ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > กายนคร และจิตนคร

กายนคร และจิตนคร


 กายนคร    

โดย นายแปลก สนธิรักษ์      

เรียบเรียงใหม่โดย คนธรรมดา อธิมุตโต 


๑. บริเวณเมืองกายนคร  
เมืองกายนคร (เมืองสังขาร) นี้ มีเนื้อที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ 
 
มีกำแพง ๔ ชั้น 
ชั้นที่ ๑ ชื่อ กำแพงตโจ (กำแพงหนัง) 
ชั้นที่ ๒ ชื่อ กำแพงมังสัง (กำแพงเนื้อ) 
ชั้นที่ ๓ ชื่อ กำแพงนะหารู (กำแพงเอ็น) 
ชั้นที่ ๔ ชื่อ กำแพงอัฐิ (กำแพงกระดูก) 
 
มีป้อม ๔ ป้อม 
ป้อมที่ ๑ ชื่อ ปราการเกศา (ปราการผม) 
ป้อมที่ ๒ ชื่อ ปราการโลมา (ปราการขน) 
ป้อมที่ ๓ ชื่อ ปราการนะขา (ปราการเล็บ) 
ป้อมที่ ๔ ชื่อ ปราการทันตา (ปราการฟัน) 
 
มีประตูพระนคร ๙ ประตู 
ประตูที่ ๑ ชื่อ มุขทวาร สำหรับนำอาหารเข้าไปบำรุงเลี้ยงภายในพระนคร 
ประตูที่ ๒ ชื่อ อุจจารทวาร สำหรับนำอาหารที่เสียๆ ออก 
ประตูที่ ๓ ชื่อ ปัสสาวทวาร สำหรับถ่ายน้ำเสียออก 
ประตูที่ ๔ กับ ประตูที่ ๕ ชื่อ ฆานทวารซ้าย ฆานทวารขวา สำหรับสูดลมเข้า ออก รับกลิ่นที่ดีและไม่ดี 
ประตูที่ ๖ กับประตูที่ ๗ ชื่อ โสตทวารซ้าย โสตทวารขวา สำหรับคอยรับฟังข่าวสารต่างๆ จากภายนอกพระนคร 
ประตูที่ ๘ กับประตูที่ ๙ ชื่อ จักษุทวารซ้าย จักษุทวารขวา สำหรับคอยสอดส่องดูแลเหตุการณ์ ทั้งปวง 
 
มีปราสาทอยู่ ๕ หลัง 
 
หลังที่ ๑ ชื่อว่าจักษุปราสาท มีนางสนมชื่อ รูปามีรูปร่างสวยงามคอยบำเรอ ผู้มาพำนักในปราสาทหลังนี้ 
 
หลังที่ ๒ ชื่อว่า โสตปราสาท มีนางสนมชื่อ สัททา มีความสามารถด้านคีตกวี คอยขับกล่อมประโคมดนตรี และถวายรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ให้ผู้มาพำนักได้รับรู้ 
 
หลังที่ ๓ ชื่อว่า ฆานปราสาท มีนางสนมชื่อ คันธา นางจะนำเครื่องสุคนธ์รสเข้าถวายผู้มาพำนักอยู่เสมอ 
 
หลังที่ ๔ ชื่อว่า ชิวหาปราสาท มีนางสนมชื่อ รสา มีความสามารทางด้านปรุงอาหาร จะคอยนำอาหารคาวหวาน เข้าไปให้แก่ผู้ที่เข้ามาพำนักมิได้ขาด 
 
หลังที่ ๕ ชื่อว่า กายาปราสาท มีนางสนมชื่อ ผัสสา นางมีความสามารถเอาอกอาใจให้แก่ผู้มาพำนักเก่ง นางจึงหมั่นปรนนิบัติให้ความอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา 
 


ผู้ตั้งกระทู้ อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2013-06-10 19:21:38 IP : 171.6.235.93


1

ความเห็นที่ 1 (3418908)

 ๒. ผู้ครองกายนคร 

กษัตริย์จิตราช ทรงเป็นผู้ครองกายนคร มีมเหสี ๒ พระองค์ องค์หนึ่งพระนามว่า พระนางอวิชชา เป็นพระมเหสีฝ่ายขวา อีกองค์พระนามว่า พระนางตัณหา เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย พระเจ้าจิตราชทรงลุ่มหลงในพระนางตัณหามาก ทรงให้เป็นผู้สำเร็จราชกิจ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยเป็นที่สุด 
 
อีกทั้งมเหสีทั้งสองกราบทูลอะไร พระเจ้าจิตราชเป็นต้องทรงเห็นชอบกับพระนางทั้งสองทุกประการ 
ในกายนครมีมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่ ๔ คน คือ หลวงโลโภ หลวงโทโส หลวงโกโธ และหลวงโมโห หลวงโลโภกับหลวงโมโหทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์เข้าพระคลัง หลวงโทโสกับหลวงโกโธ ทำหน้าที่ตีรันฟันแทง บุกรุกไม่คิดถอย 

