ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > สาระสุขภาพ

สาระสุขภาพ


 เคล็ดไม่ลับ... แก้ปัญหาผมร่วง

 

รูปภาพ : เคล็ดไม่ลับ...  แก้ปัญหาผมร่วง
ผมร่วง หัวล้าน แม้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ผู้ที่ใส่ใจในเรื่องบุคลิกภาพ ก็ย่อมจะกังวลกันอยู่บ้าง ทั้งนี้ แพทย์ให้ข้อมูลว่าเป็นเรื่องของพันธุกรรมซึ่งรักษาได้ อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น เรามีวิธีป้องกันเบื้องต้นมาแชร์
อันดับแรก เป็นเรื่องของอาหาร จากนิตยสารชีวจิต ได้แบ่งเป็นประเภทไว้ดังนี้
1.ข้าวและธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปู ข้าวบาร์เลย์ จมูกข้าว ถั่วต่างๆ งาดำ เมล็ดทานตะวัน ฟักทอง และเมล็ดฟักทอง
2.ผักสด จำพวกหน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี ขึ้นฉ่าย มะเดื่อ ผักกาดหอม ผักกาดแก้ว หัวหอม ผักโขม มะเขือเทศ และสตรอเบอร์รี
3.วิตามินเอ เช่น ปลา (น้ำมันปลา น้ำมันตับปลา) แครอท ผักเขียวจัด-เหลืองจัด และผลไม้สีเหลือง นอกจากจะสร้างเส้นผมให้สวยงามแล้ว ยังช่วยสร้างผิวหนัง กระดูก และฟันด้วย
4.โปรตีน เช่น ปลา เต้าหู้ เห็ด ผักและผลไม้ เพื่อช่วยสร้างโปรตีนชื่อเคอราติน ซึ่งเป็นโปรตีนสร้างเส้นผม
5.น้ำเอนไซม์ เช่น หัวบีทรู้ทคั้นสดผสมกับหัวหอมนิดหน่อย อาทิตย์ละ 2-3 ถ้วยกาแฟ หรือน้ำคั้นส้มโอผสมกับกับน้ำต้มจากรำข้าวและจมูกข้าว ดื่มวันละ 1 แก้ว
อันดับต่อมา คือ สมุนไพร ประกอบไปด้วย
1.ขิงแก่ : นำขิงแก่แง่งขนาดฝ่ามือมาตำให้ละเอียด ใส่ลูกประคบ แล้วนำไปนึ่ง จากนั้นนำมาประคบบริเวณที่ผมร่วง ทำวันละ 2 ครั้งๆ ละ 20-30 นาที ประมาณ 3-5 วันจะเห็นผล
2.มะกรูด : นำมะกรูดประมาณ 4 ผล ต้มกับน้ำสะอาดด้วยไฟปานกลางพอนิ่ม จากนั้นผ่าครึ่ง นำไปคั้น ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำมะกรูดใส่ภาชนะไว้ พอกศีรษะทิ้งไว้แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (สูตรนี้เหมาะสำหรับผมร่วงที่เกิดจากแชมพูเป็นด่าง)
3.ว่านหางจระเข้ : นำวุ้นของว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่ไก่แดง 1 ฟอง และน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา ปั่นให้เข้ากัน หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ทำสัปดาห์ละครั้ง
4.ผักบุ้ง, ใบบัวบก : คั้นเอาแต่น้ำ หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที
ส่วนอีกเคล็ดลับซึ่งอยู่กับเราเป็นประจำอยู่แล้ว คือวิธีการสระผม เทคนิคง่ายๆ ก็คือ เวลาสระผม ให้ชโลมแชมพูทั่วทุกส่วนของเส้นผม ห้ามขยี้หรือเกาหนังศีรษะไม่ว่าค่อยหรือแรงในระหว่างชโลมแชมพูเข้ากับเส้นผม หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้สารจากแชมพูเข้าไปทำปฏิกิริยาล้างไขมัน ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสิ่งสกปรกตามรูขุมขนให้หมดจด แล้วจึงล้างออก สระซ้ำอีกรอบ เพื่อเป็นการล้างคราบไขมันและสิ่งสกปรกต่างๆ ให้สะอาด โดยเฉพาะผู้ที่หนังศีรษะมันจำเป็นต้องสระซ้ำ เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาดปราศจากคราบของแชมพู กรณีใช้ครีมนวดก็ให้ใช้หลังสระซ้ำในรอบที่ 2 โดยชะโลมครีมนวดให้ทั่วๆ นวดเบาๆ ให้เข้ากับเส้นผม ห้ามนวดแรง จะมีผลต่อเส้นผมบางเส้นที่อ่อนแออยู่แล้ว หมักทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดปราศจากคราบของครีมนวดผม การสระผมบ่อยไม่ได้ทำให้ผมร่วงมากขึ้น ตามความเชื่อดั้งเดิมที่เชื่อถือแบบผิดๆ ตรงกันข้ามกลับทำให้สุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมดีขึ้น ไม่เป็นแหล่งรวมสิ่งสกปรกและเชื้อโรค
ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

 
ผมร่วง หัวล้าน แม้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ผู้ที่ใส่ใจในเรื่องบุคลิกภาพ ก็ย่อมจะกังวลกันอยู่บ้าง ทั้งนี้ แพทย์ให้ข้อมูลว่าเป็นเรื่องของพันธุกรรมซึ่งรักษาได้ อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น เรามีวิธีป้องกันเบื้องต้นมาแชร์
 
 
อันดับแรก เป็นเรื่องของอาหาร จากนิตยสารชีวจิต ได้แบ่งเป็นประเภทไว้ดังนี้
 
1.ข้าวและธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปู ข้าวบาร์เลย์ จมูกข้าว ถั่วต่างๆ งาดำ เมล็ดทานตะวัน ฟักทอง และเมล็ดฟักทอง
 
2.ผักสด จำพวกหน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี ขึ้นฉ่าย มะเดื่อ ผักกาดหอม ผักกาดแก้ว หัวหอม ผักโขม มะเขือเทศ และสตรอเบอร์รี
 
3.วิตามินเอ เช่น ปลา (น้ำมันปลา น้ำมันตับปลา) แครอท ผักเขียวจัด-เหลืองจัด และผลไม้สีเหลือง นอกจากจะสร้างเส้นผมให้สวยงามแล้ว ยังช่วยสร้างผิวหนัง กระดูก และฟันด้วย
 
4.โปรตีน เช่น ปลา เต้าหู้ เห็ด ผักและผลไม้ เพื่อช่วยสร้างโปรตีนชื่อเคอราติน ซึ่งเป็นโปรตีนสร้างเส้นผม
 
5.น้ำเอนไซม์ เช่น หัวบีทรู้ทคั้นสดผสมกับหัวหอมนิดหน่อย อาทิตย์ละ 2-3 ถ้วยกาแฟ หรือน้ำคั้นส้มโอผสมกับกับน้ำต้มจากรำข้าวและจมูกข้าว ดื่มวันละ 1 แก้ว
 
อันดับต่อมา คือ สมุนไพร ประกอบไปด้วย
 
1.ขิงแก่ : นำขิงแก่แง่งขนาดฝ่ามือมาตำให้ละเอียด ใส่ลูกประคบ แล้วนำไปนึ่ง จากนั้นนำมาประคบบริเวณที่ผมร่วง ทำวันละ 2 ครั้งๆ ละ 20-30 นาที ประมาณ 3-5 วันจะเห็นผล
 
2.มะกรูด : นำมะกรูดประมาณ 4 ผล ต้มกับน้ำสะอาดด้วยไฟปานกลางพอนิ่ม จากนั้นผ่าครึ่ง นำไปคั้น ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำมะกรูดใส่ภาชนะไว้ พอกศีรษะทิ้งไว้แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (สูตรนี้เหมาะสำหรับผมร่วงที่เกิดจากแชมพูเป็นด่าง)
 
3.ว่านหางจระเข้ : นำวุ้นของว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่ไก่แดง 1 ฟอง และน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา ปั่นให้เข้ากัน หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ทำสัปดาห์ละครั้ง
 
4.ผักบุ้ง, ใบบัวบก : คั้นเอาแต่น้ำ หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที
 
ส่วนอีกเคล็ดลับซึ่งอยู่กับเราเป็นประจำอยู่แล้ว คือวิธีการสระผม เทคนิคง่ายๆ ก็คือ เวลาสระผม ให้ชโลมแชมพูทั่วทุกส่วนของเส้นผม ห้ามขยี้หรือเกาหนังศีรษะไม่ว่าค่อยหรือแรงในระหว่างชโลมแชมพูเข้ากับเส้นผม หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้สารจากแชมพูเข้าไปทำปฏิกิริยาล้างไขมัน ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสิ่งสกปรกตามรูขุมขนให้หมดจด แล้วจึงล้างออก สระซ้ำอีกรอบ เพื่อเป็นการล้างคราบไขมันและสิ่งสกปรกต่างๆ ให้สะอาด โดยเฉพาะผู้ที่หนังศีรษะมันจำเป็นต้องสระซ้ำ เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาดปราศจากคราบของแชมพู กรณีใช้ครีมนวดก็ให้ใช้หลังสระซ้ำในรอบที่ 2 โดยชะโลมครีมนวดให้ทั่วๆ นวดเบาๆ ให้เข้ากับเส้นผม ห้ามนวดแรง จะมีผลต่อเส้นผมบางเส้นที่อ่อนแออยู่แล้ว หมักทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดปราศจากคราบของครีมนวดผม การสระผมบ่อยไม่ได้ทำให้ผมร่วงมากขึ้น ตามความเชื่อดั้งเดิมที่เชื่อถือแบบผิดๆ ตรงกันข้ามกลับทำให้สุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมดีขึ้น ไม่เป็นแหล่งรวมสิ่งสกปรกและเชื้อโรค
 
ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-04-29 21:00:55 IP : 110.168.156.135



ความเห็นที่ 1 (3412312)

 น้ำกะทิ...... รักษาผมร่วง

 
ใครมีปัญหาผมร่วง วันนี้มีวิธีรักษาผมร่วงด้วยน้ำกะทิมาฝาก...
 
 
รูปภาพ : น้ำกะทิ......  รักษาผมร่วง
ใครมีปัญหาผมร่วง วันนี้มีวิธีรักษาผมร่วงด้วยน้ำกะทิมาฝาก...
น้ำกะทิ ขาวข้นอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนที่ช่วยบำรุงรากผมให้ผมงอกและยาวเร็ว ทั้งป้องกันผมร่วงและผมบาง  แถมยังช่วยแก้ปัญหาผมแตกปลายได้ด้วย
วิธีทำ นำหัวกะทิมาชโลมเส้นผมและหนังศีรษะให้ทั่ว แล้วใช้ปลายนิ้วมือนวดเบาๆ ทิ้งไว้ประมาณ  20-30 นาที จากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วสระผมตามปกติ
เพียงเท่านี้ปัญหาผมร่วงก็จะหมดไป.
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
http://www.thaihealth.or.th
 
 
 
 
น้ำกะทิ ขาวข้นอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนที่ช่วยบำรุงรากผมให้ผมงอกและยาวเร็ว ทั้งป้องกันผมร่วงและผมบาง แถมยังช่วยแก้ปัญหาผมแตกปลายได้ด้วย
 
วิธีทำ นำหัวกะทิมาชโลมเส้นผมและหนังศีรษะให้ทั่ว แล้วใช้ปลายนิ้วมือนวดเบาๆ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที จากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วสระผมตามปกติ
 
เพียงเท่านี้ปัญหาผมร่วงก็จะหมดไป.
 
 
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
http://www.thaihealth.or.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:02:49 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 2 (3412324)

 วิธีป้องกันและดูแลสุขภาพดวงตา.... จากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์

 
 
 
 
ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งนับวันเรายิ่งถูกเทคโนโลยีเหล่านี้ผลักดันให้เราใช้สายมากขึ้นและนานขึ้นในแต่ละวัน โดยเราไม่รู้ตัวว่ากำลังทำร้ายสายตาอยู่
 
 
เป็นที่น่าวิตกว่า คนส่วนใหญ่ใช้สายตาทำงานหนักมาก แต่กลับละเลยการดูแลสุขภาพดวงตา จนอาจมีอาการผิดปกติซึ่งส่งผลกระทบต่อการมองเห็นหรือการทำงานของตา จากผลการสำรวจสุขภาพสายตาของคนไทย ของกระทรวงสาธารณสุขที่เคยสำรวจไว้ โดยใช้วิธีตรวจวัดสายตาในกลุ่มวัยแรงงาน ซึ่งมีประมาณ 45 ล้านคน พบว่าร้อยละ 30 มีสายตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างผิดปกติ โดยคาดว่าขณะนี้จะมีคนไทยไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคนมีสายตาผิดปกติ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ทำให้มีอาการเมื่อยตา ตาแห้ง เคืองตา แสบตา แพ้แสง ตาพร่า ปวดตา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาสายตา เช่น การทำงานกลางแจ้งและกลางแดดนานๆ การอ่านหนังสือในที่ๆ แสงสว่างไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ เป็นต้น
 
นพ.อาทิตย์ เจียรนัยศิลาวงศ์ จักษุแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของคนในวัยทำงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มของการใช้คอมพิวเตอร์สูงขึ้น รวมถึงมีการใช้ดวงตาทำสิ่งต่างๆ มากมาย หรือแม้แต่ทำงานในที่ที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสม ล้วนแล้วแต่ทำให้ดวงตาเกิดอาการล้า ไม่สบายตา ปวดกระบอกตา ตาพร่ามัว ตาแห้ง กล้ามเนื้อรอบดวงตาเกร็ง เคืองตา น้ำตาไหล ฯลฯ
 
นอกจากจอคอมพิวเตอร์แล้ว ปัจจุบันเราอยู่ในยุคของ Gen S (Generation of Screen) ที่เป็นยุคแห่งโลกดิจิตอล ที่คนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น และอยู่ท่ามกลาง “จอ” รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น จอคอมพิวเตอร์ จอแท็บเล็ต จอมือถือ และจอโทรทัศน์ และนับวันแนวโน้มการใช้สายตาในการมองจอเหล่านี้ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดเราควรปกป้องและดูแลสุขภาพดวงตาอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง เพราะอาหารประเภทนี้อุดมไปด้วยอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายให้เสื่อมสภาพได้ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่นแสงแดดจ้า ลมแรง การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สายตาในที่ที่มีแสงสลัวหรือแสงที่ไม่เหมาะสม
 
หากจำเป็นต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ก็ควรนั่งในระยะห่างที่เหมาะสม ปรับแสงสว่างหน้าจอให้พอดี หยุดพักสายตาโดยการมองไปที่ไกลๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อตาคลายตัว กะพริบตาถี่ ๆ บ้าง เพื่อช่วยให้ตาชุ่มชื่น เพิ่มน้ำหล่อลื่นภายในดวงตา รวมถึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ หรือเดิน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ดวงตาดีขึ้น ช่วยให้มีสุขภาพตาที่ดี ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพดวงตาปีละครั้ง และหากมีอาการผิดปกติ เกี่ยวกับการมองเห็น ตาแดง เคืองตา ควรรีบพบจักษุแพทย์
 
ที่สำคัญควรรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ และอาหารที่ช่วยบำรุงและถนอมดวงตา ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การมีสุขภาพดวงตาที่ดีนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยการมีโภชนาการที่ดี ซึ่งก็คือ อาหารที่มีสารอาหารแอนติออกซิแดนท์ที่จะพบมากในผักและผลไม้ต่างๆ ซึ่งจะมีวิตามินเอ ซี อี เบตาแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทิน และไบโอฟลาโวนอยด์ ส่วนเกลือแร่ที่สำคัญสำหรับดวงตาคือสังกะสี ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มากมายหลายชนิด มีสารอาหารเหล่านั้นสูงเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นบิลเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ แบล็คเคอร์แรนต์ โช้คเบอร์รี่ อาซาอิเบอร์รี่ เอลเดอร์เบอร์รี่ บอยเซ็นเบอรี และฮัคเคิลเบอร์รี่ เป็นต้น
 
 
อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช เปิดเผยว่า จากการวิจัยเกี่ยวกับโรคตาในหลายๆ ประเทศพบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ โดยเฉพาะบิลเบอร์รี่ ที่หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคย ซึ่ง บิลเบอร์รี่ ก็คือ บลูเบอร์รี่ที่เราชอบรับประทานกันนั่นเอง จากการศึกษาพบว่า สารแอนโธไซยานินในบิลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นสารไบโอฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงม่วงจนไปถึงน้ำเงิน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงเมื่อเทียบกับผักและผลไม้อื่น ๆ นอกจากนี้ บิลเบอร์รี่ยังมีวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งล้วนแต่เป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน จึงช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ แถมยังช่วยปกป้องเลนส์แก้วตาถูกทำลาย หรือขุ่นมัว อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อมอีกด้วย
 
และยังมีหลายผลวิจัย พบว่า สารแอนโธไซยานินในบิลเบอร์รี่ ช่วยป้องกันเส้นเลือดฝอยจากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ซึ่งลดความเสี่ยงโรคเบาหวานขึ้นตา ต้อหินและต้อกระจกได้หากควบคุมดูแลเบาหวานให้ดี และช่วยป้องกันอาการอ่อนล้าของตาและช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืดหรือที่มีแสงน้อย นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างการสังเคราะห์สารคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังหลอดเลือดฝอย จึงเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนของเลือด
 
นอกจากนี้ ยังมีผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อื่นๆ ได้แก่ แบล็คเคอร์แรนต์ มีส่วนช่วยให้ตารับภาพในเวลากลางคืนได้ดี แครนเบอร์รี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีในสูง จึงให้ประโยชน์ในการช่วยดูแลสุขภาพดวงตา โช้คเบอร์รี่ ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในตาดีขึ้น อาซาอิเบอร์รี่ ช่วยปกป้องการเสื่อมของเลนส์ตาและจอประสาทตาได้ดียิ่งขึ้น เอลเดอร์เบอร์รี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจึงช่วยในเรื่องการมองเห็น
 
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการวิจัยในอาสาสมัครที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่พบว่า การดื่มเอลเดอร์เบอร์รี่ ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้เร็วขึ้น และสตรอเบอร์รี่ ที่คนไทยรู้จักกันดีเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า วิตามินซี และวิตามินอี ในปริมาณเท่าๆ กัน จึงอาจช่วยป้องกันโรคหวัดได้ อีกทั้งยังมีรายงานจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการ พบว่า ฤทธิ์สารต้านอนุมูลอิสระในสตรอเบอร์รี่ปกป้องเซลล์ประสาทได้ดี ซึ่งบริเวณจอประสาทตามีเซลล์ประสาทสำหรับการรับภาพอยู่มาก
 
การรับประทานผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่หรือในรูปเบอร์รี่สกัดเข้มข้น จึงช่วยให้ได้สารอาหารบำรุงสายตามากมาย ลดอาการเหนื่อยล้าและอาการเจ็บตารวมถึงป้องกันหรือชะลอความเสื่อมที่ก่อให้เกิดโรคทางสายตา แต่ต้องมีปริมาณที่มากพอและเหมาะสมที่จะส่งผลต่อสุขภาพตา การรับประทานผลไม้เบอร์รี่ในรูปสกัดเข้มข้นย่อมได้สารแอนโธไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ในปริมาณมากกว่าการรับประทานผลสด หรือเตรียมเอง ทำให้ได้อาหารบำรุงตามากขึ้นในการป้องกันโรคและความผิดปกติที่เกิดกับดวงตา เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสุขภาพดวงตาของคนยุคดิจิตอล ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของตาก่อนเวลาอันควรอย่างแท้จริง และนอกจากผลไม้ในกลุ่มเบอร์รี่แล้ว ยังมีผักและผลไม้อื่นๆ ที่ช่วยในการบำรุงสายตาเช่นกัน ได้แก่ แครอท ผักบุ้ง ตำลึง ผักคะน้า มะละกอ มะม่วงสุก เป็นต้น
 
 
ที่มา : เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:18:06 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 3 (3412328)

 รูปภาพ : ฝึก ฝึก ฝึก กันนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:24:04 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 4 (3412332)

 คุณเป็นอีกคนหนึ่งใช่ไหมที่ตกอยู่ในฐานะ นักบริโภคยาลดไขมัน

 

 

 

 
คงจำได้ว่าเมื่อก่อนนี้หมอเคยชี้ว่าคุณเป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงเมื่อระดับเกิน 250 ม.ก./ด.ล. แต่ต่อมาไม่นานกลับไปหาหมอคนเดิม ทีนี้ท่านบอกคุณว่า "มีงานวิจัยใหม่แล้วว่าคอเลสเตอรอลที่ปลอดภัยต้องไม่เกิน 200 ม.ก./ด.ล. เพราะคนที่ระดับคอเลสเตอรอลระหว่าง 200-250 ม.ก./ด.ล. ก็มีสิทธิตายด้วยหัวใจหลอดเลือดอีกตั้งเยอะ เห็นท่าจะจำเป็นจ่ายยาลดคอเลสเตอรอลให้คุณละนะ ไหนๆ คุณก็เบิกค่ารักษาพยาบาลได้อยู่แล้ว" ดังนั้น คุณก็ยอมรับอย่างน่าชื่น
 
แต่ คุณรู้ไหมว่า ยาลดไขมันเหล่านี้เข้าไปทำหน้าที่อย่างไรในร่างกาย ทำไมจู่ๆ คนมีนิสัยแย่ๆ ในการกินอาหารจนคอเลสเตอรอลสูง ครั้นหันมากินยาลดไขมันแต่ยังคงดำเนินชีวิตแย่ๆ ต่อไป แล้วคอเลสเตอรอลในเลือดก็ลดลงได้
 
ตามหลักฟิสิกส์แล้ว สสารย่อมไม่สูญสลายไปไหน แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า ไขมันที่คุณกินเข้าไปอย่างตามใจปาก มันหายไปไหนหมด
 
คำตอบก็คือ ยาลดไขมันไปทำหน้าที่เพิ่มปุ่มรับ (receptor) บนเซลล์ตับ ให้ตับเก็บรับคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือด แล้วไปซุกอยู่ในเซลล์ตับนั่นเอง
 
ผล ก็คือการหลอกลวงว่า ในเลือดของเราหลังกินยาแล้วหลอดเลือดสะอาด แต่หารู้ไม่ว่าเป็นการกลบเกลื่อนหลักฐานของนิสัยบริโภคนิยมที่เหลวไหล เหมือนการกวาดเอาขยะไปซุกอยู่ใต้พรมนั่นเอง
 
พูดง่ายๆ ว่าไขมันเหล่านั้นย้ายที่อยู่ไปซุกอยู่ในตับ
 
จึงพบความจริงว่าใครก็ตามกินยาลดไขมันไป 3-5 ปี ขอท้าพิสูจน์ให้ไปตรวจอัลตราซาวด์ตับได้เลย จะพบผู้คนจำนวนมากที่กลายเป็นโรคไขมันพอกตับไปแล้ว
 
แถมปัจจุบันนี้คนที่กินยาจนคอเลสเตอรอลต่ำมากแล้ว หมอยังไม่ยอมเลิกจ่ายยา แต่บอกผู้ป่วยว่า "คุณต้องกินยาตลอดชีวิต"
 
เรื่อง ของคอเลสเตอรอลจึงมีเรื่องราวซ่อนเงื่อนทางธุรกิจอยู่มากมาย และผู้บริโภคก็ตกเป็นเหยื่อของการแพทย์พาณิชย์ นี่คือประเด็นที่หนึ่งที่จะชี้ให้เห็นในวันนี้
@การหลอกลวงเรื่องคอเลสเตอรอล เพื่อล้วงกระเป๋าระดับโลก@ 
 
ผมเคยเล่าให้ฟังเรื่องคนเราถูกหลอกให้ลดคอเลสเตอรอลโดยไม่จำเป็นมาแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน เที่ยวนี้ขอกลับมาเล่าใหม่ ดังนี้ครับ :
 
คุณเคยคิดไหมว่า ทำไมจู่ๆ "ภาวะ" คอเลสเตอรอลสูงซึ่งไม่เป็นที่รู้จักเลยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กลับกลายเป็น "โรค" ซึ่งสร้างความกลัว ความวิตกกังวลให้กับคนนับสิบล้านทั่วโลก?
 
ความ กลัวคือความทุกข์ประการหนึ่ง เป็นสิ่งที่บั่นทอนความสุขของผู้คน แต่ความกลัวก็เป็นสิ่งที่บันดาลความสุขให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ คนขายยายังไงเล่า
 
การสร้างความกลัวดังกล่าวให้รายได้กับบริษัทยาทั่วโลกมากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี 
 
คอ เลสเตอรอลเป็นสารองค์ประกอบที่จำเป็นตัวหนึ่งในร่างกายของเรา เราใช้มันสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ สร้างฮอร์โมนเพศ สร้างฮอร์โมนคอร์ติโซลเพื่อช่วยระบบร่างกายแบกรับความเครียด
 
ต่อ มามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงว่า ระดับคอเลสเตอรอลสูงในเลือดมีความสัมพันธ์ต่อโรคหัวใจหลอดเลือด แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า คอเลสเตอรอลที่ระดับเท่าไหร่จึงจะเสี่ยงต่อโรคกลุ่มนี้
 
และมีประชากรจำนวนกี่คนที่จะเสี่ยงต่อเรื่องนี้จริงๆ
นายเฮนรี แกดสเดน ซึ่งเป็นประธานบริษัทเมิร์ก ยักษ์ใหญ่ของธุรกิจยาซึ่งกำลังจะเกษียณอายุ ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารฟอร์จูนว่า "บริษัทยา ถูกจำกัดศักยภาพไว้ให้อยู่เฉพาะกับผู้เจ็บป่วยเท่านั้น แท้จริงแล้วบริษัทเมิร์กควรทำแบบบริษัทขายหมากฝรั่ง คือผลิตยาขายให้กับคนสุขภาพดี ให้บริษัทสามารถขายยาให้แก่ทุกๆ คน"
 
แปล ฝรั่งพูดไทยให้คนไทยฟังก็คือ นายแกดสเดนคิดว่า ถ้าเขามัวแต่ขายยาลดคอเลสเตอรอลให้กับผู้ป่วยจริงๆ คือพวกโรคหัวใจ เขาก็จะรวยช้า จำเป็นอยู่เองที่เขาจะต้องทำให้คนปกติที่ไม่ป่วย แต่เข้าใจว่าตัวเองป่วย และหันมากินยาลดไขมันของเขา เขาจะได้รวยเร็วขึ้น
 
คิดได้ดังนั้นแล้ว นายเฮนรี แกดสเดน ก็จัดการทำ "ใต้ โต๊ะ" กับคณะผู้เชี่ยวชาญชุดหนึ่งในสหรัฐซึ่งมีหน้าที่กำหนดค่ามาตรฐานของคอเลสเต อรอลในเลือด ให้ปรับค่าปกติของคอเลสเตอรอลจากเดิมที่ 250 ม.ก./ด.ล. มาเป็น 200 ม.ก./ด.ล. งานนี้ประชุมกันในปลายปี ค.ศ.2001 
 
ผล ก็คือ หลังการประชุมในคืนนั้นคนทั่วโลกนอนหลับไป ครั้นตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็พบว่ามีประชากรหลายสิบล้านคนทั่วโลก ซึ่งเมื่อวานนี้ยังเป็นคนปกติอยู่ แต่นอนหลับไปคืนเดียว ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกลายเป็นผู้ป่วยไปเสียแล้ว
 
ด้วยเหตุนี้ยาสแตตินซึ่งครอบคลุมชาวอเมริกัน 13 ล้านคน ในปี ค.ศ.1990 จึงเพิ่มกลุ่มประชากรที่ต้องบริโภคยาเป็น 36 ล้านคน ภายในชั่วข้ามคืนเดียวตามกำหนดของหลักเกณฑ์ใหม่โดยคณะผู้เชี่ยวชาญ (ด้านการใช้ยา) ในปีดังกล่าว
 
ซึ่งต่อมามีความจริงที่พบว่า คณะผู้เชี่ยวชาญคณะนี้มี 14 คน มี 5 คน ที่มีความสัมพันธ์ด้านการเงินกับผู้ผลิตสแตติน 8 ใน 9 ของคนคณะนี้รับจ้างบรรยาย เป็นที่ปรึกษา หรือทำวิจัยให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ มีผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งรับเงินจากบริษัทถึง 10 บริษัทด้วยกัน
 
ความเชื่อมโยงเหล่านี้ไม่เป็นที่รับรู้ของสาธารณะ จนมีองค์กรสื่อในอเมริกานำมาเปิดโปง และเกิดวิวาทะครั้งใหญ่
 
ใครที่สนใจเรื่องนี้ไปหาอ่านได้ในหนังสือ "อุบายขายโรค" พิมพ์โดยสำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นบรรณาธิการ
 
คุณเป็นอีกคนหนึ่งใช่ไหมที่ตกอยู่ในฐานะ นักบริโภคยาลดไขมัน
 
คงจำได้ว่าเมื่อก่อนนี้หมอเคยชี้ว่าคุณเป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงเมื่อระดับเกิน 250 ม.ก./ด.ล. แต่ต่อมาไม่นานกลับไปหาหมอคนเดิม ทีนี้ท่านบอกคุณว่า "มีงานวิจัยใหม่แล้วว่าคอเลสเตอรอลที่ปลอดภัยต้องไม่เกิน 200 ม.ก./ด.ล. เพราะคนที่ระดับคอเลสเตอรอลระหว่าง 200-250 ม.ก./ด.ล. ก็มีสิทธิตายด้วยหัวใจหลอดเลือดอีกตั้งเยอะ เห็นท่าจะจำเป็นจ่ายยาลดคอเลสเตอรอลให้คุณละนะ ไหนๆ คุณก็เบิกค่ารักษาพยาบาลได้อยู่แล้ว" ดังนั้น คุณก็ยอมรับอย่างน่าชื่น 
 
แต่ คุณรู้ไหมว่า ยาลดไขมันเหล่านี้เข้าไปทำหน้าที่อย่างไรในร่างกาย ทำไมจู่ๆ คนมีนิสัยแย่ๆ ในการกินอาหารจนคอเลสเตอรอลสูง ครั้นหันมากินยาลดไขมันแต่ยังคงดำเนินชีวิตแย่ๆ ต่อไป แล้วคอเลสเตอรอลในเลือดก็ลดลงได้
 
ตามหลักฟิสิกส์แล้ว สสารย่อมไม่สูญสลายไปไหน แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า ไขมันที่คุณกินเข้าไปอย่างตามใจปาก มันหายไปไหนหมด
 
คำตอบก็คือ ยาลดไขมันไปทำหน้าที่เพิ่มปุ่มรับ (receptor) บนเซลล์ตับ ให้ตับเก็บรับคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือด แล้วไปซุกอยู่ในเซลล์ตับนั่นเอง
 
ผล ก็คือการหลอกลวงว่า ในเลือดของเราหลังกินยาแล้วหลอดเลือดสะอาด แต่หารู้ไม่ว่าเป็นการกลบเกลื่อนหลักฐานของนิสัยบริโภคนิยมที่เหลวไหล เหมือนการกวาดเอาขยะไปซุกอยู่ใต้พรมนั่นเอง
 
พูดง่ายๆ ว่าไขมันเหล่านั้นย้ายที่อยู่ไปซุกอยู่ในตับ
 
จึงพบความจริงว่าใครก็ตามกินยาลดไขมันไป 3-5 ปี ขอท้าพิสูจน์ให้ไปตรวจอัลตราซาวด์ตับได้เลย จะพบผู้คนจำนวนมากที่กลายเป็นโรคไขมันพอกตับไปแล้ว
 
แถมปัจจุบันนี้คนที่กินยาจนคอเลสเตอรอลต่ำมากแล้ว หมอยังไม่ยอมเลิกจ่ายยา แต่บอกผู้ป่วยว่า "คุณต้องกินยาตลอดชีวิต"
 
เรื่อง ของคอเลสเตอรอลจึงมีเรื่องราวซ่อนเงื่อนทางธุรกิจอยู่มากมาย และผู้บริโภคก็ตกเป็นเหยื่อของการแพทย์พาณิชย์ นี่คือประเด็นที่หนึ่งที่จะชี้ให้เห็นในวันนี้
 
เขียนโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:36:03 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 5 (3412339)

 ป้องกันไตเสื่อม......  คุณทราย  บ้านเพื่อสุขภาพ

 

> อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า ไตกำลังจะเสื่อม !
ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน GM หรือ ผจก. ของร่างกาย คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป ( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย ( รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง) เครียดมาก กดดันมาก รีบเร่งมาก ฯลฯ
คนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะไตเสื่อมมากขึ้น และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้
 
> 1. อ่อนเพลียบ่อย ขาดความกระตือรือร้น
> 2 . นอนไม่ค่อยหลับ หรือ หลับไม่สนิท
> 3. ปัสสาวะบ่อย หรือ กะปริดกะปรอย
> 4. ปวดตามตัว เป็นตะคริวบ่อย
> 5. จาม คัดจมูก เป็นหวัดง่าย
> 6. ซึมเศร้า ปวดหัวง่าย ขี้ลืม ขี้วิตกกังวล
> 7. หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนไม่ปกติ
> 8. ขอบตาดำคล้ำ ผมหงอก ผมร่วงก่อนวัย
จริงๆมีเยอะกว่านี้ เอาแค่นี้เช็คตัวเองก่อนแล้วกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีอาการแบบนี้ทั้งหมด แต่โดยรวมแล้วมีปรากฎให้เห็นกับตัวเอง
อะไรบ้างที่ทำให้ไตเราเสื่อม
>
> 1. ใช้ชีวิตขาดสมดุล : น้อยไม่พอ ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวกลางคืนหนัก หมกมุ่นความ บันเทิง ฯลฯ
> 2. เพศสัมพันธ์ : มีเพศสัมพันธ์มากเกินควร และหลั่งอสุจิมากเกินควรทำให้ร่างกายเสียพลังโดยเปล่
าประโยชน์ และไตจะอ่อนแอลง
> 3. การทานยารักษาโรคนานๆ หรือปริมาณที่มาก : ทั้งยาแก้ปวด ยาคุมฯ ยาแก้หวัด แก้ไอ แก้เครียด ซึ่งแม้โรคจะหายแต่ไตจะมีเคมีของยาตกค้างอยู่
> ยังมีอีกเยอะครับ แต่แค่นี้คงครอบคลุมแล้วลองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีอาการตามที่ว่าหรือไม่
>
การแก้ไขง่ายสุด คือ ปรับพฤติกรรมตัวเอง ทั้ง การนอน การกิน การอยู่ หนึ่งวันมี 24 ชม. ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง ส่วนตัว 8 ชั่วโมง (เที่ยว พักผ่อน ดูทีวี สันทนาการ ออกกำลังกาย) นอน 8 ชั่วโมง
> หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น จากการกินยา แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก ดังนั้น ต้องตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างไร ที่ไม่เสียงาน ไม่เสียสุขภาพ
นอกจากนี้ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ
> 1. ปรับวิธีการออกกำลังกาย แอโรบิคก็เป็นการออกกำลังที่ดี แต่ช่วงที่ร่างกายขาดสมดุล จึงไม่แนะนำให้เล่นต่อ เพราะอาจทำให้คุณสูญพลังมากขึ้น อยากให้คุณฝึกโยคะกับครูผู้ชำนาญ ซึ่งหาเรียนได้ไม่ยากในเวลานี้ ( ห้ามฝึกเองจากหนังสือ หรือ ซีดีเด็ดขาดนะครับ จะเสียมากกว่าได้ ) การฝึกโยคะ ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายใน ร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่ แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย และมีสมาธิ นอกจากนี้ หากมีฝึก ชี่กง ควบคู่ไปด้วย จะเห็นผลดี และเร็วขึ้น หากรู้สึกว่า ยากหรือห่างตัวเกินไป ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ โดยว่ายอย่างเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ในเวลาที่พอสมควร ( เหนื่อยให้หยุดพัก ห้ามฝืนต่อ ) คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร คุณ
กำลัง บำบัดตัวเอง
> 2. ปรับอาหาร : งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก วัว หมู ไก่ เป็ด ของเผ็ด ของเย็น (ไอสครีม น้ำแข็ง ) ของมัน ของทอด ให้ทานปลาทดแทน และทานผักสด ที่ปรุงน้อย (เช่นสลัด)มากขึ้น ทานพวกถั่วแดง งาดำข้าวโพด ข้าวกล้อง ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ (ห้ามดื่มน้ำเย็น) และงดเครื่องดื่มของมึนเมา น้ำอัดลม นม น้ำอุตสาหกรรม (ชาเ ขียว ชาขาว เครื่องดื่มบำรุงกำลัง)
> 3. อยู่ห้องแอร์ให้น้อยลง อยู่หน้าจอคอม จอโทรทัศน์ให้น้อยลง หาเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น (เดินเท้าเปล่าในสนามหญ้าได้จะดีมาก) จะเห็นว่าที่แนะนำไป ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ แต่ทำยากมากเลย นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความรู้สึก ล้วนสัมพันธ์กับไต ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์ เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาล แต่ก็เปราะบางยิ่งนัก และง่ายต่อการแตกร้าว วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้ นั่นคือ "คล้อยตามธรรมชาติ" คนสมัยก่อน ตื่นเช้า นอนแต่หัวค่ำ ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ดื่มน้ำบริสุทธิ์ ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพา สิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ใน ขณะที่คนยุคนี้ นอนดึกเป็นกิจวัตร (ทำงาน , ดูบอล , ดูโทรทัศน์ , เที่ยวกลางคืน) ทานอาหารปนเปื้อน แปรรูป ดื่มน้ำอัดลม พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกิน ความจำเป็น ฯลฯ
> อาการไตเสื่อมจะเกิดใน 2 ลักษณะ แยกเป็น ไตหยิน กับ ไตหยาง
อาการไตหยาง หรือ ไตหดตัวแน่น นอนไม่หลับ หรือ หลับๆตื่นๆ - นอนกัดฟัน ฝันร้ายบ่อย - อสุจิเคลื่อนตอนนอน - เป็นเหน็บชาบ่อย ฯลฯ
>
> โดยมีสาเหตุมาจาก
> 1. กินรสเค็มจัด หรือ เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ พวกเนื้อแห้ง แดดเดียวบ่อยๆ
> 2. การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบ
> 3. การนั่งทำงานหรือนั่งรถนาน
>
> ส่วนอีกลักษณะคือ ไตหยิน หรือ ไตคลาย - เฉื่อย ชา เกียจคร้าน - ความต้องการทางเพศต่ำลง
- ปวดเมื่อหลัง เอว - ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะกลางคืน - นอนตื่นสาย ไม่อยากตื่น - อารมณ์อ่อนไหวง่าย - ขี้หูมาก - เหงื่อออกเยอะผิดปกติ ตามปกติแล้ว กลางคืน ไต ซึ่งเป็นอวัยวะธาตุน้ำ หรือ "หยิน" จะทำงานมากกว่ากลางวัน ( สังเกตว่าตื่นเช้าเราจะปวดปัสสาวะก่อนเป็นอันดับแรก)
 
>
> ดังนั้น เมื่อเราใช้ชีวิตที่เพิ่มปัจจัย "หยิน" ในชีวิตประจำวันมากจนเกินดุล ไตจึงยิ่งทำงานหนักขึ้น (อาการหยินที่เกิด เช่น ขี้เกียจ อยากนอนตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย เซื่องซึม สีหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำ หงุดหงิดขี้รำคาญ เป็นต้น)
> การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยินได้แก่
> - การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย รวมทั้ง น้ำแข็ง ไอสกรีม หวานเย็น และอาหารลักษณะนี ้
> - ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
> - การสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งมีไฟฟ้าสถิตย์
> - การอาศัยอยู่ในที่เย็นนานๆ เช่น ห้องแอร์ ดังนั้น คนที่ทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ทั้งวัน ควรหาเวลาเดินไปข้างนอกเปลี่ยนอากาศบ้าง หรือ ใส่เสื้อแจ็คเก็ต ( ควรเป็นผ้าธรรมชาติ เช่น คอตตอน ) และ หาโอกาสอกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง สำหรับคนนอนห้องแอร์ ควรสวมเสื้อผ้า ห่มผ้าให้อบอุ่น
> - การนั่งรถนานๆ โดยเฉพาะบนเส้นทางที่รถติดมากๆ ยิ่งเพิ่มปัจจัยหยินมากขึ้น
> - นอนไม่เป็นเวลา ทำงานไม่เป็นเวลา นอนน้อย หรือ นอนผิดเวลา สำหรับคนที่นอน และ ทำงานผิดเวลา ตามหลักวงจรธรรมชาตินั้น กลางวัน คือ เวลาสำหรับทำงาน เรียนหนังสือ กลางคืน คือ สำหรับพักผ่อน นอนหลับ (หยางเคลื่อนไหว หยินสงบนิ่ง) การใช้ชีวิตที่ผิดวงจรนั้น จะส่งผลถึงสุขภาพร่างกายและจิตใจ อย่างแน่นอน แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ นั่นเพราะ ตัวคุณมี "ทุน" ที่ยังค้ำยันอยู่ แต่ ทุนจะหมด เพราะการใช้ชีวิตที่ผิดสะสม
อาหารที่ควรเลือกรับประทานเป็นหลัก ได้แก่
> 1. ข้าวกล้อง
> 2. สาหร่ายทะเล
> 3. ถั่วแดง ผักสด ผลไม้ไม่หวานและ น้ำน้อย
> 4. เต้าเจี้ยว
> หลีกเลี่ยงการใช้ชีวิต ดังนี้
> 1. การใส่รองเท้าส้นสูง
> 2. การนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ที่แข็ง หรือ นุ่มเกินไปผิดรูปกายภาพ (เก้าอี้ หรือ เตียง ดีไซน์เก๋ๆ ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่) ควรเลือกแบบที่ไม่แข็ง ไม่นุ่ม กำลังดี อย่างที่นอนใยมะพร้าว
 
การใช้ชีวิตที่ควรปรับเพิ่ม
> 1. พยายามอย่านั่งหลังงอ
> 2. อย่านั่งนานๆ หรือ อย่าอยู่อย่างเฉื่อยชานานๆ นึกขึ้นได้ให้ขยับตัว เคลื่อนไหว เปลี่ยน
> อิริยาบถ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:48:06 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 6 (3412652)

 งาดำมีประโยชน์มากกว่าที่คิด ......

 

 
"งาดำ" นั้นเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก และควรจะรับประทานอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของ "อาหาร" เป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพ เมื่ออายุมาก ชราลง ร่างกายจะแข็งแรงกว่าคนที่ละเลยไม่รับประทาน
 
งาดำ เป็นอาหารสารพัดประโยชน์ ช่วยบำรุงหลายส่วนของร่างกาย ทั้งผมผิวพรรณ เล็บ กระดูก เพิ่มแคลเซียม ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ บำรุงหัวใจให้แข็งแรง มีกรดไขมันดีมาก มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายหลายชนิด แม้คนที่ยังเด็กหรือไม่มีอาการป่วย ก็ควรรับประทานเป็นประจำเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ร่างกายตัวเอง และสำหรับผู้หญิงที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจำเป็นมาก เพราะจะช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้เนื่องจากมีแคลเซียมสูง
 
การรับประทานงาดำไม่แนะนำให้โรยในข้าวหรือใส่กับเครื่องดื่ม เพราะวิธีการรับประทานงาดำที่ดีที่สุดคือการเคี้ยว หากเราโรยข้าวหรือใส่เครื่องดื่ม บางครั้งไม่ได้เคี้ยว ร่างกายอาจจะดูดซึมไม่ได้เต็มที่ เข้าไปอย่างไรก็ออกมาอย่างนั้น ดังนั้น ต้องเคี้ยวเท่านั้นค่ะทราบแบบนี้แล้วอย่าลืมมองหางาดำมารับประทานเพื่อสุขภาพกันนะคะ..
 
 
สรรพคุณทางยาไทยของงาดำ ...
 
บำรุงไขข้อ สมานแผล ตำราอายุรเวทระบุว่า งาดำดีกว่างาขาว งาช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มเลือด กระตุ้นกำหนัด ขับน้ำนม ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว รักษาโรคปวดข้อ โรคตา สมานแผลในกระเพาะลำไส้ แก้ท้องผูก และท้องเสีย และใช้ภายนอกรักษาแผลริดสีดวงทวาร คนอินเดียตอนใต้นิยมใช้น้ำมันงาชโลมร่างกาย แล้วเขาอบในกระโจมให้เกิดความร้อนเพื่อให้น้ำมันซึมสู่ผิวหนังได้ดีขึ้น เชื่อว่าขจัดความปวดเมื่อย ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แข็งแรง และอายุยืน งาดำอุดมไปด้วยวิตามินเอ ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหนัง ชะลอความแก่ และต้านอนุมูลอิสระ
 
 
http://health.kapook.com/
 
http://www.thaihof.org/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:11:27 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 7 (3412665)

 เคล็ดลับอายุยืน เดินวันละ 10,000 ก้าว 

(พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)
 
 
รูปภาพ : เคล็ดลับอายุยืน เดินวันละ 10,000 ก้าว
(พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)
กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นมีช่วงอายุชีวิตเฉลี่ยประมาณ 86 ปี ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรเพศหญิงมีอายุชีวิตเฉลี่ยสูงสุดในโลก ครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานานกว่า 20 ปี ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังครองอันดับ5 ของประเทศซึ่งเพศชายมีอายุชีวิตเฉลี่ยสูงสุดในโลก ที่อายุประมาณ 79 ปี
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ชาวญี่ปุ่นมีอายุยืนนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าส่วนหนึ่งมาจากการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การใช้ชีวิตที่มีการเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉง ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีกิจกรรมการเดินในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก ซึ่งผลการวิจัยพบว่าการเดินประมาณวันละ 10,000 ก้าว (ประมาณ 6 กิโลเมตร) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการเดินต่อเนื่องกัน แต่สามารถนำการเดินตลอดทั้งวันสะสมรวมกันได้ จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ในช่วง 400 ถึง 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดการสะสมของไขมัน ลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน นอกจากนั้นยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อให้แข็งแรง
ครั้งหนึ่งยายของอาจารย์เคยบอกว่า จริงอยู่ว่าร่างกายเรา เมื่อแก่แล้วทำอะไรก็เหนื่อย แต่เราก็ต้องฝืนลุกขึ้น พยายามเคลื่อนไหว ร่างกายจึงค่อยๆสบายขึ้น ถึงจะอายุมากเท่าใดก็ต้องพยายามให้ร่างกายได้ออกกำลังบ้าง ในช่วงฤดูเก็บของป่า ตอนเช้ายายของอาจารย์จะให้คนพาไปส่งในป่า จากนั้นยายก็จะค่อยๆเดินเก็บของป่า เก็บเห็ด เก็บผัก อยู่ในป่าได้ทั้งวัน ตอนเย็นๆก็มีคนไปรับกลับบ้าน ยายบอกว่า ในตอนแรกๆจะทำอะไรสักอย่างก็ต้องพยายามฝืนความเจ็บปวด หรือความรู้สึกเหนื่อยง่าย แต่ถ้าเราฝืนทำไปไม่นาน อาการไม่สบายก็จะหาย เป็นหลักที่คนญี่ปุ่นพูดสอนกันตั้งแต่เด็ก จึงจะเห็นว่าคนญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าแก่แล้วก็ยังทำงานเล็กๆน้อยๆ ปลูกต้นไม้ดอกไม้หน้าบ้าน หรือพาสุนัขออกมาเดินเล่น เป็นต้น
สำหรับบางคนที่ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้จริงๆ ก็ให้ทำงานอดิเรกเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นเย็บผ้า ทำของใช้เองในครอบครัว กิจกรรมที่ทำจะช่วยให้จิตใจจดจ่อมีสมาธิ เกิดความสุขที่ได้ทำงาน และสร้างความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ไม่เป็นที่กังวลของลูกๆหลานๆ
ที่มา : เว็บพลังจิต
 
 
 
 
กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นมีช่วงอายุชีวิตเฉลี่ยประมาณ 86 ปี ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรเพศหญิงมีอายุชีวิตเฉลี่ยสูงสุดในโลก ครองอันดับ 1 ติดต่อกันมานานกว่า 20 ปี ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังครองอันดับ5 ของประเทศซึ่งเพศชายมีอายุชีวิตเฉลี่ยสูงสุดในโลก ที่อายุประมาณ 79 ปี
 
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ชาวญี่ปุ่นมีอายุยืนนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าส่วนหนึ่งมาจากการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การใช้ชีวิตที่มีการเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉง ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีกิจกรรมการเดินในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก ซึ่งผลการวิจัยพบว่าการเดินประมาณวันละ 10,000 ก้าว (ประมาณ 6 กิโลเมตร) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการเดินต่อเนื่องกัน แต่สามารถนำการเดินตลอดทั้งวันสะสมรวมกันได้ จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ในช่วง 400 ถึง 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดการสะสมของไขมัน ลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน นอกจากนั้นยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อให้แข็งแรง
 
ครั้งหนึ่งยายของอาจารย์เคยบอกว่า จริงอยู่ว่าร่างกายเรา เมื่อแก่แล้วทำอะไรก็เหนื่อย แต่เราก็ต้องฝืนลุกขึ้น พยายามเคลื่อนไหว ร่างกายจึงค่อยๆสบายขึ้น ถึงจะอายุมากเท่าใดก็ต้องพยายามให้ร่างกายได้ออกกำลังบ้าง ในช่วงฤดูเก็บของป่า ตอนเช้ายายของอาจารย์จะให้คนพาไปส่งในป่า จากนั้นยายก็จะค่อยๆเดินเก็บของป่า เก็บเห็ด เก็บผัก อยู่ในป่าได้ทั้งวัน ตอนเย็นๆก็มีคนไปรับกลับบ้าน ยายบอกว่า ในตอนแรกๆจะทำอะไรสักอย่างก็ต้องพยายามฝืนความเจ็บปวด หรือความรู้สึกเหนื่อยง่าย แต่ถ้าเราฝืนทำไปไม่นาน อาการไม่สบายก็จะหาย เป็นหลักที่คนญี่ปุ่นพูดสอนกันตั้งแต่เด็ก จึงจะเห็นว่าคนญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าแก่แล้วก็ยังทำงานเล็กๆน้อยๆ ปลูกต้นไม้ดอกไม้หน้าบ้าน หรือพาสุนัขออกมาเดินเล่น เป็นต้น
 
สำหรับบางคนที่ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้จริงๆ ก็ให้ทำงานอดิเรกเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นเย็บผ้า ทำของใช้เองในครอบครัว กิจกรรมที่ทำจะช่วยให้จิตใจจดจ่อมีสมาธิ เกิดความสุขที่ได้ทำงาน และสร้างความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ไม่เป็นที่กังวลของลูกๆหลานๆ
 
 
ที่มา : เว็บพลังจิต
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:37:32 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 8 (3412666)

 ดูแลสุขภาพ..... ด้วยหลัก ๔ อ.

 
๔ อ. บำรุงสุขภาพสมอง (หัวใจและจิตใจ)
 
 
 
 
 
 
“อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ”
คนทั่วไป มักให้ความสนใจต่อการป้องกันโรคหัวใจ เพราะเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน จึงเป็นที่ตระหนกและกล่าวขานกันมาก
การป้องกันโรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบ) พึงปฏิบัติให้ถูกต้องในเรื่องของ “๔ อ.” ดังต่อไปนี้
๑. อาหาร หมั่นกินผักผลไม้ เมล็ดธัญพืช และเครื่องเทศ (เช่น พริก กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้) โดยกินเมล็ดธัญพืช (เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ลูกเดือย) และกล้วย ซึ่งให้แคลอรี (พลังงานในรูปของคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่) ประมาณวันละ ๑ กิโลกรัม กินผักและผลไม้ที่ไม่หวาน (ไม่ให้พลังงาน) ให้หลากหลายประมาณวันละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย
 
ควรกินโปรตีนจากปลาและเต้าหู้ (เมล็ดถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง) เป็นหลัก สามารถกินไข่ไก่วันละ ๑ ฟอง (ถ้าเคยตรวจพบไขมันในเลือดสูงควรลดไข่แดงลง) และนมพร่องไขมัน กินเนื้อเป็ดไก่ได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ควรลดเนื้อแดง (ได้แก่ เนื้อหมูและเนื้อวัว)
 
ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง ควรกินน้ำมันพืช (ได้แก่น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก) แทนน้ำมันหมู และควรลดการบริโภคน้ำตาล น้ำหวาน และของหวาน
 
ควรเลือกกินอาหารที่หลากหลาย สะอาด ถูกหลัก และสามารถทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์พอดี อย่าผอมไปหรืออ้วนไป มีการขับถ่ายอุจจาระเป็นก้อนโตแต่นุ่มและขับถ่ายง่ายทุกวัน
๒. ออกกำลังกาย หมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เล่นฮูลาฮูป (เร็วๆ) เต้นรำจังหวะเร็ว เป็นต้น อย่างน้อย ๕ วันต่อสัปดาห์หรือวันเว้นวัน นานครั้งละ ๓๐ นาทีเป็นอย่างน้อย โดยให้รู้สึกมีเหงื่ออกนิดๆ และหัวใจเต้นเร็วขึ้น
 
ในแต่ละสัปดาห์ ยังควรออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (เช่น วิดพื้น ยกน้ำหนัก) และแบบยืดเส้นยืดสาย (เช่น กายบริหาร รำกระบอง โยคะ รำมวยจีน) ประกอบเป็นครั้งคราว
 
๓. อารมณ์ นอนหลับให้เพียงพอ (ประมาณวันละ ๖-๘ ชั่วโมง) หลีกเลี่ยงการทำงานหักโหม อดหลับอดนอน ทำงานอดิเรก (เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี ร้องเพลง วาดภาพ อ่านหนังสือ) และหาทางพักผ่อนหย่อนใจ (เช่น ท่องเที่ยว ชมธรรมชาติ) ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดอารมณ์รุนแรงหรือเครียดจัด ฝึกสมาธิ เจริญสติ ทำงานช่วยเหลือสังคม และหมั่นฝึกมองโลกในแง่ดี ลดละการยึดมั่นถือมั่น
 
๔. อันตราย ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่วนผู้ที่น้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน ความดันสูงหรือไขมันในเลือดสูงก็ต้องได้รับการรักษา และดูแลตัวเองจนสามารถควบคุมโรคได้ดี
 
พฤติกรรม ๔ อ. ดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและหนาตัว (ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง) เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวายกะทันหันได้
 
พฤติกรรมดังกล่าวยังช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดสมองไม่ให้แข็งและหนาตัวได้เช่นเดียวกัน สามารถป้องกันอาการสมองเสื่อม และโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง
 
ดังนั้น จึงกล่าวได้เต็มปากว่า “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ”
 
นอกจากเรื่องของสุขภาพหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองแล้ว ยังมีสุขภาพของสมองด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่ของสมอง ได้แก่ การรับรู้ (การเรียนรู้ เชาวน์ปัญญา) ความรู้สึก (รวมทั้งอารมณ์) ความคิด และความจำ ซึ่งบางครั้งเรียกรวมๆ ว่า “จิต” หรือ “จิตใจ”
ในการทำหน้าที่ของสมองให้สมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยพฤติกรรม ๔ อ. ดังกล่าวเป็นพื้นฐาน และยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่พึงใส่ใจซึ่งจะขอกล่าวถึงเฉพาะที่สำคัญดังนี้
 
๑. อาหาร ควรเน้นเพิ่มเติมในการบริโภคไขมันที่มีชื่อว่า โอเมกา-3 (แบ่งย่อยออกเป็น DHA และ EPA เป็นต้น) ซึ่งมีมากในปลาทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด (เช่น ปลานิล ปลาดุก ปลาสวาย ปลาช่อน) และอาหารทะเล (เช่น ปลาทู ปลากะพง กุ้ง หอย ปลาหมึก) โอเมกา-3 จะถูกนำไปสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและปลอกหุ้มกิ่งก้านของเซลล์ประสาท ทำให้ความจำดี ถ้าขาดอาจทำให้สมองเสื่อมได้ ควรกินสัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้งหรือวันเว้นวัน
 
ควรบริโภคพืชผักหรืออาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เช่น (ถั่วเหลือง เต้าหู้ บลูเบอร์รี่ องุ่น พริกไทย หัวหอม เซเลรี น้ำชา ช็อกโกแลต) ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีและอารมณ์ดี
 
ทุกวันควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และอย่าอดอาหารหรือปล่อยให้หิว การทำงานของสมองต้องการน้ำ น้ำตาลจากอาหารที่บริโภค และออกซิเจน (จากอากาศที่หายใจ) ในการสร้างพลังงานแก่เซลล์สมอง ให้สามารถทำงานได้เป็นปกติ หากขาดอันใดอันหนึ่ง เช่น ขาดน้ำ ขาดอากาศ ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ไม่สดชื่น หากขาดอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการชักหรือหมดสติได้
 
๒. ออกกำลังกาย หมั่นทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง กระตุ้นการงอกของเซลล์สมองใหม่ ทำให้สมองทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล ความจำดี รู้สึกสดชื่น
การฝึกหายใจลึกและช้า (นาทีละไม่เกิน ๑๐ ครั้ง) ก็ช่วยให้สมองได้ออกซิเจน มีผลดีต่อสมองและจิตใจเช่นเดียวกัน
 
๓. อารมณ์ (ในที่นี้รวมถึงจิตใจที่ทำหน้าที่หลายด้าน รวมทั้งอารมณ์) ต้องหลีกเลี่ยงการเกิดความเครียด เพราะจะทำให้หลั่งฮอร์โมนสตีรอยด์ที่ทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อม
 
ควรกระตุ้นความจำและการเรียนรู้ ด้วยการอ่านหนังสือ การเขียนบันทึก การต่อภาพ (จิกซอว์) การต่อคำ (crossword) การเล่มเกมฝึกสมอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การคบหาสมาคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนต่างๆ
 
ควรหมั่นฝึกสติ สมาธิ ทำอะไรอย่างใจจดใจจ่ออยู่ตลอดเวลา จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองส่วนหน้าตรงกลาง (middle prefrontal area) ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายและอารมณ์ นำไปสู่สุขภาวะทาง กาย–จิต–สังคม
 
สำหรับเด็กเล็กควรให้การเลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น ซึ่งจะส่งเสริมให้มีพัฒนาการของสมอง และจิตใจที่ดีต่อไปในอนาคต
 
๔. อันตราย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารเสพติด สารโลหะหนัก (เช่น ตะกั่ว ปรอท) ซึ่งเป็นตัวทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อม มีอารมณ์ร้ายและพฤติกรรมผิดเพี้ยนได้
ควรป้องกันไม่ให้สมองได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน เช่น อุบัติเหตุ การเขย่าศีรษะ การกระแทกศีรษะ ทำให้เซลล์สมองเสื่อม ความจำเสื่อมได้
ควรหลีกเลี่ยงการนั่งดูทีวี นั่งเล่นคอมพิวเตอร์มากเกินไป รวมทั้งการนั่งอยู่หรือนอนอยู่เฉยๆ เป็นเวลานาน (จนรู้สึกน่าเบื่อ) อาจทำให้สมองล้า ขาดการกระตุ้นให้เรียนรู้ รวมทั้งอาจทำให้สมาธิสั้นได้
จงหันมาใส่ใจดูแลสมอง (หัวใจและจิตใจ) ด้วยหลัก “๔ อ.” กันเถอะ! 
 
