ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > เคล็ดลับยาสมุนไพร...รักษาโรค

เคล็ดลับยาสมุนไพร...รักษาโรค


 เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค.....

 

 

 
การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้มีทั้งหมด 27 ขนาน เช่น
 
ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน
ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส
ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ
ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย
ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ
ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็ก ระบายพิษไข้
สมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่
 
สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด
สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ
สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว
สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย
สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่
สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ
สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมียและตัวผู้
สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า
 
ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุด ด่างดำ รักษาสิว
แตงกวา : สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น
มะเขือเทศ : สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ
ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย
หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย
สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง 
 
มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู (ชะพลู) ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ 
 
สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามินเอ ซี อี)
 
วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียงกระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ
วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ
วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ
เบตาแคโรทีนสูง ได้แก่ แคร์รอต ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ
สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง 
 
พืชสมุนไพร บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก 
 
สมุนไพรกับโรคความดันโลหิตสูง 
 
ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะต้องได้รับการควบคุมดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน และในการนำสมุนไพรมาใช้ใน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจะต้องระมัดระวัง และจะต้องตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากแพทย์แผนปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะมีดังนี้ 
 
หญ้าหนวดแมว ในใบของหญ้าหนวดแมวจะมีเกลือโพแทสเซียมปริมาณ 0.7-0.8% ใช้ใบอ่อนเป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกลือโพแทสเซียมในใบอ่อนจะมีปริมาณสูง ตามตำรายาไทยใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอว ใช้ขับนิ่วและลดความดันโลหิตสูง 
 
ข้อควรระวัง
 
เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ
ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้ม และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีเกลือโพแทสเซียมละลายออกมามาก มีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หายใจผิดปกติได้
ควรใช้ใบตากแห้ง ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น
ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยามีฤทธิ์ต่อหัวใจมากขึ้น
ก่อนการใช้ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย
หญ้าคา ในรากหญ้าคามีสารอะรันโดอินและไซลินดริน ทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา โดยต้นหญ้าคาสด 40-50 กรัม (น้ำหนักแห้ง 10-15 กรัม) หรือ 1 กำมือ ต้มดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร) 
 
หมายเหตุ การใช้สมุนไพรขับปัสสาวะทุกชนิดต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเกินขนาดอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ 
 
สรรพคุณสมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด
 
น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย จากการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่าน้ำมัน เมล็ดดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดลดลงและลดการอุดตัน ไขมันในหลอดเลือดได้
กระเทียม มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลด ไขมันในหลอดเลือดได้ ซึ่งจะใช้กระเทียม ประมาณ 5-7 กลีบ รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ เป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดจะลดลง
ถั่วเหลือง ในถั่วเหลืองจะมีกรด อะมิโน เลซิติน และวิตามินอีสูง จะช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด
การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
 
การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ อาหาร สมุนไพร ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด
การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การพักผ่อนให้เพียงพอ
ตรวจร่างกายประจำทุกปี
สมุนไพรที่ควรใช้ในรูปอาหารกับโรคเบาหวาน ได้แก่ 
 
บอระเพ็ด มะระไทย ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ มะแว้ง เครือมะแว้ง ต้นตำลึง ฟ้าทะลายโจร สะตอ ว่านหางจระเข้ แมงลัก อินทนิลน้ำ หอมใหญ่ กระเทียม หญ้าหนวดแมว เตยหอม ฝรั่ง ช้าพลู ขี้เหล็ก สะเดา ผักบุ้ง สักกำแพงเจ็ดชั้น มวกแดง-ขาว ชะเอมไทย รากลำเจียก รากคนทา 
 
หมายเหตุ - การรักษาโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการใช้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจจะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป เป็นอันตรายได้ จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรในรูปของการปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน 
 
สมุนไพรกับโรคเอดส์ 
 
รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคเอดส์มีการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรหลายชนิด โปรตีนจากระหุ่ง แม้ว่าจะมีพิษแต่ก็มีผู้พบว่าส่วนหนึ่งของโปรตีน Ricin ซึ่งเป็นพิษคือ dg A สามารถจับ antibody ของ HIV ซึ่งทำให้ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส โดยมีผลต่อเซลล์ปกติเพียง 1/1,000 ของเซลล์ที่มีไวรัส การค้นพบนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการพบยาที่ป้องกันหรือยืดเวลาในการเกิดโรคเอดส์ 
 
Hypericum spp. 
 
พืชสกุลนี้บ้านเรามี บัวทอง (Hyperi cum garrettii Craib) มีผู้สกัดสาร Hypericin และ Pseudohypericin จากพืชนี้ พบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการขยายตัวของไวรัสเอดส์ 
 
Castanospermun australe 
 
Tyms และคณะได้พบว่าแอลคาลอยด์ 3 ชนิด มีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยให้ไวรัสจับกับ T-cells ซึ่งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแอลคาลอยด์ที่ให้ผลดีที่สุดคือ Castanospermine จาก Castanospermum australe ไม้ยืนต้นของออสเตรเลีย และสารนี้มีพิษน้อย มีฤทธิ์ข้างเคียง เช่น น้ำหนักลด ท้องเสีย 
 
ยังไม่มีสมุนไพรใดที่ใช้รักษาโรคเอดส์ได้จริงจัง ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งบางอย่างก็ทดลองโดยไม่ถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาสมุนไพร ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการจะค้นพบยารักษาโรคนี้


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-02-18 09:56:59 IP : 58.11.162.83


1

ความเห็นที่ 1 (3402490)

 สมุนไพรน่ารู้.....

 
“การรักษาผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบันกับภูมิปัญญาไทย” 
 
ประสพการณ์จากการนำการแพทย์แผนปัจจุบันมาใช้ในวงการร่วม 100 ปี และปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้นักคิดกลุ่มหนึ่งเริ่มมองเห็นแนวทางในการปฏิรูปสาธารณสุข โดยการผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบัน เข้ากับภูมิปัญญาไทย เนื่องจากการแพทย์ 2 ระบบมีจุดแข็ง และจุดอ่อนแตกต่างกัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการแพทย์ปัจจุบันแม่นยำ รวดเร็วและสิ้นเปลือง ส่วนการแพทย์แผนไทยสิ้นเปลืองน้อย ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรม รักษาเป็นองค์รวม โรคหายช้ากว่า แต่ยืนนานมั่นคงและไม่ทำลายทรัพยากรสิ่งแวดล้อม แนวทางการผสมผสานแพทย์ทั้ง 2 ระบบน่าจะเป็นได้ง่ายยิ่งขึ้นหากผู้ปฏิบัติเข้าใจในข้อดีข้อเสียของแต่ละระบบ และประยุกต์มาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 
 
 
ภูมิปัญญาไทยในที่นี้จะรวมถึงการแพทย์แผนโบราณหรือการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน ยาสมุนไพร และยาจากสมุนไพร ยาแผนโบราณ การนวดไทย รวมถึงการอบสมุนไพร การประคบ ฤาษีดัดตน และการกินอาหารไทย แต่จะไม่ร่วมถึงการฝังเข็ม การนวดฝ่าเท้า การอบรมเซาน่า การดึงหลัง(chiropractor) การกดจุดซึ่งได้เข้ามาผสมผสานในภายหลัง
 
 
การผสมผสานการแพทย์ทั้ง 2 ระบบคือ การเปิดคลินิกรักษาโดยให้การตรวจวินิจฉัยตามแผนตะวันตก แต่ใช้การวิเคราะห์ทางห้องทดลอง และเอ็กซเรย์แต่เพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็น และการใช้ยา ทั้ง 2 อย่างคือ ยาจากเคมี หรือยาแผนปัจจุบัน กินยาสมุนไพร หรือยาจากสมุนไพร โดยเน้นหนักที่อย่างหลัง ประกอบกับนำการแนะนำเรื่องการกินอาหาร การออกกำลังกาย การฝึกสมาธิ มาให้คนไข้ได้รับทราบและปฏิบัติด้วย 
 
 
ยาสมุนไพรที่ใช้รักษา แบ่งใช้ตามหมวดหมู่ของโรคและอาการดังนี้
 
 
ความดันโลหิตสูง
 
ขึ้นฉ่าย ต้นสด 60 กรัมต้มน้ำดื่ม
 
ขลู่ ต้นและใบแห้ง 15 - 20 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือผงชา 4 - 6 กรัม ชงน้ำ 250 ซีซี. ดื่มวันละ 3 เวลา
 
ดอกคำฝอย ดอกแห้ง 2 กรัมในถุงชา 1 - 2 ถุง ชงน้ำดื่มตลอดวัน
 
กระเทียม สะกัดแห้ง 2 แคปซูลต่อวัน
 
ระย่อม รากแห้งบดเป็นผง ใส่แคปซูลหรือคลุกน้ำผึ้ง 200 มิลลิกรัมต่อวัน
 
 
โรคข้อและรูมาติซั่ม
 
สะเดา ดอกและใบแห้งแคปซูล 500 มก. 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง
 
เถาวัลย์เปรียง เถาแห้งบดเป็นผง แคปซูล 2 - 4 แคปซูลวันละ 1 - 2 ครั้ง
 
ไพล ใช้เหง้าสด ตำ คั้นน้ำถูกนวดหรือทำลูกประดมห่อรวมกัน เกลือ ใบเหงือกปลาหมอ พิมเสน
 
หญ้าหนวดแมว ใช้ใบแห้ง 4 กรัม ต้มน้ำ 75 ซีซี. ดื่มตลอดวัน
 
 
โรคระบบทางเดินอาหาร
 
เปล้าน้อย ใบอ่อนต้มน้ำดื่ม หรือยาเคลเนด 1 - 2 เม็ด วันละ 3 เวลาหลังอาหาร
 
ขมิ้นชัน พอแห้งแคปซูล 2 แคปซูล วันละ 3 ครั้งอาหาร
 
กล้วย ผงกล้วยดิบ 1 - 2 ซ้อนโต๊ะ ก่อนนอน โรงท้องผูก
 
มะขามแขก ฝักแห้งอัดเม็ด 500 มิลลิกรัม 2 - 4 แคปซูลก่อนนอน
 
เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ใส่น้ำจนพองดื่มก่อนนอน
 
 
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (หวัด ไอ เจ็บคอ ภูมิแพ้)
 
ฟ้าทะลายโจรผง 350 มก. ขนาด 3 - 4 แคปซูลวันละ 3 ครั้ง
 
มะแว้งเครือ ผลสด 5 - 6 เม็ด เคี้ยวกลืน หรือยามะแว้งวันละ 1 - 3 เม็ดอม
 
หนุมานประสานกาย สด 1 ก้าน ใบต้มน้ำ 3 ถ้วยให้เหลือ 1 ถ้วย ดื่มวันละ 2 ครั้ง เพื่อขยายหลอดลม
 
ปีบ ดอกแห้ง 6 -7 ดอก เผาไฟสูดดมควันเพื่อขยายหลอดลม
 
 
โรคนิ่วโรคระบบทางเดินปัสสาวะ
 
หญ้าหนวดแมว ใบแห้ง 4 กรัม ต้มกับน้ำ 750 ซีซี. ดื่ม
 
กระเจี๊ยบแดง ผงแห้ง 5 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง
 
ผักกาดน้ำ สดทั้งต้น 130 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
 
 
โรคเครียด นอนไม่หลับ
 
ขี้เหล็ก ใบแห้งอัดเม็ดแคปซูล 500 มก. 2 - 4 เม็ดก่อนนอน
 
สะเดา ใบแห้ง 500 มก. กิน 1 แคปซูลวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับขี้เหล็ก
 
 
เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
 
หญ้าปักกิ่ง ทั้งต้นสด 7 ต้น ตำคั้นน้ำดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
 