มีขุนคลังชื่อ ขุนมัจฉริยะ เป็นคนตระหนี่ถี่เหนี่ยวแน่นมาก ไม่ยอมจ่ายเงินทองให้แก่ใครง่ายๆ
 
มีขุนทหารประสานพระนครไว้ ๔ นาย คือ ขุนปฐพี ขุนอาโป ขุนเตโช และขุนวาโย
 
มีเสนาประจำพระนครเข้าเฝ้าพระเจ้าจิตราช ทุกวัน..... ๓ เหล่า คือ
เหล่าเสนาอัญญสะมานา ๑ เหล่า,
เหล่าเสนาโสภณเจตะสิก หรือที่เรียกว่า อนุศาสก ๑ เหล่า
และเหล่าเสนาอกุศลเจตสิก ๑ เหล่า ซึ่งขึ้นตรงต่อพระนางอวิชชากับพระนางตัณหานั่นเอง 
 
หมายเหตุ 
๒.๑ เหล่าเสนา อัญญสะมานาเสนา มี ๑๓ นาย คือ 
-- นายผัสสะ ตำแหน่ง หาเครื่องสัมผัส 
-- นายเวทนา ตำแหน่ง หาอารมณ์ให้เสวย มีสุขทุกข์ อุเบกขา 
-- นายสัญญา ตำแหน่ง กำหนดรู้อารมณ์ 

-- นายเจตนา ตำแหน่ง แสวงหาอารมณ์ตามความประสงค์ 
-- นายเอกัตคตา ตำแหน่ง ป้องกันการหวั่นไหวของอารมณ์ 
-- นายชีวิตินทรีย์ ตำแหน่ง คอยรักษาพยาบาลให้ดำรงอยู่ 

-- นายมนสิการ ตำแหน่ง ตรวจตรากิจด้วยความสุขุม 
-- นายวิตก ตำแหน่ง ครองอารมณ์ 
-- นายวิจารณ์ ตำแหน่ง พิจารณาอารมณ์ 

-- นายอธิโมกข์ ตำแหน่ง ตัดสินอารมณ์ 
-- นายวิริยะ ตำแหน่ง สู้ตายไม่ถ้อถอย 
-- นายปิติ ตำแหน่ง ให้ความปราบปลื้ม 
-- นายฉันทะ ตำแหน่ง หาอารมณ์มาให้เกิดความพอใจ 

๒.๒ เหล่าเสนา อนุศาสกเสนา มี ๒๕ นาย คือ 
-- นายสัทธา คอยชี้แจงให้เกิดความเชื่อถือถึงหลัก ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อเหตุเชื่อผล 
-- นายสติ คอยตักเตือนมิให้หลงลืม และให้ระมัดระวังก่อนทำ ก่อนพูด ก่อนคิด 
-- นายหิริ คอยเหนี่ยวรั้งให้เกิดความละอายในสิ่งที่ชั่ว 

-- นายโอตตัปปะ คอยฉุดให้เกิดความเกรงกลัวต่อผลของการทำชั่ว 
-- นายอโลภะ คอยสั่งสอนให้รู้ในคำว่าพอ 
-- นายอโทสะ คอยฉุดรั้งไม่ให้คิดอาฆาตพยาบาท 

-- นายตัตรมัชฌตา คอยเหนี่ยวรั้งให้วางเฉยในสังขาร 
-- นายกายปัสสัทธิ คอยชี้ให้เห็นความสุขในการทำกายให้สงบ 
-- นายจิตปัสสัทธิ คอยยึดเหนี่ยวไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน 

-- นายกายลหุตา คอยปลดเปลื้องภาระที่ต้องแบกหาม 
-- นายจิตลหุตา คอยปลดเปลื้องความทุกข์ร้อนให้หมดไป 
-- นายกายมุทุตา คอยเฝ้าสอนให้รู้ในระเบียบแบบแผนที่ดี 

-- นายจิตมุทุตา คอยตักเตือนไม่ให้ใจแข็งกระด้าง 
-- นายกัมมัญญตา คอยเพิ่มให้เกิดกำลังกายสามารถทำงานได้ทุกอย่าง 
-- นายจิตตุกัมมัญญตา คอยเพิ่มกำลังใจให้คิดอ่านทำกิจได้ทุกอย่าง 

-- นายกายปาคุญญตา คอยฝึกกายให้ว่องไวรวดเร็วไม่เฉื่อยชา 
-- นายจิตปาคุญญตา คอยฝึกให้คิดอะไรได้รวดเร็วคล่องแคล่ว 
-- นายกายุชุกตา คอยฝึกกายให้ตรง คือไม่ให้ไปทำร้ายเขา ไม่ให้ไปลักทรัพย์เขา ไม่ให้ไปผิดลูกผิดเมียเขา 

