ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย

พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย


 สมุฏฐานวินิจฉัย

สมุฏฐาน ทั้ง ๓ นี้จะได้ยืนอยู่นั้นหามิได้ เปนอนุโลมปติโลมมิได้เที่ยง ผ่อนตามอายุโรค โดยพิกัตดังนี้


จึงมีคำปุจฉาถามว่า
ซึ่งกล่าวไว้ว่าเสมหะสมุฏฐานมีกำลัง ๑๒ องษา
ปิตตะสมุฏฐานมีกำลัง ๗ องษา
วาตะสมุฏฐานมีกำลัง ๑๐ องษานั้นก็ควรอยู่แล้ว
 
แต่อายุสมุฏฐานกับกำลังสมุฏฐานจะได้ควรแก่กันนั้นหามิได้
ด้วยอายุสิมากอันกำลังสิน้อยก็สมจริงกันเปนดังฤๅ วิสัชนาว่า ใช่ดังที่กล่าว ด้วยอายุสมุฏฐานนี้ท่านสงเคราะห์เอาซึ่งอายุให้เปนเหตุ ๓ ประการ คือ
ปฐมไวย ๑ มัชฌิมไวย ๑ ปัจฉิมไวย ๑
ไวยทั้ง ๓ นี้เปนที่ตั้งแห่งสมุฏฐานซึ่งกล่าวมาแล้ว เพื่อจะให้แพทย์ประกอบโอสถให้ต้องตามกาลอายุดังนี้
 
แลกำลังสมุฏฐานนั้นท่านสงเคราะห์เอากำลังแห่งโรคที่จะบังเกิด โดยประเภทสมุฏฐาน ทั้งหลาย ให้แพทย์พึงรู้ในกำหนดกำลัง โทษว่าสมุฏฐานนั้นมีกำลังเท่านั้น กำลังทั้ง ๓ นี้ไป่บมิแจ้งในกาลใดแพทย์ก็บมิรู้ในกำลังแห่งไข้ในกาลนั้น เหตุดังนี้จึงกล่าวระคนเข้าไว้ในกองอายุสมุฏฐาน หวังจะให้แจ้งไปในกำลังไข้ ๓๐ วันที่แพทย์ สมมุติว่าไข้สันนิบาต
 
ใช่แต่เท่านั้นหามิได้ อันกำลังสมุฏฐานนี้มิได้ผ่อนตามอายุ ถ้าแลพยาธิโรคบังเกิดขึ้นในระหว่างสมุฏฐานอันใดๆ ก็ดี
ให้ตั้งปิตตะสมุฏฐานเปนต้น วาตะสมุฏฐานเปนที่สุด คือให้นับแต่วันแรกล้มไข้ ลงนั้นเปนกำหนดให้เที่ยงโดยกำลังสมุฏฐานนี้ คือปิตตะกำลัง ๗ องษา เสมหะกำลัง ๑๒ องษา วาตะกำลัง ๑๐ องษา ผสมเข้าด้วยกันทั้ง ๓ สมุฏฐานเปน ๒๙ องษา
มีเศษ ๑ บมิควรแก่นับ ด้วยเหตุว่าเปนองษาอดีต อนาคตระคน
ถ้าจะนับก็ ๓๐ องษา คือเดือน ๑ สงเคราะห์ให้แจ้งในโทษอันจะประชุมกล่าวคือกองสันนิบาต ถ้ากำลังสมุฏฐานทั้ง ๓ นี้ระคนกันเข้าเมื่อใด จัดได้ชื่อว่าพิกัตกองสันนิบาตเมื่อนั้น
ถ้ายังไป่บมิพร้อมกันขณะใด ก็ยังมิได้ชื่อว่าพิกัตแห่งกองสันนิบาตขณะนั้น เหตุว่าเจือระคนพร้อมกันทั้ง ๓ ถึงกำหนดแลหย่อนกว่ากำหนดดุจมีไปข้างน่านั้น

