ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ตำรายาสมุนไพร

ตำรายาสมุนไพร


 ตํารายาสมุนไพร ๑

 
พระครูวิมลคุณากร(หลวงปู่ศุข)
 
ขึ้นชื่อว่า  พระเกจิอาจารย์  แล้ว  หลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า  อีกองค์หนึ่งที่แทบทุกคนมักรู้จักท่านเป็นอย่างดี  ไม่ว่าทางด้าน  อิทธิปาฏิหาริย์  หรือทางด้านยารักษาโรค  ท่านเป็นพระอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษหลายประการ  เชื่อกันว่าท่านสําเร็จวิชา ๘ ประการ คือ
 
๑.วิปัสสนาญาณ  ๒.มโนมยิทธิ  ๓.อิทธิวิธี  ๔.ทิพโสต  ๕.เจโตปริยญาณ  ๖.ปุพเพนิวาสานุวัติ  ๗.ทิพยจักษุ  ๘.อาสวักขยญาณ 
 
เมื่อหลวงปู่ท่านมีญาณถึงขั้นนี้แล้ว  ท่านจะต้องเป็นพระที่แก่กล้าในทางอภิญญาแน่นอน   ท่านเกิดเมื่อไรไม่มีใครทราบทราบแต่เพียงว่าพ่อชื่อ  น่วม  แม่ชื่อ  ทองดี  นามสกุล  เกตเวชสุริยา   เกิดที่บ้านปากคลองมะขามเฒ่า   อำเภอวัดสิงห์  จังหวัดชัยนาท  มีพี่น้องทั้งหมด๘คนด้วยกัน  ส่วนท่านเป็นคนโตพออายุได้๗ขวบ  ท่านก็เรียนหนังสือภาษาไทยและขอมที่วัดนี้เอง   สมัยเด็กท่านซุกซนมาก  ชอบโดดนําเกาะเรือโยงเล่นเป็นประจำจนกระทั่งแม่ต้องทำโทษ   ไม่ให้ขึ้นจากนำ  อยู่มาวันหนึ่ง  ขณะเล่นนำ  จะเป็นเพราะสนุกหรือน้อยใจไม่ทราบได้ท่านเกาะเรือโยงเข้ากรุงเทพฯ  แล้วไม่กลับไปบ้านอีกเลย  หลักจากท่านบวชเป็นพระภิกขุแล้ว  จึงเดินทางมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน  พอแม่เห็นต่างก็ดีใจ  จากนั้นท่านก็ไม่ได้ทิ้งแม่ไปไหนอีกเลย  พอถึงฤดูเข้าพรรษาท่านก็จำพรรษาที่วิหารเก่าแก่ของวัดปากคลองมะขามเฒ่านั่นเอง
 
คํานํา
 
เนื่องด้วยข้าพเจ้าได้ตํารายาสมุนไพรนี้มาโดยบังเอิญซึ่งเป็นตําราของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ (จากนายศุกล เฮ็งรักษา) ซึ่งได้มาจากร้านค้าของเก่า ข้าพเจ้าเห็นว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้นําไปใช้ และเพื่อดํารงค์รักษาตําราอันสําคัญ เหมื่อนเพชรลําค่า มิให้สูญหายไป ประกอบกับปัจจุบันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงฟื้นฟู พืชสมุนไพร ดังกล่าวด้วย
 
การพิมพ์ ตํารายาสมุนไพร (สําหรับดาวน์โหลดไปใช้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ) หวังว่าคงได้รับความนิยมพอสมควร ความดีจากการทําดีทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าขอถวายให้กับหลวงปู่ศุข กรมหลวงชุมพร ครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าทั้งหมดเลย
 
ยาแก้โรคมะเร็ง
 
ขนานที่ ๑  ท่านให้เอา  หัวยาข้าวเย็นเหนือ ๑  หัวยาข้าวเย็นใต้ ๑  กํแล้วามะถันเหลือง ๑  ตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้เอาหนักอย่างละ ๔ บาทเท่ากัน  กะลามะพร้าวแก่ (ผ่าเป็น ๔ ส่วน  เอา ๓ ส่วน)   ตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้นํามาใส่หม้อดินต้มกับนําพอสมควร  ใช้นํารับประทานต่างนําชา  จนนํายาจืด  มีสรรพคุณแก้โรคมะเร็ง  ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล  เคยใช้รักษาหายมาแล้วฯ
 
ขนานที่ ๒ ท่านให้เอา  กระดูกงูเห่า ๑  หัวยาข้าวเย็นเหนือ ๑  หัวยาข้าวเย็นใต้ ๑  ทิ้งถ่อน ๑  แก่นมะเกลือ ๑  มะเดื่อปล้อง ๑  ตัวยาทั้ง ๖ อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆกัน  นํามาใส่หม้อดินต้มกับนําพอสมควร  ใช้นํารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา  เวลาก่อนอาหาร  วันละ ๓ เวลา  มีสรรพคุณแก้โรคมะเร็งทุกอย่าง  เป็นยาตัดรากโรคมะเร็งให้หายขาด  เคยใช้รักษาหายมามากแล้ว  ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
 
ยาแก้ปวดเมื่อยต่างชนิด
 
ขนานที่ ๑  ท่านให้เอา ลูกข่อย ๑ ขนาน, แห้วหัวหมู ๑ขะนาน,หางไหลหัวเผือก หนัก ๒๐ บาท, กรุงเขมา หนัก ๒๐ บาท, ตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้นํามาตากให้แห้ง ตําเป็นผง ผสมกับนําผึ้งแท้ ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดพุทรา ใช้รับประทานครั้งละ ๒-๓ เม็ด เวลาก่อนนอน เมื่อรับประทานยานี้ได้ผลดีแล้ว ต้องกรวดนําอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าของยาขนานนี้ด้วย มีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อยได้ผลดีชะงัดแลฯ 
 
ยาแก้ปวดขาอย่างรุนแรง
 
ท่านให้เอาเถากะทกรก หนัก ๑ บาท, หญ้างวงช้าง ๑, รากคนทา ๑, ขิงแห้ง ๑,หัวข่า ๑,หญ้าหางช้าง ๑, ตัวยาทั้ง ๖ นี้เอาหนักอย่างละ ๑๐ บาทเท่ากัน ตัวยาทั้ง ๖ อย่างนี้นํามาใส่หม้อดินต้มกับนําสามส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลื่อนํา ๑ ส่วน ใช้รับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยกาแฟ เวลา เช้า กลางวัน เย็น วันละ ๓ เวลา มีสรรพคุณแก้โรคปวดขาอย่างรุนแรงให้หายไปได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
 
ยาลดความอ้วน
 
ท่านให้เอา  ต้นบอระเพ็ด จำนวนมากพอสมควรนำมาล้างนำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้ง บดให้ละเอียด ผสมกับ นำผึ้งแท้ ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดพุทรา  ใช้รับประทานครั้งละ ๓ เม็ด  เวลาก่อนอาหารเช้า ทุกวันติดต่อกันประมาณ ๑ เดือน  ความอ้วนจะค่อยๆลดลงไปตามลำดับ  โดยไม่เสื่อมเสียสุขภาพและไม่เป็นการทรมารสังขารอีกด้วย  มีสรรพคุณชะงัดนักแลฯ 
 
ยาลดไขมันในร่างกาย
 
ขนานที่ ๑  ท่านให้เอา  ต้นแห้วหมูทั้งห้า (ถอนเอาทั้งต้นตลอดถึงราก) จำนวนมากน้อยตามต้องการ  นำมาล้างนำให้สะอาด  หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้ง  คั่วไฟให้สุกเหลือง  ใช้ชงกับนำร้อนรับประทานต่างนำชา   มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในร่างกาย  ได้ผลอย่างชะงัดนักแล  เคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้วฯ
 
ขนานที่ ๒ ท่านให้เอา  เมล็ดกาแฟดิบๆจำนวน ๑๔ เมล็ด  นำมาแช่นำไว้ในตู้เย็นตอนกลางคืน  รุ่งขึ้นเช้า  นำเอาเมล็ดกาแฟนั้นมาต้มกับนำ  ประมาณ ๓-๔ ถ้วยแกง  ต้มเคี่ยวให้นานๆ  ใช้นำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา  เวลา เช้า-กลางวัน-เย็น  วันละ ๓ เวลา ติดต่อกัน ๗ วัน มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในร่างกายได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
 
