ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย


 การซักประวัติการเจ็บป่วย


ร.ศ.น.พ.เกรียติ  อาชานานุภาพ   ศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน

กล่าวโดยทั่วไป  แพทย์หรือผู้ทำการรักษาจะอาศัย จากการซักถามอาการการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ช่วยในทางวิเคราะห์หรือวินิจฉัยโรค และกำหนดแนวการดูแลรักษา 
 
การซักถามอาการ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ การซักประวัติการเจ็บป่วย“  ( history  taking )  จึงมีความสำคัญต่อกระบวนการตรวจรักษาโรค กล่าวกันว่า โรคที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน กว่าครึ่งหนึ่งสามารถวินิจฉัยจาการซักถามอาการเพียงอย่างเดียว เช่น โรคกระเพาะ  ไมเกรน จะอาศัยประวัติที่ซักถาม เป็นหลักในการวินิจฉัย นอกจากนี้เป็นประวัติการเจ็บป่วยยังช่วยบ่งชี้ ให้ผู้ทำการรักษาหันไปให้ความสนใจต่อการตรวจร่างกายในส่วนหนึ่งส่วนใด เป็นพิเศษ เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง ผู้รักษาก็จะหันมาสนใจต่ออวัยวะในบริเวณช่องท้องเป็นสำคัญเป็นต้น
 
ทางการแพทย์ได้แบ่งประวัติการเจ็บป่วยออกเป็น
1. อาการสำคัญ
2. ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน
3. ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
4. ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
5. ประวัติการเจ็บป่วยในคนข้างเคียง
6. ประวัติส่วนตัว
7. ประวัติในเด็ก
8. ประวัติในผู้หญิง
9. ประวัติตามระบบ
 
ผู้ทำการรักษาจะเลือกซักถามประวัติต่าง ๆ เหล่านี้ตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องซักให้ครบทุกข้อหรือไล่ตามลำดับตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 9
 
ประวัติส่วนที่ว่าเป็นหัวใจส่วนสำคัญก็คือ อาการสำคัญ กับประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบันประวัติข้ออื่น ๆ เพียงแต่เป็นส่วนประกอบเท่านั้น
 
ต่อไปนี้จะได้อธิบายถึงความหมายและวิธีการซักถามประวัติของแต่ละหัวข้อโดยสังเขป
 
อาการสำคัญ  ( Chief complaint )
เป็นสิ่งที่ผู้ทำการรักษาถามเป็นข้อแรกจากทักทายกับผู้ป่วยแล้ว อาการสำคัญนี้หมายถึงอาการหลัก ๆ ที่นำผู้ป่วยมาพบผู้ทำการรักษา โดยมากมักจะเป็นอาการเพียง 1-2 อย่าง เช่น ปวดศรีษะ ปวดท้อง เป็นไข้ หรือท้องเดิน เป็นต้น
 
คำถามที่ใช้ถามผู้ป่วย เช่น  “ ไม่สบายเป็นอย่างไรบ้างครับ “ “ มีอาการเป็นอะไรหรือครับ “  “ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างครับ “ 
ผู้ป่วยก็จะตอบว่า  ปวดท้อง , เจ็บคอ , หรือ ตัวร้อน , อ่อนเพลีย , เป็นต้น  
 
ผู้รักษาก็จะตอบว่า “ เป็นมาได้กี่วันแล้วครับ “ หรือ “ เริ่มเป็นมาตั้งแต่เมื่อไรครับ “  
ผู้ป่วยอาจตอบว่า “ ปวดท้องพึ่งเป็นเมื่อตะกี้นี้เอง “  “ ตัวร้อนรุม ๆ มาได้ตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว “ หรือ “ ปวดมาหลายเดือนแล้ว “ 
 
สรุปแล้ว อาการสำคัญจำต้องระบุอาการหลัก ๆ ที่ผู้ป่วยรู้สึกเดือดร้อนจนต้องมาพบผู้ทำการรักษาและระบุระยะเวลาของอาการที่เป็น
 
สิ่งที่จะบอกคร่าว ๆ ได้ว่าผู้ป่วยเจ็บป่วยด้วยอาการอะไร  อาการนั้นพึ่งเป็น เป็นมาหลายวันหรือเป็นมานานแล้ว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ทำการรักษา สามารถกำหนดแนวทางการซักถามและตรวจร่างกายต่อไป เช่น ถ้าเป็นไข้มานานเป็นเดือน ก็อาจจะเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง เช่น วัณโรคปอด หรืออาจเป็นมะเร็งหรือโรคร้ายอื่น ๆ ถ้าปวดเข่ามาเป็นแรมปีก็อาจเป็นโรคข้อเสื่อม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุ) ถ้าปวดท้องติดต่อกันมา 1 วัน ก็อาจเป็นภาวะปวดท้องร้ายแรง เช่น ไส้ติ่งอักเสบก็ได้ เป็นต้น

ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน (Present  illness) 
เมื่อทราบอาการสำคัญที่นำผู้ป่วยมาพบแล้ว ผู้ทำการรักษาควรซักถามรายละเอียดของของการเจ็บป่วยในคราวนี้เพิ่มเติมในทุกแง่มุม เช่น มีอาการอะไร ? เป็นมานานเท่าใด ? เป็นตรงไหน ? เป็นอย่างไร ? ตอนเริ่มเป็นอย่างไร ? ค่อย ๆ เป็นหรือเป็นปุบปับ ? อาการที่เป็นนั้นเป็นมากเพียงใด ? ตอนไหน ? นานไหม ? อะไรทำให้เป็นมากขึ้น หรือน้อยลง ? มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยอะไรบ้าง ? เคยเป็นแบบนี้มาก่อนไหม ? ได้รักษาหรือกินยาอะไรมาบ้าง ? เป็นต้น
 
ตัวอย่างเช่น  ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องก็ควรถามว่าเป็นมานานเท่าใด (คำตอบอาจเป็นปวดมาร่วมสัปดาห์แล้ว) ปวดตรงไหน ? ปวดจุกแน่นหรือปวดแสบ ๆ หรือปวดบิดเป็นพัก ๆ ? (คำตอบ ปวดแสบ ๆ)  ปวดมากไหม ? (คำตอบ ปวดพอทนได้ ) ปวดมากตอนไหน ? (คำตอบ  เวลาหิวๆ) ปวดแต่ละครั้งนานไหม  (คำตอบ  ปวดเพียงพักหนึ่งนานสัก  15-20  นาที) ถ้าได้กินนมหรืออะไรรองท้องแล้วดีขึ้นไหม ? (คำตอบ  ดีขึ้น) นอกจากปวดท้องแล้วมีอาการอื่นร่วมด้วยไหม เช่น ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน (คำตอบ  นาน ๆ ครั้ง อาจรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย  “ เคยปวดแบบนี้มาก่อนไหม ? (คำตอบ  เมื่อ 3-4 เดือนก่อนก็เคยเป็นแบบนี้) ได้กินยาอะไรบ้าง ? คำตอบ (ซื้อยาลดกรดก็ค่อยยังชั่ว) กรณีเช่นนี้ก็น่าจะทำให้คิดว่าผู้ป่วย ป่วยด้วยโรคกระเพาะอาการ
 
ประวัติการเจ็บป่วยอย่างละเอียดที่ผู้ป่วยเป็นคราวนี้เรียก “ ประวัติการเจ็บในปัจจุบัน “ การที่จะซักถามได้รายละเอียดที่ชัดเจนผู้ทำการรักษาจะต้องมีความรู้ในอาการของโรคต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำและรู้ว่าอาการหนึ่ง ๆ นั้นอาจมีสาเหตุจากโรคอะไรบ้าง เช่น รู้ว่าอาการปวดท้อง อาจมีโรคที่เป็นสาเหตุได้หลาย ๆ โรค เช่น โรคกระเพาะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ไส้ติ่งเอกเสบ ปวดประจำเดือน ฯลฯ และโรคแต่ละโรค ดังกล่าวจะมีอาการและการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
 
ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง เช่น ผู้ป่วยเป็นเด็กชายอายุ  10 ปี 5 วัน วันก่อนมีอาการปวดท้องปวดที่ข้อเข่าข้างขวาข้อเข่าข้างนั้นมีลักษณะบวมแดง ปวดจนเดินไม่ค่อยได้ นอกจากนี้ยังมีอาการตัวร้อน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร 2 วัน ก่อนอาการปวดบวมที่ข้อนั้นค่อยทุเลา แต่กลับมาปวดที่ข้อเท้าข้างซ้ายในลักษณะ เดียวกัน  อาการเช่นนี้ก็ชวนให้สงสัยว่า เด็กอาจป่วยเป็นไข้รูห์มาติด 

ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ( Past  illness )   
การซักถามถึงประวัติการเจ็บป่วยที่เคยเป็นมาในอดีตนับตั้งแต่เกิดนั้นก็อาจมีส่วนช่วยในการตรวจรักษาโรค เช่น อาการปวดท้อง หรือปวดศรีษะถ้าเคยเป็น ๆ หาย ๆ อยู่เป็นประจำก็บอกได้ว่าไม่เป็นภาวะที่ปัจจุบันทันด่วน และ อาจลองให้ยารักษาในขั้นต้นได้
 
โรคบางอย่างที่เป็นในปัจจุบัน อาจมีผลสืบเนื่องมาแต่การเจ็บป่วยในอดีตก็ได้ เช่น คนที่ปวดท้องและอาเจียนรุนแรงซึ่งชวนสงสัยว่าเป็นโรคลำไส้อุดตัน อาจมีประวัติการผ่าตัดช่องท้อง (เช่น ผ่าไส้ติ่ง ผ่าตัดทำคลอด) มาก่อนได้ เด็กที่เป็นไข้รูห์มาติด อาจมีประวัติเป็นไข้และเจ็บคอก่อนสัก 1-3 สัปดาห์ เป็นต้น
นอกจากนี้ประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วย (ถ้ามี) ก็ช่วยให้ผู้ทำการรักษาสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้
 
