ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > น้ำหมัก....เพื่อสุขภาพ

น้ำหมัก....เพื่อสุขภาพ


 การทำน้ำหมักลูกยอเพื่อสุขภาพ......

 

 
รูปภาพ : การทำน้ำหมักลูกยอเพื่อสุขภาพ......
ต้นยอเป็นไม้ยืน ต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตา เป็นปุ่มโดยรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุก มีกลิ่น ฉุน มีสรรพคุณทางยา ผลดิบ รสเผ็ดร้อน ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับ โลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบ แห้ง และแก้ร้อนใน ลูกยอสามารถนำแปรรูปให้มีรสชาติหน้าทานได้โดยการนำมาทำ น้ำหมักเพื่อสุขภาพ ดังนี้
ส่วนผสมสำหรับการทำน้ำลูกยอหมัก :
- ลูกยอผลแก่จัดโดยเฉพาะที่เมล็ดมีสีดำ 3 กิโลกรัม
-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
-น้ำสะอาด(น้ำต้มสุก)  5 ลิตร
วิธีทำ :
1. ผสมน้ำกับน้ำตาลทรายแดงให้เข้ากันในถังพลาสติกที่มีฝาปิด(ขนาด 20 ลิตร)
2. ล้างลูกยอให้สะอาดผ่านเป็นชิ้นๆ ใส่ลงถังแล้วกดให้จมน้ำแล้วปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 3 เดือน (ในช่วง 7 วันแรกให้คนบ่อยๆ หากไม่คนจะขึ้นรา เพราะไม่มีจุลินทรีย์) หรืออาจหมักใส่ในขวดโหล ใช้ใบตองปิดส่วนบนแล้วใช้ไม้ขัดไว้ปิดฝา (ไม่ควรปิดแน่น เพราะอาจเกิดก๊าซจากการทำงานของจุลินทรีย์ อาจทำให้ขวดแตกได้) หรือเอา ผ้าขาวบางปิดฝาไว้ แล้วเอาเชือกมัดปากขวดโหลให้แน่น
3. เมื่อหมักครบ 3 เดือน จึงกรองเอาแต่น้ำ น้ำลูกยอที่ได้จะมีสีดำ หากหมักนานเกิน 3 เดือนยิ่งดี หรือเมื่อครบ 3 เดือนแล้วนำน้ำลูกหมักมาใช้ครั้งแรกก่อน แล้วกากที่เหลือสามารถหมักต่อได้อีก 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งแต่ละครั้งต้องเติมน้ำตาลทรายแดงอีก 1 กิโลกรัม ลงไปในถังหมักเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น เพียง 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้) น้ำหมักลูกยอที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง และมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอมเหมือนน้ำส้มสายชู
สรรพคุณ :
ช่วยเจริญอาหาร ขับลม แก้ปวดเมื่อย ช่วยระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย
การผสมน้ำลูกยอหมักไว้รับประทานหลายวัน :
ส่วนผสม
น้ำหมักลูกยอ 1 ส่วน
น้ำผึ้ง (ไล่ความชื้นแล้ว) 1 ส่วน
น้ำต้มสุก 5 ส่วน
วิธีทำ :
นำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน อาจเติมเกลือป่นเพิ่มรสชาติก็ได้ สามารถเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้รับประทานได้นาน 7 วัน (หากทิ้งไว้โดยไม่แช่ตู้เย็น จะมีรสเปรี้ยวเพราะ จุลินทรีย์ทำงาน ต้องเติมน้ำผึ้งอีกครั้งเพื่อให้รสชาติคงเดิม
ประโยชน์ของการบริโภคน้ำหมักยอ
ผลจากการสำรวจโดยเก็บข้อมูลน้ำหนักชีวภาพทั่วไปในท้องตลาด พบว่า ผลิตจากผลยอมากเป็นอันดับหนึ่ง (ร้อยละ 61.1) รองลงมาคือ กระชายดำ ข้อมูลจากการสอบถามและสัมภาษณ์ผู้บริโภคน้ำหมักยอ จำนวน 235 ราย ให้คำตอบว่าขับถ่ายดีกว่าเดิม (ร้อยละ 67.7) นอนหลับมากกว่าเดิม (ร้อยละ 63.8) รู้สึกกระปรี้กระเปร่า (ร้อยละ 61.3) หายปวดข้อ (ร้อยละ 49.8) รับประทานอาหารได้มากขึ้น (ร้อยละ 41.7) และคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ดีขึ้น ได้แก่ อารมณ์ดีขึ้น (ร้อยละ 55.3) จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส (ร้อยละ 50.2) สบายใจ (ร้อยละ 43.0) (ธวัชชัยและคณะ, 2547)
จากการให้ผู้มีอาการท้องผูกบริโภคน้ำหมักยอ 2 ช้อนแกง (60 ลูกบาศก์เซนติเมตร) หลังอาหารเย็นเป็นเวลา 3 วัน พบว่า มีการขับถ่ายได้มากกว่าเดิมคือ 1.1 ครั้งต่อวัน จากเดิมเคยถ่าย 0.57 ครั้งต่อวัน (วารุณีและประไพพรรณ, 2547)  และเมื่อทดลองให้ผู้ป่วยโรคเอดส์บริโภคพบว่าอาการต่าง ๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะอาการท้องร่วงลดลง (มปน, 2547)
สรรพคุณทางยาของน้ำหมักยอ
การที่ผู้บริโภคมีอาการต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเชื่อว่าในผลยอมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายและสามารถแก้อาการต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ
แก้อาเจียน เนื่องจากมีสารแอสเปรูโลไซด์ (asperuloside)
แก้อาการท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย และขับเลือดหลังคลอด เนื่องจากมีสารแอนทราควินโนน (anthraquinone)
ลดอาการอักเสบ ฆ่าแบคทีเรียบางชนิด และลดความดันเนื่องจากมีสารสโคโปเลติน (scopoletin)
ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง เนื่องจากมีสารแดนนาแคนทาล (dannacanthal)
ป้องกันเซลล์จากสารพิษ และฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมให้กลับทำงานได้เป็นปกติ กระตุ้นต่อมไพนีล (pineal gland) มีผลทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ช่วยควบคุมชีโรโตนีน (Serotonin) เพื่อสร้างฮอร์โมนมีลาโตนีน (melatonin) ซึ่งช่วยในการนอนหลับ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และสภาพอารมณ์ในวัยรุ่น ช่วยให้รังไข่เติบโตและทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากมีสารโปรเซโรนีน (proxeronin) ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซโรนีน (xeronin) (กองบรรณาธิการ, 2544, นันทวันและอรนุช, 2543)
จากการตรวจหาเมททิลแอลกอฮอล์ พบว่า มีในบางตัวอย่าง แต่ในตัวอย่างที่พบยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้จากการศึกษาความเป็นพิษของผลยอพบว่า ไม่เป็นพิษต่อตับ แต่การบริโภคน้ำหมักยอในปริมาณมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อไต และเกิดโรคความดันขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคไต ไม่ควรบริโภครูปภาพ : การทำน้ำหมักลูกยอเพื่อสุขภาพ......