ยาแก้โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
 
ท่านให้เอา หัวกระเทียมโทน (กระเทียมหัวเดียวโดยเพาะ ไม่มีกลีบ) ๒๑หัว นํามาปอกเปลือกแล้วใส่โหล หรือ ใส่โถ ใส่นําผึ้งแท้ลงผสมให้ท่วมหัวกระเทียม ปิดฝาโหล หรือ โถ ให้สนิท หมักดองไว้ ๗ วัน ติดต่อกัน มีสรรพคุณแก้โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-25 17:09:15 IP : 58.11.45.8


1

ความเห็นที่ 1 (3397091)

 ตํารายาสมุนไพร ๒

 
ยาแก้โรคหัวใจ
 
ขนานที่ ๑ ท่านให้เอา หัวยาข้าวเย็นทั้ง ๒ (คือหัวยาข้าวเย็นเหนือ ๑ หัวยาข้าวเย็นใต้ ๑)กํามะถันเหลือง ๑, กําแพงเจ็ดชั้น ๑, ทองพันชั่ง ๑, ชะเอมเทศ ๑,ตัวยาทั้ง ๖ อย่างนี้เอาหนักอย่างละ ๑๐ บาทเท่ากัน นํามาใส่หม้อดินต้มกับนําพอสมควร ใช้นํายารับประทานครั้งละหนึ่งถ้วยชา เวลาหลังอาหารวันละ ๓ เวลา มีสรรพคุณแก้โรคหัวใจโต ซึ่งมีอาการหัวใจเต้นปรกติ อ่อนเพลีย เหนื่อยหอบให้หายไป ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ 
 
ขนานที่ ๒  ท่านให้เอาต้นไมยราบ (เอาทั้งต้นตลอดถึงราก) นำมาล้างนำให้สะอาด  สับเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้ง  คั่วไฟให้สุกเหลือง ใช้ชงกับนำร้อนรับประทานต่างนำชา  มีสรรพคุณแก้โรคหัวใจสั่น หรือ หัวใจเต้นแรงผิดปรกติ ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้วฯ
 
ขนานที่ ๓ ท่านให้เอา ต้นและใบบัวบก จำนวนมากพอสมควร นำมาล้างนำให้สะอาด ตำให้แหลก คั้นเอานำ ผสมกับ นำตาลทรายแดง หรือ นำตาลทรายขาว ก็ได้ พอมีรสหวานเล็กน้อย ใช้รับประทานครั้งละ ๑ แก้ว วันละ ๓ เวลา ติดต่อกันประมาณ ๗-๑๐วัน  มีสรรพคุณแก้โรคหัวใจ  ซึ่งมีอาการเจ็บปวดที่หน้าอกข้างซ้าย หายใจขัด เหนือยง่าย ออ่นเพลีย มีเหงื่อออกอยู่ตลอดเวลา ได้ผลดีชะงัดนักแล เคยใช้รักษาตัวเองหายขาดมาแล้วฯ
 
ขนานที่ ๔  ท่านให้เอา หัวผักกาดขาวสด (หัวไชเท้า) นำมาล้างนำให้สะอาด ปอกเปลือกแล้ใช้จิ้มนำผึ้งแท้  รับประทานครั้งละ ๑ หัว เวลาเช้า-เย็น ทุกวัน ประมาณ ๑๕ วัน มีสรรพคุณแก้โรคหัวใจ ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ เมื่อหายโรคแล้ว ให้ใส่บาตรพระ ๕ องค์ อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าของยาขนานนี้ด้วยฯ
 
ขนานที่ ๕ ท่านให้เอา มะพร้าวออ่น ๑ ลูก นำมาปอกตัดหัวออก เอาต้นคื่นฉ่ายสด นำมาหั่นเป็นท่อนๆประมาณ ๑ กำมือ ใส่ลงในผลมะพร้าวออ่นนั้น นำไปเผาไฟให้เดือดประมาณ ๕-๑๐ นาที ใช้นำมะพร้าวพร้อมกับคื่นฉ่ายนั้นรับประทานให้หมด ให้ปรุงยานี้รับประทานวันละ ๑ ครั้ง ติดต่อกัน ๗ วัน แล้วปรุงยานี้รับประทานวันเว้นวัน ต่อไปอีกประมาณ ๑-๒ เดือน มีสรรพคุณแก้โรคหัวใจ ซึ่งมีอาการหายใจขัด  ปวดเจ็บที่หน้าอกข้างซ้าย ออ่นเพลีย ไม่มีแรง ให้หายขาด  ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล  เคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้วฯ 
 
ยาแก้โรคความดันโลหิตสูง
 
ขนานที่ ๑ ท่านให้เอาต้นกาฝากมะม่วงทั้ง ๕ (เอาทั้งต้นตลอดถึ่งราก)  จำนวนมากพอสมควร  นำมาตากแดดให้แห้ง ใส่หม้อดินต้มกับนำพอสมควร ใช้นำยารับประทานต่างนำชา มีสรรพคุณแก้โรคความดันโลหิตสูงให้ลดลง  อาการปวดศรีษะจะพลันหายไป ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล ฯ
 
ขนานที่ ๒ ท่านให้เอา รากมะละกอตัวผู้ (เอารากทางทิศตะวันออก ตัดหัวและปลายรากทิ้งเสีย) ๑ กำมือ กับ สารส้ม (ก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ) ๑ ก้อน นำมาใส่หม้อดินต้มกับนำพอสมควร  ใช้นำยารับประทานครั้งละ ๑ แก้ว  วันละ ๒-๓ ครั้ง มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสูงให้ลดลงเป็นปรกติ  ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล ฯ
 
ขนานที่ ๓  ท่านให้เอา คื่นฉ่าย (ที่ใช้รับประทานกับข้าวต้ม หรือใช้ใส่ ก๋วยเตี๋ยว) นำมาคั้นเอาเฉพาะนำ  ใช้นำยารับประทาน  มีสรรพคุณแก้โรคความดันโลหิตสูงให้หายเป็นปรกติ  ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล ฯ 
 
ยาแก้ความดันโลหิตตํา
 
ท่านให้เอาหมูเนื้อแดง หนัก ๑ ก.ก กับพริกไทยร่อน  ๑ กระป๋องนมข้น ตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้ นํามาบดผสมกัน ใส่โถ หรือ ใส่โหล ใส่นําผึ้งแท้พอท่วมยา หมกข้าวเปลือกไว้ประมาณ ๑๕ วันขึ้นไป ใช้นํายาดองนี้ใช้รับประทานครั้งละ ๑ ช้อนโต๊ะ วันละครั้งทุกวัน เพียง ๕ วันเท่านั้น อาการป่วยโรคความดันโลหิตตํา และโรคโลหิตจาง จะหายเป็นปรกติ มีสรรพคุณชะงัดนักแลฯ
 
ยาแก้โรคโลหิตจาง
 
ท่านให้เอา ผลมะนาวสด ผ่าซีก บีบเอาเฉพาะนํา นํามาผสม กับนําหวานและปรุงด้วยเกลือทะเล (เกลือใส่แกง) พอสมควร ใส่นําแข็ง ใช้รับประทานบ่อยๆเป็นยาบํารุงโลหิต และ แก้โรคโลหิตจาง ทําให้มีผิวพรรณผุดผ่องมีนํามีนวล มีสรรพคุณชะงัดนักแลฯ
 
ยาแก้โรคเบาหวาน
 
ขนานที่ ๑ ท่านให้เอา รั้งผึ้ง (เอาทั้งรั้งพร้อมทั้งตัวอ่อน) ๑รัง, เหล้า ๑ ขวด, หัวกระชาย ๑๒ หัว, เปลือกตะโกนา (ต้นตะโกดัด สด หรือ แห้ง ก็ได้) ๓เปลือก, ตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้ นํามาดองรวมกัน โดยนํารังผึ้งใส่ลงในโถ หรือ ใส่ลงในโหล เทเหล้าผสมพอท่วมรังผึ้ง ใส่หัวกระชาย (ซึ่งปอกเปลือกและทุบให้แตกเสียก่อน) และ ใส่เปลือกตะโกนา ลงผสม หมักดองไว้ ๓ วัน ใช้นํายาดองนี้รับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชาจีน เวลาก่อนอาหารเช้า-เย็น วันละ ๒ เวลา ทุกวันติดต่อกันไปจนครบ ๑ เดือน แล้วฯ
 