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต  ควรระบุชื่อโรคที่เคยเป็น เป็นเมื่อไร นานเท่าใด รักษาที่ไหน และอย่างไร เคยแพ้ยาอะไรเป็นต้น

ประวัติการเจ็บป่วยครอบครัว ( Family history )   
จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยของผู้ป่วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโรคติดต่อเชื้อและโรคทางกรรมพันธุ์
 
โรคติดต่อ เช่น  ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ วัณโรคปอด ตับอักเสบ ฯลฯ  อาจพบเป็นติดต่อกันภายในครอบครัวได้ จึงควรถามดูว่านอกจากผู้ป่วยแล้วยังมีคนอื่น ๆ เคยป่วยหรือกำลังป่วยด้วยโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่หรือเปล่า 
 
โรคทางกรรมพันธุ์ เช่น ไมเกรน เบาหวาน โรคหืดหอบ แพ้อากาศ ฯลฯ ถ้ามีประวัติว่า พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา และพี่น้อง คนหนึ่งคนใดเป็นอยู่ก็อาจช่วยยืนยันว่าผู้ป่วยก็อาจเป็นโรคเดียวกันก็ได้

ประวัติการเจ็บป่วยในคนข้างเคียง
  โรคติดเชื้อ นอกจากจะติดต่อมาจากในครอบครัวแล้ว คนข้างเคียงอื่น ๆ เช่นเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมงาน ก็อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้เช่นกัน หากสงสัยผู้ป่วยโรคติดต่อเชื้อก็ถามว่ามีคนข้างเคียงเคยเป็นหรือกำลังเป็นเช่นเดียวกับผู้ป่วยหรือเปล่า
 
ประวัติส่วนตัว (Personal and social history)   
เช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา การศึกษา อาชีพ ฐานะ ชีวิตความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ การกิน การดื่ม สิ่งเสพติด (เช่น เหล้า บุหรี่) การเดินทาง งานอดิเรก สิ่งแวดล้อม ปัญหาส่วนตัว ฯลฯ ก็อาจช่วยเสริมการวินิจฉัยและการรักษาโรคของผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น
 
คนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็อาจเป็นโรคกระเพาะ หรือตับแข็ง
คนที่มีไข้สูงหนาวสั่นจับเป็นเวลา หากประวัติการเดินทางเข้าป่าก็อาจป่วยเป็นไข้มาลาเรีย
คนที่ปวดศรีษะบ่อย ๆ  หากมีความเคร่งเครียดจิตใจวิตกกังวลก็อาจเป็นโรคปวดศรีษะจากความเครียด (โรคเครียด) เป็นต้น
ผู้ทำการรักษาจะเลือกถามเฉพาะสิ่งที่สัมพันธ์กับโรคที่เป็น  ไม่จำเป็นต้องถามให้ครบทุกแง่ทุกมุม
 
ประวัติในเด็ก
เด็กที่เจ็บป่วยโดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ ผู้ทำการรักษาอาจถามประวัติการคลอดการเลี้ยงดู การเจริญเติบโต การฉีดวัคซีน ฯลฯ เพื่อนำมาประกอบการวินิจฉัยตัวอย่าง เช่น
 
ถ้าเด็กตัวเล็กกว่าวัย  อาจมีผลจากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง ได้อาหารที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ เช่น เด็กกินนมข้นหวาน หรือน้ำข้าว มาตั้งแต่อายุ  2-3  เดือน ก็ย่อมจะขาดอาหาร รูปร่างแคระแกนน้ำหนักน้อย เป็นต้น เด็กที่มีอาการหายใจลำบาก ถ้ามีประวัติว่าไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมาก่อนอาการป่วยเป็นโรคคอตีบ เป็นต้น
ประวัติในผู้หญิง   
ในที่นี้หมายถึง ผู้หญิงที่เป็นสาว (มีประจำเดือนแล้ว) ควรถามเรื่องประจำเดือน เช่น มาตรงทุกเดือนไหม ? ออกมากหรือน้อย ? มาครั้งละกี่วัน ? ประจำเดือนขาดไปหรือเปล่า ? เป็นต้น นอกจากนี้ควรถามประวัติการตกขาว ถ้าสงสัยเกี่ยวกับโรคของมดลูก และช่องคลอด ถ้ามีประวัติประจำเดือนขาด (ตั้งครรภ์) ร่วมกับปวดท้องมีเลือดออกทางช่องคลอด ก็อาจป่วยด้วยอาการแท้งบุตรหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก ก็ได้ เป็นต้น

ประวัติตามระบบ  (System review)   
หมายถึง  การซักถามอาการหัวจรดเท้าเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ทำการรักษาลืมอาการที่สำคัญ ๆ บางอย่างไป ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยผิดพลาดไปได้
หลักการซักถาม ให้ซักไล่อาการจากหัวจรดเท้า เช่น
ถามดูอาการทั่ว ๆ ไป ก่อนว่ามีไข้ อ่อนเพลียน้ำหนักลด กินได้ นอนหลับ หรืออุจจาระ ปัสสาวะ เป็นปกติไหม
ถามอาการของศรีษะ เช่น ปวดหัว ผมร่วง วิงเวียนไหม ?
แล้วถามเรื่อย ๆ ถึงเท้า เช่น เท้าไม่มีแรง เท้าชา เท้าบวมไหม ? สำหรับผู้ทำการรักษาที่มีความเชี่ยวชาญ ก็อาจจำเป็นต้องถามอย่างละเอียดทุกระบบ แต่อาจเลือกถามเฉพาะที่สงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการสำคัญที่เป็น หากพอใจในข้อมูลก็ไม่ต้องถามครอบคลุมไปหมด
 
สำหรับผู้ที่ฝึกหัดซักถามประวัติการเจ็บป่วยในระยะแรก ๆ ควรฝึกถามประวัติตามระบบให้ชัดเจนเป็นนิสัย จะช่วยให้เกิดความชำนาญในการซักประวัติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
 


ผู้ตั้งกระทู้ อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2013-02-25 09:40:30 IP : 223.204.218.76


1

ความเห็นที่ 1 (3402060)

 การตรวจสิ่งแสดงชีพ ชีพจร

1. ชีพจร 
ชีพจรหมายถึงการเต้นของหลอดเลือดแดง ซึ่งจะคลำได้ในจุดที่หลอดเลือดแดงอยู่ ไม่ลึกจากผิวหนังมากนัก เช่น ที่ข้อมือ ขับพับของข้อศอก คอ ขาหนีบ เป็นต้น ถ้าหลอดเลือดแดงอยู่ใกล้ผิวหนังมาก อาจจะเห็นการเต้นของหลอดเลือดแดงด้วยตาเปล่าได้
2. การหายใจ 
ซึ่งดูได้จากการเคลื่อนไหวจองทรวงอกและหน้าท้อง ในคนที่หายใจเบาและสั้นมาก อาจจะต้องใช้เศษผ้าหรือสำลีไปจ่อไว้ที่รูจมูกของคนไข้ เพื่อดูการหายใจ เพราะทรวงอกและหน้าท้องอาจจะไม่เคลื่อนไหว จนมองเห็นได้
3. อุณหภูมิ
หรือความร้อน เย็นของร่างกาย ซึ่งตรวจได้ง่าย ๆ โดยการใช้ฝ่ามือหรือหลังมือแตะที่หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ หรือฝ่ามือฝ่าเท้าของคนไข้ แต่ถ้าต้องการตรวจให้ละเอียดขึ้น ก็ต้องใช้ “ปรอท” หรือเทอร์โมมิเตอร์ (thermometer) เพื่อที่จะวัดความร้อน เย็น หรืออุณหภูมิของร่างกายได้ละเอียดถูกต้องมากขึ้น
4. ความดันเลือด
หรือความดันโลหิต คือความแรงที่เลือดในหลอดเลือดแดงไหลไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งตรวจได้ง่ายๆ โดยการจับชีพจร และคลำดูความแรงของชีพจร ถ้าแรงมาก ความดันเลือดก็สูงมาก ถ้าเบามาก ความดันเลือดก็ต่ำมาก แต่ถ้าต้องการตรวจให้แน่นอนถูกต้อง ก็ต้องใช้เครื่องวัดความดันเลือด (sphygmomanometer) 
ชีพจร การหายใจ อุณหภูมิของร่างกาย และความดันเลือด ล้วนเป็นสิ่งที่บ่งแสดงถึงสภาพของชีวิต หรือภาวการณ์ทำงานของร่างกายโดยทั่วไป จึงเรียกสิ่งที่บ่งแสดงทั้ง 4 สิ่งนี้ว่า สิ่งแสดงชีพ หรือ สัญญาณชีวิต (vital signs)
การตรวจสิ่งแสดงชีพ หรือสัญญาณชีวิตจนชำนาญ จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคเป็นไปได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น