ต้นยอเป็นไม้ยืน ต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตา เป็นปุ่มโดยรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุก มีกลิ่น ฉุน มีสรรพคุณทางยา ผลดิบ รสเผ็ดร้อน ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับ โลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบ แห้ง และแก้ร้อนใน ลูกยอสามารถนำแปรรูปให้มีรสชาติหน้าทานได้โดยการนำมาทำ น้ำหมักเพื่อสุขภาพ ดังนี้
ส่วนผสมสำหรับการทำน้ำลูกยอหมัก :
- ลูกยอผลแก่จัดโดยเฉพาะที่เมล็ดมีสีดำ 3 กิโลกรัม
-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
-น้ำสะอาด(น้ำต้มสุก)  5 ลิตร
วิธีทำ :
1. ผสมน้ำกับน้ำตาลทรายแดงให้เข้ากันในถังพลาสติกที่มีฝาปิด(ขนาด 20 ลิตร)
2. ล้างลูกยอให้สะอาดผ่านเป็นชิ้นๆ ใส่ลงถังแล้วกดให้จมน้ำแล้วปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 3 เดือน (ในช่วง 7 วันแรกให้คนบ่อยๆ หากไม่คนจะขึ้นรา เพราะไม่มีจุลินทรีย์) หรืออาจหมักใส่ในขวดโหล ใช้ใบตองปิดส่วนบนแล้วใช้ไม้ขัดไว้ปิดฝา (ไม่ควรปิดแน่น เพราะอาจเกิดก๊าซจากการทำงานของจุลินทรีย์ อาจทำให้ขวดแตกได้) หรือเอา ผ้าขาวบางปิดฝาไว้ แล้วเอาเชือกมัดปากขวดโหลให้แน่น
3. เมื่อหมักครบ 3 เดือน จึงกรองเอาแต่น้ำ น้ำลูกยอที่ได้จะมีสีดำ หากหมักนานเกิน 3 เดือนยิ่งดี หรือเมื่อครบ 3 เดือนแล้วนำน้ำลูกหมักมาใช้ครั้งแรกก่อน แล้วกากที่เหลือสามารถหมักต่อได้อีก 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งแต่ละครั้งต้องเติมน้ำตาลทรายแดงอีก 1 กิโลกรัม ลงไปในถังหมักเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น เพียง 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้) น้ำหมักลูกยอที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง และมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอมเหมือนน้ำส้มสายชู
สรรพคุณ :
ช่วยเจริญอาหาร ขับลม แก้ปวดเมื่อย ช่วยระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย
การผสมน้ำลูกยอหมักไว้รับประทานหลายวัน :
ส่วนผสม
น้ำหมักลูกยอ 1 ส่วน
น้ำผึ้ง (ไล่ความชื้นแล้ว) 1 ส่วน
น้ำต้มสุก 5 ส่วน
วิธีทำ :
นำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน อาจเติมเกลือป่นเพิ่มรสชาติก็ได้ สามารถเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้รับประทานได้นาน 7 วัน (หากทิ้งไว้โดยไม่แช่ตู้เย็น จะมีรสเปรี้ยวเพราะ จุลินทรีย์ทำงาน ต้องเติมน้ำผึ้งอีกครั้งเพื่อให้รสชาติคงเดิม
ประโยชน์ของการบริโภคน้ำหมักยอ
ผลจากการสำรวจโดยเก็บข้อมูลน้ำหนักชีวภาพทั่วไปในท้องตลาด พบว่า ผลิตจากผลยอมากเป็นอันดับหนึ่ง (ร้อยละ 61.1) รองลงมาคือ กระชายดำ ข้อมูลจากการสอบถามและสัมภาษณ์ผู้บริโภคน้ำหมักยอ จำนวน 235 ราย ให้คำตอบว่าขับถ่ายดีกว่าเดิม (ร้อยละ 67.7) นอนหลับมากกว่าเดิม (ร้อยละ 63.8) รู้สึกกระปรี้กระเปร่า (ร้อยละ 61.3) หายปวดข้อ (ร้อยละ 49.8) รับประทานอาหารได้มากขึ้น (ร้อยละ 41.7) และคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ดีขึ้น ได้แก่ อารมณ์ดีขึ้น (ร้อยละ 55.3) จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส (ร้อยละ 50.2) สบายใจ (ร้อยละ 43.0) (ธวัชชัยและคณะ, 2547)
จากการให้ผู้มีอาการท้องผูกบริโภคน้ำหมักยอ 2 ช้อนแกง (60 ลูกบาศก์เซนติเมตร) หลังอาหารเย็นเป็นเวลา 3 วัน พบว่า มีการขับถ่ายได้มากกว่าเดิมคือ 1.1 ครั้งต่อวัน จากเดิมเคยถ่าย 0.57 ครั้งต่อวัน (วารุณีและประไพพรรณ, 2547)  และเมื่อทดลองให้ผู้ป่วยโรคเอดส์บริโภคพบว่าอาการต่าง ๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะอาการท้องร่วงลดลง (มปน, 2547)
สรรพคุณทางยาของน้ำหมักยอ
การที่ผู้บริโภคมีอาการต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเชื่อว่าในผลยอมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายและสามารถแก้อาการต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ
แก้อาเจียน เนื่องจากมีสารแอสเปรูโลไซด์ (asperuloside)
แก้อาการท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย และขับเลือดหลังคลอด เนื่องจากมีสารแอนทราควินโนน (anthraquinone)
ลดอาการอักเสบ ฆ่าแบคทีเรียบางชนิด และลดความดันเนื่องจากมีสารสโคโปเลติน (scopoletin)
ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง เนื่องจากมีสารแดนนาแคนทาล (dannacanthal)
ป้องกันเซลล์จากสารพิษ และฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมให้กลับทำงานได้เป็นปกติ กระตุ้นต่อมไพนีล (pineal gland) มีผลทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ช่วยควบคุมชีโรโตนีน (Serotonin) เพื่อสร้างฮอร์โมนมีลาโตนีน (melatonin) ซึ่งช่วยในการนอนหลับ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และสภาพอารมณ์ในวัยรุ่น ช่วยให้รังไข่เติบโตและทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากมีสารโปรเซโรนีน (proxeronin) ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซโรนีน (xeronin) (กองบรรณาธิการ, 2544, นันทวันและอรนุช, 2543)
จากการตรวจหาเมททิลแอลกอฮอล์ พบว่า มีในบางตัวอย่าง แต่ในตัวอย่างที่พบยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้จากการศึกษาความเป็นพิษของผลยอพบว่า ไม่เป็นพิษต่อตับ แต่การบริโภคน้ำหมักยอในปริมาณมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อไต และเกิดโรคความดันขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคไต ไม่ควรบริโภค
 
