ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > โรคในพระคัมภีร์แพทย์แผนไทย

โรคในพระคัมภีร์แพทย์แผนไทย


 โรคในคัมภีร์แพทย์แผนไทย..... ฝีฟองพระสมุทร หรือ ทอนซิลอักเสบ

 
 
 
 
ต่อมทอนซิลเป็น กลุ่มของเนื้อเยื่อประเภทต่อมน้ำเหลือง
มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิ คุ้มกันของร่างกาย ภายในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด บางชนิดสามารถดักจับเชื้อโรค ด้วยตัวของมันเองได้โดยตรง และบางชนิดต้องเสริมภูมิคุ้มกันก่อนจึงส่ง ออกไปกำจัดเชื้อโรคอีกที ต่อมทอนซิลพบได้หลายตำแหน่งต่อมที่เราเห็นจะอยู่ด้านข้างของช่องปาก มีชื่อเรียกว่า "พาลาทีนทอนซิล" นอกจากนี้ ต่อมทอนซิลยังพบได้บริเวณโคนลิ้นและช่องหลังโพรงจมูกอีกด้วย ในผู้ป่วยที่ต้องตัดต่อมทอนซิลจะไม่มีผลกระทบถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพราะมีอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่แทนได้
 
ทอนซิลอักเสบ (tonsillitis) เป็นภาวะอักเสบของต่อม ทอนซิล ส่วนคออักเสบ (pharyngitis) หมายถึง ภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไป บางครั้งภาวะทั้งสองอาจเกิดขึ้น พร้อมกันได้ บางครั้งอาจเกิดเพียงทอนซิลอักเสบหรือคออักเสบอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปเมื่อพูดว่าต่อมทอนซิลอักเสบ จะหมายความถึงการอักเสบของต่อมทอนซิลซึ่งโดยมากเป็นทั้งสองข้าง และมักมีอาการอักเสบของหลอดคอหอยร่วมด้วย ต่อมทอนซิลอักเสบแบ่งเป็นชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง
 
สาเหตุ...
 
ต่อมทอนซิล อักเสบเฉียบพลัน อาจเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย เด็กก่อนวัยเรียนมักจะเกิดจากเชื้อไวรัส และติดต่อกันได้ง่าย เพราะไม่รู้จักวิธีป้องกันการติดต่อของโรค สำหรับในเด็กโตและผู้ใหญ่ มักจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่เป็นเชื้อกลุ่มเดียวกันกับที่ทำให้เป็นโรคหวัด หรือเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบหายใจตอนบน
 
เชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุด คือ rhinovirus และ coronavirus ซึ่งอาการมักไม่รุนแรง ส่วนเชื้อ adenovirus และ herpes simplex virus พบว่าเป็นสาเหตุได้ไม่บ่อย แต่มีความสำคัญเพราะมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกอาจมีอาการคออักเสบและทอนซิลอักเสบได้
 
เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของ โรคพบได้หลายชนิด ร้อยละ 15 เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตค็อคคัส S. pyogenes ส่วน group C และ G อาจเกิดการระบาดโดยปนเปื้อนในอาหารได้
 
 
อาการ....
 
ผู้ป่วยโรคต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบ พลัน จะมี อาการไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ โดยเฉพาะเวลากลืนอาหาร หรือน้ำลาย จะเจ็บมาก พยาธิสภาพของโรคนี้ พบการบวมแดงของต่อมทอนซิลและเยื่อบุคอหอย อาจพบหนองได้
 
ในกรณีที่เกิดจาก การติดเชื้อสเต็ปโตค็อคคัส จะพบการอักเสบรุนแรงกระจายทั่วไป ลิ้นไก่แดงมาก และพบหนองสีเทาเหลืองที่บริเวณทอนซิลได้บ่อย
 
ผลแทรกซ้อน ของต่อมทอนซิลอักเสบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
 
ฝีรอบต่อมทอนซิล ข้างคอหอย ผนังคอหอย ต่อมน้ำเหลืองที่คอ
หินปูนในทอนซิล
ไข้รูห์มาติก
เยื่อบุหัวใจอักเสบ
ไตอักเสบ
 
 
การวินิจฉัยทางแพทย์แผนไทย ..... ฝีฟองพระสมุทร
 
เป็นยาปะยะโรค (รักษาได้ง่าย) เกิดเพื่อวาโยและโลหิตระคนกัน เกิดขึ้นในคอ, ต้นขากรรไกร
 
 
อาการ....
 
-ให้เจ็บในลำคอ กลืนข้าวกลืนน้ำลำบาก 
ถ้าให้ยาถูกโรค ก็เกลื่อนหายไป
 
- ถ้าให้ยาไม่ถูกกับโรค ก็จะเจริญแก่ขึ้นเป็นบุพโพ (หนอง) ทำพิษให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว ดุจไข้จับ ให้เป็นไข้ ตัวร้อน ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า ให้ทุรนทุราย จนกว่าบุพโพจะแตก จึงหายเจ็บปวด 
 
 
การรักษา...
 
- ให้ยาตามตำรายาวัดโพธิ์ 
 
หรือเลือกใช้สมุนไพรกลุ่มแก้อาการเจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ ดังนี้คือ
 
1) ต้นโทงเทง หรือ โคมจีน
 
- ใช้เยื่อหุ้มผลแห้งที่เอาเมล็ดออกแล้วหนัก 10 กรัม เปลือกส้ม 6 กรัม ต้มกับน้ำผสมน้ำตาลกรวดพอหวานเล็กน้อย ใช้ดื่มต่างน้ำ
 
- ใช้ทั้งต้น ตำละลายกับสุรา เอาสำลีชุบน้ำยาอมไว้ข้างแก้ม กลืนน้ำผ่านลำคอทีละน้อย แก้ต่อมน้ำลายอักเสบ (ต่อมทอนซิล) แก้ฝีในลำคอ (แซง้อ) หรือ ละลายกับน้ำส้มสายชูก็ได้ แก้ความอักเสบในลำคอได้ดีมาก
ใช้ภายใน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ภายนอก แก้ฟกบวมอักเสบ ทำให้เย็น
 
-ใช้ทั้งต้น ต้มกินต่างน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย
 
2) มะนาว
 
- เอาน้ำมะนาว น้ำผึ้งและปูนขาวผสมดื่ม แก้ทอนซิลอักเสบ
 
 
3) ฟ้าทะลายโจร
 
- อาการเจ็บคอรับประทานครั้งละ 3-6 กรัมวันละ 4 ครั้ง ส่วนการบรรเทาอาการหวัดให้รับประทานครั้งละ 1.5-3 กรัมวันละ 4 ครั้ง โดยแนะนำให้รับประทานติดต่อกันไม่เกิน 7 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ 
 
4) หูเสือ
 
- ให้เอาใบหูเสือแบบสด ขนาดเล็กหรือใหญ่จำนวน 5 ใบ ล้างน้ำให้สะอาดสับรวมกับเนื้อหมูไม่ติดมันกะจำนวนตามต้องการ ไม่ต้องปรุงรสหรือใส่อะไรลงไปอีก ปั้นเป็นก้อนต้มกับน้ำไม่ต้องมากนักจนเดือดหรือเนื้อสุกกินทั้งน้ำแลเนื้อเช้าเย็น ทำกินประจำ 4 – 5 วัน อาการจะดีขึ้นและหายได้ หรือต้มกินจนกว่าจะหาย
 
 
คำแนะนำ...
 
-งดอาหารแสลง เช่น อาหารหวานเย็น อาหารทอด อาหารมัน
 
-รักษาร่างกายให้อบอุ่น
 
- จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-04-25 23:36:49 IP : 58.9.9.188


1

ความเห็นที่ 1 (3411812)

 โรคมะเร็งตับ และการรักษาทางแพทย์แผนไทย

 

 

 

 
มะเร็งตับ คือ เนื้องอกที่เจริญเติบโตโดยไร้การควบคุม เนื้องอกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง และที่เป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ได้เป็นเนื้อร้าย
 
มะเร็งตับที่เกิดขึ้นในตับเอง หรือที่เรียกว่ามะเร็งตับปฐมภูมิ (Primary Liver Cancer) นั้น แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือมะเร็งเซลล์ตับ (Hepato-cellular Carcinoma) และมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangio Carcinoma) 
 
สำหรับมะเร็งทุติยภูมิ คือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ ลำไส้ ไม่ถือว่าเป็นมะเร็งตับ 
 
ในประเทศไทยเรานั้น 95% เป็นมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma เรียกย่อว่า HCC) และพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย แต่พบมากที่สุดในภาคกลาง 
 
เนื่องจากตับของคนเรามีขนาดใหญ่ คือเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีกำลังสำรองมาก ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับในระยะแรกจึงมักไม่มีอาการอะไร เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปกติ เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นก้อนมะเร็งก็มีขนาดที่ใหญ่มากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียงไม่กี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปแล้ว เมื่อมะเร็งได้ลุกลามและมีขนาดใหญ่มากแล้ว 
 
สาเหตุของโรคมะเร็งตับ
 
1. ส่วนใหญ่ของการเกิดมะเร็งตับมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีและซี จากข้อมูลสถิติของหลายสถาบันได้ผลใกล้เคียงกันว่า 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งตับ โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 223 เท่า (ข้อมูลจากหนังสือความรู้เรื่องโรคตับสำหรับประชาชน)
 
2. มีข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งว่า ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีตับแข็งร่วมด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าท่านป่วยเป็นพาหะตับอักเสบบี และมีตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับจะสูงมากๆ ทีเดียว
 
3. มะเร็งตับยังมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ว่า ผู้ที่ดื่มสุราแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
 
4. สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ก็เป็นสารก่อมะเร็ง ที่เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่า อะฟลาท๊อกซิน มีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยง ถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนานๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้
 
อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับ
 
สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับ มีอัตราการอยู่รอดต่ำก็คือ มะเร็งตับในระยะแรกซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้น มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเครือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30% ดังนั้น เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลาม หรือ มีขนาดใหญ่และไม่สามารถจะรักษาได้แล้ว
 
อาการที่ชัดเจนก็คือ รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัดก็คือ ปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวา และอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง
 
 
การวินิจฉัยโรคทางแพทย์แผนไทย : ฝีรวงผึ้ง
 
 
ลักษณะการเกิดของโรคทางแผนไทย
 
ตับ (ยกนัง) คือเนื้อสองแผ่นสีแดง ตั้งอยู่ตรงกลางอกข้างขวา
คือ ธาตุดิน (ปัถวีธาตุ) หนึ่ง ใน ๒๐ ประการ ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายของเรา เป็นธาตุหลัก หรือเป็นฐานของร่างกาย จึงไม่มีการไประคนกับธาตุอื่น เพียงแต่เป็นฐานคอยรองรับการวิบัติของธาตุอื่น เมื่อเกิดการกำเริบ หย่อน พิการ แล้วทำให้เกิดโรคต่างๆ 
 
เมื่อธาตุดินพิการ... ยกนังพิการ (ในคัมภีร์โรคนิทานและธาตุวิภังค์) ให้มีอาการตับโต ตับทรุด เป็นฝีในตับ และตับพิการต่างๆ 
 
 
อาการฝีรวงผึ้ง
 
แน่นชายตับเบื้องขวา
ให้ยอกตลอดสันหลัง
ให้ตัวเหลือง หน้าเหลือง ตาเหลืองดุจขมิ้น ปัสสาวะเหลือดุจน้ำกรัก
สะบัดร้อนสะท้านหนาว 
ให้มึนตึง ให้เมื่อยทุกข้อกระดูก 
ให้อิ่มไปด้วยลม บริโภคอาหารมิได้
 
 
ถ้ายกนังพิการ แตกก็ดี เป็นเพราะโทษ ๔ ประการ คือ
 
๑) กาฬผุดขึ้นในตับ ทำให้ตับหย่อน
 
๒) เป็นฝีในตับ ให้ลงเป็นโลหิตสดๆ ออกมา
 
๓) กาฬมูตรผุดขึ้นในตับ ให้ลงเป็นเสมหะโลหิตเน่า ปวดมวนอยู่เสมอ ให้ตาแดงเป็นสายโลหิต สมมุติเรียกว่า กระสือปีศาจเข้าปลอมกิน เพราะคนไข้จะเพ้อหาสติมิได้ เจรจาด้วยผี หมอจะแก้ยากนัก
 
๔) เป็นด้วยปัถวีธาตุแตกเอง ให้ระส่ำระสาย ให้หอบไออยู่เป็นนิจ บริโภคอาหารไม่ได้ หายใจไม่ถึงท้องน้อย
 
 
ถ้าตับถูกทำลายมากเข้า อาการของโรคลุกลามให้ตับมีขนาดโตมากขึ้น ให้เกิดสันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน ทำให้มีอาการ ดังนี้คือ
 
มักเกิดที่ชายตับ ให้ตับใหญ่ออกมาคับโครง บางทีให้ตับหย่อนลงถึงหัวตะคาก
 
ให้จับเป็นเพลาดังเป็นไข้ และให้เย็นไปทั้งตัว
 
แล้วให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้ผะอืดผะอม
 
 
การรักษา 
 
ใช้ยารักษาฝีรวงผึ้งในตำรายาวัดโพธิ์ได้เลยค่ะ ตามระยะอาการของโรค 
 
ถ้ามีอาการตับโตร่วมด้วย ให้ยาในตำรายาวัดโพธิ์เพิ่มอีกตำรับ
 
 
คำแนะนำ งดอาหารแสลงต่างๆ เช่น นมจากสัตว์ ไข่ อาหารทะเลทุกชนิด เนื้อวัว ควาย เป็ด ห่าน ของหมักดองต่างๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เห็ด ใบกุยช่าย ผลไม้รสหวานจัด ขนมหวานทุกชนิด
 
 
*** ผู้ป่วยที่วินิจฉัยโรคทางแผนไทย ว่าเป็น ฝีรวงผึ้งนั้น ใช้การตรวจร่างกาย รักษาตั้งแต่โรคยังอ่อน จึงจะรักษาให้หายได้ แต่ก็มีผู้ป่วยที่มารักษาเมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลว่าเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย หมดทางรักษาแล้ว จึงมารักษาทางแผนไทย เมื่อโรคแก่แล้วเป็นอติสัยโรค รักษายากยิ่งนัก
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-25 23:42:57 IP : 58.9.9.188


ความเห็นที่ 2 (3411813)

 ความรู้เรื่องการรักษาภูมิแพ้อากาศในแผนไทย

 

 

 
ในแผนไทยเป็นโรคเกี่ยวกับโลหิต โรคภูมิแพ้ เป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อย ในที่นี้หมายถึง
 
๑.ภูมิแพ้จากฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศเรามองไม่เห็น ทำให้เกิดอาการแพ้ คันจมูก น้ำมูกไหล เป็นไม่มากแต่เรื้อรังก่อความรำคาญให้ไม่สะดวกในการทำงาน 
 
๒.ช่วงเปลี่ยนอากาศ เช่นตัวเองจะเป็นภูมิแพ้ในกรณีอากาศร้อนจัด(กำเดา) บางท่านเป็นในหน้าหนาว,แต่บางท่านเป็นในหน้าฝนส่วนอาการ,อาจเป็นมากถึงขั้น น้ำมูกไหลไม่หยุด,จามมากๆจนเยื่อจมูกอักเสบ,บวมด้านในจนหายใจไม่ออก
 
สาเหตุ
การป่วยเป็น โรคภูมิแพ้ ในแผนไทย มาจากเชื้อโรคต่างๆที่เราเรียกอุปปาติกะแปลกปนเข้าไปในร่างกายและมีบางส่วนเกาะอยู่ตามรูของขนจมูก,และรับละอองฝุ่นที่มีอยู่ทั่วไป ทำให้เกิดการระคายเคือง,คันจมูกจากเชื้อราร่วมด้วย เมื่อเป็นไปนานๆจะแปรเป็นโรคเรื้อรังประจำตัวกันมาก
 
อาการ
โรคภูมิแพ้ ผู้ที่แพ้จะมีอาการมากน้อยต่างกัน ตั้งแต่คันจมูก คันตา น้ำมูกใส จามบ่อย แน่นจมูก บางคนน้ำมูกไหลไม่หยุด
อาจมีเจ็บคอ บางครั้งตัวรุมๆ ไปจนถึงอาการมากแน่นหอบหายใจไม่ค่อยออกแบบหอบหืด จะเห็นมาโรงพยาบาลกันบ่อยตอนเช้ามืด มาสูดดมออกซิเจน กันสักพัก พอค่อยดีขึ้นจึงค่อยกลับไป
 
สารทำให้เป็น โรคภูมิแพ้ ที่พบบ่อยมี ฝุ่น นุ่น ละอองเกสรพืช ไรฝุ่น ขนสัตว์จากสุนัขและแมวไปจนถึงเชื้อราในอากาศ รวมทั้งอุณหภูมิของอากาศเป็นตัวช่วย บางครั้งอากาศที่ร้อนจัด,อบอ้าวหรือหนาวเย็นจะมีอาการแพ้ง่ายขึ้น และภาวะมลพิษ 
 
การรักษา เป็นการใช้หลักผสมผสาน
 
๑.ทำยาป้ายจมูกโดยใช้เหล้าสะระเหน่,เบตาดีน,ยาเหลือง
นำมาผสมกัน(สะระเหน่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน หลอดลมอักเสบ และหอบหืด อาการปวดต่าง ๆ ลดบวม,อาการปวดศีรษะ ปวดฟัน,เบตาดีนฆ่าเชื้อหลายตัวและมีไอโดดีนช่วยให้ผิวซ่อมแซมตัวได้เร็ว,ส่วนยาเหลืองฆ่าเชื้อราและแผลพุพองทำให้แห้งเร็ว)
 
โดยนำมาผสมกัน แล้วใช้ไม้พันสำลีเช็ดจมูกให้แห้งก่อนจากนั้นจุ่มน้ำยาที่ผสมแล้วนำมาทาบริเวณที่บวมทั้งสองข้าง
 
๒.รับประทานยาสมุนไพรกลุ่มแก้พิษโลหิตและเพิ่มเม็ดเลือด(ภูมิคุ้มกัน) โดยต้องรับประทานกับน้ำซาวข้าวเป็นกระสายยาเพื่อเน้นลดไข้และบำรุงโลหิต 
 
ขนาดรับประทาน
เป็นยาผงตักมา ๑ ช้อนชาพูนชงกับน้ำซาวข้าว๓/๔ถ้วยกาแฟ
วันละ ๔ ครั้งก่อนหรือหลังอาหารก็ได้
ถ้าอาการเริ่มแรกรับประทานติดต่อกัน ๗ วัน เรื้อรังแล้วเพิ่มเวลาคือให้ทานจนยาหมดห่อ
 
จากการรักษามา เฉพาะโรคนี้ ๕ รายหายทุกรายค่ะ
หมายเหตุ (สูตรยาอยู่ในวัดโพธิ์ค่ะ)
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-25 23:45:58 IP : 58.9.9.188


ความเห็นที่ 3 (3411825)

 ฝีฟองสมุทร ๒

 