วิธีตรวจสิ่งแสดงชีพและความหมาย
1.ชีพจร (arterial pulse) 
วิธีตรวจ : การตรวจชีพจรโดยทั่วไปใช้การคลำ โดยใช้ปลายนิ้วชี้ และนิ้วกลางเป็นหลัก (อาจจะใช้ปลายนิ้วมืออื่นก็ได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางจะเป็นส่วนที่รับความรู้สึกได้ดีกว่าปลายนิ้วอื่น จึงควรใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางมากกว่าปลายนิ้วอื่นๆ)
โดยทั่วไป จุดที่ใช้คลำชีพจรคือ ที่ข้อมือเหนือโคนของนิ้วหัวแม่มือ แต่อาจจะคลำชีพจรได้ในจุดอื่นๆ ตรงที่หลอดเลือดแดงอยู่ไม่ลึกจากผิวหนังนัก เช่น ที่ข้อพับของข้อศอก ที่คอ หน้าหู (ในระดับหางตา) ขมับ ขาหนีบ ข้อพับของข้อเข่า ในตาตุ่มใน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ควรจะฝึกคลำชีพจรที่ข้อมือเพียงแห่งเดียวจนชำนาญก่อน แล้วจึงจะฝึกคลำชีพจรที่จุดอื่น
วิธีตรวจชีพจรที่ข้อมือ
คนไข้อาจจะอยู่ในท่านอนหรือท่านั่งก็ได้ ถ้าคนไข้ไม่เจ็บหนักหรืออยู่ในภาวะฉุกเฉิน ควรจะให้คนไข้นั่งพักหรือนอนพักจนหายเหนื่อย หรือหายตื่นเต้น ตกใจ หรือกลัว (เช่น กลัวหมอ กลัวสถานที่) เสียก่อน แล้วจึงตรวจผู้ตรวจควรอยู่ทางด้านขวาของคนไข้ (ถ้าผู้ตรวจถนัดขวา)
ถ้าคนไข้นอนอยู่ บนเตียงสูง ผู้ตรวจก็ยืนตรวจ ถ้าคนไข้นอนอยู่บนเตียงต่ำ ผู้ตรวจก็นั่งเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ แต่ถ้าคนไข้นอนอยู่บนพื้นบ้าน ผู้ตรวจก็นั่งลงบนพื้นบ้านข้าง ๆ คนไข้
ถ้าคนไข้นั่งอยู่ ควรจะมีโต๊ะตั้งอยู่ระหว่างคนไข้กับผู้ตรวจ แล้วให้คนไข้วางแขนบนโต๊ะในท่าที่คนไข้สบายที่สุด โดยให้แขนตั้งแต่ส่วนข้อศอกลงมาวางหงายอยู่บนโต๊ะ (อาจใช้ผ้าหนาๆ หรือหมอนเล็กๆ บางๆ วางรองรับส่วนข้อมือและมือของคนไข้ด้วยก็ได้)
ผู้ตรวจวางปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางลงตรงข้อมือเหนือโคนนิ้วหัวแม่มือ (เหนือ ฐานศุกร์”) ของคนไข้ (ดูรูปที่ 2) จนคลำได้การเต้น (ตุบๆ ) ของหลอดเลือดแดง ให้วางปลายนิ้วชี้และนิ้วกลาง (หรืออาจใช้นิ้วนางด้วย) ในลักษณะที่ปลายนิ้วทุกปลายคลำชีพจรได้หมด ซึ่งจะทำให้ปลายนิ้ววางอยู่ตามแนวของหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ
ควรจะจัดท่ามือและแขนของผู้ตรวจกับของคนไข้ ให้สัมพันธ์สอดคล้องกันจนคนไข้สามารถวางแขนได้อย่างสบาย และผู้ตรวจก็สามารถคลำชีพจรได้อย่างสะดวก ไม่ใช่ว่าต้องมีการบิดแขนบิดมือ หรืออยู่ในท่าที่ไม่สะดวกสบายในขณะตรวจชีพจรนั้น
ท่าที่สะดวก คือ ท่าที่แขนของคนไข้ ข้างที่จะตรวจชีพจรนั้นวางแขนขนานกับแนวไหล่ (เส้นลากจากไหล่หนึ่งไปอีกไหล่หนึ่ง) ของผู้ตรวจซึ่งจะทำให้แนวแขนของคนไข้ตั้งฉากกับแนวแขนของผู้ตรวจ
เมื่อวางท่าได้ถูกต้องและสะดวกแล้ว การคลำชีพจรก็ไม่ใช่ของยากอะไร นอกจากในบางคน (น้อยมาก) อาจจะคลำชีพจรที่ข้อมือเหนือโคนนิ้วหัวแม่มือไม่ได้ แต่ไปใต้ในบริเวณข้อมือด้านนิ้วก้อย (เหนือ “ฐานจันทร์”) หรือในบางคน (น้อยมาก ๆ) อาจจะคลำชีพจรที่ข้อมือไม่ได้เลย ในกรณีเช่นนี้ ก็ต้องคลำชีพจรที่ข้อมืออีกข้างหนึ่ง หรือคลำชีพจรในตำแหน่งอื่นแทน
วิธีตรวจชีพจรในตำแหน่งอื่น ก็คล้ายคลึงคลึงกับการตรวจชีพจรที่ข้อมือ ให้วางปลายนิ้วชี้และนิ้วกลาง (อาจใช้ปลายนิ้วนางด้วย) วางลงตามแนวหลอดเลือดแดงส่วนที่จะคลำชีพจรได้ (ดูรูปที่ 1) แล้วคลำชีพจรนั้น ในบางคนที่ความดันเลือดสูงมากหรือแรงชีพจร (pulse pressure) กว้างมากหรือผนังหลอดเลือดแข็ง อาจจะเห็นการเต้นตุบๆ ของหลอดเลือดแดงได้ เช่น ที่ข้อพับของข้อศอก หรือที่คอ เป็นต้น

ความหมายของชีพจร : การตรวจชีพจรทำให้ได้สิ่งต่อไปนี้
1.1 อัตราเต้นของชีพจร (arterial pulse rate)
ซึ่งโดยทั่วไปจะเท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate) ในคนปกติ เราจะรู้อัตราเต้นของชีพจรได้โดยนับดูว่าในหนึ่งนาทีชีพจรเต้นกี่ตุบ จำนวนตุบที่นับได้ในหนึ่งนาที ก็คืออัตราเต้นของชีพจรนั่นเอง
ในคนปกติ ในขณะนั่งพักหรือนอนอยู่ ชีพจรจะเต้นประมาณ 60 ถึง 100 ครั้งต่อนาที ในเด็ก ชีพจรจะเต้นเร็วกว่าในผู้ใหญ่ และอาจเต้นถึงนาทีละ 120-130 ครั้ง โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ
แต่ในคนรูปร่างใหญ่โต หรือนักกีฬา หรือคนที่ทำงานหนักเป็นประจำ ชีพจรอาจจะเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที และอาจจะเต้นเพียง 40-50 ครั้งต่อนาทีได้
ในทำนองคล้ายกัน คนปกติที่กำลังตื่นเต้น ตกใจ กลัว โกรธ หรืออกกำลัง ชีพจรจะเต้นเกิน 100 ครั้งต่อนาทีได้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่รบกวนร่างกายมากๆ เช่น มีไข้สูง ตกเลือด ท้องร่วงรุนแรง โรคคอพอกเป็นพิษ ก็จะทำให้ชีพจรเต้นเกิน 100 ครั้งต่อนาทีได้
หรือโรคภัยไข้เจ็บที่ไปกระทบกระเทือนหัวใจ เช่น โรคคอตีบที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคไข้รากสาดน้อย (โรคทัยฟอยด์) อาจจะทำให้ชีพจรเต้นช้าลงอย่างมากๆ ได้ เป็นต้น
อัตราการเต้นของชีพจรจึงช่วยให้เราทราบสภาวะการทำงานของหัวใจ ซึ่งอาจเกิดจากความปกติหรือความผิดปกติของหัวใจโดยตรง หรือสืบเนื่องมาจากความผิดปกติของร่างกายส่วนอื่น แต่มากระทบกระเทือนถูกหัวใจด้วย
1.2 ความสม่ำเสมอของชีพจร (regularity of arterial pulse) 
ในคนปกติส่วนใหญ่ หัวใจจะเต้น (จะบีบตัวหรือหดตัว) เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เช่น ในนาทีนี้หัวใจเต้น 70 ครั้ง ในนาทีต่อๆ ไป หัวใจก็จะเต้น 70 ครั้งเช่นเดียวกัน นอกจากจะมีเหตุการณ์ อะไรมาทำให้ตื่นเต้น ตกใจ เครียด หัวใจก็อาจจะเต้นเร็วขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นจังหวะสม่ำเสมอกัน
ดังนั้น ชีพจรที่คลำได้ จะเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน นั่นคือ ช่วงระยะระหว่างชีพจรเต้นจะเท่ากันซึ่งอาจจะเขียนเป็นจังหวะได้ดังนี้ตุบ....ตุบ....ตุบ....ตุบ....ตุบ....ตุบ 
ถ้าชีพจรเต้นเร็วขึ้น ก็จะคลำได้ตุบ..ตุบ..ตุบ..ตุบ..ตุบ..ตุบ..ตุบ..ตุบ..ตุบ 
ถ้าชีพจรเต้นช้าลงก็จะคลำได้ ตุบ......ตุบ......ตุบ......ตุบ......ตุบ
ในคนปกติบางคน ชีพจรอาจจะเต้นไม่สม่ำเสมอโดยชีพจรบางตุบจะหายไป คือตุบ....ตุบ....ตุบ....ตุบ............ตุบ....ตุบ ถ้าคลำได้ชีพจรหายวาบไปเป็นบางตุบแบบนี้ ส่วนใหญ่เกิดจาก หัวใจห้องล่างเต้นก่อน หรือเต้นเกิน (Ventricular premature beat หรือ Ventricular ectopic) นั่นคือ หัวใจห้องบนยังไม่ทันเต้น หัวใจห้องล่างแย่งเต้นเสียก่อน จึงมีเลือดออกจากหัวใจน้อย ทำให้ไม่มีเลือดวิ่งมาตามหลอดเลือดพอที่จะทำให้ชีพจรเต้นจนคลำได้