 
ต้นยอเป็นไม้ยืน ต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตา เป็นปุ่มโดยรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุก มีกลิ่น ฉุน มีสรรพคุณทางยา ผลดิบ รสเผ็ดร้อน ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับ โลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบ แห้ง และแก้ร้อนใน ลูกยอสามารถนำแปรรูปให้มีรสชาติหน้าทานได้โดยการนำมาทำ น้ำหมักเพื่อสุขภาพ ดังนี้
 
ส่วนผสมสำหรับการทำน้ำลูกยอหมัก :
- ลูกยอผลแก่จัดโดยเฉพาะที่เมล็ดมีสีดำ 3 กิโลกรัม
-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
-น้ำสะอาด(น้ำต้มสุก) 5 ลิตร
 
วิธีทำ :
1. ผสมน้ำกับน้ำตาลทรายแดงให้เข้ากันในถังพลาสติกที่มีฝาปิด(ขนาด 20 ลิตร)
2. ล้างลูกยอให้สะอาดผ่านเป็นชิ้นๆ ใส่ลงถังแล้วกดให้จมน้ำแล้วปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 3 เดือน (ในช่วง 7 วันแรกให้คนบ่อยๆ หากไม่คนจะขึ้นรา เพราะไม่มีจุลินทรีย์) หรืออาจหมักใส่ในขวดโหล ใช้ใบตองปิดส่วนบนแล้วใช้ไม้ขัดไว้ปิดฝา (ไม่ควรปิดแน่น เพราะอาจเกิดก๊าซจากการทำงานของจุลินทรีย์ อาจทำให้ขวดแตกได้) หรือเอา ผ้าขาวบางปิดฝาไว้ แล้วเอาเชือกมัดปากขวดโหลให้แน่น
3. เมื่อหมักครบ 3 เดือน จึงกรองเอาแต่น้ำ น้ำลูกยอที่ได้จะมีสีดำ หากหมักนานเกิน 3 เดือนยิ่งดี หรือเมื่อครบ 3 เดือนแล้วนำน้ำลูกหมักมาใช้ครั้งแรกก่อน แล้วกากที่เหลือสามารถหมักต่อได้อีก 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งแต่ละครั้งต้องเติมน้ำตาลทรายแดงอีก 1 กิโลกรัม ลงไปในถังหมักเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น เพียง 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้) น้ำหมักลูกยอที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง และมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอมเหมือนน้ำส้มสายชู
 
สรรพคุณ :
ช่วยเจริญอาหาร ขับลม แก้ปวดเมื่อย ช่วยระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย
 
การผสมน้ำลูกยอหมักไว้รับประทานหลายวัน :
ส่วนผสม
 
น้ำหมักลูกยอ 1 ส่วน
น้ำผึ้ง (ไล่ความชื้นแล้ว) 1 ส่วน
น้ำต้มสุก 5 ส่วน
 
วิธีทำ :
นำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน อาจเติมเกลือป่นเพิ่มรสชาติก็ได้ สามารถเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้รับประทานได้นาน 7 วัน (หากทิ้งไว้โดยไม่แช่ตู้เย็น จะมีรสเปรี้ยวเพราะ จุลินทรีย์ทำงาน ต้องเติมน้ำผึ้งอีกครั้งเพื่อให้รสชาติคงเดิม
 
ประโยชน์ของการบริโภคน้ำหมักยอ
ผลจากการสำรวจโดยเก็บข้อมูลน้ำหนักชีวภาพทั่วไปในท้องตลาด พบว่า ผลิตจากผลยอมากเป็นอันดับหนึ่ง (ร้อยละ 61.1) รองลงมาคือ กระชายดำ ข้อมูลจากการสอบถามและสัมภาษณ์ผู้บริโภคน้ำหมักยอ จำนวน 235 ราย ให้คำตอบว่าขับถ่ายดีกว่าเดิม (ร้อยละ 67.7) นอนหลับมากกว่าเดิม (ร้อยละ 63.8) รู้สึกกระปรี้กระเปร่า (ร้อยละ 61.3) หายปวดข้อ (ร้อยละ 49.8) รับประทานอาหารได้มากขึ้น (ร้อยละ 41.7) และคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ดีขึ้น ได้แก่ อารมณ์ดีขึ้น (ร้อยละ 55.3) จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส (ร้อยละ 50.2) สบายใจ (ร้อยละ 43.0) (ธวัชชัยและคณะ, 2547)
 
จากการให้ผู้มีอาการท้องผูกบริโภคน้ำหมักยอ 2 ช้อนแกง (60 ลูกบาศก์เซนติเมตร) หลังอาหารเย็นเป็นเวลา 3 วัน พบว่า มีการขับถ่ายได้มากกว่าเดิมคือ 1.1 ครั้งต่อวัน จากเดิมเคยถ่าย 0.57 ครั้งต่อวัน (วารุณีและประไพพรรณ, 2547) และเมื่อทดลองให้ผู้ป่วยโรคเอดส์บริโภคพบว่าอาการต่าง ๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะอาการท้องร่วงลดลง (มปน, 2547)
 
สรรพคุณทางยาของน้ำหมักยอ
การที่ผู้บริโภคมีอาการต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเชื่อว่าในผลยอมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายและสามารถแก้อาการต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ
แก้อาเจียน เนื่องจากมีสารแอสเปรูโลไซด์ (asperuloside)
แก้อาการท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย และขับเลือดหลังคลอด เนื่องจากมีสารแอนทราควินโนน (anthraquinone)
ลดอาการอักเสบ ฆ่าแบคทีเรียบางชนิด และลดความดันเนื่องจากมีสารสโคโปเลติน (scopoletin)
ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง เนื่องจากมีสารแดนนาแคนทาล (dannacanthal)
ป้องกันเซลล์จากสารพิษ และฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมให้กลับทำงานได้เป็นปกติ กระตุ้นต่อมไพนีล (pineal gland) มีผลทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ช่วยควบคุมชีโรโตนีน (Serotonin) เพื่อสร้างฮอร์โมนมีลาโตนีน (melatonin) ซึ่งช่วยในการนอนหลับ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และสภาพอารมณ์ในวัยรุ่น ช่วยให้รังไข่เติบโตและทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากมีสารโปรเซโรนีน (proxeronin) ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซโรนีน (xeronin) (กองบรรณาธิการ, 2544, นันทวันและอรนุช, 2543)
 
จากการตรวจหาเมททิลแอลกอฮอล์ พบว่า มีในบางตัวอย่าง แต่ในตัวอย่างที่พบยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้จากการศึกษาความเป็นพิษของผลยอพบว่า ไม่เป็นพิษต่อตับ แต่การบริโภคน้ำหมักยอในปริมาณมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อไต และเกิดโรคความดันขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคไต ไม่ควรบริโภค
 
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-02-04 23:38:08 IP : 58.9.17.175


1

ความเห็นที่ 1 (3399319)

 ประโยชน์น้ำแอปเปิ้ลหมัก/แอปเปิ้ลไซเดอร์

 

 
น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล ที่ไม่ได้ผ่านความร้อน และการ
กรองApple Cider Vinegar (ACV)
 
เป็นน้ำส้มสายชูหมักที่ไม่ได้ผ่านความร้อน และการกรองยังคงเอนไซน์ และแร่ธาตุ จากธรรมชาติอย่างครบถ้วน น้ำส้มสายชูนี้ เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นหนึ่งในอาหารธรรมชาติที่ดีที่สุดสำหรับ สุขภาพ และชีวิตที่ยืนยาว
 
ส่วนผสมสำคัญ : 
น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์เกษตรอินทรีย์ 8% 
น้ำมะนาว 6% 
น้ำผึ้งหลวงป่าเดือนห้า 8% 
น้ำ(ผ่านระบบ R.O.)
 
