ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย


 สบู่ก้อนสูตรน้ำหมักชีวภาพมะเฟือง

 
รูปภาพ : สบู่ก้อนสูตรน้ำหมักชีวภาพมะเฟือง
ส่วนผสม
1. น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง 1/2 ถ้วย
2. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย
4. เกล็ดสบู่ 1 กิโลกรัม
5. เกลือ 2 ช้อนชา
6. น้ำหอม 1-2 หยด (เลือกกลิ่นที่โปรดที่สุด)
ขั้นตอน/วิธีทำ
1. นำเกลือผสมกับน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองและคนจนเกลือละลาย
2. เติมน้ำผึ้งและขมิ้นชันผง คนให้เข้ากันแล้วพักเอาไว้
3. นำเกล็ดสบู่ใส่หม้อต้มให้เกล็ดสบู่ละลาย
4. ใส่ น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง เกลือ น้ำผึ้ง และขมิ้นชันผงที่เตรียมเอาไว้ คนให้เข้ากัน
5. เติมน้ำหอม 1-2 หยด คนให้เข้ากัน
6. ตักส่วนผสมของสบู่ใส่แม่พิมพ์ ทิ้งไว้ให้เย็น และแคะสบู่ออกจากพิมพ์ห่อบรรจุภัณฑ์
เป็นอย่างไงบ้างครับ...ทดลองทำแล้ว...อย่าลืมทดลองใช้ดูนะครับ
 
 
ส่วนผสม
 
1. น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง 1/2 ถ้วย
 
2. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
 
3. น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย
 
4. เกล็ดสบู่ 1 กิโลกรัม
 
5. เกลือ 2 ช้อนชา
 
6. น้ำหอม 1-2 หยด (เลือกกลิ่นที่โปรดที่สุด)
 
ขั้นตอน/วิธีทำ
 
1. นำเกลือผสมกับน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองและคนจนเกลือละลาย
 
2. เติมน้ำผึ้งและขมิ้นชันผง คนให้เข้ากันแล้วพักเอาไว้
 
3. นำเกล็ดสบู่ใส่หม้อต้มให้เกล็ดสบู่ละลาย
 
4. ใส่ น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง เกลือ น้ำผึ้ง และขมิ้นชันผงที่เตรียมเอาไว้ คนให้เข้ากัน
 
5. เติมน้ำหอม 1-2 หยด คนให้เข้ากัน
 
6. ตักส่วนผสมของสบู่ใส่แม่พิมพ์ ทิ้งไว้ให้เย็น และแคะสบู่ออกจากพิมพ์ห่อบรรจุภัณฑ์
 
 
facebook  หมอเกษตรและเทคโนโลยี่เพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-02-16 16:07:38 IP : 58.11.4.6


1

ความเห็นที่ 1 (3400836)

 สูตรและวิธีการทำ

สบู่สมุนไพรขมิ้นชัน 
 
 
สูตรและวิธีการทำสบู่สมุนไพรขมิ้นชัน จากชาววัง
 
 
สูตรสบู่สมุนไพรขมิ้นชันจากชาววัง สูตรนี้เป็นการนำเอาเหง้าของขมิ้นชันมาผสมผสานเข้าไปในเนื้อของสบู่ที่ทำขึ้น การนำเอาเหง้าขมิ้นชันมาเป็นส่วนผสมสำคัญของสมุนไพรนี้ สืบทอดองค์ความรู้ที่สะสมมาจากบรรพบุรุษไทยเรา การเอาเหง้าขมิ้นชันมาเป็นยาธรรมชาติบำรุงผิวพรรณ ช่วยสร้างความสะอาดหมดจดแก่ผิวหนังของคนเรา สร้างความนุ่มนวลและขจัดความหม่นหมองของผิวกาย ฆ่าเชื้อรา เชื้อโรค ที่มาอยู่กับผิวหนังให้หมดไป สร้างความสดชื่นให้เกิดขึ้น สบายเนื้อสบายตัวอย่างดีมาก สบู่สมุนไพรขมิ้นชันจึงมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมอีกอย่างหนึ่ง
 
 
ส่วนผสมของสบู่สมุนไพรขมิ้นชัน จากชาววัง
 
น้ำสมุนไพรเหง้าขมิ้นชันข้มข้น   450 กรัม
โซเดียมไฮดรอกไซด์บริสุทธิ์   180 กรัม
น้ำมันมะพร้าว   360 กรัม
น้ำมันมะกอก   630 กรัม
น้ำมันรำข้าว   420 กรัม
วิธีทำสบู่สมุนไพรขมิ้นชัน จากชาววัง
 
เริ่มต้นจากการนำเอาน้ำมันมะพร้าวมารวมกับน้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว มาผสมรวมกันทั้งหมดในภาชนะ คนให้ละลายรวมเข้าด้วยกันทั้งหมด จึงเอาไปต้มจนกระทั่งอุณหภูมิความร้อน 100 องศาฟาเรนไฮต์ ยกเอาลงมาพักไว้ก่อน
ต่อมาก็เอาโซเดียมไฮดรอกไซต์อย่างระมัดระวังอย่างมาก เพราะเป็นด่างที่เข้มข้นร้อนแรงมาก เอาโซเดียมไฮดรอกไซต์ค่อย ๆ ใส่ลงไปในภาชนะสเตนเลสสตีลที่มีน้ำสมุนไพรขมิ้นชันเข้มข้นทีละเล็กที่ละน้อย คนให้ละลายเข้าด้วยกันทั้งหมด
ลำดับต่อมาเอาโซเดียมไฮดรอกไซต์ที่ผสมกับน้ำสมุนไพรขมิ้นชันเข้มข้นมาค่อย ๆ เทลงไปในน้ำมันที่ผสมรวมกันอยู่ คนให้เข้าด้วยกัน คนให้เข้ากันให้ดีที่สุด เมื่อรวมตัวกันอย่างดีแล้วจะสังเกตุเห็นว่ามีลักษณะที่เหนียวข้นมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือเนื้อสบู่สมุนไพรนั่งเอง 
เอามาเทในแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ ถ้าทำใช้เองไม่ต้องมีแม่พิมพ์ก็เอามาใส่ลงไปในถาด แล้วเอามาตัดเป็นก้อนเป็นแผ่นทีหลัง 
ปล่อยเอาไว้เฉย ๆ ในห้องที่มีอุณหภูมิตามธรรมดาประมาณ 1 วัน 1 คืน หรือประมาณ 24 ชั่วโมง จึงเอาออกมาจากแม่พิมพ์ได้ เอาวางเรียงไว้เฉย ๆ หาอะไรคลุมไว้ด้วยเพื่อไม่ให้กลิ่นหอมของของขมิ้นชันระเหิดออกไปมาก และจะต้องปล่อยทิ้งเอาไว้ประมาณ 45วัน เพื่อให้เนื้อสบู่แข็งตัวคงที่นั่งเอง
นำสบู่ที่ได้มาห่อด้วยกระดาษแก้วหรือพลาสติก หรือใส่กล่องพร้อมใช้
ข้อควรระวังและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำ
สบู่สมุนไพรขมิ้นชัน จากชาววัง
 
การทำสบู่สมุนไพรขมิ้นชัน ควรระมัดระวังในเรื่องของการเอาโซเดียมไฮดรอกไซต์มาผสมกับน้ำ เพราะจะเกิดความร้อนแรงพลุ่งพล่านจนน้ำเดือดขึ้นมา เนื่องจากโซเดียมไฮดรอกไซต์มีฤทธิ์เป็นด่างอย่างแรงมากนั่งเอง ค่อย ๆ ผสมที่ละเล็กที่ละน้อย อย่าทำด้วยความประมาณหรือไม่ระมัดระวังตัวเอง หรือเด็กที่อยู่ใกล้ ๆ สารเคมีตัวนี้ และควรเก็บให้ห่างจากเด็ก ๆ
ควรสวมถุงมือยางป้องกัน และสวมรองเท้ายางหุ้มมาถึงแข้งป้องกันเอาไว้ ต้องปิดปากและจมูกด้วยหน้ากากป้องกันกลิ่นและไอระเหยที่ออกมาจากสารเคมีอันเป็นด่างอย่างแรงนี้ด้วย ควรสวมแว่นตาเอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันการกระเด็นของสารเคมีที่อาจจะเกิดขึ้น
ต้องเอาขวดน้ำส้มสายชู ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดวางไว้ใกล้ ๆ เพื่อใช้การได้ทันทีทันใด ถ้าโซเดียมไฮดรอกไซต์กระเด็นมาสัมผัสผิวกายหรือหกรดราดไปที่เท้า ขา แขน ฯลฯ หากเกิดอันตรายเช่นนี้ขึ้นมา ต้องรีบเอาน้ำส้มสายชูกลั่นนี้ราดลงไปในบริเวณที่ถูกสารเคมีอันมีฤทธิ์เป็นด่างอย่างแรงทันทีเพื่อขจัดอาการร้อนแรงนั้นลง
หลังจากการใช้น้ำส้มสายชูแล้ว หากปวดแสบปวดร้อนมาก ควรรีบไปหาแพทย์ในทันที
 
วิธีการทำน้ำขมิ้นชันเข้มข้น
นำเหง้าขมิ้นชันมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ได้ปริมาณ 500 กรัม ล้างให้สะอาดแล้วใส่ลงไปในน้ำสะอาด 7 ถ้วยตวง นำไปต้มเคี่ยวจนเหลือน้ำสมุนไพรขมิ้นชันที่เข้มข้นเพียง 2 ถ้วยตวง เราก็จะได้น้ำขมิ้นชันเข้มข้นพร้อมที่จะนำไปผสมการทำสบู่
 
สรรพคุณของขมิ้นชัน
ขมิ้นชันเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมใช้กันมาช้านานแล้วและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ อย่างมากมาย ทั้งในรูปแบบของยา ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สีผสมอาหาร สีย้อมผ้าและเตรื่องสำอาง ตลอดจนผลิตภัณฑ์ของน้ำมันหอมระเหย และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น ฤทธิ์ในการช่วยรักษาอาการอาหารไม่ย่อย ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบ  ฯลฯ ทำให้สมุนไพรนี้ได้รับความสนใจทั้งจากชาวไทยและต่างประเทศอย่างมาก
 
แนะนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ขมิ้นชัน พืชน้ำมันหอมระเหยที่มีศักยภาพของไทย 
มหัศจรรย์สมุนไพรกลิ่นหอมธรรมชาติสู่กลิ่นบำบัดในอโรมาเทอราปี
 
เรียบเรียงสูตรและวิธีการทำ
สบู่สมุนไพรขมิ้นชัน จากชาววัง
โดยกองบรรณาธิการ
www.YesSpaThailand.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 16:21:50 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 2 (3400842)

 สูตรและวิธีการทำครีมสมุนไพรพอกหน้า

จากธรรมชาติ 100%
 
 สรรพคุณของครีมสมุนไพรจากธรรมชาติ 100%
กรดผลไม้ AHA จากธรรมชาติ ช่วยลดความเหี่ยวย่นบนใบหน้า ขจัดสิวเสี้ยนและจุดด่างดำ เพิ่มความชุ่มชื้นและเนียนนุ่มให้แก่ผิวหน้า
 
 
 ส่วนผสมของครีมสมุนไพรจากธรรมชาติ 100%
 
มะขามเปียก   300 กรัม
นมสด   200 กรัม
น้ำผึ้ง   50 กรัม
ขมิ้นผง   1/2 ช้อนชา
ว่านนางคำผง   1/2 ช้อนชา
 
 วิธีทำครีมสมุนไพรจากธรรมชาติ 100%
 
นำมะขามเปียกแช่น้ำให้ชุ่ม จากนั้นบีบน้ำแล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง
เทน้ำมะขามเปียกที่ได้ใส่หม้อ (ควรใช้หม้อเคลือบ) ตั้งไฟให้เดือด โดยใช้ไฟอ่อน เคี่ยวให้แห้งแล้วเติมนมสด น้ำผึ้ง ขมิ้นผง ว่านนางคำ เคี่ยวจนเป้นครีมแล้วยกลง รอให้เย็นแล้วตักใส่ภาชนะปิดฝาให้มิดชิด พร้อมใช้หรือจำหน่าย
 
 วิธีใช้ครีมสมุนไพรจากธรรมชาติ 100%
ใช้ครีมสมุนไพรแทนสบู่ คือใช้น้ำชะโลมหน้าพอเปียก ป้ายครีมเล็กน้อย ลูบไล้จนทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด
 
 กรดผลไม้ AHA จากธรรมชาติ คืออะไร?
AHA เป็นตัวย่อของ Alpha Hydroxy Acids ซึ่งเป็นกลุ่มของสารประกอบ ประเภทกรดอินทรีย์ที่สกัดได้จากธรรมชาติ จริงๆ แล้วมันก็คือ กรดผลไม้ (Fruit acid) ที่ทำให้มีรสเปรี้ยวจากผลไม้นั่นเอง ในสมัยก่อนหรือแม้แต่ปัจจุบัน ได้มีการนำเอาผลไม้บางชนิดมาพอกหน้า เช่น แตงกวา, มะขาม, แครอท, แอปเปิ้ล ฯลฯ แล้วจะทำให้ผิวเนียนขึ้น ดูสดใสขึ้น ซึ่งผลที่ได้มาจาก AHA ที่อยู่ในผลไม้นั่นเอง ในปัจจุบันเราสามารถสังเคราะห์ AHA โดยไม่ต้องไปสกัดจากธรรมชาติ เนื่องจาก AHA ที่ได้จากธรรมชาติ อาจจะมีสารที่ไม่ต้องการปะปนมา เช่น ยางไม้, สารรสเปรี้ยวอย่างอื่น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผิว อาจจะทำให้แพ้หรือทำให้ผิวคล้ำขึ้น
 
โดยทั่วไปแล้ว AHA จะใช้ผสมในเครื่องสำอางในความเข้มข้น 8-15% ซึ่งเป็นความเข้มข้นในการใช้ บำรุงผิวทำให้ดูสดใส แต่ยังมีการใช้ AHAในขนาดสูง ความเข้มข้นประมาณ 30-70% ในการใช้รักษาโรคผิวหนังบางชนิด ภายใต้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงได้
 
• ผลของ AHA ต่อผิวหนัง
 
AHA จะทำให้เซลล์ผิวหนังกำพร้าชั้นบน ที่เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ซึ่งก็คือ ขี้ไคล นั่นเอง มีการหลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งโดยปกติการหลุดลอกของผิวนี้ จะมีการพอกพูนหนาขึ้น และลอกออกยากขึ้นตามอายุ และทำให้ผิวดูหยาบกร้าน ดังนั้นผลของ AHA ต่อผิวหนังชั้นบนนี้ จะทำให้ผิวหนังส่วนนี้หลุดลอกง่ายขึ้น ทำให้ดูมีผิวเปล่งปลั่งสดใสมากขึ้น
AHA จะช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนังจาก Basal cells ซึ่งเป็นเซลล์ใต้ผิวหนัง ให้มีการเร่งการสร้างผิวใหม่ทดแทนผิวเก่า ที่หลุดลอกออก ทำให้มีการสร้างผิวใหม่ขึ้นมา และผิวมีสุขภาพดีขึ้น
AHA จะกระตุ้นเซลล์หนังแท้ ให้มีการสร้าง คอลลาเจนไฟเบอร์ (Collagen fibers), อีลาสติดไฟเบอร์ (Elastic fibers), Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นองค์ประกอบของหนังแท้ โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้น ชั้นผิวหนังจะบางลง และทำให้ผิวมีการยุบตัว หย่อนยาน มีริ้วรอยย่น ดังนั้นเมื่อใช้ AHA ก็จะช่วยให้มีการสร้างผิวให้หนาขึ้น ลดลอยย่นและริ้วรอยต่างๆ ได้
AHA ที่ใช้ในความเข้มข้นสูง จะทำให้ชั้นหนังกำพร้าแยกตัวออกจากหนังแท้ ซึ่งนำไปใช้รักษาโรคผิวหนังบางชนิด เช่น กระเนื้อ, หูด เป็นต้น
เชื่อว่า AHA สามารถทำให้ยาอื่น ออกฤทธิ์ต่อผิวหนังได้ดีขึ้น โดยทำให้ยาสามารถดูดซึมเข้าผิวหนังได้ดีขึ้น เราจึงพบ AHA ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์รักษา สิว, กระ, ฝ้า, รอยด่างดำ, แผลเป็น ฯลฯ
• อาการข้างเคียงของ AHA
 
1AHA อาจจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ จะรู้สึกคันยิบๆ ซึ่งใช้ต่อไปเรื่อยๆ อาการนี้อาจหายได้ แต่ถ้าใช้ AHA ในความเข้มข้นสูง อาจทำให้เกิดอาการแสบผิวได้ โดยขึ้นกับความเข้มข้นที่ใช้ ระยะเวลา และสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย
อาการผิวลอก เกิดจากผิวหนังกำพร้าแยกตัวออกจากหนังแท้ ดังที่กล่าวไว้ว่า AHA ในความเข้มข้นสูง จะทำให้มีการแยกตัวของหนังกำพร้า กับหนังแท้ ซึ่งทำให้มีอาการแดงและแสบผิว ขึ้นกับระยะเวลาที่สัมผัสกับผิว และสภาพความไวของผิวด้วย
AHA ในความเข้มข้นสูงอาจทำให้เกิดรอยด่างดำได้
 