ขมิ้นชัน 2 แคปซูลวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
 
ฟ้าทะลายโจร 2 แคปซูลวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
 
 
โรคผิวหนังไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
 
ว่านหางจรเข้ วุ้นสด หรือครีมทาแผล
 
พญายอ หรือเสลดพังพอนตัวเมีย ครีมทาแผล เริม งูสวัด
 
บัวบก ครีมทาแผลเป็น แผลหลังผ่าตัด แผลเรื้อรัง
 
พลู เจลพลูทาผื่นคัน กลาก เกลื้อน
 
 
โรคหลอดเลือดสมอง
 
กระเทียม แคปซูลวันละ 2 แคปซูล
 
บัวบก เป็นอาหารหรือ 30 กรัม ตำคั้นน้ำดื่ม
 
แปะก๊วย สารสะกัด อัดเม็ด 40 มก. รับประทาน 1 เม็ดวันละ 1 - 2 ครั้ง
 
โสม วันละ 3 - 4 แว่น เคี้ยวกลืน
 
 
โรคเบาหวาน
 
บอระเพ็ด แคปซูล 500 มก. 2 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง
 
มะระขี้นก ผลแห้งผง แคปซูล 500 มก. 2 แคปซูลวันละ 3 ครั้งพร้อมอาหาร
 
 
เพื่อรองรับการปฏิรูประบบสารณสุข เชื่อว่าในอนาคตจะมีโรงเรียนฝึกอบรมการแพทย์ผสม ผสาน มีการปลูกสมุนไพร การเก็บเกี่ยว การผลิตเป็นอาหารสุขภาพ และยาจากสมุนไพร การวิจัยทาง คลินิก และนำมาใช้รักษาอย่างครบวงจรในสถานพยาบาลทั่วไป ทั้งนี้ประชาชนซึ่งมีความรู้มากขึ้นจะ เป็นผู้แสวงหาทางเลือกในการรักษาตนเอง อย่างไรก็ตามรัฐต้องเป็นแกนนำ เป็นผู้ชี้นำและจัดหาการ แพทย์ที่ประชาชนต้องการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และรักษาโรคหายได้ให้แก่ประชาชน เพราะปัญหาการ แพทย์ที่ลึกซึ้งนั้นย่อมเป็นการยากลำบางที่ประชาชนจะเข้าใจให้หมด 
 
อ้างอิง 
 
“การรักษาผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบันกับภูมิปัญญาไทย” 
โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์วีระสิงห์ เมืองมั่น
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-27 11:27:51 IP : 125.25.52.240


ความเห็นที่ 2 (3402768)

 สมุนไพรกับโรคมะเร็ง....

 

รูปภาพ

 

 
มะเร็งคือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่รักษาหายได้ยากด้วยยาหรือเครื่องมือแพทย์แผนใหม่ซึ่งมุ่งกำจัดมะเร็งโดยตรง อาจโดยผ่าตัด ฉายแสง หรือให้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัดนับว่าเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนป่วย ถ้าอาการไม่หนักจนเกินไปคือก้อนมะเร็งไม่โตการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อร้ายออกไปก็อาจหายขาดได้ในมะเร็งบางประเภทเช่นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งมดลูก แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่อวัยวะสำคัญเช่นตับ ไต หัวใจ ปอด การผ่าตัดก็เป็นผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพในระยะยาวของผู้ป่วย เพราะอวัยวะสำคัญจะต้องถูกเฉือนออกไปบางส่วน อวัยวะที่เหลือก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าการฉายรังสีและให้เคมีแก่ผู้ป่วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้มะเร็งหายไปจากอวัยวะนั้น ๆ ได้จริง แต่มันก็ทำลายส่วนประกอบอื่น ๆ ของร่างกายไปด้วย อาการหายป่วยจากมะเร็งนั้นจะเป็นการหายแบบความสุขสบายในชีวิตหายไป และนอนรอวันตายร่นเข้ามาในวันใดวันหนึ่งในระยะใกล้ ๆ ที่เห็นได้ชัดคือคนป่วยผอมเหลือง ผมร่วง รังสีของชีวิตขาดหายไป ภาพที่เราเห็นก็คือผีเดินได้นี่เอง
 
มะเร็งเป็นโรคที่คนไทยเรารู้จักกันมานาน แต่คำว่ามะเร็งอาจจะใช้กับโรคบางประเภท เช่นมะเร็งไข่ปลาคือโรคงูสวัดเป็นต้น แต่มะเร็งที่หมอแผนปัจจุบันหมายถึงคือโรคสารลุกลามในจุดใดจุดหนึ่งแล้วลุกลามไปตามเส้นเลือดเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อทั้งปวง คนเหนือเรียกว่าโรคสารมากกว่ามะเร็ง
 
การรักษามะเร็งหรือสารลุกลามด้วยยาแผนโบราณและแผนปัจจุบันนั้นมีจุดหมายที่เดียวกันคือทำให้เชื้อมะเร็งหายไปจากตัว แต่วิธีการนั้นแตกต่างกัน ยาสมุนไพรนั้นใช้รักษาด้วยการฟื้นสภาพอวัยภายในที่สำคัญให้มีพลังขึ้นมาต่อสู้กับโรค
 
จุดที่ยาสมุนไพรมุ่งเข้าสู่เป้าหมายคือต่อมน้ำเหลืองและไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน ปรัชญาการแพทย์แผนโบราณคือปลุกภูมิต้านทานในร่างกายขึ้นมาต่อสู้กับโรคร้ายด้วยการบำรุงไขกระดูกและต่อมน้ำเหลืองให้มีคุณภาพแข็งแรงจนเอาชนะโรคร้ายได้
 
การกินยาแผนโบราณอาจไม่มีหนทางพิสูจน์ทางห้องวิทยาศาสตร์ด้วยการตัดเนื้อเยื่อมาตรวจ แต่เมื่อผู้ป่วยกินยาไปสักระยะหนึ่งอาการป่วยต่าง ๆ ค่อยทุเลา และคนป่วยรู้สึกสบายดีขึ้นตามลำดับ กินได้ นอนหลับ อาการเจ็บปวดลดน้อยลง นั่นแสดงว่าสมุนไพรเหมาะสมกับโรคแล้ว ถ้ากินติดต่อกันไปก็อาจหายขาดได้
 
สมุนไพรที่หมอแผนโบราณใช้รักษาโรคมะเร็งนั้นต้องเป็นสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลือง บำรุงเลือด บำรุงกำลัง บำรุงกระดูก การเลือกสมุนไพรก็เป็นไปตามหลักปรัชญาแพทย์แผนโบราณ คือหลักการใช้สมุนไพรตามรส ซึ่งท่านได้แบ่งไว้ทั้งสิ้น 9 รส เป็นถ้อยคำคล้องจองกันเพื่อจดจำได้ง่ายคือ ยารสฝาดใช้สมาน ยารสหวานซึมซาบไปตามเนื้อ รสเมาเบื่อแก้พิษ รสขมแก้ทางดีและโลหิต รสมันแก้เส้นเอ็น รสหมอเย็นบำรุงหัวใจ รสเค็มซึมซาบไปตามผิวหนัง รสเปรี้ยวกัดเสมหะ
 
เช่นรสเมาเบื่อแก้พิษ ก็ต้องรู้ว่ารสเมาเบื่อนั้นเป็นอย่างไร ไม่ได้หมายความว่ากินแล้วเมา กินแล้วเบื่อ แต่บางชนิดมันก็อาจเมานิด ๆ บางชนิดมันก็อาจเบื่อนิด ๆ แต่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ดี ถ้าใช้มากเกินก็กลายเป็นโทษ เช่นฝิ่น กัญชา โคเคน เป็นต้น ส่วนคำว่าแก้พิษนั้นก็คือพิษในโลหิตก็ได้ พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยก็ได้ ถ้าน้ำเหลืองเสียก็เรียกว่า โลหิตเป็นพิษ ก็ใช้รสเมาเบื่อนี่แหละ เช่น หัวยาเข้าเย็นเหนือ หัวยาเข้าเย็นใต้ หัวยั้ง รากมะดูก ขันทองพยาบาท ทองพันชั่ง ใบพลูแก ใบพลูคาว กำมะถัน สารหนู ปรอท เป็นต้น หมอแผนโบราณที่เก่งและเข้าถึงศาสตร์นี้ ท่านจะรู้จักหยิบเอาสมุนไพรแต่ละชนิดมาผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม เช่นการรักษาโรคมะเร็ง ก็ใช่ว่าท่านจะนำเอาสมุนไพรรสเมาเบื่อมาใช้ทั้งหมด ต้องผสมผสานกับรสอื่นด้วย เพื่อมุ่งสู่หลายจุดหมาย เพื่อแก้น้ำเหลือง เพื่อขับพิษร้าย เพื่อบำรุงโลหิต เพื่อบำรุงหัวใจ เพื่อปรุงรสและกลิ่นให้น่ารับประทาน การปรุงยาจึงเต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ของแต่ละหมอ จึงเป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ได้ แต่เลียนแบบกันไม่ได้ เหมือนหมอดูนั่นแหละ เรียนจากตำราเดียวกัน คนหนึ่งดูแม่นเหมือนตาเห็น อีกคนหนึ่งไม่เป็นเรื่องเลย มันก็เป็นเรื่องของการเข้าถึงศาสตร์และศิลปะประจำตัวของแต่ละคน
 
แต่สูตรยาสมุนไพรที่ท่านเขียนไว้เป็นตำรับก็มีมาก ที่เผยแพร่ตามตำราของทางการก็มี ได้พบในผลงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกด้านการวิจัยสมุนไพรของมหาวิทยาลัยมหิดล ท่านรวบรวมและพิมพ์เผยแพร่แล้ว ก็อยากเผยแพร่ต่อ ณ ที่นี้ คงไม่ว่ากันนะครับ ใครจะนำไปทดลองใช้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยทีเดียว แต่ต้องรู้จักต้นสมุนไพรนะครับ
 
 
 
ตำรายาจากผลงานวิจัยของการแพทย์แผนไทย
 
1. ยารักษามะเร็งเต้านม (ผู้วิจัย ดาลัด พรศิริประเสริฐ มหาวิทยาลัยมหิดล 2529) และ เกษรา ณ บางช้าง 2529)
 
ไฟเดือนห้า [Ludwigia hyssopifolia [G.Don] Ewell
 
หญ้าปีกไก่ดำ [ Polygala chinensis Linn]
 
พุทธรักษา [ Canna indica Linn]
 
ข้าวเย็นเหนือ) [Smilax corbularia Kunth C]
 
ลิ้นงูเห่า [ Climacanthus siamensis Brem
 
เกล็ดนิ่ม ขนเม่น กระดองเต่า เงี่ยงกระเบน อกตะพาบน้ำ กรุตักน้ำ
 
ยาสมุนไพรตำรับนี้เชื่อกันว่าให้ผลในการรักษามะเร็งได้หลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม (พ.ศ.2525-2529 มีผู้ป่วยรักษาด้วยยาตำรับนี้ 3250 คน) ได้มีผู้ทำการศึกษาเบื้องต้นพบว่า น้ำสกัดจากส่วนประกอบที่ได้จากพืชแสดงผลยับยั้งการเจริญของมะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลองได้ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์ที่จะศึกษาน้ำสกัดจากยาทั้งตำรับ ซึ่งประกอบด้วยพืชและสัตว์ ทำการศึกษาทั้งในห้องทดลอง และในสัตว์ทดลอง ผลการศึกษาได้ดังนี้
 
น้ำสกัดจากสมุนไพรทั้งตำรับสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์ KB ในหลอดทดลองได้ร้อยละ 50 { ED 50) เมื่อใช้น้ำสกัดที่มีความเข้มมากกว่า 100 มกก./มล. ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกากำหนดไว้ ส่วนผลการศึกษาในสัตว์ทดลองซึ่งทำให้หนูขาวเป็นมะเร็งเต้านมโดยการกินสารก่อมะเร็ง พบว่าเมื่อให้หนูทดลองกลุ่มหนึ่งได้กินน้ำสกัดยาสมุนไพรขนาด 1500 มก /กก. ของน้ำหนักตัวทุกวัน สามารถยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งได้ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และมีผลช่วยยืดอายุและเพิ่มอัตราการอยู่รอดของหนูทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับหนูทดลองอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้กินน้ำสกัดยาสมุนไพร
 
นอกจากนี้ยังได้ศึกษาพิษวิทยาจากสมุนไพรทั้งตำรับโดยในสัตว์ทดลองกินน้ำสกัดสมุนไพรปริมาณ 1500 มก./กก. ของน้ำหนักตัวติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน ไม่พบการเกิดพิษทางโลหิต ทางพยาธิ์สภาพของเซลล์ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของเลือดของสัตว์ทดลอง การศึกษาพิษเฉียบพลันโดยการให้สัตว์ทดลองกินน้ำสกัดปริมาณ 15000 มก./กก. ของน้ำหนักตัวเพียงครั้งเดียวก็ไม่พบว่ามีสัตว์ทดลองตาย.
 