วิธีการใช้ น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล
1. ประโยชน์ 
- ช่วยในการกำจัดพิษในร่างกายโดยการสร้างเซลล์ใหม่ - ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย 
- ช่วยในระบบเผาผลาญแคลเซียม - ช่วยชะลอความชรา
- ช่วยปรับระดับกรด - ด่าง ในร่างกายให้อยู่ในระดับสมดุล - ช่วยการทำงานของหัวใจ
- ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปรกติ - บรรเทาอาการปวดศีรษะ
- ช่วยในการขับถ่ายเป็นปรกติ - ช่วยกำจัดนิ่วในไต และในถุงน้ำดี
- ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อและโรคเกาต์ - ช่วยในเรื่องของการฟังและปัญหาทางหู
- ช่วยบำรุงสายตาและปัญหาเกี่ยวกับสายตา - ช่วยให้ระบบปัสสาวะเป็นปรกติ
วิธีการใช้ ผสม ACV 1-2 ช้อนชา กับน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนชาในน้ำบริสุทธิ์ 1 แก้ว ดื่ม 2 หรือ 3 เวลาต่อวัน เหมาะในการดื่มเป็นเครื่องดื่มแก้วแรกหลังตื่นนอน และก่อนอาหารเที่ยง, ก่อนอาหารเย็น 1 ชม. สามารถนำมาใช้ผสมเป็นน้ำสลัด และเครื่องปรุงอาหาร
 
2. ประโยชน์ ช่วยรักษาโรคทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ
วิธีการใช้ นั่งแช่ในอ่างที่ผสมน้ำอุ่นกับ ACV 1 ถ้วย ทำเป็นประจำ 1-2 ครั้งต่อวัน
 
3. ประโยชน์ ช่วยรักษาอาการเจ็บคอ คันคอ และขับพิษออกจากคอ
วิธีการใช้ ผสม AVC 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำ ? แก้ว กลั้วคอทุกครึ่งชั่วโมง แม้แต่ผู้มีสุขภาพดีก็ควรจะกลั้วคอ 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ เพื่อให้พิษออกจากร่างกาย 
 
4. ประโยชน์ ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกิน
วิธีการใช้ ผสมน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Virgin Olive Oil) 1 ส่วน กับ ACV 2 ส่วน แล้วนวดกดบริเวณที่ต้องการลด อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาปวดตามข้อด้วย 
 
5. ประโยชน์ ช่วยรักษาสภาพผิว
วิธีการใช้ ก) ผสม ACV ? ถ้วยกับน้ำสะอาด ใช้มือทาให้ทั่วตัวจนผิวแห้ง โดยทาทิ้งไว้
ข) กรณีเป็นสิว ให้อังหน้าด้วยไอน้ำหรืออบไอน้ำ หลังจากนั้น ใช้ คอตตอนบัท ชุบ ACV ทาบนสิว เพื่อเช็ดสิ่งสกปรกออก แล้วอบไอน้ำอีกครั้งก่อนล้างออก ทำประมาณ2 ครั้ง แล้วนำสำลีแผ่นชุบน้ำ ACV เย็น (น้ำ+ACV ในปริมาณที่เท่ากันและ
แช่เย็น) แปะไว้บนใบหน้าเพื่อปิดรูขุมขน ทำประมาณ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์
 
6. ประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการผิวหนังไหม้
วิธีการใช้ ทา ACV ที่ผิวและพันทิ้งไว้
 
7. ประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ
วิธีการใช้ เติม ACV 1 ช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว จิบครั้งละ 1-2 ช้อนชา ทุก 5 นาที
 
8. ประโยชน์ ใช้แช่ผักที่มีสารพิษตกค้าง
วิธีการใช้ ผสม ACV 2-3 ช้อนโต๊ะในอ่าง แล้วนำผักลงแช่
 
9. ประโยชน์ ช่วยป้องกันอาการผมแห้ง หนังศีรษะมัน ผมร่วงและรังแค
วิธีการใช้ เท ACV 2 ช้อนโต๊ะในถ้วย นำสำลีก้อนที่เปียกน้ำมาแช่ใน ACV แบ่งผมออกเป็นส่วน และทาลงบนหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที - 3 ชม. แล้วสระออกและสามารถใช้ล้างผมหลังสระ โดยผสม ACV 1/3 ถ้วยกับน้ำ 1 ถ้วย 
 
10. ประโยชน์ ช่วยรักษาโรคผิวหนัง เช่น Eczema
วิธีการใช้ ดื่มเป็นเครื่องดื่มพร้อมทั้งทาผิว
 
11. ประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการไซนัส ปวดหัว และเป็นไข้
วิธีการใช้ ผสม ACV 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 1 ถ้วย ในกระทะ ต้มให้เดือด เมื่อเริ่มมีไอระเหยให้ปิดไฟ นำผ้ามาคลุมศีรษะและ
ก้มหน้าใกล้กระทะ เพื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ
 
12. ประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ
วิธีการใช้ ผสม ACV 1-2 ถ้วยในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำอุ่นผสม แล้วนวดช้าๆ ทั่วทั้งตัว
 
13. ประโยชน์ ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร
วิธีการใช้ ผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ กับ ACV 1/3 ช้อนชา และดื่มก่อนอาหาร 5 นาที โดยอมไว้ในปาก 3-5 วินาทีก่อนกลืน
 
แหล่งที่มา : thaiherbdd.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-07 19:03:05 IP : 58.9.34.237


ความเห็นที่ 2 (3399698)

น้ำหมักชีวภาพ  คืออะไร......... 

 

น้ำหมักชีวภาพ คือ ของเหลวที่เกิดจากการหมักพืช ผัก ผลไม้ รวมทั้งสมุนไพร

กับสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล น้ำผึ้ง ในสภาวะที่มีแบคทีเรียผลิตกรดแลกติก (Iactic
acid bacteria)
 
 
สารให้ความหวานในน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง      
                       +
แบคทีเรียรูปท่อนต่อๆ กัน
                       +
กรดแลกติกหรือกรดน้ำนมอยู่ในน้ำหมัก
 
 
น้ำหมักชีวภาพอาจมีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น น้ำหมักพืช น้ำสกัดชีวภาพ น้ำหมักสมุนไพร น้ำเอนไซม์ น้ำจุลินทรีย์ น้ำหมักโปรไบโอติก
น้ำไอออนิกพลาสมา เซลล์ฟูดซ์
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-11 10:49:56 IP : 58.9.27.91


ความเห็นที่ 3 (3399700)

 น้ำหมักชีวภาพไม่ใช่ไวน์.......

 
เนื่องจากน้ำหมักชีวภาพเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากกระบวนการหมักที่ไม่ทำให้เกิด
แอลกอฮอล์ หรือเกิดในปริมาณน้อยมาก แต่เกิดกรดแลกติกเป็นหลักเนื่องจากหมักด้วย
จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดกรดแลกติก ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่อาจพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ (เช่น พบ
บนผิวพืช น้ำ หรือวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสม) และหรือที่เติมลงไปเป็นหัวเชื้อในการหมัก เช่น
แลกโตบาซิลลัส คาเซอิ (Lactobacillus casei) แลกโตบาซิลลัส อะชิโตฟิลลัส
(Lactobacillus acidophilus) หรือจุลินทรีย์อื่นที่สามารถใช้ในการผลิตน้ำหมักพืช ทั้งนี้
อาจมีจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักที่ยังมีชีวิตคงเหลืออยู่ได้
 
ส่วนไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักผลไม้ โดยกระบวนการหมัก
จะใช้เชื้อยีสต์บริสุทธิ์ เช่น
ยีสต์แซคคาโรมัยชีส (Saccharomyces cerevisiae) เพื่อเปลียนน้ำตาลเป็น
อาหาร และให้ผลผลิตเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ กับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
เปรียบเทียบลักษณะและประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพและไวน์รูปแบบของ
ผลิตภัณฑ์สุดท้ายของน้ำหมักชีวภาพและไวน์ความแตกต่างกัน คือ
 
 
สารให้ความหวานในน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง(อาหารจุลินทรีย์)
   +
ยีสต์
   +
เอทานอลหรือเอทิลแอลกอออล์
 
