ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > เรียนรู้... ร่างกายของเรา

เรียนรู้... ร่างกายของเรา


 อวัยวะในร่างกายมนุษย์..... มีอายุไม่เท่ากัน

 
 
 
รูปภาพ : อวัยวะในร่างกายมนุษย์.....   มีอายุไม่เท่ากัน
เราคิดกันว่าถ้าเราแก่มากขึ้น บรรดาอวัยวะต่างๆภายในร่างกายคงต้องมีสภาพอายุที่ใกล้เคียงกับอายุของเราที่เป็นเจ้าของร่างกาย
แต่การวิจัยที่พบมากขึ้นเรื่อยๆบอกว่า จริงๆแล้วร่างกายเรา อวัยวะแต่ละส่วนล้วนมีการสร้างเซลล์ใหม่เป็นระยะๆ เพื่อทดแทนซ่อมแซมอยู่เสมอ มีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ไม่มีการสร้างใหม่ เรียกว่าอายุจริงเท่าไหร่ อวัยวะชิ้นนั้นก็แก่เท่าๆกัน
• “สมอง” อายุเท่าอายุเจ้าของ
เกิดมาโง่หรือฉลาดแค่ไหน ตั้งแต่เกิดเซลล์สมองมีแค่ไหนก็จะมีอายุเท่ากับอายุของคนนั้น จอห์น วาดลี่ย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเส้นประสาทสมอง มหาวิทยาลัยลอนดอน บอกว่า เซลล์ที่พบว่ามีอายุยืนยาวนานในร่างกายเราส่วนมากเป็นเซลล์สมอง
เราเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองประมาณแสนล้านเซลล์ และเมื่อแก่หรืออายุมากขึ้นก็มีเท่าเดิม ไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ และที่น่าตกใจ เซลล์เหล่านี้นอกจากไม่มีใหม่แล้ว ของเก่าก็ค่อยๆหมดไปอีกด้วย ฉะนั้น การบาดเจ็บที่สมองทำไมจึงเป็นเรื่องที่อันตรายต่อชีวิตมนุษย์มาก
แต่ก็มีบางส่วนของเซลล์สมองที่มีการพัฒนา คือเซลล์ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการได้รับกลิ่นและสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
• “เส้นผม” อายุ 3-6 ปี
อายุเส้นผมของผู้หญิงผู้ชายไม่เท่ากัน ผมของผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 6 ปี แต่ผู้ชายเพียงแค่ 3 ปี ส่วนขนตาและขนคิ้วจะงอกใหม่ทุก 6-8 สัปดาห์ (ขอเตือนคนที่ชอบถอนขนคิ้วหรือกันคิ้ว จะทำให้มันไม่งอกออกมาเพราะว่าถูกรบกวน)
เส้นผมที่ยาวหรือสั้นแสดงถึงอายุของผมเส้นนั้นเช่นกัน ค่าเฉลี่ยความยาวของผมเดือนหนึ่งจะยาวประมาณหนึ่งเซนติเมตร
• “ดวงตา” อายุเท่าเจ้าของ
ดวงตาเป็นอวัยวะอีกไม่กี่อย่างที่มีอายุยาวนานเท่ากับเจ้าของร่างกาย แต่ก็มีแค่ส่วนเดียวที่จะมีการสร้างใหม่อยู่สม่ำเสมอ คือบริเวณด้านนอกของเลนส์ตา ที่เรียกว่าคอร์เนีย เป็นฟิล์มบางๆที่อยู่ชั้นบนสุดของนัยน์ตา มันช่วยให้การโฟกัสภาพเป็นไปอย่างปกติ และสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ภายใน 24 ชั่วโมง
แต่ความเสื่อมของตาก็จะมีปัญหาเมื่ออายุมากขึ้น เพราะว่าความยืดหยุ่นของเลนส์ในตาทำให้เรามองเห็นไม่ชัดมากขึ้น
• เซลล์ “เม็ดเลือดแดง” มีอายุ 4 เดือน
เซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นตัวสำคัญในการพาเอาออกซิเจนเข้าไปสู่ทุกๆเนื้อเยื่อทุกๆอวัยวะในร่างกายของเรา พร้อมกับขนของเสียออกจากเซลล์ด้วย
เซลล์เม็ดเลือดแดงจะหมดสภาพ หมดประสิทธิภาพทุกๆ 4 เดือน ซึ่งตับจะดึงเอาเฉพาะธาตุเหล็กที่อยู่ในเม็ดเลือดเก็บไว้ แล้วส่งต่อเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังดีอยู่ได้ใช้
ส่วนที่ใช้การไม่ได้ก็ส่งไปทำลายทิ้งที่ม้าม แต่ถ้าเราประสบอุบัติเหตุหรือสุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีรอบเดือน ร่างกายก็จะเร่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่ม
• อวัยวะ “หัวใจ” มีอายุ 20 ปี
แต่เดิมเราเข้าใจว่าหัวใจไม่ได้มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แต่การศึกษาที่มีมาต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยแพทย์นิวยอร์ก พบว่าเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจจะมีการสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนของเก่าอยู่ประมาณ 3-4 ครั้งในตลอดช่วงอายุของแต่ละคน เฉลี่ยออกมาก็อาจพูดได้ว่าเรามีหัวใจใหม่ทุกๆ 20 ปี
• “ปอด” ที่หายใจ มีอายุ 2-3 สัปดาห์
ดร.คีท เพราส์ รองประธานสถาบันปอดแห่งสหราชอาณาจักร บอกว่า ปอดคนเราจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เซลล์แต่ละส่วนที่มีการทำงานไม่เหมือนกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ในส่วนเซลล์ของถุงลมปอดที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนระหว่างออกซิเจนกับแก๊สตัวอื่น เซลล์ส่วนนี้จะมีการสร้างใหม่ประมาณปีละครั้ง
ส่วนเซลล์ที่เป็นด่านหน้าด้านนอกของปอดนั้นจะมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆสองสามสัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้ ดร.เพราส์ บอกว่าด้านนอกของเนื้อเยื่อปอดถือเป็นส่วนสำคัญในการเจอกับสารแปลกปลอมจากอากาศ ตัวมันเองจึงต้องมีการเปลี่ยนใหม่สร้างเพิ่มอย่างรวดเร็ว
คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอดจะทำให้ขัดขวางการสร้างเซลล์ใหม่ด้านนอก แถมไปทำลายเซลล์ในถุงลมปอดข้างในอีกด้วย
• “ตับ” อายุ 5 เดือน
ตับถือเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่ขับของเสีย ถือเป็นโรงงานกำจัดสารพิษชั้นยอดของมนุษย์ แต่ละวันมีเลือดผ่านตับเป็นจำนวนมหาศาล และตัวตับเองสามารถซ่อมตัวเองสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ได้
ลองดูจากพวกนักดื่มคอทองแดงที่ดื่มเหล้าเป็นน้ำ สภาพตับถูกทำลายไปมาก แต่เมื่อมีการลดลงหรือหยุดดื่ม ตับของพวกเขาก็สามารถฟื้นฟูกลับมาดีได้ภายใน 150 วัน หรือราว ๆ 5 เดือน
เดวิด ลอยด์ ที่ปรึกษาด้านการศัลยกรรมตับ บอกว่า เขาสามารถผ่าตัดเอาเนื้อตับคนไข้ออกมา70% แต่ภายในสองเดือนเนื้อตับสามารถกลับมาได้ถึง 90%
แต่ก็ไม่ใช่ข่าวดีของพวกดื่มเหล้า เพราะแม้ตับสามารถฟื้นฟูสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาได้ใหม่ แต่เซลล์ตับที่เสียหายไปจะเหมือนเป็นรอยแผลเป็นทำให้การฟื้นฟูกลับมาได้ยากลำบาก และอาจไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แถมอาจเป็นอันตรายต่อไปในภายภาคหน้า
• “ลำไส้” กี่ขดก็อายุราว 2-3 วัน
หลังจากที่เรากินอาหารเข้าไป ฟันบดเคี้ยวอาหารให้ฉีกขาด กระเพาะอาหารใส่น้ำย่อยลงไปคลุกเคล้าอาหารให้ละเอียดเหลว แล้วจึงส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กให้ดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย
ลำไส้ดูดซึมอาหารด้วยการใช้ วิลไล(Villi) เส้นขนเล็กๆ ที่มีอยู่ตลอดตามผนังลำไส้ ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด วิลไลเป็นตัวหลักในการจับสารอาหารที่ผ่านเข้ามา ตัวมันต้องเจอกับน้ำย่อยที่ย่อยอาหาร มันทำงานหนัก จึงต้องมีการสร้างใหม่อยู่ทุก ๆ 2-3 วัน
ภายในลำไส้ยังมีเมือกเคลือบลำไส้ เพื่อให้การไหลเวียนของสารอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เมือกลื่นเหล่านี้ก็หนีไม่พ้นกรดอันรุนแรงของน้ำย่อยในร่างกาย มันทำหน้าที่ป้องกันลำไส้ ตัวมันเองจึงต้องสร้างใหม่ทุกๆ 3-5 วัน
• “ลิ้น” ตุ่มรับรส อายุ 10 วัน
อาหารอร่อยไม่อร่อยก็อยู่ที่เจ้าตุ่มในลิ้นรับรสที่ส่งข้อมูลไปให้สมอง ว่าสิ่งที่ใส่เข้าไปในปากรสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไร เพราะเจ้าตุ่มพวกนี้มีมากกว่า 9,000 ตุ่มที่อยู่ติดลิ้นของเรา คอยรับรสต่างๆ
สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มากคือ ตุ่มรับรสพวกนี้จะอักเสบได้ง่าย คนที่ชอบสูบบุหรี่ การติดเชื้อจะทำลายตุ่มรับรสเหล่านี้ และทำให้การสร้างใหม่มาทดแทนทำได้ยากขึ้น หรือทำให้ลิ้นเรามีการรับรสที่ไม่ดี กินไม่อร่อย
• “กระดูก” แข็งไม่แข็ง อายุเฉลี่ย 10 ปี
ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกออกมาอธิบายว่า ปกติกระดูกในร่างกายเราจะมีการสร้างทดแทนอยู่เสมอ กระบวนการสร้างทดแทนตัวเองนี้จะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี
เนื้อกระดูกเก่าในร่างกายจะมีการสูญเสียไปเป็นระยะ แต่ร่างกายก็สามารถสร้างกลับมาทดแทนได้ดีเหมือนเก่า ในร่างกายเราจะมีกระดูกใหม่กับกระดูกเก่าประกอบอยู่ด้วยกันเสมอ
แต่เมื่อถึงวัยกลางคน การสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาทดแทนจะทำไม่ทันเท่ากับความเสื่อมของกระดูกเก่า เนื้อกระดูกเราก็จะบางลง และเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน ที่ชาววัยทองเป็นกันแทบทุกคน
• “ผิวหนัง” ไม่ว่าดำหรือขาว อายุเฉลี่ย 2-4 สัปดาห์
ผิวชั้นนอกหรือที่เรียกว่าอิพิเดอร์มิส เป็นส่วนที่ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายของเรา ซึ่งต้องเจอกับแสงแดด แสงยูวีที่ทำลายผิว มลภาวะที่แย่ลงทุกวัน ผิวชั้นนอกจึงต้องมีการสร้างใหม่ทดแทนอยู่ทุก ๆ 2- 4 สัปดาห์ แต่การที่ผิวสร้างใหม่ไม่ได้ทำให้ผิวเราสดใสหรือเต่งตึงตลอดไป เพราะร่างกายเราเมื่อมีอายุมากขึ้น จะสูญเสียคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นที่ดี และขาดอีลาสตินทำให้ผิวเหี่ยวย่นเมื่อแก่
• “เล็บ” มีอายุ 6-10 สัปดาห์
เล็บเท้าเล็บมืองอกช้าเร็วไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ยความยาวของเล็บมือ เดือนละ 3.4 มิลลิเมตร เร็วกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเล็บเท้า ไม่น่าแปลกใจเมื่อเราตัดเล็บอยู่บ่อยๆ เพราะเล็บมือต้องตัดบ่อยกว่าเป็นประจำ
ใครหลายคนคงเคยได้มีประสบการณ์อุบัติเหตุนิ้วเท้านิ้วมือช้ำจนต้องถอดเล็บหรือว่าเล็บหลุด ค่าเฉลี่ยที่เล็บเท้าที่หลุดจะงอกออกมาปิดนิ้วเท้าได้เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ส่วนนิ้วมือถ้าเล็บหลุดก็ต้องใช้เวลา 6 เดือน
สาเหตุที่การงอกยาวของเล็บมือเล็บเท้าช้าเร็วไม่เท่ากัน เป็นเพราะว่าการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้นแตกต่างกัน การไหลเวียนที่ดีของเลือดทำให้เล็บงอกได้เร็ว
คนหนุ่มสาวหรือเด็กเล็ก เล็บก็จะยาวเร็วกว่าคนสูงอายุ เพราะสาเหตุของการไหลเวียนของเลือดมาสู่บริเวณนั้น
แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า ทำไมเล็บนิ้วมือที่ยาวกว่างอกได้เร็วกว่าเล็บนิ้วเท้าที่เล็กหรือสั้นกว่า
อะไรที่เป็นตัวเรา เราคิดว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด ทุกๆวันมันมีการเสื่อม มีการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา อย่าได้ละเลยกับการดูแลร่างกายให้ดี เพราะถ้าของเก่าก็ไม่ดูแล ของใหม่ที่สร้างก็ไม่มีคุณภาพเท่าเก่า อายุจริงกับอายุเครื่องใน อาจจะต่างกันลิบจากข้อมูลทางวิชาการที่ว่านี้
(ข้อมูลจาก Never-Age.com)
 
 
 
เราคิดกันว่าถ้าเราแก่มากขึ้น บรรดาอวัยวะต่างๆภายในร่างกายคงต้องมีสภาพอายุที่ใกล้เคียงกับอายุของเราที่เป็นเจ้าของร่างกาย 
 
แต่การวิจัยที่พบมากขึ้นเรื่อยๆบอกว่า จริงๆแล้วร่างกายเรา อวัยวะแต่ละส่วนล้วนมีการสร้างเซลล์ใหม่เป็นระยะๆ เพื่อทดแทนซ่อมแซมอยู่เสมอ มีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ไม่มีการสร้างใหม่ เรียกว่าอายุจริงเท่าไหร่ อวัยวะชิ้นนั้นก็แก่เท่าๆกัน 
 
• “สมอง” อายุเท่าอายุเจ้าของ 
 
เกิดมาโง่หรือฉลาดแค่ไหน ตั้งแต่เกิดเซลล์สมองมีแค่ไหนก็จะมีอายุเท่ากับอายุของคนนั้น จอห์น วาดลี่ย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเส้นประสาทสมอง มหาวิทยาลัยลอนดอน บอกว่า เซลล์ที่พบว่ามีอายุยืนยาวนานในร่างกายเราส่วนมากเป็นเซลล์สมอง 
 
เราเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองประมาณแสนล้านเซลล์ และเมื่อแก่หรืออายุมากขึ้นก็มีเท่าเดิม ไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ และที่น่าตกใจ เซลล์เหล่านี้นอกจากไม่มีใหม่แล้ว ของเก่าก็ค่อยๆหมดไปอีกด้วย ฉะนั้น การบาดเจ็บที่สมองทำไมจึงเป็นเรื่องที่อันตรายต่อชีวิตมนุษย์มาก 
 
แต่ก็มีบางส่วนของเซลล์สมองที่มีการพัฒนา คือเซลล์ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการได้รับกลิ่นและสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ 
 
• “เส้นผม” อายุ 3-6 ปี 
 
อายุเส้นผมของผู้หญิงผู้ชายไม่เท่ากัน ผมของผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 6 ปี แต่ผู้ชายเพียงแค่ 3 ปี ส่วนขนตาและขนคิ้วจะงอกใหม่ทุก 6-8 สัปดาห์ (ขอเตือนคนที่ชอบถอนขนคิ้วหรือกันคิ้ว จะทำให้มันไม่งอกออกมาเพราะว่าถูกรบกวน) 
 
เส้นผมที่ยาวหรือสั้นแสดงถึงอายุของผมเส้นนั้นเช่นกัน ค่าเฉลี่ยความยาวของผมเดือนหนึ่งจะยาวประมาณหนึ่งเซนติเมตร 
 
• “ดวงตา” อายุเท่าเจ้าของ 
 
ดวงตาเป็นอวัยวะอีกไม่กี่อย่างที่มีอายุยาวนานเท่ากับเจ้าของร่างกาย แต่ก็มีแค่ส่วนเดียวที่จะมีการสร้างใหม่อยู่สม่ำเสมอ คือบริเวณด้านนอกของเลนส์ตา ที่เรียกว่าคอร์เนีย เป็นฟิล์มบางๆที่อยู่ชั้นบนสุดของนัยน์ตา มันช่วยให้การโฟกัสภาพเป็นไปอย่างปกติ และสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ภายใน 24 ชั่วโมง 
 
แต่ความเสื่อมของตาก็จะมีปัญหาเมื่ออายุมากขึ้น เพราะว่าความยืดหยุ่นของเลนส์ในตาทำให้เรามองเห็นไม่ชัดมากขึ้น 
 
• เซลล์ “เม็ดเลือดแดง” มีอายุ 4 เดือน 
 
เซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นตัวสำคัญในการพาเอาออกซิเจนเข้าไปสู่ทุกๆเนื้อเยื่อทุกๆอวัยวะในร่างกายของเรา พร้อมกับขนของเสียออกจากเซลล์ด้วย 
 
เซลล์เม็ดเลือดแดงจะหมดสภาพ หมดประสิทธิภาพทุกๆ 4 เดือน ซึ่งตับจะดึงเอาเฉพาะธาตุเหล็กที่อยู่ในเม็ดเลือดเก็บไว้ แล้วส่งต่อเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังดีอยู่ได้ใช้ 
 
ส่วนที่ใช้การไม่ได้ก็ส่งไปทำลายทิ้งที่ม้าม แต่ถ้าเราประสบอุบัติเหตุหรือสุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีรอบเดือน ร่างกายก็จะเร่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่ม 
 
• อวัยวะ “หัวใจ” มีอายุ 20 ปี 
 
แต่เดิมเราเข้าใจว่าหัวใจไม่ได้มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แต่การศึกษาที่มีมาต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยแพทย์นิวยอร์ก พบว่าเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจจะมีการสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนของเก่าอยู่ประมาณ 3-4 ครั้งในตลอดช่วงอายุของแต่ละคน เฉลี่ยออกมาก็อาจพูดได้ว่าเรามีหัวใจใหม่ทุกๆ 20 ปี 
 
• “ปอด” ที่หายใจ มีอายุ 2-3 สัปดาห์ 
 
ดร.คีท เพราส์ รองประธานสถาบันปอดแห่งสหราชอาณาจักร บอกว่า ปอดคนเราจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา 
 
เซลล์แต่ละส่วนที่มีการทำงานไม่เหมือนกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ในส่วนเซลล์ของถุงลมปอดที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนระหว่างออกซิเจนกับแก๊สตัวอื่น เซลล์ส่วนนี้จะมีการสร้างใหม่ประมาณปีละครั้ง 
 
ส่วนเซลล์ที่เป็นด่านหน้าด้านนอกของปอดนั้นจะมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆสองสามสัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้ ดร.เพราส์ บอกว่าด้านนอกของเนื้อเยื่อปอดถือเป็นส่วนสำคัญในการเจอกับสารแปลกปลอมจากอากาศ ตัวมันเองจึงต้องมีการเปลี่ยนใหม่สร้างเพิ่มอย่างรวดเร็ว 
 
คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอดจะทำให้ขัดขวางการสร้างเซลล์ใหม่ด้านนอก แถมไปทำลายเซลล์ในถุงลมปอดข้างในอีกด้วย 
 
• “ตับ” อายุ 5 เดือน 
 
ตับถือเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่ขับของเสีย ถือเป็นโรงงานกำจัดสารพิษชั้นยอดของมนุษย์ แต่ละวันมีเลือดผ่านตับเป็นจำนวนมหาศาล และตัวตับเองสามารถซ่อมตัวเองสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ได้ 
 
ลองดูจากพวกนักดื่มคอทองแดงที่ดื่มเหล้าเป็นน้ำ สภาพตับถูกทำลายไปมาก แต่เมื่อมีการลดลงหรือหยุดดื่ม ตับของพวกเขาก็สามารถฟื้นฟูกลับมาดีได้ภายใน 150 วัน หรือราว ๆ 5 เดือน 
 
เดวิด ลอยด์ ที่ปรึกษาด้านการศัลยกรรมตับ บอกว่า เขาสามารถผ่าตัดเอาเนื้อตับคนไข้ออกมา70% แต่ภายในสองเดือนเนื้อตับสามารถกลับมาได้ถึง 90% 
 
แต่ก็ไม่ใช่ข่าวดีของพวกดื่มเหล้า เพราะแม้ตับสามารถฟื้นฟูสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาได้ใหม่ แต่เซลล์ตับที่เสียหายไปจะเหมือนเป็นรอยแผลเป็นทำให้การฟื้นฟูกลับมาได้ยากลำบาก และอาจไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แถมอาจเป็นอันตรายต่อไปในภายภาคหน้า 
 
• “ลำไส้” กี่ขดก็อายุราว 2-3 วัน 
 
หลังจากที่เรากินอาหารเข้าไป ฟันบดเคี้ยวอาหารให้ฉีกขาด กระเพาะอาหารใส่น้ำย่อยลงไปคลุกเคล้าอาหารให้ละเอียดเหลว แล้วจึงส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กให้ดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย 
 
ลำไส้ดูดซึมอาหารด้วยการใช้ วิลไล(Villi) เส้นขนเล็กๆ ที่มีอยู่ตลอดตามผนังลำไส้ ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด วิลไลเป็นตัวหลักในการจับสารอาหารที่ผ่านเข้ามา ตัวมันต้องเจอกับน้ำย่อยที่ย่อยอาหาร มันทำงานหนัก จึงต้องมีการสร้างใหม่อยู่ทุก ๆ 2-3 วัน 
 
ภายในลำไส้ยังมีเมือกเคลือบลำไส้ เพื่อให้การไหลเวียนของสารอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เมือกลื่นเหล่านี้ก็หนีไม่พ้นกรดอันรุนแรงของน้ำย่อยในร่างกาย มันทำหน้าที่ป้องกันลำไส้ ตัวมันเองจึงต้องสร้างใหม่ทุกๆ 3-5 วัน 
 
• “ลิ้น” ตุ่มรับรส อายุ 10 วัน 
 
อาหารอร่อยไม่อร่อยก็อยู่ที่เจ้าตุ่มในลิ้นรับรสที่ส่งข้อมูลไปให้สมอง ว่าสิ่งที่ใส่เข้าไปในปากรสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไร เพราะเจ้าตุ่มพวกนี้มีมากกว่า 9,000 ตุ่มที่อยู่ติดลิ้นของเรา คอยรับรสต่างๆ 
 
สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มากคือ ตุ่มรับรสพวกนี้จะอักเสบได้ง่าย คนที่ชอบสูบบุหรี่ การติดเชื้อจะทำลายตุ่มรับรสเหล่านี้ และทำให้การสร้างใหม่มาทดแทนทำได้ยากขึ้น หรือทำให้ลิ้นเรามีการรับรสที่ไม่ดี กินไม่อร่อย 
 
• “กระดูก” แข็งไม่แข็ง อายุเฉลี่ย 10 ปี 
 
ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกออกมาอธิบายว่า ปกติกระดูกในร่างกายเราจะมีการสร้างทดแทนอยู่เสมอ กระบวนการสร้างทดแทนตัวเองนี้จะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี 
 
เนื้อกระดูกเก่าในร่างกายจะมีการสูญเสียไปเป็นระยะ แต่ร่างกายก็สามารถสร้างกลับมาทดแทนได้ดีเหมือนเก่า ในร่างกายเราจะมีกระดูกใหม่กับกระดูกเก่าประกอบอยู่ด้วยกันเสมอ 
 