ท่านให้เอา ต้นเหงือกปลาหมอ (เอาทั้งต้นตลอดถึงราก) จํานวนพอสมควรนํามาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผง จํานวน ๖ ถ้วยชาจีน เอาพริกไทยร่อน จํานวน ๓ ถ้วยชาจีน บดให้ละเอียด ผสมกับนําผึ้งแท้ ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดพุทรา จํานวน ๑๐๘ เม็ด ใช้รับประทานครั้งละ ๑ เม็ด เวลาก่อนอาหารเช้า-เย็นทุกวัน ติดต่อกันไปจนครบ ๕๔ วันแล้วโรคเบาหวานจะหายขาด เจ้าของยาขนานนี้ได้ใช้รักษาตัวเองหายขาดมาแล้ว มีสรรพคุณชะงัดนักแลฯ
 
ยาแก้โรคเหนื่อยหอบ
 
ท่านให้เอา รากต้นกระดังงร หนัก ๖ บาท, รากต้นพิกุล หนัก ๕ บาท, รากต้นทองพันชั่ง หนัก ๕ บาท, หัวยาข้าวเย็นเหนือ หนัก ๔ บาท, ตัวยาทั้ง ๕ อย่างนี้ นํามาใส่หม้อดินต้มกับนําพอสมควร ใช้นํายารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา มีสรรพคุณแก้อาการเหนื่อยหอบให้หายไป ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
 
ยาแก้เครื่องสืบพันธ์อ่อน
 
ท่านให้เอา หัวกระชาย ๑, ขมิ้นอ้อย ๑, พริกไทยร่อน ๑, ลูกกระวาน ๑, ว่านนํา ๑, ตัวยาทั้ง ๕ นี้เอาหนักอย่างละ ๓ บาทเท่ากัน นํามาตากแดดให้แห้งบดเป็นผง ละลายกับ นําผึ้งแท้ ก็ได้ นําตาลมะพร้าว ก็ได้ นําตาลโตนด ก็ได้ นําอ้อย ก็ได้ ปั้นเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานเวลาเช้า-เย็น วันละ ๒ เวลา มีสรรพคุณแก้อาการเครื่องสืบพันธุ์อ่อนให้กลับคืนเป็นปรกติได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
 
ยาแก้โรคเครื่องสืบพันธุ์ตาย
 
ท่านให้เอา พริกไทยร่อน ๑ ผิวมะกรูด ๑ หัวกระชาย ๑ (ตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆกัน) งูเห่า (ย่างไฟให้สุก) ๑ ตัว, ตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้นํามาตากแดดให้แห้ง บดเป็นผง ใช้ละลายกับนําตาลโตนด รับประทานวันละ ๒ เวลา เพียงเวลา ๒ อาทิตย์เท่านั้น จะปรากฎผลดีอย่างน่าอัศจรรย์แล เคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้วฯ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 17:10:40 IP : 58.11.45.8


ความเห็นที่ 2 (3397114)