 
น้ำหมักชีวภาพ
อาจยังมีความขุ่นหรือตะกอนซึ่งเกิดจากส่วนประกอบที่มาจากพืช สมุนไพรปั่น
ละเอียดและเซลล์ของจุลินทรีย์ที่มีในกระบวนการหมัก ทั้งจุลินทรีย์ที่มีในธรรมชาติและที่
เติมลงไปเป็นหัวเชื้ออยู่ในสภาพที่มีชีวิต (ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติก) หรือ ที่เป็นเซลล์ตาย
จากกระบวนการกำจัดจุลินทรีย์โดยการให้ความร้อนหรือใช้สารเคมี
ซึ่งการบริโภคกากตะกอนของพืชและจุลินทรีย์นี้อาจส่งเสริมสุขภาพในเรื่องของ
โปรไบโอติกและยังอาจกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
 
ไวน์
จะต้องผ่านกระบวนการกำจัดจุลินทรีย์และยีสต์ซึ่งเป็นหัวเชื้อในการหมักและ
นำไปผ่านกระบวนกรอง การทำให้ใสและการบ่ม ก่อนการบริโภค
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-11 10:56:13 IP : 58.9.27.91


ความเห็นที่ 4 (3400833)

 น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง

 

รูปภาพ : น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง
- ขั้นแรก....เตรียมผลมะเฟืองแก่จนถึงสุก 3 กิโลกรัม
- หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ.....เห็นรูปดาวห้าแฉกไหมครับ นี่คือที่มาของชื่อ Star fruit
- ใส่ลงในถังหมัก (ต้องมีฝาที่ปิดได้สนิท)
- เติมน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม (ใช้น้ำตาลทรายขาวจะได้น้ำหมักมะเฟืองใสแจ๋ว..น่าใช้) แล้วเติมน้ำสะอาดประมาณ 10 ลิตร (กิโลกรัม)
- ปิดฝาทิ้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 3 เดือน กรองน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไปใช้ได้ แต่จะให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต้องหมักให้ได้นานเกินกว่า 1 ปี
แต่ก่อนจะนำน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไปใช้เป็นโลชั่นบำรุงผิวหรือเช็ดหน้า ควรนำไปเจือจางด้วยน้ำสะอาดให้เหมาะสมกับผิวหน้าของท่านก่อน (ประมาณ 1:10) เพราะว่าน้ำหมักมะเฟืองเข้มข้น จะมีค่าความเป็นกรดสูงมาก (pH ประมาณ 2-3)
เป็นอันว่าเราได้น้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไว้ใช้เองแล้ว
ขอให้มีความสุขทุกท่านรูปภาพ : น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง
- ขั้นแรก....เตรียมผลมะเฟืองแก่จนถึงสุก 3 กิโลกรัม
- หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ.....เห็นรูปดาวห้าแฉกไหมครับ นี่คือที่มาของชื่อ Star fruit
- ใส่ลงในถังหมัก (ต้องมีฝาที่ปิดได้สนิท)
- เติมน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม (ใช้น้ำตาลทรายขาวจะได้น้ำหมักมะเฟืองใสแจ๋ว..น่าใช้) แล้วเติมน้ำสะอาดประมาณ 10 ลิตร (กิโลกรัม)
- ปิดฝาทิ้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 3 เดือน กรองน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไปใช้ได้ แต่จะให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต้องหมักให้ได้นานเกินกว่า 1 ปี
แต่ก่อนจะนำน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไปใช้เป็นโลชั่นบำรุงผิวหรือเช็ดหน้า ควรนำไปเจือจางด้วยน้ำสะอาดให้เหมาะสมกับผิวหน้าของท่านก่อน (ประมาณ 1:10) เพราะว่าน้ำหมักมะเฟืองเข้มข้น จะมีค่าความเป็นกรดสูงมาก (pH ประมาณ 2-3)
เป็นอันว่าเราได้น้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไว้ใช้เองแล้ว
ขอให้มีความสุขทุกท่านรูปภาพ : น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง
- ขั้นแรก....เตรียมผลมะเฟืองแก่จนถึงสุก 3 กิโลกรัม
- หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ.....เห็นรูปดาวห้าแฉกไหมครับ นี่คือที่มาของชื่อ Star fruit
- ใส่ลงในถังหมัก (ต้องมีฝาที่ปิดได้สนิท)
- เติมน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม (ใช้น้ำตาลทรายขาวจะได้น้ำหมักมะเฟืองใสแจ๋ว..น่าใช้) แล้วเติมน้ำสะอาดประมาณ 10 ลิตร (กิโลกรัม)
- ปิดฝาทิ้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 3 เดือน กรองน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไปใช้ได้ แต่จะให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต้องหมักให้ได้นานเกินกว่า 1 ปี
แต่ก่อนจะนำน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไปใช้เป็นโลชั่นบำรุงผิวหรือเช็ดหน้า ควรนำไปเจือจางด้วยน้ำสะอาดให้เหมาะสมกับผิวหน้าของท่านก่อน (ประมาณ 1:10) เพราะว่าน้ำหมักมะเฟืองเข้มข้น จะมีค่าความเป็นกรดสูงมาก (pH ประมาณ 2-3)
เป็นอันว่าเราได้น้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไว้ใช้เองแล้ว
ขอให้มีความสุขทุกท่าน

 
 
- ขั้นแรก....เตรียมผลมะเฟืองแก่จนถึงสุก 3 กิโลกรัม
 
- หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ.....เห็นรูปดาวห้าแฉกไหมครับ นี่คือที่มาของชื่อ Star fruit 
 
- ใส่ลงในถังหมัก (ต้องมีฝาที่ปิดได้สนิท)
 
- เติมน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม (ใช้น้ำตาลทรายขาวจะได้น้ำหมักมะเฟืองใสแจ๋ว..น่าใช้) แล้วเติมน้ำสะอาดประมาณ 10 ลิตร (กิโลกรัม)
 
- ปิดฝาทิ้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 3 เดือน กรองน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไปใช้ได้ แต่จะให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต้องหมักให้ได้นานเกินกว่า 1 ปี
 
แต่ก่อนจะนำน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไปใช้เป็นโลชั่นบำรุงผิวหรือเช็ดหน้า ควรนำไปเจือจางด้วยน้ำสะอาดให้เหมาะสมกับผิวหน้าของท่านก่อน (ประมาณ 1:10) เพราะว่าน้ำหมักมะเฟืองเข้มข้น จะมีค่าความเป็นกรดสูงมาก (pH ประมาณ 2-3)
 
เป็นอันว่าเราได้น้ำหมักชีวภาพมะเฟืองไว้ใช้เองแล้ว
 
 
facebook  หมอเกษตรและเทคโนโลยี่ เพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 16:04:21 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 5 (3400835)

 น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสเปรี้ยว (มะเฟือง) ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อีกหลายอย่าง เช่น

 
- ใช้ล้างผักผลไม้ 
นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) ใช้ล้างผักผลไม้ แล้วแช่ไว้ประมาณ 15 นาที จะช่วยล้างสารพิษตกค้างในผักผลไม้ ช่วยให้ผักกรอบขึ้น สดขึ้น และยืดอายุการเก็บรักษา(แต่ถ้าแช่นานเกินไป ผักจะเน่าเร็ว)
 