-- นายจิตตุชุกตา คอยฝึกจิตให้เที่ยงตรง ดำรงอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา 
-- นายสัมมาวาจา คอยฝึกคำพูดให้พูดแต่ความจริง ไม่พูดเท็จ ให้พูดสมานสามัคคี 
ไม่พูดส่อเสียด ให้พูดสุภาพ ไม่พูดคำหยาบ ให้พูดมีหลักมีผล ไม่พูดเพ้อเจ้อ 
-- นายสัมมากัมมันตะ คอยฝึกให้ประกอยการงานในที่ชอบ 

-- นายสัมมาอาชีวะ คอยฝึกให้หาเลี้ยงอาชีพในทางที่ชอบ เว้นมิจฉาชีพ 
-- นายกรุณา คอยทำจิตให้เกิดความเอ็นดูสงสาร ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความทุกข์ 
-- นายมุทิตา คอยทำจิตให้พลอยยินดีในเมื่อผู้อื่นได้ดี เว้นการริษยา 
-- นายปัญญา คอยฝึกให้เกิดความฉลาดรอบรู้ในกิจการทั้งปวง 

๒.๓ เหล่าเสนา อกุศลเจตสิกเสนา มี ๑๔ นาย คือ 
-- นายโมหะ คอยชักพาให้เกิดความลุ่มหลงมัวเมา 
-- นายอหิริกะ คอยชักนำให้ทำชั่วโดยปราศจากความละอาย 
-- นายอโนตตัปปะ คอยชักนำให้กล้าทำชั่วโดยไม่กลัวต่อผลบาป 

-- นายอุทธัจจะ คอยชักพาให้เกิดความฟุ้งซ่าน จนขาดสติสัมปชัญญะ 
-- นายโลภะ คอยชักพาให้เกิดความดิ้นรนอยากได้ไม่รู้จักพอ 
-- นายทิฐิ คอยชักนำให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด 

-- นายมานะ คอยชักจิตให้เกิดความเย่อหยิ่ง ถือตัวว่าไม่มีใครเสมอเหมือน 
-- นายโทสะ คอยชักนำให้จิตคิดประทุษร้าย ขาดเมตตากรุณา 
-- นายอิสสา คอยชักชวนให้คิดตัดรอนคนอื่น ในเมื่อเห็นคนอื่นจะได้ดีกว่า ไม่อยากให้ใครได้ดีกว่าตน 

-- นายมัจฉริยะ คอยชักนำให้ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่อยากให้อะไรแก่ใคร แต่อยากได้ของคนอื่น 
-- นายกุกกุจจะ คอยชักพาให้เกิดความรำคาญ หมดความสงบ 
-- นายถีนะ คอยชักพาให้เกิดความหดหู่ซบเซา ไม่อยากได้ใคร่ดีอะไรทั้งหมด 

-- นายมิทธะ คอยชักให้ง่วงเหงาหาวนอน ไม่อยากจะทำอะไร ดีชั่วไม่เข้าใจ 
-- นายวิจิกิจฉา คอยชักพาจิตให้ลังเลสงสัยตัดสินใจไม่ถูก 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:25:17 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 2 (3418909)

 ๓. ภายในเมืองกายนคร 

ภายในเมืองกายนคร มีพวกข้าเฝ้าเหล่าบริพาร ทั้งไพร่และผู้ดี เป็นจำนวนตั้งพันตั้งหมื่นรูปร่างเล็กบ้างใหญ่บ้างอาศัยอยู่ มีชื่อเรียกว่า  เหล่ากิมิชาติหรือที่เรียกว่า พยาธิ เช่น พยาธิเส้นด้าย พยาธิใบไม้ พยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน เป็นต้น
 
พวกนี้ไม่ค่อยจะซื่อตรงจงรักภักดีนัก มีแต่จะคอยทำลายบ้านเมืองให้พินาศ พระเจ้าจิตราชจะทรงคอยกำจัดให้ออกจากภายในเมือง ถ้ารู้ว่ามีพวกนี้อยู่ เพราะนอกจากจะทำลายบ้านเมืองแล้ว ยังคอยเป็นไส้ศึก ทำให้ข้าศึกเข้ามาโจมตีเมืองได้อีกด้วย 

นอกจากนี้ยังมี หลวงชาติ และขุนสมุทัย ซึ่งเป็นพระญาติของพระมเหสีทั้ง ๒ คือ พระนางอวิชา และพระนางตัณหา ที่ยังคอยแทรกแซงกิจการภายในเมืองอีก โดยหลวงชาติจะคอยเป็นผู้สร้างเมือง โดยมีขุนสมุทัยคอยแต่งเมือง 

ทั้งนี้ กายนครแห่งนี้มีฤดูกาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ๓ ฤดู คือ
ฤดูสุข ฤดูทุกข์ และฤดูเป็นกลาง (อุเบกขา) พระเจ้าจิตราช ทรงประทับอยู่ในสามฤดูนั้นตลอดกาล 

