตุลมผิดปกติ
ธาตุไฟ เช่น ถ้าน้ำย่อยอาหาร(ซึ่งถือเป็นกองไฟกองหนึ่ง) ไม่ทำงานก็ถือว่าธาตุไฟผิดปกติ
เป็นต้น.... เมื่อธาตุทั้ง 4 มันเสื่อม สุขภาพร่างกายก็จะเสื่อมลง สรุปแล้วกระษัยจึงมีความหมายกว้างมาก เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของร่างกาย(ธาตุทั้ง 4) นั่นเอง
 
 
 
⇒ ธาตุทั้ง 4 มีอะไรบ้าง
ธาตุดิน มี 20 กอง ได้แก่ เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ กระเพาะ ลำไส้ ผม ฟัน หนัง ฯลฯ
 
ธาตุน้ำ มี 12 กอง ได้แก่ น้ำลาย น้ำมูก น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำดี น้ำโลหิต น้ำปัสสาวะ ฯลฯ
 
ธาตุลม มี 6 กอง
กองที่ 1 ลมพัดจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง ทำให้เลือดลมเดินดี
กองที่ 2 ลมพัดจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน
กองที่ 3 ลมพัดอยู่ในท้องในกระเพาะในหลอดลำไส้
กองที่ 4 ลมพัดอยู่ในท้องในกระเพาะในหลอดลำไส้
กองที่ 5 ลมหายใจเข้าหายใจออก
กองที่ 6 ลมพัดทั่วสาริกาย ออกจมูก ออกหู ออกตา ออกปาก ออกทางปัสสาวะ ออกทางอุจจาระ ออกทางช่องคลอด
 
ธาตุไฟ มี 4 กอง
กองที่ 1 ทำให้ร่างกายอบอุ่น(ถ้าหมดอุ่นก็ตาย)
กองที่ 2 ทำให้ต้องอาบน้ำ และพัดวี
กองที่ 3 ทำให้ร่างกายแก่ลงไปทุกวัน ๆ
กองที่ 4 ช่วยย่อยอาหาร
 
 
 
⇒ อาการของโรคกระษัย
โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก มี กระษัยโอปาติกะ(คือเกิดขึ้นมีอาการหลายจำพวก ) กับกระษัยกร่อน
 
 
อาการของโรคกระษัยโอปาติกะ
กระษัยประเภทนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย อาจจะมีอาเจียน ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เป็นอันที่จะทำอะไร ปวดตามท้องน้อย ปวดเมื่อยไปหมด ซูบผอมลง เหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า สมองมึนงง ถ้าถูกอากาศเย็นหรือที่ชื้นแฉะหรืออยู่ในน้ำ จะปัสสาวะบ่อย มีอาการจุกเสียดแน่น ปวดท้อง น่องหมดแรง
 
 
อาการของโรคกระษัยกร่อน
เส้นท้องตึง เจ็บสะเอว มือเท้าชา วิงเวียน ตาฝ้าฟาง หูอื้อ ท้องขึ้น กินอาหารไม่ได้ มักปวดเสียดแทงตั้งแต่หัวหน่าวถึงยอดอก มักมีลำมีก้อนตามท้องน้อยและจะถ่วงเป็นก้อนอยู่ที่หัวหน่าวหน้าขาทั้ง 2 ข้าง แล้วเลื่อนลงไปถึงลูกอัณฑะ เกิดฟกบวมอักเสบจับต้องไม่ได้ เพราะเจ็บปวดเป็นก้อนเป็นเถาเป็นลำ(ก้อนยาว)
 
เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีอาการเจ็บท้องน้อย ถ่วงคล้ายไส้เลื่อน แต่ไส้เลื่อนนั้น คนที่เป็นจะกินอาหารได้ และนอนหลับสบาย จะมีอาการเฉพาะเจ็บเสียดท้องน้อยแต่คนที่เป็นกระษัยกร่อน จะหาความสบายไม่ได้ คือจิตใจไม่สบายเหมือนกับคนเป็นโรคประสาท กินไม่ได้ มึนงง นอนไม่หลับ ผอมแห้งแรงน้อย
 
 
⇒ แผนโบราณเขาตรวจเขารักษาอย่างไร? 
การตรวจก็ใช้วิธีสอบถามอาการจากคำบอกเล่าของผู้ป่วย ดูอาการ สอบถามความเป็นมา เป็นนานเท่าใด กินนอนได้ไหม เป็นอย่างไร
การรักษาของแผนโบราณนั้น เขาจะถือว่าคนที่เป็นโรคนั้นสะสมของไม่ดีไว้ หรือหมักโรคไว้ ต้องถ่ายเอาโรคหรือของเก่าที่ไม่ดีในร่างกายออกมาทิ้งให้หมด แล้วค่อยกินยาไปรักษา หรือบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม เราจึงใช้คำว่า ยารุยาถ่าย กับยาบำรุง ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดว่า ทำไมแผนโบราณต้องถ่ายกับต้องบำรุง เพราะการมองปัญหาและวิธีแก้ปัญหาแตกต่างกับปัจจุบัน
 
 
⇒ เรื่องเดียวกันหรือไม่กระษัยกับโรคไตของแผนโบราณ
โรคกระษัยกับโรคไตของแผนโบราณเป็นคนละเรื่องกัน
โรคไตของแผนโบราณ มีอาการดังนี้
โรคไตทั่วไป ปวดตามตัว หน้าบวมฉุ ปัสสาวะน้อย ปวดเมื่อยหลัง
หินปูนในไต เขาว่าไว้ว่า เกิดจากผู้ป่วยที่กินหมาก กินน้ำบ่อ น้ำคลองที่เป็นตะกอน จะมีปูนไปเกาะเป็นก้อนอยู่ในไต มีการเจ็บปวด ปัสสาวะขัดบางรายมีเลือดออก
ไตอักเสบ มีการปวดเมื่อยเจ็บแล้วปวดท้องเป็นครั้งคราว ปัสสาวะขัด แต่เจ็บปวดมาก . 
 
http://www.doctor.or.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-14 20:14:04 IP : 110.168.175.132


ความเห็นที่ 7 (3405159)

 เล่าเรื่องโรคมะเร็ง.....ทางแพทย์แผนไทย

 

รูปภาพ : เล่าเรื่องโรคมะเร็ง.....ทางแพทย์แผนไทย
มีกรณีศึกษา  ผู้หญิงอายุประมาณ ๓๘ ปี  มาด้วยอาการเจ็บจี๊ดแปล๊บ  บริเวณท้องน้อยด้านซ้าย  เป็นมาประมาณ ๗-๘ ปี เคยตรวจที่ร.พ.แพทย์วินิจฉัยว่า  มีถุงน้ำเล็กๆ  ในมดลูกและรังไข่ (อุลตร้าซาวน์)  เคยกินยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิว และกินยาคุมเพื่อปรับประจำเดือน  โดยกินต่อเนื่องเป็นเวลา ๘ เดือน ประจำเดือนมา ๒-๓ วัน  ไม่สม่ำ เสมอ ๓ เดือน ต่อครั้ง  ความดันโลหิต ๑๐๐/๖๐ – ๑๑๐/๗๐  มิลลิเมตรปรอท  มีอาการหน้ามืดเป็นบางครั้ง  ท้องอืดเฟ้อเป็นประจำ
การตรวจร่างกาย  พบว่า
-	ผิวหน้าซีด  ริมฝีปากคล้ำ  ผิวพรรณไม่สดใส  มีสิว  ฝ้าเลือดลม   ฝ่ามือเหลือง
-	ลิ้น  มี ฝ้าขาวบางๆ บริเวณกลางลิ้น
-	ตรวจพบข้อนิ้วมือเป็นสีดำคล้ำ
ประวัติประจำเดือน   พบว่า
-	เริ่มมีประจำเดือนอายุ ๑๓ ปี  ประจำเดือนออกน้อย ประมาณ ๒-๓ วัน  วันแรกสีแดงคล้ำ  วันต่อมาสีแดงจางๆ มาไม่สม่ำเสมอ  ไม่แน่นอน  บางครั้งเว้น  ๒ เดือน  ๓  เดือน   ๖  เดือน  มากที่สุดคือ  ๘ เดือน  พบแพทย์ให้กินยาคุมกำเนิด ๑๐ วัน  เพื่อให้ประจำเดือนมา
-	อุลตร้าซาวน์  พบถุงน้ำเล็กๆ ในมดลูก
การวินิจฉัยทางแพทย์แผนไทย
-	มะเร็งลาม (มะเร็งมดลูก / รังไข่)
-	มะเร็งเม็ดเลือด (ภูมิแพ้ในเลือด)
-	ฝีมะเร็งทรวง (เป็นน้อย  ยังไม่ต้องให้ยา)
-	โลหิตระดูร้าง
การรักษา  ตามตำรายาวัดโพธิ์
-	ให้ยาต้มมะเร็งลาม
-	งดอาหารแสลง  เช่น  ของหมักดอง  ทะเลทุกชนิด  เนื้อวัว  ควาย  เป็ด  ห่าน  ไข่  นมจากสัตว์   ฯลฯ
สรุปกรณีศึกษา
เคสนี้รักษาโดยให้ยาต้มมะเร็งลาม ในตำรายาวัดโพธิ์  ให้หายก่อน  เพราะมดลูกเปราะบาง  ให้รักษาก่อน  เมื่อหายแล้วจึงให้ยาตัดรากมะเร็ง   แล้วจึงรักษาโรคในกองธาตุต่อไป

 

 
มีกรณีศึกษา ผู้หญิงอายุประมาณ ๓๘ ปี มาด้วยอาการเจ็บจี๊ดแปล๊บ บริเวณท้องน้อยด้านซ้าย เป็นมาประมาณ ๗-๘ ปี เคยตรวจที่ร.พ.แพทย์วินิจฉัยว่า มีถุงน้ำเล็กๆ ในมดลูกและรังไข่ (อุลตร้าซาวน์) เคยกินยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิว และกินยาคุมเพื่อปรับประจำเดือน โดยกินต่อเนื่องเป็นเวลา ๘ เดือน ประจำเดือนมา ๒-๓ วัน ไม่สม่ำ เสมอ ๓ เดือน ต่อครั้ง ความดันโลหิต ๑๐๐/๖๐ – ๑๑๐/๗๐ มิลลิเมตรปรอท มีอาการหน้ามืดเป็นบางครั้ง ท้องอืดเฟ้อเป็นประจำ
 
การตรวจร่างกาย พบว่า 
 
- ผิวหน้าซีด ริมฝีปากคล้ำ ผิวพรรณไม่สดใส มีสิว ฝ้าเลือดลม ฝ่ามือเหลือง
- ลิ้น มี ฝ้าขาวบางๆ บริเวณกลางลิ้น
- ตรวจพบข้อนิ้วมือเป็นสีดำคล้ำ
 
ประวัติประจำเดือน พบว่า
 
- เริ่มมีประจำเดือนอายุ ๑๓ ปี ประจำเดือนออกน้อย ประมาณ ๒-๓ วัน วันแรกสีแดงคล้ำ วันต่อมาสีแดงจางๆ มาไม่สม่ำเสมอ ไม่แน่นอน บางครั้งเว้น ๒ เดือน ๓ เดือน ๖ เดือน มากที่สุดคือ ๘ เดือน พบแพทย์ให้กินยาคุมกำเนิด ๑๐ วัน เพื่อให้ประจำเดือนมา
- อุลตร้าซาวน์ พบถุงน้ำเล็กๆ ในมดลูก
 
 
การวินิจฉัยทางแพทย์แผนไทย
 
- มะเร็งลาม (มะเร็งมดลูก / รังไข่)
- มะเร็งเม็ดเลือด (ภูมิแพ้ในเลือด)
- ฝีมะเร็งทรวง (เป็นน้อย ยังไม่ต้องให้ยา)
- โลหิตระดูร้าง
 
การรักษา ตามตำรายาวัดโพธิ์
 
- ให้ยาต้มมะเร็งลาม 
- งดอาหารแสลง เช่น ของหมักดอง ทะเลทุกชนิด เนื้อวัว ควาย เป็ด ห่าน ไข่ นมจากสัตว์ ฯลฯ
 
สรุปกรณีศึกษา
 
เคสนี้รักษาโดยให้ยาต้มมะเร็งลาม ในตำรายาวัดโพธิ์ ให้หายก่อน เพราะมดลูกเปราะบาง ให้รักษาก่อน เมื่อหายแล้วจึงให้ยาตัดรากมะเร็ง แล้วจึงรักษาโรคในกองธาตุต่อไป
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-14 20:15:21 IP : 110.168.175.132


ความเห็นที่ 8 (3405405)

 มะเร็งกรามช้าง.....