 
ที่มา : หมอชาวบ้าน
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:38:43 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 9 (3412671)

 มารู้จัก.......เบต้าแคโรทีน

 

รูปภาพ : มารู้จัก.......เบต้าแคโรทีน
เมื่อพูดถึง เบต้าแคโรทีน บางคนคงสงสัยว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร? เบต้าแคโรทีน คือสารตั้งต้นของวิตามินเอ
(โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่นเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตาม ปริมาณที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและพบว่าสามารถลดอัตราเสี่ยงในการ เกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีการนำเบต้าแคโรทีนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิด โดยจะผสมวิตามินและเกลือแร่ชนิดอื่นหลายชนิดเข้าไปด้วยเพื่อบำรุงร่างกาย
เบต้าแคโรทีน พบมากในผัก และผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง หรือแดง เพราะเบต้าแคโรทีน คือ ตัวการทำให้พืชผักและผลไม้มีสีสันดังกล่าว เช่น แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน แตงโม แคนตาลูป มะละกอสุก และผักที่มีสีเขียว เช่น บรอคโคลี มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า ผักตำลึง
สำหรับปริมาณในการรับประทานของวิตามินเอเพื่อรักษาสุขภาพโดยทั่วไปคือ 5,000 หน่วยสากล (IU) ซึ่งเทียบเท่ากับเบต้าแคโรทีน 3 มิลลิกรัม และสำหรับปริมาณของเบต้าแคโรทีนที่ควรรับประทานต่อวันเพื่อรักษาสุขภาพให้ แข็งแรงนั้น คือ 15 มิลลิกรัม ในขณะที่การรับประทานเพื่อหวังผลในการรักษาจะต้องได้รับในปริมาณมากกว่านี้
เบต้าแคโรทีนนั้น มีประโยชน์ต่อร่างกาย และผิวพรรณอย่างมาก คือ ช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ดี ลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก ช่วยป้องกันผิวที่อาจเกิดจากอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลตที่มากับแสงแดดได้ จึงทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี ไม่มีริ้วรอยแก่ก่อนวัย แลดูสดใสอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพปกติของเซลล์เยื่อบุตาขาว กระจก ตา ช่องปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ รวมถึงทางเดินปัสสาวะให้เป็นปกติ และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีอีกด้วย
นอกจากเบต้าแคโรทีน จะมีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณของคนเราแล้ว มันยังสามารถทำอนตรายกับตัวเราได้เช่นกัน เนื่องจาก เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ที่เมื่อร่างกายได้รับมากกว่าความต้องการจะหันไปทำหน้าที่ในทางตรงกันข้าม โดยกลายตัวเป็น “Pro-Oxidant” ซึ่งเป็นสารที่ส่งเสริม “การเกิด” อนุมูลอิสระ ดังนั้นการบริโภคเบต้าแคโรทีนที่มากเกินไป อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะการรับประทานเบต้าแคโรทีนในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ขณะที่การรับประทานอาหารแบบธรรมชาติทั่วไป เช่น มะละกอสุก ฟักทอง ตำลึง โอกาสที่ร่างกายจะได้รับสารนี้มากเกินไปจะเป็นไปได้ยาก เพราะเราจะอิ่มก่อนได้รับปริมาณมากเกินไป
ที่มา: วารสารสุขสาระ ฉบับที่ 58
http://www.thai-health.net

 

 
 
เมื่อพูดถึง เบต้าแคโรทีน บางคนคงสงสัยว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร? เบต้าแคโรทีน คือสารตั้งต้นของวิตามินเอ 
(โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่นเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตาม ปริมาณที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและพบว่าสามารถลดอัตราเสี่ยงในการ เกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีการนำเบต้าแคโรทีนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิด โดยจะผสมวิตามินและเกลือแร่ชนิดอื่นหลายชนิดเข้าไปด้วยเพื่อบำรุงร่างกาย
 
เบต้าแคโรทีน พบมากในผัก และผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง หรือแดง เพราะเบต้าแคโรทีน คือ ตัวการทำให้พืชผักและผลไม้มีสีสันดังกล่าว เช่น แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน แตงโม แคนตาลูป มะละกอสุก และผักที่มีสีเขียว เช่น บรอคโคลี มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า ผักตำลึง
 
สำหรับปริมาณในการรับประทานของวิตามินเอเพื่อรักษาสุขภาพโดยทั่วไปคือ 5,000 หน่วยสากล (IU) ซึ่งเทียบเท่ากับเบต้าแคโรทีน 3 มิลลิกรัม และสำหรับปริมาณของเบต้าแคโรทีนที่ควรรับประทานต่อวันเพื่อรักษาสุขภาพให้ แข็งแรงนั้น คือ 15 มิลลิกรัม ในขณะที่การรับประทานเพื่อหวังผลในการรักษาจะต้องได้รับในปริมาณมากกว่านี้
 
เบต้าแคโรทีนนั้น มีประโยชน์ต่อร่างกาย และผิวพรรณอย่างมาก คือ ช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ดี ลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก ช่วยป้องกันผิวที่อาจเกิดจากอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลตที่มากับแสงแดดได้ จึงทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี ไม่มีริ้วรอยแก่ก่อนวัย แลดูสดใสอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพปกติของเซลล์เยื่อบุตาขาว กระจก ตา ช่องปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ รวมถึงทางเดินปัสสาวะให้เป็นปกติ และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีอีกด้วย
 
นอกจากเบต้าแคโรทีน จะมีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณของคนเราแล้ว มันยังสามารถทำอนตรายกับตัวเราได้เช่นกัน เนื่องจาก เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ที่เมื่อร่างกายได้รับมากกว่าความต้องการจะหันไปทำหน้าที่ในทางตรงกันข้าม โดยกลายตัวเป็น “Pro-Oxidant” ซึ่งเป็นสารที่ส่งเสริม “การเกิด” อนุมูลอิสระ ดังนั้นการบริโภคเบต้าแคโรทีนที่มากเกินไป อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะการรับประทานเบต้าแคโรทีนในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ขณะที่การรับประทานอาหารแบบธรรมชาติทั่วไป เช่น มะละกอสุก ฟักทอง ตำลึง โอกาสที่ร่างกายจะได้รับสารนี้มากเกินไปจะเป็นไปได้ยาก เพราะเราจะอิ่มก่อนได้รับปริมาณมากเกินไป
 
 
ที่มา: วารสารสุขสาระ ฉบับที่ 58
 
http://www.thai-health.net/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:44:42 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 10 (3412673)

 ดนตรีบำบัด..... ลดความเครียดด้วยเสียงเพลง

 

รูปภาพ : ดนตรีบำบัด..... ลดความเครียดด้วยเสียงเพลง
ความเครียดเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุขภาพของเราลดลง ทำให้เราแก่ตัวเร็วขึ้น วันนี้จะเสนอวิธีดนตรีบำบัด เพื่อเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยละความเครียด และเป็นการชะลอความแก่ และ ดูแลสุขภาพด้วยตนเองง่ายๆ
ฟังเสียงดนตรีคึกคักใจเราก็อยากเต้นตาม แต่พอเป็นจังหวะสบายๆ เราก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย อย่างกับว่าจังหวะและเสียงนั้นสั่งใจเราได้ก็ไม่ผิดนัก
ตั้งแต่อดีตมาแล้วที่เรารู้จักดนตรี และยังพบว่ามันมีพลังมหาศาลนารรักษาโรค อย่างคนธิเบตก็ใช้วิธีการเคาะระฆัง เคาะชาม และใช้เสียงสวดมนต์ในพิธีกรรม ที่เชื่อด้วยว่าจะช่วยปรับสมดุลใจของเรา คนไทยเราเองก็ใช้การสวดมนต์ ที่นอกเหนือจากเรื่องศาสนาแล้ว ก็ยังเป็นคลื่นเสียงที่ช่วยสงบจิตใจเราให้นิ่งขึ้น
ประโยชน์ดนตรีบำบัด
• ลดความวิตกกังวลได้ เพียง เราฟังดนตรีจังหวะช้าๆ ผ่อนคลาย พลางหลับตาจินตนาการภาพที่เรารู้สึกดี เราก็จะลดความตึงเกร็งของร่างกายทุกส่วนลง และยังปรับสมดุลใจเราให้เป็นปกติ
• เพิ่มภูมิคุ้มกันได้ เพราะเมื่อร่างกายสงบ การไหลเวียนเลือดเป็นปกติ การหายใจผ่อนคลาย และความเจ็บปวดลดลง ร่างกายก็จะตอบสนองเป็นจิตใจที่ดี มีภูมิคุ้มกันยามเจ็บป่วย
• เพิ่มทักษะการสื่อสาร คนที่สื่อสารติดขัด ดนตรียังช่วยปรับคลื่นเราสมองเราให้เป็นปกติ ทำให้เราเรียบเรียงความคิดและการสื่อสารออกไปดีขึ้นได้ รวมทั้งการแสดงออกของเราด้วย
• ทำให้เรามั่นใจขึ้น การขาดความมั่นใจในตัวเองก็เป็นปัญหาทางจิตใจอย่างหนึ่ง แต่หากเราได้บำบัดเป็นกลุ่ม ได้ร้องเพลงร่วมกัน ได้เต้นรำไปด้วย ก็มีการพบว่าเราจะให้ความสำคัญกับตัวเรามากขึ้น มั่นใจในการแสดงออกขึ้น
• เยียวยาบำบัดโรค โรค ในที่นี้มีทั้งโรคทางร่างกาย และโรคทางจิต มีการนำดนตรีมารักษาอย่างจริงๆ จังๆ แล้วมากมาย แล้วพบว่าช่วยให้คนไข้เคลื่อนไหวและควบคุมตัวเองดีขึ้น ลดการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม แก้ปมในใจ และยังสร้างเสริมอารมณ์เชิงบวกได้เป็นอย่างดี
หรือลองมาบำบัดอารมณ์ให้สดใส ด้วยการฝึกใช้ดนตรีให้เป็นประโยชน์ตามนี้
วิธีการบำบัดความเครียดด้วยดนตรี
1. เลือกดนตรีที่เรารู้สึกดี ฟังสบาย อาจเป็นทำนองหรือมีเนื้อร้องก็ได้ แต่เหมาะกับอารมณ์ในเวลานั้น เช่น ดนตรีบำบัดเครียด หรือดนตรีเพิ่มความตื่นตัว เป็นต้น
2. เอนหลังไปกับที่นอนหรือเก้าอี้นุ่มๆ ปรับอุณหภูมิหรือห่มผ้าให้อุ่นสบาย
3. เปิดดนตรีฟังสัก 10 – 15 ที หลับตาจินตนาการถึงความรู้สึกดีๆ หรือภาพที่เราประทับใจน้ำ
4. อาจเพิ่มการจุดเทียนหอม หรือเหยาะน้ำมันหอมระเหยเพื่อปรับบรรยากาศห้องเพิ่มก็ได้
http://www.thai-health.net

 

 
ความเครียดเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุขภาพของเราลดลง ทำให้เราแก่ตัวเร็วขึ้น วันนี้จะเสนอวิธีดนตรีบำบัด เพื่อเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยละความเครียด และเป็นการชะลอความแก่ และ ดูแลสุขภาพด้วยตนเองง่ายๆ
 
 
ฟังเสียงดนตรีคึกคักใจเราก็อยากเต้นตาม แต่พอเป็นจังหวะสบายๆ เราก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย อย่างกับว่าจังหวะและเสียงนั้นสั่งใจเราได้ก็ไม่ผิดนัก
 
ตั้งแต่อดีตมาแล้วที่เรารู้จักดนตรี และยังพบว่ามันมีพลังมหาศาลนารรักษาโรค อย่างคนธิเบตก็ใช้วิธีการเคาะระฆัง เคาะชาม และใช้เสียงสวดมนต์ในพิธีกรรม ที่เชื่อด้วยว่าจะช่วยปรับสมดุลใจของเรา คนไทยเราเองก็ใช้การสวดมนต์ ที่นอกเหนือจากเรื่องศาสนาแล้ว ก็ยังเป็นคลื่นเสียงที่ช่วยสงบจิตใจเราให้นิ่งขึ้น
 
 
ประโยชน์ดนตรีบำบัด
 
• ลดความวิตกกังวลได้ เพียง เราฟังดนตรีจังหวะช้าๆ ผ่อนคลาย พลางหลับตาจินตนาการภาพที่เรารู้สึกดี เราก็จะลดความตึงเกร็งของร่างกายทุกส่วนลง และยังปรับสมดุลใจเราให้เป็นปกติ
 
• เพิ่มภูมิคุ้มกันได้ เพราะเมื่อร่างกายสงบ การไหลเวียนเลือดเป็นปกติ การหายใจผ่อนคลาย และความเจ็บปวดลดลง ร่างกายก็จะตอบสนองเป็นจิตใจที่ดี มีภูมิคุ้มกันยามเจ็บป่วย
 
• เพิ่มทักษะการสื่อสาร คนที่สื่อสารติดขัด ดนตรียังช่วยปรับคลื่นเราสมองเราให้เป็นปกติ ทำให้เราเรียบเรียงความคิดและการสื่อสารออกไปดีขึ้นได้ รวมทั้งการแสดงออกของเราด้วย
 
• ทำให้เรามั่นใจขึ้น การขาดความมั่นใจในตัวเองก็เป็นปัญหาทางจิตใจอย่างหนึ่ง แต่หากเราได้บำบัดเป็นกลุ่ม ได้ร้องเพลงร่วมกัน ได้เต้นรำไปด้วย ก็มีการพบว่าเราจะให้ความสำคัญกับตัวเรามากขึ้น มั่นใจในการแสดงออกขึ้น
 
• เยียวยาบำบัดโรค โรค ในที่นี้มีทั้งโรคทางร่างกาย และโรคทางจิต มีการนำดนตรีมารักษาอย่างจริงๆ จังๆ แล้วมากมาย แล้วพบว่าช่วยให้คนไข้เคลื่อนไหวและควบคุมตัวเองดีขึ้น ลดการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม แก้ปมในใจ และยังสร้างเสริมอารมณ์เชิงบวกได้เป็นอย่างดี
 
หรือลองมาบำบัดอารมณ์ให้สดใส ด้วยการฝึกใช้ดนตรีให้เป็นประโยชน์ตามนี้
 
 
วิธีการบำบัดความเครียดด้วยดนตรี
 
1. เลือกดนตรีที่เรารู้สึกดี ฟังสบาย อาจเป็นทำนองหรือมีเนื้อร้องก็ได้ แต่เหมาะกับอารมณ์ในเวลานั้น เช่น ดนตรีบำบัดเครียด หรือดนตรีเพิ่มความตื่นตัว เป็นต้น
 
2. เอนหลังไปกับที่นอนหรือเก้าอี้นุ่มๆ ปรับอุณหภูมิหรือห่มผ้าให้อุ่นสบาย
 
3. เปิดดนตรีฟังสัก 10 – 15 ที หลับตาจินตนาการถึงความรู้สึกดีๆ หรือภาพที่เราประทับใจน้ำ
 
4. อาจเพิ่มการจุดเทียนหอม หรือเหยาะน้ำมันหอมระเหยเพื่อปรับบรรยากาศห้องเพิ่มก็ได้
 
http://www.thai-health.net/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-01 21:47:44 IP : 58.9.23.218


ความเห็นที่ 11 (3415686)

 ดื่มกาแฟอย่างไร.... ไม่เสียสุขภาพ

 

 
เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนถูกโจมตีว่า ทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้ หรือทารกน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันเปิดเผยว่าการดื่มกาแฟเพียงวันละ 1-2 ถ้วยนั้นปลอดภัย และอาจให้ผลดี ถ้าดื่มให้เป็น
 
รายงานผลการวิจัยจากฟินแลนด์และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า คนที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภท 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม ความเสี่ยงที่ลดลงเป็นสัดส่วนกับปริมาณกาแฟที่ดื่ม และกาแฟไร้คาเฟอีนให้ผลน้อยกว่า ส่วนชาไร้คาเฟอีนและเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนไม่ให้ผลเหมือนกาแฟ แต่นักวิจัยก็เตือนว่าอย่าเพิ่งมั่นใจจนหันไปโหมกาแฟ เพราะนักวิจัยยังต้องติดตามการวิจัยอีกมาก 
 
นอกจากนี้กาแฟยังยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาเพิ่มความทน และความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน
 
สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วง นักวิจัยแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่า ที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย
 
 
ของดีในกาแฟ...
 
นักวิจัยของศูนย์วิจัยของศูนย์วิจัยใหญ่ในสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งมีบริษัทขายกาแฟรายใหญ่ของโลกพบว่า เมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพรและไวน์แดงอีก ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากันขึ้นกับชนิดของกาแฟ
 
กาแฟพันธุ์โรบัสต้า (Robusta) มีสารต้านอนุมูลอิสระ และคาเฟอีนมากกว่าพันธ์อราบิก้า (Arabicas) ถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการคั่วกาแฟ และปริมาณกาแฟที่ละลายแต่ละถ้วย รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับวิธีการชงกาแฟ ระยะเวลาและปริมาณกาแฟที่ใช้ด้วย
 
ข้อควรระวังในกาแฟ 
คอกาแฟอย่าเพิ่งย่ามใจกับข้อมูลด้านดีๆ เพราะองค์ประกอบหลักของกาแฟ คือ สารคาเฟอีนซึ่งเป็นเป็นสารกระตุ้น จึงมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจพอสมควร โดยทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เพิ่มความดันโลหิต และทำให้หัวใจเต้นผิดปกติในบางครั้ง งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ในผู้ที่มียีนขจัดคาเฟอีนช้า ทำให้คาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดคาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็จะไม่มีผล
 
ถึงอย่างไรนักวิจัยก็เชื่อว่าการดื่มเพียง 1-2 ถ้วยจะไม่มีผลต่อการเกิดหัวใจวายเฉียบพลันไม่ว่ามียีนอย่างไร แต่การดื่มวันละ 4 แก้วขึ้นไปไม่ให้ผลดีขึ้น ดังนั้น ควรดื่มแต่พอควร เพราะปัจจุบันการตรวจยีนยังไม่ได้มีใช้กันเหมือนการตรวจสุขภาพทั่วไป และยีนที่แตกต่างกันทำให้ผลการวิจัยทางโภชนาการที่สัมพันธ์กับโรคต่างๆ ที่ออกมามีข้อมูลขัดแย้งกันจนเกิดความสับสน
 
ส่วนผลของกาแฟต่อสุขภาพผู้หญิงก็ยังไม่มีผลวิจัยชัดเจน ว่าจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ซีสต์ในเต้านมหรือกระดูกพรุนหรือไม่ การเดินสายกลางจึงดีที่สุด ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดคาเฟอีน อาจคิดว่าปลอดภัย แต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดคาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้างแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลตัวร้ายได้ เพราะในกระบวนการสกัดคาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย นอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้วยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย
 
 
ข้อควรปฎิบัติ .....
เลี่ยงกาแฟที่ใช้หม้อต้มแบบสไตล์สแกนดิเนเวีย เพราะจะมีสารไดเทอร์พีนสูง เพิ่มระดับคอเลสเทอรอลในเลือด ควรเลือกกาแฟสำเร็จรูปที่ละลายน้ำ หรือชนิดกรองหยด และเอสเพรสโซ ซึ่งจะมีผลน้อยกว่า
 
ถ้าต้องเลือกกาแฟสกัดคาเฟอีน ควรเลือกชนิดที่ใช้ กระบวนการสกัดธรรมชาติ (Swiss Water Process)
 
สำหรับผู้ที่เลี่ยงกาแฟอยู่แล้ว ไม่ควรหันมาดื่มเพียงเพื่อต้องการผลดีจากคาเฟอีน โดยเฉพาะคนที่ร่างกายไวต่อกาแฟ การดื่มอาจยิ่งเพิ่มผลเสีย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ กระเพาะหลั่งกรดออกมามากเกินควร ทำให้ปวดท้อง และเป็นสารขับปัสสาวะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่ดื่มกาแฟควรดื่มน้ำตามไปชดเชยด้วย
 
 
ระวังสิ่งที่เติมลงในกาแฟ .....
 
เช่น ครีม นมไขมันเต็ม น้ำตาล น้ำผึ้ง เพราะเท่ากับเติมพลังงานส่วนเกิน กาแฟมาตรฐาน 1 ถ้วย มีขนาด 5-6 ออนซ์หรือ 150-180 มล. แต่ที่ขายโดยทั่วไปนั้นมีขนาด 12 ออนซ์หรือ 360 มล . ซึ่งมากกว่าถึง 2 เท่า ดังนั้น ควรจำกัดการดื่มให้ไม่เกิน 5 ถ้วย ซึ่งเป็นปริมาณที่ใช้ในการศึกษาวิจัย
 
สารคาเฟอีนเป็นสารธรรมชาติที่พบในอาหารอื่นด้วย เช่น ใบชา เมล็ดโคลา โกโก้ ช็อคโกแลต น้ำอัดลมสีดำ และยาบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนเกินควร จึงต้องตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองเสมอ
 
ข้อมูลจาก : http://www.herbdd.com/index.php?
lay=show&ac=article&Id=396331&Ntype=6
http://guru.sanook.com/pedia/topic/ดื่มกาแฟอย่างไร_ไม่เสียสุขภาพ/
 
โดย..... สมุนไพรในไร่
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-20 22:51:39 IP : 58.9.160.225


ความเห็นที่ 12 (3417282)

 เมื่อปวดฟัน.... ใช้สมุนไพรอะไรดี

 

รูปภาพ : เมื่อปวดฟัน.... ใช้สมุนไพรอะไรดี
ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดแปลบ ปวดตุบๆ หรือปวดรุนแรงคอยกวนใจอยู่ตลอดเวลา ทำอย่างไรก็ไม่หายสักที กินยาแก้ปวดก็แล้ว ทายาก็แล้ว โดยเฉพาะหลังจากการเคี้ยวอาหารมื้ออร่อยหรือขนมขบเคี้ยวไปแล้วประมาณ 20 นาที จนต้องรีบบึ่งไปหาหมอฟัน เปลืองทั้งเงินเจ็บทั้งตัว
ถ้าคุณเบื่อการกินยาแก้ปวด และไม่อยากไปหาหมอฟันแล้วละก็ ชีวจิตมีวิธีแนะนำให้คุณเป็นหมอรักษาตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ ค่ะ
อะไรทำให้ปวดฟัน...
อาการปวดฟัน (toothache) ส่วนใหญ่มีผลมาจากฟันผุ ซึ่งในระยะเริ่มแรกจะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปาก ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มภายใน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม
เมื่อเกิดอาการบวมจะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง
และในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย เมื่อถึงตอนนั้นอาการปวดจะหายไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นหนองบริเวณปลายรากฟันอาการปวดอาจกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อ ๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้อาการปวดฟันอาจเกิดจากวัสดุอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุดและเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่นและรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมาส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันและปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดีก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษต่อของร้อนหรือของเย็นได้
วิธีลดอาการปวดฟัน...
ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วละก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่าย ๆ ต่อไปนี้ดูสิคะ
1.เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
2.ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบ ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดปวดและลดบวม
3.ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟหรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
4.เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็นหรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
5.เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการงดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรง ๆ กับวัตถุแข็ง ๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟันควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกมาง่ายขึ้น
นวดกดจุดลดอาการปวด...
หลายคนคงค้นเคยกับการนวดกดจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้เราลองมานวดกดจุดเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า
1.นวดคลึงเบา ๆ ที่แก้มเหนือบริเวณฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
2.ใช้น้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
3.สำหรับคนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบนให้วางนิ้วหัวแม่มือ ตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณหนึ่งนิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรง ๆ ประมาณ 10 นาที
สมุนไพรบรรเทาปวด...
บางคนพึ่งยาสารพัดชนิด ทั้งกินทั้งทา แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการปวดฟันก็กลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง ลองมาสอบอาการปวดด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ
ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรคและสลายพิษ (neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้น ๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ล้างยางออกให้หมด เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวดหรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว
น้ำมันละหุ่ง ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้น นอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อหรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่นไซโทไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน
น้ำมันกานพลู มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วชุบสำลีอุดฟันซี่ที่ปวด
น้ำมันกระเทียม ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน
ดาวเรือง ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวันเพื่อแก้อาการปวดฟัน
ผักบุ้งนา นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด
มะระ นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ ๆ
กุยช่าย ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกินฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียดละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้หนึ่งคืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้
ถ้าไม่อยากไปหาหมอ คุณก็ต้องชิงเป็นหมอของตัวเอง ก่อนที่อาการปวดจะลุกลามเกินเยียวยาจนถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งนะคะ
Tip
1.เมื่อใช้ยาสมุนไพรจนอาการปวดฟันบรรเทาแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์
2.ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินบดอุดบริเวณฟันที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดแผลไหม้ที่เหงือก และเป็นอันตรายต่อเคลือบฟันได้
3.ถ้ามีอาการปวดบวมเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเหงือกแดงผิดปกติ มีเลือดออก แสดงว่าติดเชื้อ หรือถ้าปวดฟันและมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ขอบคุณข้อมูลจากชีวจิต
โดย....  Ayurvedic Association of Thailand

 

 
ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดแปลบ ปวดตุบๆ หรือปวดรุนแรงคอยกวนใจอยู่ตลอดเวลา ทำอย่างไรก็ไม่หายสักที กินยาแก้ปวดก็แล้ว ทายาก็แล้ว โดยเฉพาะหลังจากการเคี้ยวอาหารมื้ออร่อยหรือขนมขบเคี้ยวไปแล้วประมาณ 20 นาที จนต้องรีบบึ่งไปหาหมอฟัน เปลืองทั้งเงินเจ็บทั้งตัว
 
ถ้าคุณเบื่อการกินยาแก้ปวด และไม่อยากไปหาหมอฟันแล้วละก็ ชีวจิตมีวิธีแนะนำให้คุณเป็นหมอรักษาตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ ค่ะ
 
อะไรทำให้ปวดฟัน...
 
อาการปวดฟัน (toothache) ส่วนใหญ่มีผลมาจากฟันผุ ซึ่งในระยะเริ่มแรกจะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปาก ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มภายใน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม
 
เมื่อเกิดอาการบวมจะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง
 
และในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย เมื่อถึงตอนนั้นอาการปวดจะหายไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นหนองบริเวณปลายรากฟันอาการปวดอาจกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อ ๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น
 
นอกจากนี้อาการปวดฟันอาจเกิดจากวัสดุอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุดและเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่นและรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมาส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันและปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดีก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษต่อของร้อนหรือของเย็นได้
 
 
วิธีลดอาการปวดฟัน...
 
ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วละก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่าย ๆ ต่อไปนี้ดูสิคะ
 
1.เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
 
2.ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบ ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดปวดและลดบวม
 
3.ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟหรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
 
4.เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็นหรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
 
5.เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการงดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรง ๆ กับวัตถุแข็ง ๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟันควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกมาง่ายขึ้น
 
 
นวดกดจุดลดอาการปวด...
 
หลายคนคงค้นเคยกับการนวดกดจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้เราลองมานวดกดจุดเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า
 
1.นวดคลึงเบา ๆ ที่แก้มเหนือบริเวณฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
 
2.ใช้น้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
 
3.สำหรับคนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบนให้วางนิ้วหัวแม่มือ ตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณหนึ่งนิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรง ๆ ประมาณ 10 นาที
 
 
สมุนไพรบรรเทาปวด...
 
บางคนพึ่งยาสารพัดชนิด ทั้งกินทั้งทา แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการปวดฟันก็กลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง ลองมาสอบอาการปวดด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ
 
ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรคและสลายพิษ (neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้น ๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ล้างยางออกให้หมด เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวดหรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว
 
น้ำมันละหุ่ง ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้น นอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อหรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่นไซโทไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน
 
น้ำมันกานพลู มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วชุบสำลีอุดฟันซี่ที่ปวด
 
น้ำมันกระเทียม ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน
 
ดาวเรือง ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวันเพื่อแก้อาการปวดฟัน
 
ผักบุ้งนา นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด
 
มะระ นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ ๆ
 
กุยช่าย ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกินฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียดละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้หนึ่งคืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้
 
ถ้าไม่อยากไปหาหมอ คุณก็ต้องชิงเป็นหมอของตัวเอง ก่อนที่อาการปวดจะลุกลามเกินเยียวยาจนถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งนะคะ
 
 
Tip
 
1.เมื่อใช้ยาสมุนไพรจนอาการปวดฟันบรรเทาแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์
 
2.ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินบดอุดบริเวณฟันที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดแผลไหม้ที่เหงือก และเป็นอันตรายต่อเคลือบฟันได้
 
3.ถ้ามีอาการปวดบวมเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเหงือกแดงผิดปกติ มีเลือดออก แสดงว่าติดเชื้อ หรือถ้าปวดฟันและมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
 
 
ขอบคุณข้อมูลจากชีวจิต
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 11:41:26 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 13 (3417287)

 เคล็ดลับสุขภาพดี ...... ตรวจเช็คอาการปวดหลัง

 

รูปภาพ : เคล็ดลับสุขภาพดี ......  ตรวจเช็คอาการปวดหลัง
อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย หลายคนคิดว่าอาการปวดหลังเป็นเรื่องเล็กน้อย ใช้วิธีนวดและ กินยาเพื่อบรรเทาอาการก็เพียงพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็กลับมาเป็นใหม่อีก ซึ่งอาการปวดหลังนี้ หากเป็นต่อเนื่อง โดยไม่รีบรักษาให้หายขาด อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามอีกมากมาย
โดยหัวใจหลัก 10 ข้อ ที่เราสามารถเช็คตัวเองได้ว่า อาการปวดหลังนั้นถึงเวลาที่ต้องได้รับการรักษาแล้วหรือยัง ได้แก่
1. อาการปวดหลังสร้างความหงุดหงิดรำคาญกับการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำงาน
2. ต้องพึ่งการทานยาบ่อยๆ จนการทาทนยาไม่ทำให้สบายขึ้น
3. ต้องพึ่งการนวดคลายบ่อยๆ แต่ยังไม่หายขาด
4. หน้าท้องเริ่มใหญ่ มีพุง แม้จะดูแลเรื่องการรับประทานอาหารก็ตาม
5. อ่อนเพลีย ง่วง หาวนอนบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ทั้งๆ ที่พักผ่อนมาก
6. รู้สึกต้องการนอนพักผ่อนอย่างเดียว
7. จากอาการปวดหลังอย่างเดียวก็เริ่มมีอาการปวดคอและบ่าร่วมด้วย
8. เริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม
9. เริ่มรู้สึกว่าอาการปวดนั้นไม่บรรเทา มีปวดร้าวลงก้นและขา
10. เดินนานๆ เริ่มรู้สึกเหมือนขาไม่มีแรง เข่าจะทรุด
ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 4 ใน 10 ข้อ แสดงว่าเราถึงคราวที่จะต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจโครงสร้างร่างกาย เพื่อหาแนวทางการรักษาอาการปวดหลังอย่างจริงจังก่อนที่จะสายเกินแก้
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge_02.php
โดย... Ayurvedic Association of Thailand

 

 
อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย หลายคนคิดว่าอาการปวดหลังเป็นเรื่องเล็กน้อย ใช้วิธีนวดและ กินยาเพื่อบรรเทาอาการก็เพียงพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็กลับมาเป็นใหม่อีก ซึ่งอาการปวดหลังนี้ หากเป็นต่อเนื่อง โดยไม่รีบรักษาให้หายขาด อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามอีกมากมาย
 
โดยหัวใจหลัก 10 ข้อ ที่เราสามารถเช็คตัวเองได้ว่า อาการปวดหลังนั้นถึงเวลาที่ต้องได้รับการรักษาแล้วหรือยัง ได้แก่
 
1. อาการปวดหลังสร้างความหงุดหงิดรำคาญกับการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำงาน 
 
2. ต้องพึ่งการทานยาบ่อยๆ จนการทาทนยาไม่ทำให้สบายขึ้น 
 
3. ต้องพึ่งการนวดคลายบ่อยๆ แต่ยังไม่หายขาด 
 
4. หน้าท้องเริ่มใหญ่ มีพุง แม้จะดูแลเรื่องการรับประทานอาหารก็ตาม 
 
5. อ่อนเพลีย ง่วง หาวนอนบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ทั้งๆ ที่พักผ่อนมาก 
 
6. รู้สึกต้องการนอนพักผ่อนอย่างเดียว 
 
7. จากอาการปวดหลังอย่างเดียวก็เริ่มมีอาการปวดคอและบ่าร่วมด้วย 
 
8. เริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม 
 
9. เริ่มรู้สึกว่าอาการปวดนั้นไม่บรรเทา มีปวดร้าวลงก้นและขา 
 
10. เดินนานๆ เริ่มรู้สึกเหมือนขาไม่มีแรง เข่าจะทรุด
 
 
ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 4 ใน 10 ข้อ แสดงว่าเราถึงคราวที่จะต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจโครงสร้างร่างกาย เพื่อหาแนวทางการรักษาอาการปวดหลังอย่างจริงจังก่อนที่จะสายเกินแก้ 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge_02.php
 
โดย... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 11:51:29 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 14 (3417289)

 อ.อิริยาบท.... นั่ง นอน ยืน เดิน

 

รูปภาพ : อ.อิริยาบท....  นั่ง  นอน  ยืน  เดิน
ทุกคนเกิดมาเพื่อใช้ร่างกาย - จิตใจนี้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และการใช้ร่างกาย - จิตใจของคนเรานี่เองที่เป็นปัจจัยหลักบั่นทอน ให้เกิดความเสื่อมต่อร่างกายเร็วขึ้น จนทำให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยและเป็นโรคร้ายได้ในที่สุด จากพฤติกรรมความเป็นอยู่และการใช้ร่างกายของเรานั่นเอง
ตลอด 24 ชั่วโมงของการใช้ร่างกายคนเรา หนีไม่พ้นอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน และอิริยาบถเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดโรคได้ การใช้งานของร่างกาย ถ้าใช้หนักเกินไปก็ช้ำ ใช้น้อยเกินไปก็เฉา จึงต้องใช้ให้สมดุล การใช้ร่างกายไม่สมดุล ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นกีฬา การออกกำลังกาย การอยู่ในท่าทางใดท่าทางหนึ่งต่อเนื่องนาน โดยไม่สามารถเลี่ยงได้ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างร่างกายทั้งสิ้น และหากเป็นท่าทางที่ผิด ร่างกายก็ยิ่งถูกบั่นทอนมากขึ้นหลายเท่า สถาบันอริยะ ขอให้ท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญ ได้เห็นคุณค่าของร่างกายที่ท่านใช้อยู่จะได้พึงระวัง คุ้มครองรักษาร่างกายนี้ เพื่อให้ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ ดีกว่าต้องรอให้เป็น “โรค” เพราะหากเป็นโรคแล้ว ไม่มีทางที่จะทำให้ร่างกายกลับมาทำงานได้เป็นปกติ 100% เพราะเมื่อเป็นโรค ร่างกายจะไม่สามารถเยียวยาหรือฟื้นฟูตัวเองได้ แต่หากเราป้องกันเริ่มต้นด้วยพื้นฐานของการมีโครงสร้าง
ร่างกายที่สมดุล ก็ถือเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายเสมือนมีภูมิต้านทานป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วยตัวเอง
รู้จักโครงสร้างร่างกาย ? หลายท่านคิดว่าคือกระดูกอย่างเดียว แต่ในทางกายวิภาคศาสตร์ โครงสร้างร่างกายประกอบด้วย กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ ระบบไหลเวียน ( เลือด น้ำเหลือง เส้นประสาท ) ทั้งระบบนี้ความสำคัญอยู่ตรงแนวกระดูกสันหลังที่สมดุล และกระดูกจะสมดุลได้ต้องอยู่ภายใต้ระบบกล้ามเนื้อที่แข็งแรงสมดุลด้วยเช่นกัน ภายใต้เส้นใย กล้ามเนื้อ จะมีเส้นประสาทซึ่งเป็นเสมือนถนนนำทางให้สมองสั่งการไปสู่ทุกส่วนในร่างกาย เป็นทางผ่านของเลือด น้ำเหลืองเป็นแหล่งลำเลียงอาหารและขับของเสียออกจากร่างกาย หากระบบเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติจะกระทบต่อเซลล์ในร่างกายและอวัยวะต่างๆโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นปอด หัวใจ การย่อย การไหลเวียน ฯลฯ ซึ่งถ้าอวัยวะเหล่านี้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ร่างกายก็ไม่สามารถต้านทานโรคภัยต่างๆ ที่เข้ามารุกรานได้ ดังนั้นคงเป็นเรื่องดีที่เราจะสามารถกำหนดสุขภาพดีได้ด้วยตัวเรา อันดับแรกเริ่มจากการเรียนรู้เพื่อให้ร่างกายอยู่ในท่าทางที่ถูกต้องเพราะถ้าไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็เป็นที่มาของความไม่สมดุลของโครงสร้างร่างกาย และทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ในที่สุด จึงขอให้ท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของอิริยาบถใหญ่ทั้งสี่ดังนี้
การเดิน หากเราไม่ทันสังเกตคงไม่รู้ว่าการเดินของเราผิดปกติอย่างไร เพราะเดินเหินได้ก็ไม่น่าจะผิดปกติ แต่เมื่อการก้าวเดิน เป็นการเดินแบบใช้ข้อต่อกระแทกลงทุกครั้งที่ลงน้ำหนักที่เท้า ก็มักจะทำให้มีปัญหาปวดข้อเท้า ปวดเข่า ปวดหลัง บางรายถึงกับปวดคอ ซึ่งต้นเหตุอาจมาจากการเดินลงน้ำหนักไม่เท่ากันก็เป็นได้ การที่เข่าบิดทุกครั้งที่เดินจะทำให้น้ำหนัก กระแทกลงที่ข้อเข่ามากเป็นเท่าตัว สังเกตง่ายๆ คนที่เดินขาบิดเหมือนเป็ด เดินกางขามากไป สะโพกยักหรือบิดเวลาเดิน เดินเหมือนขาไม่เท่ากัน เหล่านี้เกิดจากการไม่ได้ฝึกร่างกายให้ใช้งานกล้ามเนื้อได้ถูกต้อง จึงเกิดผลเสียทำให้ข้อต่อทำงานหนักมากกว่าปกติ เป็นต้นเหตุความไม่สมดุลของโครงสร้างร่างกาย ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นพิการได้
การยืน ท่านเคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่ายืนอย่างไร ? ยืนกอดอก ? ยืนแอ่นพุง ? ยืนพักขา ? ยืนพิงผนังหรือพิงเสา ? เข่าแอ่น ใส่ส้นสูง เข่าติดกันเวลายืน ฯลฯ แล้วท่านสังเกตหรือไม่ว่าทุกครั้งที่ยืนก็จะอยู่ในท่านี้เสมอ ด้วยความเคยชินนี่เองเป็นที่มาของการเสียศูนย์ของร่างกาย ทำให้กระดูกบิดเบี้ยว ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อไม่สมดุล ( กล้ามเนื้อมีหน้าที่ทรงให้กระดูกอยู่ในแนวความโค้งที่เหมาะสม ) เมื่อกล้ามเนื้อเคยชินอยู่ในท่าที่ผิดนานเข้า ก็ทำให้กล้ามเนื้อหดสั้นหรือยืดมากกว่าปกติ จึงดึงให้กระดูกบิดเบี้ยวไปด้วย จนเป็นกระดูกสันหลังคด หลังค่อม หลังแอ่น เป็นต้นเหตุของการปวดเมื่อยที่รักษาไม่หายขาด เพราะมัวไปแก้ที่อาการ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุคือ การปรับโครงสร้างร่างกายให้สมดุล ทำให้ระบบในร่างกายแข็งแรง ทำงานดี อาการปวดจะหายไปเอง โดยไม่กลับมาเป็นอีกเพราะการปรับโครงสร้างร่างกายไม่เพียงปรับให้สมดุลหรือทำให้หายปวดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการทำให้ร่างกายของแต่ละคนแข็งแรงทนทาน เพียงพอต่อการใช้งานโดยไม่มีอาการ
การนั่ง คนทำงาน 90% มักประสบปัญหาปวดเมื่อยเรื้อรัง หรือเป็นโรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อมากกว่าวัยอื่น ทั้งนี้เป็นผลจากการใช้งานของร่างกายที่ต้องทำงานอยู่ในท่าเดิมๆ ต่อเนื่องทุกวันโดยเลี่ยงไม่ได้ สะสมความผิดปกติให้มากขึ้น ที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือ ความเสื่อมของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ ในคนยุคปัจจุบัน มักพบตั้งแต่อายุ 20 – 30 ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ความเสื่อม และนั่นอาจเป็นเพราะการใช้งานของร่างกายที่มากเกินไป คนทำงานเมื่อนั่งไปเรื่อยๆ จิตใจจะจดจ่ออยู่กับงาน จนลืมร่างกายตนเอง ส่วนใหญ่คอจะก้มไปด้านหน้า หลังจะงุ้มลง คางก็ยื่นไปด้านหน้าเรื่อยๆ ลำตัวแทบติดกับโต๊ะทำงาน ท่านทราบหรือไม่ว่าการที่คอ คางยื่นไปด้านหน้า หลังงุ้มมาก จะทำให้ข้อต่อกระดูกคอต้องรับน้ำหนักมากเป็นหลายสิบเท่าตัว จากภาพจะเห็นได้ว่าจากปกติที่ไม่ต้องรับน้ำหนักเลย เมื่อผิดท่า กระดูกคอ
ต้องรับน้ำหนัก 20 - 40 ปอนด์ และนั่นเองเป็นที่มาของความเสื่อมที่เร็วกว่าปกติและเป็นที่มาของโรคต่างๆ ที่จะสร้างความทรมานให้กับร่างกาย
การนอน ถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะผ่อนคลายทุกส่วน ทั้งกล้ามเนื้อ ข้อต่อ พร้อมถูกปรับไปตามท่าทางของเรา จึงเป็นเวลาที่เสียโครงสร้างร่างกายได้มากและยาวนานที่สุด เมื่อเราอยู่ในท่าทางที่ผิดตลอดระยะเวลานอนหลับในหลายๆชั่วโมง ทำให้กระดูกกล้ามเนื้อเราบิดเบี้ยวได้ง่ายกว่าปกติ ท่าทางการนอนจึงมีผลมากกับโครงสร้างร่างกาย ทำไมเรานอนเยอะ แต่ยังรู้สึกเพลียเหมือนง่วงตลอดเวลา หาวตลอดวัน ไม่สดชื่น ตื่นมาก็รู้สึกปวดเมื่อยคอ หลัง บ่า ร่างกายไม่คล่องตัว อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างร่างกายผิดปกติ และหากสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ อาจส่งผลให้เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ได้ในอนาคต
“จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง” ร่างกายกับจิตใจแยกกันไม่ได้เลยหากยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นถ้าเราทำร่างกายให้แข็งแรง จะส่งเสริมให้มีจิตใจที่แจ่มใสเบิกบานไปด้วย หันมาใส่ใจร่างกายตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองง่ายๆ ด้วยการอยู่ในอิริยาบถที่ถูกต้อง ก็เสมือนเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่อย่างไร้โรคภัยไข้เจ็บได้
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge_13.php
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand

 

 
ทุกคนเกิดมาเพื่อใช้ร่างกาย - จิตใจนี้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และการใช้ร่างกาย - จิตใจของคนเรานี่เองที่เป็นปัจจัยหลักบั่นทอน ให้เกิดความเสื่อมต่อร่างกายเร็วขึ้น จนทำให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยและเป็นโรคร้ายได้ในที่สุด จากพฤติกรรมความเป็นอยู่และการใช้ร่างกายของเรานั่นเอง
 
ตลอด 24 ชั่วโมงของการใช้ร่างกายคนเรา หนีไม่พ้นอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน และอิริยาบถเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดโรคได้ การใช้งานของร่างกาย ถ้าใช้หนักเกินไปก็ช้ำ ใช้น้อยเกินไปก็เฉา จึงต้องใช้ให้สมดุล การใช้ร่างกายไม่สมดุล ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นกีฬา การออกกำลังกาย การอยู่ในท่าทางใดท่าทางหนึ่งต่อเนื่องนาน โดยไม่สามารถเลี่ยงได้ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างร่างกายทั้งสิ้น และหากเป็นท่าทางที่ผิด ร่างกายก็ยิ่งถูกบั่นทอนมากขึ้นหลายเท่า สถาบันอริยะ ขอให้ท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญ ได้เห็นคุณค่าของร่างกายที่ท่านใช้อยู่จะได้พึงระวัง คุ้มครองรักษาร่างกายนี้ เพื่อให้ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ ดีกว่าต้องรอให้เป็น “โรค” เพราะหากเป็นโรคแล้ว ไม่มีทางที่จะทำให้ร่างกายกลับมาทำงานได้เป็นปกติ 100% เพราะเมื่อเป็นโรค ร่างกายจะไม่สามารถเยียวยาหรือฟื้นฟูตัวเองได้ แต่หากเราป้องกันเริ่มต้นด้วยพื้นฐานของการมีโครงสร้าง
ร่างกายที่สมดุล ก็ถือเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายเสมือนมีภูมิต้านทานป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วยตัวเอง
 
รู้จักโครงสร้างร่างกาย ? หลายท่านคิดว่าคือกระดูกอย่างเดียว แต่ในทางกายวิภาคศาสตร์ โครงสร้างร่างกายประกอบด้วย กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ ระบบไหลเวียน ( เลือด น้ำเหลือง เส้นประสาท ) ทั้งระบบนี้ความสำคัญอยู่ตรงแนวกระดูกสันหลังที่สมดุล และกระดูกจะสมดุลได้ต้องอยู่ภายใต้ระบบกล้ามเนื้อที่แข็งแรงสมดุลด้วยเช่นกัน ภายใต้เส้นใย กล้ามเนื้อ จะมีเส้นประสาทซึ่งเป็นเสมือนถนนนำทางให้สมองสั่งการไปสู่ทุกส่วนในร่างกาย เป็นทางผ่านของเลือด น้ำเหลืองเป็นแหล่งลำเลียงอาหารและขับของเสียออกจากร่างกาย หากระบบเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติจะกระทบต่อเซลล์ในร่างกายและอวัยวะต่างๆโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นปอด หัวใจ การย่อย การไหลเวียน ฯลฯ ซึ่งถ้าอวัยวะเหล่านี้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ร่างกายก็ไม่สามารถต้านทานโรคภัยต่างๆ ที่เข้ามารุกรานได้ ดังนั้นคงเป็นเรื่องดีที่เราจะสามารถกำหนดสุขภาพดีได้ด้วยตัวเรา อันดับแรกเริ่มจากการเรียนรู้เพื่อให้ร่างกายอยู่ในท่าทางที่ถูกต้องเพราะถ้าไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็เป็นที่มาของความไม่สมดุลของโครงสร้างร่างกาย และทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ในที่สุด จึงขอให้ท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของอิริยาบถใหญ่ทั้งสี่ดังนี้ 
 
การเดิน หากเราไม่ทันสังเกตคงไม่รู้ว่าการเดินของเราผิดปกติอย่างไร เพราะเดินเหินได้ก็ไม่น่าจะผิดปกติ แต่เมื่อการก้าวเดิน เป็นการเดินแบบใช้ข้อต่อกระแทกลงทุกครั้งที่ลงน้ำหนักที่เท้า ก็มักจะทำให้มีปัญหาปวดข้อเท้า ปวดเข่า ปวดหลัง บางรายถึงกับปวดคอ ซึ่งต้นเหตุอาจมาจากการเดินลงน้ำหนักไม่เท่ากันก็เป็นได้ การที่เข่าบิดทุกครั้งที่เดินจะทำให้น้ำหนัก กระแทกลงที่ข้อเข่ามากเป็นเท่าตัว สังเกตง่ายๆ คนที่เดินขาบิดเหมือนเป็ด เดินกางขามากไป สะโพกยักหรือบิดเวลาเดิน เดินเหมือนขาไม่เท่ากัน เหล่านี้เกิดจากการไม่ได้ฝึกร่างกายให้ใช้งานกล้ามเนื้อได้ถูกต้อง จึงเกิดผลเสียทำให้ข้อต่อทำงานหนักมากกว่าปกติ เป็นต้นเหตุความไม่สมดุลของโครงสร้างร่างกาย ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นพิการได้ 
 
การยืน ท่านเคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่ายืนอย่างไร ? ยืนกอดอก ? ยืนแอ่นพุง ? ยืนพักขา ? ยืนพิงผนังหรือพิงเสา ? เข่าแอ่น ใส่ส้นสูง เข่าติดกันเวลายืน ฯลฯ แล้วท่านสังเกตหรือไม่ว่าทุกครั้งที่ยืนก็จะอยู่ในท่านี้เสมอ ด้วยความเคยชินนี่เองเป็นที่มาของการเสียศูนย์ของร่างกาย ทำให้กระดูกบิดเบี้ยว ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อไม่สมดุล ( กล้ามเนื้อมีหน้าที่ทรงให้กระดูกอยู่ในแนวความโค้งที่เหมาะสม ) เมื่อกล้ามเนื้อเคยชินอยู่ในท่าที่ผิดนานเข้า ก็ทำให้กล้ามเนื้อหดสั้นหรือยืดมากกว่าปกติ จึงดึงให้กระดูกบิดเบี้ยวไปด้วย จนเป็นกระดูกสันหลังคด หลังค่อม หลังแอ่น เป็นต้นเหตุของการปวดเมื่อยที่รักษาไม่หายขาด เพราะมัวไปแก้ที่อาการ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุคือ การปรับโครงสร้างร่างกายให้สมดุล ทำให้ระบบในร่างกายแข็งแรง ทำงานดี อาการปวดจะหายไปเอง โดยไม่กลับมาเป็นอีกเพราะการปรับโครงสร้างร่างกายไม่เพียงปรับให้สมดุลหรือทำให้หายปวดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการทำให้ร่างกายของแต่ละคนแข็งแรงทนทาน เพียงพอต่อการใช้งานโดยไม่มีอาการ 
 
การนั่ง คนทำงาน 90% มักประสบปัญหาปวดเมื่อยเรื้อรัง หรือเป็นโรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อมากกว่าวัยอื่น ทั้งนี้เป็นผลจากการใช้งานของร่างกายที่ต้องทำงานอยู่ในท่าเดิมๆ ต่อเนื่องทุกวันโดยเลี่ยงไม่ได้ สะสมความผิดปกติให้มากขึ้น ที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือ ความเสื่อมของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ ในคนยุคปัจจุบัน มักพบตั้งแต่อายุ 20 – 30 ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ความเสื่อม และนั่นอาจเป็นเพราะการใช้งานของร่างกายที่มากเกินไป คนทำงานเมื่อนั่งไปเรื่อยๆ จิตใจจะจดจ่ออยู่กับงาน จนลืมร่างกายตนเอง ส่วนใหญ่คอจะก้มไปด้านหน้า หลังจะงุ้มลง คางก็ยื่นไปด้านหน้าเรื่อยๆ ลำตัวแทบติดกับโต๊ะทำงาน ท่านทราบหรือไม่ว่าการที่คอ คางยื่นไปด้านหน้า หลังงุ้มมาก จะทำให้ข้อต่อกระดูกคอต้องรับน้ำหนักมากเป็นหลายสิบเท่าตัว จากภาพจะเห็นได้ว่าจากปกติที่ไม่ต้องรับน้ำหนักเลย เมื่อผิดท่า กระดูกคอ
 
ต้องรับน้ำหนัก 20 - 40 ปอนด์ และนั่นเองเป็นที่มาของความเสื่อมที่เร็วกว่าปกติและเป็นที่มาของโรคต่างๆ ที่จะสร้างความทรมานให้กับร่างกาย 
 
การนอน ถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะผ่อนคลายทุกส่วน ทั้งกล้ามเนื้อ ข้อต่อ พร้อมถูกปรับไปตามท่าทางของเรา จึงเป็นเวลาที่เสียโครงสร้างร่างกายได้มากและยาวนานที่สุด เมื่อเราอยู่ในท่าทางที่ผิดตลอดระยะเวลานอนหลับในหลายๆชั่วโมง ทำให้กระดูกกล้ามเนื้อเราบิดเบี้ยวได้ง่ายกว่าปกติ ท่าทางการนอนจึงมีผลมากกับโครงสร้างร่างกาย ทำไมเรานอนเยอะ แต่ยังรู้สึกเพลียเหมือนง่วงตลอดเวลา หาวตลอดวัน ไม่สดชื่น ตื่นมาก็รู้สึกปวดเมื่อยคอ หลัง บ่า ร่างกายไม่คล่องตัว อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างร่างกายผิดปกติ และหากสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ อาจส่งผลให้เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ได้ในอนาคต
 
“จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง” ร่างกายกับจิตใจแยกกันไม่ได้เลยหากยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นถ้าเราทำร่างกายให้แข็งแรง จะส่งเสริมให้มีจิตใจที่แจ่มใสเบิกบานไปด้วย หันมาใส่ใจร่างกายตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองง่ายๆ ด้วยการอยู่ในอิริยาบถที่ถูกต้อง ก็เสมือนเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่อย่างไร้โรคภัยไข้เจ็บได้ 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก.... 
http://www.ariyawellness.com/wellness_knowledge_13.php
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 11:52:36 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 15 (3417298)