 ตำรายาพื้นบ้านของไทย

ครูแก้ว : เรียบเรียงเขียน
 
ตำรายาพื้นบ้านของคนไทยภาคใต้ มักบันทึกลงในสมุดข่อยที่เรียกว่า "บุด" ผู้ที่สนใจศึกษาตำรายาแผนโบราณจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับคำเฉพาะที่ใช้ในตำรายา เนื่องจากว่าสมุนไพรมีหลายร้อยชนิด และมียาหลายร้อยชนิดที่คนโบราณคิดค้นแล้วเขียนออกมาเป็นตำราให้คนรุ่นหลังศึกษาและนำไปใช้ประโยชน์ สมุนไพรแต่ละชนิดมีรสและสรรพคุณแตกต่างกันไป เมื่อนำมาปรุงหรือผสมเป็นยาขนานใดขนานหนึ่ง ก็มักประกอบด้วยตัวยาหลากรส เพื่อให้สรรพคุณเสริมกันทำให้เกิดผลในทางบำบัดได้เร็ว เชื่อกันว่าเลือดและน้ำดีเป็นส่วนสำคัญต่อสมุฏฐานของโรคนานาชนิด ยากลางบ้านทุกชนิดจึงต้องมีรสขมเจือไว้ และมักมีตัวยาที่มีรสเบื่อเมาปนอยู่ด้วยเพื่อให้ถอนพิษ ต้องการให้มีสรรพคุณเด่นในทางใด ก็ให้มีส่วนผสมเด่นในทางนั้น รสของยากลางบ้านมักขื่นไม่น่ารับประทาน รสต่างกันสรรพคุณก็จะต่างกันด้วย คนโบราณได้แบ่งรสยาออกเป็น 3 รสกว้าง ๆ คือ
1. ยารสร้อน 
ใช้เป็นยาประเภทขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง เช่น จำพวก ขิง ข่า พริกไทย ดีปลี เบญจกูล คนที สอทะเล กระเพราแดง กระวาน เป็นต้น เป็นรสยาประจำฤดูฝน
2. ยารสเย็น
ใช้เป็นยาประเภทลดไข้ เช่น เกสรดอกไม้ต่าง ๆ ใบไม้ รากรากมะเฟือง ตำลึง สารภี รางจืด ใบพิมเสน รากลำเจียก เมล็ดฝักข้าว ไม้ เขี้ยว งา เขา นอ เป็นต้น เป็นรสยาประจำฤดูร้อน
3. ยารสสุขุม
ใช้เป็นยาแก้ลมหน้ามืด ใจสั่น เช่น โกฐต่าง ๆ เทียน กฤษณา อบเชย จันทน์เทศ ชะลูด เป็นต้น เป็นรสยาประจำฤดูหนาว
นอกจากนี้ยังมีรสย่อย ๆ อีก 10 รส คือ
1. รสฝาด มักมีสาร TANIN เป็นองค์ประกอบ มีสรรพคุณทางสมานแผล แก้ท้องร่วง แก้บิด บำรุงธาตุ เช่น เปลือกมังคุด ลูกหว้า ผลมะตูมอ่อน ใบฝรั่ง ใบชา ฯลฯ
2. รสหวาน มีสรรพคุณทำให้ชุ่มชื่น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เช่น แก่นขนุน รากชะเอม น้ำอ้อยสด เหง้าสับปะรด ดอกคำฝอย ฯลฯ
3. รสเมาเบื่อ มีสารพวก GLYCOSIDES และ ALKALOIDS รับประทานเข้าไปมักเกิดอาการมึนงง กดประสาท มีสรรพคุณใช้แก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ใบกระท่อม ฝิ่น กัญชา ดอกลำโพง เปลือกข่อย รากทับทิม รากมะเกลือ ฯลฯ
4. รสขม มีสารพวก ALKALOIDS เป็นองค์ประกอบ มีสรรพคุณสำหรับบำรุงโลหิตและดี แต่ถ้าใช้มาก จะแสลงโรคหัวใจพิการ เช่น ดอกขี้เหล็ก มะระ ผักโขม รากปะทัดจีน ผลสะเดา เถาบอระเพ็ด โกฐสอ ฯลฯ 
5. รสเผ็ดร้อน มีสารพวก RESIN, OLLEORESIN, GLYCOSIDES และมีสารประกอบ PHENOLS บางชนิด เป็นองค์ประกอบ สรรพคุณแก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ บำรุงธาตุ บรรเทาอาการช้ำบวม เคล็ดขัดยอก แสลงกับโรคพิษร้อน เช่น พริก ขิง ข่า ไพล เม็ดเทียนขาว เจตมูลเพลิง ช้าพลู พิลังกาสา มะขาม กานพลู ฯลฯ
6. รสมัน มีสารพวกไขมัน น้ำมัน เป็นองค์ประกอบ สรรพคุณแก้เส้นเอ็นพิการ บำรุงไขข้อ บำรุงเส้นเอ็น เพิ่มพลังงานให้ร่างกาย แสลงกับโรคดีซ่าน ไอเสมหะ เช่น งาดำ เมล็ดมะขาม เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วต่าง ๆ ฯลฯ
7. รสหอมเย็น มีสารน้ำมันหอมระเหยเป็นองค์ประกอบสำคัญ สรรพคุณบำรุงหัวใจ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ อ่อนเพลียบำรุงครรภ์ แสลงกับโรคในลำไส้ เช่น เตยหอม เบญจมาศ ดอกมะลิ พิกุล บุนนาค ดอกขจร รากมะกรูด ผักกะเฉด ฯลฯ
8. รสเค็ม มีสารพวกเกลือเป็นองค์ประกอบ สรรพคุณรักษาโรคผิวหนังเปื่อย เน่า น้ำเหลืองเสีย บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร แสลงโรคกระเพาะอาหารพิการ เช่น เปลือกต้นมะเกลือ รากไผ่ ใบโคกกระสุน ใบเหงือกปลาหมอ ใบหอม ใบกระชาย ฯลฯ
9. รสเปรี้ยว มีสารพวกกรดหลายชนิดเป็นองค์ประกอบ สรรพคุณแก้เสมหะ ฟอกโลหิต แก้ไอ กระหายน้ำ บำรุงผิว แสลงกับโรคท้องร่วง เช่น กระเจี๊ยบ รากพิลังกาสา ส้ม มะนาว มะปราง มะกอก มะอึก ส้มเสี้ยว ส้มเช้า ฯลฯ
10. รสจืด มีธาตุประเภทต่าง ๆ ได้แก่เกลือโปแตสเซี่ยมเป็นองค์ประกอบ สรรพคุณขับปัสสาวะ แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ถอนพิษปวดแสบปวดร้อน เช่น ใบตำลึง ใบผักบุ้ง รักขาวเถารางจืด รากตะไคร้ น้ำ ละหุ่ง ฯลฯ
เนื่องจากยามีมากมายหลายร้อยชนิด ผู้ศึกษาตำรายาต่าง ๆ อาจจำกันไม่ได้หมด คนโบราณจึงหาวิธีการที่จะให้จำตัวยาได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นโดยการเรียกหรือจัดพวกของสมุนไพรเพื่อที่จะนำไปใช้เป็นยาเอาไว้ เพื่อให้จดจำง่ายสะดวกแก่การเขียนตำรายา ในตำราแพทย์แผนไทยเรียกว่า “คณาเภสัช” หรือ “พิกัดยา” ไว้ โดยแบ่งเป็น 3 จำพวกดังนี้ 
1. จุลพิกัด หมายถึง การกำหนดเอาตัวยาที่มีชื่อเหมือนกัน 2 อย่างมารวมกันในขนาดที่เท่ากัน แต่มีส่วนที่ต่างกัน คือ
1.1 ต่างกันที่เกิด เช่น ชะเอมทั้งสอง คือ ชะเอมไทย - ชะเอมเทศ
1.2 ต่างสี เช่น คนทีทั้งสอง คือ คนทีสอขาว - คนทีสอดำ
1.3 ต่างขนาด เช่น เร่วทั้งสอง คือ เร่วน้อย - เร่วใหญ่
1.4 ต่างชนิด เช่น ตำแยทั้งสอง คือ ตำแยตัวผู้ - ตำแยตัวเมีย
1.5 ต่างรส เช่น มะปรางทั้งสอง คือ มะปรางเปรี้ยว - มะปรางหวาน
2. พิกัดยา หมายถึงการกำหนดตัวยาที่มีชื่อไม่เหมือนกันหลายชนิดมารวมกัน ในขนาดที่เท่ากัน อาจเป็นตัวยา 2 – 9 ชนิด ตัวอย่างเช่น
3 ชนิด เรียก “พิกัดตรี” เช่น พิกัดตรีผลา (ผลไม้ 3 อย่าง) คือ ลูกสมอไทย ลูกสมอพิเภก ลูกมะขามป้อม
5 ชนิด เช่น พิกัดจันทน์ทั้ง ๕ ได้แก่ แก่นจันทน์แดง แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์ชะมด แก่นจันทน์จันทนา แก่นจันทน์เทศ
9 ชนิด เช่น พิกัดเนาวหอย (หอยทั้ง ๙) ใช้เปลือกหอย 9 ชนิดเผา ได้แก่ หอยขม หอยแครง หอยตาบัว หอยพิมพาการัง หอยนางรม หอยกาบ หอยจุ๊บแจง หอยมุก หอยสังข์ ฯ ล ฯ
3. มหาพิกัด มีความหมายทำนองเดียวกับพิกัดยา แต่ขนาดไม่เท่ากัน 
ลักษณะของคณาเภสัชเป็นประโยชน์ในการช่วยจำ สะดวกแก่การปรุงยา และลดการเขียนในตำรายา แต่ละพิกัดจะต้องมีสรรพคุณคล้ายกัน โดยพิจารณาที่รส ว่าจะต้องไม่ขัดกัน สรรพคุณของแต่ละพิกัดนั้นคือสรรพคุณรวมของตัวยาแต่ละอย่างในพิกัดทั้งสิ้น ส่วน “มหาพิกัด” คือการนำตัวยาหลายตัวมารวมกันในพวกเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะรักษาโรคใดเด่น ก็จะใช้ตัวยาเพื่อการรักษานั้นให้มีสัดส่วนมากกว่าตัวยาอื่น
ตัวอย่างสรรพคุณยาในพิกัดเฉพาะอย่าง
พิกัดตรีผลา ลูกสมอไทย รสขม แก้โลหิต น้ำดี ระบายธาตุ ลูกสมอพิเภกแก่ รสฝาด แก้กองธาตุ แก้ไข้ แก้โรคตา ลูกมะขามป้อม รสฝาดเปรี้ยว แก้เสมหะ ลมแก้ไข้
สรรพคุณรวมคือ แก้โรคเกิดจากดีเสมหะ ลมในกองธาตุฤดู และอายุสมุฏฐาน
พิกัดเบญจกูล รากเจตมูลเพลิง รสร้อน กระจายกองลมและโลหิต รากสะค้าน รสร้อน แก้ลมอันเกิดแต่กองวาโยธาตุพิการ รากช้าพลู รสร้อน แก้คูถเสมหะ แก้ลม แก้เมื่อย เหง้าขิงแห้ง รสหวานเผ็ด แก้ไข้ แก้ลมพานลำไส้ พรรดึก ดอกดีปลี รสเผ็ดชวนขม แก้ลม ปัถวีธาตุพิการ
สรรพคุณรวม กระจายกองลมในโลหิต แก้คูถเสมหะ ลมพานลำไส้ แก้โรคและบำรุงในกองธาตุทั้ง ๔ 
ยังมีคำศัพท์ที่หมอพื้นบ้านจะต้องจดจำและเข้าใจอีกมากมาย เช่น การนำช้าพลูมาใช้เป็นยา ช้าพลูเป็นไม้เลื้อย ใบคล้ายใบพลู มีกลิ่นหอม ใช้ทั้งห้า คำว่า “ใช้ทั้งห้า” ในที่นี้หมอพื้นบ้านจะต้องรู้ว่าหมายถึง “ราก ต้น ผล ใบ ดอก” การนำเหล้ามาใช้ดองยา ก็ต้องรู้ว่าจะต้องใช้เหล้าโรง (28 ดีกรี) จึงจะได้ผล หรือการปรุงยาบางชนิดต้องใช้น้ำกระสาย ต้องรู้ว่าการทำน้ำกระสายนั้นมีวิธีการทำอย่างไร ความรู้เกี่ยวกับตำรายามีที่จะต้องจดจำมากมายจนจำไม่หมด ฉะนั้นในการนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา หมอพื้นบ้านจึงต้องอาศัยหรือยึดตำราเป็นหลัก แล้วใช้การสังเกต จดจำ ทดลองเอาเองบ้าง ดังเช่นหมอสว่างแห่งตำบลลำทับได้กล่าวให้ฟังตอนที่ไปสัมภาษณ์ ว่า 
“การทำยานี้สำคัญ อยู่ที่หัวของคนเหมือนกัน ครูไม่สอนให้หมด เหมือนเขาไปทำปริญญาถึงเมืองนอก ได้แต่ทฤษฎีมาเท่านั้น ต้องมาค้นคว้าทดสอบเพิ่มเติม…”
หมอกลางบ้านต้องรู้ลักษณะของยา วิธีใช้ยา รู้ประโยชน์ในทางแก้โรค รู้สรรพคุณและรสยา รู้ขนาดที่ต้องใช้ให้เหมาะแก่วัยและอาการของผู้ป่วย รู้ขนาดที่ทำให้เกิดอันตรายถึงตายได้ ยาต่าง ๆ เหล่านั้นมักได้มาจากตำรา อาศัยการถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา หมอยาต้องศึกษาและมีความรู้เกี่ยวกับชนิดของพืช วิธีเก็บส่วนของพืชที่ใช้เป็นยา เมื่อเก็บได้แล้ว ต้องนำมาคัดเลือก ล้าง ตัด หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม คือต้องรู้วิธีแปรสภาพ รู้วิธีการเก็บรักษา และการปรุงสมุนไพร รู้ว่าโรคใดควรใช้ หรือไม่ควรใช้สมุนไพร ความรู้เหล่านี้ต้องอาศัยตำราที่บรรพบุรุษเขียนไว้ และการจะรักษาบำบัดอาการเจ็บป่วยให้กับคนไข้คนใดนั้น ใช่ว่าจะรักษาได้ทุกคนไป หมอกลางบ้านที่ดีต้องพิจารณาอาการของโรคประกอบกับเปิดตำรา แล้วหาตัวยาที่มีสรรพคุณที่เหมาะสมมาใช้ในการรักษาให้ถูกกับโรค เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่เกิดจากการสังเกต ทดลองใช้จนได้ผล แล้วจดจำเขียนไว้เป็นตำราให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์สืบต่อมา
คนในสมัยโบราณรู้จักนำสมุนไพรมาใช้ในการบำบัด บำรุง รักษาโดยอาศัยการสังเกต เรียนรู้ และทดลอง ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน กว่าจะรู้ว่าสมุนไพรใดสามารถนำมาใช้ในการบำบัดบำรุงร่างกายให้หายจากโรคภัยต่าง ๆ ได้ แล้วเขียนเป็นตำรายาให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้จากตำราเหล่านี้และไปรักษาคนไข้นั้นต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนาน สมุนไพรที่นำไปใช้รักษาบำบัดอาการต่าง ๆ จะนำไปใช้หลายลักษณะ คือ
1. ยาลูกกลอน คือยาที่บดหรือตำเป็นผง ผสมด้วยน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม แล้วคลึงเป็นก้อนสำหรับกลืนกิน
2. ยาผง คือยาที่บดหรือตำละเอียด ใช้ละลายน้ำกระสาย กิน ทา โรย ป้าย นัด แล้วแต่ชนิด
3. ยาต้ม คือยาที่นำมายาที่นำเครื่องยามาตัดเป็นท่อนหรือเป็นชิ้น ใส่ภาชนะที่ทำด้วยดินเผา
หรือปี๊บ ใส่น้ำให้ท่วมตัวยา แล้วต้มหรือเคี่ยวตามต้องการ 
4. ยาดอง คือยาที่แช่ด้วยเหล้า ส่วนใหญ่จะใช้เหล้าขาว กินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ
5. ยาตั้ง คือยาที่ทำเป็นแท่ง ใช้วางทาบตรงปากบาดแผลเพื่อให้ยาดูดพิษร้ายออก
6. ยาเหน็บ คือยาที่ทำเป็นก้อนหรือเป็นแท่ง ใช้เหน็บหรือรักษาแผลในช่องทวาร มักใช้ในการรักษาริดสีดวงทวารงอกเพื่อให้ยุบ หรือหดตัว
7. ยาอม คือยาที่ทำเป็นเม็ด มักมีรสหวาน เมื่ออมแล้วจะค่อย ๆ ละลาย
8. ยาชง คือยาที่ต้องชงด้วยน้ำร้อน โดยมากใช้ดื่มเพื่อบำรุง
9. ยาทา คือยาน้ำหรือยาผงที่ใช้ทาภายนอก
10. ยาดม ยาที่มีกลิ่นระเหย อาจปล่อยให้ระเหย หรือใช้ผ้าห่อ แล้วดมกลิ่น
11. ยารม คือยาที่ต้องเผาไฟให้เกิดควันแล้วใช้ไอรม
12. ยาอาบ คือยาที่ต้มแล้วอาบ
13. ยาแช่ คือยาที่ผสมด้วยน้ำแล้วลงแช่
14. ยาเป่า คือยาที่ผสมแล้วทำเป็นผง ใช้กล้องเป่า
15. ยามวน คือยาที่ทำเป็นมวนแล้วสูบเอาควัน
16. ยาบ้วน คือยาน้ำที่อมแล้วบ้วนทิ้ง
17. ยาประคบ คือยาที่ทำเป็นลูกประคบ
18. ยาสกัด คือยาที่ต้มกับพวกพฤกษชาติ ใส่น้ำเคี่ยวจนน้ำยางวดเป็นแท่ง
19. ยาน้ำส้ม คือยาที่สกัดในน้ำส้ม
20. ยาน้ำกระสาย คือยาที่ผสมกับน้ำมันของหอม
21. ยาสุม คือยาที่ละลายด้วยน้ำ แล้วชุบผ้าหรือสำลีให้ชุ่ม นำไปพอกหรือปิดทับไว้เพื่อให้
เกิดความเย็นหรือเปียกชุ่ม
กรรมวิธีต่าง ๆ ที่คนโบราณคิดค้นขึ้นมาเพื่อการนำสมุนไพรต่าง ๆ มาใช้ได้เหมาะสมกับอาการของโรค เหมาะกับคุณสมบัติของสมุนไพรแต่ละชนิด นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง สมัยก่อนการแพทย์ยังไม่เจริญ มนุษย์จึงจำเป็นต้องพึ่งพาธรรมชาติ พึ่งพาสิ่งแวดล้อม ศึกษาเรียนรู้ด้วยการสังเกต จดจำ นำมาทดลองใช้ เมื่อใช้ได้ผลดีก็เขียนเป็นตำรา ให้ลูกหลานรุ่นหลัง ๆ ได้รับความรู้ ได้รับประโยชน์จากตำราเหล่านี้ หนังสือตำรายาทั้งหลาย จึงเป็นหนังสือที่มีคุณค่าควรแก่การเก็บรักษาเอาไว้
 