รูปภาพ : ฝีฟองสมุทร ๒
คัมภีร์กล่าวไว้ดังนี้  ฝีฟองพระสมุทร : บังเกิดเพื่อวาโยระคนกันขึ้นในคอต้นขากรรไกร เมื่อแรกขึ้นมีสัณฐานดังหลังเบี้ย ขึ้นขวาตัวผู้ ขึ้นซ้ายตัวเมีย มีอาการเจ็บในลำคอเป็นกำลัง กลืนข้าวน้ำมิได้ เจ็บปวดดังจะขาดใจ ถ้ายาถูกก็เลือนหายไป ถ้ายามิถูกก็แก่กล้าเป็นหนอง มีความเวทนาเป็นอันมาก แล้วกระทำพิษให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ดุจจับไข้ให้เชื่อมมัว ให้ร้อนแต่ศีรษะตลอดจนปลายเท้า เหมือนไข้สันนิบาตนั้นก็หามิได้ ให้ทุรนทุรายไปจนกว่าหนองจะแตก เป็นยาปะยะโรค โรครักษาได้ ไม่ตาย
แต่ในความเป็นจริง การดำเนินโรคจะเป็นไปเรื่อยๆเช่นไม่หายกลายเป็นฝีที่ทอนซิลเรื้อรังเป็นๆหายๆในหนึ่งปีมากถึง๖ ครั้งขึ้นไปมักถูกแนะนำให้ผ่าออกทั้งหมด  ฝีของทอนซิล(Peritonsillar abscess หรือ Quinsy) ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนของต่อมทอนซิลอักเสบ  คนไข้มักจะรู้สึกเจ็บคอมาก และปวดร้าวไปที่หูและขากรรไกร อาจเจ็บจนรู้สึกกลืนลำบาก พูดลำบาก อ้าปากลำบาก นอกจากนี้ยังอาจมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บร่วมด้วย
ส่วนแผนไทยจะแปรโรคเป็นฝีกาฬฟองสมุทรก็ได้  (ไข้ช่องสมุทร)   มีอาการให้โลหิตเป็นพิษ(ติดเชื้อ)แล้วผุดขึ้นมาตามช่องอก  ตามราวนมเท่าวงสะบ้ามอญ เขียวก็มี  ดำก็มี  ขนาด  2 นิ้ว 3 นิ้ว  ยาวรีไป  อาการ  เชื่อมมัว  ร้อนในกระหายน้ำ  ตัวร้อนเปลว   ตาแดงดังโลหิต  ลิ้นกระด้างคางแข็ง(อาการขึ้นสมอง) หอบสะอึก(เป็นปอดบวมก็ได้) ปากคอ  ฟันแห้ง ปวดศีรษะ อาเจียน ร้อนเป็นกำลัง ถ้าเป็นมากๆก็มีปวดตามข้อเช่นกัน ส่วนยาก็ต้องปรับการรักษาไปใช้ยาฝีกาฬช่องสมุทรจึงมีการพูดว่าให้รักษาแต่ยังอ่อนอยู่
ยาแก้ฝีฟองพระสมุทร(ฝีที่ทอนซิลเป็นหนองเรื้อรัง)
- ใบฝ้ายแดง ใบฝ้ายเทศ ใบผักเป็ดแดง ใบระงับ ขมิ้นอ้อย น้ำตาลทราย เสมอภาค บดทาข้างนอก พอกก็ได้
- โพกพาย รากย่านาง เถาวัลย์เปรียง รากพุมเรียงทั้งสอง ขมิ้นอ้อย ยาข้าวเย็นเหนือ ยาข้าวเย็นใต้ เสมอภาค ต้มกิน แก้พิษฝีฟองสมุทรหาย เป็นยาตัดรากสรรพฝีทั้งปวง ถ้าเป็นแผลแทรกกำมะถันลง ๑ ตำลึง ๑ บาท วิเศษนัก

 

 
คัมภีร์กล่าวไว้ดังนี้ ฝีฟองพระสมุทร : บังเกิดเพื่อวาโยระคนกันขึ้นในคอต้นขากรรไกร เมื่อแรกขึ้นมีสัณฐานดังหลังเบี้ย ขึ้นขวาตัวผู้ ขึ้นซ้ายตัวเมีย มีอาการเจ็บในลำคอเป็นกำลัง กลืนข้าวน้ำมิได้ เจ็บปวดดังจะขาดใจ ถ้ายาถูกก็เลือนหายไป ถ้ายามิถูกก็แก่กล้าเป็นหนอง มีความเวทนาเป็นอันมาก แล้วกระทำพิษให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ดุจจับไข้ให้เชื่อมมัว ให้ร้อนแต่ศีรษะตลอดจนปลายเท้า เหมือนไข้สันนิบาตนั้นก็หามิได้ ให้ทุรนทุรายไปจนกว่าหนองจะแตก เป็นยาปะยะโรค โรครักษาได้ ไม่ตาย
 
แต่ในความเป็นจริง การดำเนินโรคจะเป็นไปเรื่อยๆเช่นไม่หายกลายเป็นฝีที่ทอนซิลเรื้อรังเป็นๆหายๆในหนึ่งปีมากถึง๖ ครั้งขึ้นไปมักถูกแนะนำให้ผ่าออกทั้งหมด ฝีของทอนซิล(Peritonsillar abscess หรือ Quinsy) ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนของต่อมทอนซิลอักเสบ คนไข้มักจะรู้สึกเจ็บคอมาก และปวดร้าวไปที่หูและขากรรไกร อาจเจ็บจนรู้สึกกลืนลำบาก พูดลำบาก อ้าปากลำบาก นอกจากนี้ยังอาจมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บร่วมด้วย
 
ส่วนแผนไทยจะแปรโรคเป็นฝีกาฬฟองสมุทรก็ได้ (ไข้ช่องสมุทร) มีอาการให้โลหิตเป็นพิษ(ติดเชื้อ)แล้วผุดขึ้นมาตามช่องอก ตามราวนมเท่าวงสะบ้ามอญ เขียวก็มี ดำก็มี ขนาด 2 นิ้ว 3 นิ้ว ยาวรีไป อาการ เชื่อมมัว ร้อนในกระหายน้ำ ตัวร้อนเปลว ตาแดงดังโลหิต ลิ้นกระด้างคางแข็ง(อาการขึ้นสมอง) หอบสะอึก(เป็นปอดบวมก็ได้) ปากคอ ฟันแห้ง ปวดศีรษะ อาเจียน ร้อนเป็นกำลัง ถ้าเป็นมากๆก็มีปวดตามข้อเช่นกัน ส่วนยาก็ต้องปรับการรักษาไปใช้ยาฝีกาฬช่องสมุทรจึงมีการพูดว่าให้รักษาแต่ยังอ่อนอยู่
 
ยาแก้ฝีฟองพระสมุทร(ฝีที่ทอนซิลเป็นหนองเรื้อรัง) 
- ใบฝ้ายแดง ใบฝ้ายเทศ ใบผักเป็ดแดง ใบระงับ ขมิ้นอ้อย น้ำตาลทราย เสมอภาค บดทาข้างนอก พอกก็ได้
- โพกพาย รากย่านาง เถาวัลย์เปรียง รากพุมเรียงทั้งสอง ขมิ้นอ้อย ยาข้าวเย็นเหนือ ยาข้าวเย็นใต้ เสมอภาค ต้มกิน แก้พิษฝีฟองสมุทรหาย เป็นยาตัดรากสรรพฝีทั้งปวง ถ้าเป็นแผลแทรกกำมะถันลง ๑ ตำลึง ๑ บาท วิเศษนัก
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-26 00:03:50 IP : 58.9.9.188


ความเห็นที่ 4 (3411826)

 ประสพการณ์รักษาถุงลมโป่งพอง(กุตะนาราย)

 

 

 
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นอย่างไร
เป็นโรคที่ถุงลมมีการถูกทำลายและทางเดินหายใจตีบแคบลม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่ เมื่อปอดถูกทำลายไปมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้หายใจลำบากมากขึ้น และเมื่อการทำลายเป็นรุนแรงมาก จะทำให้ร่างกายไม่สามารถได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ และไม่สามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากร่างกาย ทำให้เกิดอาการหอบเหนื่อยขึ้นได้
 
สาเหตุของการเกิด
 
จากการสูบบุหรี่ ควันและสารพิษ จะเข้าไปทำลายทางเดินหายใจ และถุงลมที่ปอด ทำให้เกิดการบวมและการอักเสบในทางเดินหายใจ เมื่อเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง จะทำให้เกิดการเป็นแผลเป็น ทำให้การหายใจลำบากขึ้น มีอาการมากขึ้นในการเกิดถุงลมโป่งพอง จะเกิดการทำลายของทั้งหลอดลม และถุงลมในปอด
หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก ภาวะการอักเสบเรื้อรังนี้ จะทำให้เกิดแผลเป็นและทางเดินหายใจตีบแคบลงกว่าเดิม ถุงลมโป่งพอง มีลักษณะของการทำลายถุงลมที่ปอด ทำให้การแลกเปลี่ยนอากาศแย่ลง ความเสี่ยงในการเกิดถุงลมโป่งพอง 
 
๑.การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ชัดเจนว่าทำให้เกิดถุงลมโป่งพอง อย่างไรก็ตามพบว่า อีก 20% ของคนที่เป็นถุงลมโป่งพอง ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน
๒.ทางเดินหายใจไวกว่าปกติ airway responsiveness
๓.Secondhand smoker หรือ ทำงานที่ต้องสัมผัสกับฝุ่น หรือมลภาวะมากเกินไป
๔.ทางพันธุกรรม พบว่าครอบครัวที่มีภาวะ การขาด โปรตีน 
 