รูปที่ 3 หัวใจแบ่งเป็น 4ห้อง

ห้องที่ 1   ห้องบนขวา รับเลือดจากร่างกาย

ห้องที่ 2   ห้องล่างขวา ส่งเลือดไปปอด

ห้องที่ 3   ห้องบนซ้าย  รัลเลือดจากปอด

ห้องที่ ห้องล่างซ้าย ส่งเลือไปเลี้ยงร่างกาย และ
                เป็นห้องที่ทำให้หลอดเลือดแดงเต้นจนคลำ
                ชีพจรได้
(ตามปกติ หัวใจแบ่งเป็น 4 ห้อง ข้างบน 2 ห้อง ข้างล่าง 2 ห้อง หัวใจห้องบนจะรับเลือดที่ไหลกลับมาจากร่างกายส่วนต่างๆ และจากปอด แล้วหัวใจห้องบนจะเต้น (จะบีบตัว) ก่อน เพื่อส่งเลือดเข้าสู่หัวใจห้องล่าง แล้วหัวใจห้องล่างจึงจะเต้น (จะบีบตัว) ส่งเลือดไปเลี้ยงปอดและร่างกาย (ดูรูปที่ 3) หัวใจห้องบนจึงต้องเต้นก่อนหัวใจห้องล่าง (ดูรายละเอียดในหมอชาวบ้าน ประจำเดือนมิถุนายน 2522 และเมษายน 2523) ถ้าเมื่อใดหัวใจห้องล่างเต้นก่อนหัวใจห้องบน หัวใจห้องล่างซึ่งยังไม่ได้รับเลือดจากหัวใจห้องบน จึงมีเลือดอยู่น้อย และบีบตัวให้เลือดออกจากหัวใจได้น้อย)
ในบางครั้ง ชีพจรที่หายวาบไปเป็นตุบ อาจจะเกิดขึ้นเพราะความผิดปกติที่หัวใจ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
วิธีแยกง่าย ๆ ว่า ชีพจรที่หายวาบไปเป็นบางตุบเป็นครั้งคราวนั้น เกิดขึ้นตามปกติ หรือเกิดขึ้นเพราะหัวใจผิดปกติคือ ให้คนไข้ออกกำลังสักเล็กน้อย พอให้หัวใจ (ชีพจร) เต้นเร็วขึ้นจากเดิมประมาณ 10-20 ครั้งต่อนาที เมื่อชีพจรเต้นเร็วขึ้นแล้ว ถ้าชีพจรเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอโดยตลอด หรือจำนวนตุบที่หายวาบไปลดลง ก็แสดงว่าหัวใจปกติดี แต่ถ้าจำนวนตุบที่หายวาบไปเพิ่มขึ้น ก็อาจจะแสดงว่าหัวใจผิดปกติได้

ในบางครั้ง ชีพจรอาจจะเต้นเกินจนคลำได้ว่ามีตุบหนึ่งมาก่อนกำหนด ดังนี้ตุบ......ตุบ......ตุบ..ตุบ......ตุบ......ตุบ ลักษณะแบบนี้ มักเกิดจากหัวใจห้องบนเต้นก่อนหรือเต้นเกิน (atrial premature beat หรือ atrial ectopic)  อาจใช้วิธีออกกำลัง เล็กน้อยเพื่อแยกว่ามันเกิดขึ้นจากหัวใจปกติหรือผิดปกติ เช่นเดียวกับภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเกิน
ในบางคน ชีพจรอาจจะเต้นถี่บ้าง ห่างบ้างตามการหายใจเข้าออก ซึ่งถือว่าเป็น ลักษณะปกติของบางคน
ในบางคน ชีพจรจะเต้นไม่สม่ำเสมอโดยตลอด ถี่บ้างห่างบ้าง แรงบ้างค่อยบ้าง ตะลุบตุ้บตั้บไปหมด ภาวะเช่นนี้เกิดจากหัวใจผิดปกติ หรือเกิดจากร่างกายส่วนอื่นผิดปกติ เช่น โรคคอพอกเป็นพิษที่ไปกระทบกระเทือนหัวใจ
จังหวะ หรือความสม่ำเสมอของชีพจร จึงช่วยให้ทราบถึงความปกติและความผิดปกติของหัวใจ และของร่างกายส่วนอื่นได้
1.3 ความแรงของชีพจร (tension of arterial pulse) 
ในขณะที่คลำชีพจรอยู่ จะคลำความแรงของชีพจรได้ด้วย โดยให้กดปลายนิ้วที่อยู่ไกลฝ่ามือมากกว่าปลายนิ้วอื่นที่กำลังคลำชีพจรอยู่ด้วยกัน ลงบนหลอดเลือดที่เต้นตุบๆ จนปลายนิ้วที่อยู่ใกล้ฝ่ามือ คลำชีพจรไม่ได้ แรงกดของปลายนิ้วจะเท่ากับแรงดันเลือดตัวบน (systolic blood pressure) 
และในระหว่างที่ชีพจรไม่เต้น ให้คลำดูแรงดันภายในหลอดเลือดด้วย ถ้าหลอดเลือดเป็นลำที่ตึงแข็งมากแสดงว่าแรงดันในหลอดเลือด (ในขณะที่หัวใจไม่เต้น) สูง แต่ถ้าหลอดเลือดในขณะที่หัวใจไม่เต้นคลำได้หย่อนหรือไม่ตึงเลย แสดงว่าแรงดันในหลอดเลือดต่ำ แรงดันของชีพจรในขณะที่หัวใจ (ชีพจร) ไม่เต้นนี้คือ แรงดันเลือดตัวล่าง (diastolic blood pressure) 
ถ้าหัดคลำความแรงของชีพจรทดสอบกับเครื่องวัดความดันเลือดบ่อยๆ จนชำนาญ อาจจะทำให้สามารถบอกแรงดันเลือดทั้งตัวบนตัวล่างอย่างคร่าวๆ ได้ แต่ในคนที่หลอดเลือดแข็ง เช่น ในคนอายุมาก การบอกแรงดันเลือดด้วยการคลำชีพจร อาจจะทำให้ผิดพลาดได้อย่างมากๆ
การบอกแรงดันเลือดด้วยการคลำชีพจรเพียงอย่างเดียวจึงไม่ควรใช้ในกรณีที่ต้องการความถูกต้องแน่นอน หรือความละเอียดถี่ถ้วน 
อย่างไรก็ตาม การคลำความแรงของชีพจรจะช่วยใช้บอกแรงดันชีพจร (pulse pressure) ได้ดีพอสมควร พอที่จะบอกอย่างกว้างๆ ว่า แรงดันชีพจรนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือกว้างกว่าปกติมากหรือแคบกว่าปกติมาก
แรงดันชีพจร คือ ความแตกต่างระหว่างแรงดันเลือดตัวบนกับแรงดันเลือดตัวล่าง เช่น ถ้าแรงดันเลือดเท่ากับ 80/50 แรงดันชีพจรก็จะเท่ากับ 80-50=30 หรือถ้าแรงดันเลือดเท่ากับ 140/90 แรงดันชีพจรก็จะเท่ากับ 140-90=50 มิลลิเมตรปรอท
แรงดันชีพจรในคนปกติที่กำลังนั่งพักนอนพักอยู่จึงมีค่าอยู่ระหว่าง 30-50 มิลลิเมตรปรอท
ถ้าแรงดันชีพจรกว้างมาก ๆ เช่น มากกว่า 70-80 มิลลิเมตรปรอท เวลาคลำชีพจรจะรู้สึกว่าชีพจรเต้นแรงมาก จนคลำได้ชัดเจนกว่าปกติ

ชีพจรที่เต้นจนคลำได้ชัดเจนกว่าปกติ จะพบในคนที่ซีด (เลือดจาง) มากๆ โรคคอพอกเป็นพิษ โรคหัวใจแต่กำเนิดแบบเป็นหลอดเลือดเชื่อมไม่ปิด (patentductus arteriesusหรือ P.D.A.) โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติครั่ว คนที่มีไข้สูง คนที่ออกกำลัง หญิงที่ตั้งครรภ์แก่ เป็นต้น
ถ้าแรงดันชีพจรแคบมาก ๆ เช่น ต่ำกว่า 20 มิลลิเมตรปรอท เวลาคลำชีพจร จะรู้สึกว่าชีพจรเต้นแผ่วเบามากจนคลำได้ยาก หรือ คลำไม่ได้เลย
ชีพจรที่เต้นจนคลำได้ยากนี้ จะพบในคนปกติบางคน ในคนที่กำลังช็อค (ช็อคในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนที่กำลังตื่นเต้น ตกใจ หรือมีอารมณ์รุนแรง แต่หมายถึงภาวะที่เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอเพียง เพราะฉะนั้น คนไข้จะมีอาการหน้าซีด มือเท้าเย็น มีเหงื่อเย็น ๆ ออกตามหน้าและแขนขา ความรู้สึกตัวลดลง และหายใจเร็วด้วย) ในโรคเรื้อรังที่ทำให้ซูบผอม อ่อนเพลียมาก ๆ ในโรคลิ้นหัวใจ เอออร์ติคตีบ ในโรคที่หัวใจถูกบีบอัดด้วยน้ำ หนอง เลือด หรือพังผืดของเยื่อหุ้มหัวใจ หรืออื่น ๆ
การคลำดูความแรงของชีพจรจึงช่วยบอกถึงความปกติและความผิดปกติของหัวใจ ของแรงดันเลือดและของแรงดันชีพจรได้

1.4 รูปลักษณะของชีพจร (wave form of arterial pulse) 
ชีพจรที่เต้นตามปกติ จะคลำได้เป็นลักษณะการเต้นตุบ ๆ แบบสะบัด ๆ ซึ่งถ้าเขียนเป็นรูปก็จะมี
ลักษณะขึ้นเร็ว แล้วค่อย ๆ ร่วงลงเหมือนยิงหนังสะติ๊กขึ้นไปบนฟ้า แล้วค่อย ๆ ร่วงลง

ชีพจรที่คลำดูแล้ว ขึ้นช้า ลงช้า (tardy pulse) มักแสดงว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติคตีบ 

ชีพจรที่คลำได้เป็น 2 ตุบ ติด ๆ กัน หรือที่เรียกว่าชีพจรหัวแตก (bisferiens pulse) หรือชีพจรแยก (dicrotic pulse) แจพบได้ในคนที่เป็นโรคลิ้นหัวใจผิดปกติเป็นต้น  