แต่เมื่อถึงวัยกลางคน การสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาทดแทนจะทำไม่ทันเท่ากับความเสื่อมของกระดูกเก่า เนื้อกระดูกเราก็จะบางลง และเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน ที่ชาววัยทองเป็นกันแทบทุกคน 
 
• “ผิวหนัง” ไม่ว่าดำหรือขาว อายุเฉลี่ย 2-4 สัปดาห์ 
 
ผิวชั้นนอกหรือที่เรียกว่าอิพิเดอร์มิส เป็นส่วนที่ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายของเรา ซึ่งต้องเจอกับแสงแดด แสงยูวีที่ทำลายผิว มลภาวะที่แย่ลงทุกวัน ผิวชั้นนอกจึงต้องมีการสร้างใหม่ทดแทนอยู่ทุก ๆ 2- 4 สัปดาห์ แต่การที่ผิวสร้างใหม่ไม่ได้ทำให้ผิวเราสดใสหรือเต่งตึงตลอดไป เพราะร่างกายเราเมื่อมีอายุมากขึ้น จะสูญเสียคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นที่ดี และขาดอีลาสตินทำให้ผิวเหี่ยวย่นเมื่อแก่ 
 
• “เล็บ” มีอายุ 6-10 สัปดาห์ 
 
เล็บเท้าเล็บมืองอกช้าเร็วไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ยความยาวของเล็บมือ เดือนละ 3.4 มิลลิเมตร เร็วกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเล็บเท้า ไม่น่าแปลกใจเมื่อเราตัดเล็บอยู่บ่อยๆ เพราะเล็บมือต้องตัดบ่อยกว่าเป็นประจำ 
 
ใครหลายคนคงเคยได้มีประสบการณ์อุบัติเหตุนิ้วเท้านิ้วมือช้ำจนต้องถอดเล็บหรือว่าเล็บหลุด ค่าเฉลี่ยที่เล็บเท้าที่หลุดจะงอกออกมาปิดนิ้วเท้าได้เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ส่วนนิ้วมือถ้าเล็บหลุดก็ต้องใช้เวลา 6 เดือน 
 
สาเหตุที่การงอกยาวของเล็บมือเล็บเท้าช้าเร็วไม่เท่ากัน เป็นเพราะว่าการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้นแตกต่างกัน การไหลเวียนที่ดีของเลือดทำให้เล็บงอกได้เร็ว 
 
คนหนุ่มสาวหรือเด็กเล็ก เล็บก็จะยาวเร็วกว่าคนสูงอายุ เพราะสาเหตุของการไหลเวียนของเลือดมาสู่บริเวณนั้น 
 
แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า ทำไมเล็บนิ้วมือที่ยาวกว่างอกได้เร็วกว่าเล็บนิ้วเท้าที่เล็กหรือสั้นกว่า 
 
อะไรที่เป็นตัวเรา เราคิดว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด ทุกๆวันมันมีการเสื่อม มีการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา อย่าได้ละเลยกับการดูแลร่างกายให้ดี เพราะถ้าของเก่าก็ไม่ดูแล ของใหม่ที่สร้างก็ไม่มีคุณภาพเท่าเก่า อายุจริงกับอายุเครื่องใน อาจจะต่างกันลิบจากข้อมูลทางวิชาการที่ว่านี้ 
 
(ข้อมูลจาก Never-Age.com)


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-03-01 13:58:05 IP : 58.9.26.104



ความเห็นที่ 1 (3403032)

 เรียนรู้.... ร่างกายของเรา

 
 
 
 
 
ในร่างกายถ้าเปรียบระบบอวัยวะกับการทำงานของระบบโรงงานสามารถเปรียบได้ดังนี้ เช่น
 
- ผิวหนัง, ขน, เล็บ เปรียบเหมือน กำแพง ด่านตรวจ 
- สมอง เปรียบเหมือน คอมพิวเตอร์ 
- ตา เปรียบเหมือน กล้อง V.D.O. วงจรปิด รปภ. 
- ลิ้น เปรียบเหมือน ผู้ตรวจสอบคุณภาพ 
- หัวใจ เปรียบเหมือน เครื่องปั้มน้ำ 
- ปอด เปรียบเหมือน แอร์ ( ก๊าช ) 
- ไต ตับ เปรียบเหมือน เครื่องกำจัดของเสีย ถังขยะ 
- กระเพาะอาหาร,ลำไส้ เปรียบเหมือน ห้องครัว 
 
ในร่างกายจะประกอบด้วยหน่วยของสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดคือเซลล์(cell)เซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุดคือสเปิร์ม (sperm) และใหญ่ที่สุดคือไข่ (egg) 
 
- cell หลาย ๆ cell รวมกันกลายเป็น เนื้อเยื่อ (tissue)
- เนื้อเยื่อ (tissue) หลาย ๆ เนื้อเยื่อ (tissue) รวมกันกลายเป็น ระบบ (system) 
- ระบบ (system) หลาย ๆ ระบบ (system) รวมกันกลายเป็น ส่วนประกอบของร่างกาย
- ส่วนประกอบของร่างกาย (parts 0f body) รวมกันกลายเป็น ร่างกาย (body) 
 
เซลล์ที่เป็นองค์ประกอบของร่างกาย
 
1. เซลล์ร่างกาย (body cell) ลักษณะแบนบาง มีนิวเคลียสอยู่ตรงกลางพบตามร่างกาย 
 
2. เซลล์เยื่อบุ (epidermis) ลักษณะแบนบาง มีนิวเคลียสตรงกลางนูนเหมือนไข่ดาว พบตามเยื่อบุที่มีผนังบางมีเมือก (mucus) หล่อเลี้ยง เช่น ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ดวงตา อวัยวะเพศภายใน
 
3. เซลล์กล้ามเนื้อ (muscle cell) มี 3 ชนิด 
 
- เซลล์กล้ามเนื้อลาย (reticular muscle) พบตาม แขน ขา
 
- เซลล์กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) พบตาม อวัยวะภายใน เช่น ทางเดินอาหาร
 
- เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac cell) พบที่หัวใจ
 
 
 
 
 
 
4. เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell ; RBC)
 
 
5. เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell ; WBC)
 
 
6. เซลล์ประสาท
 
 
7. เซลล์กระดูก
 
 
8. เซลล์สมอง
 
 
9. เซลล์สืบพันธุ์ 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-01 14:45:39 IP : 58.9.26.104


ความเห็นที่ 2 (3404292)

 เรียนรู้.... ร่างกายของเรา

 
ระบบต่างๆในร่างกายทำงานประสานงานกันอย่างมีระบบ ถ้าระบบใดระบบหนึ่งผิดปกติ ร่างกายก็จะแสดงความผิดปกติออกมา เช่น พิการ เป็นโรค ฯลฯ ระบบต่างๆ ในร่างกายที่จะได้ศึกษา ได้แก่ 
 
 
 
รูปภาพ : เรียนรู้.... ร่างกายของเรา
ระบบต่างๆในร่างกายทำงานประสานงานกันอย่างมีระบบ ถ้าระบบใดระบบหนึ่งผิดปกติ ร่างกายก็จะแสดงความผิดปกติออกมา เช่น พิการ เป็นโรค ฯลฯ ระบบต่างๆ ในร่างกายที่จะได้ศึกษา ได้แก่
ระบบ	                              อวัยวะที่เกี่ยวข้อง
1. ระบบหายใจ	                             จมูก หลอดลม ปอด
2. ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง	    หัวใจ หลอดเลือด ท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ไขกระดูก
3. ระบบย่อยอาหาร	      ปากและส่วนประกอบในปาก ต่อมน้ำลาย หลอดอาหาร กระเพาะ-อาหาร ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับอ่อน ตับ  และถุงน้ำดี
4. ระบบต่อมไร้ท่อ	ต่อมไร้ท่อทุกชนิด      ต่อมหมวกไต ต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง รังไข่ อัณฑะ ฯลฯ
5. ระบบขับถ่าย	                    ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่
6. ระบบห่อหุ้มร่างกาย	                      ผิวหนัง ขน เล็บ
7. ระบบโครงกระดูก	                    กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ เอ็นเชื่อมกระดูก
8. ระบบกล้ามเนื้อ	                       กล้ามเนื้อยึดกระดูก กล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อหัวใจ
9. ระบบประสาท                 	สมอง ไขสันหลัง เส้นประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก
10. ระบบสืบพันธุ์	                        รังไข่ อัณฑะ อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ เช่น น้ำเมือก ต่อมลูกหมากและท่อต่าง ๆ
 
 
ระบบ                                                                          อวัยวะที่เกี่ยวข้อง
 
 
1. ระบบหายใจ                                                      จมูก หลอดลม ปอด
 
 
2. ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง    หัวใจ หลอดเลือด ท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ไขกระดูก
 
 
3. ระบบย่อยอาหาร                                    ปากและส่วนประกอบในปาก ต่อมน้ำลาย หลอดอาหาร กระเพาะ-อาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับอ่อน ตับ และถุงน้ำดี
 
 
4. ระบบต่อมไร้ท่อ                                     ต่อมไร้ท่อทุกชนิด ต่อมหมวกไต ต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง รังไข่ อัณฑะ ฯลฯ
 
 
5. ระบบขับถ่าย                                       ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่
 
 
6. ระบบห่อหุ้มร่างกาย                                                ผิวหนัง ขน เล็บ
 
 
7. ระบบโครงกระดูก                                                กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ เอ็นเชื่อมกระดูก
 
 
8. ระบบกล้ามเนื้อ                                          กล้ามเนื้อยึดกระดูก กล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อหัวใจ
 
 
9. ระบบประสาท                                            สมอง ไขสันหลัง เส้นประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก
 
 
10. ระบบสืบพันธุ์                                       รังไข่ อัณฑะ อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ เช่น น้ำเมือก ต่อมลูกหมากและท่อต่าง ๆ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-09 19:22:40 IP : 171.97.29.173


ความเห็นที่ 3 (3404293)

 ระบบต่างๆ.... ในร่างกายของเรา

 
๑. ระบบหายใจ (Respiratory System) 
 
ระบบหายใจ คือ ระบบที่ร่างกายแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยร่างกายจะรับแก๊สออกซิเจนที่อยู่ภายนอกเข้าสู่ร่างกาย และขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย 
 
 
 
 
 
อวัยวะที่สำคัญในระบบนี้ได้แก่ 
 
- จมูก หลอดลม ปอด กล้ามเนื้อกระบังลมและกระดูกซี่โครง
 
จมูก ทำหน้าที่ในการนำอากาศเข้าสู่ร่างกายและรับรู้กลิ่น ภายในจมูกจะมีขนเล็ก ๆ ทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองและมีเยื่อเมือกหนาบุอยู่ คอยดักจับเชื้อโรคและมีกลุ่มประสาทสัมผัสกลิ่นคอยรับกลิ่น อากาศที่สูดหายใจเข้าไปเมื่อผ่านโพรงจมูกแล้วจะลงสู่คอหอย ลิ้นไก่ จะช่วยปิดโพรงจมูกและช่องปากเพื่อมิให้อากาศไหลกลับ
 
หลอดลม จะทอดลงไปในช่องอกปลายแยก เป็นขั้วปอดทั้งสองข้าง เป็นท่อทางผ่านของอากาศและออกจากปอดที่ใหญ่ที่สุด
 
ปอด เป็นอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ ประกอบด้วยถุงลมเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก ถุงเหล่านี้ยืดหยุ่นและหดตัวได้ ปอดจะตั้งอยู่ภายในทรวงอกทั้งสองข้าง ตรงกลางระหว่างขั้วปอดเป็นที่ตั้งของหัวใจ ปอดซีกขวาจะมีขนาดใหญ่กว่าปอดซีกซ้าย ปอดทั้งสองข้างทำหน้าที่เหมือนกันคือฟอกโลหิตดำให้เป็นโลหิตแดง โดยการถ่ายเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) และน้ำ(H2O) ออก แล้วเติมออกซิเจน(O2 ) เข้าไป
 
 
กระบังลมและซี่โครง เป็นกลไกในการหายใจ กล่าวคือ ขณะที่ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือดมีปริมาณมาก สมองจะสั่งงานมายังกระบังลมและซี่โครง ให้กระบังลมหดตัวและซี่โครงเคลื่อนตัวสูงขึ้นทำให้เกิดการหายใจเข้า หรือ ขณะที่กระบังลมขยายตัว และซี่โครงเคลื่อนตัวต่ำลงทำให้เกิดการหายใจออก
 
โดยทั่ว ๆ ไปแล้วคนปกติจะมีอัตราการหายใจประมาณ 14-18 ครั้งต่อนาที การหายใจเป็นไปโดยอัตโนมัติ เราไม่สามารถกลั้นหายใจได้เกิน 1 นาที อย่างไรก็ตามอัตราการหายใจจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้
 
1.อายุ 
- เด็กทารกหายใจประมาณ 30–40 ครั้งต่อนาที
- ผู้ใหญ่ หายใจประมาณ 12-16 ครั้งต่อนาที
 
2.ภาวะของร่างกาย
- ขณะที่ออกกำลังกายหรือเป็นไข้ การหายใจจะเร็วหรือแรงเพื่อให้ร่างกายได้รับก๊าซออกซิเจนมาก
- ขณะนอนหลับ ร่างกายจะทำงานน้อยลง จึงต้องการก๊าซออกซิเจนน้อยกว่าปกติ การหายใจจะช้าลง
 
กล่าวโดยสรุป สภาพของร่างกาย การวิตกกังวล อารมณ์ กิจกรรมที่ทำและวัย มีผลต่ออัตราการหายใจ เด็กทารกจะมีอัตราการหายใจสูงกว่าเด็กโตและผู้ใหญ่
 
การปฏิบัติตนเพื่อดูแลรักษาอวัยวะภายในระบบ
 
1. พยายามอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อปอดจะได้รับก๊าซออกซิเจนเพียงพอ
 
2. ไม่สวมเสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดตึงจนเกินไป เพราะปอดจะขยายตัวไม่สะดวก
 
3. สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ ในขณะที่อากาศเย็น
 
4. ไม่สูบบุหรี่ และไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดหรือวัณโรค เพราะอาจจะติดเชื้อได้
 
5. ยืนหรือนั่งตัวตรง เพื่อให้ปอดทำงานได้สะดวก
 
6. ควรออกกำลังกายอยู่เสมอ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-03-09 19:24:30 IP : 171.97.29.173


ความเห็นที่ 4 (3418191)
กลุ่มกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับข้อไหล่
 
 
รูปภาพ : Rotator Cuff Injury
Medical Author: Benjamin Wedro, MD, FACEP, FAAEM
Medical Editor: Melissa Conrad Stöppler, MD, Chief Medical Editor
Rotator Cuff Injury Overview
The rotator cuff is made up of four muscles that help move and stabilize the shoulder joint. Damage to any one of the four muscles can occur because of acute injury, chronic overuse, or gradual aging. This can cause significant pain and disability with range of motion or use of the shoulder joint.
The shoulder is a ball-socket joint that allows the arm to move in many directions. It is made up of the humeral head (the upper end of the bone of the upper arm) fitting into the glenoid fossa of the scapula (shoulder blade). The humeral head is kept in place by the joint capsule and labrum, thick bands of cartilage that form an elongated cone where the humeral head fits. The rotator cuff muscles are the dynamic stabilizers and movers of the shoulder joint and adjust the position of the humeral head and scapula during shoulder movement.
When the rotator cuff is damaged, a variety of issues arise:
• Pain and spasm limit the range of motion of the shoulder.
• The muscles do not make the small adjustments within the joint to allow the humeral head to move smoothly.
• Fluid accumulation within the joint due to inflammation limits movement.
• Arthritis and calcium deposits that form over time limit range of motion.
The severity of injury may range from a mild strain and inflammation of the muscle or tendon, that will lead to no permanent damage, to a partial or complete tear of the muscle that might require surgery for repair.
Rotator Cuff Injury Causes
Injuries to muscle-tendon units are called strains and are classified by the amount of damage to the muscle or tendon fibers. Grade I strains involve stretching of the fibers without any tears. Grade II injuries involve partial muscle or tendon tearing, and grade III injuries are defined as a complete tear of a muscle or tendon.
The muscles and tendons in the rotator cuff group may be damaged in a variety of ways. Damage can occur from an acute injury (for example from a fall or accident), from chronic overuse (like throwing a ball or lifting), or from gradual degeneration of the muscle and tendon that can occur with aging.
Acute rotator cuff tear
• This injury can develop from sudden powerful raising of the arm against resistance or in an attempt to cushion a fall (for example, heavy lifting or a fall on the shoulder).
• The injury requires a significant amount of force if person is younger than 30 years of age.
Chronic tear
• Found among people in occupations or sports requiring excessive overhead activity (examples, painters, baseball pitchers)
• The chronic injuries may be a result of a previous acute injury that has caused a structural problem within the shoulder and affected the rotator cuff anatomy or function (for example, bone spurs that impinge upon a muscle or tendon causing inflammation).
• Repetitive trauma to the muscle by everyday movement of the shoulder
• Tendinitis
• Degeneration (wearing out) of the muscles with age
• This usually occurs where the tendon attaches to bone. The area has poor blood supply and a mild injury may take a long time to heal and potentially lead to a secondary tear.
Rotator Cuff Injury Symptoms
Symptoms of a rotator cuff injury are due to the inflammation that accompanies the strain. This inflammation causes swelling, leading to the clinical picture of pain and decreased range of motion. Because the muscles and tendons of the rotator cuff are hidden well below skin level, it may be hard to feel the swelling that accompanies the injury, but that swelling within the small space that makes up the shoulder joint prevents the normal range of motion of the shoulder joint.
Acute rotator cuff tear
• Symptoms can be a sudden tearing sensation followed by severe pain shooting from the upper shoulder area (both in front and in back) down the arm toward the elbow. There is decreased range of motion of the shoulder because of pain and muscle spasm.
• Acute pain from bleeding and muscle spasm: This may resolve in a few days.
Large tears may cause the inability abduct the arm (raise it out to the side) due to significant pain and loss of muscle power.
Chronic rotator cuff tear
• Pain usually is worse at night and may interfere with sleep.
• Gradual weakness and decreased shoulder motion develop as the pain worsens.
• Decrease in the ability to abduct the arm or move it out to the side. This allows the arm to be used for most activities but the affected person is unable to use the injured arm for activities that entail lifting the arm as high as or higher than the shoulder to the front or side.
Rotator cuff tendinitis
• More common in women 35-50 years of age
• Deep ache in the shoulder also felt on the outside upper arm over the deltoid muscle
• Point tenderness may be appreciated over the area that is injured
• Pain comes on gradually and becomes worse with lifting the arm to the side (abduction) or turning it inward (internal rotation)
• May lead to a chronic tear: When a rotator cuff tendon becomes inflamed (tend=tendon +itis=inflammation), it runs the risk of losing its blood supply, causing some tendon fibers to die. This increases the risk that the tendon can fray and partially or completely tear.
Full Article and More Info Here: http://bit.ly/YnihDg
 
 
 
 
Rotator Cuff Injury
Medical Author: Benjamin Wedro, MD, FACEP, FAAEM
Medical Editor: Melissa Conrad Stöppler, MD, Chief Medical Editor 
 
Rotator Cuff Injury Overview
The rotator cuff is made up of four muscles that help move and stabilize the shoulder joint. Damage to any one of the four muscles can occur because of acute injury, chronic overuse, or gradual aging. This can cause significant pain and disability with range of motion or use of the shoulder joint.
 
The shoulder is a ball-socket joint that allows the arm to move in many directions. It is made up of the humeral head (the upper end of the bone of the upper arm) fitting into the glenoid fossa of the scapula (shoulder blade). The humeral head is kept in place by the joint capsule and labrum, thick bands of cartilage that form an elongated cone where the humeral head fits. The rotator cuff muscles are the dynamic stabilizers and movers of the shoulder joint and adjust the position of the humeral head and scapula during shoulder movement.
 
When the rotator cuff is damaged, a variety of issues arise:
• Pain and spasm limit the range of motion of the shoulder.
 
• The muscles do not make the small adjustments within the joint to allow the humeral head to move smoothly.
 
• Fluid accumulation within the joint due to inflammation limits movement.
 
• Arthritis and calcium deposits that form over time limit range of motion.
 
The severity of injury may range from a mild strain and inflammation of the muscle or tendon, that will lead to no permanent damage, to a partial or complete tear of the muscle that might require surgery for repair.
 
Rotator Cuff Injury Causes
Injuries to muscle-tendon units are called strains and are classified by the amount of damage to the muscle or tendon fibers. Grade I strains involve stretching of the fibers without any tears. Grade II injuries involve partial muscle or tendon tearing, and grade III injuries are defined as a complete tear of a muscle or tendon.
 
The muscles and tendons in the rotator cuff group may be damaged in a variety of ways. Damage can occur from an acute injury (for example from a fall or accident), from chronic overuse (like throwing a ball or lifting), or from gradual degeneration of the muscle and tendon that can occur with aging.
 
Acute rotator cuff tear
 
 
• This injury can develop from sudden powerful raising of the arm against resistance or in an attempt to cushion a fall (for example, heavy lifting or a fall on the shoulder).
 
• The injury requires a significant amount of force if person is younger than 30 years of age.
 
Chronic tear
 
• Found among people in occupations or sports requiring excessive overhead activity (examples, painters, baseball pitchers)
 
• The chronic injuries may be a result of a previous acute injury that has caused a structural problem within the shoulder and affected the rotator cuff anatomy or function (for example, bone spurs that impinge upon a muscle or tendon causing inflammation).
 
• Repetitive trauma to the muscle by everyday movement of the shoulder
 
• Tendinitis
 
• Degeneration (wearing out) of the muscles with age
 
• This usually occurs where the tendon attaches to bone. The area has poor blood supply and a mild injury may take a long time to heal and potentially lead to a secondary tear.
 
Rotator Cuff Injury Symptoms
 
Symptoms of a rotator cuff injury are due to the inflammation that accompanies the strain. This inflammation causes swelling, leading to the clinical picture of pain and decreased range of motion. Because the muscles and tendons of the rotator cuff are hidden well below skin level, it may be hard to feel the swelling that accompanies the injury, but that swelling within the small space that makes up the shoulder joint prevents the normal range of motion of the shoulder joint.
 
Acute rotator cuff tear
 
• Symptoms can be a sudden tearing sensation followed by severe pain shooting from the upper shoulder area (both in front and in back) down the arm toward the elbow. There is decreased range of motion of the shoulder because of pain and muscle spasm.
 
• Acute pain from bleeding and muscle spasm: This may resolve in a few days.
Large tears may cause the inability abduct the arm (raise it out to the side) due to significant pain and loss of muscle power.
 
Chronic rotator cuff tear
• Pain usually is worse at night and may interfere with sleep.
 
• Gradual weakness and decreased shoulder motion develop as the pain worsens.
 
• Decrease in the ability to abduct the arm or move it out to the side. This allows the arm to be used for most activities but the affected person is unable to use the injured arm for activities that entail lifting the arm as high as or higher than the shoulder to the front or side.
 
Rotator cuff tendinitis
 
• More common in women 35-50 years of age
 
• Deep ache in the shoulder also felt on the outside upper arm over the deltoid muscle
 
• Point tenderness may be appreciated over the area that is injured
 
• Pain comes on gradually and becomes worse with lifting the arm to the side (abduction) or turning it inward (internal rotation)
 
• May lead to a chronic tear: When a rotator cuff tendon becomes inflamed (tend=tendon +itis=inflammation), it runs the risk of losing its blood supply, causing some tendon fibers to die. This increases the risk that the tendon can fray and partially or completely tear.
 

Full Article and More Info Here: http://bit.ly/YnihDg 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:20:41 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 5 (3419566)

 ร่างกายของเรา..... ตอนที่ ๑ สมอง

 

 

 
รู้หรือไม่.....
 