อาการของถุงลมโป่งพอง 
ตอนแรกจะมีอาการเพียงเล็กน้อย เมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาการก็จะค่อย ๆ แย่ลง อาการที่พบได้ ได้แก่
* ไอมีเสมหะ
* หายใจมีเสียงดัง Wheezing
* หายใจไม่ทัน หอบเหนื่อย เป็นมากขึ้นเมื่อออกแรง พักดีขึ้น
* อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
* ปวดหัวตอนเช้า ๆ
 
การรักษา 
การหยุดสูบบุหรี่
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดที่จะต้องทำในการรักษา สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่คือการหยุดสูบบุหรี่ อาการของโรคจะดีขึ้น อาการไอน้อยลง และเสมหะน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อทำการหยุดสูบบุหรี่
ยาขยายหลอดลม 
เป็นยาหลักที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง โดยจะช่วยขยายหลอดลม ให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น และลดเสมหะที่จะออกมา มียาขยายหลอดลมหลายรูปแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งแบบออกฤทธิ์ยาว และออกฤทธิ์สั้น ส่วนใหญ่ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง นิยมที่จะใช้แบบออกฤทธิ์ยาว 
ยากลุ่มสเตียรอยด์ 
ยากลุ่ม นี้จะมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ มีรูปแบบหลากหลาย ทั้งชนิดพ่น ชนิดรับประทาน และชนิดฉีด ถ้าอาการที่เป็นไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยาขยายหลอดลม ก็มักจะเพิ่มยาพ่นกลุ่มนี้เสริมไปอีกหนึ่งตัว แต่ถ้าเป็นชนิดรับประทานจะให้ในช่วงสั้น ๆ ที่มีอาการรุนแรงเนื่องจากผลข้างเคียงถ้าเกิดใช้ยานานเกิน
ยาแก้ไอ VS ยาละลายเสมหะ 
โดย ทั่วไปจะไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้ไอ ชนิดที่กดการไอ เพราะทำให้ไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อมากขึ้น 
 
การดูแลด้านอื่น ๆ
การให้ออกซิเจน 
ผู้ป่วยที่เป็นถุงลมโป่งพองแบบรุนแรง จะมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ การตรวจด้วยเครื่องมือวัดออกซิเจนในเลือดที่จับที่นิ้ว จะพบว่ามีออกซิเจนในเลือดต่ำ การได้รับออกซิเจนจะช่วยให้อาการดีขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอัตราการเสียชีวิตลดน้อยลง
โภชนาการ
ผู้ป่วยถุงลมโป่งพองมากกว่า 30 % ไม่สามารถรับประทานอาหารอย่างเพียงพอ เนื่องจากอาการหอบเหนื่อย ทำให้ขาดสารอาหาร น้ำหนักลดได้ จึงควรจะต้องดูแลเรื่องการรับประทาน โดยอาจจะทานอาหารให้บ่อยขึ้น หรือเสริมอาหารอื่น ๆ เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
 
ส่วนในแผนไทย
ฝีกุตะณะราย : เมื่อจะบังเกิดให้ตึงแน่นในทรวงอก อาการกระทำพิษกลางคืน(คนไข้จะไอมาก,และมีเสมหะเหนียวข้น)หอบเหนื่อยมากกว่า กลางวัน ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาวไปทั้งตัว(ครั่นเนื้อครั่นตัว) บริโภคอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ(เพราะเหนื่อยหอบ,ไอและนอนราบไม่ได้)
ส่วนตัวที่ใช้รักษาคนป่วย ๑ รายและติดตามดูครูที่รักษาอีก๕รายพบว่าผลการรักษาดี,ระยะสั้นใน๑ เดือนเห็นผลเป็นที่พอใจ ใช้ยาตามคัมภีร์ได้เลยแต่กรรมวิธีอาจยุ่งยากเล็กน้อย
ยาแก้ฝีกุตะณะราย
- เบญจเหล็ก รากขี้กาทั้งสอง รากประคำไก่ รากตองแตก ยาดำ สิ่งละ ๑ บาท ต้มกิน เป็นยาผ่าหัวฝีให้แตก
- รากทนดี รากมะนาว รากมะงั่ว รากส้มซ่า รากหิ่งหาย ยอดลำเจียก บอระเพ็ด รากมะเขื่อขื่น รากมะแว้งทั้งสอง ตำเอาน้ำสิ่งละทะนาน น้ำมันงาทะนาน ๑ หุงให้คงแต่น้ำมัน แล้วจึงเอาเนระพูสี ดีงูเหลือม ฝิ่นดิบ เปลือกประคำดีควาย สิ่งละ ๑ สลึง ทำเป็นจุลปรุงลงในน้ำมัน ให้กินพอควรกำลัง เป็นยาดับพิษฝีกุตะณะรายดีนัก
- ยารุฝีเมื่อบุพโพแตกแล้ว แก่นมะหาด แก่นปรู แก่นมะเกลือ แก่นสัก แก่นแสมสาร เคี่ยวน้ำสิ่งละทะนาน มะพร้าวไฟ ๑ ลูก หุงให้คงแต่น้ำมัน แล้วจึงคุลีการเข้ากับน้ำยาทั้งนั้น เคี่ยวไปให้เหลือแต่น้ำมันแล้วจึงเอาเมล็ดในสลอด ๓๓ เมล็ด คั่วด้วยน้ำปลาร้าไหให้เหลือง ทำเป็นจุล ปรุงลงในน้ำมันเอาไว้ให้เย็น ให้กินหนึ่งช้อนหอย เป็นยารุ แก้ฝีกุตะณะรายนั้นหาย และรุสรรพฝีทั้งปวงได้วิเศษนัก
- ใบมะคำไก่ เจตมูลเพลิง ตรีกฏุก กระเทียมทอก เสมอภาค บดด้วยสุราทาข้างนอก เป็นยาเกลื่อนฝีกุตะณะราย และดับพิษก็ได้ หายวิเศษนัก
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-26 00:06:37 IP : 58.9.9.188


ความเห็นที่ 5 (3411828)

 เทียบอาการโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในแผนไทย

 

 

 
อาการของเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
อาการคือเจ็บแปลบบริเวณกลางหน้าอกตรงกลางหรือค่อนไปทางด้านซ้าย ในบางคนอาจเจ็บแน่นๆครับ และอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อนอนราบกับพื้น หรือหายใจลึกๆ
 
อาการเจ็บจะใช้เวลานาน และไม่ดีขึ้นเมื่อหยุดพัก ซึ่งต่างจากโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน ซึ่งจะเจ็บเป็นระยะเวลาสั้นๆและดีขึ้นเมื่อหยุดพัก อาการอื่นๆอาจได้แก่ไข้ เหนื่อย ไอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
 
โดยปกติแล้วเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมักไม่รุนแรง แต่ว่าอาการนั้นคล้ายกับโรคที่รุนแรงเช่นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย อันเนื่องมาจากหลอดเลี้ยงหัวใจตีบตันครับ 
 
ในกรณีที่เป็นรุนแรงก็จะมีของเหลวสะสมในเยื่อหุ้มหัวใจ และหัวใจก็จะถูกบีบรัด ทำให้หัวใจไม่สามารถบีบตัวให้เลือดไปเลี้ยงตามอวัยวะต่างๆได้ และทำให้เกิดหัวใจล้มเหลวได้
ถ้ามีของเหลวสะสมในชั้นเยื่อหุ้มหัวใจก็จะบีบรัดและรบกวนการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจบีบเลือดออกไปได้น้อยลง
 
เมื่อมาเทียบอาการข้างเคียงของแผนไทยคือ เข้าในคัมภีร์ติดเชื้อชื่อ ทิพมาลาว่าด้วย ลักษณะฝีวัณโรค อันบังเกิดภายในนั้น เกิดเพื่อจตุรธาตุและตรีสมุฏฐานอันใดอันหนึ่ง ซึ่งจะวิปริตเป็นชาติจะละนะโดยหย่อนพิการระคนกันเข้า แล้วตั้งต่อมขึ้น มีประเภทต่าง ๆ ให้บุคคลทั้งหลายพึ่งเรียนรู้ไปเบื้องหน้า 
 
ฝีปลวก (คล้ายอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ) เมื่อเป็นมีอาการให้เจ็บในทรวงอก ที่ตั้งแห่งหัวใจ ตลอดไปตามสันหลัง ให้ผอมเหลือง ให้อาเจียนเป็นโลหิต ไอเหม็นคาวคอ(จากโลหิตที่หุ้มอยู่รอบหัวใจออกมา,บางครั้งอาจเป็นแค่สีชมพูอ่อนๆ) บริโภคอาหารไม่ ได้ นอนไม่หลับ อาจมีไข้หรืไม่ก็ได้ให้ครั่นเนื้อตัว ตาแดงเรื่อๆ ร้อนในกระหายน้ำด้วยค่ะ
 
สามารถใช้ยาในคัมภีร์ได้เลยค่ะอยู่ในแพทย์ศาสตร์และวัดโพธิ์
ความสำคัญคือประเมินโรคเป็นก็รู้ยา ส่วนตัวยังไม่มีคนไข้จำพวกนี้ แต่ครูแผนไทยของข้าพเจ้ามีคนไข้กลุ่มโรคหัวใจหลายชนิดมาให้รักษา พบว่าได้ผลดี
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-26 00:08:09 IP : 58.9.9.188


ความเห็นที่ 6 (3412672)

 ท้องอืด...อาหารไม่ย่อย...ทำไงดี?