 
 
เรียบเรียงบทความ 
"สูตรและวิธีการทำครีมสมุนไพรจากธรรมชาติ 100%"
โดยกองบรรณาธิการ
www.YesSpaThailand.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 16:35:33 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 3 (3400843)

 สูตรและวิธีการทำ ยาสีฟัน 

สูตรสมุนไพรโบราณจากชาววัง
 
ยาสีฟันสมุนไพร สูตรสมุนไพรโบราณจากชาววัง สมุนไพรที่นิยมใช้คือ
- ข่อย พบว่าเปลือกข่อยมีสารเทนนิน มีฤทธิ์ระงับเชื้อ ทั้งช่วยเคลือบฟัน
- กานพลู ใช้ดอกซึ่งมีน้ำมัน มีฤทธิ์ระงับเชื้ออย่างอ่อน
- นอกจากนี้ก็มีเกลือ ใช้เป็นผงขัดฟัน
- พิมเสน การบูร ใช้ปรุงแต่งรสชาติ
 
 
ส่วนผสมของยาสีฟันสูตรสมุนไพรโบราณจากชาววัง
 
ดินสอพอง     1/2 แก้ว
เกลือละเอียด     1 ช้อนโต๊ะ
พิมเสน     1/2 ช้อนโต๊ะ
การบูร     1/2 ช้อนโต๊ะ
ใบข่อยและดอกกานพลูตากแห้งบดละเอียด     ตามสมควร
 
 
วิธีทำยาสีฟันสูตรสมุนไพรโบราณจากชาววัง
 
ตำดินสอพองให้ละเอียด ใส่เกลือตำให้เข้ากัน
เติมการบูร พิมเสน ใบข่อยและดอกกานพลู ตำผสมให้เข้ากัน ถ้าอยากได้ยาสีฟันเหลว ให้นำกรีเซอรีน 1 ขวดเล็ก ผสมแล้วคนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน   
นำส่วนผสมที่ได้บรรจุภัณฑ์ พร้อมใช้หรือจำหน่าย
 
 
 
เรียบเรียงสูตรและวิธีการทำ
"ยาสีฟันสูตรสมุนไพรโบราณจากชาววัง"
โดยกองบรรณาธิการ
www.YesSpaThailand.com 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 16:40:00 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 4 (3400847)

สูตรผลิตภัณฑ์สมุนไพร   จากน้ำหมักสมุนไพร (น้ำหมักชีวภาพ)  

 

แชมพูสมุนไพรที่ทำกันส่วนใหญ่จะใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำน้ำหมักสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการบำรุงเส้นผมมาเป็นส่วนผสม   ซึ่งในแต่ละขั้นตอนการผลิต อาจมีการปนเปื้อนจุลินทรีย์ และความเป็นกรด-ด่างต่ำกว่ามารตฐาน     

 การใช้น้ำหมักสมุนไพรใส่ลงในแชมพู   อาจจะทำให้แชมพูมีความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพได้บ้าง  ทั้งเรื่องการตกตะกอน   การเปลี่ยนสีเมื่อต้องเก็บนานๆ  
ตามมาตรฐานผลิภัณท์ชุมชน กำหนดให้แชมพูต้องมีความเป็นกรด-ด่าง ต่ำกว่า 5  ซึ่งเราสามารถหากระดาษลิตมัสที่เด็กๆเค้าใช้ทดลองกันในวิชาวิทยาศาตร์มาทดสอบได้ค่ะ      
 
สมุนไพรยอดนิยมเอามาทำแชมพูสระผม ก็คือมะกรูด ทำให้ผมดกดำ นุ่มสลวย   , ดอกอัญชันผมดก ,  ขิง  รักษาผมร่วง ,ตะไคร้  แก้ผมแตกปลาย และขจัดรังแค  , ว่านหางจระเข้   ทำให้ผมลื่น นุ่มสลวย และรักษาแผลบนหนังศีรษะ  ,  น้ำมันมะพร้าว  ทำให้ผมดก  
 
 
สูตรแชมพูสระผม      
       
1 แชมพูออย             EMAL   28        1   กิโล       ราคากิโลละ  47  บาท
2  น้ำเกลือ                          250    ซีซี (ประมาณ  1 ขวดน้ำดื่มขนาดเล็ก)
3 น้ำหมักสมุนไพร           1.5  ลิตร      
4  ลาโนลีน                           30   กรัม   เป็นสารปรับสภาพเส้น และเคลือบเงา 
5  กรีเซอรีล   หรือ  PEG-7      10   กรัม    ปรับสภาพเส้นผม  เพิ่มความชุ่มชื่นแก่หนังศรีษะ
 
****ลาโนลีน  และกรีเซอรีล  ให้ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือจะใช้ทั้งสองอย่างเลยก็ได้     ลาโนลีนราคาไม่แพง   แต่ กรีเซอรีลที่เค้าเรียกว่า  PEG   นั้น  จะเป็นสารตัวหลักที่ใช้ผลิตเครื่องสำอาง  ราคาจะแพงหน่อย   ขีดละร้อยกว่าบาท    และหาซื้อยากเพราะราคาสูง  ร้านค้าชุมชนจึงไม่นิยมเอามาขาย   บางทีก็เรียกว่า วิตามินอี   ซึ่งสารตัวนี้เราจะเห็นว่าถูกระบุไว้เป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางแบรนด์นอก  ที่ขายราคาแพงส่วนใหญ่จะมี PEG เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย ******* 
 ******สารกันเสีย  น้ำหอม  สี********สามอย่างนี้จะใส่ก็ได้  ไม่ใส่ก็ได้ค่ะ 
 
 
ถ้าไม่ใส่ก็จะได้น้ำยาที่มีสีธรรมชาติ  หรือจะใช้สีจากดอกอัญชัน  หรือสีเขียวของใบฟ้าทลายโจรก็ได้ค่ะ  ส่วนน้ำหอมก็แล้วแต่ชอบนะคะ   ถ้าจะใส่กลิ่นสำหรับแชมพู  ก็แนะนำให้ใช้กลิ่นโดฟ   หรือกลินลาเวนเดอร์ หรือกลิ่นแชมพูที่เราชอบ   ลองไปถามดูที่ร้านค่ะ  เลือกกลิ่นหอมสะอาด ชื่นใจ   ราคาไม่แพงค่ะ   ออนซ์ละประมาณ  40 –  50  บาท   ใส่แต่น้อยนะคะ  ลองดมดูก่อนว่าหอมหรือยัง  อย่าไปเชื่อตามแม่ค้าที่บอกว่า 1 ขวดใส่ได้ครั้งเดียว  เพราะใส่มากจะฉุนค่ะ...
 
 
ขั้นตอน  :  นำหัวแชมพูใส่ถังทั้ง 1 กิโล     แล้วกวนไปในทิศทางเดียวกันจนเป็นสีขาวขุ่น  ใช้เวลาประมาณ  15  นาที  แล้วก็เติมน้ำเกลือ   กวนต่อจนหนืด  แล้วเติมน้ำหมัก    กวนจนได้ความหนืดที่ชอบใจแล้ว  ก็ใส่สารบำรุงผมตัวอื่นๆที่เราต้องการได้เลยค่ะ   เสร็จแล้วก็รอให้ฟองยุบ  กรอกใส่ขวด  ใช้ได้เลยค่ะ  
 
 
 
ครีมนวดผม
1  .Rinse Compound T-42       4   ขีด     ราคากิโลละ   152  บาท
2  .กัวกัม   (Guargum)  สารเพิ่มเนื้อครีม  (ตัวเดียวกับสารเพิ่มเนื้อในโลชั่น)     2   ขีด   ราคากิโลละ 139  บาท
3  .น้ำหมักสมุนไพร  หรือน้ำดอกอัญชัน    3  ลิตร    
กลิ่น สี  ตามต้องการ
ขั้นตอน   :  ให้เอา  1  2  และ  3     ตั้งไฟให้เดือด  คนไปเรื่อยๆ จนเป็นเนื้อเดียวกัน  แล้วรอให้อุ่น  เติมกลิ่น  สี  หรือเติมวิตามินป้องกันผมแตกปลาย เท่าที่เราหาซื้อได้
 
***สารที่ซื้อมาทำครีมนวดผม  ราคาอาจจะแพงนิดหน่อย   แต่  1  กิโล  ทำได้หลายครั้งค่ะ   ที่ไม่ทำครั้งเดียว  เพราะจะได้ปริมาณที่เยอะมาก   อาจจะมากถึง 10 ลิตร  ซึ่งคงใช้ไม่ทันแน่  ***
 
 
 
สบู่เหลว สมุนไพร          
1  หัวแชมพู   (EMAL AD 25)      1    กิโล  ราคากิโลละ   43  บาท
2  น้ำเกลือ                             250     ซีซี  (ขวดน้ำดื่มเล็ก)
3   น้ำหมักสมุนไพร      1.5 ลิตร
4  กลิ่นสบู่  มีทั้งลักษณ์   และกลิ่นจอนห์สัน   หรือจะไม่ใส่ก็ได้ค่ะ   จะได้สบู่เหลวกลิ่นน้ำหมัก ธรมชาติดี 
 
ขั้นตอน  :  กวนหัวแชมพูไปในทิศทางเดียวกัน   จนเป็นเนื้อครีมเปลี่ยนจากสีขาวใสเป็นครีมขุ่น   โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ  15  นาที   ค่อยเติมน้ำเกลือและคนไปเรื่อยๆ   จนเนื้อครีมเริ่มหนืด   ให้เติมน้ำหมัก   โดนทยอยใส่นะคะ   ใส่ไป  กวนไป  และก็สังเกตดูว่า น้ำยาหนืดพอหรือยัง    ถ้าน้ำยาเริ่มเหลว  ก็ให้หยุดเติมน้ำหมัก  อาจจะไม่ต้องเติมหมดทั้งลิตรครึ่ง   แต่ให้สังเกตขั้นตอนตรงนี้ค่ะ   เสร็จแล้ว  ก็ใส่สี กลิ่น   แล้วก็รอให้ฟองยุบ  กรอกใส่ขวดเอาไว้ใช้ หรือแจกจ่ายนเพื่อนฝูงได้เลยค่ะ      
 
 
 
น้ำยาปรับผ้านุ่ม
1 .  QUAT HI-Q 5%         1  กิโล  ราคากิโลละ   161  บาท
2  น้ำหมัก                   2  ลิตร
3  น้ำสะอาด        8  ลิตร
4   หัวน้ำหอม    อันนี้สำคัญ ค่ะ   สำหรับปรับผ้านุ่ม  เพราะต้องการความหอมที่คงทน   แต่ถ้าหาซื้อหัวน้ำหอมไม่ได้  ก็ใช้กลิ่นหอมแบบที่เราทำแชมพูก็ได้ค่ะ   เพียงแต่ว่าให้เลือกกลิ่นที่เหมาะกับเสื้อผ้า  เช่นกลิ่นหอมแดดอ่อนๆแบบคอมฟอรท์
 
ขั้นตอน :   เอา  1 และ 3  ไปต้มให้เดือด  กวนให้ละลาย  แล้วยกลงรอให้อุ่น  เติมน้ำหมัก  ใส่สี กลิ่น  แล้วก็ใช้ได้เลยค่ะ 
น้ำยาปรับผ้านุ่มง่ายมากเลยค่ะ   ใช้แล้ว ทำให้ผ้านุ่ม  ลื่น และหอม  ที่เราไปซื้อตามท้องตลาด   เค้าก็ใช่สูตรนี้แหละ   ผสมน้ำเยอะๆ   แต่ทำให้กลิ่นหอมติดทนนาน  
พอถอดสูตรออกมาแล้ว  ก้แทบไม่อยากเสียเงินซื้อสินค้าเหล่านี้ไปเลย 
 
*****การเจือจางน้ำเกลือ     ให้ใช้เกลือ   1  ส่วน   ต่อน้ำ  3  ส่วน  เอาไปต้ม  และกรองให้สะอาด  เก็บไว้ใช้เป็นสารทำให้ข้นได้กับสารตั้งทุกชนิดค่ะ    *******  
 
 
ยังมีสูตรอะไรที่ยังต้องการอีกไหมคะ   สำหรับน้ำยาเอนกประสงค์  คิดว่าหาสูตรได้ไม่ยากนะ ชาวบ้านสวนเราทุกครัวเรือนทำใช้กันเองหมดแล้ว   สารตั้งต้นยอดนิยมคือ  N70   ตัวนี้กิโลละ  80  บาท   ผสมแล้วจะได้น้ำยาประมาณ   10 ลิตรค่ะ   N70   ใช้ทำน้ำยาล้างจาน   ซักผ้า ล้างรถ ล้างห้องน้ำได้ค่ะ   แต่ถ้าจะทำสบู่เหลว   หรือแชมพู   ให้ใช้หัวแชมพูซึ่งไปบอกที่ร้านได้เลยค่ะว่าจะเอาไปทำแชมพู  
เสาร์ อาทิตย์นี้   หมวยเล็กต้องทำแล้วค่ะ   เพราะมีคนรอใช้เยอะ    กวนน้ำยาเอกประสงค์ทีแบ่งกันใช้ทั่วถึงค่ะ  คราวนี้ทำสบู่ และแชมพู  คงต้องหาวิธีต่อยอดจากการที่เคยใช้น้ำหมัก  มาเป็สมุนไพรสด เช่นทตะไคร้  ขิง  หรือมะขามเปียกดูบ้างค่ะ 
 
ภูมิปัญญาไทยเราแต่ดั้งเดิม  เค้าก็ใช้กันแบบนี้  เพียงแต่เรานำมาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยนิหน่อย  เพื่อให้ถูกจริตกับตลาดสมัยนี้   เชื่อว่าด้วยคณสมบัติของสมุนไพรไทยเหล่านี้   คงไม่ยากที่จะจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจในผลิตภัณท์ในครัวเรือนที่ผลิตจากสมุนไพรไทยในท้องถิ่นเราเอง 
และด้วยฟันเฟืองเล็กๆของพวกเราเหล่านี้   อาจมีส่วนร่วมให้ประเทศไทยเราลดการเสียดุลย์ในการต้องใช้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วยค่ะ  
 
 
ที่มา : www.bansuanporpeang.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 16:55:24 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 5 (3400848)

 สูตรน้ำยาล้างจาน... จากน้ำหมักชีวภาพ

ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้
 
๑. N70  0.5 กิโลกรัม
๒. เกลือ 0.7 กิโลกรัมต้มด้วยน้ำ 1.5 กิโลกรัม(ลิตร)ทิ้งไว้ให้เย็น
๓. น้ำหมักผลไม้รสเปรี้ยว 1 ลิตร + น้ำ 10 ลิตร กะๆเอาน้ำหมักผมมีเยอะ ใส่มากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร
- น้ำหมักผลไม้รสเปรี้ยว
- น้ำหมักผลไม้รสเปรี้ยวสูตร 3:1:10 
- ผลไม้ 3 กิโลกรัม
- น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
- น้ำ 10 ลิตร
   หมักทิ้งไว้ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย
 
 
วิธีทำ
 
๑. เท N70 ครึ่งกิโลกรัมลงไปในถังที่มีความจุประมาณ 20 ลิตร
 
๒. ค่อยๆ เติมน้ำเกลือ คนไปเรื่อยๆ คนให้เข้ากัน
 
๓. คน และเติมน้ำเกลือไปเรื่อยๆ จนน้ำเกลือหมด
๔. ค่อยๆ เติมน้ำหมักที่ผสมน้ำแล้ว แล้วคนไปเรื่อยๆ อย่ารีบเติม เติมไปคนไป ความหนืดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น
 
๕. ทดสอบความหนืดโดยการดึงไม้ที่ใช้กวนขึ้นมาดู    ถ้าไหลเร็วก็แสดงว่าเหลวเกินไป ถ้าไหลช้าแสดงว่าข้น
ขึ้นอยู่กับว่าอยากได้แบบเหลวหรือแบบข้น
 
๖. ทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้ฟองยุบ จึงนำมาใช้งานได้
 
 
ที่มา : www.bansuanporpeang.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 17:03:08 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 6 (3400849)

ทำน้ำหมักป้องกันแปลงศัตรูพืชกันเถอะ

 

 

สารเร่ง พด.7 หมายถึง เชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักและย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืชสมุนไพร ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช

สรรพคุณ
ป้องกันแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยชนิดต่าง ๆ หนอนเจาะผลและลำต้น หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนคืบ หนอนกระทู้ หนอนกอ ไรแดง และแมลงหวี่ เป็นต้น
วัสดุสำหรับผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช (จำนวน 50 ลิตร)
 
1.สมุนไพร 30 กิโลกรัม
2.น้ำตาล 10 กิโลกรัม
3.น้ำ 30 ลิตร
4.สารเร่ง พด.7 1 ซอง (25 กรัม)
 
วิธีทำ
1.สับพืชสมุนไพรให้เป็นชิ้นเล็ก หรือทุบ
2.ละลายสารเร่ง พด.7 ในน้ำ 30 ลิตร ในถังหมักผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที
3.นำสมุนไพรและน้ำตาล ผสมลงในถังหมักคลุกเคล้าให้เข้ากัน
4.ปิดฝาไม่ต้องสนิท ทำการหมักเป็นเวลา 20 วัน
 
อัตราการใช้
  สารป้องกันแมลงศัตรูพืช : น้ำ เท่ากับ 1 : 200 สำหรับพืชไร่ และไม้ผล
  สารป้องกันแมลงศัตรูพืช : น้ำ เท่ากับ 1 : 500 สำหรับพืชผัก และไม้ดอก
 
วิธีการใช้
  นำสารป้องกันแมลงศัตรูพืชที่เจือจางแล้ว 50 ลิตรต่อไร่ สำหรับใช้ในพืชไร่ พืชผัก และไม้ดอก และ 100 ลิตรต่อไร่ สำหรับใช้ในไม้ผล
  โดยฉีดพ่นที่ใบ ลำต้น และรดลงดิน ทุก 20 วัน หรือในช่วงที่มีแมลงศัตรูพืชระบาดให้ฉีดพ่นทุก ๆ 3 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง
 
ข้อควรระวัง
1.เก็บสารเร่ง พด.7 ไว้ในที่ร่ม
2.เมื่อเปิดถุงแล้วใช้ให้หมดในครั้งเดียว
3.กากวัสดุที่เหลือจากการหมักให้นำไปใส่ร่วมกับการผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืชครั้งใหม่ต่อไป
สารเร่ง พด.7 หมายถึง เชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักและย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืชสมุนไพร ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช
 
สรรพคุณ
ป้องกันแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยชนิดต่าง ๆ หนอนเจาะผลและลำต้น หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนคืบ หนอนกระทู้ หนอนกอ ไรแดง และแมลงหวี่ เป็นต้น
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-16 17:11:05 IP : 58.11.4.6


ความเห็นที่ 7 (3401173)

 12 สูตรสวย ด้วยผักและผลไม้..........