การจะรักษาผู้ป่วยด้วยแพทย์แผนใหม่ หรือด้วยยาสมุนไพรไทยดี นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินของผู้ป่วยและญาติ แต่มีข้อที่น่าคิดอยู่ ผมอ่านหนังสือ “เมื่อหมอเป็นมะเร็ง” ของนายแพทย์ที่รักษามะเร็งด้วยการฉายแสงและรังสี ของโรงพยาบาลเชียงใหม่แต่เมื่อท่านเกิดมะเร็งลำไส้ก็ไม่ยอมรักษาด้วยรังสีและฉายแสง แต่กลับใช้วิธีชีวจิตจนอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาทนการรบเร้าของลูกศิษย์ที่เพิ่งเรียนจบเคมีจากอเมริกาไม่ไหว เขาบอกว่ายาที่มาใหม่ยอดเยี่ยม ต้องหายแน่ อยากให้อาจารย์ทดลองดู อาจารย์ก็เลยตามใจศิษย์ จนที่สุดก็ลาโลกไปด้วยยาเคมีชนิดใหม่ แต่ก่อนเสียชีวิตท่านก็เขียน “เมื่อหมอเป็นมะเร็ง ตอนที่ 2” ใครเป็นมะเร็งลองแสวงหาอ่านดูเถิดครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะใช้วิธีไหน
 
หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง
ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก
ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์
 
1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น
 
2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง
 
3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก
 
4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต
 
5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
 
6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ
 
7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ
 
8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก
 
9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
 
10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย
 
11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว
 
http://www.dd-pra.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-02-28 15:44:04 IP : 58.9.36.211


ความเห็นที่ 3 (3405533)

 ตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต....

 
ตำรับยาประคบนวดเส้นอัมพาต (ขนานเอก)
 
ยาสนมุนไพรขนานนี้ท่านว่าใช้ปรุงเป็นยาประคบหรือยาน้ำมันทาก็ได้ หรือใช้ควบคู่กันยิ่งดี ตัวยาที่สำคัญต่างมีดังต่อไปนี้
 
1. หัวไพล 1 ส่วน
2. ผิวมะกรูด 1 ส่วน
3. เกลือ 1 ส่วน
4. พิมเสนและการบูรรวมกัน 1 ส่วน
5. ใบยอ 1 ส่วน
6. ผักเสี้ยนผี (ใช้ทั้งใบ ต้น ราก) 1 ส่วน
7. ใบพลับพลึง 1 ส่วน
8. ใบอังกาบแดง 1 ส่วน
9. ว่านกีบแรด 1 ส่วน
10. ว่านนางคำ 1 ส่วน
11. ว่านร่อนทอง 1 ส่วน
12. ว่านน้ำ 1 ส่วน
13. ข้าวเหนียวขาว 1 ส่วน
14. เมนทอลหนัก 1 ขีด
 
วิธีปรุงยา นำตัวยาที่เป็นสมุนไพรสดมาหั้นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในครกค่อยตำ ในระหว่างที่ตำค่อยๆ เติมการบูร พิมเสน เมนทอล และเกลือที่ละน้อย เพื่อให้ส่วนผสมเข้าเนื้อยาไปทุกส่วน ตำให้หยาบๆ ก็พอ จากนั้นให้นำผ้าขาวสะอาดมาห่อยามัดเป็นลูกประคบ นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งกับไอน้ำร้อนที่เดือดจัด
 
วิธีใช้ ให้นำลูกประคบมาใช้ในขณะที่กำลังร้อน ควรประคบหลังจากที่มีการนวดยาแล้วค่อยๆ ประคบไปตามแนวเส้นอัมพาต ควบคู่กับการกินยาและการนวดทุกวัน
 
สรรพคุณ ตัวยาจากลูกประคบจะช่วยให้เส้นค่อยผ่อนคลาย ผู้ป่วยอัมพาตในระยะเริ่มต้นเคยรักษาหายมามากแล้ว ส่วนท่านที่เป็นอัมพาตมานานควรรักษาควบคู่กับกรรมวิธีอื่นทั้งกินยาสมุนไพร นวดน้ำมันยาสมุนไพร และควรทำการบำบัดทางกายภาพไปพร้อมกัน แล้วโอกาสที่จะหายป่วยมีมากทีเดียว
 
หมายเหตุ: (การทำยานวด) ตัวยาขนานดังกล่าวยังสามารถนำไปปรุงเป็นยาน้ำมันสมุนไพรใช้นวดได้ดีอีกด้วยโดยวิธีดังต่อไปนี้
ให้นำตัวยาที่เป็นสมุนไพรสดทั้งหมดไปตากแห้งหรืออบให้แห้ง ยกเว้นเกลือกับข้าวหนียว ไม่ต้องตากหรืออบ จากนั้นนำตัวยาทั้งหมดไปตำหรือบดให้ละเอียด จากนั้นนำไปเคี่ยวกับน้ำมันเลียงผาด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะใช้น้ำมันอบเชยก็ได้ ถ้ามีน้ำมันจากเมล็ดดอกคำฝอยยิ่งดีเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน
 
ก่อนยกยาลงจากเตาไฟควรเติมน้ำมัน “ลาโนริน” หรือนิยมเรียกกันว่าไขมันแพะลงไปประมาณ 1 ขีด เพราะไขมันแพะจะช่วยให้รูผิวหนังขยายตัว ช่วยให้ตัวยาซึมวับเข้าไปใต้ผิวหนังได้ดีขึ้น
 
(กล่าวกันว่าน้ำมันสมุนไพรขนานเอกนี้ใช้ได้ผลดีจริงๆ อีกทั้งใช้นวดแก้เคล็ดขัดยอกทั่วไปได้ดีด้วย)
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-17 19:22:32 IP : 58.9.123.57


ความเห็นที่ 4 (3409166)

 ยาแก้คันสูตรสมุนไพร.....

 

รูปภาพ : ยาแก้คันสูตรสมุนไพร.....
ยาแก้คันตามผิวหนังสูตรนี้เป็นการผสานคุณสมบัติของสมุนไพร 4 ชนิด   โดย
- เปลือกมังคุด นั้นช่วยลดการอักเสบ แก้เชื้อรา
- พญายอแก้อักเสบและฆ่าเชื้อไวรัส
- ขมิ้นชันจะช่วยกำจัดเชื้อราและสมานแผล
- เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณบรรเทาโรคผิวหนัง
จึงช่วยยับยั้งอาการคันรวมทั้งน้ำกัดเท้าได้อย่างชะงัด นอกจากนี้ส่วนผสมอย่างขี้ผึ้ง ปิโตรเลียมเจล และลาโนลิน ยังเป็นมอยซ์เจอไรเซอร์ชั้นดีที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นด้วย เมื่อพร้อมแล้วไปเตรียมส่วนผสมกันดีกว่า
ส่วนผสม...
- เปลือกมังคุด	 500	กรัม
- ใบพญายอ	 300	 กรัม
- ขมิ้นชัน	 300	กรัม
- เหงือกปลาหมอทั้งต้นและราก	300	 กรัม
- น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันพืช	 1	กิโลกรัม
- พิมเสน	 300	กรัม
- ขี้ผึ้ง	 10กรัม
- ปิโตรเลียมเจล	 100	กรัม
- ลาโนลิน	 10	 กรัม
วิธีทำ...
เริ่มจากหั่นสมุนไพรทั้ง 4 ให้พอหยาบ นำไปตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวกับน้ำมัน กระทั่งน้ำมันเริ่มงวดและเปลี่ยนสี บดพิมเสนเม็ดลงไปเคี่ยวจนเข้ากันดี กรองเอาแต่น้ำมัน ทิ้งไว้ให้เย็นแค่นี้ก็นำไปใช้ทาลดอาการคันตามผิวหนังได้แล้ว
สำหรับใครที่อยากทำเก็บไว้ใช้นานๆ หรือแจกจ่ายผู้อื่น ควรเติมขี้ผึ้ง ปิโตรเลียมเจล และลาโนลิน ลงไปเพื่อให้คงรูป ก่อนบรรจุลงภาชนะฝาปิดมิดชิด เก็บไว้ใช้ได้นานเป็นปี สูตรนี้สามารถแบ่งบรรจุลงตลับเล็กๆ เหมาะแก่ การพกพา (ประมาณ 20 กรัม) ได้ถึง 100 ตลับเลยทีเดียว อ้อ สามารถหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโปรดลงไปให้กลิ่นจรุงใจได้ด้วยนะคะ
หากไม่มีสมุนไพรสดให้ใช้สมุนไพรแห้งในปริมาณเท่ากันแทนได้ หาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนโบราณ
ขอบคุณ: อาจารย์วันทนี ธัญญา เจตนธรรมจักร คณะอนุกรรมการกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข
http://women.sanook.com/

 

 
ยาแก้คันตามผิวหนังสูตรนี้เป็นการผสานคุณสมบัติของสมุนไพร 4 ชนิด โดย
 
- เปลือกมังคุด นั้นช่วยลดการอักเสบ แก้เชื้อรา 
 
- พญายอแก้อักเสบและฆ่าเชื้อไวรัส 
 
- ขมิ้นชันจะช่วยกำจัดเชื้อราและสมานแผล 
 
- เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณบรรเทาโรคผิวหนัง 
 
จึงช่วยยับยั้งอาการคันรวมทั้งน้ำกัดเท้าได้อย่างชะงัด นอกจากนี้ส่วนผสมอย่างขี้ผึ้ง ปิโตรเลียมเจล และลาโนลิน ยังเป็นมอยซ์เจอไรเซอร์ชั้นดีที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นด้วย เมื่อพร้อมแล้วไปเตรียมส่วนผสมกันดีกว่า
 
 
ส่วนผสม...
 
- เปลือกมังคุด 500 กรัม
 
- ใบพญายอ 300 กรัม
 
- ขมิ้นชัน 300 กรัม
 
- เหงือกปลาหมอทั้งต้นและราก 300 กรัม
 
- น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันพืช 1 กิโลกรัม
 
- พิมเสน 300 กรัม
 
- ขี้ผึ้ง 10กรัม
 
- ปิโตรเลียมเจล 100 กรัม
 
- ลาโนลิน 10 กรัม
 
 
วิธีทำ...
 
เริ่มจากหั่นสมุนไพรทั้ง 4 ให้พอหยาบ นำไปตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวกับน้ำมัน กระทั่งน้ำมันเริ่มงวดและเปลี่ยนสี บดพิมเสนเม็ดลงไปเคี่ยวจนเข้ากันดี กรองเอาแต่น้ำมัน ทิ้งไว้ให้เย็นแค่นี้ก็นำไปใช้ทาลดอาการคันตามผิวหนังได้แล้ว
 
สำหรับใครที่อยากทำเก็บไว้ใช้นานๆ หรือแจกจ่ายผู้อื่น ควรเติมขี้ผึ้ง ปิโตรเลียมเจล และลาโนลิน ลงไปเพื่อให้คงรูป ก่อนบรรจุลงภาชนะฝาปิดมิดชิด เก็บไว้ใช้ได้นานเป็นปี สูตรนี้สามารถแบ่งบรรจุลงตลับเล็กๆ เหมาะแก่ การพกพา (ประมาณ 20 กรัม) ได้ถึง 100 ตลับเลยทีเดียว อ้อ สามารถหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโปรดลงไปให้กลิ่นจรุงใจได้ด้วยนะคะ
 
หากไม่มีสมุนไพรสดให้ใช้สมุนไพรแห้งในปริมาณเท่ากันแทนได้ หาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนโบราณ
 
 
ขอบคุณ: อาจารย์วันทนี ธัญญา เจตนธรรมจักร คณะอนุกรรมการกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข
 
http://women.sanook.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-08 21:46:29 IP : 58.9.80.153


ความเห็นที่ 5 (3409806)

 สมุนไพรกับโรคเอดส์.....