นางอวิชชากับนางตัณหา ต่างพากันคอยยุยงส่งเสริมให้พระเจ้าจิตราช ทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง
คอยกีดกันพวกฝ่ายกุศลมิให้เข้าใกล้ คนไหนดี มีสติ ปัญญา มีศรัทธา ก็คอยค้อนติง
ขับไล่ให้ไกลพระเจ้าจิตราชไป ส่วนพวกพ้องที่เป็นพาลสันดานหยาบ
นางก็ทูลให้เพิ่มบำเหน็จรางวัลเป็นความดีความชอบแทน พระเจ้าจิตราชทรงลุ่มหลง หลงใหล
ใฝ่ฝันนางทั้งสองยิ่งนัก 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:28:43 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 3 (3418910)

 ๔. เตือนภัย 

ฝ่าย หลวงสติ ซึ่งเป็นโหราธิบดีผู้ใหญ่ ได้พิจารณาเห็นว่า ในไม่ช้าจะเกิดเหตุใหญ่ในเมือง
เพราะท้าวจิตราชทรงลุ่มหลงในนางอวิชชาและนางตัณหา มากเกินไป นางทั้งสองก็ยั่วยุให้มีแต่เรื่องเดือดร้อน หลวงสติ เห็นว่าถ้าปล่อยไว้เช่นนี้เรื่อยไปจะเกิดเป็นภัยแน่ จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าจิตราช
กราบทูลว่า “เหตุร้ายจักเกิดแก่พระองค์ในไม่ช้า ขอให้พระองค์ทรงเตรียมการป้องกันพระนครไว้พระเจ้าค่า” 

ท้าวจิตราชได้สดับโหราธิบดีมาทูลเตือนดังนั้น ก็ทรงร้อนพระทัย จึงตรัสถาม “ท่านหลวงสติ แล้วเราจะเตรียมป้องกันทหารอย่างไรเล่า ?” 

โหราธิบดีจึงกราบทูลแนะให้ท้าวจิตราช ทรงป้องกันว่า
“ขอพระองค์ทรงจัดทวารธรรมาวุธไว้ เลือกแต่ตั้งอยู่ในศีลในทาน มารักษาพระนคร ขอให้พระองค์สวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์ อย่าหลงใหลในพระนางอวิชชาและพระนางตัณหามากเกินไป จะทำให้เสียเมือง
อนึ่ง พวกพ้องของนางตัณหา ก็ไม่ควรจะให้เข้าเฝ้าบ่อยนัก เพราะจะทูลให้พระองค์ทรงเดินทางผิดอยู่เสมอ พวกนี้จะพลอยดีแต่เวลายังไม่มีภัยมาถึง ครั้นมีภัยเข้าก็จะพากันทิ้งขว้างพระองค์เป็นแม่นมั่น ไม่ยอมช่วยเหลืออะไรทั้งหมด จะปล่อยให้พระองค์ได้รับทุกข์ทรมานเพียงผู้เดียวเป็นแน่แท้” 

ท้าวจิตราช ได้สดับหลวงสติ โหราธิบดี กราบทูลเหตุการณ์ดังนั้น
ทรงรู้สึกละอายและเกรงกลัว อันตราย ทรงรับสั่งว่า “ถ้าอย่างนั้นเราจะคลายความลุ่มหลงในองค์มเหสีทั้งสองให้น้อยลง และรับที่จะปฏิบัติตามที่ท่านได้เตือนเรา ขอบใจมาก”
แล้วพระเจ้าจิตราช ทรงมีพระดำรัสสั่งให้จัดตั้งเสนาธรรมาวุธ เพื่อป้องกันพระนครโดยกวดขัน 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:31:27 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 4 (3418911)

 ๕. เหตุร้ายเริ่มส่อเค้า 

ฝ่าย ขุนทิฐิ ขุนมานะ ในเหล่าเสนาอกุศลเจตสิก ผู้มีความกล้า
เมื่อทราบดังนั้นแล้วจึงเข้าเฝ้าเหนือหัวของตน และได้กราบทูลยุยงพระเจ้าจิตราช ว่า
“ขอเดชะ พระองค์อย่าได้ทรงท้อถอย ไม่ต้องทรงเกรงกลัวอะไรทั้งหมด พระองค์จงทรงไว้ตัวตามเยี่ยงกษัตริย์ (ขัตติยะมานะ) ไม่ควรที่พระองค์จะทรงยอมทำตามคำเพ็ดทูลของใครง่ายๆ จะเป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติ พระองค์จะทรงกลัวอะไรกับข้าศึกเพียงหยิบมือ” 

พระนางอวิชชาและพระนางตัณหา กราบทูลเสริมว่า
“พระทูลกระหม่อมแก้ว” 
นางอวิชชาเริ่มก่อน “พระองค์ทรงบุญญาธิการ จะหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ ทุกวันนี้พระองค์เสวยแต่ความสุข จะประสงค์สิ่งใดก็ได้สมประสงค์ทุกประการ หากพระองค์ไม่มีความมั่นคง ทำเป็นหลักที่ปักโคลน จะทำให้ราษฎรครหาได้เพค่ะ” 

