ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > สาระชีวิต

สาระชีวิต


จุดอ่อนคนไทย 10ประการ ข้อคิดดีๆจากคุณวิกรม กรมดิษฐ์
 
 
รูปภาพ : จุดอ่อนคนไทย 10ประการ ข้อคิดดีๆจากคุณวิกรม กรมดิษฐ์
1. คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก กล่าว คือ รู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก
2. การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย สอน ให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม
3. คนไทยมองอนาคตไม่เป็น เท่า ที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำ งานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ
4. คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้า หรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประเทศ ของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน
6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง
7. สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ และชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัย
8. เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว ทำ ให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา
9. คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก เพราะ ไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเอง
10. คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่ สอนให้ลูกช่วยตัวเอง
Read more: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cartoonthai&month=13-07-2011&group=14&gblog=181#ixzz1RxB4ds2t
 
 
1. คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก กล่าว คือ รู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก 
2. การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย สอน ให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม 
3. คนไทยมองอนาคตไม่เป็น เท่า ที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำ งานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ 
4. คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้า หรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 
5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประเทศ ของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน 
6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง 
7. สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ และชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัย 
8. เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว ทำ ให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา 
9. คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก เพราะ ไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเอง 
10. คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่ สอนให้ลูกช่วยตัวเอง 
 
Read more: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cartoonthai&month=13-07-2011&group=14&gblog=181#ixzz1RxB4ds2t

 



ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-04-29 21:26:18 IP : 110.168.156.135



ความเห็นที่ 1 (3412335)

 คุณค่า "หนังสือ"

 

รูปภาพ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:39:37 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 2 (3412336)

 พึงยึดถือและปฏิบัติ....

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-04-29 21:40:43 IP : 110.168.156.135


ความเห็นที่ 3 (3413697)

 ลังตังช้าง หรือ ต้นช้างร้อง

ลังตังช้าง หรือ ต้นช้างร้อง 
“ต้นไม้พิษทรงพลัง ที่ฆ่าชีวิตทหารพม่าสมัยโบราณนับร้อย”
 
 
 


.... ครั้งนั้นกองทัพพม่าได้มาดักรอซุ่มโจมตีกองทัพไทยบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ณ หาดพม่าตาย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลรับร่อ จ.ชุมพร ในปัจจุบัน ทหารพม่าได้เด็ด “ ใบลังตังช้าง” มาปูนอน จึงเป็นเหตุให้กองทัพพม่าแตกพ่าย ล้มตายยังไม่ทันได้โจมตีกองทัพไทย.
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-08 21:54:30 IP : 58.9.245.245


ความเห็นที่ 4 (3413724)

 “ฉับโผง” เป็นของเล่นชนิดหนึ่งที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่สดๆ 

 



ใช้ไม่ไผ่ลำเล็ก ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.2-0.3 ซม. (พอที่จะใส่ลูกพลาในกระบอกพอดี) โดยมีส่วนประกอบเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก เป็นไม้ไผ่กลวง ความยาวประมาณ 8 – 10 ซม.
ส่วนที่ 2 เป็นส่วนด้ามที่นำไม้ไผ่มาเหลาเกลาให้กลม ความยาวประมาณ 8 – 10 ซม. เช่นกัน กล่าวคือ ขนาดพอที่จะกระทุ้งเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้(ส่วนแรก) แล้วทำด้ามจับขนาดพอดีมือ(ประมาณ 5-6 ซม.)

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-08 22:31:10 IP : 58.9.245.245


ความเห็นที่ 5 (3417278)

 พุทธธรรมที่สำคัญ.....

 

 

 
พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนอภิปรัชญาที่ขาดจากภาคปฏิบัติ พระองค์จึงไม่ทรงเน้นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาอภิปรัชญาในสมัยนั้นนิยมคิดกัน แต่ทรงสอนเน้นในเรื่องการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์เป็นสำคัญ การที่พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อปัญหาอภิปรัชญาก็ด้วยเหตุผลที่ว่า การถกเถียงในเรื่องของโลกว่า เที่ยงหรือไม่? เป็นต้น ตามทัศนะของพุทธเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์ ไม่ใช้เหตุที่จะนำมหาชนเข้าสู่จุดหมายปลายทางแห่งชีวิตอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม แม้พระพุทธองค์ทรงไม่พยากรณ์ในเรื่องทั้งหลายดังกล่าว แต่ในพุทธธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ก็เป็นการตอบปัญหาในเรื่องอภิชญาอย่างชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว ซึ่งจะได้กล่าวถึงพุทธธรรมบางหัวข้อ เป็นต้นลำดับ ดังต่อไปนี้
 
ทุกข์เป็นสำคัญ การที่พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อปัญหาอภิปรัชญาก็ด้วยเหตุผลที่ว่า การถกเถียงในเรื่องของโลกว่า เที่ยงหรือไม่? เป็นต้น ตามทัศนะของพุทธเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์ ไม่ใช้เหตุที่จะนำมหาชนเข้าสู่จุดหมายปลายทางแห่งชีวิตอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม แม้พระพุทธองค์ทรงไม่พยากรณ์ในเรื่องทั้งหลายดังกล่าว แต่ในพุทธธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ก็เป็นการตอบปัญหาในเรื่องอภิชญาอย่างชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว ซึ่งจะได้กล่าวถึงพุทธธรรมบางหัวข้อ เป็นต้นลำดับ ดังต่อไปนี้
 
 
อริยสัจ 4 (The Four Noble Truths)
 
อริยสัจ แปลตามอักษรว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของท่านผู้ประเสริฐ (อริยะ) หรือ ความจริงอันทำให้บุคคลเป็นผู้ประเสริฐ ดังนั้น ผู้ใดรู้แจ้งเห็นจริงในอริสัจ ผลนั้นก็จะกลายเป็นพระอริยบุคคลหากจะกล่าวโดยสรุป คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดอาจประมวลลงในอริยสัจ เป็นต้นว่า หลักขันธ์ 5 หลักไตรลักษณ์ หลักธรรมและหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นอาทิ ล้วนแต่เป็นเรื่องของทุกข์สัจทั้งสิ้น การที่พระพุทธองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็เพราะทรงตรัสรู้อริยสัจ 4 นี่เอง ด้วยเหตุนี้ อริยสัจ 4 จึงมีความสำคัญมาก อาจกล่าวได้ว่า อริยสัจ 4 เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาทีเดียว
 
ความสุขทั้งหลายบรรดาที่ได้มีอยู่พอที่จะหามาซ่องเสพกันได้นั้นที่พากันปรารถนาเอาเข้าอย่างจริงๆ จังๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของเรื่องเงินๆ ทองๆอยู่ดี ดังที่พระพุทธองค์ทรงได้ตรัสเอาไว้ว่า ความสุขของคฤหัสถ์นั้นมีอยู่ 4 ประการ คือ
 
ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์
ความสุขที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์
ความสุขที่เกิดจากการไม่มีหนี้สิน
ความสุขที่เกิดจากการทำการงานที่ไม่มีโทษภัย
ศาสนาที่ย้อนยุคสมัยมีมาแต่ครั้งที่อะไรๆ ยังเป็นไปตามธรรมดาสามัญกว่านี้อย่างมากมายนั้น จะเป็นเสมือนกระแสอากาศสดชื่นบริสุทธิ์ที่ผ่านเข้ามาในห้องที่มีผู้คนแออัด บาทีอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะหวนกลับไปหาคุณค่าที่ว่าเก่าๆ แต่คงทนดีกว่า เมื่อการดำเนินชีวิตและกิจการต่างๆ ยึดหลักความเอื้ออาทรเห็นอกเห็นใจกัน มากกว่าจะมุ่งหาผลประโยชน์ให้แก่ตน ก็จะเห็นผลปรากฏว่า ชีวิตและกิจการเหล่านั้นมิใช่จะเลวร้ายอย่างที่เราเคยคิด และที่แท้แล้วมันจะช่วยให้ชีวิตของเราโปร่งโล่งเบาสบายขึ้นด้วย ลองนำแนวคิดของคนสมัยนี้จำนวนมากที่มองสังคมเป็นสนามชิงผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง กับคำสอนง่ายๆ ว่าด้วย “การปฏิบัติต่อกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง” หน้า ๖๒ มาเทียบกันดูซิว่าเป็นอย่างไร คนปัจจุบันจำนวนมากมองชีวิตทุกวงการเป็นการต่อสู้ระหว่างผลประโยชน์ที่ขัดกัน เกิดเป็นฝ่ายนายจ้างกับลูกจ้าง รัฐบาลกับราษฎร คนมีกับคนจน และแม้แต่หญิงกับชาย หรือลูกกับพ่อแม่ เมื่อคนถือเอาทรัพย์และอำนาจเป็นจุดหมายของชีวิต สังคมก็กลายเป็นสนามต่อสู้ระหว่าง
 
ผลประโยชน์ส่วนตัวที่ขัดกัน เราก็เลยต้องเที่ยวหาจริยธรรมสำหรับมาปกป้องผลประโยชน์เหล่านั้น นี่คือ “จริยธรรมเชิงลบ” กล่าวคือ สังคมยึดหลักผลประโยชน์แบบเห็นแก่ตัว โดยถือ “สิทธิของแต่ละคนที่จะแสวงหาความสุข” แล้วเราก็เลยต้องหาจริยธรรมดังเช่น “สิทธิมนุษยชน” มาคอยกีดกั้นกันและกันไว้ ไม่ให้คนมาเชือดคอหอยกัน ในระหว่างที่กำลังวิ่งหาความสุขนั้น หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็น “จริยธรรมเชิงบวก” ประโยชน์สุขคือจุดหมาย หาใช่ทรัพย์และอำนาจไม่ พระพุทธศาสนาถือว่า สังคมเป็นสื่อกลาง ที่ช่วยให้ทุกคนมีโอกาสอันเท่าเทียมกันที่จะพัฒนาตนเอง และเข้าถึงประโยชน์สุขได้มากที่สุด และนำเอาจริยธรรมมาใช้เพื่อเกื้อหนุนจุดหมายที่กล่าวนี้
 
คำสอนที่แสดงไว้ในหนังสือนี้ ยึดถือตามหลักธรรมที่เป็นความจริงอันไม่จำกัดกาล กล่าวคือ กรุณา เมตตา สามัคคี สังคหะ และปัญญา คนสมัยใหม่ที่มองธรรมชาติคนว่าเห็นแก่ตัว อาจจะรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้เป็นเพียงอุดมคติ แต่ก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หลักธรรมเหล่านี้สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง อย่างไรก็ตาม จะต้องระลึกไว้ว่า คำสอนเหล่านี้เก่าแก่ถึง ๒,๕๐๐ ปีแล้ว อาจจะมีอยู่ ๒ - ๓ อย่างที่จะต้องนำมาแปลความหมายให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน แต่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า คำสอนเหล่านั้นง่ายพอที่ผู้อ่านจะกลั่นกรองความหมายเอามาใช้ได้ด้วยตนเอง ขอให้หลักธรรมดังกล่าวอำนวยประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน เหมือนดังที่ได้อำนวยประโยชน์แก่ชาวพุทธจำนวนมากมายทั่วทั้งโลก
 
เข้าถึงปรมัตถสัจจะ ส่วนอีกแบบหนึ่งก็สั่งสอนข้อปฏิบัติเกี่ยวกับชีวิตประจำวันนั้นเสียอย่างละเอียดพิสดาร โดยกำหนดแก่เราว่าจะต้องคิดหมายใคร่ทำอะไรๆ แค่ไหนอย่างไร จะต้องกินอาหารอะไร จะต้องสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหน ศาสนาสองแบบนี้น่าจะเป็นสุดโต่ง ๒ ด้าน พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนสายกลางหรือสอนความพอดี ในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ คำสอนในพระพุทธศาสนาดำเนินสายกลาง ระหว่างการเพิกเฉยไม่ใส่ใจเสียเลยต่อเรื่องที่จะต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวัน กับการตราบทบัญญัติเป็นกฎข้อบังคับที่เคร่งตึงตายตัว พระพุทธศาสนาสอนแนวทางความประพฤติตามหลักสัจธรรมที่เป็นอกาลิโก ว่าด้วยประโยชน์สุขที่พึงได้ อันเกิดจากการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันโดยใช้ปัญญาด้วยเมตตากรุณา และพร้อมกันนั้นก็มุ่งให้บรรลุถึงอิสรภาพทางจิตปัญญาที่เป็นจุดหมายสูงสุดถึงขั้นที่ทำให้อยู่ในโลกได้โดยไม่ติดโลกหรืออยู่เหนือโลก
 
เนื้อหาในหนังสือนี้ได้รวบรวมจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาทั้งหลาย ซึ่งเป็นคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา (ยุคแรก) สายเถรวาท ที่ทุกวันนี้ยังใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต และถือปฏิบัติกันอยู่ ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำสอนนี้มีอายุเกินกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว แต่มิได้คร่ำคร่าล้าสมัยแต่ประการใด ในสังคมปัจจุบันยุคถือหลักความเสมอภาค ที่แบบแผนความประพฤติต่างๆ ตามที่ถือสืบๆ กันมาแต่เดิม ได้ถูกล้มล้างลงไป หรือถูกตั้งข้อสงสัยไปหมด และทั้งๆ ที่มีแนวคิดภูมิปัญญาชนิดที่ว่า “รู้แจ้งเจนจบ” แพร่สะพัดไป แต่ชีวิตของผู้คนกลับสับสนวุ่นวายยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆ ในสภาพเช่นนี้ คำสอนของพระพุทธ
 
ศาสนาที่ย้อนยุคสมัยมีมาแต่ครั้งที่อะไรๆ ยังเป็นไปตามธรรมดาสามัญกว่านี้อย่างมากมายนั้น จะเป็นเสมือนกระแสอากาศสดชื่นบริสุทธิ์ที่ผ่านเข้ามาในห้องที่มีผู้คนแออัด บาทีอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะหวนกลับไปหาคุณค่าที่ว่าเก่าๆ แต่คงทนดีกว่า
 
เมื่อการดำเนินชีวิตและกิจการต่างๆ ยึดหลักความเอื้ออาทรเห็นอกเห็นใจกัน มากกว่าจะมุ่งหาผลประโยชน์ให้แก่ตน ก็จะเห็นผลปรากฏว่า ชีวิตและกิจการเหล่านั้นมิใช่จะเลวร้ายอย่างที่เราเคยคิด และที่แท้แล้วมันจะช่วยให้ชีวิตของเราโปร่งโล่งเบาสบายขึ้นด้วย ลองนำแนวคิดของคนสมัยนี้จำนวนมากที่มองสังคมเป็นสนามชิงผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง กับคำสอนง่ายๆ ว่าด้วย “การปฏิบัติต่อกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง” หน้า ๖๒ มาเทียบกันดูซิว่าเป็นอย่างไร คนปัจจุบันจำนวนมากมองชีวิตทุกวงการเป็นการต่อสู้ระหว่างผลประโยชน์ที่ขัดกัน เกิดเป็นฝ่ายนายจ้างกับลูกจ้าง รัฐบาลกับราษฎร คนมีกับคนจน และแม้แต่หญิงกับชาย หรือลูกกับพ่อแม่ เมื่อคนถือเอาทรัพย์และอำนาจเป็นจุดหมายของชีวิต สังคมก็กลายเป็นสนามต่อสู้ระหว่าง
 
ผลประโยชน์ส่วนตัวที่ขัดกัน เราก็เลยต้องเที่ยวหาจริยธรรมสำหรับมาปกป้องผลประโยชน์เหล่านั้น นี่คือ “จริยธรรมเชิงลบ” กล่าวคือ สังคมยึดหลักผลประโยชน์แบบเห็นแก่ตัว โดยถือ “สิทธิของแต่ละคนที่จะแสวงหาความสุข” แล้วเราก็เลยต้องหาจริยธรรมดังเช่น “สิทธิมนุษยชน” มาคอยกีดกั้นกันและกันไว้ ไม่ให้คนมาเชือดคอหอยกัน ในระหว่างที่กำลังวิ่งหาความสุขนั้น หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็น “จริยธรรมเชิงบวก” ประโยชน์สุขคือจุดหมาย หาใช่ทรัพย์และอำนาจไม่ พระพุทธศาสนาถือว่า สังคมเป็นสื่อกลาง ที่ช่วยให้ทุกคนมีโอกาสอันเท่าเทียมกันที่จะพัฒนาตนเอง และเข้าถึงประโยชน์สุขได้มากที่สุด และนำเอาจริยธรรมมาใช้เพื่อเกื้อหนุนจุดหมายที่กล่าวนี้
 
คำสอนที่แสดงไว้ในหนังสือนี้ ยึดถือตามหลักธรรมที่เป็นความจริงอันไม่จำกัดกาล กล่าวคือ กรุณา เมตตา สามัคคี สังคหะ และปัญญา คนสมัยใหม่ที่มองธรรมชาติคนว่าเห็นแก่ตัว อาจจะรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้เป็นเพียงอุดมคติ แต่ก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หลักธรรมเหล่านี้สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง อย่างไรก็ตาม จะต้องระลึกไว้ว่า คำสอนเหล่านี้เก่าแก่ถึง ๒,๕๐๐ ปีแล้ว อาจจะมีอยู่ ๒ - ๓ อย่างที่จะต้องนำมาแปลความหมายให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน แต่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า คำสอนเหล่านั้นง่ายพอที่ผู้อ่านจะกลั่นกรองความหมายเอามาใช้ได้ด้วยตนเอง ขอให้หลักธรรมดังกล่าวอำนวยประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน เหมือนดังที่ได้อำนวยประโยชน์แก่ชาวพุทธจำนวนมากมายทั่วทั้งโลก
 
 
- หัวใจแห่งพุทธศาสนา “ละเว้นความชั่ว พึงกระทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส” เป็นสิ่งที่คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธท่องกันมายาวนาน และถ้าหากเปลี่ยนจากแค่การท่องจำไปสู่การประยุกต์ใช้ หลักคำสอนนี้ถือเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตทุกด้าน และเมื่อพิจารณาเพิ่มขึ้นไปถึงหลักคำสอนของศาสนาพุทธ โดยที่ไม่ต้องลงลึกเพื่อหวังมรรคผลแห่งทางธรรม มีหลักปฏิบัติหลายข้อเป็นทฤษฎีสำคัญเพื่อนำมาใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ศีล สมาธิ ปัญญา หรือหลักไตรสิกขา ที่เดิมนั้นในวัยเด็กเราอาจจะได้รับการสอนว่าหลักแห่งไตรสิกขานี้จะมีผลในการเรียนรู้ ทำให้สอบได้คะแนนดีๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ควรหยุดการยึดถือหลักการนี้เมื่ออยู่ในช่วงวัยศึกษาเท่านั้น
 
ศีล คือ การปฏิบัติตนในสิ่งที่ชอบที่ควร
 
สมาธิ คือ การตั้งมั่นและแน่วแน่ในจิตใจ เพื่อให้มีความพร้อมในกระบวนการทางความคิด
 
ปัญญา คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อศีลและสมาธิเจริญมาถึงระดับหนึ่ง
 
นอกจากนี้ กระบวนการแห่งปัญญาในทางพุทธศาสนายังประกอบด้วย สุตมยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการฟัง จินตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากความคิด และภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝน
 
ส่วนการที่คนเราจะทำสิ่งใด ๆ นั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีเข็มทิศนำทางหรือจะต้องมีความรู้ ประสบการณ์รวมทั้งกำลังทรัพย์ที่จะทำ จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจจะได้รับจากการกระทำนั้น ๆ ด้วยการที่เราจะประยุกต์ในการนำธรรมะมาใช้ในการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันนั้นเราก็ต้อง มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นในทางที่ถูกต้องก็คือว่าต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้นั่นเอง เมื่อมีความคิดถูกต้องสิ่งอื่นอันเป็นเบื้องบาทลงไปก็ย่อมพลิ้วไหวไปตามครรลองของเหตุและผล เมื่อคิดถูก คือมีความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะมีความดำริชอบ คือคิดที่จะทำสิ่งนั้น ๆ ที่เรารู้และเราก็ต้องการให้สิ่งนั้นเป็นไปตามหลักการในอุดมคติที่เราได้วาดไว้ในเริ่มแรก เมื่อเราได้วางเป้าหมายที่จะทำสิ่งนั้นแล้ว สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ,สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม ,สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม ,สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง ,สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน
 
สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม,
 
สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ, สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
 
มรรคมีองค์แปด สามารถจัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
 
ข้อ 3-4-5 เป็น ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
 
ข้อ 6-7-8 เป็น สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
 
ข้อ 1-2 เป็น ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)
 
 
จากบทความดังๆ ของ ดร.วัฒนา พรวราเมธกุล (Harvard)
ขอบคุณข้อมูลจาก.....
http://wattanaharaji.exteen.com/20100920/entry-3
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 11:35:42 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 6 (3417286)

 การนำโยนิโส......มาใช้ในชีวิตประจำวัน(ท่านป.อ. ปยุตโต)

 

 

 
โยนิโสมนสิการ” เป็นวิธีการคิดที่มีประโยชน์สามารถนำไปใช้
ในการคิดวางแผนในการทำวิจัย การทำงาน แก้ไขปัญหา ช่วยในการตัดสินใจ วิเคราะห์ ติดตามผลการทำงาน จึงได้สรุปเรียบเรียงนำเสนอในที่นี้ คำว่า “โยนิโสมนสิการ” ประกอบด้วยคำสองคำ 
-- คำแรกคือ โยนิโส มาจาก โยนิ แปลว่า เหตุ ต้นเค้าแหล่งเกิดปัญญา อุบาย 
วิถีทาง 
-- คำที่สองคือ มนสิการ แปลว่าการนำในใจ การคิดคำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณาเมื่อรวมกันมีความหมายว่า การนึกในใจโดยแยบคายหรือการคิดแบบแยบคาย 
ซึ่งหมายถึงแนวการคิด 4 ประการคือ 
-- การคิดโดยใช้วิธีการต่างๆ (อุบายมนสิการ) ที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ความจริง 
-- ความหมายที่สองคือ การคิดอย่างมีระเบียบเป็นขั้นตอน ตามลำดับเหตุและผล ไม่ทำให้ยุ่งสับสน (ปถมนสิการ) 
-- ความหมายที่สามหมายถึง การคิดโดยการค้นหาสาเหตุและผล หาความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เป็นผลต่อเนื่องแบบลูกโซ่ (การณมนสิการ) 
-- ความหมายที่สี่เป็นการคิดแบบกำหนดเป้าหมาย กำหนดผลล่วงหน้าเพื่อเป็นกำลังใจให้ตนเองทำงานสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (อุปปาทกมนสิการ)
 
โยนิโสมนสิการหรือการคิดแบบแยบคายนี้มีวิธีคิดแยกย่อยออกเป็น 10 วิธีคือ
 
1.วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (หรือคิดแบบสืบสวน) วิธีคิดแบบนี้คือ การคิดแบบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลหรือเกิดเหตุการณ์ ว่ามีอะไรเป็นปัจจัยทำให้เกิดและมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เหมือนกับตำรวจหาสาเหตุที่เกิดเหตุร้าย หรือนักวิจัยหาสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดน้ำท่วม
 
2.วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ (หรือการคิดเชิงวิเคราะห์) วิธีนี้เป็นการคิดแยกสิ่งต่างๆ ออกเป็นส่วนๆ เช่น การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร ก็แยกออกเป็นฝ่ายบุคคล ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายการเงิน เป็นต้น แล้ววิเคราะห์ทีละฝ่าย โดยใช้วิธีคิดแบบอื่นมาร่วมใช้ด้วย เช่น วิธีที่หนึ่งและวิธีที่สี่ เป็นต้น
 
3.วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ (หรือแบบรู้เท่าทันธรรมดา) ผู้ที่สามารถใช้วิธีคิดแบบนี้ได้ต้องเป็นผู้รู้หรือมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ มาก่อน รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ รู้ว่าเป็นธรรมดา รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ที่ปรากฏการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น มีสาเหตุจากอะไร ทำให้เกิดผลอย่างไร จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่รู้แล้ว ผู้ที่ใช้วิธีคิดแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ชำนาญการหรือเชี่ยวชาญได้ สามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้อื่นๆ ได้
 
4.วิธีคิดแบบอริยสัจ (หรือกระบวนการแก้ปัญหา) โดยวิเคราะห์ ปัญหา (ทุกข์) หาสาเหตุของปัญหา (สมุทัย) กำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการแก้ปัญหา (นิโรธ) และกำหนดวิธีการแก้ปัญหา (มรรค) โดยคิดแบบเป็นคู่ คือ วิเคราะห์หาปัญหาและสาเหตุพร้อมกัน เมื่อได้ปัญหาและสาเหตุแล้วนำปัญหาที่ได้มากำหนดเป้าหมายและนำสาเหตุมากำหนดเป็นแผนงาน โครงการ และกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
 
5.วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ (หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย) ธรรม แปลว่า หลักการ หลักความดีงาม 
หลักปฏิบัติที่ดี ส่วน อรรถ นั้นแปลว่าความมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่ต้องการ วิธีคิดแบบนี้เป็นการคิดให้สอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างหลักการที่ดีและวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องทำให้เกิดประโยชน์ที่ต้องการ
 
6.วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก (หรือ ข้อดี ข้อเสียและทางเลือก) วิธีนี้ใช้ร่วมกับวิธีอื่นด้วย เป็นการแยกแยะสิ่งที่มีอยู่ตามปกติมองให้เห็นข้อดีข้อเสีย สิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นคุณ สิ่งที่เป็นโทษ และเลือกทำ เลือกปฏิบัติแต่สิ่งดี สิ่งที่เป็นคุณ และหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี สิ่งที่เป็นโทษ จากสิ่งที่มีอยู่ เห็นอยู่
 
7.วิธีคิดแบบคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม เป็นวิธีคิดจำแนกแยกออกระหว่างสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงและจำเป็นต้องมี ต้องใช้หรือต้องทำงานตามบทบาทหน้าที่ 
ซึ่งถือว่ามีคุณค่าแท้ ซึ่งแตกต่างจากคุณค่าเทียม เช่น แสวงหาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์โดยตรงหรือมีแล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้อย่างยั่งยืน หรือการไม่ทำงานตามหน้าที่แต่ไปทำงานนอกหน้าที่ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้คนยอมรับ
 
8.วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม คือการคิดถึงวิธีที่ีจะนำเอาประสบการณ์ ความรู้ มาดัดแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างหรือแบบอย่างที่ดี เป็นประโยชน์ต่อบุคคล สิ่งแวดล้อม
 
9.วิธีคิดแบบเป็นอยู่ปัจจุบัน คือวิธีคิดโดยการมีสติอยู่กับปัจจุบัน โดยการเอาผลจากอดีตมาแก้ไขหรือปรับปรุงโดยไม่ไปคำนึงแต่เรื่องในอดีต และมีสติในการคิดแก้ไขหรือปรับปรุงในเวลาปัจจุบัน โดยรู้ว่าการกระทำในปัจจุบันจะทำให้เกิดผลในอนาคตอย่างไร แต่ไม่ใช่เพ้อเหม่อลอยถึงอนาคตตลอดเวลา
 
10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็นวิธีคิดประกอบกับการใช้คำพูดหรือการพูด โดยสรุปแล้วคล้ายกับนำวิธีคิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมานำเสนอให้ได้รู้ตามที่ได้คิดจำแนก แยกแยะ คิดเป็นเหตุและผล คิดตามลำดับขั้นตอน คิดเป็นประเด็น
 
วิธีคิดทั้งสิบวิธีนี้สามารถใช้ร่วมกันได้และจะช่วยให้มีความถูกต้องในการคิดมากขึ้น
* เรียบเรียงจากหนังสือพุทธธรรม โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) 
ผู้อ่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามที่อยู่นี้ http://www.buddha-dharm.com/
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 11:50:16 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 7 (3417294)

 วัฏจักรชีวิตของคนมี ๖ ด้าน

 
 
 
 
1. วัฏจักรชีวิต “ด้านกายภาพ” ของคน
เตาะแตะ (ทารก)
ตั้งเต้า (เด็ก)
ตูมตาม (วัยรุ่น)
เต่งตึง (ผู้ใหญ่)
โตงเตง (คนแก่)
ต้องตาย (คน...)
 