อัลไซเมอร์(Alzheimer’s disease)เป็นโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมองผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เนื้อสมองจะฝ่อเล็กลง รอยหยักในสมองมีน้อยลง น้ำเลี้ยงสมองจะเพิ่มมากขึ้น มีอาการสูญเสียความจำและความฉลาด สาเหตุการเกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม การสะสมสารพิษบางชนิด เช่น อะลูมิเนียมเป็นต้น
 
เรื่องสมองของคนเรา....
 
สมองของคนมีน้ำหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัม บรรจุอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ ซึ่งป้องกันสมองไม่ให้ได้รับการกระทบกระเทือน สมองประกอบด้วยเซลล์ประสาทมากกว่าร้อยละ 90 ของเซลล์ประสาททั้งหมดในร่างกาย โดยมีเซลล์ประสาทประสานงานเป็นส่วนใหญ่
 
-ถ้าสมองขาดเลือดภายในเวลา 5 นาที จะเกิดผลอย่างไร 
 
-ถ้าเกิดตะกอนหรือลิ่มเลือดของหลอดเลือดในสมองจะเกิดผลอย่างไร
 
สมองของสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นสูงมีส่วนนอกเป็น เนื้อสีเทา> (grey matter) ส่วนนี้มีตัวเซลล์ประสาทและแอกซอนที่ไม่มีเยื่อไมอีลิน แต่ส่วนในของสมองหลายแห่งมีใยประสาทที่มีเยื่อไมอีลินซึ่งมีสารพวกลิพิดเป็นองค์ประกอบจึงเห็นเป็น เนื้อสีขาว (white matter) สัตว์ชั้นสูงมีพัฒนาการทางสมองดีจะพบว่ามีรอยหยักบนสมองสัมพันธ์กับความสามารถในการเรียนรู้ นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆเช่น อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักสมองต่อน้ำหนักตัวมากมีแนวโน้มที่จะฉลาดและเรียนรู้ได้ดี
 
สมองของคนนับว่ามีการพัฒนาการสูงที่สุด เพราะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวและมีรอยหยักบนสมองมากกว่าสัตว์อื่นคนจึงมีความสามารถในการเรียนรู้สูงกว่าสัตว์อื่นๆ เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะสำคัญทำหนี้ที่เป็นศูนย์ควบคุมการทำงานของร่างกายดังนั้น การได้รับสารเคมีที่มีผลต่อการทำงานของสมอง เช่นยาเสพติดแอลกอฮอร์ ซึ่งมีการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และมีผลต่อการทำงานของเซรีเบลลัม ทำให้ทรงตัวไม่ได้ การดื่มสุราเป็นประจำ จะมีผลทำให้เซลล์ประสาทในสมองลดลงจนอาจเป็นโรคสมองฝ่อก่อนวัย
 
สมองคนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลางและสมองส่วนหลัง แต่ละส่วนมีการควบคุมการทำงานของร่างกายแตกต่างกันไปซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
 
สมองส่วนหน้า (forebrain) ประกอบด้วยออลแฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb) เซรีบรัม (cerebrum) ไฮไพทาลามัส(hypothalamus)และทาลามัส (thalamus) ดังภาพที่ 8-20
 
สมองส่วนกลาง (midbrain) สมองส่วนนี้พัฒนาลดลงเหลือเฉพาะออพติกโลบ (optic lobe) มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของนัยน์ตา ทำให้ลูกนัยน์ตากลอกไปมาและควบคุมการปิดเปิดของรูม่านตาในเวลาที่มีแสงสว่างเข้ามามากหรือน้อย
 
สมองส่วนหลัง (hindbrain) ประกอบด้วย เซรีเบลลัม (cerebellum) เมดัลลาออบลองกาตา (medulla oblongata) และพอนส์ (Pons)
 
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://www.vcharkarn.com/lesson/view.php?id=1174
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-13 22:28:56 IP : 61.90.102.72


ความเห็นที่ 6 (3420314)

 มารู้จักกับ......โครงสร้างร่างกายของตนเองกันนะคะ

 

 

 

 
“มากมายหลายสิ่งประกอบเป็นหนึ่งร่างกายนี้”
 
“กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก”
พุทธสุภาษิตบทนี้เป็นเครื่องเตือนให้เราได้หยุดคิดและตรึกตรองว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่ง มนุษย์ที่ได้ร่างกายมาโดยสมบูรณ์จึงควรจะใช้ร่างกายนี้อย่างสมเหตุสมผล ใช้ให้พอเหมาะพอควร ใช้มากไปก็ช้ำใช้น้อยไปก็เฉา ในทางธรรมชาติบำบัดจะให้ความสำคัญกับเสียงเตือนจากร่างกายมาก เพราะเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นจะฟ้องด้วยอาการต่างๆ ทันที แต่ส่วนใหญ่เรามักไม่รู้สึกตัวถึงสิ่งที่ร่างกายพยายามบอก เรามักลืมกาย-ลืมใจอยู่เสมอ เพราะคอยสนใจแต่เรื่องนอกกาย 
 
พันธุกรรมด้านรูปร่าง ( Body Type )
นักมนุษวิทยาได้แบ่งโครงสร้างร่างกายของคนเราเป็น 3 ประเภท (Ectomorph, Mesomorph, Endomorph).
 
1. ECTOMORPH
บางคนอาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่าถ้าจะพูดว่าลักษณะนี้คือ กุ้งแห้ง คือเป็นผู้ที่มีลักษณะโครงสร้าง ผอม บาง แขน – ขายาว กระดูกเล็ก ข้อต่อเล็ก อกและไหล่แคบ มัดกล้ามเนื้อลีบและยาว เพิ่มน้ำหนักยากมาก และ การเผาผลาญแคลลอรี่เร็วมาก
 
ECTOMORPH ต้องการปริมาณแคลลอรี่จำนวนมากในการเพิ่มน้ำหนักตัว การรับประทานอาหารก่อนนอนมีความจำเป็นสำหรับคนกลุ่มนี้ อาหารเสริมขาดไม่ได้เลย การยกเวทควรเน้นให้เล่นหนัก ใช้เวลาสั้น และ เน้นการเล่นที่กล้ามเนื้อมัดไหญ่เป็นหลัก
 
2. MESOMORPH
มีโครงสร้างกระดูกไหญ่ ล่ำสันกล้ามเนื้อมัดไหญ่ ส่วนหน้าอกจะเต็มไปด้วยมัดกล้าม มีรูปร่างนักกีฬาโดยกำเนิด เป็นโครงสร้างร่างกายที่ดีที่สุดสำหรับการเพาะกาย เพราะมีด้วยกล้ามเนื้อที่ดี มัดไหญ่และแข็งแร็งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีไขมัน การจะลดหรือเพิ่มน้ำหนักทำได้ง่าย
 
MESOMORPHจะตอบสนองต่อการสร้างกล้ามเนื้อดีมาก และจะเห้นผลเร็วมากโดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มเล่น มีข้อที่ต้องระวังสำหรับคนกลุ่มนี้คือเขาจะอ้วนง่ายกว่าพวก ECTOMORPH ดังนั้นต้องคอยระวังปริมาณอาหารที่กินเข้าไปด้วย รูปแบบการเล่นกล้ามที่เหมาะกับMESOMORPHคือ การผสมผสานระหว่างยกเวทและการทำ CARDIO แบบ HIIT
 
3. ENDOMORPH
จะเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแร็งแต่มีไขมันในกล้ามเนื้อเยอะ กระดูกไหญ่ จะอ้วนง่ายมาก จะสร้างกล้ามเนื้อได้เร็วแต่กล้ามเนื้อนั้นจะมีไขมันเยอะด้วยเช่นกัน ทำให้มีสะโพก แขน ขาที่ไหญ่ ทำให้ดูเหมือนจะอ้วนกลม และเนื่องจากระบบเผาผลาญในร่างกายจะช้า จึงทำให้ลดน้ำหนักได้ยากมาก
 
ENDOMORPHจะเพิ่มน้ำหนักได้เร็วมาก อาหารเสริมไม่มีความจำเป็นเลย แต่น่าเสียดายที่น้ำหนักส่วนมากที่เพิ่มจะไปเพิ่มในส่วนของไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ.
 
ร่างกายมนุษย์เรานั้นประกอบด้วยระบบสำคัญอันเป็นรากฐานที่ต้องแข็งแรง เพื่อเอื้อต่อการดำรงชีวิต ระบบสำคัญนี้ก็คือ ระบบโครงสร้างร่างกายซึ่งหมายรวมถึงกระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท ระบบไหลเวียนเลือด น้ำเหลือง ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการทำงานซึ่งกันและกัน 
 
- กระดูก(Skeletal bone) หน้าที่หลักคือเป็นโครงพยุงร่างกายเป็นตัวป้องกันอวัยวะภายในไม่ให้มีการกระทบกระเทือน เพราะอวัยวะทุกส่วนล้วนสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ หากเพียงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่องก็อาจทำให้เสีย
ชีวิตได้ และไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดมีปัญหา ย่อมกระทบถึงส่วนอื่นทันที นอกจากนี้ไขกระดูกยังเป็นที่สะสมแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนสารตั้งต้นในกระบวนการต่างๆของร่างกาย ไขกระดูกเป็นตัวสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว (ฆ่าเชื้อโรค) เกล็ดเลือด เพื่อนำไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกาย
 
- กล้ามเนื้อ (Muscle System) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของโครงสร้างร่างกาย เป็นตัวกำหนดการทรงตัวของกระดูก ซึ่งจะสามารถเรียงตัวอยู่ในแนวปกติได้ ต้องอาศัยความแข็งแรง ความทนทาน และความสมดุลของกล้ามเนื้อนั่นเอง กล้ามเนื้อมีเยื่อหุ้มโยงใยตั้งแต่กะโหลกศีรษะไปจรดปลายเท้า ไม่สามารถแยกส่วนกันได้เลย ดังนั้นหากมีความผิดปกติเกิดที่กล้ามเนื้อส่วนใดก็ตาม อาจส่งผลถึงส่วนที่เชื่อมโยงอยู่ได้ตลอดทั้งแนวกล้ามเนื้อมีหลายชั้นวางเรียงซ้อนทับกันอยู่ มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น มัดใหญ่อยู่ด้านนอกปกป้องแรงกระแทกจากภายนอก มัดเล็กๆอยู่ลึกสุด ช่วยสร้างความมั่นคงต่อแกนกลางกระดูก ปกป้องระบบรากประสาท ช่วยการเคลื่อนไหว ส่งเสริมให้อวัยวะภายในทำงานได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อส่วนลึกนี้เป็นหลักสำคัญที่มีบทบาทและควบคุมให้ระบบโครงสร้างร่าง กายสมดุล และกล้ามเนื้อมัดลึกนี่เองที่มักมีปัญหาจนส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดและเรื้อรังจนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดเป็นโรคร้ายแรงได้ ส่วนกล้ามเนื้อมัดนอก เนื่องจากเป็นมัดใหญ่ จึงสามารถซ่อมแซมตัวเองได้
 
- เส้นใยกล้ามเนื้อยังเป็นทางลอดผ่านของระบบเลือด ระบบน้ำเหลือง ขับถ่ายของเสีย รวมถึงระบบประสาทอีกด้วย ดังนั้นเมื่อกล้ามเนื้อมีความผิดปกติ จะไม่เพียงแค่เกิดอาการเจ็บปวด แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบกระดูก ระบบเลือด น้ำเหลืองและระบบประสาท ให้มีความผิดปกติตามมา ซึ่งอาจเป็นบันไดนำไปสู่การเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โรคกระดูกเสื่อมเร็ว โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน กระดูกทับเส้นประสาท โรคความดัน โรคไมเกรน โรคหัวใจ หรือแม้แต่
อัมพฤกษ์ อัมพาต 
 
- ระบบการไหลเวียนเลือด-น้ำเหลือง (Circulatory System) หลอดเลือดแดง (Artery) เป็นเสมือนหน่วยลำเลียงอาหารไปสู่เซลล์ ไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกายเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ แม้เราจะบำรุงร่างกายนี้ด้วยของดีเพียงใด แพงขนาดไหน หากหน่วยลำเลียงคือระบบการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ร่างกายก็ไม่ได้รับสารอาหารที่ดีเหล่านั้นได้ ในขณะเดียวกันอาหารต่างๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกาย อาจปะปนไปด้วยพิษและเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงกระบวนการเผาผลาญจะต้องมีพิษหรือมีของเสียตกค้าง ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) และระบบเลือดดำ (Vein) จะเป็นหน่วยลำเลียงเอาพิษ เอาเชื้อโรค ออกจากร่างกาย นั่นหมายความว่าหากหน่วยลำเลียงของเสียทำงานได้ไม่ดีพอ หรือบกพร่องไปก็จะนำพาให้ร่างกายเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เช่นเดียวกัน 
 
- ระบบประสาท (Nervous System) ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างร่างกายโดยตรงก็คือ ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nerve) เป็นระบบที่จะต้องนำคำสั่งจากสมองไปสู่อวัยวะต่างๆ เพื่อให้เกิดการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมองถือเป็นอวัยวะที่ควบคุมการทำงานทุกส่วนของร่างกายก็จริงอยู่ แต่หากขาดเส้นประสาทซึ่งเป็นเส้นทางที่นำเอาคำสั่งจากสมองไปสู่อวัยวะต่างๆ แล้ว สมองก็ไม่สามารถสั่งให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบไหลเวียน (Circulatory System) หลอดเลือดแดง (Artery) หลอดเลือดดำ (Vein) ระบบน้ำเหลือง ( Lymphatic System) หรือระบบประสาท (Nervous System) ระบบเหล่านี้วิ่งทอดขนานไปด้วยกันตลอดทั้งร่างกายภายใต้เส้นไยกล้ามเนื้อ เพราะเหตุนี้เองกล้ามเนื้อจึงเป็นตัวหลักสำคัญมากที่มีผลต่อการทำงานของระบบเหล่านี้ด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมาเพื่อให้ท่านได้ตระหนักว่า ร่างกายมนุษย์นี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งยากที่จะมีสิ่งใดลอกเลียนแบบได้ ดังนั้นเมื่อท่านได้ร่างกายมาแล้วจึงควรฝึกฝน ป้องกันและรักษาร่างกายนี้ให้สมดุล เพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพจนถึงวัยอันควร 
 
แต่ทำอย่างไร ? จึงจะสามารถดูแลร่างกาย – จิตใจนี้ให้สมดุลได้
 
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge.php
http://www.doofit.com/?p=400
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-18 22:08:19 IP : 171.97.83.128


ความเห็นที่ 7 (3421015)

 จุดเจ็บต่างๆ ...บริเวณเท้า

 

Each of your feet has 26 bones, 33 joints, and more than 100 tendons, muscles, and ligaments. No wonder a lot of things can go wrong. Here are a few common problems!
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-22 23:06:26 IP : 171.97.83.205


ความเห็นที่ 8 (3421016)

 Ganglion Cyst of the Wrist and Hand by AAOS

 

 

 

 
Ganglion cysts are the most common mass or lump in the hand. They are not cancerous and, in most cases, are harmless. They occur in various locations, but most frequently develop on the back of the wrist.
 
These fluid-filled cysts can quickly appear, disappear, and change size. Many ganglion cysts do not require treatment. However, if the cyst is painful, interferes with function, or has an unacceptable appearance, there are several treatment options available.
 
A ganglion rises out of a joint, like a balloon on a stalk. It grows out of the tissues surrounding a joint, such as ligaments, tendon sheaths, and joint linings. Inside the balloon is a thick, slippery fluid, similar to the fluid that lubricates your joints.
 
Ganglion cysts can develop in several of the joints in the hand and wrist, including both the top and underside of the wrist, as well as the end joint of a finger, and at the base of a finger. They vary in size, and in many cases, grow larger with increased wrist activity. With rest, the lump typically becomes smaller.
 
Cause
It is not known what triggers the formation of a ganglion. They are most common in younger people between the ages of 15 and 40 years, and women are more likely to be affected than men. These cysts are also common among gymnasts, who repeatedly apply stress to the wrist.
 
Ganglion cysts that develop at the end joint of a finger — also known as mucous cysts — are typically associated with arthritis in the finger joint, and are more common in women between the ages of 40 and 70 years.
 
Symptoms
Most ganglions form a visible lump, however, smaller ganglions can remain hidden under the skin (occult ganglions). Although many ganglions produce no other symptoms, if a cyst puts pressure on the nerves that pass through the joint, it can cause pain, tingling, and muscle weakness.
 
Large cysts, even if they are not painful, can cause concerns about appearance.
 
Doctor Examination
Medical History and Physical Examination
During the initial appointment, your doctor will discuss your medical history and symptoms. He or she may ask you how long you have had the ganglion, whether it changes in size, and whether it is painful.
 
Pressure may be applied to identify any tenderness. Because a ganglion is filled with fluid, it is translucent. Your doctor may shine a penlight up to the cyst to see whether light shines through.
 
Imaging Tests
X-rays. These tests create clear pictures of dense structures, like bone. Although x-rays will not show a ganglion cyst, they can be used to rule out other conditions, such as arthritis or a bone tumor.
 
Magnetic resonance imaging (MRI) scans or ultrasounds. These imaging tests can better show soft tissues like a ganglion. Sometimes, an MRI or ultrasound is needed to find an occult ganglion that is not visible, or to distinguish the cyst from other tumors.
 
Treatment
Nonsurgical Treatment
Initial treatment of a ganglion cyst is not surgical.
Observation. Because the ganglion is not cancerous and may disappear in time, if you do not have symptoms, your doctor may recommend just waiting and watching to make sure that no unusual changes occur.
Immobilization. Activity often causes the ganglion to increase in size and also increases pressure on nerves, causing pain. A wrist brace or splint may relieve symptoms and cause the ganglion to decrease in size. As pain decreases, your doctor may prescribe exercises to strengthen the wrist and improve range of motion.
Aspiration. If the ganglion causes a great deal of pain or severely limits activities, the fluid may be drained from it.
This procedure is called an aspiration.The area around the ganglion cyst is numbed and the cyst is punctured with a needle so that the fluid can be withdrawn.Aspiration frequently fails to eliminate the ganglion because the "root" or connection to the joint or tendon sheath is not removed. A ganglion can be like a weed which will grow back if the root is not removed. In many cases, the ganglion cyst returns after an aspiration procedure.Aspiration procedures are most frequently recommended for ganglions located on the top of the wrist.
 
Surgical Treatment
Your doctor may recommend surgery if your symptoms are not relieved by nonsurgical methods, or if the ganglion returns after aspiration. The procedure to remove a ganglion cyst is called an excision.
 
Surgery involves removing the cyst as well as part of the involved joint capsule or tendon sheath, which is considered the root of the ganglion. Even after excision, there is a small chance the ganglion will return.
 
Excision is typically an outpatient procedure and patients are able to go home after a period of observation in the recovery area. There may be some tenderness, discomfort, and swelling after surgery. Normal activities usually may be resumed 2 to 6 weeks after surgery.
Article found here: http://bit.ly/16HHfGV
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-22 23:07:53 IP : 171.97.83.205


ความเห็นที่ 9 (3421017)

 The Lumbosacral Plexus 

 
 
 
 
 
 
 
 
What Is the Lumbar Plexus? Written By: S.E. Smith 
The lumbar plexus is a nerve plexus, an area which a group of spinal nerves intersect, which innervates muscles in the lower body. This cluster of nerves is part of the larger lumbosacral plexus, which includes the lumbar plexus, sacral plexus, and pudendal plexus. Understanding the location and function of the nerves in the lumbar plexus is important to medical practitioners in a number of fields.
 
This nerve plexus includes the first four lumbar nerves, which innervate muscles in the calves, knees, groin, thighs, abdomen, and lower back. Patients who develop neurological problems in these areas may be examined by a neurologist who will determine where the source of the problems is; it may be in the spine, the lumbar plexus, or along the body of the nerve. Assessment of patients after accidents, spinal surgery, and spinal injuries also usually includes a detailed series of checks which are designed to determine whether any neurological problems have emerged, including an assessment of the nerves involved in the lumbosacral plexus.
 
The psoas muscle houses the bundle of nerves in the lumbar plexus. The nerves can be buried quite deep, especially in heavier patients who may have deposits of fat over the psoas muscle which can make it difficult to identify and isolate. For surgery involving this area of the body, the patient may be placed on his or her stomach to allow the surgeon to access the area easily and safely.
 
Anesthesiologists may utilize the lumbar plexus or lumbosacral plexus as a convenient location for a nerve block. Doing blocks in this area can be tricky, but highly useful, and the ability to perform such a block is a skill which an anesthesiologist is often expected to have. Nerve blocks can be used to create regional anesthesia for surgery, allowing a patient to undergo surgery without the risk of general anesthesia, and regional nerve blocks can also be used for pain management.
 
Some complications of a lumbosacral nerve block can include infection, hematomas, adverse reactions to anesthesia, accidental puncture of a vein, nerve injuries, and hemodynamic instability. The risk of these complications can be greatly reduced by using an experienced, competent, and meticulous anesthesiologist who will take his or her time during the critical stages of placing the nerve block. The nerve block may also be contraindicated for some patients, with the anesthesiologist determining the most appropriate anesthetic for a given patient and case.
 
Full Article Here: http://bit.ly/10dy2iZ
Image by Netter
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-22 23:09:05 IP : 171.97.83.205


ความเห็นที่ 10 (3421257)

 สวัสดีตอนเย็นๆ จ้า...... ขอแนะนำตัวก่อนนะจ๊ะ ฉันมีชื่อที่พ่อแม่ตั้ังให้ว่า “หทยัง” แต่ชื่อที่เพื่อนๆ เรียกฉันว่า “หัวใจ”

 
ลองตามมาดูบทบาทหน้าที่ของฉันซิว่า... เป็นอวัยวะภายในร่างกายที่สำคัญขนาดไหน ถ้าจะเปรียบเทียบตัวฉันก็เหมือนกับเครื่องปั๊มน้ำ ที่คอยสูบฉีดเลือด เพื่อนำเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายคนเรานั่นเอง
 
 
 
 
 
 
มารู้จัก..... หทยัง (หัวใจ)
 
หัวใจ (อังกฤษ: Heart) เป็นอวัยวะสำหรับการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกายโดยอาศัยโครงสร้างของกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) และระบบนำไฟฟ้า (conduction system) ภายในหัวใจซึ่งสร้างและควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ
 
- หัวใจวางตัวอยู่ในบริเวณกลางของช่องอก ในบริเวณที่เรียกว่า เมดิแอสไตนัมส่วนกลาง (middle mediastinum) ซึ่งเป็นบริเวณที่ถูกขนาบข้างด้วยปอด และมีหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดอาหารวางอยู่ใต้หัวใจ นอกจากนี้หัวใจยังถูกห่อหุ้มโดยเยื่อบางๆ เรียกว่า เยื่อหุ้มหัวใจ (pericardium) ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างการเต้นของหัวใจ 
 
- นอกจากนี้หัวใจยังมีระบบหลอดเลือดเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า ระบบหลอดเลือดหัวใจ (coronary system) ซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง
 
- ในศัพท์ทางการแพทย์ หัวใจและโครงสร้างที่เกี่ยวกับหัวใจจะใช้คำ Cardio- มาจาก kardia ซึ่งหมายถึงหัวใจในภาษากรีก
 
หน้าที่ของห้องหัวใจทั้ง ๔ ห้อง.....
 
หัวใจจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ห้อง (heart chambers) และทิศทางการไหลของเลือดเข้าสู่แต่ละห้องจะถูกควบคุมโดยลิ้นหัวใจ (cardiac valves) ทำให้เลือดไม่ไหลย้อนเมื่อมีการบีบตัวและคลายตัว ในที่นี้จะกล่าวถึงห้องของหัวใจตามลำดับของการไหลของเลือดภายในหัวใจ
 
หัวใจ ( heart ) หัวใจ จะทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจะรับเลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดเข้าทางหัวใจห้องบนซ้ายผ่านต่อมายัง หัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อส่งออกไปยังอวัยวะต่างๆขอองร่างกายและจะรับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจาก ส่วนต่างๆของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจทางหัวใจห้องบนขวา และผ่านไปยังหัวใจห้องล่างขวาเพื่อส่งไปยังปอด เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจะไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจนและกลับเข้าสู่หัวใจอีกครั้งหมุนเวียนตลอดเวลาอย่างเป็นระบบ
 
หรือกล่าวได้ว่าเลือดดำ ( เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำ )จากส่วนต่างๆ ของร่างกายไหลเข้าหัวใจทางหัวใจห้องบนขวาโดยเลือดจากส่วนบนของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจทางเส้นเลือดซุปิเรียเวนาคาวาและเลือดจากส่วนล่างของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาทางเส้นเลือดอินพีเรียเวนาคาวา 
 
จากนั้นหัวใจห้องบนขวาจะหดตัวให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจลงสู่หัวใจห้องล่างขวา แล้วหัวใจห้องล่างขวาจะบีบตัวให้เลือดไปเข้าไป ในเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรีจากหัวใจไปยังปอด เลือดดำจะผ่านเข้าไปในเส้นเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอด แล้วจ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับถุงลมปอดแล้วรับแก๊สออกซิเจนเข้ามาแทนเป็นผล ให้เลือดดำกลายเป็นเลือดแดง ( เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนสูง ) แล้วไหลออกจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายทางเส้นเลือดพัลโมนารีเวน
 
จากนั้น หัวใจห้องบนซ้ายจะบีบเลือดลงไปที่หัวใจห้องล่างซ้าย 
เพื่อให้หัวใจห้องล่างซ้ายบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายต่อไป
 
 
****ลองมาเปรียบเทียบลักษณะหน้าที่ของหทยัง (หัวใจ) .... แบบแพทย์แผนไทยกันดูนะคะ ลองอ่านคำกลอนดูก่อน ถึงแม้ว่าจะยาวไปสักหน่อย แต่ถ้าอ่านจบคุณจะรู้ได้เลยว่าหัวใจอย่างฉันนั้น สำคัญขนาดไหน.....
 
กล่าวด้วยหทยัง (หัวใจ)....... 
 
o หัวใจมนุษย์เห็นเป็นเนื้อกล้ามก้อนหนึ่งหวัง มีโพรงข้างในทั้งมีเนื้อกั้นเป็นสี่ห้อง
o ข้างบนสองห้องหนาข้างล่างว่ามีห้องสอง (เนื้อ)หัวใจเราทั้งผองว่าละเอียดกว่าเนื้อทั้งหลาย
o หัวใจโตประมาณเท่ากำมือเราเจ้าของกาย ตั้งในทรวงอธิบายระหว่างปอดทั้งขวาซ้าย
o มีซึ่งเส้นโลหิตติดต่อต้นหัวใจหมาย พวงเดียวกันบรรยายเฉวียงไขว้ซ้ายทรวงนั้น
o จำไว้ให้แม่นมั่นปลายหทัยจดใต้นม ข้างซ้ายสักหนึ่งนิ้วนับรอยรั้วซี่โครงประสม
o ซี่ที่หกโดยนิยมจดจำไว้ให้แม่นยำ หัวใจพังผืดหุ้มคลุมเป็นถุงอยู่ประจำ
o มีเส้นโลหิตดำแดงแตกแยกจากหัวใจ เส้นทอดไปทั่วร่างสรรพางค์กายภายใน
o ทางเดินโลหิตใครแล่นออกไปเลี้ยงร่างกาย หน้าที่หัวใจสูบเสียงตุบๆ ฉีดเลือดหมาย
o นาทีหนึ่งอธิบายเจ็ดสิบสองบ้างก็มี เต้นแปดสิบบางคนแรงมากล้นร่างกายดี
o ที่กล่าวมาทั้งนี้อายุระหว่างคนฉกรรจ์ เด็กใจเดินเร็วนากว่าผู้ใหญ่เป็นแม่นมั่น
o คนแก่เดินเร็วพลันเหมือนเด็กอ่อนไม่คลาดคลาย ชีพจรเต้นเท่าไหร่หทัยเดินเท่ากันหมาย
o อาจารย์อธิบายจงจำจดกำหนดใน เสียงตุ๊บคือหัททัยบีบเลือดไปจากหัวใจ
o เสียงตุบที่สองไหลกลับเข้าในหัททัยพลัน เลือดออกจากหัวใจแดงสดใสเป็นสีสันต์
o ห้องล่างซ้ายใจนั้นออกตามเส้นขั้วหัวใจ ไหลออกไปเลี้ยงร่างทั่วสรรพางค์ผิวผ่องใส
o เลือดดำอยู่ข้างในข้างล่างขวาหัวใจคน ไหลไปรับอากาศปอดถ่ายธาตุกันสับสน
o โสโครกออกกรายปนเป็นเลือดแดงสะอาดดี เลือดที่เข้าหัวใจดำแล่นไหลตามอินทรีย์
o ไหลเข้าห้องบนมีข้างขวาของหัวใจนั้น เนื้อหัวใจสูบฉีดโสโครกซีดที่ปอดพลัน
o เลือดกลับแดงจรจัลเข้าห้องบนข้างซ้ายใจ หัททัยได้ฉีดสูบไปเลี้ยงรูปให้ผ่องใส
o หมุนเวียนอยู่ภายในดำรงชีพให้ยืนนา หัทยังเป็นจอมสะกลยิ่งในตนแต่หัทยา
o ร่างกายได้พึ่งพาดวงหัทยาจิตร์อันเดียว จิตร์ดับลงบัดดลสิ้นทั้งตนใครไม่เหลียว
o ขึ้นพะอึงผึ่งพองเขียวเพราะชีวิตร์จิตร์จากรัง ชีวิตร์เป็นของสงวนจงถี่ถ้วนระไวระวัง
o เป็นแพทย์อย่าโอหังถ้าพลั้งผิดพวกเขาตาย พอจะเยียวจึงยาหนาอย่าโลภาลาภทั้งหลาย
o จะวางยาดูแยบคาบใช่ชีวิตร์บั้นเอาเป็น เป็นคนไม่ใช่ง่ายเลี้ยงร่างกายสุดแสนเข็ญ
o ผู้แพทย์อย่าทำเล่นวางยาผิดไปอะบาย เบื้องนี้จะสำแดงในหัทยังแห่งธาตุสลาย
o มีลักษณะระส่ำระสายมักเป็นบ้าบ่นพร่ำพรู โทษหนักแลโทษหย่อนจงผันผ่อนพิเคราะห์ดู
o คลุ้มดีคลุ้มร้ายอยู่โกรธฟื้นพึงงึมงำบ่น บางทีระส่ำระสายหิวโหยหายเรี่ยวแรงตน
o โทษเพราะธาตุพิกลให้ดวงใจเป็นต่างๆ
 
ที่มา : ตำราโรคนิทาน คำฉันท์๑๑ เรียบเรียงโดย พระยาวิชาธิบดี (กล่อม) 
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-24 20:38:31 IP : 171.97.67.23


ความเห็นที่ 11 (3421459)

 "ท่าหมุนข้อต่อสะโพก" (ท่าอุ้มเด็ก) 

 

รูปภาพ : "ท่าหมุนข้อต่อสะโพก" (ท่าอุ้มเด็ก)
อีกท่าหนึ่งที่แก้อาการปวดหลัง ช่วยแก้อาการเหน็บชาบริเวณขา และจากการที่เราต้องแขม่วพุงขณะกอดขาทำให้ช่วยลดหน้าท้องไปในต้วด้วย
Tips : ท่านี้มีจุดสำคัญอยู่ที่บริเวณลูกศรตรงปลายเท้า ให้เราขยับปลายเท้าตามทิศทางของลูกศร จะช่วยให้กล้ามเนื้อสะโพกด้านนอกเราได้ทำงาน ซึ่งหากเราไปนวดแผนไทย การนวดจุดนี้อาจจะเจ็บมากเพราะ หมอนวดอาจใช้ศอกกดลงไปในจุดหมุนบริเวณสะโพก แต่เราสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อชิ้นนั้นได้จากท่านี้ ถ้าทำถูกต้องเวลาเราขยับเท้า(เตะเท้าออก) จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อหลัง
ส่วนล่าง (ก้น)เกิดการขยับ
สีแดง หมายถึง กล้ามเนื้อที่ยืด
สีน้ำเงิน หมายถึง กล้ามเนื้อที่หด
สำหรับกล้ามเนื้อที่หดจาก Reference บอกว่าให้เราหดกล้ามเนื้อเล็กน้อย (ประมาณ 20%) ให้รู้สึกแน่นหรือเฟิร์มพอประมาณ
หากชอบเนื้อหาของเรา แบ่งปันต่อเพื่อสุขภาพที่ดีซึ่งกันและกันด้วยนะคะ ฝากกด "ถูกใจ" ที่หน้าเพจเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ https://www.facebook.com/CKHealthyTips
ขอบคุณค่ะ ^_______^
ขอบคุณข้อมูลจาก โยคะไทย

 

 
อีกท่าหนึ่งที่แก้อาการปวดหลัง ช่วยแก้อาการเหน็บชาบริเวณขา และจากการที่เราต้องแขม่วพุงขณะกอดขาทำให้ช่วยลดหน้าท้องไปในต้วด้วย 
 
Tips : ท่านี้มีจุดสำคัญอยู่ที่บริเวณลูกศรตรงปลายเท้า ให้เราขยับปลายเท้าตามทิศทางของลูกศร จะช่วยให้กล้ามเนื้อสะโพกด้านนอกเราได้ทำงาน ซึ่งหากเราไปนวดแผนไทย การนวดจุดนี้อาจจะเจ็บมากเพราะ หมอนวดอาจใช้ศอกกดลงไปในจุดหมุนบริเวณสะโพก แต่เราสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อชิ้นนั้นได้จากท่านี้ ถ้าทำถูกต้องเวลาเราขยับเท้า(เตะเท้าออก) จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อหลัง
ส่วนล่าง (ก้น)เกิดการขยับ 
 
สีแดง หมายถึง กล้ามเนื้อที่ยืด 
สีน้ำเงิน หมายถึง กล้ามเนื้อที่หด
 
สำหรับกล้ามเนื้อที่หดจาก Reference บอกว่าให้เราหดกล้ามเนื้อเล็กน้อย (ประมาณ 20%) ให้รู้สึกแน่นหรือเฟิร์มพอประมาณ
 
หากชอบเนื้อหาของเรา แบ่งปันต่อเพื่อสุขภาพที่ดีซึ่งกันและกันด้วยนะคะ ฝากกด "ถูกใจ" ที่หน้าเพจเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ https://www.facebook.com/CKHealthyTips
ขอบคุณค่ะ ^_______^
 
ขอบคุณข้อมูลจาก โยคะไทย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-25 20:41:50 IP : 171.97.81.49


ความเห็นที่ 12 (3421661)

 ตับ.... ก็คืออวัยวะสำคัญที่อยู่ภายในของทุกๆ คน แต่คุณจะรู้จักตัวฉันดีแค่ไหน ลองมาดูกันค่ะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อน ฉันมีชื่อว่า "ตับ" แพทย์ในสมัยโบราณเรียกฉันว่า "ยกนัง" ก็ไม่ค่อยชอบชื่อนี้เท่าไหร่เพราะว่ามันเรียกยาก ผู้คนชอบเรียกชื่อผิดว่า "ยกพัง" กันเป็นประจำ งั้นก็เรียกชื่อสั้นๆ ง่ายๆ ของฉันว่า "ตับ" ได้เลย ลักษณะของฉันคือเนื้อสองแผ่นสีแดง ตั้งอยู่กลางอกข้างขวาใต้กระดูกซี่โครง คราวนี้จะขอเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังต่อเลยจ้า

 
 
 
 
 
 
หน้าที่หลักๆ ของตับนั้น แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท คือ สะสม ทดแทน สังเคราะห์ และล้างพิษ
 
๑. สะสม คือการรวบรวมกลูโคส หรือน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แล้วเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนนำมาเก็บสะสมไว้ใช้ยามจำเป็น
 
๒. ทดแทน คือการนำเอาสิ่งที่สะสมไว้มาย่อยสลายและส่งต่อเข้าสู่ร่างกายผ่านกระแสเลือดตามความเหมาะสม
 
๓. สังเคราะห์ คือการสร้างสารโปรตีนต่างๆ จากกรดอะมิโนในสารอาหารที่ผ่านการย่อยและถูกส่งต่อมาจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ก่อนส่งเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย
 
๔. ล้างพิษ คือการเปลี่ยนสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ ให้เป็นสารที่ไร้พิษก่อนขับออกนอกร่างกายในรูปของเหลว เช่น หลังจากเราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปก็จะถูกดูดซึมผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้มายังตับ จากนั้นเอนไซม์ในตับจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นอะซีตัลดีไฮด์และกรดอะซีติก ตามลำดับ และขั้นสุดท้ายคือกรดอะซีติกจะถูกย่อยสลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ก่อนถูกขับออกนอกร่างกายผ่านทางปัสสาวะ
 
หน้าที่ทั่วไปของตับ....
 
- ตับเป็นอวัยวะที่สร้างสารต่างๆที่สำคัญ เช่นไข่ขาวหนือ albumin ช่วยอุ้มน้ำให้อยู่ในหลอดเลือด หากไข่ขาวในเลือดต่ำจะทำให้เกิดอาการบวมเท้า ท้องมาน
 
- ตับเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และเกลือน้ำดีเพื่อช่วยย่อยสลายไขมัน โดยน้ำดีจะถูกขับออกทางเดินอาหารทำให้อุจาระสีเหลือง หากทางเดินน้ำดีอุดตันอุจจาระจะมีสีขาว
 
- ตับเป็นอวัยวะที่สะสมพลังงานเช่น glucose และวิตามิน
 
- ตับเป็นโรงงานผลิตพลังงานให้ร่างกาย โดยสลายสารอาหารให้ร่างกาย เมื่อตับป่วยจึงรู้สึกเพลียมาก
 
- ตับมีหน้าที่กำจัดของเสีย ของเสียที่ร่างกายเราได้มาจากอาหารหรือสารที่เรารับเข้าไป เช่นยา แอลกอฮอลล์ กาแฟ หรือสารที่เป็นพิษ และอีกส่วนหนึ่งมาจากการย่อยหรือสลายสารอาหาร เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับจะทำหน้าที่ทำลายสารพิษนั้น แต่หากเราได้รับสารพิษมากก็อาจจะทำให้ตับเสียหายได้
 
- ตับเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดเพื่อดักจับเชื้อโรค
 
เห็นไหมคะว่า หน้าที่ของตับมากมายและสำคัญขนาดไหนต่อร่างกายของคุณ และต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา พวกคุณอย่าใช้งานตับมาก เพื่อให้ตับได้มีเวลาซ่อมแซมตัวเองบ้างนะ 
 
วิธีการบำรุงรักษาตับของเรามีหลายวิธี เช่น อย่านอนดึกมาก อย่ากินอาหารในเวลากลางคืน ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่รับประทานยาติดต่อกันนานๆ ไม่ใช้สารเสพติด หลีกเลี่ยงละอองของยาฆ่าแมลงและสเปรย์ประเภทต่าง ๆ ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ นอนหลับให้เพียงพอและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ตับของเราก็จะมีสุขภาพดีและทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วค่ะ 
 
ขอร้องล่ะนะเพื่อนๆ ทุกคน ม่ายงั้นเพื่อนๆ ที่เหลือในร่างกาย เช่น ปอด หัวใจ ไต ลำไส้ ก้อต้องทำงานหนักไปด้วยกันเลย ร่างกายทรุดโทรม เสียสุขภาพนะจะบอกให้ เดี๋ยวมะเร็งถามหานะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-26 18:06:19 IP : 171.97.81.49


ความเห็นที่ 13 (3421871)

 อ.อิริยาบท ..... การยืน

๑ ในพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคได้ โดยไม่รู้ตัว
 
 
 
 
 
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพัฒนาการทางร่างกายสูงสุด แตกต่างจากสัตว์อื่นโดยสิ้นเชิงคือพัฒนาการของระบบกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นแนวตั้งฉากกับพื้นระนาบ นั่นหมายความว่า แนวกระดูกสันหลังต้องอาศัยความมั่นคงและทนทานมากกว่าส่วนอื่น เพราะต้องทำงานตลอดเวลาที่ลำตัวตั้งฉากกับพื้น มนุษย์จึงมีโครงสร้างกระดูกสันหลังที่ต้องมีกล้ามเนื้อเพื่อให้ความมั่นคง 
 
ขณะที่เราอยู่ในท่ายืน การรับน้ำหนักเท้าทั้งสองข้างจึงมีผลโดยตรงต่อแนวกระดูกเชิงกราน , กระดูกสันหลังและเชื่อมโยงต่อไปถึงคอ ดังนั้นอิริยาบถ “ยืน” ก็สำคัญไม่แพ้อิริยาบถอื่นๆ และมีผลกระทบโดยตรงกับโครงสร้างร่างกายเพราะเมื่อยืนผิด การลงน้ำหนักที่เท้าทั้งสองข้างไม่สมดุล จะทำให้เกิดการบิดหมุนของกระดูกเชิงกราน ซึ่งเป็นฐานของแนวกระดูกสันหลัง หากกระดูกเชิงกรานบิดเบี้ยวไป จะส่งผลโดยตรงต่อกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการ “บิด-คด” และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นกระดูกสันหลังเป็นทางออกของรากประสาทที่ไปคุมการทำงานของอวัยวะทุกส่วน รวมทั้งการเคลื่อนไหว การรับรู้ความรู้สึกต่างๆ เมื่อรากประสาทถูกรบกวน จะทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บปวดจากระบบกระดูกกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุล การไหลเวียนเลือด , น้ำเหลือง ถูกจำกัดลง ส่งผลให้การทำงานของระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ 
 
- การยืนพักขา เป็นท่ายืนที่ทำให้การลงน้ำหนักตัวถูกเทลงที่ขาด้านเดียว ทำให้ข้อเท้า ข้อเข่า และข้อสะโพกเสียสมดุล ส่งผลต่อไปยังกระดูกเชิงกราน ทำให้เกิดการบิดหมุนและเอียง ความไม่สมดุลเช่นนี้จะเกิดต่อไปที่แนวของกระดูกสันหลัง ทำให้เป็น “กระดูกสันหลังคด” ซึ่งจะเกิดการบิดตัวและเอียงของกระดูกสันหลัง มีผลกระทบต่อรากประสาทข้อต่อกระดูกสันหลัง ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมง่ายกว่าวัยอันควร กระดูกคอ-หลังเสื่อมทับเส้นประสาท เกิดความเจ็บปวดและอาจรุนแรงถึงพิการในที่สุด หากการกดทับของรากประสาทเส้นนั้น ๆ ถูกทับสนิททั้งเส้น 
 
- การยืนกอดอก การใช้งานกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวันของคนเรามักจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อด้านหน้า เพราะการทำงานแต่ละอย่างล้วนต้องใช้แขนและก้มตัวไปด้านหน้า ทำให้มีการหดตัวของกล้ามเนื้อด้านหน้าอกมากกว่าปกติ แต่ในช่วงเวลาพัก กลับอยู่ในท่ากอดอกยิ่งส่งเสริมให้กล้ามเนื้อหน้าอกหดรั้งมากขึ้น ทำให้หลังและสะบักงุ้มมาด้านหน้า จนเกิดอาการ “กระดูกสันหลังค่อม” ซึ่งมีผลมากกับการขยายตัวของกล้ามเนื้ออก เพราะเมื่อหลังค่อม ปอดจะขยายได้น้อย ทำให้การหายใจติดขัดเหนื่อยง่ายอ่อนเพลีย เพราะอากาศที่เข้าไปเลี้ยงเซลล์ในร่างกายน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้เซลล์ไม่แข็งแรงเมื่อมีสิ่งเข้ามากระทบ ร่างกายไม่สามารถต้านทาน ก็ทำให้เป็นโรคได้ในที่สุดหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้เพียงขาดลมหายใจขณะเดียว 
 
- ยืนแอ่นพุง การยืนทำให้เกิดผลเสียได้เกือบทั้งร่างกาย เพราะข้อต่อ ที่มีผลกระทบมากก็คือ ข้อเข่า เมื่อเรายืนแอ่นพุงกระดูกเชิงกราน จะคว่ำมาทางด้านหน้าส่งผลให้กล้ามเนื้อด้านหลังต้นขาถูกดึงให้ยาวออก กล้ามเนื้อมัดนี้เป็นมัดที่เชื่อมต่อไปยังเข่า เมื่อน้ำหนักกระแทกลงที่เข่า ทำให้ข้อเข่าต้องทำงานหนักจึงทำให้ปวดเข่า,เข่าเสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร การยืนแอ่นพุงทำให้ ้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ เกิดแรงกดกระดูกสันหลังช่วงล่างหมอนรองกระดูกถูกอัดเข้าให้แคบลง ส่งผลให้มีอาการปวดเมื่อยหลังเรื้อรัง หากรุนแรง จะมีอาการปวดร้าวลงขา เวลาเดินมากมักมีอาการขาอ่อนแรงทำให้เดินต่อไม่ไหว เหมือนเข่าจะทรุด เนื่องจากหมอนรองกระดูกเสื่อมกดทับเส้นประสาทนั่นเอง 
 
- การใส่รองเท้าส้นสูง ถือเป็นการทำให้โครงสร้างร่างกายเสื่อมหรือเสียสมดุลได้ เนื่องจากการใส่ส้นสูงเสมือนเขย่งเท้าตลอดเวลา กล้ามเนื้อน่องต้องทำงานหนัก เข่าเสื่อมง่าย เนื่องจากการใส่ส้นสูงทำให้เข่าแอ่น กระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมจากหลังที่ต้องอยู่ในท่าแอ่นตลอดเวลา
 
 
การยืนที่ถูกวิธีนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงต้องอาศัยการมีสติรู้ตัว โดยเริ่มจากการวางเท้าทั้งสองข้างให้ขนานกันความกว้างเท่าสะโพก ปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า ยืนลงน้ำหนักให้เท่าๆกันทั้งสองข้าง แขม่วท้องเล็กน้อย ( เล็กน้อยเท่านั้น ) เพราะถ้าแขม่วท้องถูกต้องกล้ามเนื้อก้นซึ่งใช้ในการยืนและกล้ามเนื้อต้นขาจะหดตัวทำงานพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดแรงอัดที่ข้อต่อเข่าสะโพกและหลังช่วงบนของลำตัว ขณะยืนให้ดึงสะบักเข้าหากันเพียงเล็กน้อย เพื่อให้อกผายแขนวางสบาย ๆ ข้างลำตัวหรือจะไขว้หลังเพื่อจะได้คลายกล้ามเนื้อหน้าอกด้วย เพียงเท่านี้ก็ทำให้ท่านรักษาสมดุลของโครงสร้างร่างกายได้และยังทำให้บุคลิกดีด้วย แต่หากลองยืนถูกวิธีแล้วรู้สึกฝืนร่างกายมากไปรู้สึกอึดอัด นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่จะบอกว่า ท่านเป็นคนหนึ่งที่โครงสร้างร่างกายเสียสมดุลแล้วก็ได้ 
 
อ. อิริยาบถ “ยืน” เป็นหนึ่งในอิริยาบถใหญ่ทั้งสี่ ที่หากเราไม่มีสติ รู้กายก็จะทำให้เผลอยืนในท่าที่ผิด กลายเป็นความเคยชินจนทำให้โครงสร้างร่างกายเสียสมดุล เป็นที่มาของความเจ็บปวด ที่มาของโรค ที่มาของความพิการ อย่างน้อยที่สุดการอยู่ในอิริยาบถยืนที่ถูกต้องก็เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสมดุลของโครงสร้างร่างกายและจิตใจไว้ได้เช่นเดียวกัน เพราะ “จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง” 
 
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge_18.php
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-27 22:04:51 IP : 58.9.36.235


ความเห็นที่ 14 (3422071)

 เล่าเรื่องอวัยวะในร่างกาย.... "ต่อมไทรอยด์"