 

รูปภาพ : 12 สูตรสวย ด้วยผักและผลไม้..........
การดูแลผิวหน้าด้วยสมุนไพรของสตรีทั่วโลกพบว่ามีการใช้กันมานานมากกว่า ๑ พันปีมาแล้วปัจจุบันได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสมุนไพร ผัก ผลไม้ ไข่แดง น้ำผึ้ง นม และสิ่งที่ส่วนใหญ่กินได้เหล่านั้นอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน น้ำตาล และสารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ
ประเทศไทยเองมีภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในการดูแลผิวพรรณมาอย่างยาวนานเช่นกัน ทั้งยังเป็นประเทศที่ร่ำรวยผักและผลไม้ ซึ่งทำให้สามารถเลือกใช้ได้ตามชนิดต่างๆ ทุกฤดูกาล ตามภูมิภาคที่สามารถหาผัก ผลไม้ สมุนไพร ได้แตกต่างกันไป
สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวหน้า
ใบหน้าเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำให้คนจดจำ ผิวหน้า ที่ชุ่มชื้น เรียบเนียน มีความยืดหยุ่น (หรือที่เรียกกันว่าหน้าเด้ง) ไม่มีจุดด่างดำเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา  แต่ด้วยสภาพของวัยที่สูงขึ้น และมีโรคประจำตัวบางอย่าง  สภาพของวิถีชีวิต เช่น นอนดึก สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เครียด เป็นต้น ทำให้คนเราไม่สามารถมีผิวเรียบเนียนเช่นนั้นได้ การใช้สมุนไพรร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะส่งผลทำให้มีผิวพรรณที่ดีได้ยาวนาน
การใช้สมุนไพรสำหรับผิวหน้ามีหลักการง่ายๆ ดังนี้
- ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสะอาด
- สมุนไพรสดใหม่มีคุณภาพดี มีการย่อยขนาดจนละเอียด ไม่มีการระคายเคืองต่อผิวหนัง
- เป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย จำง่ายๆ ก็คืออะไรที่กินได้ (เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ) นั้นสามารถใช้เป็นเครื่องสำอางได้
- ต้องเชื่อมั่นธรรมชาติของผิวหนังที่มีกลไกดูแลตัวเองอยู่แล้ว ต้องรักษากลไกนั้นไว้นานๆ
ข้อควรรู้เกี่ยวกับผิวหนัง
ผิวหนังมีหน้าที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน มีกลไกในการป้องกันผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย  ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมการซึมผ่านของสารต่างๆ ผ่านโครงสร้างของผิวหนัง รูขุมขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ
ผิวพรรณที่ดีควรมีความชุ่มชื้น เต่งตึง ไม่แห้งผาก ผิวพรรณที่แห้งผากจะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย เป็นฝ้า เป็นโรคทางผิวหนังได้ง่าย ซึ่งผิวพรรณจะเต่งตึงได้จาก ๓ องค์ประกอบได้แก่ น้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเซลล์ถึงร้อยละ ๙๕ สารชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งผิวหนังสร้างขึ้นและ น้ำมัน ซึ่งผิวหนังจะมีกลไกการสูญเสียน้ำโดยมีการสร้างไขมันธรรมชาติปกป้องไม่ให้น้ำระเหยไปจากผิวหนัง (ครีมหรือไขมันตามธรรมชาติไม่ได้ไปเพิ่ม) การล้างหน้าด้วยน้ำร้อน การล้างหน้าบ่อย เกินความจำเป็น การล้างหน้าด้วยสบู่ที่มีความสามารถในการทำความสะอาดสูงๆ ล้วนทำให้ไขมันและสารที่ให้ความชุมชื้นตามธรรมชาติสูญเสียไป
ผิวพรรณสะท้อนสุขภาพภายใน ความแข็งแรงและกลไกของผิวหนังขึ้นกับเลือด น้ำเหลืองที่มาหล่อ- เลี้ยง ดังนั้น ความเครียด อาหาร การออกกำลังกาย พฤติกรรมสุขภาพ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความงามของผิวพรรณ รวมถึงกรรมพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญต่อการเป็นคนผิวแห้ง ผิวมัน ได้เช่นกัน
สมุนไพรที่ใช้เพื่อความงามของผิวหน้า
ว่านหางจระเข้ Aloe barbadensis Mill.
ป้องกันผิวแห้ง ทำให้เรียบลื่น เพิ่มความชุ่มชื้นต้านการอักเสบ ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต
ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องสำอางมาอย่างยาวนานนับพันปี มีบันทึกทั้งใน กรีก โรมัน ซาอุดีอาระเบีย จีน อินเดีย เล่ากันว่าเจลจากว่านหาง-จระเข้เป็นเคล็ดลับความงามของพระนางคลีโอพัตรา
ใบว่านหางจระเข้มีน้ำเมือก และวุ้นมีสารสมาน    ผิว ช่วยลอกผิวหนังที่หยาบแห้งและเกิดผิวหนังใหม่     ที่นุ่มนวลขึ้นมาแทน สารนี้เป็นสารช่วยย่อยมีชื่อว่า     คาร์บอกซีเพปทิเดส (carboxypeptidase) และสารพวกสารเมือก (mucilage) สารช่วยย่อยตัวนี้จะมีฤทธิ์ลดการเจ็บปวด การอักเสบบวมของแผล ส่วนสารอะล็อก-ทินเอ (aloctin A) เป็นไกลโคโปรตีน จะไปช่วยทำให้เนื้อเยื่อที่ตายแล้วถูกทำลายไป และจะเพิ่มปริมาณของเซลล์ที่เกิดมาใหม่ให้มากขึ้น จึงทำให้แผลหายเร็ว
วุ้นจากว่านหางจระเข้ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวหนังชั้นนอกได้จากสารเมือก และสารโพลีแซ็กคาไรด์
การเตรียมว่านหางจระเข้
ควรใช้ว่านหางจระเข้อายุ ๑ ปีขึ้นไป เลือกใบล่างสุด ปอกเปลือกออกใช้ส่วนที่เป็นวุ้นใสๆ ล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมด วิธีล้างยางออกให้หมดต้องนำใบหางจระเข้ที่เพิ่งตัดออกมายังไม่ต้องปอกเปลือก ให้นำทั้งใบไปแช่น้ำจนน้ำยางสีเหลืองไหลออกมาจนหมด จึงนำไปล้างน้ำอีกครั้งแล้วจึงค่อยปอกเปลือก โดยฝานลึกๆ เอาแต่วุ้นข้างในแล้วนำวุ้นมาล้างอีกครั้งหนึ่ง
การใช้ว่านหางจระเข้
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่เป็นสิว จะทำให้สิวยุบตัว และไม่เป็นแผลเป็น
ใช้เจลจากใบสดๆ ตัดเป็นชิ้นขนาดพอดีกับ   เปลือกตา วางทับบนเปลือกตารักษาผิวบริเวณดวงตา บวมช้ำ
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ล้วนๆ ทาที่ใบหน้าทิ้งไว้เพื่อบำรุงผิว (สำหรับคนหน้าแห้งอาจจะผสมกับครีมทาหน้าทั่วไปก็ได้) ซึ่งจะช่วยแก้ไขรอยหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น ใช้เป็นประจำจะลดรอยแผลเป็นจากสิว  รักษาฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้า
ใช้ทาบนผิวหน้าในลักษณะของโทนเนอร์เพื่อป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต หรือเป็นรองพื้นสำหรับคนที่ผิวมันซึ่งทำให้แต่งหน้าลำบาก ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาให้ทั่วใบหน้า เสร็จแล้วแต่งหน้าตามปกติ ทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้าไม่ลบเลือนง่าย
ใช้พอกหน้าเพื่อแก้ปัญหาผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง โดยใช้ว่านหางจระเข้ ๓ ส่วน น้ำผึ้ง ๑ ส่วน น้ำมะนาว ๑ ส่วนผสมให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ ๒๐ นาที จึงล้างออก จะช่วยสมานรูขุมขนและทำให้ผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น
ใช้ทำเป็นครีมล้างหน้า ครีมพอกหน้า เช่น ใช้วุ้น ว่านหางจระเข้ ผสมน้ำนม ทิ้งไว้สัก ๑๐-๑๕ นาทีแล้ว  ล้างออก บำรุงผิว ลดการเกิดสิว หรือใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น เช่น ว่านหางจระเข้ ๖ ส่วน บัวบก ๒ ส่วน รำข้าวสาลี ๒ ส่วน นม ๐.๕ ส่วน น้ำผึ้ง ๐.๕  ส่วน ซึ่งแล้วแต่สภาพผิว ถ้าผิวแห้งก็ใส่นมมาก ถ้า    ผิวมันก็ลดปริมาณนมแล้วเพิ่มปริมาณน้ำผึ้ง  นำส่วนผสมมาปั่นผสมกัน พอกหน้าทิ้งไว้สัก ๑๐-๑๕ นาที     นวดคลึงเบาๆ ผิวหน้าจะสดใส ลบรอยแผลเป็นและ   จุดด่างดำ ให้พอกสม่ำเสมอสัปดาห์ละประมาณ ๑ ครั้ง
มะเขือเทศสุก Lycopersicon esculentum Mill.
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้หน้าขาวขึ้น
น้ำคั้นจากผลมะเขือเทศมีวิตามินหลายชนิด จึงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นและมีสารกลูโคอัลคาลอยด์ ชื่อโทเมทีน (tomatine)  เป็นสารที่ออกฤทธิ์สมานแผล นอกจากนั้น มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยล้างผิวหน้าให้สะอาดนุ่มนวล ปรับสภาพผิวแห้งกร้าน และคืนสภาพผิวชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี
การเตรียมมะเขือเทศ
สามารถใช้มะเขือเทศได้ทั้งลูกโดยไม่ต้องปอกเปลือก
การใช้มะเขือเทศ
ฝานมะเขือเทศวางบนใบหน้าสักครู่  จะช่วยทำให้ใบหน้าสะอาด  และดูเต่งตึงเปล่งปลั่งขึ้น
มะเขือเทศปั่นผสมกับข้าวโอ๊ตหรือรำข้าว พอกหน้า ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออก
เนื้อมะเขือเทศสุกบดละเอียด ลูบไล้ปลายหางตาจะลดการเหี่ยวย่น ป้องกันการเกิดริ้วรอยตีนกา ต้องทำทุกวันจึงจะเห็นผล
มะเขือเทศสุกบดละเอียด ผสมน้ำนมสด เป็น beauty mask พอกหน้าทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออก พอกเป็นประจำจะทำให้ผู้ที่มีหน้าดำเป็นจุดๆ ค่อยๆ ขาวขึ้น ช่วยทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้น
ฝรั่ง Psidium guajava Linn.
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้เซลล์แข็งแรง ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ สมานผิว
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่สตรีในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกนิยมใช้เป็นเครื่องสำอางทาผิวหน้า โดยที่ฝรั่งมีโพแทส-เซียม น้ำตาล และกรดอะมิโนที่สามารถดึงน้ำให้อยู่ชั้นบนของผิวหนัง จึงทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นขึ้น นอกจากนี้ ฝรั่งยังมีวิตามินสูงที่สำคัญคือวิตามินบี ๒  ซึ่งถือว่าเป็นวิตามินเพิ่มพลัง ซึ่งจำเป็นในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเซลล์ รวมทั้งมีวิตามินบี ๕ ซึ่งเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเซลล์เช่นกัน ฝรั่งยังสามารถป้องกันผิวหน้าไม่ให้ถูกทำร้ายจากอนุมูลอิสระและเพิ่มการสร้างเซลล์ใหม่จากการที่ในฝรั่งมีวิตามินเอ วิตามินซี รีดิวซิ่งชูการ์ (reducing sugar) แมกนีเซียม และทองแดง
การเตรียมฝรั่ง
เลือกฝรั่งที่สดและไม่สุกจนเกินไป เอาเฉพาะส่วน ที่เป็นเนื้อ ไม่ใช้เมล็ด ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กก่อนปั่น และต้อง เติมน้ำลงไปจำนวนหนึ่งทุกครั้งในการปั่น เพราะฝรั่งมีน้ำอยู่น้อย
การใช้ฝรั่ง
เนื้อฝรั่งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ ถ้วย น้ำ ๑_๒ ถ้วย น้ำผึ้ง  ๑_๔ ถ้วยปั่นจนเป็นเนื้อครีม นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ ๑๐-   ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทำทุกวันก่อนเข้านอน หน้าจะสดใส เกลี้ยงเกลาและนวลเนียนขึ้น
แตงกวา Cucumis sativusLinn.
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น เพิ่มความยืดหยุ่น ลดการบวมแดง สมานผิว
แตงกวาเป็นสมุนไพร เก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งสาวทั่วโลกใช้เป็นเครื่องสำอางมาอย่างยาวนาน โดยแตงกวาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น มีสารกลูซิด (glucids) กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆ ไปช่วยทำให้เกิดของสารชุ่มชื้นตามธรรมชาติที่ผิวหนังขึ้นมาใหม่
แตงกวายังช่วยทำให้ผิวหนังคงความเยาว์วัย มีความยืดหยุ่นจากการที่แตงกวามีสารซิสทิน (cystin) และเมทิโอนิน (methionin) และยังมีสารโพลีแซ็กคาไรด์ ที่ช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่น ต้านการเป็นปื้นแดง ซึ่งจะมีประโยชน์ในการใช้ทาหลังจากไปตากแดดมา เช่น ไปทำนา ไปตีกอล์ฟ เป็นต้น
แตงกวาเป็นสมุนไพรที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหน้าแห้งจากการที่มีคุณสมบัติไปเพิ่มความชุ่มชื้นและเหมาะกับคนที่มีหน้ามันจากคุณสมบัติสมานผิว
การเตรียมแตงกวา
หั่นแตงกวาสดๆ ตามขวางบางๆ วางให้ทั่วใบหน้า
หั่นแตงกวาแล้วปั่นกรองคั้นเอาแต่น้ำเก็บไว้ใช้ทา ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน ๒ วัน
นำแตงกวาปอกเปลือก ๔ ส่วน กลีเซอรีน ๓ ส่วน น้ำ ๑ ส่วน ปั่นเข้าด้วยกัน กรอง เก็บน้ำไว้ใช้ได้ประมาณ ๑ ปี นำสารสกัดแตงกวานี้ไปผสมกับเนื้อครีมหรือโลชัน ประมาณ ๒-๔  ช้อนชาต่อครีมหรือโลชัน ๑๐๐ มิลลิลิตร
การใช้แตงกวา
ใช้แตงกวาสดๆ ฝานเป็นชิ้นบางๆ วางให้ทั่วใบหน้าที่ทำความสะอาดแล้ว ทำบ่อยๆ จะทำให้ใบหน้า ดูผุดผ่อง เปล่งปลั่งขึ้น และยังช่วยรักษาฝ้าบนใบหน้า ได้อีกด้วย
ใช้น้ำแตงกวามาทาใบหน้าเป็นประจำจะช่วยลดจุดด่างดำ รอยฝ้าที่เกิดจากการผจญแสงแดดและมลพิษ ระหว่างวัน และช่วยบำรุงผิว
ใช้แตงกวาสดปั่นละเอียด ๒-๓ ผล ผสมกับน้ำผึ้ง ๑_๔ ถ้วย หรือนมสด ๑_๒ ถ้วย ปั่นให้ละเอียด นำมาพอก   หน้า ทิ้งไว้ ๑๐ นาที แล้วล้างออก ก่อนนอนทุกวัน เหมาะกับคนผิวแห้ง จะทำให้ผิวหน้านุ่มนวลขึ้น
ใช้แตงกวาปั่นละเอียด ๒-๓ ผล โดยผสมกับไข่ขาวดิบตีจนฟู ๑ ฟอง น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ผสมจนเป็น เนื้อเดียวกัน นำมาพอกทิ้งไว้ ๑๐-๑๕ นาที ลดความมันบนใบหน้าสำหรับคนผิวมัน และยังช่วยกำจัดสิวเสี้ยน ทำให้หน้าเกลี้ยงเกลาขึ้น
ใช้แตงกวาฝานเป็นแว่นแปะที่ดวงตา แตงกวาสดจะมีเอนไซม์ย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ทำให้เซลล์บริเวณรอบดวงตาเย็น การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลดลง ริ้วรอยน้อยลง
ใช้แตงกวาสดใหม่ทั้งผลปั่นละเอียด ผสมน้ำผึ้งพอเหลว นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้สักครู่ และล้างออกด้วยน้ำอุ่น เนื้อแตงกวาจะช่วยย่อยโปรตีนชั้นนอกที่หยาบกร้านและเกรียมแดดให้หลุดออกมาได้ และยังช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นขึ้น ไม่แห้งแตกเป็นขุย
มะม่วง Mangifera indica Linn.
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้เรียบ ลื่น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
มะม่วงมีวิตามินซีและ reducing glucid สูง จึงช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่น ลบรอยเหี่ยวย่นและต้านอนุมูลอิสระ ในมะม่วงยังมีสารที่เป็นน้ำตาลร่วมกับกรดอะมิโน จึงช่วยทำให้เกิดความเรียบลื่น ชุ่มชื้นบนชั้นของหนังกำพร้า วิตามินเอ วิตามินซี และเกลือแร่ที่มีอยู่ในมะม่วงยังช่วยให้กลไกการสร้างเซลล์ใหม่เป็นไปได้ดียิ่งขึ้น
การเตรียมมะม่วง
ปอกเปลือกออก เลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ
การใช้มะม่วง
ใช้สำหรับคนเป็นฝ้า นำเนื้อมะม่วงสุกมายีหรือ ปั่น แล้วนำไปพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้จนรู้สึกว่าแห้งจึงล้างออก จะทำให้หน้าขาวและนุ่มนวลขึ้น มะม่วงสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว
บัวบก Centella asiatica L.