2. วัฏจักรชีวิต “ด้านการการพึ่งพิง” ของคน 
ช่วงที่ 1 
คือ ช่วงของการพี่งพา (คือช่วงวัยเด็กนั่นเอง)
ช่วงที่ 2 
คือ ช่วงของการพากเพียร (พยายามทุกอย่าง) งานหนักแค่ไหนไม่หวั่นเพื่อ….
ช่วงที่ 3 
คือ ช่วงของการเพิ่มพูน (เริ่มมีเงินเก็บระดับหนึ่ง)
ช่วงสุดท้าย คือ พักผ่อน (รูปแบบอาจแตกต่างกัน) ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญ
จาก http://www.unitynature.com/
 
3. วัฏจักรชีวิต “ด้านการงาน” ของคน
1 ช่วงต่อเติม 
คือ ช่วงแสวงหา เปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้ ชีวิตที่เป็นจริง ในการหางานทำ
2 ช่วงตื่นเต้น 
คือ ช่วงที่ได้ทำงานพื้นฐาน ได้พบคนใหม่ๆ งานใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ 
3 ช่วงเจอตอ 
คือ ช่วงที่พบปัญหาต่างๆ จากงาน ลูกพี่ เพื่อน เริ่มลังเล ท้อแท้ คิดว่าเป็นไปไม่ได้
4 ช่วงเติบโต 
คือ ช่วงที่พบจุดแข็งของตัวเอง ได้งานที่ตัวเองชอบ และทำได้ดี
5 ช่วงตอบโจทย์ 
คือ รู้จักชีวิตที่แท้จริง รู้เป้าหมายชีวิตของตนเอง ตัดสินใจเลิกทำงานประจำ 
 
4. วัฏจักรชีวิต “ด้านความเป็นอยู่” ของคน
ตอนเป็นเด็ก มีแรง มีเวลา ไม่มีเงิน อยากกินก็ไม่ได้กิน เพราะไม่มีเงิน
ตอนหนุ่ม มีแรง มีเงิน ไม่มีเวลา อยากกินก็ไม่ได้กิน เพราะไม่มีเวลา
ตอนแก่ มีเงิน มีเวลา ไม่มีแรง อยากกินก็ไม่ได้กิน เพราะกินไม่ได้แล้ว
 
5. วัฏจักรชีวิต “ด้านพัฒนาการ” ของคน
 
6. วัฏจักรชีวิต “ด้านความสำเร็จสูงสุด” ของคน
เมื่อแรกเกิด ความสำเร็จสูงสุด คือ สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง
เมื่ออายุได้ 1 ขวบ ความสำเร็จสูงสุด คือ สามารถจำคนในบ้านได้ทุกคน 
เมื่ออายุได้ 2 ขวบ ความสำเร็จสูงสุด คือ สามารถเดินได้ 
เมื่ออายุได้ 4 ขวบ ความสำเร็จสูงสุด คือ ไม่ฉี่รดที่นอน 
เมื่ออายุได้ 15 ปี ความสำเร็จสูงสุด คือ มีเพื่อนฝูงมากมาย 
เมื่ออายุได้ 20 ปี ความสำเร็จสูงสุด คือ เรื่องบนเตียง 
เมื่ออายุได้ 30 ปี ความสำเร็จสูงสุด คือ มีความมั่นคงในชีวิต 
เมื่ออายุได้ 50 ปี ความสำเร็จสูงสุด คือ เรื่องบนเตียง 
เมื่ออายุได้ 60 ปี ความสำเร็จสูงสุด คือ มีเพื่อนฝูงมากมาย
เมื่ออายุได้ 65 ปี ความสำเร็จสูงสุด คือ ไม่ฉี่รดที่นอน 
เมื่ออายุได้ 70 ปี ความสำเร็จสูงสุด คือ สามารถเดินได้ 
เมื่ออายุได้ 75 ปี ความสำเร็จสูงสุด คือ สามารถจำคนในบ้านได้ทุกคน 
เมื่ออายุได้ 80 ปี ความสำเร็จสูงสุดคือ สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง
 
ไม่พ้นทุกคนนะคะ....มาทำบุญฝึกด้านจิตใจให้มากๆกันดีกว่า
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 11:58:40 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 8 (3417297)

 รูปภาพ

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-05-31 12:01:17 IP : 58.9.199.20


ความเห็นที่ 9 (3418149)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 19:59:08 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 10 (3418152)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 20:01:25 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 11 (3418167)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 20:32:53 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 12 (3418169)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 20:43:02 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 13 (3418170)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 20:43:36 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 14 (3418171)

 ปัญหา.... ของคนส่วนใหญ่

 

รูปภาพ : คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเห็น
แต่มักมีปัญหาเรื่องการมองให้ถูกจุด
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน
แต่มักมีปัญหาเรื่องการฟังให้เข้าใจ
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการคิด
แต่มักมีปัญหาเรื่องการรู้จักคิดให้ดี
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเปล่งเสียง
แต่มักมีปัญหาเรื่องการพูดให้เข้าหูคน
☆・゚・:*:・゚☆。。☆,。・:*:・゚☆
-ดังตฤณ
Sudkanung @ร้อย8-พัน9
http://www.facebook.com/Roy8Phan9

 

คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเห็น 
แต่มักมีปัญหาเรื่องการมองให้ถูกจุด
 
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน
แต่มักมีปัญหาเรื่องการฟังให้เข้าใจ
 
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการคิด
แต่มักมีปัญหาเรื่องการรู้จักคิดให้ดี
 
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเปล่งเสียง
แต่มักมีปัญหาเรื่องการพูดให้เข้าหูคน
☆・゚・:*:・゚☆。。☆,。・:*:・゚☆
 
-ดังตฤณ
Sudkanung @ร้อย8-พัน9
http://www.facebook.com/Roy8Phan9
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 20:44:35 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 15 (3418179)

 วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร 

 

รูปภาพ : วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่า มีพระภิกษุสงฆ์ชาวไทยคณะหนึ่ง เดินทางไปยังลังกาทวีป ด้วยหวังจะสักการบูชาพระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏ การไปคราวนั้นเป็นเวลาที่พระสงฆ์ชาวลังกาทวีปกำลังสอบประวัติ และที่ตั้งแห่งรอยพระพุทธบาททั้งปวงตามที่ปรากฏอยู่ในตำนานว่ามีเพียง 5 แห่ง ภายหลังสืบ ได้ความว่าภูเขาที่ชื่อว่า สุวรรณบรรพตมีอยู่ในสยามประเทศ ครั้นเมื่อได้พบกับพระภิกษุสงฆ์ชาวไทยในคราวนั้น ต่างพากันสอบถามว่ารอยพระพุทธบาท ที่มีอยู่ 5 แห่ง ในสถานที่ต่างๆ กันนั้น ปรากฏว่ามีที่เขาสุวรรณบรรพตแห่ง 1 ก็ภูเขาลูกนี้อยู่ในประเทศไทย แต่ไม่พยายามสืบไปนมัสการ กลับพากันไปลังกาทวีป เมื่อพระภิกษุสงฆ์ไทยคณะนั้นได้รับคำบอกเล่า เมื่อกลับมาสู่ประเทศไทย จึงนำความขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราสั่งบรรดาหัวเมืองทั้งปวง ให้เที่ยวตรวจตราค้นดูตามภูเขาต่างๆ ว่าจะมีรอยพระพุทธบาทอยู่ ณ ที่แห่งใด ครั้งนั้น เจ้าเมืองสระบุรี สืบได้ความจากนายพรานบุญว่า ครั้งหนึ่งออกไปล่าเนื้อในป่าใกล้เชิงเขา ยิงถูกเนื้อตัวหนึ่งเจ็บลำบากหนีขึ้นไปบนไหล่เขา ซุกเข้าเชิงไม้หายไป พอบัดเดี๋ยวก็เห็นเนื้อตัวนั้น วิ่งออกจากเชิงไม้เป็นปกติอย่างเก่า นายพรานบุญนึกประหลาดใจ จึงตามขึ้นไปดูสถานที่บนไหล่เขาที่เนื้อหนีขึ้นไป ก็พบรอยปรากฏอยู่ในศิลา มีลักษณะเหมือนรูป รอยเท้าคน ขนาดยาวประมาณสักศอกเศษ และ ในรอยนั้นมีน้ำขังอยู่ด้วย นายพรานบุญเข้าใจ ว่าบาดแผลของเนื้อตัวที่ถูกตนยิง คงหายเพราะดื่มน้ำในรอยนั้น จึงวักน้ำลองเอามาทาตัวดู บรรดาโรคผิวหนังคือ กลากเกลื้อน ซึ่งเป็นเรื้อรังมาช้านานแล้ว ก็หายหมดสิ้นไป เจ้าเมืองสระบุรี จึงสอบสวนความจริงดู ก็ตรวจค้นพบรอยนั้น สมดังคำบอกเล่าของนายพรานบุญ จึงมีใบบอกแจ้งเรื่องเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป ณ ที่เขานั้น ทอดพระเนตรเห็นรอยนั้นแล้ว จึงทรงพระราชวิจารณ์ตระหนักแน่นพระราชหฤทัยว่าคงเป็นรอยพระพุทธบาท เพราะมีลายลักษณ์กงจักร ประกอบด้วยอัฏฐุตตรสตมหามงคลร้อยแปดประการ ตรงกับเรื่องทีชาวลังกาทวีปแจ้งเข้ามาด้วย เกิดพระราชศรัทธาปราโมทย์โสมนัสเป็นกำลัง โดยทรงพระราชดำริเห็นว่ารอยพระพุทธบาทย่อมจัดเป็นบริโภคเจดีย์แท้ เพราะเป็นพุทธบทวลัญช์อันเนื่องมาแต่พระพุทธองค์ ย่อมประเสริฐยิ่งกว่าอุเทสิกเจดีย์ เช่น พระสถูปเจดีย์ สมควรจะยกย่องบูชาเป็นพระมหาเจดียสถาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างก่อเป็นคฤหหลังน้อย สวมรอยพระพุทธบาทไว้เป็นการชั่วคราวก่อนแล้ว ครั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับมายังราชธานี จึงทรงสถาปนายกที่พระพุทธบาทขึ้นเป็นเจดียสถานเป็นการสำคัญ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมณฑปยอดเดี่ยวสวมรอยพระพุทธบาทกำหนดเป็นพุทธเจดีย์ และสร้างอารามวัตถุอื่นๆ เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร ให้เป็นที่สำหรับพระภิกษุอยู่แรม เพื่อทำการบริบาลพระพุทธบาท ทรงพระราชศรัทธาอุทิศเนื้อที่โยชน์หนึ่ง โดยรอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพุทธเกษตรต่างพุทธบูชา บรรดากัลปนาผล ซึ่งได้เป็นส่วนของหลวงจากเนื้อที่นั้นให้ใช้จ่ายเป็นค่าบำรุงรักษาพระมหาเจดียสถานที่พระพุทธบาท ทรงยกที่พุทธเกษตรส่วนนี้ให้เป็นเมืองชั้นจัตวา ชื่อเมืองปรันตปะ แต่นามสามัญเรียกกันว่า เมืองพระพุทธบาท ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในเขตที่พระพุทธบาทพ้นจากหน้าที่ราชการอย่างอื่นสิ้น ตั้งให้เป็นพวกขุนโขลนเป็นข้าปฏิบัติบูชารักษาพระพุทธบาทแต่หน้าที่เดียว พระราชทานราชทินนามบรรดาศักดิ์ประจำตำแหน่งผู้รักษาการพระพุทธบาท หัวหน้าเป็นที่ขุนสัจจพันธ์คีรีรัตนไพรวัน เจติยาสันคามวาสี นพคูหาพนมโขลน รองลงมาเป็นที่หมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นแผ้วอากาศ หมื่นชินธาตุ หมื่นศรีสัปบุรุษ ทั้ง 4 คนนี้ เป็นผู้รักษาเฉพาะองค์พระมณฑป ตั้งนายทวารบาล 4 นาย เป็นที่หมื่นราชบำนาญทมุนิน หมื่นอินทรรักษา หมื่นบูชาเจดีย์ หมื่นศรีพุทธบาล โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคลังสำหรับเก็บวัตถุสิ่งของที่มีผู้นำมาถวายเป็นพุทธบูชา ให้ผู้รักษาคลังเป็นที่ขุนอินทรพิทักษ์ ขุนพรหมรักษา หมื่นพิทักษ์สมบัติ หมื่นพิทักษ์รักษา ให้มีผู้ประโคมยามประจำทั้งกลางวันกลางคืนเป็นพุทธบูชา ตั้งเป็นที่หมื่นสนั่นไพเราะ หมื่นเสนาะเวหา พันเสนาะ รองเสนาะ ทรงกำหนดเทศกาลสำหรับให้มหาชนขึ้นไปบูชารอยพระพุทธบาทเดือน 3 ครั้ง 1 และเดือน 4 ครั้ง 1 เป็นประเพณีตั้งแต่นั้นมา
ที่มา วิกิพีเดีย

 

 
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่า มีพระภิกษุสงฆ์ชาวไทยคณะหนึ่ง เดินทางไปยังลังกาทวีป ด้วยหวังจะสักการบูชาพระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏ การไปคราวนั้นเป็นเวลาที่พระสงฆ์ชาวลังกาทวีปกำลังสอบประวัติ และที่ตั้งแห่งรอยพระพุทธบาททั้งปวงตามที่ปรากฏอยู่ในตำนานว่ามีเพียง 5 แห่ง ภายหลังสืบ ได้ความว่าภูเขาที่ชื่อว่า สุวรรณบรรพตมีอยู่ในสยามประเทศ ครั้นเมื่อได้พบกับพระภิกษุสงฆ์ชาวไทยในคราวนั้น ต่างพากันสอบถามว่ารอยพระพุทธบาท ที่มีอยู่ 5 แห่ง ในสถานที่ต่างๆ กันนั้น ปรากฏว่ามีที่เขาสุวรรณบรรพตแห่ง 1 ก็ภูเขาลูกนี้อยู่ในประเทศไทย แต่ไม่พยายามสืบไปนมัสการ กลับพากันไปลังกาทวีป เมื่อพระภิกษุสงฆ์ไทยคณะนั้นได้รับคำบอกเล่า เมื่อกลับมาสู่ประเทศไทย จึงนำความขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราสั่งบรรดาหัวเมืองทั้งปวง ให้เที่ยวตรวจตราค้นดูตามภูเขาต่างๆ ว่าจะมีรอยพระพุทธบาทอยู่ ณ ที่แห่งใด ครั้งนั้น เจ้าเมืองสระบุรี สืบได้ความจากนายพรานบุญว่า ครั้งหนึ่งออกไปล่าเนื้อในป่าใกล้เชิงเขา ยิงถูกเนื้อตัวหนึ่งเจ็บลำบากหนีขึ้นไปบนไหล่เขา ซุกเข้าเชิงไม้หายไป พอบัดเดี๋ยวก็เห็นเนื้อตัวนั้น วิ่งออกจากเชิงไม้เป็นปกติอย่างเก่า นายพรานบุญนึกประหลาดใจ จึงตามขึ้นไปดูสถานที่บนไหล่เขาที่เนื้อหนีขึ้นไป ก็พบรอยปรากฏอยู่ในศิลา มีลักษณะเหมือนรูป รอยเท้าคน ขนาดยาวประมาณสักศอกเศษ และ ในรอยนั้นมีน้ำขังอยู่ด้วย นายพรานบุญเข้าใจ ว่าบาดแผลของเนื้อตัวที่ถูกตนยิง คงหายเพราะดื่มน้ำในรอยนั้น จึงวักน้ำลองเอามาทาตัวดู บรรดาโรคผิวหนังคือ กลากเกลื้อน ซึ่งเป็นเรื้อรังมาช้านานแล้ว ก็หายหมดสิ้นไป เจ้าเมืองสระบุรี จึงสอบสวนความจริงดู ก็ตรวจค้นพบรอยนั้น สมดังคำบอกเล่าของนายพรานบุญ จึงมีใบบอกแจ้งเรื่องเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป ณ ที่เขานั้น ทอดพระเนตรเห็นรอยนั้นแล้ว จึงทรงพระราชวิจารณ์ตระหนักแน่นพระราชหฤทัยว่าคงเป็นรอยพระพุทธบาท เพราะมีลายลักษณ์กงจักร ประกอบด้วยอัฏฐุตตรสตมหามงคลร้อยแปดประการ ตรงกับเรื่องทีชาวลังกาทวีปแจ้งเข้ามาด้วย เกิดพระราชศรัทธาปราโมทย์โสมนัสเป็นกำลัง โดยทรงพระราชดำริเห็นว่ารอยพระพุทธบาทย่อมจัดเป็นบริโภคเจดีย์แท้ เพราะเป็นพุทธบทวลัญช์อันเนื่องมาแต่พระพุทธองค์ ย่อมประเสริฐยิ่งกว่าอุเทสิกเจดีย์ เช่น พระสถูปเจดีย์ สมควรจะยกย่องบูชาเป็นพระมหาเจดียสถาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างก่อเป็นคฤหหลังน้อย สวมรอยพระพุทธบาทไว้เป็นการชั่วคราวก่อนแล้ว ครั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับมายังราชธานี จึงทรงสถาปนายกที่พระพุทธบาทขึ้นเป็นเจดียสถานเป็นการสำคัญ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมณฑปยอดเดี่ยวสวมรอยพระพุทธบาทกำหนดเป็นพุทธเจดีย์ และสร้างอารามวัตถุอื่นๆ เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร ให้เป็นที่สำหรับพระภิกษุอยู่แรม เพื่อทำการบริบาลพระพุทธบาท ทรงพระราชศรัทธาอุทิศเนื้อที่โยชน์หนึ่ง โดยรอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพุทธเกษตรต่างพุทธบูชา บรรดากัลปนาผล ซึ่งได้เป็นส่วนของหลวงจากเนื้อที่นั้นให้ใช้จ่ายเป็นค่าบำรุงรักษาพระมหาเจดียสถานที่พระพุทธบาท ทรงยกที่พุทธเกษตรส่วนนี้ให้เป็นเมืองชั้นจัตวา ชื่อเมืองปรันตปะ แต่นามสามัญเรียกกันว่า เมืองพระพุทธบาท ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในเขตที่พระพุทธบาทพ้นจากหน้าที่ราชการอย่างอื่นสิ้น ตั้งให้เป็นพวกขุนโขลนเป็นข้าปฏิบัติบูชารักษาพระพุทธบาทแต่หน้าที่เดียว พระราชทานราชทินนามบรรดาศักดิ์ประจำตำแหน่งผู้รักษาการพระพุทธบาท หัวหน้าเป็นที่ขุนสัจจพันธ์คีรีรัตนไพรวัน เจติยาสันคามวาสี นพคูหาพนมโขลน รองลงมาเป็นที่หมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นแผ้วอากาศ หมื่นชินธาตุ หมื่นศรีสัปบุรุษ ทั้ง 4 คนนี้ เป็นผู้รักษาเฉพาะองค์พระมณฑป ตั้งนายทวารบาล 4 นาย เป็นที่หมื่นราชบำนาญทมุนิน หมื่นอินทรรักษา หมื่นบูชาเจดีย์ หมื่นศรีพุทธบาล โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคลังสำหรับเก็บวัตถุสิ่งของที่มีผู้นำมาถวายเป็นพุทธบูชา ให้ผู้รักษาคลังเป็นที่ขุนอินทรพิทักษ์ ขุนพรหมรักษา หมื่นพิทักษ์สมบัติ หมื่นพิทักษ์รักษา ให้มีผู้ประโคมยามประจำทั้งกลางวันกลางคืนเป็นพุทธบูชา ตั้งเป็นที่หมื่นสนั่นไพเราะ หมื่นเสนาะเวหา พันเสนาะ รองเสนาะ ทรงกำหนดเทศกาลสำหรับให้มหาชนขึ้นไปบูชารอยพระพุทธบาทเดือน 3 ครั้ง 1 และเดือน 4 ครั้ง 1 เป็นประเพณีตั้งแต่นั้นมา
 
 
ที่มา วิกิพีเดีย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:00:57 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 16 (3418180)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:01:42 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 17 (3418182)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:06:20 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 18 (3418184)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:09:13 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 19 (3418186)

 @--- ความหมายของคำภาวนา "นะมะพะธะ" ---@

หลวงพ่อพระราชพรหมยานตอบปัญหาธรรม
 
ผู้ถาม :- "หลวงพ่อครับ อย่างคำภาวนาว่า “นะมะพะธะ” เป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน หรือครับ “นะมะพะธะ” แปลว่าอะไรครับ?" 
 
หลวงพ่อ :- “นะมะ” แปลว่า นมัสการ “พะธะ” แปลว่า ไหว้พระพุทธเจ้า เรื่องจริงนะ “นะมะพะธะ” ที่แปลว่า ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาไม่ได้ภาวนา เขาพิจารณานะ คำว่า “นะมะพะธะ” ที่ท่านมาบอกจริง ๆ บอกว่า ไม่ใช่ธาตุ ๔ เป็นการนมัสการพระพุทธเจ้า เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน
 
※ ขออนุโมทนา ภาพพระประธานในศาลาพระสุธรรมยานเถระ ศูนย์พุทธศรัทธา จากคุณ VI WL Luangpu
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:11:50 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 20 (3418190)

 ดวงดี.... ดวงไม่ดี.... เป็นอย่างไร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

 

 

“..ดวงดีมันเป็นยังไง ดวงดีรวมมาสั้น ๆ 
คือใจเราดี มีความสุขความสบาย 
เมื่อใจเราสุข ใจเราสบาย
แล้วทำอะไร ๆ มันก็สบาย การงานมันก็สบาย 
ประเทศชาติมันก็สบาย นี่เรียกว่าดวงดี 
 
ดวงไม่ดี คือใจเราไม่ดี ใจเราทุกข์ยาก
วุ่นวาย เดือดร้อน นี่หละดวงไม่ดี 
ทำอะไรมันก็ไม่ดี หาอะไรมันก็ไม่ดี ดูเอาตรงนี้ 
จะให้ใครดูให้ ดูเอาซิทุกคน ที่มานั่งอยู่นี่ 
ทั้งพระทั้งเณร ทั้งอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย 
ดวงดีตรงนี้ อย่าไปพิจารณาอื่น...”
 
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:19:02 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 21 (3418192)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:21:30 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 22 (3418193)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:22:26 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 23 (3418194)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:22:58 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 24 (3418198)

 ข้อคิดดีๆ...

มีข้อคิดดีๆ มาฝาก..อ่านให้จบก่อนจ๊ะ ^^
 
 
รูปภาพ : มีข้อคิดดีๆ มาฝาก..อ่านให้จบก่อนจ๊ะ ^^
ชายจีนคนหนึ่ง ~ ♡
แบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก.. ในขณะที่อีกใบหนึ่ง
ไร้รอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง
แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล.. จากลำธารกลับสู่บ้าน..
จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปี
เต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง
ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิ
จะรู้สึกภาคภูมิใจในผล งานเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตก
ก็รู้สึกอับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่
ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา
หลังจากเวลา 2 ปี
ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า..
# ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะรอยแตก
ที่ด้านข้างของตัวข้า.. ทำให้น้ำที่อยู่ข้างใน
ไหลออกมาตลอดเส้นทางที่กลับไปยังบ้านของท่าน '
คนตักน้ำตอบว่า.. เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่า..
มีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า.. แต่กลับ..
ไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่
ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า
และทุกวันที่เราเดินกลับ ... เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์
เหล่านั้นเป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ
เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้า
แบบนี้แล้ว ... เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้ '
คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ
และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้..
สิ่งที่ต้องทำ..
ก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น.. และ
มองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง..
ข้อคิด : มองโลกหลายๆด้าน..
เพราะคนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น (จริงๆ)
# หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์ !! (กำลังใจ)
กรุณาเเบ่งปันให้สักคมรับรู้ (ไลค์เพจด้วยนะคะ) ^^
® สำนักพิมพ์ CreativeGuru
เลขที่ 2 ซ.ลาดพร้าว 101 แยก 42 ถ.ลาดพร้าว
แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ 10240
โทรศัพท์ 02 736 9440-1 โทรสาร 02 736 9494
 
 
ชายจีนคนหนึ่ง ~ ♡
แบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
 
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก.. ในขณะที่อีกใบหนึ่ง
ไร้รอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง
 
แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล.. จากลำธารกลับสู่บ้าน..
จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว
 
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปี
เต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง
 
ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิ
จะรู้สึกภาคภูมิใจในผล งานเป็นอย่างยิ่ง
 
ในขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตก
ก็รู้สึกอับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
 
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่
ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา
 
หลังจากเวลา 2 ปี
ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
 
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า..
 
# ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะรอยแตก
ที่ด้านข้างของตัวข้า.. ทำให้น้ำที่อยู่ข้างใน
ไหลออกมาตลอดเส้นทางที่กลับไปยังบ้านของท่าน '
 
คนตักน้ำตอบว่า.. เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่า..
มีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า.. แต่กลับ..
ไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่
 
ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า
และทุกวันที่เราเดินกลับ ... เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์
เหล่านั้นเป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ
เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้า
แบบนี้แล้ว ... เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้ '
 
คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
 
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ
และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้..
 
สิ่งที่ต้องทำ..
ก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น.. และ
มองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง..
 
ข้อคิด : มองโลกหลายๆด้าน..
เพราะคนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น (จริงๆ)
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:28:12 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 25 (3418199)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:28:45 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 26 (3418202)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-05 21:32:43 IP : 115.87.172.243


ความเห็นที่ 27 (3418742)

 เรื่องของอัตตา..... 

 

รูปภาพ : เรื่องของอัตตา.....
“อัตตา” เป็นคำบาลี รูปสันสกฤตเป็น “อาตมัน” แปลว่า ตน ตัว หรือ ตัวตน พุทธธรรมสอนว่า ตัวตนหรืออัตตานี้ ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นเพื่อสะดวกในการสื่อสาร เพื่อความหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ในความเป็นอยู่ประจำวัน กำหนดชื่อที่บัญญัติขึ้น หรือตั้งขึ้น สำหรับเรียกหน่วยรวมหรือภาพรวมหนึ่งๆ
อัตตานี้จะเกิดปัญหาขึ้น ก็ต่อเมื่อคนหลงผิดเกิดยึดถือขึ้นมา ว่ามีตัวตนจริงๆหรือเป็นตัวตนจริงๆ เรียกว่าไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง หรือหลงสมมติ
ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับอัตตานี้ พึงทราบว่า อัตตาไม่ใช่กิเลส มิใช่สิ่งที่จะต้องละ เพราะอัตตาไม่มีอยู่จริง จึงไม่มีอัตตาที่ใครจะละได้ อัตตามีอยู่แต่เพียงในความยึดถือ สิ่งที่จะต้องทำก็มีเพียงการรู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า ไม่มีอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา อย่างที่เรียกว่า รู้ทันสมมติเท่านั้น”
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรมฉบับปรับขยาย พิมพ์ครั้งที่ ๓๒ หน้า ๑๑๐
“เมื่อบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ จึงเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงกล่าวได้อีกว่าขัดกันกับความเป็นอัตตาคือตัวตน ก็เพราะว่า อันสิ่งที่จะพึงเรียกว่า เป็นอัตตาคือตัวนั้น พึงเป็นของเที่ยง ยั่งยืน ไม่แปรปรวน คือ เป็นไปตามที่ปรารถนาต้องการ สิ่งที่เป็นอัตตาคือตัวตนพึงเป็นเช่นนี้ แต่ว่าขันธ์ทั้ง ๕ นี้ หาได้เป็นเช่นนี้ไม่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ขัดกันกับความเป็นอัตตาคือตัวตน เมื่อเป็นดั่งนี้จึงกล่าวได้อีกว่า เป็นของสูญ คือว่างเปล่าจากความเป็นอัตตาคือตัวตนที่แท้จริงนั้น
ความรู้สึกว่าเป็นอัตตาคือตัวตนนั้น เป็นเพียงความยึดถือเท่านั้น คือยึดถือว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของเรา เราเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอัตตาตัวตนของเรา ดั่งนี้ เป็นเพียงความยึดถืออันเรียกว่า อุปาทาน คือ ความยึดถือของใจ ยึดถือไว้เช่นนี้ แต่อันที่จริง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หาได้เป็นของเรา เป็นเรา หรือว่าเราเป็นดั่งที่ยึดถือนั้นไม่ รูปก็คงเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คงเป็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง กายและใจอันนี้ ก็คงเป็นกายและใจ หาได้เป็นเราเป็นของเรา หรือว่า เราเป็นตามยึดถือไม่ ฉะนั้น จึงไม่มีเรา ไม่มีของเรา
กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่มีอัตตาคือตัวตนอันแท้จริงอยู่ในขันธ์ ๕ หรือในกายและใจอันนี้ กายและใจอันนี้จึงว่างเปล่าจากความเป็นอัตตาตัวตนโดยแท้จริง ไม่มีอัตตาคือตัวตนอยู่ในกายและใจหรือในขันธ์ ๕ อันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ไม่มีเจ้าของโดยแท้จริง ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของนั้น เป็นเพียงความยึดถือเท่านั้น”
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) หลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา หน้า ๕๖ – ๕๗
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand

 
“อัตตา” เป็นคำบาลี รูปสันสกฤตเป็น “อาตมัน” แปลว่า ตน ตัว หรือ ตัวตน พุทธธรรมสอนว่า ตัวตนหรืออัตตานี้ ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นเพื่อสะดวกในการสื่อสาร เพื่อความหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ในความเป็นอยู่ประจำวัน กำหนดชื่อที่บัญญัติขึ้น หรือตั้งขึ้น สำหรับเรียกหน่วยรวมหรือภาพรวมหนึ่งๆ
อัตตานี้จะเกิดปัญหาขึ้น ก็ต่อเมื่อคนหลงผิดเกิดยึดถือขึ้นมา ว่ามีตัวตนจริงๆหรือเป็นตัวตนจริงๆ เรียกว่าไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง หรือหลงสมมติ
 
ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับอัตตานี้ พึงทราบว่า อัตตาไม่ใช่กิเลส มิใช่สิ่งที่จะต้องละ เพราะอัตตาไม่มีอยู่จริง จึงไม่มีอัตตาที่ใครจะละได้ อัตตามีอยู่แต่เพียงในความยึดถือ สิ่งที่จะต้องทำก็มีเพียงการรู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า ไม่มีอัตตา หรือไม่เป็นอัตตา อย่างที่เรียกว่า รู้ทันสมมติเท่านั้น”
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรมฉบับปรับขยาย พิมพ์ครั้งที่ ๓๒ หน้า ๑๑๐
 
“เมื่อบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ จึงเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงกล่าวได้อีกว่าขัดกันกับความเป็นอัตตาคือตัวตน ก็เพราะว่า อันสิ่งที่จะพึงเรียกว่า เป็นอัตตาคือตัวนั้น พึงเป็นของเที่ยง ยั่งยืน ไม่แปรปรวน คือ เป็นไปตามที่ปรารถนาต้องการ สิ่งที่เป็นอัตตาคือตัวตนพึงเป็นเช่นนี้ แต่ว่าขันธ์ทั้ง ๕ นี้ หาได้เป็นเช่นนี้ไม่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ขัดกันกับความเป็นอัตตาคือตัวตน เมื่อเป็นดั่งนี้จึงกล่าวได้อีกว่า เป็นของสูญ คือว่างเปล่าจากความเป็นอัตตาคือตัวตนที่แท้จริงนั้น
 
ความรู้สึกว่าเป็นอัตตาคือตัวตนนั้น เป็นเพียงความยึดถือเท่านั้น คือยึดถือว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของเรา เราเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอัตตาตัวตนของเรา ดั่งนี้ เป็นเพียงความยึดถืออันเรียกว่า อุปาทาน คือ ความยึดถือของใจ ยึดถือไว้เช่นนี้ แต่อันที่จริง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หาได้เป็นของเรา เป็นเรา หรือว่าเราเป็นดั่งที่ยึดถือนั้นไม่ รูปก็คงเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คงเป็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง กายและใจอันนี้ ก็คงเป็นกายและใจ หาได้เป็นเราเป็นของเรา หรือว่า เราเป็นตามยึดถือไม่ ฉะนั้น จึงไม่มีเรา ไม่มีของเรา
 
กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่มีอัตตาคือตัวตนอันแท้จริงอยู่ในขันธ์ ๕ หรือในกายและใจอันนี้ กายและใจอันนี้จึงว่างเปล่าจากความเป็นอัตตาตัวตนโดยแท้จริง ไม่มีอัตตาคือตัวตนอยู่ในกายและใจหรือในขันธ์ ๕ อันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ไม่มีเจ้าของโดยแท้จริง ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของนั้น เป็นเพียงความยึดถือเท่านั้น”
 
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) หลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา หน้า ๕๖ – ๕๗
 
 
โดย..... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-09 21:34:07 IP : 58.11.166.184


ความเห็นที่ 28 (3418967)

 กรวดน้ำ.....คือการตั้งใจอุทิศส่วนบุญกุศลที่เราได้ทำไว้แล้วไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ขอแยกเป็นข้อๆดังนี้

 

รูปภาพ : กรวดน้ำ.....คือการตั้งใจอุทิศส่วนบุญกุศลที่เราได้ทำไว้แล้วไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ขอแยกเป็นข้อๆดังนี้
1.การกรวดน้ำ
กรวดน้ำเปียก คือ ใช้น้ำเป็นสื่อ รินน้ำลงไปพร้อมกับอุทิศผลบุญกุศลไปด้วย
กรวดน้ำแห้ง คือไม่ใช้น้ำ ใช้แต่สิบนิ้วพนมอธิษฐาน แล้วอุทิศผลบุญกุศลให้
2.การอุทิศผลบุญมี 2 วิธีคือ
- อุทิศเจาะจง ได้แก่การออกชื่อผู้ที่เราจะให้ท่านรับ
- อุทิศไม่เจาะจง ได้แก่ การกล่าวรวม ๆ กันไปเช่น ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ
ทางที่ถูก ควรทำทั้ง2วิธีคือผู้ที่มีคุณหรือมีเวรต่อกัน เราควรอุทิศเจาะจงที่เหลือก็อุทิศรวม ๆ
3.น้ำกรวด ควรเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีสีแลกลิ่น เมื่อกรวดก็ควรรินลงไปในที่สะอาดหรือไปเทในที่สะอาด
4. น้ำเป็นสื่อ- ดินเป็นพยาน การกรวดน้ำมิใช่จะอุทิศไปให้ผู้ตายกินน้ำ แต่ใช้น้ำเป็นสื่อและใช้แผ่นดินเป็นพยานให้รับรู้ในการอุทิศส่วนบุญ
5.ควรกรวดน้ำตอนไหน ควรกรวดน้ำทันทีในขณะที่พระอนุโมทนา แต่ถ้าไม่สะดวกทำตอนหลังก็ได้ แต่ทำในขณะนั้นดีกว่า ด้วยเหตุ ผล2ประการคือ
-ถ้ามีเปรต ญาติมารอรับส่วนบุญ ท่านก็ย่อมได้รับในทันที
-การรอไปกรวดน้ำที่บ้าน หรือกรวดภายหลัง ก็อาจลืมไป ผู้ที่เขาตั้งใจรับก็อด ผู้ที่เราตั้งใจจะให้ก็อดไปด้วย
6. ควรรินน้ำตอนไหน ควรเริ่มรินน้ำพร้อมกับตั้งใจอุทิศ ในขณะที่พระผู้นำเริ่มสวดว่า "ยะถาวริวะหาปูรา...." และรินให้หมดในขณะที่พระว่ามาถึง "มะณิโชติระโส ยะถา..." พอพระทั้งหมดรับพร้อมกันว่า "สัพพีติโย วิวัชชันตุ....."เราก็พนมมือรับพรท่านไปจนจบ จึงจะถือว่าถูกต้อง
7. ถ้ายังว่าบทกรวดน้ำไม่เสร็จจะทำอย่างไร ก็ควรใช้บทกรวดน้ำที่สั้น ๆหรือใช้บทกรวดน้ำย่อก็ได้ เช่น "อิทัง โน ญาตินังโหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขออุทิศส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่.....(ออกชื่อผู้ล่วงลับ) และญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด
8.อย่าทำน้ำสกปรก ด้วยการเอานิ้วไปรอไว้ ควรรินให้ไหลเป็นสายไม่ขาดระยะ และไม่ควรใช้วิธีเกาะตัวกันเป็นกลุ่ม เหมือนเล่นงูกินหาง
ถ้าเป็นในงานพิธีต่าง ๆให้เจ้าภาพหรือประธานรินน้ำกรวดเพียงคนเดียวหรือคู่เดียวก็พอ นอกนั้นให้พนมมือตั้งใจอุทิศไปให้
9.การทำบุญและอุทิศส่วนบุญ ควรสำรวมจิตใจ อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน ปลูกศรัทธา ความเชื่อ และความเลื่อมใสให้มั่นคงในจิตใจ ผลของบุญและการทุทิศส่วนบุญ ย่อมมีอานิสงค์มาก
ผลบุญที่เราอุทิศไปให้ ถ้าไม่มีใครมารับก็ยังคงเป็นของเราอยู่ครบ