 

รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

 
หมายถึง โรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ขึ้นที่แถวกราม มีอาการเป็นเนื้อร้ายงอกขึ้นที่ต่อมแถวก้านคาง ทำให้ขากรรไตรพองโตใหญ่ออกมา.
การบวมบริเวณขากรรไกรขากรรไกรล่างบวมโตช้าๆ มีฟันโยกหรือไม่โยกก็ได้ อาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดถุงน้ำในขากรรไกร หรือเป็นเนื้องอกในขากรรไกร เนื้องอกที่พบบ่อยที่ขากรรไกรล่างรู้จักกันในนาม “มะเร็งกรามช้าง” เนื้องอกชนิดนี้จะมีการบวมโตของขากรรไกรอย่างช้าๆ ไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวด แม้ว่าจะไม่ใช่มะเร็งแต่มะเร็งกรามช้างก็มีพฤติกรรมค่อนข้างรุนแรงคือจะมีการทำลายกระดูกและเนื้อเยื่อรอบๆได้มาก เมื่อถ่ายภาพรังสีจะพบมีเงาดำในกระดูกขากรรไกรซึ่งแสดงถึงการถูกทำลายของกระดูก ฟันที่อยู่ใกล้รอยโรคอาจจะมีโยก รากฟันละลาย ฟันเคลื่อนที่ได้ การรักษาทำได้โดยการผ่าตัดเอารอยโรครวมถึงเนื้อเยื่อรอบๆออก หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่มากอาจจะต้องตัดขากรรไกรล่างบริเวณที่เป็นรอยโรคออกด้วย เนื่องจากเป็นเนื้องอกที่มีการกลับมาเป็นซ้ำได้สูงดังนั้นการกลับมาตรวจเช็คบริเวณรอยโรคเป็นระยะๆ ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
 
อวัยวะในช่องปาก อาจเกิดโรคมะเร็งได้ในทุกตำแหน่ง ได้แก่ ลิ้น กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก เหงือก เพดานปาก พื้นปากใต้ลิ้น ลิ้นไก่ ต่อมทอนซิล และส่วนบนของลำคอ 
 
มะเร็งในช่องปาก โดยมักพบในคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และพบน้อยลงหลังจากอายุ 60 ปีไปแล้ว แต่ปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุมีมากขึ้นจึงอาจจะพบมะเร็งในช่องปากในผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นได้ และมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อาจจะเป็นเพราะผู้ชายมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่า
 
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค
1.พบว่าประมาณ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากเป็นผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มสุรา จะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่และดื่มสุราถึง 15 เท่า
2.การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเกินไป เนื่องจากความร้อนที่มาจากอาหาร ควันบุหรี่ และแอลกอฮอล์ จะทำให้เกิดการระคายเคือง เมื่อถูกระคายเคืองอยู่เป็นประจำ ทำให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และอาจทำให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ 
3.หมากพลู พบว่าในหมากพลูนี้จะมีสารก่อมะเร็ง ซึ่งผู้ที่กินหมากและอมหมากไว้ที่กระพุ้งแก้มเป็นประจำ จะเกิดการระคายเคืองจากความแข็งของหมากที่เคี้ยว ก็อาจทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
4.สุขภาพในช่องปากไม่ดี เช่น ฟันผุเรื้อรัง รวมถึงการระคายเคืองจากฟันที่แหลมคมผู้ที่มีฟันแตก ฟันบิ่น ขอบฟันที่คมจะบาดเนื้อเยื่อในช่องปากโดยเฉพาะกระพุ้งแก้มและลิ้น ทำให้เป็นแผลเรื้อรังอยู่นานๆ แผลนั้นอาจกลายเป็นมะเร็งได้ 
5.แสงแดดทำให้เกิดมะเร็งที่บริเวณริมฝีปาก
6.โรคติดเชื้อเรื้อรัง เช่น ซิฟิลิส วัณโรค
7.การระคายเคืองเรื้อรัง เช่น แผลจากฟันปลอม
8.เคยได้รับรังสีเอกซเรย์
 
การวินิจฉัย
เนื่องจากมะเร็งในช่องปาก เป็นตำแหน่งที่มองเห็นได้ง่ายจากการตรวจร่างกาย ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อจากตำแหน่งที่สงสัยเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา จึงสามารถทำให้การวินิจฉัยได้สะดวกและแม่น ซึ่งขั้นตอนในการวินิจฉัยจะมีรายละเอียด ดังนี้คือ
1.การซักประวัติ 
2.การตรวจร่างกาย แพทย์มักจะทำการตรวจศีรษะและคออย่างละเอียด รวมถึงสำรวจผิวหนังบริเวณใบหน้า ศีรษะ และคอ สำรวจเยื่อบุในปากโดยใช้ไม้กดลิ้นช่วย หรือใช้มือคลำในช่องปากหลังถอดฟันปลอมออกแล้ว ตลอดจนใช้เครื่องส่องดูบริเวณจมูก หู และโคนลิ้น บางรายอาจตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ
3.การตรวจเลือดและอื่นๆ เช่น ปัสสาวะ พบว่า ร้อยละ 5 ของมะเร็งในช่องปากจะให้ผลวีดีอาร์แอล (VDRL) ให้ค่าผลเป็นบวก บางรายอาจต้องเจาะเลือดตรวจดูการทำงานของตับ (Liver function test) ด้วยในรายที่สงสัยว่าจะมีการลุกลามแพร่กระจายไปยังตับ ส่วนในรายที่มีการติดเชื้อหรือมีปอดอักเสบจากการสำลักเศษอาหารเข้าปอด แพทย์มักจะส่งหนองหรือเสมหะไปเพาะเชื้อตรวจ
4.การเอ็กซเรย์ จะช่วยวินิจฉัยว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายลุกลามไปถึงกระดูกแล้วหรือไม่ และอาจช่วยพยากรณ์โรคด้วย 
5.การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยมักพิจารณาจากตำแหน่ง ขนาด และชนิดของก้อนนั่นเอง
 
การแพร่กระจาย
มะเร็งในช่องปาก มีการแพร่กระจายได้ 3 ทาง คือ
1.การลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง (Local invasion)
2.เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่คอ (Lymphatic spread) พบได้บ่อย
3.เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด ซึ่งพบไม่บ่อย และมักจะเกิดขึ้นในรายที่เป็นมากแล้ว
มะเร็งทางด้านหน้าของช่องปากมักจะโตช้าและกระจายช้ากว่ามะเร็งที่อยู่ด้านหลัง เช่น มะเร็งริมฝีปากจะโตช้ากว่ามะเร็งโคนลิ้น
 
อาการและอาการแสดง
1.เริ่มด้วยมีแผลในช่องปากรักษาไม่หายเป็นเวลานานเกิน 3 สัปดาห์ขึ้นไป และไม่เจ็บปวด
2.มีฝ้าขาวในช่องปาก ร่วมกับตุ่มนูนบนเยื่อบุช่องปากและลิ้น
3.มีก้อนไม่รู้สึกเจ็บในช่องปาก โตเร็ว และในที่สุดก็แตกออกเป็นแผล
4.ต่อมามีก้อนที่คอเกิดขึ้น กดไม่เจ็บ บวมโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแตกออกเป็นแผล
 
โดยทั่วไปแล้วในระยะเริ่มแรกของมะเร็งมักไม่มีอาการเจ็บ นอกจากมีการอักเสบติดเชื้อร่วมด้วย แต่มะเร็งของลิ้นหรือลำคอในบางตำแหน่งอาจทำให้เกิดการเจ็บในหูขณะกลืนอาหารได้เพราะมีเส้นประสาทร่วมกัน บางครั้งจึงไม่ได้รับการใส่ใจกับการตรวจในช่องปากและลำคอโดยตรง
การเป็นแผลหรือก้อนที่ตำแหน่งต่างๆ เช่น ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ลิ้นไก่ ลิ้น และใต้ลิ้น สำหรับมะเร็งของลิ้นและพื้นปากใต้ลิ้นอาจทำให้มีอาการแลบลิ้นไม่ออก พูดไม่ชัด กลืนอาหารไม่สะดวก เพราะการเคลื่อนไหวของลิ้นไม่เป็นปกติ ในรายที่เป็นมากอาจจะมีการฝ่อของลิ้นได้
ในรายที่รอยโรคอยู่ใต้ขากรรไกร โดยเฉพาะเมื่ออยู่ที่เหงือกในตำแหน่งหลังต่อฟันกราม ซึ่งมีการลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อที่ใช้ในการอ้าปากหรือขากรรไกรได้ง่าย จะทำให้อ้าปากได้ลำบาก
 
การรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของมะเร็ง รวมทั้งระยะของโรคสำหรับรอยโรคขนาดเล็ก อาจผ่าตัดออกได้โดยไม่ทำให้เกิดการผิดรูปของใบหน้า สำหรับในบางตำแหน่ง เช่น ริมฝีปาก การใช้รังสีรักษาจะให้ผลการรักษาที่ดีเท่ากันกับการผ่าตัด แต่มีข้อดีที่เหนือกว่า คือ ยังสามารถรักษาโครงสร้างและการทำงานปกติไว้ได้ ส่วนในระยะลุกลาม จะใช้การรักษาร่วมระหว่างการผ่าตัดและการฉายรังสี ส่วนเคมีบำบัดนั้นอาจมีบทบาทร่วมในการลดขนาดก้อนที่ใหญ่มากก่อนเริ่มการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือฉายรังสี
 
การป้องกันและข้อควรปฏิบัติ
1.ควรแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 3 – 5 นาที
2.ควรบ้วนปากหลังรับประทานอาหารทันทีและทุกครั้ง
3.ควรล้างฟันปลอมชนิดถอดได้หลังรับประทานอาหารทุกครั้งและควรถอดออกเวลากลางคืน
4.ควรใช้ฟันทุกซี่เคี้ยวอาหาร ไม่ควรถนัดเคี้ยวข้างเดียว เพื่อให้เหงือกและฟันแข็งแรง
5.ควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติถึงแม้จะไม่มีอาการเจ็บปวดก็ตาม
6.ควรงดสิ่งเสพติด ได้แก่ เหล้า บุหรี่ ยาฉุน และหมากพลู
7.ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
8.ควรใช้ยาตามทันตแพทย์และแพทย์สั่งเพื่อผลการรักษาที่ดีและป้องกันการดื้อยา
9.หมั่นตรวจช่องปากอย่างง่ายๆ ด้วยตนเอง
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-15 20:44:58 IP : 61.90.118.47


ความเห็นที่ 9 (3406681)

 รู้จักโรคมะเร็งตับ และการรักษาแบบแพทย์แผนไทย.....