ต่อมไทรอยด์.... สวัสดีค่ะยังจำฉันได้หรือเปล่า ฉันคือส่วนหนึ่งในระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งก็หมายความถึงต่อมไม่มีท่อ ส่วนสิ่งที่หลั่งจากต่อมไร้ท่อจะเข้าสู่กระแสเลือดไหลเวียนโดยตรง ไม่ต้องผ่านท่อ ดังนั้นเซลล์ของต่อมไร้ท่อจะสัมผัสกับหลอดเลือดฝอยภายในต่อมอย่างใกล้ชิด ต่อมเหล่านี้จึงมีเลือดมาเลี้ยงอย่างมากมาย คราวนี้ก้อเข้าใจในเรื่องของระบบต่อมไร้ท่อไปแล้วนะ 
 
คราวนี้ถึงคราวฉันแนะนำตัวเองบ้างแล้วล่ะ ชื่อของฉันคือ "ต่อมไทรอยด์" ตัวฉันมีขนาดเล็กนิดเดียว-มีน้ำหนักแค่ราว ๆ 30 กรัม แต่เป็นหนึ่งในต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่สุดในร่างกาย อยู่ที่บริเวณคอ ข้างใต้ลูกกระเดือก มีรูปร่างเหมือนผีเสื้อ หน้าที่ของฉันคือ จับไอโอดีนจากอาหารที่ทานเข้าไป แล้วนำไปรวมกับกรดอะมิโน Tyrosine เพื่อสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน triiodothyronine (T3) และ thyroxine (T4) 
 
 
 
รูปภาพ : ต่อมไทรอยด์.... สวัสดีค่ะยังจำฉันได้หรือเปล่า  ฉันคือส่วนหนึ่งในระบบต่อมไร้ท่อ   ซึ่งก็หมายความถึงต่อมไม่มีท่อ  ส่วนสิ่งที่หลั่งจากต่อมไร้ท่อจะเข้าสู่กระแสเลือดไหลเวียนโดยตรง ไม่ต้องผ่านท่อ ดังนั้นเซลล์ของต่อมไร้ท่อจะสัมผัสกับหลอดเลือดฝอยภายในต่อมอย่างใกล้ชิด  ต่อมเหล่านี้จึงมีเลือดมาเลี้ยงอย่างมากมาย   คราวนี้ก้อเข้าใจในเรื่องของระบบต่อมไร้ท่อไปแล้วนะ
คราวนี้ถึงคราวฉันแนะนำตัวเองบ้างแล้วล่ะ  ชื่อของฉันคือ "ต่อมไทรอยด์"  ตัวฉันมีขนาดเล็กนิดเดียว-มีน้ำหนักแค่ราว ๆ 30 กรัม แต่เป็นหนึ่งในต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่สุดในร่างกาย   อยู่ที่บริเวณคอ ข้างใต้ลูกกระเดือก มีรูปร่างเหมือนผีเสื้อ    หน้าที่ของฉันคือ จับไอโอดีนจากอาหารที่ทานเข้าไป แล้วนำไปรวมกับกรดอะมิโน Tyrosine เพื่อสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน triiodothyronine (T3) และ thyroxine (T4)
มาดูกลไกการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมน.....
การสร้างและการหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์  จะถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมน TSH (thyroid stimulating hormone) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เมื่อมีปริมาณไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดสูงกว่าปกติ จะมีผลย้อนกลับไปยับยั้งให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้าหลั่ง TSH น้อยลง ทำให้ต่อมไทรอยด์ลดการหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมน แต่ถ้าหากปริมาณฮอร์โมน thyroxine ในเลือดน้อยกว่าปกติ จะมีผลกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้าหลั่ง TSH ออกมากระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งไทรอยด์ฮอร์โมน เพิ่มขึ้น
เมื่อขาดสารไอโอดีน ร่างกายจะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน จะส่งผลไปกระตุ้นไฮโปทาลามัส ให้หลั่งสารเคมี TRH (Thyroid releaing hormone) มากระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้หลั่งฮอร์โมน TSH (Thyroid stimulating hormone) และส่งมาที่ต่อมไทรอยด์มากเกินปกติ ต่อมไทรอยด์เมื่อได้รับการกระตุ้นมากจึงขยายขนาดโตขึ้น เพื่อเร่งการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
มาดูหน้าที่ของไทรอยด์ฮอร์โมน....
ไทรอยด์ฮอร์โมนที่ถูกสร้างขึ้นจากต่อมไทรอยด์ จะถูกส่งไปยังเซลล์เป้าหมาย (เช่น สมอง) ที่เซลล์เป้าหมายจะมีตัวรับสัญญาณจากไทรอยด์ฮอร์โมน เมื่อไทรอยด์ฮอร์โมนจับกับตัวรับสัญญาณที่เซลล์เป้าหมายแล้ว สัญญาณดังกล่าว จะกระตุ้นให้เซลล์นั้น สร้างโปรตีนหรือเอนไซม์ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ
หน้าที่ของไทรอยด์ฮอร์โมน
1. ควบคุมการเจริญเติบโต และควบคุมเมตาบอลิซึมของร่างกาย เร่งการหายใจ ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เร่งการสลายไขมัน เร่งการสลายไกลโคเจน จึงมีผลต่อการสร้างพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกายอย่างมาก
2. ควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง
ช่วงชีวิตที่กำลังมีการพัฒนาของสมองเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด คือ เมื่อตัวอ่อนอายุ 8 สัปดาห์จนถึงช่วงอายุ 3 ปี หลังคลอด
การขาดไทรอยด์ฮอร์โมนในระยะตัวอ่อนในครรภ์ เป็นผลมาจากการขาดสารไอโอดีนในมารดา การเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ ต้องพึ่งไทรอยด์ฮอร์โมนที่มาจากมารดา ถ้ามารดาไม่ได้รับสารไอโอดีนอย่างเพียงพอ ก็จะไม่สามารถสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งเป็นสารสำคัญยิ่งของการพัฒนาสมองได้อย่างเพียงพอ สมองของตัวอ่อนในครรภ์จะเสียหาย ลูกที่ออกมาจะเป็นโรคเอ๋อ แต่ถ้าขาดไอโอดีนรุนแรงอาจจะแท้งหรือลูกออกมาพิการได้
เห็นความสำคัญของฉันหรือยังล่ะ  ฉัน"ต่อมไทรอยด์" ถึงแม้จะตัวเล็กนิดเดียว แต่เป็นหนึ่งในต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ควบคุมเมตาโบลิซึ่มที่สำคัญหลายอย่าง รวมไปถึงความเร็วในการเผาผลาญพลังงาน, อัตราการเต้นของหัวใจ, และการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ  .....  อย่าลืมดูแลฉันให้ดีๆ แล้วกัน  ขอบอก.... ใช้วิธีดูแลแบบธรรมชาติบำบัดก็ได้ คือ  กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่  รับประทานธัญพืช หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ให้รับประทานอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลม่อน, ปลาแมคตเคอเรล, ปลาซาร์ดีน, วอลนัท, เมล็ดแฟล็กซ์ และน้ำมันที่ดี (มะพร้าว, น้ำมันมะกอกชนิดเอ็กตร้าเวอร์จิน, เมล็ดองุ่น, อะโวคาโด้) เพื่อปรับสภาพอารมณ์ และเมตาโบลิซึ่ม และปกป้องหัวใจ
ขอเตือนไว้ก่อนนะว่า ดูแลฉันให้ดีๆ ล่ะ ....  วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
 
 
 
มาดูกลไกการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมน.....
 
การสร้างและการหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ จะถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมน TSH (thyroid stimulating hormone) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เมื่อมีปริมาณไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดสูงกว่าปกติ จะมีผลย้อนกลับไปยับยั้งให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้าหลั่ง TSH น้อยลง ทำให้ต่อมไทรอยด์ลดการหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมน แต่ถ้าหากปริมาณฮอร์โมน thyroxine ในเลือดน้อยกว่าปกติ จะมีผลกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้าหลั่ง TSH ออกมากระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งไทรอยด์ฮอร์โมน เพิ่มขึ้น
 
เมื่อขาดสารไอโอดีน ร่างกายจะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน จะส่งผลไปกระตุ้นไฮโปทาลามัส ให้หลั่งสารเคมี TRH (Thyroid releaing hormone) มากระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้หลั่งฮอร์โมน TSH (Thyroid stimulating hormone) และส่งมาที่ต่อมไทรอยด์มากเกินปกติ ต่อมไทรอยด์เมื่อได้รับการกระตุ้นมากจึงขยายขนาดโตขึ้น เพื่อเร่งการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
 
 
มาดูหน้าที่ของไทรอยด์ฮอร์โมน....
 
ไทรอยด์ฮอร์โมนที่ถูกสร้างขึ้นจากต่อมไทรอยด์ จะถูกส่งไปยังเซลล์เป้าหมาย (เช่น สมอง) ที่เซลล์เป้าหมายจะมีตัวรับสัญญาณจากไทรอยด์ฮอร์โมน เมื่อไทรอยด์ฮอร์โมนจับกับตัวรับสัญญาณที่เซลล์เป้าหมายแล้ว สัญญาณดังกล่าว จะกระตุ้นให้เซลล์นั้น สร้างโปรตีนหรือเอนไซม์ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ
 
หน้าที่ของไทรอยด์ฮอร์โมน
 
1. ควบคุมการเจริญเติบโต และควบคุมเมตาบอลิซึมของร่างกาย เร่งการหายใจ ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เร่งการสลายไขมัน เร่งการสลายไกลโคเจน จึงมีผลต่อการสร้างพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกายอย่างมาก
 
2. ควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง
 
 
ช่วงชีวิตที่กำลังมีการพัฒนาของสมองเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด คือ เมื่อตัวอ่อนอายุ 8 สัปดาห์จนถึงช่วงอายุ 3 ปี หลังคลอด
 
การขาดไทรอยด์ฮอร์โมนในระยะตัวอ่อนในครรภ์ เป็นผลมาจากการขาดสารไอโอดีนในมารดา การเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ ต้องพึ่งไทรอยด์ฮอร์โมนที่มาจากมารดา ถ้ามารดาไม่ได้รับสารไอโอดีนอย่างเพียงพอ ก็จะไม่สามารถสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งเป็นสารสำคัญยิ่งของการพัฒนาสมองได้อย่างเพียงพอ สมองของตัวอ่อนในครรภ์จะเสียหาย ลูกที่ออกมาจะเป็นโรคเอ๋อ แต่ถ้าขาดไอโอดีนรุนแรงอาจจะแท้งหรือลูกออกมาพิการได้
 
 
เห็นความสำคัญของฉันหรือยังล่ะ ฉัน"ต่อมไทรอยด์" ถึงแม้จะตัวเล็กนิดเดียว แต่เป็นหนึ่งในต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ควบคุมเมตาโบลิซึ่มที่สำคัญหลายอย่าง รวมไปถึงความเร็วในการเผาผลาญพลังงาน, อัตราการเต้นของหัวใจ, และการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ..... อย่าลืมดูแลฉันให้ดีๆ แล้วกัน ขอบอก.... ใช้วิธีดูแลแบบธรรมชาติบำบัดก็ได้ คือ กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ รับประทานธัญพืช หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ให้รับประทานอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลม่อน, ปลาแมคตเคอเรล, ปลาซาร์ดีน, วอลนัท, เมล็ดแฟล็กซ์ และน้ำมันที่ดี (มะพร้าว, น้ำมันมะกอกชนิดเอ็กตร้าเวอร์จิน, เมล็ดองุ่น, อะโวคาโด้) เพื่อปรับสภาพอารมณ์ และเมตาโบลิซึ่ม และปกป้องหัวใจ 
 
ขอเตือนไว้ก่อนนะว่า ดูแลฉันให้ดีๆ ล่ะ .... วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก 
 
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-28 21:03:01 IP : 171.97.67.161


ความเห็นที่ 15 (3422072)

 อ.อิริยาบท..... การนอน

๑ ในพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคได้ โดยไม่รู้ตัว
 
 
 
รูปภาพ : อ.อิริยาบท..... การนอน
๑ ในพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคได้ โดยไม่รู้ตัว
สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร เครื่องยนต์ฯลฯ ทุกสิ่งล้วนต้องการการพัก ร่างกายมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ต้องการการพักผ่อน คือ การนอนในเวลากลางคืน ซึ่งถือเป็นการพักร่างกาย เป็นเสมือนการเพิ่มพลังชีวิต เพราะขณะที่นอนหลับ ร่างกายทุกส่วนจะลดความตึงตัว อยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย เป็นเวลาที่ร่างกายขับพิษและซ่อมแซมฟื้นฟูตัวเอง เพื่อเพิ่มพลังในการใช้งานวันถัดไป
ระบบโครงสร้างร่างกายเป็นระบบที่ต้องทำงานทันทีเมื่อลืมตาตื่นขึ้น ดังนั้นหากช่วงเวลานอนที่ถือว่าร่างกายได้ผ่อนคลายที่สุดนี้ กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เราทำร้ายร่างกายตัวเองเร่งวันเร่งคืนให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงด้วยการนอนในท่าที่ผิด ร่างกายจะผ่อนคลายเต็มที่ในขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อทุกมัดจะลดความตึงตัวและอยู่ในสภาพผ่อนคลายที่สุด เพื่อให้เลือด น้ำเหลืองและระบบประสาทไหลเวียนได้ดี เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ฟื้นฟูทุกหน่วยเซลล์ที่ใช้ไป รวมถึงการขับของเสียต่างๆ
ร่างกายต้องการการพักผ่อน 5 – 8 ชม. ช่วงเวลา 4 ทุ่ม – ตี 2 เป็นช่วงที่ร่างกายผ่อนคลายที่สุด เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดในการฟื้นฟูและซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เมื่อตื่นขึ้นมาจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่า มีพลังเต็มเปี่ยม ในเช้าวันใหม่ แต่หากคุณรู้สึกว่าร่างกายขาดความกระปรี้กระเปร่า อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น หลังจากตื่นขึ้นมายังรู้สึกเพลีย อยากนอนอยู่ทั้งๆที่นอนหลายชั่วโมงต่อเนื่อง รู้สึกเมื่อยล้า- ติดขัด ร่างกายไม่คล่องแคล่ว ปวด – ชาตามมือ – เท้า , ปวดหลัง ,ปวดคอ รู้สึกเหมือนเป็นเหน็บหรือเป็นตะคริวตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปวดหัวไหล่ - สะบักหลังตื่นนอน หากมีอาการเหล่านี้โดยหาสาเหตุไม่พบ ปัจจัยหนึ่งก็คือระบบโครงสร้างร่างกายไม่สมดุลนั่นเอง
การที่ระบบโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล ปัจจัยหลักเกิดจากอิริยาบถที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้องเหมาะสม ใช้ร่างกายมากเกินไป ดังที่กล่าวมาแล้วในอิริยาบถนั่ง / ยืน และอีกหนึ่งอิริยาบถที่มีผลมากก็คือ อิริยาบถ “นอน” ซึ่งสำคัญไม่แพ้อิริยาบถอื่นๆ เพราะในคืนหนึ่งๆ เรานอน 5 – 8 ชม. หากนอนอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องยาวนานต่อเนื่องเช่นนี้ ท่านอนจึงมีผลมากต่อโครงสร้างร่างกาย เพราะเมื่อเราเคยชินในการนอนท่าใด ก็จะนอนอยู่ในท่านั้นๆส่วนใหญ่เกือบตลอดทั้งคืน
ผลก็คือกล้ามเนื้อมีการเกร็งตัว เมื่ออยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง มีผลทำให้จำกัดการไหลเวียนของเลือด ระบบน้ำเหลืองและระบบประสาท สะสมจนเกิดเป็นพังผืด ข้อติดขัด กล้ามเนื้อเกร็งตัวถาวร และดึงกระดูกให้ผิดรูปในที่สุด เมื่อกระดูกผิดรูปก็ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาท สั่งการในร่างกาย เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นบันไดให้เกิดความเจ็บป่วยที่รุนแรงในอนาคตได้ ที่น่ากลัวมากและเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เสียชีวิตอันดับต้นๆ ก็คือ อัมพาต
***ท่านอนที่ถูกต้องที่สุดคือ.....
- นอนหงาย หนุนศีรษะในแนวระนาบ หมอนหนุนใต้หัวไหล่เล็กน้อย เพื่อให้รองรับความโค้งช่วงคอ
- มีหมอนรองใต้เข่า เพื่อลดแรงตึงของกล้ามเนื้อและลดความแอ่นของหลัง
การนอนลักษณะนี้จะทำให้การไหลเวียนเลือดเป็นไปตามปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายมากที่สุด เอื้อต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าการนอนในลักษณะนี้เป็นปัญหาต่อท่าน แสดงว่าโครงสร้างร่างกายท่านอาจอยู่ในภาวะที่ไม่สมดุลส่วนท่าทางการนอนอื่น ๆ จะมีผลกับร่างกายอย่างไร ?
ท่านอนตะแคง หลายท่านมักเข้าใจว่าการนอนตะแคงเป็นท่านอนที่ถูกต้อง หากมีหมอนข้างก่าย โดยที่หมอนข้างนั้น สูงระดับเดียวกับสะโพก ในทางกายวิภาคศาสตร์ ถือว่าท่านี้มีผลทำให้โครงสร้างร่างกายเสียสมดุล เพราะเมื่ออยู่ในท่านอนตะแคงจะทำให้เกิดการกดทับที่หัวไหล่ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หัวไหล่ติด ปวดไหล่ เกิดการกดทับของเส้นประสาทที่คอ ทำให้คอเสื่อม เพราะท่านอนตะแคงเป็นท่าที่คอมักจะพับลงด้านที่นอนทับ ในขณะเดียวกันสะโพกก็บิดคว่ำลงด้านหน้า ซึ่งสะโพกและเชิงกรานเป็นฐานของแนวกระดูกสันหลัง จึงส่งผลให้กระดูกบิด และเป็นต้นเหตุของอาการปวดหลัง กระดูกหลังเสื่อมทับเส้นประสาท ทำให้ปวดหลัง ร้าวลงขาหรือร้าวลงสะโพกเมื่อตื่นนอน หลายท่านนอนตะแคงและนอนขด ซึ่งจะทำให้ช่องของกระดูกสันหลังช่วงล่างเปิดกว้างออก เสี่ยงต่อการยืดออกของเส้นเอ็นที่ให้ความมั่นคงต่อแนวกระดูกสันหลังและเป็นต้นเหตุของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนได้
นอนคว่ำ ถือเป็นท่านอนที่ผิดมาก เพราะคอจะถูกบิดทั้งกระดูก กล้ามเนื้อจะอยู่ในแนวที่บิดเกร็งอยู่ตลอดเวลา แนวกระดูกจะบิดหมุน ระบบการทำงานของเลือดและน้ำเหลืองถูกจำกัดการไหลเวียน ระบบอวัยวะภายในโดยเฉพาะหัวใจ, ปอดจะถูกกดทับ ทำให้ได้อากาศไม่เต็มที่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมในร่างกายถูกจำกัดลง เป็นต้นเหตุให้ร่างกายเสื่อมสภาพเร็ว ภูมิต้านทานลดลงและเป็นที่มาของโรคต่างๆในที่สุด
หมอนและที่นอนก็มีความสำคัญมาก หากนิ่มเกินไป เมื่อนอนแล้วตัวยุบลงตามความโค้ง ทำให้กระดูกผิดรูป ทำให้กล้ามเนื้อไม่ผ่อนคลาย เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดต่างๆจนถึงเป็นโรคได้ในที่สุด การเลือกที่นอนและหมอนที่ถูกต้อง ควรเป็นเนื้อค่อนข้างแน่นแต่นุ่ม นอนแล้วตัวหรือศีรษะไม่ยวบ สามารถรองรับน้ำหนักได้ไม่แข็งและไม่นิ่มจนเกินไป ต้องให้พอเหมาะกับร่างกายของแต่ละคน
การนอนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากมีผลต่อความแข็งแรงของเซลล์ในร่างกาย หากเราปล่อยปละละเลย ไม่สนใจกับท่าทางการนอนที่ถูกต้อง นั่นหมายถึงเราได้ทำลายและบั่นทอนร่างกายให้เสื่อมเร็วมากขึ้น เพราะไปจำกัดกระบวนการซ่อมแซมและกระบวนการล้างพิษ ดังนั้นควรเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันนี้ ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดและต้องเปลี่ยนที่ใจก่อน ร่างกายจึงจะยอมรับ และพร้อมเปลี่ยนไปตามจิตใจ แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วรู้สึกเป็นทุกข์กับร่างกาย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าโครงสร้างร่างกายของท่านไม่สมดุล ต้องการการปรับแก้ไข เพราะหากโครงสร้างร่างกายผิดรูปมาก
การอยู่ในท่าที่ถูกต้องจะทำให้ปวดหรือมีอาการมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องรักษาให้ถูกแนวทาง เพื่อให้ร่างกายนี้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ การป้องกันหรือรักษาที่ต้นเหตุ ดีกว่าปล่อยให้เป็นมากขึ้น และอาจแก้ไขได้ไม่ทัน โครงสร้างร่างกายคือบันไดที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดีได้อย่างแท้จริง ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ “จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง”
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge_15.php
โดย.....  Ayurvedic Association of Thailand
 
 
 
 
สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร เครื่องยนต์ฯลฯ ทุกสิ่งล้วนต้องการการพัก ร่างกายมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ต้องการการพักผ่อน คือ การนอนในเวลากลางคืน ซึ่งถือเป็นการพักร่างกาย เป็นเสมือนการเพิ่มพลังชีวิต เพราะขณะที่นอนหลับ ร่างกายทุกส่วนจะลดความตึงตัว อยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย เป็นเวลาที่ร่างกายขับพิษและซ่อมแซมฟื้นฟูตัวเอง เพื่อเพิ่มพลังในการใช้งานวันถัดไป 
 
ระบบโครงสร้างร่างกายเป็นระบบที่ต้องทำงานทันทีเมื่อลืมตาตื่นขึ้น ดังนั้นหากช่วงเวลานอนที่ถือว่าร่างกายได้ผ่อนคลายที่สุดนี้ กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เราทำร้ายร่างกายตัวเองเร่งวันเร่งคืนให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงด้วยการนอนในท่าที่ผิด ร่างกายจะผ่อนคลายเต็มที่ในขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อทุกมัดจะลดความตึงตัวและอยู่ในสภาพผ่อนคลายที่สุด เพื่อให้เลือด น้ำเหลืองและระบบประสาทไหลเวียนได้ดี เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ฟื้นฟูทุกหน่วยเซลล์ที่ใช้ไป รวมถึงการขับของเสียต่างๆ 
 
ร่างกายต้องการการพักผ่อน 5 – 8 ชม. ช่วงเวลา 4 ทุ่ม – ตี 2 เป็นช่วงที่ร่างกายผ่อนคลายที่สุด เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดในการฟื้นฟูและซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เมื่อตื่นขึ้นมาจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่า มีพลังเต็มเปี่ยม ในเช้าวันใหม่ แต่หากคุณรู้สึกว่าร่างกายขาดความกระปรี้กระเปร่า อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น หลังจากตื่นขึ้นมายังรู้สึกเพลีย อยากนอนอยู่ทั้งๆที่นอนหลายชั่วโมงต่อเนื่อง รู้สึกเมื่อยล้า- ติดขัด ร่างกายไม่คล่องแคล่ว ปวด – ชาตามมือ – เท้า , ปวดหลัง ,ปวดคอ รู้สึกเหมือนเป็นเหน็บหรือเป็นตะคริวตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปวดหัวไหล่ - สะบักหลังตื่นนอน หากมีอาการเหล่านี้โดยหาสาเหตุไม่พบ ปัจจัยหนึ่งก็คือระบบโครงสร้างร่างกายไม่สมดุลนั่นเอง 
 
การที่ระบบโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล ปัจจัยหลักเกิดจากอิริยาบถที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้องเหมาะสม ใช้ร่างกายมากเกินไป ดังที่กล่าวมาแล้วในอิริยาบถนั่ง / ยืน และอีกหนึ่งอิริยาบถที่มีผลมากก็คือ อิริยาบถ “นอน” ซึ่งสำคัญไม่แพ้อิริยาบถอื่นๆ เพราะในคืนหนึ่งๆ เรานอน 5 – 8 ชม. หากนอนอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องยาวนานต่อเนื่องเช่นนี้ ท่านอนจึงมีผลมากต่อโครงสร้างร่างกาย เพราะเมื่อเราเคยชินในการนอนท่าใด ก็จะนอนอยู่ในท่านั้นๆส่วนใหญ่เกือบตลอดทั้งคืน 
 
ผลก็คือกล้ามเนื้อมีการเกร็งตัว เมื่ออยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง มีผลทำให้จำกัดการไหลเวียนของเลือด ระบบน้ำเหลืองและระบบประสาท สะสมจนเกิดเป็นพังผืด ข้อติดขัด กล้ามเนื้อเกร็งตัวถาวร และดึงกระดูกให้ผิดรูปในที่สุด เมื่อกระดูกผิดรูปก็ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาท สั่งการในร่างกาย เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นบันไดให้เกิดความเจ็บป่วยที่รุนแรงในอนาคตได้ ที่น่ากลัวมากและเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เสียชีวิตอันดับต้นๆ ก็คือ อัมพาต 
 
 
***ท่านอนที่ถูกต้องที่สุดคือ.....
 
- นอนหงาย หนุนศีรษะในแนวระนาบ หมอนหนุนใต้หัวไหล่เล็กน้อย เพื่อให้รองรับความโค้งช่วงคอ 
- มีหมอนรองใต้เข่า เพื่อลดแรงตึงของกล้ามเนื้อและลดความแอ่นของหลัง 
 
การนอนลักษณะนี้จะทำให้การไหลเวียนเลือดเป็นไปตามปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายมากที่สุด เอื้อต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าการนอนในลักษณะนี้เป็นปัญหาต่อท่าน แสดงว่าโครงสร้างร่างกายท่านอาจอยู่ในภาวะที่ไม่สมดุลส่วนท่าทางการนอนอื่น ๆ จะมีผลกับร่างกายอย่างไร ?
 