สร้างเซลล์ใหม่ ทำให้เซลล์แข็งแรง ลดอาการบวมคั่ง (decogestion) กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อของผิวหนัง
บัวบกเป็นสมุนไพรที่มีชื่อเสียงในการรักษาแผลมาอย่างยาวนาน ทำให้แผลหายเร็วและไม่เป็นแผลเป็น โดยการที่บัวบกไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสทินซึ่งเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง จากการที่มีสารพวกไตรเทอร์พีน เช่น asiaticoside, madecassoside,    asiatic, madecassic, madisiatic acids เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีสารฟลาโวนอยด์เสริมสรรพคุณในการลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง สารในบัวบกเหล่านี้ยังทำให้การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ ดีขึ้น จึงมีประโยชน์ต่อผิวหนังหลายด้าน เช่น เป็นการทำให้เซลล์ได้รับอาหารมากขึ้น เซลล์แข็งแรงขึ้น ลดอาการบวมคั่ง แก้ปัญหาผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผิวส้ม
การเตรียมบัวบก
บัวบกเป็นสมุนไพรที่ขึ้นกับดิน ต้องเลือกตัดเอาเฉพาะส่วนที่เหนือดิน แล้วนำมาล้างให้สะอาด บัวบกมีลักษณะเหนียว ถ้านำไปปั่นในเครื่องปั่นทั้งต้นโดยไม่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนและจะต้องมีน้ำอยู่ด้วย มิเช่นนั้นจะทำให้เครื่องปั่นทำงานหนักและมีปัญหาได้
การใช้บัวบก
ใบบัวบกส่วนที่เหนือดินตัดรากออก ๑ กำมือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ น้ำสะอาด ๒-๓ ช้อนโต๊ะ อาจจะเติมน้ำผึ้งลงไปสัก ๑ ช้อนชา ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันพอกก่อนเข้านอนทิ้ง ไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด พอกได้ทุกวัน จะทำให้ผิวหน้าอ่อนเยาว์ สดใส ไร้รอยแผลเป็น
แครอต Daucus carota L.
ทำให้ผิวหนังเรียบลื่น ควบคุมการสร้างไขมันของต่อมไขมัน ทำให้เซลล์แข็งแรง ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้หน้าขาวขึ้น
แครอตเป็นผักที่มีวิตามินและเกลือแร่สูงมาก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าแครอตเป็นสมุนไพรผู้พิทักษ์ผิวที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากแครอตมีสารเพกติน กรดอะมิโน ซึ่งเป็นสารอาหารและสร้างฟิล์มบางเพื่อทำให้ผิวเรียบลื่นและสดชื่นทั้งยังมีสารโปรวิตามินเอ และวิตามินซีซึ่งมีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ
นอกจากนี้ วิตามินซี วิตามินเอ แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดงซึ่งจำเป็นต่อการสร้างอีลาสทินและคอลลาเจน ส่วนวิตามินในกลุ่มของวิตามินบีและโปร-วิตามินเอจะช่วยในการควบคุมการสร้างไขมันจากต่อมไขมัน แครอตยังช่วยให้หน้าขาวขึ้นจากสารบีตาแคโรทีน
วิธีเตรียมแครอต
ปอกเปลือกออกก่อนที่จะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่น ซึ่งในการปั่นจะต้องมีน้ำอยู่เล็กน้อยให้พอปั่นได้
วิธีใช้แครอต
แครอตหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ ถ้วยผสม น้ำครึ่งถ้วย เพียงสองอย่างหรือเติมน้ำผึ้งแท้ ๑_๔ ถ้วย (สำหรับคนหน้าแห้ง) หรือไข่ขาว ๑ ฟอง (สำหรับคนหน้ามัน) ลงไป ปั่นรวมกันให้ละเอียด พอกทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทำทุกวันก่อนเข้านอน หน้าจะสดใส เต่งตึงและขาวขึ้น
แครอตต้มสุกนำมาบดให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที
สับปะรด  Ananas comosus (Linn.) Merr.
กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว (keratolysis) ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ลดการ อักเสบ
สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าต่อความงามของผิวพรรณจากการที่สับปะรดมีเอนไซม์ papain ช่วยย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ของชั้นผิวหนังให้หลุดออกมา มีประโยชน์ ต่อผู้ที่มีสิวหัวดำอุดตันที่ใบหน้า ทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้น สับปะรดยังมีสรรพคุณในการช่วยลดการอักเสบและยังมีวิตามินเอ วิตามินซี ช่วยต้านอนุมูลอิสระและมีเกลือแร่อีกหลายชนิดช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น
การเตรียมสับปะรด
นำสับปะรดมาปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นให้ละเอียด
การใช้สับปะรด
น้ำสับปะรด ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด ๓ ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ล้างหน้าให้สะอาด พอกให้ทั่วบริเวณใบหน้า ยกเว้นปากและดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วออก
ใช้น้ำที่คั้นได้จากผลสับปะรด นำมาชโลมผิวหน้า ทิ้งไว้พอแห้งแล้วล้างออก จะทำให้หน้าเนียนนุ่ม เนื่องจากสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวชั้นนอกสุดถูกย่อยและขจัดออกไป
มะขาม Tamarindus indica Linn.
ลดรอยด่างดำบนใบหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหน้าเรียบลื่น ทำให้ผิวหนังสดชื่นลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ เพิ่มความชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น ตำรับความงามที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งพบตำรายาสมุนไพรเขียนด้วยภาษาล้านนาว่า "มะขาม ฝักกระดาน สักกำมือแช่น้ำอุ่น ทาตัวทาหน้า ผิวดำและฝ้าย่อมเสี้ยงไป" (เสี้ยง หมายถึง หมดไป) ที่เป็นเช่นนี้เพราะในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว มะขาม สับปะรด จะมีกรดเอเอชเอ (AHA หรือ alpha hydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยขัดผิว ลอกผิวด่างดำ และฝ้า
นอกจากนี้ มะขามยังมีกรดทาร์ทาริก (tartaric acid) กรดซิตริก (citric acid) และกรดมาลิก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วย ลบรอยด่างดำบนใบหน้า ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กำจัดรอย เหี่ยวย่น ทำให้ผิวขาวนวลเนียน ทำให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้น  แต่มะขามมีข้อได้เปรียบมะนาวและสับปะรดตรงที่มะขาม มีลักษณะเป็นครีมโดยธรรมชาติสามารถใช้ได้ดีกว่า
การเตรียมมะขาม
การใช้มะขามให้ใช้มะขามเปรี้ยวสุก (มะขามหวานใช้ไม่ได้เพราะกรดผลไม้มีน้อย)
น้ำคั้นมะขามเปียกที่ดีมีคุณภาพ ต้องได้จากการ   คั้นมะขามเปียกสดใหม่ และใช้ทันที ถ้าเก็บในตู้เย็นต้องไม่เกิน ๑ สัปดาห์ ถ้าหากจะกวนเก็บไว้ใช้นานๆ ต้องกวนจนเกือบแห้งซึ่งมักจะกวนใส่นมหรือน้ำผึ้งก็ได้
การใช้มะขาม
มะขามเปียก ๑ กำมือ นมสด ๑ ถ้วย น้ำผึ้ง ๑ ช้อนโต๊ะ
นำเนื้อมะขามเปรี้ยวสุก ไม่ต้องแกะเมล็ดปั้นเป็น ก้อนกลม ห่อด้วยผ้าขาวบาง ฟอกขัดตัวเมื่ออาบน้ำ จะทำให้ผิวที่คล้ำด้วยแดด หรือลม เป็นผิวที่นวลผ่อง
น้ำมะขามเปียกผสมน้ำพอเจือจางล้างหน้าเป็น ประจำ ช่วยขจัดความมันบนใบหน้า และสิวให้หลุดออกไปอย่างหมดจด
คั้นน้ำมะขามเปียกพอข้น ทาบริเวณที่เกิดฝ้า อาจพอกไว้แล้วลูบไล้ด้วยมือเบาๆ ครั้งละ ๑๐-๑๕ นาที เช้า เย็น เป็นเวลา ๓ สัปดาห์ จะทำให้ฝ้าด่างดำถูกลบเลือนไปจนหมด สำหรับคนผิวแห้งควรผสมนมสดชนิดจืดลงไปด้วย ไขมันและโปรตีนจากนมสดจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้เป็นอย่างดี
ใช้มะขามเปียกที่แกะเมล็ดแล้วขนาดประมาณ ๑ กำมือ นมสด ๑ กล่อง ขยำเข้ากัน กรองด้วยตะแกรง เพื่อเอาซังมะขามออก นำไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ พอใกล้งวด เติมน้ำผึ้งลงไป ๑ ช้อนโต๊ะ อาจเติมขมิ้นชันลงไปประมาณ ๑/๔ ช้อนชา (ระวังอย่าใส่มากเกินไปจะทำให้หน้าเหลือง) เคี่ยวต่อจนงวด แต่อย่าให้ข้นเกิน สังเกตว่ายังสามารถแตะขึ้นมาได้ง่าย เสร็จแล้วบรรจุลงในกระปุกสะอาด ถ้าไม่เปิดเลยจะอยู่ได้ประมาณ    ๖ เดือน ใช้ล้างหน้าทุกวันทำให้หน้าขาวขึ้น
กล้วย Musa paradisiacal  L.Var. sapientum O.Ktze
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
กล้วยมีสารเมือก เพิ่มความชุ่มชื้น ทั้งยังมีวิตามิน เกลือแร่  โปรตีน อีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิวหนังในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น รักษาแผล
การเตรียมกล้วย
ใช้ส่วนที่เป็นเนื้อกล้วยบดหรือปั่น
การใช้กล้วย
ใช้กล้วย ๑ ผล น้ำผึ้ง ๑ ช้อนชาสำหรับคนผิวแห้งหรือน้ำส้มหรือน้ำมะนาว ๑ ช้อนชาสำหรับคนผิวมัน ปั่น ผสมให้เข้ากัน จนละเอียดพอกให้ทั่วหน้า รวมทั้งลำคอ ทิ้งไว้ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาที จะทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น เรียบลื่น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น
ใช้กล้วย ๑ ผล ผสมน้ำมันมะกอก ๑ ช้อนชา นำมาปั่น ผสมให้เข้ากัน พอกหน้าจนถึงลำคอ ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาที แล้วจึงล้างออก เหมาะกับคนหน้าแห้ง จะทำให้ใบหน้าชุ่มชื้น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น
ใช้กล้วยน้ำว้าสุกปอกเปลือก บดให้เหลว แล้วทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าสะอาดนุ่ม ชุ่มชื้น
มะนาว Citrus aurantifolia Swing.
ลดความมันบนใบหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
มะนาวเป็นผลไม้เก่าแก่ชนิด หนึ่งในการเป็นเครื่องสำอาง ใช้เพื่อทำให้ผิวนุ่มขึ้น และใช้เพื่อลดความมัน บนใบหน้า ใช้เป็นโทนเนอร์ สำหรับ คนที่หน้ามัน จากการที่มีกรดผลไม้ทำให้มีความชุ่มชื้นขึ้น ช่วยกำจัดเซลล์ ที่ตายแล้ว และมะนาวยังมีฟลาโว-นอยด์ ทำให้มีการไหลเวียนของเลือด ในหลอดเลือดเล็กดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นของผิวหนังชั้นนอก มะนาวยังมีวิตามินซีสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ โดยทั่วไปแล้วในบ้านเรานิยมใช้น้ำมะนาวเป็นน้ำกระสายยา ร่วมกับการใช้สมุนไพรบำรุงผิวอื่นๆ สำหรับคนผิวมัน
การเตรียมมะนาว
คั้นเอาแต่น้ำมะนาว ควรใช้สดๆ ไม่ควรทิ้งไว้นาน ไม่ควรใช้น้ำมะนาวโดยตรงในการทาผิวหน้า เพราะถ้าใช้เข้มข้น จะทำให้หน้าเหี่ยวย่นได้
การใช้มะนาว
ใช้น้ำมะนาว ๕-๖ หยดลงในน้ำ ๑ แก้ว  ใช้ล้างหน้า จะทำให้ผิวหนังเนียนนุ่ม
ใช้น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา น้ำส้มคั้น ๑ ช้อนชา โยเกิร์ต ๓๐ มิลลิลิตร ผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กันแล้วทาให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ ๑๐-๑๕ นาทีแล้วล้างออก จะทำให้สดใส ลบรอยกระ จุดด่างดำ
ใช้น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ไข่ขาว ๑ ฟอง ดินสอพอง  ๔-๕ เม็ดนำมาผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน พอกหน้าทิ้งไว้  ๑๕-๒๐ นาที เหมาะสำหรับคนที่หน้ามันเพื่อลดความมันบนใบหน้า
ใช้น้ำมะนาว ๑/๒ ช้อนชา ไข่แดง ๑ ฟอง ผิวส้มบด  ๑/๒ ช้อนชา พอกหน้าไว้สัก ๑๐-๑๕ นาที สำหรับคนที่ผิวซีดเซียวจะทำให้ผิวเปล่งปลั่งสดใสขึ้น
ใช้น้ำมะนาวผสมน้ำประมาณร้อยละ ๑-๒ แล้วเอาน้ำมะนาวเจือจางนั้นมาผสมกับน้ำมันมะกอก คนตีแรงๆ เร็วๆ แล้วเติมไข่แดงลงไป ๑ ช้อน เอาไปทาหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ เหมาะสำหรับคนหน้าแห้ง หรือหน้าธรรมดา ส่วนคนผิวมันที่ไม่เหมาะจะใช้ไข่แดงหรือน้ำมันมะกอก ก็ให้ใช้สบู่แทน จะเป็นสบู่เหลวหรือสบู่ก้อนก็ได้ตัดมานิดหน่อย มาตีให้เข้ากับน้ำมะนาวเจือจางใช้ทาแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ แล้วตามด้วยน้ำเย็น
ตำลึง    Coccinia indica Wight & Arn
แก้อักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
ตำลึงอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี เกลือแร่ และสารต้านการอักเสบ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค คนโบราณนิยมใช้สมุนไพรแก้สิวและพอกหน้าเพื่อทำให้ผิวหน้าสดใส ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในไทยและญี่ปุ่นเริ่มที่จะนำยอดอ่อนและมือเกาะของตำลึงมาเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิว เพราะเชื่อมั่นในคุณสมบัติพิเศษจากสารธรรมชาติที่มีอยู่ในสมุนไพรชนิดนี้
การเตรียมตำลึง
เลือกแต่ใบตำลึงสด ถ้าใช้ตำลึงตัวผู้โบราณว่าจะได้ผลกว่าใบตำลึงตัวเมีย และต้องล้างให้สะอาด (เพราะตำลึงมักจะมีตัวบุ้งอยู่) ก่อนที่จะนำมาปั่นเป็นครีมหรือคั้นเอาน้ำ
การใช้ตำลึง
ใช้ใบตำลึงสดคั้นเอาแต่น้ำ ชุบสำลีแปะบนหัวสิวสักครู่ ประมาณ ๕-๑๐ นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำบ่อยๆ สิวอักเสบจะหายได้และไม่มีรอยแผลจากหัวสิวด้วย
ใช้ใบตำลึงประมาณ ๑ กำมือ น้ำสะอาด ๒-๓ ช้อนโต๊ะ ปั่นเข้าด้วยกันจนเป็นครีม นำข้าวสาร (ถ้าเป็นข้าวกล้องได้ก็ดี) ๒ ช้อนชาไปแช่น้ำจนนิ่ม นำไปบดให้ละเอียด แล้วนำไปผสมกับครีมตำลึง นำไปพอกหน้าทิ้งไว้จนแห้ง จึงล้างออก จะช่วยกำจัดพิษบนใบหน้า แก้สิว ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น หรือหากไม่สะดวกในการ เตรียมข้าวสาร จะใช้ครีมตำลึงอย่างเดียวก็ได้
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพร
สมุนไพรทุกอย่างอาจมีบางคนที่แพ้ได้ การทดสอบว่าแพ้หรือไม่ให้นำส่วนผสมที่จะใช้ทาที่ท้องแขนก่อน เพราะผิวหนังบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่บางกว่าหน้า ทิ้งไว้สักพักหนึ่งถ้าไม่เกิดอาการแสบร้อน มีผื่น ถือว่าไม่แพ้ การใช้สมุนไพรเพื่อที่จะได้ผลต้องมีการใช้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง จึงจะเห็นผล ตำรับต่างๆ ในการใช้สมุนไพรเพื่อความงามส่วนใหญ่เป็นผลไม้หรือผักที่ไม่ได้ตายตัว สามารถที่ปรับได้ ผสมสูตรขึ้นมาใหม่ได้ตามชนิดผลไม้หรือผักที่มีอยู่ ระยะเวลาในการทำหรือพอกก่อนล้างออกนั้นไม่ได้ตายตัว ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคน คนที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้เวลาน้อยกว่า และการใช้ในช่วงแรกไม่ควรพอกหรือทาทิ้งไว้นานๆ โดยเฉพาะตำรับที่มีกรดผลไม้ (ที่มักมีในมะขาม มะนาว สับปะรด) ซึ่งต้องมีการปรับตัวในการใช้ช่วงแรกๆ ต้องใช้ปริมาณน้อยๆ และในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนใช้ เช่น ถ้าใช้มะขามล้างหน้า ในช่วงแรกอาจจะต้องล้างออกทันทีประมาณ ๑ สัปดาห์ ก่อนทาหรือพอกทิ้งไว้ สามารถปรับตามสภาพของผิว เช่น ผิวแห้ง ควรใช้ น้ำนมโยเกิร์ต ไข่แดง  ผิวมัน ใช้น้ำมะนาวหรือน้ำส้ม ไข่ขาว  ส่วนน้ำผึ้งสามารถเติมลงไปได้ทุกสภาพผิว
ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
ที่มา : www.doctor.or.th