ชีพจรที่คลำแล้วได้แรง ครั้งค่อยครั้งสลับกันไป หรือที่เรียกว่า ชีพจรสลับ (pulsus alternans) แสดงว่า คนไข้กำลังเจ็บหนัก ต้องรีบช่วยเหลือ มิฉะนั้นคนไข้อาจตายได้
1.5 ลักษณะของผนังหลอดเลือด (condition of arterial wall) 
ผนังหลอดเลือดปกติจะเรียบ นุ่ม กดไม่เจ็บ และคลำผนังได้ไม่ถนัด 
ถ้าเมื่อใด ผนังหลอดเลือดที่คลำชีพจรมีลักษณะแข็งกว่าปกติ จะแสดงว่า หลอดเลือดแข็ง ซึ่งมักหมายความว่ามีภาวะหลอดเลือดแข็งในที่อื่น ๆ ของร่างกายด้วย
ถ้าคลำชีพจรที่ใด แล้วคนไข้เจ็บเฉพาะที่หลอดเลือดนั้น แสดงว่า ผนังหลอดเลือดอักเสบ ซึ่งส่วนใหญ่พบในโรคภูมิแพ้บางชนิด
ในคนที่หลอดเลือดที่แข็ง หรือ แรงดันเลือดสูงมาก หรือ แรงดันชีพจรกว้างมาก อาจจะสังเกตเห็นการเต้นของชีพจรที่คอที่ข้อพับข้อศอก ที่ใต้ตาตุ่มใน หรือ ที่อื่นได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น การเห็นชีพจรได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องคลำ มักแสดงถึงภาวะผิดปกติ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-25 09:45:04 IP : 223.204.218.76


ความเห็นที่ 2 (3402123)

 การตรวจทรวงอก

ทรวงอก คือ ส่วนของลำตัวตั้งแต่คอลงมาจนถึงชายโครงทั้ง 2 ข้าง ดังนั้น ทรวงอกจึงเป็นส่วนที่แข็ง (คลำแล้วแข็ง) โดยรอบทั้งแต่บนลงล่าง (หัวไหล่ลงไปถึงชายโครงทั้ง 2 ข้าง) และโดยรอบตั้งแต่ข้างหน้าอ้อมไปใต้รักแร้ไปจนถึงด้านหลัง เพราะมีกระดูกซี่โครงล้อมรอบกระดูกกลางหน้าอก (sternum) ทางด้านหน้าไปจนถึงกระดูกสันหลัง (spine) ทางด้านหลัง (ดูรูปที่ 1)

นอกจากนั้น ด้านบนยังมีกระดูกไหปลาร้า (clavicle) อยู่ข้างหน้าและกระดูกสะบัก (scapula) อยู่ข้างหลัง ซึ่งทำให้เกิดเป็นไหล่ขึ้นปลายด้านนอกของกระดูกไหปลาร้าและกระดูกสะบักจะมาจดกันเป็นหัวไหล่ เพื่อเป็นที่ยึดของหัวกระดูกต้นแขน (head of humerus)

ส่วนกระดูกกลางหน้าอกแบ่งเป็น 3 ชิ้น ชิ้นบนนอกจากจะเป็นที่เกาะของกระดูกไหปลาร้าแล้ว ยังเป็นที่เกาะของกระดูกซี่โครงซี่ที่ 1 และ 2

กระดูกซี่โครงซี่ที่ 2 จะเกาะตรงรอยต่อระหว่างกระดูกกลางหน้าอกชิ้นบนกับชิ้นกลาง ทำให้เรานับกระดูกซี่โครงทางด้านหน้าได้โดยการคลำหารอยต่อนี้ รอยต่อนี้จะพบได้ง่ายโดยเอามือลูบบนกระดูกกลางหน้าอก จะพบรอยต่อนี้เป็นสันนูนขึ้นมา กระดูกซี่โครงที่มาจดสันนูนนั้นทั้งด้านซ้ายและด้านขวาจะเป็นกระดูกซี่โครงซี่ที่สอง

กระดูกกลางหน้าอกชิ้นกลางเป็นที่เกาะของกระดูกซี่โครงซี่ที่ 2-10

กระดูกกลางหน้าอกชิ้นล่างเป็นกระดูกอ่อน ที่เรียกกว่ากระดูกลิ้นปี่ (xiphisternum) จะคลำได้เป็นกระดูกสามเหลี่ยมปลายแหลม ในบางคนปลายจะงุ้มเข้าข้างใน ในบางคน ปลายจะงอนอกข้างนอก คลำได้คล้ายเป็นปุ่มแข็งๆ จนบางคนตกอกตกใจคิดว่าเป็นเนื้องอกหรือสิ่งผิดปกติ

การนับกระดูกซี่โครงทางด้านหลัง ให้ใช้สะบักเป็นหลัก ในท่าห้อยแขนตามธรรมดา สันนูนตรงกลางด้านบนของกระดูกสะบักจะตรงกับกระดูกสันหลังอกข้อที่ 4 ส่วนมุมล่างของสะบักจะตรงกับกระดูกสันหลังข้อที่ 8 และกระดูกซี่โครงซี่ที่ 8 และกระดูกซี่โครงซี่ที่ 8 (ดูรูปที่ 2)
ภายในทรวงอก จะเป็นที่อยู่ของอวัยวะที่สำคัญๆ คือ ปอดและหลอดลม หัวใจและหลอดเลือดใหญ่ในอก หลอดอาหาร และใต้กะบังลมซึ่งปิดช่องอกทางด้านล่างก็จะมีตับอยู่ใต้ชายโครงขวา มีกระเพาะอาหารและม้ามอยู่ใต้ชายโครงซ้าย (ดูรูปที่ 3)
การตรวจทรวงอก โดยทั่วไป จะใช้การดู การคลำ การเคาะ และการฟัง
 
การดู
1. ขนาดและรูปร่าง ขนาดและรูปร่างของทรวงอกปกติย่อมแตกจ่างกันในแต่ละคน แต่ละวัย แต่ละเชื้อชาติ และกรรมพันธ์ จึงควรฝึกสังเกตขนาดและรูปร่างของทรวงอกของคนปกติต่างๆ ไว้ จะได้ใช้เป็นเกณฑ์สำหรับวินิจฉัยภาวะผิดปกติ

ทรวงอกในเด็ก มักจะเป็นรูปแท่งกลมกว่าในผู้ใหญ่ ผู้หญิงก็จะมีทรวงอกเป็นรูปแท่งกลมกว่าผู้ชาย
ผู้ชายก็จะมีอกผายไหล่ผึ่งกว่าผู้หญิง ซึ่งมีทรวงอกกลมมนกว่า

การดูจะทำให้เห็นขนาดและรูปร่างที่ผิดปกติได้ เช่น 
1.1 ขนาดเล็ก ทรวงอกที่มีขนาดเล็กผิดปกติ มักจะพบในคนที่อ่อนแอขี้โรค เป็นลมโรคกระดูกอ่อนตอนเด็กๆ เป็นวัณโรคเรื้อรังตั้งแต่อายุน้อย เป็นต้น
1.2 ขนาดใหญ่ ทรวงอกที่มรขนาดใหญ่กว่าปกติ จนมีลักษณะเหมือนโอ่ง หรือเรียกว่า อกโอ่ง (barrel chest) ซึ่งมักพบในคนที่เป็นโรคปอดหรือหลอดลมเรื้อรัง จนมีลมค้างอยู่ในปอดมาก เช่น ในคนที่สูบบุหรี่เรื้อรัง ในโรคหอบหืด เป็นต้น (ดูรูปที่ 4)

1.3 อกไก่ (pigeon chest) คืออกที่มีกระดูกกลางหน้าอกโป่งยื่นออกมาเหมือนอกไก่ ซึ่งมักพบในคนที่เป็นโรคกระดูกอ่อนในวัยเด็ก หรือเป็นมาแต่กำเนิด (ดูรูปที่ 5)
1.4 อกบุ๋ม (funnel chest) คืออกที่มีกระดูกกลางหน้าอกบุ๋มลึกเข้าไปมากกว่าปกติ ซึ่งมักพบในคนที่เป็นโรคกระดูกอ่อนในวัยเด็ก หรือเป็นมาแต่กำเนิด (ดูรูที่ 6)

1.5 ปุ่มซี่โครง (rachitic rosary) คือ ปุ่มของกระดูกซี่โครงทางด้านหน้าตรงรอยต่อระหว่างกระดูกซี่โครงแข็งกับกระดูกซี่โครงอ่อน มักพบในโรคกระดูกอ่อน (ดูรูปที่ 7)

1.6 ร่องซี่โครง (Harrison’s groove) คือ ร่องบนส่วนล่างของทรวงอก ซึ่งเกิดจากโรคกระดูกอ่อนทำให้กระดูกซี่โครงส่วนล่างตรงที่กะบังลมเกาะ ถูกกะบังลมดึงยุบเข้าไปเป็นร่อง ซึ่งอาจจะเห็นได้ตั้งแต่กระดูกลิ้นปี่ เป็นร่องที่เกือบขนานไปกับชายโครงทั้ง 2 ข้าง (ดูรูปที่ 8)

1.7 อกแบน (flat chest) คือ อกที่แบนแฟบผิดปกติทั้ง 2 ข้าง มักจะร่วมด้วยอาการซูบผอม ไหล่ตก กระดูกไหปลาร้าและกระดูกสะบักโปนเด่น มักพบในคนที่อ่อนแอ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เป็นโรคปอดเรื้อรังแบบปอดเป็นพังผืดทั้งสองข้าง เป็นต้น (ดูรูปที่ 9)

1.8 อกแบนหรือโป่งข้างเดียว (unilateral flattening or prominence) อกแบนแฟบข้างเดียว มักเกิดจากหลังคด (scoliosis) หรือเกิดจากโรคปอดเรื้อรังที่ทำลายเนื้อปอดข้างเดียวไปมาก เช่น วัณโรค 

อกโป่งข้างเดียว มักเกิดจากหลังคด (scoliosis) หรือเกิดจากมีลม มีน้ำ มีหนองในช่องอก (ช่องเยื้อหุ้มปอด) ข้างนั้น ซึ่งทำให้รอยบุ๋มระหว่างกระดูกซี่โครงโป่งออกจนดูคล้ายกับว่าหน้าอกข้างนั้นเรียบไม่มีรอยกระดูกซี่โครงอยู่ เพราะลม น้ำ หรือ หนองดันเนื้อที่อยู่ระหว่างกระดูกซี่โครงให้โป่งออกมา ทำให้หน้าอกแลดูเรียบ เพราะไม่มีรอยบุ๋มระหว่างกระดูกซี่โครงแต่ละซี่
ภาวะกระดูกสันหลังคดงอ (kypho-scoliosis) จะทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างของทรวงอก
ทำให้อกข้างใดข้างหนึ่งแฟบ หรือโป่งไม่เท่ากัน 