ท่านอนตะแคง หลายท่านมักเข้าใจว่าการนอนตะแคงเป็นท่านอนที่ถูกต้อง หากมีหมอนข้างก่าย โดยที่หมอนข้างนั้น สูงระดับเดียวกับสะโพก ในทางกายวิภาคศาสตร์ ถือว่าท่านี้มีผลทำให้โครงสร้างร่างกายเสียสมดุล เพราะเมื่ออยู่ในท่านอนตะแคงจะทำให้เกิดการกดทับที่หัวไหล่ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หัวไหล่ติด ปวดไหล่ เกิดการกดทับของเส้นประสาทที่คอ ทำให้คอเสื่อม เพราะท่านอนตะแคงเป็นท่าที่คอมักจะพับลงด้านที่นอนทับ ในขณะเดียวกันสะโพกก็บิดคว่ำลงด้านหน้า ซึ่งสะโพกและเชิงกรานเป็นฐานของแนวกระดูกสันหลัง จึงส่งผลให้กระดูกบิด และเป็นต้นเหตุของอาการปวดหลัง กระดูกหลังเสื่อมทับเส้นประสาท ทำให้ปวดหลัง ร้าวลงขาหรือร้าวลงสะโพกเมื่อตื่นนอน หลายท่านนอนตะแคงและนอนขด ซึ่งจะทำให้ช่องของกระดูกสันหลังช่วงล่างเปิดกว้างออก เสี่ยงต่อการยืดออกของเส้นเอ็นที่ให้ความมั่นคงต่อแนวกระดูกสันหลังและเป็นต้นเหตุของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนได้
 
 
นอนคว่ำ ถือเป็นท่านอนที่ผิดมาก เพราะคอจะถูกบิดทั้งกระดูก กล้ามเนื้อจะอยู่ในแนวที่บิดเกร็งอยู่ตลอดเวลา แนวกระดูกจะบิดหมุน ระบบการทำงานของเลือดและน้ำเหลืองถูกจำกัดการไหลเวียน ระบบอวัยวะภายในโดยเฉพาะหัวใจ, ปอดจะถูกกดทับ ทำให้ได้อากาศไม่เต็มที่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมในร่างกายถูกจำกัดลง เป็นต้นเหตุให้ร่างกายเสื่อมสภาพเร็ว ภูมิต้านทานลดลงและเป็นที่มาของโรคต่างๆในที่สุด 
 
หมอนและที่นอนก็มีความสำคัญมาก หากนิ่มเกินไป เมื่อนอนแล้วตัวยุบลงตามความโค้ง ทำให้กระดูกผิดรูป ทำให้กล้ามเนื้อไม่ผ่อนคลาย เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดต่างๆจนถึงเป็นโรคได้ในที่สุด การเลือกที่นอนและหมอนที่ถูกต้อง ควรเป็นเนื้อค่อนข้างแน่นแต่นุ่ม นอนแล้วตัวหรือศีรษะไม่ยวบ สามารถรองรับน้ำหนักได้ไม่แข็งและไม่นิ่มจนเกินไป ต้องให้พอเหมาะกับร่างกายของแต่ละคน 
 
การนอนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากมีผลต่อความแข็งแรงของเซลล์ในร่างกาย หากเราปล่อยปละละเลย ไม่สนใจกับท่าทางการนอนที่ถูกต้อง นั่นหมายถึงเราได้ทำลายและบั่นทอนร่างกายให้เสื่อมเร็วมากขึ้น เพราะไปจำกัดกระบวนการซ่อมแซมและกระบวนการล้างพิษ ดังนั้นควรเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันนี้ ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดและต้องเปลี่ยนที่ใจก่อน ร่างกายจึงจะยอมรับ และพร้อมเปลี่ยนไปตามจิตใจ แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วรู้สึกเป็นทุกข์กับร่างกาย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าโครงสร้างร่างกายของท่านไม่สมดุล ต้องการการปรับแก้ไข เพราะหากโครงสร้างร่างกายผิดรูปมาก 
 
การอยู่ในท่าที่ถูกต้องจะทำให้ปวดหรือมีอาการมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องรักษาให้ถูกแนวทาง เพื่อให้ร่างกายนี้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ การป้องกันหรือรักษาที่ต้นเหตุ ดีกว่าปล่อยให้เป็นมากขึ้น และอาจแก้ไขได้ไม่ทัน โครงสร้างร่างกายคือบันไดที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดีได้อย่างแท้จริง ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ “จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง” 
 
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge_15.php
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-28 21:04:39 IP : 171.97.67.161


ความเห็นที่ 16 (3422115)

 สวัสดีฉันชื่อไต ชื่อจริง ปิหกัง

 

รูปภาพ : สวัสดีฉันชื่อไต   ชื่อจริง ปิหกัง
คุณรู้จักฉันที่อยู่ในตัวคุณมากแค่ไหน  งั้นวันนี้ฉันจะมาเล่าเรื่องของฉันให้คุณฟังนะ   เชื่อหรือไม่ว่าฉัน  ไต รับบทหนักในร่างกายคนเรา หากเปรียบก็คือโรงบำบัดน้ำเสียดีๆ นั่นเอง
และจากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า คนไทยมีเปอร์เซ็นต์ความเป็นโรคไตสูงขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันผู้ป่วยไตวายเรื้อรังต้องรับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และปลูกถ่ายไตรวมกันไม่ต่ำกว่า 15,000 ราย
ไต เป็นอวัยวะคู่ที่สำคัญต่อชีวิต อยู่บริเวณหลังช่องท้องด้านข้างใต้ต่อซี่โครงบริเวณส่วนกลางของหลัง มีรูปร่างเหมือนถั่ว ขนาดประมาณกำปั้นของตัวเอง
หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียในเลือดและควบคุมจำนวนน้ำ เกลือแร่และสารต่างๆ ในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ในแต่ละวันจะมีเลือดไหลเวียนผ่านไตทั้ง 2 ข้างถึงประมาณ 230 ลิตร สามารถกรองน้ำและของเสียออกได้วันละ 2.3 ลิตร ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกขับออกมาเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ ก่อนถ่ายออกจากร่างกายเป็นน้ำปัสสาวะ
ของเสียในเลือดเกิดจากอาหารที่เรากินเข้าไป และบางส่วนจากการสลายตัวของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกิดจากการเผาผลาญเพื่อสร้างพลังงาน ต้องยอมรับเลยว่า ธรรมชาติสร้างไตขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยมที่สามารถเลือกกรองเฉพาะของเสียหรือส่วนเกินของสารที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหากสะสมไว้มากเกินไป โดยผ่านเครื่องกรองขนาดย่อยๆ กว่าล้านหน่วยที่เรียกว่า “nephrons” หากไตเกิดเสียสมรรถภาพในการกรองเลือดจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้ระบบควบคุมเสียไป เกิดการคั่งของของเสียในเลือด ทำให้เกิดโรคไตวาย และเสียชีวิตในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษาบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีไตเทียม หรือปลูกถ่ายไต
นอกจากนี้แล้ว ไตยังเป็นที่สร้างฮอร์โมนที่สำคัญต่อร่างกายอีกสามตัวคือ
1.Erythropoietin เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
2.Renin เอาไว้ควบคุมความดันโลหิต
3.Calcitriol หรือสารไวตามินดี ไว้ควบคุมระดับแคลเซียมในกระดูก
ใครบางคนถามว่าของเสียในเลือดเกิดจากสาเหตุใด
ศ.พญ.ลีนา องอาจยุทธ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และหัวหน้าสาขาวิชาวักกะวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ อธิบายว่า สาเหตุใดก็ตามที่ไปทำลายเครื่องกรองย่อยๆ ของไต หรือทำลายการไหลเวียนของเลือดผ่านไต ก็อาจทำให้ไตเสียหายได้ ถ้าซ่อมไม่ได้ หรือเป็นเรื้อรัง ไตก็จะวายในที่สุด
สาเหตุที่พบบ่อยคือ
โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง นิ่วในไตหรือท่อไต โรคภูมิคุ้มกันต้านตัวเอง(autoimmune diseases) โรคติดเชื้อทางไต โรคพันธุกรรมทางไต สารพิษต่อไต
หรือการใช้ยาผิด เช่น กินยามากเกินปริมาณที่กำหนด ซื้อยากินเองนานๆ โดยเฉพาะยาที่เป็นพิษต่อไต ประเภทยาแก้ปวดข้อ ยาคลายกล้ามเนื้อเป็นประจำ เป็นต้น
อาการแสดงของโรคไต
จากการที่คนเรามีไต 2 ข้าง และธรรมชาติได้สร้างเครื่องกรองย่อยในไตเผื่อไว้มาก จึงทำให้ไตทำหน้าที่ได้ราบรื่น แม้จะเหลือไตที่สมบูรณ์อยู่เพียงข้างเดียวก็ตาม เราก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย แต่ถ้าเครื่องกรองเสียไปเหลือเพียง 25% ไตจะเริ่มแสดงความบกพร่องให้เห็น โดยจะปรากฏอาการให้ทราบว่า ไม่ดีแล้วนะ
อาการแสดงที่พบได้คือ
ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขัด
ปัสสาวะสีเข้มแบบสีน้ำล้างเนื้อ
บวมที่หน้า เท้า ปวดหลัง ปวดเอว
เบื่ออาหาร คลื่นไส้และความดันโลหิตสูง เป็นต้น
หากตรวจปัสสาวะก็จะพบสารโปรตีน หรือสารไข่ขาวในปัสสาวะที่รั่วออกมา
ตรวจเลือดก็จะพบสารของเสียคั่ง เช่น สาร creatinine, blood urea nitrogen (BUN) ซึ่งไตไม่สามารถกรองออกมาได้ตามปกติ
หากไตเสื่อมลงไปอีก จนเหลือไม่ถึง 10-15% ก็จะเริ่มเกิดอาการไตวายระยะสุดท้าย
และหากแพทย์ไม่เข้าไปช่วยเหลือโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างของเสียผ่านทางช่องท้องตลอดชีวิต หรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไตแล้ว ผู้ป่วยก็มักลงเอยด้วยการเสียชีวิตในที่สุด
โรคไตเรื้อรังมีผลอย่างไร
เมื่อไตทำงานผิดปกติระยะแรกๆท่านจะไม่มีอาการใดๆของไตวายเลยก็ได้  อาการที่ท่านมีอยู่อาจเป็นอาการของโรคเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ เป็นต้น
เมื่อเข้าสู่ไตเรื้อรังระยะที่ 3 เป็นต้นไป ไตจะเริ่มขับสารน้ำและของเสียออกทางปัสสาวะผิดปกติ  ทำให้ร่างกายมีอาการเช่น
รู้สึกไม่สบาย  อ่อนเพลีย คลื่นไส้
รับรู้รสชาติอาหารลดลง  เบื่ออาหาร
รู้สึกง่วงซึม สับสน มีอาการปวดกระดูกและข้อ
โลหิตจาง  เหนื่อยง่าย  และอ่อนเพลีย  เกิดจากไตสร้างฮอร์โมนที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่เพียงพอ
บวมบริเวณเท้า และรอบๆเปลือกตา  เนื่องจากไตกำจัดสารน้ำส่วนเกินไม่ได้  จึงเกิดการสะสมในร่างกายมากขึ้น  จึงเกิดอาการบวม เป็นๆหายๆ  เมื่อเป็นมากจะเกิดอาการน้ำท่วมปอด  ทำให้อึดอัดหายใจลำบาก
มีความดันโลหิตสูง  ทำให้มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง  อ่อนเพลีย  และเป็นโรคหัวใจได้
นี่คือตัวฉันเห็นไหมว่าฉันทำงานหนักมาก  ขอให้คุณดีกับฉันอีกสักหน่อย..ให้เลิกกินของเค็มมากๆด้วยนะคะ
จากคอลัมน์...สายตรงสุขภาพกับศิริราช
โดย Ayurvedic Association of Thailand

 

 

 
คุณรู้จักฉันที่อยู่ในตัวคุณมากแค่ไหน งั้นวันนี้ฉันจะมาเล่าเรื่องของฉันให้คุณฟังนะ เชื่อหรือไม่ว่าฉัน ไต รับบทหนักในร่างกายคนเรา หากเปรียบก็คือโรงบำบัดน้ำเสียดีๆ นั่นเอง 
 
และจากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า คนไทยมีเปอร์เซ็นต์ความเป็นโรคไตสูงขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันผู้ป่วยไตวายเรื้อรังต้องรับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และปลูกถ่ายไตรวมกันไม่ต่ำกว่า 15,000 ราย
 
ไต เป็นอวัยวะคู่ที่สำคัญต่อชีวิต อยู่บริเวณหลังช่องท้องด้านข้างใต้ต่อซี่โครงบริเวณส่วนกลางของหลัง มีรูปร่างเหมือนถั่ว ขนาดประมาณกำปั้นของตัวเอง 
 
หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียในเลือดและควบคุมจำนวนน้ำ เกลือแร่และสารต่างๆ ในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ในแต่ละวันจะมีเลือดไหลเวียนผ่านไตทั้ง 2 ข้างถึงประมาณ 230 ลิตร สามารถกรองน้ำและของเสียออกได้วันละ 2.3 ลิตร ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกขับออกมาเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ ก่อนถ่ายออกจากร่างกายเป็นน้ำปัสสาวะ
 
ของเสียในเลือดเกิดจากอาหารที่เรากินเข้าไป และบางส่วนจากการสลายตัวของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกิดจากการเผาผลาญเพื่อสร้างพลังงาน ต้องยอมรับเลยว่า ธรรมชาติสร้างไตขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยมที่สามารถเลือกกรองเฉพาะของเสียหรือส่วนเกินของสารที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหากสะสมไว้มากเกินไป โดยผ่านเครื่องกรองขนาดย่อยๆ กว่าล้านหน่วยที่เรียกว่า “nephrons” หากไตเกิดเสียสมรรถภาพในการกรองเลือดจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้ระบบควบคุมเสียไป เกิดการคั่งของของเสียในเลือด ทำให้เกิดโรคไตวาย และเสียชีวิตในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษาบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีไตเทียม หรือปลูกถ่ายไต
 
นอกจากนี้แล้ว ไตยังเป็นที่สร้างฮอร์โมนที่สำคัญต่อร่างกายอีกสามตัวคือ
 
1.Erythropoietin เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
2.Renin เอาไว้ควบคุมความดันโลหิต
3.Calcitriol หรือสารไวตามินดี ไว้ควบคุมระดับแคลเซียมในกระดูก
 
ใครบางคนถามว่าของเสียในเลือดเกิดจากสาเหตุใด
ศ.พญ.ลีนา องอาจยุทธ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และหัวหน้าสาขาวิชาวักกะวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ อธิบายว่า สาเหตุใดก็ตามที่ไปทำลายเครื่องกรองย่อยๆ ของไต หรือทำลายการไหลเวียนของเลือดผ่านไต ก็อาจทำให้ไตเสียหายได้ ถ้าซ่อมไม่ได้ หรือเป็นเรื้อรัง ไตก็จะวายในที่สุด
 
สาเหตุที่พบบ่อยคือ 
โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง นิ่วในไตหรือท่อไต โรคภูมิคุ้มกันต้านตัวเอง(autoimmune diseases) โรคติดเชื้อทางไต โรคพันธุกรรมทางไต สารพิษต่อไต 
หรือการใช้ยาผิด เช่น กินยามากเกินปริมาณที่กำหนด ซื้อยากินเองนานๆ โดยเฉพาะยาที่เป็นพิษต่อไต ประเภทยาแก้ปวดข้อ ยาคลายกล้ามเนื้อเป็นประจำ เป็นต้น
 
อาการแสดงของโรคไต
 
จากการที่คนเรามีไต 2 ข้าง และธรรมชาติได้สร้างเครื่องกรองย่อยในไตเผื่อไว้มาก จึงทำให้ไตทำหน้าที่ได้ราบรื่น แม้จะเหลือไตที่สมบูรณ์อยู่เพียงข้างเดียวก็ตาม เราก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย แต่ถ้าเครื่องกรองเสียไปเหลือเพียง 25% ไตจะเริ่มแสดงความบกพร่องให้เห็น โดยจะปรากฏอาการให้ทราบว่า ไม่ดีแล้วนะ
 
อาการแสดงที่พบได้คือ 
ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขัด 
ปัสสาวะสีเข้มแบบสีน้ำล้างเนื้อ 
บวมที่หน้า เท้า ปวดหลัง ปวดเอว 
เบื่ออาหาร คลื่นไส้และความดันโลหิตสูง เป็นต้น
 
หากตรวจปัสสาวะก็จะพบสารโปรตีน หรือสารไข่ขาวในปัสสาวะที่รั่วออกมา
ตรวจเลือดก็จะพบสารของเสียคั่ง เช่น สาร creatinine, blood urea nitrogen (BUN) ซึ่งไตไม่สามารถกรองออกมาได้ตามปกติ
หากไตเสื่อมลงไปอีก จนเหลือไม่ถึง 10-15% ก็จะเริ่มเกิดอาการไตวายระยะสุดท้าย 
และหากแพทย์ไม่เข้าไปช่วยเหลือโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างของเสียผ่านทางช่องท้องตลอดชีวิต หรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไตแล้ว ผู้ป่วยก็มักลงเอยด้วยการเสียชีวิตในที่สุด
 
โรคไตเรื้อรังมีผลอย่างไร
 
เมื่อไตทำงานผิดปกติระยะแรกๆท่านจะไม่มีอาการใดๆของไตวายเลยก็ได้ อาการที่ท่านมีอยู่อาจเป็นอาการของโรคเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ เป็นต้น
 
เมื่อเข้าสู่ไตเรื้อรังระยะที่ 3 เป็นต้นไป ไตจะเริ่มขับสารน้ำและของเสียออกทางปัสสาวะผิดปกติ ทำให้ร่างกายมีอาการเช่น
 
รู้สึกไม่สบาย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ 
รับรู้รสชาติอาหารลดลง เบื่ออาหาร
รู้สึกง่วงซึม สับสน มีอาการปวดกระดูกและข้อ
โลหิตจาง เหนื่อยง่าย และอ่อนเพลีย เกิดจากไตสร้างฮอร์โมนที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่เพียงพอ
 
บวมบริเวณเท้า และรอบๆเปลือกตา เนื่องจากไตกำจัดสารน้ำส่วนเกินไม่ได้ จึงเกิดการสะสมในร่างกายมากขึ้น จึงเกิดอาการบวม เป็นๆหายๆ เมื่อเป็นมากจะเกิดอาการน้ำท่วมปอด ทำให้อึดอัดหายใจลำบาก
 
มีความดันโลหิตสูง ทำให้มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง อ่อนเพลีย และเป็นโรคหัวใจได้
 
นี่คือตัวฉันเห็นไหมว่าฉันทำงานหนักมาก ขอให้คุณดีกับฉันอีกสักหน่อย..ให้เลิกกินของเค็มมากๆด้วยนะคะ 
จากคอลัมน์...สายตรงสุขภาพกับศิริราช 
โดย Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-29 19:00:18 IP : 58.9.200.228


ความเห็นที่ 17 (3422117)

 ระวังสัญญานเตือนภัย ๖ อย่างนี้บอกเรื่องไต

 
 