 “อดยา” รักษาโรค โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

รูปภาพ : “อดยา” รักษาโรค โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช
กินยาเยอะโรคแยะ  มากหมอก็มากโรค
มีหลายเสียงเปรยผ่านมาตามสายลมครับ  บ้างก็ว่าหลายต่อหลายอาการผิดปกติในร่างกายที่เกิดจากยาที่ถูกจ่ายมาด้วยความหวังดี  ด้วยความที่แพทย์เป็นคนสั่งจ่ายทำให้คนไข้ส่วนใหญ่วางใจจนลืมนึกไปว่ายาก็มีผลข้างเคียงได้เหมือนกัน
ถ้ากินไปนานๆแบบไม่มีข้อบ่งใช้
เพราะขึ้นชื่อว่า “ยา” แล้วเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ในส่วนลึกของหัวใจเชื่อมั่นว่าจะ “ช่วย”
แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้วเส้นแบ่งระหว่าง “ช่วย” กับ “ฉุด” สุขภาพของยาต่างๆนี้เป็นเพียงเส้นบางๆเท่านั้นเอง  ยาบางชนิดเช่นยากระตุ้นหัวใจชื่อ “ดิจ็อกซิน(Digoxin)” ถ้ากินผิดไปเพียงนิดก็จะกลายเป็นพิษได้ถึงขนาดทำให้ตามองเห็นภาพต่างๆเป็นสีเหลืองเลยละครับ  หรืออย่างยาปฏิชีวินะฆ่าเชื้อหลายชนิดที่ใช้แล้วทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงถึงขั้นหยุดหายใจ
และยังมียาอีกหลายต่อหลายตัวครับที่ทำให้เกิด “โรค” แทนที่จะรักษาโรค  แล้วพอหยุดยาอาการของโรคก็จะดีขึ้น  ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่การหยุดยาให้ถูกตัวนี่ละครับ  ในวันนี้จึงขอนำเสนอเรื่องยาที่กลายเป็นพิษได้ถ้ายังไม่หยุดมัน
ที่สำคัญคืออยู่ใกล้ตัวมากครับ
11 รักษาด้วยการ “อดยา”
ยาต่อไปนี้นำโทษภัยมาสู่ตัวคนกินได้ง่ายๆนะครับ
1)ยาลดไขมัน  พูดกันอยู่บ่อยครั้งสุดเพราะมันทำลาย “ตับ” และ “กล้ามเนื้อ” ทำให้ร่างกายขาดวิตามินชนิดสำคัญ  ทำให้ปวดตามตัวและที่สำคัญคือกล้ามเนื้อหัวใจก็ยังโดนกระทบชิ่ง  สิ่งสำคัญของการกินยาไขมันก็คือ “อย่ากินนานจนเกินไป”
2)ยาพาราเซตามอล  เป็นยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านที่มีฤทธิ์ “วิสามัญ” ตับได้มาก  ด้วยตัวยาที่ดูพื้นๆไร้พิษสงทำให้คนกินมันอย่างวางใจ  หยิบกินคล้ายกับเป็นขนมกินเล่น  บ้านที่มีเรื่องปวดหัวซ้ำซากอาจซื้อมาตั้งไว้เป็นกระป๋องเป็นพาราฯเอื้ออาทรแบ่งๆกันไป
3)ยาแก้ปวด  มียาแก้ปวดอีกมากครับที่ไม่ใช่พาราฯ  โดยยาแก้ปวดที่ว่านี้มีผลกับกระเพาะอาหาร,ตับและไตได้เช่นกัน  โดยกลุ่มที่พบบ่อยคือ “เอ็นเสด(NSAIDs)” ส่วนกลุ่มที่ราคาแพงเม็ดละหลายสิบบาทที่บอกว่าไม่กัดกระเพาะก็ต้องระวังผลที่จะเกิดกับหัวใจได้ครับ
4)ยารักษากระดูกพรุน  ยาราคาแพงที่ช่วยรักษากระดูกพรุนชนิดที่ไม่ใช่แคลเซียม มีการศึกษาว่ายิ่งกินนานยิ่งเสี่ยงกระดูก “หัก” โดยเฉพาะตรงข้อสะโพกที่อ่อนไหวง่ายที่สุด  ถ้าหักจุดนี้แล้วมักทำให้ผู้สูงวัยลุกไม่ขึ้นอีกเลย  ถ้ากินเป็น “แคลเซียม” กับ “แมกนีเซียม” ได้จะปลอดภัยกว่า
5)ยาแก้แพ้สตีรอยด์  คนไข้ภูมิแพ้มีโอกาสได้รับสตีรอยด์ทั้งจากยากิน,ยาพ่น,ยาสูดและยาทาครับ  เรียกว่าสตีรอยด์รายล้อมอยู่รอบตัวเป็นดาวล้อมเดือนก็ได้  สตีรอยด์ทำให้เกิดการกดภูมิและติดเชื้อได้ง่ายครับ  เด็กที่ได้รับสตีรอยด์นานๆมีผลต่อการเติบโตอย่างแน่แท้
6)ยาแก้หวัดสูโดเอฟีดรีน  ทำให้เส้นเลือดหดตัวจึงทำให้จมูกหายบวมคัด  แต่ผลที่ตามมาคือ “ความดันขึ้น” และคอแห้งเป็นผงเป็นบ่อเกิดของอาการไอร้อยวัน  ไอแห้งๆและไอรำคาญคอได้ดีนักแล  แค่กินยาแก้หวัดผิดชนิดเท่านี้ละครับ
7)ยาขยายหลอดลม  คนไข้เด็กและผู้ใหญ่ที่ได้ยาขยายหลอดลมไปจะได้ของแถมคือ “ใจสั่น” ด้วยครับ  ยิ่งกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสมาธิสั้นอยู่แล้วจะทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิ  นอนไม่หลับ  ถ้าเป็นในเด็กจะกระทบกับเรื่องการเรียนมาก
8 )ยาคีโมรักษามะเร็ง  การศึกษาชิ้นหนึ่งเผยว่าคนไข้มะเร็งเต้านมที่ใช้ยาชื่อ “ทาม็อกซิเฟน” เป็นเวลานานเกิน 5 ปีมีสิทธิ์เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมอีกชนิดซ้ำ  นอกจากนั้นยังมียาคีโมฆ่ามะเร็งอีกหลายชนิดที่ได้ผลดีแบบราบคาบคือฆ่าเซลล์มะเร็งและฆ่าคนไข้ได้ด้วย  การใช้ยาคีโมจึงต้องดูรอบด้านให้ดีครับโดยเฉพาะชั่งน้ำหนักว่าจะ “ได้คุ้มเสีย” หรือไม่
9)ยานอนหลับ  ยาที่หยุดใช้แล้วช่วยสุขภาพดีได้อีกตัวหนึ่งคือยานอนหลับครับ  คนที่ติดยานอนหลับมักมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย  ผู้ที่มีอาการหดหู่ทางอารมณ์จะทำให้ยานอนหลับออกฤทธิ์ผิดปกติไปได้  สารเคมีในสมองที่แปรปรวนไปและตัวเนื้อสมองเองได้รับผลกระทบจากยานอนหลับ บางรายทำให้ มึนค้าง,ฝันร้ายหรือที่ร้ายกว่าคือเกิดจิตตกซึมเศร้าได้มากขึ้นด้วย
10)ยาถ่าย  บางท่านอาจสงสัยว่าใครจะใช้ถาวร  เป็นเล่นไปนะครับมีคนที่บริโภคยาถ่ายเป็นอาหารหมู่ที่ 6 มาแล้ว  โดยเฉพาะสาวๆที่ต้องคุมน้ำหนักหรือท่านที่มีอาการท้องผูกบ่อยก็จะผูกพันกับยาถ่ายเป็นยี่ห้อไป  บางรายเป็นแฟนคลับระดมพล หรือบางรายเป็นแม่ยกชาช่วยระบาย  รวมถึงการล้างพิษด้วยการสวนทั้งหลายด้วย  การใช้บ่อยทำให้ลำไส้ติดนิสัยได้ถ้าไม่กินจะท้องผูก  อาจลองค่อยๆปรับลดลงดู  อาการท้องผูกเพราะ “ติดยาถ่าย” อาจหายไปได้
11)ยาลดความอ้วน  อันนี้เป็นยามฤตยูขนานแท้  ไม่มียาลดอ้วนขนานใดให้คุณกับท่านทั้งร้อยเปอร์เซนต์  แทบท้งหมดมีฤทธิ์ “เด้งกลับ” ดึ๋งๆทำให้ไขมันกลับมาหาท่านได้ทั้งนั้น  แต่ท่านที่ทานอยู่ก็ไม่ต้องตกใจไปนะครับ  การค่อยๆหยุดมันลงแล้วเลิกใช้จะทำให้ท่านไม่เด้งกลับและไขมันที่ไม่พึงปรารถนาจะค่อยๆหมดไปถ้าท่านใช้วิธี “ไม่พึ่งทางลัด”
ทั้ง 11 ยาเป็นเรื่องใกล้ตัวนะครับ  มีผลต่อสุขภาพของท่านได้มากหากใช้ติดต่อกัน  สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้อย่างสุดท้ายก็คือถ้าท่านมีอาการเจ็บป่วยผิดปกติแบบรักษาไม่หายขอให้ลองหยิบยาที่กินประจำมาตรวจดูให้รู้แน่  ลองเทียบดูกับทั้ง 11 ตัวที่ให้แล้วลองปรึกษาแพทย์ให้หยุดดู  บางทีโรคแปลกที่เป็นอาจหายได้อย่างน่าอัศจรรย์นะครับ
ความลับอยู่ที่แค่ “หยุดยา” เท่านั้น
http://www.bangkokvoice.com/2013/01/21/bv-health-23/

 
กินยาเยอะโรคแยะ มากหมอก็มากโรค
 
มีหลายเสียงเปรยผ่านมาตามสายลมครับ บ้างก็ว่าหลายต่อหลายอาการผิดปกติในร่างกายที่เกิดจากยาที่ถูกจ่ายมาด้วยความหวังดี ด้วยความที่แพทย์เป็นคนสั่งจ่ายทำให้คนไข้ส่วนใหญ่วางใจจนลืมนึกไปว่ายาก็มีผลข้างเคียงได้เหมือนกัน
 
ถ้ากินไปนานๆแบบไม่มีข้อบ่งใช้
เพราะขึ้นชื่อว่า “ยา” แล้วเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ในส่วนลึกของหัวใจเชื่อมั่นว่าจะ “ช่วย” 
 
แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้วเส้นแบ่งระหว่าง “ช่วย” กับ “ฉุด” สุขภาพของยาต่างๆนี้เป็นเพียงเส้นบางๆเท่านั้นเอง ยาบางชนิดเช่นยากระตุ้นหัวใจชื่อ “ดิจ็อกซิน(Digoxin)” ถ้ากินผิดไปเพียงนิดก็จะกลายเป็นพิษได้ถึงขนาดทำให้ตามองเห็นภาพต่างๆเป็นสีเหลืองเลยละครับ หรืออย่างยาปฏิชีวินะฆ่าเชื้อหลายชนิดที่ใช้แล้วทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงถึงขั้นหยุดหายใจ
 
และยังมียาอีกหลายต่อหลายตัวครับที่ทำให้เกิด “โรค” แทนที่จะรักษาโรค แล้วพอหยุดยาอาการของโรคก็จะดีขึ้น ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่การหยุดยาให้ถูกตัวนี่ละครับ ในวันนี้จึงขอนำเสนอเรื่องยาที่กลายเป็นพิษได้ถ้ายังไม่หยุดมัน
 
ที่สำคัญคืออยู่ใกล้ตัวมากครับ
11 รักษาด้วยการ “อดยา”
 
ยาต่อไปนี้นำโทษภัยมาสู่ตัวคนกินได้ง่ายๆนะครับ
 
1)ยาลดไขมัน พูดกันอยู่บ่อยครั้งสุดเพราะมันทำลาย “ตับ” และ “กล้ามเนื้อ” ทำให้ร่างกายขาดวิตามินชนิดสำคัญ ทำให้ปวดตามตัวและที่สำคัญคือกล้ามเนื้อหัวใจก็ยังโดนกระทบชิ่ง สิ่งสำคัญของการกินยาไขมันก็คือ “อย่ากินนานจนเกินไป”
 
2)ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านที่มีฤทธิ์ “วิสามัญ” ตับได้มาก ด้วยตัวยาที่ดูพื้นๆไร้พิษสงทำให้คนกินมันอย่างวางใจ หยิบกินคล้ายกับเป็นขนมกินเล่น บ้านที่มีเรื่องปวดหัวซ้ำซากอาจซื้อมาตั้งไว้เป็นกระป๋องเป็นพาราฯเอื้ออาทรแบ่งๆกันไป
 
3)ยาแก้ปวด มียาแก้ปวดอีกมากครับที่ไม่ใช่พาราฯ โดยยาแก้ปวดที่ว่านี้มีผลกับกระเพาะอาหาร,ตับและไตได้เช่นกัน โดยกลุ่มที่พบบ่อยคือ “เอ็นเสด(NSAIDs)” ส่วนกลุ่มที่ราคาแพงเม็ดละหลายสิบบาทที่บอกว่าไม่กัดกระเพาะก็ต้องระวังผลที่จะเกิดกับหัวใจได้ครับ
 
4)ยารักษากระดูกพรุน ยาราคาแพงที่ช่วยรักษากระดูกพรุนชนิดที่ไม่ใช่แคลเซียม มีการศึกษาว่ายิ่งกินนานยิ่งเสี่ยงกระดูก “หัก” โดยเฉพาะตรงข้อสะโพกที่อ่อนไหวง่ายที่สุด ถ้าหักจุดนี้แล้วมักทำให้ผู้สูงวัยลุกไม่ขึ้นอีกเลย ถ้ากินเป็น “แคลเซียม” กับ “แมกนีเซียม” ได้จะปลอดภัยกว่า
 
5)ยาแก้แพ้สตีรอยด์ คนไข้ภูมิแพ้มีโอกาสได้รับสตีรอยด์ทั้งจากยากิน,ยาพ่น,ยาสูดและยาทาครับ เรียกว่าสตีรอยด์รายล้อมอยู่รอบตัวเป็นดาวล้อมเดือนก็ได้ สตีรอยด์ทำให้เกิดการกดภูมิและติดเชื้อได้ง่ายครับ เด็กที่ได้รับสตีรอยด์นานๆมีผลต่อการเติบโตอย่างแน่แท้
 
6)ยาแก้หวัดสูโดเอฟีดรีน ทำให้เส้นเลือดหดตัวจึงทำให้จมูกหายบวมคัด แต่ผลที่ตามมาคือ “ความดันขึ้น” และคอแห้งเป็นผงเป็นบ่อเกิดของอาการไอร้อยวัน ไอแห้งๆและไอรำคาญคอได้ดีนักแล แค่กินยาแก้หวัดผิดชนิดเท่านี้ละครับ
 
7)ยาขยายหลอดลม คนไข้เด็กและผู้ใหญ่ที่ได้ยาขยายหลอดลมไปจะได้ของแถมคือ “ใจสั่น” ด้วยครับ ยิ่งกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสมาธิสั้นอยู่แล้วจะทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ ถ้าเป็นในเด็กจะกระทบกับเรื่องการเรียนมาก
 
8 )ยาคีโมรักษามะเร็ง การศึกษาชิ้นหนึ่งเผยว่าคนไข้มะเร็งเต้านมที่ใช้ยาชื่อ “ทาม็อกซิเฟน” เป็นเวลานานเกิน 5 ปีมีสิทธิ์เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมอีกชนิดซ้ำ นอกจากนั้นยังมียาคีโมฆ่ามะเร็งอีกหลายชนิดที่ได้ผลดีแบบราบคาบคือฆ่าเซลล์มะเร็งและฆ่าคนไข้ได้ด้วย การใช้ยาคีโมจึงต้องดูรอบด้านให้ดีครับโดยเฉพาะชั่งน้ำหนักว่าจะ “ได้คุ้มเสีย” หรือไม่
 
9)ยานอนหลับ ยาที่หยุดใช้แล้วช่วยสุขภาพดีได้อีกตัวหนึ่งคือยานอนหลับครับ คนที่ติดยานอนหลับมักมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย ผู้ที่มีอาการหดหู่ทางอารมณ์จะทำให้ยานอนหลับออกฤทธิ์ผิดปกติไปได้ สารเคมีในสมองที่แปรปรวนไปและตัวเนื้อสมองเองได้รับผลกระทบจากยานอนหลับ บางรายทำให้ มึนค้าง,ฝันร้ายหรือที่ร้ายกว่าคือเกิดจิตตกซึมเศร้าได้มากขึ้นด้วย
 
10)ยาถ่าย บางท่านอาจสงสัยว่าใครจะใช้ถาวร เป็นเล่นไปนะครับมีคนที่บริโภคยาถ่ายเป็นอาหารหมู่ที่ 6 มาแล้ว โดยเฉพาะสาวๆที่ต้องคุมน้ำหนักหรือท่านที่มีอาการท้องผูกบ่อยก็จะผูกพันกับยาถ่ายเป็นยี่ห้อไป บางรายเป็นแฟนคลับระดมพล หรือบางรายเป็นแม่ยกชาช่วยระบาย รวมถึงการล้างพิษด้วยการสวนทั้งหลายด้วย การใช้บ่อยทำให้ลำไส้ติดนิสัยได้ถ้าไม่กินจะท้องผูก อาจลองค่อยๆปรับลดลงดู อาการท้องผูกเพราะ “ติดยาถ่าย” อาจหายไปได้
 
11)ยาลดความอ้วน อันนี้เป็นยามฤตยูขนานแท้ ไม่มียาลดอ้วนขนานใดให้คุณกับท่านทั้งร้อยเปอร์เซนต์ แทบท้งหมดมีฤทธิ์ “เด้งกลับ” ดึ๋งๆทำให้ไขมันกลับมาหาท่านได้ทั้งนั้น แต่ท่านที่ทานอยู่ก็ไม่ต้องตกใจไปนะครับ การค่อยๆหยุดมันลงแล้วเลิกใช้จะทำให้ท่านไม่เด้งกลับและไขมันที่ไม่พึงปรารถนาจะค่อยๆหมดไปถ้าท่านใช้วิธี “ไม่พึ่งทางลัด”
 
ทั้ง 11 ยาเป็นเรื่องใกล้ตัวนะครับ มีผลต่อสุขภาพของท่านได้มากหากใช้ติดต่อกัน สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้อย่างสุดท้ายก็คือถ้าท่านมีอาการเจ็บป่วยผิดปกติแบบรักษาไม่หายขอให้ลองหยิบยาที่กินประจำมาตรวจดูให้รู้แน่ ลองเทียบดูกับทั้ง 11 ตัวที่ให้แล้วลองปรึกษาแพทย์ให้หยุดดู บางทีโรคแปลกที่เป็นอาจหายได้อย่างน่าอัศจรรย์นะครับ
 
ความลับอยู่ที่แค่ “หยุดยา” เท่านั้น
 
http://www.bangkokvoice.com/2013/01/21/bv-health-23/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 12:02:29 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 16 (3417303)

 สาว ๖ อาชีพ..... กับเส้นเลือดขอด

 

รูปภาพ : สาว ๖ อาชีพ..... กับเส้นเลือดขอด
เส้นเลือดขอด (Varicose Veins) หรือ Spider Vein เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงกลุ้มใจ แถมยังมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย 3 เท่าเลยทีเดียว!
เส้นเลือดขอดมักเกิดตามผิวของขา ตั้งแต่บริเวณตาตุ่มขึ้นไปจนถึงขาหนีบด้านใน พบบ่อยบริเวณน่อง โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องใช้ขารับน้ำหนักตัวมาก คนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ คนที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ หรือคนที่ต้องยืนนานๆ เกิดเมื่อถึงวัยชรา เกิดจากกรรมพันธุ์ มีความผิดปกติของหลอดเลือดดำ-แดงที่ขา อักเสบอุดตัน หรือบางคนโชคไม่ดีอาจมีก้อนเนื้องอกในช่องท้อง หรืออุ้งเชิงกรานไปกดหลอดเลือดดำ เป็นต้น
สาเหตุที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด ดูเหมือนเส้นเลือดโป่งพองเห็นเป็นสีคล้ำเขียว-แดง และมีความยาวคดเคี้ยวขยุกขยิก เกิดจากการคั่งของเลือดในเส้นเลือดดำบริเวณขา ที่ปกติจะถูกบีบให้ไหลขึ้นสู่หัวใจ โดยอาศัยแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณขา ภายในหลอดเลือดดำจะมีลิ้นเล็กๆ อยู่ภายในๆ คอยกั้นเป็นช่วงๆ ไม่ให้เลือดย้อนกลับไปที่เท้า แต่เมื่อระบบไหลเวียนของเลือดทำงานไม่สะดวก ทำให้หลอดเลือดของขาขยายตัวกว้างขึ้น พลอยดึงให้ลิ้นถ่างออก เมื่อลิ้นไม่อาจปิดได้สนิท เลือดก็ทะลักไหลย้อนลงมาคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำของขาบริเวณใกล้ผิวหนัง โดยอาการของเส้นเลือดขอดมีตั้งแต่เป็นน้อยๆ ไปจนเรียกว่าระยะรุนแรง คือผิวหนังบริเวณที่มีเส้นเลือดขอด แตกเป็นแผลอักเสบเรื้อรังมีน้ำเหลือง รักษาหายยาก และอาจมีเลือดออกรุนแรง
และหากจะพิจารณาถึงอาชีพของผู้หญิง ที่เสี่ยงเกิดเส้นเลือดขอดก็มักเป็น คุณครู นางพยาบาล แอร์โฮสเตส พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง และสาวออฟฟิศ ซึ่งด้วยหน้าที่การงานมีรายละเอียด ทำให้เข้าข่ายเสี่ยงดังนี้
•คุณครู หรือที่เราเปรียบเทียบว่าเป็น “เรือจ้าง” เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะทางด้านสมอง กายและใจไปพร้อมๆ กัน นั่นคือการพูด-การเขียนอธิบายและถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ ต้องยืนสอนหน้าชั้นเป็นเวลาติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งอาชีพครูบ้านเราต้องใส่ชุดฟอร์มที่ทางโรงเรียนจัดให้ หรือไม่ก็ต้องแต่งกายเรียบร้อย ใส่ถุงน่อง และรองเท้าส้นสูง อันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้ง่าย
•นางพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ทักษะการบริการทางการแพทย์ไปพร้อมๆ กับใจที่รักการบริการ ความรับผิดชอบของนางพยาบาลบ้านเรานั้น มีตั้งแต่การเป็นผู้ช่วยแพทย์ระหว่างการตรวจรักษา การเดินดูแลพยาบาคนป่วย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย งานเดินเอกสาร ฯลฯ ดังนั้นอาชีพนี้ จึงต้องอาศัยความอดทนและคล่องตัวสูง ทำให้เท้าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดวัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่านางพยาบาลหลายคนใส่ผ้ายืดหรือ support รัดน่อง เพื่อป้องกันไว้ก่อน
•แอร์โฮสเตส เป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากจากสาวๆ ในปัจจุบัน เพราะแรงจูงใจในเรื่องของค่าตอบแทน และโอกาสท่องเที่ยว แต่อาชีพนางฟ้าก็ต้องแลกกับการยืนและเดินนานๆ เพื่อดูแลผู้โดยสารตลอดชั่วโมงบิน และที่สำคัญยังต้องเผชิญกับภาวะความดันทางอากาศ จากการขึ้น-ลงเครื่องบินเป็นประจำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดมากกว่าอาชีพอื่นๆ ทางป้องกันที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนรองเท้าส้นเตี้ย ขณะบริการเสิร์ฟอาหารแก่ผู้โดยสาร หมั่นเดินไปมาเพื่อเพิ่มระบบหมุนเวียนโลหิต และควรใส่ถุงน่องที่รัดและกระชับใต้เข่า
•พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า / พนักงานต้อนรับ การยืนเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาชีพนี้ก็ว่าได้ เนื่องจากการยืน หมายถึง ความพร้อมและความเต็มใจของพนักงานที่จะให้บริการ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วอาจจะต้องยืนติดต่อกัน ประมาณ 6-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว!
•พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง นอกจากจะต้องสูดดมควันจากท่อไอเสีย และอยู่ในสภาพที่มีคนแออัดตลอดเวลา ก็ยังต้องเดินและยืนเก็บค่าโดยสารตลอดสายครั้งละหลายชั่วโมง แถมยังต้องทรงตัวให้ดีเมื่อยามรถจอดหรือเบรกอีกต่างหาก
•สาวออฟฟิศ ฟังดูแล้วเป็นอาชีพที่เสี่ยงเป็นเส้นเลือดขอดน้อยที่สุด แต่คุณทราบหรือไม่ว่า การที่นั่งโต๊ะนานๆ ด้วยการนั่งไขว่ห้างนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด หรือสาวออฟฟิศบางคนชะล่าใจ คิดว่าตนเองไม่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ ก็ใส่ร้องเท้าส้นสูงรับกับกระแสแฟชั่น แต่กลับลืมไปว่าบางครั้งก็ต้องเดินไปมา เพื่อติดต่อเอกสารหรือฝ่ายต่างๆ ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดแบบไม่รู้ตัวก็มี
ทั้งนี้ หากว่าคุณมีเส้นเลือดขอด ก็อย่าเพิ่งตระหนก เพราะหากคุณไม่มีอาการปวดหรือบวมร่วม ก็อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ก็ป้องกันและบรรเทาได้ หรือสำหรับคนที่มีอาการปวด ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นมากจนรักษาไม่ได้ เพราะปัจจุบันเรามีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ที่เหมาะต่ออาการของแต่ละคน
วิธีป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด
•ถ้าคุณเป็นคนอ้วนควรลดน้ำหนักเป็นอันดับแรก เพื่อลดแรงกดน้ำหนักลงที่เท้าและขา
•หลีกเลี่ยงการยืน หรือการนั่งเฉยๆ หรือนั่งไขว่ขาเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อไม่บีบตัวไล่เลือด ในกรณีที่อาชีพการงานบังคับ ต้องอาศัยการออกกำลังกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อน่อง และขา โดยการเขย่งปลายเท้าขึ้นและลง หรือการบีบและคลายนิ้วเท้าทุกครึ่งชั่วโมง และพอถึงช่วงที่ได้นั่งพัก ให้ถอดรองเท้าส้นสูงออก นั่งลงบนเก้าอี้ หลังตรงและยกขาขึ้นหนึ่งข้างให้สูงระดับสะโพก และหมุนข้อเท้าเป็นวงกลมไปมา จากนั้นให้งุ้มเท้าชี้ขึ้นและลง จากนั้นทำสลับอีกข้าง
•หลีกเลี่ยงการใส่ถุงเท้ายาวหรือถุงน่องที่รัดเหนือเข่า ซึ่งทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดไหลไม่สะดวก ในกรณีที่จำเป็นต้องสวมถุงเท้าหรือถุงน่อง ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีความยืดหยุ่น และเลือกแบบที่ขอบถุงเท้าหรือถุงน่อง รัดห่างใต้เข่าประมาณ 2 นิ้ว
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
ส่วนใหญ่แพทย์แนะนำเพื่อบรรเทาอาการปวด บวม มากกว่าเรื่องของความสวยงาม ซึ่งในกรณีที่เป็นเส้นเลือดขอดไม่มาก สามารถใช้ครีมนวดรักษาหรือบรรเทาได้ แต่กรณีที่มีอาการปวด แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำที่ขอด เพื่อสลายหลอดเลือดที่แข็งตัวและตีบตัน ให้ไหลเวียนไปสู่หลอดเลือดอื่นบริเวณรอบๆ ได้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีรักษาที่หายขาดภายในครั้งเดียว อาจต้องฉีดซ้ำหลายครั้งหาก เป็นมาก และไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก โดยหลังการรักษาจำเป็นต้องสวมผ้ารัดหรือถุงน่อง เพื่อบีบให้ผนังหลอดเลือด กระชับ จนกว่าบริเวณที่ฉีดยาจะบวมน้อยลง และเวลานอนพักต้องใช้หมอนหนุน ยกระดับเข่าให้สูงกว่าสะโพก และปลายเท้าสูงกว่าระดับเข่า
การรักษาแบบผ่าตัด
เป็นการผ่าตัดในกรณีที่เส้นเลือดขอดเกิดภาวะอุดตันภายในหลอดเลือด และอาจส่งผลอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ โดยแพทย์จะให้ยาชาก่อนการผ่าตัด และใช้เครื่องมือเข้าไปผูกเส้นเลือดที่ขอด แล้วดึงหลอดเลือดดำที่ขอดออกเป็นบางส่วน หรือการผ่าดึงหลอดเลือดดำที่ขอดทั้งเส้น โดยหลังการผ่าตัดจะมีอาการเท้าบวม มีเลือดออกหรือเจ็บแผล และจำเป็นต้องใส่ผ้ารัดหรือถุงน่องพยุงต่อประมาณ 6 ถึง 8 สัปดาห์
การรักษาเส้นเลือดขอดไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่เกิดเส้นเลือดขอดใหม่ 100% และแพทย์อาจให้การรักษามากกว่า 1 วิธีร่วมกัน เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาให้ได้ผลดีมากที่สุด และที่สำคัญบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอด มีอาการปวดหรือบวม คุณควรไปปรึกษาแพทย์ทันที
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday
http://www.yourhealthyguide.com/article/aw-spider-vein.html
โดย.....   Ayurvedic Association of Thailand

 

 
เส้นเลือดขอด (Varicose Veins) หรือ Spider Vein เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงกลุ้มใจ แถมยังมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย 3 เท่าเลยทีเดียว! 
 
เส้นเลือดขอดมักเกิดตามผิวของขา ตั้งแต่บริเวณตาตุ่มขึ้นไปจนถึงขาหนีบด้านใน พบบ่อยบริเวณน่อง โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องใช้ขารับน้ำหนักตัวมาก คนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ คนที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ หรือคนที่ต้องยืนนานๆ เกิดเมื่อถึงวัยชรา เกิดจากกรรมพันธุ์ มีความผิดปกติของหลอดเลือดดำ-แดงที่ขา อักเสบอุดตัน หรือบางคนโชคไม่ดีอาจมีก้อนเนื้องอกในช่องท้อง หรืออุ้งเชิงกรานไปกดหลอดเลือดดำ เป็นต้น
 
สาเหตุที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด ดูเหมือนเส้นเลือดโป่งพองเห็นเป็นสีคล้ำเขียว-แดง และมีความยาวคดเคี้ยวขยุกขยิก เกิดจากการคั่งของเลือดในเส้นเลือดดำบริเวณขา ที่ปกติจะถูกบีบให้ไหลขึ้นสู่หัวใจ โดยอาศัยแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณขา ภายในหลอดเลือดดำจะมีลิ้นเล็กๆ อยู่ภายในๆ คอยกั้นเป็นช่วงๆ ไม่ให้เลือดย้อนกลับไปที่เท้า แต่เมื่อระบบไหลเวียนของเลือดทำงานไม่สะดวก ทำให้หลอดเลือดของขาขยายตัวกว้างขึ้น พลอยดึงให้ลิ้นถ่างออก เมื่อลิ้นไม่อาจปิดได้สนิท เลือดก็ทะลักไหลย้อนลงมาคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำของขาบริเวณใกล้ผิวหนัง โดยอาการของเส้นเลือดขอดมีตั้งแต่เป็นน้อยๆ ไปจนเรียกว่าระยะรุนแรง คือผิวหนังบริเวณที่มีเส้นเลือดขอด แตกเป็นแผลอักเสบเรื้อรังมีน้ำเหลือง รักษาหายยาก และอาจมีเลือดออกรุนแรง
 
และหากจะพิจารณาถึงอาชีพของผู้หญิง ที่เสี่ยงเกิดเส้นเลือดขอดก็มักเป็น คุณครู นางพยาบาล แอร์โฮสเตส พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง และสาวออฟฟิศ ซึ่งด้วยหน้าที่การงานมีรายละเอียด ทำให้เข้าข่ายเสี่ยงดังนี้
 
 
•คุณครู หรือที่เราเปรียบเทียบว่าเป็น “เรือจ้าง” เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะทางด้านสมอง กายและใจไปพร้อมๆ กัน นั่นคือการพูด-การเขียนอธิบายและถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ ต้องยืนสอนหน้าชั้นเป็นเวลาติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งอาชีพครูบ้านเราต้องใส่ชุดฟอร์มที่ทางโรงเรียนจัดให้ หรือไม่ก็ต้องแต่งกายเรียบร้อย ใส่ถุงน่อง และรองเท้าส้นสูง อันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้ง่าย
 
•นางพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ทักษะการบริการทางการแพทย์ไปพร้อมๆ กับใจที่รักการบริการ ความรับผิดชอบของนางพยาบาลบ้านเรานั้น มีตั้งแต่การเป็นผู้ช่วยแพทย์ระหว่างการตรวจรักษา การเดินดูแลพยาบาคนป่วย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย งานเดินเอกสาร ฯลฯ ดังนั้นอาชีพนี้ จึงต้องอาศัยความอดทนและคล่องตัวสูง ทำให้เท้าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดวัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่านางพยาบาลหลายคนใส่ผ้ายืดหรือ support รัดน่อง เพื่อป้องกันไว้ก่อน
 
•แอร์โฮสเตส เป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากจากสาวๆ ในปัจจุบัน เพราะแรงจูงใจในเรื่องของค่าตอบแทน และโอกาสท่องเที่ยว แต่อาชีพนางฟ้าก็ต้องแลกกับการยืนและเดินนานๆ เพื่อดูแลผู้โดยสารตลอดชั่วโมงบิน และที่สำคัญยังต้องเผชิญกับภาวะความดันทางอากาศ จากการขึ้น-ลงเครื่องบินเป็นประจำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดมากกว่าอาชีพอื่นๆ ทางป้องกันที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนรองเท้าส้นเตี้ย ขณะบริการเสิร์ฟอาหารแก่ผู้โดยสาร หมั่นเดินไปมาเพื่อเพิ่มระบบหมุนเวียนโลหิต และควรใส่ถุงน่องที่รัดและกระชับใต้เข่า
 
•พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า / พนักงานต้อนรับ การยืนเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาชีพนี้ก็ว่าได้ เนื่องจากการยืน หมายถึง ความพร้อมและความเต็มใจของพนักงานที่จะให้บริการ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วอาจจะต้องยืนติดต่อกัน ประมาณ 6-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว!
 
•พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทาง นอกจากจะต้องสูดดมควันจากท่อไอเสีย และอยู่ในสภาพที่มีคนแออัดตลอดเวลา ก็ยังต้องเดินและยืนเก็บค่าโดยสารตลอดสายครั้งละหลายชั่วโมง แถมยังต้องทรงตัวให้ดีเมื่อยามรถจอดหรือเบรกอีกต่างหาก
 
•สาวออฟฟิศ ฟังดูแล้วเป็นอาชีพที่เสี่ยงเป็นเส้นเลือดขอดน้อยที่สุด แต่คุณทราบหรือไม่ว่า การที่นั่งโต๊ะนานๆ ด้วยการนั่งไขว่ห้างนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด หรือสาวออฟฟิศบางคนชะล่าใจ คิดว่าตนเองไม่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ ก็ใส่ร้องเท้าส้นสูงรับกับกระแสแฟชั่น แต่กลับลืมไปว่าบางครั้งก็ต้องเดินไปมา เพื่อติดต่อเอกสารหรือฝ่ายต่างๆ ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดแบบไม่รู้ตัวก็มี
ทั้งนี้ หากว่าคุณมีเส้นเลือดขอด ก็อย่าเพิ่งตระหนก เพราะหากคุณไม่มีอาการปวดหรือบวมร่วม ก็อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ก็ป้องกันและบรรเทาได้ หรือสำหรับคนที่มีอาการปวด ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นมากจนรักษาไม่ได้ เพราะปัจจุบันเรามีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ที่เหมาะต่ออาการของแต่ละคน
 
 
วิธีป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด
 
•ถ้าคุณเป็นคนอ้วนควรลดน้ำหนักเป็นอันดับแรก เพื่อลดแรงกดน้ำหนักลงที่เท้าและขา
 
•หลีกเลี่ยงการยืน หรือการนั่งเฉยๆ หรือนั่งไขว่ขาเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อไม่บีบตัวไล่เลือด ในกรณีที่อาชีพการงานบังคับ ต้องอาศัยการออกกำลังกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อน่อง และขา โดยการเขย่งปลายเท้าขึ้นและลง หรือการบีบและคลายนิ้วเท้าทุกครึ่งชั่วโมง และพอถึงช่วงที่ได้นั่งพัก ให้ถอดรองเท้าส้นสูงออก นั่งลงบนเก้าอี้ หลังตรงและยกขาขึ้นหนึ่งข้างให้สูงระดับสะโพก และหมุนข้อเท้าเป็นวงกลมไปมา จากนั้นให้งุ้มเท้าชี้ขึ้นและลง จากนั้นทำสลับอีกข้าง
 
•หลีกเลี่ยงการใส่ถุงเท้ายาวหรือถุงน่องที่รัดเหนือเข่า ซึ่งทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดไหลไม่สะดวก ในกรณีที่จำเป็นต้องสวมถุงเท้าหรือถุงน่อง ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีความยืดหยุ่น และเลือกแบบที่ขอบถุงเท้าหรือถุงน่อง รัดห่างใต้เข่าประมาณ 2 นิ้ว
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
 
ส่วนใหญ่แพทย์แนะนำเพื่อบรรเทาอาการปวด บวม มากกว่าเรื่องของความสวยงาม ซึ่งในกรณีที่เป็นเส้นเลือดขอดไม่มาก สามารถใช้ครีมนวดรักษาหรือบรรเทาได้ แต่กรณีที่มีอาการปวด แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำที่ขอด เพื่อสลายหลอดเลือดที่แข็งตัวและตีบตัน ให้ไหลเวียนไปสู่หลอดเลือดอื่นบริเวณรอบๆ ได้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีรักษาที่หายขาดภายในครั้งเดียว อาจต้องฉีดซ้ำหลายครั้งหาก เป็นมาก และไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก โดยหลังการรักษาจำเป็นต้องสวมผ้ารัดหรือถุงน่อง เพื่อบีบให้ผนังหลอดเลือด กระชับ จนกว่าบริเวณที่ฉีดยาจะบวมน้อยลง และเวลานอนพักต้องใช้หมอนหนุน ยกระดับเข่าให้สูงกว่าสะโพก และปลายเท้าสูงกว่าระดับเข่า
 
 
การรักษาแบบผ่าตัด
 
เป็นการผ่าตัดในกรณีที่เส้นเลือดขอดเกิดภาวะอุดตันภายในหลอดเลือด และอาจส่งผลอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ โดยแพทย์จะให้ยาชาก่อนการผ่าตัด และใช้เครื่องมือเข้าไปผูกเส้นเลือดที่ขอด แล้วดึงหลอดเลือดดำที่ขอดออกเป็นบางส่วน หรือการผ่าดึงหลอดเลือดดำที่ขอดทั้งเส้น โดยหลังการผ่าตัดจะมีอาการเท้าบวม มีเลือดออกหรือเจ็บแผล และจำเป็นต้องใส่ผ้ารัดหรือถุงน่องพยุงต่อประมาณ 6 ถึง 8 สัปดาห์ 
 
การรักษาเส้นเลือดขอดไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่เกิดเส้นเลือดขอดใหม่ 100% และแพทย์อาจให้การรักษามากกว่า 1 วิธีร่วมกัน เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาให้ได้ผลดีมากที่สุด และที่สำคัญบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอด มีอาการปวดหรือบวม คุณควรไปปรึกษาแพทย์ทันที
 
 
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday
http://www.yourhealthyguide.com/article/aw-spider-vein.html
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 12:27:16 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 17 (3418162)

 การบริหารกล้ามเนื้อตาแบบง่ายๆ 

 
การบริหารกล้ามเนื้อตา เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อตา เพื่อช่วยลดความตึงเครียดของดวงตา อาการเพลียตา หรือปวดตา เนื่องจากการใช้สายตามาก โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้
 
รูปภาพ : การบริหารกล้ามเนื้อตาแบบง่ายๆ
การบริหารกล้ามเนื้อตา เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อตา เพื่อช่วยลดความตึงเครียดของดวงตา อาการเพลียตา หรือปวดตา เนื่องจากการใช้สายตามาก โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้
กรอกตาขึ้น-ลงช้าๆ 6 ครั้ง :
โดยเหลือบตาขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุด ในระหว่างการบริหารอย่างเกร็งลูกตา
กลอกตาไปข้างขวาและซ้ายสลับกัน :
โดยกลอกตาไปให้ขวาสุด และซ้ายสุด ทำซ้ำ 2 - 3 ครั้ง
ชูนิ้วชี้ขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา :
ห่าง จากสายตาประมาณ 8 นิ้ว แล้วจองมองไปที่ระยะไกลๆ ประมาณ 10 ฟุต สลับกับใช้ตามองระยะใกล้ที่นิ้งมือ ใช้เวลามองแต่ละที่ประมาณ 2 - 3 วินาที ทำสลับไปมาเช่นนี้ประมาณ 10 ครั้ง แล้วหยุดพัก 1 วินาที ทำประมาณ 2 - 3 รอบ
กลอกตาเป็นวงกลมช้าๆ :
โดยเริ่มกลอกตาตามเข้มนาฬิกาก่อน แล้วกลอกตาทวนเข็มนาฬิกา ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วหยุดพัก 1 วินาที ทำประมาณ 2 - 3 รอบ
http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/3/40/562/th
 
 
กรอกตาขึ้น-ลงช้าๆ 6 ครั้ง :
โดยเหลือบตาขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุด ในระหว่างการบริหารอย่างเกร็งลูกตา 
กลอกตาไปข้างขวาและซ้ายสลับกัน : 
โดยกลอกตาไปให้ขวาสุด และซ้ายสุด ทำซ้ำ 2 - 3 ครั้ง 
ชูนิ้วชี้ขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา :
ห่าง จากสายตาประมาณ 8 นิ้ว แล้วจองมองไปที่ระยะไกลๆ ประมาณ 10 ฟุต สลับกับใช้ตามองระยะใกล้ที่นิ้งมือ ใช้เวลามองแต่ละที่ประมาณ 2 - 3 วินาที ทำสลับไปมาเช่นนี้ประมาณ 10 ครั้ง แล้วหยุดพัก 1 วินาที ทำประมาณ 2 - 3 รอบ 
 
กลอกตาเป็นวงกลมช้าๆ :
โดยเริ่มกลอกตาตามเข้มนาฬิกาก่อน แล้วกลอกตาทวนเข็มนาฬิกา ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วหยุดพัก 1 วินาที ทำประมาณ 2 - 3 รอบ 
 
http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/3/40/562/th
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 20:12:07 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 18 (3418163)

 ***อาการเริ่มของโรคกระเพาะอาหาร***

 
โรคกระเพาะจัดว่าเป็นโรคยอดฮิตของคนเมือง เคียงคู่มากับ ไมเกรน ลำไส้อักเสบ และกรดไหลย้อน ต้นเหตุการเกิดโรคกระเพาะก็มีอยู่หลายอย่าง แต่รวมๆ แล้วก็เกิดจากปัจจัย 3 ด้านคือ สภาพร่างกาย สังคม และจิตใจ ส่วนโรคกระเพาะของคนวัยทำงานนั้น มักจะเกิดจากความรีบเร่งจนทำให้ใช้ชีวิตไม่เหมาะสมกับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย เช่น การทานอาหารไม่เป็นเวลา นอนดึก ดื่มกาแฟ อีกทั้งความเครียดก็ยังมีผลอย่างมากในการทำให้เกิดโรคกระเพาะอีกด้วย
 
รูปภาพ : ***อาการเริ่มของโรคกระเพาะอาหาร***
โรคกระเพาะจัดว่าเป็นโรคยอดฮิตของคนเมือง เคียงคู่มากับ ไมเกรน ลำไส้อักเสบ และกรดไหลย้อน ต้นเหตุการเกิดโรคกระเพาะก็มีอยู่หลายอย่าง แต่รวมๆ แล้วก็เกิดจากปัจจัย 3 ด้านคือ สภาพร่างกาย สังคม และจิตใจ ส่วนโรคกระเพาะของคนวัยทำงานนั้น มักจะเกิดจากความรีบเร่งจนทำให้ใช้ชีวิตไม่เหมาะสมกับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย เช่น การทานอาหารไม่เป็นเวลา นอนดึก ดื่มกาแฟ อีกทั้งความเครียดก็ยังมีผลอย่างมากในการทำให้เกิดโรคกระเพาะอีกด้วย
1. ปวดจุกบริเวณลิ้นปี่
ลิ้นปี่เป็นบริเวณช่องท้องตอนบน ที่อยู่ระหว่างซี่โครง จุดนั้นจะเป็นที่อยู่ของกระเพาะอาหาร อาการปวดบริเวณนี้มักจะเกิดขึ้นเวลาที่เราท้องว่างเนื่องจากกระเพาะได้หลั่งน้ำย่อยออกมาในช่วงนั้น แต่พอไม่มีอาหารอยู่ มันจึงมาย่อยกระเพาะของเราแทน… อาการเหล่านี้จะบรรเทาลงไปเองเมื่อได้รับประทานอาหาร
2. จุดเสียดแน่นท้อง ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว
เกิดจากการแปรปรวนของระบบย่อยอาหาร อาการเหล่านี้อาจเกิดได้จากการดื่มน้ำมากเกินไประหว่างทานอาหาร (โดยเฉพาะน้ำเย็น) การรีบกินอาหารเกินไปด้วยความรีบเร่ง หรือการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดโรคกระเพาะตามมาได้เช่นกันนะคะ ส่วนคนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว หรือมีความเสี่ยง ก็จะเกิดอาการเหล่านี้ได้บ่อยครั้ง
3. ปวดหลัง หลังจากทานอาหาร
หลังจากทานอาหารไปแล้ว 2 – 3 ชั่วโมง จะเป็นเวลาที่กระเพาะอาหารเริ่มกระบวนการย่อยอาหาร คนที่เป็นโรคกระเพาะ หรือมีปัญหากับระบบทางเดินอาหาร อาจจะเกิดอาการปวดหลังขึ้นได้ บางคนอาจปวดร้าวไปถึงบริเวณไหล่ขวา แสดงว่าอาการเริ่มรุนแรงแล้ว หากปล่อยไว้อาจลุกลามเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือโรคอื่นๆ เกี่ยวกับทางเดินอาหารได้
4. คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก ปวดแปลบขึ้นมาบริเวณหน้าอก
เกิดจากการที่อาหารไม่ย่อย ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่สำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดรุนแรง หรือปวดท้องมากจนตัวงอ หายใจแรงๆ ก็ปวด อุจจาระมีสีดำ หรือเริ่มอาเจียนเป็นเลือด นับว่าเป็นอาการขั้นรุนแรงแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
ที่มา : goodlywomen.com/by สาระแห่งสุขภาพ
 
 
1. ปวดจุกบริเวณลิ้นปี่
ลิ้นปี่เป็นบริเวณช่องท้องตอนบน ที่อยู่ระหว่างซี่โครง จุดนั้นจะเป็นที่อยู่ของกระเพาะอาหาร อาการปวดบริเวณนี้มักจะเกิดขึ้นเวลาที่เราท้องว่างเนื่องจากกระเพาะได้หลั่งน้ำย่อยออกมาในช่วงนั้น แต่พอไม่มีอาหารอยู่ มันจึงมาย่อยกระเพาะของเราแทน… อาการเหล่านี้จะบรรเทาลงไปเองเมื่อได้รับประทานอาหาร
 
2. จุดเสียดแน่นท้อง ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว
เกิดจากการแปรปรวนของระบบย่อยอาหาร อาการเหล่านี้อาจเกิดได้จากการดื่มน้ำมากเกินไประหว่างทานอาหาร (โดยเฉพาะน้ำเย็น) การรีบกินอาหารเกินไปด้วยความรีบเร่ง หรือการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดโรคกระเพาะตามมาได้เช่นกันนะคะ ส่วนคนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว หรือมีความเสี่ยง ก็จะเกิดอาการเหล่านี้ได้บ่อยครั้ง
 
3. ปวดหลัง หลังจากทานอาหาร
หลังจากทานอาหารไปแล้ว 2 – 3 ชั่วโมง จะเป็นเวลาที่กระเพาะอาหารเริ่มกระบวนการย่อยอาหาร คนที่เป็นโรคกระเพาะ หรือมีปัญหากับระบบทางเดินอาหาร อาจจะเกิดอาการปวดหลังขึ้นได้ บางคนอาจปวดร้าวไปถึงบริเวณไหล่ขวา แสดงว่าอาการเริ่มรุนแรงแล้ว หากปล่อยไว้อาจลุกลามเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือโรคอื่นๆ เกี่ยวกับทางเดินอาหารได้
 
4. คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก ปวดแปลบขึ้นมาบริเวณหน้าอก
เกิดจากการที่อาหารไม่ย่อย ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่สำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดรุนแรง หรือปวดท้องมากจนตัวงอ หายใจแรงๆ ก็ปวด อุจจาระมีสีดำ หรือเริ่มอาเจียนเป็นเลือด นับว่าเป็นอาการขั้นรุนแรงแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
 
ที่มา : goodlywomen.com/by สาระแห่งสุขภาพ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 20:18:02 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 19 (3418176)

 โป๊ยกั๊กเพิ่มพลังภูมิคุ้มกันโรค

 

รูปภาพ : โป๊ยกั๊กเพิ่มพลังภูมิคุ้มกันโรค
สมุนไพรรูปดาวแปดแฉกชื่อ โป๊ยกั๊ก (โป๊ย=แปด,กั๊ก=แฉก) หรือที่หมอยาไทยเรียกว่าจันทน์แปดกลีบนั้น เคยโด่งดังเมื่อครั้งที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดเมื่อ 3 ปีก่อน
เพราะบริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์อย่างโรช(roche) ได้กว้านซื้อยาโป๊ยกั๊ก เกือบหมดประเทศจีน เพื่อนำเมล็ดมาสกัดเอากรดชิคิมิค( shikimic acid) อันเป็นสารตั้งต้นสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ยาที่มีทามิฟลู (Tamiflu) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสได้หลายชนิด รวมทั้งไวรัสต้านไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่ 2009 ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลกได้เก็บสำรองยา ทามิฟลู ไว้รับมือกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนกซึ่งอาจระบาดขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้
โป๊ยกั๊กที่ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารและใช้ทำยาในที่นี้คือ สมุนไพรที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า illicium verum ซึ่งทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อว่า โป๊ยกั๊กจีน(Chinese star anise) หรือมีชื่อในภาษาอาหรับว่า บาเดียน(badian) ชาวอินเดียเรียกว่า บาเดียนคาไต(badian khatai) และในแหลมมาลายูแถบมาเลเชีย อินโดนีเชียเรียกว่า บุหงาลาหวัง (bunga lawang) ซึ่งต้องจดจำให้ดีว่าเป็นคนละชนิดกับโป๊ยกั๊กญี่ปุ่น(Japanese star anise) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ illicium anisatum ซึ่งถ้ากินเข้าไปมากอาจมีพิษถึงตาย เนื่องจากมีสารพิษอนิซาติน (anisatin) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทอย่างรุนแรงและทำให้เกิดอาการอักเสบในไต ท่อปัสสาวะรวมทั้งในอวัยวะในระบบย่อยอาหารด้วย โดยปกติโป๊ยกั๊กญี่ปุ่นเขานำมาทำเป็นธูปกำยานในพิธีกรรม ห้ามนำมาบริโภคโดยเด็ดขาด
โชคดีที่โป๊ยกั๊กที่นำเข้าประเทศไทยเป็นโป๊ยกั๊กจากจีนซึ่งไม่ปรากฏว่ามีพิษ เพราะสารอนีโทล(anethole) ในน้ำมันโป๊ยกั๊กจีนนั้นสามารถเข้าเนื้อหลายชนิดในเมนูอาหารจีน เช่น เนื้อเป็ด ห่านไก่ หมู วัวและแพะ สำหรับครัวไทยนั้นเราได้สูตรทำน้ำพะโล้ น้ำก๋วยจั๊บ ใส่โป๊ยกั๊กจีนมานานแล้ว ในเครื่องแกงกระหรี่หรือมัสมั่นของชาวอาหรับอินเดีย และชาวแหลมมาลายูก็มีโป๊ยกั๊กจีนเป็นเครื่องชูรสชูกลิ่นที่สำคัญ
นอกจากนี้ผงโป๊ยกั๊กยังนำมาใช้แต่งกลิ่น เครื่องดื่ม ขนมผิง ขนมเค้ก ลูกกวาด แยม เยลลี่ ซีอิ๊ว ซ้อสต่างๆ เนื้อกระป๋อง ฯลฯ อีกด้วย
ดังนั้นที่เคยกลัวกันว่าทารกหรือเด็กเล็กที่ดื่มน้ำชงสมุนไพรโป๊ยกั๊กอาจได้รับพิษนั้น น่าจะเป็นพิษจากโป๊ยกั๊กญี่ปุ่นเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันการถูกพิษจากโป๊ยกั๊กที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อจำเป็นต้องนำมาใช้ก็ควรใช้เป็นยาขนาดในปริมาณที่พอดีๆ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก
ปัจจุบันมีงานวิจัยทั่วโลกรับรองสรรพคุณทางยามากมายของโป๊ยกั๊กจีน แต่สรรพคุณหลักๆ ได้แก่ ช่วยระงับความเจ็บปวด รักษาการอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด แก้หวัดลดไข้ ช่วยรักษาโรครูมาติสม์ ระงับอาการปวดข้อ ปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดเอว แก้ตะคริว เหน็บชาตามปลายมือปลายเท้า ที่สำคัญคือช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้กับกล้ามเนื้อและเพิ่มภูมิต้านทานโรคต่างๆของร่างกาย
ทั้งนี้เพราะมีรายงานการวิจัยว่าโป๊ยกั๊กอุดมด้วยวิตามินและธาตุอาหารเสริมหลายชนิดที่ทรงคุณค่าต่อสุขภาพ กล่าวคือใน 100 กรัมของโป๊ยกั๊กจะประกอบด้วยวิตามินเอ 10.5% วิตามินซี 35% ใยอาหารถึง 38% โปรตีน 31% คาร์โบไฮเดรต31% เกลือแร่เช่นโปแตสเซียม 31% ในขณะที่มีโซเดียมเพียง 1% เท่านั้น
อย่างไรก็ตามความสำคัญอยู่ที่โป๊ยกั๊กมีธาตุแคลเซียมเสริมกระดูกอยู่ถึง 65% และมีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงโลหิตอยู่ถึง 462% ทั้งนี้โดยไม่มีไขมันคอเลสเตอรอลปรากฏอยู่เลย
ในภาวะที่อากาศเย็นชื้นในช่วงฤดูฝนอีกยาวนาน ร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กเล็กอาจจะมีภูมิคุ้มกันโรคลดลง ทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย เช่น เป็นไข้หวัด ปวดหัวตัวร้อน หรือแม้กระทั่งเป็นโรคมือเท้าปากซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร แต่มีอาการเหมือนโรคในระบบทางเดินหายใจ
เนื่องจากโป๊ยกั๊กเป็นยาจีนที่มีคุณสมบัติเป็น “หยาง” คือ เป็นธาตุอุ่น มีรสร้อนนิดเจือหวานหน่อย ไม่เย็นเหมือนฟ้าทะลายโจรหรือผักทั่วไป และไม่เผ็ดร้อนเหมือนพริกหรือพริกไทย จึงช่วยให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงอากาศเย็นชื้นยามฝน
วิธีใช้ผู้ใหญ่ใช้ผงโป๊ยกั๊ก 1 ช้อนชา ชงกับน้ำสุกอุ่น 1 ถ้วยกาแฟ(30ซีซี) ดื่มเวลาเช้าหรือเย็นหลังอาหารในช่วงอากาศเย็น เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและช่วยย่อยอาหาร
สำหรับผู้ที่เป็นโรครูมาติสม์หรือปวดหลังปวดเอวเรื้อรัง
ให้ชงผงโป๊ยกั๊ก 1 ช้อนชาละลายน้ำอุ่นๆ ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น
สำหรับเด็กเล็กควรใช้ผงสมุนไพร 4 ช้อนชาชงกับน้ำสุกอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ (15ซีซี) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่เด็กในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝนหรือในยามที่มีอากาศเย็นชื้น หากเด็กเล็กมากให้ใช้น้ำมัน
โป๊ยกั๊กทาฝ่าเท้าเพื่อให้ฝ่าเท้าอุ่นเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้ดีนักแล.
http://www.thaihof.org/main/article/detail/2137

 
สมุนไพรรูปดาวแปดแฉกชื่อ โป๊ยกั๊ก (โป๊ย=แปด,กั๊ก=แฉก) หรือที่หมอยาไทยเรียกว่าจันทน์แปดกลีบนั้น เคยโด่งดังเมื่อครั้งที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดเมื่อ 3 ปีก่อน 
 
เพราะบริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์อย่างโรช(roche) ได้กว้านซื้อยาโป๊ยกั๊ก เกือบหมดประเทศจีน เพื่อนำเมล็ดมาสกัดเอากรดชิคิมิค( shikimic acid) อันเป็นสารตั้งต้นสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ยาที่มีทามิฟลู (Tamiflu) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสได้หลายชนิด รวมทั้งไวรัสต้านไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่ 2009 ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลกได้เก็บสำรองยา ทามิฟลู ไว้รับมือกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนกซึ่งอาจระบาดขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้
 
โป๊ยกั๊กที่ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารและใช้ทำยาในที่นี้คือ สมุนไพรที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า illicium verum ซึ่งทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อว่า โป๊ยกั๊กจีน(Chinese star anise) หรือมีชื่อในภาษาอาหรับว่า บาเดียน(badian) ชาวอินเดียเรียกว่า บาเดียนคาไต(badian khatai) และในแหลมมาลายูแถบมาเลเชีย อินโดนีเชียเรียกว่า บุหงาลาหวัง (bunga lawang) ซึ่งต้องจดจำให้ดีว่าเป็นคนละชนิดกับโป๊ยกั๊กญี่ปุ่น(Japanese star anise) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ illicium anisatum ซึ่งถ้ากินเข้าไปมากอาจมีพิษถึงตาย เนื่องจากมีสารพิษอนิซาติน (anisatin) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทอย่างรุนแรงและทำให้เกิดอาการอักเสบในไต ท่อปัสสาวะรวมทั้งในอวัยวะในระบบย่อยอาหารด้วย โดยปกติโป๊ยกั๊กญี่ปุ่นเขานำมาทำเป็นธูปกำยานในพิธีกรรม ห้ามนำมาบริโภคโดยเด็ดขาด
 
โชคดีที่โป๊ยกั๊กที่นำเข้าประเทศไทยเป็นโป๊ยกั๊กจากจีนซึ่งไม่ปรากฏว่ามีพิษ เพราะสารอนีโทล(anethole) ในน้ำมันโป๊ยกั๊กจีนนั้นสามารถเข้าเนื้อหลายชนิดในเมนูอาหารจีน เช่น เนื้อเป็ด ห่านไก่ หมู วัวและแพะ สำหรับครัวไทยนั้นเราได้สูตรทำน้ำพะโล้ น้ำก๋วยจั๊บ ใส่โป๊ยกั๊กจีนมานานแล้ว ในเครื่องแกงกระหรี่หรือมัสมั่นของชาวอาหรับอินเดีย และชาวแหลมมาลายูก็มีโป๊ยกั๊กจีนเป็นเครื่องชูรสชูกลิ่นที่สำคัญ
 
นอกจากนี้ผงโป๊ยกั๊กยังนำมาใช้แต่งกลิ่น เครื่องดื่ม ขนมผิง ขนมเค้ก ลูกกวาด แยม เยลลี่ ซีอิ๊ว ซ้อสต่างๆ เนื้อกระป๋อง ฯลฯ อีกด้วย
 
ดังนั้นที่เคยกลัวกันว่าทารกหรือเด็กเล็กที่ดื่มน้ำชงสมุนไพรโป๊ยกั๊กอาจได้รับพิษนั้น น่าจะเป็นพิษจากโป๊ยกั๊กญี่ปุ่นเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันการถูกพิษจากโป๊ยกั๊กที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อจำเป็นต้องนำมาใช้ก็ควรใช้เป็นยาขนาดในปริมาณที่พอดีๆ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก
 
ปัจจุบันมีงานวิจัยทั่วโลกรับรองสรรพคุณทางยามากมายของโป๊ยกั๊กจีน แต่สรรพคุณหลักๆ ได้แก่ ช่วยระงับความเจ็บปวด รักษาการอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด แก้หวัดลดไข้ ช่วยรักษาโรครูมาติสม์ ระงับอาการปวดข้อ ปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดเอว แก้ตะคริว เหน็บชาตามปลายมือปลายเท้า ที่สำคัญคือช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้กับกล้ามเนื้อและเพิ่มภูมิต้านทานโรคต่างๆของร่างกาย
 
ทั้งนี้เพราะมีรายงานการวิจัยว่าโป๊ยกั๊กอุดมด้วยวิตามินและธาตุอาหารเสริมหลายชนิดที่ทรงคุณค่าต่อสุขภาพ กล่าวคือใน 100 กรัมของโป๊ยกั๊กจะประกอบด้วยวิตามินเอ 10.5% วิตามินซี 35% ใยอาหารถึง 38% โปรตีน 31% คาร์โบไฮเดรต31% เกลือแร่เช่นโปแตสเซียม 31% ในขณะที่มีโซเดียมเพียง 1% เท่านั้น
 
อย่างไรก็ตามความสำคัญอยู่ที่โป๊ยกั๊กมีธาตุแคลเซียมเสริมกระดูกอยู่ถึง 65% และมีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงโลหิตอยู่ถึง 462% ทั้งนี้โดยไม่มีไขมันคอเลสเตอรอลปรากฏอยู่เลย
 
ในภาวะที่อากาศเย็นชื้นในช่วงฤดูฝนอีกยาวนาน ร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กเล็กอาจจะมีภูมิคุ้มกันโรคลดลง ทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย เช่น เป็นไข้หวัด ปวดหัวตัวร้อน หรือแม้กระทั่งเป็นโรคมือเท้าปากซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร แต่มีอาการเหมือนโรคในระบบทางเดินหายใจ
 
เนื่องจากโป๊ยกั๊กเป็นยาจีนที่มีคุณสมบัติเป็น “หยาง” คือ เป็นธาตุอุ่น มีรสร้อนนิดเจือหวานหน่อย ไม่เย็นเหมือนฟ้าทะลายโจรหรือผักทั่วไป และไม่เผ็ดร้อนเหมือนพริกหรือพริกไทย จึงช่วยให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงอากาศเย็นชื้นยามฝน
 
วิธีใช้ผู้ใหญ่ใช้ผงโป๊ยกั๊ก 1 ช้อนชา ชงกับน้ำสุกอุ่น 1 ถ้วยกาแฟ(30ซีซี) ดื่มเวลาเช้าหรือเย็นหลังอาหารในช่วงอากาศเย็น เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและช่วยย่อยอาหาร
 