 
โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อ HIV นับเป็นมหันตภัย ที่น่าสะพึงกลัว เพราะวงการแพทย์ ยังไม่สามารถค้นพบ วิธีรักษาโรคนี้ ให้หายได้ ปัจจุบัน มีการระบาดอย่างรุนแรง ของเชื้อไวรัส HIV ซึ่งเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดสภาวะ ภูมิคุ้มกัน บกพร่อง มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ จำนวนมาก ทำให้คาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ อัตราการตาย ของคนที่ได้รับเชื้อ จะสูงขึ้น เนื่องจาก ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้ ภูมิคุ้มกันโรค ของผู้ติดเชื้อ จะเสื่อม ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย จนทำให้เสียชีวิตในที่สุด
 
วงการแพทย์ทั่วโลกต่างก็แสวงหาวิธีรักษาโรคร้ายนี้กันอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังไม่พบ ตัวยา หรือวิธีการ ที่จะฆ่าเชื้อเอดส์ได้ ในประเทศไทย มีหลายหน่วยงาน ที่ดำเนินการ ศึกษา วิจัย เกี่ยวกับยาสมุนไพร สำหรับโรคเอดส์ เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การ เภสัชกรรม ฯลฯ ก็มีความพยายาม ที่จะนำสมุนไพร มารักษาผู้ป่วยกันอย่างแพร่หลาย 
 
การศึกษาวิจัยค้นคว้าได้เน้นไปที่การหายาฆ่าเชื้อเอดส์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญ ในการแก้ปัญหา โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ด้วย เช่น อาการไข้ ไอ ท้องเสีย โรคเริม ปากเป็นแผล ผิวหนังเป็นแผลติดเชื้อราต่าง ๆ ซึ่งผู้ป่วย สามารถเลือกใช้ยาสมุนไพร ตามอาการของโรค ที่แทรกซ้อนได้ สมุนไพรเหล่านี้ ไม่ได้เป็นยา รักษาโรคเอดส์โดยตรง แต่ก็สามารถ ใช้บรรเทา อาการของโรค และเสริมสร้างภูมิต้านทาน ให้กับร่างกายได้ ขณะนี้ สมุนไพร เป็นทางเลือก หนึ่ง ที่กำลังเป็นความหวังของคนทั่วโลก หลายประเทศ มุ่งศึกษา การใช้ยา สมุนไพร เพื่อยับยั้ง และฆ่าเชื้อ HIV แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ไม่มีรายงาน การศึกษา ที่ยืนยันว่า มียาหรือสมุนไพร ชนิดใด ที่สามารถฆ่าเชื้อ HIV ได้
 
การแพทย์แผนไทยได้พยายามศึกษาการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการ หรือภาวะแทรกซ้อน ของผู้ติดเชื้อเอดส์ พบว่า สมุนไพรไทยหลายชนิด สามารถใช้รักษาอาการแทรกซ้อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น
 
อาการไข้ ใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด หญ้าดอกขาว ลูกใต้ใบ หญ้าแห้วหมูเล็ก สะเดา บัวบก
 
ท้องเสีย-ท้องร่วง ใช้ฟ้าทะลายโจร กระเจี๊ยบแดง กระชาย ชา ทับทิม ฝรั่ง กล้วย มังคุด ขมิ้นชัน
 
แผลและเชื้อราในปาก ใช้ว่านหางจระเข้ เสลดพังพอนตัวเมีย บัวบก หนุมานประสานกาย ข่า กระชาย ชุมเห็ดเทศ
 
อาการเจ็บคอ ใช้ฟ้าทะลายโจร กระเทียม มะนาว
 
อาการผื่นแพ้ตุ่มคัน ใช้ใบพลู เสลดพังพอนตัวเมีย ขมิ้นชัน ฝักบัวทะเล
 
เบื่ออาหาร ใช้บอระเพ็ด สะเดา มะระขี้นก ขี้เหล็ก มะแว้ง
 
เริมและงูสวัด ใช้เสลดพังพอนตัวเมีย ว่านหางจระเข้
 
การแพทย์แผนไทย นอกจากจะนำสมุนไพร มาใช้รักษาโรคแทรกซ้อน ในผู้ป่วยโรค เอดส์แล้ว ยังนำสมุนไพร มาใช้ในการดูแล ผู้ติดเชื้อ ตามหลักการทฤษฎี การปรับสมดุล ของธาตุ ในคัมภีร์มหาพิกัด โดยผู้สั่งยานี้ ต้องเป็นผู้ที่ ได้รับใบอนุญาต ประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณ ใช้ยาสมุนไพร ตามตำรับยาสามัญประจำบ้าน แผนโบราณ 28 ขนานที่ กระทรวงสาธารณสุขขออนุญาต เพื่อใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาจันทร์ลีลา (แก้ไข้) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งเสริม ให้มีการนำสมุนไพร มาใช้ปรุงเป็นอาหาร รับประทาน ในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับ การกินอาหารหลัก 5 หมู่ชนิดอื่น ๆ เพื่อปรับสมดุล ของธาตุ ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยอาศัยหลักปรัชญา การรักษาแบบองค์รวม คือ ความสมดุล ของร่างกาย ระหว่างธาตุภายใน และภายนอก โดยเชื่อว่า ผู้ที่มีร่างกายสมดุล ย่อมไม่เจ็บป่วย ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ในการรักษา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเอดส์
 
 
พ.ญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-11 21:27:36 IP : 58.9.248.231


ความเห็นที่ 6 (3410649)

 ลูกประคบสมุนไพรรักษาเฉพาะโรค..... สูตรแก้อาการเหน็บชา

 

รูปภาพ : ลูกประคบสมุนไพรรักษาเฉพาะโรค..... สูตรแก้อาการเหน็บชา
ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ให้นำสมุนไพรเหล่านี้มาทำลูกประคบ แล้วประคบไปตามบริเวณปลายมือปลายเท้า หรือบริเวณที่มีอาการเหน็บชา สมุนไพรดังกล่าวประกอบด้วย
•	เปลือกกุ่ม     1 บาท
•	เปลือกมะรุม     1 บาท
•	เปลือกทองหลาง     1 บาท
•	เถาวัลย์เปรียง     1 บาท
•	เถาเอ็นอ่อน     1 บาท
•	ไพล     1 บาท
•	เกลือ     1 บาท
สมุนไพรดังกล่าวข้างต้นให้ใช้สัดส่วน "เสมอภาค" หมายถึง หากใช้อัตราส่วน 1 บาท ก็ให้สมุนไพรทุกชนิดในอัตรา 1 บาท เช่นกัน โดยการนำสมุนไพรทั้งหมดนี้มาหั่นหรือซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือตำพอเป็นชิ้น ๆ ไม่ต้องละเอียดมาก  เสร็จแล้วให้นำไปคั่วในกระทะ พอได้ที่ก็เทสุราผสมลงไปแล้วคนให้เข้ากัน เนื่องจากสมุนไพรดังกล่าวมีเปลือกแข็งเป็นส่วนใหญ่จึงต้องใช้สุราเข้าไปดึงตัวยาออกมา
จากนั้น ก็ให้แบ่งสมุนไพรออกเป็นส่วน ๆ ไปห่อด้วยผ้าทำเป็นลูกประคบสมุนไพร ประคบตามบริเวณที่เป็นเหน็บชา แต่เนื่องจากการทำลูกประคบสมุนไพร สูตรนี้มีการเติมสุราลงไปแล้ว และสุราก็มีฤทธิ์ร้อนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรนำลูกประคบไปนึ่งก่อนนำมาประคบเมื่อห่อด้วยผ้าเหมือนลูกประคบแล้วก็ให้ประคบไปเลย
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

 
ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ให้นำสมุนไพรเหล่านี้มาทำลูกประคบ แล้วประคบไปตามบริเวณปลายมือปลายเท้า หรือบริเวณที่มีอาการเหน็บชา สมุนไพรดังกล่าวประกอบด้วย
 
เปลือกกุ่ม 1 บาท 
 
เปลือกมะรุม 1 บาท 
 
เปลือกทองหลาง 1 บาท
 
เถาวัลย์เปรียง 1 บาท
 
เถาเอ็นอ่อน 1 บาท
 
ไพล 1 บาท 
 
เกลือ 1 บาท 
 
สมุนไพรดังกล่าวข้างต้นให้ใช้สัดส่วน "เสมอภาค" หมายถึง หากใช้อัตราส่วน 1 บาท ก็ให้สมุนไพรทุกชนิดในอัตรา 1 บาท เช่นกัน โดยการนำสมุนไพรทั้งหมดนี้มาหั่นหรือซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือตำพอเป็นชิ้น ๆ ไม่ต้องละเอียดมาก เสร็จแล้วให้นำไปคั่วในกระทะ พอได้ที่ก็เทสุราผสมลงไปแล้วคนให้เข้ากัน เนื่องจากสมุนไพรดังกล่าวมีเปลือกแข็งเป็นส่วนใหญ่จึงต้องใช้สุราเข้าไปดึงตัวยาออกมา
 
จากนั้น ก็ให้แบ่งสมุนไพรออกเป็นส่วน ๆ ไปห่อด้วยผ้าทำเป็นลูกประคบสมุนไพร ประคบตามบริเวณที่เป็นเหน็บชา แต่เนื่องจากการทำลูกประคบสมุนไพร สูตรนี้มีการเติมสุราลงไปแล้ว และสุราก็มีฤทธิ์ร้อนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรนำลูกประคบไปนึ่งก่อนนำมาประคบเมื่อห่อด้วยผ้าเหมือนลูกประคบแล้วก็ให้ประคบไปเลย
 
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-18 19:58:52 IP : 58.9.3.248


ความเห็นที่ 7 (3410650)

 ยาประคบพระเส้น (โอสถพระนารายณ์)

 

รูปภาพ : ยาประคบพระเส้น (โอสถพระนารายณ์)
สูตรนี้เป็นตำรับที่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ในยุคสุโขทัย ใช้แก้อาการเส้นตึงและอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ
สำหรับสมุนไพรในตำรับนี้มี ดังนี้
•	เทียนดำ  1  ส่วน
•	เกลือ  1  ส่วน
•	อบเชย  2  ส่วน
•	ไพล  4  ส่วน
•	ใบพลับพลึง  8  ส่วน
•	ใบมะขาม  16  ส่วน
ให้นำตัวยาทั้ง 6 อย่างตามสัดส่วนที่ให้ไว้ (การกำหนดส่วนจะขึ้นกับผู้ใช้ เช่น อาจกำหนด 1 ส่วน เท่ากับ 1 บาท หรือ 1 ส่วนเท่ากับ 1 ตำลึง เป็นต้น) มาคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้น นำไปห่อทำเป็นลูกประคบ ก่อนใช้ให้นำไปนึ่งให้ร้อนพอสมควร  และประคบบริเวณที่เส้นตึง สมุนไพรเหล่านี้ จะเข้าไปช่วยผ่อนคลายเส้นได้ และเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ ควรมีลูกประคบประมาณ 2-3 ลูก เพื่อใช้สลับสับเปลี่ยนในการนำไปนึ่งก่อนนำประคบเพื่อการประคบที่ต่อเนื่อง

 

 
สูตรนี้เป็นตำรับที่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ในยุคสุโขทัย ใช้แก้อาการเส้นตึงและอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ 
 
สำหรับสมุนไพรในตำรับนี้มี ดังนี้
 
เทียนดำ 1 ส่วน
 
เกลือ 1 ส่วน
 
อบเชย 2 ส่วน
 
ไพล 4 ส่วน
 
ใบพลับพลึง 8 ส่วน
 
ใบมะขาม 16 ส่วน
 
ให้นำตัวยาทั้ง 6 อย่างตามสัดส่วนที่ให้ไว้ (การกำหนดส่วนจะขึ้นกับผู้ใช้ เช่น อาจกำหนด 1 ส่วน เท่ากับ 1 บาท หรือ 1 ส่วนเท่ากับ 1 ตำลึง เป็นต้น) มาคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้น นำไปห่อทำเป็นลูกประคบ ก่อนใช้ให้นำไปนึ่งให้ร้อนพอสมควร และประคบบริเวณที่เส้นตึง สมุนไพรเหล่านี้ จะเข้าไปช่วยผ่อนคลายเส้นได้ และเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ ควรมีลูกประคบประมาณ 2-3 ลูก เพื่อใช้สลับสับเปลี่ยนในการนำไปนึ่งก่อนนำประคบเพื่อการประคบที่ต่อเนื่อง
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-18 19:59:55 IP : 58.9.3.248