อนึ่งอันว่ากำลังปิตตะสมุฏฐานโรคบังเกิดแต่วันล้มไข้ลงองษา ๑ ไปถึง ๗ องษาเปนกำหนด แลไป่บมิได้ถอย แลคลาย
รุ่งขึ้นเปน ๘ องษา ตกเข้าในระหว่างเสมหะสมุฏฐาน โรคบังเกิดปิตตะเจือไป ๒ ส่วนจนถึง ๑๒ องษา เข้ากันทั้งปิตตะเสมหะสมุฏฐาน ๑๙ องษาเปนกำหนดไป่บมิได้ถอยแลคลาย รุ่งขึ้นเปน ๒๐ องษา ตกเข้าในระหว่างวาตะสมุฏฐาน โรคปิตตะเจือติดไปส่วน ๑ เสมหะเจือไป ๒ ส่วนจนถึง ๑๐ องษา เข้ากันทั้งปิตตะเสมหะสมุฏฐาน ๒๙ องษา เปนกำหนด ไป่บมิถอยแลคลาย รุ่งขึ้นเปน ๓๐ องษา
แล้วจึ่งตกไประหว่างสันนิบาตซึ่งท่านกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ทั้งหลาย
 
มีปฐมสันนิบาตเปนต้นตะติยะภินนะสันนิบาตเปนที่สุด แพทย์วิจารณปัญญาศึกษาให้แจ้งในคัมภีร์สมุฏฐานนี้ท่านกล่าวไว้ว่า แต่กองมหาพิกัตสมุฏฐานอันจะบังเกิดนั้นโดยในอายุโรคดุจสังเขปไว้ตามวิธีก็จบแต่เพียงนี้

ลำดับนี้จะได้สำแดงในกองกาลสมุฏฐานสืบต่อไป ว่าด้วยเวลาอันเจือระคนกันกำเริบในกำหนดทุ่มแลโมงทั้งปวง คือวันหนึ่ง ๑๒ โมง คืนหนึ่ง ๑๒ ทุ่ม แบ่งออกแล ๓ แล ๓ เปน ๖ สมุฏฐานดุจกันดังนี้ คือ
ย่ำรุ่งแล้วไปจน ๔ โมง สมุฏฐาน ๑,
แต่ ๕ โมงไปจนบ่าย ๒ โมง สมุฏฐาน ๑,
แต่บ่าย ๓ โมง ไปจนย่ำค่ำ สมุฏฐาน ๑,
แต่ย่ำค่ำแล้วไปจน ๔ ทุ่ม สมุฏฐาน ๑,
แต่ ๕ ทุ่มไปจน ๘ ทุ่ม สมุฏฐาน ๑,
แต่ ๙ ทุ่มไปจนย่ำรุ่งสมุฏฐาน ๑,
กลางวันกลางคืนเปน ๖ สมุฏฐาน แบ่งดุจกัน ดังนี้

(๑) ตั้งแต่ย่ำรุ่งแล้วไปจนถึง ๔ โมงนั้น เปนพนักงาน แห่งเสมหะพิกัตกระทำ

(๒) ตั้งแต่ ๕ โมง ไปจนถึงบ่าย ๒ โมง เปนพนักงานแห่งปิตตะพิกัตกระทำ

(๓) ตั้งแต่บ่าย ๓ โมงไปจนถึงย่ำค่ำนั้น เปนพนักงานแห่งวาตะพิกัตกระทำ กลางคืนก็ให้แบ่งกันดุจกลางวันโดยกำหนดไว้ดังนี้

อันว่ากาลสมุฏฐานทั้ง ๓ นี้เปนสาธารณะทั่วไปในกองโรคทั้งปวง ถ้าโรคอันใดบังเกิดขึ้นในระหว่างธาตุสมุฏฐานอันใดๆ ก็ดี
ให้ตั้งเสมหะในกาลเมื่อย่ำรุ่งแล้วนั้นเปนอาทิตามในพิกัตกล่าวไว้

(๑) อันว่าเสมหะกำเริบนั้น ในกาลเมื่อเช้าก็ดี เมื่อบริโภคอาหารแล้วก็ดี ในเมื่อพลบค่ำก็ดี เปนกระทรวง กาลสมุฏฐานเสมหะกระทำ

(๒) อันว่าปิตตะกำเริบนั้น ในกาลเมื่อตวันเที่ยงก็ดี ในกาลเมื่ออาหารยังไป่บมิย่อยยับ นั้นก็ดี ในกาลเมื่อเที่ยงคืนก็ดี ทั้ง ๓ นี้เปนกระทรวงกาลสมุฏฐานปิตตะกระทำ

(๓) อันว่าวาตะกำเริบนั้น ในกาลเมื่อตวันบ่ายก็ดี ในกาลเมื่ออาหารย่อยยับแล้ว ก็ดี แลในกาลเมื่อนอนหลับก็ดี ทั้ง ๓ นี้เปนกระทรวงกาลสมุฏฐานวาตะกระทำ ให้แพทย์พึงจำกำหนดไว้ จะได้วางยาให้ควรแก่กาลสมุฏฐานเวลาอันกำเริบนั้นโดยในพิกัตกล่าวไว้ดังนี้