 
1.การกรวดน้ำ
กรวดน้ำเปียก คือ ใช้น้ำเป็นสื่อ รินน้ำลงไปพร้อมกับอุทิศผลบุญกุศลไปด้วย
กรวดน้ำแห้ง คือไม่ใช้น้ำ ใช้แต่สิบนิ้วพนมอธิษฐาน แล้วอุทิศผลบุญกุศลให้
 
2.การอุทิศผลบุญมี 2 วิธีคือ
- อุทิศเจาะจง ได้แก่การออกชื่อผู้ที่เราจะให้ท่านรับ
- อุทิศไม่เจาะจง ได้แก่ การกล่าวรวม ๆ กันไปเช่น ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ
ทางที่ถูก ควรทำทั้ง2วิธีคือผู้ที่มีคุณหรือมีเวรต่อกัน เราควรอุทิศเจาะจงที่เหลือก็อุทิศรวม ๆ
 
3.น้ำกรวด ควรเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีสีแลกลิ่น เมื่อกรวดก็ควรรินลงไปในที่สะอาดหรือไปเทในที่สะอาด
 
4. น้ำเป็นสื่อ- ดินเป็นพยาน การกรวดน้ำมิใช่จะอุทิศไปให้ผู้ตายกินน้ำ แต่ใช้น้ำเป็นสื่อและใช้แผ่นดินเป็นพยานให้รับรู้ในการอุทิศส่วนบุญ
 
5.ควรกรวดน้ำตอนไหน ควรกรวดน้ำทันทีในขณะที่พระอนุโมทนา แต่ถ้าไม่สะดวกทำตอนหลังก็ได้ แต่ทำในขณะนั้นดีกว่า ด้วยเหตุ ผล2ประการคือ
-ถ้ามีเปรต ญาติมารอรับส่วนบุญ ท่านก็ย่อมได้รับในทันที
-การรอไปกรวดน้ำที่บ้าน หรือกรวดภายหลัง ก็อาจลืมไป ผู้ที่เขาตั้งใจรับก็อด ผู้ที่เราตั้งใจจะให้ก็อดไปด้วย
 
6. ควรรินน้ำตอนไหน ควรเริ่มรินน้ำพร้อมกับตั้งใจอุทิศ ในขณะที่พระผู้นำเริ่มสวดว่า "ยะถาวริวะหาปูรา...." และรินให้หมดในขณะที่พระว่ามาถึง "มะณิโชติระโส ยะถา..." พอพระทั้งหมดรับพร้อมกันว่า "สัพพีติโย วิวัชชันตุ....."เราก็พนมมือรับพรท่านไปจนจบ จึงจะถือว่าถูกต้อง
 
7. ถ้ายังว่าบทกรวดน้ำไม่เสร็จจะทำอย่างไร ก็ควรใช้บทกรวดน้ำที่สั้น ๆหรือใช้บทกรวดน้ำย่อก็ได้ เช่น "อิทัง โน ญาตินังโหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขออุทิศส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่.....(ออกชื่อผู้ล่วงลับ) และญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด
 
8.อย่าทำน้ำสกปรก ด้วยการเอานิ้วไปรอไว้ ควรรินให้ไหลเป็นสายไม่ขาดระยะ และไม่ควรใช้วิธีเกาะตัวกันเป็นกลุ่ม เหมือนเล่นงูกินหาง
ถ้าเป็นในงานพิธีต่าง ๆให้เจ้าภาพหรือประธานรินน้ำกรวดเพียงคนเดียวหรือคู่เดียวก็พอ นอกนั้นให้พนมมือตั้งใจอุทิศไปให้
 
9.การทำบุญและอุทิศส่วนบุญ ควรสำรวมจิตใจ อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน ปลูกศรัทธา ความเชื่อ และความเลื่อมใสให้มั่นคงในจิตใจ ผลของบุญและการทุทิศส่วนบุญ ย่อมมีอานิสงค์มาก 
ผลบุญที่เราอุทิศไปให้ ถ้าไม่มีใครมารับก็ยังคงเป็นของเราอยู่ครบ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-10 22:08:22 IP : 110.168.179.66


ความเห็นที่ 29 (3419177)

 วิธีชะลอความแก่ 

โดย แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
 
ไม่มีผู้หญิงจิตใจปกติคนใดในโลกอยากแก่ แต่น่าประหลาดที่เธอแทบไม่เว้นสักคนเดียวพยายาม “ชะลอความแก่” หรือ “พยุงความสาว” เฉพาะเรือนกายของเธอเท่านั้น เธอลืมสนิทว่ามนุษย์คือ องค์ประกอบของ “กาย” กับ “ใจ” ที่แยกกันไม่ออกจนถึงวันชีวิตดับ แม้เธอจะทำศัลยกรรมตบแต่ง ดึงผิวหน้าแล้วทาครีมกะปุกละพันบาท แต่ถ้าเธอลืมชะลอความชราทางใจเสียแล้วก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง เพราะใจมีอำนาจเหนือกาย
พูดอย่างสั้นที่สุดก็ต้องว่า “ใจเป็นนายของกาย” คือ ใจเป็นผู้สั่งกายใจที่ร่วงโรยไม่สามารถสั่งกายให้สดชื่นได้ คนใจร่วงโรยกายจะร่วงโรยตามอย่างแน่นอน
ทำอย่างไรใจจึงจะแจ่มใสไม่ร่วงโรย?
ใจแจ่มใสคือ ใจที่สงบ พอใจตนเอง รักผู้อื่นและพร้อมที่จะให้อภัย, เป็นผู้ “ให้” มากกว่าผู้รับ, รู้สึกขอบคุณและชื่นชมแม้สิ่งเล็กน้อยธรรมดาในชีวิตประจำวัน เช่น ร่มไม้เขียวชอุ่ม, เสียงนอกร้อง, กลิ่นหอมของดอกไม้, รอยยิ้มของทารกไร้เดียงสาฯลฯ ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดี ทั้งหมดนี้มาจากประการเดียวเท่านั้นคือ เป็นคนรักตนเอง, รักผู้อื่น และรักธรรมชาติ
 
ใครไม่อยากแก่จึงต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
 
1. เป็นคนมีความรัก
คุณต้องรักตัวเองเสียก่อน จึงจะสามารถรักคนอื่นได้ แต่โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า “ความรักตนเอง” ไม่ใช่ “ความหลงตนเอง” และไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว ความรักตนเองคือ ความพอใจตน, เคารพตน, และรู้ค่าของตน 
 
คนไม่รักตนเองหรือชังตนเอง จะไม่มีวันรักใครได้เลย และคนไม่รักใครย่อมไม่มีใครรัก
คนไม่มีใครรักย่อมรู้สึกว่าโลกนี้โหดร้าย ไร้ความยุติธรรม เขาจึงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง และไม่เป็นมิตร ซึ่งจะยิ่งทำให้ใครๆ ไม่รักเขามากขึ้น ซึ่งจะทำให้เขาเคียดแค้นชิงชัง “โลก” หรือ “ผู้อื่น” ยิ่งขึ้น เป็นวงจรไม่รู้จบ 
 
ใครไม่อยากแก่จึงต้องฝึกใจให้รักผู้อื่น หรือรักเพื่อนมนุษย์ เมื่อเรารักใครเราย่อมอยากจะ “ให้” เขา, พร้อมที่จะให้อภัยเขา, ชื่นชมและยกย่องเขา, ช่วยเหลือเขา ซึ่งล้วนเป็นความรู้สึกทางใจ “ฝ่ายเย็น” ทั้งสิ้น เป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจ มีแต่จะทำให้ใจของคุณชุ่มฉ่ำและผ่องใสไม่รู้วันโรย ตรงกันข้ามกับคนไม่รักเพื่อนมนุษย์ คนเช่นนั้นขาดน้ำหล่อเลี้ยงใจ จึงเหมือนพืชขาดน้ำ นับวันแต่จะร่วงโรยและเหี่ยวเฉาไปในที่สุด 
 
คนไม่รักใครมักหน้าบึ้ง, หน้างอ, ไม่เคยยกย่องหรือชื่นชมใคร, มีชีวิตคับแค้น, คบคนผิวเผิน บางคนไม่ให้อะไรใครแม้แต่ “รอยยิ้ม” ซึ่งไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่เขาอาจมีสติปัญญาสูง มีความสามารถทำงานเก่ง แต่งานนั้นเป็นไปเพื่อ ลาภ, ยศ และสรรเสริญ ของตัวเองทั้งสิ้น 
 
คนไม่รักใครเป็นคนขาดความรักมาแต่เด็ก จึงมองแต่แง่ลบของผู้อื่น และมีความชังบรรจุอยู่เต็มใจ ความเกลียดชัง, ความเคียดแค้น, ความอิจฉา, ความหึงหวง, รวมทั้งความไม่เป็นมิตร ที่แฝงอยู่ภายในล้วนเป็นความรู้สึกทางใจ “ฝ่ายร้อน” ที่เผาใจคนเราให้รุ่มร้อนแล้วร่วงโรย ถ้าไม่สามารถขจัดความรู้สึกทางใจฝ่ายร้อนได้ก็ป่วยการที่จะใช้ครีมกะปุกละพันบาท เพราะว่าคนที่มีความรู้สึกทางใจฝ่ายร้อนเป็นเจ้าครองเรือนใจนั้น ระบบประสาทออโตโนมิคสองฝ่าย จะทำงานไม่สมดุลกัน ทำให้ความดันโลหิตผิดปกติจากการขยายหรือหดตัวของหลอดเลือด การบีบรัดตัวของลำไส้ ฯลฯ เปลี่ยนแปลงผิดไปจากปกติ ซึ่งจะให้ผลในทางสึกหรอหรือร่วงโรยทั้งสิ้น
 
2. อย่าใช้ชีวิตสะดวกสบายเกินไป
ใครที่มีคนขับรถให้ นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะในห้องปรับอากาศทั้งวัน กลับบ้านมีคนรับใช้ทำให้ทุกอย่าง แม่แต่ต้องการของในอีกห้องหนึ่งก็ต้องใช้คนอื่นเดินไปหยิบให้ ทั้งไม่เคยหัดกายบริหาร หรือเล่นกีฬาแต่อย่างใด กล้ามเนื้อจะหย่อนยาน ไม่ตึงแข็งเหมือนคนได้ทำงานออกกำลังกายเป็นประจำ จึงดูแก่เร็วกว่า
 
ฉะนั้น ถ้าไม่อยากแก่เร็วอย่าใช้ชีวิตด้วยการ “กดปุ่ม” และอาศัยแรงงานคนอื่นตลอดเวลา เช่น ถ้าไม่ใช่เวลารีบร้อน เดินขึ้นลงบันไดดีกว่าใช้ลิฟท์ ให้กล้ามเนื้อได้ทำหน้าที่ของมันตามสมควร
 
3. ให้อาหารแก่กายและใจ
คุณคงทราบดีแล้วว่า อาหารประเภทใดมีประโยชน์ต่อร่างกาย จะขอย้ำแต่เพียงว่าอาหารที่เป็นศัตรูต่อสตรีคือ อาหารหวานทุกชนิด อาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว, ขนมปัง, หัวเผือก หัวมัน และอาหารมัน เพราะนอกจากจะทำให้พุงยื่น, คางสองชั้น, และ คอเป็นหนอกแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสิวและเพิ่มไขมันในหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตสูง และอาจทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตันหัวใจวายตายกระทันหัน ไม่ทันได้ร่ำลาคนที่คุณรักก็ได้ 
 
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณตั้งหน้าทำงานหาเงินฝ่ายเดียว จนไม่มีเวลาเหลือไว้สำหรับอ่านหนังสือบำรุงสมอง และเสพย์อาหารใจจากสิ่งอันเป็นสุนทรีย์ทั้งปวง คือไม่เคยมีเวลาหนีเสียงยวดยาน, หนีอากาศเสีย และน้ำเน่าไปชื่นชมกับต้นไม้เขียวชอุ่ม, สายลม และแสงแดดบริสุทธิ์นอกกรุงเสียบ้าง คุณจะแก่เร็ว เพราะความตึงเครียดทั้งกายและใจร่วมกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษทั้งหลาย ช่วยกันซ้ำเติมให้ร่างกายของคุณสึกหรอเร็วขึ้น
 
4. เลิกกังวล
คนขี้กังวลทั้งกายและใจจะตึงเครียดทำให้ปวดศีรษะ (เพราะกล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอยเกร็งตัว) ปวดหลังและปวดข้อ (เพราะกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อแขนขาเกร็งตัว) อ่อนเพลีย (เพราะกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายทำงานมากเกินไป) ท้องอืดและท้องผูก (เพราะหูรูดของลำไส้บีบรัด) ฯลฯ ผลร้ายอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนขี้กังวลมักขมวดคิ้วหน้าเครียด กล้ามเนื้อของใบหน้าทำงานมากเกินไป จึงเกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นเร็ว
 
5. มีงานอดิเรก
คุณทราบหรือไม่ว่า คุณสุขภาพจิตดีทุกคนมีงานอดิเรก ถ้าใครมีพฤติกรรมหลักอยู่เพียง 3 อย่างคือ กิน, นอน, และทำงาน เมื่อใกล้วัยร่วงโรยทำงานวิชาชีพไม่ได้แล้วจะรู้สึกสูญเสีย ขาดสิ่งช่วยค้ำจุนความนับถือและภูมิใจตนเอง คนที่ขาดสิ่งค้ำจุนใจจะเศร้าง่ายในวัยชรา และความเศร้าย่อมทำให้ใจและกายร่วงโรยเร็วกว่าที่ควร
 
6. “ให้” ผู้อื่นทุกวัน
การให้เป็นความสุขมากกว่าการรับ เพราะการให้ทำให้ใจอิ่มเอิบ ซึ่งทำให้เกิดผลพลอยได้คือ ป้องกันความร่วงโรยของกายอีกด้วย ใจที่อิ่มเอิบย่อมทำให้ระบบประสาทออโตโนมิคทำหน้าที่ได้ดี จึงทำให้สีหน้า แววตา และผิวพรรณสดใส แถมยังมีส่วนช่วยรักษาอาการเศร้าได้ด้วย 
 
การให้มิได้หมายความเฉพาะการให้ “วัตถุ” อย่างที่คนส่วนมากเข้าใจ เรามีสมบัติอย่างอื่นที่จะให้ได้มากมาย ให้เท่าไรไม่รู้จักหมด สมบัตินั้นได้แก่น้ำใจ ไมตรีจิต ความเกื้อกูล ความยกย่อง และชื่นชม ฯลฯ เราทุกคนไม่ว่ายากไร้เพียงใดสามารถให้สิ่งเหล่านี้แก่ใครๆ ได้ทุกวันและตลอดชีวิต 
 
ผู้เขียนขอเน้นเป็นพิเศษว่า คุณ “ยกย่อง” ได้ แต่อย่า “เยินยอ” เพราะ “ยกย่อง” เป็นความสุจริต แต่ “เยินยอ” เป็นความทุจริต 
 
ควรถามตัวเองก่อนนอนว่า “วันนี้ฉันได้ให้อะไรแก่ใครหรือยัง?” ถ้ายังพรุ่งนี้คุณจะให้อะไรแก่ใครบ้าง ขอย้ำว่า คุณมีอะไรจะให้ผู้อื่นได้เสมอทุกวันและตลอดชีวิต อย่างน้อยที่สุดก็ “คำพูด” ที่ให้ความรู้สึกดีงามทางใจแก่เขา และ “รอยยิ้ม” อันเมตตาอบอุ่นและปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่อย่าลืมว่า รอยยิ้มนั้นจะต้องไม่ขัดกับแววตาและวาจาของคุณ เพราะเพียงแต่แววตาอย่างเดียวก็ฟ้องความรู้สึกจากใจได้ คุณคงไม่เป็นอย่างผู้หญิงบางคนที่ผู้เขียนเคยพบ และคุณเองก็อาจเคยผ่านมาบ้าง เธอผู้นั้นยิ้มสวยเหลือเกิน จนหลับตานึกถึงเธอทีไรมักเห็นรอยยิ้มแสนหวานกับฟันซี่เล็กขาวสวยของเธอ แต่ยามเจรจาเธอช่างหาถ้อยคำประชดเสียดสีที่แสนสุภาพมาเชือดเฉือนหัวใจคนฟังได้เจ็บแสบดีนัก
 
7. อย่าเป็นทาสของอดีต
คนจำนวนมากไม่มีความสุขและใจร่วงโรย เพราะชอบคร่ำครวญหรือหวนหาอดีตไม่รู้จักจับสิ้น แล้วก็สงสารตัวเองไม่รู้หาย คนเช่นนี้จึงมีแต่ความท้อแท้จะถดถอย คนสุขภาพจิตดีจะไม่ตกเป็นทาสของอดีตอดีตเป็นเพียงสิ่งที่เราเดินผ่านไปบนถนนแห่งชีวิต ซึ่งเป็นถนนต้องห้ามคือ คุณเดินผ่านได้เพียงครั้งเดียว เหตุการณ์ในอดีตไม่ว่าจะเลวร้ายเพียงใด ถ้าเรารู้จักเป็นนายมัน มันจะมีประโยชน์ต่อเราเสมอไม่มีข้อยกเว้น จงให้มันรับใช้คุณคือ ใช้อดีตให้เป็นทาสของอนาคต ในโลกแห่งความจริง อดีตไม่เคยกลับมา เพราะอดีตคือความเป็นปัจจุบันที่ตายไปแล้ว มันย่อมหมดฤทธิ์เดช มัน “ไม่มีตัวตน” แล้ว ไฉนคุณจะยังปล่อยใจให้เป็นทาสของมันอยู่อีกเล่า คนมีใจเป็นทาสของอดีตย่อมมืดมนและหม่นไหม้ เป็นใจที่ยังไม่หลุดพ้น เพราะหลงผูกพันอยู่กับ “ความไม่มีตัวตน” เสพติดรสข่มขื่นของอดีตคนเช่นนั้นจึงร่วงโรยเร็ว
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณปฏิบัติได้ทุกข้อข้างต้น ในที่สุดวันหนึ่งคุณก็หนีไม่พ้น ต้องกลายเป็นหญิงแก่ผิวเหี่ยวย่นเข้าจนได้ ทำอย่างไรดีเล่าใจจึงจะไม่เหี่ยวแห้งตามผิวไปด้วย ทำได้อย่างเดียวคือ ยอมรับสภาพความจริง เพราะการยอมรับสภาพความจริงของภาวะทุกอย่างที่ชีวิตเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นยารักษาความกังวล หวาดหวั่นได้ชงัดนัก จึงเป็นวิธีที่ดีสุดที่ทำให้ใจสงบ และใจที่สงบย่อมแจ่มใสไม่ร่วงโรย
 
ให้กำลังใจแก่ตัวเองเถิดว่า อายุแต่ละปีที่เพิ่มขึ้นย่อมเป็นสัดส่วนกับคุณค่าของตัวคุณคือ ยิ่งอายุมากขึ้น คุณก็ยิ่งฉลาดรอบรู้และสามารถมากขึ้น อย่างที่ฝรั่งพูดว่า “Age grows with wisdom” นอกจากนั้น ทุกปีที่ผ่านไป คุณยิ่งมีเพื่อนมากขึ้น ได้รับความสำเร็จในชีวิตมากขึ้นได้ให้ทั้งคุณและประโยชน์แก่ผู้อื่นมากขึ้น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คนมีปัญญาย่อมเห็นว่าล้วนมีค่าทั้งต่อตนเองและสังคมส่วนรวมมากกว่าความเต่งตึงของผิวกายอย่างเทียบกันไม่ได้
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-11 23:27:18 IP : 171.97.66.165


ความเห็นที่ 30 (3419180)

รูปภาพ 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-11 23:29:44 IP : 171.97.66.165


ความเห็นที่ 31 (3419182)

 พ่อค้าทางโลก กับ พ่อค้าทางธรรม 

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
 
รูปภาพ : พ่อค้าทางโลก กับ พ่อค้าทางธรรม
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
พ่อค้าทางโลกกับพ่อค้าทางธรรม มีพระสูตรในอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสถึงคุณสมบัติของพ่อค้าผู้ประสบความเจริญในการค้าขาย เปรียบกับผู้ปฏิบัติธรรม (ในกรณีนี้คือพระสาวกของพระองค์) มีประเด็นน่าสนใจดังนี้
1. พ่อค้าที่ล้มเหลวในอาชีพ
ไม่สามารถทำโภคทรัพย์ที่ยังไม่มีให้มีขึ้น ที่มีแล้วก็ไม่สามารถให้งอกเงยเป็นทวีคูณ พูดง่ายๆ ยิ่งค้าขายยิ่งขาดทุน จะมีลักษณะดังนี้
(1) เช้า ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ
(2) เที่ยง ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ
(3) เย็น ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ
สรุปแล้วคือ ขี้เกียจ ไม่เอาใจใส่ในอาชีพของตน ไม่อุทิศกายวาจาใจให้แก่งาน ไม่มีวิญญาณ “ของเถ้าแก่” ผู้เป็นเจ้าของกิจการ แต่กลับมีวิญญาณของลูกจ้าง ลูกจ้างเขาถือว่าสินค้าในร้าน ในบริษัทมิใช่ของเขา จะขายได้มากได้น้อยเขาก็ไม่ค่อยเดือดร้อน สิ้นเดือนก็รับค่าจ้างตายตัวอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยตั้งใจทำงาน เจ้าของกิจการขืนทำตัวเหมือนลูกจ้างก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง
2. พ่อค้าที่ประสบความสำเร็จในอาชีพของตน
สามารถค้าขายได้กำไรเป็นทวีตรีคูณ มีลักษณะดังนี้
(1) มีตาดี (จกฺขุมา)
คือสายตายาวไกล รู้จักสินค้า ดูของเป็น สามารถกะทุน เก็งกำไรได้แม่นยำวาณิชา (สตรีนักการค้าบางคน) เก่งกว่า วาณิโช (บุรุษนักการค้า) เสียด้วยซ้ำ สายตายาวไกลมาก หุ้นตัวไหนจะขึ้น ตัวไหนจะตก ตัวไหนจะช้อนซื้อ เพื่อกำไรงาม บางคนก็สายตายาวไกล รู้ว่าที่ตรงนี้สนามบินแห่งใหม่กำลังจะขึ้นภายในไม่กี่ปี (ซึ่งคนทั่วไปไม่รู้) ก็กว้านซื้อที่ดินชาวบ้านถูกๆ ผลักดันให้ทางการตัดถนนผ่าน เพื่อให้ที่ขึ้นราคา ขายได้กำไรงาม
(2) จัดเจนธุรกิจ (วิธุโร)
คือมีหัวการค้า รู้แหล่งขาย รู้ความเคลื่อนไหวของตลาด สามารถในการจัดซื้อจัดจำหน่าย ซื้อตรง หรือซื้อผ่านตัวแทน ผ่านกี่บริษัท จึงจะได้ของถูกของแพง ถ้าซื้อตรงอาจได้ของถูกแต่เราได้กำไรคนเดียว ถ้าซื้อผ่านนายหน้าหลายบริษัทอาจได้ของแพง แต่ญาติโกโหติกาผู้ค้าขายด้วยกันอาจมีส่วนได้จากกำไรส่วนต่าง เรียกว่า “รู้จักสงเคราะห์ญาติ” ว่างั้นเถอะ อย่างไหนจะดีกว่ากัน นักธุรกิจผู้เจนจัดย่อมรู้และจัดการได้ดี
(3) มีแหล่งทุนพร้อมที่จะพึ่งได้ (นิสฺสยสมฺปนฺโน)
คือรู้จักคนมาก กว้างขวางในวงการ หาทางสนิทสนมกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ ด้วยการออกรอบกับท่านเหล่านั้นๆ เพื่อจะได้โอกาสขยายกิจการค้าข้ามประเทศ เรียกว่า เป็นการลงทุนแบบโลกาภิวัตน์ รายได้จะพอกพูนขึ้นมหาศาล (แต่ระวังเหมือนกัน การคบพ่อค้านักลงทุนต่างชาติ ก็ต้องดูให้ดี เผื่อไปคบคนที่ตะกละกินคนเดียว ไม่แบ่งคนอื่นบ้าง อาจถูกปฏิบัติได้ แล้วทุนที่เราลงทุนไปมหาศาล จะหายวับไปกับตาได้)
3. การค้าก็ต้องการกำไร
การปฏิบัติธรรมจะว่าไปแล้ว ไม่ต่างจากพ่อค้า คือต้องการผลจากการปฏิบัติ จะเรียกแบบโวหารชาวบ้านว่า “กำไร” ก็ได้ นั่นคือกำไรแห่งชีวิต พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนการปฏิบัติธรรมดุจการค้าขาย ตรัสว่า “ภิกษุผู้มีธรรม (องค์ประกอบ) 3 ย่อมไม่สามารถบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่บรรลุ ที่บรรลุแล้วก็ไม่สามารถให้เจริญมากขึ้นได้ ธรรม 3 คือ
(1) เช้า ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ
(2) เที่ยง ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ
(3) เย็น ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ”
ลงว่าขี้เกียจฝึกสมาธิภาวนาอย่างจริงจัง ทั้งเช้า เที่ยง และเย็น หรือทำก็สักว่าทำพอเป็นพิธี หรือเพื่ออวดเพื่อโชว์ว่าฉันเป็นนักปฏิบัติ ร้อยทั้งร้อย ไม่มีทางเพิ่มพูนกุศลธรรมอะไรได้ สิ่งที่ควรละก็ละไม่ได้สิ่งที่ควรเพิ่มก็ไม่เพิ่ม เผลอๆ อาจพอกหนาขึ้นกว่าตอนก่อนมาเป็นนักปฏิบัติด้วยซ้ำ อย่างนี้เรียกว่า ขาดทุนย่อยยับ ดุจพ่อค้าขาดทุนนั้นแล
พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 3 ย่อมไพบูลย์ด้วยกุศลธรรมไม่นานคือ
(1) มีตาดี ย่อมรู้ชัดนี้นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุปัจจัยทำให้ทุกข์เกิด นี้คือภาวะหมดทุกข์ และนี้คือวิธีปฏิบัติเพื่อหมดทุกข์ รู้ชัดอย่างนี้เรียกว่า ผู้มีตาดี อันนี้เรียกว่า มีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง
(2) จัดการธุระดี คือเป็นผู้พากเพียร ขยัน บากบั่น ไม่ทอดทิ้งธุระ ในการละอกุศลธรรมเพิ่มพูนกุศลธรรม นี้เป็นคุณสมบัติประการที่สอง เมื่อมีความรู้ความเข้าใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องพากเพียรพยายามฝึกฝนอบรมเพื่อละอกุศล เพิ่มกุศล ความเพียรที่ถึงจุดสุดยอดท่านเรียกว่า “มหาปธาน” (เพียรอย่างยิ่งใหญ่) คือเพียรเพื่อป้องกันความไม่ดีที่ยังไม่เกิด, เพียรละความไม่ดีที่เกิดขึ้นแล้ว, เพียรสร้างความดีที่ยังไม่มี และเพียรรักษาความดีที่มีขึ้นแล้ว
(3) พร้อมด้วยผู้ที่จะพึ่งพาได้ คือต้องเข้าไปหาพระเถระผู้อาวุโส เป็นพหูสูตร ที่จะให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติได้ ท่านเหล่านั้นเป็นกัลยาณมิตร ที่จะคอยแนะนำ พร่ำสอน ตักเตือนประคับประคองให้ก้าวเดินรุดหน้าไปยังจุดหมาย
เนื้อหาของสองสูตรนี้สั้นๆ ผมขยายยกตัวอย่างเพื่อให้ชัดเจนขึ้น มิได้มีเจตนาอื่นใด นอกจากต้องการทำธรรมะให้เข้าใจได้เท่านั้นจริงๆ
เทคนิควิธีสร้างความร่ำรวย
คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนมีความจำเป็นต้องอาศัยโภคทรัพย์เลี้ยงตนเองและครอบครัว ต้องมีปัจจัยสี่เพียงพอแก่การดำรงชีวิตจึงจะดูงาม ยิ่งมีทรัพย์มากเท่าใด ย่อมเป็นสง่าราศีมากขึ้นเท่านั้น
ทรัพย์เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของผู้ครองเรือน เพราะเหตุนี้ท่านจึงเรียกว่า “หลักทรัพย์” ใครไม่มีหลักทรัพย์ก็เท่ากับเป็นคน “หลักลอย” พระพุทธองค์ทรงบอกวิธีสร้างหลักทรัพย์ หรือวิธีสร้างความร่ำรวยไว้ 4 ประการ คือ
1. ขยันทำมาหากิน ประการแรกต้องหมั่นขยันไม่เกียจคร้าน ภาษาพระท่านเรียกว่า “ลุกขึ้น” หมายถึงลุกขึ้นทำงานอาชีพของตน ไม่เกียจคร้านเห็นแก่นอนอย่างที่เรียกว่า “คนขี้เกียจสันหลังยาว” ไม่ว่าจะทำมาหากินอะไร ถ้ากล้าต่อสู้ความลำบาก ไม่เลิกล้มความเพียรง่ายๆ ไม่ว่างานจะหนักจะยากเพียงใด ย่อมมีโอกาสตั้งตัวได้ในไม่ช้า
2. รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้ หาได้มาด้วยความเหนื่อยยากแล้ว รู้จักเก็บหอมรอมริบไม่ให้ทรัพย์สินเสียหาย การป้องกันทรัพย์ให้ปลอดภัยจาก “โจรภายนอก” ทำได้ง่าย เพียงใส่ตู้เซฟลั่นกุญแจอย่างดี หรือนำไปฝากธนาคารก็ปลอดภัยแล้ว แต่จะให้ปลอดภัยจาก “โจรภายใน” จริงๆ นั้นยาก คนทำมาหากินควรระวังอย่าให้โจรภายใน คือความหรูหราฟุ่มเฟือย การตกเป็นทาสสิ่งเสพติดและการพนัน มันมาปล้นทรัพย์เป็นอันขาด เพราะโจรพวกนี้ปล้นไม่เหลือ ปล้นซ้ำปล้นซากไม่รู้จบสิ้น
3. คบมิตรดี มิตรดีของคนทำมาหากิน หมายถึง คนที่เกื้อกูลแก่อาชีพของเราได้ สามารถให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุนหรือให้กำลังใจในการทำงาน คนทำมาค้าขายถ้าไปหลงคบคนหลักลอย นักเลงเหล้า นักเลงพนัน ไม่ช้าก็จะถูกชักนำให้วิบัติฉิบหาย มิตรชั่วถอนเสาเรือนใครต่อใครมานักแล้ว ผู้ครองเรือนจะต้องระวังให้จงหนัก
4. เป็นอยู่เหมาะสม หมายถึง จะใช้จะจ่ายให้เหมาะสมกับฐานะของตน มิใช่เอาฐานะคนอื่นเป็นหลักอย่างที่เรียกว่า “เห็นช้างขี้ขี้ข้างบ้างอย่างช้างสาร” ทำงานได้เงินเดือนละห้าพันบาท ใช้จ่ายเดือนละห้าหมื่นบาท ทำจนตายก็ไม่รวย รวยอย่างเดียวคือรวยหนี้
ขยันทำมาหากิน ได้ทรัพย์สินมาแล้วรู้จักเก็บรักษา คบหาคนดีเป็นมิตรสหาย และใช้จ่ายพอเหมาะสมแก่ฐานะความเป็นอยู่ ปฏิบัติได้ตามนี้ความเป็นเศรษฐีอยู่ไม่ไกล
 
 
 
พ่อค้าทางโลกกับพ่อค้าทางธรรม มีพระสูตรในอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสถึงคุณสมบัติของพ่อค้าผู้ประสบความเจริญในการค้าขาย เปรียบกับผู้ปฏิบัติธรรม (ในกรณีนี้คือพระสาวกของพระองค์) มีประเด็นน่าสนใจดังนี้
 
1. พ่อค้าที่ล้มเหลวในอาชีพ
 
ไม่สามารถทำโภคทรัพย์ที่ยังไม่มีให้มีขึ้น ที่มีแล้วก็ไม่สามารถให้งอกเงยเป็นทวีคูณ พูดง่ายๆ ยิ่งค้าขายยิ่งขาดทุน จะมีลักษณะดังนี้
 
(1) เช้า ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ
(2) เที่ยง ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ
(3) เย็น ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ
 
สรุปแล้วคือ ขี้เกียจ ไม่เอาใจใส่ในอาชีพของตน ไม่อุทิศกายวาจาใจให้แก่งาน ไม่มีวิญญาณ “ของเถ้าแก่” ผู้เป็นเจ้าของกิจการ แต่กลับมีวิญญาณของลูกจ้าง ลูกจ้างเขาถือว่าสินค้าในร้าน ในบริษัทมิใช่ของเขา จะขายได้มากได้น้อยเขาก็ไม่ค่อยเดือดร้อน สิ้นเดือนก็รับค่าจ้างตายตัวอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยตั้งใจทำงาน เจ้าของกิจการขืนทำตัวเหมือนลูกจ้างก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง
 