สำหรับผู้ที่เป็นโรครูมาติสม์หรือปวดหลังปวดเอวเรื้อรัง
ให้ชงผงโป๊ยกั๊ก 1 ช้อนชาละลายน้ำอุ่นๆ ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น
สำหรับเด็กเล็กควรใช้ผงสมุนไพร 4 ช้อนชาชงกับน้ำสุกอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ (15ซีซี) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่เด็กในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝนหรือในยามที่มีอากาศเย็นชื้น หากเด็กเล็กมากให้ใช้น้ำมัน
โป๊ยกั๊กทาฝ่าเท้าเพื่อให้ฝ่าเท้าอุ่นเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้ดีนักแล.
 
http://www.thaihof.org/main/article/detail/2137
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 20:56:00 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 20 (3418183)

 วิธีทำให้ข้อกระดูกเสื่อมช้าลง

 

รูปภาพ : วิธีทำให้ข้อกระดูกเสื่อมช้าลง
เมื่อก้าวเข้าสู่วัยกลางคน ก็มักจะเกิดปัญหาของข้อกระดูกหลังเสื่อม ตั้งแต่กระดูกช่วงคอ กระดูกช่วงอก จรดกระดูกบั้นเอว ตลอดจนข้อต่อของแขนขา สัญญาณที่ข้อต่อของกระดูกเริ่มเสื่อม คือ อาการปวดข้อซึ่งเริ่มปรากฏชัดขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น การที่ข้อต่อเริ่มเสื่อมในอายุ 40 ปีขึ้นไปนั้น ความจริงเป็นกฎธรรมชาติเช่นเดียวกับสัจธรรมที่ตราบใดมีสิ่งมีชีวิต มนุษย์ย่อมต้องมีการแก่เจ็บและตายในที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากเราใช้ข้อต่อเหล่านี้อย่างไม่ปรานีในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว เรากระโดดโลดเต้นไม่หยุดยั้ง นั่งตัวเบี้ยวในท่าใดท่าหนึ่งนานนับเป็นชั่วโมง ยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานในการขายของหรือสอนหนังสือหรือทำงานต่างๆ เขียนหนังสือในท่าก้มเกือบทั้งวัน
ลองนึกว่า ถ้าร่างกายเปรียบเสมือนเครื่องจักรหรือรถยนต์ เมื่อซื้อมาใหม่ๆ ไม่ถึง 2 ปีย่อมเริ่มมีการซ่อมแซม และถ้ารถยนต์คันนั้นมีอายุถึง 10 ปี 20 ปี คงมีสภาพเสื่อมโทรมจนยากที่จะซ่อมแซมยกเครื่องอีกต่อไป แต่เหตุไฉนร่างกายของเราจึงเริ่มมีอาการเสื่อมเมื่ออายุเข้าสู่วัยกลางคนเล่า ถ้ามิใช่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ร่างกายจึงสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างสิ่งที่ใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายอยู่ได้นานนับ 40 ปี และยังจะต้องอยู่ต่อไปจนถึงอายุ 70 ปี 80 ปี หรืออาจถึง 100 ปีก็ได้ ถ้าความสามารถในการซ่อมแซมยังคงดำเนินกันต่อๆ ไปได้
การที่ข้อต่อเสื่อมเร็วกว่าปกตินั้น เกิดจากการใช้ข้อต่อเหล่านั้นอย่างไม่ถูกต้อง มีท่าทางและอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในท่าทำงาน ข้อต่อ ประกอบด้วยปลายกระดูกแข็ง 2 ชิ้นที่มีกระดูกอ่อนบุอยู่มาชนกัน โดยมีน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อและภายในพังผืดหุ้มข้อ คอยให้อาหารและป้องกันการบาดเจ็บของข้อต่อนั้น กระดูกอ่อนทำหน้าที่รองรับน้ำหนักเช่นเดียวกันกับโช๊คอัพของรถยนต์ และเนื่องจากไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง แก๊สออกซิเจนและอาหารต่างๆต้องอาศัยการซึมผ่านน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อเข้าไป การซึมผ่านของอาหารนั้นต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นอย่างสม่ำเสมอและไม่หักโหมเกินไป ดังนั้น การที่ข้อต่ออยู่นิ่งๆ ข้อต่อจะเสื่อมเร็วขึ้นเพราะขาดอาหาร หรืออีกประการหนึ่ง ถ้าน้ำหนักตัวไปกดข้อต่อมากเกินไป อาหารต่างๆ จะไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปทำให้ข้อต่อเสื่อมเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน การบริหารข้อต่อต่างๆทั่วร่างกายสามารถทำได้ทุกชั่วโมง โดยทำครั้งละ 5 นาทีเท่านั้น วิธีการที่ควรปฏิบัติตามมี ดังนี้
1. ส่วนที่บริหาร : คอ
ท่าเริ่มต้น : นั่งหรือยืนตรง
ท่าบริหาร :
1. เอียงคอ ซ้าย – ขวา
2. ก้มลงให้คางชิดอกแล้วเงยหน้าขึ้น (เท่าที่ทำได้โดยไม่รู้สึกปวดต้นคอ)
3. หันหน้าไปทางไหล่ ซ้าย – ขวา
4. หมุนศีรษะเป็นวงกลม โดยหันหน้าไปทางไหล่ซ้าย เงยหน้าขึ้น แล้วหมุนศีรษะไปทางไหล่ขวา ก้มคอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมุนสลับข้างกัน
5. ยื่นคอและคางไปข้างหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเก็บคางเข้า
จำนวน : แต่ละท่าทำ 5-10 ครั้ง
2. ส่วนที่บริหาร : ไหล่และสะบัก
ท่าเริ่มต้น : นั่งหรือยืนตรง นิ้วมือแตะอยู่ที่หัวไหล่ทั้งสองข้าง
ท่าบริหาร : หมุนไหล่โดยยกขึ้นงุ้มมาข้างหน้า ปล่อยไหล่ลงแล้วแบะไปข้างหลัง
จำนวน : 5-10 ครั้ง
3. ส่วนที่บริหาร : ไหล่และแขน
ท่าเริ่มต้น : นั่งหรือยืนตรง
ท่าบริหาร : หมุนต้นแขนไขว้เข้ามาอยู่ด้านหน้า กำมือ กระดกข้อมือลง พร้อมกับหายใจออกช้าๆ แล้วหมุนต้นแขนออก กางแขน เหยียดข้อศอกกระดกข้อมือขึ้น กางนิ้วมือทั้ง 5 พร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ
จำนวน : ทำข้างละ 5-10 ครั้ง
4. ส่วนที่บริหาร : บั้นเอว
ท่าเริ่มต้น : ยืนตรง
ท่าบริหาร :
1. เอียงตัว ซ้าย – ขวา โดยเอามือเท้าสะเอวข้างที่เอียงไป แขนอีกข้างหนึ่งชูเหนือศีรษะ
2. มือทั้งสองข้างอยู่บริเวณสะโพกด้านหลัง แอ่นลำตัวไปข้างหลังเต็มที่
จำนวน : ทำท่าละ 5-10 ครั้ง
5. ส่วนที่บริหาร : สะโพกและขา
ท่าเริ่มต้น : ยืนตรง มือเท้าสะเอว หรือจับโต๊ะ
ท่าบริหาร : งอข้อสะโพก หุบขาเข้า หมุนขาออก งอเข่า กระดกปลายเท้าขึ้นแล้วเหยียดข้อสะโพก กางขาออก หมุนขาเข้า เหยียดเข่ากระดกปลายเท้าลง
จำนวน : 5-10 ครั้ง
6. ส่วนที่บริหาร : กระดูกสันหลัง ส่วนคอ อก และเอว
ท่าเริ่มต้น : นั่งเก้าอี้
ท่าบริหาร : นั่งหลังโกง (เปรียบเป็นท่านั่งแบบ 0%) จากนั้นให้นั่งยืดตัวและแอ่นตัวเต็มที่ (เปรียบเป็นท่านั่งแบบ 100%) แล้วหย่อนตัวลงหน่อย (110%) พร้อมเก็บคางเข้า
จำนวน : 5-10 ครั้ง
สำหรับท่านั่งที่เหมาะสม คือ จากท่านั่งแบบ 100% แล้วหย่อนตัวลงมาเล็กน้อย
http://www.doctor.or.th/article/detail/4459

 

 

 
เมื่อก้าวเข้าสู่วัยกลางคน ก็มักจะเกิดปัญหาของข้อกระดูกหลังเสื่อม ตั้งแต่กระดูกช่วงคอ กระดูกช่วงอก จรดกระดูกบั้นเอว ตลอดจนข้อต่อของแขนขา สัญญาณที่ข้อต่อของกระดูกเริ่มเสื่อม คือ อาการปวดข้อซึ่งเริ่มปรากฏชัดขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น การที่ข้อต่อเริ่มเสื่อมในอายุ 40 ปีขึ้นไปนั้น ความจริงเป็นกฎธรรมชาติเช่นเดียวกับสัจธรรมที่ตราบใดมีสิ่งมีชีวิต มนุษย์ย่อมต้องมีการแก่เจ็บและตายในที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากเราใช้ข้อต่อเหล่านี้อย่างไม่ปรานีในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว เรากระโดดโลดเต้นไม่หยุดยั้ง นั่งตัวเบี้ยวในท่าใดท่าหนึ่งนานนับเป็นชั่วโมง ยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานในการขายของหรือสอนหนังสือหรือทำงานต่างๆ เขียนหนังสือในท่าก้มเกือบทั้งวัน
 
ลองนึกว่า ถ้าร่างกายเปรียบเสมือนเครื่องจักรหรือรถยนต์ เมื่อซื้อมาใหม่ๆ ไม่ถึง 2 ปีย่อมเริ่มมีการซ่อมแซม และถ้ารถยนต์คันนั้นมีอายุถึง 10 ปี 20 ปี คงมีสภาพเสื่อมโทรมจนยากที่จะซ่อมแซมยกเครื่องอีกต่อไป แต่เหตุไฉนร่างกายของเราจึงเริ่มมีอาการเสื่อมเมื่ออายุเข้าสู่วัยกลางคนเล่า ถ้ามิใช่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ร่างกายจึงสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างสิ่งที่ใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายอยู่ได้นานนับ 40 ปี และยังจะต้องอยู่ต่อไปจนถึงอายุ 70 ปี 80 ปี หรืออาจถึง 100 ปีก็ได้ ถ้าความสามารถในการซ่อมแซมยังคงดำเนินกันต่อๆ ไปได้
 
การที่ข้อต่อเสื่อมเร็วกว่าปกตินั้น เกิดจากการใช้ข้อต่อเหล่านั้นอย่างไม่ถูกต้อง มีท่าทางและอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในท่าทำงาน ข้อต่อ ประกอบด้วยปลายกระดูกแข็ง 2 ชิ้นที่มีกระดูกอ่อนบุอยู่มาชนกัน โดยมีน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อและภายในพังผืดหุ้มข้อ คอยให้อาหารและป้องกันการบาดเจ็บของข้อต่อนั้น กระดูกอ่อนทำหน้าที่รองรับน้ำหนักเช่นเดียวกันกับโช๊คอัพของรถยนต์ และเนื่องจากไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง แก๊สออกซิเจนและอาหารต่างๆต้องอาศัยการซึมผ่านน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อเข้าไป การซึมผ่านของอาหารนั้นต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นอย่างสม่ำเสมอและไม่หักโหมเกินไป ดังนั้น การที่ข้อต่ออยู่นิ่งๆ ข้อต่อจะเสื่อมเร็วขึ้นเพราะขาดอาหาร หรืออีกประการหนึ่ง ถ้าน้ำหนักตัวไปกดข้อต่อมากเกินไป อาหารต่างๆ จะไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปทำให้ข้อต่อเสื่อมเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน การบริหารข้อต่อต่างๆทั่วร่างกายสามารถทำได้ทุกชั่วโมง โดยทำครั้งละ 5 นาทีเท่านั้น วิธีการที่ควรปฏิบัติตามมี ดังนี้ 
 
 
1. ส่วนที่บริหาร : คอ
 
ท่าเริ่มต้น : นั่งหรือยืนตรง
 
ท่าบริหาร :
 
1. เอียงคอ ซ้าย – ขวา
 
2. ก้มลงให้คางชิดอกแล้วเงยหน้าขึ้น (เท่าที่ทำได้โดยไม่รู้สึกปวดต้นคอ)
 
3. หันหน้าไปทางไหล่ ซ้าย – ขวา
 
4. หมุนศีรษะเป็นวงกลม โดยหันหน้าไปทางไหล่ซ้าย เงยหน้าขึ้น แล้วหมุนศีรษะไปทางไหล่ขวา ก้มคอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมุนสลับข้างกัน
 
5. ยื่นคอและคางไปข้างหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเก็บคางเข้า
 
จำนวน : แต่ละท่าทำ 5-10 ครั้ง
 
 
2. ส่วนที่บริหาร : ไหล่และสะบัก
 
ท่าเริ่มต้น : นั่งหรือยืนตรง นิ้วมือแตะอยู่ที่หัวไหล่ทั้งสองข้าง
 
ท่าบริหาร : หมุนไหล่โดยยกขึ้นงุ้มมาข้างหน้า ปล่อยไหล่ลงแล้วแบะไปข้างหลัง
 
จำนวน : 5-10 ครั้ง
 
 
3. ส่วนที่บริหาร : ไหล่และแขน
 
ท่าเริ่มต้น : นั่งหรือยืนตรง
 
ท่าบริหาร : หมุนต้นแขนไขว้เข้ามาอยู่ด้านหน้า กำมือ กระดกข้อมือลง พร้อมกับหายใจออกช้าๆ แล้วหมุนต้นแขนออก กางแขน เหยียดข้อศอกกระดกข้อมือขึ้น กางนิ้วมือทั้ง 5 พร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ
 
จำนวน : ทำข้างละ 5-10 ครั้ง
 
 
4. ส่วนที่บริหาร : บั้นเอว
 
ท่าเริ่มต้น : ยืนตรง
 
ท่าบริหาร :
 
1. เอียงตัว ซ้าย – ขวา โดยเอามือเท้าสะเอวข้างที่เอียงไป แขนอีกข้างหนึ่งชูเหนือศีรษะ
 
2. มือทั้งสองข้างอยู่บริเวณสะโพกด้านหลัง แอ่นลำตัวไปข้างหลังเต็มที่
 
จำนวน : ทำท่าละ 5-10 ครั้ง
 
 
5. ส่วนที่บริหาร : สะโพกและขา
 
ท่าเริ่มต้น : ยืนตรง มือเท้าสะเอว หรือจับโต๊ะ
 
ท่าบริหาร : งอข้อสะโพก หุบขาเข้า หมุนขาออก งอเข่า กระดกปลายเท้าขึ้นแล้วเหยียดข้อสะโพก กางขาออก หมุนขาเข้า เหยียดเข่ากระดกปลายเท้าลง
 
จำนวน : 5-10 ครั้ง
 
 
6. ส่วนที่บริหาร : กระดูกสันหลัง ส่วนคอ อก และเอว
 
ท่าเริ่มต้น : นั่งเก้าอี้
 
ท่าบริหาร : นั่งหลังโกง (เปรียบเป็นท่านั่งแบบ 0%) จากนั้นให้นั่งยืดตัวและแอ่นตัวเต็มที่ (เปรียบเป็นท่านั่งแบบ 100%) แล้วหย่อนตัวลงหน่อย (110%) พร้อมเก็บคางเข้า
 
จำนวน : 5-10 ครั้ง
 
สำหรับท่านั่งที่เหมาะสม คือ จากท่านั่งแบบ 100% แล้วหย่อนตัวลงมาเล็กน้อย
 
http://www.doctor.or.th/article/detail/4459
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:07:49 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 21 (3418185)

 คุณค่าทางอาหารและทางยา..... สมุนไพรมะรุม

 

รูปภาพ : คุณค่าทางอาหารและทางยา..... สมุนไพรมะรุม
มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางภาคเหนือเรียกว่า "ผักมะค้อนก้อม" ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง" ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น มะรุม (Moringa oleifera syn. M. ptreygosperma Gaertn.) จัดเป็นพืชในวงศ์ Moringaceae และเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และแอฟกานิสถาน ซึ่งในปัจจุบันได้มีการกระจายพันธุ์ไปสู่ประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา ทวีปอเมริกา และหมู่เกาะคาริบเบียน ดังนั้น Moringa oleifera จึงมีชื่อท้องถิ่นหลากหลาย เช่น drumstick tree, horse radish tree, kelor tree, Shagara al Rauwaq (หมายถึง tree of purifying) และ Sohanjna
มะรุมจัดเป็นพืชที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสามารถใช้เป็นอาหาร โดยส่วนใบ ผล (ฝัก) ดอก และ ผลอ่อนของมะรุมได้รับการจัดให้เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ฮาวาย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา มีรายงานว่าใบของมะรุมประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน โปรตีน วิตามินซี แคลเซียม และโปแตสเซียมปริมาณสูง ซึ่งจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่ดี จึงช่วยยืดอายุของอาหารที่มีไขมันปริมาณสูงได้เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย ได้แก่ กรดแอสคอร์บิก สารประกอบฟลาโวนอยด์ ฟีนอลลิก และแคโรทีนอยด์ ในประเทศฟิลิปปินส์ มะรุมถูกเรียกว่า mother’s best friend เพราะสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมในหญิงให้นมบุตรได้ และในบางครั้งก็อาจใช้สำหรับรักษาโลหิตจางด้วย น
นอกจากนี้ทุกส่วนของต้นมะรุมยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น ส่วนใบและกากเมล็ดที่เหลือจากการบีบน้ำมันนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ ใบนำมาทำปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เนื้อไม้ให้สีย้อมสีน้ำเงิน น้ำหวานจากเกสรดอกไม้นำมาทำน้ำผึ้ง เปลือกไม้ใช้ทำเชือก หรือเนื้อไม้ใช้ทำกระดาษ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นมะรุมยังมีคุณสมบัติทางยาอีกมากมาย เช่น ต้านการอักเสบ ขับลม แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ลดความดัน เป็นต้น เกือบทุกส่วนของมะรุม ได้แก่ ราก เปลือกต้น ยางไม้ ใบ ผล (ฝัก) ดอก เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด เคยใช้เป็นยาพื้นบ้านของทวีปเอเชียใต้ เช่น ใช้รักษาอาการอักเสบและติดเชื้อ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร และความผิดปกติของตับและไต น้ำมันที่สกัดจากเมล็ด (ben oil) สามารถใช้ทำอาหาร รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊าต์ รักษาโรครูมาติซัม และรักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา เนื้อในเมล็ดมะรุมใช้แก้ไอได้ดี การรับประทานเนื้อในเมล็ดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้ ใบช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เป็นต้น
คุณค่าทางอาหารและสารอาหารที่พบในมะรุม
ใบมะรุมมีคุณค่าทางอาหารสูง เหมาะสำหรับคนทุกเพศและวัย ในบางประเทศ เช่น เซเนกาลและเฮติ บุคลากรทางการสาธารณสุขจะใช้ผงของใบมะรุมตากแห้งในการรักษาภาวะทุพลภาพในเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร ใบมะรุมทั้งรูปแบบดิบ ทำให้สุกแล้ว หรือตากแห้ง มีวิตามินและเกลือแร่ปริมาณสูงมาก Fuglie รายงานว่าผงใบแห้งขนาด 8 กรัม เพียงพอสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี เพราะมีโปรตีน (14%) แคลเซียม (40%) เหล็ก (23%) และวิตามินเอ ซึ่งเด็กต้องการในแต่ละวัน และใบขนาด 100 กรัม สามารถให้ปริมาณแคลเซียมถึงหนึ่งในสามที่ผู้หญิงต้องการในแต่วัน และยังให้ธาตุเหล็ก โปรตีน ทองแดง กำมะถัน และวิตามินบีด้วย
จากการเปรียบเทียบคุณค่าทางอาหารของใบมะรุมกับอาหารชนิดอื่น พบว่าใบมะรุมมีวิตามินเอมากกว่าแครอท มีแคลเซียมมากกว่าน้ำนม มีธาตุเหล็กมากกว่าผักโขม มีวิตามินซีมากกว่าส้ม และมีโปแตสเซียมมากกว่ากล้วย เป็นต้น
เนื่องจากมะรุมเป็นพืชที่มีธาตุอาหารปริมาณสูงมาก ในบางประเทศมีการส่งเสริมให้นำมะรุมมารับประทานเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อป้องกันและรักษาภาวะทุพ-โภชนาการดังนั้นจึงมีการค้นคว้าและวิจัยอย่างกว้างขวางเพื่อที่จะนำพืชชนิดนี้มาใช้รักษาความเจ็บป่วยของมนุษย์
คุณค่าทางยาและฤทธิ์ทางชีวภาพของมะรุม
มะรุม มีสารพฤกษเคมีที่หลากหลาย เช่น glucosinolates, isothiocyanates, alkaloids (moringine และ moringinine), flavonoids (kaemferol, rhamnetin, isoquercitrin และ kaempferitrin), b-sitosterol ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนมีฤทธิ์ทางชีวภาพ จึงทำให้มะรุมมีฤทธิ์ชีวภาพที่น่าสนใจ เช่น ลดความดัน (antihypertensive) ลดไขมันในเส้นเลือด แก้ปวดเกร็งในช่องท้อง รักษาแผลในทางเดินอาหาร ป้องกันตับ ต้านแบคทีเรียและรา ต้านเนื้องอก ต้านมะเร็ง เป็นต้น
มีรายงานพบว่าสาร Nitrile, mustard oil glycosides และ thiocarbamate glycosides ซึ่งสกัดแยกได้จากใบมะรุม มีฤทธิ์ลดระดับความดันโลหิต ซึ่งสารที่พบในกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็นสารในกลุ่ม glycosides ที่ผ่านปฏิกิริยา acetylation และพบปริมาณน้อยในธรรมชาติ แต่มีความสำคัญทางเภสัชวิทยา และเมื่อทำการสกัดใบมะรุมด้วยตัวทำละลาย ethanol และแยกสารสำคัญ จากสารสกัดดังกล่าว พบว่าได้สารบริสุทธิ์ 4 ชนิด ได้แก่ niazinin A, niazinin B, niazimicin และ niazinin A+B ซึ่งทั้งหมดแสดงฤทธิ์ลดความดันโลหิตในหนูทดลอง
รวมไปถึงมีการศึกษาค้นคว้าฤทธิ์ชีวภาพของสารสกัดใบมะรุม ทั้งนี้มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้มีการผลิตเพื่อเป็นยาสมุนไพร มีรายงานพบว่าใบมะรุม เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่ดี เนื่องจากพบกลุ่มของสารดังกล่าว เช่น vitamin C, α-tocopherol, flavonoids, phenolics, carotenoids ซึ่งชะลอความเสื่อมของเซลล์และป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังพบ สารกลุ่ม oestrogenics และ β-sitosterol อยู่เป็นปริมาณมาก ซึ่งแสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาใบมะรุม และฝักมะรุม เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
แนวทางการพัฒนาสมุนไพรมะรุมเป็นผลิตภัณฑ์
ปัจจุบันมะรุมกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในการนำมารับประทานเป็นอาหารต้านโรค หรือเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และมีศักยภาพที่จะได้รับการส่งเสริมให้เป็นยาสมุนไพรต่อไป แต่เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนดมาตรฐานที่จะใช้ควบคุมหรือตรวจสอบคุณภาพของสมุนไพรดังกล่าว
การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา หรือส่งเสริมเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น สิ่งที่จำเป็นคือต้องแน่ใจว่าเป็นสมุนไพรชนิดนั้นจริง และจำเป็นต้องมีการควบคุมมาตรฐานของสมุนไพรที่นำมาปรุงเป็นยาในแต่ละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ายาสมุนไพรที่ได้มีคุณสมบัติหรือฤทธิ์ทางการรักษาตามที่ต้องการเหมือนกันทุกครั้ง มาตรฐานของสมุนไพรบางชนิดกำหนดไว้ใน Thai Herbal Pharmacopoeia นอกจากนี้ยังศึกษาได้จากหลักการทั่วไปในการประกันคุณภาพยาจากสมุนไพร ตามมาตรฐานของประเทศเยอรมัน (German Commission E) รวมถึงแนวทางขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) ที่เกี่ยวกับการควบคุมมาตรฐานของสมุนไพร โดยการควบคุมมาตรฐานสมุนไพรส่วนใหญ่จะตรวจสอบเอกลักษณ์ว่าเป็นพืชชนิดนั้นจริงโดยดูจากลักษณะภายนอกและลักษณะเฉพาะของยาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การตรวจสอบสิ่งปลอมปน การตรวจหาปริมาณสารสำคัญ การหาปริมาณความชื้นและน้ำหนักที่หายไปเมื่อทำให้แห้ง การตรวจหาปริมาณเถ้า การหาสารตกค้างที่เป็นยาฆ่าแมลง และการหาสิ่งปนเปื้อนรวมทั้งเชื้อก่อโรค เป็นต้น
ดังนั้นแนวทางการพัฒนาหรือยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรมะรุมจึงจำเป็นต้องจัดทำข้อกำหนดทางเภสัชเวทและมาตรฐานของมะรุมที่ปลูกในประเทศไทย และจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานชนิดของสารสำคัญที่มีฤทธิ์ชีวภาพที่พบในสารสกัดใบมะรุม และปริมาณสารสำคัญดังกล่าวที่พบในธรรมชาติ ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพร
ยกตัวอย่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์สมุนไพรในประเทศอินเดีย ได้มีการกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อาหารจากใบมะรุม โดยมีการวิเคราะห์คุณภาพสารอาหารในใบมะรุม โดยผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวในขนาดรับประทานแต่ละครั้งประกอบด้วย β-carotene 3955 µg (equivalent to retinol 665 µg), ascorbic acid 46 mg และ iron 1.6 mg ซึ่งการกำหนดคุณภาพดังกล่าวทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารจากใบมะรุมมีมูลค่าสูงขึ้นในแง่ของการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
ดังนั้นข้อมูลทางด้านเภสัชเวทของสมุนไพรและการจัดทำมาตรฐานสมุนไพรมะรุมถือเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์มะรุมที่สนใจรับประทานได้ หรือเพื่อให้ผู้ผลิตใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการผลิตสมุนไพรมะรุมที่มีคุณภาพต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้สมุนไพรไทยมีมาตรฐานและศักยภาพในการแข่งขันกับสมุนไพรต่างประเทศ
ภก. ปฐม โสมวงศ์
โดย....  Ayurvedic Association of Thailand

 

 
มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางภาคเหนือเรียกว่า "ผักมะค้อนก้อม" ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง" ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น มะรุม (Moringa oleifera syn. M. ptreygosperma Gaertn.) จัดเป็นพืชในวงศ์ Moringaceae และเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และแอฟกานิสถาน ซึ่งในปัจจุบันได้มีการกระจายพันธุ์ไปสู่ประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา ทวีปอเมริกา และหมู่เกาะคาริบเบียน ดังนั้น Moringa oleifera จึงมีชื่อท้องถิ่นหลากหลาย เช่น drumstick tree, horse radish tree, kelor tree, Shagara al Rauwaq (หมายถึง tree of purifying) และ Sohanjna 
 
มะรุมจัดเป็นพืชที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสามารถใช้เป็นอาหาร โดยส่วนใบ ผล (ฝัก) ดอก และ ผลอ่อนของมะรุมได้รับการจัดให้เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ฮาวาย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา มีรายงานว่าใบของมะรุมประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน โปรตีน วิตามินซี แคลเซียม และโปแตสเซียมปริมาณสูง ซึ่งจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่ดี จึงช่วยยืดอายุของอาหารที่มีไขมันปริมาณสูงได้เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย ได้แก่ กรดแอสคอร์บิก สารประกอบฟลาโวนอยด์ ฟีนอลลิก และแคโรทีนอยด์ ในประเทศฟิลิปปินส์ มะรุมถูกเรียกว่า mother’s best friend เพราะสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมในหญิงให้นมบุตรได้ และในบางครั้งก็อาจใช้สำหรับรักษาโลหิตจางด้วย น
 
นอกจากนี้ทุกส่วนของต้นมะรุมยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น ส่วนใบและกากเมล็ดที่เหลือจากการบีบน้ำมันนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ ใบนำมาทำปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เนื้อไม้ให้สีย้อมสีน้ำเงิน น้ำหวานจากเกสรดอกไม้นำมาทำน้ำผึ้ง เปลือกไม้ใช้ทำเชือก หรือเนื้อไม้ใช้ทำกระดาษ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นมะรุมยังมีคุณสมบัติทางยาอีกมากมาย เช่น ต้านการอักเสบ ขับลม แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ลดความดัน เป็นต้น เกือบทุกส่วนของมะรุม ได้แก่ ราก เปลือกต้น ยางไม้ ใบ ผล (ฝัก) ดอก เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด เคยใช้เป็นยาพื้นบ้านของทวีปเอเชียใต้ เช่น ใช้รักษาอาการอักเสบและติดเชื้อ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร และความผิดปกติของตับและไต น้ำมันที่สกัดจากเมล็ด (ben oil) สามารถใช้ทำอาหาร รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊าต์ รักษาโรครูมาติซัม และรักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา เนื้อในเมล็ดมะรุมใช้แก้ไอได้ดี การรับประทานเนื้อในเมล็ดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้ ใบช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เป็นต้น 
 
คุณค่าทางอาหารและสารอาหารที่พบในมะรุม 
 
ใบมะรุมมีคุณค่าทางอาหารสูง เหมาะสำหรับคนทุกเพศและวัย ในบางประเทศ เช่น เซเนกาลและเฮติ บุคลากรทางการสาธารณสุขจะใช้ผงของใบมะรุมตากแห้งในการรักษาภาวะทุพลภาพในเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร ใบมะรุมทั้งรูปแบบดิบ ทำให้สุกแล้ว หรือตากแห้ง มีวิตามินและเกลือแร่ปริมาณสูงมาก Fuglie รายงานว่าผงใบแห้งขนาด 8 กรัม เพียงพอสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี เพราะมีโปรตีน (14%) แคลเซียม (40%) เหล็ก (23%) และวิตามินเอ ซึ่งเด็กต้องการในแต่ละวัน และใบขนาด 100 กรัม สามารถให้ปริมาณแคลเซียมถึงหนึ่งในสามที่ผู้หญิงต้องการในแต่วัน และยังให้ธาตุเหล็ก โปรตีน ทองแดง กำมะถัน และวิตามินบีด้วย 
 
จากการเปรียบเทียบคุณค่าทางอาหารของใบมะรุมกับอาหารชนิดอื่น พบว่าใบมะรุมมีวิตามินเอมากกว่าแครอท มีแคลเซียมมากกว่าน้ำนม มีธาตุเหล็กมากกว่าผักโขม มีวิตามินซีมากกว่าส้ม และมีโปแตสเซียมมากกว่ากล้วย เป็นต้น
 
เนื่องจากมะรุมเป็นพืชที่มีธาตุอาหารปริมาณสูงมาก ในบางประเทศมีการส่งเสริมให้นำมะรุมมารับประทานเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อป้องกันและรักษาภาวะทุพ-โภชนาการดังนั้นจึงมีการค้นคว้าและวิจัยอย่างกว้างขวางเพื่อที่จะนำพืชชนิดนี้มาใช้รักษาความเจ็บป่วยของมนุษย์ 
 
คุณค่าทางยาและฤทธิ์ทางชีวภาพของมะรุม 
 
มะรุม มีสารพฤกษเคมีที่หลากหลาย เช่น glucosinolates, isothiocyanates, alkaloids (moringine และ moringinine), flavonoids (kaemferol, rhamnetin, isoquercitrin และ kaempferitrin), b-sitosterol ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนมีฤทธิ์ทางชีวภาพ จึงทำให้มะรุมมีฤทธิ์ชีวภาพที่น่าสนใจ เช่น ลดความดัน (antihypertensive) ลดไขมันในเส้นเลือด แก้ปวดเกร็งในช่องท้อง รักษาแผลในทางเดินอาหาร ป้องกันตับ ต้านแบคทีเรียและรา ต้านเนื้องอก ต้านมะเร็ง เป็นต้น 
 
มีรายงานพบว่าสาร Nitrile, mustard oil glycosides และ thiocarbamate glycosides ซึ่งสกัดแยกได้จากใบมะรุม มีฤทธิ์ลดระดับความดันโลหิต ซึ่งสารที่พบในกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็นสารในกลุ่ม glycosides ที่ผ่านปฏิกิริยา acetylation และพบปริมาณน้อยในธรรมชาติ แต่มีความสำคัญทางเภสัชวิทยา และเมื่อทำการสกัดใบมะรุมด้วยตัวทำละลาย ethanol และแยกสารสำคัญ จากสารสกัดดังกล่าว พบว่าได้สารบริสุทธิ์ 4 ชนิด ได้แก่ niazinin A, niazinin B, niazimicin และ niazinin A+B ซึ่งทั้งหมดแสดงฤทธิ์ลดความดันโลหิตในหนูทดลอง 
 
รวมไปถึงมีการศึกษาค้นคว้าฤทธิ์ชีวภาพของสารสกัดใบมะรุม ทั้งนี้มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้มีการผลิตเพื่อเป็นยาสมุนไพร มีรายงานพบว่าใบมะรุม เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่ดี เนื่องจากพบกลุ่มของสารดังกล่าว เช่น vitamin C, α-tocopherol, flavonoids, phenolics, carotenoids ซึ่งชะลอความเสื่อมของเซลล์และป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังพบ สารกลุ่ม oestrogenics และ β-sitosterol อยู่เป็นปริมาณมาก ซึ่งแสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาใบมะรุม และฝักมะรุม เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 
 
แนวทางการพัฒนาสมุนไพรมะรุมเป็นผลิตภัณฑ์ 
 
ปัจจุบันมะรุมกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในการนำมารับประทานเป็นอาหารต้านโรค หรือเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และมีศักยภาพที่จะได้รับการส่งเสริมให้เป็นยาสมุนไพรต่อไป แต่เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนดมาตรฐานที่จะใช้ควบคุมหรือตรวจสอบคุณภาพของสมุนไพรดังกล่าว 
 
การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา หรือส่งเสริมเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น สิ่งที่จำเป็นคือต้องแน่ใจว่าเป็นสมุนไพรชนิดนั้นจริง และจำเป็นต้องมีการควบคุมมาตรฐานของสมุนไพรที่นำมาปรุงเป็นยาในแต่ละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ายาสมุนไพรที่ได้มีคุณสมบัติหรือฤทธิ์ทางการรักษาตามที่ต้องการเหมือนกันทุกครั้ง มาตรฐานของสมุนไพรบางชนิดกำหนดไว้ใน Thai Herbal Pharmacopoeia นอกจากนี้ยังศึกษาได้จากหลักการทั่วไปในการประกันคุณภาพยาจากสมุนไพร ตามมาตรฐานของประเทศเยอรมัน (German Commission E) รวมถึงแนวทางขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) ที่เกี่ยวกับการควบคุมมาตรฐานของสมุนไพร โดยการควบคุมมาตรฐานสมุนไพรส่วนใหญ่จะตรวจสอบเอกลักษณ์ว่าเป็นพืชชนิดนั้นจริงโดยดูจากลักษณะภายนอกและลักษณะเฉพาะของยาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การตรวจสอบสิ่งปลอมปน การตรวจหาปริมาณสารสำคัญ การหาปริมาณความชื้นและน้ำหนักที่หายไปเมื่อทำให้แห้ง การตรวจหาปริมาณเถ้า การหาสารตกค้างที่เป็นยาฆ่าแมลง และการหาสิ่งปนเปื้อนรวมทั้งเชื้อก่อโรค เป็นต้น 
 
ดังนั้นแนวทางการพัฒนาหรือยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรมะรุมจึงจำเป็นต้องจัดทำข้อกำหนดทางเภสัชเวทและมาตรฐานของมะรุมที่ปลูกในประเทศไทย และจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานชนิดของสารสำคัญที่มีฤทธิ์ชีวภาพที่พบในสารสกัดใบมะรุม และปริมาณสารสำคัญดังกล่าวที่พบในธรรมชาติ ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพร 
 
ยกตัวอย่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์สมุนไพรในประเทศอินเดีย ได้มีการกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อาหารจากใบมะรุม โดยมีการวิเคราะห์คุณภาพสารอาหารในใบมะรุม โดยผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวในขนาดรับประทานแต่ละครั้งประกอบด้วย β-carotene 3955 µg (equivalent to retinol 665 µg), ascorbic acid 46 mg และ iron 1.6 mg ซึ่งการกำหนดคุณภาพดังกล่าวทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารจากใบมะรุมมีมูลค่าสูงขึ้นในแง่ของการผลิตในระดับอุตสาหกรรม 
 
ดังนั้นข้อมูลทางด้านเภสัชเวทของสมุนไพรและการจัดทำมาตรฐานสมุนไพรมะรุมถือเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์มะรุมที่สนใจรับประทานได้ หรือเพื่อให้ผู้ผลิตใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการผลิตสมุนไพรมะรุมที่มีคุณภาพต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้สมุนไพรไทยมีมาตรฐานและศักยภาพในการแข่งขันกับสมุนไพรต่างประเทศ
 
ภก. ปฐม โสมวงศ์
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:10:20 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 22 (3418412)

 เรื่องน่ารู้ ........ ความดันโลหิต 

 
 
 
รูปภาพ : เรื่องน่ารู้ ........  ความดันโลหิต
หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ (คล้ายแรงลมที่ดันผนังยางเวลาสูบลมเข้า) ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน (Sphygmomanometer) วัดที่แขน และมีค่าที่วัดได้ 2 ค่า คือ
ค่าความดันโลหิตตัวบน (ตัวเลขค่ามาก)
หรือความดันซิสโตลิก (Systolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ซึ่งอาจสูงตามอายุ ความดันช่วงบนในคน ๆ เดียวกัน อาจมีค่าแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ตามท่าของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และปริมาณของการออกกำลัง
ค่าความดันโลหิตตัวล่าง (ตัวเลขค่าน้อย)
หรือความดันไดแอสโตลิก (Diastolic blood pressure) หมายถึงแรงดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว
ในปัจจุบันได้มีการกำหนดค่าความดันโลหิต และระดับความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (โดยการวัดในท่านั่ง วัดอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป แล้วคิดค่าเฉลี่ย)
ความดันโลหิตเท่าไหร่เรียกว่าปกติ
ปัจจุบันความดันโลหิตที่เรียกว่า "เหมาะสม" ในผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 18 ปี คือ ตัวบนไม่เกิน 120 มม.ปรอท และตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท เรียกสั้น ๆ ว่า 120/80
ความดันโลหิตที่ "อยู่ในเกณฑ์ปกติ" คือ 120-129/80-84 มม.ปรอท
ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 130-139/85-89 มม.ปรอท
ความดันโลหิตสูง คือ ความดันโลหิตตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) 140 และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) 90 มม.ปรอท อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเรียกว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงได้นั้น แพทย์จะต้องวัดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง หลังจากให้ผู้ป่วยพักแล้ว วัดซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าสูงจริง และที่สำคัญเทคนิคการวัดต้องถูกต้องด้วย
วิธีการวัดความดันโลหิต และข้อควรปฏิบัติก่อนการวัดความดันโลหิต
1. การจัดสิ่งแวดล้อม
สถานที่ใช้ตรวจต้องเงียบและเป็นส่วนตัว และต้องไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ความดันโลหิตผันแปร
- เครื่องวัดต้องอยู่ในแนวสายตาหากสูงหรือต่ำไปจะทำให้การวัดคลาดเคลื่อน
- ความสูงของโต๊ะ เมื่อผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้และวางมือบนโต๊ะ แขนควรอยู่ในระดับหัวใจ ควรปรับความสูงของโต๊ะเพื่อให้ได้ตำแหน่งดังกล่าว
- ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้ แขนที่จะวัดอยู่ในระดับหัวใจ
2. การเตรียมการวัดและการพัก
เพื่อจัดการกับสิ่งที่จะทำให้การวัดความดันโลหิตผิดพลาดควรจะแนะนำผู้ป่วยดังนี้
- อุณหภูมิห้องต้องไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
- ไม่ควรใส่เสื้อแขนยาวขณะวัดความดันโลหิต
- ขณะวัดไม่ควรมีความเครียด อาการเจ็บปวด ไม่ปวดปัสสาวะ
- ไม่ควรวัดความดันหลังอาหาร
- ต้องงดบุหรี่และกาแฟก่อนวัดความดันโลหิต 30 นาที
- ให้นั่งพัก 5 นาทีห้ามนั่งไข่วห้าง หลังพิงพนัก เท้าอยู่บนพื้น
3. การเลือกขนาดของผ้าพันรัดแขน
ขนาดของผ้าพันรอบแขนจะมีผลต่อความดันขนาดที่เหมาะสมคือความกว้างต้องประมาณ40% ของเส้นรอบวงแขน ความยาวต้องอย่างน้อย 80% หากขนาดผ้าเล็กไปจะทำให้ค่าความดันโลหิตสูงเกินไป ปกติจะให้วัดแขนขวาเสมอ
- ขนาดมาตราฐานสำหรับผู้ใหญ่ กว้าง 12-13 ซม ยาว 35 ซม
- รอบแขน 22–26 cm,ใช้ผ้าขนาด "small adult" ขนาด—12 - 22 cm.
- รอบแขน 27–34 cm, ใช้ผ้าขนาด"adult" ขนาด—16 - 30 cm.
- รอบแขน 35–44 cm, ใช้ผ้าขนาด"large adult" ขนาด—16 - 36 cm.
- รอบแขน 45–52 cm,ใช้ผ้าขนาด"adult thigh" ขนาด—16 - 42 cm.
4. การพันผ้ารัดแขน
- ควรจะแนะนำให้ผู้ป่วยใส่เสื้อแขนสั่นเมื่อมาวัดความดัน
- หากจะใส่เสื้อแขนยาวให้เป็นเสื้อคลุมที่สามารถถอดออกได้ง่าย
- ไม่ควรใช้วิธีรูดแขนเสื้อขึ้นไปเพราะจะทำให้ค่าความดันโลหิตที่วัดได้ไม่ถูกต้อง
- ให้คลำหลอดเลือดแดงที่แขนแล้วพันผ้าโดยให้ศูนย์กลางของผ้ากดทับเส้นเลือด
- ขณะพันต้องพันอย่างสม่ำเสมอไม่พันแน่นหรือหลวมเกินไป ปลายผ้าจะอยู่เหนือข้อศอก 2.5 ซม
- ระหว่างการใช้หูฟังระวังสัมผัสกับผ้าจะทำให้เกิดเสียงหลอก
- ผ้าที่พันจะต้องอยู่ในระดับหัวใจเสมอ
5. การเพิ่มความดันเข้าในผ้า
ก่อนที่จะวัดความดันโลหิตเรายังไม่ทราบว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
- เราจะใช้วิธีคลำหลอดเลือดแดงที่แขน
- พันผ้าให้ตรงกลางของผ้าตรงกับแนวทางของหลอดเลือดแดง
แล้วบีบจนกระทั่งความดันไปอยู่ที่60 มิลิเมตรปรอท แล้วบีบลมเข้าไปทีละ 10 มิลิเมตรปรอทจนกระทั่งคลำชีพจรไม่ได้
แล้วจึงปล่อยลมออกด้วยอัตรา 2 มิลิเมตรปรอท
- จดค่าความดันที่เริ่มคลำได้ชีพจร
- หลังจากนั้นจึงใช้หูฟังวางบนเส้นเลือดและบีบลมจนความดันสูงกว่าค่าที่จดไว้ 30 มิลิเมตรปรอทแล้วจึงปล่อยลมด้วยอัตราเร็ว 2 มิลิเมตรปรอท/วินาที
- เสียงแรกที่ได้ยินคือค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว(systolic) อีกค่าหนึ่งให้จดค่าความดันที่เสียงการเต้นหายไปเรียก (diastolic)
- ให้วัดความดันโลหิตค่า systolic/diastolic
- อีก 2 นาทีให้วัดความดันโลหิตซ้ำ ถ้าครั้งแรกและครั้งที่สองห่างกันเกิน 5 มม.ปรอทให้วัดครั้งที่ สาม
- ระหว่างการวัดความดันโลหิตไม่ควรจะมีการพูดคุย
ท่าที่ใช้วัดความดันโลหิต
ท่าที่ใช้วัดความดันโลหิตมีผลต่อค่าที่วัดได้ดังนี้
- เมื่อวัดความดันท่านั่ง ความดัน diastolic จะสูงกว่าท่านอน 5 มม.ปรอท
- เมื่อวัดความดันท่านั่ง ความดัน systolic จะสูงกว่าท่านอน 8 มม.ปรอท
- ความดันท่านั่งโดยที่ไม่ได้พิงพนักความดัน diastolic จะสูงขึ้น 6 มม.ปรอท
- การวัดความดันโลหิตเมื่อนั่งไขว้เท้า ความดัน systolic จะสูงขึ้น6-8 มม.ปรอท
- แขนต่ำกว่าหัวใจ(ระดับกลางหน้าอก) เช่นการห้อยแขน ความดันที่วัดได้จะสูงกว่าปกติ
- แขนสุงกว่าหัวใจ ค่าความดันโลหิตที่วัดได้จะต่ำกว่าปกติ
ควรจะวัดความดันกี่ครั้งดี
การวัดความดันหลายครั้งจะมีความแม่นยำมากกว่าการวัดความดันเพียงครั้งเดียว ค่าที่วัดได้ครั้งแรกจะสูงสุด ให้วัดซ้ำ อีกหนึ่งนาทีต่อมา หากทั้งสองค่าห่างกันมากกว่า 5 มม.ปรอทก็ให้วัดครั้งที่ 3 แล้วหาค่าเฉลี่ย
หลักในการวัดความดันโลหิต
- ไม่ทำกิจกรรมที่ตอ้งใช้พลังงานมากก่อนตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เช่น การออกกำลังกาย
- ไม่ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ผสมคาเฟอืน สุรา หรือ สูบบุหรี่ ก่อนทำการวัดความดันโลหิต 2 ชั่วโมง
- ก่อนวัด นั่งพักอย่างน้อย 5 นาที โดยนั่งหลังพิงพนัก และเท้าทั้ง 2 ข้างวางราบกับพื้น วางพักแขนบนโต๊ะที่ระดับหัวใจ
- ไม่ควรพูดคุยในขณะที่ทำการวัดความดันโลหิต
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
 
 
หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ (คล้ายแรงลมที่ดันผนังยางเวลาสูบลมเข้า) ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน (Sphygmomanometer) วัดที่แขน และมีค่าที่วัดได้ 2 ค่า คือ
 
ค่าความดันโลหิตตัวบน (ตัวเลขค่ามาก)
หรือความดันซิสโตลิก (Systolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ซึ่งอาจสูงตามอายุ ความดันช่วงบนในคน ๆ เดียวกัน อาจมีค่าแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ตามท่าของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และปริมาณของการออกกำลัง
 
ค่าความดันโลหิตตัวล่าง (ตัวเลขค่าน้อย)
หรือความดันไดแอสโตลิก (Diastolic blood pressure) หมายถึงแรงดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว
ในปัจจุบันได้มีการกำหนดค่าความดันโลหิต และระดับความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (โดยการวัดในท่านั่ง วัดอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป แล้วคิดค่าเฉลี่ย)
 
ความดันโลหิตเท่าไหร่เรียกว่าปกติ
 
ปัจจุบันความดันโลหิตที่เรียกว่า "เหมาะสม" ในผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 18 ปี คือ ตัวบนไม่เกิน 120 มม.ปรอท และตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท เรียกสั้น ๆ ว่า 120/80
ความดันโลหิตที่ "อยู่ในเกณฑ์ปกติ" คือ 120-129/80-84 มม.ปรอท
 
ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 130-139/85-89 มม.ปรอท
 
ความดันโลหิตสูง คือ ความดันโลหิตตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) 140 และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) 90 มม.ปรอท อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเรียกว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงได้นั้น แพทย์จะต้องวัดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง หลังจากให้ผู้ป่วยพักแล้ว วัดซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าสูงจริง และที่สำคัญเทคนิคการวัดต้องถูกต้องด้วย
 
วิธีการวัดความดันโลหิต และข้อควรปฏิบัติก่อนการวัดความดันโลหิต
 
1. การจัดสิ่งแวดล้อม
สถานที่ใช้ตรวจต้องเงียบและเป็นส่วนตัว และต้องไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ความดันโลหิตผันแปร 
- เครื่องวัดต้องอยู่ในแนวสายตาหากสูงหรือต่ำไปจะทำให้การวัดคลาดเคลื่อน
- ความสูงของโต๊ะ เมื่อผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้และวางมือบนโต๊ะ แขนควรอยู่ในระดับหัวใจ ควรปรับความสูงของโต๊ะเพื่อให้ได้ตำแหน่งดังกล่าว
- ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้ แขนที่จะวัดอยู่ในระดับหัวใจ
 
2. การเตรียมการวัดและการพัก
เพื่อจัดการกับสิ่งที่จะทำให้การวัดความดันโลหิตผิดพลาดควรจะแนะนำผู้ป่วยดังนี้
- อุณหภูมิห้องต้องไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
- ไม่ควรใส่เสื้อแขนยาวขณะวัดความดันโลหิต
- ขณะวัดไม่ควรมีความเครียด อาการเจ็บปวด ไม่ปวดปัสสาวะ
- ไม่ควรวัดความดันหลังอาหาร
- ต้องงดบุหรี่และกาแฟก่อนวัดความดันโลหิต 30 นาที
- ให้นั่งพัก 5 นาทีห้ามนั่งไข่วห้าง หลังพิงพนัก เท้าอยู่บนพื้น
 
3. การเลือกขนาดของผ้าพันรัดแขน
ขนาดของผ้าพันรอบแขนจะมีผลต่อความดันขนาดที่เหมาะสมคือความกว้างต้องประมาณ40% ของเส้นรอบวงแขน ความยาวต้องอย่างน้อย 80% หากขนาดผ้าเล็กไปจะทำให้ค่าความดันโลหิตสูงเกินไป ปกติจะให้วัดแขนขวาเสมอ
 
- ขนาดมาตราฐานสำหรับผู้ใหญ่ กว้าง 12-13 ซม ยาว 35 ซม
 
- รอบแขน 22–26 cm,ใช้ผ้าขนาด "small adult" ขนาด—12 - 22 cm. 
- รอบแขน 27–34 cm, ใช้ผ้าขนาด"adult" ขนาด—16 - 30 cm. 
- รอบแขน 35–44 cm, ใช้ผ้าขนาด"large adult" ขนาด—16 - 36 cm. 
- รอบแขน 45–52 cm,ใช้ผ้าขนาด"adult thigh" ขนาด—16 - 42 cm.
 