 

 
การดูแลผิวหน้าด้วยสมุนไพรของสตรีทั่วโลกพบว่ามีการใช้กันมานานมากกว่า ๑ พันปีมาแล้วปัจจุบันได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสมุนไพร ผัก ผลไม้ ไข่แดง น้ำผึ้ง นม และสิ่งที่ส่วนใหญ่กินได้เหล่านั้นอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน น้ำตาล และสารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ
ประเทศไทยเองมีภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในการดูแลผิวพรรณมาอย่างยาวนานเช่นกัน ทั้งยังเป็นประเทศที่ร่ำรวยผักและผลไม้ ซึ่งทำให้สามารถเลือกใช้ได้ตามชนิดต่างๆ ทุกฤดูกาล ตามภูมิภาคที่สามารถหาผัก ผลไม้ สมุนไพร ได้แตกต่างกันไป
 
สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวหน้า
ใบหน้าเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำให้คนจดจำ ผิวหน้า ที่ชุ่มชื้น เรียบเนียน มีความยืดหยุ่น (หรือที่เรียกกันว่าหน้าเด้ง) ไม่มีจุดด่างดำเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ด้วยสภาพของวัยที่สูงขึ้น และมีโรคประจำตัวบางอย่าง สภาพของวิถีชีวิต เช่น นอนดึก สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เครียด เป็นต้น ทำให้คนเราไม่สามารถมีผิวเรียบเนียนเช่นนั้นได้ การใช้สมุนไพรร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะส่งผลทำให้มีผิวพรรณที่ดีได้ยาวนาน
 
การใช้สมุนไพรสำหรับผิวหน้ามีหลักการง่ายๆ ดังนี้
- ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสะอาด 
- สมุนไพรสดใหม่มีคุณภาพดี มีการย่อยขนาดจนละเอียด ไม่มีการระคายเคืองต่อผิวหนัง
- เป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย จำง่ายๆ ก็คืออะไรที่กินได้ (เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ) นั้นสามารถใช้เป็นเครื่องสำอางได้
- ต้องเชื่อมั่นธรรมชาติของผิวหนังที่มีกลไกดูแลตัวเองอยู่แล้ว ต้องรักษากลไกนั้นไว้นานๆ
 
ข้อควรรู้เกี่ยวกับผิวหนัง
ผิวหนังมีหน้าที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน มีกลไกในการป้องกันผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมการซึมผ่านของสารต่างๆ ผ่านโครงสร้างของผิวหนัง รูขุมขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ 
 
ผิวพรรณที่ดีควรมีความชุ่มชื้น เต่งตึง ไม่แห้งผาก ผิวพรรณที่แห้งผากจะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย เป็นฝ้า เป็นโรคทางผิวหนังได้ง่าย ซึ่งผิวพรรณจะเต่งตึงได้จาก ๓ องค์ประกอบได้แก่ น้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเซลล์ถึงร้อยละ ๙๕ สารชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งผิวหนังสร้างขึ้นและ น้ำมัน ซึ่งผิวหนังจะมีกลไกการสูญเสียน้ำโดยมีการสร้างไขมันธรรมชาติปกป้องไม่ให้น้ำระเหยไปจากผิวหนัง (ครีมหรือไขมันตามธรรมชาติไม่ได้ไปเพิ่ม) การล้างหน้าด้วยน้ำร้อน การล้างหน้าบ่อย เกินความจำเป็น การล้างหน้าด้วยสบู่ที่มีความสามารถในการทำความสะอาดสูงๆ ล้วนทำให้ไขมันและสารที่ให้ความชุมชื้นตามธรรมชาติสูญเสียไป
 
ผิวพรรณสะท้อนสุขภาพภายใน ความแข็งแรงและกลไกของผิวหนังขึ้นกับเลือด น้ำเหลืองที่มาหล่อ- เลี้ยง ดังนั้น ความเครียด อาหาร การออกกำลังกาย พฤติกรรมสุขภาพ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความงามของผิวพรรณ รวมถึงกรรมพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญต่อการเป็นคนผิวแห้ง ผิวมัน ได้เช่นกัน
สมุนไพรที่ใช้เพื่อความงามของผิวหน้า
 
ว่านหางจระเข้ Aloe barbadensis Mill.
ป้องกันผิวแห้ง ทำให้เรียบลื่น เพิ่มความชุ่มชื้นต้านการอักเสบ ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต 
ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องสำอางมาอย่างยาวนานนับพันปี มีบันทึกทั้งใน กรีก โรมัน ซาอุดีอาระเบีย จีน อินเดีย เล่ากันว่าเจลจากว่านหาง-จระเข้เป็นเคล็ดลับความงามของพระนางคลีโอพัตรา
 
ใบว่านหางจระเข้มีน้ำเมือก และวุ้นมีสารสมาน ผิว ช่วยลอกผิวหนังที่หยาบแห้งและเกิดผิวหนังใหม่ ที่นุ่มนวลขึ้นมาแทน สารนี้เป็นสารช่วยย่อยมีชื่อว่า คาร์บอกซีเพปทิเดส (carboxypeptidase) และสารพวกสารเมือก (mucilage) สารช่วยย่อยตัวนี้จะมีฤทธิ์ลดการเจ็บปวด การอักเสบบวมของแผล ส่วนสารอะล็อก-ทินเอ (aloctin A) เป็นไกลโคโปรตีน จะไปช่วยทำให้เนื้อเยื่อที่ตายแล้วถูกทำลายไป และจะเพิ่มปริมาณของเซลล์ที่เกิดมาใหม่ให้มากขึ้น จึงทำให้แผลหายเร็ว 
วุ้นจากว่านหางจระเข้ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวหนังชั้นนอกได้จากสารเมือก และสารโพลีแซ็กคาไรด์ 
 
การเตรียมว่านหางจระเข้
ควรใช้ว่านหางจระเข้อายุ ๑ ปีขึ้นไป เลือกใบล่างสุด ปอกเปลือกออกใช้ส่วนที่เป็นวุ้นใสๆ ล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมด วิธีล้างยางออกให้หมดต้องนำใบหางจระเข้ที่เพิ่งตัดออกมายังไม่ต้องปอกเปลือก ให้นำทั้งใบไปแช่น้ำจนน้ำยางสีเหลืองไหลออกมาจนหมด จึงนำไปล้างน้ำอีกครั้งแล้วจึงค่อยปอกเปลือก โดยฝานลึกๆ เอาแต่วุ้นข้างในแล้วนำวุ้นมาล้างอีกครั้งหนึ่ง
 
การใช้ว่านหางจระเข้
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่เป็นสิว จะทำให้สิวยุบตัว และไม่เป็นแผลเป็น
ใช้เจลจากใบสดๆ ตัดเป็นชิ้นขนาดพอดีกับ เปลือกตา วางทับบนเปลือกตารักษาผิวบริเวณดวงตา บวมช้ำ
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ล้วนๆ ทาที่ใบหน้าทิ้งไว้เพื่อบำรุงผิว (สำหรับคนหน้าแห้งอาจจะผสมกับครีมทาหน้าทั่วไปก็ได้) ซึ่งจะช่วยแก้ไขรอยหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น ใช้เป็นประจำจะลดรอยแผลเป็นจากสิว รักษาฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้า
ใช้ทาบนผิวหน้าในลักษณะของโทนเนอร์เพื่อป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต หรือเป็นรองพื้นสำหรับคนที่ผิวมันซึ่งทำให้แต่งหน้าลำบาก ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาให้ทั่วใบหน้า เสร็จแล้วแต่งหน้าตามปกติ ทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้าไม่ลบเลือนง่าย
ใช้พอกหน้าเพื่อแก้ปัญหาผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง โดยใช้ว่านหางจระเข้ ๓ ส่วน น้ำผึ้ง ๑ ส่วน น้ำมะนาว ๑ ส่วนผสมให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ ๒๐ นาที จึงล้างออก จะช่วยสมานรูขุมขนและทำให้ผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น
ใช้ทำเป็นครีมล้างหน้า ครีมพอกหน้า เช่น ใช้วุ้น ว่านหางจระเข้ ผสมน้ำนม ทิ้งไว้สัก ๑๐-๑๕ นาทีแล้ว ล้างออก บำรุงผิว ลดการเกิดสิว หรือใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น เช่น ว่านหางจระเข้ ๖ ส่วน บัวบก ๒ ส่วน รำข้าวสาลี ๒ ส่วน นม ๐.๕ ส่วน น้ำผึ้ง ๐.๕ ส่วน ซึ่งแล้วแต่สภาพผิว ถ้าผิวแห้งก็ใส่นมมาก ถ้า ผิวมันก็ลดปริมาณนมแล้วเพิ่มปริมาณน้ำผึ้ง นำส่วนผสมมาปั่นผสมกัน พอกหน้าทิ้งไว้สัก ๑๐-๑๕ นาที นวดคลึงเบาๆ ผิวหน้าจะสดใส ลบรอยแผลเป็นและ จุดด่างดำ ให้พอกสม่ำเสมอสัปดาห์ละประมาณ ๑ ครั้ง
 
มะเขือเทศสุก Lycopersicon esculentum Mill. 
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้หน้าขาวขึ้น
น้ำคั้นจากผลมะเขือเทศมีวิตามินหลายชนิด จึงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นและมีสารกลูโคอัลคาลอยด์ ชื่อโทเมทีน (tomatine) เป็นสารที่ออกฤทธิ์สมานแผล นอกจากนั้น มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยล้างผิวหน้าให้สะอาดนุ่มนวล ปรับสภาพผิวแห้งกร้าน และคืนสภาพผิวชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี
 
การเตรียมมะเขือเทศ
สามารถใช้มะเขือเทศได้ทั้งลูกโดยไม่ต้องปอกเปลือก
 
การใช้มะเขือเทศ
ฝานมะเขือเทศวางบนใบหน้าสักครู่ จะช่วยทำให้ใบหน้าสะอาด และดูเต่งตึงเปล่งปลั่งขึ้น 
มะเขือเทศปั่นผสมกับข้าวโอ๊ตหรือรำข้าว พอกหน้า ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออก
เนื้อมะเขือเทศสุกบดละเอียด ลูบไล้ปลายหางตาจะลดการเหี่ยวย่น ป้องกันการเกิดริ้วรอยตีนกา ต้องทำทุกวันจึงจะเห็นผล
มะเขือเทศสุกบดละเอียด ผสมน้ำนมสด เป็น beauty mask พอกหน้าทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออก พอกเป็นประจำจะทำให้ผู้ที่มีหน้าดำเป็นจุดๆ ค่อยๆ ขาวขึ้น ช่วยทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้น
 
ฝรั่ง Psidium guajava Linn.
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้เซลล์แข็งแรง ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ สมานผิว
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่สตรีในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกนิยมใช้เป็นเครื่องสำอางทาผิวหน้า โดยที่ฝรั่งมีโพแทส-เซียม น้ำตาล และกรดอะมิโนที่สามารถดึงน้ำให้อยู่ชั้นบนของผิวหนัง จึงทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นขึ้น นอกจากนี้ ฝรั่งยังมีวิตามินสูงที่สำคัญคือวิตามินบี ๒ ซึ่งถือว่าเป็นวิตามินเพิ่มพลัง ซึ่งจำเป็นในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเซลล์ รวมทั้งมีวิตามินบี ๕ ซึ่งเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเซลล์เช่นกัน ฝรั่งยังสามารถป้องกันผิวหน้าไม่ให้ถูกทำร้ายจากอนุมูลอิสระและเพิ่มการสร้างเซลล์ใหม่จากการที่ในฝรั่งมีวิตามินเอ วิตามินซี รีดิวซิ่งชูการ์ (reducing sugar) แมกนีเซียม และทองแดง
 
การเตรียมฝรั่ง
เลือกฝรั่งที่สดและไม่สุกจนเกินไป เอาเฉพาะส่วน ที่เป็นเนื้อ ไม่ใช้เมล็ด ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กก่อนปั่น และต้อง เติมน้ำลงไปจำนวนหนึ่งทุกครั้งในการปั่น เพราะฝรั่งมีน้ำอยู่น้อย 
 
การใช้ฝรั่ง
เนื้อฝรั่งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ ถ้วย น้ำ ๑_๒ ถ้วย น้ำผึ้ง ๑_๔ ถ้วยปั่นจนเป็นเนื้อครีม นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ ๑๐- ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทำทุกวันก่อนเข้านอน หน้าจะสดใส เกลี้ยงเกลาและนวลเนียนขึ้น
 
แตงกวา Cucumis sativusLinn. 
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น เพิ่มความยืดหยุ่น ลดการบวมแดง สมานผิว
แตงกวาเป็นสมุนไพร เก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งสาวทั่วโลกใช้เป็นเครื่องสำอางมาอย่างยาวนาน โดยแตงกวาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น มีสารกลูซิด (glucids) กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆ ไปช่วยทำให้เกิดของสารชุ่มชื้นตามธรรมชาติที่ผิวหนังขึ้นมาใหม่
แตงกวายังช่วยทำให้ผิวหนังคงความเยาว์วัย มีความยืดหยุ่นจากการที่แตงกวามีสารซิสทิน (cystin) และเมทิโอนิน (methionin) และยังมีสารโพลีแซ็กคาไรด์ ที่ช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่น ต้านการเป็นปื้นแดง ซึ่งจะมีประโยชน์ในการใช้ทาหลังจากไปตากแดดมา เช่น ไปทำนา ไปตีกอล์ฟ เป็นต้น 
แตงกวาเป็นสมุนไพรที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหน้าแห้งจากการที่มีคุณสมบัติไปเพิ่มความชุ่มชื้นและเหมาะกับคนที่มีหน้ามันจากคุณสมบัติสมานผิว
 
การเตรียมแตงกวา
หั่นแตงกวาสดๆ ตามขวางบางๆ วางให้ทั่วใบหน้า
หั่นแตงกวาแล้วปั่นกรองคั้นเอาแต่น้ำเก็บไว้ใช้ทา ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน ๒ วัน
นำแตงกวาปอกเปลือก ๔ ส่วน กลีเซอรีน ๓ ส่วน น้ำ ๑ ส่วน ปั่นเข้าด้วยกัน กรอง เก็บน้ำไว้ใช้ได้ประมาณ ๑ ปี นำสารสกัดแตงกวานี้ไปผสมกับเนื้อครีมหรือโลชัน ประมาณ ๒-๔ ช้อนชาต่อครีมหรือโลชัน ๑๐๐ มิลลิลิตร
 