2. พ่อค้าที่ประสบความสำเร็จในอาชีพของตน 
 
สามารถค้าขายได้กำไรเป็นทวีตรีคูณ มีลักษณะดังนี้
 
(1) มีตาดี (จกฺขุมา)
 
คือสายตายาวไกล รู้จักสินค้า ดูของเป็น สามารถกะทุน เก็งกำไรได้แม่นยำวาณิชา (สตรีนักการค้าบางคน) เก่งกว่า วาณิโช (บุรุษนักการค้า) เสียด้วยซ้ำ สายตายาวไกลมาก หุ้นตัวไหนจะขึ้น ตัวไหนจะตก ตัวไหนจะช้อนซื้อ เพื่อกำไรงาม บางคนก็สายตายาวไกล รู้ว่าที่ตรงนี้สนามบินแห่งใหม่กำลังจะขึ้นภายในไม่กี่ปี (ซึ่งคนทั่วไปไม่รู้) ก็กว้านซื้อที่ดินชาวบ้านถูกๆ ผลักดันให้ทางการตัดถนนผ่าน เพื่อให้ที่ขึ้นราคา ขายได้กำไรงาม
 
(2) จัดเจนธุรกิจ (วิธุโร) 
 
คือมีหัวการค้า รู้แหล่งขาย รู้ความเคลื่อนไหวของตลาด สามารถในการจัดซื้อจัดจำหน่าย ซื้อตรง หรือซื้อผ่านตัวแทน ผ่านกี่บริษัท จึงจะได้ของถูกของแพง ถ้าซื้อตรงอาจได้ของถูกแต่เราได้กำไรคนเดียว ถ้าซื้อผ่านนายหน้าหลายบริษัทอาจได้ของแพง แต่ญาติโกโหติกาผู้ค้าขายด้วยกันอาจมีส่วนได้จากกำไรส่วนต่าง เรียกว่า “รู้จักสงเคราะห์ญาติ” ว่างั้นเถอะ อย่างไหนจะดีกว่ากัน นักธุรกิจผู้เจนจัดย่อมรู้และจัดการได้ดี
 
(3) มีแหล่งทุนพร้อมที่จะพึ่งได้ (นิสฺสยสมฺปนฺโน) 
 
คือรู้จักคนมาก กว้างขวางในวงการ หาทางสนิทสนมกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ ด้วยการออกรอบกับท่านเหล่านั้นๆ เพื่อจะได้โอกาสขยายกิจการค้าข้ามประเทศ เรียกว่า เป็นการลงทุนแบบโลกาภิวัตน์ รายได้จะพอกพูนขึ้นมหาศาล (แต่ระวังเหมือนกัน การคบพ่อค้านักลงทุนต่างชาติ ก็ต้องดูให้ดี เผื่อไปคบคนที่ตะกละกินคนเดียว ไม่แบ่งคนอื่นบ้าง อาจถูกปฏิบัติได้ แล้วทุนที่เราลงทุนไปมหาศาล จะหายวับไปกับตาได้)
 
3. การค้าก็ต้องการกำไร 
 
การปฏิบัติธรรมจะว่าไปแล้ว ไม่ต่างจากพ่อค้า คือต้องการผลจากการปฏิบัติ จะเรียกแบบโวหารชาวบ้านว่า “กำไร” ก็ได้ นั่นคือกำไรแห่งชีวิต พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนการปฏิบัติธรรมดุจการค้าขาย ตรัสว่า “ภิกษุผู้มีธรรม (องค์ประกอบ) 3 ย่อมไม่สามารถบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่บรรลุ ที่บรรลุแล้วก็ไม่สามารถให้เจริญมากขึ้นได้ ธรรม 3 คือ
 
(1) เช้า ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ
(2) เที่ยง ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ
(3) เย็น ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ” 
 
ลงว่าขี้เกียจฝึกสมาธิภาวนาอย่างจริงจัง ทั้งเช้า เที่ยง และเย็น หรือทำก็สักว่าทำพอเป็นพิธี หรือเพื่ออวดเพื่อโชว์ว่าฉันเป็นนักปฏิบัติ ร้อยทั้งร้อย ไม่มีทางเพิ่มพูนกุศลธรรมอะไรได้ สิ่งที่ควรละก็ละไม่ได้สิ่งที่ควรเพิ่มก็ไม่เพิ่ม เผลอๆ อาจพอกหนาขึ้นกว่าตอนก่อนมาเป็นนักปฏิบัติด้วยซ้ำ อย่างนี้เรียกว่า ขาดทุนย่อยยับ ดุจพ่อค้าขาดทุนนั้นแล
 
พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 3 ย่อมไพบูลย์ด้วยกุศลธรรมไม่นานคือ
 
(1) มีตาดี ย่อมรู้ชัดนี้นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุปัจจัยทำให้ทุกข์เกิด นี้คือภาวะหมดทุกข์ และนี้คือวิธีปฏิบัติเพื่อหมดทุกข์ รู้ชัดอย่างนี้เรียกว่า ผู้มีตาดี อันนี้เรียกว่า มีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง
 
(2) จัดการธุระดี คือเป็นผู้พากเพียร ขยัน บากบั่น ไม่ทอดทิ้งธุระ ในการละอกุศลธรรมเพิ่มพูนกุศลธรรม นี้เป็นคุณสมบัติประการที่สอง เมื่อมีความรู้ความเข้าใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องพากเพียรพยายามฝึกฝนอบรมเพื่อละอกุศล เพิ่มกุศล ความเพียรที่ถึงจุดสุดยอดท่านเรียกว่า “มหาปธาน” (เพียรอย่างยิ่งใหญ่) คือเพียรเพื่อป้องกันความไม่ดีที่ยังไม่เกิด, เพียรละความไม่ดีที่เกิดขึ้นแล้ว, เพียรสร้างความดีที่ยังไม่มี และเพียรรักษาความดีที่มีขึ้นแล้ว
 
(3) พร้อมด้วยผู้ที่จะพึ่งพาได้ คือต้องเข้าไปหาพระเถระผู้อาวุโส เป็นพหูสูตร ที่จะให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติได้ ท่านเหล่านั้นเป็นกัลยาณมิตร ที่จะคอยแนะนำ พร่ำสอน ตักเตือนประคับประคองให้ก้าวเดินรุดหน้าไปยังจุดหมาย
 
เนื้อหาของสองสูตรนี้สั้นๆ ผมขยายยกตัวอย่างเพื่อให้ชัดเจนขึ้น มิได้มีเจตนาอื่นใด นอกจากต้องการทำธรรมะให้เข้าใจได้เท่านั้นจริงๆ
 
เทคนิควิธีสร้างความร่ำรวย
 
คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนมีความจำเป็นต้องอาศัยโภคทรัพย์เลี้ยงตนเองและครอบครัว ต้องมีปัจจัยสี่เพียงพอแก่การดำรงชีวิตจึงจะดูงาม ยิ่งมีทรัพย์มากเท่าใด ย่อมเป็นสง่าราศีมากขึ้นเท่านั้น
 
ทรัพย์เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของผู้ครองเรือน เพราะเหตุนี้ท่านจึงเรียกว่า “หลักทรัพย์” ใครไม่มีหลักทรัพย์ก็เท่ากับเป็นคน “หลักลอย” พระพุทธองค์ทรงบอกวิธีสร้างหลักทรัพย์ หรือวิธีสร้างความร่ำรวยไว้ 4 ประการ คือ
 
1. ขยันทำมาหากิน ประการแรกต้องหมั่นขยันไม่เกียจคร้าน ภาษาพระท่านเรียกว่า “ลุกขึ้น” หมายถึงลุกขึ้นทำงานอาชีพของตน ไม่เกียจคร้านเห็นแก่นอนอย่างที่เรียกว่า “คนขี้เกียจสันหลังยาว” ไม่ว่าจะทำมาหากินอะไร ถ้ากล้าต่อสู้ความลำบาก ไม่เลิกล้มความเพียรง่ายๆ ไม่ว่างานจะหนักจะยากเพียงใด ย่อมมีโอกาสตั้งตัวได้ในไม่ช้า
 
2. รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้ หาได้มาด้วยความเหนื่อยยากแล้ว รู้จักเก็บหอมรอมริบไม่ให้ทรัพย์สินเสียหาย การป้องกันทรัพย์ให้ปลอดภัยจาก “โจรภายนอก” ทำได้ง่าย เพียงใส่ตู้เซฟลั่นกุญแจอย่างดี หรือนำไปฝากธนาคารก็ปลอดภัยแล้ว แต่จะให้ปลอดภัยจาก “โจรภายใน” จริงๆ นั้นยาก คนทำมาหากินควรระวังอย่าให้โจรภายใน คือความหรูหราฟุ่มเฟือย การตกเป็นทาสสิ่งเสพติดและการพนัน มันมาปล้นทรัพย์เป็นอันขาด เพราะโจรพวกนี้ปล้นไม่เหลือ ปล้นซ้ำปล้นซากไม่รู้จบสิ้น
 
3. คบมิตรดี มิตรดีของคนทำมาหากิน หมายถึง คนที่เกื้อกูลแก่อาชีพของเราได้ สามารถให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุนหรือให้กำลังใจในการทำงาน คนทำมาค้าขายถ้าไปหลงคบคนหลักลอย นักเลงเหล้า นักเลงพนัน ไม่ช้าก็จะถูกชักนำให้วิบัติฉิบหาย มิตรชั่วถอนเสาเรือนใครต่อใครมานักแล้ว ผู้ครองเรือนจะต้องระวังให้จงหนัก
 
4. เป็นอยู่เหมาะสม หมายถึง จะใช้จะจ่ายให้เหมาะสมกับฐานะของตน มิใช่เอาฐานะคนอื่นเป็นหลักอย่างที่เรียกว่า “เห็นช้างขี้ขี้ข้างบ้างอย่างช้างสาร” ทำงานได้เงินเดือนละห้าพันบาท ใช้จ่ายเดือนละห้าหมื่นบาท ทำจนตายก็ไม่รวย รวยอย่างเดียวคือรวยหนี้
 
ขยันทำมาหากิน ได้ทรัพย์สินมาแล้วรู้จักเก็บรักษา คบหาคนดีเป็นมิตรสหาย และใช้จ่ายพอเหมาะสมแก่ฐานะความเป็นอยู่ ปฏิบัติได้ตามนี้ความเป็นเศรษฐีอยู่ไม่ไกล
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-11 23:31:06 IP : 171.97.66.165


ความเห็นที่ 32 (3419184)

 รูปภาพ : 1 แชร์ เท่ากับ 1 ธรรมทาน
www.facebook.com/amatatum

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-11 23:33:15 IP : 171.97.66.165


ความเห็นที่ 33 (3419356)

 ***คุณ...จะเลือกใคร?***

 

รูปภาพ : ***คุณ...จะเลือกใคร?***
ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอ และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คนนั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ของเธอ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า
"ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณ แต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลย โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ"
"สามีของเธออยู่ในบ้านไหม" เขาถาม
"ไม่" เธอตอบ "เขาออกไปข้างนอก"
"ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก" เขาตอบ
ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกลับมาบ้าน เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
"ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด"
เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน
"เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก" เขาตอบ
"ทำไมล่ะ" เธอถาม
ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า "เขาชื่อ ความมั่งคั่ง" เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า "เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก" เขากล่าวต่อไปว่า
"บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ"
เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก
"วิเศษจริง ๆ" เขากล่าว "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ ความมั่งคั่ง เมื่อเขาอยู่กับเรา บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง"
ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย "ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ"
ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษาจากมุมหนึ่งของ บ้าน เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า "จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง"
"เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ" สามีกล่าวกับภรรยา
"ออกไปข้างนอกและเชิญความรักเขามาเป็นแขกของเราเถอะ"
ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า
"ใครคือความรัก โปรดเข้ามาและเป็นแขกของเราเถอะ"
ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป ด้วยความประหลาดใจ ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า
"ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ"
ชายชราตอบพร้อมกันว่า
"ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จ คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก แต่เมื่อคุณเชิญความรัก ที่ใดที่เขาไป เราจะไปกับเขา
"ที่ใดมีความรัก ที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"
แล้วคุณละคุณจะเลือกใคร.........
(ปล.ภาพไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเป็นรูป ฮก ลก ซิ่ว สื่อถึงชายชราทั้ง 3 สถานะเท่านั้น)
ที่มา : moomsabuy.exteen.com/by สาระแห่งสุขภาพ

 

 
ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอ และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คนนั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ของเธอ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า
 
"ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณ แต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลย โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ"
 
"สามีของเธออยู่ในบ้านไหม" เขาถาม
 
"ไม่" เธอตอบ "เขาออกไปข้างนอก" 
 
"ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก" เขาตอบ 
 
ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกลับมาบ้าน เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น 
 
"ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด"
 
เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน
 
"เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก" เขาตอบ 
 
"ทำไมล่ะ" เธอถาม
 
ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า "เขาชื่อ ความมั่งคั่ง" เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า "เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก" เขากล่าวต่อไปว่า
 
"บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ"
 
เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก
 
"วิเศษจริง ๆ" เขากล่าว "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ ความมั่งคั่ง เมื่อเขาอยู่กับเรา บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง" 
 
ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย "ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ"
 
ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษาจากมุมหนึ่งของ บ้าน เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า "จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง"
 
"เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ" สามีกล่าวกับภรรยา 
 
"ออกไปข้างนอกและเชิญความรักเขามาเป็นแขกของเราเถอะ"
 
ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า 
 
"ใครคือความรัก โปรดเข้ามาและเป็นแขกของเราเถอะ" 
 
ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป ด้วยความประหลาดใจ ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า 
 
"ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ" 
 
ชายชราตอบพร้อมกันว่า 
"ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จ คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก แต่เมื่อคุณเชิญความรัก ที่ใดที่เขาไป เราจะไปกับเขา 
 
"ที่ใดมีความรัก ที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"
 
แล้วคุณละคุณจะเลือกใคร.........
 
(ปล.ภาพไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเป็นรูป ฮก ลก ซิ่ว สื่อถึงชายชราทั้ง 3 สถานะเท่านั้น)
 
ที่มา : moomsabuy.exteen.com/by สาระแห่งสุขภาพ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-12 22:26:38 IP : 61.90.83.144


ความเห็นที่ 34 (3419568)

 การลดกรรม 45 อย่าง ......

 

รูปภาพ : การลดกรรม 45 อย่าง ......
1. กรรมที่ไม่มีลูก
กรรมจาก การทำร้ายลูกของสัตว์อื่น พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่น
ลดกรรม ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆเดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือ มูลนิธิเด็กอ่อน
2. เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย
กรรมจาก เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์
ลดกรรม ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถา ให้อาหารให้ความเมตตา ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่โรงพยาบาลสงฆ์ ทำบุญปล่อยเต่า งดกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต
3. ตาบอดหรือเป็นโรคตา
กรรมจาก เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด ของที่สารธารณะ
ลดกรรม ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่ ถวายไฟฉาย เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพร!ะ บริจาคเงินในกล่อง ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด
4. ถูกรถเฉี่ยวชน ถูกลูกหลง ถูกสัตว์กัดต่อย
กรรมจาก จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ
ลดกรรม หมั่นพูดดี มีวาจาไพเราะ
5. สูญเสียคนใกล้ชิด
กรรมจาก เคยยิงนกตกปลา
ลดกรรม ทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ งดกินเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัก 1 อย่างชั่วชีวิต หรือกินเจทุกๆ 3เดือน ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา
6.ถูกนินทา ถูกให้ร้าย
กรรมจาก เคยพูดจาให้เป็นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์หรือเดือดร้อน
ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี พูดดี พูดให้คนอื่นเกิดประโยชน์ พูดให้ผู้อื่นมีความสุข
7. มักเดือดร้อนเพราะไฟ ไฟไหม้บ้าน ไฟดูด
กรรมจาก เคยลบหลู่พระสงฆ์ และศาสนา
ลดกรรม ตักบาตรทุกวันพระ ทำบุญถวายสังฆทานทุกเดือน ฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ หรือทุกๆเดือนในวันพระ ร่วมพิมพ์หนังสือ ธรรมะแจกจ่ายฟรี
8. ขาดบารมี ไร้ญาติขาดมิตร
กรรมจาก ไม่เคยไปร่วมงานบุญงานศพ
ลดกรรม ร่วมทำบุญงานศพ บริจาคเงิน หรือร่วมด้วยแรงกายช่วยงานอื่นๆในงานศพ เช่นทำอาหาร จัดดอกไม้
9. ตั้งหลักปักฐานไม่ได้ โยกย้ายบ่อย
กรรมจาก ไม่เคยร่วมทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร แก่วัดวาอารามต่างๆ
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างหลังคาวิหาร ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิต หมั่นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ณ เมืองที่ตนอยู่อาศัย
10. มักถูกรังแก ถูกเบียดเบียน
กรรมจาก ไม่เคยบวช หรือทำบุญงานบวช
ลดกรรม บวช ด้วยจิตศรัทธาปวารถาอย่างบริสุทธิ์ไม่มีเจตนาอื่นแ! อบแฝงจะบวช 7 วัน หรือ 15วัน 1 เดือน 1 พรรษา แล้วแต่ จิตศรัทธา ถ้าเป็นสตรีจะบวชชีพราหมณ์ หรือถือศีล 8 ตามเวลาที่สะดวกและตั้งจิตศรัทธา หรือร่วมทำบุญงานบวชอย่าง สม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้
11.ไม่มีคนชื่นชมเอ็นดู ขาดเสน่ห์
กรรมจาก ไม่เคยถวายของหอม
ลดกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวันพระ ถวายธูปหอม เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย ทองคำเปลว ประน้ำอบน้ำปรุง ประพฤติดี ปฏิบัติชอบต่อผู้อื่น คิดดี ทำดี พูดดี ให้ผู้อื่นได้ดี มิให้ร้ายผู้ใด
12. เป็นที่รังเกียจ มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว
กรรมจาก ทำติเตียนดูแคลน ผู้ที่ชอบทำบุญทำทาน
ลดกรรม หมั่นทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ฟังเทศน์มหาชาติทุกๆปี ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญหรือบริจาคทานเป็นการบอกบุญผู้อื่น พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจกฟรี
13. ไปไหนมาไหนลำบาก มีแต่อุปสรรค
กรรมจาก เคยทำลายหนทางสัญจรของวัด หรือของชาวบ้าน หรือทำให้ทางสัญจรสาธารณะได้รับความไม่สะดวก
ลดกรรม บริจาคทรัพย์หรือแรงกายช่วงสร้างสะพาน สร้างทางอันเป็นประโยชน์แก่วัด หรือชุมชนเล็กๆ ช่วยผู้คนยากไร้ให้ ได้มียวดยานพาหนะหรือทางสัญจรที่สะดวก
14. เป็นคนรับใช้เขาร่ำไป
กรรมจาก เคยเนรคุณผู้ที่เคยมีพระคุณแก่ตน
ลดกรรม ตอบแทนผู้มีคุณด้วยความกตัญญู ร่วมทำบุญสร้างพระพุทธรูป พระประธาน ทำทานทั้งกับคนและสัตว์
15. ขัดสน อดมื้อกินมื้อ
กรรมจาก เคยละเว้นการใส่บาตร ละเว้นการให้ทาน เมื่อมีคนยากไร้มาขอทานอาหารและน้ำ
ลดกรรม แบ่งปันอาหาร น้ำ เสื้อผ้า แก่คนยากไร้อนา! ถา แม้ไม่มีเงินก็แบ่งปันสิ่งของตามที่มีตักบาตรทุกเช้าหรือทุกวันพระ
16. อาภัพคู่ ร้างคู่
กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขา
ลดกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานคู่บ่าวสาวที่ยากจนถวายของเป็นคู่ เช่น แจกันคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เป็นต้น
17. ได้คู่ที่เลวร้าย ทำร้ายตนหรือทำให้เป็นทุกข์
กรรมจาก เคยข่มขืนเขาในชาติก่อน เคยทุบตีทำร้ายคู่
ลดกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา
18. อยู่โดดเดี่ยวยามบั้นปลาย
กรรมจาก เคยจับสัตว์ขัง
ลดกรรม ทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญทำทานแก่เด็กอนาถาและสัตว์อนาถา
19. รูปร่างหน้าไม่งดงาม
กรรมจาก ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม
ลดกรรม ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ทำบุญบริจาคดวงตา บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล
20. มักถูกโกง ถูกเบี้ยวเงิน
กรรมจาก เคยคดโกงผู้อื่น!
ลดกรรม สละทรัพย์บริจาคร่วมการกุศลต่างๆ ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลแก่เจ้ากรรมนายเวรทุกๆเดือน
21. พิการ ร่างกายไม่สมประกอบ
กรรมจาก เคยทุบตีพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ หรือทำร้ายพ่อแม่
ลดกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระ ปล่อยนกปล่อยปลา ถือศีล 5 ศีล 8 เจริญภาวนา นั่งวิปัสสนากรรมฐาน
22. มีคดีความ
กรรมจาก เคยพบคนทุกข์ร้อนแล้วไม่ช่วยหรือพยายามหาทางช่วยเหลือ
ลดกรรม หมั่นทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา นั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 8 ทุกๆ 3เดือนๆละ 7 วัน
23. ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
กรรมจาก ไม่สงเคราะห์คนอนาถา ที่มาขออาหาร ขอชายคาหลบฝน ไม่มีน้ำใจช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก
ลดกรรม ร่วมทำบุญซื้อกระเบี้องหลังคาโบสถ์ หมั่นไปกราบไหว้บู! ชาศาลหลักเมือง ทำบุญทำทานแก่สัตว์พิการหรือสัตว์จรจัด
24. จิตใจขุ่นมัว ดุดัน ขี้โมโห
กรรมจาก มักตะหนี่ในการทำบุญ
ลดกรรม สวดมนต ์ไหว้พระ ทุกวันพระ ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 5 หรือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือน บริจาคทาน แบ่งปันเงินทองหรือ สิ่งของแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือร่วมทำบุญบริจาคทานกับมูลนิธิสถานสงเคราะห์ และวัดวาอารามต่างๆ
25. ไม่มีชื่อเสียง
กรรมจาก เคยติฉินนินทาทำให้ผู้อื่นเสียหาย
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างหอระฆัง ร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา ทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา
26. ไม่มีวาสนาบารมี
กรรมจาก ไม่เคยนับถือชื่นชมผู้นับถือธรรมมะ
ลดกรรม ทำบุญสร้างพระพุทธรูป ทำทานกับคน
27. มีลูกหลานไม่ดี เกเร ไม่เชื่อฟัง
กรรมจาก ทำแท้ง เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน
ลดกรรม บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง
28. เจอแต่คนเอาเปรียบ
กรรมจาก เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ ขโมยเงินครอบครัวมาใช้
ลดกรรม หมั่นยึดถือศีล 5 ให้มั่น ไม่ดื่มเหล้า ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมีด้านขอพรให้พบเจอคนดี ๆ เข้ามาในชีวิต
29. เกิดในสกุลต้อยต่ำ
กรรมจาก โอหัง อวดดี จิตใจคับแคบ
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างวัด สร้างพระประธาน ทำบุญทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี
30. ไร้สง่าราศี ขาดวาสนา
กรรมจาก เคยเมาสุระอาละวาด ระรานผู้อื่น!
ลดกรรม นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ทำทานกับคนอนาถา และสัตว์อนาถา ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี
31. ไม่เจริญก้าวหน้า จิตใจเป็นทุกข์
กรรมจาก เคยชักจูงคนทำชั่ว
ลดกรรม ถือศีล 8 เป็นเวลา 7 วัน ทุกๆ 3 เดือน หมั่นทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน
32. จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์
กรรมจาก เคยริษยาผู้อื่น
ลดกรรม ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ปล่อยปลาลงน้ำ นั่งสมาธิ สวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร
33. ชีวิตตกต่ำ ทำสิ่งใดไม่เจริญ
กรรมจาก เคยทำแท้ง
ลดกรรม ปล่อยปลาลงน้ำทุกๆเดือน จนครบ 9 เดือน หรือ 1 ปีเต็ม ถวายสังฆทาน ทำบุญใส่บาตรเสมอ
34. เป็นเมียน้อย เมียเก็บ
กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขามาก่อน ขืนใจเขาโดยไม่ยินยอม เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
ลดกรรม ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ อย่างใดก็ได้ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้ เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น ร่วมเป็นเจ้าภาพงานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้นและ สมหวัง สวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศ ให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม
35. เป็นทุกข์เพราะคนในครอบครัว
กรรมจาก เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดไว้ในชาติอดีตและ ชาติปัจจุบัน เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ
ลดกรรม ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาจะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยวได้ นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข
36. เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
กรรมจาก ฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ
ลดกรรม ตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติ รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศลและอโหสิกรรมซึ่ง กันและกัน ปล่อยสัตว์ลงน้ำในวันเกิดตนเอง กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและอโหสิกรรม ถวายยาเข้าวัด หรือช่วยเหลือคนป่วย
37. เป็นมะเร็ง
กรรมจาก รู้เห็นเป็นใจกับการทำแท้ง การทารุณสัตว์ หรือการทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น
ลดกรรม ทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม ทำบุญสร้างพระพุทธรูป สร้างโบสถ์หรือสร้างศาลาวัด ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี หมั่นนั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน
38. ค้าขายขาดทุน ทำงานไม่ก้าวหน้า
กรรมจาก เคยลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง
ลดกรรม หมั่นทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายเครื่องเซ่นสังเวย เจ้าที่-เจ้าทาง หมั่นสวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร
39. ด้อยปัญญา
กรรมจาก ฝักใฝ่อบายมุขในชาติก่อน หรือชักชวนคนไปทำชั่ว ดูแคลนหลักธรรมมะ
ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจก ทำบุญทำทานกับโรงเรียนของเด็กพิการหรือตาม! มูลนิธิต่างๆ
40. ตกงาน
กรรมจาก เคยกลั่นแกล้งผู้อื่นในเรื่องงาน หรือแย่งงานผู้อื่น
ลดกรรม หมั่นทำบุญทำทาน ร่วมงานบุญต่างๆ ปล่อยนกปล่อยปลา
41. ไม่มีโชคลาภ
กรรมจาก ไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ
ลดกรรม หมั่นทำบุญสวดมนต์ไหว้พระ ถวายธูป เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย และทองคำเปลว
42. เรียนไม่จบ การเรียนมีอุปสรรค
กรรมจาก ชาติก่อนปฏิเสธการฟังเทศน์ฟังธรรม
ลดกรรม หมั่นเข้าวัด ร่วมงานบุญต่างๆ ฟังเทศน์ อ่านหนังสือธรรมะ
43. มีอาชีพต้อยต่ำที่ผู้คนดูแคลน
กรรมจาก ชาติก่อนเคยบวชด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ไร้ความศรัทธา อาศัยผ้าเหลืองหากิน
ลดกรรม ถือศีล 5 ศีล 8 นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ถวายสังฆทานทุกเดือน หรือทุก 3 เดือน
44. ครอบครัวยากจน
กรรมจาก ชาติก่อนไม่เคยบริจาคทาน
ลดกรรม หมั่นทำบุญด้วยการบริจาคทาน ถ้ามีเงินไม่มากก็บริจาคเป็นสิ่งของ แรงกาย หรือน้ำใจ ต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก เช่น ไปช่วยอ่านหนังสือให้มูลนิธิคนตาบอด
45. เป็นทุกข์เพราะความรัก
กรรมจาก ชาติก่อนเจ้าชู้ หลอกผู้อื่นให้อกหัก
ลดกรรม ประพฤติดีปฏิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา ใจ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆให้คนอื่นได้สมรัก
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://mailsara.blogspot.com/2012/03/45.html
โดย...  Ayurvedic Association of Thailand

 

 
1. กรรมที่ไม่มีลูก 
กรรมจาก การทำร้ายลูกของสัตว์อื่น พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่น 
ลดกรรม ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆเดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือ มูลนิธิเด็กอ่อน 
 
2. เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย 
กรรมจาก เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์ 
ลดกรรม ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถา ให้อาหารให้ความเมตตา ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่โรงพยาบาลสงฆ์ ทำบุญปล่อยเต่า งดกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต 
 
3. ตาบอดหรือเป็นโรคตา 
กรรมจาก เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด ของที่สารธารณะ 
ลดกรรม ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่ ถวายไฟฉาย เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพร!ะ บริจาคเงินในกล่อง ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด 
 
4. ถูกรถเฉี่ยวชน ถูกลูกหลง ถูกสัตว์กัดต่อย 
กรรมจาก จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ 
ลดกรรม หมั่นพูดดี มีวาจาไพเราะ 
 
5. สูญเสียคนใกล้ชิด 
กรรมจาก เคยยิงนกตกปลา 
ลดกรรม ทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ งดกินเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัก 1 อย่างชั่วชีวิต หรือกินเจทุกๆ 3เดือน ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา 
 
6.ถูกนินทา ถูกให้ร้าย 
กรรมจาก เคยพูดจาให้เป็นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์หรือเดือดร้อน 
ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี พูดดี พูดให้คนอื่นเกิดประโยชน์ พูดให้ผู้อื่นมีความสุข 
 
7. มักเดือดร้อนเพราะไฟ ไฟไหม้บ้าน ไฟดูด 
กรรมจาก เคยลบหลู่พระสงฆ์ และศาสนา 
ลดกรรม ตักบาตรทุกวันพระ ทำบุญถวายสังฆทานทุกเดือน ฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ หรือทุกๆเดือนในวันพระ ร่วมพิมพ์หนังสือ ธรรมะแจกจ่ายฟรี 
 
8. ขาดบารมี ไร้ญาติขาดมิตร 
กรรมจาก ไม่เคยไปร่วมงานบุญงานศพ 
ลดกรรม ร่วมทำบุญงานศพ บริจาคเงิน หรือร่วมด้วยแรงกายช่วยงานอื่นๆในงานศพ เช่นทำอาหาร จัดดอกไม้ 
 
9. ตั้งหลักปักฐานไม่ได้ โยกย้ายบ่อย 
กรรมจาก ไม่เคยร่วมทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร แก่วัดวาอารามต่างๆ 
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างหลังคาวิหาร ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิต หมั่นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ณ เมืองที่ตนอยู่อาศัย
 
10. มักถูกรังแก ถูกเบียดเบียน 
กรรมจาก ไม่เคยบวช หรือทำบุญงานบวช 
ลดกรรม บวช ด้วยจิตศรัทธาปวารถาอย่างบริสุทธิ์ไม่มีเจตนาอื่นแ! อบแฝงจะบวช 7 วัน หรือ 15วัน 1 เดือน 1 พรรษา แล้วแต่ จิตศรัทธา ถ้าเป็นสตรีจะบวชชีพราหมณ์ หรือถือศีล 8 ตามเวลาที่สะดวกและตั้งจิตศรัทธา หรือร่วมทำบุญงานบวชอย่าง สม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้ 
 
11.ไม่มีคนชื่นชมเอ็นดู ขาดเสน่ห์ 
กรรมจาก ไม่เคยถวายของหอม 
ลดกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวันพระ ถวายธูปหอม เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย ทองคำเปลว ประน้ำอบน้ำปรุง ประพฤติดี ปฏิบัติชอบต่อผู้อื่น คิดดี ทำดี พูดดี ให้ผู้อื่นได้ดี มิให้ร้ายผู้ใด 
 
12. เป็นที่รังเกียจ มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว 
กรรมจาก ทำติเตียนดูแคลน ผู้ที่ชอบทำบุญทำทาน 
ลดกรรม หมั่นทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ฟังเทศน์มหาชาติทุกๆปี ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญหรือบริจาคทานเป็นการบอกบุญผู้อื่น พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจกฟรี 
 
13. ไปไหนมาไหนลำบาก มีแต่อุปสรรค 
กรรมจาก เคยทำลายหนทางสัญจรของวัด หรือของชาวบ้าน หรือทำให้ทางสัญจรสาธารณะได้รับความไม่สะดวก
ลดกรรม บริจาคทรัพย์หรือแรงกายช่วงสร้างสะพาน สร้างทางอันเป็นประโยชน์แก่วัด หรือชุมชนเล็กๆ ช่วยผู้คนยากไร้ให้ ได้มียวดยานพาหนะหรือทางสัญจรที่สะดวก 
 