- ใช้ถูพื้น
นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 50 ส่วน) ใช้ทำความสะอาดเช็ดถูพื้น จะสลายคราบสกปรกได้ดี พื้นสะอาด คราบสกปรกจะไม่เกาะพื้นง่าย ห้องจะไม่มีกลิ่นเหม็นอับ
 
- ใช้ผสมกับน้ำเช็ดกระจก
นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 50 ส่วน) จะสลายคราบสกปรกได้ดี กระจกจะใสสะอาด เงางาม ฝุ่นผงไม่เกาะง่าย และการทำความสะอาดกระจกครั้งต่อๆไปจะง่ายขึ้น 
 
- ใช้ผสมกับน้ำทำความสะอาดห้องน้ำและเครื่องสุขภัณฑ์
นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) จะสลายคราบสกปรกได้ดี เครื่องสุขภัณฑ์จะสะอาด เงางาม คราบสกปรกไม่เกาะง่าย และการทำความสะอาดกระจกครั้งต่อๆไปจะง่ายขึ้น 
 
- ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาซักผ้า(10 %) หรือผสมกับน้ำซักผ้าโดยตรง(อัตรา1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 5 ส่วน)
แช่ผ้าไว้อย่างน้อย 30 นาที ผ้าจะสะอาดขึ้น ถึงแม้ว่าจะแช่ผ้าทิ้งไว้นานข้ามคืน น้ำที่แช่ผ้าจะไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนกับการใช้ผงซักฟอกทั่วๆไป ผ้าที่แห้งแล้วจะไม่มีกลิ่นอับ เสื้อผ้าที่ใส่แล้วจะมีกลิ่นเหม็นน้อย
 
- ใช้ผสมกับน้ำสำหรับล้างจานชามที่ไม่มีคราบไขมัน
(อัตรา 1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) ล้างภาชนะให้สะอาดได้ง่ายขึ้น กำจัดเชื้อโรคและเชื้อรา 
 
- ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างจาน(10 %) จะช่วยสลายคราบสกปรกและไขมันได้ดีขึ้น ล้างภาชนะให้สะอาดได้ง่ายขึ้น ช่วยดับกลิ่นคาว กำจัดเชื้อโรคและเชื้อรา 
 
- ใช้เป็นส่วนผสมในยาสระผม ครีมนวดผม
ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมในยาสระผม หรือครีมนวดผม(10 %) จะทำให้ผมสะอาด นุ่ม
 
 
facebook  หมอเกษตรและเทคโนโลยี่ เพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 16:09:22 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 6 (3400850)

การทำน้ำหมักชีวภาพสูตรผลไม้ (ลดโลกร้อน)

 

 ที่ผ่านมาคุณนำผลไม้สุกงอมที่เหลือจากการรับประทานรวมถึงเปลือกผลไม้ไปทิ้งใช่มั๊ย? รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน เพราะคุณใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไม่คุ้มค่า แถมยังเพิ่มปริมาณขยะบนโลกด้วย คุณอยากช่วยลดโลกร้อนและลดการใช้จ่ายเงินโดยไม่จำเป็นมั๊ยละ ไม่ยากเลย ก็เอาผลไม้ที่เหลือกินเหลือใช้นั้นมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ไง

        เราสามารถนำผลไม้ที่แก่จัด ผลไม้สุกงอมที่เหลือจากการรับประทาน ผลไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ในสวน รวมถึงเปลือกหรือเศษผลไม้ที่เหลือทิ้ง นำมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพโดยเลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน ได้แก่
 
        1.น้ำหมักจากผลไม้รสเปรี้ยว 
 
           น้ำหมักจากผลไม้รสเปรี้ยวนี้มีคุณสมบัติเด่นคือมีความเป็นกรดสูงใช้สำหรับการทำความสะอาดในรูปแบบต่างๆได้ดี ผลไม้รสเปรี้ยวที่นิยมนำมาหมัก เช่น มะกรูด มะนาว มะเฟือง สับปะรด ส้มป่อย นำผลไม้ใดมาหมักก็จะเรียกชื่อน้ำหมักตามผลไม้นั้นๆ ถ้าจะนำมาใช้กับการทำความสะอาดร่างกาย ทำสบู่ ยาสระผม ผสมน้ำอาบ ก็เลือกใช้วัตถุดิบที่คุณภาพดี แต่ถ้าจะใช้เพื่อการซักล้างแบบช่วยลดโลกร้อนก็ควรเลือกวัตถุดิบที่คนส่วนใหญ่เขาทิ้งแล้ว(แต่ไม่เน่าเสีย ไม่สกปรก) เช่น เนื้อมะกรูดที่นำผิวไปทำพริกแกงแล้ว(ขอได้จากร้านที่ทำพริกแกงขาย) ผลมะเฟืองที่สุกงอมหรือถูกแมลงเจาะทำลายแล้วร่วงเกลื่อนอยู่ใต้ต้น เปลือกส้มหรือเปลือกมะนาวที่คั้นน้ำไปใช้แล้ว เปลือกสับปะรด เปลือกส้มโอ(ขอได้จากแม่ค้า) ซึ่งน้ำที่ได้จากหมักผลไม้รสเปรี้ยวนี้จะมีฤทธิ์เป็นกรดจัด มีค่าpH ประมาณ 3 -3.5 กรดที่ได้นี้มีคุณสมบัติช่วยสลายไขมันหรือขจัดคราบสกปรกต่างๆได้ดีและจะมีกลิ่นหอมของผลไม้หรือกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเปลือกของผลไม้ นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณอื่นๆตามชนิดของผลไม้ที่นำมาหมัก       
        นอกจากนี้ จุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์(EM)ที่อยู่ในน้ำหมักชีวภาพ จะไปช่วยยับยั้งการทำงานของจุลินทรีย์กลุ่มทำลาย ทำให้ช่วยลดปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันที่เกิดจากเชื้อโรคได้ด้วย แถมประหยัดเงินไม่ต้องซื้อของใช้ ไม่ต้องเสียค่ากำจัดขยะ ประหยัดแรงงานและเวลาในการทำความสะอาด  และน้ำทิ้งจากการซักล้างต่างๆ จะทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าน้ำที่ซักล้างด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทำจากสารเคมี 
 
 ส่วนผสม   1. ผลไม้รสเปรี้ยว(แก่จัดหรือสุก-ใช้ทั้งเปลือก)                  3    กก.
             2. น้ำตาลทรายธรรมชาติ                                        1    กก. 
             3. น้ำสะอาด                                                    10  ลิตร
             4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM) ชนิดน้ำ ปริมาณเล็กน้อย 
 
      การหมักผลไม้บางชนิดไม่ต้องใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ก็ได้ เช่น มะเฟืองสุก สับปะรดสุกงอมทั้งเปลือก เปลือกสับปะรด มะกรูด องุ่น เพราะผลไม้พวกนี้จะมีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM)อยู่ในตัวเองแล้ว   
      ถ้าไม่มีหัวเชื้อจุลินทรีย์EM จะใช้นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต(มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส 1 ขวด ) แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน หรือน้ำดองผัก-ผลไม้ที่กลิ่นดี 1/2 แก้วแทนได้
 