4. การพันผ้ารัดแขน
 
- ควรจะแนะนำให้ผู้ป่วยใส่เสื้อแขนสั่นเมื่อมาวัดความดัน
- หากจะใส่เสื้อแขนยาวให้เป็นเสื้อคลุมที่สามารถถอดออกได้ง่าย
- ไม่ควรใช้วิธีรูดแขนเสื้อขึ้นไปเพราะจะทำให้ค่าความดันโลหิตที่วัดได้ไม่ถูกต้อง
- ให้คลำหลอดเลือดแดงที่แขนแล้วพันผ้าโดยให้ศูนย์กลางของผ้ากดทับเส้นเลือด
- ขณะพันต้องพันอย่างสม่ำเสมอไม่พันแน่นหรือหลวมเกินไป ปลายผ้าจะอยู่เหนือข้อศอก 2.5 ซม
- ระหว่างการใช้หูฟังระวังสัมผัสกับผ้าจะทำให้เกิดเสียงหลอก
- ผ้าที่พันจะต้องอยู่ในระดับหัวใจเสมอ
 
5. การเพิ่มความดันเข้าในผ้า
 
ก่อนที่จะวัดความดันโลหิตเรายังไม่ทราบว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
 
- เราจะใช้วิธีคลำหลอดเลือดแดงที่แขน
- พันผ้าให้ตรงกลางของผ้าตรงกับแนวทางของหลอดเลือดแดง
แล้วบีบจนกระทั่งความดันไปอยู่ที่60 มิลิเมตรปรอท แล้วบีบลมเข้าไปทีละ 10 มิลิเมตรปรอทจนกระทั่งคลำชีพจรไม่ได้
แล้วจึงปล่อยลมออกด้วยอัตรา 2 มิลิเมตรปรอท
- จดค่าความดันที่เริ่มคลำได้ชีพจร
- หลังจากนั้นจึงใช้หูฟังวางบนเส้นเลือดและบีบลมจนความดันสูงกว่าค่าที่จดไว้ 30 มิลิเมตรปรอทแล้วจึงปล่อยลมด้วยอัตราเร็ว 2 มิลิเมตรปรอท/วินาที
- เสียงแรกที่ได้ยินคือค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว(systolic) อีกค่าหนึ่งให้จดค่าความดันที่เสียงการเต้นหายไปเรียก (diastolic)
- ให้วัดความดันโลหิตค่า systolic/diastolic
- อีก 2 นาทีให้วัดความดันโลหิตซ้ำ ถ้าครั้งแรกและครั้งที่สองห่างกันเกิน 5 มม.ปรอทให้วัดครั้งที่ สาม
- ระหว่างการวัดความดันโลหิตไม่ควรจะมีการพูดคุย
 
ท่าที่ใช้วัดความดันโลหิต
 
ท่าที่ใช้วัดความดันโลหิตมีผลต่อค่าที่วัดได้ดังนี้
 
- เมื่อวัดความดันท่านั่ง ความดัน diastolic จะสูงกว่าท่านอน 5 มม.ปรอท
- เมื่อวัดความดันท่านั่ง ความดัน systolic จะสูงกว่าท่านอน 8 มม.ปรอท
- ความดันท่านั่งโดยที่ไม่ได้พิงพนักความดัน diastolic จะสูงขึ้น 6 มม.ปรอท
- การวัดความดันโลหิตเมื่อนั่งไขว้เท้า ความดัน systolic จะสูงขึ้น6-8 มม.ปรอท
- แขนต่ำกว่าหัวใจ(ระดับกลางหน้าอก) เช่นการห้อยแขน ความดันที่วัดได้จะสูงกว่าปกติ
- แขนสุงกว่าหัวใจ ค่าความดันโลหิตที่วัดได้จะต่ำกว่าปกติ
ควรจะวัดความดันกี่ครั้งดี
 
การวัดความดันหลายครั้งจะมีความแม่นยำมากกว่าการวัดความดันเพียงครั้งเดียว ค่าที่วัดได้ครั้งแรกจะสูงสุด ให้วัดซ้ำ อีกหนึ่งนาทีต่อมา หากทั้งสองค่าห่างกันมากกว่า 5 มม.ปรอทก็ให้วัดครั้งที่ 3 แล้วหาค่าเฉลี่ย
 
หลักในการวัดความดันโลหิต
 
- ไม่ทำกิจกรรมที่ตอ้งใช้พลังงานมากก่อนตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เช่น การออกกำลังกาย
- ไม่ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ผสมคาเฟอืน สุรา หรือ สูบบุหรี่ ก่อนทำการวัดความดันโลหิต 2 ชั่วโมง
- ก่อนวัด นั่งพักอย่างน้อย 5 นาที โดยนั่งหลังพิงพนัก และเท้าทั้ง 2 ข้างวางราบกับพื้น วางพักแขนบนโต๊ะที่ระดับหัวใจ
- ไม่ควรพูดคุยในขณะที่ทำการวัดความดันโลหิต
 
ข้อมูลและรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-06 20:50:18 IP : 110.168.172.107


ความเห็นที่ 23 (3418690)

 รู้หรือไม่..... อวัยวะในร่างกายมนุษย์.... อายุไม่เท่ากัน

 

รูปภาพ : รู้หรือไม่.....  อวัยวะในร่างกายมนุษย์.... อายุไม่เท่ากัน
เราคิดกันว่าถ้าเราแก่มากขึ้น บรรดาอวัยวะต่างๆภายในร่างกายคงต้องมีสภาพอายุที่ใกล้เคียงกับอายุของเราที่เป็นเจ้าของร่างกาย
แต่การวิจัยที่พบมากขึ้นเรื่อยๆบอกว่า  จริงๆแล้วร่างกายเรา อวัยวะแต่ละส่วนล้วนมีการสร้างเซลล์ใหม่เป็นระยะๆ เพื่อทดแทนซ่อมแซมอยู่เสมอ มีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ไม่มีการสร้างใหม่  เรียกว่าอายุจริงเท่าไหร่ อวัยวะชิ้นนั้นก็แก่เท่าๆกัน
• “สมอง” อายุเท่าอายุเจ้าของ
เกิดมาโง่หรือฉลาดแค่ไหน ตั้งแต่เกิดเซลล์สมองมีแค่ไหนก็จะมีอายุเท่ากับอายุของคนนั้น จอห์น วาดลี่ย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเส้นประสาทสมอง มหาวิทยาลัยลอนดอน บอกว่า เซลล์ที่พบว่ามีอายุยืนยาวนานในร่างกายเราส่วนมากเป็นเซลล์สมอง
เราเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองประมาณแสนล้านเซลล์ และเมื่อแก่หรืออายุมากขึ้นก็มีเท่าเดิม ไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ และที่น่าตกใจ เซลล์เหล่านี้นอกจากไม่มีใหม่แล้ว ของเก่าก็ค่อยๆหมดไปอีกด้วย ฉะนั้น การบาดเจ็บที่สมองทำไมจึงเป็นเรื่องที่อันตรายต่อชีวิตมนุษย์มาก
แต่ก็มีบางส่วนของเซลล์สมองที่มีการพัฒนา คือเซลล์ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการได้รับกลิ่นและสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
• “เส้นผม” อายุ 3-6 ปี
อายุเส้นผมของผู้หญิงผู้ชายไม่เท่ากัน ผมของผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 6 ปี แต่ผู้ชายเพียงแค่ 3 ปี ส่วนขนตาและขนคิ้วจะงอกใหม่ทุก 6-8 สัปดาห์ (ขอเตือนคนที่ชอบถอนขนคิ้วหรือกันคิ้ว จะทำให้มันไม่งอกออกมาเพราะว่าถูกรบกวน)
เส้นผมที่ยาวหรือสั้นแสดงถึงอายุของผมเส้นนั้นเช่นกัน ค่าเฉลี่ยความยาวของผมเดือนหนึ่งจะยาวประมาณหนึ่งเซนติเมตร
• “ดวงตา” อายุเท่าเจ้าของ
ดวงตาเป็นอวัยวะอีกไม่กี่อย่างที่มีอายุยาวนานเท่ากับเจ้าของร่างกาย แต่ก็มีแค่ส่วนเดียวที่จะมีการสร้างใหม่อยู่สม่ำเสมอ คือบริเวณด้านนอกของเลนส์ตา ที่เรียกว่าคอร์เนีย เป็นฟิล์มบางๆที่อยู่ชั้นบนสุดของนัยน์ตา มันช่วยให้การโฟกัสภาพเป็นไปอย่างปกติ และสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ภายใน 24 ชั่วโมง
แต่ความเสื่อมของตาก็จะมีปัญหาเมื่ออายุมากขึ้น เพราะว่าความยืดหยุ่นของเลนส์ในตาทำให้เรามองเห็นไม่ชัดมากขึ้น
• เซลล์ “เม็ดเลือดแดง” มีอายุ 4 เดือน
เซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นตัวสำคัญในการพาเอาออกซิเจนเข้าไปสู่ทุกๆเนื้อเยื่อทุกๆอวัยวะในร่างกายของเรา พร้อมกับขนของเสียออกจากเซลล์ด้วย
เซลล์เม็ดเลือดแดงจะหมดสภาพ หมดประสิทธิภาพทุกๆ 4 เดือน ซึ่งตับจะดึงเอาเฉพาะธาตุเหล็กที่อยู่ในเม็ดเลือดเก็บไว้ แล้วส่งต่อเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังดีอยู่ได้ใช้
ส่วนที่ใช้การไม่ได้ก็ส่งไปทำลายทิ้งที่ม้าม แต่ถ้าเราประสบอุบัติเหตุหรือสุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีรอบเดือน ร่างกายก็จะเร่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่ม
• อวัยวะ “หัวใจ” มีอายุ 20 ปี
แต่เดิมเราเข้าใจว่าหัวใจไม่ได้มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แต่การศึกษาที่มีมาต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยแพทย์นิวยอร์ก พบว่าเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจจะมีการสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนของเก่าอยู่ประมาณ 3-4 ครั้งในตลอดช่วงอายุของแต่ละคน เฉลี่ยออกมาก็อาจพูดได้ว่าเรามีหัวใจใหม่ทุกๆ 20 ปี
• “ปอด” ที่หายใจ มีอายุ 2-3 สัปดาห์
ดร.คีท เพราส์ รองประธานสถาบันปอดแห่งสหราชอาณาจักร บอกว่า ปอดคนเราจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เซลล์แต่ละส่วนที่มีการทำงานไม่เหมือนกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ในส่วนเซลล์ของถุงลมปอดที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนระหว่างออกซิเจนกับแก๊สตัวอื่น เซลล์ส่วนนี้จะมีการสร้างใหม่ประมาณปีละครั้ง
ส่วนเซลล์ที่เป็นด่านหน้าด้านนอกของปอดนั้นจะมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆสองสามสัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้ ดร.เพราส์ บอกว่าด้านนอกของเนื้อเยื่อปอดถือเป็นส่วนสำคัญในการเจอกับสารแปลกปลอมจากอากาศ ตัวมันเองจึงต้องมีการเปลี่ยนใหม่สร้างเพิ่มอย่างรวดเร็ว
คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอดจะทำให้ขัดขวางการสร้างเซลล์ใหม่ด้านนอก แถมไปทำลายเซลล์ในถุงลมปอดข้างในอีกด้วย
• “ตับ” อายุ 5 เดือน
ตับถือเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่ขับของเสีย ถือเป็นโรงงานกำจัดสารพิษชั้นยอดของมนุษย์ แต่ละวันมีเลือดผ่านตับเป็นจำนวนมหาศาล และตัวตับเองสามารถซ่อมตัวเองสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ได้
ลองดูจากพวกนักดื่มคอทองแดงที่ดื่มเหล้าเป็นน้ำ สภาพตับถูกทำลายไปมาก แต่เมื่อมีการลดลงหรือหยุดดื่ม ตับของพวกเขาก็สามารถฟื้นฟูกลับมาดีได้ภายใน 150 วัน หรือราว ๆ 5 เดือน
เดวิด ลอยด์ ที่ปรึกษาด้านการศัลยกรรมตับ บอกว่า เขาสามารถผ่าตัดเอาเนื้อตับคนไข้ออกมา70% แต่ภายในสองเดือนเนื้อตับสามารถกลับมาได้ถึง 90%
แต่ก็ไม่ใช่ข่าวดีของพวกดื่มเหล้า เพราะแม้ตับสามารถฟื้นฟูสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาได้ใหม่ แต่เซลล์ตับที่เสียหายไปจะเหมือนเป็นรอยแผลเป็นทำให้การฟื้นฟูกลับมาได้ยากลำบาก และอาจไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แถมอาจเป็นอันตรายต่อไปในภายภาคหน้า
• “ลำไส้” กี่ขดก็อายุราว 2-3 วัน
หลังจากที่เรากินอาหารเข้าไป ฟันบดเคี้ยวอาหารให้ฉีกขาด กระเพาะอาหารใส่น้ำย่อยลงไปคลุกเคล้าอาหารให้ละเอียดเหลว แล้วจึงส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กให้ดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย
ลำไส้ดูดซึมอาหารด้วยการใช้ วิลไล(Villi) เส้นขนเล็กๆ ที่มีอยู่ตลอดตามผนังลำไส้ ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด วิลไลเป็นตัวหลักในการจับสารอาหารที่ผ่านเข้ามา ตัวมันต้องเจอกับน้ำย่อยที่ย่อยอาหาร มันทำงานหนัก จึงต้องมีการสร้างใหม่อยู่ทุก ๆ 2-3 วัน
ภายในลำไส้ยังมีเมือกเคลือบลำไส้ เพื่อให้การไหลเวียนของสารอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เมือกลื่นเหล่านี้ก็หนีไม่พ้นกรดอันรุนแรงของน้ำย่อยในร่างกาย มันทำหน้าที่ป้องกันลำไส้ ตัวมันเองจึงต้องสร้างใหม่ทุกๆ 3-5 วัน
• “ลิ้น” ตุ่มรับรส อายุ 10 วัน
อาหารอร่อยไม่อร่อยก็อยู่ที่เจ้าตุ่มในลิ้นรับรสที่ส่งข้อมูลไปให้สมอง ว่าสิ่งที่ใส่เข้าไปในปากรสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไร เพราะเจ้าตุ่มพวกนี้มีมากกว่า 9,000 ตุ่มที่อยู่ติดลิ้นของเรา คอยรับรสต่างๆ
สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มากคือ ตุ่มรับรสพวกนี้จะอักเสบได้ง่าย คนที่ชอบสูบบุหรี่ การติดเชื้อจะทำลายตุ่มรับรสเหล่านี้ และทำให้การสร้างใหม่มาทดแทนทำได้ยากขึ้น หรือทำให้ลิ้นเรามีการรับรสที่ไม่ดี กินไม่อร่อย
• “กระดูก” แข็งไม่แข็ง อายุเฉลี่ย 10 ปี
ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกออกมาอธิบายว่า ปกติกระดูกในร่างกายเราจะมีการสร้างทดแทนอยู่เสมอ กระบวนการสร้างทดแทนตัวเองนี้จะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี
เนื้อกระดูกเก่าในร่างกายจะมีการสูญเสียไปเป็นระยะ แต่ร่างกายก็สามารถสร้างกลับมาทดแทนได้ดีเหมือนเก่า ในร่างกายเราจะมีกระดูกใหม่กับกระดูกเก่าประกอบอยู่ด้วยกันเสมอ
แต่เมื่อถึงวัยกลางคน การสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาทดแทนจะทำไม่ทันเท่ากับความเสื่อมของกระดูกเก่า เนื้อกระดูกเราก็จะบางลง และเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน ที่ชาววัยทองเป็นกันแทบทุกคน
• “ผิวหนัง” ไม่ว่าดำหรือขาว อายุเฉลี่ย 2-4 สัปดาห์
ผิวชั้นนอกหรือที่เรียกว่าอิพิเดอร์มิส เป็นส่วนที่ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายของเรา ซึ่งต้องเจอกับแสงแดด แสงยูวีที่ทำลายผิว มลภาวะที่แย่ลงทุกวัน ผิวชั้นนอกจึงต้องมีการสร้างใหม่ทดแทนอยู่ทุก ๆ 2- 4 สัปดาห์ แต่การที่ผิวสร้างใหม่ไม่ได้ทำให้ผิวเราสดใสหรือเต่งตึงตลอดไป เพราะร่างกายเราเมื่อมีอายุมากขึ้น จะสูญเสียคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นที่ดี และขาดอีลาสตินทำให้ผิวเหี่ยวย่นเมื่อแก่
• “เล็บ” มีอายุ 6-10 สัปดาห์
เล็บเท้าเล็บมืองอกช้าเร็วไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ยความยาวของเล็บมือ เดือนละ 3.4 มิลลิเมตร เร็วกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเล็บเท้า ไม่น่าแปลกใจเมื่อเราตัดเล็บอยู่บ่อยๆ เพราะเล็บมือต้องตัดบ่อยกว่าเป็นประจำ
ใครหลายคนคงเคยได้มีประสบการณ์อุบัติเหตุนิ้วเท้านิ้วมือช้ำจนต้องถอดเล็บหรือว่าเล็บหลุด ค่าเฉลี่ยที่เล็บเท้าที่หลุดจะงอกออกมาปิดนิ้วเท้าได้เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ส่วนนิ้วมือถ้าเล็บหลุดก็ต้องใช้เวลา 6 เดือน
สาเหตุที่การงอกยาวของเล็บมือเล็บเท้าช้าเร็วไม่เท่ากัน เป็นเพราะว่าการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้นแตกต่างกัน การไหลเวียนที่ดีของเลือดทำให้เล็บงอกได้เร็ว
คนหนุ่มสาวหรือเด็กเล็ก เล็บก็จะยาวเร็วกว่าคนสูงอายุ เพราะสาเหตุของการไหลเวียนของเลือดมาสู่บริเวณนั้น
แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า ทำไมเล็บนิ้วมือที่ยาวกว่างอกได้เร็วกว่าเล็บนิ้วเท้าที่เล็กหรือสั้นกว่า
อะไรที่เป็นตัวเรา เราคิดว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด ทุกๆวันมันมีการเสื่อม มีการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา อย่าได้ละเลยกับการดูแลร่างกายให้ดี เพราะถ้าของเก่าก็ไม่ดูแล ของใหม่ที่สร้างก็ไม่มีคุณภาพเท่าเก่า อายุจริงกับอายุเครื่องใน อาจจะต่างกันลิบจากข้อมูลทางวิชาการที่ว่านี้
(ข้อมูลจาก Never-Age.com)
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 145 มกราคม 2556 โดย กองบรรณาธิการ
http://board.postjung.com/655882.html
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand

 
เราคิดกันว่าถ้าเราแก่มากขึ้น บรรดาอวัยวะต่างๆภายในร่างกายคงต้องมีสภาพอายุที่ใกล้เคียงกับอายุของเราที่เป็นเจ้าของร่างกาย 
 
แต่การวิจัยที่พบมากขึ้นเรื่อยๆบอกว่า จริงๆแล้วร่างกายเรา อวัยวะแต่ละส่วนล้วนมีการสร้างเซลล์ใหม่เป็นระยะๆ เพื่อทดแทนซ่อมแซมอยู่เสมอ มีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ไม่มีการสร้างใหม่ เรียกว่าอายุจริงเท่าไหร่ อวัยวะชิ้นนั้นก็แก่เท่าๆกัน 
 
• “สมอง” อายุเท่าอายุเจ้าของ 
 
เกิดมาโง่หรือฉลาดแค่ไหน ตั้งแต่เกิดเซลล์สมองมีแค่ไหนก็จะมีอายุเท่ากับอายุของคนนั้น จอห์น วาดลี่ย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเส้นประสาทสมอง มหาวิทยาลัยลอนดอน บอกว่า เซลล์ที่พบว่ามีอายุยืนยาวนานในร่างกายเราส่วนมากเป็นเซลล์สมอง 
 
เราเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองประมาณแสนล้านเซลล์ และเมื่อแก่หรืออายุมากขึ้นก็มีเท่าเดิม ไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ และที่น่าตกใจ เซลล์เหล่านี้นอกจากไม่มีใหม่แล้ว ของเก่าก็ค่อยๆหมดไปอีกด้วย ฉะนั้น การบาดเจ็บที่สมองทำไมจึงเป็นเรื่องที่อันตรายต่อชีวิตมนุษย์มาก 
 
แต่ก็มีบางส่วนของเซลล์สมองที่มีการพัฒนา คือเซลล์ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการได้รับกลิ่นและสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ 
 
• “เส้นผม” อายุ 3-6 ปี 
 
อายุเส้นผมของผู้หญิงผู้ชายไม่เท่ากัน ผมของผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 6 ปี แต่ผู้ชายเพียงแค่ 3 ปี ส่วนขนตาและขนคิ้วจะงอกใหม่ทุก 6-8 สัปดาห์ (ขอเตือนคนที่ชอบถอนขนคิ้วหรือกันคิ้ว จะทำให้มันไม่งอกออกมาเพราะว่าถูกรบกวน) 
 
เส้นผมที่ยาวหรือสั้นแสดงถึงอายุของผมเส้นนั้นเช่นกัน ค่าเฉลี่ยความยาวของผมเดือนหนึ่งจะยาวประมาณหนึ่งเซนติเมตร 
 
• “ดวงตา” อายุเท่าเจ้าของ 
 
ดวงตาเป็นอวัยวะอีกไม่กี่อย่างที่มีอายุยาวนานเท่ากับเจ้าของร่างกาย แต่ก็มีแค่ส่วนเดียวที่จะมีการสร้างใหม่อยู่สม่ำเสมอ คือบริเวณด้านนอกของเลนส์ตา ที่เรียกว่าคอร์เนีย เป็นฟิล์มบางๆที่อยู่ชั้นบนสุดของนัยน์ตา มันช่วยให้การโฟกัสภาพเป็นไปอย่างปกติ และสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ภายใน 24 ชั่วโมง 
 
แต่ความเสื่อมของตาก็จะมีปัญหาเมื่ออายุมากขึ้น เพราะว่าความยืดหยุ่นของเลนส์ในตาทำให้เรามองเห็นไม่ชัดมากขึ้น 
 
• เซลล์ “เม็ดเลือดแดง” มีอายุ 4 เดือน 
 
เซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นตัวสำคัญในการพาเอาออกซิเจนเข้าไปสู่ทุกๆเนื้อเยื่อทุกๆอวัยวะในร่างกายของเรา พร้อมกับขนของเสียออกจากเซลล์ด้วย 
 
เซลล์เม็ดเลือดแดงจะหมดสภาพ หมดประสิทธิภาพทุกๆ 4 เดือน ซึ่งตับจะดึงเอาเฉพาะธาตุเหล็กที่อยู่ในเม็ดเลือดเก็บไว้ แล้วส่งต่อเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังดีอยู่ได้ใช้ 
 
ส่วนที่ใช้การไม่ได้ก็ส่งไปทำลายทิ้งที่ม้าม แต่ถ้าเราประสบอุบัติเหตุหรือสุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงมีรอบเดือน ร่างกายก็จะเร่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่ม 
 
• อวัยวะ “หัวใจ” มีอายุ 20 ปี 
 
แต่เดิมเราเข้าใจว่าหัวใจไม่ได้มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แต่การศึกษาที่มีมาต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยแพทย์นิวยอร์ก พบว่าเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจจะมีการสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนของเก่าอยู่ประมาณ 3-4 ครั้งในตลอดช่วงอายุของแต่ละคน เฉลี่ยออกมาก็อาจพูดได้ว่าเรามีหัวใจใหม่ทุกๆ 20 ปี 
 
• “ปอด” ที่หายใจ มีอายุ 2-3 สัปดาห์ 
 
ดร.คีท เพราส์ รองประธานสถาบันปอดแห่งสหราชอาณาจักร บอกว่า ปอดคนเราจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา 
 
เซลล์แต่ละส่วนที่มีการทำงานไม่เหมือนกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ในส่วนเซลล์ของถุงลมปอดที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนระหว่างออกซิเจนกับแก๊สตัวอื่น เซลล์ส่วนนี้จะมีการสร้างใหม่ประมาณปีละครั้ง 
 
ส่วนเซลล์ที่เป็นด่านหน้าด้านนอกของปอดนั้นจะมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆสองสามสัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้ ดร.เพราส์ บอกว่าด้านนอกของเนื้อเยื่อปอดถือเป็นส่วนสำคัญในการเจอกับสารแปลกปลอมจากอากาศ ตัวมันเองจึงต้องมีการเปลี่ยนใหม่สร้างเพิ่มอย่างรวดเร็ว 
 
คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอดจะทำให้ขัดขวางการสร้างเซลล์ใหม่ด้านนอก แถมไปทำลายเซลล์ในถุงลมปอดข้างในอีกด้วย 
 
• “ตับ” อายุ 5 เดือน 
 
ตับถือเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่ขับของเสีย ถือเป็นโรงงานกำจัดสารพิษชั้นยอดของมนุษย์ แต่ละวันมีเลือดผ่านตับเป็นจำนวนมหาศาล และตัวตับเองสามารถซ่อมตัวเองสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ได้ 
 
ลองดูจากพวกนักดื่มคอทองแดงที่ดื่มเหล้าเป็นน้ำ สภาพตับถูกทำลายไปมาก แต่เมื่อมีการลดลงหรือหยุดดื่ม ตับของพวกเขาก็สามารถฟื้นฟูกลับมาดีได้ภายใน 150 วัน หรือราว ๆ 5 เดือน 
 
เดวิด ลอยด์ ที่ปรึกษาด้านการศัลยกรรมตับ บอกว่า เขาสามารถผ่าตัดเอาเนื้อตับคนไข้ออกมา70% แต่ภายในสองเดือนเนื้อตับสามารถกลับมาได้ถึง 90% 
 
แต่ก็ไม่ใช่ข่าวดีของพวกดื่มเหล้า เพราะแม้ตับสามารถฟื้นฟูสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาได้ใหม่ แต่เซลล์ตับที่เสียหายไปจะเหมือนเป็นรอยแผลเป็นทำให้การฟื้นฟูกลับมาได้ยากลำบาก และอาจไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แถมอาจเป็นอันตรายต่อไปในภายภาคหน้า 
 
• “ลำไส้” กี่ขดก็อายุราว 2-3 วัน 
 
หลังจากที่เรากินอาหารเข้าไป ฟันบดเคี้ยวอาหารให้ฉีกขาด กระเพาะอาหารใส่น้ำย่อยลงไปคลุกเคล้าอาหารให้ละเอียดเหลว แล้วจึงส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กให้ดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย 
 
ลำไส้ดูดซึมอาหารด้วยการใช้ วิลไล(Villi) เส้นขนเล็กๆ ที่มีอยู่ตลอดตามผนังลำไส้ ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด วิลไลเป็นตัวหลักในการจับสารอาหารที่ผ่านเข้ามา ตัวมันต้องเจอกับน้ำย่อยที่ย่อยอาหาร มันทำงานหนัก จึงต้องมีการสร้างใหม่อยู่ทุก ๆ 2-3 วัน 
 
ภายในลำไส้ยังมีเมือกเคลือบลำไส้ เพื่อให้การไหลเวียนของสารอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เมือกลื่นเหล่านี้ก็หนีไม่พ้นกรดอันรุนแรงของน้ำย่อยในร่างกาย มันทำหน้าที่ป้องกันลำไส้ ตัวมันเองจึงต้องสร้างใหม่ทุกๆ 3-5 วัน 
 
• “ลิ้น” ตุ่มรับรส อายุ 10 วัน 
 
อาหารอร่อยไม่อร่อยก็อยู่ที่เจ้าตุ่มในลิ้นรับรสที่ส่งข้อมูลไปให้สมอง ว่าสิ่งที่ใส่เข้าไปในปากรสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไร เพราะเจ้าตุ่มพวกนี้มีมากกว่า 9,000 ตุ่มที่อยู่ติดลิ้นของเรา คอยรับรสต่างๆ 
 
สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มากคือ ตุ่มรับรสพวกนี้จะอักเสบได้ง่าย คนที่ชอบสูบบุหรี่ การติดเชื้อจะทำลายตุ่มรับรสเหล่านี้ และทำให้การสร้างใหม่มาทดแทนทำได้ยากขึ้น หรือทำให้ลิ้นเรามีการรับรสที่ไม่ดี กินไม่อร่อย 
 
• “กระดูก” แข็งไม่แข็ง อายุเฉลี่ย 10 ปี 
 
ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกออกมาอธิบายว่า ปกติกระดูกในร่างกายเราจะมีการสร้างทดแทนอยู่เสมอ กระบวนการสร้างทดแทนตัวเองนี้จะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี 
 
เนื้อกระดูกเก่าในร่างกายจะมีการสูญเสียไปเป็นระยะ แต่ร่างกายก็สามารถสร้างกลับมาทดแทนได้ดีเหมือนเก่า ในร่างกายเราจะมีกระดูกใหม่กับกระดูกเก่าประกอบอยู่ด้วยกันเสมอ 
 
แต่เมื่อถึงวัยกลางคน การสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาทดแทนจะทำไม่ทันเท่ากับความเสื่อมของกระดูกเก่า เนื้อกระดูกเราก็จะบางลง และเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน ที่ชาววัยทองเป็นกันแทบทุกคน 
 
• “ผิวหนัง” ไม่ว่าดำหรือขาว อายุเฉลี่ย 2-4 สัปดาห์ 
 
ผิวชั้นนอกหรือที่เรียกว่าอิพิเดอร์มิส เป็นส่วนที่ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายของเรา ซึ่งต้องเจอกับแสงแดด แสงยูวีที่ทำลายผิว มลภาวะที่แย่ลงทุกวัน ผิวชั้นนอกจึงต้องมีการสร้างใหม่ทดแทนอยู่ทุก ๆ 2- 4 สัปดาห์ แต่การที่ผิวสร้างใหม่ไม่ได้ทำให้ผิวเราสดใสหรือเต่งตึงตลอดไป เพราะร่างกายเราเมื่อมีอายุมากขึ้น จะสูญเสียคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นที่ดี และขาดอีลาสตินทำให้ผิวเหี่ยวย่นเมื่อแก่ 
 
• “เล็บ” มีอายุ 6-10 สัปดาห์ 
 
เล็บเท้าเล็บมืองอกช้าเร็วไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ยความยาวของเล็บมือ เดือนละ 3.4 มิลลิเมตร เร็วกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเล็บเท้า ไม่น่าแปลกใจเมื่อเราตัดเล็บอยู่บ่อยๆ เพราะเล็บมือต้องตัดบ่อยกว่าเป็นประจำ 
 
ใครหลายคนคงเคยได้มีประสบการณ์อุบัติเหตุนิ้วเท้านิ้วมือช้ำจนต้องถอดเล็บหรือว่าเล็บหลุด ค่าเฉลี่ยที่เล็บเท้าที่หลุดจะงอกออกมาปิดนิ้วเท้าได้เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ส่วนนิ้วมือถ้าเล็บหลุดก็ต้องใช้เวลา 6 เดือน 
 
สาเหตุที่การงอกยาวของเล็บมือเล็บเท้าช้าเร็วไม่เท่ากัน เป็นเพราะว่าการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้นแตกต่างกัน การไหลเวียนที่ดีของเลือดทำให้เล็บงอกได้เร็ว 
 
คนหนุ่มสาวหรือเด็กเล็ก เล็บก็จะยาวเร็วกว่าคนสูงอายุ เพราะสาเหตุของการไหลเวียนของเลือดมาสู่บริเวณนั้น 
 
แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า ทำไมเล็บนิ้วมือที่ยาวกว่างอกได้เร็วกว่าเล็บนิ้วเท้าที่เล็กหรือสั้นกว่า 
 
อะไรที่เป็นตัวเรา เราคิดว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด ทุกๆวันมันมีการเสื่อม มีการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา อย่าได้ละเลยกับการดูแลร่างกายให้ดี เพราะถ้าของเก่าก็ไม่ดูแล ของใหม่ที่สร้างก็ไม่มีคุณภาพเท่าเก่า อายุจริงกับอายุเครื่องใน อาจจะต่างกันลิบจากข้อมูลทางวิชาการที่ว่านี้ 
 
(ข้อมูลจาก Never-Age.com) 
 
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 145 มกราคม 2556 โดย กองบรรณาธิการ 
http://board.postjung.com/655882.html
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-08 21:31:55 IP : 58.11.28.214


ความเห็นที่ 24 (3418929)

 ช๊อคโกแล็ต.......ให้คุณหรือโทษ

 
 
รูปภาพ : ช๊อคโกแล็ต.......ให้คุณหรือโทษ
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ช๊อกโกแล็ตให้คุณหรือโทษ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่คุณรับประทานมันเข้าไป
เมื่อไม่นานมานี้ มีการรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับการบริโภคช๊อกโกแล็ต ขนมหวานยอดนิยมในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ที่ว่า ช๊อกโกแล็ตนั้น มีสาร antioxidant เป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำให้ดูเหมือนว่า ช๊อกโกแล็ตเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เสียมากกว่าจะเป็นของหวานทำลายสุขภาพ ซึ่งก็จริงอยู่ที่ว่า ช๊อกโกแล็ตนั้นมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งมีคุณประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ แต่ถ้าหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปแล้วละก็ จะทำให้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน อันเป็นสาเหตุของโรคร้ายอีกหลายชนิด
จากรายงานล่าสุดของ American Journal of Clinical Nutrition ระบุว่า ประโยชน์ที่จะได้รับจากการรับประทานช๊อกโกแล็ตนั้น จะมีความสัมพันธ์กับการได้รับปริมาณ ช๊อกโกแล็ตและโกโก้เพียงเล็กน้อย โดยเมื่อเรารับประทานช๊อกโกแล็ตดำประมาณครึ่งออนซ์ หรือแป้งโกโก้ที่ไม่ใส่น้ำตาล 1 ใน 4 ช้อนโต๊ะ ความสามารถในการ antioxidant ของร่างกายจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ และ LDL ซึ่งเป็น bad cholesterol ก็จะลดลงด้วย โดย antioxidant นั้นเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
ทั้งโกโก้ และช๊อกโกแล็ต มีส่วนประกอบสำคัญเรียกว่าFlavonoid ซึ่งพบได้ในผักและชา Flavonoid นี้ สามารถป้องกันเซลของร่างกายไม่ให้ทำปฏิกริยากับอณูที่เรียกว่า Free Radical ซึ่งเป็นตัวการในการของโรคหัวใจและการก่อให้เกิดเซลมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีรายงานของ Journal of Agricultural and Food Chemistry ที่ระบุว่าสาร Antioxidant ของโกโก้นั้น ให้ผลไม่ต่างจากชาดำและชาเขียว ในขณะเดียวกันบทความใน Experimental Biology and Medicine ก็ระบุว่า สาร Antioxidant ในโกโก้ และช็อกโกแลต ยังสามารถป้องกันเซลจากความเสียหาย อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพัฒนาเซลมะเร็ง อีกทั้งส่วนประกอบในโกโก้ ยังสามารถสกัดกั้นการเติบโตของเซลมะเร็งลำไส้ ในร่างกายมนุษย์ได้ด้วย
ผลไม้อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ช๊อกโกแลต มีส่วนประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นเดียวกับที่ในผักและผลไม้มี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มันควรจะเป็น 1 ในอาหารหลัก 5 หมู่ที่เราควรรับประทานทุกวัน การรับประทานช๊อกโกแล็กเพียงเล็กน้อย อาจทำให้คุณค่า แต่แน่นอนว่า ต้องไม่ใช่การบริโภคอย่างหิวโหย
ในเมื่อช๊อกโกแลต และผลไม้ ต่างให้ประโยชน์ในเชิง Phytochemical ที่เหมือนกัน แน่นอนว่าผลไม้ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะคุณสามารถรับประทานได้ในปริมาณมาก ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่อง calory และไขมัน และแม้ว่าในช๊อกโกแล็ตและโกโก้ จะมี Flavonoid แต่มีนก็ไม่ได้มี Fiber รวมทั้งวิตามินสำคัญ ๆ อย่างเช่นวิตามิน C ส่วนไขมันบางอย่างที่มีอยู่ในช๊อกโกแลตนั้น แม้จะไม่ทำให้เกิด Cholesterol แต่อาหารที่มักจะมีส่วนผสมของชีอกโกแลต กลับกลายเป็นต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นไอศครีมช๊อกโกแลต เค๊กช๊อกโกแลต หรืออาหารอื่น ๆ
สำหรับผู้ที่ต้องการจะรับประทานช๊อกโกแลต เพื่อหวังคุณค่าต่อร่างกาย สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงเสมอก็คือ การรับประทานในปริมาณน้อย คือเพียงแค่ ก้อนชอคโกแลตก้อนเล็ก ๆ สองสามก้อน และรับประทานช้า ๆ เพื่อรับรสที่แสนอร่อยของมัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
http://www.thaiclinic.com/thaiclinicnews/news_chocholate.html
โดย...   Ayurvedic Association of Thailand
 
 
 
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ช๊อกโกแล็ตให้คุณหรือโทษ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่คุณรับประทานมันเข้าไป 
 
เมื่อไม่นานมานี้ มีการรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับการบริโภคช๊อกโกแล็ต ขนมหวานยอดนิยมในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ที่ว่า ช๊อกโกแล็ตนั้น มีสาร antioxidant เป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำให้ดูเหมือนว่า ช๊อกโกแล็ตเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เสียมากกว่าจะเป็นของหวานทำลายสุขภาพ ซึ่งก็จริงอยู่ที่ว่า ช๊อกโกแล็ตนั้นมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งมีคุณประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ แต่ถ้าหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปแล้วละก็ จะทำให้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน อันเป็นสาเหตุของโรคร้ายอีกหลายชนิด
 
จากรายงานล่าสุดของ American Journal of Clinical Nutrition ระบุว่า ประโยชน์ที่จะได้รับจากการรับประทานช๊อกโกแล็ตนั้น จะมีความสัมพันธ์กับการได้รับปริมาณ ช๊อกโกแล็ตและโกโก้เพียงเล็กน้อย โดยเมื่อเรารับประทานช๊อกโกแล็ตดำประมาณครึ่งออนซ์ หรือแป้งโกโก้ที่ไม่ใส่น้ำตาล 1 ใน 4 ช้อนโต๊ะ ความสามารถในการ antioxidant ของร่างกายจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ และ LDL ซึ่งเป็น bad cholesterol ก็จะลดลงด้วย โดย antioxidant นั้นเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ 
 
ทั้งโกโก้ และช๊อกโกแล็ต มีส่วนประกอบสำคัญเรียกว่าFlavonoid ซึ่งพบได้ในผักและชา Flavonoid นี้ สามารถป้องกันเซลของร่างกายไม่ให้ทำปฏิกริยากับอณูที่เรียกว่า Free Radical ซึ่งเป็นตัวการในการของโรคหัวใจและการก่อให้เกิดเซลมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีรายงานของ Journal of Agricultural and Food Chemistry ที่ระบุว่าสาร Antioxidant ของโกโก้นั้น ให้ผลไม่ต่างจากชาดำและชาเขียว ในขณะเดียวกันบทความใน Experimental Biology and Medicine ก็ระบุว่า สาร Antioxidant ในโกโก้ และช็อกโกแลต ยังสามารถป้องกันเซลจากความเสียหาย อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพัฒนาเซลมะเร็ง อีกทั้งส่วนประกอบในโกโก้ ยังสามารถสกัดกั้นการเติบโตของเซลมะเร็งลำไส้ ในร่างกายมนุษย์ได้ด้วย
 
ผลไม้อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ช๊อกโกแลต มีส่วนประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นเดียวกับที่ในผักและผลไม้มี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มันควรจะเป็น 1 ในอาหารหลัก 5 หมู่ที่เราควรรับประทานทุกวัน การรับประทานช๊อกโกแล็กเพียงเล็กน้อย อาจทำให้คุณค่า แต่แน่นอนว่า ต้องไม่ใช่การบริโภคอย่างหิวโหย
 
ในเมื่อช๊อกโกแลต และผลไม้ ต่างให้ประโยชน์ในเชิง Phytochemical ที่เหมือนกัน แน่นอนว่าผลไม้ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะคุณสามารถรับประทานได้ในปริมาณมาก ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่อง calory และไขมัน และแม้ว่าในช๊อกโกแล็ตและโกโก้ จะมี Flavonoid แต่มีนก็ไม่ได้มี Fiber รวมทั้งวิตามินสำคัญ ๆ อย่างเช่นวิตามิน C ส่วนไขมันบางอย่างที่มีอยู่ในช๊อกโกแลตนั้น แม้จะไม่ทำให้เกิด Cholesterol แต่อาหารที่มักจะมีส่วนผสมของชีอกโกแลต กลับกลายเป็นต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นไอศครีมช๊อกโกแลต เค๊กช๊อกโกแลต หรืออาหารอื่น ๆ 
 
สำหรับผู้ที่ต้องการจะรับประทานช๊อกโกแลต เพื่อหวังคุณค่าต่อร่างกาย สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงเสมอก็คือ การรับประทานในปริมาณน้อย คือเพียงแค่ ก้อนชอคโกแลตก้อนเล็ก ๆ สองสามก้อน และรับประทานช้า ๆ เพื่อรับรสที่แสนอร่อยของมัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
 
http://www.thaiclinic.com/thaiclinicnews/news_chocholate.html
 
โดย... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:11:31 IP : 110.168.156.45


ความเห็นที่ 25 (3419179)

 มังคุดคัด

 
รูปภาพ : มังคุดคัด
มังคุดคัด คือ ภูมิปัญญาชาวบ้านของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นำเอามังคุดผลดิบ แก่ ซึ่งมีเปลือกเขียวและแข็ง มาปอกด้วยมีด ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “คัด” การปอกมังคุดดิบแก่ยางจากเปลือกมังคุดจะไหลเยิ้ม การคัดจะต้องระวังไม่ให้เนื้อมังคุดถูกยางเปื้อน เพราะจะทำให้เสียรสชาติ และเนื้อมังคุดจะสีคล้ำ เมื่อคัดได้เนื้อมังคุดแล้วจึงนำไปแช่ในน้ำปูนใส เพื่อให้หมดยางและทำให้เนื้อมังคุดสีขาวน่ารับประทาน จากนั้นก็ผึ่งให้แห้ง เสียบไม้ 3-5 ลูก ใส่ถาดคลุมผ้าขาวบางกันฝุ่น นำไปจำหน่ายซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานของประชาชนทั่วไป มังคุดคัดนี้จะมีในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ผลมังคุดเริ่มแก่.
http://www.dailynews.co.th/
 
 
 
มังคุดคัด คือ ภูมิปัญญาชาวบ้านของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นำเอามังคุดผลดิบ แก่ ซึ่งมีเปลือกเขียวและแข็ง มาปอกด้วยมีด ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “คัด” การปอกมังคุดดิบแก่ยางจากเปลือกมังคุดจะไหลเยิ้ม การคัดจะต้องระวังไม่ให้เนื้อมังคุดถูกยางเปื้อน เพราะจะทำให้เสียรสชาติ และเนื้อมังคุดจะสีคล้ำ เมื่อคัดได้เนื้อมังคุดแล้วจึงนำไปแช่ในน้ำปูนใส เพื่อให้หมดยางและทำให้เนื้อมังคุดสีขาวน่ารับประทาน จากนั้นก็ผึ่งให้แห้ง เสียบไม้ 3-5 ลูก ใส่ถาดคลุมผ้าขาวบางกันฝุ่น นำไปจำหน่ายซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานของประชาชนทั่วไป มังคุดคัดนี้จะมีในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ผลมังคุดเริ่มแก่.
 
http://www.dailynews.co.th/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-11 23:28:56 IP : 171.97.66.165


ความเห็นที่ 26 (3419183)

 วิธีการล้างผักอย่างปลอดภัย

 
 
รูปภาพ : วิธีการล้างผักอย่างปลอดภัย
ผักสดผลไม้ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะมีสารพิษของสารเคมีป้องกันและกำจัดกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่สารพิษจะเกาะกับผิวบางส่วนจะแทรกซึมเข้าในเนื้อเยื่อของพืช ผู้บริโภคไม่สามารถมองเห็นสารพิษที่ติดมากับผักผลไม้ ดังนั้นเราไม่ควรจะเลือกซื้อผักผลไม้ที่มีใบและรูปทรงสวยงามมากนักควรให้มีรูพรุนบ้างเพราะรูพรุนแสดงว่า ชาวสวนฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชไม่บ่อยมากเกินไป ผักบางชนิดสะสมสารพิษไว้มาก เช่น ผักกาด หัว ต้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการซื้อผักประเภทกินหัว เพราะผักประเภทนี้สะสมสารพิษไว้มากกว่าผักประเภทกินใบหากสามารถเลือกผักที่มีศัตรูพืชรบกวนน้อย การฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชก็อาจไม่มีความจำเป็น เช่น หน่อไม้ ผักบุ้งนา ชะอม มะละกอ ฟักทอง เผือก มัน หัวปลี ถั่วงอก เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ทุกครั้งที่ซื้อผักผลไม้จากตลาด ควรคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากสารพิษที่ติดมากับผักผลไม้เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายดังกล่าวควรปฎิบัติวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้
•น้ำไหล - เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 25-39 %
วิธีใช้น้ำไหลล้างผักค่อนข้างเปลืองน้ำ ถ้าเป็นไปได้, ควรเก็บน้ำล้างผักไว้รดต้นไม้ หรือใช้ทำประโยชน์อย่างอื่น
•โซดาทำขนมปัง - ใช้โซดาทำขนมปัง(โซเดียมไบคาร์บอเนต) 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร(1 กาละมัง) แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษได้ 90-95 %
•น้ำส้มสายชู - เตรียมน้ำส้มสายชู 0.5 % โดยใช้น้ำส้มสายชู อสร. 1 ขวดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 60-84 %
•แช่น้ำ - ล้างผักรอบแรกให้สะอาด เด็ดผักออกเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 7-33 %
•ลวกผัก - ลวกผักด้วยน้ำร้อนลดสารพิษได้ 50 % ส่วนการต้มนั้นลดสารพิษได้ 50 % เช่นเดียวกัน แต่จะมีสารพิษตกค้างในน้ำแกง จึงควรล้างผักลดสารพิษก่อนทำแกง
•ปอกเปลือก - การปอกเปลือก หรือลอกใบชั้นนอกออก เช่น กะหล่ำปลี ฯลฯ แล้วแช่ผักในน้ำสะอาดนาน 5-10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณ สารพิษตกค้างได้ 27-72 %
•ด่างทับทิม - แช่ผักด้วยน้ำด่างทับทิม นาน 10 นาที ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แล้ว ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ 35-43 %
•น้ำปูนใส - เตรียมน้ำปูนใสอิ่มตัวผสมน้ำเท่าตัวแช่ผักด้วยน้ำปูนใส นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ 34-52%
•น้ำเกลือ - ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ 29-38 %
•น้ำซาวข้าว - แช่ผักด้วยน้ำซาวข้าว นาน 10 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณ สารพิษตกค้างได้ 29-38 %
http://www.lovefitt.com/uncategorized/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2/
 
 
 
ผักสดผลไม้ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะมีสารพิษของสารเคมีป้องกันและกำจัดกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่สารพิษจะเกาะกับผิวบางส่วนจะแทรกซึมเข้าในเนื้อเยื่อของพืช ผู้บริโภคไม่สามารถมองเห็นสารพิษที่ติดมากับผักผลไม้ ดังนั้นเราไม่ควรจะเลือกซื้อผักผลไม้ที่มีใบและรูปทรงสวยงามมากนักควรให้มีรูพรุนบ้างเพราะรูพรุนแสดงว่า ชาวสวนฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชไม่บ่อยมากเกินไป ผักบางชนิดสะสมสารพิษไว้มาก เช่น ผักกาด หัว ต้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการซื้อผักประเภทกินหัว เพราะผักประเภทนี้สะสมสารพิษไว้มากกว่าผักประเภทกินใบหากสามารถเลือกผักที่มีศัตรูพืชรบกวนน้อย การฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชก็อาจไม่มีความจำเป็น เช่น หน่อไม้ ผักบุ้งนา ชะอม มะละกอ ฟักทอง เผือก มัน หัวปลี ถั่วงอก เป็นต้น
 
อย่างไรก็ดี ทุกครั้งที่ซื้อผักผลไม้จากตลาด ควรคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากสารพิษที่ติดมากับผักผลไม้เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายดังกล่าวควรปฎิบัติวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้
 
•น้ำไหล - เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 25-39 %
วิธีใช้น้ำไหลล้างผักค่อนข้างเปลืองน้ำ ถ้าเป็นไปได้, ควรเก็บน้ำล้างผักไว้รดต้นไม้ หรือใช้ทำประโยชน์อย่างอื่น
 
•โซดาทำขนมปัง - ใช้โซดาทำขนมปัง(โซเดียมไบคาร์บอเนต) 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร(1 กาละมัง) แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษได้ 90-95 %
 
•น้ำส้มสายชู - เตรียมน้ำส้มสายชู 0.5 % โดยใช้น้ำส้มสายชู อสร. 1 ขวดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 60-84 %
 
•แช่น้ำ - ล้างผักรอบแรกให้สะอาด เด็ดผักออกเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 7-33 %
 
•ลวกผัก - ลวกผักด้วยน้ำร้อนลดสารพิษได้ 50 % ส่วนการต้มนั้นลดสารพิษได้ 50 % เช่นเดียวกัน แต่จะมีสารพิษตกค้างในน้ำแกง จึงควรล้างผักลดสารพิษก่อนทำแกง
 
•ปอกเปลือก - การปอกเปลือก หรือลอกใบชั้นนอกออก เช่น กะหล่ำปลี ฯลฯ แล้วแช่ผักในน้ำสะอาดนาน 5-10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณ สารพิษตกค้างได้ 27-72 %
 
•ด่างทับทิม - แช่ผักด้วยน้ำด่างทับทิม นาน 10 นาที ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แล้ว ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ 35-43 %
 
•น้ำปูนใส - เตรียมน้ำปูนใสอิ่มตัวผสมน้ำเท่าตัวแช่ผักด้วยน้ำปูนใส นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ 34-52%
 
•น้ำเกลือ - ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ 29-38 %
 
•น้ำซาวข้าว - แช่ผักด้วยน้ำซาวข้าว นาน 10 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณ สารพิษตกค้างได้ 29-38 %
 
http://www.lovefitt.com/uncategorized/วิธีการล้างผักอย่างปลอดภัย/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-11 23:32:16 IP : 171.97.66.165


ความเห็นที่ 27 (3419355)

 มะเร็งรังไข่....

 

รูปภาพ

 
โรคมะเร็งรังไข่ไม่ใช่โรคติดต่อ โรคส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยยังหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ แต่มีส่วนน้อยมาก เกิดจากพันธุกรรมชนิดถ่ายทอดภายในครอบครัว ได้แก่ ผู้ป่วยซึ่งเกิดโรคมะเร็งรังไข่ตั้งแต่อายุยังน้อย มักเกิดเป็นมะเร็งรังไข่ทั้งสองข้าง และอาจมีโรคมะเร็งชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น โรคมะเร็งเต้านม หรือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
 
โอกาสเกิดโรคมะเร็งรังไข่ น้อยกว่าการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก และ โรคมะเร็งเต้านมมาก พบเกิดได้คิดเป็นประมาณร้อยละ ๔-๕ จากโรคมะเร็งทั้งหมด
 
มะเร็งรังไข่ เป็นโรคที่มีอาการไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน จึงตรวจ/วินิจฉัยได้ยากมาก ซึ่งเป็นสาเหตุให้เมื่อตรวจพบโรค โรคมักลุกลามแพร่กระจายในช่องท้องแล้ว
อาการที่อาจพบได้ เป็นอาการของโรคธรรมดาทั่วไป เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ประจำเดือนมาผิดปรกติ ทั้งอาจมาน้อย ไม่มา หรือ มามาก หรือ มีเลือดออกผิดปรกติทางช่องคลอด ปัสสาวะบ่อยเพราะก้อนเนื้อโตกดทับกระเพาะปัสสาวะ ท้องผูก เพราะก้อนเนื้อโตกดทับลำไส้ใหญ่ หรือ ปวดท้องน้อย เป็นๆหายๆ หรือ ปวดท้องมาก รุนแรงจากการบิดพันตัวของรังไข่ หรือ คลำก้อนเนื้อได้ในช่องท้องน้อย/อุ้งเชิงกราน หรือ ท้องบวมจาก มีน้ำมะเร็งในช่องท้อง จากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
 
มีวิธีตรวจให้รู้ว่าเป็นโรคมะเร็งรังไข่อย่างไร?
การวินิจฉัยให้รู้ว่าเป็นโรคมะเร็งรังไข่ เป็นเรื่องยากมาก เพราะเป็นโรคมีอาการไม่ชัดเจน ดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม วิธีการตรวจโดยทั่วไป คือ การสอบถามประวัติอาการ ประวัติการเป็นโรคของคนในครอบครัว การตรวจร่างกายทั่วไป และ การตรวจภายใน ซึ่งถ้าแพทย์สงสัย หรือ พบความผิดปรกติ จะมีการตรวจ อัลตราซาวด์ หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของช่องท้อง ในเรื่องเกี่ยวกับรังไข่ แพทย์ยังไม่สามารถ ตัดก้อนเนื้อจากรังไข่ เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาได้ การตรวจชิ้นเนื้อ จะได้จากการทำผ่าตัดรังไข่ก่อน แล้วจึงนำรังไข่ ตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะทำให้ทราบชัดเจนหลังผ่าตัดแล้วว่า เป็นมะเร็งรังไข่ หรือ ไม่ เป็นมะเร็งรังไข่ชนิดไหน และ เป็นโรคระยะที่เท่าไร
 
โรคมะเร็งรังไข่ มีกี่ระยะ?
โรคมะเร็งรังไข่แบ่งเป็นระยะหลัก ๔ ระยะเช่นเดียวกับในโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ในแต่ละระยะหลัก ยังแบ่งเป็นระยะย่อย เพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้เป็นข้อบ่งชี้ทางการรักษา และการพยากรณ์ความรุนแรงของโรค ซึ่ง ๔ ระยะหลักได้แก่
ระยะที่๑ ก้อนมะเร็งยังอยู่เฉพาะในรังไข่ อาจเกิดโรคกับรังไข่ข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง ๒ ข้าง 
โรคระยะที่๒ โรคมะเร็งลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ หรือ อวัยวะอื่นในอุ้งเชิงกราน/ช่องท้องน้อย
โรคระยะที่๓ โรคมะเร็งลุกลามเข้าช่องท้อง เยื่อบุช่องท้อง มีน้ำในช่องท้อง หรือ ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง
โรคระยะที่๔ โรคมะเร็งแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด/โลหิตไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด หรือ/และตับ
โรคมะเร็งรังไข่รักษาหายไหม?
โอกาสรักษาโรคมะเร็งรังไข่ให้หายขาด ขึ้นกับหลายปัจจัย ที่สำคัญ คือ ระยะของโรค สุขภาพของผู้ป่วย อายุของผู้ป่วย การที่ผู้ป่วยมีโรคเรื้อรังอื่นๆร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น ขนาดของก้อนมะเร็ง ชนิดของเซลล์มะเร็ง การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้หมด และเซลล์มะเร็งตอบสนองได้ดีต่อยาเคมีบำบัด โดยทั่วไป ถ้าเป็นโรคในระยะที่๑ และ เซลล์มะเร็งเป็นชนิดมีความรุนแรงโรคต่ำ และสามารถผ่าตัดก้อนเนื้อมะเร็งออกได้หมด โอกาสหายขาดสูงถึงประมาณร้อยละ ๘๐-๙๐
โรคในระยะที่๒ มีโอกาสรักษาหายประมาณร้อยละ ๕๐- ๗๐
โรคในระยะที่๓ มีโอกาสรักษาหายประมาณร้อยละ ๒๐-๓๐
โรคระยะที่๔ ไม่มีโอกาสรักษาได้หาย
มีวิธีการรักษาโรคมะเร็งรังไข่อย่างไร?
วิธีการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ มี ๒ วิธีการหลัก คือ การผ่าตัด และยาเคมีบำบัด ส่วนรังสีรักษา ใช้รักษาประคับประคองตามอาการในผู้ป่วยซึ่งมีโรคลุกลามแพร่กระจายบางราย และการใช้ยารักษาตรงเป้า ยังอยู่ในการศึกษา
โรคในระยะที่๑ อาจใช้การผ่าตัดวิธีการเดียว หรือ ให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย ขึ้นกับ ความรุนแรงของชนิดเซลล์มะเร็ง
โรคในระยะที่๒ และระยะที่๓ การรักษา มักเป็นการผ่าตัดร่วมกับยาเคมีบำบัด
โรคระยะที่๔ การรักษาขึ้นกับอาการ และสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
 
ที่มา สมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-12 22:24:27 IP : 61.90.83.144


ความเห็นที่ 28 (3419558)

 คุณประโยชน์ของผักและผลไม้ ๑๖ ชนิด.....

 

รูปภาพ : คุณประโยชน์ของผักและผลไม้  ๑๖ ชนิด.....
๑. องุ่น : เป็นสารฟอกล้างสําหรับผิวหนัง ตับ ลําไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่อง จากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนําไปใช้ได้ง่าย อุดมด้วยเกลือแร่ จึงช่วยบํารุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย
๒. มะละกอ มะม่วง : มีลักษณะที่คล้ายกัน แต่มะม่วงจะมีสารสําคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ที่จะช่วยทําให้ของเสียที่เป็นโปรตีน แตกตัวได้เร็วเช่นเดียวกับโปรเมลิน
๓. แตงโม : จะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทําให้สบายท้อง
๔. คะน้าเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และ โฟเลต นอกจากนี้ ยังมีสาร “ลูทีน” ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา ผลจากงานวิจัย พบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้ การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย ป้องกันโรคต้อกระจก หันมากินคะน้าแต่เนิ่น ๆ กันดีกว่า.
๕. กล้วยหอม
คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือเป็นแผลในลําไส้นั้น หากกินกล้วยหอมเป็นประจํา ยังทําให้มีการเคลือบผิวภายในกระเพาะอาหาร ลดการเป็นแผลในกระเพาะได้และเส้นใยในกล้วยหอมก็จะช่วยให้การย่อยอาหารของลําไส้เล็กดีขึ้น ขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย
๖. "สับปะรด" ผลไม้ธรรมดาๆ หาทานได้ทั่วไปชนิดนี้ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าสัปปะรดนั้นยังมีสรรพคุณทางยาด้วย เพราะสามารถช่วยแก้อาการอาหารไม่ย่อยได้อย่างชงัด ทั้งนี้เพราะในสับปะรดมีเอนไซม์ตามธรรมชาติที่มีชื่อว่า บรอมีเลน ที่สามารถช่วยย่อยอาหารได้ทั้งในสภาวะเป็นกรดและด่าง จึงเหมาะมากที่จะพาไปช่วยย่อยในกระเพาะซึ่งเป็นกรด
๗. ผักกูดถือได้ว่าเป็นอาหารพิเศษอย่างหนึ่งจากธรรมชาติมีสารเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กปริมาณสูง ใบของผักกูดใช้ต้มน้ำดื่มหรือกินสด ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟันและขับปัสสาวะเล็ด ช่วยลดความดันโลหิตสูง และคลอเลสเตอรอลในเม็ดเลือด
๘. กะหล่ำปลี
ควันจากท่อไอเสียรถยนต์และยารักษาโรคที่เรากินเข้าไปจะถูกสะสมไว้ที่ตับ ถ้ามีมากเกินไปก็จะ ทำให้ตับพิการโดยไม่รู้ตัว กะหล่ำปลีมีสารอาหารคู่แค้นมะเร็งมากมายทั้ง สารอินโดลฟลาโวนอยด์ คา ร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยสร้างสารพิษ ทำให้ลำไส้สะอาด ลดอาการอักเสบจากแผลในลำไส้ ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง ความดีเพียบขนาดนี้ไม่กินน่า เสียดายแย่
๙. เก๋ากี้
เก๋ากี้เป็นยาของแพทย์แผนจีนมานาน แค่เอามาชงดื่มกับน้ำร้อนหรือใส่รวมกับแกงจืดที่คุณชอบ แค่นี้ร่างกายก็ได้รับสรรพคุณเจ๋งๆ ในการบำรุงตับ เสริมภูมิต้านทานโรค
๑๐. มะขามป้อม
สมุนไพรไทยราคาถูกที่อุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า ถ้ากินเล่นแทนลูกอมจะ ช่วยให้สุขภาพแคล้วคลาดจากโรคไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก และโรคมะเร็งตับได้ ที่สำคัญวิตามินซีในมะขามป้อมจะไม่ละลายไปเหมือนในผลไม้อื่น ถึงแม้จะเอาไปเชื่อม แช่เย็น หรือ อบแห้ง เพราะมันมีสารเทนนินและโพลีฟีนอที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี
๑๑. ประโยชน์ของมะเขือเทศ
ผลมีรสเปรี้ยวช่วยดับกระหาย ทำให้เจริญอาหาร บำรุงและกระตุ้นกระเพาะอาหาร ลำไส้ ไต ให้ทำงานได้ดี ช่วยขับพิษและสิ่งคั่งค้างในร่างกาย เนื่องจากเป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคนิ่ว วัณโรค ไทฟอยด์ หูอักเสบและเยื่อตาอักเสบ ให้รับประทานผลสดลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
๑๒. กะหล่ำปลีม่วง
สาเหตุที่กะหล่ำปลีม่วงเป็นผักยอดฮิตสำหรับสลัด ก็เพราะเป็นพืชที่มีกากใยอาหารสูงและอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารหลายชนิด เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม และวิตามินซีที่พบว่ามีค่อนข้างมากกว่ากะหล่ำปลีสีเขียวถึงสองเท่า ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มีสารซัลเฟอร์ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่และต้านสารก่อมะเร็งที่เข้าสู่ร่างกาย
๑๓. บร็อกโคลี่
ถ้าจะกินผัดผักก็ต้องยกให้บร็อกโคลีเป็นที่หนึ่ง เพราะมากด้วยประโยชน์ รสชาติที่ไม่ขม กรอบ อร่อย จนแม้แต่เด็ก ๆ ก็ทานได้โดยไม่งอแง และที่สำคัญสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกายอมรับว่าเป็นพืชที่ต่อต้านมะเร็ง เพราะประกอบด้วยวิตามินเอ แคลเซียม ไรโบฟลาบิน หรือวิตามินบี 2 เป็นต้น
๑๔.พริกหวาน
ในหนึ่งเมนูของวัน ถ้ามีพริกหวานเป็นส่วนประกอบก็จะช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน และสามารถลดความด้นโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี
๑๕. อะโวคาโด
ทำเอาคนทั่วโลกหลงใหลไปกับความเนียนนุ่มและรสสัมผัสมัน ๆ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ อะโวคาโด ผลไม้แสนอร่อยจากดินแดนอเมริกาใต้รสชาติของผลอะโวคาโดที่มัน ๆ แต่กินแล้วไม่เลี่ยน ก็เป็นเพราะเนื้อของอะโวคาโดนั้นมีปริมาณไขมันสูง แต่ไขมันที่ว่าเป็นไขมันดีต่อร่างกาย เพราะเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ชื่อว่ากรดไขมันโอเมก้า 9 มีอยู่ในปริมาณสูงเช่นเดียวกับในน้ำมันมะกอก เมื่อกินผลอะโวคาโดเป็นประจำ ก็จะช่วยลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้
๑๖. สตรอเบอร์รี่
ผลไม้สีหวานสดใสนี้นอกจากจะกินอร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยประโยชน์ทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ สารอาหารต่าง ๆ ตั้งแต่โฟเลต วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม โปรแตสเซียม ไฟโตนิวเทรียนท์ ไฟเบอร์ ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก กรดเอลลาจิก ฯลฯ สตรอเบอร์รี จึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพด้วยสรรพคุณที่เกินพิกัด...ช่วยดูแลสายตา สารต้านอนุมูลอิสระในสตรอเบอร์มีส่วนช่วยชะลอขบวนการเสื่อสภาพของดวงตาได้
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://mailsara.blogspot.com/2012/03/blog-post_6683.html
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand

 
๑. องุ่น : เป็นสารฟอกล้างสําหรับผิวหนัง ตับ ลําไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่อง จากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนําไปใช้ได้ง่าย อุดมด้วยเกลือแร่ จึงช่วยบํารุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย
 
๒. มะละกอ มะม่วง : มีลักษณะที่คล้ายกัน แต่มะม่วงจะมีสารสําคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ที่จะช่วยทําให้ของเสียที่เป็นโปรตีน แตกตัวได้เร็วเช่นเดียวกับโปรเมลิน
 
๓. แตงโม : จะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทําให้สบายท้อง
 
๔. คะน้าเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และ โฟเลต นอกจากนี้ ยังมีสาร “ลูทีน” ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา ผลจากงานวิจัย พบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้ การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย ป้องกันโรคต้อกระจก หันมากินคะน้าแต่เนิ่น ๆ กันดีกว่า.
 