14. เป็นคนรับใช้เขาร่ำไป 
กรรมจาก เคยเนรคุณผู้ที่เคยมีพระคุณแก่ตน 
ลดกรรม ตอบแทนผู้มีคุณด้วยความกตัญญู ร่วมทำบุญสร้างพระพุทธรูป พระประธาน ทำทานทั้งกับคนและสัตว์ 
 
15. ขัดสน อดมื้อกินมื้อ 
กรรมจาก เคยละเว้นการใส่บาตร ละเว้นการให้ทาน เมื่อมีคนยากไร้มาขอทานอาหารและน้ำ 
ลดกรรม แบ่งปันอาหาร น้ำ เสื้อผ้า แก่คนยากไร้อนา! ถา แม้ไม่มีเงินก็แบ่งปันสิ่งของตามที่มีตักบาตรทุกเช้าหรือทุกวันพระ 
 
16. อาภัพคู่ ร้างคู่ 
กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขา 
ลดกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานคู่บ่าวสาวที่ยากจนถวายของเป็นคู่ เช่น แจกันคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เป็นต้น 
 
17. ได้คู่ที่เลวร้าย ทำร้ายตนหรือทำให้เป็นทุกข์ 
กรรมจาก เคยข่มขืนเขาในชาติก่อน เคยทุบตีทำร้ายคู่ 
ลดกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา 
 
18. อยู่โดดเดี่ยวยามบั้นปลาย 
กรรมจาก เคยจับสัตว์ขัง 
ลดกรรม ทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญทำทานแก่เด็กอนาถาและสัตว์อนาถา 
 
19. รูปร่างหน้าไม่งดงาม 
กรรมจาก ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม 
ลดกรรม ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ทำบุญบริจาคดวงตา บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล 
 
20. มักถูกโกง ถูกเบี้ยวเงิน 
กรรมจาก เคยคดโกงผู้อื่น! 
ลดกรรม สละทรัพย์บริจาคร่วมการกุศลต่างๆ ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลแก่เจ้ากรรมนายเวรทุกๆเดือน 
 
21. พิการ ร่างกายไม่สมประกอบ 
กรรมจาก เคยทุบตีพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ หรือทำร้ายพ่อแม่ 
ลดกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระ ปล่อยนกปล่อยปลา ถือศีล 5 ศีล 8 เจริญภาวนา นั่งวิปัสสนากรรมฐาน 
 
22. มีคดีความ 
กรรมจาก เคยพบคนทุกข์ร้อนแล้วไม่ช่วยหรือพยายามหาทางช่วยเหลือ 
ลดกรรม หมั่นทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา นั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 8 ทุกๆ 3เดือนๆละ 7 วัน 
 
23. ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง 
กรรมจาก ไม่สงเคราะห์คนอนาถา ที่มาขออาหาร ขอชายคาหลบฝน ไม่มีน้ำใจช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก 
ลดกรรม ร่วมทำบุญซื้อกระเบี้องหลังคาโบสถ์ หมั่นไปกราบไหว้บู! ชาศาลหลักเมือง ทำบุญทำทานแก่สัตว์พิการหรือสัตว์จรจัด 
 
24. จิตใจขุ่นมัว ดุดัน ขี้โมโห 
กรรมจาก มักตะหนี่ในการทำบุญ 
ลดกรรม สวดมนต ์ไหว้พระ ทุกวันพระ ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 5 หรือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือน บริจาคทาน แบ่งปันเงินทองหรือ สิ่งของแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือร่วมทำบุญบริจาคทานกับมูลนิธิสถานสงเคราะห์ และวัดวาอารามต่างๆ 
 
25. ไม่มีชื่อเสียง 
กรรมจาก เคยติฉินนินทาทำให้ผู้อื่นเสียหาย 
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างหอระฆัง ร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา ทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา 
 
26. ไม่มีวาสนาบารมี 
กรรมจาก ไม่เคยนับถือชื่นชมผู้นับถือธรรมมะ 
ลดกรรม ทำบุญสร้างพระพุทธรูป ทำทานกับคน 
 
27. มีลูกหลานไม่ดี เกเร ไม่เชื่อฟัง 
กรรมจาก ทำแท้ง เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน 
ลดกรรม บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง 
 
28. เจอแต่คนเอาเปรียบ 
กรรมจาก เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ ขโมยเงินครอบครัวมาใช้ 
ลดกรรม หมั่นยึดถือศีล 5 ให้มั่น ไม่ดื่มเหล้า ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมีด้านขอพรให้พบเจอคนดี ๆ เข้ามาในชีวิต 
 
29. เกิดในสกุลต้อยต่ำ 
กรรมจาก โอหัง อวดดี จิตใจคับแคบ 
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างวัด สร้างพระประธาน ทำบุญทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี 
 
30. ไร้สง่าราศี ขาดวาสนา 
กรรมจาก เคยเมาสุระอาละวาด ระรานผู้อื่น! 
ลดกรรม นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ทำทานกับคนอนาถา และสัตว์อนาถา ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี 
 
31. ไม่เจริญก้าวหน้า จิตใจเป็นทุกข์ 
กรรมจาก เคยชักจูงคนทำชั่ว 
ลดกรรม ถือศีล 8 เป็นเวลา 7 วัน ทุกๆ 3 เดือน หมั่นทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน 
 
32. จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์ 
กรรมจาก เคยริษยาผู้อื่น 
ลดกรรม ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ปล่อยปลาลงน้ำ นั่งสมาธิ สวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร
 
33. ชีวิตตกต่ำ ทำสิ่งใดไม่เจริญ 
กรรมจาก เคยทำแท้ง 
ลดกรรม ปล่อยปลาลงน้ำทุกๆเดือน จนครบ 9 เดือน หรือ 1 ปีเต็ม ถวายสังฆทาน ทำบุญใส่บาตรเสมอ 
 
34. เป็นเมียน้อย เมียเก็บ 
กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขามาก่อน ขืนใจเขาโดยไม่ยินยอม เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน 
ลดกรรม ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ อย่างใดก็ได้ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้ เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น ร่วมเป็นเจ้าภาพงานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้นและ สมหวัง สวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศ ให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม 
 
35. เป็นทุกข์เพราะคนในครอบครัว 
กรรมจาก เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดไว้ในชาติอดีตและ ชาติปัจจุบัน เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ 
ลดกรรม ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาจะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยวได้ นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข 
 
36. เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต 
กรรมจาก ฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ 
ลดกรรม ตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติ รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศลและอโหสิกรรมซึ่ง กันและกัน ปล่อยสัตว์ลงน้ำในวันเกิดตนเอง กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและอโหสิกรรม ถวายยาเข้าวัด หรือช่วยเหลือคนป่วย 
 
37. เป็นมะเร็ง 
กรรมจาก รู้เห็นเป็นใจกับการทำแท้ง การทารุณสัตว์ หรือการทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น 
ลดกรรม ทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม ทำบุญสร้างพระพุทธรูป สร้างโบสถ์หรือสร้างศาลาวัด ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี หมั่นนั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน 
 
38. ค้าขายขาดทุน ทำงานไม่ก้าวหน้า 
กรรมจาก เคยลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง 
ลดกรรม หมั่นทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายเครื่องเซ่นสังเวย เจ้าที่-เจ้าทาง หมั่นสวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร
 
39. ด้อยปัญญา 
กรรมจาก ฝักใฝ่อบายมุขในชาติก่อน หรือชักชวนคนไปทำชั่ว ดูแคลนหลักธรรมมะ 
ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจก ทำบุญทำทานกับโรงเรียนของเด็กพิการหรือตาม! มูลนิธิต่างๆ 
 
40. ตกงาน 
กรรมจาก เคยกลั่นแกล้งผู้อื่นในเรื่องงาน หรือแย่งงานผู้อื่น 
ลดกรรม หมั่นทำบุญทำทาน ร่วมงานบุญต่างๆ ปล่อยนกปล่อยปลา 
 
41. ไม่มีโชคลาภ 
กรรมจาก ไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ 
ลดกรรม หมั่นทำบุญสวดมนต์ไหว้พระ ถวายธูป เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย และทองคำเปลว 
 
42. เรียนไม่จบ การเรียนมีอุปสรรค 
กรรมจาก ชาติก่อนปฏิเสธการฟังเทศน์ฟังธรรม 
ลดกรรม หมั่นเข้าวัด ร่วมงานบุญต่างๆ ฟังเทศน์ อ่านหนังสือธรรมะ 
 
43. มีอาชีพต้อยต่ำที่ผู้คนดูแคลน 
กรรมจาก ชาติก่อนเคยบวชด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ไร้ความศรัทธา อาศัยผ้าเหลืองหากิน 
ลดกรรม ถือศีล 5 ศีล 8 นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ถวายสังฆทานทุกเดือน หรือทุก 3 เดือน 
 
44. ครอบครัวยากจน 
กรรมจาก ชาติก่อนไม่เคยบริจาคทาน 
ลดกรรม หมั่นทำบุญด้วยการบริจาคทาน ถ้ามีเงินไม่มากก็บริจาคเป็นสิ่งของ แรงกาย หรือน้ำใจ ต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก เช่น ไปช่วยอ่านหนังสือให้มูลนิธิคนตาบอด 
 
45. เป็นทุกข์เพราะความรัก 
กรรมจาก ชาติก่อนเจ้าชู้ หลอกผู้อื่นให้อกหัก 
ลดกรรม ประพฤติดีปฏิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา ใจ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆให้คนอื่นได้สมรัก
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก....
http://mailsara.blogspot.com/2012/03/45.html
 
โดย... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-13 22:47:07 IP : 61.90.102.72


ความเห็นที่ 35 (3419903)

 ๑๔ ที่สุด......ในชีวิต 

 

รูปภาพ : ๑๔ ที่สุด......ในชีวิต
๑. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา คือ ตัวเราเอง
The most formidable enemy in one's life is oneself.
๒. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอวดดี
The biggest failure in one's life is self-important.
๓. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา คือ การหลอกลวง
The unwisest act in one's life is deceit.
๔. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอิจฉาริษยา
The most miserable act in one's life is jealousy.
๕. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา คือ การยอมแพ้ตนเอง
The gravest mistake in one's life is self-abundonment.
๖. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตของเรา คือ การหลอกตัวเอง
The most sinful act in one's life is self-deception.
๗. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือการถดถอยของตัวเอง
The most pitiful temperament in one's life is self-abasement.
๘. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะวิริยะ
The most admirable spirit in one's life is perserverance.
๙. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความสิ้นหวัง
The most complete bankruptcy in one's life is despair.
๑๐. ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา คือ สุขภาพที่สมบูรณ์
The greatest wealth in one's life is health.
๑๑. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ หนี้บุญคุณ
The heaviest debt in one's life is a debt gratitude for other's help.
๑๒. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ การให้อภัยและความเมตตา
The groundest gift in one's life is forgiveness and kindness.
๑๓. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล
The biggest shortcoming in one's life is permissism onunreason.
๑๔. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจมากที่สุด คือ การให้ทาน
The greatest gratification in one's life is alms giving.
ที่มา : facebook  page .... People Magazine
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand

 

 
๑. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา คือ ตัวเราเอง 
The most formidable enemy in one's life is oneself. 
 
๒. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอวดดี 
The biggest failure in one's life is self-important. 
 
๓. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา คือ การหลอกลวง
The unwisest act in one's life is deceit. 
 
๔. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอิจฉาริษยา 
The most miserable act in one's life is jealousy. 
 
๕. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา คือ การยอมแพ้ตนเอง 
The gravest mistake in one's life is self-abundonment. 
 
๖. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตของเรา คือ การหลอกตัวเอง
The most sinful act in one's life is self-deception. 
 
๗. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือการถดถอยของตัวเอง 
The most pitiful temperament in one's life is self-abasement. 
 
๘. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะวิริยะ 
The most admirable spirit in one's life is perserverance. 
 
๙. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความสิ้นหวัง 
The most complete bankruptcy in one's life is despair. 
 
๑๐. ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา คือ สุขภาพที่สมบูรณ์ 
The greatest wealth in one's life is health. 
 
๑๑. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ หนี้บุญคุณ 
The heaviest debt in one's life is a debt gratitude for other's help. 
 
๑๒. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ การให้อภัยและความเมตตา 
The groundest gift in one's life is forgiveness and kindness.
 
๑๓. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล 
The biggest shortcoming in one's life is permissism onunreason. 
 
๑๔. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจมากที่สุด คือ การให้ทาน 
The greatest gratification in one's life is alms giving.
 
ที่มา : facebook page .... People Magazine
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-16 21:55:47 IP : 58.11.29.116


ความเห็นที่ 36 (3420527)

 บุญ/บาป ทางอินเตอร์เน็ต....... โดย ดังตฤณ

 

 

 
 
ถาม – การเขียนข้อความหรือนำเสนอเนื้อหาอะไรผ่านอินเตอร์น็ต
โดยใช้นามแฝง ถือเป็นกรรมหรือไม่ ? เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อเรา 
ไม่มีใครเห็นหน้าเรา ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เหมือนเราไม่มีตัวตน
 
 
ตอบ – ผมเห็นว่าคำถามนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องกรรมได้ลึกซึ้งขึ้น 
เพราะคนส่วนใหญ่ยังนึกว่าการก่อกรรมเป็นเรื่องที่ต้องโชว์ตัว โชว์เสียง 
หรืออย่างน้อยก็ต้องมีชื่อแซ่ของเจ้าตัวปรากฏเป็นที่รับรู้เสียก่อน 
ความเข้าใจดังกล่าวนั้นคลาดเคลื่อนนะครับ 
กรรมนั้นคือเจตนา ต่อให้คุณนอนคิดร้ายอยู่บนยอดเขา 
ไม่มีใครเห็น คุณก็ทราบชัดอยู่แก่ใจ และสามารถสำเหนียกรู้สึกได้ว่า
ใจคุณดำมืดเพราะโดนเมฆหมอกอกุศลทาบทับแล้ว
 
สำหรับกรรมที่ทำอยู่ในใจจริงๆ มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคุณเองคนเดียวนั้น 
เรียกว่า ‘มโนกรรม’ สำหรับมโนกรรมนั้นจะสำเร็จสมบูรณ์เต็มขั้นในทันที
ที่ตั้งใจคิดและมีความยินดีกับความคิดนั้น 
หากจะพูดว่ามโนกรรมคือกรรมที่ก่อแล้ว
ยังไม่ทันส่งผลกระทบดีร้ายกับผู้อื่นก็คงได้ 
ตัวอย่างเช่น คุณคิดจะด่าเขา แต่ระงับใจไม่ด่า 
อย่างนั้นก็เป็นเพียงมโนกรรมอันเป็นอกุศล มีผลให้จิตคุณทุกข์ร้อนอยู่คนเดียว 
ยังไม่เป็นวจีกรรม ยังไม่มีเสียงกระทบหูใครให้ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา
 
แต่หากคลื่นความคิดแรงจนทะลักรั้วกั้น หลุดจากสมองไปกระทบผู้อื่น 
ไม่ว่าจะทางภาษาพูดหรือภาษาเขียน ทำให้เขาเกิดความเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร 
ตรงนั้นจัดว่าเป็นวจีกรรมได้หมด พูดง่ายๆ ว่า ‘ภาษา’ นั่นเอง
คือเครื่องมือก่อวจีกรรมของมนุษย์
 
ฉะนั้น คุณจะแอบเขียนอะไรทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝงเฉพาะกิจ 
ไม่มีใครอื่นรู้เห็น ไม่มีใครรู้จักเลย 
แม้เพียงครั้งเดียวก็นับว่าสร้างวจีกรรมไปแล้วหนึ่งครั้ง 
และกรรมก็จะติดตามคุณเป็นเงาตามตัว ไม่ผิดต่างไปจากกรรมอื่นๆ
ที่กระทำโดยเปิดเผยหน้าตาตัวตน เจตนาเกิดขึ้นที่จิตของคุณ 
กรรมก็เกิดที่จิตของคุณเช่นกัน เพราะกรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม 
ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าบุคคลคิดแล้วจึงก่อกรรมทางกาย วาจา ใจ
 
อินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรหลากหลายจริงๆ 
แม้แต่การทำงานของกรรม อย่างเช่นที่ผมรู้จักหลายๆ คน 
เห็นกรรมทางวาจาของเขาในเบื้องต้น 
แล้วได้เห็นพัฒนาการหรือความเสื่อมทรามทางจิตใจในเวลาต่อมา 
เป็นไปตามวิธีคิดเขียนให้ดีให้ร้ายแก่ผู้อื่น
 
ผู้ก่อความวุ่นวาย นานไปย่อมมีจิตใจที่วุ่นวาย ปั่นป่วนเหมือนพายุ 
และแสดงแนวโน้มที่จะฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปในเรื่องเหลวไหล 
พูดจาจับต้นชนปลายไม่ติดมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ผู้ก่อกระแสความเยือกเย็น นานไปย่อมมีจิตใจเยือกเย็น สงบราบคาบผาสุก 
และแสดงแนวโน้มที่จะแน่วนิ่งหนักแน่นในเรื่องเป็นเหตุเป็นผล 
พูดจามีต้นมีปลายมากขึ้นเรื่อยๆ
 
บอกได้เลยครับว่า วจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น 
อาจจะให้ผลเร็วและแรงเสียยิ่งกว่าวจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเสียอีก 
ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร ? 
เพราะบนอินเตอร์เน็ตอาจมีผู้รับคำพูดของคุณจำนวนมาก 
ขอให้ลองนึกดู หากคุณพูดเบาๆ ว่า ‘ไอ้โง่’ 
ก็อาจมีคุณคนเดียวในโลกที่ได้ยินเสียงอกุศลของตัวเอง 
แต่ถ้าคุณพิมพ์คำว่า ‘ไอ้โง่’ ลงในกระทู้ของเว็บบอร์ดที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมคับคั่ง 
คุณไม่มีทางปรับให้ดังหรือเบาได้ตามใจชอบได้เลย 
คุณทำอกุศลกรรมกับคนแบบไม่เลือกหน้าเข้าแล้ว 
คำด่านั้นอาจทำให้คนนับพันนับหมื่นเกิดความแสลงใจ 
ความแสลงใจของคนนับไม่ถ้วนนั่นแหละ 
จะย้อนกลับมาก่อเหตุให้คุณแสลงใจยิ่งกว่าพวกเขาได้
 
ผมเห็นแล้วนึกเสียดายครับ หลายคนยังเป็นเด็ก 
และมีความสนุกที่จะขีดเขียนข้อความฝากไว้ในอินเตอร์เน็ตด้วยความคึกคะนอง 
บางทีไม่รู้ตัวเลยว่าเอาอนาคตมาทิ้งเสียด้วยการสนทนาแบบไร้หน้าไร้เสียงนี่เอง
 
โอกาสก่อกรรมในยุคไอทีของพวกเรานี้ 
มีได้เป็นร้อยเป็นพันเท่ามากกว่ายุคอื่นครับ 
กระดิกนิ้วง่ายๆ ไม่กี่ที ผล (กรรม) อาจใหญ่หลวงยิ่งกว่า
พยายามพูดในห้องประชุมใหญ่หลายๆ อาทิตย์เสียอีก 
หากจิตตั้งไว้ดีแล้วก็สบายตัวไป 
แต่หากจิตยังตั้งไว้ในมุมมืด อย่างนั้นก็คงน่าเป็นห่วงหน่อยล่ะ
 
 
ที่มา... http://larndham.org/index.php?%2Ftopic%2F37 ... ntry678967
http://www.mannature.com/view.asp?ID=255
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-19 20:11:39 IP : 171.97.81.124


ความเห็นที่ 37 (3420528)

 การสร้างกรรม.......ทางกาย, วาจา, ใจ อย่างไม่รู้ตัว 

(คำสอนของหลวงปู่ดู่) 
 
 
 
รูปภาพ : การสร้างกรรม.......ทางกาย, วาจา, ใจ อย่างไม่รู้ตัว
(คำสอนของหลวงปู่ดู่)
หลวงปู่ท่านมักกล่าวถึงมงคลที่สำคัญที่ท่านอยากให้ลูกศิษย์ได้นำไปปฏิบัติ คือ  มงคล 38 ประการ    มงคลที่ท่านพูดถึง
บ่อย ๆ นั่นคือ "สัมมาวาจาชอบ"  คือ พูดแต่สิ่งที่เป็นมงคล
ท่านว่าคนส่วนมากมักสร้างกรรมทางวาจา เพราะกรรมนี้สร้างได้ง่าย
แต่เขาไม่รู้หรอกว่าผลของกรรม เมื่อส่งผลจะร้ายแรงเพียงไร
คำพูดนั้นสำคัญมาก บางคนพูดไม่ดีกับผู้อื่น
จนเป็นเหตุถึงโกรธเกลียดกันชั่วชีวิตก็มี
บางรายคำพูดเพียงไม่กี่คำ ก็ทำให้ไม่พูดกันไปหลายปี
คนส่วนมากที่ขึ้นโรงขึ้นศาล หรือทะเลาะกันจนไปถึงฆ่ากันตาย
ก็เพราะคำพูดที่ไม่ดีนี่แหละ
หลวงปู่ท่านสอนอยู่เสมอว่า อย่าไปพูดไม่ดีกับใครเขา
ถ้ามีคนมาว่าหรือด่าเราแต่เราไม่ว่าหรือด่าเขาตอบมันก็จะไม่มีเรื่องกัน
แต่ถ้าแกไปด่าเขาเมื่อไรนั่นแหละเรื่องใหญ่
ท่านสอนศิษย์เสมอว่า
"อย่าไปพูดทำลายความหวังของใครเขา
เพราะนั้นอาจจะเป็นความหวังเดียวที่เขามีอยู่
ถ้าแกไปพูดเข้าเมื่อไหร่กรรมใหญ่จะตกแก่ตนเอง"
ท่านบอกไว้อีกว่า คนที่ชอบด่าหรือใส่ร้ายผู้อื่นรวมไป
ถึงการพูดไม่ดีต่าง ๆ กับคนอื่นนั้น กรรมจะมาเร็วมาก
เขาผู้นั้นจะเป็นคนที่มีศัตรูทั้งภายนอกและภายใน
ไม่เป็นที่รักของคนทั่วไป ตรงกันข้ามกับเป็นคนที่น่ารังเกียจแก่คนทั้งหลาย
กรรมนี้จะทำให้เขามีเรื่องและเดือดร้อนอยู่เสมอ ๆ ทั้งทางกายและทางใจ
บางคนทำกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว
พอกรรมดีที่ตนเคยสร้างมาแต่ปางก่อนหมดหรือเหลือน้อยลง
กรรมชั่วที่สร้างนี้ก็จะสนองเขาอย่างหนักทั้งในภพนี้และภพหน้า
ในภพนี้เวลาที่กรรมดีแต่ปางก่อนจะส่งผลให้มีความสุขหรือมีโชคลาภ
กรรมชั่วก็จะเข้ามาตัดรอนกรรมดี เหมือนอย่างเขาผู้นั้น
ซื้อหวยเลข 56 หวยก็จะออกเลข 55 หรือ 57 บางที
ก็ติดต่อการค้าหรืองานต่าง ๆ มองเห็นอยู่ว่างานนี้ได้แน่นอน
แต่พอถึงเวลาก็ไปไม่ทันบ้าง ไปแล้วไม่เจอหรือมีเหตุต่าง ๆ
มาทำให้มีอุปสรรคอยู่เสมอ ๆ ซึ่งที่จริงแล้วผู้นั้นจะมีโชคที่ควร
ได้ประมาณเป็นล้าน ๆ เขาก็จะได้แค่หมื่นสองหมื่นหรือโชคครั้งนี้
จะได้หลายหมื่น แต่เขากับได้เพียงไม่กี่พันบาทหรือเพียงได้
ไม่กี่ร้อยเท่านั้นเอง นี้เป็นเพราะ กรรมชั่วเข้ามาตัดรอนกรรมดี
และรวมถึงญาติพี่น้องลูกหลาน เขาเหล่านั้นก็จะทำความ
เดือดร้อนเสียหายมาให้ มีพี่น้องหรือญาติไปจนถึงเพื่อนฝูง
ก็จะโกงทรัพย์สินเงินทองของเราบ้าง บางครั้งก็พูดใส่ร้ายให้โทษ
ด่าว่าทะเลาะวิวาท ทำให้เราไม่สบายกายและสบายใจเป็นอย่างมาก
มีเรื่องเดือดร้อนต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาอย่างไม่จบสิ้น
มีลูกหลานก็จะดื้อด้าน ว่านอนสอนยาก ทำความเดือดร้อน
ให้เสียเงินทองอยู่มิได้ขาด ว่ากล่าวลูกหลานไม่เชื่อฟัง
ไม่เคารพนับถือ ลูกหลานบางคนก็จะอกตัญญูตนเอง
มักจะเดือดร้อนด้วยการเป็นโรคร้ายที่รักษายากหรือรักษาไม่หาย
เช่น อัมพฤต อัมพาต มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคร้ายต่าง ๆ
อีกมากมายหลายชนิด
หลวงปู่ท่านบอกไว้ว่า กรรมทางวาจามีร้ายแรงมาก
การที่เราพูดใส่ร้ายหรือพูดไม่ดีจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและเสียใจ
หรือไปพูดทำลายความหวังต่าง ๆ ของเขาถ้ารู้ตัวให้หยุดเสีย
ถ้าไม่หยุดหรือเลิกทำเสียกรรมไม่สนองแต่ในชาตินี้
พอตายลงไปยังต้องไปใข้กรรมยังนรกตามขุมต่าง ๆ อีก
ท่านจะพูดและสอนศิษย์อยู่เสมอว่า "คนดีเขาไม่ตีใคร"
ความหมายว่าคนดีไม่ตีใคร ไม่ใช่เอาไม้หรือของแข็ง ๆ ไปตีเขา
แต่ท่านไม่ให้พูดจาไม่ดีด่าว่าใส่ร้ายทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย และทุกข์ใจ
หลวงปู่บอกว่า คนดีเขาไม่ว่าใคร
ถ้าแกไปว่าเขาแกก็จะเป็นคนไม่ดี
http://www.jetovimut.com/forum/index.php?topic=769.0
 
 
หลวงปู่ท่านมักกล่าวถึงมงคลที่สำคัญที่ท่านอยากให้ลูกศิษย์ได้นำไปปฏิบัติ คือ มงคล 38 ประการ มงคลที่ท่านพูดถึง
บ่อย ๆ นั่นคือ "สัมมาวาจาชอบ" คือ พูดแต่สิ่งที่เป็นมงคล 
ท่านว่าคนส่วนมากมักสร้างกรรมทางวาจา เพราะกรรมนี้สร้างได้ง่าย 
 
แต่เขาไม่รู้หรอกว่าผลของกรรม เมื่อส่งผลจะร้ายแรงเพียงไร 
คำพูดนั้นสำคัญมาก บางคนพูดไม่ดีกับผู้อื่น 
จนเป็นเหตุถึงโกรธเกลียดกันชั่วชีวิตก็มี 
บางรายคำพูดเพียงไม่กี่คำ ก็ทำให้ไม่พูดกันไปหลายปี 
คนส่วนมากที่ขึ้นโรงขึ้นศาล หรือทะเลาะกันจนไปถึงฆ่ากันตาย 
ก็เพราะคำพูดที่ไม่ดีนี่แหละ 
 
หลวงปู่ท่านสอนอยู่เสมอว่า อย่าไปพูดไม่ดีกับใครเขา 
ถ้ามีคนมาว่าหรือด่าเราแต่เราไม่ว่าหรือด่าเขาตอบมันก็จะไม่มีเรื่องกัน 
แต่ถ้าแกไปด่าเขาเมื่อไรนั่นแหละเรื่องใหญ่ 
 
ท่านสอนศิษย์เสมอว่า 
"อย่าไปพูดทำลายความหวังของใครเขา 
เพราะนั้นอาจจะเป็นความหวังเดียวที่เขามีอยู่ 
ถ้าแกไปพูดเข้าเมื่อไหร่กรรมใหญ่จะตกแก่ตนเอง" 
 
ท่านบอกไว้อีกว่า คนที่ชอบด่าหรือใส่ร้ายผู้อื่นรวมไป 
ถึงการพูดไม่ดีต่าง ๆ กับคนอื่นนั้น กรรมจะมาเร็วมาก 
เขาผู้นั้นจะเป็นคนที่มีศัตรูทั้งภายนอกและภายใน 
ไม่เป็นที่รักของคนทั่วไป ตรงกันข้ามกับเป็นคนที่น่ารังเกียจแก่คนทั้งหลาย 
 
กรรมนี้จะทำให้เขามีเรื่องและเดือดร้อนอยู่เสมอ ๆ ทั้งทางกายและทางใจ 
 
บางคนทำกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว 
พอกรรมดีที่ตนเคยสร้างมาแต่ปางก่อนหมดหรือเหลือน้อยลง 
กรรมชั่วที่สร้างนี้ก็จะสนองเขาอย่างหนักทั้งในภพนี้และภพหน้า 
 
ในภพนี้เวลาที่กรรมดีแต่ปางก่อนจะส่งผลให้มีความสุขหรือมีโชคลาภ 
กรรมชั่วก็จะเข้ามาตัดรอนกรรมดี เหมือนอย่างเขาผู้นั้น 
ซื้อหวยเลข 56 หวยก็จะออกเลข 55 หรือ 57 บางที 
ก็ติดต่อการค้าหรืองานต่าง ๆ มองเห็นอยู่ว่างานนี้ได้แน่นอน 
แต่พอถึงเวลาก็ไปไม่ทันบ้าง ไปแล้วไม่เจอหรือมีเหตุต่าง ๆ 
มาทำให้มีอุปสรรคอยู่เสมอ ๆ ซึ่งที่จริงแล้วผู้นั้นจะมีโชคที่ควร 
ได้ประมาณเป็นล้าน ๆ เขาก็จะได้แค่หมื่นสองหมื่นหรือโชคครั้งนี้ 
จะได้หลายหมื่น แต่เขากับได้เพียงไม่กี่พันบาทหรือเพียงได้ 
ไม่กี่ร้อยเท่านั้นเอง นี้เป็นเพราะ กรรมชั่วเข้ามาตัดรอนกรรมดี 
 
และรวมถึงญาติพี่น้องลูกหลาน เขาเหล่านั้นก็จะทำความ 
เดือดร้อนเสียหายมาให้ มีพี่น้องหรือญาติไปจนถึงเพื่อนฝูง 
ก็จะโกงทรัพย์สินเงินทองของเราบ้าง บางครั้งก็พูดใส่ร้ายให้โทษ 
ด่าว่าทะเลาะวิวาท ทำให้เราไม่สบายกายและสบายใจเป็นอย่างมาก 
มีเรื่องเดือดร้อนต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาอย่างไม่จบสิ้น 
 
มีลูกหลานก็จะดื้อด้าน ว่านอนสอนยาก ทำความเดือดร้อน 
ให้เสียเงินทองอยู่มิได้ขาด ว่ากล่าวลูกหลานไม่เชื่อฟัง 
ไม่เคารพนับถือ ลูกหลานบางคนก็จะอกตัญญูตนเอง 
มักจะเดือดร้อนด้วยการเป็นโรคร้ายที่รักษายากหรือรักษาไม่หาย 
เช่น อัมพฤต อัมพาต มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคร้ายต่าง ๆ 
อีกมากมายหลายชนิด 
 
หลวงปู่ท่านบอกไว้ว่า กรรมทางวาจามีร้ายแรงมาก 
การที่เราพูดใส่ร้ายหรือพูดไม่ดีจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและเสียใจ 
หรือไปพูดทำลายความหวังต่าง ๆ ของเขาถ้ารู้ตัวให้หยุดเสีย 
 
ถ้าไม่หยุดหรือเลิกทำเสียกรรมไม่สนองแต่ในชาตินี้ 
พอตายลงไปยังต้องไปใข้กรรมยังนรกตามขุมต่าง ๆ อีก 
ท่านจะพูดและสอนศิษย์อยู่เสมอว่า "คนดีเขาไม่ตีใคร" 
ความหมายว่าคนดีไม่ตีใคร ไม่ใช่เอาไม้หรือของแข็ง ๆ ไปตีเขา 
แต่ท่านไม่ให้พูดจาไม่ดีด่าว่าใส่ร้ายทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย และทุกข์ใจ 
 
หลวงปู่บอกว่า คนดีเขาไม่ว่าใคร 
ถ้าแกไปว่าเขาแกก็จะเป็นคนไม่ดี
 
http://www.jetovimut.com/forum/index.php?topic=769.0
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-19 20:13:41 IP : 171.97.81.124


ความเห็นที่ 38 (3420865)

 15 ข้อ เปลี่ยนตัวเอง เป็นคนใหม่ใน 1 เดือน

 

 

 