 วิธีทำ 
        ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำสะอาดในถังพลาสติก คนให้น้ำตาลละลาย จากนั้นหั่นผลไม้ตามขวางให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ลงในถังที่ละลายน้ำตาลไว้  ควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย(เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) แล้วปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้ประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าจะนำน้ำหมักนั้นมาใช้ประโยชน์อะไร  การหมักในระยะ 1-2 สัปดาห์แรกจะเกิดฟองอากาศขึ้นมาจำนวนมาก มีฝ้าสีขาวขึ้นที่ผิวด้านบนน้ำหมัก และมีกลิ่นหอมคล้ายไวน์ นั่นถือว่าการหมักได้ผลดี 
       แต่ถ้าที่ผิวหน้ามีราสีดำขึ้นและมีกลิ่นเหม็นเน่า แสดงว่าเกิดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ตัวร้ายไม่ควรนำไปใช้งาน ถ้านำไปเททิ้งที่ใดที่นั่นก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่ามากๆไปนานเลย กลิ่นเหมือนส้วมแตก ถ้าเทบนลานปูนซีเมนต์ที่ถูกแสงแดดจัดๆส่องตลอดวันก็จะหายเหม็นเร็วขึ้นหน่อย แต่ก็มีบางคนนำไปใช้กำจัดวัชพืชโดยใช้ชนิดเข้มข้นฉีดพ่นไปบนใบวัชพืช   ใบวัชพืชจะแห้งเหี่ยวเฉาตาย แต่ขอบอกว่า"เหม็นมาก"และเหม็นนานกว่าจะหาย และเมื่อวัชพืชตายแล้วต้องฉีดพ่นซ้ำด้วยEMเพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้ฟื้นกลับคืนมา 
 
 
 
      ถ้าจะนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้งานโดยตรงเพื่อทำความสะอาดและใช้ประโยชน์จากการทำงานของจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์(เช่น นำไปถูพื้น ล้างพื้น โดยไม่นำไปผสมในผลิตภัณฑ์)ก็ไม่ต้องหมักนานถึง 3 เดือน  เริ่มนำมาใช้งานได้หลังจากหมัก 1-2 สัปดาห์หรือเห็นฟองจำนวนมากผุดขึ้นมาจากน้ำหมัก แสดงว่าจุลินทรีย์ชนิดดีกำลังทำงานอย่างเต็มที่ 
      แต่ถ้าจะนำน้ำหมักฯไปผสมเพื่อทำผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน(ทำสบู่ น้ำยาสระผม น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน)จะต้องหมักไว้อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้กระบวนการหมักสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ หากหมักไม่ถึง 3 เดือน กระบวนการหมักยังดำเนินต่อไป เมื่อผสมเป็นผลิตภัณฑ์แล้วเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ระยะหนึ่งจะทำให้กลิ่นของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปไม่น่าใช้ (จะมีกลิ่นคล้ายผลไม้ดอง) 
     น้ำหมักผลไม้บางสูตรโดยเฉพาะที่จะใช้กับผิว เช่น น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง(ที่จะใช้ทำโลชั่นมะเฟืองหรือโทนเนอร์มะเฟือง) ต้องหมักนานถึง 1 ปี เพื่อให้กรดอินทรีย์แตกตัวเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุด ซึ่งมีหลายคนบอกว่าเมื่อใช้แล้วจะให้ผลดีกว่าน้ำหมักที่หมักในระยะเวลาสั้นๆ 
 
น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสเปรี้ยวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลายอย่าง  เช่น
         - ใช้ล้างผักผลไม้  
            นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) ใช้ล้างผักผลไม้ แล้วแช่ไว้ประมาณ 15 นาที จะช่วยล้างสารพิษตกค้างในผักผลไม้  ช่วยให้ผักกรอบขึ้น สดขึ้น และยืดอายุการเก็บรักษา(แต่ถ้าแช่นานเกินไป ผักจะเน่าเร็ว) 
        - ใช้ถูพื้น 
           นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา ส่วน ต่อน้ำสะอาด 50 ส่วน) ใช้ทำความสะอาดเช็ดถูพื้น จะสลายคราบสกปรกได้ดี  พื้นสะอาด  คราบสกปรกจะไม่เกาะพื้นง่าย ห้องจะไม่มีกลิ่นเหม็นอับ
        - ใช้ผสมกับน้ำเช็ดกระจก 
           นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา 1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 50 ส่วน) จะสลายคราบสกปรกได้ดี กระจกจะใสสะอาดเงางาม ฝุ่นผงไม่เกาะง่าย  และการทำความสะอาดกระจกครั้งต่อๆไปจะง่ายขึ้น     
        - ใช้ผสมกับน้ำทำความสะอาดห้องน้ำและเครื่องสุขภัณฑ์ 
           นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (อัตรา 1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) จะสลายคราบสกปรกได้ดี เครื่องสุขภัณฑ์จะสะอาด เงางาม คราบสกปรกไม่เกาะง่าย และการทำความสะอาดครั้งต่อๆไปจะง่ายขึ้น     
        - ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาซักผ้า(10 %) หรือผสมกับน้ำซักผ้าโดยตรง(อัตรา 1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 5 ส่วน)
           แช่ผ้าไว้อย่างน้อย 30 นาที ผ้าจะสะอาดขึ้น ถึงแม้ว่าจะแช่ผ้าทิ้งไว้นานข้ามคืน น้ำที่แช่ผ้าจะไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนกับการใช้ผงซักฟอกทั่วๆไป ผ้าที่แห้งแล้วจะไม่มีกลิ่นอับ เสื้อผ้าที่ใส่แล้วจะมีกลิ่นเหม็นน้อย    
        - ใช้ผสมกับน้ำสำหรับล้างจานชามที่ไม่มีคราบไขมัน 
          (อัตรา 1ส่วน ต่อน้ำสะอาด 20 ส่วน) ล้างภาชนะให้สะอาดได้ง่ายขึ้น กำจัดเชื้อโรคและเชื้อรา     
        - ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างจาน(10 %) จะช่วยสลายคราบสกปรกและไขมันได้ดีขึ้น ล้างภาชนะให้สะอาดได้ง่ายขึ้น ช่วยดับกลิ่นคาว กำจัดเชื้อโรคและเชื้อรา     
        - ใช้เป็นส่วนผสมในยาสระผม ครีมนวดผม
           ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมในยาสระผมหรือครีมนวดผม(10 %) จะทำให้ผมสะอาด นุ่มสลวย ช่วยลดหรือยับยั้งการเกิดรังแค
        - ใช้เป็นส่วนผสมในสบู่เหลวอาบน้ำ
          ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมในสบู่อาบน้ำ(3-5 %) จะทำให้ผิวสะอาดชุ่มชื้น ไม่แห้งกราน ช่วยลดสิว ลดฝ้า ลดกลิ่นตัว ช่วยบำบัดรักษาโรคผิวหนังบางชนิด
 