ความเห็นที่ 8 (3410654)

 สมุนไพรพื้นบ้าน..... ใช้ดูแลโรคเบาหวาน

 
กลุ่มที่1 ) สมุนไพรพื้นบ้านที่มีเส้นใยอาหาร และลดน้ำตาลในเลือดได้ 
 
 
 
 
 
 
1.  ว่านหางจระเข้
 
- ส่วนที่ใช้ วุ้นจากใบ 
 
- คุณค่าทางอาหาร 
วุ้นว่านหางจระเข้ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยพบว่าหลังจากรับประทานวุ้นว่านหางจระเข้ ครั้งละ 15 ซีซี วันละสองครั้งและก่อนนอนเป็นเวลา 6 สัปดาห์ สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
 
- ภูมิปัญญาพื้นบ้าน 
เป็นสมุนไพรรสจืดเย็น ในสมัยโบราณใช้วุ้นของว่านหางจระเข้ทาปูนแดงแล้วปิดลงขมับแก้ปวดศรีษะ 
 
ข้อควรระวัง 
เมื่อปอกเปลือกแล้ว จะต้องล้างยางสีเหลืองออกให้หมด เพราะในน้ำยางมีสารที่ทำให้แพ้ และอาจเกิดอาการท้องเสียได้ค่ะ 
ส่วนผสมน้ำว่านหางจระเข้ 
ใบว่านหางจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ โตเต็มที่ 1 ใบ (250) กรัม หรือ 2 ขีดครึ่ง 
น้ำสะอาด 3 ถ้วยตวง 
ใบเตยสด 2-3 ใบ 
สารให้ความหวาน เช่น หญ้าหวาน 
 
วิธีปรุง 
1. นำใบเตย และหญ้าหวาน ต้มในน้ำสะอาดพอเดือด กรองเอากากออก 
2. นำใบว่านหางจระเข้มาปอกเปลือก ล้างน้ำให้ยางสีเหลืองออกให้หมด ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำใบเตยที่เตรียมไว้ ปั่นให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาวบาง 
3. ใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น ควรดื่มภายใน 2 วัน 
 
2. อบเชย 
 
 
 
 
 
ส่วนที่ใช้ เปลือก ลำต้น 
 
คุณค่าทางอาหาร 
ใช้บำบัดเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากมีการค้นพบคุณสมบัติของอบเชยในกระตุ้นอินซูลิน โดยมีการศึกษาทั้งในหลอดทดลองและในร่างกายพบว่า การใช้อบเชยยังไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ และจะได้ประโยชน์มากที่สุดในผู้ที่มีการควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี 
 
ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน 
 
ตัวอย่างที่ 1 
ส่วนที่ใช้ เปลือกอบเชย 
สรรพคุณ ลดน้ำตาลในกระแสเลือด แก้ลม ลดไขมัน 
วิธีทำ นำเปลือกมาบดเป็นผง ใช้เป็นเครื่องเทศ หรืออัดแคปซูล 
(วิธีรับประทาน ใช้เป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหารหรือรับประทานแคปซูล) แคปซูลละ 125 มิลลิกรัม ครั้งละ 3 แคปซูล 2 เวลา ก่อนอาหาร เช้า – เย็น 
 
ตัวอย่างที่ 2 
ส่วนที่ใช้ ยอดอ่อนอบเชยสีแดง 
(วิธีรับประทาน ใช้ยอดอ่อนสีแดง) รับประทานสดจิ้มน้ำพริก 
 
 
3. กระเทียม 
 
ส่วนที่ใช้ ลำต้นใต้ดิน หรือที่เรียกว่า หัว 
 
คุณค่าทางอาหาร สารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ อัลลิซิน โดยจะไปกระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินมากขึ้น หรือไปทำให้อินซูลินอยู่ในรูปอิสระ จึงส่งเสริมให้มีการใช้น้ำตาลได้มากขึ้น รับประทานในรูปอาหารหรือรับประทานหัวกระเทียมสด ครั้งละประมาณ 5 กรัม วันละ 3 ครั้ง พร้อมอาหารหรือหลังอาหาร ค่ะ 
 
ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ และใช้ในการักษากลากเกลื้อน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร
 
http://ittm.dtam.moph.go.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-18 20:16:07 IP : 58.9.3.248


ความเห็นที่ 9 (3410655)

 สมุนไพรพื้นบ้าน..... ใช้ดูแลโรคเบาหวาน

 
กลุ่มที่ 2 ) สมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้เป็นสารให้ความหวาน 
 
หญ้าหวาน 
 
 
 
รูปภาพรูปภาพ
 
 
 
ส่วนที่ใช้ ใบ 
 
คุณค่าทางอาหาร 
มีสารที่เพิ่มการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน หรือลดการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหาร สามารถลดระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้ประมาณ 18 %ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนผลระยะยาวของหญ้าหวานต่อผู้ป่วยเบาหวานยังไม่ชัดเจน
 
หญ้าหวานเป็นพืชที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาล 10 -15 เท่า สารสกัดจากหญ้าหวาน “สตีวีโอไซด” มีความหวานกว่าน้ำตาล 100 – 300 เท่า แต่ไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงาน แต่สามารถใช้แทนน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานได้ 
 
ข้อควรระวังในการใช้ 
หญ้าหวานเป็นพืชในวงศ์ Asteraceae/Compositae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับวัชพืชที่ทำให้เกิดไข้ละอองฟาง ต้นไม้ประเภทดาวเรือง และพืชไม้ดอกสีเหลือง ประเภทจำพวกเบญจมาศ ผู้ป่วยที่แพ้พืชเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้หญ้าหวาน
 
http://ittm.dtam.moph.go.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-18 20:17:24 IP : 58.9.3.248


ความเห็นที่ 10 (3410664)

 สมุนไพรพื้นบ้าน..... ใช้ดูแลโรคเบาหวาน ตอนที่ ๓

 
กลุ่มที่ 3) สมุนไพรพื้นบ้านต้านอนุมูลอิสระ พบในพืชผักและสมุนไพรพื้นบ้าน ช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดการเกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่ 
 
 
รูปภาพรูปภาพรูปภาพ
 
 
1. มะขามป้อม 
 
ส่วนที่ใช้ ผล 
 
สรรพคุณทางยา 
 
ผลมะขามป้อมสด แก้กระหายได้เป็นอย่างดี ใช้เป็นยาบำรุง แก้หวัด แก้ไอ 
ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย รักษาเลือดออกตามไรฟัน หรือจะนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งเป็นยาถ่ายพยาธิ 
 
สรรพคุณทางอาหาร 
 
ในมะขามป้อม มีวิตามินสูงมาก และมีสารในกลุ่มโพลีฟีนอล ให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีนอกจากนั้น ยังพบว่า มีแคลเซียมสูงด้วยนะค่ะ ใช้รับประทานผลสดหรือนำเนื้อมะขามป้อมมาทำน้ำผลไม้ 
(สูตรนี้จะเป็นตัวอย่างการทาน้ามะขามป้อม ค่ะ 
 
ส่วนผสม
 
มะขามป้อม 1 ถ้วย 
เกลือ ¼ ช้อนชา 
หญ้าหวาน ครึ่ง กำมือ 
น้ำสะอาด 2 แก้ว 
 
วิธีปรุง 
 
1. นำหญ้าหวานต้มในน้ำสะอาดพอเดือด จากนั้นกรองกากออก 
2. นำมะขามป้อม ที่แกะเมล็ดออก ใส่เครื่องปั่นหรือตำให้ละเอียด เติมน้ำหญ้าหวานที่เตรียมไว้ผสมกัน กรองเอากากออก เติมเกลือ ตั้งไฟให้เดือด 
3. ดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็ได้ )
 
 
2. ใบบัวบก 
 
ส่วนที่ใช้ ใบ 
 
สรรพคุณทางยา 
 
ในตำรายาไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อนขมเย็น แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า แก้ช้ำใน บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ ขับโลหิตเสีย ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รับประทานเป็นผักสด หรือน้ำใบบัวบก 
(ตัวอย่างการทาน้าใบบัวบก 
 
น้าใบบัวบก 
 
ส่วนผสม ก็มี 
บัวบก 80 กรัม 
น้ำสะอาด 2 ถ้วย 
 
วิธีปรุง นะค่ะ 
 
นำใบบัวบก ใส่น้ำ ปั่นหรือตำพอละเอียด กรองเอาเฉพาะน้ำ ดื่มทันที ) 
 
3. ยอ 
 
สรรพคุณทางยา 
 
ราก เป็นยาระบาย แก้กษัย 
 
ใบ แก้ท้องร่วง แก้ปวดตามนิ้วมือนิ้วเท้า แก้โรคเก๊าท์ ขับประจำเดือน แก้ไข แก้ไอ ลดกรดในกระเพาะอาหาร แก้คลื่นเหียน บำรุงธาตุ 
 
ผล แก้อาเจียน แก้ร้อนใน ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ไข้ในกองลมและเสมหะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร รักษาเบาหวาน แก้ไอ 
 
สรรพคุณทางอาหาร 
 
ใบยอมีสารเบต้าแคโรทีนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระได้ดี และมีแคลเซียมในปริมาณสูง 
 
ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน 
 
- ใบ มีรสขมเย็น ช่วยลดน้ำตาล บำรุงตับ บำรุงน้ำดี บำรุงกระดูก บำรุงสายตา ลดกรดในกระเพาะอาหารช่วยย่อยได้ นำมาทำแกง ห่อหมก ลวกจิ้ม มีวิตามินเอและมีแคลเซียมสูง ช่วยต้านมะเร็งได้ 
 
- ผลสุก จิ้มเกลือ ขับลม บำรุงธาตุ นำมาหมัก เกลือ 2 วัน แล้วรับประทานมื้อละ 1 -2 ลูก ขับพยาธิได้ (ยกเว้นพยาธิใบไม้ในตับ) เนื่องจากผลสุกมีรสร้อน 
 
- ราก และเนื้อไม้ อย่างละ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มก่อนอาหาร เช้า – เย็น ครั้งละ 1 แก้ว บำรุงไต แก้กษัย (กษัย คือ ความเสื่อมโทรม และความชราภาพของร่างกาย) โรคผอมแห้ง ทานติดต่อกัน7 -10 วัน แล้วให้หยุด นะค่ะ 
 
ตัวอย่างการใช้ 
 
ผลดิบช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือด ป้องกันเบาหวานขึ้นตา 
โดยนำ ผลดิบ 3 -5 ผล มาต้ม แกง หรือปิ้ง หรือทำส้มตำใส่กล้วยน้ำว้าดิบ เปลือกแค หรือเปลือกนนทรี ซึ่งมีส่วนประกอบรสฝาดแทรกเพื่อฆ่าพิษของผลดิบ 
หรือในคนทั่วไป ที่มีการอาเจียน หรือหญิงตั้งครรภ์ ที่มีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง ใช้ผลยอ 3 -5 ผล ปิ้งไฟ ใส่น้ำต้ม ดื่มแก้อาเจียน 
 
4. ช้าพลู หรือชะพลู 
 
ส่วนที่ใช้ ใบ 
 
สรรพคุณทางยา 
 
ราก ใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ขับลม 
 
ใบ ขับเสมหะ ทำให้เจริญอาหาร 
 
ดอก ขับเสมหะ ช่วยขับลมในลำไส้
 
ใช้ทั้งต้น ราก และดอก ลดน้ำตาลในเลือด ต้มดื่ม 
 
สรรพคุณทางอาหาร 
 
ใบช้าพลูมีสารเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีสูงมาก ให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และยังพบแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง มีข้อมูลจากการทดลอง ซึ่งใช้ยาต้มช้าพลูตามตำรับยาพื้นบ้านไทยในกระต่ายปกติ และกระต่ายที่ทำให้เกิดอาการเบาหวาน พบว่า น้ำต้มช้าพลูให้ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ดีในกระต่ายที่เป็นเบาหวาน แต่ไม่ลดน้ำตาลในเลือดในกระต่ายปกติ ดังนั้นแม้ว่ายังไม่มีผลการศึกษาในคน แต่สามารถแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานช้าพลูเพื่อเป็นการดูแลสุขภาพได้ 
 