 
1. เปลี่ยนตัวเอง เขียนชื่นชมคนอื่นแล้วบอกให้เขารู้
จะส่งเป็นอีเมล์ ข้อความ หรือจดหมายก็ได้ทั้งนั้น คนเรามักจะคิดถึงข้อเสียและเรื่องแย่ๆ ของคนอื่นก่อนเสมอ การทำแบบนี้เป็นโอกาสดีที่จะทำให้คุณได้เปลี่ยนมานึกถึงข้อดีของผู้อื่นบ้าง และยังเป็นการแสดงความใส่ใจอีกด้วย ทำแบบนี้ตลอด 30 วัน คุณอาจทำให้ใครหลายๆ คน มีความสุขไปทั้งวันก็ได้
2. เปลี่ยนตัวเอง คุยกับคนแปลกหน้าวันละหนึ่งคน
ถ้าคุณเป็นคนไม่ค่อยเข้าสังคม เพราะไม่กล้าเปิดปากพูดกับใครก่อนล่ะก็ การพูดคุยกับคนแปลกหน้าทุกวันตลอดเดือนต้องเปลี่ยนคุณให้เป็นคนใหม่ได้แน่ๆ คุณจะได้รู้เลยว่าการพูดคุยกับคนที่เพิ่งรู้จัก มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
3. เปลี่ยนตัวเอง ถ่ายรูปทุกวัน
จะถ่ายแล้วเอาไปติดบนไดอารี่ก็ได้ จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในแต่ละวัน แถมรูปพวกนี้ยังช่วยให้คุณนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ได้ดีไม่แพ้คำบอกเล่าเสียด้วย
4. เปลี่ยนตัวเอง ทบทวนความเชื่อของตัวเอง
การถามตัวเองว่าทำไมเราถึงเชื่อแบบนั้น ทำแบบนี้ ทำให้เรารู้ว่าเรื่องไหนเป็นแค่อคติของตัวเองมากกว่าเป็นความเชื่อที่มีเหตุผล จะได้ลดความเชื่อเดิมๆ เพื่อเปิดใจเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
5. เปลี่ยนตัวเอง อย่าลืมรักตัวเองทุกวัน
คุณพูดได้เต็มปากว่ารักตัวเองหรือเปล่า สังคมที่กดดันทุกวันนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกล้มเหลว โทษตัวเอง สุดท้ายก็พาลไม่พอใจในตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับวิธีคิดของคุณ เริ่มจากยอมรับข้อดีข้อเสียของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน …จำไว้ ไม่มีใครในโลกนี้เพอร์เฟ็กต์
6. เปลี่ยนตัวเอง ลองเมนูใหม่ๆ ทุกวัน
นอกจากจะได้เปลี่ยนรสชาติแล้ว การทำแบบนี้ยังอาจช่วยให้คุณได้อาหารจานโปรดเพิ่มอีกด้วย คุณอาจจะถูกใจอาหารสุขภาพซักจาน จนเบื่ออาหารขยะเดิมๆ ไปเลยก็ได้
7. เปลี่ยนตัวเอง งดเหล้าและยาตลอดเดือน
เรียนรู้ที่จะสนุกโดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ อย่าคิดว่าจะอยู่โดยไม่มีมันไม่ได้ หรือหากคุณลองไม่แตะยาที่กินเป็นประจำอย่างยานอนหลับซักหนึ่งเดือน ไม่แน่ว่า คุณอาจไม่ต้องพึ่งมันไปอีกตลอดชีวิตเลยก็ได้
 
8. เปลี่ยนตัวเอง ศึกษาเรื่องที่อยากเรียนทุกวัน 
ถ้าอยากเรียนอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็น เรียนภาษา ทำขนม เขียนโปรแกรม คุณควรจะฝึกทุกวัน จะได้พัฒนาความสามารถของตัวเองและทำสิ่งที่ชอบไปพร้อมๆ กัน
9. เปลี่ยนตัวเอง อ่านบทความเกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จ
คุณเลือกอ่านได้หลายแนว ทั้งคนบันเทิง นักธุรกิจ นักการเมือง หรืออื่นๆ คนเหล่านี้อาจเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นกำลังใจให้คุณได้รู้ว่า ไม่ว่าใครย่อมต้องผ่านอุปสรรค ก่อนจะประสบความสำเร็จ
10. เปลี่ยนตัวเอง เลิกทำนิสัยแย่ๆ ของตัวเองสักข้อตลอดหนึ่งเดือน
จะเป็นนิสัยเสียข้อไหนก็ได้ จะขี้เกียจ ติดบุหรี่ หรืออะไรก็แล้วแต่ พยายามงดๆ มันตลอดหนึ่งเดือน ไม่แน่ว่ามันอาจทำให้คุณเลิกนิสัยนี้ได้ถาวรเลยก็ได้
11. เปลี่ยนตัวเอง สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองทุกวัน
การทำแบบนี้จะช่วยให้เรามีความมุ่งมั่นและเป้าหมายในชีวิต สามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการปริ้นท์พวกคำคม หรือประโยคเด็ดๆ ที่คนเคยพูดเอาไว้มาติดบนบอร์ดให้เราได้เห็นทุกวัน
12. เปลี่ยนตัวเอง วางแผนชีวิตในอีก 30 ปีข้างหน้า
การวางแผนชีวิตไว้ก่อนจะทำให้เรามั่นใจในอนาคตของตัวเองมากขึ้น และทำให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย
13. เปลี่ยนตัวเอง ตื่นแต่เช้า
ลองตื่นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ตอนเช้าเสียบ้าง แล้วจะรู้ว่ามันทำให้คุณรู้สึกดีกว่าที่คิด
14. เปลี่ยนตัวเอง เขียนบันทึก
เอาไว้ระบายความในใจ และเขียนเรื่องดีๆ ให้เราได้อมยิ้มทุกครั้งที่อ่านเจอความทรงจำเก่าๆ ที่ประทับใจ
15. เปลี่ยนตัวเอง ทำสิ่งที่ไม่กล้าทำ
ความกลัวนี่แหละที่เป็นตัวขัดขวางไม่ให้เราทำสิ่งที่อยากทำซะที ลองเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัววันละนิด อาจทำให้คุณเอาชนะความกลัวได้ซักวัน
เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง นิตยสารแคนดี้ candy magazine
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-21 13:21:00 IP : 58.9.13.59


ความเห็นที่ 39 (3421022)

 วิบากกรรมแห่งความรัก 21 อย่าง

 

 

 

1.เจ็บปวดทรมานใจจากการรักเขาข้างเดียว
สาเหตุของ กรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยเเอบเคียดเเค้นพยาบาท หรือลบหลู่ผู้ที่เราเเอบรัก ในชาตินี้จากกรรมื่เราทำร้ายคนผู้นั้นทางใจ โดยที่ผู้นั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย ชาตินี้จึงส่งผลทำให้เราเจ็บปวดทรมานใจข้างเดียวโดยคนผู้นั้นก็ยังคงไม่รู้ เรื่อง ไม่รับรู้อะไรเลย งชาติที่เเล้วและชาตินี้
 
วิธีลดกรรม หรือเเก้กรรม กรรมชนิดนี้แก้ไม่ยาก หากรู้ตัวว่าเป็นผลจากกรรมที่เราเคยคิดไม่ดีต่อเขา ให้เราทำใจเสียว่าความรักที่เรามีให้เขาเป็นเพียงกรรมเก่า หลังจากนั้น ให้ตั้งจิตอธิษฐานขออภัยขออโหสิกรรมจากเขาเสีย แล้วหมั่นทำบุญอธิษฐานจิต และเเผ่ส่วนบุญกุศลให้เขา เมื่อเราเจอเขาก็ทำตัวปกติเสีย กรรมชนิดนี้เกิดขึ้นจากใจเราเเละก็พยายามทำให้จบลงที่ใจเราเสีย
 
2.ขาดเสน่ห์ ไม่มีคนสนใจหรือมารัก
สาเหตุ ของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ หรืออาจเป็นกรรมที่ทำในชาติปัจจุบัน คือ ไม่เคยชอบผู้ใด เจอใครก็คิดในเเง่อคติไปหมด ชอบคิดร้ายต่อผู้อื่นและมีนิสัยไม่เป็นมิตร พูดจาให้ร้ายผู้อื่น
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
หาก ชาติปัจจุบันไม่มีนิสัยดังกล่าว แสดงว่าเป็นกรรมในอดีตชาติ ทีทำให้ไม่มีใครรักใครชอบ เวลานึกจะรักผู้ใดก็ไม่มีใครรักตอบ ให้หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวัน เพื่อทำให้จิตใจผ่องใส ไม่คิดร้ายต่อผู้ใด ให้ถวายทาน เช่น ใส่บาตร หรือถวายสิ่งของต่อพระสงฆ์เท่าที่จะทำได้ แต่ให้เน้นอธิษฐานจิตเเผ่เมตตา แผ่ความหวังดีต่อผู้อื่น และให้พยายามทำดีและเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น เช่น คิดดี พูดดี ทำดี อย่าไปนึกถึงผู้อื่นในเเง่ร้าย เเต่หากเจอคนเลวนิสัยไม่ดีจริง ก็ให้พยายามหลีกห่างเสีย เพื่อเป็นการระงับกรรมเวรที่จะเกิดขึ้น
 
3.สูญเสียคนที่เรารัก(เเบบจากกันตลอดไปเพราะเขาเสียชีวิต)
สาเหตุ ของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ คนที่เรารักได้ทำกรรมหนัก ในการตัดชีวิตผู้อื่น อาจเป็นการฆ่าคน หรือสัตว์ประเภทต่างๆ อาจเป็นบาปที่เกิดจากการฆ่าคนหรือสัตว์ที่รักกันให้เเยกจากกัน ส่วนเรานั้นอาจเป็นผู้สมคบร่วมคิด เราอาจไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าชีวิตคนหรือสัตว์นั้นๆ เเต่คนที่เรารักอาจเป็นผู้ลงมือกระทำ ซึ่งเราเป็นผู้รู้เห็นเป็นใจด้วยในทุกขั้นตอน ดังนั้น เมื่อคนที่เรารักได้ตายไปในชาตินี้ เราจึงต้องรับกรรมโดยโศกเศร้า ทนทุกข์ทรมานเพราะการจากไปของคนที่เรารักมาก
 
วิธีลดกรรม หรือเเก้กรรม
ต้องทำบุญโดยการไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ให้ปล่อยสัตว์ที่กำลังจะโดนนำไปฆ่า เช่น ปลา ไก่ หมู วัว กระบือ ฯลฯ
วิธี การที่ดีที่สุด ในการไถ่ชีวิตสัตว์ คือ ไปตลาดที่กำลังมีการค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่าและปรุงอาหาร ให้ซื้อสัตว์เหล่านั้น เอาไปปล่อยในสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อให้เขามีชีวิตตามธรรมชาติต่อไป
หรืองดกินเนื้อสัตว์ หรือกินเจ โดยอาจกำหนดระยะเวลา ต้งเเต่ 3 เดือนไปจนถึงตลอดชีวิต หากทำได้ยาก อาจเริ่มจากการกินสัตว์เล็ก เช่น กุ้ง หอย ปลาเล็ก ไข่ ฯลฯ โดยไม่กินสัตว์ใหญ่ เช่น ไก่ หมู วัว กระบือ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการลดการเข่นฆ่าสัตว์ที่ต้องเสียชีวิตเพราะนำมาเป็นอาหารของเรา ได้อย่างมากมาย และเราสามารถอธิษฐานจิตเเผ่เมตตาให่เเก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งคนที่เรารัก ผู้ที่ได้จากไป รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรของเราทั้งหมดหลังจากได้ทำบุญทุกชนิด เช่น ใส่บาตร บริจาคทานต่างๆ ฯลฯ
 
4.อาภัพคู่ ไร้คู่ครอง
สาเหตุ ของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยผิดลูกผิดเมียเขาในอดีตชาติ หรือทำให้ผู้อื่นไร้คู่ครอง โดยอาจไปแย่งคนรักของผู้อื่นมาโดยไม่ถูกต้องชอบธรรม อาจเคยเป็นเมียน้อย เมียเก็บ จนทำให้ครอบครัวของผู้อื่นต้องทุกข์ระทม
 
วิธีลดกรรม หรือเเก้กรรม
ให้ ถือศีล8 ให้มีความบริสุทธิ์ งดกิจกรรมทางกาม หรือบวชพระ บวชชีพราหมณ์ บวชชี หรือร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานเเต่งงานให้คู่รักมีความสมหวังในรัก และเวลาถวายทานสิ่งใดก็ตาม ก็ให้เน้นถวายเป็นคู่ เช่น เทียนคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เเจกันคู่ ผ้าไตรคู่ เครื่องไทยทานคู่ เป็นต้น
 
5.ได้คู่ครองที่เลวร้าย
สาเหตุ ของกรรม มาจาก ในอดีตชาติ เคยทุบตี หรือทำร้ายกันมาก่อน อาจเคยสมคบทำเรื่องเลวร้ายมาด้วยกัน และในกรณีของเวรกรรมที่เป็นควมแค้นต่อกัน อาจเคยข่มขืนเขาหรือฆ่าเขา หรืออีกกรณีอาจเคยมีเรื่องบาดหมาง ทำให้เขาผูกใจพยาบาทโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้ คู่ครองชนิดนี้ เเรกๆอาจจะดี หรืออาจส่อเเวร้ายตั้งเเต่แรกเลยก็เป็นได้ แต่ยังไงๆ ก็จะทำร้ายหรือทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะไม่ใช่คู่เเท้หรือคู่บุญ แต่อาจเป็นคู่เเค้น หรืออาจเป็นคตู่กรรม
 
วิธีลดกรรม หรือเเก้กรรม
หาก เป็นคู่กรรม นั่นเป็นเพราะมีบาปกรรมมาก คู่ครองของเราจึงออกมาลักษณะนี้ ให้หมั่นชักชวนทำบุญร่วมกัน พยายามทำดีกับเขาให้มากๆ แผ่เมตตา และอธิฐานจิตให้เขาเจอเเต่สิ่งดีๆ มีความสุข และกลับตัวกลับใจได้ โดยหมั่นทำบ่อยๆ แต่หากเป็นคู่เเค้นเหมือนพระพุทธองค์เจอกับพระเทวทัตต์ หากรู้ตัวให้จงรีบหนีออกห่าง เพราะคู่เเค้นจะไม่เหมือนคู่กรรม คู่เเค้นจะจองเวรเอาเรื่องอย่างเดียว หากเพียงเบาบางก็ทำร้ายเราจนหมดเวรต่อกัน แต่หากหนักๆ อาจฆ่าเราถึงตายได้ เราต้องหาทางระงับไม่ให้เกิดการจองเวรต่อกันอีก พยายามวางเฉย ถืออดทน ไม่จองเวรกลับ ให้บาปกรรมยุติเสีย เช่น บวชพระ หรือบวชชี อาจเป็นชีพราหมณ์ก็ได้ และต้องหมั่นทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ชนิดต่างๆ หรือถือศีลกินเจก็ได้ หากเคยถูกทำร้ายมาก่อน ให้แผ่เมตตาอโหสิกรรมเสีย
 
6.ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้คู่ ไร้คนเหลียวเเลจริงๆ
สาเหตุ ของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยจับสัตว์ขัง จับคนมากักขัง หรือยุยงทำให้ผู้อื่นเกลียดชังกัน แตกแยกกัน โกงผู้อื่นทำให้เขาหมดที่พึ่ง กลายเป็นคนอนาถาไม่มีที่ไป
 
วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม
ทำบุญปล่อย ให้สัตว์ต่างๆ เป็นอิสระ หรือให้ชีวิตใหม่เเก่สัตว์ ทำบุญทำทานเเก่เด็กอนาถา สัตว์อนาถา และผู้ที่ไร้คนเหลียวเเล การบริจาคเงินเพื่อสัตว์ เด็ก คน ผู้หิวโหยและถูกทอดทิ้งขว้าง จะช่วยเติมไฟให้เเก่จิตใจของบรรดาผู้ยากไร้ และทำให้เรามีความสุขใจและอบอุ่นใจในปัจจุบันด้วย
บุญชนิดนี้ อาจทำให้ผู้หมั่นสร้างมีคู่ในปัจจุบันชาติได้ ขึ้นอยู่กับกำลังบาปบุญจากชาติที่ผ่านมาและปัจจุบัน หากกำลังบุญมีมากกว่าบาป ผู้หมั่นทำย่อมได้คู่สมใจอย่างเเน่นอน
 
7.รูปร่างหน้าตาไม่งดงาม ทำให้ไม่มีผู้ใดมาชอบ มารัก
สาเหตุ ของกรรม มาจาก ในอดีตชาติ ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม หรือของงดงามให้แก่ทางศาสนาและผู้ที่ควรถวาย เช่น ผู้มีพระคุณ ผู้อุปการะ พระสงฆ์ นักบวช เพื่อนฯลฯ หรือไม่รักษาความสะอาด ชอบความสกปรกรกรุงรัง ทำให้ชีวิตปราศจากสิ่งสวยงาม ชอบอยู่กับความอัปลักษณ์และความสกปรก
 
วิธีลดกกรรมหรือเเก้กรรม
การ เเก้กรรมในยุคปัจจุบันมี2 วิธี 1.ใช้หลักทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย เช่น ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ใส่ใจเรืองสุขภาพ จะช่วยได้ หรือทำศัลยกรรมใบหน้า ซึ่งหากทำศัลยกรรมได้ถูกต้องตามกระบวนการเเพทย์ก็ไม่น่ากลัว เเต่หากมีบาปกรรมมาหนุน อาจทำให้ศัลยกรรมผิดพลาดและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
2. วิธีสร้างบุญ เเต่จะเป็นไปตามกฎเเห่งกรรม ที่ว่ากรรมตามเวลา คือ บุญชาตินี้จะไปเปลี่ยนกรรมทำให้เกิด(ชนกกรรม)ในชาติหน้า เพราะชาตินี้ใบหน้าถูกกรรมทำให้เกิดหลอมจนคงรูปแล้วเปลี่ยนไม่ได้ ยกเว้นใวธีเเรก(ศัลยฏรรม) ซึ่งเป็นการผิดธรรมชาติ
ผู้ทำต้องสามารถ รับกรรม ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีจากการเปลี่ยนหน้าตนเองโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ให้ได้ หากไม่ต้องการศัลยกรรม ให้ใช้วิธีลดกรรมและสร้างบุญใหม่เพื่อชาติหน้าด้วย เช่น ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ของสวยงาม และมีประโยชน์ให้แก่ศาสนา หรือเวลาจะเอาของใคร ก็เอาของดีๆ สวยงามให้เขา และทำบุญบริจาคเลือด ดวงตา หรือ อวัยวะร่างกายให้เเก่โรงพยาบาล 
 
8.ได้คู่ครองเป็นคนมีเจ้าของอยู่เเล้ว หรือเป็นเมียน้อย เป็นเมียเก็บ สาเหตุของกรรมมาจาก ทั้งในอดีตและปัจจุบันชาติ ต้องเคยทำผิดศีลข้อ3 นั่นเอง คือ ชอบเสพกามกับผู้มีเจ้าของอยู่เเล้ว หรือประพฤติผิดทางกรรม เช่น มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับลูก เมีย หรือ สามีของผู้อื่น โดยที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้องมีความร้าวราน เจ็บปวด หรือแตกแยก ไม่เช่นนั้นทางเราก็ต้องมีเจ้าของอยู่เเล้ว เล้วเราทำผิดต่อคู่รักตนเอง หรืออาจเคยข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยเขาไม่ยินยอม หรือในอดีตชาติ เคยอธิฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ชาติก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
ซึ่งถ้าคู่ที่เราอธิฐานร่วมไว้นั้น มีกรรมร่วมกับผู้อื่นมากกว่าหรือก่อนที่เราจะเข้าไปในชีวิตเขา เราเข้าไปภายหลัง ย่อมกลายเป็นเมียน้อย เป็นเมียเก็บ หรือได้คู่ครองเป็นคนมีเจ้าของอยู่เเล้ว
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
คือ หากมีสติก็สามารถหยุดบาปปัจจุบันไว้ได้ พยายามหนีห่างออกมาจากสภาพท่เป็นอยู่เสีย ส่วนวิธีสร้างบุญคือ ร่วมเป็นเจ้าภาพช่วยเหลืองานเเต่งงาน หรือถวายทานคู่ เช่น ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เครื่องไทยทานคู่ ฯลฯ และทุกครั้งท่ทำบุญควรอุทิศผลบุญ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยมีบาปกรรมต่อกันและขออโหสิกรรมเสีย การทำบุญทุกชนิดและการอธิษฐานจิต ขอให้เขาไปดีมีความสุข และขอให้ตัดขาดจากกันไปเลย จะช่วยบรรเทากรรมตรงนี้ได้
ส่วนวิธีแก้กรรมที่ดีที่สุด คือ การถือเพศพรหมจรรย์ เช่น ถือศีล8 และบวชชี หรือชีพราหมณ์ หากเป็นผู้ชายก็สามารบวชพระได้ อาจกำหนดเวลาที่ถือศีลและบวช ไว้ที่ 8 วัน 20 วัน 2 เดือน หรือเเล้วเเต่สะดวก
 
9.จิตใจ ไม่สงบ มักฟุ้งซ่าน ร้อนรน เป็นทุกข์เพราะความรัก
สาเหตุของกรรมมาจาก บาปทางใจ เช่น เคยริษยาผู้อื่น แค้นเคือง ผูกพยาบาท โกรธ โมโห ลบหลู่เขา ฯลฯ โดยที่เขาไม่ได้รับรู้เรื่องด้วยเลย กรรมชนิดนี้ คล้ายกรรมที่รักเขาข้างเดียวเเล้วเป็นทุกข์ แต่กรรมชนิดนี้ จะมีเหตุมาจากกรรมทางใจชนิดอื่นด้วย และเจ้ากรรมนายเวรของเราอาจมีหลายคน อาจมีทั้งที่เสียชีวิตแล้วและยังมีชีวิตอยู่ บาปจากกรรมนี้จะทำให้ใจสับสนคล้ายไร้จุดยืน ไม่มีสมาธิ มักกังวลเรื่อยเปื่อย
 
วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม
ควรทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน หรือทานทุกชนิด อาจมีการไถ่ชีวิตสัตว์ทุกชนิด และให้เน้นนั่งสมาธิ สวดมนต์ (อาจสวดคาถาชินบัญชร และแผ่เมตตา อธิษฐานจิต ตัดความทุกข์ทางใจของเราเอง
อาจอธิษฐานจิตแผ่เมตตา ให้ผู้มีเรื่องกับเราอยู่ดีมีสุข ไม่มารบกวนเราทางใจอีก และให้เน้นการปล่อยวางทางใจ สามารนั่งสมาธิ ได้ทั้งเเนวสมถะและวิปัสสนา ควรหาคู่มือสมถะเเละวิปัสสนาเล่มเล็กมาใช้เพื่อการระงับใจที่ถูกต้อง
 
10.โง่เขลาเพราะความรัก และถูกคนที่เรารักหลอกลวงอยู่รำไป
สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ เคยดูถูกความรักและคนที่เขารักเรา และอาจดูถูกผู้ที่เขาเป็นคนดี ผู้ที่หมั่นหาความรู้และประกอบเเต่กรรมดี หรืออาจเคยหลอกคนที่เขารักเรา หรือชักชวนคนที่หลอกเราในชาตินี้ ให้ไปกระทำผิดด้านความรัก ด้านชู้สาว โดยอาจทำให้คู่กรณีที่กล่าวมามีความเจ็บปวด ทรมานทั้งกายและใจ ส่วนตัวเรานั้น ก็ไม่ขยัน หมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ที่ดีงาม แต่กลับหมกหมุ่นในเรื่องชู้สาว เรื่องความรักที่มีเเต่โทษ
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม ให้ทำบุญ ถือศีล 5 หรือ 8 และทำทาน โดยเน้นทำบุญด้านหนังสือธรรมะ หรือพิมพ์บทสวดมนต์เเจก หากอยู่ในช่วงโดนหลอกอย่างหนัก อาจ ถวายเทียน หลอดไฟฟ้า น้ำดื่ม ถังบรรจุน้ำ เครื่องกรองน้ำ ให้เเก่วัด เพราะเป็นสัญลักษณ์เเห่งเเสงสว่างและความไหลรื่น จะได่เกิดความสบายใจ และเกิดผลในเเง่บวกต่อใจในขณะนั้น
นอกจากนี้ ยังสมารถบำรุงปัญญาโดยการสวดมนต์และทำสมาธิทุกวัน แล้วอธิษฐานจิตขอให้วิบากรรมของเราหมดไป อธิษฐานขอโทษ ขออโหสิกรรม และแผ่เมตตาให้คนที่หลอกเรา และขอให้เขามีความสุข โดยอธิษฐานขอให้เขาอย่าได้หลอกลวงเราอีกเลย เป็นการตัดบาปกรรมที่มีต่อกันให้สิ้นเสีย
 
11.มีคนรักก็จริง แต่กลายเป็นคนรับใช้ ของคนรักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สาเหตุของกรรมมาจาก
การที่ทั้งคู่เป็นคู่กรรมร่วมกันมาตั้งเเต่อดีตชาติ มีความรักร่วมกันมาและมีใจมุ่งมั่นจะเป็นคู่ครองกัน หรืออาจอธิษฐานจิตเป็นคู่กันในชาติต่อๆมา แต่มีบาปร่วมกัน เช่น เคยใช้คนรักของตนเหมือนทาส เคยเนรคุณทรยศคนรักของตน หรืออาจเคยติดหนี้บุญคุณคนรักหลายอย่าง แต่บาปตรงนี้อาจไม่หนักมาก จึงยังคงรักกันอยู่ แต่ต้องคอยรับใช้เขาเหมือนเช่นเราเคยใช้งานเขาในอดีตชาติ
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
พยายามทำบุญต่อทั้งเขาและผู้รอบข้าง เช่นครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ใกล้ชิด อย่างจริงใจและในจำนวนครั้งที่มากครั้ง เพื่อบุญจะได้ผลักดันบาปเก่าให้เคลื่อนห่างออกไป และส่วนที่ชดใช้กรรมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีความอดทนหากเรายังรักคนรัก ของเราอยู่ ให้ถือเสียว่า ตั้งใจชดใช้บาปกรรมของเราและตั้งใจสร้างบุญใหม่ขึ้นมาแทรกเเซง อาจใช้วิธีทางจิตวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยทำให้คนรักเราเห็ว่า เรารักเขาจริง หากรักกันจริง ก็ต้องเข้าใจเราบ้าง และให้พาเขาไปทำบุญร่วมกันบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการมีบาปร่วมกัน
เช่น ร่วมกันตอบเเทนคุณของพ่อเเม่ทั้งสองฝ่าย ร่วมกันสร้างพระพุทธรูป รวมทั้งไถ่ชีวิตสัตว์ประเภทต่างๆ ร่วมกัน และในการทำบุญแต่ละครั้งให้หมั่นแผ่เมตตา ให้เขาและอธิษฐานจิตให้เขาเลิกทำร้ายเราทางใจ หรือเห็นเราเป็นคนรับใช้เสียที เมื่อบาปตรงนี้เจือจาง ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไป และเราก็สมารถปรับเปลี่ยนท่าที ไม่ต้องเป็นทาสรับใช้เขาอีกต่อไป แต่เน้นเดินร่วมกันบนทางเดินเเห่งชีวิตคู่
 
12.โดนคนรักเอาเปรียบ
สาเหตุของกรรมมาจาก เคยเบียดเบียนเงินหรือสิ่งของของผู้อื่น เช่น พ่อเเม่ ญาติพี่น้อง โดยเฉพาะคนที่เป็นคู่เวรคู่กรรมกับเราไว้ในอดีตชาติ เคยโกง ผู้มีพระคุณหรือคู่เวรคู่กรรมในอดีตชาติ กรรมชนิดนี้ รวมถึงการขโมยเงิน หรือทรัพย์สินต่างๆ ของครอบครัว และของคู่เวรคู่กรรม ของเรามาใช้
 
วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม
ให้ลดกรรมด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการให้ทานทุกประเภท อย่ายึดติดในสิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกัน และให้ถือเสียว่า การที่เราเผื่อเเผ่ในสิ่งที่เราไม่ได้ใช้หรือไม่มีประโยชน์ต่อเรามากนัก ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ซึ่งเราควรยินดีด้วย และหลังจากการให้ทานเเล้ว ให้อธิษฐานจิตขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร หรือคนรักของเราเสีย อย่าให้มีเวรกรรมต่อกัน และจงอย่าคิดแค้น หรือเอาคืนจากคนรักที่กำลังเอาเปรียบเราอยู่ เพราะจะเป็นเวรกรรมต่อกันไม่จบสิ้น
 
13.เป็นทุกข์เพระคนรักเจ้าชู้
สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ หรือเเม้เเต่ชาติปัจจุบันเป็นคนเจ้าชู้ ไม่รักใครมั่นคง ชอบหลอกผู้อื่นให้อกหักและเศร้าโศก อาจมีพฤติกรรมนอกใจคู่รักเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ให้ลดบาปกรรมที่ตัวเรา โดยเริ่มประพฤติดีปฎิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา ใจ หากตนเองมีพฤติกรรมเป็นคนหลายใจ ก็ให้เลิกเสีย เพราะจะเป็นบาปส่งให้คนรักเรานอกใจเราอยู่ร่ำไป หากคนรักเป็นคนเจ้ชู้มาก ให้ปรับพฤติกรรมของเราเสีย การราวีและจับผิด หรือทะเลาะเบาะเเว้ง เพราะเรื่องนี้จะเป็นการสร้างเวรกรรมใหม่เพิ่ม นอกจากจะระงับกรรมปัจจุบันไม่ได้แล้ว ยังทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตอีกด้วย พยายามทำบุญให้จิตใจผ่องใส ให้ทำบุญและอธิษฐานจิตบ่อยๆ ให้หมดเวรหมดกรรมตรงนี้เสีย จะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีงามต่อชีวิต ส่วนการทำบุญเกี่ยวกับความรัก เช่น ถวายทานเป็นคู่ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นได้สมรักสมหวังกัน ฯลฯ จะช่วยส่งเสริมให้ความรักของเราได้สมหวัง
 
14.กรรมที่ต้องมีคู่รักมาก
สาเหตุของกรรมาจาก การที่เราได้มีจิตผูกพันรักใคร่ หรือร่วมอธิษฐานจิต ร่วมเป็นคู่กับคู่รักหลายคน หรือทำบุญร่วมกันมา ซึ่งตามกฎเเห่งกรรมของความรักนั้น ชายหญิงจะมีคู่เรียงกันมา ราวๆ 5 คน เพราะจริงๆ แล้วคนที่เคยอยู่ร่วมกันมา มีนับชาติและนับคนไม่ถ้วน แต่คนที่จะอยู่ร่วมกันด้วยจะมีเพียงคนเดียว เพราะเป็นเนื้อคู่แท้ที่อยู่ร่วมกันมาและตั้งจิตจะอยู่คู่กันมามากชาติที่สุด ซึ่งเนื้อคู่ที่เคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ ไม่จำเป็นต้องมาปรากฏอยู่ร่วมกับเราทั้ง5 คนก็ได้
แต่กรณีที่มีคู่รักมาก จนทำให้เกิดความเจ็บปวดทั้งสองฝ่ายเพราะความพลั้งเผลอในบุญและกรรมที่เผลอทำร่วมกันมา ตัวอย่าง เช่น เคยถวายทานเเก่พระร่วมกัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน โดยในขณะที่ถวายนั้น เผลอมีจิตชอบหลงใหลชอบกันชั่วเเวบขณะหนึ่ง ทั้งบุญและบาปตรงนั้นจะเป็นกรรมแทรกเนื้อคู่อันเเท้จริงที่มีเเต่เดิม มาจนกลายเป็นปัญหารักสามเส้า หรือหลายๆเส้าก็เป็นได้
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
อาจใช้วิธีปัจจุบันทันด่วน จะได้แก้ปัญหาทันท่วงที นั่นคือ ให้เจรจากับคู่รักของเราทั้งหมด ให้เข้าใจว่า แผนการในอนาคตควรเป็นเช่นไร เพราะอย่างไรก็ตามสังคมและวัฒนธรรมไทยยังรับไม่ได้กับการมีคู่รักพร้อมกันหลายๆคน ทั้งฝ่ายชายมีภรรยาหลายคน หรือฝ่ายหญิงมีสามีหลายคน เพราะจะเกิดปัญหาหลายอย่างในอนาคต ทั้งปัญหากฎหมายและปัญหาครอบครัว และจะทำให้ทุกคนที่เกื่ยวข้องเจ็บปวด ทรมาน และมีความทุกข์ใจอย่างมากมาย
ส่วนวิธีลดกรรม ต้องสำรวม กาย วาจา ใจ พยายามลดความกำหนัดทางกายให้ได้มากที่สุดที่ทำได้ อาจเริ่มศึกษาธรรมะให้มากขึ้นฝึกสมถะเเนวอสุภะ และวิปัสสนากรรมฐาน และถือศีล5 หรือศีล 8
ทุกครั้งเมื่อทำบุญใดๆ ก็ตาม ก็ให้อธิษฐานตัดคู่รักที่ไม่ใช่คู่เเท้ที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไปออกเสีย ให้เหลือ เเต่คู่ จริงๆ ที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป
หากมีคนเดินเข้ามาในชีวิตก็ต้องใช้สติพิจารณา หากพิจารณา ถ้วนเเล้ว ไม่ใช่เนื้อคู่ที่เเท้จริง ก็พยายามตัดคนๆ นั้นออกจากชีวิตไปเสีย โดยอธิษฐานจิตหลังทำบุญตลอดไม่ให้ชีวิตยุ่งเหยิงจาการรักซ้อน ส่วนเวลาทำทาน ก็พยายามทำทานด้วยของเป็นคู่ ๆ ไป เอาเคล็ดไว้ก่อน
 