      สรรพคุณเด่นของน้ำหมักผลไม้เปรี้ยวแต่ละชนิด 
         - น้ำหมักชีวภาพเนื้อมะกรูด(ใช้ผิวไปทำน้ำพริกแกงแล้ว)ใช้สำหรับซักผ้า ล้างจาน ล้างสุขภัณฑ์ ถูพื้น เช็ดกระจก ล้างห้องน้ำ มีคุณสมบัติ สลายไขมันและคราบสกปรกโดยทั่วไปได้ดี มีกลิ่นหอมของมะกรูด
         - น้ำหมักชีวภาพมะกรูดทั้งลูก(ทั้งเนื้อทั้งเปลือก) นิยมใช้ผสมในน้ำยาสระผม มีคุณสมบัติ สลายไขมันและคราบสกปรกบนหนังศีรษะได้ดีและบำรุงเส้นผมให้เงางาม ลดรังแค มีกลิ่นหอมของมะกรูดมาก
         - น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง มีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อใช้ผสมในสบู่หรือผสมน้ำสำหรับล้างหน้า อาบน้ำ  คราบไครบนผิวหนังจะอ่อนตัวและหลุดออกง่ายขึ้น จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าได้ดี ช่วยลดสิว ทำให้ฝ้าจางลง ช่วยกระชับรูขุมขน ลดกลิ่นตัว 
         - น้ำหมักชีวภาพฝักส้มป่อย มีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อใช้ผสมน้ำล้างหน้า อาบน้ำ จะช่วยทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น เมื่อใช้ผสมในครีมนวดผม มีคุณสมบัติ บำรุงเส้นผมให้นุ่มสลวย
         - น้ำหมักชีวภาพผลมะคำดีควาย มีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อใช้ผสมน้ำล้างหน้า อาบน้ำ จะช่วยลดผดผื่นคัน บรรเทากลากเกลื้อน เมื่อผสมในน้ำยาสระผม มีคุณสมบัติ ช่วยลดรังแค รักษาอาการชันตุ
 
 
2. น้ำหมักจากผลไม้รสฝาด 
 
           ผลไม้ที่มีรสฝาด เช่น มังคุด ทับทิม ลูกหว้า เปลือกมังคุด เปลือกทับทิม  จะมีกรดอินทรีย์ วิตามินซี ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม และมีสารแทนนิน  น้ำหมักที่ได้จะมีฤทธิ์เป็นกรดและมีความฝาด ซึ่งความฝาดนี้จะมีสรรพคุณในการสมานแผลและยับยั้งหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์จำพวกเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ จึงสามารถนำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสฝาดนี้ไปผสมน้ำอาบหรือผสมสบู่ล้างหน้า-อาบน้ำ จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของสิวหรือแผลพุพองตามผิวหนัง ช่วยลดกลิ่นตัวได้  นอกจากนี้ยังนำไปใชในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดได้ด้วย
    
ส่วนผสม      1. ผลไม้รสฝาด (แก่จัด-ใช้ได้ทุกส่วน)                    3    กก.
               2. น้ำตาลทรายธรรมชาติ หรือกากน้ำตาล                1    กก. 
               3. น้ำสะอาด                                              10    ลิตร
               4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM) ชนิดน้ำ ปริมาณเล็กน้อย 
 
         อัตราส่วนและวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสฝาดคล้ายกับการทำน้ำหมักจากผลไม้รสเปรี้ยว   แต่ถ้าจะนำไปใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ควรเปลี่ยนส่วนผสมจากน้ำตาลทรายธรรมชาติมาเป็นกากน้ำตาลเพื่อลดต้นทุนการผลิต
     
 วิธีทำ 
         ผสมน้ำตาลทรายหรือกากน้ำตาลกับน้ำสะอาดในถังพลาสติกให้ละลายเข้ากันดี จากนั้นหั่นผลไม้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ (สำหรับลูกหว้าควรตำให้เมล็ดแตก เพราะความฝาดจะอยู่ที่เมล็ดมากกว่า) ใส่ผลไม้ลงในถังที่ละลายน้ำตาลไว้ เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM)ลงไปเล็กน้อย(ถ้าเคยหมักน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองมาแล้ว อาจตักแผ่นวุ้นจากผิวหน้าน้ำหมักฯมะเฟืองมาใส่ก็ได้) ควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย(เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) แล้วปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้อย่างน้อย 3 เดือน การหมักในระยะ 1-2 สัปดาห์แรกจะเกิดฟองอากาศขึ้นมาจำนวนมาก มีฝ้าสีขาวขึ้นที่ผิวด้านบนน้ำหมัก และมีกลิ่นหอมคล้ายไวน์ นั่นถือว่าการหมักได้ผลดี
 
การนำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รสฝาดไปใช้ประโยชน์
        - ใช้ผสมน้ำล้างหน้า-อาบ
          ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ 1 ส่วน ต่อน้ำ 30-50 ส่วน จะช่วยลดสิวอักเสบ ลดกลิ่นตัว ช่วยบำบัดและรักษาโรคผิวหนังบางชนิด
        - ใช้เป็นส่วนผสมในสบู่เหลวอาบน้ำ
          ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมในสบู่อาบน้ำ-ล้างหน้า (3-5 %) จะทำให้ผิวสะอาด ช่วยอาการอักเสบของสิว ช่วยลดกลิ่นตัว ช่วยบำบัดและรักษาโรคผิวหนังพุพองบางชนิด
        - ใช้ป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา
          ใช้น้ำหมักชีวภาพ 30-50 ซี.ซี. ผสมน้ำ 20 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนปลูก ช่วยป้องกันเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าเน่าที่มีสาเหตุจากเชื้อรา หรือฉีดพ่นให้ต้นพืช ฉีดพ่นในแปลงปลูก เป็นประจำ หรือปล่อยไปกับน้ำที่ไขเข้าในนา จะช่วยป้องกันโรค ที่มีสาเหตุจากเชื้อราบางชนิดได้
 
 
3. น้ำหมักผลไม้รวม
 
           การหมักผลไม้ที่มีรสหวานมันหรือผลไม้ที่มีเนื้อสีเหลือง-ส้ม-แดง โดยใช้ทั้งเปลือกและเมล็ด  เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก ฟักทองแก่จัด มะม่วงสุก ขนุนสุก ทุเรียนสุก ฯลฯ ใช้ผลไม้หลายๆชนิดหมักรวมกัน  น้ำหมักที่ได้จะมีคุณสมบัติเป็นฮอร์โมนบำรุงดอกและผล
            
ส่วนผสม   1. ผลไม้รสหวานมันหลายๆชนิด (แก่จัด-สุกงอม-ใช้ได้ทุกส่วน)      3    กก.
            2. กากน้ำตาล                                                          1    กก. 
            3. น้ำสะอาด                                                           10   ลิตร
            4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM)
 
วิธีทำ 
        หั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล้าผลไม้กับกากน้ำตาลและหัวเชื้อจุลินทรีย์ ใส่ลงในถังพลาสติก ควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย(เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) จากนั้นปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้จนครบ 7 วัน จึงเปิดฝาถัง เติมน้ำสะอาด 10 ลิตร คนส่วนผสมให้เข้ากัน  แล้วปิดฝาถังให้สนิทหมักต่อไปและต้องหมักไว้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จึงจะนำมาใช้ได้ เพื่อให้ปูนขาวที่อยู่ในกากน้ำตาลสลายตัวจนหมดหรือยิ่งหมักนานๆยิ่งดี ถ้ากากน้ำตาลในน้ำหมักฯยังสลายตัวไม่หมดแล้วนำน้ำหมักฯมาใช้กับพืชติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อพืชได้ เพราะจะทำให้หน้าดินแข็งหรืออาจมีศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยและมดมาทำลายพืชได้ 
 
การนำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รวมไปใช้ประโยชน์
        
        - ใช้บำรุงต้นพืชจำพวกไม้ดอกและไม้ผล
          ใช้น้ำหมักชีวภาพ  1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ต้นพืชหรือฉีดพ่นในแปลงปลูกเป็นประจำ จะช่วยบำรุงให้พืชออกดอกออกผลดี ผลไม้รสชาติอร่อย 
 
ที่มา : krupawana.igetweb.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 17:19:33 IP : 58.11.4.6



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.