การใช้แตงกวา
ใช้แตงกวาสดๆ ฝานเป็นชิ้นบางๆ วางให้ทั่วใบหน้าที่ทำความสะอาดแล้ว ทำบ่อยๆ จะทำให้ใบหน้า ดูผุดผ่อง เปล่งปลั่งขึ้น และยังช่วยรักษาฝ้าบนใบหน้า ได้อีกด้วย
ใช้น้ำแตงกวามาทาใบหน้าเป็นประจำจะช่วยลดจุดด่างดำ รอยฝ้าที่เกิดจากการผจญแสงแดดและมลพิษ ระหว่างวัน และช่วยบำรุงผิว
ใช้แตงกวาสดปั่นละเอียด ๒-๓ ผล ผสมกับน้ำผึ้ง ๑_๔ ถ้วย หรือนมสด ๑_๒ ถ้วย ปั่นให้ละเอียด นำมาพอก หน้า ทิ้งไว้ ๑๐ นาที แล้วล้างออก ก่อนนอนทุกวัน เหมาะกับคนผิวแห้ง จะทำให้ผิวหน้านุ่มนวลขึ้น 
ใช้แตงกวาปั่นละเอียด ๒-๓ ผล โดยผสมกับไข่ขาวดิบตีจนฟู ๑ ฟอง น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ผสมจนเป็น เนื้อเดียวกัน นำมาพอกทิ้งไว้ ๑๐-๑๕ นาที ลดความมันบนใบหน้าสำหรับคนผิวมัน และยังช่วยกำจัดสิวเสี้ยน ทำให้หน้าเกลี้ยงเกลาขึ้น
ใช้แตงกวาฝานเป็นแว่นแปะที่ดวงตา แตงกวาสดจะมีเอนไซม์ย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ทำให้เซลล์บริเวณรอบดวงตาเย็น การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลดลง ริ้วรอยน้อยลง
ใช้แตงกวาสดใหม่ทั้งผลปั่นละเอียด ผสมน้ำผึ้งพอเหลว นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้สักครู่ และล้างออกด้วยน้ำอุ่น เนื้อแตงกวาจะช่วยย่อยโปรตีนชั้นนอกที่หยาบกร้านและเกรียมแดดให้หลุดออกมาได้ และยังช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นขึ้น ไม่แห้งแตกเป็นขุย
 
มะม่วง Mangifera indica Linn.
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้เรียบ ลื่น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
มะม่วงมีวิตามินซีและ reducing glucid สูง จึงช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่น ลบรอยเหี่ยวย่นและต้านอนุมูลอิสระ ในมะม่วงยังมีสารที่เป็นน้ำตาลร่วมกับกรดอะมิโน จึงช่วยทำให้เกิดความเรียบลื่น ชุ่มชื้นบนชั้นของหนังกำพร้า วิตามินเอ วิตามินซี และเกลือแร่ที่มีอยู่ในมะม่วงยังช่วยให้กลไกการสร้างเซลล์ใหม่เป็นไปได้ดียิ่งขึ้น 
 
การเตรียมมะม่วง
ปอกเปลือกออก เลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ
 
การใช้มะม่วง 
ใช้สำหรับคนเป็นฝ้า นำเนื้อมะม่วงสุกมายีหรือ ปั่น แล้วนำไปพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้จนรู้สึกว่าแห้งจึงล้างออก จะทำให้หน้าขาวและนุ่มนวลขึ้น มะม่วงสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว
 
บัวบก Centella asiatica L.
สร้างเซลล์ใหม่ ทำให้เซลล์แข็งแรง ลดอาการบวมคั่ง (decogestion) กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อของผิวหนัง 
บัวบกเป็นสมุนไพรที่มีชื่อเสียงในการรักษาแผลมาอย่างยาวนาน ทำให้แผลหายเร็วและไม่เป็นแผลเป็น โดยการที่บัวบกไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสทินซึ่งเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง จากการที่มีสารพวกไตรเทอร์พีน เช่น asiaticoside, madecassoside, asiatic, madecassic, madisiatic acids เป็นต้น 
 
นอกจากนี้ ยังมีสารฟลาโวนอยด์เสริมสรรพคุณในการลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง สารในบัวบกเหล่านี้ยังทำให้การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ ดีขึ้น จึงมีประโยชน์ต่อผิวหนังหลายด้าน เช่น เป็นการทำให้เซลล์ได้รับอาหารมากขึ้น เซลล์แข็งแรงขึ้น ลดอาการบวมคั่ง แก้ปัญหาผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผิวส้ม
 
การเตรียมบัวบก
บัวบกเป็นสมุนไพรที่ขึ้นกับดิน ต้องเลือกตัดเอาเฉพาะส่วนที่เหนือดิน แล้วนำมาล้างให้สะอาด บัวบกมีลักษณะเหนียว ถ้านำไปปั่นในเครื่องปั่นทั้งต้นโดยไม่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนและจะต้องมีน้ำอยู่ด้วย มิเช่นนั้นจะทำให้เครื่องปั่นทำงานหนักและมีปัญหาได้
 
การใช้บัวบก
ใบบัวบกส่วนที่เหนือดินตัดรากออก ๑ กำมือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ น้ำสะอาด ๒-๓ ช้อนโต๊ะ อาจจะเติมน้ำผึ้งลงไปสัก ๑ ช้อนชา ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันพอกก่อนเข้านอนทิ้ง ไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด พอกได้ทุกวัน จะทำให้ผิวหน้าอ่อนเยาว์ สดใส ไร้รอยแผลเป็น
 
แครอต Daucus carota L.
ทำให้ผิวหนังเรียบลื่น ควบคุมการสร้างไขมันของต่อมไขมัน ทำให้เซลล์แข็งแรง ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้หน้าขาวขึ้น
แครอตเป็นผักที่มีวิตามินและเกลือแร่สูงมาก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าแครอตเป็นสมุนไพรผู้พิทักษ์ผิวที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากแครอตมีสารเพกติน กรดอะมิโน ซึ่งเป็นสารอาหารและสร้างฟิล์มบางเพื่อทำให้ผิวเรียบลื่นและสดชื่นทั้งยังมีสารโปรวิตามินเอ และวิตามินซีซึ่งมีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ 
 
นอกจากนี้ วิตามินซี วิตามินเอ แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดงซึ่งจำเป็นต่อการสร้างอีลาสทินและคอลลาเจน ส่วนวิตามินในกลุ่มของวิตามินบีและโปร-วิตามินเอจะช่วยในการควบคุมการสร้างไขมันจากต่อมไขมัน แครอตยังช่วยให้หน้าขาวขึ้นจากสารบีตาแคโรทีน 
 
วิธีเตรียมแครอต
ปอกเปลือกออกก่อนที่จะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่น ซึ่งในการปั่นจะต้องมีน้ำอยู่เล็กน้อยให้พอปั่นได้
 
วิธีใช้แครอต
แครอตหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ ถ้วยผสม น้ำครึ่งถ้วย เพียงสองอย่างหรือเติมน้ำผึ้งแท้ ๑_๔ ถ้วย (สำหรับคนหน้าแห้ง) หรือไข่ขาว ๑ ฟอง (สำหรับคนหน้ามัน) ลงไป ปั่นรวมกันให้ละเอียด พอกทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทำทุกวันก่อนเข้านอน หน้าจะสดใส เต่งตึงและขาวขึ้น
แครอตต้มสุกนำมาบดให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที 
 
สับปะรด Ananas comosus (Linn.) Merr.
กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว (keratolysis) ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ลดการ อักเสบ
สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าต่อความงามของผิวพรรณจากการที่สับปะรดมีเอนไซม์ papain ช่วยย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ของชั้นผิวหนังให้หลุดออกมา มีประโยชน์ ต่อผู้ที่มีสิวหัวดำอุดตันที่ใบหน้า ทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้น สับปะรดยังมีสรรพคุณในการช่วยลดการอักเสบและยังมีวิตามินเอ วิตามินซี ช่วยต้านอนุมูลอิสระและมีเกลือแร่อีกหลายชนิดช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น 
 
การเตรียมสับปะรด
นำสับปะรดมาปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นให้ละเอียด
 
การใช้สับปะรด
น้ำสับปะรด ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด ๓ ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ล้างหน้าให้สะอาด พอกให้ทั่วบริเวณใบหน้า ยกเว้นปากและดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วออก
ใช้น้ำที่คั้นได้จากผลสับปะรด นำมาชโลมผิวหน้า ทิ้งไว้พอแห้งแล้วล้างออก จะทำให้หน้าเนียนนุ่ม เนื่องจากสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวชั้นนอกสุดถูกย่อยและขจัดออกไป
 
มะขาม Tamarindus indica Linn.
ลดรอยด่างดำบนใบหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหน้าเรียบลื่น ทำให้ผิวหนังสดชื่นลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ เพิ่มความชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น ตำรับความงามที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งพบตำรายาสมุนไพรเขียนด้วยภาษาล้านนาว่า "มะขาม ฝักกระดาน สักกำมือแช่น้ำอุ่น ทาตัวทาหน้า ผิวดำและฝ้าย่อมเสี้ยงไป" (เสี้ยง หมายถึง หมดไป) ที่เป็นเช่นนี้เพราะในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว มะขาม สับปะรด จะมีกรดเอเอชเอ (AHA หรือ alpha hydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยขัดผิว ลอกผิวด่างดำ และฝ้า 
 
นอกจากนี้ มะขามยังมีกรดทาร์ทาริก (tartaric acid) กรดซิตริก (citric acid) และกรดมาลิก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วย ลบรอยด่างดำบนใบหน้า ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กำจัดรอย เหี่ยวย่น ทำให้ผิวขาวนวลเนียน ทำให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้น แต่มะขามมีข้อได้เปรียบมะนาวและสับปะรดตรงที่มะขาม มีลักษณะเป็นครีมโดยธรรมชาติสามารถใช้ได้ดีกว่า
 
การเตรียมมะขาม
การใช้มะขามให้ใช้มะขามเปรี้ยวสุก (มะขามหวานใช้ไม่ได้เพราะกรดผลไม้มีน้อย) 
น้ำคั้นมะขามเปียกที่ดีมีคุณภาพ ต้องได้จากการ คั้นมะขามเปียกสดใหม่ และใช้ทันที ถ้าเก็บในตู้เย็นต้องไม่เกิน ๑ สัปดาห์ ถ้าหากจะกวนเก็บไว้ใช้นานๆ ต้องกวนจนเกือบแห้งซึ่งมักจะกวนใส่นมหรือน้ำผึ้งก็ได้
 
การใช้มะขาม
มะขามเปียก ๑ กำมือ นมสด ๑ ถ้วย น้ำผึ้ง ๑ ช้อนโต๊ะ
นำเนื้อมะขามเปรี้ยวสุก ไม่ต้องแกะเมล็ดปั้นเป็น ก้อนกลม ห่อด้วยผ้าขาวบาง ฟอกขัดตัวเมื่ออาบน้ำ จะทำให้ผิวที่คล้ำด้วยแดด หรือลม เป็นผิวที่นวลผ่อง
น้ำมะขามเปียกผสมน้ำพอเจือจางล้างหน้าเป็น ประจำ ช่วยขจัดความมันบนใบหน้า และสิวให้หลุดออกไปอย่างหมดจด
คั้นน้ำมะขามเปียกพอข้น ทาบริเวณที่เกิดฝ้า อาจพอกไว้แล้วลูบไล้ด้วยมือเบาๆ ครั้งละ ๑๐-๑๕ นาที เช้า เย็น เป็นเวลา ๓ สัปดาห์ จะทำให้ฝ้าด่างดำถูกลบเลือนไปจนหมด สำหรับคนผิวแห้งควรผสมนมสดชนิดจืดลงไปด้วย ไขมันและโปรตีนจากนมสดจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้เป็นอย่างดี
 
ใช้มะขามเปียกที่แกะเมล็ดแล้วขนาดประมาณ ๑ กำมือ นมสด ๑ กล่อง ขยำเข้ากัน กรองด้วยตะแกรง เพื่อเอาซังมะขามออก นำไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ พอใกล้งวด เติมน้ำผึ้งลงไป ๑ ช้อนโต๊ะ อาจเติมขมิ้นชันลงไปประมาณ ๑/๔ ช้อนชา (ระวังอย่าใส่มากเกินไปจะทำให้หน้าเหลือง) เคี่ยวต่อจนงวด แต่อย่าให้ข้นเกิน สังเกตว่ายังสามารถแตะขึ้นมาได้ง่าย เสร็จแล้วบรรจุลงในกระปุกสะอาด ถ้าไม่เปิดเลยจะอยู่ได้ประมาณ ๖ เดือน ใช้ล้างหน้าทุกวันทำให้หน้าขาวขึ้น
 
กล้วย Musa paradisiacal L.Var. sapientum O.Ktze
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
กล้วยมีสารเมือก เพิ่มความชุ่มชื้น ทั้งยังมีวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน อีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิวหนังในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น รักษาแผล
 
การเตรียมกล้วย
ใช้ส่วนที่เป็นเนื้อกล้วยบดหรือปั่น
 
การใช้กล้วย
ใช้กล้วย ๑ ผล น้ำผึ้ง ๑ ช้อนชาสำหรับคนผิวแห้งหรือน้ำส้มหรือน้ำมะนาว ๑ ช้อนชาสำหรับคนผิวมัน ปั่น ผสมให้เข้ากัน จนละเอียดพอกให้ทั่วหน้า รวมทั้งลำคอ ทิ้งไว้ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาที จะทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น เรียบลื่น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น
ใช้กล้วย ๑ ผล ผสมน้ำมันมะกอก ๑ ช้อนชา นำมาปั่น ผสมให้เข้ากัน พอกหน้าจนถึงลำคอ ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาที แล้วจึงล้างออก เหมาะกับคนหน้าแห้ง จะทำให้ใบหน้าชุ่มชื้น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น
ใช้กล้วยน้ำว้าสุกปอกเปลือก บดให้เหลว แล้วทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าสะอาดนุ่ม ชุ่มชื้น
 
มะนาว Citrus aurantifolia Swing.
ลดความมันบนใบหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
มะนาวเป็นผลไม้เก่าแก่ชนิด หนึ่งในการเป็นเครื่องสำอาง ใช้เพื่อทำให้ผิวนุ่มขึ้น และใช้เพื่อลดความมัน บนใบหน้า ใช้เป็นโทนเนอร์ สำหรับ คนที่หน้ามัน จากการที่มีกรดผลไม้ทำให้มีความชุ่มชื้นขึ้น ช่วยกำจัดเซลล์ ที่ตายแล้ว และมะนาวยังมีฟลาโว-นอยด์ ทำให้มีการไหลเวียนของเลือด ในหลอดเลือดเล็กดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นของผิวหนังชั้นนอก มะนาวยังมีวิตามินซีสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ โดยทั่วไปแล้วในบ้านเรานิยมใช้น้ำมะนาวเป็นน้ำกระสายยา ร่วมกับการใช้สมุนไพรบำรุงผิวอื่นๆ สำหรับคนผิวมัน
 
การเตรียมมะนาว
คั้นเอาแต่น้ำมะนาว ควรใช้สดๆ ไม่ควรทิ้งไว้นาน ไม่ควรใช้น้ำมะนาวโดยตรงในการทาผิวหน้า เพราะถ้าใช้เข้มข้น จะทำให้หน้าเหี่ยวย่นได้ 
 
การใช้มะนาว
ใช้น้ำมะนาว ๕-๖ หยดลงในน้ำ ๑ แก้ว ใช้ล้างหน้า จะทำให้ผิวหนังเนียนนุ่ม 
ใช้น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา น้ำส้มคั้น ๑ ช้อนชา โยเกิร์ต ๓๐ มิลลิลิตร ผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กันแล้วทาให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ ๑๐-๑๕ นาทีแล้วล้างออก จะทำให้สดใส ลบรอยกระ จุดด่างดำ
ใช้น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ไข่ขาว ๑ ฟอง ดินสอพอง ๔-๕ เม็ดนำมาผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน พอกหน้าทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาที เหมาะสำหรับคนที่หน้ามันเพื่อลดความมันบนใบหน้า
ใช้น้ำมะนาว ๑/๒ ช้อนชา ไข่แดง ๑ ฟอง ผิวส้มบด ๑/๒ ช้อนชา พอกหน้าไว้สัก ๑๐-๑๕ นาที สำหรับคนที่ผิวซีดเซียวจะทำให้ผิวเปล่งปลั่งสดใสขึ้น
ใช้น้ำมะนาวผสมน้ำประมาณร้อยละ ๑-๒ แล้วเอาน้ำมะนาวเจือจางนั้นมาผสมกับน้ำมันมะกอก คนตีแรงๆ เร็วๆ แล้วเติมไข่แดงลงไป ๑ ช้อน เอาไปทาหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ เหมาะสำหรับคนหน้าแห้ง หรือหน้าธรรมดา ส่วนคนผิวมันที่ไม่เหมาะจะใช้ไข่แดงหรือน้ำมันมะกอก ก็ให้ใช้สบู่แทน จะเป็นสบู่เหลวหรือสบู่ก้อนก็ได้ตัดมานิดหน่อย มาตีให้เข้ากับน้ำมะนาวเจือจางใช้ทาแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ แล้วตามด้วยน้ำเย็น
 