ที่มา  :  www.yathaithai.blogspot.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 20:41:40 IP : 58.11.42.213


ความเห็นที่ 3 (3397115)

 สมุนไพรที่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม เมตตาแนะนำแก่ญาติโยม

 
๑) ชาตะไคร้
สรรพคุณ แก้ปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดแข้ง ปวดขา ป้องกันกระดูกผุ นั่งดูหนังสือแล้วตาลาย ลุกขึ้นแล้วหน้ามืด ป้องกันโรคไต เบาหวาน คอเลสเตอรอล
วิธีทำ เอาต้นตะไคร้ล้างให้สะอาด (ตะไคร้ที่ใช้ทำอาหาร) ใช้ส่วนที่เป็นต้น ใบกับรากไม่เอา หั่นตากแดดให้แห้งสนิท แล้วนำมาคั่วให้เหลือง หอม เก็บไว้ชง หรือต้มกินต่างน้ำ เหมือนน้ำชา
 
๒) ยาอายุวัฒนะ
สรรพคุณ แก้มะเร็งเม็ดเลือด เสกด้วยนวหรคุณ ๙ รักษาโรคมะเร็งระยะเป็นใหม่ๆ รักษาเอดส์ ต้องเสกด้วยพุทธคุณ ๑๐๘ แก้ท้องเฟ้อ มดลูกเสีย กินทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรง
วิธีทำ เกลือทะเล ๓ ส่วน บอระเพ็ดสดหั่น ๕ ส่วน มะขามเปียกเอาเม็ด และซางออกสับ ๗ ส่วน นำมาโขลกผสมกัน กินเช้า-เย็น หรือก่อนนอนครั้งละก้อนเท่าหัวแม่มือ ถ้าต้องการให้ถ่ายกินตามธาตุหนัก-เบา แล้วดื่มน้ำตามมากๆ
 
๓) โรคไตวาย
วิธีทำ ให้ไปถากเปลือกงิ้วแดง ถากขึ้น ๒ ถากลง ๑ มาต้มดื่มต่างน้ำ (ต้มสดๆเลย) (เวลาถากเปลือก อย่าถากรอบต้น ต้นไม้จะตาย)
 