อนึ่งซึ่งว่าไว้ว่า เสมห, ปิตตะ, วาตะ, สมุฏฐานกระทำตามในเวลาอันกล่าวแล้วแต่หลังนั้น ก็ต้องกันกับที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลาย
แต่จะเอาเปนประมาณนั้นยังมิได้ก่อน ด้วยเหตุว่าสมุฏฐานซึ่งกล่าวมาแล้วนั้นเปนธรรมดายังไป่บมิสำเร็จในกาลสมุฏฐานโทษทั้ง ๓ อัน
จะเจือระคนกันเปนชาติจะละนะ ภินนะให้แพทย์พึงรู้ในสมุฏฐานวิธีอธิบายนี้ ว่าโทษนั้นมีอยู่ ๓ ถาน คือเอกโทษถานหนึ่ง ทุวันโทษถานหนึ่ง ตรีโทษถานหนึ่งเปน ๓ ถานดังนี้ จะสำแดงในสมุฏฐานชาติเอกโทษนั้นก่อน
(จบสมุฏฐานวินิจฉัยเล่ม ๑)

*******************


ผู้ตั้งกระทู้ อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-29 18:40:23 IP : 171.7.44.158


1

ความเห็นที่ 1 (3397644)

 สมุฏฐานวินิจฉัยเล่ม ๒


(๑) คือย่ำรุ่งแล้วบาท ๑ ไปจนโมง ๑ เสมหะสมุฏฐานเปนเจ้าของทำอยู่ ๒ ส่วน วาตะเวลาใกล้รุ่งเจือระคนมากระทำอยู่ส่วน ๑ สิ้นกำลังวาตะระคนแต่ ๒ โมง ไปจน ๓ โมง เสมหะกระทำเต็มทั้งสมุฏฐาน จะได้เจือระคนอันใดหามิได้ แต่ ๓ โมงแล้วไปจน ๔ โมง เสมหะเจ้าของสมุฏฐานทำอยู่ ๒ ส่วน ปิตตะเวลากลางวันเจือระคนมาทำอยู่ส่วน ๑ อันนี้พิกัตสมุฏฐานเสมหะในเวลาเช้า ๔ โมงเปนอาทิ

(๒) ตั้งแต่ ๔ โมงแล้วบาท ๑ ไปจน ๕ โมง ปิตตะสมุฏฐานเจ้าของกระทำอยู่ ๒ ส่วน เสมหะเวลาเช้าเจือระคนมาทำอยู่ส่วน ๑ แต่ ๕ โมงไปจน ๖ โมง ที่โหราจาริย์เรียกว่าเที่ยงนั้นคือ กึ่งวันไปจนบ่ายโมง ๑ ปิตตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำเต็มไม่ได้เจือระคนอันใด แต่บ่ายโมง ๑ แล้วกับบาท ๑ ไปจนบ่าย ๒ โมง ปิตตะเจ้าของกระทำอยู่ ๒ ส่วน วาตะเวลาเย็นเจือระคนมากระทำอยู่ส่วน ๑ อันนี้พิกัตสมุฏฐานปิตตะเวลากลางวัน ๔ โมงเปนอาทิ

(๓) ตั้งแต่บ่าย ๒ โมงแล้วบาท ๑ ไปจนบ่าย ๓ โมง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ ๒ ส่วน ปิตตะเวลากลางวันติดเจือมาระคนกระทำอยู่ส่วน ๑ สิ้นกำลังปิตตะแต่บ่าย ๔ โมงไปจนบ่าย ๕ โมง วาตะเจ้าของกระทำเต็มทั้งสมุฏฐาน ไม่ได้ระคนอันใดอันหนึ่ง แต่บ่าย ๕ โมงไปจนบ่าย ๖ โมงที่โหราจาริย์เรียกว่าย่ำค่ำนั้นคือสิ้นวันหนึ่ง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ ๒ ส่วน เสมหะเวลาค่ำเจือระคนอยู่ส่วน ๑ อันนี้พิกัตสมุฏฐานวาตะในเวลาเย็น ๔ โมง เปนอาทิ

อนึ่งแต่ค่ำแล้วไปจน ๑๒ ทุ่ม ที่โหราจาริย์เรียกว่าย่ำรุ่งนั้น คือสิ้นคืน ๑ ไป่บมิได้กล่าว ด้วยแบ่งออก ๓ สมุฏฐานเจือระคนดุจกัน มิได้คลาดเคลื่อนดังกลางวันเปนอันสำเร็จ ก็เข้าเปน ๖ สมุฏฐาน ท่านจัดเปนกองธาตุเอกกาลโทษสมุฏฐานพิกัตหมวด ๑ ดุจท่านตราลงไว้ดังนี้