 

 

 
ขอตอบแบบภาพรวมง่ายๆนะคะคือดู
- สาเหตุ 
ท้องอืด อาหารไม่ย่อย นั้น เกิดจากหลายอย่างด้วยกันตั้งแต่
 
1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร อาการแสบบริเวณหน้าอก ซึ่งอาจจะเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อนได้ 
ตัวอย่างกลุ่มอาการของอาหารไม่ย่อย Dyspepsia 
อาการที่สำคัญของอาหารไม่ย่อยได้แก่
**แสบร้อนท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ (Epigastricburning)โดยไม่ร้าวขึ้นไปบริเวณหน้าอก 
**ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่แน่นท้องซึ่งมักจะแน่นท้องส่วนบน
ความรู้สึกไม่สบายเหมือนกับว่าอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานผิดปกติ เรอลม มีก๊าซในกระเพาะมาก
**คลื่นไส้ แน่นหรืออึดอัดท้องหลังมื้ออาหาร รู้สึกแน่นท้องท้องอืด โดยที่ท้องไม่พอง
**ท้องบวมมีก๊าซมาก อิ่มง่ายหรือ อิ่มเร็วกว่าปกติ
 
2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่ ยาต่างๆ ที่กิน ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ 
**ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย , 
**ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง , 
**เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮลล์เป็นส่วนผสม เช่น สุรา เบียร์ หรือน้ำชา กาแฟ จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ
**รวมทั้งการระคายเคืองจากบุหรี่
**ตลอดจนอาหารที่ย่อยยากหลายอย่างรวมทั้งอาหารที่มี
กากมากๆ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง
 
3. โรคของทางเดินน้ำดี(กลุ่มน้ำดีหย่อน,พิการ) เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี หรือน้ำดีข้น
 
4. โรคของตับอ่อน
 
5. โรคทางร่างกายอย่างอื่นๆ เช่น เบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์
 
6. พฤติกรรมในการกิน ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการท้องอืดโดยเฉพาะอาหารรสจัดจะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ การกินอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด หรือกินครั้งละมากๆ รวมทั้งกินอาหารที่ย่อยยาก อาหารมัน
 
สำหรับผู้ที่ชอบกินผักแม้จะมีเส้นใยมาก(กินผักดิบด้วย) ถ้ากินมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้นได้ เนื่องจากร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยเส้นใยเหล่านี้ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นตัวช่วยย่อยสลาย อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผักก็มีประโยชน์เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก 
 
เช่นเดียวกับอาหารประเภทนมนั้นในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยนมหรือถ้ามีก็ปริมาณน้อย เมื่อกินนมเข้าไปมากอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องเสียควรงดหรือค่อยๆ ดื่มนมทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายปรับตัวจนดื่มนมได้ในปริมาณที่ต้องการ แต่หากดื่มนมเปรี้ยวจะไม่มีอาการเนื่องจากในนมเปรี้ยวจะมีการย่อยนมไปเป็นบางส่วนแล้ว
 
- ท้องอืด อาหารไม่ย่อยบ่อยๆ ผิดปกติหรือไม่
อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ถ้านานๆ เป็นครั้งคราวจะไม่เป็นไร แต่ปัญหาที่พบบ่อยในคนที่ท้องอืด คือ โรคกระเพาะ อาจเป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือกระเพาะอาหารอักเสบ บางคนอาจเป็นโรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดีหรือจากอาหารที่เรากินเข้าไป แต่ถ้าเป็นบ่อยโดยเฉพาะผู้สูงอายุมักจะเป็นสัญญาณเตือนถึงอาการนำอย่างหนึ่งของมะเร็งในช่องท้องร่วมด้วยอาการอื่นๆ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด ซึ่งควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด
 
- เมื่อใดควรไปพบแพทย์
ผู้ที่มีอาการดังนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและทำการรักษา
1. ในผู้สูงอายุ เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากพบว่า มะเร็งของกระเพาะอาหารหรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี
2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด
3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ
4. มีอาเจียนติดต่อกันหรือกลืนอาหารไม่ได้
5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง
6. ปวดท้องมาก
7. ท้องอืดแน่นท้องมาก
8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น เช่น อาการท้องผูกมากขึ้นจนต้องกินยาระบายหรืออาการท้องผูกสลับท้องเดิน เป็นต้น
 
- การรักษาอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยด้วยสมุนไพรรูปแบบอาหารเป็นยาค่ะ
 
กระเทียม เป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่น เนื่องจากอาหารไม่ย่อยอยู่บ่อย ๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไป 
 
หอมเล็กมีฟลาโวนอยด์(Flavonoid)ไกลโคไซด์(Glycosides)
เพคติน(Pectin)กลูโคคินิน (Glucokinin) ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่าง ๆ 
 
พริกสด พริกทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะ 
 
ข่า ข่ามีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่น ๆ ก็คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ 
 
ตะไคร้ ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สด ๆ ก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบา 
 
ใบแมงลัก ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอม ๆ นี้เองที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกที 
 
ใบกะเพรา มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
 
ขิง แก้อาการท้องอืดเฟ้อ จุกเสียดและปวดท้อง
- น้ำกระสายขิง น้ำขิง 30 กรัม มาชงด้วยน้ำเดือด 500 ซีซี ชงแช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง กรองรับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ
- ใช้ขิงแก่ต้มกับน้ำ รินน้ำดื่มแก้โรคจุกเสียด ทำให้หลับสบาย
- ขิงแก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว ปิดฝา ตั้งทิ้งไว้นาน 5 นาที รินเอาแต่น้ำมาดื่มระหว่างอาหารแต่ละมื้อ
- ใช้ผงขิงแห้ง 1 ช้อนโต๊ะปาดๆ หรือ 0.6 กรัม ถ้าขิงแก่สดยาวประมาณ 1 องคุลี หรือประมาณ 5 กรัม ต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลดื่มทุกๆ วัน ถ้าเป็นผงขิงแห้งให้ชงน้ำร้อน เติมน้ำตาลดื่ม
 
ถ้าเป็นยาตำรับยาสามัญประจำบ้านใช้
ตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ประกอบด้วย 
“ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ และอาการท้องเสียที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ 
“ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก และมีสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:46:17 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 7 (3417991)

 โรคทางแพทย์แผนไทย..... ไข้ละอองไฟฟ้า

เทียบกับโรคปัจจุบัน.... ลักษณะคล้ายกับโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 

 

รูปภาพ : โรคทางแพทย์แผนไทย..... ไข้ละอองไฟฟ้า
เทียบกับโรคปัจจุบัน.... ลักษณะคล้ายกับโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
ไข้ละอองไฟฟ้า.... คือ ลักษณะไข้วิปริตปฐมเหตุอันบังเกิดขึ้นในระหว่างอหิวาตกภัย อยู่ในพระคัมภีร์ตักศิลา (จากตำรายาวัดโพธิ์) เป็นไข้พิษ ไข้กาฬ ชนิดหนึ่ง ที่เป็นไข้ติดเชื้อภายใน อาจมีการผุดขึ้นเป็นเม็ดยอดตามผิวหนัง
อาการตามพระคัมภีร์ตักศิลา.....
- กระทำให้ปากเบี้ยว ตาแหก คางคลาด
- ผุดขึ้นยอดที่หน้าอกเท่าเมล็ดงา ยอดนั้นแดงก่อนแล้วจึงดำคล้ำ
- ให้เร่งแต่งยาประทับ
- ถ้ายอดนั้นคืนแดงออกเมื่อใด เป็นยาปะยะโรค (รักษาได้ง่าย) รักษาได้
- ถ้ามิคืนแดงออกได้ ท่านว่าเป็นอติสัยโรค (รักษายาก) ยามิได้เลยเป็นอันเที่ยง
อธิบายอาการโรคไข้ละอองไฟฟ้า.....
โรคไข้ละอองไฟฟ้า มีอาการคล้ายคลึงกับโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ( อัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดเหตุจากลมในกองธาตุ จะมีอาการอ่อนแรง ชาไปครึ่งซีกตัว ) เพราะโรคนี้จะไปจับเส้นสุมนา ทำให้เส้นอิทา ปิงคลา เดินไม่ได้ ทำให้เกิดอาการอัมพาต แขนขาอ่อนแรง
แยกโรคจากอัมพฤกษ์ด้วยอาการไข้ ตาแดง น้ำตาตก ปากคอแห้ง ร้อนใน กระหายน้ำ
อธิบายการกระทบเส้น ดังนี้
๑)	กระทบเส้นสุมนา คือเส้นกลางลำตัว มีผลต่อหัวใจ สมอง ไขสันหลัง หลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มประสาทกลางลำตัว
๒)	กระทบเส้นอิทา มีผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท ด้านซ้าย ถ้าผิดปกติ เกิดโทษคือ ปวดศีรษะ ตามืดมัว ชักปากเบี้ยว เจ็บสันหลัง ให้เกิดลมประกัง ตัวร้อน วิงเวียนศีรษะ
๓)	กระทบเส้นปิงคลา มีผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท ด้านขวา ถ้าผิดปกติ เกิดโทษคือ อัมพาต ปากเบี้ยว ปวดศีรษะรุนแรง
อาการ...... ไข้ภายใน ครั่นเนื้อ ครั่นตัว หางตาตก มุมปากยก เหตุจากความร้อนขึ้นสมอง
สาเหตุ....
๑.	จากฤดูสมุฏฐาน เช่น ฤดูร้อน โลหิตเป็นต้นไข้ ให้โลหิตร้อน การไหลเวียนของโลหิตในร่างกายไม่สะดวก เป็นเหตุส่งเสริมให้อาการไข้ละอองไฟฟ้าที่เป็นอยู่เดิม อาการหนักมากขึ้น
๒.	ความร้อนจากโลหิตของคนไข้ที่เป็นไข้ละอองไฟฟ้า
๑)	ถ้าขึ้นไปที่สมอง จะทำลายสมอง
๒)	ถ้าไปที่หัวใจ ฟอกโลหิตไม่ได้
-	ลมสุมนา ดึงปาก ให้มุมปากยก ปากเบี้ยว ดึงลิ้น ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง (ชิวหาสดมภ์)
การรักษาทางแพทย์แผนไทย
-	ใช้ยาตามตำรายาวัดโพธิ์
โดย.... AU Kanchana ..... Ayurvedic Association of Thailand


ไข้ละอองไฟฟ้า.... คือ ลักษณะไข้วิปริตปฐมเหตุอันบังเกิดขึ้นในระหว่างอหิวาตกภัย อยู่ในพระคัมภีร์ตักศิลา (จากตำรายาวัดโพธิ์) เป็นไข้พิษ ไข้กาฬ ชนิดหนึ่ง ที่เป็นไข้ติดเชื้อภายใน อาจมีการผุดขึ้นเป็นเม็ดยอดตามผิวหนัง


อาการตามพระคัมภีร์ตักศิลา.....