1.9 อกโป่งเฉพาะที่ นอกจากที่เกิดจากอกไก่ อกบุ๋ม ปุ่มซี่โครง กระดูกสันหลังคดงอแล้วสาเหตุที่ทำให้อกโป่งเฉพาะที่ยังมีสาเหตุอื่นอีก เช่น

ก. หัวใจโต มักจะทำให้อกด้านหน้า ตรงกลางส่วนล่างค่อนไปทางซ้ายโป่งนูนขึ้นมา และเต้นเป็นจังหวะตามชีพจร

ถ้าหัวใจซีกขวาเท่านั้นที่โต อกด้านหน้าตรงกลางส่วนล่าง และอาจจะมีส่วนค่อนไปทางซ้ายด้วย จะโป่งนูนกว่าปกติ
ถ้าหัวใจซีกซ้ายเท่านั้นที่โต ยอดหัวใจ (apox of the heart) ที่ปกติจะเห็นเต้นอยู่ประมาณช่องซี่โครงช่องที่สี่จะเลื่อนออกไปเต้นอยู่ในช่องซี่โครงที่ห้า ที่หก ที่เจ็ด หรือที่แปด และปกติยอดหัวใจจะเต้นอยู่ทางด้านใน (ไม่ถึงหัวนม หัวนมปกติจะอยู่ตรงช่องซี่โครงช่องที่สี่ตรงเส้นผ่านกลางกระดูกไหปลาร้า) ดังนั้น ยอดหัวใจปกติจะอยู่ไม่เกินเส้นผ่านกลางกระดูกไหปลาร้าออกไป ถ้าหัวใจซีกซ้ายโต ยอดหัวใจนอกจากจะลงมาอยู่ในช่องซี่โครงที่ต่ำลงมาแล้ว ยังอยู่เลยเส้นผ่านกลางกระดูกไหปลาร้าออกไปทางด้านนอก (ด้านข้าง) อีกด้วย บางครั้ง โตออกไปจนถึงใกล้ชายโครงในบริเวณใต้รักแร้ได้ (ดูรูปที่ 11)
 
ข. หลอดเลือดแดงใหญ่ในอกพอง (aortic aneurysm) มักทำให้อกด้านหน้าตรงกลางส่วนบนค่อนไปทางซ้ายโป่งนูนออกมา ในสมัยก่อนพบมากกว่าในสมัยนี้ เพราะสมัยก่อนคนที่เป็นโรคซิฟิลิส (กามโรคชนิดหนึ่ง) เรื้อรัง ในระยะหลังเชื้อซิฟิลิสจะทำลายผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่ในอก ทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่พองออก และอาจโตเท่าผลส้มเกลี้ยง หรือผลส้มโอ จนโป่งโตดันผนังอกด้านบนซ้ายตรงกลางให้โป่งพองออกมาและเต้นได้ (ดูรูปที่ 12)

ค. เนื้องอกต่างๆ ของผนังอก เช่น เนื้องอกไขมันซึ่งมักพบบ่อยในบริเวณด้านหลังของทรวงอก เป็นก้อนเนื้อนิ่มๆ โตช้าๆ เนื้องอกของกระดูกซี่โครง ซึ่งจะพบเป็นก้อนแข็งติดกับกระดูกซี่โครงทางด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้างก็ได้ เป็นต้น

ง. อื่นๆ เช่น ฝี หนองหรือลมที่เซาะออกมาจากช่องอก (ช่องเยื้อหุ้มปอด) เป็นต้น
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-25 18:46:59 IP : 223.204.218.76


ความเห็นที่ 3 (3402124)

 การตรวจทรวงอก(ต่อ)

นอกจากการดูขนาดและรูปร่างของทรวงอกแล้ว การตรวจทรวงอกด้วยการดู ยังต้องดู

2. การเคลื่อนไหวตามการหายใจ : เมื่อเราหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมจะหดตัวดึงกระดูกซี่โครงจะหดตัวดึงกระดูกซี่โครงให้ยกขึ้นและบานออก ทำให้ช่องอก (โพรงอก) ขยายใหญ่ขึ้น ปอดจึงขยายตัวออก ดูดลมผ่านจมูกหรือปาก เข้าสู่หลอดลม และปอดตามลำดับ (ดูรูปที่ 1 ก.)

     


เมื่อเราหายใจออก กล้ามเนื้อกะบังลม และกล้ามเนื้อซี่โครงจะคลายตัว ทำให้ทรวงอกคืนตัวสู่ที่เดิม ช่องอก (โพรงอก) ก็จะแฟบลง บีบรัดปอดให้แฟบลงไล่ลมออกทางจมูกหรือปาก (ดูรูปที่ 1 ข.)
การหายใจเข้าออกตามปกติ เช่น ในขณะนั่งพัก นอนพัก การหายใจจะตื้น ทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของทรวงอกเพียงเฉพาะส่วนล่าง และของหน้าทองเท่านั้น


ถ้าเมื่อใดเห็นทรวงอกส่วนบนโดยเฉพาะกระดูกไหปลาร้าหรือหัวไหล่ยกขึ้นยกลงตามการหายใจด้วยแล้ว เมื่อนั้น คนๆ นั้น กำลังหายใจแรงหรือลึกกว่าปกติ เช่น กำลังเหนื่อยหลังออกกำลังกาย กำลังโกรธ กลัว ตื่นเต้น ดีใจ หรืออื่นๆ ซึ่งอาการหายใจแรงหรือลึก หรือเหนื่อยนี้จะเป็นเพียงสักพักเดียวก็หายหลังจากได้พักผ่อนแล้ว
แต่ถ้าอาการหายใจแรงหรือลึก หรือเหนื่อย คงอยู่นานกว่าคนอื่นๆ แม้จะได้พักทางกายและทางใจ(หายโกรธ กลัว ฯลฯ ) แล้วจะแสดงว่าคนๆ นั้นผิดปกติ (เหนื่อยผิดปกติ) คนที่เหนื่อยผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดจากระบบประสาท (สมอง) ระบบหัวใจ หรือระบบปอด ซึ่งจะแยกจากกันได้โดยอาศัยประวัติ และการตรวจร่างกาย เช่น

ประวัติว่า เหนื่อยมากหลังจากการทะเลาะเบาะแว้งกับญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง จะทำให้นึกถึงสาเหตุทางจิตใจโดยตรง แต่คนๆ นั้นอาจจะมีโรคหัวใจ หรือโรคปอดอยู่ด้วยก็ได้ พอโกรธ ตื่นเต้น หรือมีอารมณ์รุนแรง อาการของโรคหัวใจ หรือโรคปอดจะกำเริบทำให้เหนื่อยผิดปกติ

ประวัติการสูบบุหรี่มากหรือนาน ประวัติการไอ การมีเสมหะจะทำให้นึกถึงอาการเหนื่อยจากโรคปอด

ประวัติอาการเหนื่อยร่วมกับอาการบวม ประวัติโรคหัวใจ การเห็นอกโป่งเฉพาะที่ที่แสดงว่าหัวใจโต (ดู หมอชาวบ้านฉบับที่แล้ว) จะทำให้นึกถึงอาการเหนื่อยจากโรคหัวใจ เป็นต้น
การสังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอกและหน้าท้องตามการหายใจของคนต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ จะทำให้ทราบว่าการหายใจแบบใด เท่าใดที่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แบบใดที่ผิดปกติ
เพราะเด็กจะหายใจเร็ว (บ่อยครั้ง) กว่าผู้ใหญ่ ยิ่งเด็กเล็กยิ่งเร็วขึ้น ทรวงอกส่วนบนในเด็กเล็กก็จะเคลื่อนไหวตามการหายใจด้วย แม้จะเป็นการหายใจปกติ


คนตัวเล็กหายใจเร็ว (บ่อยครั้ง) กว่าคนตัวใหญ่ หญิงหายใจเร็วกว่าชาย และหญิงมักจะหายใจด้วยอกมากกว่าด้วยท้อง (ด้วยกะบังลม) ทรวงอกจึงเคลื่อนไหวมากกว่าหน้าท้อง คนที่ใส่กางเกงรัดท้องก็จะหายใจด้วยอกมากกว่าด้วยท้องเช่นเดียวกัน
คนเราโดยปกติจะหายใจเองโดยไม่รู้สึกตัว (โดยอัตโนมัติ) แต่จะหายใจโดยเจตนา (โดยบังคับ) ก็ได้ จะให้เร็วให้ช้า ให้ลึก ให้ตื้น อย่างไรก็ได้ การสังเกตการหายใจของใครจึงให้สังเกตในขณะที่คนๆ นั้นไม่รู้ตัว เพราะถ้าเขารู้ตัวแล้วเขาอาจจะหายใจผิดไปจากลักษณะปกติของเขาโดยเจตนา (แกล้งทำ) หรือโดยไม่เจตนา (แต่การหายใจเปลี่ยนไป เพราะรู้สึกเขิน รู้สึกโกรธ หรือรู้สึกไม่สงบ) ได้

การหายใจของคนปกติในขณะพักจะเป็นการหายใจตื้นๆ ซึ่งถ้าเขียนเป็นรูป ก็จะเป็นเส้นขึ้นๆ ลงๆ ดังในรูปที่ 2 ก.

แต่เมื่อเราต้องการหายใจลึกๆ เราก็จะหายใจเข้าเพิ่มขึ้นได้ 2-3 เท่า และการหายใจออกก็เช่นเดียวกัน ดังในรูปที่ 2 ข. และ ค.
 