๕. กล้วยหอม
คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือเป็นแผลในลําไส้นั้น หากกินกล้วยหอมเป็นประจํา ยังทําให้มีการเคลือบผิวภายในกระเพาะอาหาร ลดการเป็นแผลในกระเพาะได้และเส้นใยในกล้วยหอมก็จะช่วยให้การย่อยอาหารของลําไส้เล็กดีขึ้น ขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย
 
๖. "สับปะรด" ผลไม้ธรรมดาๆ หาทานได้ทั่วไปชนิดนี้ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าสัปปะรดนั้นยังมีสรรพคุณทางยาด้วย เพราะสามารถช่วยแก้อาการอาหารไม่ย่อยได้อย่างชงัด ทั้งนี้เพราะในสับปะรดมีเอนไซม์ตามธรรมชาติที่มีชื่อว่า บรอมีเลน ที่สามารถช่วยย่อยอาหารได้ทั้งในสภาวะเป็นกรดและด่าง จึงเหมาะมากที่จะพาไปช่วยย่อยในกระเพาะซึ่งเป็นกรด
 
๗. ผักกูดถือได้ว่าเป็นอาหารพิเศษอย่างหนึ่งจากธรรมชาติมีสารเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กปริมาณสูง ใบของผักกูดใช้ต้มน้ำดื่มหรือกินสด ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟันและขับปัสสาวะเล็ด ช่วยลดความดันโลหิตสูง และคลอเลสเตอรอลในเม็ดเลือด
 
๘. กะหล่ำปลี
ควันจากท่อไอเสียรถยนต์และยารักษาโรคที่เรากินเข้าไปจะถูกสะสมไว้ที่ตับ ถ้ามีมากเกินไปก็จะ ทำให้ตับพิการโดยไม่รู้ตัว กะหล่ำปลีมีสารอาหารคู่แค้นมะเร็งมากมายทั้ง สารอินโดลฟลาโวนอยด์ คา ร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยสร้างสารพิษ ทำให้ลำไส้สะอาด ลดอาการอักเสบจากแผลในลำไส้ ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง ความดีเพียบขนาดนี้ไม่กินน่า เสียดายแย่
 
๙. เก๋ากี้
เก๋ากี้เป็นยาของแพทย์แผนจีนมานาน แค่เอามาชงดื่มกับน้ำร้อนหรือใส่รวมกับแกงจืดที่คุณชอบ แค่นี้ร่างกายก็ได้รับสรรพคุณเจ๋งๆ ในการบำรุงตับ เสริมภูมิต้านทานโรค
 
๑๐. มะขามป้อม
สมุนไพรไทยราคาถูกที่อุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า ถ้ากินเล่นแทนลูกอมจะ ช่วยให้สุขภาพแคล้วคลาดจากโรคไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก และโรคมะเร็งตับได้ ที่สำคัญวิตามินซีในมะขามป้อมจะไม่ละลายไปเหมือนในผลไม้อื่น ถึงแม้จะเอาไปเชื่อม แช่เย็น หรือ อบแห้ง เพราะมันมีสารเทนนินและโพลีฟีนอที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี
 
๑๑. ประโยชน์ของมะเขือเทศ
ผลมีรสเปรี้ยวช่วยดับกระหาย ทำให้เจริญอาหาร บำรุงและกระตุ้นกระเพาะอาหาร ลำไส้ ไต ให้ทำงานได้ดี ช่วยขับพิษและสิ่งคั่งค้างในร่างกาย เนื่องจากเป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคนิ่ว วัณโรค ไทฟอยด์ หูอักเสบและเยื่อตาอักเสบ ให้รับประทานผลสดลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
 
๑๒. กะหล่ำปลีม่วง
สาเหตุที่กะหล่ำปลีม่วงเป็นผักยอดฮิตสำหรับสลัด ก็เพราะเป็นพืชที่มีกากใยอาหารสูงและอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารหลายชนิด เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม และวิตามินซีที่พบว่ามีค่อนข้างมากกว่ากะหล่ำปลีสีเขียวถึงสองเท่า ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มีสารซัลเฟอร์ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่และต้านสารก่อมะเร็งที่เข้าสู่ร่างกาย
 
๑๓. บร็อกโคลี่
ถ้าจะกินผัดผักก็ต้องยกให้บร็อกโคลีเป็นที่หนึ่ง เพราะมากด้วยประโยชน์ รสชาติที่ไม่ขม กรอบ อร่อย จนแม้แต่เด็ก ๆ ก็ทานได้โดยไม่งอแง และที่สำคัญสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกายอมรับว่าเป็นพืชที่ต่อต้านมะเร็ง เพราะประกอบด้วยวิตามินเอ แคลเซียม ไรโบฟลาบิน หรือวิตามินบี 2 เป็นต้น
 
๑๔.พริกหวาน
ในหนึ่งเมนูของวัน ถ้ามีพริกหวานเป็นส่วนประกอบก็จะช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน และสามารถลดความด้นโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี
 
๑๕. อะโวคาโด
ทำเอาคนทั่วโลกหลงใหลไปกับความเนียนนุ่มและรสสัมผัสมัน ๆ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ อะโวคาโด ผลไม้แสนอร่อยจากดินแดนอเมริกาใต้รสชาติของผลอะโวคาโดที่มัน ๆ แต่กินแล้วไม่เลี่ยน ก็เป็นเพราะเนื้อของอะโวคาโดนั้นมีปริมาณไขมันสูง แต่ไขมันที่ว่าเป็นไขมันดีต่อร่างกาย เพราะเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ชื่อว่ากรดไขมันโอเมก้า 9 มีอยู่ในปริมาณสูงเช่นเดียวกับในน้ำมันมะกอก เมื่อกินผลอะโวคาโดเป็นประจำ ก็จะช่วยลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้
 
๑๖. สตรอเบอร์รี่
ผลไม้สีหวานสดใสนี้นอกจากจะกินอร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยประโยชน์ทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ สารอาหารต่าง ๆ ตั้งแต่โฟเลต วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม โปรแตสเซียม ไฟโตนิวเทรียนท์ ไฟเบอร์ ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก กรดเอลลาจิก ฯลฯ สตรอเบอร์รี จึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพด้วยสรรพคุณที่เกินพิกัด...ช่วยดูแลสายตา สารต้านอนุมูลอิสระในสตรอเบอร์มีส่วนช่วยชะลอขบวนการเสื่อสภาพของดวงตาได้
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://mailsara.blogspot.com/2012/03/blog-post_6683.html
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-13 22:15:48 IP : 61.90.102.72


ความเห็นที่ 29 (3419902)

 "น้ำฝักคูน" ยาระบายช่วยปรับสมดุลลำไส้

 

รูปภาพ : "น้ำฝักคูน" ยาระบายช่วยปรับสมดุลลำไส้
อาการท้องผูกเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่พบได้ประมาณร้อยละ 5-20 ซึ่งวิธีการรักษาโดยทั่วไปคือ การรับประทานยาระบาย แต่การใช้ยาระบาย ทำให้เกิดการระคายและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้  จนลำไส้เกิดความเคยชินทำให้ต้องเพิ่มขนาดการใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถหยุดยาได้
ปัญหาการใช้ยาระบายที่ไม่เหมาะสม และผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  จึงได้พัฒนายาระบายจากเนื้อฝักคูนและสมุนไพรหลายชนิด เพื่อปรับระบบการขับถ่ายให้สมดุล  ปัจจุบันยาระบายจากเนื้อฝักคูนเป็นยาที่อยู่ในบัญชียาของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
จากการติดตามผลของการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีสภาวะหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก ทำให้ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และมีปัญหาตามมาคือ มีอาการท้องผูกเรื้อรัง และมีการใช้ยาระบายชนิดอื่นๆ มาแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลพบว่าผู้ป่วยทุกคนสามารถขับถ่ายได้ดี หลังจากรับประทานยาระบายผสมน้ำฝักคูนแล้ว 6-8 ชั่วโมง  โดยไม่มีอาการปวดมวนท้อง และท้องเสีย
ตำรับยาระบายน้ำฝักคูน เกิดจากการค้นคว้า วิจัยบนฐานความคิดของการแพทย์แผนไทย  ที่ให้ความสำคัญกับ "สมดุล" และการคัดสรรส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยระบายในกลไกที่ต่างกัน เพื่อช่วยเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน  ลดผลข้างเคียงของยาสมุนไพรแต่ละชนิด และไม่ทำให้เกิดการพึ่งพิงยา  ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการไซ้ท้อง ปวดบิด และท้องเสีย มีสรรพคุณช่วยในการปรับสมดุลของลำไส้ ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ ไม่ก่อให้เกิดความเคยชินของลำไส้ ทำให้ไม่ต้องเพิ่มขนาดของยา
ตำรับยาระบายน้ำฝักคูน ประกอบด้วย
- เนื้อในฝักคูน มีสารประเภทแอนทราควิโนน (Anthraquinones) ปรับระบบการทำงานของลำไส้ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น อุดมไปด้วยน้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนแอซิด ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเป็นยาระบายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ที่ไวต่อการสูญเสียเกลือแร่จากการรับประทานยาระบาย
- ตรีผลา ประกอบด้วย ผลสมอไทย ผลสมอพิเภก  ผลมะขามป้อม มีสรรพคุณช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่ท้องผูกเรื้อรัง แต่ในกรณีท้องผูกเรื้อรังการใช้สตรีผลาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
- ใบมะกา  ตำรับยาไทยใช้เป็นยาถ่ายเสมหะโลหิต (เป็นเมือกของเสียที่ติดอยู่ตามลำไส้ ซึ่งจะมีความร้อนอยู่ ) มีงานวิจัยพบว่า เป็นยาระบายที่มีประสิทธิภาพดีเทียบฤทธิ์เท่ากับมะขามแขก
- ดีปลี เพิ่มไฟธาตุในการย่อยอาหาร ลดการกำเริบของลม อันเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาระบาย (การรับประทานยาระบายจะทำให้มีลมในท้อง การย่อยอาหารจะไม่ดี)
- มะขามเปียก ความเปรี้ยวจะช่วยขับคูถเสมหะให้ลงสู่คูถทวาร  การขับถ่าย คือ หัวใจของการมีสุขภาพที่ดี มีพลังชีวิตที่ดี ดังนั้น อาการท้องผูก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจอีกต่อไป เพราะการมีของเสียสะสมอยู่ในทางเดินอาหาร  เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคผนังลำไส้โป่งพอง มะเร็งในลำไส้ และริดสีดวงทวาร
วิธีที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ  จะต้องประกอบไปด้วย การรับประทานอาหารที่มีกากใย มีความชุ่มชื้น การให้ความสำคัญกับการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา  งด ชา กาแฟ ดื่มน้ำให้เพียงพอ การรับประทานสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มกลไกการบีบตัวของลำไส้และการออกกำลังกาย บริหารโยคะหรือฤาษีดัดตน  ซึ่งช่วยในการบีบตัวของลำไส้ นั่นเอง
รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร. 0-3721-1289
ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/30406
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand

 
อาการท้องผูกเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่พบได้ประมาณร้อยละ 5-20 ซึ่งวิธีการรักษาโดยทั่วไปคือ การรับประทานยาระบาย แต่การใช้ยาระบาย ทำให้เกิดการระคายและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ จนลำไส้เกิดความเคยชินทำให้ต้องเพิ่มขนาดการใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถหยุดยาได้
 
ปัญหาการใช้ยาระบายที่ไม่เหมาะสม และผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงได้พัฒนายาระบายจากเนื้อฝักคูนและสมุนไพรหลายชนิด เพื่อปรับระบบการขับถ่ายให้สมดุล ปัจจุบันยาระบายจากเนื้อฝักคูนเป็นยาที่อยู่ในบัญชียาของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
 
จากการติดตามผลของการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีสภาวะหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก ทำให้ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และมีปัญหาตามมาคือ มีอาการท้องผูกเรื้อรัง และมีการใช้ยาระบายชนิดอื่นๆ มาแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลพบว่าผู้ป่วยทุกคนสามารถขับถ่ายได้ดี หลังจากรับประทานยาระบายผสมน้ำฝักคูนแล้ว 6-8 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการปวดมวนท้อง และท้องเสีย
 
ตำรับยาระบายน้ำฝักคูน เกิดจากการค้นคว้า วิจัยบนฐานความคิดของการแพทย์แผนไทย ที่ให้ความสำคัญกับ "สมดุล" และการคัดสรรส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยระบายในกลไกที่ต่างกัน เพื่อช่วยเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ลดผลข้างเคียงของยาสมุนไพรแต่ละชนิด และไม่ทำให้เกิดการพึ่งพิงยา ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการไซ้ท้อง ปวดบิด และท้องเสีย มีสรรพคุณช่วยในการปรับสมดุลของลำไส้ ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ ไม่ก่อให้เกิดความเคยชินของลำไส้ ทำให้ไม่ต้องเพิ่มขนาดของยา
 
 
ตำรับยาระบายน้ำฝักคูน ประกอบด้วย
 
- เนื้อในฝักคูน มีสารประเภทแอนทราควิโนน (Anthraquinones) ปรับระบบการทำงานของลำไส้ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น อุดมไปด้วยน้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนแอซิด ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเป็นยาระบายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ที่ไวต่อการสูญเสียเกลือแร่จากการรับประทานยาระบาย
 
- ตรีผลา ประกอบด้วย ผลสมอไทย ผลสมอพิเภก ผลมะขามป้อม มีสรรพคุณช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่ท้องผูกเรื้อรัง แต่ในกรณีท้องผูกเรื้อรังการใช้สตรีผลาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
 
- ใบมะกา ตำรับยาไทยใช้เป็นยาถ่ายเสมหะโลหิต (เป็นเมือกของเสียที่ติดอยู่ตามลำไส้ ซึ่งจะมีความร้อนอยู่ ) มีงานวิจัยพบว่า เป็นยาระบายที่มีประสิทธิภาพดีเทียบฤทธิ์เท่ากับมะขามแขก
 
- ดีปลี เพิ่มไฟธาตุในการย่อยอาหาร ลดการกำเริบของลม อันเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาระบาย (การรับประทานยาระบายจะทำให้มีลมในท้อง การย่อยอาหารจะไม่ดี)
 
- มะขามเปียก ความเปรี้ยวจะช่วยขับคูถเสมหะให้ลงสู่คูถทวาร การขับถ่าย คือ หัวใจของการมีสุขภาพที่ดี มีพลังชีวิตที่ดี ดังนั้น อาการท้องผูก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจอีกต่อไป เพราะการมีของเสียสะสมอยู่ในทางเดินอาหาร เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคผนังลำไส้โป่งพอง มะเร็งในลำไส้ และริดสีดวงทวาร
 
 
วิธีที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ จะต้องประกอบไปด้วย การรับประทานอาหารที่มีกากใย มีความชุ่มชื้น การให้ความสำคัญกับการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา งด ชา กาแฟ ดื่มน้ำให้เพียงพอ การรับประทานสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มกลไกการบีบตัวของลำไส้และการออกกำลังกาย บริหารโยคะหรือฤาษีดัดตน ซึ่งช่วยในการบีบตัวของลำไส้ นั่นเอง
 
รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร. 0-3721-1289 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/30406
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-16 21:54:12 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 30 (3419905)

 กินสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน .......

 

รูปภาพ : กินสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน .......
ในทรรศนะของแพทย์แผนไทย อาหารที่คนเรารับประทานเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่จะบำรุงธาตุทั้งสี่ให้อยู่ในภาวะสมดุล โดยเฉพาะอาหารที่มีพืชสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ จะมีสรรพคุณในการปรับธาตุที่หย่อนหรือกำเริบให้กลับสู่สภาวะปกติ เนื่องจากมนุษย์แต่ละคนมีธาตุเจ้าเรือนไม่เหมือนกัน ในตำราแพทย์แผนไทยจึงได้กำหนดสมุนไพรประจำธาตุ ซึ่งเชื่อกันว่า การบริโภคอาหารและสมุนไพรให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้น จะช่วยให้เกิดความสมดุลทางร่างกาย และส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังเช่น
๑.	คนธาตุดิน ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสฝาด รสหวาน รสมัน และรสเค็ม สมุนไพรประจำธาตุจึงได้แต่ หัวปลี กล้วย เผือก มัน ถั่วพู กะหล่ำปลี ฝรั่งดิบ มะละกอ ผักกระเฉด ฯลฯ
ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า – ข้าวต้ม ถั่วลิสงคั่วเกลือ กุ้งหวาน ถั่วงอกผัดเต้าหู้เหลือง
อาหารกลางวัน – วุ้นเส้นผัดไทย ขนมจีนน้ำพริก หมี่กะทิ ข้าวซอยไก่
อาหารเย็น – แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดไก่ใส่ฟักทอง ปลากุเลาเค็มทอด แกงอ่อมไก่ ผัดดอกกุยช่ายกับตับหมู ยำถั่วพู แกงแคไก่ หลนเต้าเจี้ยว ยำหัวปลี
ผักแนม – หัวปลี ยอดกระถิน ใบบัวบก ยอดมะม่วงหิมพานต์
ผลไม้ – ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก มะม่วงสุก มังคุด เงาะ ลำไย
เครื่องดื่ม – น้ำฝรั่ง น้ำฟักทอง น้ำแตงโม น้ำเต้าหู้
ของหวาน – ถั่วเขียวต้ม กล้วยน้ำว้านึ่งมะพร้าวขูด กล้วยหักมุกเผา ฟักทองนึ่งมะพร้าวขูด กล้วยบวชชี
๒.	 คนธาตุน้ำ ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ ส้มโอ สับปะรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อน และหลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด
ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า – ข้าวต้ม ยำกุ้งแห้ง ซีเช็กไฉ่ กระเทียมดองผัดไข่
อาหารกลางวัน – ไก่ย่าง ส้มตำ ลาบปลาดุก ต้มแซบ ข้าวยำปักษ์ใต้ ข้าวคลุกกะปิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสุโขทัย
อาหารเย็น – ต้มยำไก่ใบมะขามอ่อน น้ำพริกปลาย่าง ผัดเปรี้ยวหวานปลากะพง แกงส้มผักบุ้ง น้ำพริกมะขามสด ปลาทอดยำทะเล
ผักแนม – ยอดมะขามอ่อน ยอดมะกอก ยอดผักแต้ว
ผลไม้ – สับปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง ลางสาด มะม่วงดิบ
เครื่องดื่ม – น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำระกำ น้ำสับปะรด
ของหวาน – กระท้อนลอยแก้ว ส้มลอยแก้ว สับปะรดลอยแก้ว
๓.	คนธาตุลม ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ข่า กระเทียม ขึ้นฉ่าย ขิง ยี่หว่า ฯลฯ และหลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด
ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า – ข้าวต้ม ขิงดองเต้าเจี้ยว ผัดผักบุ้งไฟแดง ยำปลาทูน่าใส่หอมใหญ่ โจ๊กหมูใส่ขิง
อาหารกลางวัน – วุ้นเส้นผัดขี้เมากุ้ง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ ขนมจีนน้ำยา ขนมจีนแกงเขียวหวาน
อาหารเย็น – แกงเลียง ไก่ผัดขิงสด ปลาทอดราดพริก แกงป่าใส่ปลาช่อน น้ำพริกลงเรือ ผัดพริกขิงปลาทู ต้มส้มปลาทูสด ยำรวมมิตรทะเล ไก่ผัดพริกหยวก
ผักแนม – ใบชะพลู ขมิ้นขาว ผักแขยง ผักชีล้อม ใบสะระแหน่ ใบแมงลัก ใบโหระพา
ผลไม้ – ชมพู่ แตงโม แตงไทย
เครื่องดื่ม – น้ำขิง น้ำตะไคร้
ของหวาน – เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยน้ำขิง มันต้มน้ำตาลใส่ขิง ขนมเทียนไส้เค็ม
๔.	คนธาตุไฟ ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสขม รสเย็น รสจืด เช่น สะเดา แตงโม หัวผักกาด ฟักเขียว แตงกวา คะน้า บวบ มะเขือ ฯลฯ และ หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน
ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า – ซุปรากบัวเห็ดหอม ตุ๋นมะระซี่โครงหมู ข้าวต้ม ใบปอผัดปลาใบขนุนนึ่งจิ้มเต้าเจี้ยว ต้มจับฉ่าย
อาหารกลางวัน- ข้าวแช่ ข้าวราดหน้าไก่ ก๋วยเตี๋ยวน้ำสุโขทัย
อาหารเย็น – แกงขี้เหล็ก ห่อหมกใบยอ น้ำปลาหวานสะเดา ปลาดุกย่าง แกงจืดตำลึงหมูสับ แกงปลาดุกใส่มะระ ปลาช่อนผัดขึ้นฉ่าย ผัดมะเขือยาว
ผักแนม – ถั่วพู แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ผักบุ้ง ใบบัวบก กระเจี๊ยบมอญ กุ่ม ดอกขจร ชะอม บัวสาย ผักกระเฉด ผักกูด ผักขม ผักชีฝรั่ง
ผลไม้ – ชมพู่ แตงโม มะละกอ แตงไทย ลูกตาลอ่อน
เครื่องดื่ม – น้ำบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะตูม น้ำแตงโม
ของหวาน – เฉาก๊วย รากบัวต้มใส่เม็ดบัว เต้าฮวยฟรุตสลัด
ที่มา : ตำราแพทย์แผนโบราณ  ร.อ. ขุนโยธาพิทักษ์
http://valuablebook2.tkpark.or.th/document_doctor.html
โดย.....  Ayurvedic Association of Thailand

 

 
ในทรรศนะของแพทย์แผนไทย อาหารที่คนเรารับประทานเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่จะบำรุงธาตุทั้งสี่ให้อยู่ในภาวะสมดุล โดยเฉพาะอาหารที่มีพืชสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ จะมีสรรพคุณในการปรับธาตุที่หย่อนหรือกำเริบให้กลับสู่สภาวะปกติ เนื่องจากมนุษย์แต่ละคนมีธาตุเจ้าเรือนไม่เหมือนกัน ในตำราแพทย์แผนไทยจึงได้กำหนดสมุนไพรประจำธาตุ ซึ่งเชื่อกันว่า การบริโภคอาหารและสมุนไพรให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้น จะช่วยให้เกิดความสมดุลทางร่างกาย และส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังเช่น
 
๑. คนธาตุดิน ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสฝาด รสหวาน รสมัน และรสเค็ม สมุนไพรประจำธาตุจึงได้แต่ หัวปลี กล้วย เผือก มัน ถั่วพู กะหล่ำปลี ฝรั่งดิบ มะละกอ ผักกระเฉด ฯลฯ
 
ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า – ข้าวต้ม ถั่วลิสงคั่วเกลือ กุ้งหวาน ถั่วงอกผัดเต้าหู้เหลือง
อาหารกลางวัน – วุ้นเส้นผัดไทย ขนมจีนน้ำพริก หมี่กะทิ ข้าวซอยไก่
อาหารเย็น – แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดไก่ใส่ฟักทอง ปลากุเลาเค็มทอด แกงอ่อมไก่ ผัดดอกกุยช่ายกับตับหมู ยำถั่วพู แกงแคไก่ หลนเต้าเจี้ยว ยำหัวปลี
ผักแนม – หัวปลี ยอดกระถิน ใบบัวบก ยอดมะม่วงหิมพานต์
ผลไม้ – ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก มะม่วงสุก มังคุด เงาะ ลำไย
เครื่องดื่ม – น้ำฝรั่ง น้ำฟักทอง น้ำแตงโม น้ำเต้าหู้
ของหวาน – ถั่วเขียวต้ม กล้วยน้ำว้านึ่งมะพร้าวขูด กล้วยหักมุกเผา ฟักทองนึ่งมะพร้าวขูด กล้วยบวชชี
 
 
๒. คนธาตุน้ำ ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ ส้มโอ สับปะรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อน และหลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด
 
ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า – ข้าวต้ม ยำกุ้งแห้ง ซีเช็กไฉ่ กระเทียมดองผัดไข่
อาหารกลางวัน – ไก่ย่าง ส้มตำ ลาบปลาดุก ต้มแซบ ข้าวยำปักษ์ใต้ ข้าวคลุกกะปิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสุโขทัย
อาหารเย็น – ต้มยำไก่ใบมะขามอ่อน น้ำพริกปลาย่าง ผัดเปรี้ยวหวานปลากะพง แกงส้มผักบุ้ง น้ำพริกมะขามสด ปลาทอดยำทะเล
ผักแนม – ยอดมะขามอ่อน ยอดมะกอก ยอดผักแต้ว
ผลไม้ – สับปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง ลางสาด มะม่วงดิบ
เครื่องดื่ม – น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำระกำ น้ำสับปะรด
ของหวาน – กระท้อนลอยแก้ว ส้มลอยแก้ว สับปะรดลอยแก้ว
 
 
๓. คนธาตุลม ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ข่า กระเทียม ขึ้นฉ่าย ขิง ยี่หว่า ฯลฯ และหลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด
 
ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า – ข้าวต้ม ขิงดองเต้าเจี้ยว ผัดผักบุ้งไฟแดง ยำปลาทูน่าใส่หอมใหญ่ โจ๊กหมูใส่ขิง
อาหารกลางวัน – วุ้นเส้นผัดขี้เมากุ้ง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ ขนมจีนน้ำยา ขนมจีนแกงเขียวหวาน
อาหารเย็น – แกงเลียง ไก่ผัดขิงสด ปลาทอดราดพริก แกงป่าใส่ปลาช่อน น้ำพริกลงเรือ ผัดพริกขิงปลาทู ต้มส้มปลาทูสด ยำรวมมิตรทะเล ไก่ผัดพริกหยวก
ผักแนม – ใบชะพลู ขมิ้นขาว ผักแขยง ผักชีล้อม ใบสะระแหน่ ใบแมงลัก ใบโหระพา
ผลไม้ – ชมพู่ แตงโม แตงไทย
เครื่องดื่ม – น้ำขิง น้ำตะไคร้
ของหวาน – เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยน้ำขิง มันต้มน้ำตาลใส่ขิง ขนมเทียนไส้เค็ม
 
 
๔. คนธาตุไฟ ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสขม รสเย็น รสจืด เช่น สะเดา แตงโม หัวผักกาด ฟักเขียว แตงกวา คะน้า บวบ มะเขือ ฯลฯ และ หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน
 
ตัวอย่างอาหาร
อาหารเช้า – ซุปรากบัวเห็ดหอม ตุ๋นมะระซี่โครงหมู ข้าวต้ม ใบปอผัดปลาใบขนุนนึ่งจิ้มเต้าเจี้ยว ต้มจับฉ่าย
อาหารกลางวัน- ข้าวแช่ ข้าวราดหน้าไก่ ก๋วยเตี๋ยวน้ำสุโขทัย
อาหารเย็น – แกงขี้เหล็ก ห่อหมกใบยอ น้ำปลาหวานสะเดา ปลาดุกย่าง แกงจืดตำลึงหมูสับ แกงปลาดุกใส่มะระ ปลาช่อนผัดขึ้นฉ่าย ผัดมะเขือยาว
ผักแนม – ถั่วพู แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ผักบุ้ง ใบบัวบก กระเจี๊ยบมอญ กุ่ม ดอกขจร ชะอม บัวสาย ผักกระเฉด ผักกูด ผักขม ผักชีฝรั่ง
ผลไม้ – ชมพู่ แตงโม มะละกอ แตงไทย ลูกตาลอ่อน
เครื่องดื่ม – น้ำบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะตูม น้ำแตงโม
ของหวาน – เฉาก๊วย รากบัวต้มใส่เม็ดบัว เต้าฮวยฟรุตสลัด
 
 
ที่มา : ตำราแพทย์แผนโบราณ ร.อ. ขุนโยธาพิทักษ์
http://valuablebook2.tkpark.or.th/document_doctor.html
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-16 21:59:07 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 31 (3419906)

 อะไรๆ ก็น้ำเกลือ......

 
มีเพื่อนถามมาเรื่องการให้น้ำเกลือ และอัตราการหยดช้า หยดเร็ว แตกต่างกันอย่างไร
 
 
 
รูปภาพ : อะไรๆ ก็น้ำเกลือ......
มีเพื่อนถามมาเรื่องการให้น้ำเกลือ และอัตราการหยดช้า หยดเร็ว แตกต่างกันอย่างไร
หลายคนเข้าใจผิดเอาจริงๆ จังๆ  ในเรื่องน้ำเกลือ คือไปนึกทึกทักว่าน้ำเกลือเป็นยาวิเศษ ถ้าต้องเข้าโรงพยาบาล หรือ แม้แต่ไปพบหมอ ต้องขอร้องให้ ให้น้ำเกลือ โดยให้เหตุผลร้อยแปดพันเก้า เช่น จะได้อ้วนท้วนแข็งแรงสุขภาพดี กินได้ นอนหลับ เป็นต้น ส่วนบางคนเข้าใจผิดไปอีกด้านหนึ่งเลย คือเชื่อว่าการให้น้ำเกลือเป็นสัญญาณว่าคนไข้อาการหนักแล้ว อย่างนี้ต้องอธิบายให้ฟังทั้งคู่เสียแล้วละ
เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ
ตามปกติแล้วร่างกายของคนเราจะเสียน้ำออกไปจากร่างกาย โดยการขับถ่ายเป็นน้ำปัสสาวะ หรือเป็นเหงื่อ หรือเป็นไอน้ำออกมาทางลมหายใจ รวมแล้วจะมีน้ำที่ขับออกมาจากร่างกายวันหนึ่งราว ๒ ลิตรครึ่ง เราจึงต้องการน้ำเข้าไปแทนที่โดยการดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
แต่เมื่อผู้ป่วยเสียน้ำมากกว่าปกติ เช่น ท้องเดิน อาเจียน เหงื่อออกมาก ไข้สูง เสียเลือดจากอุบัติเหตุ เป็นต้น แพทย์จึงต้องให้น้ำเข้าไปทดแทน โดยให้น้ำเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง แต่เนื่องจากน้ำกับเลือดมีความเข้มข้นต่างกัน  จึงเติมเกลือลงไปในน้ำ เพื่อให้มีความเข้มข้นเท่ากับเลือด  นอกจากนั้นน้ำเกลือยังช่วยเปิดเส้นเลือดไว้ เพื่อให้เลือดหมุนเวียน จนยาที่ผสมอยู่สามารถไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดดำได้อย่างราบรื่น
น้ำเกลือจึงไม่ใช่ทั้งยาวิเศษ และสัญญาณอันตรายอะไรเลย เป็นขั้นตอนที่มีเหตุผลของการฟื้นฟูร่างกายของเราเท่านั้นเองค่ะ
ส่วนที่ถามมาเรื่องของอัตราการไหลของสารละลาย  หรือสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น
๑) เหตุที่ต้องให้ ถ้าต้องให้เพราะความดันเลือดต่ำ (shock) เพราะ เสียเลือดกระทันหัน ก็ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ใช้เข็มใหญ่ๆ เช่น เบอร์ ๑๘
๒) ต้องให้เท่าไหร่ ในเวลาเท่าไหร่ ถ้าให้แทนน้ำแทนอาหารเพราะกินไม่ได้หรือได้น้อย โดยมากจะให้ปริมาณ ๒๐๐๐ - ๒๔๐๐ ลบ.ซม.ต่อวัน หรือ ๘๐ - ๑๐๐ ลบ.ซม./ชม. ถ้าไข้สูงหรือเสียน้ำจากทางอื่น เช่น อาเจียร ท้องเดิน จะต้องเพิ่มปริมาณน้ำ ง่ายที่สุดคือดูจากประมาณปัสสาวะ โดยวัดทุก ชม. ถ้าเกิน ชม.ละ ๓๐ ลบ.ซม.ก็น่าจะพอ
๓) ขึ้นกับประเภทยา ยาบางอย่างต้องให้ช้ามาก เพราะอาจมีผลต่อหัวใจ หรือ ทำให้ความดันตกฮวบฮาบ เต้นผิดปกติ เป็นต้น บางอย่างเดินเร็วเกิดหน้าร้อนซู่ซ่า
๔) ขึ้นกับการตอบสนองของคนไข้ สมมุติว่าให้ยาเพื่อเพิ่มความดันเพราะความดันต่ำ เช่นใน ICU เขาจะวัดความดันเลือดทุกนาทีหรือทุก ๕ นาที แล้วเปิดให้ยาหยดเร็วขึ้นหรือช้าลง พยายามรักษาระดับความดันเลือด Systolic ไว้ให้เกินกว่า ๙๐ หรือ ๑๐๐ มม.ปรอท ไม่ต้องการให้สูงเป็น ๑๕๐ เป็นต้น (ความดันเลือดอ่านมาเป็นสองตัว เช่น ๑๒๘/๗๖ มม.ปรอท ตัวแรกเรียก systolic pressure ตัวหลังเรียก diastolic pressure)
๕) ขึ้นกับขนาดคนไข้ด้วย ตัวเล็กต้องการน้ำน้อย เด็กเล็ก เด็กแรกคลอดหรือคลอดก่อนกำหนด จะต้องคำนวนความต้องการของน้ำตามสูตรใช้ นน.ตัวของเด็ก ทำให้น้ำท่วมปอด ตายเอาง่ายๆ
สรุปแล้วบอกแน่ไม่ได้ว่าจะให้ไหลช้าเร็วแค่ไหน  ถ้าให้สารละลายธรรมดาเช่น น้ำเกลือ ๐.๘๕% หรือ กลูโคส ๕% มักจะให้ ๘๐-๑๐๐ ลบ.ซม./ชม. เขามีเครื่องบังคับให้หยดเท่านั้นเท่านี้ได้ เที่ยงตรงดี แต่ถ้าไม่ใช่ ICU บางทีไม่มี ต้องอาศัยนับหยดต่อนาที  น้ำเกลือ ๑ ลบ.ซม. เท่ากับ ๑๕-๒๐ หยด ไม่แน่นอนแล้วแต่ขนาดหยด ต้องลองดู ครบ ช.ม.ก็มาดูว่าตรงกับที่คำนวนไว้หรือเปล่า
สารละลายที่ใช้มีหลายแบบ แล้วแต่จุดประสงค์
Normal saline solution (NSS) มีเกลือ NaCl 0.85%/Ltr.
5% Glucose solution (D5W.) มีน้ำตาลกลูโคส ๕๐ กรัมในน้ำ ๑ ลิตร
5% Glucose in Normal Saline มีทั้ง Glucose กับ NaCl (Dextrose กับ Glucose เหมือนกัน - ตัว D ใน D5W = Dextrose 5 % in Water)
Ringer's Lactate กับ 5% Dextrose in Ringer's Lactate ตั้งชื่อตามเจ้าของตำรับ มี NaCl, KCl, CaCl2 แล้วมี lactic acid เพิ่มเพื่อให้เป็นด่างน้อยลง อันนี้มี electrolytes คล้ายในเลือด
Dextran ใช้แทนเลือด
Plasma ใช้แทนเลือด
Fresh frozen plasma ใช้ช่วยให้การแข็งตัวของเลือดปกติขึ้น
Platelets (เกล็ดเลือด) ใช้ในรายที่เลือดไม่แข็งตัวเพราะขาด platelets หรือรายที่ต้องให้เลือดหลายขวดในเวลาสั้น
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
 
 
 
หลายคนเข้าใจผิดเอาจริงๆ จังๆ ในเรื่องน้ำเกลือ คือไปนึกทึกทักว่าน้ำเกลือเป็นยาวิเศษ ถ้าต้องเข้าโรงพยาบาล หรือ แม้แต่ไปพบหมอ ต้องขอร้องให้ ให้น้ำเกลือ โดยให้เหตุผลร้อยแปดพันเก้า เช่น จะได้อ้วนท้วนแข็งแรงสุขภาพดี กินได้ นอนหลับ เป็นต้น ส่วนบางคนเข้าใจผิดไปอีกด้านหนึ่งเลย คือเชื่อว่าการให้น้ำเกลือเป็นสัญญาณว่าคนไข้อาการหนักแล้ว อย่างนี้ต้องอธิบายให้ฟังทั้งคู่เสียแล้วละ
 
เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ
ตามปกติแล้วร่างกายของคนเราจะเสียน้ำออกไปจากร่างกาย โดยการขับถ่ายเป็นน้ำปัสสาวะ หรือเป็นเหงื่อ หรือเป็นไอน้ำออกมาทางลมหายใจ รวมแล้วจะมีน้ำที่ขับออกมาจากร่างกายวันหนึ่งราว ๒ ลิตรครึ่ง เราจึงต้องการน้ำเข้าไปแทนที่โดยการดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
 
แต่เมื่อผู้ป่วยเสียน้ำมากกว่าปกติ เช่น ท้องเดิน อาเจียน เหงื่อออกมาก ไข้สูง เสียเลือดจากอุบัติเหตุ เป็นต้น แพทย์จึงต้องให้น้ำเข้าไปทดแทน โดยให้น้ำเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง แต่เนื่องจากน้ำกับเลือดมีความเข้มข้นต่างกัน จึงเติมเกลือลงไปในน้ำ เพื่อให้มีความเข้มข้นเท่ากับเลือด นอกจากนั้นน้ำเกลือยังช่วยเปิดเส้นเลือดไว้ เพื่อให้เลือดหมุนเวียน จนยาที่ผสมอยู่สามารถไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดดำได้อย่างราบรื่น
 
น้ำเกลือจึงไม่ใช่ทั้งยาวิเศษ และสัญญาณอันตรายอะไรเลย เป็นขั้นตอนที่มีเหตุผลของการฟื้นฟูร่างกายของเราเท่านั้นเองค่ะ
 
 
ส่วนที่ถามมาเรื่องของอัตราการไหลของสารละลาย หรือสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น
 
๑) เหตุที่ต้องให้ ถ้าต้องให้เพราะความดันเลือดต่ำ (shock) เพราะ เสียเลือดกระทันหัน ก็ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ใช้เข็มใหญ่ๆ เช่น เบอร์ ๑๘ 
 
๒) ต้องให้เท่าไหร่ ในเวลาเท่าไหร่ ถ้าให้แทนน้ำแทนอาหารเพราะกินไม่ได้หรือได้น้อย โดยมากจะให้ปริมาณ ๒๐๐๐ - ๒๔๐๐ ลบ.ซม.ต่อวัน หรือ ๘๐ - ๑๐๐ ลบ.ซม./ชม. ถ้าไข้สูงหรือเสียน้ำจากทางอื่น เช่น อาเจียร ท้องเดิน จะต้องเพิ่มปริมาณน้ำ ง่ายที่สุดคือดูจากประมาณปัสสาวะ โดยวัดทุก ชม. ถ้าเกิน ชม.ละ ๓๐ ลบ.ซม.ก็น่าจะพอ
 
๓) ขึ้นกับประเภทยา ยาบางอย่างต้องให้ช้ามาก เพราะอาจมีผลต่อหัวใจ หรือ ทำให้ความดันตกฮวบฮาบ เต้นผิดปกติ เป็นต้น บางอย่างเดินเร็วเกิดหน้าร้อนซู่ซ่า 
 
๔) ขึ้นกับการตอบสนองของคนไข้ สมมุติว่าให้ยาเพื่อเพิ่มความดันเพราะความดันต่ำ เช่นใน ICU เขาจะวัดความดันเลือดทุกนาทีหรือทุก ๕ นาที แล้วเปิดให้ยาหยดเร็วขึ้นหรือช้าลง พยายามรักษาระดับความดันเลือด Systolic ไว้ให้เกินกว่า ๙๐ หรือ ๑๐๐ มม.ปรอท ไม่ต้องการให้สูงเป็น ๑๕๐ เป็นต้น (ความดันเลือดอ่านมาเป็นสองตัว เช่น ๑๒๘/๗๖ มม.ปรอท ตัวแรกเรียก systolic pressure ตัวหลังเรียก diastolic pressure)
 
๕) ขึ้นกับขนาดคนไข้ด้วย ตัวเล็กต้องการน้ำน้อย เด็กเล็ก เด็กแรกคลอดหรือคลอดก่อนกำหนด จะต้องคำนวนความต้องการของน้ำตามสูตรใช้ นน.ตัวของเด็ก ทำให้น้ำท่วมปอด ตายเอาง่ายๆ
 
สรุปแล้วบอกแน่ไม่ได้ว่าจะให้ไหลช้าเร็วแค่ไหน ถ้าให้สารละลายธรรมดาเช่น น้ำเกลือ ๐.๘๕% หรือ กลูโคส ๕% มักจะให้ ๘๐-๑๐๐ ลบ.ซม./ชม. เขามีเครื่องบังคับให้หยดเท่านั้นเท่านี้ได้ เที่ยงตรงดี แต่ถ้าไม่ใช่ ICU บางทีไม่มี ต้องอาศัยนับหยดต่อนาที น้ำเกลือ ๑ ลบ.ซม. เท่ากับ ๑๕-๒๐ หยด ไม่แน่นอนแล้วแต่ขนาดหยด ต้องลองดู ครบ ช.ม.ก็มาดูว่าตรงกับที่คำนวนไว้หรือเปล่า
 
สารละลายที่ใช้มีหลายแบบ แล้วแต่จุดประสงค์
 
Normal saline solution (NSS) มีเกลือ NaCl 0.85%/Ltr.
 
5% Glucose solution (D5W.) มีน้ำตาลกลูโคส ๕๐ กรัมในน้ำ ๑ ลิตร
 
5% Glucose in Normal Saline มีทั้ง Glucose กับ NaCl (Dextrose กับ Glucose เหมือนกัน - ตัว D ใน D5W = Dextrose 5 % in Water)
 
Ringer's Lactate กับ 5% Dextrose in Ringer's Lactate ตั้งชื่อตามเจ้าของตำรับ มี NaCl, KCl, CaCl2 แล้วมี lactic acid เพิ่มเพื่อให้เป็นด่างน้อยลง อันนี้มี electrolytes คล้ายในเลือด
 
Dextran ใช้แทนเลือด
 
Plasma ใช้แทนเลือด
 
Fresh frozen plasma ใช้ช่วยให้การแข็งตัวของเลือดปกติขึ้น
 
Platelets (เกล็ดเลือด) ใช้ในรายที่เลือดไม่แข็งตัวเพราะขาด platelets หรือรายที่ต้องให้เลือดหลายขวดในเวลาสั้น
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-16 22:02:14 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 32 (3420087)

 ดูธาตุเจ้าเรือนด้วยตัวเอง.... ได้เลยค่ะ

 

รูปภาพ : ดูธาตุเจ้าเรือนด้วยตัวเอง....  ได้เลยค่ะ
๑. คนเกิดเดือน 11,12,1 พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุดิน”
กล่าวกันว่า คนธาตุนี้มีความหนักแน่นมั่นคง รูปร่างสูงใหญ่ กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมและคิ้วดกดำ หน้าผากกว้าง เสียงดังฟังชัด ใบหน้ากลมรี บุคลิกโดดเด่นสง่างาม
หาก สุขภาพร่างกายและจิตใจอยู่ในภาวะสมดุลก็จะมีความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมายในชีวิต เฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน จิตใจหนักแน่น มีมนุษยสัมพันธ์ดี กระตือรือร้น อดทนสูง เอื้อเฟื้อ มีเมตตา รักสงบ
แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายเสียสมดุล เขาจะเกิดความขัดแย้งในตัวเอง ลังเล ขี้ใจน้อย ดื้อรั้น โกรธเกี้ยว อารมณ์แรง
อาหาร ที่ควรรับประทานเพื่อปรับสมดุลธาตุ ก็คืออาหารที่มี รสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว เกลือ ฯลฯ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนโบราณบอกว่า คนธาตุนี้จะสุขภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “การขับถ่ายเป็นระบบ” ดังนั้น คุณต้องให้ความสำคัญและใส่ใจด้านนี้มากเป็นพิเศษ
๒. คนเกิดเดือน 2,3,4 กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุไฟ”
ลักษณะเป็นคนมีไฟในตัว ใจร้อน รูปกายตามธาตุผิวพรรณไม่ค่อยดีนัก ผมหงอกเร็ว ผมมักบาง ศีรษะเถิก หน้าผากกว้าง ผมและขนค่อนข้างนิ่ม หิวบ่อย ทานเก่ง กระดูกข้อใหญ่ แต่หลวม ใบหน้าเหลี่ยม มีพรพิเศษด้านธรรมะ
หาก คนธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุไฟมีความสมดุล จะเป็นคนมีเหตุผล คล่องแคล่ว ไม่เห็นแก่ตัว จิตใจมีเมตตา เป็นครูที่ดี โรแมนติก ชอบความสมบูรณ์แบบ ความสามารถรอบด้าน มีความกล้าหาญ ชอบการตัดสินใจ มั่นใจในตัวเองสูง อบอุ่น
แต่หากเมื่อใดธาตุเสียสมดุลแล้วละก็ จะกลายเป็นคนอ่อนไหว ขาดความมั่นใจ เข้าใจยาก ความอดทนต่ำ เครียด หงุดหงิด วู่วาม ขี้รำคาญ
วิธี การปรับธาตุโดยการกินอาหารให้สมดุล ควรเลือก รสขม จืด เย็น ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง แตงโม บัวบก ขี้เหล็ก และควรหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน น้ำสมุนไพรที่ดีต่อการบำรุงธาตุคือ น้ำใบบัวบก และน้ำมะระขี้นก
สิ่ง สำคัญคือ คนโบราณบอกว่า คนธาตุเจ้าเรือนนี้จะสุขภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “เลือดกำเดา” ซึ่งเป็นองค์ความร้อนในตัว ควบคุมไฟทั้งหมด
๓. คนเกิดเดือน 5,6,7 พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุลม”
คนธาตุเจ้าเรือนนี้เป็นคนอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ เหมือนลมเพลมพัดนั่นเอง รูปกายตามธาตุก็เป็นคนร่างโปร่ง ผมบาง ผิวหนังไม่ค่อยละเอียดนัก ดูอ่อนวัยเกินจริง ริมฝีปากอิ่ม ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ค่อยชัด ดวงตาพองโต สดใสแต่มีชีวิตชีวา ไม่สูงไม่เตี้ย ได้สัดส่วน ไม่หยุดนิ่ง ชอบความสะดวกสบาย
ลักษณะ นิสัยเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี มีเสน่ห์งดงาม เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สุขุมเยือกเย็นตามวิกฤต มีเสน่ห์ทางเพศ เข้าใจง่าย เรียนรู้ได้เร็ว แต่ก็ลืมเร็ว ปรับตัวง่าย มีความคิดสร้างสรรค์เป็นศิลปิน
แต่หากเมื่อใดก็ตามธาตุขาดสมดุล จะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยตรงต่อเวลา ขี้หึง โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง
อาหารตามธาตุเพื่อปรับสมดุลนั้น ได้แก่ อาหารรสเผ็ด และรสสุขุม ได้แก่ เตยหอม บัว ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา
โดย คนโบราณกล่าวไว้ว่า สุขภาพจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ โรคลมอาการเฉียบพลัน อารมณ์ที่ร้อนแรง ความวิตกกังวล อาการปวดหลัง การชัก การกระตุก
๔. คนเกิดเดือน 8,9,10 สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
ธาตุเจ้าเรืออยู่ใน “ธาตุน้ำ”
ลักษณะของธาตุนี้เป็นคนนิ่ง เยือกเย็น รูปกายตามธาตุเป็นคนรูปร่างและ อวัยวะสมบูรณ์สมส่วน ผิวพรรณใสเต่งตึง ตาเข้มหวาน ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำ ทำกิจกรรมเชื่องช้า ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงแปร่ง เจ้าชู้นิดๆ ช่างเจรจา องอาจ ทระนง
เมื่อ ธาตุเจ้าเรือนของเขาสมดุลก็จะมีความจำดี รสนิยมเลิศหรู เป็นนักวางแผนมือฉกาจ ใจกว้างมีเหตุผล และยุติธรรม มีหัวศิลปะ กระตือรือร้นเต็มเปี่ยม สู้ชีวิต
แต่หากเมื่อไหร่ธาตุไม่สมดุลก็ตรงกันข้าม จะเป็นคนเฉื่อยชา เกียจคร้าน ตัดสินใจช้า ไม่ค่อยเด็ดขาด อารมณ์เสียง่าย ใจอ่อน
ดัง นั้น อาหารสำหรับปรับสมดุลธาตุจึงเป็น อาหารรสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ ส่วนน้ำ สมุนไพรที่ช่วยบำรุงธาตุคือ น้ำมะนาว น้ำส้ม น้ำฝรั่ง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น ชะอม ฟักทอง ถั่ว กะทิต่างๆ
คน โบราณบอกว่า สุขภาพจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ การทำงานของต่อมต่างๆ ภายในร่างกาย การมีเสมหะมาก การปวด ท้องเกี่ยวกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร การขับถ่ายปัสสาวะ น้ำในมดลูก
แหล่งที่มาของข้อมูล
แพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ สถาบันการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยการแพทย์แบบองค์รวม สำนักงานปลัดกระทรวงสารธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
ตำรับอาหารไทยเพื่อสุขภาพของโภชนา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand

 

 
๑. คนเกิดเดือน 11,12,1 พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม
 
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุดิน”
กล่าวกันว่า คนธาตุนี้มีความหนักแน่นมั่นคง รูปร่างสูงใหญ่ กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมและคิ้วดกดำ หน้าผากกว้าง เสียงดังฟังชัด ใบหน้ากลมรี บุคลิกโดดเด่นสง่างาม
หาก สุขภาพร่างกายและจิตใจอยู่ในภาวะสมดุลก็จะมีความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมายในชีวิต เฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน จิตใจหนักแน่น มีมนุษยสัมพันธ์ดี กระตือรือร้น อดทนสูง เอื้อเฟื้อ มีเมตตา รักสงบ
แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายเสียสมดุล เขาจะเกิดความขัดแย้งในตัวเอง ลังเล ขี้ใจน้อย ดื้อรั้น โกรธเกี้ยว อารมณ์แรง
อาหาร ที่ควรรับประทานเพื่อปรับสมดุลธาตุ ก็คืออาหารที่มี รสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว เกลือ ฯลฯ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนโบราณบอกว่า คนธาตุนี้จะสุขภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “การขับถ่ายเป็นระบบ” ดังนั้น คุณต้องให้ความสำคัญและใส่ใจด้านนี้มากเป็นพิเศษ
 
๒. คนเกิดเดือน 2,3,4 กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน
 
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุไฟ”
ลักษณะเป็นคนมีไฟในตัว ใจร้อน รูปกายตามธาตุผิวพรรณไม่ค่อยดีนัก ผมหงอกเร็ว ผมมักบาง ศีรษะเถิก หน้าผากกว้าง ผมและขนค่อนข้างนิ่ม หิวบ่อย ทานเก่ง กระดูกข้อใหญ่ แต่หลวม ใบหน้าเหลี่ยม มีพรพิเศษด้านธรรมะ
หาก คนธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุไฟมีความสมดุล จะเป็นคนมีเหตุผล คล่องแคล่ว ไม่เห็นแก่ตัว จิตใจมีเมตตา เป็นครูที่ดี โรแมนติก ชอบความสมบูรณ์แบบ ความสามารถรอบด้าน มีความกล้าหาญ ชอบการตัดสินใจ มั่นใจในตัวเองสูง อบอุ่น
แต่หากเมื่อใดธาตุเสียสมดุลแล้วละก็ จะกลายเป็นคนอ่อนไหว ขาดความมั่นใจ เข้าใจยาก ความอดทนต่ำ เครียด หงุดหงิด วู่วาม ขี้รำคาญ
วิธี การปรับธาตุโดยการกินอาหารให้สมดุล ควรเลือก รสขม จืด เย็น ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง แตงโม บัวบก ขี้เหล็ก และควรหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน น้ำสมุนไพรที่ดีต่อการบำรุงธาตุคือ น้ำใบบัวบก และน้ำมะระขี้นก
สิ่ง สำคัญคือ คนโบราณบอกว่า คนธาตุเจ้าเรือนนี้จะสุขภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “เลือดกำเดา” ซึ่งเป็นองค์ความร้อนในตัว ควบคุมไฟทั้งหมด
 
๓. คนเกิดเดือน 5,6,7 พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม
 
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุลม”
คนธาตุเจ้าเรือนนี้เป็นคนอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ เหมือนลมเพลมพัดนั่นเอง รูปกายตามธาตุก็เป็นคนร่างโปร่ง ผมบาง ผิวหนังไม่ค่อยละเอียดนัก ดูอ่อนวัยเกินจริง ริมฝีปากอิ่ม ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ค่อยชัด ดวงตาพองโต สดใสแต่มีชีวิตชีวา ไม่สูงไม่เตี้ย ได้สัดส่วน ไม่หยุดนิ่ง ชอบความสะดวกสบาย
ลักษณะ นิสัยเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี มีเสน่ห์งดงาม เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สุขุมเยือกเย็นตามวิกฤต มีเสน่ห์ทางเพศ เข้าใจง่าย เรียนรู้ได้เร็ว แต่ก็ลืมเร็ว ปรับตัวง่าย มีความคิดสร้างสรรค์เป็นศิลปิน
แต่หากเมื่อใดก็ตามธาตุขาดสมดุล จะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยตรงต่อเวลา ขี้หึง โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง
อาหารตามธาตุเพื่อปรับสมดุลนั้น ได้แก่ อาหารรสเผ็ด และรสสุขุม ได้แก่ เตยหอม บัว ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา
โดย คนโบราณกล่าวไว้ว่า สุขภาพจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ โรคลมอาการเฉียบพลัน อารมณ์ที่ร้อนแรง ความวิตกกังวล อาการปวดหลัง การชัก การกระตุก
 
๔. คนเกิดเดือน 8,9,10 สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
 
ธาตุเจ้าเรืออยู่ใน “ธาตุน้ำ”
ลักษณะของธาตุนี้เป็นคนนิ่ง เยือกเย็น รูปกายตามธาตุเป็นคนรูปร่างและ อวัยวะสมบูรณ์สมส่วน ผิวพรรณใสเต่งตึง ตาเข้มหวาน ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำ ทำกิจกรรมเชื่องช้า ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงแปร่ง เจ้าชู้นิดๆ ช่างเจรจา องอาจ ทระนง
เมื่อ ธาตุเจ้าเรือนของเขาสมดุลก็จะมีความจำดี รสนิยมเลิศหรู เป็นนักวางแผนมือฉกาจ ใจกว้างมีเหตุผล และยุติธรรม มีหัวศิลปะ กระตือรือร้นเต็มเปี่ยม สู้ชีวิต
แต่หากเมื่อไหร่ธาตุไม่สมดุลก็ตรงกันข้าม จะเป็นคนเฉื่อยชา เกียจคร้าน ตัดสินใจช้า ไม่ค่อยเด็ดขาด อารมณ์เสียง่าย ใจอ่อน
ดัง นั้น อาหารสำหรับปรับสมดุลธาตุจึงเป็น อาหารรสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ ส่วนน้ำ สมุนไพรที่ช่วยบำรุงธาตุคือ น้ำมะนาว น้ำส้ม น้ำฝรั่ง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น ชะอม ฟักทอง ถั่ว กะทิต่างๆ
คน โบราณบอกว่า สุขภาพจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ การทำงานของต่อมต่างๆ ภายในร่างกาย การมีเสมหะมาก การปวด ท้องเกี่ยวกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร การขับถ่ายปัสสาวะ น้ำในมดลูก
 
แหล่งที่มาของข้อมูล
แพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ สถาบันการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยการแพทย์แบบองค์รวม สำนักงานปลัดกระทรวงสารธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
ตำรับอาหารไทยเพื่อสุขภาพของโภชนา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
 
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-17 21:20:11 IP : 58.9.36.18


ความเห็นที่ 33 (3420089)

 อารมณ์ขัน (Humor)

 
... มีคนเคยบอกว่ารองลงมาจากความรักแล้ว
อารมณ์ขันคืออารมณ์ที่ดีและมีคุณค่าที่สุดที่มนุษย์มี
เป็นสิ่งอภิสิทธิ์ เป็นรางวัลที่พระเจ้าได้เลือกมอบให้สำหรับมนุษย์เท่านั้น 
เพราะหมา แมว ลิง นก และสัตว์ต่างๆนั้น 
ไม่สามารถสร้างเสียงอันไพเราะงดงามเช่นเสียงหัวเราะได้ 
แค่ยิ้มอย่างเดียวยังทำไม่ได้เลย
จะมาบังอาจหัวเราะเช่นมนุษย์ได้อย่างไร..."
 