15.กรรมที่ต้องเป็นไซด์ไลน์ สาวนั่งดริ๊ง โสเภณี หรือต้องขายตัว
สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ อาจเคยพรากภรรยา หรือสามีผู้อื่น หรือเป็นคนเจ้าชู้มากรัก ประพฤติผิดทางกามเป็นประจำ และหักอกให้ผู้อื่นต้องช้ำใจ ขณะเดียวกันทั้งศีลและจริยธรรมก็บกพร่องตลอดด้วย โดยเฉพาะทางเพศ ทำให้ต้องมาเกิดเป็นโสเณี หรือคนที่ต้องทำอะไรคล้ายๆ กับการขายตัวในชาติปัจจุบัน
ซึ่งเเรกๆ อาจยังไม่รู้ตัวว่าจะต้องเป็นเช่นไร ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ดีงาม นั่นเป็นเพราะมีบาปกรรมบังตาไว้ ต่อมาเมื่อรู้ตัวและเกิดความทุกข์ก็ตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว
 
วิธีลดกรรมหรือแก้กรรม
ในเมื่อทำไปเสียแล้ว ก็ให้มีสติ ฉุกคิด ในสิ่งที่ตนทำไว้ ให้รู้เท่าทันในการกระทำของตน ให้นำเงินจากการขายบริการทางเพศส่งให้พ่อแม่ใช้ตลอดอย่าให้ขาด เป็นการตอบแทนคุณ ส่วนเงินส่วนหนึ่ง ก็ให้แบ่งทำบุญ โดยเฉพาะกับสัตว์ที่ถูกทิ้ง เด็กกำพร้า คนตาบอด คนพิการ คนชรา ฯลฯ
สัตว์เเละคนเหล่านี้น่าสงสาร เพราะด้อยโอกาสกว่าคนทั่วไป ให้ทำบุญเช่นนี้เป็นประจำ อย่าได้ขาด ถ้าเป็นไปได้ก็ทุกเดือนจนกว่า จะพ้นกรรมตรงจุดนี้ได้ และให้ระมัดระวังการใช้เงิน อย่าใช้ฟุ่มเฟือย สนองความสวยงามของร่างกายเเต่เพียงอย่างเดียว ให้ตั้งใจระมัระวัง สำรวมกายและใจ อาจถือศีล กินเจ
ส่วนข้อที่ละไม่ได้ไม่เป็นไร ให้ตั้งใจถือศีลข้อที่ละได้อย่างเคร่งครัด เช่น ไม่พูดโกหก ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ดื่มสุรา ไม่ผิดคนรักของผู้อื่น นอกจากอาชีพท่ตนทำอยู่ หรือพยายามอย่าให้ตนเป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวผู้อื่นต้องเลิกร้างกัน ให้พยายามครองโสดตลอดไป อย่าเพิ่งมีความรักแบบหนุ่มสาวจนกว่าจะพ้นอาชีพ หรือวิบากกรรม ตรงจุดนี้แล้ว ให้อธิษฐานจิตเเผ่เมตตา ขออโหสิกรรม ขอตัดกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร หรือคู่กรณีหลังจาการทำบุญทุกครั้ง และขออธิษฐานจิตทำความดียิ่งๆ ขึ้นไปเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
 
16. กรรมต้องพลัดพรากจากคนรัก(คนรักยังมีชีวิตอยู่)
สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ ได้ทำการพรากลูกพรากเมียผู้อื่น หรือได้วางแผนยุยง และทำให้บ้านเมืองและหมู่คณะ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รักกันต้องพลัดพรากแตกแยกกัน บาปชนิดนี้ เกิดขึ้น เพราะทั้งเราและคนที่เรารัก อาจเป็นคนร่วมกันทำในอดีตชาติ หรืออาจจะทำฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งสมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ ทำให้ในชาติปัจจุบัน ทั้งเราและคนที่เรารัก ต้องรับกรรม แตกแยกกัน ไม่มีทางได้กลับมารักกันได้ หรือยังรักกันแต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
หากเรามีครอบครัว ครอบครัวของเราอาจแตกแยก พลัดพราก บ้านเเตกสาเเหรกขาดอย่างที่ไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้นในชีวิต
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
หากต้องพลัดพรากจากครอบครัวและบ้านเมืองอันเป็นที่รัก แสดงว่าเป็นบาปกรรมหนัก อาจเป็นกรรมที่ทำให้ประเทศชาติและคนในชาติต้องเเตกแยกร้าวราน จำต้องอดทนรับกรรมที่เกิดขึ้น เพราะบาปที่เกิดขึ้นหนักมาก บุญที่ทำไม่อาจผลักดันให้บาปนั้นเคลื่อนห่างได้โดยง่าย แต่ก็ให้ทำการลดกรรมด้วยการทำบุญตลอดเวลา จะได้ไม่มีผลบาปส่งไปถึงชาติหน้า และชาตินี้ อาจมีโอกาสที่กรรมตรงนี้จะหมดไป ให้เน้นการทำบุญที่เป็นการส่งเสริมให้เกิดความปรองดองขึ้น
เช่น บริจาคเงินเข้าโครงการร่วมพัฒนาชนบท อาหารกลางวันเด็ก โครงการช่วยเหลือเด็กบ้านแตก หรือเด็กกำพร้ ฯลฯ และเงินที่ใช้บริจาคทาน ไม่ควรมาจากการโกงกินกรือโดยมิชอบ หลังจาการทำบุญทุกครั้ง ให้อธิษฐานจิตเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ และหากรู้ว่า การกลับคืนมาของคนที่รักไม่สามารถเป็นไปได้ ก็ให้ทำบุญแผ่ส่วนบุญกุศลไปถึงคนที่เรารักบ่อยๆ เพื่อให้ชีวิตของเขามีความสุข และให้หมั่นอุทิศตัวทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ให้มากครั้ง
 
17. ต้องเจ็บตัวหรือเจ็บใจเพราะความรักเป็นประจำ
สาเหตุของกรรมมาจาก ในอดีตชาติ อาจเคยมีเรื่องบาดหมางกับผู้คนมากมาย หรือเคยทรมานทาส ทำร้ายร่างกายผู้อื่นไว้ ทำให้ชาตินี้ ต้องมารับวิบากกรรม กรรมชนิดนี้ จะรวมการเจ็บตัว และเจ็บปวดใจเข้าด้วยกัน
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ให้ตั้งจิตอุเบกขาอดทนรับกรรม ให้อธิษฐานจิตว่า ยินดีรับผิดเเล้ว ยินดีให้ลงโทษไปตามกรรมที่ได้เคยก่อขึ้นมาในอดีตชาติ และขอขมา ขออโหสิกรรม และขอให้บุญที่ทำมาดีแล้ว จงแผ่ไปสู่เจ้ากรรมนายเวรและคู่กรณี หรือคนรักที่ทำให้ต้องเจ็บตัวและเจ็บใจทุกๆท่าน ให้ท่านเหล่านั้นจงมีความสุข และเมื่อมีโอกาส ให้ทำบุญโดยการช่วยเหลือทางการเเพทย์ต่างๆ ไม่ว่าด้วยทรัพย์ หรือเเรงกาย หรือการบริจาคเลือดหรืออวัยวะ หรือทำทานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่ไร้ผู้อนุเคราะห์ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานผลบุญและแผ่เมตตาไปให้ทุกๆ คนที่เคยมีเวรกรรมต่อกัน กรรมเก่าก็จะหมดเร็ววัน
 
18. เกิดมาผิดเพศหรือชอบเพศเดียวกัน
สาเหตุของกรรมมาจาก
ในอดีตชาติ อาจเคยผิดลูกเมียผู้อื่น หรือยังเหลือเศษกรรมที่ต้องชดใช้กับเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นเพศเดียวกัน หรืออาจเคยทำกรรมแย่งภรรยาผู้อื่น หรือมีศีลและจริยธรรมบกพร่องจนต้องมาเกิดเป๋นกะเทยหรือบุคคลรักร่วมเพศ หรือเป็นคู่รักเก่าร่วมบุพเพกันมา เเต่เกิดมาเป็นเพศเดียวกันเพราะบาปกรรมที่เคยก่อไว้ บางรายอาจเป็นพรหมจุติมาก่อน จึงติดเศษบุญเก่า คือ ดูไม่คล้ายชายไม่คล้ายหญิง เพราะร่างพรหมไม่มีเพศ เเต่เนื่องจากมีบาปเก่าติดมาด้วย จึงอาจมีบางช่วงชอบผู้ชายด้วยกัน เพราะเป็นเศษบาปกรรมในอดีตชาติ
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม คือ ให้ตั้งอธิษฐานจิตชดใช้กรรม โดยขอให้เจ้ากรรมนายเวรลดทอนโทษด้วยการทำบุญไปให้ อาจเน้นการทำบุญ เช่น ช่วยเด็กกำพร้า ผู้ถูกทอดทิ้ง ผู้ที่ครอบครัวแตกแยก ฯลฯ
หากอยู่ในสภาวะที่การรักร่วมเพศเป็นไปไม่ได้ หรือมีทุกข์หนัก ให้อุทิศชีวิตโสดของตน เพื่อทำงานการกุศลประเภทต่างๆ จนหมดวาระกรรม ไม่ควรฝืนเเต่งงานกับผู้หญิงที่ตนไม่ได้มีจิตรักใคร่ตามเพศชายหญิง เพราะจะทำให้เกิดบาปกรรมพ่วงผูกพันกันต่อไปในชาติหน้า ควรครองตัวเป็นโสดและใช้เวลาว่างทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ต่อๆไป
ในกรณีที่มีคู่รักเป็นเพศเดียวกัน ที่สามารถอยู่ครองรักใคร่และเข้าใจกันได้ ก็ให้หมั่นเชิญชวนการทำบุญอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนให้มากๆ ควรหลีกเลี่ยง การตั้งใจ หรืออธิษฐานจิตให้เกิดมาเป็นเพศเช่นนี้ต่อๆไป แต่ควรขอให้คุณงามความดีที่ทำมา ให้เกิดมาเป็นเพศตามธรรมชาติตามำลังของกรรมในชาติต่อๆไป
 
19.มีคู่รักแต่ กลับไม่มีลูก
สาเหตุของกรรมมาจาก
ในอดีตชาติ เคยทำร้ายลูกของสัตว์อื่น หรือพรากลูกสัตว์มาจากพ่อแม่ของมัน อาจเคยข่มเหงรังแก หรือฆ่าลูกของคนอื่น แต่ถ้าในกรณีที่มีลูกช้า อาจยังไม่ทราบว่า เราเคยได้ฆ่าชีวิตลูกผู้อื่นหรือไม่ ในอดีตชาติ อาจเป็นเพียงบาปที่ไปพรากลูกผู้อื่นหรือกีดกันไม่ให้ลูกต้องพบกับพ่อแม่
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ลดกรรมด้วยการถือศีลกินเจ 7 วัน ในทุกๆ เดือน และให้เน้นการทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ให้ไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะโดนฆ่าเอามาปล่อยเสีย และทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ หรือมูลนิธิเด็กอ่อน เด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้ง เป็นต้น
หากต้องการเร่งบุญให้ถือศีล8 เป็นเพศพรหมจรรย์ และกินอาหารผักเป็นนิตย์ ละเว้นการตัดชีวิตสัตว์เพื่อนำมาทำเป็นอาหารเสีย หากในปัจจุบันชาติ ไม่สามารถมีลูกสืบสกุลได้แล้ว บุญจะหนุนนำไปอีกชาติหนึ่ง หากท่านยังมีอายุไม่มาก ให้แก้กรรมโดยทำบันทึกความดีขึ้นมา
 
20.ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น ทะเลาะเบาะเเว้ง กันเป็นประจำ (อาจจะร้างรากันในที่สุด)
สาเหตุของกรรมมาจาก 2 กรณี
กรณีเเรก คือ ในอดีตชาติ เคยทำบุญร่วมกันโดยไม่เต็มใจ หรือโดยไม่รู้ตัว ซึ่งในกรณีนี้ ปกติเเล้ว จะอยู่ได้ไม่นานก็ต้องร้างรากันไป แต่ทั้งคู่คงเผลอทำบุญร่วมกันในบุญใหญ่ที่มีความบริสุทธิ์มากจริงๆ จึงทำให้อยู่ร่วมกันยาวนานได้ ข้อนี้ต้องระวัง ถ้าหมดบุญแล้ว จะต้องเลิกรากันตามอำนาจแห่งกรรม
คู่ชนิดนี้ ความสัมพันธ์จะไม่ราบรื่น ทะเลาะกันบ่อยครั้งจนเลิกรากันไป โบราณเรียก เนื้อคู่ ชนิดนี้ ว่า เนื้อคู่ข้าวตอก ดอกไม้ คือ ทั้งคู่เผลอเอาดอกไม้ไปถวายพระพร้อมกันแล้วเผลอเเตะตัวกัน ทำให้บุญตรงนั้นบันดาลให้เป็นคู่รักกันตามกำลังบุญ โดยมีระยะเวลา ตั้งเเต่ 1---30 ปี ก็ยังมี หลังจานั้นก็ต้องเลิกกัน
กรณีที่สอง คือ ในอดีตชาติ ก่อนๆ เป็นคู่เเท้ร่วมกันมา แต่ขาดความปรองดองต่อกัน ไม่ชอบร่วมมือกัน ชอบทำอะไรกันคนละทาง ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดการอธิษฐานจิต หรือชอบทำบุญต่างเวลากัน
เนื้อคู่ชนิดนี้ ปัจจุบันชาติ อาจไม่เลิกรากัน แต่หากบุญค่อยๆ ขาดจากกัน จะไม่เป็นคู่กันอีกในชาติต่อๆไป
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ในทั้งสองกรณี คือ ร่วมใจกันทำบุญร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตักบาตร ถวายสังฆทาน ร่วมเป็นเจ้าภาพงานเเต่งงาน ร่วมกันไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ ฯลฯ ให้ทำร่วมกันเป็นประจำ สม่ำเสมอ หรือทุกวันได้ยิ่งดี โดยให้ตระหนักว่า หากเรากับคู่รักเป็นกรณี เเรก เเสดงว่า เผลอทำบุญร่วมกันน้อยมาก ต้องเพิ่มบุญให้มากๆ จะได้ผลักชะตากรรมที่ต้องร้างรากันให้ห่างออกไปให้มากที่สุด และให้หมั่นสวดมนต์ ถือศีล ทำสมาธิร่วมกัน
อย่าทำบุญใดๆ หรือถือศีลคนเดียว เพราะจะทำให้เกิดช่องว่างของบุญและบาปขึ้น เช่น เราดื่มสุรา แต่แฟนถือศีล5 บุญของเเฟนเราจะยิ่งผลักคนที่ถือศีล 5 อย่างเราให้ไกลจากเขาทุก ๆ ที พยายามสำรวมกาย วาจา ใจ ให้คิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งให้เริ่มจากเราก่อน จะได้ไม่เป็นการสร้างบาป ต่อกัน และท้ายที่สุด คือ ให้พยายาม ทำดีกับคู่รักให้มากๆ ให้คิดเสียว่าหากบุยเนื้อคู่ขาดกันวันใด เราก็จะไม่เสียใจแล้ว เพราะทำดีกับเขาที่สุดเเล้ว
 
21. ชีวิตคู่ไม่ประสบความสำเร็จ ในชีวิต ร่วมกันทำอะไรก็ไม่เจริญ มีเเต่ทรงกับทรุด
สาเหตุของกรรมมาจาก ทั้งคู่เป็นคู่กรรม ร่วมกันมา คือร่วมทำทั้งบุญและบาปร่วมกัน อาจเป็นคู่ ที่ไม่ควรเป็นคู่กันด้วยซ้ำ แต่บุญบาปในอดีตชาติ ทำให้หันเห มาเป็นคู่ชีวิตกัน หรือ อาจเป็นคู่เเท้ร่วมกันมาในชาติก่อนๆ แต่ร่วมกันทำบาปเล็กๆน้อยๆ หลายๆ บาปร่วมกัน บาปกรรมที่ทำจึงบันดาลให้ชีวิตคู่ ไม่ราบรื่น มีอุปสรรค ให้ฟันฝ่าจนเหนื่อยเสมอ หรือในปัจจุบันชาติ ทั้งคู่อาจร่วมกันทำบาปร่วมกันเล็กๆน้อยๆมาเรื่อยๆ โดยไม่สนใจทางบุญกุศลเลย ชีวิตคู่จึงไม่มีความเจริญเกิดขึ้น
 
วิธีลดกรรมหรือเเก้กรรม
ให้ร่วมกันทำบุญ ทำทานอย่างสม่ำเสมอ หากอุปสรรคที่พบเจอเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ หลายๆ เรื่อง แสดงว่า ทั้งคุ่ยังไม่มีบาปกรรมหนักร่วมกัน จงอย่าประมาท ให้รีบทำบุญ ทำกุศลหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาจเป็นการออกเเรงเเทนเงินก็ไ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-22 23:19:05 IP : 171.97.83.205


ความเห็นที่ 40 (3421055)

 ความรัก กับ ความไว้ใจ

 
 
เมื่อตัวเขาไม่ใช่ตัวเรา เมื่อเราไม่สามารถจะอยู่กับเขาหรือตามติดเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วอะไร...ที่จะทำให้เรารักและเชื่อมั่นในตัวเขาได้ไปตลอดชีวิต นั่นก็คือ....ความไว้ใจนั่นเอง
มันอาจจะยากที่เราจะให้ความไว้วางใจกับใครคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา...
แต่เมื่อเรารักเขา...เราก็ไม่มีทางเลือก เราต้องทำ ความไว้ใจไม่เคยทำให้ใครทุกข์ 
แต่ความไม่ไว้ใจต่างหากคือตัวสร้างความทุกข์ที่แท้จริง ใครๆก็คิดเหมือนกันว่า...ถ้าไว้ใจเขาสุดท้ายอาจทำให้เราต้องเจ็บ 
แต่มันมีอีกข้อหนึ่งที่เราน่าจะนึกถึงบ้างก็คือ...
ถ้าเราไม่ไว้ใจคนที่เรารักและต้องรักเขาตลอดไป...
มันจะเป็นอะไรที่เจ็บกว่าไหม..
การจะไว้ใจคนหนึ่งอย่างหมดหัวใจนั่นเป็นเรื่องยาก
เพราะบางทีคนเราก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะไว้ใจตัวเอง
แต่ความรัก...ต้องการความไว้ใจเป็นส่วนประกอบที่สำคัญจริงๆ
หากเราไม่อาจจะสร้างความรู้สึกส่วนนั้นขึ้นมาได้
เราจะต้องอยู่อย่างคนที่มีความทุกข์ มีความสับสน ความหวาดกลัว และความหวาดระแวง...
ไม่มีใครสามารถจะตอบคำถามให้เราได้ว่า...
เราควรจะไว้ใจเขาต่อเมื่อเขาเป็นอย่างไร คนบางคนมีบุคคลิกท่าทางแสนจะนิ่งเงียบ ไม่มีวี่แววของความเจ้าชู้เลย
ก็อาจจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนเจ้าชู้เมื่ออยู่ลับหลังคนรักก็ได้ในพริบตา 
คนบางคนดูเหมือนจะรักเรามาก ทำดีกับเราอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดมา... วันนหนึ่งเมื่อเขาไปเจอคนที่ใช่กว่า...เขาก็คิดจะไปจากเราซะอย่างนั้น...
คนบางคนดูหลุกหลิก ทะเล้น เหมือนกับคนเจ้าชู้นักหนา
กลับไม่เคยแม้แต่จะชายตามองใครที่ไม่ใช่คนรักของตัวเอง
คนบางคนดูเป็นคนดี ไม่เคยแสดงท่าทีอะไรให้น่าหนักใจตอนอยู่กับคนรัก และแม้จะอยู่ลับหลังคนรัก เขาก็ยังเป็นอย่างนั้น
ไม่มีใครสามารถจะบอกกับเราได้ว่า...
คนรักของเราเป็นคนที่น่าไว้ใจหรือเปล่า
แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า...
เขาจะรักเดียวใจเดียวกับเราอย่างนี้ทุกวันไหม
และในอนาคตข้างหน้าเขาจะเปลี่ยนไปไหม...
แต่หนึ่งคำตอบที่เราให้กับตัวเองได้ก็คือ..
เราจะตัดสินใจที่จะไว้ใจเขาหรือเปล่า
หากตัดสินใจที่จะไว้ใจเขาไม่ได้ เราก็คงรักเขาไม่ได้เหมือนกัน
เพราะความรักต้องอยู่ควบคู่กับความไว้ใจ...
และมันต้องเป็นเช่นนั้นเสมอ..
ลองนึกทบทวนถึงเวลาที่ผ่านมาดู ถามตัวเองว่า...ที่ผ่านมาอะไรที่ทำให้เรามีความทุกข์เหลือเกินที่รักเขา เป็นเพราะเขาทำตัวไม่ไว้ใจ หรือเป็นเพราะเราไม่เคยไว้ใจเขาเลย...
เป็นเพราะเขาไม่เคยมองเราเป็นคนรักที่ดี...
หรือเป็นเพราะเราที่ไม่เคยมองเขาเป็นรักที่ดีได้...
บางทีหลังจากที่ได้คิดทบทวนถึงทุกๆอย่างแล้ว เราอาจได้พบว่า...
ความทุกข์ทั้งหมดที่มันเกาะกินใจเรามาเสมอนั้น
ก็เป็นเพราะเราที่สร้างที่ก่อขึ้นมาเองทั้งนั้น...
ถ้าถามว่า...หากคนรักของเราเคยทำตัวไม่ดีหรือเคยนอกใจเรามาก่อนแล้วเราจะยังไว้ใจเขาได้อีกไหม...
ก็คงไม่มีใครที่ตอบคำถามนี้ได้ นอกไปจากตัวเราที่จะตัดสินใจเอง อย่ามัวแต่มองเรื่องนอกตัวเป็นสำคัญ แต่ให้มองที่ตัวเราเองเป็นสำคัญ ว่าวันนี้ ตอนนี้ ในขณะนี้เรายังรักและต้องการจะอยู่กับเขาอีกไหม...
คำถามแรกท่ะราควรถามกับตัวเองคือ...เรายังรักและต้องรักเขาหรือเปล่า ถ้าหากคำตอบคือ ...ใช่
ก็คงไม่มีทางเลือกใดที่จะดีไปกว่าการที่เราจะไว้ใจเขาอีกสักครั้ง
หากการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
เรากับเขาก็คงได้รักกันตลอดไปและตัวเราก็จะได้มีความสุขอย่างที่หวัง แต่หากการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิด
ผลที่ตามมาก็คือ เราอาจต้องเจ็บ
แต่ไม่นานนักเราก็คงจะเยียวยารักษาตัวเราเองให้หายดีได้
ลองคิดและชั่งใจดูว่า...การต้องสูญเสียคนที่เรารักที่สุดไป
เพียงเพื่อเราจะได้ปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดที่ไม่รู้ว่ามันจะมีวันเกิดขึ้นหรือไม่นั้น...
มันเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าหรือเปล่า อย่าลืมว่า...ต่อให้เจ็บสักเพียงใดเราก็มีวันจะหายได้
แต่หากต้องเสียใครคนหนึ่งไป...
 
 
เราอาจไม่มีวันได้เขากลับคืนมาอีกแล้ว
 
การจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย
แต่หลังจากที่ได้ตัดสินใจลงไปแล้ว
ผลที่จะตามมาในภายหลังนั่น..คือสิ่งที่เราต้องเผชิญและยอมรับมัน....
 
Credit : ธูปพลังรัก อันติกา อริยชวัล
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-23 21:55:33 IP : 171.97.89.154


ความเห็นที่ 41 (3422075)

 ๐ ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง ๐

 
 
๐ ใจ มนุษย์สุดลึกล้ำยากกำหนด 
ช่างเลี้ยวลดคดเคี้ยวยากหยั่งถึง
 
๐ มนุษย์ นั้นใจซับซ้อนยากคะนึง 
ดังนั้นจึงยากไว้ใจในวาจา
 
๐ ยาก จะทันความคิดของมนุษย์ 
ช่างแสนสุดมากกลเล่ห์เสน่หา
 
๐ แท้ ความแล้วมิอาจทราบได้ในครา 
ล่วงเวลาจึ่งเผยความกระจ่างจริง
 
๐ หยั่ง ยากแย้มความนึกคิดจิตใจมนุษย์ 
ช่างดำดุจหม่นหมองดั่งถูกสิง
 
๐ ถึง พูดดีทำดีน่าพึ่งพิง 
แต่แท้จริงอาจริษยายิ่งน่าชิงชัง
 
 
 
รูปภาพ : ๐ ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง ๐
๐      ใจ       มนุษย์สุดลึกล้ำยากกำหนด
ช่างเลี้ยวลดคดเคี้ยวยากหยั่งถึง
๐   มนุษย์   นั้นใจซับซ้อนยากคะนึง
ดังนั้นจึงยากไว้ใจในวาจา
๐     ยาก     จะทันความคิดของมนุษย์
ช่างแสนสุดมากกลเล่ห์เสน่หา
๐     แท้       ความแล้วมิอาจทราบได้ในครา
ล่วงเวลาจึ่งเผยความกระจ่างจริง
๐     หยั่ง     ยากแย้มความนึกคิดจิตใจมนุษย์
ช่างดำดุจหม่นหมองดั่งถูกสิง
๐      ถึง       พูดดีทำดีน่าพึ่งพิง
แต่แท้จริงอาจริษยายิ่งน่าชิงชัง
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-28 21:08:58 IP : 171.97.67.161


ความเห็นที่ 42 (3422080)

 คนสมบูรณ์แบบ 

(สมาชิกแบบอย่างของมนุษยชาติ) 
 
 
 
 
 
คนสมบูรณ์แบบ หรือมนุษย์โดยสมบูรณ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมาชิกที่ดีมีคุณค่าอย่างแท้จริงของมนุษยชาติ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคนเต็มคน ผู้สามารถนำหมู่ชนและสังคมไปสู่สันติสุขและความสวัสดี มีธรรมหรือคุณสมบัติ ๗ ประการ ดังต่อไปนี้ 
 
๑. ธัมมัญญุตา รู้หลักและรู้จักเหตุ คือรู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลาย ที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติกิจหน้าที่และดำเนินกิจการต่างๆ รู้เข้าใจสิ่งที่ตนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล เช่นรู้ว่า ตำแหน่ง ฐานะ อาชีพ การงานของตน มีหน้าที่และความรับชอบอย่างไร มีอะไรเป็นหลักการ จะต้องทำอะไรอย่างไร จึงจะเป็นเหตุให้บรรลุถึงผลสำเร็จที่เป็นไปตามหน้าที่และความรับผิดชอบนั้นๆ ดังนี้เป็นต้น ตลอดจนขั้นสูงสุดคือรู้เท่าทันกฎธรรมดาหรือหลักความจริงของธรรมชาติ เพื่อปฏิบัติต่อโลกและชีวิตอย่างถูกต้อง มีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิตนั้น 
 
๒. อัตถัญญุตา รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล คือรู้ความหมายและความมุ่งหมายของหลักการที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำ รู้ว่าที่ตนทำอยู่อย่างนั้นๆ ดำเนินชีวิตอย่างนั้น เพื่อประสงค์ประโยชน์อะไรหรือควรจะได้บรรลุถึงผลอะไร ที่ให้มีหน้าที่ ตำแหน่ง ฐานะ การงานอย่างนั้นๆ เขากำหนดวางกันไว้เพื่อความมุ่งหมายอะไร กิจการที่ตนทำอยู่ขณะนี้ เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง เป็นผลดีหรือผลเสียอย่างไร ดังนี้เป็นต้น ตลอดจนถึงขั้นสูงสุด คือ รู้ความหมายของคติธรรมดา และประโยชน์ที่เป็นจุดหมายแท้จริงของชีวิต 
 
๓. อัตตัญญุตา รู้ตน คือ รู้ตามเป็นจริงว่า ตัวเรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะเพศ กำลัง ความรู้ ความถนัด ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมและทำการต่างๆ ให้สอดคล้องถูกจุด ที่จะสัมฤทธิ์ผล ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงตนให้เจริญงอกงามถึงความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป 
 
๔. มัตตัญญุตา รู้ประมาณ คือ รู้จักพอดี เช่น รู้จักประมาณในการบริโภค ในการใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักความพอเหมาะพอดีในการพูด การปฏิบัติกิจและทำการต่างๆ ตลอดจนการพักผ่อนนอนหลับและการสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย ทำการทุกอย่างด้วยความเข้าใจวัตถุประสงค์เพื่อผลดีแท้จริงที่พึงต้องการ โดยมิใช่เพียงเพื่อเห็นแก่ความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจของตน แต่ทำตามความพอดีแห่งเหตุปัจจัยหรือองค์ประกอบทั้งหลาย ที่จะลงตัวให้เกิดผลดีงามตามที่มองเห็นด้วยปัญญา 
 
๕. กาลัญญุตา รู้กาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่พึงใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน ปฏิบัติการต่างๆ และเกี่ยวข้องกับผู้อื่น เช่น รู้ว่า เวลาไหน ควรทำอะไร อย่างไร และทำให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา ให้ถูกเวลา ตลอดจนรู้จักกะเวลาและวางแผนการใช้เวลาอย่างได้ผล 
 
๖. ปริสัญญุตา รู้ชุมชน คือ รู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมนุมและชุมชน รู้การอันควรต้องทำกิริยาอย่างนี้ ควรต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้มีระเบียบวินัยอย่างนี้ มีวัฒนธรรมประเพณีอย่างรี้ มีความต้องอย่างนี้ ควรเกี่ยวข้อง ควรต้องสงเคราะห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญประโยชน์ให้อย่างนี้ๆ เป็นต้น 
 
๗. ปุคคลัญญุตา รู้บุคคล คือ รู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคล ว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไรและรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆ ด้วยดีว่า ควรจะคบหรือไม่ ได้คติอะไร จะสัมพันธ์เกี่ยวข้อง จะใช้ จะยกย่อง จะตำหนิ หรือจะแนะนำสั่งสอนอย่างไร จึงจะได้ผลดี ดังนี้เป็นต้น 
 
ธรรม ๗ ข้อนี้ เรียกว่า สัปปุริสธรรม แปลว่า ธรรมของสัปปุริสชน คือคนดี หรือคนที่แท้ ซึ่งมีคุณสมบัติของความเป็นคนที่สมบูรณ์ 
 
(องุ.สตฺตก. ๒๗/๖๕/๑๑๔) 
 
 
จากหนังสือ ธรรมนูญชีวิต 
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-28 21:17:13 IP : 171.97.67.161


ความเห็นที่ 43 (3422081)

 " “บุญ” และ “กุศล” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน "

( ท่านอาจารย์พุทธทาส อินทปัญโญ )
 
“บุญ” และ “กุศล” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 
พุทธศาสนิกชนควรแยกให้ได้ เพื่อความหลุดพ้นอย่างแท้จริง
 
 
 
 
 
 
เมื่อใดมีการพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน เมื่อนั้นจะพบความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เรียกกันว่า “บุญ” กับสิ่งที่เรียก (กัน) ว่า “กุศล” บ้าง ไม่มากก็น้อย แล้วแต่ความสามารถในการพินิจพิจารณา แต่ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว “บุญ” กับ “กุศล” ควรจะเป็นคนละอย่าง หรือเรียกได้ว่าตรงกันข้าม ตามความหมายของรูปศัพท์แห่งคำสองคำนี้ทีเดียว
 