(๑) อันว่าจะละนะสมุฏฐานทุวันโทษนั้น คือย่ำรุ่งแล้วบาท ๑ ไปจนโมง ๑ เสมหะเปนเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ส่วน ๑ วาตะใกล้รุ่งเจือมากระทำอยู่ ๒ ส่วน แต่โมง ๑ ไปถึง ๒ โมง เสมหะกระทำขึ้น ๒ ส่วน วาตะผ่อนเจือทำอยู่แต่ส่วน ๑ สิ้นกำลังวาตะ แต่ ๒ โมงไปจนถึง ๓ โมง เสมหะเจ้าสมุฏฐานทำอยู่ ๒ ส่วน ปิตตะในกลางวันเจือระคนเข้ามาทำอยู่ส่วน ๑ แต่ ๓ โมงไปจน ๔ โมง เสมหะถอยกระทำอยู่แต่ส่วน ๑ ปิตตะเจือกระทำขึ้น ๒ ส่วน อันนี้เปนพิกัตเสมหะกาลรุ่งเช้าสมุฏฐาน ๑ ใน ๔ โมง เปนอาทิ

(๒) ตั้งแต่ ๔ โมงแล้ว ๑ บาทไปจนถึง ๕ โมง ปิตตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่แต่ส่วน ๑ เสมหะในเช้ายังติดเจือมาทำอยู่ ๒ ส่วน แต่ ๕ โมงไปถึง ๖ โมงคือเที่ยงนั้น ปิตตะเจ้าสมุฏฐานกระทำขึ้น ๒ ส่วน เสมหะยังติดไปเจือระคนทำอยู่แต่ส่วน ๑ สิ้นกำลังเสมหะ แต่เที่ยงไปจนถึงบ่าย ๑ โมง ปิตตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่แต่ ๒ ส่วน วาตะในเวลาเย็นเจือระคนมาทำเข้าส่วน ๑ แต่บ่ายโมง ๑ ไปจนบ่าย ๒ โมง ปิตตะเจ้าสมุฏฐานถอยกระทำอยู่แต่ส่วน ๑ วาตะเจือทำขึ้น ๒ ส่วน อันนี้เปนพิกัตปิตตะในกาลเมื่อกลางวัน สมุฏฐานหนึ่งใน ๔ โมงเปนอาทิ

(๓) ตั้งแต่บ่าย ๒ โมงแล้วบาท ๑ ไปจนถึงบ่าย ๓ โมง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ส่วน ๑ ปิตตะในกลางวันยังติดเจือมาทำอยู่ ๒ ส่วน แต่บ่าย ๓ โมงไปจนถึงบ่าย ๔ โมง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำขึ้น ๒ ส่วน ปิตตะยังไปเจือระคนทำอยู่แต่ส่วน ๑ สิ้นกำลังปิตตะแต่บ่าย ๔ โมงไปจนบ่าย ๕ โมง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่แต่ ๒ ส่วน เสมหะในเวลาค่ำเจือมาระคนทำเข้าส่วน ๑ แต่บ่าย ๕ โมงไปจนย่ำค่ำ วาตะเจ้าของสมุฏฐานถอยกระทำอยู่แต่ส่วน ๑ เสมหะเจือมาระคนทำขึ้น ๒ ส่วน อันนี้พิกัตสมุฏฐานวาตะในเวลาเย็น สมุฏฐานหนึ่ง ๔ โมงเปนอาทิ ทั้งทิวาราตรีให้แบ่งดุจกันเปน ๖ สมุฏฐาน จัดเปนกองจะละนะสมุฏฐานทุวันโทษหมวด ๑ ดุจตราไว้ดังนี้