๔) เสียงแหบแห้ง
วิธีทำ ให้นำกระเทียมพริกไทยโขลกให้ละเอียด ละลายด้วยน้ำผึ้งกิน
 
๕) ตกขาว
วิธีทำ นำสับประรดทั้งหัว หมกปูนขาว ๓ วัน (ถ้ายังไม่สุกหรือฉ่ำให้หมกต่อ) แล้วนำมาปอกกินตามปกติ
 
๖) โรคชัก เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคป่วง
วิธีทำ นำพริกไทยเม็ดโขลกให้ละเอียดใส่แคปซูลไว้ นำพริกขี้หนูป่นใส่แคปซูล กินพร้อมกันอย่างละ ๑ แคปซูล (ของยาแผนปัจจุบัน) กินก่อนอาหารเช้า-เย็น
 
๗) โรคกระเพาะ
วิธีทำ ให้เอากล้วยน้ำว้าดิบ ฝานบางๆ ตากแดดให้แห้งสนิท แล้วป่นให้เป็นแป้ง เวลากินตักครั้งละ ๑ ช้อนคาว ใส่น้ำสุกอุ่นๆ แล้วดื่ม
 
๘) เลือดกำเดาออก
วิธีทำ เอาใบพุทรา (พุดซา) ๓ กำมือ ยาข้าวเย็นเหนือหนัก ๔ บาท ยาข้าวเย็นใต้หนัก ๔ บาท มาต้มดื่มต่างน้ำ
 
๙) มะเร็ง
วิธีทำ นำลูกใต้ใบทั้ง ๕ กับต้นไมยราบทั้ง ๕ มาต้ม กินต่างน้ำ (ทั้ง ๕ หมายถึง ราก, ต้น, ใบ, ดอก และผล)
 
๑๐) โรคตับแข็ง
วิธีทำ กินบอระเพ็ดวันละ ๕ แว่น (ยาวประมาณ ๒ ซ.ม. หรือองคุลี) โดยเฉพาะคุณแม่ที่กินยาดองหลังคลอดบุตร และรักษามะเร็ง หรือโรคท้องมานต้องลงด้วย “นะ โม พุท ธา ยะ”
 
๑๑) โรคตับอีกขนาน
บอระเพ็ดสด ๑ ช้อนคาว เคี้ยวๆแล้ว ตามด้วยน้ำผึ้งเดือนห้า
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-01-25 20:45:25 IP : 58.11.42.213


ความเห็นที่ 4 (3417487)

"โรคลมพิษประสาทหัวใจ" เป็นอย่างไรครับ เคยอ่านหนังสือของหลวงปู่ศุขและจำรายละเอียดคร่าวๆว่า"ลมในร่างกายมีมากเกินไปแล้วกำเริบเป็นอาการผิดปกติทางสมอง และมีอาการsentitiveต่อคำพูดคนอื่นโดยง่าย ใช่อย่างนี้ไหมครับ!?

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณพนธ์ (dr-dot-piyapol_-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-01 11:53:58 IP : 125.26.44.203


ความเห็นที่ 5 (3419277)

 ขอบคุณครับ  ขอให้ท่านเจริญรุ่งเรืองนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ่jaturong (roteevaw-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-12 13:49:36 IP : 192.168.11.183


ความเห็นที่ 6 (3423704)

 ตำรายากลางบ้าน ๙ ขนาน ...... แก้โรคลมป่วง

 



ขนานที่ ๑ ท่านให้เอาหัวข่าตาแดง (มีลักษณะต้น ใบ ดอก ลูก หัวเหมือนกับข่าใหญ่ แต่ย่อมกว่าเล็กน้อย ที่หัวแตกขึ้นเป็นตาสีแดงเข้ม มีสรรพคุณพิเศษทางแก้โรคลมป่วง) นำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้แหลกผสมกับน้ำปูนใส (น้ำปูนแดงกินกับหมาก) แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ใช้น้ำยารับประทาน มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วง ซึ่งมีอาการทั้งถ่ายท้องทั้งอาเจียน (ทั้งลงทั้งราก) ให้พลันหายไปทันที เคยใช้รักษาได้ผลดีมามากแล้วฯ
- วิทยาทานสงวนนาม.

ขนานที่ ๒ ท่านให้เอาแก่นประดู่ส้ม ๓ ชิ้น, หางจาก (จากที่ใช้มุงหลังคาบ้าน) ๓ หาง, ถ่านไม้รวก ๓ ก้อน, เหรียญสลึง ๑ อัน,นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ ส่วน เคี่ยวให้เหลือน้ำ ๑ ส่วน ใช้น้ำยารับประทาน โรคลมป่วงจะพลันหายไปทันที มีสรรพคุณอย่างชะงัดนักแลฯ
- วิทยาทานสงวนนาม. 

ขนานที่ ๓ ท่านให้เอาตะไคร้ ๕ ต้น (ทุบพอแตก) กับ เกลือทะเล (เกลือใส่แกง) ประมาณให้เค็มจัดๆ นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ แก้ว เคี่ยวให้เหลือ น้ำ ๑ แก้ว ใช้น้ำยารับประทานให้หมดแก้ว เพียงครั้งเดียว มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงทุกชนิด ซึ่งมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ทำให้ทั้งลงทั้งราก คือ ทั้งถ่ายท้อง และ อาเจียน ให้หายไปอย่างปลิดทิ้งทันทีฯ
- พระธรรมปิฎก วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร.

ขนานที่ ๔ ท่านให้เอาผักบุ้งไทย ๑ กำมือ, ข้าวเปลือกข้าวเหนียว ๓ หยิบมือ, ขี้เถ้ากลางเตาไฟ ๓ หยิบมือ, ตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้ นำมาใส่ในกำผักบุ้งแล้วใช้ตอกมัดเป็น ๓ เปลาะ แล้วใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ต้มเคี่ยวให้ผักบุ้งสุกเละแล้ว ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา ๓ ครั้ง ระยะเวลาใกล้ๆ กัน เมื่อรับประทานยาครั้งหนึ่ง ใช้แก้ตอกที่มัดไว้ออกเปลาะหนึ่ง มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงซึ่งมีอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระออกเป็นสีขาว ให้หายไป ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เคยใช้รักษาหายมามากแล้วฯ
- พระอธิการเรียน ลชฺชิโต วัดพิหารแดง อ.เมือง สุพรรณบุรี.

ขนานที่ ๕ ท่านให้เอามะละกอสุก ๑ ลูก (ใหญ่ๆ) นำมาผ่าแคะเอาเฉพาะเมล็ด ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าว ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำยาประมาณครึ่งถ้วยแกง ให้ผู้ป่วยรับประทานเพียงครั้งเดียว มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
- พระครูสุนทรวชิรเวท วัดเขื่อนเพชร อ.ท่ายาง เพชรบุรี.

ขนานที่ ๖ ท่านให้เอาเปลือกส้มโอแห้ง นำมาเผาไฟให้ไหม้แล้ว บดให้ละเอียดผสมกับกำมะถันเล็กน้อย ละลายกับน้ำต้มสุก ๑ ส่วน สุรา ๑ ส่วน ประมาณน้ำยาครึ่งแก้วกาแฟ ใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงซึ่งมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง ให้หายไปอย่างปลิดทิ้งทันทีแลฯ
- พระครูทองอยู่ ญาณสาโร วัดพรหมบุรี อ.พรหมบุรี สิงห์บุรี.

ขนานที่ ๗ ท่านให้เอาเศษผงทุกอย่างในเชี่ยนหมาก (โดยเอาเต้าปูน กรรไกร หมาก พลู ออกเสียก่อน เหลือนอกนั้นคว่ำเชี่ยนหมากเทใส่ลงในหม้อทั้งหมด) นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ ถ้วยชา เคี่ยวให้เหลือน้ำ ๑ ถ้วยชา ใช้น้ำยา ๑ ถ้วยชานั้นให้ผู้ป่วยรับประทานให้หมด รับรองเพียงถ้วยชาเดียวหายเป็นเหมือนคนไม่ได้ป่วย ภายในเวลาไม่เกิน ๓๐ นาที เคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้ว มีสรรพคุณชะงัดนักแลฯ
- พระวินัยบัณฑิต วัดวรดิตถาราม อ.เมือง ตราด.