คำว่า บุญ มีความหมายว่า ทำให้ฟู หรือพองขึ้น บวมขึ้น นูนขึ้น ส่วนคำว่า กุศล นั้น แปลว่า แผ้วถาง ให้ราบเตียนไป โดยความหมายเช่นนี้เราย่อมเห็นได้ว่า เป็นของคนละอย่างหรือเดินคนละทาง บุญเป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจ พอใจ ชอบใจ เช่น ทำบุญให้ทานหรือรักษาศีลก็ตาม แล้วก็ฟูใจ อิ่มเอิบ หรือแม้ที่สุดแต่รู้สึกว่าตัวได้ทำสิ่งที่ทำยาก
 
ในกรณีที่ทำบุญเอาหน้า เอาเกียรติ อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าได้บุญเหมือนกัน แม้จะเป็นบุญชนิดที่ไม่สู้จะแพ้ หรือแม้ในกรณีที่ทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อเอาบุญกันจริงๆ ก็ยังอดฟูใจไม่ได้ว่าตนจะได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มีความปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ ในภพนั้น ภพนี้ อันเป็น ภวตัณหา นำไปสู่การเกิดในภพใหม่ เพื่อเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ตามแต่ตนจะปรารถนา ไม่ออกไปจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสารได้ แม้จะไปเกิดในโลกที่เป็นสุคติ อย่างไรก็ตาม
 
ฉะนั้น ความหมายของคำว่าบุญ จึงหมายถึงสิ่งที่ทำให้ฟูใจและเวียนไปเพื่อความเกิดอีก ไม่มีวันที่สิ้นสุดลงได้
 
ส่วนกุศลนั้น เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่แผ้วถางสิ่งกีดขวาง ผูกรัด หรือรกรุงรัง ไม่ข้องแวะกับความฟูใจ หรือพอใจเช่นนั้น แต่มีความมุ่งหมายจะกำจัดเสียซึ่งสิ่งต่างๆ อันเป็นเหตุให้พัวพันอยู่ในกิเลสตัณหา อันเป็นเครื่องนำให้เกิดแล้วเกิดอีก และมีจุดมุ่งหมายกวาดล้างสิ่งเหล่านั้นออกไปจากตัว
 
ในเมื่อบุญต้องการโอบรัดเข้ามาหาตัว ให้มีเป็นของของตัวมากขึ้น ในเมื่อฝ่ายที่ถือข้างบุญยึดถือ อะไรเอาไว้มากๆ และพอใจ ดีใจนั้น ฝ่ายที่ถือข้างกุศลก็เห็นว่าการทำอย่างนั้น เป็นความโง่เขลา ขนาดเข้าไปกอดรัดงูเห่าทีเดียว ฝ่ายข้างกุศล หรือที่เรียกว่า ฉลาด นั้น ต้องการจะปล่อยวาง หรือ ผ่านพ้นไป ทั้งช่วยผู้อื่นให้ปล่อยวาง หรือผ่านพ้นไปด้วยกัน ฝ่ายข้างกุศล จึงถือว่า ฝ่ายข้างบุญนั้นยังเป็นความมืดบอดอยู่
 
แต่ว่า บุญ กับ กุศล สองอย่างนี้ ทั้งที่มีเจตนารมณ์แตกต่างกัน ก็ยังมีการกระทำทางภายนอกอย่างเดียวกัน ซึ่งทำให้เราหลงใหลในคำสองนี้อย่างฟั่นเฝือ เพื่อจะให้เข้าใจกันง่ายๆ เราต้องพิจารณาดูที่ตัวอย่างต่างๆ ที่เรากระทำกันอยู่จริงๆ คือ
 
(๑) ในการให้ทาน ถ้าให้เพราะจะเอาหน้าเอาเกียรติ หรือเอาของตอบแทนเป็นกำไร หรือเพื่อผูกมิตร หาพวกพ้อง หรือแม้ที่สุดแต่เพื่อให้บังเกิดในสวรรค์อย่างนี้ เรียกว่าให้ทานเอาบุญหรือได้บุญ
 
แต่ถ้าให้ทานอย่างเดียวกันนั่นเอง แต่ต้องการเพื่อขูดความขี้เหนียวของตัว ขูดความเห็นแก่ตัว หรือให้เพื่อค้ำจุนศาสนาเอาไว้ เพราะเห็นว่าศาสนาเป็นเครื่องขูดทุกข์ของโลก หรือให้เพราะเมตตาล้วนๆ โดยบริสุทธิ์ใจ หรือ (ด้วย) อำนาจเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญญาเป็นผู้ชี้ขาดว่า ให้ไปเสียมีประโยชน์มากกว่าเอาไว้ อย่างนี้เรียกว่า ให้ทานเอากุศลหรือได้กุศล ซึ่งมันแตกต่างๆ ไปคนละทิศละทางกับ การให้ทานเอาบุญ
 
เราจะเห็นได้กันสืบไปอีกว่า การให้ทานเอาบุญนั่นเอง ที่ทำให้เกิดการฟุ่มเฟือยขึ้นในสังคมฝ่ายผู้รับทาน จนกลายเป็นผลร้ายขึ้นในวงพระศาสนาเอง หรือในวงสังคมรูปอื่นๆ เช่น มีคนขอทานในประเทศมากเกินไป เป็นต้น การให้ทาน (ที่) ถูกนักคิดพากันวิพากษ์วิจารณ์ในแง่เสื่อมเสีย ก็ได้แก่ การให้ทานเอาบุญนี้เอง ส่วนการให้ทานเอากุศลนั้นอยู่สูงพ้นการที่ถูกเหยียดอย่างนี้ เพราะว่ามีปัญญาหรือเหตุผลเข้าควบคุม แม้ว่าอยากจะให้ทานเพื่อขูดเกลาความขี้เหนียวในจิตใจของเขา ก็ยังมีปัญญารู้จักเหตุผลว่า ควรให้ไปในรูปไหน มิใช่เป็นการให้ไปในรูป “ละโมบบุญ” หรือ “เมาบุญ” เพราะว่ากุศลไม่ได้เป็นสิ่งที่หวานเหมือนกับบุญ จึงไม่มีใครเมา และไม่ทำให้เกิดการเหลือเฟือ ผิดความสมดุลขึ้นในวงสังคมได้เลย นี่เราพอจะเห็นได้ว่า ให้ทานเอาบุญ กับให้ทานเอากุศลนั่น ผิดกันเป็นคนละอันอย่างไร
 
(๒) ในการรักษาศีล ก็เป็นทำนองเดียวกันอีก รักษาศีลเอาบุญคือรักษาไปทั้งที่ไม่รู้จักความมุ่งหมายของศีล เป็นแต่ยึดถือในรูปร่างของการรักษาศีล แล้วรักษาเพื่ออวดเพื่อนฝูง หรือเพื่อแลกเอาสวรรค์ ตามที่นักพรรณนาอานิสงส์เขาพรรณนากันไว้หรือ ทำอย่างละเมอไปตามความนิยมของคนที่มีอายุล่วงมาถึงวัยนั้นวัยนี้ เป็นต้น ยิ่งเคร่งเท่าใด ยิ่งส่อความเห็นแก่ตัว และความยกตัวมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีความยุ่งยากในครอบครัวหรือวงสังคมเกิดขึ้นใหม่ๆ แปลกๆ เพราะความเคร่งครัดในศีลของบุคคลประเภทนี้อย่างนี้เรียกว่า รักษาศีลเอาบุญ
 
ส่วนบุคคลอีกประเภทหนึ่ง รักษาศีลเพียงเพื่อให้เกิดการบังคับตัวเอง สำหรับจะเป็นทางให้เกิดความบริสุทธิ์ และความสงบสุขแก่ตัวเองและเพื่อนมนุษย์เพื่อใจสงบ สำหรับเกิดปัญญาชั้นสูง นี้เรียกว่า รักษาศีลเอากุศล
 
รักษา (ศีล) มีจำนวนเท่ากัน ลักษณะเดียวกัน ในวัดเดียวกัน แต่กลับเดินไปคนละทิศละทาง อย่างนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นภาวะแห่งความแตกต่าง ระหว่างคำว่า บุญ กับคำว่า กุศล คำว่ากุศลนั้น ทำอย่างไรเสียก็ไม่มีทางตกหล่ม จมปลักได้เลย ไม่เหมือนกับคำว่า บุญ และกินเข้าไปมากเท่าไรก็ไม่มีเมา ไม่เกิดโทษ ไม่เป็นพิษ
 
ในขณะที่คำว่า “บุญ” แปลว่า เครื่องฟูใจนั้น
คำว่า “กุศล” แปลว่า ความฉลาด หรือเครื่องทำให้ฉลาด และปลอดภัย ร้อยเปอร์เซ็นต์
 
(๓) ในการเจริญสมาธิ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือ สมาธิเอาบุญก็ได้ เอากุศลก็ได้ สมาธิเพื่อดูนั่นดูนี่ ติดต่อกับคนโน้นคนนี้ที่โลกอื่นตามที่ตนกระหาย จะทำให้เก่งกว่าคนอื่น หรือสมาธิเพื่อการไปเกิดในภพนั้น ภพนี้ อย่างนี้เรียกว่า สมาธิเอาบุญ หรือได้บุญ เพราะทำใจให้ฟู ให้พอง ตามความหมายของมันนั่นเอง ซึ่งเป็นของที่ปรากฏว่าทำอันตรายแก่เจ้าของ ถึงกับต้องรับการรักษาเป็นพิเศษ หรือรักษาไม่หายจนตลอดชีวิตก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะว่าสมาธิเช่นนี้ (มี) ตัณหาและทิฎฐิเป็นสมุฎฐาน แม้จะได้ผลอย่างดีที่สุดก็เพียงได้เกิดในวัฏสงสารตามที่ตนปรารถนาเท่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
 
ส่วนสมาธิที่มีความมุ่งหมายเพื่อการบังคับใจตัวเองให้อยู่ในอำนาจ เพื่อกวาดล้างกิเลส อันกลุ้มรุมจิตให้ราบเตียน ข่มขี่มิจฉาทิฎฐิ อันจรมาในปริมณฑลของจิต ทำจิตให้ผ่องใสเป็นทางเกิดของวิปัสสนาปัญญา อันดิ่งไปยังนิพพาน เช่นนี้เรียกว่า สมาธิได้กุศล ไม่ทำอันตรายใคร ไม่ต้องหาหมอรักษา ไม่หลงวนเวียนในวัฎสงสาร จึงตรงกันข้ามจาก สมาธิเอาบุญ
 
(๔) ครั้นมาถึง “ปัญญา” นี้ไม่มีแยกเป็นสองฝ่าย คือ ไม่มีปัญญาเอาบุญ เพราะตัวปัญญานั้นเป็นตัวกุศลเสียเองแล้ว เป็นกุศลฝ่ายเดียว นำออกจากทุกข์อย่างเดียว แม้ยังจะต้องเกิดในโลกอีก เพราะ (ปัญญา) ยังไม่แก่ถึงขนาด ก็มีความรู้สึกตัวเดินออกนอกวัฎสงสาร มีทิศทางดิ่งไปยังนิพพานเสมอ ไม่วนเวียนจนติดหล่ม จมเลน โดยความไม่รู้สึกตัว ถ้ายังไม่ถึงขนาดนี้ก็ยังไม่เรียกว่า ปัญญาในกองธรรม หรือธรรมขันธ์ของพุทธศาสนา ดังเช่นปัญญาในทางอาชีพหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เป็นต้น ตามตัวอย่างที่เป็นอยู่ในเรื่องจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของพวกเราเอง
 
ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า การที่เราเผลอหรือถึงกับหลงเอาบุญ กับ กุศล มาปนเป เป็นอันเดียวกันนั้น ได้ทำให้เกิดความสับสนอลเวงเพียงไร และทำให้คว้าไม่ถูกตัวสิ่งที่เราต้องการ จนเกิดความยุ่งยากสับสน อลหม่านในวงพวกพุทธบริษัทเองเพียงไร ถ้าเรายังขืนทำสุ่มสี่สุ่มห้าเอาของสองอย่างนี้เป็นของอันเดียวกัน อย่างที่เรียกกันพล่อยๆ ติดปากชาวบ้านว่า “บุญกุศลๆ” เช่นนี้อยู่สืบไปแล้ว เราก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ อันเกี่ยวกับการทำบุญกุศลนี้ให้ลุล่วงไปด้วยความดีจนตลอดกัลปาวสานก็ได้
 
ถ้ากล่าวให้ชัดๆ สั้นๆ
 
บุญเป็นเครื่องหุ้มห่อ กีดกั้นบาปไม่ให้งอกงามหรือปรากฏ
หมดอำนาจบุญเมื่อใด บาปก็จะโผล่ออกมาและงอกงามสืบไปอีก
 
ส่วนกุศลนั้น เป็นเครื่องตัดรากเหง้าของบาปอยู่เรื่อยไป
จนมันเหี่ยวแห้ง สูญสิ้นไม่มีเหลือ
 
ความต่างกันอย่างยิ่งย่อมมีอยู่ดังกล่าวนี้ คนปรารถนาบุญ จงได้บุญ คนปรารถนากุศล ก็จงได้กุศล และปลอดภัยตามความปรารถนา แล้วแต่ใครจะมองเห็นและจะสมัครใจ จะปรารถนาอย่างไร ได้เช่นนี้ เมื่อใดจึงจะชื่อว่า พวกเรารู้จักบุญกุศลกันจริงๆ รู้ทิศทางแห่งการก้าวหน้า และทิศทางที่วกเวียนว่าเป็นของที่ไม่อาจจะเอามาเป็นอันเดียวกันได้เลย แม้จะเรียกว่า “ทางๆ” เหมือนกันทั้งสองฝ่าย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-06-28 21:18:28 IP : 171.97.67.161


ความเห็นที่ 44 (3422700)

 ข้อคิด ธรรมะก่อนนอน...

 

 

การที่จะเป็นคนดี..มีศีล...
 
ก้อมิใช่เราต้องมีกรรม..ติดตัวมา..
เพื่อต้องชดใช้หลอกรึ..
เมื่อใดที่กรรม..ยังตามทัน...
การสั่งสมบุญก้อต้องทวีขึ้นเพื่อหนีกรรม..
พระพุทธองค์ ...ท่านว่า
สรรพสัตว์ทั้งหลาย..
มีกรรมเป็นกำหนด ..
มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์.
และ... ต้องชดใช้...
นั้นแหละ..มนุษย์ ถึงต้อง..
สั่งสมบุญ...เพื่อล้างกรรม
 
เพียงกายเกิด เชิดเป็นหุ่น หนุนกรรมก่อน
ควรสังวรณ์ ย้อนบุญนำ ย้ำจิตใส
ทุกข์สุขย่าง ต่างครรลอง ครองที่ใจ
กุศลไหน ไม่เท่าเรา เนาความดี
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-03 20:02:18 IP : 61.90.105.143


ความเห็นที่ 45 (3423710)

 คำสอนหลวงพ่อเสือ:

 

 

 
ปัญญา (หรือญาณ) คือ ความรู้ตามความเป็นจริงแห่งสภาวธรรม เช่น รู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่บุคคลตัวตนคนสัตว์ เป็นเราเป็นเขา แต่เป็นเพียงสภาวะประกอบด้วยขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ขันธ์ 5 ก็คือ รูปธรรม 1 และนามธรรม 4 หรือพูดให้สั้นว่า รูป 1 นาม 4 ทั้งรูปและนามล้วนอยู่ในฐานะที่เป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คำว่า อนิจจัง แปลว่า ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกขัง แปลว่า ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และอนัตตา แปลว่า ธรรมชาติที่ไม่ใช่สัตว์บุคคลเหล่านี้ล้วนบังคับบัญชาไม่ได้ 
 
ที่เราคิดว่าอัตตภาพร่างกายนี้เป็นเราเป็นเขาสัตว์บุคคลต่างๆล้วนเป็นความเข้าใจผิด แท้ที่จริงตัวตนคนสัตว์ล้วนไม่มีจริง เป็นเพียงสมมติบัญญัติตามโลกียวิสัยเท่านั้น จึงทำให้เราหลงยึดว่าเที่ยง ก็เพราะมี "สันตติ" มาปิดบังอนิจจัง สันตติ คือ การเกิดดับติตต่อกันอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเห็นไปว่าไม่มีการเกิดดับ (ให้ลองพิจารณาหลอดไฟฟ้านีออน เราเห็นว่าไฟเปิดอยู่ตลอด แต่แท้ที่จริงไฟฟ้าปิดเปิดอยู่โดยรวดเร็ว จนเรามองไม่เห็นตัวสภาวธรรม) รูปนามที่เราเห็นอยู่ทั่วไป ก็มีลักษณะเดียวกัน แม้แต่ตัวของเราเองมีการแก่การเสื่อมของร่างกายอยู่ตลอดเวลา แต่เรามองไม่เห็นเอง ยิ่งเป็นเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ยิ่งมีการเกิดดับอยู่ทุกขณะจิต แต่ที่เราหลงเข้าใจว่าเป็นสุขก็เพราะ "อิริยาบถ" ปิดบังไว้ 
 
โดยมีการเปลี่ยนอิริยาบถตลอดเวลา เช่น มีการนั่ง เดิน ยืน นอน สลับกันอยู่ตลอดเวลา เราจึงมองไม่เห็นว่าอัตตภาพร่างกายนี้เป็นทุกข์ ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง นั่งนานๆ ก็เมื่อย ต้องเปลี่ยนเป็นเดิน แต่เดินไปนานๆ ก็ต้องเปลี่ยนมานั่งอีก นอนไปนานๆ ก็เมื่อยต้องเปลี่ยนอิริยาบถอีก เป็นอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน (รวมทั้งเวลานอน ซึ่งเราจะต้องพลิกตัวโดยตลอด) ความเคยชินแห่งการเปลี่ยนอิริยาบถจึงทำให้เรามองไม่เห็นความทุกข์ และโดยเหตุที่ตั้งคงทนอยู่ตลอดไปไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องมีการเปลี่ยนแปลง จึงเรียกว่าเป็นสภาวทุกข์ ความจริงคือ ความสุขนั้นไม่มี 
 
ส่วนที่เราเห็นเป็นอัตตาตัวตนคนสัตว์ก็เพราะขันธ์ 5 มาประชุมรวมกันเป็นกลุ่มก้อน เกิดจาก "ฆนะสัญญา" ทำให้เห็นเป็นแท่งเป็นก้อนยึดกันอยู่ และด้วยสมมติบัญญัติจึงกลายเป็นตัวตนคนสัตว์และสิ่งของขึ้นมา เช่น ที่เรียกว่า "ร่างกาย" นี้ แท้ที่จริงคือส่วนย่อยที่มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ฯลฯ มาประชุมรวมกันเป็นแท่งเป็นก้อน และส่วนย่อยเหล่านี้ถ้าแยกลงไปอีก ก็จะเป็นเพียงมหาภูตรูป 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีอะไรอื่นใดนอกจากธาตุทั้ง 4 นี้ เมื่อจิตดับคือจุติ อัตตภาพร่างกายนี้ก็แตกสลาย ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นตัวตน กลับไปสู่สภาวะเดิมคือ มหาภูตรูป 4 จะบังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจชอบไม่ได้ จึงเป็น "อนัตตา" การที่เรามีความคิดเห็นให้ตรงต่อสภาวธรรมตามความเป็นจริงดังกล่าว จึงเรียกว่า เป็นผู้มีปัญญาในทางธรรม
 
ขอบคุณธรรมะดีๆจากมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-10 18:55:17 IP : 115.87.153.156


ความเห็นที่ 46 (3424193)

 คุณรู้เป้าหมายในชีวิตแล้ว ?

(Knowing The Target)
 
 
 
 
เขาตามรอยไป พบสิ่งที่เขาตามหาคือโค
 
เขาอาศัยการศึกษาหลักในพระพุทธศาสนา จากกัลยาณมิตร เช่น พระ ครูบาอาจารย์ หรือแหล่งข้อมูลทางพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง
 
จนได้คำตอบว่า ชีวิตควรมีจุดมุ่งหมาย ๓ อย่าง คือ
 
๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ คือ จุดมุ่งหมายภายนอก หรือเป้าหมายในปัจจุบัน คือ
 
- ทรัพย์สมบัติ หรือปัจจัยสี่ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ต่อการเลี้ยงชีวิต ของตน และคนในครอบครัว
 
- การทำตนให้อยู่ในหลักแห่งศีลธรรม และจรรยาที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมที่ตนอยู่อาศัย มียศ มีเกียรติ ตามฐานะ
 
- การทำหน้าที่ต่อบุคคลรอบข้าง ตามบทบาทฐานะของตน เช่น ฐานะลูกที่จะพึงปฏิบัติต่อพ่อแม่ ฐานะสามีภรรยา ที่จะพึงปฏิบัติต่อ ภรรยาสามี ฐานะพ่อแม่ ที่จะพึ่งปฏิบัติต่อลูก ฐานะบุคคลในสังคมที่จะพึงปฏิบัติต่อสังคมส่วนรวมที่ตนอยู่อาศัย เป็นต้น เป้าหมายของชีวิตระดับแรกนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ธรรมชาติบังคับอยู่แล้วโดยส่วน หนึ่ง การบรรลุจุดหมายในชีวิตระดับนี้ จะทำให้ชีวิตได้รับความสุขภายนอก และทำให้ชีวิตมีความเป็นปกติ มีความเรียบร้อยดีงาม สิ่งสำคัญอยู่ที่ิวิธีการที่จะบรรลุจุดหมายดัง กล่าว ต้องอาศัยธรรมเป็นสิ่งกำกับขับเคลื่อน ต้องเป็นไปโดยชอบธรรม มิเช่นนั้น ความสุขหรือการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ก็จะนำความเดือดร้อนวุ่นวายมาให้ชีวิตด้วย
 
 
๒. สัมปรายิกัตถะประโยชน์ จุดมุ่งหมายภายใน หรือจุดมุ่งหมายในอนาคต เพราะชีวิตมิได้มีแต่ส่วนกายภาพ หรือสังคมและบุคคลรอบข้าง ภายนอกอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนจิตใจที่สัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา โดยที่คุณภาพของจิตใจมีผลต่อการปฏิบัติต่อสิ่งภายนอกนั้นโดยตรงด้วย มีผลต่อความสุขในชีวิตที่ลึกซึ้งกว่าสุขที่เกิดจาก การบรรลุจุดมุ่งหมายภายนอกนั้นด้วย คุณธรรมภายใน จึงเป็นจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายของชีวิตในระดับที่สองนี้ คือ
 
- ศรัทธา การมีหลักความเชื่อที่ถูกต้อง เป็นแนวยึดถือปฏิบัติ
 
- ศีล มีพฤติกรรมความประพฤติ ทางกายวาจา ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ไม่สร้างความร้อนอกร้อนใจแก่ตนเอง
 
- จาคะ การรู้จักขัดเกลาจิตใจตนเอง ด้วยความเสียสละ เอื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้อื่นในสิ่งที่ถูกต้อง รู้จักมีเมตตา และให้อภัยผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เป็นผู้มีอัธยาศัยกว้าง มีจิตใจสะอาดปลอดโปร่ง
 
- ปัญญา คือ เป็นคนมีเหตุผลไม่งมงาย เชื่อง่าย เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ด้วยความเข้าใจ ไม่ด่วนสรุป พิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างรอบด้าน แล้วปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยอำนาจของปัญญาความรู้ความเข้าใจนั้น
 
 
๓. ปรมัตถะประโยชน์ คือ จุดมุ่งหมายสูงสุด ได้แก่ ความบรรลุถึงแก่นแท้แห่งสัจธรรม ความเป็นจริงของชีวิต เห็นชีวิต ที่ประกอบด้วยกายใจ หรือ ส่วนกายภาพ ส่วนนามธรรม ตามความเป็นจริง ว่าไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัวตน ไมใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนปล่อยวางสาเหตุแห่งความทุกข์ได้ตามลำดับ ชีวิตเป็นอิสระปลอดโปร่ง จากความยึดมั่นสำคัญผิด มีความสุขอย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกครอบงำด้วยโลกธรรมคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ สูญยศ ถูกนินทา ประสบทุกข์ อยู่ในโลกแต่ไม่เป็นทุกข์ไปกับโลก
 
http://www.hidhamma.com/?p=243
 
โดย... AU Kanchana : Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-14 20:37:35 IP : 171.97.4.61


ความเห็นที่ 47 (3424588)

 จิตคิด กับ จิตรู้

 
เรื่อง “จิตคิด” กับ “จิตรู้”
 
 
 
รูปภาพ : จิตคิด กับ จิตรู้
เรื่อง “จิตคิด” กับ “จิตรู้”
ที่จริงถ้าเราแยกนามธรรมได้ชำนาญ เราจะไม่กล่าวถึง “จิตคิด” กับ “จิตรู้”
เพราะจิตนั้น มันมีคุณสมบัติหลายอย่าง ตั้งแต่ รู้สึก จำ คิด รับรู้ และเสพย์ อารมณ์
หากเราแยกนามได้ชำนาญ เราจะพบว่า คุณสมบัติแต่ละอย่างของจิตนั้น
ก็คือนามขันธ์ แต่ละตัวนั่นเอง
คือความรู้สึกสุข ทุกข์ ก็คือเวทนา ไม่ใช่จิต
ความจำก็คือสัญญา ไม่ใช่จิต
ความคิดนึกปรุงแต่งก็คือสังขาร ไม่ใช่จิต
ความรับรู้ก็คือวิญญาณ ไม่ใช่จิต
เอาเข้าจริง สิ่งที่เราเรียกว่าจิต ก็ไม่ใช่จิต
แต่เพราะเราไม่รู้เท่าทัน ไม่ปล่อยให้ขันธ์แต่ละขันธ์เขาทำหน้าที่ของเขา
จึงไปยึดเอานามธรรมว่าเป็นจิตเรา แล้วให้มันร่วมมือกันทำงานจนหลอกเราได้
เช่นพอรู้ว่ามีความสุข ก็ยึดเอาว่า จิตสุข หรือเราสุข
ไม่ได้เห็นว่าความสุข ก็เป็นสิ่งภายนอก เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เรา
พอมีความจำได้หมายรู้ ก็ยึดว่าเราจำได้หมายรู้
ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เรา
พอมีความคิดนึกปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นอกุศล กุศล และเป็นกลาง
ก็ว่าจิตเราดี จิตเราชั่ว จิตเราเป็นกลาง
ไม่เห็นว่าความคิดนึกปรุงแต่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เรา
พอมีความรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ว่าจิตเรารับรู้
ไม่เห็นว่าความรับรู้เป็นสภาพธรรมที่เป็นอิสระอยู่นอกเหนือการบังคับบัญชาของเรา
จิตนั้นอาศัย “จิตสังขาร” คือเวทนา สัญญา และสังขาร จึงรู้สึกว่าเป็นจิต
ขอเพียงปล่อยวาง นามขันธ์เสียให้หมด ไม่เห็นว่าเป็นเรา
ธรรมชาติรับรู้ล้วนๆ ก็จะปรากฏขึ้น
และธรรมชาติอันนั้น จะไม่มีความรู้สึกแม้แต่นิดเดียวว่า เป็นตัวเรา หรือจิตเรา
อย่าไปสำคัญว่า นี่คือจิตรู้ จิตคิด จิตจำ จิตเห็น
สิ่งเหล่านั้น เป็นการประกอบกันขึ้นของนามขันธ์เท่านั้นเองครับ
รักษาสติ สัมปชัญญะไว้ให้แจ่มใส ต่อเนื่อง
รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
รูป และนาม เขาจะทำหน้าที่ของเขาไปตามเหตุปัจจัย ให้ดูต่อหน้าต่อตาทีเดียว
โดยคุณ สันตินันท์ (นามปากกาของหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนบวช)
 
 
 
ที่จริงถ้าเราแยกนามธรรมได้ชำนาญ เราจะไม่กล่าวถึง “จิตคิด” กับ “จิตรู้”
 
เพราะจิตนั้น มันมีคุณสมบัติหลายอย่าง ตั้งแต่ รู้สึก จำ คิด รับรู้ และเสพย์ อารมณ์
 
หากเราแยกนามได้ชำนาญ เราจะพบว่า คุณสมบัติแต่ละอย่างของจิตนั้น
 
ก็คือนามขันธ์ แต่ละตัวนั่นเอง
 
คือความรู้สึกสุข ทุกข์ ก็คือเวทนา ไม่ใช่จิต
 
ความจำก็คือสัญญา ไม่ใช่จิต
 
ความคิดนึกปรุงแต่งก็คือสังขาร ไม่ใช่จิต
 
ความรับรู้ก็คือวิญญาณ ไม่ใช่จิต
 
เอาเข้าจริง สิ่งที่เราเรียกว่าจิต ก็ไม่ใช่จิต
 
 
 
แต่เพราะเราไม่รู้เท่าทัน ไม่ปล่อยให้ขันธ์แต่ละขันธ์เขาทำหน้าที่ของเขา
 
จึงไปยึดเอานามธรรมว่าเป็นจิตเรา แล้วให้มันร่วมมือกันทำงานจนหลอกเราได้
 
เช่นพอรู้ว่ามีความสุข ก็ยึดเอาว่า จิตสุข หรือเราสุข
 
ไม่ได้เห็นว่าความสุข ก็เป็นสิ่งภายนอก เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เรา
 
พอมีความจำได้หมายรู้ ก็ยึดว่าเราจำได้หมายรู้
 
ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เรา
 
พอมีความคิดนึกปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นอกุศล กุศล และเป็นกลาง
 
ก็ว่าจิตเราดี จิตเราชั่ว จิตเราเป็นกลาง
 
ไม่เห็นว่าความคิดนึกปรุงแต่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เรา
 
พอมีความรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ว่าจิตเรารับรู้
 
ไม่เห็นว่าความรับรู้เป็นสภาพธรรมที่เป็นอิสระอยู่นอกเหนือการบังคับบัญชาของเรา
 
 
 
จิตนั้นอาศัย “จิตสังขาร” คือเวทนา สัญญา และสังขาร จึงรู้สึกว่าเป็นจิต
 
ขอเพียงปล่อยวาง นามขันธ์เสียให้หมด ไม่เห็นว่าเป็นเรา
 
ธรรมชาติรับรู้ล้วนๆ ก็จะปรากฏขึ้น
 
และธรรมชาติอันนั้น จะไม่มีความรู้สึกแม้แต่นิดเดียวว่า เป็นตัวเรา หรือจิตเรา
 
 
 
อย่าไปสำคัญว่า นี่คือจิตรู้ จิตคิด จิตจำ จิตเห็น
 
สิ่งเหล่านั้น เป็นการประกอบกันขึ้นของนามขันธ์เท่านั้นเองครับ
 
รักษาสติ สัมปชัญญะไว้ให้แจ่มใส ต่อเนื่อง
 
รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
 
รูป และนาม เขาจะทำหน้าที่ของเขาไปตามเหตุปัจจัย ให้ดูต่อหน้าต่อตาทีเดียว
 
โดยคุณ สันตินันท์ (นามปากกาของหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนบวช)
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-16 17:54:46 IP : 171.97.33.184


ความเห็นที่ 48 (3424590)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-16 17:56:24 IP : 171.97.33.184


ความเห็นที่ 49 (3424592)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-16 17:58:12 IP : 171.97.33.184


ความเห็นที่ 50 (3424593)

 เรื่องของกรรม

“..กรรมมีแรงดึงดูด ตามกฎธรรมชาติ
 
กรรมและกฎของกรรมเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด 
แต่ว่าถ้าเราจะไปคอยแต่กรรมดีมันจะให้ผล ไม่ทำอะไร 
มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์
 
การกระทำในปัจจุบันนี้ เป็นสื่อดึงดูด
เอาผลบุญผลกรรมในปางก่อนให้มาสนับสนุนกัน
 
ก็เหมือนๆกันกับแผ่นดินนี่แหละ 
ความชุ่มชื้นของดินฟ้าอากาศในผืนแผ่นดินนี่ 
ป่าดงพงพีมันรก ดินไม่แห้งผากเป็นทะเลทรายอย่างทุกวันนี้ 
มันก็มีแรงดึงดูดเอาน้ำบนฟ้าลงมา ทำให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล 
มาเดี๋ยวนี้ มนุษย์มนาทั้งหลาย มันทำป่าราพณาสูร 
ทำดินให้เป็นทะเลทราย มันมีแต่ความแห้งแล้ง 
มันก็ไม่มีแรงดึงดูดเอาน้ำบนฟ้าลงมา 
มันจึงทำให้บ้านเมืองแห้งแล้วกันทุกวันนี้
 
เพราะฉะนั้น มันต้องบุญใหม่ บุญเก่า 
ถ้าเราทำดี ของใหม่นี่ดี ของเก่ามันก็มาสนับสนุน
 
ถ้าเรามีความไม่ดีอยู่ พอมาทำชั่วนิดๆหน่อยๆ 
ความชั่วเก่ามันมาสนับสนุน มันก็ทำให้แรงขึ้น
กฎธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น.....”
 
 
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-16 17:59:57 IP : 171.97.33.184





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.