“ทูลกระหม่อมแก้ว”
นางตัณหาเริ่มบ้าง “ขอพระองค์อย่าทรงเชื่อถ้อยคำของเจ้าโหราธิบดี ปัญญาโฉด แกล้งกล่าวคำร้าย
ให้แก่พระองค์และพระนคร ข้าศึกที่ไหนจะมารุกรานเราได้ ขอพระองค์ให้ทรงเชื่อหม่อมฉันทั้งสอง
เถิดเพค่ะ” 

ท้าวจิตราช ได้สดับวาจาเป็นเครื่องกล่าวของพระนางทั้งสอง ดังนั้น ก็ทรงเห็นด้วยกับนาง
แล้วพลอยไปโกธาใส่หลวงสติ โหราธิบดี ดำรัสรับสั่งให้ไล่ออกไปเสียให้พ้นจากเขตพระราชฐาน
หลวงสติ เมื่อถูกขับไล่ ก็ออกไป บรรดาเสนาที่ซื่อสัตย์ต่างก็ไม่กล้าทูลเตือนพระเจ้าจิตราช หลบหน้าหนีออกไปจากพระนครจนหมด 

พระเจ้าจิตราช ทรงลุ่มหลงในพระนางตัณหาและนางอวิชชา มากกว่าเดิม
จนไม่ได้เสด็จออกตรวจตราพระนคร ทรงหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข เช่น สุรา นารี กับเสนาที่เป็นพาล
ไม่เป็นอันปฏิบัติราชกิจที่ถูกควรอันใดเลย 
เหล่าพยาธิทั้งหลายก็ได้เริ่มแทรกเข้ามาในกายนครโดยง่ายดาย เรื่องร้ายๆ กำลังจะเริ่มเกิดขึ้น 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:34:21 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 5 (3418912)

 ๖. มรณานคร 

จะกล่าวถึงเมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่ง ชื่อว่า มรณานคร
กษัตริย์มัจจุราช ทรงครองนครนี้  มัจจุราชกษัตริย์ พระนามนี้ได้ยินไปถึงไหน ก็เป็นที่ครั่นคร้ามขามขยาดไปทั่ว เพราะพระยามัจจุราชนี้ ลงโจมตีเมืองใดเข้าแล้วเมืองนั้นต้องย่อยยับทันที พระยามัจจุราชนี้ ไม่มีรัก ไม่มีเกลียดใคร ใครจะเอาเงินทองกอบโกยมาถวายเพียงใด ท้าวเธอก็ไม่ยินดี หรือใครจะไปหลบอยู่ที่ใด อยู่ที่ไหนๆ หากพระเจ้ามัจจุราชต้องการตัว ก็ไม่พ้นเงื้อมมือพระยามัจจุราชไปได้ 

ทหารเอกของมัจจุราชกษัตริย์ มี ๒ คน คือ
หลวงชรา กับหลวงพยาธิ ทั้งสองทหารเอกนี้เป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่วทุกทิศ เพราะทหารเอกทั้งสองนี้ซึ่งเปรียบเสือนมือซ้าย มือขวาของพระเจ้ามัจจุราช จะโจมตีไม่เลือกหน้า 

พระเจ้ามัจจุราช ทรงดำริจะแผ่อำนาจไปตามหัวเมืองใหญ่น้อย ได้ออกบังลังก์ปรึกษากับเหล่าเสนาอำมาตย์ ซึ่งมีหลวงชรา กับหลวงพยาธิ เป็นมนตรีที่ปรึกษา และเป็นทัพหน้าของเจ้าแห่งมรณานคร 

“ตอนนี้เมืองน้อยใหญ่ต่างๆ ต่างตกเป็นเมืองขึ้นของเราแล้ว จะเหลือเมืองใดบ้างหนอที่ยังไม่เป็นเมืองของเรา และได้เวลาที่เราจะไปโจมตีเอา” ทรงตั้งคำถามในที่ประชุม 

“กายนคร พระเจ้าข้า” สุวรรณโหราธิบดี ได้กราบทูล
“บัดนี้จิตราชราชา ลุ่มหลงในอบายมุขมาก จึงเป็นโอกาสที่เราจะไปยึดครองมาพระเจ้าข้า” 

เหล่ามนตรีในที่ประชุมต่างเห็นพ้องกับ สุวรรณโหราธิบดี 

มัจจุราชราชา จึงได้ปรึกษาถึงการจะไปโจมตีเมืองกายนคร ให้จัดกำลังนักรบเข้าตีป้อมกำแพงกายนครให้พินาศ แล้วจะเข้าไปจับท้าวจิตราชมัดนำออกไปไว้นอกพระนครต่อไป 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:37:04 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 6 (3418913)

 ๗. เตรียมทัพ 

ในที่ประชุมมุขมนตรีภายในมรณานคร
หลวงชรา ทหารเอกอาสา เดินทางไปดูลาดเลาก่อน โดยทูลว่า “ข้าแต่องค์มัจจุราช ข้าพระองค์ขออาสาเดินทางไปก่อน โดยจะไปตีสนิทกับขุนปฐพี ผู้ตรวจตรากายนคร ชวนเล่นให้สนุกเพลิดเพลินหามรุ่งหามค่ำ จนเขาลืมตรวจตราพระนคร จนเห็นว่าเมืองนั้นโทรมแล้ว จึงจะเข้าโจมตีหนักในภายหลังพระเจ้าข้า” 