ขนานที่ ๘ ท่านให้เอาพริกไทยร่อน ๑ หยิบมือ นำมาต้มกับน้ำพอสมควร ต้มเคี่ยวให้พริกไทยสุกเละแล้วผสมกับสุรา ประมาณน้ำยา ๑ ถ้วยชา ใช้รับประทานไม่เกิน ๓ ครั้ง ระยะห่างกัน ๓๐ นาที มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงที่มีอาการทั้งถ่ายท้องอาเจียน ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
- วิทยาทานสงวนนาม.

ขนานที่ ๙ ท่านให้เอาถ่านไม้สัก หนัก ๑ บาท, ถ่านไม้รวก หนัก ๑ บาท, กำมะถันเหลือง หนัก ๑ บาท, มหาหิงคุ์ หนัก ๒ บาท, ตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้ นำมาตำเป็นผง ปั้นเป็นเม็ดขนานเท่าเมล็ดพุทรา เก็บใส่ขวดโหลไว้ฯ ใช้แก้โรคท้องเดินทั้งลงทั้งราก ท่านให้ใช้ยานี้ ๓ เม็ด บดละลายผสมกับ น้ำปูนใส (น้ำปูนแดงกินกับหมาก) ประมาณครึ่งถ้วยกาแฟ คั้นผิวมะกรูดลงผสม กวนให้เข้ากัน ใช้รับประทาน ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ ใช้แก้โรคอาเจียน ท่านให้ใช้ยานี้ ๓ เม็ด บดละลายผสมกับ น้ำลูกยอต้ม ประมาณครึ่งถ้วยกาแฟ ใช้รับประทาน มีสรรพคุณอย่างชะงัดนักแลฯ ใช้แก้โรคลมจุกเสียด ท่านให้ใช้ยานี้ ๓ เม็ด บดผสมกับ หัวกระเทียม ๕ กลีบ ละลายกับน้ำร้อน ใช้รับประทาน ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ ใช้แก้โรคท้องเดิน ท่านให้ใช้ยานี้ ๓ เม็ด บดละลายกับ น้ำต้มเปลือกต้นแคแดงประมาณครึ่งถ้วยกาแฟ ใช้รับประทาน มีสรรพคุณอย่างชะงัดนักแลฯ
- พระครูคำหล้า อติเปโม วัดปากฝาง อุตรดิตถ์.
http://textbook.samunpri.com/?p=121

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-10 18:47:06 IP : 115.87.153.156


ความเห็นที่ 7 (3423716)

 ๘ ตำรับจากข้าว...... ใช้อาหารเป็นยา

 

 
ประโยชน์ของข้าว อาหารหลักของชาวไทยมีมากมาย ซึ่งข้าวไม่ได้มีแค่คาร์โบไฮเดรต แต่ยังมีสารอื่นที่เป็นประโยชน์ อาทิ โปรตีน วิตามิน เส้นใยอาหาร และเกลือแร่ต่าง ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ชนิดโดย คุณประเสริฐ ภูมิสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวเป็นยารักษาโรค ชมรมการแพทย์พื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ได้แนะนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการนำข้าวมาเป็นยารักษาโรค ป่วยเมื่อไหร่ หยิบ 8 ตำรับยาง่าย ๆ จากข้าวนี้ลองใช้เพื่อการบำบัดอาการกันดู
 
1. น้ำซาวข้าว รักษาโรคพิษงูสวัด
ส่วนผสม น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย ใบเสลดพังพอน 10 ใบ
วิธีทำ ล้างใบเสลดพังพอนให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับน้ำซาวข้าวที่เตรียมไว้ เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้วจะมีลักษณะเป็นน้ำข้นเหนียวสีเขียว ทิ้งไว้ให้แห้งก็นำไปทาได้เรื่อย ๆ
สรรพคุณ ดูดพิษงูสวัด ถอนพิษจากสัตว์มีพิษ เช่น งู แมงมุม แมงป่อง ตะขาบ หรือแมงกัดต่อย นอกจากนี้ยังช่วยดูดพิษจากแผลอักเสบและพิษจากเห็ดได้อีกด้วย
 
2. ข้าวจี่ รักษาฝีหนอง
ส่วนผสม ข้าวสุด 1 ปั้น น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย ใบลำโพง 10 ใบ
วิธีทำ ล้างใบลำโพงให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำข้าวสุกไปจี่ไฟให้ดำ นำมาตำพร้อมกับใส่ใบลำโพงที่เตรียมไว้ ผสมกับน้ำซาวข้าว เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้ว ทิ้งไว้ให้แห้งก็นำไปใช้ได้เลย
สรรพคุณ ใช้พอกบริเวณที่เป็นฝี ช่วยดูดพิษฝีหนอง นอกจากนี้ยังช่วยดูดพิษจากอีสุกอีใสได้อีกด้วย 
 
3. น้ำซาวข้าวผสมขิงรักษาผด ผื่นแดง และอาการคัน
ส่วนผสม ขิงแก่สด 2 ถ้วย น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย
วิธีทำ ล้างขิงให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียดโดยไม่ต้องขูดเปลือกทิ้ง จากนั้นนำไปผสมกับน้ำซาวข้าวที่เตรียมไว้ เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้ว แล้วจะมีลักษณะเป็นน้ำข้นสีเหลือง ทิ้งไว้สักครู่ก็นำไปทาได้เรื่อย ๆ
สรรพคุณ ใช้ทาบริเวณที่เป็นผด ผื่นแดง ช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี
 
4. น้ำข้าวตังก้นหม้อ แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อย
ส่วนผสม ข้าวตังก้นหม้อ 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ นำข้าวตรงก้นหม้อที่สุกจนเกือบไหม้ติดก้นหม้อไปต้มให้เดือดแล้วลดไฟลง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 3 นาที เติมน้ำมะนาวลงไป ได้เป็นน้ำข้าวตังเทน้ำข้าวตังที่ได้ใส่หม้อหรือเหยือกน้ำ รินดื่มได้ตลอดวัน
สรรพคุณ ใช้ดื่มแก้หิวกระหาย บำรุงกำลังและช่วยกระตุ้นน้ำย่อย แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อยได้ดี
 
 
5. น้ำนมข้าว ช่วยฟื้นไข้ แก้อาการอ่อนเพลีย
ส่วนผสม รวงข้าวอ่อน 1 กำมือ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ ล้างรวงข้าวอ่อนให้สะอาด นำมาทุบให้บุบแล้วตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มรวงข้าวกับน้ำให้เดือดแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 10 นาที ค่อย ๆ เติมน้ำผึ้งลงไป ต้มต่ออีกสักครู่ แล้วเทน้ำนมข้าวใส่เหยือกน้ำ รินดื่มได้ตลอดวัน
สรรพคุณ ดื่มแก้อ่อนเพลีย เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งฟื้นไข้ ดื่มแล้วจะหายเร็ว หรือนำน้ำนมข้าวผสมกับนมวัว เป็นยาบำรุงกำลังได้เช่นกัน
 
6. น้ำรากข้าวเหนียว แก้ไอ ละลายเสมหะ
ส่วนผสม รากข้าวเหนียวแห้ง 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ ล้างรากข้าวเหนียวให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้งตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มรากข้าวเหนียวแห้งกับน้ำให้เดือด แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 5 นาที ค่อย ๆ เติมน้ำผึ้งลงไป ต้มต่ออีกสักครู่ จะได้น้ำรากข้าวเหนียวที่มีรสชุ่มคอ จากนั้นเทน้ำรากข้าวเหนียวใส่เหยือกน้ำ รินดื่มเวลาที่มีเสมหะ
สรรพคุณ ดื่มแก้ไอ ละลายเสมหะ บรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยกระตุ้นน้ำลาย นอกจากนี้ยังช่วยแก้เหงื่อออกมากได้อีกด้วย
 
7. น้ำข้าวกล้องกับใบฝรั่งรวมพลังแก้ท้องเสีย ท้องร่วง
ส่วนผสม ข้าวกล้อง 1 ถ้วย ใบฝรั่ง 7 ใบ เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำ 1 ลิตร
วิธีทำ ล้างรากข้าวเหนียวให้สะอาด นำมาต้มรวมกับข้าวกล้องพอน้ำเดือดให้ลดไฟลง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง เติมเกลือลงไป กรองเอากากออก เก็บไว้แบ่งดื่ม เช้า กลางวัน เย็น จนกว่าจะหายท้องเสีย
สรรพคุณ ดื่มแก้ท้องเสีย ท้องร่วง นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ได้อีกด้วย
 