 

 


คนที่หายใจลึกๆ ไม่ได้ นั่นคือ หายใจเข้าหรือออกเพิ่มขึ้นจากที่หายใจตามปกติได้เพียงเล็กน้อยจะแสดงว่าปอดหรือหลอดลมของคนๆ นั้นผิดปกติไปอย่างมากมายดังในรูปที่ 2 ง.
นอกจากนี้ เราจะสังเกตการหายใจที่ผิดปกติอื่นๆ ได้อีก เช่น
1. การหายใจลำบาก (dyspnea) หมายถึงการหายใจที่ต้องใช้กำลังมากกว่าปกติ คนไข้ที่หายใจลำบากจะมีอาการเหนื่อย แต่คนที่มีอาการเหนื่อยไม่จำเป็นจะต้องหายใจลำบาก (คนจำนวยมากบ่นว่าเหนื่อยๆ ๆ ๆ เพราะเหนื่อยใจ มากกว่าเหนื่อยกาย) 
จะเห็นได้ง่ายกว่า ผู้ใดหายใจลำบากเพราะกระดูกไหปลาร้า หัวไหล่หรือลูกกระเดือกของคนนั้นยกขึ้นยกลงตามการหายใจ หรือปีกจมูกบานเข้าบานออกตามการหายใจ (ดูรูปที่ 3)
 

  

คนที่หายใจลำบาก จะเหนื่อยหรือหอบ และเมื่อเป็นมาก จะต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อจะหายใจได้ ถ้านอนจะหายใจไม่ได้ จึงต้องหายใจในท่านั่ง หรือนั่งหายใจ (orthopnea)

คนเราอาจหายใจลำบาก เพราะสาเหตุต่างๆ เช่น
1.1 การออกกำลัง คนปกติที่ออกกำลังมากๆ จะทำให้หายใจไม่ทัน เกิดลักษณะหายใจลำบากขึ้น

1.2 อารมณ์รุนแรง และความเจ็บปวด ก็อาจจะทำให้หายใจแรงและลึกเกิดลักษณะหายใจลำบากขึ้นได้ ในโรคประสาทบางชนิดและบางระยะ คนไข้จะหายใจแรงและลึกแบบการหายใจลำบากได้

1.3 ไข้สูงมาก (ตัวร้อนจัด) ก็จะทำให้หายใจแรงและลึกแบบการหายใจลำบากได้ แม้ว่าสาเหตุของไข้ (ตัวร้อน) นั้น ไม่ได้อยู่ที่ปอด หลอดลม หรือหัวใจ

1.4 การขาดอ๊อกซิเจน เช่นเวลาขึ้นไปบนภูเขาสูงๆ หรือนั่งบอลลูน (ลูกโป่ง) ลอยขึ้นไปสูงๆ ซึ่งอากาศบางจะมีอ๊อกซิเจนน้อยลง หรือการได้รับก๊าซพิษ เช่น ก๊าซหุงต้ม ควันจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ หรือการได้รับสิ่งระคายเคืองอื่นๆ ก็จะทำให้หายใจลำบากได้

1.5 โรคปอด หรือหลอมลมทุกชนิด ถ้าเป็นมากจะทำให้หายใจลำบากได้

1.6 โรคหัวใจทุกชนิด ถ้าเป็นมากจนหัวใจล้ม (หัวใจทำงานไม่ไหว) ก็จะทำให้หายใจลำบากได้

1.7 ท้องโต จะโตด้วยเด็กในท้อง (มีครรภ์) ด้วยอาหาร (กินมากเกินไปตะกละ) ด้วยไขมัน (อ้วนเกินไป) หรือด้วยน้ำ (ท้องมาน เพราะมีน้ำในช่องท้องมากเกินไป ซึ่งมักพบในโรคตับเรื้อรังและโรคไตบางชนิด) ของในท้องเหล่านี้จะดันกะบังลมให้สูงขึ้นไปเบียดที่ช่องอกให้แคบเข้า ถ้าเบียดดันกะบังลมเข้าไปมาก ๆ (ดูรูปที่ 4) ก็จะเกิดอาการหายใจลำบากได้

 

 


1.8 โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจทำให้หายใจลำบากได้
เมื่อเห็นการหายใจลำบาก ควรสังเกตด้วยว่าคนไข้ หายใจลำบากในขณะหายใจเข้าหรือในขณะหายใจออก


ถ้าต้องออกแรงมากหรือมีเสียงที่เกิดจากการหายใจจนได้ยิน ในขณะหายใจเข้า ก็แสดงว่าหายใจเข้าลำบากถ้าเกิดในขณะหายใจออก ก็แสดงว่าหายใจออกลำบาก ถ้าเกิดทั้งขณะหายใจเข้าและออก ก็แสดงว่าทั้งหายใจเข้าและออกลำบาก
ถ้าหายใจเข้าลำบากเพียงอย่างเดียว มักจะแสดงว่ามีการอุดกั้นตั้งแต่ จมูก คอ ลงไปจนถึงกล่องเสียง หรือหลอดลมคอ (trachea) เช่น คัดจมูก โรคคอตีบ ต่อมทอนซิลโตมากๆ จนเต็มคอ สายเสียงบวม หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหายใจอ่อนกำลัง เป็นต้น


ถ้าหายใจออกลำบากเพียงอย่างเดียว มักจะแสดงว่ามีการอุดกั้นตั้งแต่หลอดลมคอลงไป เช่น โรคหืด โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคปอดพอง เป็นต้น
ถ้าหายใจเข้าออกลำบากทั้ง 2 อย่าง อาจจะเกิดจากสาเหตุในการหายใจเข้าลำบากร่วมกับการหายใจออกลำบากหรือเกิดจากโรคปอดโรคหัวใจ โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นต้น


2. การหายใจเร็ว หรือการหายใจถี่
 (tachypnea หรือ polypnea) หมายถึงการหายใจที่เร็วกว่าปกติ เช่น ผู้ใหญ่ปกติจะหายใจประมาณ 12-20 ครั้งต่อนาที (เด็กๆ จะหายใจเร็วกว่านี้ เด็กอ่อนอาจจะหายใจ 40 ครั้งต่อนาทีได้) ถ้าหายใจเร็วกว่านี้ก็ถือว่าหายใจเร็วผิดปกติ 
การหายใจเร็วผิดปกติ มักจะมีการหายใจลำบากด้วยและเกิดจากสาเหตุที่คล้ายคลึงกับการหายใจลำบาก


3. การหายใจช้า (bradypnea) หมายถึงการหายใจที่ช้ากว่าปกติ อาจจะมีการหายใจลำบากร่วมอยู่ด้วยก็ได้
การหายใจช้า มักเกิดจากสมองผิดปกติ เช่น ศูนย์หายใจในสมองถูกกดด้วยยานอนหลับ ฝิ่น เฮโรอีนหรืออื่นๆ ทำให้หายใจช้าลงๆ จนหยุดหายใจ (apnea) ได้

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-25 18:49:01 IP : 223.204.218.76


ความเห็นที่ 4 (3402125)

4 การหายใจลึกหมาย ถึง การหายใจที่ลึกกว่าปกติซึ่งสังเกตได้จาการที่ทรวงอกส่วนบนขยายตัวออกด้วยในขณะหายใจเข้าและหน้าท้องก็โป่งออกมากในขณะหายในเข้า การหายใจลึก อาจจะร่วมกับการหายใจเร็ว ทำให้หายใจมาก (hyperventilation)


สาเหตุที่ทำให้หายใจมาก เช่น
4.1 การออกกำลังมาก ทำให้หายใจมาก เพราะร่างกายต้องการออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น
  
4.2 ความเจ็บปวดและอารมณ์รุนแรง หรือความเครียดทางจิตใจ บางครั้งทำให้หายใจมาก ทั้งที่รู้สึกว่าหายใจไม่ออก หายใจไม่สะดวก เมื่อหายใจมากสักพักจะทำให้เลือดเป็นด่างมากทำให้เกิดอาการหน้ามืด ตาลาย เป็นลม มือเย็นเท้าเย็น แขนขาเกร็ง นิ้วมือจะจีบเข้าหากัน เกิดเป็นมือจีบ หรือมือหมอตำแย (accoucheur hand) ดังรูปที่ 1 และถ้ายังหายใจมาก ๆต่อไปอีก ก็จะทำให้ชักและหมดสติได้ เรียกว่า “โรคหายใจมาก(จากจิตใจ) hyperventilationsyndrome) 

วิธีแก้ไข :
ให้คนไข้หายใจในถุงกระดาษหรือถุงพลาสติคสักพัก นั่นคือ ให้เอาถุงกระดาษหรือถุงพลาสติคครอบปากกับจมูกของคนไข้ แล้วให้คนไข้หายใจในนั้นสักพัก อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไป

หมายเหตุ : 
การหายใจมาก จะขับก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ ออกจากร่างกายมาก ทำให้เลือดต้องเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป จึงเกิดสภาพเป็นด่างขึ้น เพราะก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ที่ละลายอยู่ในน้ำจะกลายเป็นกรดคาร์บอนิค เมื่อมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดน้อยเพราะการหายใจมาก เลือดจึงกลายเป็นด่าง

4.3 ภาวะเลือดเป็นกรด เช่น โรคเบาหวานที่กำเริบมาก โรคไตล้ม(ไตทำงานไม่ไหว) จะทำให้กรดต่าง ๆ คั่งในเลือด เมื่อกรดต่าง ๆ คั่งในเลือดมากจะทำให้เกิดอาการหายใจมากขึ้นเพื่อลดความเป็นกรด แต่จะไม่มีอาการมือเท้าเย็น แขนขาเกร็ง มือจีบ หรือชักแบบพวกที่หายใจมากจากภาวะทางจิตใจ เพราะเลือดเป็นกรดมากอยู่แล้วจึงไม่กลายเป็นด่างจากการหายใจมากนี้

4.4 ภาวะช็อค (เลือดไปเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ไม่พอเพียง) เช่น จากการตกเลือด จะทำให้หายใจมาก เพราะร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น ทั้งภาวะช็อคนาน ๆ จะทำให้เลือดเป็นกรดยิ่งทำให้ต้องหายใจมากขึ้นอีก