๑ อนึ่งอันว่าภินนะสมุฏฐานตรีโทษนั้น คือย่ำรุ่งแล้วบาท ๑ ไปจนถึงเช้าโมง ๑ เสมหะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ส่วน ๑ วาตะในเวลาใกล้รุ่งเจือมาระคนทำอยู่ด้วย ๔ ส่วน ปิตตะในกลางวันเจือระคนมาทำอยู่แต่ส่วน ๑ แต่เช้าโมง ๑ ไปจนถึง ๒ โมงเสมหะเจ้าสมุฏฐานกระทำขึ้น ๒ ส่วน วาตะถอยลงมาเจือระคนอยู่แต่ ๓ ส่วน ปิตตะเจือมาทำขึ้น ๒ ส่วน แต่ ๒ โมงเช้าไปจน ๓ โมงเช้าเสมหะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่แต่ ๒ ส่วน วาตะเจือมาระคนทำอยู่ด้วย ๒ ส่วน ปิตตะเจือระคนมาทำขึ้น ๓ ส่วน แต่ ๓ โมงเช้าไปจนถึง ๔ โมง เสมหะเจ้าของสมุฏฐานถอยกระทำลงอยู่แต่ส่วน ๑ วาตะถอยเจือระคนส่วน ๑ ปิตตะในกลางวันเจือระคนมาทำ ๔ ส่วน อันนี้เปนพิกัตในกองเสมหะสมุฏฐาน ๔ โมง เปนอาทิ

๒ ตั้งแต่ ๔ โมงเช้าแล้วจนถึง ๕ โมงเช้า ปิตตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ส่วน ๑ เสมหะเจือระคนกระทำ ๔ ส่วน วาตะเจือกระทำส่วน ๑ แต่ ๕ โมงเช้าไปถึงเที่ยง ปิตตะเจ้าสมุฏฐานกระทำ ๒ ส่วน เสมหะเจือระคนกระทำ ๓ ส่วน วาตะเจือระคนกระทำ ๒ ส่วน แต่เที่ยงแล้วไปจนถึงบ่ายโมง ๑ ปิตตะเจ้าสมุฏฐานกระทำ ๒ ส่วน เสมหะเจือระคนกระทำ ๒ ส่วน วาตะเจือระคนกระทำ ๓ ส่วน ไปจนถึงบ่าย ๒ โมง ปิตตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำส่วน ๑ เสมหะเจือระคนกระทำส่วน ๑ วาตะเจือระคนกระทำ ๔ ส่วน อันนี้พิกัตในกองปิตตะสมุฏฐาน ๔ โมงเปนอาทิ

๓ ตั้งแต่บ่าย ๒ โมงแล้วบาท ๑ ไปจนถึงบ่าย ๓ โมง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ส่วน ๑ ปิตตะในกลางวันเจือมาทำอยู่ด้วย ๔ ส่วน เสมหะในเวลาค่ำเจือมาทำอยู่แต่ส่วน ๑ แต่บ่าย ๓ โมง ไปจนบ่าย ๔ โมง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำขึ้น ๒ ส่วน ปิตตะถอยระคนทำอยู่แต่ ๓ ส่วน เสมหะเจือระคนมาทำขึ้น ๒ ส่วน แต่บ่าย ๔ โมงไปจนบ่าย ๕ โมง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่แต่ ๒ ส่วน ปิตตะยังเจือระคนมาทำอยู่แต่ ๒ ส่วน เสมหะเจือทวีทำขึ้น ๓ ส่วนแต่บ่าย ๕ โมงไปจนย่ำค่ำ วาตะเจ้าของสมุฏฐานถอยกระทำแต่ส่วน ๑ ปิตตะถอยระคนมาทำอยู่ส่วน ๑ เสมหะทวีเจือระคนทำขึ้น ๔ ส่วนเปนกำหนด อันนี้พิกัตกองสมุฏฐานวาตะในกาลเวลาเย็น สมุฏฐานหนึ่ง ๔ โมงเปนอาทิ ทั้งทิวาราตรีก็ให้แบ่งดุจกล่าวแล้วแต่หนหลัง ประสมกันเปน ๖ สมุฏฐาน ท่านจึ่งจัดเข้าเปนกองภินนะสมุฏฐานตรีโทษหมวดหนึ่ง โดยไนยท่านตราลงไว้สิ้นแต่เพียงนี้