ข้อควรระวัง 
 
ไม่ควรรับประทานใบช้าพลูในปริมาณมากเกินไป เพราะมีสารออกซาเลต ซึ่งหากสะสมในร่างกายมากๆ จะทำให้เกิดนิ่วในไตได้ แต่หากรับประทานในจำนวนพอเหมาะ เว้นระยะบ้าง จะช่วยปรับธาตุในร่างกายให้สมดุล
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-18 20:30:52 IP : 58.9.3.248


ความเห็นที่ 11 (3412311)

 สูตรยาสมุนไพร.... กระชายและน้ำผึ้ง เพิ่มกำลังวังชา

 

 
วันนี้คอลัมน์ปรุงยาและอาหารกินเอง ขอเสนอตำรับยาบำรุงกำลังวังชา สำหรับท่านที่ต้องเดินทางไกลและใช้พลังไปกับกิจกรรมต่างๆในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตำรับบำรุงกำลังนี้เป็นของหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2555 คือ หมอสง่า พันพันธุ์สายศรี หมอพื้นบ้านแห่งกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา และสูตรตำรับนี้สามารถหาได้ง่ายในครัวเรือน นั่นก็คือ ตำรับน้ำกระชายปั่น พ่อหมอสง่าแนะนำให้ใช้กระชายเหลือง ที่ใช้ผสมในน้ำยาขนมจีนนี่แหละ ท่านว่ามีสรรพคุณเหมือนกระชายดำ และดีกว่าโสมจีนโสมเกาหลีเป็นไหนๆ
 
สูตรน้ำกระชายปั่นของท่านไม่มีอะไรมากเพียงแค่นำแขนงรากกระชายสดจำนวนเท่าอายุของผู้ใช้ ล้างน้ำให้สะอาด ปั่นด้วยเครื่องจนละเอียด จากนั้นผสมน้ำผึ้งในสัดส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร แล้วนำมาปั่นให้เข้ากันอีกครั้ง ยากระชายที่ได้ใส่ขวดโหลหรือภาชนะเก็บไว้ในตู้เย็น แบ่งดื่มวันละ 1 ครั้งๆละ 1 แก้ว(200 ซีซี) กินไปเรื่อยๆ เมื่อหมดน้ำยาแล้วจึงปรุงมาใหม่
พ่อหมอสง่าท่านรับประทานน้ำกระชายผสมน้ำผึ้งปั่นเป็นประจำทุกวัน จนปีนี้อายุ 85 แล้วผมยังดกดำไม่ต้องย้อม เพราะตามหลักศาสนาอิสลามจะย้อมผมหลอกธรรมชาติไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นถ้าใครปฏิบัติการดื่มน้ำกระชายแบบท่านก็จะได้สรรพคุณคับแก้วของกระชาย คือช่วยให้มีกำลังวังชา สมองปลอดโปร่ง กระดูกแข็งแรง ไตแข็งแรง ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโตในท่านชาย และช่วยบำรุงมดลูกในท่านหญิงด้วย.
 
ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 20:55:29 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 12 (3412659)

  น้ำมันเหลืองสูตรเด็ด

 

รูปภาพ : เพื่อนๆขอมาค่ะ น้ำมันเหลืองสูตรเด็ด
วัตถุดิบ
1.ไพลสดแก่ๆดี 2 กิโลกรัม(ถ้าเน้นเด็ดมากๆใช้ไพลดำ)
2.ขมิ้นอ้อย 2  กิโลกรัม
3.น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา 1 ลิตร
4.เมนทอล 900 กรัม
5.การบูร 600 กรัม
6.พิมเสน 300 กรัม
ส่วนตัวเองนั้นใช้อยู่คือให้เพิ่มเหง้าตะไคร้,ผักเสี้ยนผี,และเพชรสังฆาต(แก้ปวดข้อสมานกระดูก)กะๆเอา
วิธีทำ
1.ล้างสมุนไพรให้สะอาดแล้วซอยให้เป็นแว่นบาง ๆ
2.นำไปทอดในน้ำมันมะพร้าวใช้ไปอ่อน ทอดจนเกรียมแต่ไม่ไหม้นะคะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
3.กรองสมุนไพรด้วยผ้าขาวบางจะได้น้ำมันสมุนไพรประมาณ 4-500 ซีซี
4.ระหว่างทอดสมุนไพร ให้ผสมพิมเสน การบูร เมนทอล เข้าด้วยกัน ทิ้งไว้ซักพัก ส่วนผสมจะละลายเป็นน้ำใส ๆ เป็นพิมเสนน้ำ แต่ถ้าละลายไม่หมดให้ค่อย ๆ เติมเมนทอลลงไปจนส่วนผสมละลายหมด
5.นำน้ำมันสมุนไพรที่ได้มาผสมลงในส่วนผสมของพิมเสนน้ำ ก็จะได้น้ำมันเหลืองพร้อมบรรจุขวดแล้วค่ะ
ถ้าใครสนใจลงนำไปทำดูนะคะ ปรับให้เป็นสูตรที่ชอบได้ค่ะ พยายามให้สัดส่วนของเมนทอล :การบูร:พิมเสน อยู่ที่ 2:1:1 ส่วนผสมจะได้ละลายหมดค่ะ
แต่ถ้าอยากให้มีคุณสมบัติแก้ปวดเมื่อยก็ลองใส่น้ำมันระกำได้นะคะ แต่กลิ่นจะแรงมาก หรือจะลองใส่สมุนไพรตัวอื่นดูก็ได้ค่ะ

 
วัตถุดิบ
1.ไพลสดแก่ๆดี 2 กิโลกรัม(ถ้าเน้นเด็ดมากๆใช้ไพลดำ)
2.ขมิ้นอ้อย 2 กิโลกรัม
3.น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา 1 ลิตร
4.เมนทอล 900 กรัม
5.การบูร 600 กรัม
6.พิมเสน 300 กรัม
 
ส่วนตัวเองนั้นใช้อยู่คือให้เพิ่มเหง้าตะไคร้,ผักเสี้ยนผี,และเพชรสังฆาต(แก้ปวดข้อสมานกระดูก)กะๆเอา
วิธีทำ
1.ล้างสมุนไพรให้สะอาดแล้วซอยให้เป็นแว่นบาง ๆ
2.นำไปทอดในน้ำมันมะพร้าวใช้ไปอ่อน ทอดจนเกรียมแต่ไม่ไหม้นะคะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
3.กรองสมุนไพรด้วยผ้าขาวบางจะได้น้ำมันสมุนไพรประมาณ 4-500 ซีซี
4.ระหว่างทอดสมุนไพร ให้ผสมพิมเสน การบูร เมนทอล เข้าด้วยกัน ทิ้งไว้ซักพัก ส่วนผสมจะละลายเป็นน้ำใส ๆ เป็นพิมเสนน้ำ แต่ถ้าละลายไม่หมดให้ค่อย ๆ เติมเมนทอลลงไปจนส่วนผสมละลายหมด
5.นำน้ำมันสมุนไพรที่ได้มาผสมลงในส่วนผสมของพิมเสนน้ำ ก็จะได้น้ำมันเหลืองพร้อมบรรจุขวดแล้วค่ะ
ถ้าใครสนใจลงนำไปทำดูนะคะ ปรับให้เป็นสูตรที่ชอบได้ค่ะ พยายามให้สัดส่วนของเมนทอล :การบูร:พิมเสน อยู่ที่ 2:1:1 ส่วนผสมจะได้ละลายหมดค่ะ 
 
แต่ถ้าอยากให้มีคุณสมบัติแก้ปวดเมื่อยก็ลองใส่น้ำมันระกำได้นะคะ แต่กลิ่นจะแรงมาก หรือจะลองใส่สมุนไพรตัวอื่นดูก็ได้ค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:29:20 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 13 (3412661)

 "โรคเก๊าท์" เป็นอาการผิดปกติของร่างกายอันเนื่องมาจากการกินชนิดอิ่มหมีพีมันเกินไป กินดีอยู่ดีเกินไป และไม่ค่อยไม่ออกกำลังกาย ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ชายในวัยประมาณ 40 ปี แต่ถ้าเกิดในผู้หญิงมักจะพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้ว

 
สาเหตุของโรค
เกิดจากกระบวนการใช้ และขับถ่ายสารพวกพิวรีนของร่างกายผิดปกติไป พิวรีนเป็นธาตุอาหารที่พบได้ในเนื้อสัตว์ ข้าวสาลี เครื่องในสัตว์ (ตับ, เซี่ยงจี้) เป็นต้น ซึ่งจะถูกย่อยจนกลายเป็นกรดยูริค และจะขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้าพอที่ไตจะขับออกได้หมดทันกับการ สร้างขึ้นพอดี สำหรับบางรายที่กรดยูริคถูกสร้างขึ้น แต่ไตทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาได้ช้า หรือเร็วก็ตามจะทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคมากขึ้นในร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บปวดอย่างรุนแรงในข้อกระดูกหรือรอบ ๆ ข้อกระดูก โรคนี้สามารถถ่ายทอดกันได้ทางกรรมพันธุ์
 
อาการของโรค
มีอาการปวด บวม แดง ร้อนตามข้อ และเจ็บ อาจรุนแรงจนถึงกับเดินไม่ได้ก็มี อาการนี้จะเป็น ๆ หาย ๆ จะทิ้งช่วงระยะเวลาเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้ ซึ่งอาการปวดอาจจะเป็นข้อเดียวหรือหลายข้อพร้อมกันก็ได้ ข้อที่เป็นบ่อย เช่น ข้อเท้า ข้อหัวแม่เท้าหรือหัวข้อเข่า นอกจากอาการปวดตามข้อแล้วอาจมีอาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน
 
 
 
 
 
อาหารกับโรคเก๊าท์
เป็นหลักที่ถือปฏิบัติกันทั่วไปว่าผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์ ควรหลีกเลี่ยงจากของรับประทานที่มีธาติอาหารพิวรีน (Purines) สูง อาหารพวกนี้ เช่น ตับอ่อน (Sweetbreads) ตับ เซ่งจี๊ ม้าม ลิ้น นอกเหนือไปจากนี้แล้วก็ไม่มีกฎตายตัวอะไรสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานได้เช่นปกติ แต่บางรายอาจต้องจำกัดการรับประทานพวกธาติอาหารพิวรีนดังกล่าว ซึ่งก็สุดแต่แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าท่านจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ต้องการหรือต้องจำกัด หรือต้องงดอาหารประเภทใดบ้าง ก็ขอให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ข้อแนะนำในการจำกัดสารอาหารพิวรีน
 
สูตรยาสมุนไพรรักษาโรคเก๊าต์ 
ส่วนผสม 
ลูกยอสุก 1 กก. มะเฟืองสุก 1 กก. กล้วยน้ำว้าสุก 1 กก. 
น้ำตาลทรายแดง 1 กก. 
 