 4.5 สมองส่วนกลางและส่วนพอนส์ผิดปกติ (ดูรูปที่ 2) เช่น เส้นเลือดในสมองส่วนนี้ แตก ตีบ หรือตัน สมองส่วนนี้อักเสบ หรือถูกกดจากสมองส่วนอื่นหรือจากเนื้องอกจะทำให้หายใจมากได้

 5. การหายใจตื้นลึกตื้นหยุด(Cheyne-Stokes breathing) คือการหายใจที่เริ่มด้วยการหายใจตื้น ๆ ก่อนแล้วลึกขึ้นๆ จนลึกเต็มที่แล้วก็จะตื้นลง ๆ จนหยุด (ดูรูปที่ 3) แล้วก็เริ่มใหม่ สลับกันไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ ช่วงที่หายใจมักจะนานกว่าช่วงที่หยุดหายใจ
การหายใจแบบนี้มักเกิดจากความผิดปกติในเนื้อส่วนลึกของสมองส่วนหน้าทั้ง 2 ข้าง เช่นในคนที่สมองขาดออกซิเจนหรือขาดเลือดจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก ตีบ หรือตัน โรคหัวใจที่อยู่ในภาวะหัวใจล้ม(หัวใจทำงานไม่ไหว) โรคปอดหรือหลอมลมที่ทำให้เลือดขาดออกซิเจน เป็นต้น

6. การหายใจและหยุดหายใจในท่าหายใจเข้า (apneustic breating) คือการหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหยุดหายใจในท่าหายใจเข้าอยู่สักพักหนึ่งแล้วจึงหายออก (ดูรูปที่ 3) เป็นลักษณะการหายใจที่พบไม่บ่อยนัก แต่พบได้และมักพบร่วมกับการหายใจผิดปกติแบบอื่น ๆ
การหายใจแบบนี้มักเกิดจากความผิดปกติในสมองส่วนพอนส์และส่วนท้าย(ดูรูปที่ 2) จากเส้นเลือดแตก ตีบ หรือตัน แต่ในบางครั้งก็เกิดจากการขาดน้ำตาล หรือออกซิเจนในเลือด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบรุนแรง

7.การหายใจเป็นช่วง ๆ (cluster breating ) คือ การหายใจเป็นช่วงๆ สลับกับการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงจะไม่เท่ากัน (ดูรูปที่ 3 ) อัตราการหายใจมักจะช้า(มักจะหายใจน้อยครั้ง) และมักจะแทรกด้วยกายหายใจเฮือก(gasping)
การหายใจแบบนี้เกิดจากความผิดปกติในบริเวณส่วนล่างของพอนส์หรือส่วนบนของสมองส่วนท้าย

8. การหายเฮือก(gasping respiration) คือ การหายใจเข้าลึก ๆ แต่เร็ว และหยุดกึกทันที ช่วงหยุดนานจึงมักจะหายใจน้อยครั้ง มักจะเกิดร่วมกับการหายใจเป็นช่วงๆ หรือการหายใจใกล้ตาย
การหายใจแบบนี้เกิดจาก ความผิดปกติในสมองส่วนพอนส์ และส่วนท้าย 

9. การหายใจใกล้ตาย(airhunger) คือ การหายใจลึก ๆและในขณะที่หายใจเข้า ศีรษะและหน้าจะผงกเงยขึ้น ตาเหลือกขึ้น หน้าบิดเบี้ยว ปากแสยะ เพราะการดึงของกล้ามเนื้อคอและมุมปาก คล้ายกับว่าต้องใช้กำลังอย่างมากในการหายใจเข้า คนไข้จะมีอาการแสดงอื่นๆ ของคนที่ใกล้ตาย เช่น ไม่รู้สึกตัว(coma) ช็อค(มือเท้าเย็น เหงื่อกาฬแตก ฯลฯ )
การหายใจแบบนี้เกิดจากการขาดออกซิเจนหรือเลือดในสมองส่วนต่าง ๆ 

10. การหายใจไม่เท่ากันโดยตลอด (ataxic breating) คือ การหายใจที่ถี่ห่างแรงค่อย ไม่เท่ากันโดยตลอด (ดูรูปที่ 3) และอาจจะหยุดหายใจเมื่อใดก็ได้กายหายใจแบบนี้เกิดจากสมองส่วนท้ายผิดปกติ

11. การหายใจหยุดทันที(acute respiratory arrest) มักเกิดจากสมองส่วนท้ายถูกกดหรือถูกทำลายเช่น การถูกระทบกระแทกอย่างแรงจากอุบัติเหตุ เส้นเลือดแตก เนื้อสมองส่วนกลางโป่งลงมากดสมองส่วนท้าย

หมายเหตุ : 
การหายใจผิดปกติแบบต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น จะสังเกตเห็นได้ง่าย และส่วนใหญ่จะต้องการการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วหรือรีบด่วน โดยเฉพาะการหายใจผิดปกติ แบบ 8-11
นอกจากการหายใจแบบแปลก ๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็ยังมีกิริยาอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ซึ่งต้องหัดสังเกตไว้ด้วย เช่น 

1.การไอ คือการหายใจออกทางปากอย่างแรง เร็ว และมีเสียง การไอจะเริ่มด้วยการหายใจเข้าลึก ๆ ทันที กลั้นหายใจ ออกแรงเบ่งแล้วปล่อยลมออกมาทันที การไออาจเกิดจากการมีเสมหะหรือสิ่งใดไประคายหลอดลมและปอด การแกล้งไอ(ไอแก้เขิน) หรือเกิดจากการระคายในรูหูส่วนนอก ในคอ ในเยื่อหุ้มหัวใจก็ได้

2. การจาม คือการหายใจออกทางจมูกอย่างแรง เร็ว และมีเสียงการจามจะเริ่มด้วยการหายใจเข้าลึก ๆแล้วหายใจออก(ทางจมูกและปาก) อย่างแรง การจามส่วนใหญ่เกิดจากมีสิ่งระคายในรูจมูก ส่วนน้อยจากภาวะจิตใจหรือความผิดปกติในสมอง

3. การถอนหายใจ คือการหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ ตามด้วยการหายใจออกช้า ๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ในภาวะปกติ เพื่อให้ปอดส่วนที่ยังแฟบอยู่ได้พองตัวออก แต่การถอนหายใจบ่อย ๆ มักเกิดขึ้นในภาวะผิดปกติ เช่น จิตใจกังวล เคร่งเครียด เบื่อหน่าย ความดันเลือดลดลงมาก เป็นต้น

4. การหาว คือ การหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ คล้ายการถอนหายใจ แต่ร่วมด้วยการยืดตัวอ้าปาก และน้ำตาไหล แล้วตามด้วยการหายใจออกที่เร็วกว่าการหายใจเข้ามักพบในคนที่ง่วง เหงา เบื่อหน่าย กำลังจะหน้ามือเป็นลม ความดันเลือดลดลงมาก เป็นต้น

5. การสะอึก คือ การหายใจเข้าเร็ว ๆ แล้วหยุดกึกทันทีทำให้เกิดการกระตุกของร่างกายขึ้น ในผู้ชาย มักเกิดจากมีการระคายกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรืออวัยวะในช่องท้อง หรือภาวะของเสียคั่งในร่างกายจากภาวะไตล้ม(uremia) ส่วนในหญิงมักเกิดจากสาเหตุทางจิตใจ เช่น ความเครียดกังวล เป็นต้น

6. การกลั้นหายใจ อาจจะเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ได้ เช่น เด็กเล็ก ๆที่ร้องได้สะอึกสะอื้น จะมีระยะกลั้นหายใจสลับกับระยะหายใจลึก ๆ ในขณะที่กลืนอาหารหรือน้ำ ก็จะมีการกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ คนที่อยากจะกลั้นหายใจได้นาน ไ จึงควรกลืนน้ำลายบ่อย ๆ ในขณะกลั้นหายใจและก่อนที่จะกลั้นหายใจ ควรจะหายใจลึก ๆ เร็ว ๆ สักพักหนึ่งก่อน

7. การกลั้นหายใจแล้วเบ่ง คือ การหายใจเข้าเต็มที่แล้วกลั้นหายใจแล้วออกแรงเบ่ง เช่น เวลายกของหนัก ๆ เวลาเบ่งอุจจาระขณะท้องผูก เวลาเบ่งคลอด(ลูก) เป็นต้น

8. การลองดม คือ การหายใจเข้าสั้น ๆ เร็ว ๆ เพื่อดมกลิ่นอะไรบางอย่าง หรือเพื่อไล่น้ำมูกให้ตกลงไปในคอ (จะได้ขากออกมาหรือกลืนเข้าไป) การหายใจแบบนี้จะมีลม (อากาศ) เข้าปอดน้อยมาก

9. การพูด การร้องเพลง และการผิวปาก เป็นกิริยาที่อาศัยการหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ เป็นจังหวะ ๆ ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

10. การกรน คือ การหายใจที่มีเสียงจากการสั่นของเพดานอ่อน และแผ่นกั้นด้านหลังของต่อมทอนซิล เกิดในคนที่นอนหลับหรือเคลิ้มหลับ โดยเฉพาะเมื่อมีการหายใจทางปาก อาจจะตั้งใจทำให้เกิดเสียงกรนในขณะตื่นอยู่ก็ได้

นอกจากจะสังเกตการหายใจแบบต่าง ๆ จากการเคลื่อนไหวของทรวงอกและหน้าท้องหมดแล้วยังต้องสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของทรวงอกทั้ง 2 ข้างเท่ากันหรือไม่ในขณะหายใจเข้าและออก
ถ้าทรวงอกข้างซ้ายเคลื่อนไหวน้อยกว่าข้างขวา มักจะแสดงว่าทรวงอกข้างซ้ายหรือปอดข้างซ้ายผิดปกติ เช่น ปอดแฟบ ปอมบวม มีน้ำหนอง หรือเลือดในช่องเยื่อหุ้มปอด เป็นต้น

การสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของทรวงอกตามการหายใจ จึงทำให้สามารถวินิจฉัยโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ไม่น้อย
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-25 18:53:28 IP : 223.204.218.76



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.