ไนยหนึ่งท่านกล่าวไว้ว่า ในกาลสมุฏฐานโทษทั้ง ๓ ซึ่งกล่าวมาแล้วนั้น บมิได้สำเร็จในระหว่างทุ่มโมงบาทนั้น ด้วยกาลสมุฏฐานนี้ผ่อนผันตามสุริยเทวบุตรอันเสด็จโดยทวาทศ ราษี ซึ่งจะเอาเปนประมาณนั้นยังไม่ได้ก่อน เหตุว่าในที่นี้จะได้ปรากฎหามิได้แจ้งอยู่ในพระคัมภีร์อังคาพยพธาตุบัญจกโน้น พระอาจารย์เจ้าท่านยกออกมาสาธก ลงไว้ในพระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยนี้โดยสังเขปแต่ละน้อย เพื่อจะสงเคราะห์แก่แพทย์ให้แจ้ง จะได้ตรึกตรองสอบสวนตามอนุมาณ ปัญญาอันปรีชา ให้เห็นในห้อง จักรราษี แลห้องสมุฏฐานทั้งหลายโดยแท้ แล้วจึงจะเห็นในกองโรคพิบัติที่จะแปรปรวนนั้นแม่นยำ จะได้ประกอบซึ่งโอสถที่จะบำบัติพยาธิโรคให้ต้องในมหาพิกัตสมุฏฐานทั้งปวง แลอันสมุฏฐานทั้ง ๔ คือธาตุ, ฤดู, อายุ, กาล, สมุฏฐานซึ่งกล่าวมาแล้วนั้นจะยกเอาแต่สมุฏฐานใดสมุฏฐานหนึ่ง
ขึ้นเปนประมาณยังบมิได้ ด้วยเปนที่อาไศรยซึ่งกันแลกัน แต่ฤดูสมุฏฐานนี้จะได้ผ่อนผันตามสมุฏฐานทั้งปวงนั้นหามิได้ อาไศรยแต่กระทบเปนจะละนะ สมุฏฐานพิบัติทั้ง ๓ ตั้งแต่กาลสมุฏฐานนั้น
ท่านยกออกจัดเปนกาลสมุฏฐานโทษ ถ้าจะประกอบซึ่งโอสถแก้ให้ต้องในกาลสมุฏฐานโทษทั้ง ๓ ดุจสำแดงไว้แต่หลังจึงจะควร แล้วจึงแก้ตามลำดับสมุฏฐานทั้งปวงต่อภายหลัง แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ตามพิกัตกล่าวไว้

อนึ่งท่านกล่าวไว้ในสมุฏฐานทั้ง ๔ ประการแต่หนหลัง ซึ่งกำเริบ, หย่อน, พิการ, นั้นยังไป่บมิได้แจ้ง พระอาจาริย์เจ้าจึงสำแดงในสมุฏฐานวิธีโดยพิเศษ ตามสุริยคติดำเนินในห้องจักรราษีเปนกำหนดดังนี้

๑ อันว่าพระอาทิตย์สถิตย์ในราษี เมษ, สิงห์, ธนู, เปนราษีเตโช

๒ พระอาทิตย์สถิตย์ในราษี พฤศภ, กันย์, มังกร, เปนราษีปถวี

๓ พระอาทิตย์สถิตย์ในราษี เมถุน, ตุล, กุมภ์, เปนราษีวาโย

๔ พระอาทิตย์สถิตย์ในราษี กรกฎ, พิจิกร, มิน, เปนราษีอาโป

ราษีเตโช
 
(๑) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๔ ไปจนเพ็ญเดือน ๕ เปนกำหนดพระอาทิตย์อยู่ในราษีเมษ เตโชสมุฏฐานกำเริบ พัทธะปิตตะระคนให้เป็นเหตุ

(๒) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๙ เปนกาลกำหนดพระอาทิตย์อยู่ในราษีสิงห เตโชเจ้าสมุฏฐานหย่อนอพัทธะปิตตะระคนให้เปนเหตุ

(๓) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ ไปจนถึงเพ็ญเดือนอ้าย เปนกาลกำหนดพระอาทิตย์อยู่ในราษีธนู เตโชเจ้าสมุฏฐานพิการ กำเดาระคนให้เปนเหตุ ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้พิกัตราษีเตโช โดยไนยดังกล่าวมานี้

ราษีปถวี
 
(๑) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๕ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๖ เปนกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์อยู่ในราษีพฤศภ ปถวีเจ้าสมุฏฐานกำเริบหทัยระคนให้เป็นเหตุ

(๒) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๙ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๑๐ เปนกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์สถิตย์ในราษีกันย์ ปถวีสมุฏฐานหย่อนอุทริยะระคนให้เป็นเหตุ

(๓) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือนอ้าย ไปจนถึงเพ็ญเดือนยี่ เปนกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์อยู่ในราษีมังกร ปถวีเจ้าสมุฏฐานพิการกะริศะระคนให้เปนเหตุ ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้พิกัตราษีปถวีโดยไนย ดังกล่าวมานี้

 
ราษีวาโย
(๑) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๖ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๗ เปนกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์อยู่ในราษีเมถุน วาโยเจ้าสมุฏฐานกำเริบหทัยวาตะระคนให้เป็นเหตุ