คนที่มีอารมณ์ดีหรือคนมีอารมณ์ขันนั้น ย่อมเป็นที่ชอบใจ
ไม่ว่าจะมิตรหรือศัตรูคู่ปรปักษ์ 
คนมีอารมณ์ขันส่วนมากจะเป็นคนเข้มแข็ง
อารมณ์ขันเป็นรางวัลที่มีค่า 
ได้มีการสำรวจจากผู้จัดการฝ่ายบริหารบุคคล 84 คน
อำนวยการ 1,000 คน จากบริษัทใหญ่ๆ ในอเมริกา 
พบว่า คนที่มีอารมณ์ขันจะทำงานได้ดีกว่าคนที่ขาดอารมณ์ขัน
เนื่องจากมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่คับแคบ มีความยืดหยุ่น
สามารถตัดสินใจและยอมรับความคิดใหม่ๆ ได้ดีกว่า 
ดังนั้น คนที่มีอารมณ์ขัน จะมีเสน่ห์จูงใจให้ถูกเลือก
เป็นผู้รับผิดชอบงานในตำแหน่งสูงๆ
 
อารมณ์ขันช่วยผลักดันความยุ่งยากให้หมดไป 
อารมณ์ขันสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่จู่โจมเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
เพราะทำให้ข้อมูลหรือคำพูดที่กล่าวออกไปมีความรุนแรงน้อยลง
 
อารมณ์ขันช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง
เราทราบกันมานานแล้วว่า เมื่อเกิดความเครียด 
ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนออกมาเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
ที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤต หัวใจจะเต้นแรงขึ้น
ปอดขยายเพื่อรับออกซิเจนได้มากขึ้น ร่างกายกระตุ้นพลังงาน
ไปที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ 
ซึ่งจากการศึกษาพบว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ
และนำไปสู่โรคต่างๆ ได้ง่าย
แต่การหัวเราะจะช่วยให้เกิดผลไปในทางตรงข้าม 
ช่วยเสริมให้คนมีพลังในการต่อต้านโรคได้ 
 
 
(เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.sahavicha.com/?name=article&file=readarticle&id=1432 , โลกสวยด้วยเสียงหัวเราะ 
จาก http://winterwaltz.exteen.com/20070523/entry )
http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=11918.0
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-17 21:23:05 IP : 58.9.36.18


ความเห็นที่ 34 (3420090)

 รูปภาพ : อารมณ์ขัน (Humor)
...	 มีคนเคยบอกว่ารองลงมาจากความรักแล้ว
อารมณ์ขันคืออารมณ์ที่ดีและมีคุณค่าที่สุดที่มนุษย์มี
เป็นสิ่งอภิสิทธิ์ เป็นรางวัลที่พระเจ้าได้เลือกมอบให้สำหรับมนุษย์เท่านั้น
เพราะหมา แมว ลิง นก และสัตว์ต่างๆนั้น
ไม่สามารถสร้างเสียงอันไพเราะงดงามเช่นเสียงหัวเราะได้
แค่ยิ้มอย่างเดียวยังทำไม่ได้เลย
จะมาบังอาจหัวเราะเช่นมนุษย์ได้อย่างไร..."
คนที่มีอารมณ์ดีหรือคนมีอารมณ์ขันนั้น ย่อมเป็นที่ชอบใจ
ไม่ว่าจะมิตรหรือศัตรูคู่ปรปักษ์
คนมีอารมณ์ขันส่วนมากจะเป็นคนเข้มแข็ง
อารมณ์ขันเป็นรางวัลที่มีค่า
ได้มีการสำรวจจากผู้จัดการฝ่ายบริหารบุคคล 84 คน
อำนวยการ 1,000 คน จากบริษัทใหญ่ๆ ในอเมริกา
พบว่า คนที่มีอารมณ์ขันจะทำงานได้ดีกว่าคนที่ขาดอารมณ์ขัน
เนื่องจากมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่คับแคบ มีความยืดหยุ่น
สามารถตัดสินใจและยอมรับความคิดใหม่ๆ ได้ดีกว่า
ดังนั้น คนที่มีอารมณ์ขัน จะมีเสน่ห์จูงใจให้ถูกเลือก
เป็นผู้รับผิดชอบงานในตำแหน่งสูงๆ
อารมณ์ขันช่วยผลักดันความยุ่งยากให้หมดไป
อารมณ์ขันสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่จู่โจมเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
เพราะทำให้ข้อมูลหรือคำพูดที่กล่าวออกไปมีความรุนแรงน้อยลง
อารมณ์ขันช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง
เราทราบกันมานานแล้วว่า เมื่อเกิดความเครียด
ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนออกมาเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
ที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤต หัวใจจะเต้นแรงขึ้น
ปอดขยายเพื่อรับออกซิเจนได้มากขึ้น ร่างกายกระตุ้นพลังงาน
ไปที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
ซึ่งจากการศึกษาพบว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ
และนำไปสู่โรคต่างๆ ได้ง่าย
แต่การหัวเราะจะช่วยให้เกิดผลไปในทางตรงข้าม
ช่วยเสริมให้คนมีพลังในการต่อต้านโรคได้
(เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.sahavicha.com/?name=article&file=readarticle&id=1432 , โลกสวยด้วยเสียงหัวเราะ
จาก http://winterwaltz.exteen.com/20070523/entry )
http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=11918.0
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-17 21:23:25 IP : 58.9.36.18


ความเห็นที่ 35 (3420554)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-19 23:15:36 IP : 171.97.81.124


ความเห็นที่ 36 (3421024)

 รู้ได้อย่างไรว่าจะต้องประคบร้อนหรือเย็น

 

รูปภาพ : รู้ได้อย่างไรว่าจะต้องประคบร้อนหรือเย็น
การประคบร้อนหรือเย็น เป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่างๆของร่างกาย
การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวดแบบเป็นๆหายๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้
ประคบเย็น เมื่อ...
หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บ ควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24-48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20-30 นาที วันละ 2-3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศีรษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือ ปวดบวมบริเวณอื่นๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ๆ
อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูปหรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขา หรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15-20 นาที
ประคบร้อน เมื่อ...
การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่อการอักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน
วิธีการใช้ถุงประคบร้อนเย็น (Cold-Hot Pack)
สำหรับประคบเย็น
- แบบเย็นมาก : นำถุงเจลแช่ในช่องแข็งของตู้เย็นเป็นเวลา 2 ชั่วโมง
- แบบเย็นปานกลาง : นำถุงเจลแช่งในน้ำแข็งเป็นเวลา 20 นาที
- แบบเย็นน้อย : นำถุงเจลแช่ในช่องธรรมดาของตู้เย็นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง
สำหรับประคบร้อน
- แบบร้อนมาก : นำถุงเจลแช่ในน้ำที่ต้มเดือดแล้ว (ห้ามต้มพร้อมกับน้ำ) เป็นเวลา 1-5 นาที
- แบบร้อนปานกลาง : นำถุงเจลแช่ในน้ำร้อน 7 นาที
หมายเหตุ
ควรมีถุงประคบร้อนเย็นอย่างน้อย 2 ชิ้น เพื่อใช้ทดแทนกันเมื่อความร้อนหรือความเย็นหมดไปขณะทำการปฐมพยาบาล ถ้าอุณหภูมิของเจลร้อนหรือเย็นเกินไป อาจใช้ถุงผ้าหรือผ้าพันรอบถุงเจลก่อนนำไปสัมผัสกับผิวหนัง
การใช้กระเป๋าน้ำร้อน
1. เติมน้ำร้อนลงไปในกระเป๋าน้ำร้อน ประมาณ 2/3 ของกระเป๋า ไล่อากาศที่อยู่บริเวณส่วนบนออกให้หมดเพื่อให้กระเป๋าสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปตามอวัยวะของร่างกายได้สะดวก การไล่อากาศสามารถทำได้โดยวางกระเป๋าราบลงกับพื้น ใช้มือจับปากกระเป๋าและค่อยๆลดระดับลงจนกระทั่งน้ำอยู่บริเวณคอกระเป๋า ปิดจุกให้แน่น
2. ทดสอบว่าน้ำร้อนไม่ซึมออกมาโดยคว่ำปากกระเป๋าลง
3. หุ้มกระเป๋าด้วยปลอก หรือปลอกหมอน หรือผ้าเช็ดตัว ไม่วางกระเป๋าน้ำร้อนบนผิวหนังโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆได้
4. ระยะเวลาที่เหมาะสมในการวางกระเป๋าน้ำร้อน คือ ประมาณ 20-30 นาที
5. ไม่ควรนอนทับกระเป๋าน้ำร้อน
6. เมื่อเลิกใช้แล้ว เทน้ำออกให้หมด ล้างให้สะอาด แขวนกระเป๋าน้ำร้อนโดยคว่ำปากกระเป๋าลง เมื่อแห้งแล้วทำให้กระเป๋าพองลม ปิดจุกเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
ขอบคุณข้อมูล : มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา

 

 
การประคบร้อนหรือเย็น เป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่างๆของร่างกาย
 
การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวดแบบเป็นๆหายๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้
 
ประคบเย็น เมื่อ...
 
หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บ ควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24-48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20-30 นาที วันละ 2-3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศีรษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือ ปวดบวมบริเวณอื่นๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ๆ
 
อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูปหรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขา หรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15-20 นาที
 
ประคบร้อน เมื่อ...
 
การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่อการอักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน
 
วิธีการใช้ถุงประคบร้อนเย็น (Cold-Hot Pack)
 
สำหรับประคบเย็น
- แบบเย็นมาก : นำถุงเจลแช่ในช่องแข็งของตู้เย็นเป็นเวลา 2 ชั่วโมง
- แบบเย็นปานกลาง : นำถุงเจลแช่งในน้ำแข็งเป็นเวลา 20 นาที
- แบบเย็นน้อย : นำถุงเจลแช่ในช่องธรรมดาของตู้เย็นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง
 
สำหรับประคบร้อน
- แบบร้อนมาก : นำถุงเจลแช่ในน้ำที่ต้มเดือดแล้ว (ห้ามต้มพร้อมกับน้ำ) เป็นเวลา 1-5 นาที
- แบบร้อนปานกลาง : นำถุงเจลแช่ในน้ำร้อน 7 นาที
 
หมายเหตุ
ควรมีถุงประคบร้อนเย็นอย่างน้อย 2 ชิ้น เพื่อใช้ทดแทนกันเมื่อความร้อนหรือความเย็นหมดไปขณะทำการปฐมพยาบาล ถ้าอุณหภูมิของเจลร้อนหรือเย็นเกินไป อาจใช้ถุงผ้าหรือผ้าพันรอบถุงเจลก่อนนำไปสัมผัสกับผิวหนัง
 
การใช้กระเป๋าน้ำร้อน
 
1. เติมน้ำร้อนลงไปในกระเป๋าน้ำร้อน ประมาณ 2/3 ของกระเป๋า ไล่อากาศที่อยู่บริเวณส่วนบนออกให้หมดเพื่อให้กระเป๋าสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปตามอวัยวะของร่างกายได้สะดวก การไล่อากาศสามารถทำได้โดยวางกระเป๋าราบลงกับพื้น ใช้มือจับปากกระเป๋าและค่อยๆลดระดับลงจนกระทั่งน้ำอยู่บริเวณคอกระเป๋า ปิดจุกให้แน่น
 
2. ทดสอบว่าน้ำร้อนไม่ซึมออกมาโดยคว่ำปากกระเป๋าลง
 
3. หุ้มกระเป๋าด้วยปลอก หรือปลอกหมอน หรือผ้าเช็ดตัว ไม่วางกระเป๋าน้ำร้อนบนผิวหนังโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆได้
 
4. ระยะเวลาที่เหมาะสมในการวางกระเป๋าน้ำร้อน คือ ประมาณ 20-30 นาที
 
5. ไม่ควรนอนทับกระเป๋าน้ำร้อน
 
6. เมื่อเลิกใช้แล้ว เทน้ำออกให้หมด ล้างให้สะอาด แขวนกระเป๋าน้ำร้อนโดยคว่ำปากกระเป๋าลง เมื่อแห้งแล้วทำให้กระเป๋าพองลม ปิดจุกเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย 
 
ขอบคุณข้อมูล : มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-22 23:26:17 IP : 171.97.83.205


ความเห็นที่ 37 (3421259)

 ๑๕ ทางเลือก.....สำหรับ คนที่ท้องผูกขั้นเทพ

 

 

 
สำหรับใครที่โชคดี ระบบขับถ่ายดีเลิศ ก็ไม่ต้องอ่านนะคะ ข้ามไปเลย แต่...ถ้าใครมีปัญหาท้องผูกอยู่แนะนำลองให้อ่านดูคะ มันอาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย นะคะ 
 
 
๑. ฟิตเน่ ยาชงสมุนไพร ทำมาจากส้มแขก ชงกินก่อนนอนวันละซอง พอสัก ตี 3-4จะเริ่มปวดท้องและ ไม่รู้ทำไมต้องกวนเวลานอนช้านน ด้วย ตัวนี้เวลาที่ถ่าย จะรู้สึกมวนท้องก่อนค่อนข้างทรมานมาก กว่าจะถ่ายออก นั่งนานใช้ได้เลย เสียเวลานอนมาก
 
๒. น้ำลูกพรุน ซื้อเอาร้านข้างนอกในตลาดนะซื้อในห้างแพงมาก อันนี้ค่อนข้างหวานกินแล้วได้น้ำตาลมาด้วย แต่ทำให้ชั้นถ่ายออกได้ ก็ยอม กินมันทุกวันอ่ะ วันละค่อนแก้ว ไม่ต้องเยอะมากสำหรับเราต้องกินพอดีสัดส่วนของมัน เคยกินน้อย ไป หรือ เยอะไป มันไม่ถ่ายนะต้องกินแต่พอดี แต่ตอนนี้ มันดื้อไปอีกแล้ว หาตัวใหม่ต่อ
 
๓. ยาถ่ายแบบสมุนไพร senokot อันนี้คือไปถามเภสัช เลยว่า อยากได้ยาถ่ายแบบสมุนไพรเค้าก็เลยแนะนำอันนี้มา ค่อนข้างปลอดภัยกว่าอันบน เค้าว่างั้นนะกินก่อนนอนเหมือนกัน ไม่มวนท้อง ไม่ต้องนั่งนาน ตัวนี้เรากินจนดื้อยาแล้วแหละเพราะกินแล้วมันไม่ถ่ายแล้วอ่ะ
 
๔. สูตรดีท๊อกซ์ จากอินเตอร์เน็ต ที่บอกว่าโยเกริ์ต + มะนาว+ น้ำผึ้ง ลองแล้วจ้าไม่ขรี้จ้า
 
๕. น้ำมะขามเปียก อันนี้ลองต้มกินเอง เอามะขามเปียก ที่ซื้อมาทำแกงส้มนั่นแหละ เอามาต้มน้ำ ใส่น้ำตาล ตามต้องการ แล้วกรองเอาแต่น้ำ แล้วกิน กินได้ทั้งวันจ้า ไม่เป็นอันตราย เปรี้ยว หวานรสชาติดีอย่างแรง พูดจริงนะ ไม่ได้ประชด รสเปรี้ยวของมันนี้แหละที่ทำให้ชั้นรู้สึกปวดท้องอยากถ่ายมาก แต่ตอนนี้ขี้เกียจต้มแล้วหัน ไปซื้อแบบสำเร็จรูป ที่เป็นขวด ๆ ตามห้างทั่วไป แต่ว่าก็สู้แบบต้มเองไม่ได้อ่ะอร่อยกว่า จำกัดความหวานได้เองด้วย แถมที่เค้าอ่ะ แพงนะ ต้มเองถูกกว่าเยอะ ต้มเสร็จก็นำกากมะขามที่เหลือ มาขัดผิวได้อีก เห็นมั้ย ได้ 2 เด้งเลย คุ้ม ฝุด ๆ
 
๖. ทานน้ำเปล่าเยอะ ๆ อันนี้ก็ช่วยได้นะ แต่ต้องเยอะจริงๆ เพราะร่างกายแต่ละคนบอกไม่ได้หรอกว่า ต้อง 8 แก้ว 10 แก้วถึงจะพอดีกับความต้องการเราจริง ๆ ต้องทาน เป็นลิตรจ้า แต่ทานเยอะอ่ะดีนะเราเคยลองทานตอนตี 4 ตี 5 เห็นผลดีมากแป๊บเดียวต้องวิ่งเข้าห้องน้ำเลย แต่ตอนนี้นะหรอ ขี้เกีขจตื่นเช้าอ่ะ
 
๗. สับปะรด เราจะกินตอนเช้าหลังทานอาหารแล้วก้ไปซื้อเอาข้างทาง ถุงละ 15 บาท นั้นแหละ เข้าใจว่ามันมีใยอาหารค่อนข้างมากช่วงนั้นเราซื้อกินทุกเช้าเลย จนตอนนี้ ดื้อผลไม้ตัวนี้ไปแล้วกินแล้วไม่ยอมถ่ายออกมา เลยต้องหันไปพึ่งตัวอื่นแทน
 
๘. น้ำเต้าหู้ กินหลังหลังอาหารอีกเช่นกันอยากกินสายมากนะ ต้องมีจังหวะในการกินด้วยงงมั้ย
 
๙. น้ำส้มคั้น ที่เค้าคั้นกันข้างทางนั่นแหละขวดละ 20 บาท แต่ถ้าคั้นเองได้ก็ดี นะ สะอาดกว่าอยู่แล้วแหละ กินตอนเช้าหลังอาหารนะสำหรับเรา ช่วยได้จริง
 
๑๐. เจเล่บิวตี้ไฟเบอร์ ทานวันละถุง อร่อยดีเหมือนกัน มันมีตัวช่วยคือไฟเบอร์นี้เอง
 
๑๑. สวนทวาร ช่วงไหนที่ปวดท้องอยากถ่ายแต่นั่งยังไงก็ไม่ออก เบ่งจนเลือดออกก็ไม่ยอมออกมา เพราะหัวมันแข็ง และแห้งมาก ตัวนี้จะช่วยทำให้หัวมันนิ่มลงได้และหลุดออกได้ง่ายขึ้น มันช่วยคุณได้จริงๆ นะเออ
 
๑๒. Vistra DT Daily Fiber 7000 7000mg. มันจะเป็นผง ๆ ชงกินกับน้ำรู้ตัวว่าไม่ค่อยได้ไฟเบอร์ เลยไปซื้อมาลองกิน เล่น ๆ กินแป๊บเดียวเท่านั้น รีบเข้าห้องน้ำเลยจ้าดีนะ ไม่ปวดท้องมวนด้วย ถ่ายสบาย
 
๑๓. นมเปรี้ยว , โยเกริ์ต ยี้ห้ออะไรก้ได้ กินตอนเช้าหลังอาหาร ทำอย่างนี้อยู่ช่วงหนึ่ง ถ่ายทุกวันแต่ตอนนี้สงสัยดื้อมันอีกแล้วอ่ะ
 
๑๔. มะละกอ กล้วยน้ำว้า อันนี้ก็ช่วยระบบขับถ่ายเหมือนกันแต่ไม่ได้ทุกวัน
 
16. ยาน้ำระดมพล เป็นอะไรที่แบบว่า ช่วยได้มากปัจจุบันยังทานอยู่ แต่จะทานวันเสาร์ อาทิตย์ ไม่ใช่อะไรไม่อยากแบกไปกินที่ทำงานขวดมันเหมือนเหล้าขาว เดี่ยวหาว่าเป็นลำยอง อิอิ แต่ดีจริงนะเออ ต้องลอง
 
๑๕. เม็ดแมงลัก เรากินสลับกับยาน้ำระดมพล คือจะกินวันปกติ คือวันทำงานทุกวันกินมันทั้งวัน วิธีกินของเรา ก็ผสมกับน้ำเปล่านี้แหละตอนแรกก็สงสัยเหมือนกันว่าจะกินได้หรือเปล่าต้องกินกับน้ำหวานเท่านั้นมั้ย แต่ทานได้ดีกว่าน้ำหวานด้วยนะจ๊ะ 1-2ช้อนชา ผสมกับน้ำเปล่าเสร็จ รอให้มันเริ่มพองตัวก่อน แล้วค่อยทาน แล้วเติมน้ำเรื่อย ๆกินมันทั้งวัน มันช่วยเรื่องลดน้ำหนักด้วยนะเพราะจะช่วยให้อยู่ท้องได้นาน ดีกว่ากินขนมบนโต๊ะทำงานนะตัวเธอร์
 
แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ ดูแลเรื่องอาหารการกินนั่นเอง รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำมากๆ ไม่เครียด หรือดื่มน้ำสมุนไพรที่ช่วยระบายท้อง แค่นี้ก็สามารถดูแลสุขภาพด้วยตัวเองได้แล้วค่ะเพื่อนๆ
 
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=senseya&date=25-04-2013&group=3&gblog=2
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-24 20:42:17 IP : 171.97.67.23


ความเห็นที่ 38 (3421461)

 >>> วิธีการรักษาและบรรเทาอาการส้นเท้าแตก <<<

 

 

 
* เท้าแตกเกิดจากการใส่รองเท้าเปิด ส้นนานๆ ด้วย เช่น รองเท้าแตะคีบ รองเท้าฟองน้ำ รองเท้าสาน ดังนั้นหันมาใส่รองเท้าหุ้มส้น โดยเลือกรองเท้าที่บุพื้นภายในที่นุ่ม สวมใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าลำลองใส่ในบ้านบ้าง
 
* แช่เท้าในน้ำสบู่ 10-15 ให้ผิวที่แห้ง แตก หยาบกร้านนิ่มลง แล้วใช้หินขัดถูส้นเท้าสัปดาห์ละครั้ง 
 
* หลังอาบน้ำใช้ครีมนวดทาส้นเท้าให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวจนผิวชุ่มชื้น 
 
* รักษาส้นเท้าแตก ด้วยสูตรธรรมชาติมากมายหลายสูตร เช่น... 
 
o ทาด้วยน้ำมะนาวผสมดินสอพองหรือ ยางมะละกอ หรือถูด้วยสารส้มกับน้ำชุบสำลี หรือทายางต้นรัก หรือถูด้วยเปลือกกล้วยหอมก็ได้
 
o แช่เท้าในน้ำสบู่ แล้วใช้วาสลีน 1 ช้อนชาผสมน้ำมะนาว 1 ลูกถูส้นเท้า หรือบดสตรอเบอร์รี่ เติมน้ำมันมะกอกกับเกลือ นวดส้นเท้า หรือผ่าส้มเป็นแว่น 2 ผล น้ำมันพืช 1 ถ้วย เกลือทะเล 1 ถ้วย นำน้ำมันพืชผสมกับเกลือ จุ่มส้มลงไป แล้วนำมาขัดส้นเท้า 
 
o ต้มนมเติมน้ำมะนาวกับ กลีเซอรีน พอเย็นใช้ทาส้นเท้าก่อนนอน ใส่ถุงเท้าฝ้ายทับเพื่อลดอาการแตก จะบดกล้วยหอมสุกหรือหัวหอมใหญ่ให้ละเอียดก็ได้ แล้วทาส้นเท้าแตก ใช้ผ้าพัน ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างน้ำออก
 
วิธีการรักษาและบรรเทาอาการส้นเท้าแตก
 
* ทาโลชั่นหรือน้ำมันเพื่อเพิ่มความ ชุ่มชื้นให้กับส้นเท้า โดยหลังจากที่ทาเสร็จแล้วให้สวมถุงเท้าหนาๆทันทีเพื่อเก็บกักความชุ่มชื้น ไว้ให้ได้มากที่สุด โดยให้ทาโลชั่นก่อนนอนและสวมถุงเท้าไว้ข้ามคทนเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทำเช่นนี้จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน
 
* นำเปลือกกล้วยมาถูบริเวณที่ส้นเท้าแตก แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที สารอาหารในเปลือกกล้วยจะช่วยสมานส้นเท้าที่แตกได้เปป็นอย่างดี
 
* แช่เท้าในน้ำมะนาว โดยควรแช่ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ลองทำตามขั้นตอนนี้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง คุณจะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
 
* ทำ ความสะอาดและบำรุงเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เมื่อกลับมาถึงบ้านให้แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมสบู่ประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วให้เช็ดเท้าพอหมาด จากนั้นลองทาครีมสูตรพิเศษที่เราผสมขึ้นมาเอง โดยนำวาสลีนผสมกับน้ำมะนาวหนึ่งลูก ผสมให้เข้ากันแล้วชะโลมลงบนส้นเท้าที่แตก
 
* เพิ่มความอ่อนนุ่มให้กับเท้าด้วยกลีเซอรีนและน้ำกุหลาบ จะเห็นผลชัดเจนเมื่อทำเป็นประจำ
 
* แว็กซ์เท้าด้วยพาราฟิน ผสมพาราฟินกับน้ำมันเมล็ดมัสตาร์ด แล้วทาตรงส่วนที่มีรอยแตก ทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วล้างออกในตอนเช้า ทำต่อเนื่องประมาณ 10-15 วัน จะเห็นผลที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
 
แถมท้ายด้วยวิธีการ ตัดเล็บ ให้ถูกวิธี
 
1. เริ่ม ตัดเล็บตามแนวนอนก่อน จากทางด้านซ้ายหรือด้านขวาเข้ามากลางเล็บให้บรรจบกันตรงกลาง อย่าใช้วิธีการตัดเพียงครึ่งเดียวแล้วใช้มือดึงเล็บที่ติดอยู่ออกเอง ซึ่งเมื่อตัดตามนี้แล้ว เล็บจะเป็นปลายแหลมช่วงกลางเล็บพอดี
 
2. ตะไบเล็บให้เรียบเสมอกัน
 
3. ทำความสะอาดเศษเล็บและผงฝุ่น ออก และล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด
 
4. ทาโลชั่นหรือน้ำมันสำหรับนวดเล็บ บริเวณจมูกเล็บเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
 
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=29aed26304b9eecc
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-25 20:43:56 IP : 171.97.81.49


ความเห็นที่ 39 (3421643)

 ประโยชน์ของท่าเตรียมสุริยนมัสการ หรือ ท่าไหว้พระอาทิตย์

 
ท่าสุริยนมัสการ หรือ ท่าไหว้พระอาทิตย์ เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายที่สัมพันธ์กับลมหายใจ ท่านี้จะมีหลายจังหวะในการเคลื่อนไหว แต่แต่ละจังหวะของทางจะมีความสัมพันธ์กันอย่างลงตัว
 
 
 
 
 
 
 
ท่าที่ 1 : พนมมือที่หน้าอก 
 
ท่าที่ 2 : เริ่มยกมือที่พนมขึ้นเหนือศรีษะพร้อมเอนตัวและมือไปทางด้านหลัง พร้อมหายใจเข้าลึก หยุดลมหายใจ
 
ท่าที่ 3 : ค่อยเอนตัวและมือกลับมา ก้มลงเอามือแตะพื้น ขาและเข่าตึงไม่ง้อ ถ้าสามารถกดศรีษะติดเข่าได้ กดให้ติดเลยนะคะ ค่อยหายใจออกยาว ๆ
 
ท่าที่ 4 : ก้าวขาขวา หรือ ขาซ้ายแล้วแต่ถนัดออกไปทางด้านหลังสุด ง้อเข่าด้านหน้าที่เหลือ เหงยหน้าไปด้านหลัง หายใจเข้าลึก
 
ท่าที่ 5 : ก้าวเท้าข้างที่เหลือไปประกบเท้าอีกข้าง ยกแขนทั้งสองข้างตึง ก้มหน้าเล็กน้อยหายใจออกยาว
 
ท่าที่ 6 : ง้อแขน วางไหล่ หายใจเข้าลึก วางหน้าอก วางคาง ง้อเข่า หายใจออกยาว 
( ท่านี้ทำ 2 จังหวะ ระวังช่วงวางแขนครั่งแรก ถ้าแขนยังไม่แข็งแรงพออาจจะทำให้บาดเจ็บได้คะ )
 
ท่าที่ 7 : ดันแขนทั้งสองข้างขึ้นให้ตึง ปลายเท้าราบ เหงยหน้าไปทางด้านหลัง หายใจเข้าลึก
 
ท่าที่ 8 : ยกแขนทั้งสอง ดันลำตัวขึ้น ราบมือหัวไหล่ ปลายเท้าติดพื้น พร้อมกดหน้าให้ติดพื้น ถ้าไม่ติดไม่เป็นไร หายใจออกยาว
 
ท่าที่ 9 : ดึงเท้าด้านที่ถนัดกับมาที่ระหว่างมือ ทำเหมือนท่าที่ 4 หายใจเข้าลึก
 
ท่าที่ 10 : ดึงเท้าอีกข้างเข้ามาประกบ พร้อมลุกขึ้น ขาตึง เข่าตึง แต่หน้ายังก้ม ติดเข่า ถ้าไม่ติดไม่เป็นไร มือราบแตะพื้นได้ให้แตะพื้นไว้ ไม่ถึงไม่เป็นไรคะ หายใจออกยาว
 
ท่าที่ 11 : ยกมือกลับมาพนม แล้วขึ้นที่ที่ 2 เริ่มใหม่ไปเรื่อย ๆ 
 
ทำท่าสุริยนมัสการอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 15 นาที ค่อย ๆ ปรับความเร็วเมื่อเรารู้สึกว่าหายใจได้สัมพันธ์กับท่าแล้ว
 
หมายเหตุ : คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดัน ไม่ควรกลั้นหายใจ ให้หายใจตามปกติ ท่าที่ก้มหน้านาน ๆ ไม่ควรหลับตา อาจทำให้หน้ามืดได้ ฝึกครั้งแรก หรือ ฝึกด้วยตัวเองไม่ควรหักโหมนะคะ
 
Be Healthy Online
สนับสนุนคนไทยไร้พุง เพื่อสุขภาพและความเป็นอยุ่ที่ดี
http://www.thaiwellnessonline.com/behealthy
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=namestey
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-26 17:46:09 IP : 171.97.81.49


ความเห็นที่ 40 (3421644)

 10 อันดับอาหารที่มีโปแทสเซียมสูง กับประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพ

 
 
 
 
 
โปแทสเซียมเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นปกติ เช่น ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โปแทสเซียมช่วยควบคุมสมดุลของอิเล็กโตรไลต์และสมดุลของกรด-เบสในร่างกาย ป้องกันภาวะกรดเกิน (hyperacidity) และยังช่วยควบคุมความดันโลหิตที่สูงและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย
 
มีรายงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่าในกลุ่มประชากรที่ได้รับโปแทสเซียมจากอาหารในปริมาณที่สูงมีค่าเฉลี่ยของความดันโลหิตและอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงต่ำกว่ากลุ่มประชากรที่ได้รับโปแทสเซียมจากอาหารในปริมาณที่น้อย และยังพบว่าการได้รับโปแทสเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ มีผลช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรังชนิดอื่น ๆ โดยในงานวิจัยของ Ascherio และคณะ ได้รายงานว่าสามารถลดความเสี่ยงของภาวะการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง (Stroke) ได้ถึง 30% 
 
ในคนปกติที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป ควรได้รับโปแทสเซียมในปริมาณ 4.7 กรัมต่อวัน (ข้อมูลจาก Food and Nutrition Board, Institute of Medicine) ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังได้รับปริมาณโปแทสเซียมต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำ ซึ่งการที่จะทำให้ได้รับโปแทสเซียมอย่างเพียงพอในแต่ละวันนั้นทำได้ไม่ยาก เพราะโปแทสเซียมมีอยู่มากในอาหารหลากหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมัน ถั่วต่าง ๆ และธัญพืช เรามาพิจารณากันดีกว่าว่าอาหาร 10 อันดับที่มีปริมาณโปแทสเซียมสูงมีอะไรบ้าง 
 
อันดับ ชนิดอาหาร ขนาดบริโภค ปริมาณโปแทสเซียม 
 
1 ผงโกโก้ 100 กรัม 1.5 กรัม 
2 ลูกพรุน (อบแห้ง) 100 กรัม 1.1 กรัม 
3 ลูกเกด 100 กรัม 892 มิลลิกรัม 
4 เมล็ดทานตะวัน 100 กรัม 850 มิลลิกรัม 
5 อินทผาลัม 100 กรัม 696 มิลลิกรัม 
6 ปลาแซลมอน 100 กรัม 628 มิลลิกรัม 
7 ผักโขม 100 กรัม 558 มิลลิกรัม 
8 เห็ด 100 กรัม 484 มิลลิกรัม 
9 กล้วย 100 กรัม 358 มิลลิกรัม 
10 ส้ม 100 กรัม 181 มิลลิกรัม 
 
จะเห็นได้ว่าเราสามารถเลือกรับประทานอาหารได้หลากชนิดเพื่อให้ได้รับโปแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน แต่ทั้งนี้ เราควรบริโภคอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำตาล ไขมัน คอเลสเตอรอล ฯลฯ ที่มีอยู่ในอาหารด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ และเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง 
 
แม้ว่าการที่ร่างกายเราได้รับโปแทสเซียมอย่างเพียงพอจะเป็นประโยชน์หลายอย่างต่อสุขภาพ แต่ยังมีข้อควรระวังในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ มีความบกพร่องในการขจัดโปแทสเซียมออกจากร่างกาย เช่น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง เบาหวานและภาวะหัวใจล้มเหลว ควรได้รับโปแทสเซียมน้อยกว่า 4.7 กรัมต่อวัน (ปริมาณเท่าใดที่จะเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนนั้น ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแล) เพื่อป้องกันภาวะการมีโปแทสเซียมที่มากเกินไป (hyperkalemia) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ 
 
ภญ.ปัทมพรรณ โลมะรัตน์
ภาควิชาอาหารเคมี 
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=84
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-26 17:47:38 IP : 171.97.81.49


ความเห็นที่ 41 (3421652)

 ผู้ชายวัยทอง

เขาเรียกวัยนี้ว่า PADAM
 
ผู้หญิงวัยทอง เรียกง่ายๆ ว่า Menopause ซึ่งหมายถึงการหมดประจำเดือน 
แต่ผู้ชายวัยทอง จะให้เรียกว่า Male Menopause ซึ่งหมายถึงผู้ชายวัยหมดประจำเดือน ก็คงจะไม่ได้ เพราะผู้ชายไม่มีประจำเดือนเหมือนผู้หญิง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในร่างกายเป็นรอบๆ ทุกเดือนเหมือนผู้หญิง 
มีผู้แนะนำให้ใช้คำว่า Andropause ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกเช่นเดียวกับ Menopause คือ andro หมายถึง ผู้ชาย และ pause คือ หยุด รวมแล้วก็คือ การหยุดความเป็นชาย แต่ในความเป็นจริง ผู้ชายวัยทอง อัณฑะไม่ได้หยุดสร้างฮอร์โมนเพศชาย เพียงแต่สร้างในปริมาณน้อยลง คำว่า Andropause จึงไม่เป็นที่ยอมรับ
ต่อมามีผู้เสนอให้ใช้คำใหม่ว่า Andropenia คำว่า penia หมายถึง การน้อยลง ลดลง Andropenia ก็คือการที่ความเป็นชายน้อยลง แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะคุณผู้ชายส่วนใหญ่คงทำใจไม่ได้ว่าทำไมความเป็นชายของฉันถึงได้น้อยลง 
นอกจากนี้ยังมีแพทย์ในกลุ่มแพทย์ทางเลือกหรือแพทย์แผนธรรมชาติ ที่เสนอให้ใช้คำว่า Prostatopause ซึ่งมาจากรากศัพท์ Prostate คือ ต่อมลูกหมาก รวมแล้วหมายความว่า การที่ต่อมลูกหมากหยุดทำงาน ซึ่งก็ไม่เป็นที่ยอมรับอีกเช่นกัน 
นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านความเป็นชาย ที่เรียกกันว่า Andrologist ยอมให้ใช้คำเรียกผู้ชายวัยทองว่า PADAM 
PADAM ย่อมาจากคำว่า Partial Androgen Deficiency of the Aging Male ซึ่งหมายถึง ภาวะที่มีการขาดฮอร์โมนเพศชายไปบางส่วนในผู้ชายสูงอายุ ฟังดูแล้ว น่าจะพอรับความจริงกันได้
ปัจจัยที่ทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงเร็วกว่าปกติ
 
นอกจากอายุซึ่งเป็นปัจจัยทางธรรมชาติที่ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายลดลงแล้ว ปัจจุบันยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้ผู้ชายเข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ นั่นคือ
1. เรื่องของกรรมพันธุ์
2. การทำงานหนัก และพักผ่อนน้อย
3. มีความเครียดตลอดเวลา
4. ความอ้วน
5. การขาดสารอาหารบางชนิด (เช่น แร่ธาตุสังกะสี เบต้าแคโรทีน)
6. การดื่มเหล้า สูบบุหรี่
7. มีโรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไตวาย ฯลฯ)
8. การกินยาบางชนิด (เช่น ยารักษาไทรอยด์)
9. การออกกำลังกายที่มากเกินไป เป็นต้น
สรุปได้ว่า อะไรก็ตามที่ทำให้ร่างกายเสื่อมถอยเร็ว จะทำให้มีการหมดฮอร์โมนเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน
 
การเปลี่ยนแปลงของชายวัยทอง 
เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 ปี การผลิตฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนจากอัณฑะจะลดลงเรื่อยๆ 
แม้ว่าฮอร์โมนเพศชายโดยรวมจะไม่ลดลงมากนัก แต่ส่วนใหญ่จะโดนจับโดยโปรตีนชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า Sex Hormone Binding Globulin โปรตีนชนิดนี้จะไปจับกับฮอร์โมนเพศ ทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่เป็นอิสระและสามารถจะออกฤทธิ์ได้นั้นลดลงตามอายุที่มากขึ้น 
หลังจากอายุ 40 ปีแล้ว ทุกๆ 1 ปีที่อายุมากขึ้น ฮอร์โมนเพศชายที่สามารถออกฤทธิ์ได้จะลดลง 1% ทุกปี และเมื่อฮอร์โมนเพศชายลดลงจนถึงระดับหนึ่งจากระดับสูงสุด ซึ่งแต่ละคนจะมีระดับฮอร์โมนเพศไม่เท่ากัน เมื่อลดลงไปประมาณ 20% ของค่าดั้งเดิม จะทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่แสดงออกถึงภาวะการพร่องฮอร์โมนเพศชาย เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าผู้ชายจะไม่ขาดฮอร์โมนเพศไปเลยเหมือนผู้หญิง แต่ฮอร์โมนเพศชายจะค่อยๆ ลดลงไปบางส่วน โดยอาการที่แสดงออกก็จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป 
อาการที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ชายเริ่มขาดฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนนั้น จะแสดงออกทั้งทางร่างกายและจิตใจ คล้ายกับอาการที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยทอง
 
ผลทางด้านร่างกาย
อวัยวะต่างๆ ที่ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนเพศชายจะเริ่มทำงานลดลง โดยเฉพาะระบบสืบพันธุ์ จะมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด 
1 - อวัยวะเพศมีขนาดเล็กลง เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายจะเป็นตัวควบคุมการเผาผลาญไขมันในร่างกาย เมื่อฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง การเผาผลาญไขมันจึงลดลงเป็นเงาตามตัว ไขมันในเลือดที่เหลือใช้จึงไปเกาะอยู่ภายในผนังหลอดเลือด ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางภายในของผนังหลอดเลือดแคบลง เกิดภาวะหลอดเลือดตีบตัน เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศตีบตัน จึงทำให้อวัยวะเพศมีเลือดมาคั่งน้อยลง อวัยวะเพศชายจึงแข็งตัวได้น้อยหรือไม่แข็งตัวได้นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้
 
2 - มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กระฉับกระเฉง ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตามมือและเท้า รวมทั้งมีอาการมือเท้าเย็นเวลากลางคืน เป็นต้น
 
3 - ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และปวดตามร่างกายโดยไม่มีสาเหตุ
 
4 - ผิวหนังบางลง ไม่ยืดหยุ่น เริ่มมีไขมันมาเกาะพอกที่บริเวณหน้าท้องและสะโพกทำให้ลงพุง เพราะไม่มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนไปช่วยเผาผลาญไขมัน
 
5 - ผมจะร่วง โดยเฉพาะบริเวณกลางศีรษะ
 
6 - กล้ามเนื้อเล็กลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง เป็นตะคริวง่าย
 
7 - ความจำลดลง สมาธิลดลง โดยเฉพาะความจำระยะสั้น เนื่องจากการทำงานของอัณฑะลดลง
 
8 - กระดูกจะบางลงและหักง่าย แม้ว่าผู้ชายจะเกิดภาวะกระดูกหักน้อยกว่าผู้หญิง แต่ผลการวิจัยพบว่า เมื่อผู้ชายขาดฮอร์โมนเพศชาย กระดูกก็จะบางลงเช่นกัน และเกิดภาวะกระดูกพรุนได้เมื่อย่างเข้าวัยชรา
 
9 - ระบบหัวใจและหลอดเลือดเสื่อม นอกจากอัณฑะจะมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนแล้ว ยังมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนด้วย เพียงแต่สร้างมาในปริมาณที่น้อยมาก
ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกาะตัวของไขมันตามผนังหลอดเลือด เมื่อปริมาณของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนกับเอสโตรเจนลดลง โอกาสที่จะเกิดไขมันในเลือดสูง และไขมันไปเกาะหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันได้ง่าย โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ จึงมีโอกาสเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้สูง ซึ่งจะพบมากขึ้นในผู้ชายที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
 
ผลทางด้านจิตใจ 
1 - ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หดหู่ ซึมเศร้า โดยไม่มีสาเหตุ เฉื่อยชา นอนไม่หลับ วิตกกังวล กลัว และตกใจ โดยไม่มีสาเหตุ หงุดหงิดโมโหง่าย เบื่ออาหาร ใจสั่น เป็นต้น
 
2 - ความต้องการทางเพศลดลง ไม่มีความตื่นเต้นทางเพศ ขาดความกระตือรือร้นในการมีเพศสัมพันธ์ ความสุขในการมีเพศสัมพันธ์ลดลง และกลัวจะล้มเหลวในการมีเพศสัมพันธ์ 
อย่างไรก็ตาม การสร้างฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนที่ลดลงในผู้ชายวัยทองนั้น อาจจะลดลงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการดำเนินชีวิต ลักษณะการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน เป็นต้น
 
การใช้ฮอร์โมนทดแทนในวัยทองมีข้อควรระวังอย่างไร 
ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีบทบาทต่อร่างกายหลายอย่างด้วยกันดังกล่าวแล้ว ชายวัยทองที่มีอาการของคนขาดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและได้รับการตรวจยืนยันแล้วว่าอาการเหล่านั้นเกิดจากการขาดฮอร์โมนจริง อาจได้รับการรักษาโดยการให้ฮอร์โมนเสริม 
 
ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีใช้ทั้งชนิดฉีด รับประทาน แปะผิวหนัง และฝังใต้ผิวหนัง แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ก่อนใช้ฮอร์โมนจึงต้องมีข้อบงชี้เสมอ และเมื่อใช้แล้วต้องมีการตวรจติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่อาจเกิดขึ้นได้ 
ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลที่ควรระวัง ได้แก่ ต่อมลูกหมากโต มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม นมโต ผลต่อตับ การเปลี่ยนแปลงระดับไขมันในเลือด จำนวนอสุจิน้อยลง ภาวะเลือดข้นและการคั่งของเกลือและน้ำในร่างกาย เป็นต้น ดังนั้นการใช้ฮอร์โมนทดแทนจึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ หากระดับฮอร์โมนสูงเกินไป อาจเกิดปัญหาดังกล่าวได้ และฮอร์โมนนเทสโทสเตอโรนชนิดรับประทานที่เป็น 17 alpha alkylated steroids เช่น methyl testosterone, fluoxy mesterone จะเป็นพิษต่อตับจึงไม่แนะนำให้ใช้ 
 
จะดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเข้าสู่วัยทอง 
เมื่ออายุมากขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมลงของร่างกายหลายอย่างด้วยกัน ทำอย่างไรจึงจะชะลอความเสื่อมเหล่านั้น หรือหากเกิดขึ้นแล้วทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี การปฏิบัติตัวเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกข้อแนะนำการปฏิบัติตัวเริ่มตั้งแต่ชีวิตประจำวันได้แก้
 
1 ควรเลือกอยู่ในที่มีอากาศบริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดไปด้วยมลพิษ
2 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละสามวันนานครั้งละ 30 นาทีติดต่อกัน เพื่อป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ช่วยเสริมสร้างความเข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อ รวมทั้งป้องกันโรคกระดูกพรุน การออกกำลังกายควรมีทั้งแบบแอโรบิค และมีการต้านทางแรงโน้มถ่วงของโลก โดยเลือกออกกลำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เช่นผู้สูงอายุอาจใช้การเดินติดต่อกันนานอย่างน้อย 30 นาที หรือรำมวยจีนเป็นต้น
3 เลือกรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูง รับประทานใยอาหารเพื่อป้องกันการท้องผูกและมะเร็งลำไล้ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1,500 – 2,000 มิลลิลิตรต่อวัน ลดอาหารไขมัน ลดเหลือ งดสูบบุหรี่ สุรา และยาเสพติด เพราะทั้งบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ทำให้กระดูกพรุนและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
4 ทำจิตใจให้แจ่มใส อารมณ์ดี และให้ความอบอุ่นกับครอบครัว
5 พักผ่อนให้เพียงพอ โดยการนอนหลับสนิทช่วยเพิ่มฮอร์โมนได้เองตามธรรมชาติ ทำงานอดิเรกที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ทำให้ได้บริหารความคิด จิตใจสบาย
6 จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ให้หกล้มง่าย เพราะวัยสูงอายุจะมีกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง ร่วมกับกระดูกพรุน หากหกล้มจะเกิดกระดูกหักได้ง่าย ควรรับแสงแดดบ้างเพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ป้องกันกระดูกพรุน
ถ้าปฏิบัติตัวดังกล่าวได้ดีแล้วท่านก็จะสามารถอยู่ในวัยนี้ได้อย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ตามวันนี้เป็นวัยที่ร่างกายมีความเสื่อมถอย การพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายประจำปีจึงมีความสำคัญเพื่อตรวจหาโรคที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือดสูง หรือโรคหัวใจ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะสายเกินไป
ที่มา หมอชาวบ้าน คลินิกหมอนพพร www.waithong.com
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-26 17:54:26 IP : 171.97.81.49


ความเห็นที่ 42 (3422076)

 มารู้จักกับ ส่วนผสมของน้ำอัดลม จะได้รู้ว่ามีโทษ

 

 

 

 
ได้ความรู้จากสาขาเคมี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่อธิบายเรื่องน้ำอัดลมไว้ว่า ส่วนประกอบของน้ำอัดลม มี
 
1.น้ำ ได้มาจากการนำน้ำบาดาลมาผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน
 
2.สารให้ความหวาน คือ น้ำตาลทราย หรือ ซูโครส หรือในน้ำอัดลมบางชนิดจะผสมน้ำตาลเทียมแอสปาร์แทม (แอสปาร์แทมเป็นกรดอะมิโนที่รับประทานได้แต่ต้องไม่มากเกินไป)
 
การผลิตน้ำอัดลมชนิดธรรมดาจะใช้น้ำตาลทรายเพียงอย่างเดียว นำมาผสมน้ำ แล้วต้มทำเป็นน้ำเชื่อม และกรอง แต่ปัจจุบันมีการใช้สารให้ความหวานตัวอื่นเพิ่ม เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพด และน้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรักโทสสูง เป็นต้น
 
3.สารปรุงแต่ง หรือที่เรียกกันว่าหัวน้ำเชื้อ เป็นส่วนผสมของสารที่ให้สีและกลิ่น จากนั้นทำให้ของผสมทั้ง หมดเย็นลง
 
4.ส่วนประกอบตัวที่ 4 เป็นตัวที่ทำให้น้ำอัดลมมีชื่อว่า น้ำอัดลมสมชื่อ แต่จริงๆ น่าจะชื่อว่า น้ำอัดแก๊ส มากกว่า เพราะคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจะนำแก๊สคาร์บอนได ออกไซด์อัดลงในส่วนประกอบทั้ง 3 ที่ผสมไว้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างน้ำกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะต้องใช้ความดันสูง หรือใช้การอัดให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำให้ได้ เนื่องจากในสภาวะความดันปกติ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะไม่ละลายน้ำหรือไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำเลย
 
ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานี้ จะได้กรดคาร์บอนิกที่ทำให้น้ำอัดลมซ่าและมีฟอง แต่กรดคาร์บอนิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่เสถียร คือสลายตัวได้ง่ายในภาวะความดันปกติ ยิ่งถ้ามีความร้อนด้วยจะยิ่งเร่งการสลายตัวให้เร็วขึ้น
 
จะสังเกตได้ว่าถ้าวางน้ำอัดลมทิ้งไว้นานๆ รสชาติจะเปลี่ยนไปและไม่มีฟอง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวของกรดคาร์บอนิกก็คือจะได้น้ำกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นั่นเอง
 
ดังนั้น เมื่อเปิดขวดน้ำอัดลมออก ความดันที่สูงในขวดน้ำอัดลมก็จะลดลงเท่ากับความดันปกติ จึงทำให้กรดคาร์บอนิกสลายตัวออกมา ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสังเกตได้จากการเกิดฟอง
 
5.ถ้าดูส่วนผสมของน้ำอัดลมจากข้างขวดหรือข้างกระป๋อง จะพบว่าหนึ่งในส่วนผสมนั้นคือ เอทิลีนไกลคอล สารตัวนี้เป็นตัวทำให้น้ำอัดลมเย็นจัดและช่วยป้องกันการแข็งตัวที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส
 
เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเราจะนำน้ำอัดลมไปแช่เย็นก่อนดื่ม เอทิลีนไกลคอลจะช่วยให้น้ำอัดลมไม่แข็งตัวที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส โดยจะทำให้น้ำอัดลมแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่านั้น คือประมาณ -4 หรือ -5 องศาเซลเซียส
 
6.กาเฟอีน ไม่ได้มีเฉพาะในกาแฟ หรือในเครื่องดื่มบำรุงกำลังเท่านั้น แต่ยังมีในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเม็ดโคล่าด้วย กาเฟอีนเป็นสารที่มีกลิ่นหอมและเป็นสารกระตุ้นประสาทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง แต่ต้องไม่ดื่มมากเกินไป
 
7.วัตถุกันเสียหรือสารกันบูด ใส่เข้าไปเพื่อให้สามารถเก็บน้ำอัดลมได้นาน
 
และ 8.ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น กรดซิตริกและกรดฟอสฟอริก เป็น
กรดค่อนข้างแรง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินอาหารได้
 
น้ำอัดลมมีน้ำตาลอยู่ ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ แต่ก็ได้พลังงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีก เรียกว่า Empty calories หรือพลังงานที่ว่างเปล่า
 
ที่มา: รู้ไปโม้ด nachart@yahoo.com
http://www.unigang.com/Article/14649
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-28 21:12:21 IP : 171.97.67.161


ความเห็นที่ 43 (3422699)

 10 โรคชาน่ารู้ โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

 

 
คนไข้ที่มีอาการ “ชา” นี่น่าเห็นใจมากครับ ฟังดูเหมือนอาการชาเป็นสิ่งที่แย่น้อยกว่าอาการอื่น เช่นอาการปวด อาการลมชัก หรือช็อคไป เพราะเรามักคิดถึงอาการชาแบบ “เหน็บกิน” หรือชาเพราะอากาศหนาวจัด
 
แต่ชาแบบที่เป็นโรคนี่ทำให้รบกวนชีวิตประจำวันได้มากไม่แพ้อาการของโรคอื่นๆเลยครับ
ยกตัวอย่างเช่น ชาจนจับปากกาเขียนหนังสือไม่ได้, ชาจนหยิบแก้วน้ำไม่มั่นพลัดตก
 
ฝรั่งมีคำเรียกอาการชาอยู่หลายแบบครับ
 
พิน แอนด์ นีดเดิ้ล(Pin and Needle) บ้าง คือชาแบบเหน็บๆมีเจ็บยุบยิบเหมือนเวลานั่งนาน
 
ชาแบบ โกลฟ แอนด์ สต็อกกิ้ง(Glove and Stocking) บ้าง คือชาหนาๆคล้ายใส่ถุงมือถุงเท้าหยิบจับอะไรเลยพาลไม่รู้สึก
 
นิยามชาของฝรั่งเขาเห็นภาพดีครับ เพราะมันตรงกับอาการของโรคหลายอย่างที่ทำให้เกิดอาการ “ชา” บาโรคทำให้อาการชาเกิดแล้วเป็นนานเรียกว่าชาอย่างช้าๆ
 
ถ้าแย่หน่อยคือ “ชาหนักขึ้น” เรื่อยๆ
10 โรคชาน่ารู้
ชาช้าช้า มากับโรค
โรคต่อไปนี้คือโรคที่มักลากอาการชามาด้วยได้ และหลายโรคทำให้เกิดอาการชาเรื้อรังถ้าไม่ระวังให้ดีครับ มีทั้งหมดอยู่ 10 โรคด้วยกัน
1)งูสวัด เป็นไวรัสชอบชามากเพราะมันพาตัวเองเข้าไปฝังอยู่ใน “ปมประสาท” อาจทำให้ชาเป็นแถบไปได้ ผมเคยมีคนไข้เป็นงูสวัดที่ก้นเลยลามให้ชาไปถึงบริเวณขาและอวัยวะเพศจนตกอกตกใจกัน ข้อเสียของชาแบบงู(สวัด)ก็คือมันมักทิ้งอาการชาไว้ให้เราเป็นควันหลงแม้แผลจะตกสะเก็ดแล้ว 
 
2)ไวรัสเริม เป็นญาติกับงูสวัดครับ จึงหนีไม่พ้นเส้นประสาที่ชอบ บางท่านมีเพียงอาการคันๆแสบๆแต่บางท่านก็มีอาการชาร่วมด้วย ไวรัสเริมชอบขึ้นที่ “เนื้ออ่อน” อย่างริมฝีปากกับอวัยวะสืบพันธุ์ ไม่ถึงกับอันตรายเพียงแค่ว่ามักเป็นขึ้นมาอีกบ่อยๆได้เท่านั้นเอง
 
3)หมอนรองทับเส้น หมอนในที่นี้ไม่ใช่หมอนทองแต่เป็นหมอนรองกระดูกที่เป็นแผ่นกระดูกอ่อนหยุ่นๆที่ปลิ้นไปมาได้เวลาที่เราก้มๆเงยๆและบิดหลัง เมื่อผิดท่าเข้าจังๆหมอนรองกระดูกจะปลิ้นผิดทางไปทับเส้น กลายเป็นอาการชาลงขาร่วมกับอาการปวด ท่านที่มีอาการชาลงขาแล้วปวดหลังขอให้นึกถึงหมอนรองบั้นเอวไว้ให้ดีครับ
 
4)นิ้วล็อค บ่องตงว่าเป็นโรคที่เกิดจาก “ความขยัน” ครับ โดยเฉพาะกับการ “หิ้วของ” อย่างสมัยนี้ที่นิ้วถูกรัดด้วยหูหิ้วจนเขียวคล้ำ อาการนิ้วล็อคเกิดจากปลอกรัดเอ็นหนาขึ้นจนไป “มัด” อัดนิ้วให้ล็อคอยู่อย่างนั้น ที่สำคัญคือมันไปมัดเส้นประสาทนิ้วได้จึงทำให้ชาครับ
 
5)พังผืดข้อมือ เป็นอาการชาที่ต้องสะบัดข้อมือกันยกใหญ่ คนไข้ที่มีพังผืดรัดข้อมือมักทำให้หยิบจับแก้วน้ำหรือของใช้ไม่สะดวก มักเกิดในผู้ที่ทำงานบ้าน,บิดข้อมือมาก,ซักผ้า,ถูบ้านหรือสับของต้องใช้ข้อมืออยู่ตลอดเวลาจะทำให้ชากลางฝ่ามือร้าวมาปลายนิ้วมือได้ พบได้ชั่วครั้งคราวใน “คุณแม่ตั้งท้อง” ด้วยครับ
 
6)กระดูกต้นคอ ถ้ามีปัญหาปวดบ่า ปวดไหล่ร้าวไปแขนขอให้นึกถึงกระดูกต้นคอมีปัญหาไว้ด้วยครับ มันทำให้มีอาการชาลงไปที่แขนและไปถึงบริเวณปลายมือได้ ท่านที่เคยมีอุบัติเหตุที่กระดูกต้นคอหรือยกของหนักมากมาก่อนมีโอกาสเกิดกระดูกต้นคอทับเส้นจนชาได้ครับ
 
7)เส้นประสาท 7 อักเสบ มีอาการชาหน้าครึ่งซีก ยังไม่พอครับพ่วงด้วยหน้าเบี้ยวอีกได้อีก อาการนี้เกิดจากความเครียดก็ได้หรือการติดเชื้อไวรัสเริมเข้าไปใน เส้นประสาทในหูก็ได้ครับ คนไข้จะไม่ชาอย่างเดียวแต่จะหลับตาไม่ได้ ยิ้มมุมปากเบี้ยว แต่โรคนี้สามารถหายได้ครับไม่ใช่อัมพฤกษ์-อัมพาตแต่อย่างใด
 
8 ) ขาดวิตามิน อาการชาจากการขาดวิตามินบีมักพบที่ปลายมือปลายเท้า ท่านที่ชามานานแล้วลองหาวิตามินบีปริมาณสูงรับประทานดูครับ จะเป็นวิตามินบีรวมก็ได้ ส่วนอาหารก็มีมากในข้าวกล้อง,ผักคะน้า,ธัญพืชและถั่วต่างๆครับ
 
9)เบาหวาน คนไข้เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดีจะมีอาการชาตามปลายมือและเท้าได้มาก หากน้ำตาลขึ้นลงบ่อยเกินไปจะทำให้เป็นแผลที่เกิดจากการชาได้ด้วย แผลเบาหวานที่เกิดจากชามักหายยาก มีโอกาสเสี่ยงเนื้อตายกว้าง(Gangrene)ได้สูงครับ
 
10)ไทรอยด์ต่ำ อาการต่อมไทรอยด์เป็นอีกเรื่องที่ต้องไม่มองข้ามเพราะไทรอยด์ช่วยในการเผาผลาญ การที่มันทำงานผิดปกติจะส่งผลให้เกิดอาการชาไปจนถึงเป็นเหน็บและตะคริวได้ ไทรอยด์มีส่วนคุมแร่ธาตุแคลเซียมที่มีผลกับการเป็นเหน็บชาได้ครับ
 
อาการชาดูเป็นเรื่องหยุมหยิมแต่ถ้าปล่อยไว้นานจะแก้ลำบากครับเพราะส่วนใหญ่เกี่ยวกับ “เส้นประสาท” จึงทำให้ถ้าเสียไปแล้วเสียเลย กลายเป็นอาการชาชั่วนิรันดร์ไป แม้ในกรณีที่ “ชาจากแพทย์” กล่าวคือถูกฉีดยาชา,บล็อกหลัง เหล่านี้ถ้ามีอาการผิดปกติเหลืออยู่ก็ควรรีบบำรุงเส้นประสาทตั้งแต่เนิ่นๆครับ เช่นกินวิตามินบี,น้ำมันปลาและหาคุณหมอเส้นประสาท เพราะแทนที่จะต้องทนชาไปนานๆก็จะช่วยร่นระยะเวลาลงมาได้
 
บางทีอาการชาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับหลายท่านมาเป็นเวลานานมากจนแทบรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปก็อยากให้ลองแก้ดู
 
แม้เคยชินได้แต่อย่าให้เป็น “ชาชิน” ก็แล้วกันครับ
 
http://www.bangkokvoice.com/2013/07/01/bv-health-45/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-03 20:00:39 IP : 61.90.105.143


ความเห็นที่ 44 (3422701)

 น้ำซาวข้าว ใช้เป็นน้ำกระสายยาแก้ไข้

น้ำซาวข้าวของดีที่ถูกลืม... และ ประโยชน์ต่างๆ
 
 
 
 
น้ำข้าวมี 2 แบบ คือ 
 
1.น้ำข้าวที่เกิดจากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ 
ซึ่งจะต้องใช้หม้อใส่ข้าวสารตั้งบนเตาถ่าน กระบวนการเริ่มต้นโดยล้างหรือซาวข้าวเพื่อขจัดฝุ่นผงและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ออก จนกระทั่งน้ำล้างข้าวใส แล้วจึงเติมน้ำปริมาณมากลงไป ต้มให้เดือด ในช่วงนี้ต้องหมั่นคนอย่าให้เมล็ดข้าวติดก้นหม้อ ต้มจนเมล็ดข้าวเริ่มแตกจนสุกนิ่มไปทั้งเมล็ด หรือเห็นเมล็ดข้าวยังมีไตขุ่นเป็นจุดเล็กๆ อยู่ภายใน จึงรินน้ำออก เรียกขั้นตอนนี้ว่า เช็ดน้ำข้าว ทั้งนี้ หม้อที่ใช้หุงข้าวแบบเช็ดน้ำนี้ต้องมีหูสองข้างและฝาหม้อต้องมีหูอยู่ตรง กึ่งกลาง เวลาเช็ดน้ำใช้ไม้ขัดฝาหม้อแทงขัดร้อยหูหม้อและฝาหม้อเอาไว้ จากนั้นเอียงหม้อเทน้ำข้าวออกจนหมด แล้วนําหม้อข้าวไปตั้งไฟอ่อนๆ เพื่อให้น้ำข้าวในหม้อแห้งสนิท เรียกว่า ดงข้าว จนข้าวสุกระอุดี เชื่อกันว่าน้ำข้าวเป็นอาหารอย่างดีสําหรับคนป่วยที่รู้สึกเบื่ออาหารเพราะ เกิดการเสียสมดุลของระบบย่อยอาหาร ส่วนคนปกติที่ไม่ป่วยก็สามารถทานน้ำข้าวได้เช่นกัน เพราะน้ำข้าวมีคุณค่าและสารอาหารมากมายเช่นเดียวกับข้าว อีกทั้งย่อยง่าย ไม่ทําให้ท้องอืด ท้องเสีย และร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารและซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอได้ทันที คนป่วยจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น น้ำข้าวมีวิตามินอีสูง และมีคุณสมบัติเป็นยารสเย็นช่วยบำรุงร่างกาย รวมถึงแก้ร้อนในและใช้ถอนพิษผิดสำแดง และยังใช้แก้อาการปวดท้อง ท้องร่วง และช่วยขับปัสสาวะด้วย
 