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข่าวการจากไปของศิลปินชื่อดังหลายท่านจากโรคมะเร็งตับ ทำให้ใครหลายคนเริ่มวิตกกังวล และหันมาสนใจโรคดังกล่าวนี้กันมากขึ้น ด้วยความจริงที่ชวนให้พองขนว่า หากประสบกับโรคนี้แล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่หายขาด ซ้ำร้ายจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ไม่เกิน 6 เดือน!!!
 
ปี 2549 ดีเจ.โจ้ - อัครพล ธนะวิทวิลาศ ดีเจชื่อดังจากค่ายเอไทม์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ หลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้ มานานกว่า 3 เดือน ด้วยวัย 35 ปี
 
ปีนี้ 2551 ยอดรัก สลักใจ ขุนพลเพลงลูกทุ่งไทย ลาโลกไปด้วยโรคมะเร็งตับอีกเช่นกัน หลังพบเป็นมะเร็งที่ขั้วตับเมื่อต้นปีที่ผ่านมา....
 
สอดคล้องกับความจริงที่ว่า มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับนี้ถ้ารู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน
 
 
มะเร็งตับ คือ เนื้องอกที่เจริญเติบโตโดยไร้การควบคุม เนื้องอกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง และที่เป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ได้เป็นเนื้อร้าย
 
มะเร็งตับที่เกิดขึ้นในตับเอง หรือที่เรียกว่ามะเร็งตับปฐมภูมิ (Primary Liver Cancer) นั้น แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือมะเร็งเซลล์ตับ (Hepato-cellular Carcinoma) และมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangio Carcinoma) 
 
สำหรับมะเร็งทุติยภูมิ คือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ ลำไส้ ไม่ถือว่าเป็นมะเร็งตับ 
 
ในประเทศไทยเรานั้น 95% เป็นมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma เรียกย่อว่า HCC) และพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย แต่พบมากที่สุดในภาคกลาง 
 
เนื่องจากตับของคนเรามีขนาดใหญ่ คือเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีกำลังสำรองมาก ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับในระยะแรกจึงมักไม่มีอาการอะไร เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปรกติ เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นก้อนมะเร็งก็มีขนาดที่ใหญ่มากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียงไม่กี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปแล้ว เมื่อมะเร็งได้ลุกลามและมีขนาดใหญ่มากแล้ว 
 
มะเร็งตับมีสาเหตุมาจากอะไร ?
 
1. ส่วนใหญ่ของการเกิดมะเร็งตับมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีและซี จากข้อมูลสถิติของหลายสถาบันได้ผลใกล้เคียงกันว่า 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งตับ โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 223 เท่า (ข้อมูลจากหนังสือความรู้เรื่องโรคตับสำหรับประชาชน)
 
2. มีข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งว่า ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีตับแข็งร่วมด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าท่านป่วยเป็นพาหะตับอักเสบบี และมีตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับจะสูงมากๆ ทีเดียว
 
3. มะเร็งตับยังมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ว่า ผู้ที่ดื่มสุราแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
 
4. สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ก็เป็นสารก่อมะเร็ง ที่เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่า อะฟลาท๊อกซิน มีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยง ถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนานๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้
 
จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังเป็นมะเร็งตับ ?
 
สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับ มีอัตราการอยู่รอดต่ำก็คือ มะเร็งตับในระยะแรกซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้น มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเคลือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30% ดังนั้น เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลาม หรือ มีขนาดใหญ่และไม่สามารถจะรักษาได้แล้ว
 
อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับ
 
ที่ชัดเจนก็คือ รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัดก็คือ ปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวา และอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง
 
การตรวจหามะเร็งตับทำได้อย่างไร ?
 
เนื่องจากมะเร็งตับเปรียบเหมือนมฤตยูเงียบ การเฝ้าระวังจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเป็นมะเร็งตับ คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปและมีอาการตับแข็งร่วมด้วยควรจะต้องตรวจร่างกายอย่างน้อยทุก 6 เดือน
 
การตรวจหามะเร็งตับในปัจจุบัน จะมีการตรวจหาระดับของสารอัลฟาฟิโตโปรตีน (Alfafeto-protein) ซึ่งเป็นสารที่มักพบในผู้ป่วยมะเร็งตับ แต่การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากมีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 30% การตรวจจึงควรจะร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้ ถ้าจะให้ละเอียดมากกว่านี้ก็คือ การตรวจโดยใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า C T Scan ซึ่งจะสามารถเห็นมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตรได้
 
มีวิธีรักษามะเร็งตับอย่างไรบ้าง ?
 
มะเร็งตับดูเป็นโรคที่มีความน่ากลัว เพราะผู้ป่วยมักเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ส่วนใหญ่ก็เพราะเมื่อตรวจพบมะเร็งก็มีขนาดใหญ่มากแล้ว อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบในระยะแรกๆ ก็มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ เช่น
 
1. การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก โดยมีเงื่อนไขว่าก้อนมะเร็งนั้นมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร เป็นมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกห่อหุ้ม และอยู่ภายในตับกลีบเดียว วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
 
2. Transcatheter Oily Chemo-embolization หรือ TOCE ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ เนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินไป วิธีรักษาแบบ TOCE นี้มักจะกระทำโดยรังสีแพทย์ โดยการสอดสายขนาดเล็กเข้าไปทางเส้นเลือดแดงตับ เพื่อเข้าไปถึงก้อนมะเร็งโดยตรงเพื่อใส่ยาเคมีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง พร้อมทั้งอุดเส้นเลือดหลักที่เข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยในเวลาเดียวกัน วิธีการรักษาแบบนี้ก็ได้ผลอยู่บ้างแต่ไม่สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ โดยส่วนใหญ่มะเร็งจะกลับโตขึ้นมาได้อีก หรืออาจแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดหรือกระดูก ในทางการแพทย์การรักษาโดยวิธีนี้จึงเป็นการรักษาเพื่อยืดเวลา ในบางกรณีเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงและไม่กระจายไปที่อื่นอาจจะผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเลยก็ได้
 
3. การใช้คลื่นเสียง RFA (Radiofrequency Ablation) เป็นการฉีดแอลกอฮอล์โดยตรงที่ก้อนมะเร็ง เป็นวิธีการทำลายก้อนมะเร็งด้วยการใช้เข็มแบบพิเศษ (RF needle) ขนาดเท่ากับไส้ปากกาลูกลื่น ความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร แทงผ่านผิวหนังเข้าไปในก้อนมะเร็งเป้าหมาย โดยใช้หลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้าจากเครื่อง ทำให้เกิดคลื่นความถี่สูงประมาณ 375-500 KHz จะทำให้โมเลกุลของเนื้อเยื่อรอบๆ เข็มสั่นสะเทือนและเสียดสีกันจนเกิดความร้อน (Friction heat) ซึ่งจะแผ่กระจายออกไปรอบๆ จนครอบคลุมก้อนมะเร็งทั้งก้อน จากการศึกษาพบว่าความร้อนที่มากกว่า 50 องศาเซลเซียส สามารถทำให้เซลล์ตายได้ ก้อนมะเร็งที่ได้รับการรักษาจะเปรียบเสมือนเนื้อย่าง ซึ่งในต่างประเทศใช้วิธีการรักษามะเร็งตับ RFA นี้กันมานานประมาณ 12 ปีแล้ว ส่วนในประเทศไทยเริ่มใช้กันมา ประมาณ 3-4 ปี ที่ผ่านมานี้เอง แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาเหล่านี้ล้วนเป็นการรักษาแบบประทังทั้งสิ้น
 
4. การเปลี่ยนตับ ปัจจุบันแพทย์ไทยก็สามารถปลูกถ่ายตับได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมักมีข้อจำกัดมากมาย ทำให้การเปลี่ยนถ่ายตับมักไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการรักษา
 
5. การฉายรังสี วิธีการนี้ไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากตับที่ดี มักมีผลเสียจากฉายรังสี
 
มะเร็งตับ ป้องกันได้...
 
1. แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี แก่เด็กทุกราย รวมทั้งให้ความรู้แก่ประชาชนถึงวิธีการติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี และซี
 
2. ลดสาร aflatoxin โดยการเน้นการเก็บอาหารให้แห้งเพื่อลดปริมาณ aflatoxin
 
3. โรคตับแข็ง โดยการลดการดื่มสุรา
 
4. ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ปลาดิบ ก้อยปลา เพราะอาจจะทำให้เป็น โรคพยาธิใบไม้ตับหรืออาหารที่หมัก เช่น ปลาร้า ปลาเจ่า แหนม ฯลฯ เพราะมีสาร ไนโตรซามีน ซึ่งทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้ ควรรับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ๆ
 
5. ไม่รับประทานอาหารที่มีเชื้อรา ระมัดระวังอาหารที่ตากแห้ง รวมทั้งอาหารที่เตรียมแล้ว เก็บค้างคืน เพราะอาจมีเชื้อราปะปนอยู่
 
6. ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆ หรืออาหารที่ใส่ยากันบูด
 
7. ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ 
 
การรักษามะเร็งตับด้วยการแพทย์แผนไทย..
 
กายวิภาคแบบแผนไทย...
 
ลักษณะของตับ หรือยกนัง คือ ธาตุดิน (ปัถวีธาตุ) ตัวหนึ่ง ใน ๒๐ ประการ ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายของเรา เป็นธาตุหลัก หรือเป็นฐานของร่างกาย จึงไม่มีการไประคนกับธาตุอื่น เพียงแต่เป็นฐานคอยรองรับการวิบัติของธาตุอื่น เมื่อเกิดการกำเริบ หย่อน พิการ แล้วทำให้เกิดโรคต่างๆ โดยในตำรากล่าวไว้ว่า ตับคือเนื้อสองแผ่นสีแดง ตั้งอยู่ตรงกลางอกข้างขวา
 
เมื่อธาตุดินพิการ... ยกนังพิการ (ในคัมภีร์โรคนิทานและธาตุวิภังค์) 
 
ให้มีอาการตับโต ตับทรุด เป็นฝีในตับ และตับพิการต่างๆ 
 
ถ้าพิการแตกก็ดี เป็นเพราะโทษ ๔ ประการ คือ
 
๑) กาฬผุดขึ้นในตับ ทำให้ตับหย่อน
๒) เป็นฝีในตับ ให้ลงเป็นโลหิตสดๆ ออกมา
๓) กาฬมูตรผุดขึ้นในตับ ให้ลงเป็นเสมหะโลหิตเน่า ปวดมวนอยู่เสมอ ให้ตาแดงเป็นสายโลหิต สมมุติเรียกว่า กระสือปีศาจเข้าปลอมกิน เพราะคนไข้จะเพ้อหาสติมิได้ เจรจาด้วยผี หมอจะแก้ยากนัก
๔) เป็นด้วยปัถวีธาตุแตกเอง ให้ระส่ำระสาย ให้หอบไออยู่เป็นนิจ บริโภคอาหารไม่ได้ หายใจไม่ถึงท้องน้อย
 
การวินิจฉัยโรค.... 
ฝีรวงผึ้ง ( คัมภีร์ทิพย์มาลา)
 
การรักษา...
ให้ยาต้มและยาบดผงรักษาฝีรวงผึ้ง (ตามตำรายาวัดโพธิ์)
 
คำแนะนำ....
งดอาหารแสลงโรคต่างๆ เช่น อาหารทะเล เนื้อวัว ควาย เป็ด ห่าน เครื่องในสัตว์ ไข่ นมจากสัตว์ ของหมักดองทุกชนิด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารหวานจัด ผลไม้หวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน ฯลฯ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-24 14:01:29 IP : 171.97.78.91


ความเห็นที่ 10 (3406684)