(๒) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๐ ไปจนเพ็ญเดือน ๑๑ เปนกำหนดแห่งพระอาทิตย์อยู่ในราษีตุล วาโยเจ้าสมุฏฐานหย่อนสัตถะกะ วาตะระคนให้เปนเหตุ

(๓) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือนยี่ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๓ เปนกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์อยู่ในราษีกุมภ์ วาโยสมุฏฐานพิการ สุมะนาระคนให้เปนเหตุ ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้พิกัตวาโยโดยไนยดังกล่าวมานี้

ราษีอาโป
(๑) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๗ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๘ เปนกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์อยู่ในราษีกรกฎ อาโปสมุฏฐานกำเริบสอเสมหะระคนให้เปนเหตุ

(๒) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๑๒ เปนกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์อยู่ในราษีพิจิกร อาโปสมุฏฐานหย่อนอุระเสมหะระคนให้เปนเหตุ

(๓) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๓ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๔ เปนกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์อยู่ในราษีมิน อาโปเจ้าสมุฏฐานพิการคูธเสมหะระคนให้เปนเหตุ ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้พิกัตราษีอาโป
 
ก็ครบทวาทศราษีตามกำหนดใน ๑๒ เดือน ที่สมุฏฐานจะกำเริบหย่อนพิการนั้นให้แจ้งโดยสังเขป ด้วยเหตุว่าจะได้มีอยู่ในพระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยนี้หามิได้ แจ้งอยู่ในพระคัมภีร์อังคาระพะธาตุบัญจกโน้น ท่านยกออกสาธกตราลงไว้ดังนี้

อนึ่งอันบุคคลผู้ใดจะเรียนเปนแพทย์ ให้พึงศึกษาในพระคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลาย
มีปฐม, มัชฌิม, ปัจฉิม, ธาตุทั้ง ๓ นี้เปนต้นให้แม่นยำ จึงจะควรแก่แพทย์โดยแท้
ดุจดังบุคคลมีจักษุอันสว่างแลเดินไปมีราวอันยึดไว้ ถ้าแลแพทย์ผู้ใดมิได้ศึกษาในคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลายต่างๆ นี้ ผู้นั้นดุจดังบุคคลมีจักษุอันมืด แลเดินไปไม่ได้เห็นทาง แลมิได้ยึดราวหาพยานบมิได้ อันเวชศาสตร์ นี้ยากที่จะหยั่งรู้เห็นในเวชวิธี ดุจแพทย์อันมิได้รู้ในเวชวิธีแห่งแพทย์ ก็ดังฤๅจะประกอบโอสถให้เบาใจคนไข้ได้ดังนั้น แลแพทย์ผู้ใดมีวิจารณ์ปัญญาอันเลอียด จงศึกษาในคัมภีร์ให้ชัดเจนแม่นยำแล้วเมื่อใด จึงจะเห็นในกองสมุฏฐานโรค อันบังเกิดแก่บุคคลเปนไข้ได้โดยแท้ และจะประกอบโอสถก็จะควรแก่โรค จะสำเร็จได้ไชยชำนะแก่โรคนั้นโดยเร็วพลันยิ่งนัก
 
ซึ่งกล่าวมานี้แต่ต้นจนที่สุดยังบมิแจ้งแต่ในลักษณะอาการแลประเภท ด้วยมิได้วิถารลงไว้ในที่นี้ มีอยู่ในพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ทั้งหลายต่างๆ ในคัมภีร์นี้ว่าแต่กองมหาพิกัตสมุฏฐานซึ่งจะผ่อนผันตาม ธาตุ, ฤดู, อายุ, กาล, สมุฏฐานให้แพทย์สำคัญไว้เปนภูมิ์
 
จึงจะแจ้งในกองโรคแลพิกัตแห่งโอสถ กล่าวคือตรีผลา, ตรีกฎุก, เบ็ญจกูล, สำหรับจะได้แก้ในกองสมุฏฐานทั้ง ๔ ซึ่งกล่าวมาแล้วนั้น ให้แพทย์สำคัญโดยไนยดังนี้ แลจะมีไปข้างน่าจงพิจารณาโอสถดุจจะกำหนดในกองสมุฏฐานมหาพิกัตสำแดงไว้