- กระทำให้ปากเบี้ยว ตาแหก คางคลาด
- ผุดขึ้นยอดที่หน้าอกเท่าเมล็ดงา ยอดนั้นแดงก่อนแล้วจึงดำคล้ำ
- ให้เร่งแต่งยาประทับ
- ถ้ายอดนั้นคืนแดงออกเมื่อใด เป็นยาปะยะโรค (รักษาได้ง่าย) รักษาได้
- ถ้ามิคืนแดงออกได้ ท่านว่าเป็นอติสัยโรค (รักษายาก) ยามิได้เลยเป็นอันเที่ยง


อธิบายอาการโรคไข้ละอองไฟฟ้า.....

โรคไข้ละอองไฟฟ้า มีอาการคล้ายคลึงกับโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ( อัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดเหตุจากลมในกองธาตุ จะมีอาการอ่อนแรง ชาไปครึ่งซีกตัว ) เพราะโรคนี้จะไปจับเส้นสุมนา ทำให้เส้นอิทา ปิงคลา เดินไม่ได้ ทำให้เกิดอาการอัมพาต แขนขาอ่อนแรง 

แยกโรคจากอัมพฤกษ์ด้วยอาการไข้ ตาแดง น้ำตาตก ปากคอแห้ง ร้อนใน กระหายน้ำ


อธิบายการกระทบเส้น ดังนี้

๑) กระทบเส้นสุมนา คือเส้นกลางลำตัว มีผลต่อหัวใจ สมอง ไขสันหลัง หลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มประสาทกลางลำตัว

๒) กระทบเส้นอิทา มีผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท ด้านซ้าย ถ้าผิดปกติ เกิดโทษคือ ปวดศีรษะ ตามืดมัว ชักปากเบี้ยว เจ็บสันหลัง ให้เกิดลมประกัง ตัวร้อน วิงเวียนศีรษะ

๓) กระทบเส้นปิงคลา มีผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท ด้านขวา ถ้าผิดปกติ เกิดโทษคือ อัมพาต ปากเบี้ยว ปวดศีรษะรุนแรง


อาการ...... ไข้ภายใน ครั่นเนื้อ ครั่นตัว หางตาตก มุมปากยก เหตุจากความร้อนขึ้นสมอง


สาเหตุ.... 

๑. จากฤดูสมุฏฐาน เช่น ฤดูร้อน โลหิตเป็นต้นไข้ ให้โลหิตร้อน การไหลเวียนของโลหิตในร่างกายไม่สะดวก เป็นเหตุส่งเสริมให้อาการไข้ละอองไฟฟ้าที่เป็นอยู่เดิม อาการหนักมากขึ้น

๒. ความร้อนจากโลหิตของคนไข้ที่เป็นไข้ละอองไฟฟ้า 

๑) ถ้าขึ้นไปที่สมอง จะทำลายสมอง

๒) ถ้าไปที่หัวใจ ฟอกโลหิตไม่ได้

- ลมสุมนา ดึงปาก ให้มุมปากยก ปากเบี้ยว ดึงลิ้น ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง (ชิวหาสดมภ์)


การรักษาทางแพทย์แผนไทย

- ใช้ยาตามตำรายาวัดโพธิ์

โดย.... AU Kanchana ..... Ayurvedic Association of Thailand

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 00:10:36 IP : 58.11.27.160


ความเห็นที่ 8 (3421659)

 โรคเริม, งูสวัด..... 

จัดอยู่ในกลุ่มของไข้กาฬ ๑๐ จำพวก ในพระคัมภีร์ตักศิลา
 
 
 
 
 
 
 
โรคเริม (อังกฤษ: Herpes simplex) โรคเริมเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ "Herpes simplex" ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำให้เกิดแผล (cold sore) ที่พบบริเวณริมฝีปาก ทั้งบนและล่าง หรือมุมปาก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และชนิดที่มักจะพบเริมบริเวณอวัยวะเพศ พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ลักษณะอาการแบ่งได้เป็นหลายระยะ โดยจะเริ่มจากความรู้สึกคันหรือเจ็บยิบๆบริเวณที่จะเกิดแผล แล้วจะมีผื่น กลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสซึ่งภายหลังจะรวมตัวกันอยู่บนผิวหนังประมาณ 1-2 วัน จากนั้นตุ่มน้ำใสนี้ จะแตกออก และตกสะเก็ดแต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นเกือบถึง 1 สัปดาห์ ทั้งนี้เราไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเริมได้เด็ดขาด แต่เชื้อจะมีระยะพักตัว ซึ่งมักพักตัวอยู่ในเส้นประสาท และก่อให้เกิดตุ่มใสขึ้นอีกได้เสมอๆ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ภูมิคุ้มกันลดลง ความเครียดทางกายหรือจิตใจ ช่วงประจำเดือน เป็นต้น
 
 
ชนิดของไวรัสเริม
 
ในทางการแพทย์สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริมเป็น 2 ชนิดคือ
 
1. Herpes simplex virus type I : HSV-I มักทำให้กิดแผลบริเวณริมฝีปาก หรือ ในช่องปาก หรือบริเวณใดก็ได้เหนือสะดือ
 
2. Herpes simplex virus type II : HSV-II ทำให้เกิดโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศของทั้งชายและหญิง
 
ทั้งนี้ ไวรัสทั้งสองชนิดสามารถติดต่อในบริเวณที่ต่างจากปกติได้ เช่น HSV-I ก่อให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ
 
 
การติดต่อ...
 
เริมทั้ง 2 ชนิดนี้ ติดต่อกันได้ทางการสัมผัสโดยตรง เช่น การใช้แก้วน้ำร่วมกัน การจูบกันและติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโดยการสัมผัสสิ่งของที่ผู้มีเชื้อใช้ เช่น ผ้าเช็ดตัว ช้อน เป็นต้น[2]
 
 
การเกิดโรคซ้ำ
 
อาการแผลของเริมนี้อาจเกิดเป็นซ้ำได้อีก เนื่องจากเชื้อไวรัสเริมนี้จะเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท (ganglion) และมักจะทำให้เป็นเริมซ้ำที่บริเวณเดิม หรือใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิมเสมอ 
 
 
ปัจจัยที่ทำให้เป็นเริมซ้ำได้อีกมีดังนี้
 
1. การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
 
2. ความเครียด วิตกกังวล เช่น ทำงานหนัก ใกล้สอบ เป็นต้น
 
3. ความเจ็บป่วย ช่วงที่สุขภาพอ่อนแอ ทรุดโทรม ไม่ค่อยสบาย จะกลับเป็นเริมได้อีก
 
4. อากาศร้อน แสงแดด
 
5. ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ระหว่างมีประจำเดือน
 
 
 
ลักษณะของโรคเริม
 
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 6-8 วัน จะทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิดตุ่มน้ำพองใสเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ ผู้ป่วยจะมีอาการคันหรือแสบร้อนรอบ ๆ ตุ่มใสนี้ ซึ่งต่อมาจะแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ หลายแผลติดกัน ตกเสก็ด และหายไปในที่สุด ซึ่งมักจะไม่ก่อให้เกิดแผลเป็น
 
 
***ในพระคัมภีร์ตักศิลาได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องไข้กาฬ ๑๐ จำพวก ซึ่งไข้กาฬที่อยู่ในกลุ่มของเริม งูสวัด มีดังนี้ คือ
 
 
๑. ไข้งูสวัด( งูกระหวัด) ลักษณะ ผุดเป็นเม็ดทรายขึ้นมาเป็นแถว มีสัณฐานเหมือนงู เป็นเม็ดพองๆ เป็นเงาหนองก็มี ถ้า หญิงเป็นซ้าย ชายเป็นขวา และถ้าข้ามสันหลังไปรักษาไม่ได้ ( ตาย)
 
๒. ไข้เริมน้ำค้าง ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น เป็นเหล่ากัน มีน้ำใสๆ
อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว เซื่อมมัว ปวดศีรษะ
 
๓. ไข้เริมน้ำข้าว ลักษณะ ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น เป็นเหล่ากัน มีน้ำขุ่นๆ
อาการ จับสะท้านร้อน สะท้านหนาว เซื่อมซึม ปวดศีรษะ
 
 
หมายเหตุ – ไข้งูกระหวัด (งูสวัด) ไข้เริมน้ำค้าง ไข้เริมน้ำข้าว สามไข้นี้ ความจริงเป็นไข้ หรือโรคอย่างเดียวกัน ซึ่งเราเรียกกันว่า “เริม” โรคแผนปัจจุบัน เฮอร์ปิส( Herpis) ที่เรียกชื่อผิดกันไปนั้น ก็โดยขึ้นในตำแหน่งที่ต่างกัน และลักษณะของเม็ดต่างกันบ้าง เช่น ถ้าในเม็ดน้ำใส เรียกเริมน้ำต้าง ถ้าขุ่นมัวเรียก เริมนำข้าว เริมนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ” ไข่งู” การที่เกิดเป็นเริมก็เนื่องจาก หนังอักเสบ ตามทางเส้นประสาท หรือเกิดเป็นเม็ดพองเล็กๆ เป็นกลุ่มๆ ถ้าขึ้นเป็นทางหรือสายตามซี่โครง เรียกว่า ” งูสวัด” หรือ ” งูตระหวัด” ( เฮอร์ปีส ซอสเตอร์) คืองูรัด ถ้าขึ้นสะพายไหล่เรียก ” สังวาลย์พระอินทร์” เริมนี้อาจเกิดขึ้น ตามร่างกายได้หลายแห่ง
 
(จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิทเทศสุขกิจ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2516 หน้า 326)
 
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
http://rermherb.blogspot.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-26 18:01:00 IP : 171.97.81.49


ความเห็นที่ 9 (3422896)

 เล่าเรื่องโรคทางแพทย์แผนไทย.....