พระยามัจจุราช ทรงแย้มพระสรวลในแผนการของหลวงชรา 

หลวงพยาธิ กราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าจะขออาสายกทัพหนุนเข้าโจมตีกายนคร โดยจะขอให้ขุนระบาดไปด้วย จะได้ช่วยฝึกอาวุธกับขอขุนโรคาคุมไพร่พลร้อยแปด ไปตั้งล้อมป้อมค่ายเป็นชั้นๆ ไว้หลายๆ ชั้น เมื่อได้โอกาสแล้วก็จะโจมตีกายนครให้ย่อยยับเลยทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า” 

หลวงมรณัง อำมาตย์ผู้ใหญ่อีกผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นแม่ทัพที่มีฝีมือไม่น้อยไปกว่าทหารเอกทั้งสองกราบทูลอาสาไปอีกว่า
“ขอเดชะ หากกองทัพของหลวงชรา และหลวงพยาธิ กลับสู่พระนครเราแล้วไซร้ ข้าพระพุทธเจ้าจะขออาสายกพลไปโจมตีล้างผลาญกายนครให้พินาศ ไม่เลือกว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แล้วจะจับท้าวจิตราช ผู้ครองกายนคร มาถวายพระองค์ให้จงได้พระพุทธเจ้าข้า” 

มัจจุราชกษัตริย์ทรงสดับความคิดของแม่ทัพทั้ง ๓ จะอาสาไปตีกายนครดังนั้น ก็ทรงพอพระทัยยิ่งนัก จึงดำรัสให้สองทหารเอก คือหลวงชรา และหลวงพยาธิ เร่งระดมพลไปโจมตีกายนครทันที 

หลวงชรา และหลวงพยาธิ รับพระบรมราชโองการจากพระยามัจจุราชแล้ว ก็ออกมาเกณฑ์พลไกรโดยพรั่งพร้อม
ให้ ขุนเอดส์ ถือธงชัยนำหน้า
ถัดมา ขุนตาลขโมย นายกองช้าง,
ขุนบาดทะยัก นายกองม้า,
ขุนอหิวาตกโรค นายกองพลธนู,
ขุนริดสีดวง นายกองทหารราบ
ตามด้วย นายรองเท้ามาร นายไส้เลื่อน นายกลาก นายเกลื่อน นายหิต นายต่อมพิษ นายงูสวัสดิ์ นายหวัดใหญ่หวัดน้อย ฯลฯ เดินตามกันเป็นแถว
ปีกขวาขุนมะเร็ง ปีกซ้ายขุนวัณโรค 

หลวงชรา ทัพหน้า ใส่เสื้อผ้าหนังวานร ใส่แว่นตา มือซ้ายถือสาก มือขวาถือไม้เท้า 

หลวงพยาธิ ทัพหลัง ใส่เสื้อหนังวัวกระทิง มือทั้งสี่ ถือพร้า ขวาน จอบ คบเพลิง เป็นอาวุธ 

นายกุฏฐัง เป็นผู้หาฤกษ์ พอได้ฤกษ์ก็ยกกองทัพไปสู่กายนคร 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:40:08 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 7 (3418914)

 ๘. รุกคืบ 

ครั้นกองทัพเมืองมรณานคร เข้าใกล้จะถึงกายนคร
หลวงชราก็สั่งให้หยุดกองทัพไว้ไม่ห่างจากกายนครไกลนัก
แล้วตัวหลวงชรา จึงลอบเข้าไปดูลาดเลาในเมือง.........ในพระนคร
ท้าวจิตราช ทรงลุ่มหลงนางตัณหาและนางอวิชชามาก จนไม่เป็นอันออกว่าราชการ ไม่คิดจะป้องกันพระนครอย่างไร 

หน่วยจู่โจมของหลวงชรา
จึงเข้าโจมตีกำแพงด้านนอกสุดคือ กำแพงตโจ (กำแพงหนัง) จนตกกระ
ท้าวจิตราชก็ยังไม่รู้สึกพระองค์ ชาวเมืองกายนคร ก็เช่นกัน เพราะเห็นแต่มัวสนุกสนานเพลิดเพลิน ทะนงตนกันอยู่
หลวงชรา จึงสั่งให้ทหารเข้ารื้อกำแพงมังสา ชั้นที่สอง (กำแพงเนื้อ)
ตีป้อมเกศา (ปราการผม) ซึ่งเคยดำกลับกลายเป็นขาว 