 อาการทางไต.....สัญญาณอันตราย ๖ อาการ

ขอเล่าเรื่องไตไปพร้อมๆกันกับแผนปัจจุบัน
 
 
รูปภาพ : ขอเล่าเรื่องไตไปพร้อมๆกันกับแผนปัจจุบัน
หน้าที่สำคัญของไต
หนึ่ง...ขับถ่ายของเสียที่เกิดจากการแตกตัวของโปรตีน ในอาหารออกจากร่างกาย
สอง...รักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ กรดและด่างของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
สาม...ควบคุมความดันโลหิต
สี่...สร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก
อาการทางไต
อาการซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายมีทั้งสิ้น ๖ อาการได้แก่
1. ปัสสาวะขัดหรือลำบาก เป็นอาการที่ชี้ชัดว่าท่านมีปัญหากับทางเดินปัสสาวะและอาจเป้นโรคไตก็ได้
แบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มได้แก่
ก) อาการปัสสาวะแสบขัดที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซึ่งมักพบเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
ท่านที่เป็นชายถ้ามีอาการนี้อาจมีโรคนิ่วในระบบไตหรือต่อมลูกหมากซ่อนอยู่ก็ได้และอาจมีไข้
ข) อาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องเบ่งแรง ปัสสาวะไม่โชน หรือ ปัสสาวะสะดุดกลางคัน บางท่าน อาจมีปัสสาวะบ่อย หรือ ปัสสาวะกลางคืน ร่วมบ่งบอกถึงการอุดตันของท่อบัสสาวะที่พบบ่อยได้แก่ ต่อมลูกหมากโต (อักเสบ) หรือ มดลูกหย่อน(บวมโต)ในเพศหญิง
2 .ปัสสาวะกลางคืน ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ในคนวัยหนุ่มสาวปกติ เมื่อนอนหลับ ๖-๘ ชม. มักไม่ต้องตื่น ขึ้นมาปัสสาวะเวลากลางคืน เพราะกระเพาะปัสสาวะของคนเราสามารถเก็บปัสสาวะไว้ได้ประมาณ ๒๕๐ ซีซี (น้ำ ๑ แก้ว) แต่ถ้าเข้าสู่วัยทองแล้ว คนปกติจะนอนเพียง ๔-๖ ชม. ก็ต้องตื่นมามาปัสสาวะในเวลากลางคืน
แต่ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ไตจะไม่สามารถลดการสร้างปัสสาวะในตอนกลางคืน ดังนั้นในตอนกลางคืน
จึงต้องลุกมาปัสสาวะ โดยทั่วไป ท่านอาจตื่นขึ้นมาปัสสาวะในตอนกลางคืนได้ ๒-๓ ครั้ง ขึ้นไป
3.ปัสสาวะเป็นเลือดสีน้ำล้างเนื้อหรือสีขาวขุ่นผิดปกติ
ปกติปัสสาวะจะมีสีเหลืองใส ถ้าสีเหลืองเหมือนขมิ้นสด แสดงว่ามีความผิดปกติเป็นเบื้องต้น แต่ถ้าสีแดงเหมือนน้ำฝางต้ม (หรือสีน้ำยาอุทัย) หรือ สีน้ำล้างเนื้อบ่งบอกอาจมีเลือดปนมากับปัสสาวะ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีนิ่ว ปัสสาวะเป็นเลือดเกิดจากโรคนิ่ว หรือเกิดจากไตอักเสบ เนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ หรือโรคเลือดออกง่าย กรณีที่น้ำปัสสาวะสีขาวขุ่นเหมือนน้ำข้าวเช็ด แสดงว่ามีหนองปนแล้ว และถ้าปัสสาวะมีสีดำเหมือนน้ำคลำ ก็แสดงว่าอาการมีเลือดปนหนองคั่งอยู่ภายใน
4.อาการบวมรอบดวงตา บวมหน้า บวมหลังเท้า
อาการบวมที่หน้า เช่น แก้ม ขมับ อาการบวมรอบๆ ดวงตา ได้แก่ เปลือกตาด้านบน และถุงใต้ตาด้านล่าง ในตอนเช้า เมื่อล้างหน้า ส่องกระจก จะสังเกตเห็นอาการบวมที่ใบหน้าและรอบๆ ดวงตา แต่ก็ยุบไปได้ระหว่างเวลากลางวัน สาเหตุการบวมเกิดจากการอั้นปัสสาวะระหว่างที่นอนหลับ ไปยิ่งนาน ยิ่งบวมมาก แต่ถ้าใครมีการบวมทั้งวันไม่ยุบลงก็เป็นสัญญาณเตือนของโรคไต หรือไตวายเรื้อรัง
อาการบวมที่เท้าอาจสังเกตพบในช่วงบ่าย หรือ เมื่อมีกิจกรรมในท่ายืน หรือนั่งห้อยเท้า นาน ๆ หลายชม. รองเท้าที่เคยสวมใส่อาจคับขึ้น เมื่อใช้นิ้วมือกดที่หลังเท้า หรือ หน้าแข้งจะมีรอยกดบุ๋ม แต่อาการบวมนี้ ก็ี้พบได้ในโรคหัวใจ หรือ โรคตับก็ได้ อาการที่บวมกล่าวถึงโรคไตเรื้อรัง หมายถึง ลักษณะบวมที่หลังเท้า และที่หน้าแข้ง ถ้าเป็นมากแล้วกดลงมีรอยบุ๋ม อย่างไรก็ตามพบว่าคนที่มีอาการบวมจำนวนมาก ละเลยอาการไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดใด เพราะไม่เจ็บปวด ดังนั้น บางคนก็ปล่อยเวลาล่วงเลยมาเป็นหลายปีจึงไป พบแพทย์ กรณีที่แพทย์ให้ยาเสตียรอยด์ (เพรดนิดโซโลน) แล้วอาการบวมที่หลังเท้าหายไป อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่า สาเหตุโรคไตหายไปด้วย ให้ดูคอเลสเตอรอลในเลือดว่าลดลงต่ำกว่า ๑๕๐ มก./ดล.หรือไม่ ถ้ายังสูงกว่าระดับนี้ก็แสดงว่า ลำไส้เล็กและไตไม่ค่อยดูดซึมสารอาหารละลายน้ำ เท่าที่ควรเพราะถูกคราบน้ำมันพืชปิดกั้น เหตุที่ยาเสตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีก็เพราะเป็นอนุพันธ์ของ Sterol ester ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไขมัน (Lipid) จึงดูดซึมได้
5. ปวดหลัง ปวดเอว ผื่นคันบริเวณหน้าท้องน้อยและหลังท้องน้อยรอบๆ เอว อาการปวดหลังปวดเอวเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นการปวดกล้ามเนื้อ จากการทำงาน ซึ่งมักหาย ได้เอง ๓-๗ วันหลังจากการหยุดพักงาน หรือ ทายาแก้้ปวดเมื่อย สำหรับการปวดหลังปวดเอว ที่เกิดจาก โรคไต มักมีสาเหตุมาจากนิ่วในไตหรือในท่อไต อาการปวดจากการอุดตันท่อไต หรือไตเป็นถุงน้ำโป่งพอง โดยลักษณะการปวดจะเป็นดังนี้ คือ จะปวดบั้นเอว หรือชายโครงด้านหลัง และมักมีปวดร้าว ไปที่ท้องน้อย ขาอ่อน และอวัยวะเพศ อาการปวดมักเป็นไปข้างใดข้างหนึ่ง อาการผิดปกติที่มักพบร่วมกัน คือ ปัสสาวะมีสีน้ำล้างเนื้อ หรือขุ่นขาว อาจมีปัสสาวะกระปริดกระปรอย หรือ มีอาการปวดหัวเหน่าร่วมด้วย ในบางรายอาจคลำพบปุ่มนูนที่หลัง
บริเวณเอว และบางครั้งมีอาการผื่นคัน ที่ไม่ใช่เชื้อรา หรือสกปรก
6. ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงเป็นอาการสำคัญของโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะรายที่มีอาการความดันโลหิตสูง มานานและควบคุมไม่ได้ โรคไตที่หมอมักนึกถึงคือ โรคไตเรื้อรังและโรคหลอดเลือดแดงไตตีบ เนื่องจากความดันโลหิตสูงโดยตัวของมันเองอาจไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดหัว มึนงง เป็นต้น ดังนั้นท่านควรได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง
ในศาสตร์แผนไทย
ปิหกัง คือไตและกระเพาะปัสสาวะ มีอยู่ ๒ ไต ติดกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวขวาและซ้าย ไตมีสีเขียวเหมือนคนทีสอ การทำงานของไตจะเกี่ยวคล้องกับหัวใจให้ทำหน้าที่ดึงน้ำในร่างกายที่เป็นส่วนเกินลงสู่ถุงปัสสาวะ รวมทั้งทำงานเกี่ยวข้องกับหัวใจห้องที่๓.๔และสัมพันธ์กับลม อุทธังและอโธคือการหายใจเข้า ออกยึดหยุ่นได้เหมือนหัวใจและทำงานพร้อมกันกับหัวใจ ไตมีหน้าที่
•	แยกสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกจากเลือด แล้วขับออกนอกร่างกายเพื่อให้ส่วนผสมของเลือดเป็นปกติแล้วขับออกมาทางปัสสาวะ สร้างปัสสาวะเพื่อขับถ่ายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการที่ละลายน้ำได้ รักษาดุลกรด-ด่าง ช่วยรักษาความดันโลหิตสร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดู
กระเพาะปัสสาวะ เป็นที่พักปัสสาวะเพื่อการขับถ่ายออก
พิการ
•	ขัดและแน่นที่ในอก ทำให้ท้องพอง ท้องอืด อ่อนเพลีย ทำให้ท้องบวมและตัวบวมเนื่องจากของเสียขับออกไม่ได้
•	มีสารพิษตกค้างมากจนเกิดอาการไตวาย มีคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัวชักและหมดสติ
•	ไตวายปัจจุบันปัสสาวะออกน้อยมาก ไตวายเรื้อรัง ปัสสาวะมากแต่ขับสารพิษได้น้อยและยังเสียโปรทีนทางปัสสาวะอีกทำให้เกิดอาการบวมทั้งตัว
•	นิ่วที่กรวยไตถ้าเล็กและมาอุดตันที่หลอดไต จะทำให้มีอาการปวดและมีเลือดออก
•	ความดันโลหิตสูงเกิดเมื่อไตขาดเลือด โลหิตจางเพราะไตผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง
•	กระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบปัสสาวะเป็นเลือด หนองหรือขุ่นขาวมีตะกอนมากสาเหตุจากนิ่วในปัสสาวะ นิ่วอุดตันท่อปัสสาวะ(ในชาย) ทำให้ปวดเมื่อกระเพาะปัสสาวะเป่งนอกจากนั้นทำให้มีการอักเสบของทางดินปัสสาวะเรื้อรังต่อไป
แผนปัจจุบันกับแผนไทย
...บางรายอาจมาด้วยอาการสะอึก เนื่องจากของเสียในร่างกายคั่ง จากการที่ไต
>ไม่สามารถขับของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้และ...อาจจะต้องได้รับการฟอกเลือดล้างไตในที่สุด
อาการบวมที่ฝ่าเท้า,มือ,หลัง,ถุงที่ใต้ตา เหมือนกันค่ะ
 
 
 
หน้าที่สำคัญของไต
หนึ่ง...ขับถ่ายของเสียที่เกิดจากการแตกตัวของโปรตีน ในอาหารออกจากร่างกาย
สอง...รักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ กรดและด่างของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
สาม...ควบคุมความดันโลหิต
สี่...สร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก
 