ตำลึง Coccinia indica Wight & Arn
แก้อักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ 
ตำลึงอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี เกลือแร่ และสารต้านการอักเสบ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค คนโบราณนิยมใช้สมุนไพรแก้สิวและพอกหน้าเพื่อทำให้ผิวหน้าสดใส ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในไทยและญี่ปุ่นเริ่มที่จะนำยอดอ่อนและมือเกาะของตำลึงมาเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิว เพราะเชื่อมั่นในคุณสมบัติพิเศษจากสารธรรมชาติที่มีอยู่ในสมุนไพรชนิดนี้
 
การเตรียมตำลึง
เลือกแต่ใบตำลึงสด ถ้าใช้ตำลึงตัวผู้โบราณว่าจะได้ผลกว่าใบตำลึงตัวเมีย และต้องล้างให้สะอาด (เพราะตำลึงมักจะมีตัวบุ้งอยู่) ก่อนที่จะนำมาปั่นเป็นครีมหรือคั้นเอาน้ำ
 
การใช้ตำลึง
ใช้ใบตำลึงสดคั้นเอาแต่น้ำ ชุบสำลีแปะบนหัวสิวสักครู่ ประมาณ ๕-๑๐ นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำบ่อยๆ สิวอักเสบจะหายได้และไม่มีรอยแผลจากหัวสิวด้วย
ใช้ใบตำลึงประมาณ ๑ กำมือ น้ำสะอาด ๒-๓ ช้อนโต๊ะ ปั่นเข้าด้วยกันจนเป็นครีม นำข้าวสาร (ถ้าเป็นข้าวกล้องได้ก็ดี) ๒ ช้อนชาไปแช่น้ำจนนิ่ม นำไปบดให้ละเอียด แล้วนำไปผสมกับครีมตำลึง นำไปพอกหน้าทิ้งไว้จนแห้ง จึงล้างออก จะช่วยกำจัดพิษบนใบหน้า แก้สิว ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น หรือหากไม่สะดวกในการ เตรียมข้าวสาร จะใช้ครีมตำลึงอย่างเดียวก็ได้
 
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพร
สมุนไพรทุกอย่างอาจมีบางคนที่แพ้ได้ การทดสอบว่าแพ้หรือไม่ให้นำส่วนผสมที่จะใช้ทาที่ท้องแขนก่อน เพราะผิวหนังบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่บางกว่าหน้า ทิ้งไว้สักพักหนึ่งถ้าไม่เกิดอาการแสบร้อน มีผื่น ถือว่าไม่แพ้ การใช้สมุนไพรเพื่อที่จะได้ผลต้องมีการใช้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง จึงจะเห็นผล ตำรับต่างๆ ในการใช้สมุนไพรเพื่อความงามส่วนใหญ่เป็นผลไม้หรือผักที่ไม่ได้ตายตัว สามารถที่ปรับได้ ผสมสูตรขึ้นมาใหม่ได้ตามชนิดผลไม้หรือผักที่มีอยู่ ระยะเวลาในการทำหรือพอกก่อนล้างออกนั้นไม่ได้ตายตัว ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคน คนที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้เวลาน้อยกว่า และการใช้ในช่วงแรกไม่ควรพอกหรือทาทิ้งไว้นานๆ โดยเฉพาะตำรับที่มีกรดผลไม้ (ที่มักมีในมะขาม มะนาว สับปะรด) ซึ่งต้องมีการปรับตัวในการใช้ช่วงแรกๆ ต้องใช้ปริมาณน้อยๆ และในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนใช้ เช่น ถ้าใช้มะขามล้างหน้า ในช่วงแรกอาจจะต้องล้างออกทันทีประมาณ ๑ สัปดาห์ ก่อนทาหรือพอกทิ้งไว้ สามารถปรับตามสภาพของผิว เช่น ผิวแห้ง ควรใช้ น้ำนมโยเกิร์ต ไข่แดง ผิวมัน ใช้น้ำมะนาวหรือน้ำส้ม ไข่ขาว ส่วนน้ำผึ้งสามารถเติมลงไปได้ทุกสภาพผิว 
 
 
ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
ที่มา : www.doctor.or.th
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-19 09:39:18 IP : 58.9.164.237


ความเห็นที่ 8 (3404296)

 สูตรน้ำมันใส่ผมกะเม็ง..... 

 

รูปภาพรูปภาพ

 

 
ที่เราลองทำกันมาได้สักพัก มีคนลองเอาไปใช้ แล้วให้ข้อมูลกลับมา เป็นที่น่าพอใจ ในเรื่องช่วยให้ผมดกดำ ไม่หงอกเร็ว และรักษาเชื้อราบนหนังศีรษะได้ดี เขาบอกว่า เวลาหวีผม ผมที่หลุดหรือติดมากับหวีนั้นน้อยลงเรื่อยๆ มาลองทำกันดูนะคะ
 
ส่วนประกอบดังนี้ 
 
1. ต้นกะเม็ง
2. เถาย่านางเขียว
3. หัวเปราะหอม
4.น้ำมันมะพร้าว 1 ลิตร
5. วาสลีน 1 กก.
 
ให้นำต้นกะเม็ง ย่านาง เปราะหอม มาหั่น แล้วใส่ภาชนะ ที่จะต้ม นำน้ำใส่พอท่วมยา แล้วต้มเคี่ยวสักพัก ให้ตัวยาออกเต็มที่ เสร็จแล้วยกลง กรองเอาน้ำไว้ ใส่กระทะต่อแล้วนำน้ำมันมะพร้าวมาใส่เคี่ยวสักพัก ให้นำวาสลีนมาใส่เพื่อให้แข็งตัวเป็นครีมเหลว ยกลง พออุ่นแล้วใส่ขวดปากกว้าง นำมาใช้ได้เลย
 
http://www.pantown.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-09 20:03:24 IP : 171.97.29.173


ความเห็นที่ 9 (3404298)

 สวยด้วย...... มะกรูด

 
 
รูปภาพ : สวยด้วย......  มะกรูด
1  สูตรลดความหยาบกร้าน ข้อศอก มือ เท้า
มะกรูด 2 ผล เกลือป่น 2 ช้อนชา
วิธีทำ ผ่ามะกรูด 1 ลูกเป็น 2 ซีก แกะเอาเมล็ดออกโรยเกลือป่น
วิธีสวย   นำมะกรูดโรยเกลือถูบริเวณผิวหยาบกร้านเช่นข้อศอก มือ เท้าล้างออกด้วยน้ำเสร็จแล้วทาครีมบำรุงผิวทำสัปดาห์ละครั้ง ทำให้เซลล์ผิวหนังที่ตายหลุดลอกออกไปและจะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาผิวบริเวณดังกล่าวจะขาวเนียนนุ่มขึ้น
2   สูตรโลชั่นบำรุงหนังศรีษะและรากผม
มะกรูดเผา 2 ลูก น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง 1 ฟอง
วิธีทำ   บีบขยี้มะกรูดเผา นำแต่น้ำมาปั่นกับส่วนผสมตัวอื่นๆจนเป็นเนื้อเดียวกัน
วิธีสวย  นำโลชั่นมะกรูดมาหมักผม นวดคลึงเบาๆแล้วทิ้งไว้ประมาณ20-30 นาทีสระออกด้วยแชมพูทำสัปดาห์ละครั้ง เส้นผมจะดกดำนุ่มสวย
3   สูตรครีมขัดผิว ทุกสภาพผิว
น้ำมะกรูด 2 ช้อนโต๊ะ นมสด 1 ถ้วย ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน
วิธีสวย นำครีมมะกรูดทาทั่วเรือนร่างทิ้งไว้ 20 นาทีใช้ผ้าขนหนูชุปน้ำบิดหมาดๆเช็ดถูเบาๆเน้นจุดหยาบกระด้างล้างออกด้วยน้ำเย็น ซับตัวให้แห้งทาครีมบำรุงผิว ทำสัปดาห์ละครั้งผิวกายจะเนียนละเอียดผิวกระจ่าง
4    ยากำจัดรังแค
ผลมะกรูด 1 ผลนำมาเผาไฟให้ร้อน นำมาคั้นเอาน้ำใช้ขยี้บนศรีษะ ให้ทั่วทิ้งไว้สัก 2-3 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
5    ยาบำรุงผมดก
นำผลมะกรูด 1 ผลนำมาบีบเอาน้ำผสมกับหัวกะทิ กวนให้เข้ากันใช้ขยี้ผมให้ทั่วศรีษะหมักไว้สักครู่หนึ่ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้ปรุงยานี้รักษาวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 7 วันจะทำให้ผมดกดำขึ้น
(จากหนังสือ 130 สูตรเพื่อผิวสวย และลดเลื้อนริ้วรอยโดยปินัทรา เพ็ชรพลอยศรี,   จากหนังสือตู้ยาแผนโบราณ  )
 
 
1 สูตรลดความหยาบกร้าน ข้อศอก มือ เท้า
 
มะกรูด 2 ผล เกลือป่น 2 ช้อนชา
 
วิธีทำ ผ่ามะกรูด 1 ลูกเป็น 2 ซีก แกะเอาเมล็ดออกโรยเกลือป่น
 
วิธีสวย นำมะกรูดโรยเกลือถูบริเวณผิวหยาบกร้านเช่นข้อศอก มือ เท้าล้างออกด้วยน้ำเสร็จแล้วทาครีมบำรุงผิวทำสัปดาห์ละครั้ง ทำให้เซลล์ผิวหนังที่ตายหลุดลอกออกไปและจะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาผิวบริเวณดังกล่าวจะขาวเนียนนุ่มขึ้น
 
 
2 สูตรโลชั่นบำรุงหนังศรีษะและรากผม
 
มะกรูดเผา 2 ลูก น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง 1 ฟอง
 
วิธีทำ บีบขยี้มะกรูดเผา นำแต่น้ำมาปั่นกับส่วนผสมตัวอื่นๆจนเป็นเนื้อเดียวกัน
 
วิธีสวย นำโลชั่นมะกรูดมาหมักผม นวดคลึงเบาๆแล้วทิ้งไว้ประมาณ20-30 นาทีสระออกด้วยแชมพูทำสัปดาห์ละครั้ง เส้นผมจะดกดำนุ่มสวย 
 
 
3 สูตรครีมขัดผิว ทุกสภาพผิว
 
น้ำมะกรูด 2 ช้อนโต๊ะ นมสด 1 ถ้วย ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำ คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน
 
วิธีสวย นำครีมมะกรูดทาทั่วเรือนร่างทิ้งไว้ 20 นาทีใช้ผ้าขนหนูชุปน้ำบิดหมาดๆเช็ดถูเบาๆเน้นจุดหยาบกระด้างล้างออกด้วยน้ำเย็น ซับตัวให้แห้งทาครีมบำรุงผิว ทำสัปดาห์ละครั้งผิวกายจะเนียนละเอียดผิวกระจ่าง
 
 
4 ยากำจัดรังแค 
ผลมะกรูด 1 ผลนำมาเผาไฟให้ร้อน นำมาคั้นเอาน้ำใช้ขยี้บนศรีษะ ให้ทั่วทิ้งไว้สัก 2-3 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
 
 
5 ยาบำรุงผมดก
นำผลมะกรูด 1 ผลนำมาบีบเอาน้ำผสมกับหัวกะทิ กวนให้เข้ากันใช้ขยี้ผมให้ทั่วศรีษะหมักไว้สักครู่หนึ่ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้ปรุงยานี้รักษาวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 7 วันจะทำให้ผมดกดำขึ้น
 
 
(จากหนังสือ 130 สูตรเพื่อผิวสวย และลดเลื้อนริ้วรอยโดยปินัทรา เพ็ชรพลอยศรี, จากหนังสือตู้ยาแผนโบราณ )
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-09 20:10:15 IP : 171.97.29.173


ความเห็นที่ 10 (3418187)

 สูตรและวิธีการทำยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน

 
สรรพคุณของยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน 
ถ้าต้องการถอนพิษร้อนและปวดบวมให้เพิ่มใบย่านางและกระดูกไก่ดำ รวมตัวยาจะมีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อยร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดเส้นเอ็น เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว ใช้ถอนพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการผิวหนังอักเสบ โรคผิวหนัง งูสวัด ลมพิษ น้ำร้อนลวก เป็นต้น
 
 ส่วนผสมของยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน
ใบเสลดพังพอนตัวผู้และตัวเมียรวม 400 กรัม
ถ้าต้องการถอนพิษร้อนและปวดบวมให้เพิ่ม
ใบย่านางและกระดูกไก่ดำอย่างละ 100 กรัม
น้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าว 200 กรัม
วาสลิน 50 กรัม
ขี้ผึ้งบริสุทธิ์ 50 กรัม
พิมเสน 50 กรัม
เมนทอลเกล็ด 100 กรัม
การบูร 100 กรัม
น้ำมันยูคาลิปตัส 1/2-1 ออนซ์
น้ำมันลาเวนเดอร์ 1/2-1 ออนซ์
น้ำมันสะระแหน่ 1/2-1 ออนซ์
น้ำมันอบเชย 1/2-1 ออนซ์
น้ำมันกานพลู 1/2-1 ออนซ์
น้ำมันเขียว 1/2-1 ออนซ์
 
 วิธีทำยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน
นำใบเสลดพังพอนตัวผู้และตัวเมียมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลงทอดในน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าว โดยใช้ไฟอ่อน ๆ จนหมดฟองและน้ำมันกลายเป็นสีเขียวเข็ม ยกลงกรอกเอากากออกให้หมด 
จะได้น้ำมันเสลดพังพอนประมาณ 100 กรัม (ส่วนผสม 1) 
 
นำหม้อแสตนเลสสตีล ใส่วาสลินและขี้ผึ้งลงไป วางหม้อวาสลินลงในหม้ออีกใบที่ใหญ่กว่า ทำการตุ๋นด้วยความร้อนจากหม้อใบใหญ่ที่ใส่น้ำ ใช้ไฟกลาง ๆ กวนให้เข้ากัน ห้ามใช้ความร้อนที่สูงเกินไป จะทำให้กลิ่นระเหยหมดและอาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้ได้ หลังจากวาสลินและขี้ผึ้งละลายหมดแล้ว นำพิมเสน เมนทอลและการบูร ผสมรวมกัน คนให้ละลายจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเติมน้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันอบเชย น้ำมันกานพลูและน้ำมันเขียว 
คนให้เข้ากันดีอีกครั้ง (ส่วนผสม 2) 
 
นำส่วนผสม 1 และ 2 ผสมรวมกัน คนให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง
นำส่วนผสมที่ได้บรรจุขณะเป็นน้ำ ใส่ขวดที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ให้เย็นก่อนปิดฝา พร้อมใช้หรือจำหน่าย
 