ท้าวจิตราช พอรู้ข่าวว่า พระยามัจจุราช ส่งกองทัพมาโจมตีกายนคร พระองค์ทรงตกพระทัยยิ่งนัก
เร่งเสด็จไปยังประตูจักษุประสาท เพื่อสังเกตเหตุการณ์
“นี่มันอะไรนี่” จิตราชราชา ทรงอุทานขึ้นเพราะเห็นแต่หมอกควันมืดมัว ที่เกิดจากการโจมตีของหลวงชรา พระองค์ทรงเสด็จไปดูกำแพงป้อมปราการ ประตูต่างๆ ก็วิกลวิกาลไปหมด จึงตรัสเรียกขุนปฐพี ผู้ตรวจตรากายนคร มา    แล้วตรัสสั่งไป
“ขุนปฐพี หน้าที่ของท่านคือตรวจตราบ้านเมือง ขณะนี้กองทัพของเมืองมรณัง เข้ามาโจมตีเมืองของเราท่านมัวแต่ทำอะไรอยู่ เพื่อไม่ให้เป็นการประมาท ท่านจงเร่งซ่อมแซมพระนครโดยด่วน” 

ขุนปฐพี เมื่อได้รับประบัญชาเช่นนั้นแล้ว จึงเร่งซ่อมแซมบ้านเมืองโดยด่วน
ด้วยการไปเอาแป้งปูนขาวมาแต้มแต่งกำแพงตโจ เอาเขม่าน้ำยามาช่วยฟื้นฟูป้อมเกศา
แต่กว่าที่ขุนปฐพีจะมาซ่อมแซมก็ช้าเกินแก้ ยิ่งซ่อมก็ยิ่งชำรุด 

หลวงชรา เมื่อโจมตีได้ผลมากก็ยิ่งได้ที
“หึ หึ หึ ไม่นาน กายนคร ก็ไม่พ้นเงื้อมมือของพระราชาของเราเช่นเมืองอื่นๆ”
แล้วสั่งให้ทหารเข้ากระหมวดรูโซ่ ที่รึงรัดตัวเมืองให้มั่นคงอยู่ได้ ทำให้เป็นปุ่มปม
ตีป้อมทันตา (ปราการฟัน) จนโยกคลอน หลุดร่วงพรู
แม้ขุนปฐพีจะจัดการซ่อมแซม ดัดแปลงอย่างไรก็ไม่สำเร็จ
จึงเร่งมากราบทูลพระเจ้าจิตราช ให้ทรงทราบ
“ไม่ไหว พระเจ้าข้า ขณะนี้สุดวิสัยที่ข้าพระองค์จะซ่อมแซมแล้ว พระเจ้าข้า” 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:44:49 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 8 (3418915)

 ๙. คำแนะนำ 

เมื่อขุนปฐพี มากราบทูลให้เจ้าจิตราช ฟังดังนั้น
ความร้อนพระทัยของพระเจ้าจิตราชทรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ครั้นทรงนึกถึงคำที่หลวงสติ โหราธิบดี ได้เคยกราบทูลเตือนไว้ว่า จะมีภัยมาติดพระนครแต่นางตัณหา กับนางอวิชชาทูลทัดทานไว้ไม่ให้เชื่อ กลับให้ไล่โหราธิบดี ออกไปเสีย
อีกบัดนี้ เหตุร้ายก็เกิดขึ้นเป็นจริงดังคำที่ สติโหราธิบดีกราบทูลไว้แล้ว จึงเพิ่มความร้อนพระทัยยิ่งนัก จึงดำรัสสั่งให้เรียกหลวงสติโหราธิบดีเข้าเฝ้า 

ในครั้งนี้ สติโหราธิบดี เกรงว่า จะทูลให้พระเจ้าจิตราชราชาทรงเชื่อฟังตนไม่มั่นคง
จึงพา หลวงสัมปชัญญะ ผู้เป็นราชครูประจำกายนคร เข้าเฝ้าอีกพร้อมตน
เมื่อเข้าเฝ้าจิตราชราชาแล้ว พระเจ้าจิตราชทรงดีพระทัยมากเมื่อทั้ง ๒ คนเข้าเฝ้าโดยพร้อมกัน
จึงตรัสว่า
“ดูกร ท่านโหราจารย์ทั้งสอง บัดนี้ ป้อมกำแพงเมืองทั้งภายในและภายนอก ถูกข้าศึกโจมตีจวนจะพินาศอยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งสองช่วยป้องกันพระนครไว้ให้ดีด้วยเถิด” 

หลวงสติ จึงกราบทูลว่า
“ขอเดชะ ข้าศึกที่มาโจมตีกายนครครั้งนี้ เป็นทัพของพระยามัจราช ที่ล่วงหน้ามาก่อนนี้ มี ๓ ทัพ ด้วยกัน ทัพหนึ่ง เป็นทัพของ หลวงชรา จะบุกเข้าสู่กายนครก่อน... จากนั้นจะเป็นทัพของหลวงพยาธิ จะโหมกำลังเข้าตีกระหน่ำ... แล้วทัพของหลวงมรณัง จะเข้าทำลายเมืองจนแหลกลาญ พระองค์จะต้องถูกจับตัวไปถวายกษัตริย์มัจจุราช ขณะนี้เป็นทัพของหลวงชราเข้ามาโจมตีก่อน ทัพของหลวงพยาธิกับหลวงมรณังยังมาไม่ถึง ขอพระองค์ทรงหาวิธีป้องกันพระนครไว้เถิดพระเจ้าข้า” 