 
เมื่อเดือนก่อนเพื่อนที่เรียนพยาบาลรุ่นเดียวกันมารักษาที่คลินิก ไม่ได้เจอกันนานมากเป็นสิบปีเห็นจะได้ ให้ประวัติว่าเป็นโรคไตมา ๑ ปีกว่า รักษาอยู่ที่ร.พ.ศิริราช และมีอาการของโลหิตจาง เนื้องอกในมดลูก โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ บวมหน้า บวมตัว แต่แขนขาที่บวมอยู่ยุบแล้ว วันดีคืนดีก็จะบวมหมดทั้งตัว บางครั้งก็ปัสสาวะไม่ออก มีความทุกข์ทรมานมาก ต้องตวงน้ำดื่มและน้ำปัสสาวะเพื่อให้สมดุลกัน ยาที่ได้รับจากร.พ. ก็คือสเตียรอยด์ วันละ ๑๒ เม็ด อาการก็จะทรงๆ อย่างนี้มาโดยตลอด
 
เพื่อนบอกว่าไปเจอพี่อีกคนที่มารักษาที่คลินิก ก็เลยแนะนำให้มาตรวจ
กับเรา แต่ก่อนที่เพื่อนจะมาตรวจได้โทรมาสอบถามเกี่ยวกับอาการของตัวเอง และถามถึงวิธีการรักษาในทางแผนไทย พอได้คุยกันเพื่อนก็เกิดความเชื่อมั่นว่าการแพทย์แผนไทย จะสามารถรักษาโรคของเขาได้
 
แต่ก็บอกไปว่าอาการที่เป็นอยู่กระทบกับธาตุดิน หรืออวัยวะภายในหมดแล้ว สาเหตุการเกิดโรคที่แท้จริงก่อนที่จะมากระทบกองธาตุ เป็นโรคติดเชื้อภายในมาก่อน (กลุ่มฝีภายใน ในคัมภีร์ทิพย์มาลา) ก็คือเป็นมะเร็งเม็ดเลือด (จากเลือดของพ่อแม่) และเป็นมะเร็งลาม (ประจำเดือนมีลิ่มก้อน มาไม่สม่ำเสมอ) เมื่อเป็นนานเข้าจึงกระทบถึงไต ให้เกิดอาการบวม
 
ก็เลยถามถึงความเชื่อมั่นในการจะรักษาในทางการแพทย์แผนไทย เพราะจะมีเรื่องต้องทำความเข้าใจกันหลายๆ เรื่อง ดังนี้
 
- แพทย์แผนไทยเป็นการรักษาแบบองค์รวม (รักษาร่างกายที่ค้นหาสาเหตุของการเกิดโรคและผลกระทบจากโรคนั้นคือรักษาทั้งระบบของร่างกาย และรักษาทางด้านจิตใจด้วย) มิได้รักษาตามอาการที่เป็นอยู่เท่านั้น
 
- เรื่องอาหารแสลงที่ต้องงดในระหว่างกินยา เช่น ไข่ ของหมักดอง เครื่องในสัตว์ นมจากสัตว์ ของหวาน ฯลฯ
 
- เรื่องของการงดยาแผนปัจจุบัน ในระหว่างกินยา เพราะยาที่เป็นสารสังเคราะห์จะขัดขวางการกินยาไทย ซึ่งเป็นพืชวัตถุตามธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีใดๆ 
 
- ยาไทยที่ต้องรับประทานในช่วงแรกจะมีการระบายเอาของเสียออก เพราะฉะนั้นถ้าไปตรวจแล๊ป จะดูเหมือนว่าอาการยังไม่ดีขึ้น
 
เพื่อนก็ตอบตกลงที่จะรักษาก็เริ่มรักษาไตก่อน เมื่อกินยาไปได้ ๕ วัน บอกว่ารู้สึกอาการดีขึ้น พอกินยาไปได้ ๑๐ วัน ก็พบอาการที่ป่วยอยู่ภายในก็คือลำไส้ส่วนปลายตีบ น้ำดีพิการ กินอาหารอะไรเข้าไปก็ไม่ย่อยท้องอืดหลามขึ้นมาจุกแน่นลิ้นปี่ ต้องหยุดยาไตเพื่อรักษากระเพาะและลำไส้ก่อน กินยาไปได้ ๑๐ วัน อาการกระเพาะลำไส้ดีขึ้น แต่เริ่มมีอาการขัดปัสสาวะ ปัสสาวะออกน้อยในช่วงเย็น ปวดหน่วงหน้าเหน่า ขาเริ่มบวม แสดงถึงอาการในกลุ่มของฝีสุทวาต (ฝีหรือมะเร็งในขั้วกระเพาะปัสสาวะ) ก็ต้องกลับมากินยาในโรคนี้ก่อน เมื่ออาการของ
ฝีสุทวาตดีขึ้นแล้ว จึงมากินยารักษาไตได้ต่อไป เมื่อไตดีขึ้นแล้วจึงมาปรับระบบธาตุและระบบเลือดต่อไป
 
จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยที่มาด้วยโรคไต หรืออาการของโรคไต ไม่จำเป็นเสมอไปว่า สาเหตุการเกิดโรคของเขาจะมาจากตัวของไตเอง แต่มีต้นเหตุมาจากเลือดพิการมาก่อน และยังมีโรคในกลุ่มของฝีภายในด้วย
 
ในการรักษาผู้ป่วยต้องใช้หลักของคัมภีร์ที่มีความละเอียดลึกซึ้งมาก ใช้สมุฏฐานในการวินิจฉัยโรค ในการจะเป็นแพทย์นั้นต้องมีโยนิโสมนัสสิการจริงๆ ต้องมีความละเอียด รอบคอบ ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลเสียต่อผู้ป่วยได้
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-04 21:59:38 IP : 58.9.112.177


ความเห็นที่ 10 (3423706)

 เล่าเรื่องโรคทางแผนไทย .... ในคัมภีร์อติสาร

 