 
รูปภาพ : ระวังสัญญานเตือนภัย ๖ อย่างนี้บอกเรื่องไต
ก่อนอื่นเรามารู้จักการป้องกัน กันก่อนนะ ว่ามีอะไรบ้างที่เตือนเรา
โรคไตบางโรคสามารถรักษาแก้ไขได้ หน้าที่ของไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่เปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำที่ดีที่สุดของมนุษย์
1. ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
ของเสียที่ขับถ่ายออกจากไตทางปัสสาวะนี้ มาจากภายนอก หรือเกิดขึ้นภายในร่างกาย ซึ่งในที่สุดก็เข้าสู่กระแสโลหิตและจะต้องขับออกมาจากร่างกายผ่านทางไต เช่น
- สารที่ปนกับอาหาร ที่เรากินเข้าไป ซึ่งจะถูกดูดซึมผ่านทางกระเพาะอาหารและลำไส้
- ยา และสารแปลกปลอมต่างๆ ที่ได้รับจากการฉีด, กิน, สูด, ดม, หรือสัมผัส
- สารอินทรีย์และของเสียที่เกิดจากการกระทำงานของอวัยวะต่างๆ หรือจาก ปฏิกิริยาเคมีและการสันดาปของเซลล์ต่างๆ ทุกเซลล์ในร่างกาย
- น้ำ เกลือแร่ วิตามิน และฮอร์โมนหลายๆ ชนิดที่เหลือใช้ และที่ใช้แล้ว
2. เก็บและดูดซึมสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
สารและเกลือแร่หลาย ๆ ชนิดที่อยู่ในกระแสโลหิตนั้น เมื่อผ่านมากรองที่ไต นอกจากสารที่ไม่ต้องการจะถูกขจัดทิ้งไปแล้ว สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายตามเดิมทางท่อไตและส้นเลือดดำ
เช่น น้ำตาลในเลือด เมื่อผ่านมาที่ไตก็ถูกดูดซึมกลับสู่ร่างกาย แยกจากของเสียที่ไม่ถูกดูดซึมกลับจะถูกขจัดทั้งออกทางปัสสาวะ
3. รักษาความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
ไต ทำหน้าที่คุมปริมาณน้ำและระดับความเข้มข้นของเกลือแร่หลาย ๆชนิดในร่างกาย เช่น เกลือโซเดียมคลอไรด์ , โปแตสเซียม , แคลเซียม , ฟอสฟอรัส , แมกนีเซียม ฯลฯ
ถ้าไตวาย ปริมาณของน้ำและเกลือแร่ต่าง ๆ ในกระแสโลหิต จะผิดปกติไป ทำให้อวัยวะและระบบการทำงานในร่างกายผิดปกติไปด้วย เพราะขาดความสมดุลกันโดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคไตวาย จะมีระดับความเข้มข้นของเกลือโปแตสเซียมสูงมาก ถ้าระดับโปแตสเซียมสูงมากเกินไป จะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้และถ้าเกลือโปแตสเซียมสูงเกินกว่าปกติมาก ๆ จะทำให้หัวใจหยุดเต้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่นเดียวกัน หากผู้ป่วยเป็นไตวาย ไม่สามารถขับเกลือโซเดียมได้ ก็จะทำให้มีปริมาณเกลือโซเดียมสูงเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการบวม ยิ่งบวบมากเท่าใด ความดันโลหิตก็จะสูงขึ้นและหัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุด ก็เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
4. รักษาความสมดุลและสภาพความเป็นกรดและด่าง (pH)
โดยปกติร่างกายของคนเรา จะมีการสร้างกรดขึ้น จากการสันดาปและปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย ถ้าไตวาย การขับกรดจากร่างกายจะทำไม่ได้และทำให้สภาวะความเป็นกรดในร่างกายมีมากจนเป็นอันตรายต่ออวัยวะและการทำงานของระบบต่าง ๆ ผู้ป่วยโรคไตวาย มักจะมีสภาพร่างกายที่เป็นกรดอยู่เสมอ ๆ นอกจากนี้ ไตยังทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียของด่างในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่เป็นกลาง คือ ไม่เป็นกรด และไม่เป็นด่าง
5. ควบคุมความดันโลหิตภายในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ
ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ควบคุมความดันโลหิตในร่างกาย ผู้ที่ความดันโลหิตสูง ชนิดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ (Primany) ซึ่งเป็นโรคความดันโลหิตสูงที่พบบ่อยที่สุดนั้น สาเหตุของโรคก็เกิดจากความบกพร่องของไต ที่ไม่สามารถควบคุมความสมดุลของเกลือโซเดียมในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกตินั่นเองโดยผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ถ้าไม่ได้รับการรักษา ความดันโลหิตที่สูงนาน ๆ จะทำลายเนื้อไตจนเกิดเป็นโรคไตเสื่อมและไตวายได้ในทางตรงกันข้าม หากผู้ป่วยโรคไตที่แต่เดิมมีระดับความดันโลหิตที่ปกติ เมื่อเป็นโรคไตนาน ๆ เข้า ก็จะมีความดันโลหิตสูงในระยะต่อมาได้จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคไตวาย , ไตอักเสบ มักจะมีความดันโลหิตสูงอยู่เสมอ ๆ
6. ไตทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน
ในปัจจุบัน มีฮอร์โมนอยู่หลายชนิด ที่ได้ถูกค้นพบว่า สร้างมาจากไต เช่น เรนนินและอื่น ๆ
มาดูความรู้เรื่องไตในแผนไทยบ้าง
ปิหกัง   คือไตและกระเพาะปัสสาวะ มีอยู่ ๒ ไต ติดกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวขวาและซ้าย  ไตมีสีเขียวเหมือนคนทีสอ
การทำงานของไตจะเกี่ยวคล้องกับหัวใจให้ทำหน้าที่ดึงน้ำในร่างกายที่เป็นส่วนเกินลงสู่ถุงปัสสาวะ
รวมทั้งทำงานเกี่ยวข้องกับหัวใจห้องที่๓.๔
และสัมพันธ์กับลม อุทธังและอโธคือการหายใจเข้า ออก
ไตนั้นยึดหยุ่นได้เหมือนหัวใจและทำงานพร้อมกันกับหัวใจ
ไตมีหน้าที่ดังนี้
• แยกสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกจากเลือด
แล้วขับออกนอกร่างกายเพื่อให้ส่วนผสมของเลือดเป็นปกติ
แล้วขับออกมาทางปัสสาวะ สร้างปัสสาวะเพื่อขับถ่ายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการที่ละลายน้ำได้
รักษาดุลกรด-ด่าง
ช่วยรักษาความดันโลหิต
สร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดู
กระเพาะปัสสาวะ เป็นที่พักปัสสาวะเพื่อการขับถ่ายออก
ถ้าไต(ปิหกัง)พิการ มีอาการ
• ขัดและแน่นที่ในอก ทำให้ท้องพอง ท้องอืด อ่อนเพลีย ทำให้ท้องบวมและตัวบวมเนื่องจากของเสียขับออกไม่ได้
• มีสารพิษตกค้างมากจนเกิดอาการไตวาย มีคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัวชักและหมดสติ
• ไตวายปัจจุบันปัสสาวะออกน้อยมาก ไตวายเรื้อรัง ปัสสาวะมากแต่ขับสารพิษได้น้อยและยังเสียโปรทีนทางปัสสาวะอีกทำให้เกิดอาการบวมทั้งตัว
• นิ่วที่กรวยไตถ้าเล็กและมาอุดตันที่หลอดไต จะทำให้มีอาการปวดและมีเลือดออก
• ความดันโลหิตสูงเกิดเมื่อไตขาดเลือด โลหิตจางเพราะไตผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง
• กระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบปัสสาวะเป็นเลือด หนองหรือขุ่นขาวมีตะกอนมากสาเหตุจากนิ่วในปัสสาวะ นิ่วอุดตันท่อปัสสาวะ(ในชาย) ทำให้ปวดเมื่อกระเพาะปัสสาวะเป่งนอกจากนั้นทำให้มีการอักเสบของทางดินปัสสาวะเรื้อรังต่อไป
เปรียบเทียบกันดูแล้วพิจารณา
บางโรคดูแลดีๆ ไตก็จะไม่เสื่อม หรือเสื่อมแล้วก็ชะลอให้เสื่อมช้าลงได้ แต่จำเป็นต้องมารับการตรวจสม่ำเสมอ
โดยมีสัญญาณเตือน 6 อย่างดังนี้
1.ถ้าปัสสาวะขัดลำบาก เป็นอาการที่ชี้ชัดว่ามีปัญหาของระบบทางเดินปัสสาวะและอาจเป็นโรคไตด้วยก็ได้ พบมากในหญิง
2.ถ้าปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน 2-3 ครั้ง
ถ้าเป็นในชายอาจมีอาการต่อมลูกหมากโต
หรือมดลูกหย่อนในเพศหญิง
หรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะเรื้อรังมากขึ้นจนทำให้เกิดไตวายได้ อย่านอนใจถ้ามีอาการดังนี้
3.ปัสสาวะออกเป็นเลือดสีน้ำล้างเนื้อหรือขุ่นผิดปกติ
ปกติคนเราจะปัสสาวะสีเหลืองใส อาจมีสีเข้มขึ้นถ้าดื่มน้ำน้อยและจางลงเมื่อดื่มน้ำมากๆ
ถ้าปัสสาวะสีแดงบ่งบอกว่ามีเลือดปนมากับปัสสาวะ
ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีนิ่ว ไตอักเสบ
หรือเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ
4.อาการบวมรอบตา บวมหน้า บวมเท้า สังเกตได้เวลาตื่นนอนหรือช่วงบ่ายๆ หรือมีกิจกรรมในท่ายืนนานๆ
สังเกตได้ว่าแหวนหรือรองเท้าที่เคยใส่จะคับขึ้น เมื่อใช้นิ้วกดที่มือและเท้าจะมีรอยกดบุ๋ม
5.ปวดหลัง ปวดเอว อาการนี้จะพบบ่อยมาก
มักพบว่ามีนิ่วอยู่ในไตหรือในท่อไต จะปวดที่ชายโครงด้านหลังและมักปวดร้าวไปที่ท้องน้อย ขาอ่อน หรืออวัยวะเพศ อาการปวดมักปวดที่ไตข้างใดข้างหนึ่ง สิ่งที่พบร่วมด้วยคือปัสสาวะมีสีขุ่นขาว ปัสสาวะกะปริดกะปรอย
แต่ถ้าปวดแต่ไม่ร้าวไปที่ใดอาจจะเกิดจากไตอักเสบก็ได้
หมอจะตรวจโดยเคาะหลังเบาๆ ถ้าเป็นท่านจะปวดมากจนสะดุ้งแสดงว่าไตอักเสบจริง
6.ความดันโลหิตสูง เป็นอาการสำคัญของโรคไตเรื้อรัง
โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงคุมไม่ได้
โดย Ayurvedic Association of Thailand
 
 
 
ก่อนอื่นเรามารู้จักการป้องกัน กันก่อนนะ ว่ามีอะไรบ้างที่เตือนเรา
โรคไตบางโรคสามารถรักษาแก้ไขได้ หน้าที่ของไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่เปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำที่ดีที่สุดของมนุษย์
 
1. ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
ของเสียที่ขับถ่ายออกจากไตทางปัสสาวะนี้ มาจากภายนอก หรือเกิดขึ้นภายในร่างกาย ซึ่งในที่สุดก็เข้าสู่กระแสโลหิตและจะต้องขับออกมาจากร่างกายผ่านทางไต เช่น
- สารที่ปนกับอาหาร ที่เรากินเข้าไป ซึ่งจะถูกดูดซึมผ่านทางกระเพาะอาหารและลำไส้
- ยา และสารแปลกปลอมต่างๆ ที่ได้รับจากการฉีด, กิน, สูด, ดม, หรือสัมผัส
- สารอินทรีย์และของเสียที่เกิดจากการกระทำงานของอวัยวะต่างๆ หรือจาก ปฏิกิริยาเคมีและการสันดาปของเซลล์ต่างๆ ทุกเซลล์ในร่างกาย
- น้ำ เกลือแร่ วิตามิน และฮอร์โมนหลายๆ ชนิดที่เหลือใช้ และที่ใช้แล้ว
 
2. เก็บและดูดซึมสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
สารและเกลือแร่หลาย ๆ ชนิดที่อยู่ในกระแสโลหิตนั้น เมื่อผ่านมากรองที่ไต นอกจากสารที่ไม่ต้องการจะถูกขจัดทิ้งไปแล้ว สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายตามเดิมทางท่อไตและส้นเลือดดำ
เช่น น้ำตาลในเลือด เมื่อผ่านมาที่ไตก็ถูกดูดซึมกลับสู่ร่างกาย แยกจากของเสียที่ไม่ถูกดูดซึมกลับจะถูกขจัดทั้งออกทางปัสสาวะ
 
3. รักษาความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
ไต ทำหน้าที่คุมปริมาณน้ำและระดับความเข้มข้นของเกลือแร่หลาย ๆชนิดในร่างกาย เช่น เกลือโซเดียมคลอไรด์ , โปแตสเซียม , แคลเซียม , ฟอสฟอรัส , แมกนีเซียม ฯลฯ
ถ้าไตวาย ปริมาณของน้ำและเกลือแร่ต่าง ๆ ในกระแสโลหิต จะผิดปกติไป ทำให้อวัยวะและระบบการทำงานในร่างกายผิดปกติไปด้วย เพราะขาดความสมดุลกันโดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคไตวาย จะมีระดับความเข้มข้นของเกลือโปแตสเซียมสูงมาก ถ้าระดับโปแตสเซียมสูงมากเกินไป จะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้และถ้าเกลือโปแตสเซียมสูงเกินกว่าปกติมาก ๆ จะทำให้หัวใจหยุดเต้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่นเดียวกัน หากผู้ป่วยเป็นไตวาย ไม่สามารถขับเกลือโซเดียมได้ ก็จะทำให้มีปริมาณเกลือโซเดียมสูงเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการบวม ยิ่งบวบมากเท่าใด ความดันโลหิตก็จะสูงขึ้นและหัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุด ก็เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
 
4. รักษาความสมดุลและสภาพความเป็นกรดและด่าง (pH) 
โดยปกติร่างกายของคนเรา จะมีการสร้างกรดขึ้น จากการสันดาปและปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย ถ้าไตวาย การขับกรดจากร่างกายจะทำไม่ได้และทำให้สภาวะความเป็นกรดในร่างกายมีมากจนเป็นอันตรายต่ออวัยวะและการทำงานของระบบต่าง ๆ ผู้ป่วยโรคไตวาย มักจะมีสภาพร่างกายที่เป็นกรดอยู่เสมอ ๆ นอกจากนี้ ไตยังทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียของด่างในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่เป็นกลาง คือ ไม่เป็นกรด และไม่เป็นด่าง
 
5. ควบคุมความดันโลหิตภายในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ 
ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ควบคุมความดันโลหิตในร่างกาย ผู้ที่ความดันโลหิตสูง ชนิดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ (Primany) ซึ่งเป็นโรคความดันโลหิตสูงที่พบบ่อยที่สุดนั้น สาเหตุของโรคก็เกิดจากความบกพร่องของไต ที่ไม่สามารถควบคุมความสมดุลของเกลือโซเดียมในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกตินั่นเองโดยผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ถ้าไม่ได้รับการรักษา ความดันโลหิตที่สูงนาน ๆ จะทำลายเนื้อไตจนเกิดเป็นโรคไตเสื่อมและไตวายได้ในทางตรงกันข้าม หากผู้ป่วยโรคไตที่แต่เดิมมีระดับความดันโลหิตที่ปกติ เมื่อเป็นโรคไตนาน ๆ เข้า ก็จะมีความดันโลหิตสูงในระยะต่อมาได้จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคไตวาย , ไตอักเสบ มักจะมีความดันโลหิตสูงอยู่เสมอ ๆ
 
6. ไตทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน
ในปัจจุบัน มีฮอร์โมนอยู่หลายชนิด ที่ได้ถูกค้นพบว่า สร้างมาจากไต เช่น เรนนินและอื่น ๆ
 
มาดูความรู้เรื่องไตในแผนไทยบ้าง
 
ปิหกัง คือไตและกระเพาะปัสสาวะ มีอยู่ ๒ ไต ติดกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวขวาและซ้าย ไตมีสีเขียวเหมือนคนทีสอ 
การทำงานของไตจะเกี่ยวคล้องกับหัวใจให้ทำหน้าที่ดึงน้ำในร่างกายที่เป็นส่วนเกินลงสู่ถุงปัสสาวะ 
รวมทั้งทำงานเกี่ยวข้องกับหัวใจห้องที่๓.๔
และสัมพันธ์กับลม อุทธังและอโธคือการหายใจเข้า ออก
ไตนั้นยึดหยุ่นได้เหมือนหัวใจและทำงานพร้อมกันกับหัวใจ 
 
ไตมีหน้าที่ดังนี้
• แยกสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกจากเลือด 
แล้วขับออกนอกร่างกายเพื่อให้ส่วนผสมของเลือดเป็นปกติ
แล้วขับออกมาทางปัสสาวะ สร้างปัสสาวะเพื่อขับถ่ายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการที่ละลายน้ำได้ 
รักษาดุลกรด-ด่าง 
ช่วยรักษาความดันโลหิต
สร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดู
 
กระเพาะปัสสาวะ เป็นที่พักปัสสาวะเพื่อการขับถ่ายออก
 
ถ้าไต(ปิหกัง)พิการ มีอาการ
• ขัดและแน่นที่ในอก ทำให้ท้องพอง ท้องอืด อ่อนเพลีย ทำให้ท้องบวมและตัวบวมเนื่องจากของเสียขับออกไม่ได้
• มีสารพิษตกค้างมากจนเกิดอาการไตวาย มีคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัวชักและหมดสติ
• ไตวายปัจจุบันปัสสาวะออกน้อยมาก ไตวายเรื้อรัง ปัสสาวะมากแต่ขับสารพิษได้น้อยและยังเสียโปรทีนทางปัสสาวะอีกทำให้เกิดอาการบวมทั้งตัว
• นิ่วที่กรวยไตถ้าเล็กและมาอุดตันที่หลอดไต จะทำให้มีอาการปวดและมีเลือดออก
• ความดันโลหิตสูงเกิดเมื่อไตขาดเลือด โลหิตจางเพราะไตผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง
• กระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบปัสสาวะเป็นเลือด หนองหรือขุ่นขาวมีตะกอนมากสาเหตุจากนิ่วในปัสสาวะ นิ่วอุดตันท่อปัสสาวะ(ในชาย) ทำให้ปวดเมื่อกระเพาะปัสสาวะเป่งนอกจากนั้นทำให้มีการอักเสบของทางดินปัสสาวะเรื้อรังต่อไป
เปรียบเทียบกันดูแล้วพิจารณา
 
บางโรคดูแลดีๆ ไตก็จะไม่เสื่อม หรือเสื่อมแล้วก็ชะลอให้เสื่อมช้าลงได้ แต่จำเป็นต้องมารับการตรวจสม่ำเสมอ 
โดยมีสัญญาณเตือน 6 อย่างดังนี้ 
 
1.ถ้าปัสสาวะขัดลำบาก เป็นอาการที่ชี้ชัดว่ามีปัญหาของระบบทางเดินปัสสาวะและอาจเป็นโรคไตด้วยก็ได้ พบมากในหญิง
 
2.ถ้าปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน 2-3 ครั้ง 
ถ้าเป็นในชายอาจมีอาการต่อมลูกหมากโต
หรือมดลูกหย่อนในเพศหญิง 
หรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะเรื้อรังมากขึ้นจนทำให้เกิดไตวายได้ อย่านอนใจถ้ามีอาการดังนี้ 
 
3.ปัสสาวะออกเป็นเลือดสีน้ำล้างเนื้อหรือขุ่นผิดปกติ 
ปกติคนเราจะปัสสาวะสีเหลืองใส อาจมีสีเข้มขึ้นถ้าดื่มน้ำน้อยและจางลงเมื่อดื่มน้ำมากๆ 
ถ้าปัสสาวะสีแดงบ่งบอกว่ามีเลือดปนมากับปัสสาวะ 
ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีนิ่ว ไตอักเสบ 
หรือเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ 
 
4.อาการบวมรอบตา บวมหน้า บวมเท้า สังเกตได้เวลาตื่นนอนหรือช่วงบ่ายๆ หรือมีกิจกรรมในท่ายืนนานๆ 
สังเกตได้ว่าแหวนหรือรองเท้าที่เคยใส่จะคับขึ้น เมื่อใช้นิ้วกดที่มือและเท้าจะมีรอยกดบุ๋ม 
 
5.ปวดหลัง ปวดเอว อาการนี้จะพบบ่อยมาก 
มักพบว่ามีนิ่วอยู่ในไตหรือในท่อไต จะปวดที่ชายโครงด้านหลังและมักปวดร้าวไปที่ท้องน้อย ขาอ่อน หรืออวัยวะเพศ อาการปวดมักปวดที่ไตข้างใดข้างหนึ่ง สิ่งที่พบร่วมด้วยคือปัสสาวะมีสีขุ่นขาว ปัสสาวะกะปริดกะปรอย 
แต่ถ้าปวดแต่ไม่ร้าวไปที่ใดอาจจะเกิดจากไตอักเสบก็ได้ 
หมอจะตรวจโดยเคาะหลังเบาๆ ถ้าเป็นท่านจะปวดมากจนสะดุ้งแสดงว่าไตอักเสบจริง 
 
6.ความดันโลหิตสูง เป็นอาการสำคัญของโรคไตเรื้อรัง 
โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงคุมไม่ได้ 
โดย Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-29 19:07:12 IP : 58.9.200.228


ความเห็นที่ 18 (3422192)

 อ.อิริยาบท ..... การนั่ง

๑ ในพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคได้ โดยไม่รู้ตัว
 
 
 
 
ในอดีตอาการปวดต่างๆ ภายในร่างกาย ความผิดปกติของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ มักเกิดจากอุบัติเหตุ การทำงานหนัก หรือความเสื่อมตามช่วงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันพบว่า สาเหตุหลักของความผิดปกติเกิดจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งเคลื่อนไหวซ้ำๆในท่าทางเดิมๆ อย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมให้มีความผิดปกติของระบบกระดูกกล้ามเนื้อได้มากมาย “อิริยาบถนั่ง” เป็นหนึ่งในสี่ของอิริยาบถใหญ่ที่คนเราใช้มากเกือบทั้งวัน และมักนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง ด้วยความเคยชินสะสมเป็นเวลานาน การทำงานของกล้ามเนื้อในร่างกายจะขาดความสมดุล กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นต้นเหตุของโรคและความเจ็บป่วยของคนในยุคปัจจุบันตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ 
 
จากความเคยชินของแต่ละคนที่แตกต่างกัน จิตใจที่จดจ่ออยู่กับงานการไม่มีสติรู้กาย ก็ทำให้รูปแบบของอิริยาบถนั่งออกมาได้หลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้กล้ามเนื้อและข้อต่อทำงานหนักมากเกินไป
ขอยกตัวอย่างท่านั่งที่เป็นท่าฮิตที่เคยชิน แต่ส่งผลต่อระบบกระดูกกล้ามเนื้อหรือโครงสร้างร่างกายของคนเราดังนี้ 
 
1. การนั่งไขว่ห้า เป็นท่าที่นิยมและเคยชินกันว่าดูบุคลิกดี แต่เป็นความเข้าใจผิดอย่างสูง เพราะตามปกติของการนั่ง ควรจะลงน้ำหนักที่ก้นทั้งสองข้างเท่าๆกัน จะทำให้การกระจายน้ำหนักของลำตัวสมดุล ข้อต่อและกล้ามเนื้อทำงานน้อยลง แต่การนั่งไขว่ห้าง น้ำหนักจะเกิดมากที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง มีผลต่อข้อต่อกล้ามเนื้อรอบสะโพก ยาวไปถึงศีรษะ ทำให้กระดูกสันหลังเกิดการบิดคด การทำงานของกล้ามเนื้อข้างกระดูกไม่สมดุล กล้ามเนื้อที่เกาะอยู่ระหว่างชายโครง ( Intercostal muscle ) เกร็งรั้งมากขึ้น สะสมนานเข้าทำให้เกิดภาวะกระดูกสันหลังคด มีผลต่อเส้นประสาทที่อยู่ด้านข้างของกระดูกสันหลังทั้งแนว มีผลต่อการกระจายน้ำหนักที่หมอนรองกระดูก เสี่ยงต่อภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมและเคลื่อนทับเส้นประสาท การทำงานของอวัยวะภายในช่องอกถูกจำกัดลง เพราะกล้ามเนื้อที่เกาะระหว่างชายโครงทำงานผิดปกติ ทำให้หายใจไม่เต็มปอด ปอดขยายตัวได้น้อย หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้น ถี่ขึ้น เพื่อให้ได้อากาศมากที่สุด ประสิทธิภาพการทำงานของปอดและหัวใจลดลง กล้ามเนื้อในร่างกายแข็งเกร็งตลอดเวลา ง่วงหาวบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายขาดอากาศมาเลี้ยงเซลล์ การไหลเวียนเลือดไม่ดี อัตราการเผาผลาญต่ำลง ทั้งหมดนี้อาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อการเป็นเส้นเลือดตีบ ตัน หรือแตก ทำให้เป็นอัมพาตได้ในที่สุด 
 
2. การนั่งทำคอมพิวเตอร์ นั่งขับรถ การทำงานของคนยุคปัจจุบันกว่า 90 % ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง เวลานั่งมักไม่ใส่ใจกับท่านั่งของตัวเอง ส่วนใหญ่จะอยู่ในท่าหลังค่อม ไหล่งุ้มไปด้านหน้า คาง-คอยื่นไปด้านหน้า สะบักด้านหลังแยกห่างออกจากกัน มือใช้พิมพ์หรือคลิกเม้าท์อยู่ตลอดทั้งวัน ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุล การนั่งในท่าไหล่งุ้ม หลังค่อม คางยื่นจะทำให้กระดูกข้อต่อและกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ ทำงานมากกว่าปกติหลายเท่า เป็นที่มาของโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม กระดูกทับเส้นประสาท กล้ามเนื้อเป็นพังผืด เจ็บข้อศอก นิ้วล็อก พังผืดยึดทับเส้นประสาท มือไม่มีแรง ชามือฯลฯ และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง ปวดศีรษะจากการเกร็งรั้งของกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายมีความเจ็บปวดก็มักจะหงุดหงิด ส่งเสริมให้ฮอร์โมนตัวร้ายในร่างกายถูกกระตุ้นมากขึ้น ก็ยิ่งเร้าให้กล้ามเนื้อ หลอดเลือดเกร็งตัวไปหมด ในที่สุดอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นความดันโลหิตสูง และเป็นที่มาของโรคที่ทุกคนกลัว นั่นคือ อัมพาต 
 