อาการทางไต
อาการซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายมีทั้งสิ้น ๖ อาการได้แก่ 
1. ปัสสาวะขัดหรือลำบาก เป็นอาการที่ชี้ชัดว่าท่านมีปัญหากับทางเดินปัสสาวะและอาจเป้นโรคไตก็ได้ 
แบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มได้แก่ 
ก) อาการปัสสาวะแสบขัดที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซึ่งมักพบเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 
ท่านที่เป็นชายถ้ามีอาการนี้อาจมีโรคนิ่วในระบบไตหรือต่อมลูกหมากซ่อนอยู่ก็ได้และอาจมีไข้ 
ข) อาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องเบ่งแรง ปัสสาวะไม่โชน หรือ ปัสสาวะสะดุดกลางคัน บางท่าน อาจมีปัสสาวะบ่อย หรือ ปัสสาวะกลางคืน ร่วมบ่งบอกถึงการอุดตันของท่อบัสสาวะที่พบบ่อยได้แก่ ต่อมลูกหมากโต (อักเสบ) หรือ มดลูกหย่อน(บวมโต)ในเพศหญิง 
 
2 .ปัสสาวะกลางคืน ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ในคนวัยหนุ่มสาวปกติ เมื่อนอนหลับ ๖-๘ ชม. มักไม่ต้องตื่น ขึ้นมาปัสสาวะเวลากลางคืน เพราะกระเพาะปัสสาวะของคนเราสามารถเก็บปัสสาวะไว้ได้ประมาณ ๒๕๐ ซีซี (น้ำ ๑ แก้ว) แต่ถ้าเข้าสู่วัยทองแล้ว คนปกติจะนอนเพียง ๔-๖ ชม. ก็ต้องตื่นมามาปัสสาวะในเวลากลางคืน
แต่ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ไตจะไม่สามารถลดการสร้างปัสสาวะในตอนกลางคืน ดังนั้นในตอนกลางคืน
จึงต้องลุกมาปัสสาวะ โดยทั่วไป ท่านอาจตื่นขึ้นมาปัสสาวะในตอนกลางคืนได้ ๒-๓ ครั้ง ขึ้นไป
 
3.ปัสสาวะเป็นเลือดสีน้ำล้างเนื้อหรือสีขาวขุ่นผิดปกติ 
ปกติปัสสาวะจะมีสีเหลืองใส ถ้าสีเหลืองเหมือนขมิ้นสด แสดงว่ามีความผิดปกติเป็นเบื้องต้น แต่ถ้าสีแดงเหมือนน้ำฝางต้ม (หรือสีน้ำยาอุทัย) หรือ สีน้ำล้างเนื้อบ่งบอกอาจมีเลือดปนมากับปัสสาวะ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีนิ่ว ปัสสาวะเป็นเลือดเกิดจากโรคนิ่ว หรือเกิดจากไตอักเสบ เนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ หรือโรคเลือดออกง่าย กรณีที่น้ำปัสสาวะสีขาวขุ่นเหมือนน้ำข้าวเช็ด แสดงว่ามีหนองปนแล้ว และถ้าปัสสาวะมีสีดำเหมือนน้ำคลำ ก็แสดงว่าอาการมีเลือดปนหนองคั่งอยู่ภายใน
 
4.อาการบวมรอบดวงตา บวมหน้า บวมหลังเท้า 
อาการบวมที่หน้า เช่น แก้ม ขมับ อาการบวมรอบๆ ดวงตา ได้แก่ เปลือกตาด้านบน และถุงใต้ตาด้านล่าง ในตอนเช้า เมื่อล้างหน้า ส่องกระจก จะสังเกตเห็นอาการบวมที่ใบหน้าและรอบๆ ดวงตา แต่ก็ยุบไปได้ระหว่างเวลากลางวัน สาเหตุการบวมเกิดจากการอั้นปัสสาวะระหว่างที่นอนหลับ ไปยิ่งนาน ยิ่งบวมมาก แต่ถ้าใครมีการบวมทั้งวันไม่ยุบลงก็เป็นสัญญาณเตือนของโรคไต หรือไตวายเรื้อรัง 
 
อาการบวมที่เท้าอาจสังเกตพบในช่วงบ่าย หรือ เมื่อมีกิจกรรมในท่ายืน หรือนั่งห้อยเท้า นาน ๆ หลายชม. รองเท้าที่เคยสวมใส่อาจคับขึ้น เมื่อใช้นิ้วมือกดที่หลังเท้า หรือ หน้าแข้งจะมีรอยกดบุ๋ม แต่อาการบวมนี้ ก็ี้พบได้ในโรคหัวใจ หรือ โรคตับก็ได้ อาการที่บวมกล่าวถึงโรคไตเรื้อรัง หมายถึง ลักษณะบวมที่หลังเท้า และที่หน้าแข้ง ถ้าเป็นมากแล้วกดลงมีรอยบุ๋ม อย่างไรก็ตามพบว่าคนที่มีอาการบวมจำนวนมาก ละเลยอาการไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดใด เพราะไม่เจ็บปวด ดังนั้น บางคนก็ปล่อยเวลาล่วงเลยมาเป็นหลายปีจึงไป พบแพทย์ กรณีที่แพทย์ให้ยาเสตียรอยด์ (เพรดนิดโซโลน) แล้วอาการบวมที่หลังเท้าหายไป อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่า สาเหตุโรคไตหายไปด้วย ให้ดูคอเลสเตอรอลในเลือดว่าลดลงต่ำกว่า ๑๕๐ มก./ดล.หรือไม่ ถ้ายังสูงกว่าระดับนี้ก็แสดงว่า ลำไส้เล็กและไตไม่ค่อยดูดซึมสารอาหารละลายน้ำ เท่าที่ควรเพราะถูกคราบน้ำมันพืชปิดกั้น เหตุที่ยาเสตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีก็เพราะเป็นอนุพันธ์ของ Sterol ester ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไขมัน (Lipid) จึงดูดซึมได้
 
5. ปวดหลัง ปวดเอว ผื่นคันบริเวณหน้าท้องน้อยและหลังท้องน้อยรอบๆ เอว อาการปวดหลังปวดเอวเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นการปวดกล้ามเนื้อ จากการทำงาน ซึ่งมักหาย ได้เอง ๓-๗ วันหลังจากการหยุดพักงาน หรือ ทายาแก้้ปวดเมื่อย สำหรับการปวดหลังปวดเอว ที่เกิดจาก โรคไต มักมีสาเหตุมาจากนิ่วในไตหรือในท่อไต อาการปวดจากการอุดตันท่อไต หรือไตเป็นถุงน้ำโป่งพอง โดยลักษณะการปวดจะเป็นดังนี้ คือ จะปวดบั้นเอว หรือชายโครงด้านหลัง และมักมีปวดร้าว ไปที่ท้องน้อย ขาอ่อน และอวัยวะเพศ อาการปวดมักเป็นไปข้างใดข้างหนึ่ง อาการผิดปกติที่มักพบร่วมกัน คือ ปัสสาวะมีสีน้ำล้างเนื้อ หรือขุ่นขาว อาจมีปัสสาวะกระปริดกระปรอย หรือ มีอาการปวดหัวเหน่าร่วมด้วย ในบางรายอาจคลำพบปุ่มนูนที่หลัง
บริเวณเอว และบางครั้งมีอาการผื่นคัน ที่ไม่ใช่เชื้อรา หรือสกปรก
 
6. ความดันโลหิตสูง 
ความดันโลหิตสูงเป็นอาการสำคัญของโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะรายที่มีอาการความดันโลหิตสูง มานานและควบคุมไม่ได้ โรคไตที่หมอมักนึกถึงคือ โรคไตเรื้อรังและโรคหลอดเลือดแดงไตตีบ เนื่องจากความดันโลหิตสูงโดยตัวของมันเองอาจไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดหัว มึนงง เป็นต้น ดังนั้นท่านควรได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง 
 
ในศาสตร์แผนไทย
ปิหกัง คือไตและกระเพาะปัสสาวะ มีอยู่ ๒ ไต ติดกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวขวาและซ้าย ไตมีสีเขียวเหมือนคนทีสอ การทำงานของไตจะเกี่ยวคล้องกับหัวใจให้ทำหน้าที่ดึงน้ำในร่างกายที่เป็นส่วนเกินลงสู่ถุงปัสสาวะ รวมทั้งทำงานเกี่ยวข้องกับหัวใจห้องที่๓.๔และสัมพันธ์กับลม อุทธังและอโธคือการหายใจเข้า ออกยึดหยุ่นได้เหมือนหัวใจและทำงานพร้อมกันกับหัวใจ ไตมีหน้าที่
แยกสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกจากเลือด แล้วขับออกนอกร่างกายเพื่อให้ส่วนผสมของเลือดเป็นปกติแล้วขับออกมาทางปัสสาวะ สร้างปัสสาวะเพื่อขับถ่ายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการที่ละลายน้ำได้ รักษาดุลกรด-ด่าง ช่วยรักษาความดันโลหิตสร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดู
กระเพาะปัสสาวะ เป็นที่พักปัสสาวะเพื่อการขับถ่ายออก
พิการ 
ขัดและแน่นที่ในอก ทำให้ท้องพอง ท้องอืด อ่อนเพลีย ทำให้ท้องบวมและตัวบวมเนื่องจากของเสียขับออกไม่ได้
มีสารพิษตกค้างมากจนเกิดอาการไตวาย มีคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัวชักและหมดสติ
ไตวายปัจจุบันปัสสาวะออกน้อยมาก ไตวายเรื้อรัง ปัสสาวะมากแต่ขับสารพิษได้น้อยและยังเสียโปรทีนทางปัสสาวะอีกทำให้เกิดอาการบวมทั้งตัว
นิ่วที่กรวยไตถ้าเล็กและมาอุดตันที่หลอดไต จะทำให้มีอาการปวดและมีเลือดออก
ความดันโลหิตสูงเกิดเมื่อไตขาดเลือด โลหิตจางเพราะไตผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง
กระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบปัสสาวะเป็นเลือด หนองหรือขุ่นขาวมีตะกอนมากสาเหตุจากนิ่วในปัสสาวะ นิ่วอุดตันท่อปัสสาวะ(ในชาย) ทำให้ปวดเมื่อกระเพาะปัสสาวะเป่งนอกจากนั้นทำให้มีการอักเสบของทางดินปัสสาวะเรื้อรังต่อไป
แผนปัจจุบันกับแผนไทย
...บางรายอาจมาด้วยอาการสะอึก เนื่องจากของเสียในร่างกายคั่ง จากการที่ไต
>ไม่สามารถขับของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้และ...อาจจะต้องได้รับการฟอกเลือดล้างไตในที่สุด
อาการบวมที่ฝ่าเท้า,มือ,หลัง,ถุงที่ใต้ตา เหมือนกันค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-24 14:10:00 IP : 171.97.78.91


ความเห็นที่ 11 (3406686)

 มะเร็งเต้านมและการรักษาแบบแพทย์แผนไทย.....