ในลำดับนี้จะได้สำแดงในพิกัตโอสถ สำหรับกองสมุฏฐานโดยไนยดังนี้สืบต่อไป แต่จะได้แก้ในบทว่าเบ็ญจกูลนั้นก่อนเปนอาทิ
อันว่าลักษณะเบ็ญจกูลนี้ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์เบ็ญจสรรพคุณว่ายังมีดาบศ ๖ พระองค์ มาประชุมกันฉันรากไม้ทั้ง ๕ ประการ อันมีคุณต่างๆ กัน คุณนั้นอาจนับจะประมาณมิได้ แลเธอพระองค์นั้นจึงจัดเข้าประกอบกันทั้ง ๕ ประการ โดยส่วนมิได้มีในมหาพิกัตสมมุติสิ่งละเสมอกัน จึงได้นามบัญญัติว่าเบ็ญจกูลเสมอภาคนั้นก็ควรอยู่แล้ว แก้ในสาธาระณะธาตุโรควิเศษนัก
แต่ในพระคัมภีร์นี้ท่านค้านเสีย ว่านั้นก็จริงอยู่แล้ว แต่ยังไป่บมิสมจริง ในห้องสมุฏฐานแลกองธาตุทั้งปวง พระอาจาริย์เจ้าจึงกล่าวพิศดารความตามพระบาฬีว่าดังนี้

(เนื้อความตั้งแต่นี้ไปจนจบคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย ต้นฉบับกล่าวตรงกันกับที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์สรรพคุณหมวดมหาพิกัตดังแจ้งอยู่ในแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เล่ม ๑ น่า ๔๐๐ โดยตลอดแล้ว)

พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยสังคหะปกรณเวชศาสตร์

(จบแต่เพียงนี้)

**********************
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-01-29 18:52:00 IP : 171.7.44.158


ความเห็นที่ 2 (3400457)

 อนึ่งอันบุคคลผู้ใดจะเรียนเปนแพทย์ ให้พึงศึกษาในพระคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลาย

มีปฐม, มัชฌิม, ปัจฉิม, ธาตุทั้ง ๓ นี้เปนต้นให้แม่นยำ จึงจะควรแก่แพทย์โดยแท้
แปลว่าอะไร แปลว่า ท่านให้จับเจ้าเรือนวัยให้เป็นหลักเพราะนั่นคือสมุฏฐานโรค
 
ดุจดังบุคคลมีจักษุอันสว่างแลเดินไปมีราวอันยึดไว้ ถ้าแลแพทย์ผู้ใดมิได้ศึกษาในคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลายต่างๆ นี้ ผู้นั้นดุจดังบุคคลมีจักษุอันมืด แลเดินไปไม่ได้เห็นทาง แลมิได้ยึดราวหาพยานบมิได้ อันเวชศาสตร์ นี้ยากที่จะหยั่งรู้เห็นในเวชวิธี ดุจแพทย์อันมิได้รู้ในเวชวิธีแห่งแพทย์ ก็ดังฤๅจะประกอบโอสถให้เบาใจคนไข้ได้ดังนั้น แลแพทย์ผู้ใดมีวิจารณ์ปัญญาอันเลอียด จงศึกษาในคัมภีร์ให้ชัดเจนแม่นยำแล้วเมื่อใด จึงจะเห็นในกองสมุฏฐานโรค อันบังเกิดแก่บุคคลเปนไข้ได้โดยแท้ และจะประกอบโอสถก็จะควรแก่โรค จะสำเร็จได้ไชยชำนะแก่โรคนั้นโดยเร็วพลันยิ่งนัก
ท่านเตือนไว้ว่าก่อนเอาสมุฏฐานมาประกอบต้องศึกษาคัมภีร์หลักมาแล้ว(วิวรน์และโลกนิทาน) แล้วจึงมาจับกับสมุฏฐาน  เมื่ิ่อแต่งยาจะได้หายเร็ว
 
ซึ่งกล่าวมานี้แต่ต้นจนที่สุดยังบมิแจ้งแต่ในลักษณะอาการแลประเภท ด้วยมิได้วิถารลงไว้ในที่นี้ มีอยู่ในพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ทั้งหลายต่างๆ ในคัมภีร์นี้ว่าแต่กองมหาพิกัตสมุฏฐานซึ่งจะผ่อนผันตาม ธาตุ, ฤดู, อายุ, กาล, สมุฏฐานให้แพทย์สำคัญไว้เปนภูมิ์
นอกจากนี้ ถ้าหลักที่วางไว้ไม่แจ้งในประเภทต่างๆให้กลับมาศึกษา,ฉันทศาสตร์เพิ่มเพิ่มเพราะโรคและไข้นั้นมีกำเริบ,หย่อน,พิการได้ เพราะสมุฏฐานได้กล่าวแต่เพียงเบื้องต้นเท่านั้น
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-14 15:56:12 IP : 27.130.224.125



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.