2.น้ำข้าวที่เกิดจากการซาวข้าว
แม้จะไม่ใช้การหุงข้าวแบบอดีตแล้ว แต่ทุกบ้านยังต้องล้างข้าวสารก่อนหุง น้ำซาวครั้งแรกอาจมีฝุ่นสกปรกมาก ให้ใช้น้ำซาวข้าวครั้งที่สอง ซึ่งน้ำข้าวชนิดนี้มีสรรพคุณคือเป็นยารสเย็นเช่นกัน ในยุคที่น้ำข้าวจากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำหายาก ใช้น้ำซาวข้าวน่าจะสะดวกกว่า เชื่อว่าน้ำซาวข้าวขจัดรังแคได้ โดยนำน้ำซาวข้าวใส่กะละมัง ทิ้งให้ตกตะกอน จากนั้นรินน้ำออก ใช้น้ำที่ตกตะกอนสระผม 2 ครั้ง แล้วสระผมด้วยแชมพูอีกครั้ง ล้างน้ำให้สะอาด ว่ากันว่าผมจะนิ่มปราศจากรังแค วงการเครื่องสำอางยุคกลับสู่ธรรมชาตินำเอาน้ำซาวข้าวผสมกับมะกรูด หรือฝักส้มป่อย เป็นแชมพูสระผมแก้รังแค บำรุงหนังศีรษะ และช่วยรักษาเส้นผมด้วย
 
ประโยชน์ต่างๆของน้ำซาวข้าว
 
1. วิธีทำน้ำซาวข้าว
วิธีทำน้ำซาวข้าวอย่างง่ายที่สุดคือ การหุงข้าวด้วยวิธีเช็ดน้ำแบบโบราณ โดยใช้หม้อหุงข้าวแบบสมัยก่อน (ในรูปภาพตัวอย่าง ไม่ใช้หม้อหุงข้าวอัตโนมัตสมัยใหม่) คือต้มข้าวเดือดแล้ว รินน้ำข้าวออก แล้วราไฟเพื่อดงข้าวให้สุก นำน้ำที่รินออกมาผสม เกลือเล็กน้อย แล้วดื่มจะได้รสชาติที่นุ่มนวล และที่สำคัญมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากจริงๆ
 
2. น้ำซาวข้าวสามารถใช้ล้างผัก ผลไม้ ขจัดสารพิษตกค้างได้
สามารถใช้ล้างผัก ผลไม้ ขจัดสารพิษตกค้างได้ และยังใช้ล้างถ้วย ชาม ช้อน ส้อม ที่ติดคราบไขมันได้สะอาดดี นอกจากนี้ ยังใช้รดต้นมะลิ ออกดอกบานสะพรั่ง ใช้ล้างเมือกคาวปลาไร้กลิ่นเหม็นคาวปลาได้ชะงัก และสาวๆที่ผิวหน้ามัน กรองน้ำซาว ข้าวทิ้งไว้ให้ตกตะกอน ใช้ล้างหน้าขจัดความมัน และยังทำให้มือนุ่มอีกด้วย ดูจากสาวญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ใช้มือแช่น้ำซาวข้าว ทำให้นุ่มนวล และตอนไหนที่เผลอกินพริกเผ็ดๆเข้าไปล่ะก็ อมน้ำซาวข้าวขะยุกๆกลั้วๆ สักพักแล้วบ้วนทิ้งหายเผ็ดเป็นปลิดทิ้ง ประโยชน์ของน้ำซาวข้าวมากมายจริงๆ อ่านแล้ว ต่อไปก็อย่าเผลอทิ้งล่ะ
 
ล้างหน้าด้วยน้ำซาวข้าวหน้าไม่มีสิว หน้าไม่มัน
 
3. น้ำซาวข้าวช่วยรักษาสิวบนใบหน้า
มีสรรพคุณ รักษาสิวฝ้าบนใบหน้า ทำให้หน้าขาวนวล นุ่มนิ่ม
วิธีใช้ : นำน้ำซาวข้าวที่สะอาดมาชำระล้างใบหน้า ทุกเช้าและเย็น หรือทุกครั้งเมื่อมีโอกาส จะทำให้ใบหน้าขาวนวล ลดการ เกิดสิวได้
แช่มือในน้ำซาวข้าวจะทำให้มือนุ่มน่าสัมผัส
 
4. น้ำซาวข้าวทำให้มือนุ่มได้
ถ้าสาวใดเข้าครัวทำอาหารอยู่เป็นประจำ เวลาซาวข้าว มือก็จะกระทบกับข้าวและน้ำที่ใช้ซาว รู้ไหมว่าน้ำซาวข้าวจะทำให้มือ ของคุณนุ่มขึ้น เหมือนในประเทศญี่ปุ่น ในสมัยก่อนบรรดาสาวๆ จะร่วมกันทำข้าว ปั้นข้าว เมื่ออายุมากขึ้นแต่มือทั้งสองยัง ขาวนวล เต่งตึงเหมือนสาวๆไม่มีผิด ฉะนั้นเวลาซาวข้าว ก็ใช้ทั้ง 2 มือ จะได้นุ่มทั้ง 2 มือ
 
5. น้ำซาวข้าวแก้อาการคันศีรษะและผมมัน
มีสูตรการทำดังนี้
ส่วนผสม มะกรูด 1 ลูก 
น้ำซาวข้าว พอประมาณ
วิธีทำ
1. นำผิวมะกรูดมาตำให้ละเอียด แล้วบีบน้ำมะกรูดลงไป
2. เติมน้ำซาวข้าวอุ่นๆ พอประมาณ คนให้เข้ากันทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที
3. กรองเอาแต่น้ำไปสระผม ระวังอย่าให้เข้าตา ใช้สระผมได้เป็นประจำเท่าที่ต้องการ จะรู้สึกเบาสบายศีรษะ และช่วยบำรุง หนังศีรษะ แก้อาการคันได้ชะงัดได้
4. น้ำซาวข้าวล้างผักลดสารพิษอย่างไร
ทุกวันนี้ผักผลไม้ที่วางขายกันอยู่ตามท้องตลาดส่วนมากนั้น ใช้สารเคมีในกระบวนการปลูกเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
รวมทั้งปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต สารพิษเหล่านี้จึงตกค้างอยู่ในผักผลไม้ที่เราซื้อมารับประทาน มีวิธีง่ายๆอีกวิธีหนึ่งใน
การล้างผักและผลไม้เพื่อช่วยลดสารพิษตกค้างด้วยการใช้น้ำซาวข้าว
 
น้ำซาวข้าวนอกจากจะให้ประโยชน์ดังที่กล่าวมาหลายหัวข้อแล้ว และทราบหรือไม่ว่ายังสามารถนำมาล้างผักและผลไม้
ให้ปราศจากสารพิษได้ชะงัดนัก โดยน้ำซาวข้าวที่ใช้เป็นน้ำซาวข้าวที่ซาวครั้งที่สอง
ส่วนวิธีการ เริ่มจากขั้นแรก ให้เด็ดใบผักลงแช่ในน้ำซาวข้าวประมาณ 5-15 นาที หลังจากที่แช่เพื่อให้ สารพิษที่ตกค้างอยู่
เจือจางลง แล้ว ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งเพื่อให้เศษหินเศษทรายต่างๆหลุดออกไป เพียงเท่านี้ก็มั่นใจได้แล้วว่า ผักและ
ผลไม้ที่จะนำมารับประทานปราศจากสารพิษตกค้าง…..ประโยชน์ของน้ำซาวข้าวมีมาก มายจริงๆ
 
5. ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ของข้าว
ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นและหาวิธีใช้ประโยชน์จากข้าวในรูปแบบหลากหลายเพิ่ม ขึ้น เช่น การนำข้าวมาผลิตเป็นไวน์ น้ำส้ม สายชู หรือแม้แต่เครื่องสำอาง จำพวกครีมนวดผม/สบู่ป้องกันผิวแตก/ผงขัดผิว นอกจากนั้นคนไทยสมัยอดีตยังนำเมล็ดข้าว และส่วนต่างๆ ที่ได้จากต้นข้าวมาใช้เป็นยารักษาโรคภัยไข้เจ็บสารพัดชนิดอีกด้วย อาทิ
ข้าวสาร : รักษาอาการท้องอืด ลมพิษ พยาธิลำไส้
ข้าวสุก : รักษาอาการท้องอืด ลมพิษ พยาธิลำไส้
ข้าวเหนียว : รักษาอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ อาการท้องร่วงท้องบิด แก้ผื่นบนหัวเด็ก อาการปวดเอว
รากข้าวเหนียว : นำไปต้มน้ำกินช่วย กระตุ้นน้ำลาย และละลายเสมหะ บำรุงกระเพาะอาหาร แก้เหงื่อออกมาก
ต้นอ่อนข้าวเหนียว : นำไปต้มน้ำกิน ช่วยให้ย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ และช่วยขับเสมหะ
น้ำข้าว : ใช้ดื่มบรรเทาอาการร้อนและ กระหายน้ำ แก้อาเจียนเป็นเลือด ตาแดง เลือด กำเดาออกง่าย และช่วยขับเสมหะ
ข้าวกล้อง : ใช้พอกฝีเพื่อเร่งหนองให้แตกเร็ว รักษาโรคไขข้อ แก้เหน็บชา
รำข้าว : ใช้บำบัดโรคเหน็บชา แก้อาการสะอึก ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยย่อยและทำให้ เจริญอาหารใช้เป็นยาระบาย
ฟางข้าว : ช่วยขับลม รักษาอาการท้องอืด ปวดท้อง ท้องร่วง กระหายน้ำ ริดสีดวงทวาร ดีซ่าน และแผลที่เกิดจากไฟ หรือ น้ำร้อน
น้ำซาวข้าว : บรรเทาอาการร้อนกระวนกระวาย กระหายน้ำ รักษาโรคอหิวาตกโรค ช่วย ย่อยอาหารและแก้พิษ
ข้าวงอก : ใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร
แป้งข้าวเจ้า : บรรเทาอาการอักเสบใน ไฟลามทุ่ง รักษาโรคผิวหนังที่โดนลวก และ อาการผื่นคันเล็ก ๆ น้อย ๆ
 
เอกสารอ้างอิง:
1.http://news.sanook.com/education/education_288647.
2.ข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต ฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 โดย ณัฐชลัยย์ คงสะอาด
3.3. http://perfectdish.blogspot.com/
 
http://women.postjung.com/648103.html
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-03 20:03:51 IP : 61.90.105.143


ความเห็นที่ 45 (3422899)

 ๕ ปัจจัยเสี่ยงทำร้ายมดลูก....

 

 
ศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์ คุณาธิคม เลขาธิการราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย มาตอบคำถาม‘ปัญหาสุขภาพมดลูก’ อย่างกระจ่าง ...ดังนี้
 
“สิ่งแรกๆ ที่ทำให้เราทราบว่าเกิดความผิดปกติกับมดลูกและระบบสืบพันธุ์ของสตรี คือ การเกิดเลือดออกผิดปกติ และประจำเดือนที่คลาดเคลื่อน หรือขาดหายไป ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากระบวนการทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติ และมีต้นเหตุจากหลายประการ...”
 
ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ “ในกรณีที่พยาธิสภาพของรังไข่ของบางคนอาจมีการทำงานที่ผิดปกติอยู่แล้ว เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์อาจมีปัญหา จึงส่งผลให้การผลิตฮอร์โมนเพื่อมาควบคุมรังไข่ทำงานไม่เป็นไปตามปกติ ...นี่เป็นส่วนเดียวที่เราไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติได้ นอกเหนือจากนั้นเราต้องรู้จักดูแลตัวเองครับ”
 
อ้วนเกิน-ผอมเกิน-เครียดเกิน “บางคนอ้วนมากเกินไป บางคนผอมเกินไป หรือ บางคนก็เคร่งแครียด และวิตกกังวลมากๆ ทั้งสามปัจจัยนี้อาจส่งผลให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนไปควบคุมการทำงานของรังไข่ทำงานได้ไม่เป็นปกติไปจนถึงยับยั้งการตกไข่ คนกลุ่มนี้จึงมักมีปัญหาประจำเดือนคลาดเคลื่อนไปจนถึงขาดหาย หรือมีเลือดออกผิดปกติได้”
ยา และอาหารทำร้ายมดลูก “ทุกวันนี้มีคนที่รับยา(ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ) หรือสารอาหารบางประเภทที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนผสมอยู่เยอะๆ ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้เป็นอีกเรื่องที่คอยระวัง เพราะอาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งโพรงมดลูกได้” 
 
นอกจากนี้คุณหมอสมบูรณ์บอกว่า การป่วยเป็นโรคเบาหวานก็อาจส่งผลร้ายทำให้เป็นโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับมดลูกได้ สอดคล้องกับที่ดร.สาทิส อินทรกำแหง กูรูของชาวชีวจิตเคยอธิบายไว้ว่า การรับประทานอาหารหวาน หรือขนมหวานต่างๆ มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นซีสต์ที่มดลูกหรือรังไข่ และนำมาซึ่งการเป็นมะเร็งเกี่ยวกับมดลูกได้ต่อไป ดังนั้นหากคุณผู้หญิงคนไหนชื่นชอบการทานขนมหวาน หรือกำลังประสบปัญหาโรคเบาหวานอยู่ ต้องดูแลระมัดระวังตัวเองให้ดีนะคะ
เพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ “การเกิดการอักเสบติดเชื้อภายในมดลูก จะเริ่มต้นมาจากการติดเชื้อที่ช่องคลอดก่อน แล้วเข้ามาสู่มดลูก ท่อนำไข่ (ปีกมดลูก) และรังไข่ ซึ่งเรียกโดยรวมว่าเป็นอาการ ‘อุ้งเชิงกรานอักเสบ’ ซึ่งส่วนใหญ่อาจมีผลมาจากการมีเพศสัมพันธุ์ที่เสี่ยง คือ คู่สมรสมีคู่นอนหลายคนทำให้โอกาสที่จะได้รับเชื้อบางอย่างที่ทำให้มีการอักเสบนั้นเกิดได้สูง ยกเว้นเพียงในบางรายเท่านั้นที่เราพบว่ามีอาการไส้ติ่งอักเสบแล้วเรื้อรังมาอักเสบต่อยังปีกมดลูกได้”
‘ป้องกันและแก้ไข’ ให้มดลูกแข็งแรง
 
“สำหรับคนที่ยังไม่เจ็บป่วย สุขภาพที่ดีของมดลูกเป็นผลโดยอ้อมจากการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์แข็งแรงครับ เพราะเมื่อสุขภาพเราดี กินอาหารที่ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การทำงานของฮอร์โมนในร่างกายก็จะเป็นปกติ และส่งผลให้มดลูกและรังไข่มีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือนได้อย่างที่ควรจะเป็นเช่นกัน” 
 
“แต่สำหรับใครที่เกิดปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมา เราสามารถแก้ไขตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้นให้กลับมาเป็นปกติได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่น้ำหนักมากเกินก็ควรลดน้ำหนักลงมา ซึ่งเพียงคุณลดได้สักร้อยละ 5-10 จากน้ำหนักตัวเดิม ประจำเดือนก็จะเริ่มมาเป็นปกติขึ้นแล้วครับ” 
 
“ส่วนเรื่องยาและอาหารเสริมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนปริมาณมากก็ควรเลี่ยง และต้องดูแลสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะหากเป็นโรคเบาหวานก็ต้องรักษาให้หายขาด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ”
 
ต่อไปนี้เป็น ‘ท่าบริหารช่องคลอดเพื่อสุขภาพมดลูก และป้องกันกระบังลมหย่อน’ ที่คุณหมอแนะนำค่ะ
 
“สำหรับคุณผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตร นอกจากบริหารเพื่อให้หน้าท้องและรูปร่างกลับมาสมส่วนเหมือนเดิมแล้ว การกายบริหารบริเวณช่องคลอดก็มีความสำคัญ เพราะสตรีที่คลอดลูกหลายครั้งมักมีอาการ ‘กระบังลมหย่อน’ หรือ ‘มดลูกหย่อน’ แต่แก้ไขได้ไม่ยาก คือ หลังจากแผลทำคลอดหายเจ็บแล้ว ให้ใช้ ‘วิธีขมิบก้นแล้วคลาย’ ซ้ำๆ ประมาณ 50-100 ครั้งต่อวัน สามารถทำได้แทบทุกเวลาแม้ทำกิจกรรมอื่นอยู่ การทำแบบนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่หย่อนอยู่บริเวณรอบๆ ผนังช่องคลอดแข็งแรงขึ้น”
 
นอกจากนี้ เราขอแนะนำ ‘ท่าแถม’ ซึ่งเป็นท่าสุดท้ายของการรำกระบอง ที่ชาวชีวจิตทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีค่ะ ท่านี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของอัณฑะและรังไข่ได้เป็นอย่างดี
 
เริ่มจากยืนตัวตรง กางขาเล็กน้อย หลังจากนั้นนำกระบองมาไว้ด้านหลังลำตัวบริเวณเอวโดยใช้สองแขนคล้องเอาไว้ นำฝ่ามือมาประสานกันหรือวางราบตรงหน้าท้อง หลังจากนั้นเขย่งปลายให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ และลดตัวลงนั่งโดยยังเขย่งปลายเท้าอยู่ ตามองตรง หลังตรงไม่ก้ม และขย่มตัวให้ก้นแตะส้นเท้า 3 ครั้ง และค่อยๆ ยืนขึ้น ทำแบบนี้ประมาณ 20-30 ครั้งต่อวันค่ะ
 
นอกจากการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของมดลูกแล้ว คุณหมอสมบูรณ์ยังแนะนำว่า การอยู่แบบ ‘คู่สามี-ภรรยาเดียว’ ก็ช่วยแก้ปัญหาเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ทุกประเภท เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ต้องปฏิบัติจริงจัง จะพูดแต่เพียงลมปากไม่ได้ค่ะ
 
หรือจะใช้ท่าบริหารมดลูก "ท่าเกร็งเชิงกราน"
 
- นอนหงาย งอเข่าขึ้น
 
- เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณท้องโดยทำท่าเหมือนกับในขณะที่เรากำลังหายใจออก คือหน้าท้องจะเคลื่อนเข้าสู่พื้น ให้จินตนาการว่าขณะนี้สะดือของคุณกำลังเคลื่อนที่เข้าหากระดูกสันหลัง พยายามกดให้หลังแนบพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณเชิงกรานและสะโพกร่วมด้วย
 
- ค้างไว้ 10 วินาที โดยหายใจเข้าออกตามปกติ
 
 
ข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 260
http://www.goodhealth.co.th/new_page_106.htm
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-04 22:19:18 IP : 58.9.112.177


ความเห็นที่ 46 (3423100)

 ปวดที่ท้องจุดตามต่าง ๆ บอกอะไร?????.

 
อาการปวดท้องที่ตำแหน่งตามจุดต่าง ๆ มีอยู่ 9 จุด...หมายถึง เค้าบอกอาการอะไรกับเรามาดูกันนะคะ
 
 
 
 
 
 
 
1. บริเวณชายโครงขวา มีอวัยวะที่สำคัญคือ ตับ ถุงน้ำดี หากพบก้อนหรือมีอาการปวด หรือกดเจ็บบริเวณนี้ อาจร่วมกับอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ก็พึงนึกถึงโรคของตับ หรือถุงน้ำดี เช่น ตับอักเสบ ฝีในตับ ถุงน้ำดีอักเสบ โรคมะเร็งในตับ โรคพยาธิใบไม้ในตับ ฯลฯ
 
2. บริเวณใต้ลิ้นปี่ มีอวัยวะที่สำคัญคือ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ถ้าอาการปวดในบริเวณนี้ ปวดเป็นประจำเวลาหิวจัดหรืออิ่มจัด น่าจะเป็นโรคแผลในกระเพาะ ถ้าเป็นรุนแรงติดต่อกันนานเกิน 6 ชั่วโมง น่าจะลึกถึงโรคกระเพาะอาหารทะลุ (โดยเฉพาะผู้ที่กินยาแก้ปวดอยู่เป็นประจำ) ตับอ่อนอักเสบ (โดยเฉพาะพวกที่ดื่มเหล้าจัด) หากคลำได้ก้อน พึงนึกถึงโรคมะเร็งในกระเพาะ
 
3. บริเวณชายโครงซ้าย มีอวัยวะที่สำคัญคือ ม้าม หากคลำพบก้อนในบริเวณนี้ แสดงว่ามีอาการม้ามโต พบได้ในโรคมาลาเรีย ทัยฟอยด์ โรคเลือด (เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลิวคีเมีย โรคธาลัสซีเมีย)
 
4. บริเวณสะเอวข้างขวา มีอวัยวะที่สำคัญคือ ท่อไต ตัวไต ลำไส้ใหญ่ ถ้ามีอาการปวดบิดรุนแรงร้าวลงมาที่ต้นขา ก็น่าเป็นโรคนิ่วในท่อไต ถ้ามีอาการปวดหรือกดเจ็บร่วมกับปวดหลัง ไข้สูง หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น พึงนึกถึงโรคไตอักเสบ ถ้าคลำได้ก้อน อาจเป็นก้อนของไต ลำไส้ใหญ่ (โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่) หรือก้อนอุจจาระเนื่องจากท้องผูก
 
5. บริเวณรอบๆ สะดือ มีอวัยวะที่สำคัญคือ ลำไส้เล็ก อาการปวดในบริเวณนี้ พบในโรคท้องร่วง ไส้ติ่งอักเสบในระยะเริ่มแรก (ก่อนจะย้ายมาปวดที่ท้องน้อยข้างขวา)
 
6. บริเวณสะเอวข้างซ้าย มีอวัยวะและโรคที่พบได้ เช่นเดียวกับบริเวณสะเอวข้างขวา
 
7. บริเวณท้องน้อยข้างขวา มีอวัยวะที่สำคัญคือ ไส้ติ่ง ท่อไต ปีกมดลูก ถ้าพบมีอาการปวดบิดเป็นพัก และร้าวมาที่ต้นขา น่าจะเป็นโรคนิ่วในท่อไต ถ้าพบมีอาการปวดเสียดตลอดเวลาและกดถูกจะเจ็บมาก พึงนึกถึงโรคไส้ติ่งอักเสบ ถ้าพบว่ามีอาการปวดร่วมไข้สูงหนาวสั่น หรือตกขาวในผู้หญิงพึงนึกถึงปีกมดลูกอักเสบอีกโรคหนึ่งด้วย หากคลำได้ก้อนอาจเป็นก้อนของไส้ติ่งอักเสบ หรือรังไข่ที่ผิดปกติก็ได้
 
8. บริเวณท้องน้อย มีอวัยวะที่สำคัญคือ กระเพาะปัสสาวะ มดลูก (ในผู้หญิง) หากพบมีอาการปวดบิดเป็นพักๆ เวลามีประจำเดือน ก็น่าจะเป็นอาการปวดประจำเดือน (ถ้าเป็นเรื้อรังในหญิงที่แต่งงานแล้วไม่มีบุตร ควรนึกถึงเนื้องอกในมดลูกด้วย) ถ้าปวดเวลาปัสสาวะก็น่าจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
 
9. บริเวณท้องน้อยข้างซ้าย มีอวัยวะที่สำคัญคือ ท่อไต และปีกมดลูก อาการปวดในบริเวณนี้พบในโรคนิ่วในท่อไต กับปีกมดลูกอักเสบ
ขอบคุณข้อมูลหมอชาวบ้านโดย Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-05 20:08:47 IP : 110.168.146.254


ความเห็นที่ 47 (3424192)

 ยาดม...อันตรายหรือไม่?

 

 
 
ในปัจจุบันยาดม ซึ่งใช้บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก หน้ามืดตาลาย วิงเวียนศีรษะ กำลังเป็นที่นิยมในท้องตลาดโดยผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุอานามเลยวัยกลางคนขึ้นไป 
 
อย่างไรก็ตามยาดมสมัยใหม่มีการปรับปรุงเพื่อให้มีความทันสมัยเป็นที่เตะตาของกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น จึงได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัย ขนาดกะทัดรัดเหมาะมือผลิตภัณฑ์รูปแบบนี้สร้างสรรค์เพื่อคนยุคใหม่ วัยทำงาน เนื่องจากคนยุคใหม่มักมีกิจกรรมและการผ่อนคลายหลังการทำงานในเวลาที่ค่อนข้างจำกัดจึงมักผ่อนคลายด้วยกลิ่นบำบัด (Aromatic) ยาดมจึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่นำเสนอ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการอดบุหรี่ก็นิยม ที่จะหันมาใช้ยาดมทดแทนการสูบบุหรี่ ทำให้เกิดคำถามว่า ยาดมมีอันตรายหรือไม่?
 
ผลิตภัณฑ์ยาดม ส่วนใหญ่ประกอบด้วย เมนทอล การบูร พิมเสน น้ำมันหอมระเหยและอื่นๆ เช่นน้ำมันสะระแหน่น้ำมันเขียว น้ำมันกานพลู หรือน้ำมันยูคาลิปตัส และยังมีน้ำมันระเหยยากช่วยในการละลาย เช่น น้ำมันงา น้ำมันแร่หรืออาจมีสารสกัดจากสมุนไพรบ้าง องค์ประกอบหลักของเมนทอลหรือเรียกว่าเกล็ดสะระแหน่ การบูรและพิมเสนรวมถึงน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้จะทำให้เกิดความรู้สึกเย็น ซ่า ในโพรงจมูก รู้สึกสดชื่น ตื่นตัวได้บ้าง แต่การสูดดมสารเหล่านี้บ่อยๆ อาจทำให้เยื่อเมือกบุทางเดินจมูก ที่สัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้น เกิดการระคายเคืองได้
 
 
เมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นหอมเย็น มีอยู่ในนํ้ามันหอมระเหยที่ได้จากใบมิ้นต์หรือที่เรียกว่าใบสะระแหน่ฝรั่ง มีประโยชน์ในการขับลม มักใช้แต่งกลิ่นและรสยา เช่น ยาเคลือบกระเพาะอาหารมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆ ลดการบวมของหลอดเลือดที่จมูก และลดอาการปวด สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น แต่ในความเข้มข้นสูงและใช้ติดต่อกัน สารนี้อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจเมื่อสูดดม และอาจทำให้เกิดปอดอักเสบ
 
เมนทอล
การบูร มีลักษณะเป็นเกล็ดมันวาว สีขาว มีกลิ่นหอมเย็นฉุน เดิมสกัดจากต้นการบูร แต่ปัจจุบันเป็นสารสังเคราะห์เนื่องจากทำได้ง่าย ราคาถูกกว่าสกัดจากพืช การบูรถูกดูดซึมทางผิวหนังได้ดี และรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อนๆ ใช้ทาเฉพาะที่แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลงแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยและโรคผิวหนัง 
 
นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางอาจเกิดอันตรายจากการสูดดม เนื่องจากระคายเคืองทางเดินหายใจ เคยมีรายงานการชักในเด็กทารกเมื่อกินโดยบังเอิญ มีการนำการบูรมาใส่ในรถยนต์เพื่อปรับอากาศ ทำให้หอมสดชื่น พบว่าการบูรเป็นสารระเหิดได้เมื่อใส่ในรถยนต์ที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การบูรจะระเหิดไปเกาะที่ช่องแอร์ และหากจอดรถยนต์ทิ้งไว้ในที่อากาศร้อน อัตราการระเหิดก็จะเร็วยิ่งขึ้นทำให้รู้สึกว่าการบูรลดจำนวนลง หากมีการใส่การบูรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ได้เปิดประตู หรือหน้าต่าวทิ้งไว้ให้ระเหิดออกมาด้านนอก ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรเพิ่มขึ้นและทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะปอดและตับได้
 
การบูร
พิมเสน มีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆ แบนๆ สีขาวขุ่นหรือแดงเรื่อๆ กลิ่นหอมเย็น พิมเสนบริสุทธิ์รูปร่างเป็นหกเหลี่ยมได้จากการนำการบูรมาหุงกับยาอื่นๆ แต่ปัจจุบัน ได้จากสารสังเคราะห์ซึ่งจะมีรสเผ็ดกัดลิ้นถ้าเป็นของแท้จากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะทำให้เย็นปากคอ ประโยชน์ทางยา ใช้สูดดมแก้ลมวิงเวียน ทาภายนอกแก้เคล็ดขัดยอกแต่อาจเป็นอันตรายหากสูดดม เนื่องจากสารนี้ทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจนอกจากนี้สารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นและสงบระบบประสาทส่วนกลาง
 
พิมเสน
 
ยาดมที่ประกอบด้วยสารหลัก 3 ตัวนี้ เมื่อสูดดมจะทำให้โล่งจมูก และทำให้เกิดความรู้สึกเย็น ซ่า สดชื่น ตื่นตัวมีประโยชน์ในขณะที่เป็นลมวิงเวียน หรือคัดจมูก แต่การใช้ยาดมที่ถูกต้อง ควรสูดดมใกล้ๆ แต่ไม่สัมผัสโดยตรงไม่ควรให้หลอดยาเข้าไปค้างไว้ในจมูก เพราะสารทุกตัวอาจทำให้ระคายเคืองเมื่อสัมผัส ควรหลีกเลี่ยงการใช้หลอดยาดมที่สัมผัสจมูกผู้อื่นแล้ว เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ อนึ่งยาดมมีฤทธิ์เพียงลดอาการเพียงชั่วคราว ถ้าเป็นมากควรไปพบแพทย์ 
 
ยาดมที่เป็นลักษณะยาน้ำ หรือ ยาขี้ผึ้ง ให้ป้ายสำลีหรือผ้าเช็ดหน้า หรือทาบางๆ ที่หน้าอก แล้วสูดไอระเหยหรืออาจทาด้านนอกของจมูกแต่ต้องใช้ยาปริมาณน้อยๆ และหากมีโรคของโพรงจมูกอยู่เช่น โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ติดเชื้อในโพรงจมูกหรือไซนัสอักเสบควรหลีกเลี่ยงการใช้ เนื่องจากอาการแพ้ซึ่งอาจมีเยื่อบุโพรงจมูกเสียหายอยู่แล้วหากสูดยาดมที่มีเข้มข้นมากๆ อาจระคายเคืองมากขึ้น อนึ่ง ยาสูดดมนี้อาจเกิดอันตรายกับเด็กดังนั้นควรเก็บรักษาไว้ให้ห่างมือเด็ก
 
 
สำหรับ ยาหม่องน้ำ ซึ่งมีข้อบ่งใช้คือ ทาแก้อาการปวดเมื่อย มีตัวยาหลักคือ เมทิลซาลิซัยเลต นอกเหนือจาก เมนทอล การบูร พิมเสน ไม่ควรนำมาใช้สูดดม เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ
 
ยาดมยังอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ เนื่องจากสารเคมีที่ใช้ผลิตบางชนิด เช่น เมนทอล และการบูรซึ่งเป็นสารมีผลต่อระบบประสาทจึงอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ แต่การ ”ติดยาดม” นั้นจะเป็นรูปแบบที่ใช้จนติดเป็นนิสัยคล้ายคลึงกับการที่เราชอบหมุนปากกา ต้องกอดหมอนข้างในเวลานอน โดยสังเกตว่าหากวันไหนที่เราลืมเอายาดมออกจากบ้าน ไม่ได้ดมยาดมตลอดวัน อย่างมากเราอาจรู้สึกอยากสูดยาดมบ้าง แต่เมื่อทำงานหรือเรียนในระหว่างวันเราก็ละเลยความคิดนั้นไปได้
 
จะเห็นได้ว่า ยาดมเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีประโยชน์ หากรู้จักใช้อย่างถูกวิธี ระมัดระวังและไม่สูดดมต่อกันเป็นเวลานาน เมื่อมีอาการผิดปกติควรเลิกใช้ทันทีและรีบปรึกษาแพทย์ การมีไว้สำหรับคนที่จำเป็นใช้ ก็เป็นการป้องกันโรคบางอย่างได้ ทำให้สุขภาพดี โดยไม่ต้องพึ่งยา
 
ขอบคุณข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ยุวดี วงษ์กระจ่าง 
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
 
http://vcharkarn.com/varticle/44213
 
โดย... AU Kanchana : Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-14 20:36:24 IP : 171.97.4.61


ความเห็นที่ 48 (3424597)

 เหยียบกะลา คลายเมื่อยเท้า ฟื้นสุขภาพแข็งแรง

 
 
 
 
 
การบริหารร่างกายโดยใช้กะลามะพร้าว
อุปกรณ์ กะลามะพร้าวซีกตัวผู้ คือตรงกลางเป็นรู โดยมีลักษณะส่วนยอดเต้าแหลมหรือป้านต่างกัน ส่วนสูงของกะลาควรเลือกขนาดความสูงใกล้เคียงกัน ขนาดอาจเล็กใหญ่ก็ได้ แต่ทั้ง 2 ซีก ควรมีขนาดไม่ต่างกันมากนัก ส่วนขอบเรียบเสมอกันโดยรอบ
 
ท่าที่ 1 ท่าข้อแกร่ง 
วางกะลา 2 ใบ บนพื้นราบ ห่างจากหลักยึดพอประมาณ ยืนเหยียบกะลาให้หลังตรง มือทั้งสองข้างจับหลักยึด เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เลื่อนสันเท้าทั้งสองลงมาที่พื้นราบ โดยให้อุ้งเท้าและปลายเท้าแนบกับกะลา นับ 1-5 ทำสลับกันเช่นนี้จนครบ 3 นาที
 
ท่าที่ 2 ท่าขาแข็ง
วางกะลา 2 ใบ บนพื้นราบ ห่างจากหลักยึดพอประมาณ ยืนเหยียบกะลาโดยให้หลังตรง มือทั้งสองข้างจับหลักยึด ยืนเขย่งปลายเท้าบนกะลา นับ 1-5 กลับมาในท่าพัก โดยอุ้งเท้าและปลายเท้าแนบกับกะลา
 
ท่าที่ 3 ท่าผ่อนคลาย
วางกะลา 2 ใบ บนพื้นราบ ห่างจากหลักยึดพอประมาณ ยืนเหยียบกะลาโดยให้หลังตรง มือทั้ง 2 ข้างจับหลักยึด เดินย่ำไปบนกะลาให้ทั่วฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้าง จุดไหนเจ็บให้กดแช่ไว้เท่าที่จะทนได้ 
จนครบ 3 นาที
 
ท่าที่ 4 ท่าสบายขา
วางกะลา 2 ใบ บนพื้นราบ ห่างจากหลักยึดพอประมาณ ยืนเหยียบกะลาโดยให้หลังตรง มือทั้ง 2 ข้างจับหลักยึด ใช้ส้นเท้าขวานวดบนหลังเท้าซ้าย นับ 1-5 หลังจากนั้นวางเท้าขวาบนกะลาเช่นเดิม ทำสลับอีกข้างเช่นเดียวกัน จนครบ 3 นาที
 
ท่าที่ 5 ท่ากะลาไชโย
วางตำแหน่งกะลาจำนวน 5 ใบ โดยให้กะลาจำนวน 4 ใบ วางเป็นคู่ขนานใยระยะพอประมาณสำหรับนั่ง กะลาใบที่ 5 วางที่ส่วนยอดตรงกลาง นั่งลงบนกะลาโดยให้ก้นกบอยู่บนกะลาส่วนยอดโคนขาใต้ก้นกบอยู่บนกะลาคู่บน ข้อพับเข่าอยู่ตรงกลางคู่ล่าง ขาข้างหนึ่งเหยียดตรง ขาอีกข้างไขว้มาตรงที่ต้นขาข้างที่เหยียบตรง พร้อมใช้มือทั้ง 2 ข้างนวดตามเท้า น่อง และขาประมาณ 1 นาที ทำ 2 ข้างสลับกัน จนครบ 3 นาที
 
http://doctor.or.th/article/detail/3549
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-16 18:03:18 IP : 171.97.33.184


ความเห็นที่ 49 (3424607)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-16 18:25:57 IP : 171.97.33.184


ความเห็นที่ 50 (3424774)

 ผงนัว...สมุนไพรชูรส แทนผงชูรส

 

 

 
เมื่อการดำเนินชีวิตแปรเปลี่ยนไป ผู้คนหันมาพึ่งอาหารสำเร็จรูป อาหารนอกบ้าน สารพัดโรคจึงตามมา ทั้งโรคหัวใจ โรคเครียด โรคประสาท 'ผงนัว' ช่วยสร้างรสชาติอาหารให้กลมกล่อม ผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ 
 
หลังจากที่ถนนลาดยางตัดผ่านชุมชนชาวกะเริง ชนเผ่าหนึ่งในภาคอีสานแถบจังหวัดสกลนคร เสาไฟขึ้นเรียงรายริมถนน บ้านแต่ละหลังมีไฟฟ้าใช้ วิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยบริโภคพืชผักท้องถิ่นเด็ดจากริมรั้ว แต่ละครอบครัวก็หันมาพึ่งอาหารถุงสำเร็จรูป ซื้อวัตถุดิบจากรถกับข้าวเร่ขาย และสิ่งที่ตามมาก็คือ ชาวบ้านเริ่มป่วยเหมือนคนเมือง บางครั้งเป็นโรคหัวใจ โรคเครียด โรคประสาท 
 
เราเข้าไปทำแผนแม่บทชุมชน วิจัยศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้านที่เปลี่ยนไป ทำให้สุขภาพเริ่มแย่ลง จากเดิมชาวบ้านเคยบริโภคพืชผักสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น เมื่อระบบเกษตรฯ เริ่มเปลี่ยนเน้นการส่งออก ชาวบ้านจึงผลิตเพื่อขายและต้องพึ่งพิงอาหารถุง อาหารกระป๋อง ที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบทำให้ชาวบ้านเป็นโรคเหมือนคนในเมือง ทั้งโรคหัวใจ โรคเครียด โรคประสาท ความดันโลหิตสูง ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเคยอายุยืนกว่า 100 ปี ซึ่งส่วนใหญ่กินอาหารพื้นถิ่น? ยงยุทธ ตรีนุชกร นักพัฒนาอิสระ ครูภูมิปัญญาไทย กล่าว
 
วิถีชีวิตที่แปรเปลี่ยนเช่นนี้ คงมิได้เกิดขึ้นเพียงแค่ชุมชนชาวกะเริง หลายชุมชนแถบชนบท เมื่อต้องพึ่งพิงอาหารนอกบ้าน พวกเขาเริ่มป่วยคล้ายๆ กับคนเมือง ปรากฏการณ์เช่นนี้น่าเป็นห่วง แล้วจะมีทางออกเพื่อคืนการมีสุขภาพที่ดีให้กับชุมชนอย่างไร
 
ผงนัว เพิ่มรสชาติเพื่อสุขภาพ
 
เมื่อสุขภาพของชาวบ้านในชุมชนเริ่มแย่ลง ทางออกจากเวทีเรื่องผักพื้นบ้าน เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว ก็มีประเด็นนำเสนอว่า จะใช้อะไรแทนผงชูรส และในที่สุด 'ผงนัว' คือทางออกที่ชัดเจนขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ 'นัว' มาจากภาษาพื้นถิ่นอีสานหรือภาษาไทยลาว แปลว่า 'กลมกล่อม' ผงนัวแปรรูปมาจากสมุนไพรหลายชนิด ที่สามารถใช้ทดแทนผงชูรสได้ และไม่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกาย นอกจากนี้ผงนัวยังเป็นรูปแบบหนึ่งของวิธีคิดจากระบบเศรษฐกิจฐานราก ครูภูมิปัญญาไทยอย่างอาจารย์ยงยุทธ ตรีนุชกร เป็นคนแรกที่สัมผัสชีวิตชุมชนชาวอีสาน และได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงว่า ชาวบ้านเริ่มป่วยมีโรคภัยใกล้เคียงกับคนเมือง คือมีสุขภาพที่แย่ลง จึงเป็นเหตุที่ต้องพลิกฟื้นภูมิปัญญาขึ้นมาใช้ โดยร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสกลนคร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
 
อาจารย์นิภาพร อามัสสา สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสกลนคร และทีมนักวิจัยจากสถาบันเดียวกัน ได้ทำการวิจัยคุณค่าทางอาหาร พร้อมแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้ผงนัวสำเร็จรูป สะดวกกับการใช้งาน และเก็บได้นาน ได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้หลายปีจนกระทั่งปัจจุบันสามารถผลิตออกจำหน่ายและถ่ายทอดงานวิจัยสู่ชุมชน 
 
"ในฐานะที่ตนเป็นคนพื้นเพอีสาน ทำให้เห็นและรับรู้ถึงการใช้พืชผักพื้นบ้าน อย่างการนำหม่อนมาใช้ในการปรุงอาหารให้มีรสชาติที่อร่อย ต้มไก่ใส่ใบหม่อน นอกจากนี้ยังมี 'สูตรข้าวเบือ' ที่ใช้ข้าวเหนียวมาแช่น้ำ แล้วป่นใส่ในอาหารเพิ่มรสชาติ โดยเฉพาะที่สกลนคร มีเครื่องปรุงรสที่แปลกออกไปคือ ชาวบ้านใช้ใบของผักพื้นบ้านหลายชนิดตากแดดให้แห้ง แล้วตำให้ละเอียดผสมกัน เพื่อเก็บไว้ใส่อาหารเวลาต้มแกง หรือที่เรียกว่า ผงนัว" อาจารย์นิภาพรกล่าว
 
ผักที่ใช้ทำผงนัวจะมี 12 ชนิด ได้แก่ ใบผักหวาน, ใบมะรุม, ใบหม่อน, ใบกระเทียม, ใบหอม, ใบมะขาม, ใบกระเจี๊ยบ, ผักโขมทั้งต้น, ใบส้มป่อย, ใบน้อยหน่า, ใบชะม่วง และใบกุยช่าย เลือกใบที่ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป ผสมกับผักพื้นบ้านในอัตราส่วนที่ต่างกันไป แต่ที่มีอัตราส่วนปริมาณมาก คือ ผักหวานและใบหม่อน รองลงมาเป็นใบมะรุม และที่ใส่ลงไปน้อยสุดคือ ใบน้อยหน่า เนื่องจากมีการถ่ายทอดมาว่าใบน้อยหน่ามีพิษ ซึ่งคนสมัยโบราณนำใบน้อยหน่ามากำจัดเหา 
 
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าพืชชนิดไหนมีพิษและมีรสขม หากใส่จำนวนน้อยถือว่าเป็นยาและใช้แกงกินก็ได้ นอกจากนี้แล้ว ยังเพิ่มข้าวเหนียวแช่น้ำ ข้าวกล้องแช่น้ำ และข้าวเหนียวนึ่งสุก ข้าวกล้องหุงสุก และเติมเกลือไอโอดีนลงไป ผ่านการอบแห้งแล้วป่นรวมกัน ซึ่งงานวิจัยผงนัว ยังคงส่วนผสมที่ชาวบ้านเคยทำไว้แต่มาปรับปรุงสัดส่วน และเพิ่มเกลือไอโอดีนลงไป พร้อมดัดแปลงเรื่องของรสชาติให้เหมาะกับอาหารแต่ละชนิด
 
ผงนัวจากงานวิจัยได้มีการทดสอบรสชาติให้เป็นที่น่าพอใจ จึงมีด้วยกัน 2 รส คือ รสมันหวาน ใช้สำหรับต้ม ผัด หมัก แกงและย่าง และรสเปรี้ยวใช้กับต้มยำ ยำ ลาบ อ่อม แจ่ว รสนี้เพิ่มผักที่มีรสเปรี้ยว พวกส้มป่อยหรือใบมะขาม ทั้งนี้รสชาติของผงนัวจะเพิ่มรสให้อาหารได้นั้นต้องใส่ในน้ำต้มแกงตอนร้อนๆ ถ้าชิมจะไม่มีรสชาติ แต่รู้สึกได้ว่ามีรสปะแล่มๆ คล้ายผงชูรสที่ขายตามท้องตลาด
 
"การทำผงนัวต้องใช้เวลาทั้งปี เพื่อเก็บใบผักพื้นบ้านให้ครบ เนื่องจากผักแต่ละชนิด มีฤดูกาล พวกใบหอม ใบกระเทียมจะมีตอนฤดูหนาว ผักหวานต้องรอให้ถึงหน้าฝนจึงจะมีใบ" อาจารย์นิภาพร อธิบาย
 
ด้านอาจารย์ ยงยุทธ ตรีนุชกร ครูภูมิปัญญาไทยกล่าวว่า ความคืบหน้าเรื่องการผลิตผงนัว ช่วงนี้ชาวบ้านเริ่มทำโครงการผลิตออกขายภายนอก เป็นการรวมตัวของเครือข่ายอินแปง จังหวัดสกลนคร พัฒนาสูตรไปเรื่อยๆ กำลังคิดว่าจะทำเป็นผงโรยให้เด็กกิน ใส่งา ใส่สาหร่าย (ไกแม่นํ้าโขง) ผสมเข้าไปด้วย ก็จะเป็นอาหารสำหรับเด็ก หรือทำเป็นแจ่ว ก็ปรับเป็นผง เป็นก้อน คงไม่ทำเป็นเกล็ดคล้ายผงชูรส ตอนนี้มีแบบผงอย่างเดียว แบบก้อนกลมๆ ชาวบ้านทำไว้ใช้เอง ตอนนี้ให้ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขอทุน สวทช. เพื่อทำวิจัยว่า ในผงนัวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนเท่าไหร่
 
"ผักทุกอย่างกินได้หมด ชาวบ้านบริโภคมากขึ้น เครือข่ายอินแปงของสกลนครบริโภคเยอะ เสียงตอบรับจากชาวบ้านจะดี ไปคุยที่ไหนที่นั่นเขาอยากจะทำ ปัญหาสุขภาพเรื่องใกล้ตัว และประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กินผงชูรสยิ่งกว่าไทย ใช้ผงชูรสจิ้มเลย มีกลุ่มคนลาวสนใจเข้ามาเรียน เครือข่ายอินแปงก็เคยไปลาว เราอยากเน้นให้คนไทยทุกคนได้กิน ที่ผ่านมาเผยแพร่เยอะพอสมควร คนรู้จักผงนัวมากขึ้น คิดจะทำแจกจ่ายให้แม่ค้าส้มตำ ไก่ย่าง ในกรุงเทพฯ เพราะถือว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภค แล้วเอาผลผลิตมะละกอแบบไม่มีจีเอ็มโอมาใช้ปรุงอาหาร"
 
ครูภูมิปัญญาไทยกล่าวอีกว่า รสชาติของผงนัวแต่ละท้องถิ่นจะไม่เหมือนกัน แต่เราต้องมีหลักคือ ประการแรก ต้องรู้จักสรรพคุณของต้นไม้ก่อน ต้องรู้ว่ารสชาติอะไรนำ อาจหวานเยอะตามด้วยรสมันเปรี้ยว ประการที่สอง จะใช้ปรุงอาหารแบบไหน อย่างส้มตำต้องลดปริมาณลง เปรี้ยวหวานจะนำ ต้องปรับไปตามสภาพอาหาร ประการที่สาม ใช้หลักตามเภสัชกรรม อย่างรสเปรี้ยวบำรุงฟอกเลือด รสหวานบำรุงกำลัง 
 
ผงนัวนอกจากมีคุณสมบัติเป็นเครื่องปรุงรสแล้ว ยังให้ประโยชน์ด้านสมุนไพร โดยเฉพาะตัวผักพื้นบ้าน มีวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย จากการศึกษาของสถาบันการแพทย์แผนไทยพบว่า ใบมะขามอ่อน ยอดส้มป่อย ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน ผักโขมและชะม่วง อีกทั้งดอกมะรุม มีศักยภาพในการต้านอนุมูลอิสระในระดับที่สูงมาก
 
พ่อแสง นามตะ หมอพื้นบ้านด้านสมุนไพร ศูนย์การเรียนรู้สุขภาพชุมชน เครือข่ายเกษตรนิเวศน์เทพนิมิตร จังหวัดชัยภูมิ กล่าวถึงอีกต้นตำรับผงนัวที่เปลี่ยนชื่อเป็นผงแซบ โดยมีส่วนผสมของผักพื้นบ้านบางอย่างที่แตกต่างจากสกลนคร
 
"ต้นตำรับเดียวกัน ถ้าอยู่ชัยภูมิเรียกว่าผงแซบ แต่ก็เป็นเครือข่ายหมอพื้นบ้านเดียวกัน เราเอาทางโน้นมาทำ ปรับเปลี่ยนพืชผักไปตามสถานที่ จริงๆ เราทำมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 38 พอรวมกลุ่มหมอพื้นบ้านปี 40 ก็เริ่มพัฒนาอีกระดับหนึ่ง เริ่มเข้าที่เข้าทางประมาณ 3 ปี สูตรจะอยู่ตัว อร่อยกลมกล่อม เราพยายามหาสูตรสมุนไพรให้กลมกล่อม" 
 
พ่อแสงให้ข้อมูลว่า ชัยภูมิเป็นที่ราบสูง มีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ชาวบ้านเจ็บป่วยเป็นโรคทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ระบบกล้ามเนื้อ กระเพาะ โรคปวดเมื่อย เราได้ถ่ายทอดความรู้บนเวทีหมอพื้นบ้านว่า ตอนนี้ชาวบ้านเจ็บป่วยกันมาก เราจะหาอะไรมาช่วย ก็เลยสอนให้หันมาหาพืชผัก ตัวสูตรผงนัวก็มีเหมือนกัน แต่เพิ่มบางตัวไม่เท่ากัน ทางชัยภูมิมี 2 สูตร สูตร 1 เป็นสูตรกลางๆ ใส่ต้มผักป่น แจ่วได้ สูตร 2 ใส่อ่อม ส่วนมากคนอีสานจะกินอ่อมขมนิดๆ ก็เพิ่มมะระขี้นก รสขมๆ อร่อยดี อ่อมทุกวันนี้ไม่ใช่อ่อมแบบโบราณ ก็นึกถึงสมัยก่อนด้วยการใส่มะระขี้นก
 
"อย่างสูตร 2 จะมีข้าวเหนียวเยอะ เราจะเอาข้าวเหนียวมาปิ้งให้สุกเหมือนจี่ข้าวกิน แล้วค่อยๆ ทุบให้แบน ย่างอีกทีหนึ่งจนกรอบ เราจะได้ข้าวเบือที่หอมๆ จะไม่เหมือนข้าวคั่ว ที่สกลนครทำสูตรเดียว ที่ผ่านมาเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง แต่ก่อนเรียกผงนัวตามคนอื่น พอทำไปสักพักก็เข้าสูตร เราเปลี่ยนเป็นผงแซบนัวผ่านมาปีหนึ่ง และก็เปลี่ยนเป็นผงแซบเฉยๆ แต่คราวหน้าว่าจะเปลี่ยนเป็นผงแซบนัวดีกว่า ทราบข่าวมาว่า ผงนัวสกลนครเอาขมิ้นมาใส่ด้วย แต่ของเราจะออกรสมัน ขมนิดหนึ่ง แต่ผงนัวสกลนครเปรี้ยวๆ ออกเค็มนิดหนึ่ง เราชอบรสไหน เราก็ลดส่วนตรงนั้น"
 
พ่อแสงกล่าวถึงเรื่องการบริโภคผงแซบนัวว่า ยังใช้กันไม่มากนัก บางคนยังติดผงชูรส ปีที่แล้วทำสูตรอาหารพื้นบ้าน ทำแล้วชิมกันเพื่อเก็บข้อมูล ปรากฏว่า คนยังบริโภคผงชูรสอันดับหนึ่ง ผงแซบอันดับ 2 และไม่ใส่อะไรเลย อันดับ 3 เราค่อยๆ ทำเรื่องนี้ ส่วนมากใช้ในครัวเรือน ผงแซบนัววางขายไม่มากนัก บางครั้งทางจังหวัด โรงพยาบาลก็สั่งซื้อเข้ามา เราอยากให้ชาวบ้านรู้จักเรื่องผักพื้นบ้านมากขึ้น เราพยายามทำเป็นเรื่องสุขภาพองค์รวม
 
"ถ้าจะใช้ผงรสนัวปรุงอาหารต้องผ่านความร้อน ถึงได้ประสิทธิผลความอร่อยมากขึ้น ใช้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการปรุงอาหาร ปริมาณที่ใช้ 1-2 ช้อนชา เช่น เวลาต้มน้ำแกง พอใส่ทุกอย่างหมดแล้วน้ำเดือด พอจะยกลงเราก็ใส่ผงนัวลงในอาหารนั้นๆ จะเพิ่มรสอร่อยกลมกล่อม อาหารยำหรือส้มตำที่ไม่ได้ใช้ความร้อน ให้เราต้มน้ำพอน้ำเดือดเราก็ใส่ผงรสนัว แล้วเราจึงนำน้ำผงรสนัวที่ได้มาปรุงอาหารอีกทีหนึ่ง" พ่อแสงแนะนำ
 
สารพัดประโยชน์จากผงนัว
 
ผงนัวทุกวันนี้ ผลิตออกมา 3 ชนิด คือ ผงนัว (ของชาวบ้าน) ,ผงเกษตร (ของสถาบันราชมงคล) และผงแซบ(ของชัยภูมิ) ราคาที่จำหน่ายก็ย่อมเยา อยู่ในอัตราซองละ 15-20 บาท (ตามน้ำหนัก) 1 ซองสามารถใช้ได้หลายครั้ง ได้มีการทดลองนำผงนัวไปใช้กับผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า ผงนัว สามารถควบคุมน้ำตาลได้ นอกจากนี้อาการต่างๆ ของพิษที่เกิดขึ้นในร่างกาย (อย่างอาการนั่งหลับ เพราะมลพิษจากสภาพแวดล้อม) ผงนัวสามารถนำไปทดแทน ทำให้อาการเหล่านี้ดีขึ้น (ทั้งนี้เป็นความรู้ที่ได้จากการสังเกต แต่ยังไม่มีการทดลองวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ยืนยัน) 
 
อาจารย์ยงยุทธ ให้รายละเอียดของกลุ่มพืช ที่นำมาทำผงนัว 3 ตระกูล 
 
ตระกูลแรก เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและบำรุงอวัยวะภายใน ได้แก่ ข้าวเหนียวที่สีแล้ว เป็นยาบำรุงกำลัง (หากได้ข้าวเหนียวดำ พันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิมจะดีมาก เนื่องจาก มีคุณค่าทางสารอาหารสูง โดยเฉพาะข้าวที่ไม่สีโดยเครื่องจักร ใช้การตำจะดีมาก) นอกจากข้าวเหนียวแล้ว ยังมีพืชอื่นๆ อีก ได้แก่ มันเทศ (บางคนเรียกมันแกว) หากไม่ใช่สีขาวยิ่งดี (ให้สังเกตชนิดที่มีสี เพราะจะเข้าไปซ่อมแซมเซลล์ไม่ให้กลายพันธุ์ ป้องกันสารก่อมะเร็ง มันเทศช่วยถอนพิษได้) หากเป็นใบไม้ธรรมดา นำไปตากแห้ง ถ้าเป็นมันเทศต้องนำไปต้มก่อน จึงจะนำไปตากแห้ง ล้างให้สะอาด ใช้เปลือกด้วย เนื่องจากต้องการสีของมัน 
 
ส่วนผักก้านตรง (ออกรสมันหวาน ปลูกในกระถาง เด็ดกินได้ ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงกระดูก) ผักคอนแคน (เป็นไม้ป่าเลื้อย ดอกเป็นช่อยาว รสชาติดีกว่าหน่อไม้ฝรั่ง เป็นอาหารขึ้นชื่อของสกลนคร ออกดอกปีละครั้ง ยอดอ่อนนำมาเผาไฟ หมกไฟ เพื่อให้กลิ่นที่หอมและมีความหวาน แล้วนำไปตากแห้งแล้วบด) มะรุม (จะมีแคลเซียมมาก ธรรมชาติบำบัดในอินเดีย จะใช้มะรุมช่วยบำรุงกระดูก ) ข้าวโพด (ใช้หนวดข้าวโพดพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้าวโพดสวิส ข้าวโพดที่มีหลากสี ใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้) ฟักทอง (โดยมากใช้ไส้ข้างใน นำมานึ่งทั้งเมล็ด ตัวนี้จะช่วยบำรุงตับไต ไส้พุง เมล็ดฟักทอง สามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ และช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ มีเบต้าแคโรทีนสูงมาก คุณค่าของไส้ฟักทอง มีมากกว่าเนื้อฟักทอง) นำส่วนผสมทั้งหมดนี้มาปรับตามความเหมาะสม
 
ตระกูลที่สอง เป็นพืชที่เผ็ดร้อน เกี่ยวข้องกับการขับลมในลำไส้ ช่วยเจริญอาหาร เช่น หอม ข่า กระเทียม ข่าจะใช้หัวเหง้า กระเทียมจะใช้ใบ นอกจากนี้ยังมีผักแพรว (รับประทานกับก๋วยเตี๋ยวญวน) กะเพรา ผักแป้น (ใบกุยช่าย) ตะไคร้ ใบมะกรูด กระชาย (ช่วยบำรุงไตได้ดี) แมงลัก โหระพา ผักกาดหัว (คือหัวไชเท้า) ผักหวานบ้าน ย่านาง 
 
ตระกูลที่สาม พวกไม้เบื่อเมา จะขมและเหมือนทำให้เมา ต้องใช้ปริมาณน้อยไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของอัตราผสมทั้งหมด พืชตระกูลนี้จะช่วยคลายและถอนพิษหลายอย่าง พวกคลายประสาทได้แก่ ผักโขมที่ใช้มากคือ โขมหวาน (ผักโขมจะมีเส้นใยมาก คุณสมบัตินี้จะช่วยกำจัดสารมะเร็งที่ปนเปื้อนในน้ำดื่ม ในไส้กรองได้ดี) ผักโขมให้วิตามินเคและวิตามินอื่นๆ อีกมาก ควรรับประทานเป็นประจำ
 
จากการศึกษาและทดลองจนได้พัฒนาเป็นสูตรขึ้นมาเรียกว่า ผงนัว ซึ่งขณะนี้สถาบันราชมงคลมีสูตรส้มตำ แกงอ่อม ต้มผัด สูตรหมัก ส่วนที่อำเภอพังโคนผลิตรสต้มยำ สามารถปรับใช้ให้เข้ากับลิ้นของคนภาคกลาง โดยมีเครื่องหมาย อย.รับรอง และขณะนี้มีการส่งผงนัวออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ แต่คนไทยยังไม่ได้ลองชิมผงนัว คนไทยที่ได้กินคือ แรงงานจากภาคอีสานที่ไปทำงานต่างประเทศ 
 
เมื่อผงนัวทำให้รสชาติอาหารอร่อยและกลมกล่อม แล้วยังให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายจากสมุนไพรธรรมชาติ ผงนัวจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
 
http://www.halalthailand.com/healthy/subindex.php?page=content&category&subcategory=3&id=145
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-17 16:58:58 IP : 115.87.161.189





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.