 

รูปภาพ : มะเร็งเต้านมและการรักษาแบบแพทย์แผนไทย.....
มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่เกิดจากการที่เซลล์มะเร็งเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อเต้านม เต้านมประกอบด้วยส่วนของต่อมน้ำนมและ
ท่อน้ำนม เต้านมแต่ละข้างประกอบด้วยต่อมน้ำนม 15-20 lobes ซึ่งแต่ละ lobes จะแตกแขนงเล็กลงไปอีกเป็น lobusel
ส่วนปลายของ lobules จะมีลักษณะเป็นถุง (Bulbs) ติดอยู่กับท่อน้ำนมไปเปิดบริเวณหัวนมซึ่งสามารถผลิตน้ำนมได้ โดยท่อ
น้ำนมจะเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่าง Lobes, Lobules และ Bulbs
ภายในเต้านมแต่ละข้างยังมีหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง หลอดน้ำเหลืองจะนำสารน้ำที่ไม่มีสี เรียกว่าน้ำเหลืองไปยัง
อวัยวะที่เรียกว่า ต่อมน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลืองมีลักษณะเป็นรูปถั่วขนาดเล็ก พบได้ทั่วร่างกายมีหน้าที่ในการกรองสารต่าง ๆ จาก
น้ำเหลืองและช่วยในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ กลุ่มของต่อมน้ำเหลืองที่พบในบริเวณใกล้ ๆ กับเต้านมคือ บริเวณรักแร้, บริเวณ
เหนือกระดูกไหปลาร้าและบริเวณหน้าอก
ชนิดของมะเร็งเต้านมที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งท่อน้ำนม ซึ่งเกิดจากเซลล์ในท่อน้ำนม ส่วนมะเร็งที่เกิดในต่อมน้ำนม
(Lobes and Lobules) เรียกว่ามะเร็งต่อมน้ำนม ซึ่งมักจะพบในเต้านมทั้งสองข้างได้มากกว่ามะเร็งชนิดอื่น มะเร็งเต้านม
อักเสบ (Inflammatory breast cancer) เป็นระเร็งเต้านมชนิดที่พบได้ไม่บ่อย ลักษณะอาการจะตรวจพบว่าบริเวณเต้านม
มีลักษณะของการอับเสบ คือ บวม แดงและร้อน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้สูงขึ้น
1.  อายุมาก
2.  มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อย
3.  มีลูกคนแรกเมื่ออายุมาก หรือไม่มีบุตร
4.  มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อนหรือ
5.  มีประวัติมะเร็งเต้านมในญาติสายตรง เช่น มารดา หรือพี่สาว, น้องสาว
6.  เคยได้รับการรักษาด้วยรังสีบริเวณหน้าอกหรือเต้านม
7.  เนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นจากการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram)
8.  ได้รับฮอร์โมนจากภายนอก เช่น เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน
9.  การดื่มสุรามากเกิน
10. เชื้อชาติคนผิวขาวมีโอกาสมากกว่า
การแบ่งระยะความรุนแรงของมะเร็ง
หลังจากที่มีการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว จะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อประเมินว่ามีการแพร่กระจายของเซลล์
มะเร็งไปยังบริเวณอื่นนอกจากบริเวณเต้านมหรือไม่ เพื่อประเมินระยะความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาต่อไป
การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งในร่างกายมี 3 ทาง
1. ทางเนื้อเยื่อข้างเคียง มีการลุกลามเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติที่อยู่รอบ ๆ
2. ทางระบบน้ำเหลือง มีการลุกลามต่อมน้ำเหลือง
3. ทางเลือดมีการลุกลามเข้าไปยังเส้นเลือดดำและเส้นเลือดฝอย มีการแพร่กระจายไปยังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
ทางหลอดเลือด
เมื่อเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายผ่านทางระบบน้ำเหลืองหรือเลือดไปยังบริเวณอื่นในร่างกายอาจทำให้เกิดมะเร็งทุติยภูมิ
ในร่างกายกระบวนการนี้เรียกว่า การแพร่กระจายของโรค (Metastasis) โดยชนิดของเซลล์มะเร็งทุติยภูมิจะเป็นชนิดเดียวกัน
กับมะเร็งปฐมภูมิ
ระยะ 0 (Carcinoma in situ) มี 2 ชนิด
-  Ductal carcinoma in situ (DCIS) จะพบเซลล์ผิดปกติในบริเวณเยื่อบุท่อน้ำนมซึ่งเป็นระยะที่ไม่มีการ
ลุกลามของโรคแต่มีโอกาศที่จะกลางเป็นมะเร็งระยะลุกลามได้โดยที่ปัจจุบันยังไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่ารอยโรค
บริเวณใดจะกลายเป็นระยะลุกลาม
-  Lobular carcinoma in situ (LCIS) เป็นภาวะที่พบเซลล์ผิดปกติใน lobules ของเต้านม สภาวะนี้นาน ๆ
ครั้งจะกลายไปเป็นระยะลุกลามได้ อย่างไรก็ตามใน lobar carcinoma in situ ในเต้านมข้างเดียวจะเพิ่มปัจจัย
เสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้ทั้งสองข้าง
ระยะ I   -  ขนาดของก้อนเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 cm. และยังไม่มีการกระจายออกนอกบริเวณเต้านม
ระยะ IIA  มี 3 ภาวะ ได้แก่
-  ไม่มีก้อนที่เต้านม แต่พบมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
-  ก้อนมีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 ซม. และมีการแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
-  ก้อนมีขนาด 2-5 ซม. แต่ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ระยะ IIB  มี 2 ภาวะ ได้แก่
-  ก้อนมีขนาด 2-5 ซม. และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
-  ก้อนใหญ่กว่า 5 ซม. แต่ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ระยะ IIIA  มี 4 ภาวะ ได้แก่
-  ไม่มีก้อนที่เต้านม แต่มีมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้บริเวณใกล้เคียงเต้านมและบริเวณรักแร้
-  เนื้องอกมีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 ซม. และมีมะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณ
ใกล้เคียงเต้านม
-  เนื้องอกมีขนาด 2-5 ซม. และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้เคียงเต้านม
-  เนื้องอกมีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. และแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้เคียงเต้านม
ระยะ IIIB  ก้อนมะเร็งมีขนาดเท่าไรก็ได้ร่วมกับ
-  เนื้องอกมีการแพร่ไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่นกล้ามเนื้อหรือผิวหนังบริเวณหน้าอกและมีการแพร่กระจายของ
มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง
ระยะ IIIC
-  เนื้องอกมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือไหปลาร้าและอาจจะพบร่วมกับการแพร่กระจาย
ไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้เคียงเต้านม
-  สามารถแบ่งเป็นชนิดผ่าตัดได้และผ่าตัดไม่ได้
โดยชนิดที่ผ่าตัดได้จะต้องประกอบด้วยลักษณะดังนี้
1. แพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้มากกว่า 10 ต่อม หรือ
2. พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า หรือ
3. พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้เคียงเต้านม
ชนิดที่ผ่าตัดไม่ได้ ประกอบด้วยลักษณะดังนี้
-  เนื้องอกมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือไหปลาร้า
ระยะ IV
-  มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นของร่างกายส่วนมากพบที่กระดูก, ปอด, ตับ หรือสมอง
มะเร็งเต้านมอักเสบ (Inflammatory breast cancer)
เป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการแพร่กระจายไปที่ผิวหนังของเต้านม ทำให้เต้านมมีลักษณะแดง,บวมและร้อน เนื่องจาก
เซลล์มะเร็งไปอุดกั้นทางเดินน้ำเหลืองของผิวหนัง นอกจากนี้ผิวหนังบริเวณหน้าอกอาจมีลักษณะเหมือนผิวเปลือกส้ม โดยที่อาจ
ไม่สามารถสัมผัสก้อนบริเวณหน้าอกได้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจพบได้ในมะเร็งเต้านมระยะ IIIB, IIIC และ IV
มะเร็งเต้านมกำเริบ (Recurrent Breast Cancer)
เป็นมะเร็งที่กลับเป็นใหม่ภายหลังได้รับการรักษา อาจพบที่บริเวณหน้าอกหรือผนังหน้าอก หรือส่วนอื่นของร่างกาย
การวินิจฉัยโรคแบบแพทย์แผนไทย.....
มะเร็งลาม  ร่วมกับแผลติดเชื้อ
การรักษาแบบแผนไทย
ให้ยาต้มมะเร็งลาม  ในตำรับยาวัดโพธิ์
ร่วมกับการรักษาแผลติดเชื้อ แผลมะเร็ง แผลกลาย แผลเปื่อยเน่า
ใช้น้ำมันทาแผล ที่กำกับด้วยพุทธคุณ
ร่วมกับยากวนที่เข้าปรอท กันแผลเปื่อยเน่า ในตำรายาวัดโพธิ์ค่ะ
http://www.chulacancer.net

 
 
มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่เกิดจากการที่เซลล์มะเร็งเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อเต้านม เต้านมประกอบด้วยส่วนของต่อมน้ำนมและ
 
ท่อน้ำนม เต้านมแต่ละข้างประกอบด้วยต่อมน้ำนม 15-20 lobes ซึ่งแต่ละ lobes จะแตกแขนงเล็กลงไปอีกเป็น lobusel 
 
ส่วนปลายของ lobules จะมีลักษณะเป็นถุง (Bulbs) ติดอยู่กับท่อน้ำนมไปเปิดบริเวณหัวนมซึ่งสามารถผลิตน้ำนมได้ โดยท่อ
 
น้ำนมจะเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่าง Lobes, Lobules และ Bulbs 
 
ภายในเต้านมแต่ละข้างยังมีหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง หลอดน้ำเหลืองจะนำสารน้ำที่ไม่มีสี เรียกว่าน้ำเหลืองไปยัง
 
อวัยวะที่เรียกว่า ต่อมน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลืองมีลักษณะเป็นรูปถั่วขนาดเล็ก พบได้ทั่วร่างกายมีหน้าที่ในการกรองสารต่าง ๆ จาก
 
น้ำเหลืองและช่วยในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ กลุ่มของต่อมน้ำเหลืองที่พบในบริเวณใกล้ ๆ กับเต้านมคือ บริเวณรักแร้, บริเวณ
 
เหนือกระดูกไหปลาร้าและบริเวณหน้าอก
 
ชนิดของมะเร็งเต้านมที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งท่อน้ำนม ซึ่งเกิดจากเซลล์ในท่อน้ำนม ส่วนมะเร็งที่เกิดในต่อมน้ำนม 
 
(Lobes and Lobules) เรียกว่ามะเร็งต่อมน้ำนม ซึ่งมักจะพบในเต้านมทั้งสองข้างได้มากกว่ามะเร็งชนิดอื่น มะเร็งเต้านม
 
อักเสบ (Inflammatory breast cancer) เป็นระเร็งเต้านมชนิดที่พบได้ไม่บ่อย ลักษณะอาการจะตรวจพบว่าบริเวณเต้านม
 
มีลักษณะของการอับเสบ คือ บวม แดงและร้อน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้สูงขึ้น
 
1. อายุมาก
 
2. มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อย
 
3. มีลูกคนแรกเมื่ออายุมาก หรือไม่มีบุตร
 
4. มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อนหรือ
 
5. มีประวัติมะเร็งเต้านมในญาติสายตรง เช่น มารดา หรือพี่สาว, น้องสาว
 
6. เคยได้รับการรักษาด้วยรังสีบริเวณหน้าอกหรือเต้านม
 
7. เนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นจากการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram)
 
8. ได้รับฮอร์โมนจากภายนอก เช่น เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน
 
9. การดื่มสุรามากเกิน
 
10. เชื้อชาติคนผิวขาวมีโอกาสมากกว่า 
 
การแบ่งระยะความรุนแรงของมะเร็ง
 
หลังจากที่มีการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว จะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อประเมินว่ามีการแพร่กระจายของเซลล์
 
มะเร็งไปยังบริเวณอื่นนอกจากบริเวณเต้านมหรือไม่ เพื่อประเมินระยะความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาต่อไป
 
การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งในร่างกายมี 3 ทาง
 
1. ทางเนื้อเยื่อข้างเคียง มีการลุกลามเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติที่อยู่รอบ ๆ
 
2. ทางระบบน้ำเหลือง มีการลุกลามต่อมน้ำเหลือง
 
3. ทางเลือดมีการลุกลามเข้าไปยังเส้นเลือดดำและเส้นเลือดฝอย มีการแพร่กระจายไปยังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
 
ทางหลอดเลือด
 
เมื่อเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายผ่านทางระบบน้ำเหลืองหรือเลือดไปยังบริเวณอื่นในร่างกายอาจทำให้เกิดมะเร็งทุติยภูมิ
 