3. ท่านั่งกึ่งนอน เป็นท่าที่ทำให้เกิดอันตรายได้ทั้งกระดูกคอและกระดูกสันหลัง เพราะหลังจะงองุ้ม คอจะดันพับเข้าหาตัว เป็นท่าที่ทำร้ายเนื้อเยื่อต่างๆ ที่อยู่รอบแนวกระดูกสันหลังอย่างมาก เป็นผลเสียได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เนื่องจากเป็นการยืดตลอดแนวของกระดูกสันหลัง ทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บอย่างรุนแรง ทั้งกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มไขสันหลัง ซึ่งล้วนเป็นต้นเหตุของอาการต่างๆได้ทั้งร่างกาย 
 
เราคือผู้ทำร้ายร่างกายเราเองจากอิริยาบถที่ผิดเพราะความเคยชิน จะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อร่างกายประท้วงเรียกร้องความสมดุลกลับคืน นั่นคือการแสดงอาการต่างๆให้รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันกลับมาแก้ไขส่วนที่ร่างกายเสียสมดุลไป การมีโครงสร้างร่างกายที่สมดุล เป็นกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ระบบภายในร่างกายทำงาน ได้เต็มประสิทธิภาพ เสมือนร่างกายมีภูมิต้านทานอย่างดีต่อโรคภัยไข้เจ็บ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากเจ็บปวดทรมานกับการเป็นโรคร้าย ก็ควรเริ่มหันมาใส่ใจในอิริยาบถตั้งแต่วันนี้ โรคเกิดจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม 
 
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge_19.php
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-30 19:35:21 IP : 110.168.176.43


ความเห็นที่ 19 (3426698)

 เลือดนั้นมีความสำคัญมาก เพราะถ้าปล่อยให้เป็นโรคโลหิตจาง จะเป็นสาเหตุของโรคเกี่ยวกับระบบโลหิตอื่นๆ และทำให้เสียชีวิตได้

 
เพราะเลือดมีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายคนเรามากไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อสารอาหารให้แก่เซลล์ในร่างกาย ขับถ่ายของเสีย และต่อสู้กับเชื้อโรค เราทุกคนจึงจำเป็นต้องบำรุงรักษาเลือดให้มีคุณภาพที่สุด เพื่อให้ต่อสู้กับโรค (เลือด) ร้ายหลายชนิด จึงขอนำเสนอ 5 วิธีบำรุงเลือด ที่ทำตามแล้วสุขภาพเลือดจะดี ไม่มีป่วยแน่นอน
 
 
 
 
 
 
อาหารดีมีชัยไปกว่าครึ่ง 
 
อาหารทุกคำที่เรากินเข้าไปล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อระบบเลือดของเราทั้งสิ้น การกินอาหารที่ช่วยบำรุงจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
 
โดยอาหารชีวจิตนั้นป้องกันโรคโลหิตจางหลายโรคหลายแบบได้ เลือดหรือเม็ดเลือดของเรานั้นเป็นโปรตีน ฉะนั้นอาหารที่จะช่วยบำรุงเลือดก็ต้องเป็นอาหารหนักไปทางโปรตีน ซึ่งโปรตีนบำรุงเลือดนั้นจะเป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ จึงแนะนำให้กินปลาทะเลและอาหารทะเลเป็นครั้งคราว
 
นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญต่อเฮโมโกลบิน ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นโปรตีนและธาตุเหล็ก ร่างกายต้องรักษาให้มีสัดส่วนพอเหมาะ หากมีน้อยเกินไปเลือดจะจาง
 
อาหารชีวจิตสูตรสำหรับคนเป็นโลหิตจางคือ สูตรให้ลดข้าวเพิ่มผักและเพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น โดยลดข้าวให้เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ ผักเพิ่มเป็น 35 เปอร์เซ็นต์ โปรตีนเพิ่มเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ และกินปลาได้อาทิตย์ละ 5 ครั้ง ส่วนเบ็ดเตล็ดคงเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ตามเดิม
 
ในขณะเดียวกันอาจเลือกเน้นอาหารที่มีธาตุโฟลิกแอซิดและวิตามินบี 12 ได้แก่ หอย ปลา ถั่วต่างๆ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโอ๊ต แครอท แคนตาลูป ฟักทอง อะโวคาโด ผลไม้แห้ง ลูกพีช อินทผลัม กล้วยตาก จมูกข้าวสาลี
นอกจากนี้ แนะนำให้เสริมวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ สำหรับบำรุงเลือด ดังนี้ 
 
วิตามินและแร่ธาตุ ปริมาณ ต่อ วัน
โฟลิดแอซิด วันละ 400 ไมโครกรัม 
วิตามินบี 1 ขนาด 100 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด
วิตามินบี 12 ขนาด 500 ไมโครกรัม วันละ 1 เม็ด
วิตามินบี 6 วันละอย่างน้อย 100 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม ขนาด 100 - 200 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด
แคลเซียม ขนาด 200 - 300 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด
 
สำหรับเวลากินนั้น แนะนำให้กินจนรู้สึกว่าอาการทุกอย่างดีขึ้น 
ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ เมื่ออาการดีขึ้นจนรู้สึกว่าอยู่ตัวแล้วก็สามารถหยุดกินวิตามินและแร่ธาตุชนิดเม็ดเหล่านี้ได้ และเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดที่ดีแนะนำว่า การกินน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา ทำให้ไขมันในเลือดสมดุล ไม่มีอะไรไปอุดตันในเส้นเลือด เพื่อรักษาสมดุลของไขมันในเลือด ควรหลีกเลี่ยงเครื่องใน เนื้อสัตว์จำพวกสัตว์บก หรือมาร์การีน เพราะเมื่อผ่านความร้อนจะเกิดเป็นฟรีเรดิคัล กระตุ้นทำให้เกิดพลัก (Plague) ก็มีส่วนทำให้การไหลเวียนเลือดอาจจะไม่ดีได้ เพราะอาจทำให้มีตะกอน เลือดไหลเวียนช้า ทำให้ระบบฟอกเลือดทำงานได้ไม่ดี ถ้ากินไขมันตัวดี ประสิทธิภาพในการไหลเวียนเลือดก็จะดีขึ้น
 
นอกจากนี้ การรับประทานเครื่องเทศไทยๆ บางชนิดมีประโยชน์ต่อการไหลเวียนของเลือด เช่น พริก กระเทียม ขมิ้น เครื่องเทศต่างๆ จะช่วยการทำงานของหลอดเลือด เกล็ดเลือดก็จะไหลเวียนดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของหลอดเลือดแดง เพราะช่วยให้การทำงานของเกล็ดเลือดเป็นไปตามปกติ ไม่ทำงานมากเกินไปจึงช่วยลดปัญหาการอุดตัน อย่างกระเทียมช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ด้วย แต่ก็ไม่ควรรับประทานมาเกินไป เพราะอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร
 
หายใจเป็น ระบบเลือดไม่ป่วย 
 
การหายใจอย่างถูกต้องช่วยให้เลือดสะอาดและไหลเวียนได้ดีขึ้น และมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการไหลเวียนของน้ำเหลือง กล้ามเนื้อทุกส่วนจะได้รับการบำรุงที่ดีขึ้น ทำให้อวัยวะต่างๆ แข็งแรง ช่วยให้การย่อยอาหารและการเผาผลาญดีขึ้นด้วย เช่นเดียวกับการเปล่งเสียงแต่ละครั้ง เพราะไม่ว่าคุณจะพูด ร้องเพลง หรือหัวเราะ คุณไม่เพียงใช้ริมฝีปากเท่านั้น แต่อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการหายใจก็ได้ทำงานไปด้วย
 
ดร.เดวิด แอนเดอร์สัน นักวิจันจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา อธิบายไว้ว่า ความเครียดทำให้คนมีแนวโน้มจะหายใจตื้นขึ้น และเป็นอย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว การหายใจแบบนี้ทำให้เคมีของเลือดไม่สมดุล เพราะจะมีความเป็นกรดสูงขึ้น เลือดที่เป็นกรดจะทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดโซเดียมของไตลดลง
ดร.แอนเดอร์สันเชื่อว่าการหายใจช้าๆ จะให้ผลในทางกลับกันคือช่วยเปลี่ยนแปลงก๊าซในเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเกลือที่ไตซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการกระตุ้นการสร้างเลือด
การหายใจที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ ทำให้ร่างกายปฏิเสธการได้รับออกซิเจน และทำให้เกิดอาการตึงเครียด ส่งผลให้ระบบไหลเวียนไม่ดี จึงไม่สามารถขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และท็อกซินออกจากร่างกายได้
 
การนั่งอยู่กับที่โดยโน้มตัวไปข้างหน้าทำให้เกิดการกดที่หน้าอกรวมไปถึงหัวใจด้วย ซึ่งท่านี้จำกัดประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดให้มีประสิทธิภาพ และทำให้ออกซิเจนไหลเวียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร
 
เคล็ดลับเพิ่มคุณภาพลมหายใจ 
 
หายใจลึกยาวตามจังหวะเพลง ทำตัวให้รู้สึกผ่อนคลายฟังเพลงที่มีจังหวะผ่อนคลาย ยิ่งไปกว่านั้น ดนตรีสามารถช่วยให้การหายใจเข้ากับดนตรีแบบเนิบช้าได้
 
จุดเทียนขี้ผึ้งเพิ่มคุณภาพอากาศ สมาคมปอดแห่งอเมริกา (American Lung Association) ให้ข้อมูลว่า การจุดเทียนที่ทำจากขี้ผึ้งแท้ๆ จะปล่อยประจุลบที่ช่วยขจัดละออง ควัน ฝุ่น ไรฝุ่น และกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้
 
ไทชิ + แอโรบิก + เดิน + รำกระบอง เพื่อการไหลเวียนเลือดที่ดี 
การออกกำลังกายจะช่วยให้อาหารได้รับการเผาผลาญที่ถูกต้อง และการหมุนเวียนของโลหิตสมบูรณ์เต็มที่ จากหนังสือ “How Tai Chi Works Wonders for Your Health?” อธิบายว่า การออกกำลังกายด้วยไทชิหรือไทเก๊ก ซึ่งเริ่มต้นด้วยท่ายืนนิ่งๆ การได้หายใจออกจนสุด ก่อนเริ่มท่าต่างๆ ทำให้ได้รับออกซิเจนเข้าไปเต็มที่
 
การฝึกไทชิช่วยให้การไหลเวียนเลือดมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพราะท่าไทชิช่วยให้เลือดและของเหลวในร่างกาย ตลอดจนพลังงานในร่างกายไหลเวียนได้อย่างราบรื่น
จากการศึกษาในวิทยานิพนธ์เรื่อง “ผลของการเต้นแอโรบิกส์แดนซ์แบบแรงกระแทกต่ำ และแบบปลอดแรงกระแทกที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดของหญิงสูงอายุ” ของ วราภรณ์ ภิญโญชนม์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่ามีผลต่อระบบสารเคมีในเลือดโดยค่าเฉลี่ยของระดับสารชีวเคมีในเลือด คือ กลูโคส ไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และไขมันร้ายหลังการทดลองลดลงแต่มีค่าไขมันตัวดีในเลือดเพิ่มขึ้น
 
นอกจากนี้มีการศึกษาพบว่า การเดินเร็วช่วย ลดไขมันร้ายเพิ่มไขมันดี คนที่มีไขมันดี (HDL) ในปริมาณต่ำ การเดินเร็วช่วยให้ไขมันร้าย (LDL) ลดลงประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มไขมันชนิดดีได้ประมาณ 6เปอร์เซ็นต์ โดยต้องเดินเร็วติดต่อกันเป็นประจำนาน 8 - 9 เดือนขึ้นไป (ในงานวิจัยไม่ได้ระบุจำนวนชั่วโมงในการเดินต่อสัปดาห์ที่แน่นอน)
 
ข้อดีของ HDL คือ มีหน้าที่ขนส่งไขมันจากเส้นเลือด ถ้ามีมากก็ช่วยสลายไขมันออกไปจากผนังเส้นเลือด ขณะที่คนที่ไม่ออกกำลังกายแล้วมี LDL สูงเสี่ยงที่ผนังเส้นเลือดจะเสื่อม เนื่องจากไขมันจะสะสมตามผนังเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดตีบแคบลง ถ้าเป็นมากขึ้นก็จะกระตุ้นให้เกิดการแข็งตัวของเลือด
ส่วนการรำกระบองแบบชีวจิตมีประโยชน์ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกายและส่งผลดีต่อระบบเลือด นอกจากนี้ รายงานการวิจัยเกี่ยวกับผลของการรำกระบองในการสร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วุฒิชัย เพิ่มศิริวาณิชย์ และคณะ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า การรำกระบองให้ผลดีต่อกระดูกสันหลัง และช่วยให้กระดูกสันหลังที่ขาดความคล่องตัวและความยืดหยุ่นเคลื่อนไหวดีขึ้น ดังนั้น การที่กระดูกสันหลังมีความแข็งแรงจึงช่วยให้ผลิตเลือดได้ดีขึ้น
 
บำรุงเลือดตำรับแพทย์แผนไทย
 
แพทย์แผนไทยแนะอาหารที่ช่วยปรับสมดุลของเลือดว่ากินผักพื้นบ้านดีที่สุด เพราะมีรสทางยาที่ช่วยบำรุงร่างกายครบ เช่น เค็ม จืด หวาน และเปรี้ยว รสพวกนี้ช่วยรักษาโรคเลือดไม่สมดุลหรือธาตุน้ำไม่สมดุลได้ หรือจะกินยอดผักปลังต้ม ผักบุ้งต้ม ผักคะน้าต้ม ยอดย่านางก็ได้
 
ยาสมุนไพรบำรุงเลือดมี 2 สูตร ดังนี้
 
สูตร 1 ใบมะขาม ใบส้มป่อย เถาวัลย์เปรียง เถาคันแดง เกลือทะเลหรือเกลือแกง หนักอย่างละ 5 บาท ต้มกับน้ำ 1.5 – 2 ลิตร พอเดือด กรองดื่มแต่น้ำ 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าและเย็นเป็นเวลา 7 วัน แล้วดื่มยาสูตรที่ 2 ต่อเนื่องในวันถัดไป
 
สูตร 2 มีตัวยาสมุนไพร ได้แก่ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ เกสรบัวหลวง แก่นไม้ฝาง กำลังวัวเถลิง ดอกคำฝอย ครั่ง เนื้อไม้กฤษณา หนักอย่างละ 5 บาท ต้มกับน้ำ 2 ลิตร พอเดือด กรองดื่มแต่น้ำ 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าและเย็น เป็นเวลา 7 - 10 วัน
 
เลือดดี แค่ปรับนาฬิกาชีวิต 
 
ในทางการแพทย์แผนจีน พบว่า การปรับชีวิตให้เข้ากับนาฬิกาชีวิตมีส่วนในการสร้างสุขภาพเลือด ได้แก่
ในเวลา 17.00 น. - 19.00 น. เป็นเวลาของไต จึงไม่ควรกินอาหารมาก เพราะถ้ากินมื้อเย็นมากเลือดลมจะถูกดึงกลับไปเลี้ยงที่กระเพาะอาหารและม้ามแทนที่จะไปเลี้ยงที่ไต
ส่วนเวลา 23.00 น. - 03.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดีและตับ ฉะนั้นหากไม่ได้พักผ่อนในช่วง 23.00 น. - 03.00 น. ตับและถุงน้ำดีจะไม่ได้พักผ่อน ทำให้มีปัญหาเรื่องการสร้างและการกักเก็บเลือด
 
ส่วนการออกกำลังกายแนะนำให้ทำตอนตีห้า เพราะเป็นช่วงรับพลังเข้าปอด อีกช่วงหนึ่งคือช่วงบ่ายสามโมงถึงห้าโมงเย็น เพื่อขับเหงื่อขับของเสียออกทางปัสสาวะ แต่ต้องระวังว่าไม่ควรหักโหมจนเกินไป
 
สำหรับเรื่องอาหารบำรุงเลือดตามตำรับแพทย์แผนจีน แนะนำว่าอาหารที่บำรุงเลือดในแพทย์แผนจีนคืออาหารที่มีสีแดง เพราะเชื่อว่าช่วยบำรุงเลือด เช่น พุทราจีนและถั่วแดง สมุนไพรคือ ตังกุย นอกจากนี้ควรกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนเล็กน้อย เพราะช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิตได้ดี
 
หลากหลายวิธีบำรุงเลือดสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพที่ดีควรดูแลแบบองค์รวม นั่นเป็นเพราะสุขภาพต้องการการเอาใจใส่รอบด้าน
 
Credit : 
http://www.kbeautifullife.com/health_wellness/แนะนำสุขภาพน่ารู้/351/www.kautosmilesclub.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-31 16:36:45 IP : 58.9.25.16


ความเห็นที่ 20 (3427244)

กลุ่มกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่  สะบัก (Trapezius)

 นวดบำบัด คอ บ่า ไหล่ แขน สะบัก แก้ปวดขมับ หน้าผาก ปวดศีรษะ ไมเกรน ได้อีกด้วย

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 09:58:05 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 21 (3427245)

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 09:59:26 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 22 (3427246)

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 09:59:58 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 23 (3427247)

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:00:50 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 24 (3427248)

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:01:39 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 25 (3427249)

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:02:24 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 26 (3427250)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:03:18 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 27 (3427251)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:04:18 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 28 (3427252)

 

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:05:13 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 29 (3427254)

 ปวดเข่า ...... นวดบำบัดอาการ  รักษาให้หายได้

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:12:53 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 30 (3427255)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:13:45 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 31 (3427256)

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:15:12 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 32 (3427257)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:15:37 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 33 (3427258)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:16:32 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 34 (3427259)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:17:00 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 35 (3427260)

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:17:56 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 36 (3427261)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:18:43 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 37 (3427262)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:19:10 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 38 (3427263)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:20:43 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 39 (3427264)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:21:22 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 40 (3427265)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:22:27 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 41 (3427266)

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:23:22 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 42 (3427267)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:24:11 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 43 (3427268)

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:25:32 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 44 (3427269)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:27:48 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 45 (3427270)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:28:39 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 46 (3427271)

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:30:52 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 47 (3427272)

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-03 10:31:29 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 48 (3430425)

 เรื่องของไต และ การขับถ่ายปัสสาวะ

 

 

 
หลอด เลือดที่นำเลือดมายังไตเป็นหลอดเลือดที่ออกจากหัวใจ ซึ่งจะลำเลียงทั้งสารที่มีประโยชน์และของเสียที่ต้องการกำจัดออก สารต่างๆที่เลือดลำเลียงมาจะถูกส่งเข้าสู่หน่วยไตโดยผ่านไปตามหลอดเลือดฝอย เพื่อให้หน่วยไตทำหน้าที่กรองสารที่อยู่ในเลือดก่อน 
 
ข้อมูลจากการทดลองพบว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงและสารจำพวกโปรตีนบางชนิด เช่น เฮโมโกลบิน ไม่สามารถผ่านเข้าสู่หน่วยไตได้ สำหรับสารบางจำพวก เช่น น้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโน และของเสียอื่นๆ จะผ่านเข้าสู่หน่วยไตได้และจะไหลเข้าไปตามท่อของหน่วยไต 
 
แร่ธาตุและสารบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่นั้น เมื่อผ่านไปตามท่อของหน่วยไตจะถูกผนังของหน่วยไตดูดซึมกลับคืนเข้าสู่หลอดเลือดฝอยใหม่ ส่วนของเสียอื่นๆนั้น ซึ่งจะรวมเรียกว่า น้ำปัสสาวะ จะถูกส่งผ่านไปตามหลอดไตและเข้าสู่กระเพาะปัสสาะต่อไป จากนั้นจึงถูกขับออกจากร่างกายในรูปของของเหลว คือ น้ำปัสสาวะนั่นเอง 
 
โดยปกติน้ำตาลกลูโคสเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจะถูกผนังของหน่วยไตดูดซึมกลับเข้าสู่หลอดเลือดฝอยหมด แต่ถ้ากรณีที่มีน้ำตาลกลูโคสในเลือดมากเกินไปหน่วยไตจะไม่ดูดซึมน้ำตาลกลูโคสกลับจนหมด และ จะปล่อยออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ในกรณีที่ตรวจพบว่าในน้ำปัสสวะมีอนุภาคของน้ำตาลกลูโคสมากผิดปกติ แสดงว่าบุคคลผู้นั้นกำลังมีอาการของโรคเบาหวาน 
 
กระเพาะปัสสาวะปกติมีความจุได้ประมาณ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่เมื่อในกระเพาะปัสสาวะมีน้ำปัสสาวะประมาณ 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร ร่างกายจะรู้สึกอยากปัสสาวะ
 
http://www.thaigoodview.com/
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-08-25 23:42:00 IP : 58.9.10.58


ความเห็นที่ 49 (3433456)

 Tendonitis of the Long Head of the Biceps by AAOS

 

จุดเกาะต้นของกลุ่มกล้ามเนื้อต้นแขน   

 



Long head of biceps tendonitis is an inflammation or irritation of the upper biceps tendon. This strong, cord-like structure connects the upper end of the biceps muscle to the bones in the shoulder.

Pain in the front of the shoulder and weakness are common symptoms of biceps tendonitis. They can often be relieved with rest and medication. In some cases, surgery is necessary to repair the tendon.

Anatomy
Your shoulder is a ball-and-socket joint made up of three bones: your upper arm bone (humerus), your shoulder blade (scapula), and your collarbone (clavicle).

The head of your upper arm bone fits into a rounded socket in your shoulder blade. This socket is called the glenoid. A combination of muscles and tendons keeps your arm centered in your shoulder socket. These tissues are called the rotator cuff. They cover the head of your upper arm bone and attach it to your shoulder blade.

The biceps muscle is in the front of your upper arm. It helps you bend your elbow and rotate your arm. It also helps keep your shoulder stable.

The biceps muscle has two tendons that attach it to bones in the shoulder. The long head attaches to the top of the shoulder socket (glenoid). The glenoid is lined with soft cartilage called the labrum. This tissue helps the head of the upper arm fit into the shoulder socket.

The short head of the biceps tendon attaches to a bump on the shoulder blade called the coracoid process.

Description
Biceps tendonitis is inflammation of the long head of the biceps tendon.

Biceps tendonitis usually occurs along with other shoulder problems. In most cases, there is also damage to the rotator cuff tendon. Other problems that often accompany biceps tendonitis include:
• Arthritis of the shoulder joint
• Tears in the glenoid labrum
• Chronic shoulder instability
• Shoulder impingement
• Other diseases that cause inflammation of the shoulder joint lining

In the early stages of biceps tendonitis, the tendon becomes red and swollen. As tendonitis develops, the tendon sheath (covering) can thicken. The tendon itself often thickens or grows larger.

The tendon in these late stages is often dark red in color due to the inflammation. Occasionally, the damage to the tendon can result in a tendon tear, and then deformity of the arm (a "Popeye" bulge in the upper arm).

Cause
In most cases, damage to the biceps tendon is due to a lifetime of overhead activities. As we age, our tendons slowly weaken with everyday wear and tear. This degeneration can be worsened by overuse — repeating the same shoulder motions again and again.

Swimming, tennis, and baseball are some sports examples of repetitive overhead activities. Many jobs and routine chores can cause overuse damage as well.

Repetitive overhead motion plays a part in other shoulder problems that occur with biceps tendonitis. Rotator cuff tears, osteoarthritis, and chronic shoulder instability are often caused by overuse.

Symptoms
Pain or tenderness in the front of the shoulder, which worsens with overhead lifting or activity

Pain or achiness that moves down the upper arm bone

An occasional snapping sound or sensation in the shoulder

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-09-14 09:46:12 IP : 110.168.187.223


ความเห็นที่ 50 (3435628)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-09-30 15:57:47 IP : 58.9.157.133





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.