มาดูข้อมูลสรรพคุณสมุนไพรกันบ้าง
 เสลดพังพอน
เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย แต่ต่างกันที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย เพื่อไม่ให้สับสนจึงเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า พญายอ และตำรายาไทยนิยมนำมาทำยา ส่วนที่ใช้: ใบสด ราก
สรรพคุณ
-- ฤทธิ์ลดการอักเสบ
-- สารสกัดใบพญาปล้องทอง สามารถลดการอักเสบที่เท้าหนูขาว ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบโดยฉีดสารคาราจีแนน (Carrageenan) ได้ดีโดยเฉพาะส่วนที่สกัดด้วย butanol แต่ฤทธิ์ของสารสกัดนี้จะค่อยๆ ลดลง และจะหมดฤทธิ์โดยสิ้นเชิงภายใน 1 ปี
-- ฤทธิ์ลดความเจ็บปวด
-- ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส
-- สารสกัดจากใบพญาปล้องทอง มีฤทธิ์ทำลายไวรัสเฮอร์ปีส์ ซิมเพลกซ์ ไทป์ 2 (HSV-2) ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคเริมไม่ให้เข้าเซลล์ และไม่สามารถยับยั้งการแบ่งตัวในการเพิ่มจำนวนของไวรัสวาริเซลล่า ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) โดยตรง
ใบย่านาง
สรรพคุณใบย่านาง
ใบย่านาง ในตำราสมุนไพรจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะ
มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วและความแก่ชราอย่างได้ผล
ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรคในร่างกายให้แข็งแรง
ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
ช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกาย
ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย
เป็นสมุนไพรที่ช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างเห็นผลและปลอดภัย
ช่วยในการเผาผลาญไขมันและนำไปใช้เป็นพลังงาน
ช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ
เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งอย่างมาก
หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำ ก้อนมะเร็งจะฝ่อและเล็กลง
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
ช่วยในการบำรุงรักษาตับ และไต
ช่วยรักษาและบำบัดอาการอัมพฤกษ์
ช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกาย แม่นอนพักก็ไม่หาย
ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อยๆ
ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อตหรือมีเข็มแทงหรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ
ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยในร่างกายแตกใต้ผิวหนังได้ง่าย
ช่วยรักษาอาการตกกระที่ผิวเป็นจ้ำๆสีน้ำตาลตามร่างกาย
ช่วยรักษาเนื้องอก
ช่วยรักษาอการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม คลื่นไส้ อาเจียน
ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ
รากแห้งใช้ในการแก้ไข้ทุกชนิด และลดความร้อนในร่างกาย
รากของย่านางสามารถแก้ไข้ได้ทุกชนิด ทั้ง ไข้พิษ ไข้หัด ไข้เหนือ ไข้ผิดสำแดง เป็นต้น
เถาย่านางมีส่วนช่วยในการลดความร้อนและแก้พิษตานซาง
มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย
ช่วยรักษาอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ
ช่วยอาการของโรคเบาหวาน ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
มีส่วนช่วยช่วยอาการปวดตึง ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดชาต่างๆ
ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้
รากของย่านางช่วยแก้อาการเบื่อเมา
ช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง
ช่วยแก้อาการง่วงนอนหลังการรับประทานอาหาร
ช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล
ช่วยในการบำรุงสายตาและรักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ตาแดง ตาแห้ง ตามัว แสบตา ปวดตา ตาลาย เป็นต้น
ช่วยรักษาอาการปากคอแห้ง ริมฝีปากแตกหรือลอกเป็นขุย
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น มีสีเหลืองหรือเขียว หรืออาการเสมหะพันคอ
ช่วยบำบัดอาการของโรคไซนัสอักเสบ
ช่วยลดอาการนอนกรน
ช่วยแก้อาการเจ็บปลายลิ้น
ช่วยป้องกันและบำบัดรักษาโรคหัวใจ
ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ
ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้
ช่วยบรรเทาอาการอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลัน
ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการแสบท้อง
ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ
ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้
ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน
ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ
ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี
ช่วยรักษาอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ
ช่วยแก้อาการปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
ช่วยรักษาอาการมดลูกโต อาการปวดมดลูก ตกเลือดได้
ช่วยบำบัดรักษาโรคต่อมลูกหมากโต
ช่วยป้องกันโรคไส้เลื่อน
ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด
ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
ช่วยรักษาอาการตกขาว
ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์
ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ช่วยรักษาอาการผิวหนังมีความผิดปกติคล้ายรอยไหม้
น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย
ช่วยป้องกันและรักษาอาการส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า
ช่วยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าผุ โดยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย หรือในเล็บมีสีน้ำตาลดำคล้ำ อาการอักเสบที่โคนเล็บ
สำหรับประโยชน์ของใบย่านางด้านอื่นๆ เช่น การนำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ยกตัวอย่าง ใบย่านางแคปซูล สบู่ใบย่านาง แชมพูใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพร เป็นต้น
แชมพูสระผมจากใบย่านาง ช่วยให้ผมดกำ ชะลอการเกิดผมหงอก จบแล้วสรรพคุณของใบย่านาง
 กระดูกไก่ดำ
รสและสรรพคุณในตำรายา มีรสเผ็ดร้อน ขับเลือดที่เน่าเสียให้ลงสู่เบื้องล่าง และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
- ใบ นำใบสดกระดูกไก่ดำมาตำและเอาน้ำมาดื่ม แก้ปวดศีรษะ โรคหืด ไอ อัมพาต นำมาตำคั้นน้ำมาผสมกับเหล้ากิน แก้ไอ อาเจียนเป็นเลือด ช้ำใน ขับปัสสาวะบวมตามข้อ กากของใบนำมาพอกแผลที่พิษอสรพิษขบกัด ใบนำมาต้มและดื่ม แก้ช้ำแก้ไข้ ลดความร้อน ขับเลือดข้นในร่างกายให้กระจาย
- รากและใบ ตำรากและใบของกระดูกไก่ดำผสมกันแล้วนำมาพอกแผล ถอนพิษ นำมาต้มใช้อาบน้ำแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน
 
โดย Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:14:52 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 11 (3423107)

 ความเป็นมาของยาดมส้มโอมือ และสูตรยา

วันนี้ขอนำเสนอเรื่องใกล้ตัว เมื่อเริ่มอายุมากขึ้นก็จำเป็นต้องพกติดตัวกันไว้ เช่น ยาหอม ยาดม ยาอม ยาหม่อง ..... อุ๊ยนึกถึงขายของที่ชานชาลารถไฟเลยค่ะ 
 
ความเป็นมาของยาดมส้มโอมือ
 
ยาดมส้มโอมือ ทำมาจากเปลือกของส้มโอมือ ซึ่งมีเครื่องปรุงเสริมแล้วแต่ตำรับ มีกลิ่นหอมเย็นใช้สูดดม ทำให้เลือดลมไหวเวียนดี แก้อาการเป็นลม ตำรับที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมคือ ตำรับวังสวนสุนันทา โดยเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ท่านเป็นเจ้าจอมองค์รองสุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (เจ้าจอมองค์สุดท้ายคือ เจ้าจอมแส บุนนาค) ท่านได้ทำยาดมส้มโอมือถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เป็นประจำ ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 สวรรคต ท่านย้ายมาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และได้ถ่ายทอดวิธีการทำส้มโอมือนี้ให้แก่หลานๆ และข้าราชบริพารใกล้ชิด เพื่อใช้ทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัว สืบต่อกันมาจนปัจจุบัน 
 
 
 
 
 
สูตร " ยาดมส้มโอมือ "
 
วัตถุส่วนประกอบ 
 
1. ยาหอมบำรุงหัวใจ 2 ส่วน 
2. ยาหอมห้าเจดีย์ 2 ส่วน 
3. ผิวมะกรูดแห้ง (บดหยาบ) 
4. เปลือกสมุลแว้ง (บดหยาบ) 
5. เปลือกอบเชยเทศ (บดหยาบ) 
6. ส้มมือแห้ง (บดหยาบ) 
7. ชะมดเช็ด 
8. พิมเสน 
9. เมนทอล 
 
ขั้นตอนการทำ
 
- ผสมข้อ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน แล้วนำข้อ 3, 4, 5 และ 6 อย่างละพอประมาณมาผสมรวมกัน
- นำชะมดเช็ดปริมาณเล็กน้อยใส่ในใบพลูซ้อนหลายๆ ชั้น ลนไฟเทียนให้ไหลในตัวยาผสมให้เข้ากันดี
- ดมกลิ่นให้ได้กลิ่นหอมตามต้องการ
- นำผ้าสำลีมาตัดเป็นสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 8 ซม. ยาว 8 ซม.
- ตักเนื้อยา 1 ช้อนยา ห่อด้วยผ้าสาลู เป็นก้อนกลม ผูกด้ายให้แน่น
- นำพิมเสนกับเมนทอลมาผสมกัน ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 เขย่าให้เข้ากันจนละลายหมด (ละลายเป็นน้ำมัน)
- เอายาที่ห่อไว้แล้ว จุ่มลงในข้อ 6 ให้เปียกชุ่มพอประมาณ จึงใส่ในถ้ำยาดม ปิดฝาให้สนิท
 
http://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/traditional_medicine/conversion_of_herbs/11.html
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-05 20:15:51 IP : 110.168.146.254


ความเห็นที่ 12 (3424191)

 วันนี้ทำยาหม่องสมุนไพรสูตรบาล์ม เอาไว้ใช้ที่คลินิกการแพทย์แผนไทย ก้อเลยนำสูตรการทำยาหม่องชนิดบาล์ม ๓ สูตร มาฝากเพื่อนๆ ค่ะ ลองเลือกรับปรับใช้กันดู ตามความชอบได้เลยค่ะ

 

 
สูตรทำยาหม่องบาล์ม (Balm)
 
สูตร ๑. ยาหม่อง DIY BALM
 
ยาหม่องอยู่คู่กับคนไทยเรามานานแสนนาน แก้ปวดหัว วิงเวียนศรีษะ มีหลายยี่ห้อ หลายราคา ในท้องตลาดบ้านเรา ระยะหลังมีธุรกิจ SME เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก มีไม่น้อยเลยทีเดียว ที่เลือกการทำยาหม่องเป็นอาชีพหลัก บ้างก็เป็นอาชีพเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ OTOP ระยะหลังได้การพูดถึงเป็นอันมาก 
 
บริษัท ฮงฮวด จำกัด เป็นผู้นำในวงการเคมีภัณฑ์เครื่องสำอางนี้ มีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาชีพให้กับทุก ๆ คน โดยใครคิดจะทำยาหม่อง คิดถึงเราได้เลยครับ เรามีอุปกรณ์ ส่วนประกอบทุกอย่าง ให้คุณเลือกหา 
 
การทำยาหม่องนั้นง่ายมาก ดูเหมือนยากแต่ไม่ยาก มีส่วนประกอบดังต่อไปนี้ (ทั้งหมดหาซื้อได้ที่ บริษัท ฮงฮวด จำกัด ทุกสาขา หรือ ทางเวปไซด์ของเราได้เลยครับ
 
ไขพาราฟิน PARAFFIN WAX 135 ปริมาณ 150 กรัม 
วาสลิน PETROLATUM 1S ปริมาณ 1000 กรัม 
เมนทอล MENTHOL CRYSTAL CHINA ปริมาณ 100 กรัม 
การบูร CAMPHOR POWDER ปริมาณ 50 กรัม 
น้ำมันสระแหน่ PEPPERMINT OIL ปริมาณ 25 กรัม
น้ำมันระกำ METHYL SALICYLATE ปริมาณ 50 กรัม 
น้ำมันอบเชย CASSIA OIL ปริมาณ 25 กรัม 
น้ำมันเขียว CAJEPUT OIL ปริมาณ 25 กรัม 
น้ำมันกานพลู CLOVE OIL ปริมาณ 25 กรัม 
และภาชนะที่ใช้บรรจุ อาจเป็นขวดหรือกระปุกเล็ก ๆ เพื่อบรรจุ หาซื้อได้ตามย่านสะพานขาว
 
มีวิธีทำดังต่อไปนี้
 
ใช้เตาไฟฟ้าความร้อนประมาณ 70 องศาเซลเซียส หากไม่มีใช้เตาในครัวได้ แต่ใช้ไฟอ่อน ๆ 
นำหม้อใบเล็กวางในใบใหญ่ที่ใส่น้ำไว้ วัสดุที่ใช้ห้ามใช้พลาสติก ต้องเป็นสแตนเลส หรือแก้วจะดีที่สุด 
แล้วนำไขพาราฟิน และวาสลิน ใส่ในหม้อใบเล็ก หลอมด้วยความร้อน รอให้ละลายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน 
นำส่วนผสมทั้งหมดในข้อ 3 ถึง 9 ผสมเข้าด้วยกันและกวนจนละลาย 
กรอกผลิตภัณฑ์ที่ได้ใส่ภาชนะ ขวดหรือกระปุกที่เตรียมไว้ 
รอให้เย็น ปิดฝาและวางจำหน่ายได้ 
หมายเหตุ 
 
หากต้องการใส่สีสัน ให้ใช้สีน้ำมันเท่านั้น ผสมในขั้นตอนที่ 4 (ไม่สามารถใช้สีผสมอาหารได้) 
เมื่อทำเสร็จแล้ว ควรต้องแจ้ง คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เพื่อขึ้นทะเบียนยาให้ถูกต้องตามกฎหมาย 
และปิดฉลาก แสดงสรรพคุณให้ถูกต้องต่อไป 
ติดต่อสอบถามได้ที่ shop@honghuat.com
 
http://www.honghuat.com/ | www.facebook.com/honghuatshop | www.twitter.com/honghuat
 
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
 
สูตร ๒. สูตรยาหม่องร้านวิโรฒวิทยาภัณฑ์
 
รวมขั้นตอนและสูตรต่างๆ
ร้านวิโรฒวิทยาภัณฑ์ 589 ถ.ยมราช อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000 
083-049-4100 , 084-036-6268 (ธีรพงษ์) FAX : 044-243-153
 
ทางร้านได้มีการจำหน่ายวัตุดิบที่ใช้ในการทำตามสูตรด้านล่างเป็นชุดๆ ทั้งราคาปลีกและส่ง เหมาะสำหรับผลิตขาย
เป็นสินค้าหรือสำหรับแต่ละโรงเรียนเพื่อให้เป็น การฝึกวิชาชีพแก่นักเรียน หรือเหมาะแก่ผู้ที่ต้องการนำไปใช้ประกอบอาชีพ 
สูตรทำยาหม่อง 
 
ตำรับยา
คุณสมบัติ
1. พาราฟินแข็ง 50 กรัม ช่วยให้แข็ง
2. วาสลิน 300 กรัม ช่วยให้เหลว , นิ่ม
3. ขี้ผึ้งขาว 50 กรัม ช่วยให้แข็ง เนื้อยาหม่องเนียน
4. เมนทอล 60 กรัม หอม เย็น แก้หวัด
5. น้ำมันยูคาลิปตัส 30 ซีซี กลิ่นหอมแก้หวัด
6. น้ำมันระกำ 60 ซีซี ร้อน ขยายหลอดเลือด
7. การบูร 50 กรัม หอม ร้อน บรรเทาความเจ็บ
8. ซีนามอล (อบเชย) 2 ซี ซี แก้แมลงกัดต่อย
9. น้ำมันกานพลู 5 ซีซี ทำให้กลิ่นของยาหม่องอยู่นาน
10. สีละลายในน้ำมัน เล็กน้อย แต่งสีให้น่าใช้
 
วิธีทำ 
 
นำข้อ 1, 2 , 3 ใส่บีกเกอร์ตั้งไฟอ่อนหลอมเหลว คนนิดหน่อย รอจนหลอมเหลวหมดนำข้อ 4-10 ผสมกันหลอมในบีกเกอร์อีกใบ 
โดยไม่ต้องใช้ความร้อน จากนั้นนำไปผสมลงในบีกเกอร์ที่หลอมจากข้อ 1-3
 
หมายเหต 
 
เมื่อรู้คุณสมบัติของสารแต่ละตัวแล้ว ยาหม่องที่ทำได้อาจจะปรับปรุงตามต้องการได้ สารที่เพิ่มเติมได้อีก คือ พิมเสน น้ำมันสะระ
แหน่ น้ำมันเขียว จากสูตร อาจจะเพิ่มสมุนไพรได้อีก เช่น พริก ไพล เสลดพังพอน ฯลฯ แต่จะต้องศึกษาคุณสมบัติของสมุนไพรด้วย 
 
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
 
สูตร ๓. สูตรและวิธีการทำยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน
 
สรรพคุณของยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน บรรเทาอาการปวดเมื่อยร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดเส้นเอ็น เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว ใช้ถอนพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการผิวหนังอักเสบ โรคผิวหนัง งูสวัด ลมพิษ น้ำร้อนลวก เป็นต้น
 
 
ส่วนผสมของยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน
 
ใบเสลดพังพอนตัวผู้และตัวเมีย 500 กรัม 
น้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าว 200 กรัม 
วาสลิน 50 กรัม 
ขี้ผึ้งบริสุทธิ์ 50 กรัม 
พิมเสน 50 กรัม 
เมนทอลเกล็ด 100 กรัม 
การบูร 100 กรัม 
น้ำมันยูคาลิปตัส 1/2-1 ออนซ์ 
น้ำมันลาเวนเดอร์ 1/2-1 ออนซ์ 
น้ำมันสะระแหน่ 1/2-1 ออนซ์ 
น้ำมันอบเชย 1/2-1 ออนซ์ 
น้ำมันกานพลู 1/2-1 ออนซ์ 
น้ำมันเขียว 1/2-1 ออนซ์ 
วิธีทำยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน
 
นำใบเสลดพังพอนตัวผู้และตัวเมียมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลงทอดในน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าว โดยใช้ไฟอ่อน ๆ จนหมดฟองและน้ำมันกลายเป็นสีเขียวเข็ม ยกลงกรอกเอากากออกให้หมด จะได้น้ำมันเสลดพังพอนประมาณ 100 กรัม (ส่วนผสม 1) 
นำหม้อแสตนเลสสตีล ใส่วาสลินและขี้ผึ้งลงไป วางหม้อวาสลินลงในหม้ออีกใบที่ใหญ่กว่า ทำการตุ๋นด้วยความร้อนจากหม้อใบใหญ่ที่ใส่น้ำ ใช้ไฟกลาง ๆ กวนให้เข้ากัน ห้ามใช้ความร้อนที่สูงเกินไป จะทำให้กลิ่นระเหยหมดและอาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้ได้ หลังจากวาสลินและขี้ผึ้งละลายหมดแล้ว นำพิมเสน เมนทอลและการบูร ผสมรวมกัน คนให้ละลายจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเติมน้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันอบเชย น้ำมันกานพลูและน้ำมันเขียว คนให้เข้ากันดีอีกครั้ง (ส่วนผสม 2) 
นำส่วนผสม 1 และ 2 ผสมรวมกัน คนให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง 
นำส่วนผสมที่ได้บรรจุขณะเป็นน้ำ ใส่ขวดที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ให้เย็นก่อนปิดฝา พร้อมใช้หรือจำหน่าย 
เสลดพังพอน
ชื่อวิทยาศาสตร์: Clinacanthus nutans (Burm.f) Lindau. 
ชื่อสามัญ: -
วงศ์: Acanthaceae 
ชื่ออื่น ๆ : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องดำ (ลำปาง) พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) เสลดพังพอนตัวเมีย 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: เป็นไม้พุ่มเลื้อย ลำต้นและกิ่งก้านสีเขียว ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนาน กลีบดอกสีแดงส้ม โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ส่วน ขึ้นตามป่า หรือปลูกกันตามบ้าน ขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำ เสลดพังพอนมีชื่อพ้องกัน คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย แต่ต่างกันที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย เพื่อไม่ให้สับสนจึงเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า พญายอ และตำรายาไทยนิยมนำมาทำยา 
ส่วนที่ใช้: ใบสด ราก
 
เรียบเรียงสูตรและวิธีการทำ
"ยาหม่องสมุนไพรเสลดพังพอน"
โดยกองบรรณาธิการ
http://www.yesspathailand.com/ 
 
โดย...... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-14 20:35:09 IP : 171.97.4.61



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.