วิธีทำ 
นำลูกยอ มะเฟือง กล้วยน้ำว้าสุก มาล้างให้สะอาด 
นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 1 ซม.(ไม่ปอกเปลือก) 
โรยน้ำตาลทรายแดงให้ทั่ว แล้วหมักในโหลทิ้งไว้ 1 เดือน 
 
วิธีรับประทาน 
วันที่ 1 - 3 ครั้งละ 1 ช้อนชาผสมน้ำดื่มก่อนอาหารเช้า, เย็น 
วันที่ 4 - 6 ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำดื่มก่อนอาหารเช้า, เย็น 
ครั้งต่อ ๆ ไป ครั้งละ2ช้อนโต๊ะผสมน้ำดื่มก่อนอาหารเช้า, เย็น 
 
กลุ่มสมุนไพรที่ช่วยได้
ยาแก้อักเสบ ปวดข้อและรักษาโรคเก๊าท์
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ผักกะสัง
ใช้ต้นผักกะสังยาวประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ต้มกับน้ำ ๒ แก้วให้เหลือ ๑ แก้ว แบ่งรับประทานครึ่งแก้ว เช้า-เย็น หรือกินสดๆ เป็นผักก็ได้
 
ยาแก้ปวดเข่า ข้ออักเสบ
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ลูกใต้ใบ
(ตำรับของคุณพานี นิ่มนุ่ม)
ลูกใต้ใบทั้งห้า กับหญ้าดอกขาวทั้งห้า ต้มน้ำกิน
 
ยาแก้ปวดในกระดูก แก้ไข้ รักษาแผลเรื้อรัง
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : ครอบฟันสี
ใช้ครอบฟันสีทั้งห้า ต้มกินและอาบ หรือนำมาประคบร่วมด้วย
 
ตำรับยาบำรุงข้อกระดูก
บันทึกของแผ่นดิน ๒ ผัก เป็นยา รักษา ชีวิต : กระเจี๊ยบเขียว
ตำรับของนายเซ็ง นาสูนา หมอยาพื้นบ้านตำบลโละจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส นำผล จำนวน ๓ ผล กินสดหรือต้มกินกับหอมแดงขนาดใหญ่ ๑ หัว เพื่อบำรุงร่างกายและเพิ่มความยืดหยุ่นในกระดูกโดยเชื่อว่าเมือกในกระเจี๊ยบจะช่วยได้
 
ตำรับยารักษาอาการปวดข้อ ช้ำบวม
บันทึกของแผ่นดิน ๒ ผัก เป็นยา รักษา ชีวิต : ผักแต๊ง
นำใบผักแต๊งมาตำใช้พอกหรือห่อเป็นลูกประคบ ประคบบริเวณที่มีอาการ เช้า-เย็น
 
ตำรับยาแก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ
บันทึกของแผ่นดิน ๒ ผัก เป็นยา รักษา ชีวิต : เพกา
เอาเปลือกเพกาบดเป็นผงกินหรือเอารากมาต้มกิน
 
ตำรับยารักษารูมาตอยด์ อักเสบ ปวด บวม
บันทึกของแผ่นดิน ๑ หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว : โคกกระออม
เคี่ยวหรือบดใบโคกกระออม ๒ ถ้วย กับน้ำมันงา ๑ ถ้วย ทาแก้รูมาตอยด์ ลดการอักเสบ ปวด บวม และบรรเทาอาการปวดเมื่อย ซึ่งอาจใช้การทาถูนวดอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับการรับประทานยาต้ม โดยต้มใบโคกกระออม ๑ กำมือกับน้ำ ๓ แก้ว เคี่ยวให้เหลือ ๑ แก้วรับประทานครั้งละ ๑/๒ แก้ว วันละ ๓ เวลา
 
สูตรพระท่านให้มา
วิธีทำง่ายๆ คือ ให้เอาผล " มะเฟืองเปรี้ยวสุก" จำนวน 1 ผล เกลือป่นเล็กน้อย น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำต้มสุก กะให้ได้ 2 แก้วต่อวัน ปั่นให้เข้ากันจนละเอียด กินครั้งละเกือบเต็มแก้วเช้าเย็นก่อนอาหาร ทำกินติดต่อกัน 6 วัน เจ้าของสูตรบอกว่าอาการของ โรคเกาต์ จะหายได้ใครที่เป็นโรคเกาต์ น่าทดลองทำกิน ไม่อันตรายอะไร
 
อีกสูตรเป็นยาพอก
ใบยอใบใหญ่ๆ ๕ ใบ, เกลือตัวผู้ ๓ชช,ข้าวสุก ๓ ชต.นำมาโขลกแล้วพอกตรงที่ปวดแล้วพันผ้าทิ้งข้ามคืน
 
จากนั้นควรป้องกันการกลับมาอีกด้วยการนำใบรางจืด ๑ กำมือผสมกับใบเตย ๑ กำมือต้มกินอาทิตย์ละครั้งให้กิน ๑ แก้วพอ
 
อาหารที่ต้องงด 
พวกเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ตับอ่อน หัวใจ ไส้ สมอง เซ่งจี๊ 
กะปิ ปลาซาดีน, ปลาซาดีนกระป๋อง ไข่ปลา น้ำซุบสกัดจากเนื้อสัตว์, น้ำเคี่ยวเนื้อ (Meat extracts) น้ำเกรวี (Gravies) 
 
อาหารที่ต้องลด (ต้องจำกัด)
เนื้อสัตว์ (เหลือวันละมื้อ) ปลาทุกชนิด และอาหารทะเลอื่น ๆ เช่น กุ้ง หอย ปู (เหลือวันละมื้อ) เบียร์ และเหล้าต่าง ๆ 
ถั่วบางอย่าง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา 
ผักบางอย่าง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง, แอสพารากัส, กระหล่ำดอก, ฝักขม, เห็ด ข้าวโอ๊ต 
ข้าวสาลีที่ไม่ได้สีเอารำออก (Whole-wheat cereal)
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:32:23 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 14 (3412662)

 นอนไม่หลับเลย...ทำไงดี

 
มีสมุนไพรหลายๆตัวช่วยเรื่องนอนไม่หลับ เพื่อนๆลองพิจารณาดูนะคะว่ามีอะไรบ้าง
 
ชื่ออื่น : ชมพูพวง (กรุงเทพฯ) พวงนาค (ภาคกลาง) หงอนนาค (ปัตตานี) 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antigonon leptopus Hook & Arn.
ชื่อสามัญ : Chain of love, Confederate Vine, Coral vine 
วงศ์ : Polygonaceae
 
 
รูปภาพ : นอนไม่หลับเลย...ทำไงดี
มีสมุนไพรหลายๆตัวช่วยเรื่องนอนไม่หลับ เพื่อนๆลองพิจารณาดูนะคะว่ามีอะไรบ้าง
ชื่ออื่น : ชมพูพวง (กรุงเทพฯ) พวงนาค (ภาคกลาง) หงอนนาค (ปัตตานี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antigonon leptopus Hook & Arn.
ชื่อสามัญ : Chain of love, Confederate Vine, Coral vine
วงศ์ : Polygonaceae
ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อยพาดพัน ลำต้นเล็ก สีเขียว มีมือสำหรับเกาะยึด ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 3-4 ซม. ยาว 6-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ เห็นเส้นใบชัดเจน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน มีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ดอกสีชมพู ที่พบสีขาวมีบ้าง กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายแหลม ผล เป็นผลแห้ง รูปสามเหลี่ยม
ส่วนที่ใช้ : ราก และเถา
สรรพคุณ : เป็นยากล่อมประสาท ทำให้นอนหลับ
วิธี และปริมาณที่ใช้ : ใช้เถา 1 กำมือ หรือราก 1/2 กำมือ ต้มกับน้ำ 4 ถ้วยแก้ว ต้มให้เหลือ 2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 3 ช้อนแกง ก่อนนอน
และ 6 สูตรสมุนไพรช่วยให้หลับ
• ต้ม ดอกไม้จีนแห้ง 15 กรัมในน้ำ 1 ถ้วย เติมน้ำตาลกรวด ดื่มเป็นชาก่อนนอน
•ใบขี้เหล็ก นำใบขี้เหล็กประมาณ 30-50 กรัม ต้มเอาน้ำ ดื่มก่อนนอน เพราะมีสารแอนไฮโดรบาราคอลช่วยให้นอนหลับ หรือใช้ใบอ่อนและดอกตูมแห้ง150 กรัมเติมเหล้าโรง(เหล้าขาว๒๘ดีกรี) พอท่วม แช่ทิ้งไว้ 5 -7 วัน คนบ่อย ๆ กรองเอากากออก ดื่มครั้งละ 1 – 2 ช้อนชาก่อนนอน
หลักการและเหตุผลเบื้องหลัง ทำไมสูตรนี้จึงได้ผล
- การที่สารสกัดด้วยเหล้าโรงของใบอ่อน และดอกตูมแห้งของขี้เหล็กสามารถช่วยให้นอนหลับได้ เพราะมีสารพวกอัลคาลอยด์ ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางช่วยทำให้นอนหลับ แต่ไม่ไช่ยานอนหลับโดยตรง
•นำ ผลมะตูมอ่อน เหง้าขมิ้นอ้อย เถาบอระเพ็ด และพริกไทยในปริมาณเท่าๆ กัน ต้มเอาน้ำ ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
•นำ ราก ลำต้น และใบ ของ ตะไคร้ ต้นข่าตาแดง และเหง้าขิงสด อย่างละ 5 ต้น ล้างให้สะอาด สับเป็นท่อน ต้มให้เดือด 15 นาที ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา
•ดื่มน้ำสมุนไพรกลุ่มชาดอก คาโมไมล์ ดอกเสาวรส หรือชาวาลิเรียน ก่อนนอน จะช่วยให้หลับสบาย
•ดื่มชาที่ทำจาก เมล็ดเซเลอรี 1 ถ้วยก่อนนอน โดยใช้เมล็ดที่บดแล้ว 2 ช้อนชาแช่ในน้ำเดือด 1 ถ้วย
 
 
 
ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อยพาดพัน ลำต้นเล็ก สีเขียว มีมือสำหรับเกาะยึด ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 3-4 ซม. ยาว 6-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ เห็นเส้นใบชัดเจน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน มีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ดอกสีชมพู ที่พบสีขาวมีบ้าง กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายแหลม ผล เป็นผลแห้ง รูปสามเหลี่ยม 
ส่วนที่ใช้ : ราก และเถา
สรรพคุณ : เป็นยากล่อมประสาท ทำให้นอนหลับ
วิธี และปริมาณที่ใช้ : ใช้เถา 1 กำมือ หรือราก 1/2 กำมือ ต้มกับน้ำ 4 ถ้วยแก้ว ต้มให้เหลือ 2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 3 ช้อนแกง ก่อนนอน
 
และ 6 สูตรสมุนไพรช่วยให้หลับ
 
• ต้ม ดอกไม้จีนแห้ง 15 กรัมในน้ำ 1 ถ้วย เติมน้ำตาลกรวด ดื่มเป็นชาก่อนนอน
 
•ใบขี้เหล็ก นำใบขี้เหล็กประมาณ 30-50 กรัม ต้มเอาน้ำ ดื่มก่อนนอน เพราะมีสารแอนไฮโดรบาราคอลช่วยให้นอนหลับ หรือใช้ใบอ่อนและดอกตูมแห้ง150 กรัมเติมเหล้าโรง(เหล้าขาว๒๘ดีกรี) พอท่วม แช่ทิ้งไว้ 5 -7 วัน คนบ่อย ๆ กรองเอากากออก ดื่มครั้งละ 1 – 2 ช้อนชาก่อนนอน
หลักการและเหตุผลเบื้องหลัง ทำไมสูตรนี้จึงได้ผล
- การที่สารสกัดด้วยเหล้าโรงของใบอ่อน และดอกตูมแห้งของขี้เหล็กสามารถช่วยให้นอนหลับได้ เพราะมีสารพวกอัลคาลอยด์ ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางช่วยทำให้นอนหลับ แต่ไม่ไช่ยานอนหลับโดยตรง
 
•นำ ผลมะตูมอ่อน เหง้าขมิ้นอ้อย เถาบอระเพ็ด และพริกไทยในปริมาณเท่าๆ กัน ต้มเอาน้ำ ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
 
•นำ ราก ลำต้น และใบ ของ ตะไคร้ ต้นข่าตาแดง และเหง้าขิงสด อย่างละ 5 ต้น ล้างให้สะอาด สับเป็นท่อน ต้มให้เดือด 15 นาที ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา
 
•ดื่มน้ำสมุนไพรกลุ่มชาดอก คาโมไมล์ ดอกเสาวรส หรือชาวาลิเรียน ก่อนนอน จะช่วยให้หลับสบาย
 
•ดื่มชาที่ทำจาก เมล็ดเซเลอรี 1 ถ้วยก่อนนอน โดยใช้เมล็ดที่บดแล้ว 2 ช้อนชาแช่ในน้ำเดือด 1 ถ้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:34:07 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 15 (3415683)

 ยาสมุนไพร.... รักษาโรคงูสวัด

 
งูสวัด คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มีอาการอักเสบอย่างเฉียบพลันที่ปมประสาทไขสันหลัง และพุเป็นเม็ดพองตามผิวหนัง เป็นทางยาวพาดขวางลําตัวเป็นต้น ทําให้ปวดแสบปวดร้อน. 
 