8. ข้าวดอกมะขาม ขับเลือดลม แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
ส่วนผสม ข้าวดอกมะขาม 1 ถ้วย น้ำ 1 ลิตร
วิธีทำ นำข้าวดอกมะขามมาทั้งรวง (มีสีเหลืองนวลคล้ายดอกมะขามและมีลายในเมล็ดข้าว) ทุบให้บุบแล้วตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มข้าวดอกมะขามกับน้ำให้เดือดเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 20 นาที กรองเอากากออกจากนั้นเทน้ำข้าวดอกมะขามใส่แก้ว ดื่มให้หมดในครั้งเดียว
สรรพคุณ ช่วยบำรุงเลือด ขับเลือดลมในผู้หญิงและแก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ
หมายเหตุ : 1 ถ้วย = 240 ซีซี, 1 ช้อนโต๊ะ = 15 ซีซี
 
อาหารคือยารักษาโรคที่ดีที่สุดของคนเรา คำกล่าวของ ฮิปโปเครติล (Hippocrates) บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่มีคนจำนวนมากให้สมญานามว่าเป็นบิดแห่งการแพทย์ มีแนวคิดทางการแพทย์ที่คนในยุคปัจจุบันมักเรียกว่า "ธรรมชาติบำบัด" อยากให้คุณลองเริ่มต้มกินอาหารให้เป็นยา จะได้มีสุขภาพดี ๆ ไว้เป็นเพื่อนคู่กายตลอดไป
 
ข้อมูลจาก....
http://new.goosiam.com/variety/html/0025396.html
 
โดย... AU Kanchana : Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-10 19:03:59 IP : 115.87.153.156


ความเห็นที่ 8 (3424798)

 ตำรายาจาก......"เมล็ดข่อย" ยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร

 
 
 
 
 
ตำรับยาอายุวัฒนะ "เมล็ดข่อย"
 
ยาขนานนี้เป็นของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ท่านบันทึกไว้แต่ปี 2409 เป็นตำรายาที่ขึ้นชื่อมาก ส่วนมากหมอยาในกรุงเทพ ฯ และภาคกลางล้วนรู้จักและปรุงกินกันมาก แต่ท่านว่าอายุหนุ่มน้อยกินไม่สู้ดี เพราะธาตุไฟแรงจะเผาร่างกายให้ผ่ายผอม เหมาะสำหรับคนอ้วนต้องการลดความอ้วนกินยานี้น่าจะดี ตัวยามีดังนี้
 
- เปลือกทิ้งถ่อน
- เปลือกตะโกนา
- เถาบอระเพ็ด
- เมล็ดข่อย
- หัวแห้วหมู
- หัวกระชาย
- พริกไทยล่อน
 
ยาทั้งหมดสัดส่วนเท่ากัน ตากแห้งบดผงผสมน้ำผึ้งกินก่อนนอน วันละ 1-2 เม็ด ท่านว่ากินได้ 1 เดือน ตัวพยาธิลำไส้ออกมาหมด หายจากอาการปวดเมื่อยอ่อนเพลียโดยไม่ต้องอาศัยหมอนวดบีบ การหมุนเวียนโลหิตดี เลือดลมไหลสะดวก เรื่องอย่างว่าก็สู้บ่ยั่นเหมือนกัน ถ้าเป็นพระทำฉันให้งดกระชายเสีย เพราะเป็นยาบำรุงกามารมณ์
 
http://blog.etcpool.com/articles/herbal/herb-articles/panchrest/panchrest-body-enrich/
 
คราวนี้มารู้จักกับต้นข่อยกันต่อค่ะ
 
ชื่อสมุนไพร : ข่อย
ชื่ออื่นๆ : กักไม้ฝอย ส้มพอ ส้มพล ส้มฝ่อ ซะโยเส่ สะนาย ตองขะแหน่ ขรอย ขันตา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Streblus asper Lour.
ชื่อวงศ์ : Moraceae
 
สรรพคุณ
 
ตำรายาไทย 
-ใช้ กิ่งสด ขนาดเล็กนำมาทุบใช้สีฟัน ทำให้เหงือกและฟันทน 
-เปลือกต้น รสเมาฝาดขม นำมาต้มใส่เกลือให้เค็มใช้รักษาโรครำมะนาด แก้โรคฟัน รักษาฟันให้แข็งแรง แก้ปวดฟัน ดับพิษในกระดูกในเส้น แก้พยาธิผิวหนัง เรื้อน มะเร็ง ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาหัวริดสีดวง ปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง 
-เปลือกใช้มวนสูบรักษาริดสีดวงจมูก เปลือกต้นต้มกับน้ำใช้ชะล้างบาดแผล และโรคผิวหนัง 
-ราก รสเมาฝาดขม ปรุงเป็นยารักษาแผลเรื้อรัง แก้โรคคอตีบ เป็นส่วนผสมในยารักษากระดูก ปวดเส้นประสาทและปวดเอว ฆ่าพยาธิ 
-เปลือกราก รสเมาขมบำรุงหัวใจ พบมีสารบำรุงหัวใจ 
-ใบ รสเมาเฝื่อน น้ำต้มแก้โรคบิด 
ใบข่อยคั่วชงน้ำดื่มก่อนมีประจำเดือน สำหรับสตรีที่มักมีอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน จะบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ใบคั่วกินแก้โรคไต ขับน้ำนม แก้บิด 
ใช้ภายนอกแก้โรคริดสีดวงทวาร ตำผสมข้าวสารคั้นเอาน้ำดื่มครึ่งถ้วยชา ทำให้อาเจียนถอนพิษยาเบื่อยาเมา หรืออาหารแสลง 
ชงกับน้ำร้อนดื่มระบายท้อง แก้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน แก้ปวดเมื่อย บำรุงธาตุ ยาระบายอ่อนๆ ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ 
-ทั้งต้น ต้มใส่เกลือ แก้ฟันผุ กระพี้ รสเมาฝาดขม แก้พยาธิ แก้มะเร็ง ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้ผื่นคน 
-เยื่อหุ้มกระพี้ รสเมาฝาดเย็น ขูดเอามาใช้ทำยาสูบแก้ริดสีดวงจมูก 
-ผล รสเมาหวานร้อน บำรุงธาตุ แก้ลม แก้กระษัย ขับลมจุกเสียด เป็นยาอายุวัฒนะ 
-เมล็ด รสเมามันร้อน เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โลหิตและลม ขับลมในลำไส้
 
ตำรายานครราชสีมา 
-ใช้ ใบ แก้ท้องเสียโดยนำใบ 1 กำมือ ตำให้แหลกผสมกับน้ำประมาณครึ่งแก้วดื่ม 
-เปลือกต้น แก้รำมะนาด โดยนำเปลือกผสมกับเกลือทะเลอย่างละเท่าๆกัน ต้มให้เกลือละลาย อมเช้า-เย็น หลังอาหารและก่อนนอน
 
ตำราเภสัชกรรมล้านนา 
-ใช้ ใบ เปลือก ราก และเมล็ด รักษาอาการไอ ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ รักษาเหงือก แก้ปวดฟัน
-ในพม่า ใช้ เปลือกต้นแก้ท้องร่วง แก้ปวดฟัน ช่วยให้ฟันแข็งแรง ต้มน้ำกินแก้ไข้ แก้บิด แก้ท้องเสีย และแก้มะเร็ง เป็นยาอายุวัฒนะ
 
องค์ประกอบทางเคมี
ในรากพบสารที่มีฤทธิ์ต่อหัวใจ Cardiac glycoside มากกว่า 30ชนิด เช่น asperoside, strebloside, glucostreblolide
 
http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=21
 
โดย.... AU Kanchana / Ayuravedic Association Of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-17 18:56:14 IP : 115.87.161.189


ความเห็นที่ 9 (3455752)

สาธุ ๆ ขอกราบอนุโมทนาค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ขอแชร์ แบ่งปันเพื่อนๆ ด้วยนะคะ  เจริญในธรรมค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โอปอร์ วันที่ตอบ 2014-03-09 04:32:48 IP : 134.204.208.36


ความเห็นที่ 10 (3492152)

 ขอขอบพระคุณครับผม สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น อัตพล วันที่ตอบ 2014-11-10 14:49:01 IP : 202.29.176.58



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.