ในร่างกายกระบวนการนี้เรียกว่า การแพร่กระจายของโรค (Metastasis) โดยชนิดของเซลล์มะเร็งทุติยภูมิจะเป็นชนิดเดียวกัน
 
กับมะเร็งปฐมภูมิ
 
ระยะ 0 (Carcinoma in situ) มี 2 ชนิด
 
- Ductal carcinoma in situ (DCIS) จะพบเซลล์ผิดปกติในบริเวณเยื่อบุท่อน้ำนมซึ่งเป็นระยะที่ไม่มีการ
 
ลุกลามของโรคแต่มีโอกาศที่จะกลางเป็นมะเร็งระยะลุกลามได้โดยที่ปัจจุบันยังไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่ารอยโรค
 
บริเวณใดจะกลายเป็นระยะลุกลาม
 
- Lobular carcinoma in situ (LCIS) เป็นภาวะที่พบเซลล์ผิดปกติใน lobules ของเต้านม สภาวะนี้นาน ๆ 
 
ครั้งจะกลายไปเป็นระยะลุกลามได้ อย่างไรก็ตามใน lobar carcinoma in situ ในเต้านมข้างเดียวจะเพิ่มปัจจัย
 
เสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้ทั้งสองข้าง
 
ระยะ I - ขนาดของก้อนเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 cm. และยังไม่มีการกระจายออกนอกบริเวณเต้านม
 
ระยะ IIA มี 3 ภาวะ ได้แก่
 
- ไม่มีก้อนที่เต้านม แต่พบมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
 
- ก้อนมีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 ซม. และมีการแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
 
- ก้อนมีขนาด 2-5 ซม. แต่ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
 
ระยะ IIB มี 2 ภาวะ ได้แก่
 
- ก้อนมีขนาด 2-5 ซม. และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
 
- ก้อนใหญ่กว่า 5 ซม. แต่ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
 
ระยะ IIIA มี 4 ภาวะ ได้แก่
 
- ไม่มีก้อนที่เต้านม แต่มีมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้บริเวณใกล้เคียงเต้านมและบริเวณรักแร้
 
- เนื้องอกมีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 ซม. และมีมะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณ
 
ใกล้เคียงเต้านม
 
- เนื้องอกมีขนาด 2-5 ซม. และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้เคียงเต้านม
 
- เนื้องอกมีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. และแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้เคียงเต้านม
 
ระยะ IIIB ก้อนมะเร็งมีขนาดเท่าไรก็ได้ร่วมกับ
 
- เนื้องอกมีการแพร่ไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่นกล้ามเนื้อหรือผิวหนังบริเวณหน้าอกและมีการแพร่กระจายของ
 
มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง
 
ระยะ IIIC 
 
- เนื้องอกมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือไหปลาร้าและอาจจะพบร่วมกับการแพร่กระจาย
 
ไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้เคียงเต้านม
 
- สามารถแบ่งเป็นชนิดผ่าตัดได้และผ่าตัดไม่ได้
 
โดยชนิดที่ผ่าตัดได้จะต้องประกอบด้วยลักษณะดังนี้ 
 
1. แพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้มากกว่า 10 ต่อม หรือ
 
2. พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า หรือ
 
3. พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้เคียงเต้านม
 
ชนิดที่ผ่าตัดไม่ได้ ประกอบด้วยลักษณะดังนี้ 
 
- เนื้องอกมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือไหปลาร้า
 
ระยะ IV 
 
- มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นของร่างกายส่วนมากพบที่กระดูก, ปอด, ตับ หรือสมอง
 
มะเร็งเต้านมอักเสบ (Inflammatory breast cancer)
 
เป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการแพร่กระจายไปที่ผิวหนังของเต้านม ทำให้เต้านมมีลักษณะแดง,บวมและร้อน เนื่องจาก
 
เซลล์มะเร็งไปอุดกั้นทางเดินน้ำเหลืองของผิวหนัง นอกจากนี้ผิวหนังบริเวณหน้าอกอาจมีลักษณะเหมือนผิวเปลือกส้ม โดยที่อาจ
 
ไม่สามารถสัมผัสก้อนบริเวณหน้าอกได้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจพบได้ในมะเร็งเต้านมระยะ IIIB, IIIC และ IV
 
มะเร็งเต้านมกำเริบ (Recurrent Breast Cancer)
 
เป็นมะเร็งที่กลับเป็นใหม่ภายหลังได้รับการรักษา อาจพบที่บริเวณหน้าอกหรือผนังหน้าอก หรือส่วนอื่นของร่างกาย
 
การวินิจฉัยโรคแบบแพทย์แผนไทย.....
มะเร็งลาม ร่วมกับแผลติดเชื้อ
 
การรักษาแบบแผนไทย 
 
ให้ยาต้มมะเร็งลาม ในตำรับยาวัดโพธิ์
 
ร่วมกับการรักษาแผลติดเชื้อ แผลมะเร็ง แผลกลาย แผลเปื่อยเน่า
 
ใช้น้ำมันทาแผล ที่กำกับด้วยพุทธคุณ
 
ร่วมกับยากวนที่เข้าปรอท กันแผลเปื่อยเน่า ในตำรายาวัดโพธิ์ค่ะ
 
http://www.chulacancer.net/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-24 14:15:02 IP : 171.97.78.91


ความเห็นที่ 12 (3409033)

 เล่าเรื่องการให้คำปรึกษาโรค.... สะเก็ดเงิน

 

รูปภาพ : เล่าเรื่องการให้คำปรึกษาโรค.... สะเก็ดเงิน
เมื่อวานนี้มีญาติผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน   โทรมาบอกว่าฟังรายการวิทยุที่ออกรายการไปเมื่อเดือนก่อน   บอกว่าโรคสะเก็ดเงินรักษาได้ด้วยยาสมุนไพร   รู้สึกตื่นเต้น  ดีใจ ว่าสามารถรักษาให้หายได้  เพราะรักษามานาน 5 ปีแล้ว  ยังไม่ดีขึ้นเลย   ก็เลยบอกว่าให้พาผู้ป่วยมาตรวจ  เพื่อดูผื่นว่าเป็นโรคสะเก็ดเงินจริงหรือไม่  เพราะต้องแยกโรคจากโรคเรื้อน 9 ประการอีก
โรคสะเก็ดเงิน....
จัดอยู่ใน มสุริกาโรค 8 ประการ  ในตำรายาวัดโพธิ์
นอกจากการรักษาทางยาแล้ว  ยังต้องงดอาหารแสลง  เช่น  ของหมักดอง  เครื่องในสัตว์  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ   ยังต้องงดใช้ของใช้พวกโลหะอีกด้วย
มารู้จักโรคสะเก็ดเงิน....
สำหรับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ หลาย ๆ คนอาจหลงลืม โรคสะเก็ดเงินกันไปแล้ว  ทั้ง ๆ ที่อุบัติการณ์ของโรคนี้ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยและผู้คนในสังคมรอบข้างโดยตรง เรียกได้ว่าหากใครที่เป็นโรคนี้แล้ว สังคมอาจรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้  และเชื่อหรือไม่ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากรจำนวน 100 คนจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 2 คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ล้านคนเลยทีเดียว
โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคของการเรียนรู้และผู้ป่วยควรจะต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการผื่นขึ้น ใน 2 ช่วงอายุ ที่เริ่มเป็นคือ อายุประมาณ 22 ปี และ 55 ปี ในวัยผู้ใหญ่พบที่ช่วงอายุ 27-60 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่วนในเด็กอายุเฉลี่ยที่พบ คือ 8 ปี และไม่น้อยกว่า 15 ปี
สำหรับความผิดปกติที่เกิดขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่า  มีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา ตามหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มวิตกจริต ไม่อยากที่จะเปิดเผยตัวเอง มีผลต่อจิตใจและอาชีพ หน้าที่การงาน ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นผู้ใหญ่ จะไม่แสดงอาการใดๆ ปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย โรคสะเก็ดเงินนี้ถือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันนั้น สร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวันเลยทีเดียว เมื่อมันเร็วกว่าปกติมาก ก็ส่งผลทำให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคัน และหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินนั้น จะต้องจัดการกับความหงุดหงิดและความคันที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป็นภาระทางใจและก่อให้เกิดความเสียหายต่าง ๆ ตามมามากมาย
โรคสะเก็ดเงินนั้นมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนไข้นั้นจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน ในทางกลับกันมันมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต เมื่อคนไข้นั้นรู้ว่าตนเองเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว เขามักจะได้รับกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เป็นปกติและเข้าหาแนวทางใหม่ของชีวิต ซึ่งหมายถึงการทำความเข้าใจในโรค การใส่ใจกับการออกแดดในปริมาณมากเกินไป การเริ่มกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของโรคให้เป็นอันตรายน้อยลง และที่สำคัญควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินส่วนใหญ่นั้น ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการยา โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยชนิดหนึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Psoriasis”
โรคนี้เกิดจากเหตุปัจจัยหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีหรือสภาวะทางฟิสิกส์ที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสม มากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง (Erythematous plaque) ลอกเป็นขุย เป็น ๆ หาย ๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ ความผิดปกติที่เล็บ ข้ออักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ
ผื่นสะเก็ดเงินที่พบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นสีแดงจัด ขอบเขตผื่นชัดเจน มีขุยหรือสะเก็ดเงินปกคลุม ขุยผื่นมีลักษณะเหมือนแผ่นกระจกแตกร้าว ขุยสีขาวคล้ายเงิน (silvery-white scales) ปิดบนรอยผื่นสีแดง และเมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก (Auspitz's sign)   ผื่นบางชนิดมีหลายรูปแบบ อาจเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ หรือผื่นกลมเท่าขนาดเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ขอบปื้นอาจหยักโค้ง บางรายเป็นปื้นขนาดใหญ่จากแผ่นหลังจดตะโพก หรือบางรายผื่นเป็นทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ ส่วนลักษณะการกระจายของผื่นที่พบบ่อยมี 2 แบบ  แบบแรก เป็นผื่นนูนขนาดหยดน้ำหรือเหรียญ กระจายทั่วตัว (guttate psoriasis) มักเกิดในระยะเวลาสั้น ๆ พบบ่อยในเด็กหลังทุเลาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผื่นชนิดนี้จะค่อย ๆ จางหายได้เอง หากได้รับการรักษาการติดเชื้อให้หายไป แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก   ส่วนแบบที่สอง เป็นผื่นเรื้อรังเฉพาะที่ (psoriasis vulgaris หรือ plague type psoriasis) บริเวณซึ่งมีการเสียดสี เช่น ข้อศอก ข้อเข่า หลัง ตะโพก หนังศีรษะ เป็นผื่นขนาดใหญ่ ผื่นจะขยายค่อยเป็นค่อยไป และอาจหายได้เองแต่ช้าอาจต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผื่นสะเก็ดเงินเมื่อหายจะไม่เหลือรอย ในบางรายเมื่อผื่นหายจะเป็นรอยดำ และค่อยปรับเป็นผิวปกติภายหลัง ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผื่นสะเก็ดเงินเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่ ผื่นสะเก็ดเงินอาจมีหลายแบบ เช่น ผื่นในซอกพับ (psoriasis inversus) ผื่นสะเก็ดเงินแบบตุ่มหนอง (pustular psoriasis) ผื่นสะเก็ดเงินทั่วตัว (psoriasis erythroderma) ฯลฯ
นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยังมีลักษณะแทรกซ้อน ซึ่งพบว่าโรคนี้มีการอักเสบของข้อ ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบเมตะบอลิซึม อาทิ โรคความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบอาจเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
ข้อมูล : รศ.นพ.นภดล นพคุณ อดีตนายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและหัวหน้าสาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 
เมื่อวานนี้มีญาติผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โทรมาบอกว่าฟังรายการวิทยุที่ออกรายการไปเมื่อเดือนก่อน บอกว่าโรคสะเก็ดเงินรักษาได้ด้วยยาสมุนไพร รู้สึกตื่นเต้น ดีใจ ว่าสามารถรักษาให้หายได้ เพราะรักษามานาน 5 ปีแล้ว ยังไม่ดีขึ้นเลย ก็เลยบอกว่าให้พาผู้ป่วยมาตรวจ เพื่อดูผื่นว่าเป็นโรคสะเก็ดเงินจริงหรือไม่ เพราะต้องแยกโรคจากโรคเรื้อน 9 ประการอีก 
 
โรคสะเก็ดเงิน....
 