รูปภาพ : ตำรายากลางบ้าน ๙ ขนาน ......  แก้โรคลมป่วง
ขนานที่ ๑ ท่านให้เอาหัวข่าตาแดง (มีลักษณะต้น ใบ ดอก ลูก หัวเหมือนกับข่าใหญ่ แต่ย่อมกว่าเล็กน้อย ที่หัวแตกขึ้นเป็นตาสีแดงเข้ม มีสรรพคุณพิเศษทางแก้โรคลมป่วง) นำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้แหลกผสมกับน้ำปูนใส (น้ำปูนแดงกินกับหมาก) แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ใช้น้ำยารับประทาน มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วง ซึ่งมีอาการทั้งถ่ายท้องทั้งอาเจียน (ทั้งลงทั้งราก) ให้พลันหายไปทันที เคยใช้รักษาได้ผลดีมามากแล้วฯ
- วิทยาทานสงวนนาม.
ขนานที่ ๒ ท่านให้เอาแก่นประดู่ส้ม ๓ ชิ้น, หางจาก (จากที่ใช้มุงหลังคาบ้าน) ๓ หาง, ถ่านไม้รวก ๓ ก้อน, เหรียญสลึง ๑ อัน,นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ ส่วน เคี่ยวให้เหลือน้ำ ๑ ส่วน ใช้น้ำยารับประทาน โรคลมป่วงจะพลันหายไปทันที มีสรรพคุณอย่างชะงัดนักแลฯ
- วิทยาทานสงวนนาม.
ขนานที่ ๓ ท่านให้เอาตะไคร้ ๕ ต้น (ทุบพอแตก) กับ เกลือทะเล (เกลือใส่แกง) ประมาณให้เค็มจัดๆ นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ แก้ว เคี่ยวให้เหลือ น้ำ ๑ แก้ว ใช้น้ำยารับประทานให้หมดแก้ว เพียงครั้งเดียว มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงทุกชนิด ซึ่งมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ทำให้ทั้งลงทั้งราก คือ ทั้งถ่ายท้อง และ อาเจียน ให้หายไปอย่างปลิดทิ้งทันทีฯ
- พระธรรมปิฎก วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร.
ขนานที่ ๔ ท่านให้เอาผักบุ้งไทย ๑ กำมือ, ข้าวเปลือกข้าวเหนียว ๓ หยิบมือ, ขี้เถ้ากลางเตาไฟ ๓ หยิบมือ, ตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้ นำมาใส่ในกำผักบุ้งแล้วใช้ตอกมัดเป็น ๓ เปลาะ แล้วใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ต้มเคี่ยวให้ผักบุ้งสุกเละแล้ว ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา ๓ ครั้ง ระยะเวลาใกล้ๆ กัน เมื่อรับประทานยาครั้งหนึ่ง ใช้แก้ตอกที่มัดไว้ออกเปลาะหนึ่ง มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงซึ่งมีอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระออกเป็นสีขาว ให้หายไป ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เคยใช้รักษาหายมามากแล้วฯ
- พระอธิการเรียน ลชฺชิโต วัดพิหารแดง อ.เมือง สุพรรณบุรี.
ขนานที่ ๕ ท่านให้เอามะละกอสุก ๑ ลูก (ใหญ่ๆ) นำมาผ่าแคะเอาเฉพาะเมล็ด ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าว ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำยาประมาณครึ่งถ้วยแกง ให้ผู้ป่วยรับประทานเพียงครั้งเดียว มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
- พระครูสุนทรวชิรเวท วัดเขื่อนเพชร อ.ท่ายาง เพชรบุรี.
ขนานที่ ๖ ท่านให้เอาเปลือกส้มโอแห้ง นำมาเผาไฟให้ไหม้แล้ว บดให้ละเอียดผสมกับกำมะถันเล็กน้อย ละลายกับน้ำต้มสุก ๑ ส่วน สุรา ๑ ส่วน ประมาณน้ำยาครึ่งแก้วกาแฟ ใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงซึ่งมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง ให้หายไปอย่างปลิดทิ้งทันทีแลฯ
- พระครูทองอยู่ ญาณสาโร วัดพรหมบุรี อ.พรหมบุรี สิงห์บุรี.
ขนานที่ ๗ ท่านให้เอาเศษผงทุกอย่างในเชี่ยนหมาก (โดยเอาเต้าปูน กรรไกร หมาก พลู ออกเสียก่อน เหลือนอกนั้นคว่ำเชี่ยนหมากเทใส่ลงในหม้อทั้งหมด) นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ ถ้วยชา เคี่ยวให้เหลือน้ำ ๑ ถ้วยชา ใช้น้ำยา ๑ ถ้วยชานั้นให้ผู้ป่วยรับประทานให้หมด รับรองเพียงถ้วยชาเดียวหายเป็นเหมือนคนไม่ได้ป่วย ภายในเวลาไม่เกิน ๓๐ นาที เคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้ว มีสรรพคุณชะงัดนักแลฯ
- พระวินัยบัณฑิต วัดวรดิตถาราม อ.เมือง ตราด.
ขนานที่ ๘ ท่านให้เอาพริกไทยร่อน ๑ หยิบมือ นำมาต้มกับน้ำพอสมควร ต้มเคี่ยวให้พริกไทยสุกเละแล้วผสมกับสุรา ประมาณน้ำยา ๑ ถ้วยชา ใช้รับประทานไม่เกิน ๓ ครั้ง ระยะห่างกัน ๓๐ นาที มีสรรพคุณแก้โรคลมป่วงที่มีอาการทั้งถ่ายท้องอาเจียน ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
- วิทยาทานสงวนนาม.
ขนานที่ ๙ ท่านให้เอาถ่านไม้สัก หนัก ๑ บาท, ถ่านไม้รวก หนัก ๑ บาท, กำมะถันเหลือง หนัก ๑ บาท, มหาหิงคุ์ หนัก ๒ บาท, ตัวยาทั้ง ๔ อย่างนี้ นำมาตำเป็นผง ปั้นเป็นเม็ดขนานเท่าเมล็ดพุทรา เก็บใส่ขวดโหลไว้ฯ ใช้แก้โรคท้องเดินทั้งลงทั้งราก ท่านให้ใช้ยานี้ ๓ เม็ด บดละลายผสมกับ น้ำปูนใส (น้ำปูนแดงกินกับหมาก) ประมาณครึ่งถ้วยกาแฟ คั้นผิวมะกรูดลงผสม กวนให้เข้ากัน ใช้รับประทาน ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ ใช้แก้โรคอาเจียน ท่านให้ใช้ยานี้ ๓ เม็ด บดละลายผสมกับ น้ำลูกยอต้ม ประมาณครึ่งถ้วยกาแฟ ใช้รับประทาน มีสรรพคุณอย่างชะงัดนักแลฯ ใช้แก้โรคลมจุกเสียด ท่านให้ใช้ยานี้ ๓ เม็ด บดผสมกับ หัวกระเทียม ๕ กลีบ ละลายกับน้ำร้อน ใช้รับประทาน ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ ใช้แก้โรคท้องเดิน ท่านให้ใช้ยานี้ ๓ เม็ด บดละลายกับ น้ำต้มเปลือกต้นแคแดงประมาณครึ่งถ้วยกาแฟ ใช้รับประทาน มีสรรพคุณอย่างชะงัดนักแลฯ
- พระครูคำหล้า อติเปโม วัดปากฝาง อุตรดิตถ์.
http://textbook.samunpri.com/?p=121
โดย... AU Kanchana : Ayurvedic Association of Thailand

 

คนไข้มาด้วยอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นน้ำลาย วิงเวียนศีรษะเหมือนบ้านหมุน จุกแน่นท้อง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก มือเท้าชา ถ่ายเหลว ๑ ครั้ง 
 
การรักษา : ใช้เหง้าข่าฝนกับน้ำปูนใส ให้คนไข้กิน ๑ ถ้วยชา 
ร่วมกับการนวดแก้โรคป่วงลม
 
 
โรคลมป่วง หรือ ป่วงลม ในคัมภีร์อติสาร
 
อติสาร แปลว่า อาการเจ็บป่วยเข้าระยะอันตราย ถึงตาย
 
โรคป่วงลม คือ โรคที่จัดอยู่ในปัจจุบันกรรมอติสาร บังเกิดแต่กองอชิน คือ สำแดงธาตุ สำแดงอาหาร (จากกินอาหารไม่ถูกกับธาตุ กินอาหารไม่ถูกกับโรค) ให้ท้องขึ้น แน่นหน้าอกคับใจ เสียดสีข้าง จุกอก ให้คลื่นเหียนอาเจียนแต่ลม ให้เท้าเย็นมือเย็น บริโภคอาหารไม่ได้ ให้คอแห้งมาก ให้อุจจาระมีสีอันคล้ำ มีกลิ่นเปรี้ยวเหม็นยิ่งนัก 
 
ส่วนยาในตำราโบราณ : ใช้เหง้าข่าฝนกับน้ำปูนใส ถ้วยเดียวหาย
 
โดย... AU Kanchana : Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-10 18:49:18 IP : 115.87.153.156


ความเห็นที่ 11 (3432510)

 กินอาหารหวานมันมากเกิน... ระวังเกิดโรคจากฤดูกระทบ

 

 
 
ขนมหวาน ไอศครีมเย็นฉ่ำ เครื่องดื่มแสนชื่นใจ น่าจะเป็นของโปรดของใครหลายคน แต่ทราบไหมว่า ความหวานจากน้ำตาลที่อยู่ในอาหารและเครื่องดื่มนั้น นำมาซึ่งโรคร้ายโดยที่เราคิดไม่ถึง
 
การบริโภคน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ส่งผลให้เกิดการสะสมในรูปของไขมันที่พอกอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิด จากงานวิจัยล่าสุดที่นำเสนอในการประชุมสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ประจำปี 2013 พบว่า การบริโภคน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายยังอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตกว่า 180,000 รายต่อปีทั่วโลกอีกด้วย
 
นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลจากผลิตภัณฑ์อาหาร ขนมและเครื่องดื่มผสมน้ำตาล ถึงวันละ 88 กรัม (22 ช้อนชา) หรือเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า ซึ่งมากเกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคร้ายจากการบริโภคน้ำตาลมากที่สุด
 
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน ซึ่งปริมาณที่พอเหมาะและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายคือไม่เกินวันละ 40 กรัม (10 ช้อนชา) แต่ปริมาณแนะนำสำหรับคนไทยก็คือ ไม่เกินวันละ 24 กรัม (6 ช้อนชา) เผื่อไว้สำหรับการกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่แล้วโดยไม่ทราบปริมาณ
 
ลดความหวานลงสักนิด อย่ากินตามใจอยาก เลือกสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง
 
ขอขอบคุณบทความจาก สสส.
 
 
**อธิบายการเกิดโรคทางแพทย์แผนไทย...... จากฤดูกระทบ
 
ในวสันต์ฤดู ( เดือน ๘ – เดือน ๑๐) การเกิดโรคจะเกิดจากวาตะสมุฏฐาน โรคลมกำเริบ จากการกินอาหารผิดสำแดง จำพวกเปียกชื้นชุ่มมัน มีอาการผอมเหลือง เป็นไข้ครั่นตัว เมื่อธาตุลมกำเริบ ทำให้ธาตุไฟกำเริบด้วย ทำให้น้ำดีพิการ หายใจสั้น ท้องลั่นโครกคราก แดกขึ้นลง ให้หาวเรอจากลมอุทธังคมาวาตากำเริบ ให้เกิดอาการวิงเวียน ลมขึ้นสู่เบื้องสูงกล่าวยกตัวอย่างไว้ ทำให้มีอาการขึ้นสู่เบื้องบน คือ หู จมูก ปาก อาจทำให้มีเลือดออกจากอาเจียนทางปาก หรือเลือดออกทางจมูกและหูได้ จากโทษของลม
 
ส่วนยารักษาโรคในฤดูนี้ ชื่อยาฤทธิเจริญ มีตัวยาดังนี้ คือ 
แฝกหอม พริกไทย เปราะหอม หัวแห้วหมู ว่านน้ำ ดีปลี เสมอภาค รากกระเทียมหนักเท่ายาทั้งหลาย บดทำผง ใช้น้ำร้อนเป็นกระสายยา
 
 
โดย.... AU Kanchana
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-09-08 21:42:25 IP : 61.90.84.163



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.