 
รูปภาพ : ยาสมุนไพร....  รักษาโรคงูสวัด
งูสวัด คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มีอาการอักเสบอย่างเฉียบพลันที่ปมประสาทไขสันหลัง และพุเป็นเม็ดพองตามผิวหนัง เป็นทางยาวพาดขวางลําตัวเป็นต้น ทําให้ปวดแสบปวดร้อน.
วิธีรักษา
ใช้สมุนไพรดังนี้
๑.เสลดพังพอนตัวเมีย
๒. เสลดพังพอนตัวผู้
๓. ว่านมหากาฬ (พยับเมฆ)
อย่างใดอย่างหนึ่งตำกับเหล้าขาวแล้วพอกที่แผล
หมายเหตุ
๑.เสลดพังพอนตัวเมียหรือพญาปล้องทองเป็นสีเขียว
ถ้าเสลดพังพอนตัวผู้ (ลิ้นงูเห่า) ขอบใบจะแดงและมีหนามด้วย หนามนี่แหละที่เป็นสองแฉกดูเหมือนกับลิ้นงู
๒.ว่านมหากาฬ(พยับเมฆ)เป็นต้นว่านเหมือนกัน ใช้สด ๆ จ้ะ
ข้อมูลเพิ่มเติม
๑.เสลดพังพอนตัวเมียหรือพญาปล้องทอง มีชื่อท้องถิ่นหรือชื่ออื่นอีก คือ : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องดำ (ลำปาง) พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) และ พญายอ (แม่ฮ่องสอน)
เสลดพังพอนมีชื่อพ้องกัน คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย แต่ต่างกันที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย เพื่อไม่ให้สับสนจึงเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ" ส่วนมากนำมาทำเป็นยาสมุนไพรไทยจัดอยู่ในกลุ่มพืชถอนพิษ
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
รากของพญาปล้องทอง ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterlo, Stigmasterol และมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล( butanol )จากใบของพญาปล้องทอง มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ ( Flavonoid ) สามารถระงับอาการอักเสบได้
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มีการผลิตครีมพญายอขึ้น เพื่อนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ จากการใช้ครีมพญายอ จึงไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง มีการนำมาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม
ส่วนที่นำมาใช้ ใช้ได้ทั้งใบ และราก
ใบ
๑. นำมารักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด ให้ใช้ใบสด ๑๐-๒๐ ใบ นำมาตำผสมกับเหล้าหรือ น้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
๒. นำมาทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน ให้ใช้ใบสด ๕-๑๐ ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี
๓. นำมาแก้แผลน้ำร้อนลวก ให้ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง หรือ นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี
ราก ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว
เสลดพังพอนตัวผู้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barleria lupulina Lindl.
ชื่อสามัญ : Hop Headed Barleria
วงศ์ : ACANTHACEAE
ชื่ออื่น : พิมเสนต้น (ภาคกลาง) ทองระอา ช้องระอา ลิ้นงูเห่า เสลดพังพอนตัวผู้ (กรุงเทพฯ) คันชั่ง (ตาก) อังกาบ อังกาบเมือง (ไทย) ก้านชั่ง (พายัพ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูงประมาณ ๑ เมตร มีหนามแหลมยาว ข้อละ ๒ ถึง ๓ คู่กิ่งก้าน ก้านใบสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม เส้นกลางใบแดง ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ๘ ซม. มีใบประดับสีน้ำตาลแดง ค่อนข้างกลม กลีบดอกสีส้ม ผลเป็นฝักรูปไข่
ส่วนที่ใช้ : ราก ใบและส่วนทั้ง ๕
สรรพคุณ
ราก - แก้ตาเหลือง หน้าเหลือง เมื่อยตัว กินข้าวไม่ได้ แก้เจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร ถอนพิษงู พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ปวดฟัน
ใบ - ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง แก้โรคเบาหวาน แก้ปวดแผล แผลจากของมีคมบาด แก้โรคฝีต่าง ๆ รักษาโรคคางทูม แก้โรคไฟลามทุ่ง แก้ขยุ้มตีนหมา แก้โรคงูสวัด รักษาโรคเริม ถอนพิษจากเม็ดตุ่มฝีดาษ รักษาโรคฝีดาษ แก้ฟกช้ำ แก้ช้ำบวมเนื่องจากถูกของแข็ง ถอนพิษไข้ พิษไข้ทรพิษ แก้ปวดฟัน เหงือกบวม แก้ริดสีดวงทวาร แก้ยุงกัด แก้พิษไฟลวกน้ำร้อนลวก แก้ปวดจากปลาดุกแทง
ส่วนทั้ง ๕ - ใช้เหมือนเสลดพังพอนตัวเมีย และใช้แทนเสลดพังพอนตัวเมียได้ แต่ใบเสลดพังพอนตัวเมียมีรสจืด ใบเสลดพังพอนตัวผู้มีรสขมมาก และเสลดพังพอนตัวผู้มีฤทธิ์อ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ใช้เหมือนเสลดพังพอนตัวเมียทุกอย่าง
“ว่านมหากาฬหรือพยับเมฆ ” เป็นสมุนไพร ชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการรักษางูสวัดและโรคเริมด้วย
โดยในตำรายาแผนไทยให้เอา ราก และ ใบสด ของ “ว่านมหากาฬหรือพยับเมฆ” กะจำนวนตามต้องการตำรวมกันแล้วใช้พอกบริเวณที่เป็นงูสวัดและโรคเริม จะช่วยแก้ปวดบวม ถอนพิษปวดแสบปวดร้อน และรักษาอาการงูสวัด และ โรคเริมให้ค่อย ๆ ทุเลาลงและหายในที่สุด
ซึ่งจากการทดลองกับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดและ โรคเริมแล้วสรุปได้ว่า สารสกัดจากใบทำให้อัตราการกลับมาเป็นใหม่ของโรคลดลง นอกจากนั้น ราก ของ “ว่านมหากาฬหรือพยับเมฆ” ยังสามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ ด้วย โดยกะจำนวนพอประมาณต้มน้ำดื่มเรื่อย ๆ ต่างน้ำชา อาการไข้จะทุเลาและหายในที่สุด
ที่มาของข้อมูล http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2764
โดย......  Ayurvedic Association of Thailand
 
 
 
วิธีรักษา
ใช้สมุนไพรดังนี้
๑.เสลดพังพอนตัวเมีย 
๒. เสลดพังพอนตัวผู้ 
๓. ว่านมหากาฬ (พยับเมฆ) 
อย่างใดอย่างหนึ่งตำกับเหล้าขาวแล้วพอกที่แผล
 
หมายเหตุ
 
๑.เสลดพังพอนตัวเมียหรือพญาปล้องทองเป็นสีเขียว 
ถ้าเสลดพังพอนตัวผู้ (ลิ้นงูเห่า) ขอบใบจะแดงและมีหนามด้วย หนามนี่แหละที่เป็นสองแฉกดูเหมือนกับลิ้นงู 
 
๒.ว่านมหากาฬ(พยับเมฆ)เป็นต้นว่านเหมือนกัน ใช้สด ๆ จ้ะ
 
 
 
ข้อมูลเพิ่มเติม
๑.เสลดพังพอนตัวเมียหรือพญาปล้องทอง มีชื่อท้องถิ่นหรือชื่ออื่นอีก คือ : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องดำ (ลำปาง) พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) และ พญายอ (แม่ฮ่องสอน)
 
เสลดพังพอนมีชื่อพ้องกัน คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย แต่ต่างกันที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย เพื่อไม่ให้สับสนจึงเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ" ส่วนมากนำมาทำเป็นยาสมุนไพรไทยจัดอยู่ในกลุ่มพืชถอนพิษ
 
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
รากของพญาปล้องทอง ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterlo, Stigmasterol และมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล( butanol )จากใบของพญาปล้องทอง มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ ( Flavonoid ) สามารถระงับอาการอักเสบได้ 
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มีการผลิตครีมพญายอขึ้น เพื่อนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ จากการใช้ครีมพญายอ จึงไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง มีการนำมาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม
 
ส่วนที่นำมาใช้ ใช้ได้ทั้งใบ และราก
 
ใบ 
๑. นำมารักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด ให้ใช้ใบสด ๑๐-๒๐ ใบ นำมาตำผสมกับเหล้าหรือ น้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
 
๒. นำมาทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน ให้ใช้ใบสด ๕-๑๐ ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี
 
๓. นำมาแก้แผลน้ำร้อนลวก ให้ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง หรือ นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี
 
ราก ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว 
 
 
 
เสลดพังพอนตัวผู้
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barleria lupulina Lindl.
ชื่อสามัญ : Hop Headed Barleria
วงศ์ : ACANTHACEAE
 
ชื่ออื่น : พิมเสนต้น (ภาคกลาง) ทองระอา ช้องระอา ลิ้นงูเห่า เสลดพังพอนตัวผู้ (กรุงเทพฯ) คันชั่ง (ตาก) อังกาบ อังกาบเมือง (ไทย) ก้านชั่ง (พายัพ)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูงประมาณ ๑ เมตร มีหนามแหลมยาว ข้อละ ๒ ถึง ๓ คู่กิ่งก้าน ก้านใบสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม เส้นกลางใบแดง ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ๘ ซม. มีใบประดับสีน้ำตาลแดง ค่อนข้างกลม กลีบดอกสีส้ม ผลเป็นฝักรูปไข่
ส่วนที่ใช้ : ราก ใบและส่วนทั้ง ๕ 
 
สรรพคุณ 
 
ราก - แก้ตาเหลือง หน้าเหลือง เมื่อยตัว กินข้าวไม่ได้ แก้เจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร ถอนพิษงู พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ปวดฟัน 
 
ใบ - ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง แก้โรคเบาหวาน แก้ปวดแผล แผลจากของมีคมบาด แก้โรคฝีต่าง ๆ รักษาโรคคางทูม แก้โรคไฟลามทุ่ง แก้ขยุ้มตีนหมา แก้โรคงูสวัด รักษาโรคเริม ถอนพิษจากเม็ดตุ่มฝีดาษ รักษาโรคฝีดาษ แก้ฟกช้ำ แก้ช้ำบวมเนื่องจากถูกของแข็ง ถอนพิษไข้ พิษไข้ทรพิษ แก้ปวดฟัน เหงือกบวม แก้ริดสีดวงทวาร แก้ยุงกัด แก้พิษไฟลวกน้ำร้อนลวก แก้ปวดจากปลาดุกแทง
 
ส่วนทั้ง ๕ - ใช้เหมือนเสลดพังพอนตัวเมีย และใช้แทนเสลดพังพอนตัวเมียได้ แต่ใบเสลดพังพอนตัวเมียมีรสจืด ใบเสลดพังพอนตัวผู้มีรสขมมาก และเสลดพังพอนตัวผู้มีฤทธิ์อ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย 
 
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ใช้เหมือนเสลดพังพอนตัวเมียทุกอย่าง
 
 
“ว่านมหากาฬหรือพยับเมฆ ” เป็นสมุนไพร ชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการรักษางูสวัดและโรคเริมด้วย 
 
โดยในตำรายาแผนไทยให้เอา ราก และ ใบสด ของ “ว่านมหากาฬหรือพยับเมฆ” กะจำนวนตามต้องการตำรวมกันแล้วใช้พอกบริเวณที่เป็นงูสวัดและโรคเริม จะช่วยแก้ปวดบวม ถอนพิษปวดแสบปวดร้อน และรักษาอาการงูสวัด และ โรคเริมให้ค่อย ๆ ทุเลาลงและหายในที่สุด 
 
ซึ่งจากการทดลองกับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดและ โรคเริมแล้วสรุปได้ว่า สารสกัดจากใบทำให้อัตราการกลับมาเป็นใหม่ของโรคลดลง นอกจากนั้น ราก ของ “ว่านมหากาฬหรือพยับเมฆ” ยังสามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ ด้วย โดยกะจำนวนพอประมาณต้มน้ำดื่มเรื่อย ๆ ต่างน้ำชา อาการไข้จะทุเลาและหายในที่สุด
 
ที่มาของข้อมูล http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2764
 
โดย...... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-20 22:47:59 IP : 58.9.160.225



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.