จัดอยู่ใน มสุริกาโรค 8 ประการ ในตำรายาวัดโพธิ์ 
นอกจากการรักษาทางยาแล้ว ยังต้องงดอาหารแสลง เช่น ของหมักดอง เครื่องในสัตว์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ยังต้องงดใช้ของใช้พวกโลหะอีกด้วย 
 
มารู้จักโรคสะเก็ดเงิน....
 
สำหรับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ หลาย ๆ คนอาจหลงลืม โรคสะเก็ดเงินกันไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่อุบัติการณ์ของโรคนี้ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยและผู้คนในสังคมรอบข้างโดยตรง เรียกได้ว่าหากใครที่เป็นโรคนี้แล้ว สังคมอาจรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และเชื่อหรือไม่ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากรจำนวน 100 คนจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 2 คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ล้านคนเลยทีเดียว
 
โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคของการเรียนรู้และผู้ป่วยควรจะต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการผื่นขึ้น ใน 2 ช่วงอายุ ที่เริ่มเป็นคือ อายุประมาณ 22 ปี และ 55 ปี ในวัยผู้ใหญ่พบที่ช่วงอายุ 27-60 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่วนในเด็กอายุเฉลี่ยที่พบ คือ 8 ปี และไม่น้อยกว่า 15 ปี
 
สำหรับความผิดปกติที่เกิดขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่า มีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา ตามหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มวิตกจริต ไม่อยากที่จะเปิดเผยตัวเอง มีผลต่อจิตใจและอาชีพ หน้าที่การงาน ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นผู้ใหญ่ จะไม่แสดงอาการใดๆ ปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย โรคสะเก็ดเงินนี้ถือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันนั้น สร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวันเลยทีเดียว เมื่อมันเร็วกว่าปกติมาก ก็ส่งผลทำให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคัน และหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินนั้น จะต้องจัดการกับความหงุดหงิดและความคันที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป็นภาระทางใจและก่อให้เกิดความเสียหายต่าง ๆ ตามมามากมาย
 
โรคสะเก็ดเงินนั้นมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนไข้นั้นจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน ในทางกลับกันมันมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต เมื่อคนไข้นั้นรู้ว่าตนเองเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว เขามักจะได้รับกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เป็นปกติและเข้าหาแนวทางใหม่ของชีวิต ซึ่งหมายถึงการทำความเข้าใจในโรค การใส่ใจกับการออกแดดในปริมาณมากเกินไป การเริ่มกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของโรคให้เป็นอันตรายน้อยลง และที่สำคัญควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินส่วนใหญ่นั้น ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการยา โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยชนิดหนึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Psoriasis”
 
โรคนี้เกิดจากเหตุปัจจัยหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีหรือสภาวะทางฟิสิกส์ที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสม มากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง (Erythematous plaque) ลอกเป็นขุย เป็น ๆ หาย ๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ ความผิดปกติที่เล็บ ข้ออักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ
 
ผื่นสะเก็ดเงินที่พบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นสีแดงจัด ขอบเขตผื่นชัดเจน มีขุยหรือสะเก็ดเงินปกคลุม ขุยผื่นมีลักษณะเหมือนแผ่นกระจกแตกร้าว ขุยสีขาวคล้ายเงิน (silvery-white scales) ปิดบนรอยผื่นสีแดง และเมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก (Auspitz's sign) ผื่นบางชนิดมีหลายรูปแบบ อาจเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ หรือผื่นกลมเท่าขนาดเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ขอบปื้นอาจหยักโค้ง บางรายเป็นปื้นขนาดใหญ่จากแผ่นหลังจดตะโพก หรือบางรายผื่นเป็นทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ ส่วนลักษณะการกระจายของผื่นที่พบบ่อยมี 2 แบบ แบบแรก เป็นผื่นนูนขนาดหยดน้ำหรือเหรียญ กระจายทั่วตัว (guttate psoriasis) มักเกิดในระยะเวลาสั้น ๆ พบบ่อยในเด็กหลังทุเลาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผื่นชนิดนี้จะค่อย ๆ จางหายได้เอง หากได้รับการรักษาการติดเชื้อให้หายไป แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก ส่วนแบบที่สอง เป็นผื่นเรื้อรังเฉพาะที่ (psoriasis vulgaris หรือ plague type psoriasis) บริเวณซึ่งมีการเสียดสี เช่น ข้อศอก ข้อเข่า หลัง ตะโพก หนังศีรษะ เป็นผื่นขนาดใหญ่ ผื่นจะขยายค่อยเป็นค่อยไป และอาจหายได้เองแต่ช้าอาจต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผื่นสะเก็ดเงินเมื่อหายจะไม่เหลือรอย ในบางรายเมื่อผื่นหายจะเป็นรอยดำ และค่อยปรับเป็นผิวปกติภายหลัง ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผื่นสะเก็ดเงินเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่ ผื่นสะเก็ดเงินอาจมีหลายแบบ เช่น ผื่นในซอกพับ (psoriasis inversus) ผื่นสะเก็ดเงินแบบตุ่มหนอง (pustular psoriasis) ผื่นสะเก็ดเงินทั่วตัว (psoriasis erythroderma) ฯลฯ
 
นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยังมีลักษณะแทรกซ้อน ซึ่งพบว่าโรคนี้มีการอักเสบของข้อ ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบเมตะบอลิซึม อาทิ โรคความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบอาจเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
 
ข้อมูล : รศ.นพ.นภดล นพคุณ อดีตนายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและหัวหน้าสาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-06 22:12:50 IP : 58.9.241.192


ความเห็นที่ 13 (3409165)

 สมุนไพรกับโรคเอดส์.....

 
โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อ HIV นับเป็นมหันตภัย ที่น่าสะพึงกลัว เพราะวงการแพทย์ ยังไม่สามารถค้นพบ วิธีรักษาโรคนี้ ให้หายได้ ปัจจุบัน มีการระบาดอย่างรุนแรง ของเชื้อไวรัส HIV ซึ่งเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดสภาวะ ภูมิคุ้มกัน บกพร่อง มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ จำนวนมาก ทำให้คาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ อัตราการตาย ของคนที่ได้รับเชื้อ จะสูงขึ้น เนื่องจาก ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้ ภูมิคุ้มกันโรค ของผู้ติดเชื้อ จะเสื่อม ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย จนทำให้เสียชีวิตในที่สุด
 
วงการแพทย์ทั่วโลกต่างก็แสวงหาวิธีรักษาโรคร้ายนี้กันอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังไม่พบ ตัวยา หรือวิธีการ ที่จะฆ่าเชื้อเอดส์ได้ ในประเทศไทย มีหลายหน่วยงาน ที่ดำเนินการ ศึกษา วิจัย เกี่ยวกับยาสมุนไพร สำหรับโรคเอดส์ เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การ เภสัชกรรม ฯลฯ ก็มีความพยายาม ที่จะนำสมุนไพร มารักษาผู้ป่วยกันอย่างแพร่หลาย 
 
การศึกษาวิจัยค้นคว้าได้เน้นไปที่การหายาฆ่าเชื้อเอดส์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญ ในการแก้ปัญหา โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ด้วย เช่น อาการไข้ ไอ ท้องเสีย โรคเริม ปากเป็นแผล ผิวหนังเป็นแผลติดเชื้อราต่าง ๆ ซึ่งผู้ป่วย สามารถเลือกใช้ยาสมุนไพร ตามอาการของโรค ที่แทรกซ้อนได้ สมุนไพรเหล่านี้ ไม่ได้เป็นยา รักษาโรคเอดส์โดยตรง แต่ก็สามารถ ใช้บรรเทา อาการของโรค และเสริมสร้างภูมิต้านทาน ให้กับร่างกายได้ ขณะนี้ สมุนไพร เป็นทางเลือก หนึ่ง ที่กำลังเป็นความหวังของคนทั่วโลก หลายประเทศ มุ่งศึกษา การใช้ยา สมุนไพร เพื่อยับยั้ง และฆ่าเชื้อ HIV แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ไม่มีรายงาน การศึกษา ที่ยืนยันว่า มียาหรือสมุนไพร ชนิดใด ที่สามารถฆ่าเชื้อ HIV ได้
 
การแพทย์แผนไทยได้พยายามศึกษาการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการ หรือภาวะแทรกซ้อน ของผู้ติดเชื้อเอดส์ พบว่า สมุนไพรไทยหลายชนิด สามารถใช้รักษาอาการแทรกซ้อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น
 
อาการไข้ ใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด หญ้าดอกขาว ลูกใต้ใบ หญ้าแห้วหมูเล็ก สะเดา บัวบก
 
ท้องเสีย-ท้องร่วง ใช้ฟ้าทะลายโจร กระเจี๊ยบแดง กระชาย ชา ทับทิม ฝรั่ง กล้วย มังคุด ขมิ้นชัน
 
แผลและเชื้อราในปาก ใช้ว่านหางจระเข้ เสลดพังพอนตัวเมีย บัวบก หนุมานประสานกาย ข่า กระชาย ชุมเห็ดเทศ
 
อาการเจ็บคอ ใช้ฟ้าทะลายโจร กระเทียม มะนาว
 
อาการผื่นแพ้ตุ่มคัน ใช้ใบพลู เสลดพังพอนตัวเมีย ขมิ้นชัน ฝักบัวทะเล
 
เบื่ออาหาร ใช้บอระเพ็ด สะเดา มะระขี้นก ขี้เหล็ก มะแว้ง
 
เริมและงูสวัด ใช้เสลดพังพอนตัวเมีย ว่านหางจระเข้
 
การแพทย์แผนไทย นอกจากจะนำสมุนไพร มาใช้รักษาโรคแทรกซ้อน ในผู้ป่วยโรค เอดส์แล้ว ยังนำสมุนไพร มาใช้ในการดูแล ผู้ติดเชื้อ ตามหลักการทฤษฎี การปรับสมดุล ของธาตุ ในคัมภีร์มหาพิกัด โดยผู้สั่งยานี้ ต้องเป็นผู้ที่ ได้รับใบอนุญาต ประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณ ใช้ยาสมุนไพร ตามตำรับยาสามัญประจำบ้าน แผนโบราณ 28 ขนานที่ กระทรวงสาธารณสุขขออนุญาต เพื่อใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาจันทร์ลีลา (แก้ไข้) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งเสริม ให้มีการนำสมุนไพร มาใช้ปรุงเป็นอาหาร รับประทาน ในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับ การกินอาหารหลัก 5 หมู่ชนิดอื่น ๆ เพื่อปรับสมดุล ของธาตุ ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยอาศัยหลักปรัชญา การรักษาแบบองค์รวม คือ ความสมดุล ของร่างกาย ระหว่างธาตุภายใน และภายนอก โดยเชื่อว่า ผู้ที่มีร่างกายสมดุล ย่อมไม่เจ็บป่วย ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ในการรักษา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเอดส์
 
 
พ.ญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ 
 
http://www.elib-online.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-08 21:44:05 IP : 58.9.80.153



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.