ราชครูสัมปชัญญะ กราบทูลเสริมไปว่า
“ขอเดชะ หากพระองค์ไม่ทรงป้องกันพระองค์ไว้ก่อน เมื่อถูกจับพระองค์ไปส่งกษัตริย์มัจจุราช พระองค์จะต้องถูกลงทัณฑ์ด้วยประการต่างๆ เช่น ถูกนำไปขังไว้ในคุกนรกบ้าง นำไปอยู่กับพวกสัตว์เดรัจฉานบ้าง นำไปทรมานดั่งเปรตบ้าง ขอให้พระองค์โปรดมีกระแสรับสั่ง ให้ขุนศรัทธากับขุนปัญญา ช่วยคิดแก้ไขเหตุร้ายเถิดพระเจ้าข้า” 

ขณะนั้น เสนาปัญจวีสติอนุศาสก ซึ่งหมอบเฝ้า อยู่ ณ ที่นั้น
ด้วยต่างพากันกราบทูลสนับสนุน โหราธิบดีทั้งสอง ขอให้ท้าวจิตราชทรงปฏิบัติตาม 

พระเจ้าจิตราช ทรงรับทำตามคำกราบทูลของโหราธิบดีทั้งสอง
โดยให้ขุนศรัทธากับขุนปัญญาเตรียมกำลังพล ๕ กองพล คือ
พลศรัทธา พลวิริยะ พลสติ พลสมาธิ พลปัญญา ไว้ต่อสู้กับกองทัพของหลวงชรา
โดยมีอนุศาสกทั้ง ๒๕ คน ขออาสารบในครั้งนี้ และมีดำรัสสั่งให้ ขุนมัจฉริยะเจ้ากรมพระคลัง
เตรียมเสบียงและขนราชทรัพย์ออกจากพระคลังหลวง เพื่อใช้จ่ายในทางที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง เพื่อรับทัพจากเมืองมรณนคร 

ฝ่ายขุนมัจฉริยะ เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้ ก็ไปทูลพระนางตัณหาและพระนางอวิชชา
เพื่อขอให้พระนางทั้งสองช่วยประวิงการเบิกจ่ายเงินจากท้องพระคลังหลวงไว้ก่อน
เพราะขืนให้เบิกจ่ายมากๆ จะทำให้เงินในท้องพระคลังหลวงร่อยหรอ 

พระนางตัณหาและพระนางอวิชชา ได้ฟังขุนมัจฉริยะมาทูลดังนั้นให้รู้สึกไม่สบายพระทัย จึงรีบพากันไปเฝ้าพระราชสวามี และกราบทูลว่า
“พระทูลกระหม่อม ทำไมจึงทรงเชื่อคำของโหราธิบดี และอำมาตย์ ที่เพ็ดทูลในทางที่ไม่เป็นเรื่อง อันทรัพย์สินเงินทองที่เก็บไว้ยิ่งมากก็ยิ่งดี ถ้าทรงนำมาจับจ่ายก็จะทำให้พร่องไป หม่อมฉันทั้งสองอุตส่าห์ดิ้นรนหามาเก็บไว้ และคอยป้องกันมิให้เงินทองรั่วไหล ก็เพราะมีขุนมัจฉริยะเขาเป็นคนดีถี่ถ้วน ไม่ยอมนำออกไปใช้จ่ายง่ายๆ คอยเก็บหอมรอมริบ พระองค์อย่าทรงเชื่อโหรเฒ่าเจ้าเล่ห์ คอยแต่ประจบยุ ให้ทำบุญทำทาน ถ้าถึงคราวหมดทรัพย์ พวกเหล่านี้ก็จะเอาตัวรอด หม่อมฉันทั้งสองดอกที่จะจงรักภักดีต่อพระองค์อยู่ตลอดกาล ขอพระองค์ทรงยับยั้งการนำเงินออกจากพระคลังไว้ก่อนเถิด เพค่ะ” 

ฝ่ายเสนาเหล่าอกุศลเจตสิก ๑๔ นาย ที่เป็นพวกพ้องของพระนางทั้งสอง ต่างกราบทูลสนองสนับสนุนถ้อยคำของนางทั้งสอง และทูลเสริมว่า
“ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขออาสาต่อต้านข้าศึก จะไม่ยอมให้ข้าศึกเข้าทำลายบ้านเมืองและจับพระองค์ไปได้ และขอให้ทรงพระสำราญประกอบกามสุขอย่าได้ทรงทุกข์ร้อนพระทัยไปเลย พระเจ้าข้า” 

ท้าวจิตราชทรงสดับคำของเหล่าพระนางตัณหาและพระนางอวิชชาแล้ว ก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงทำให้ทรงพิโรธพวกพระโหราธิบดี เป็นอันมาก
“เฮ้ย ไอ้โหรา ปัญญาทราม” ท้าวจิตราชทรงตวาดใส่ โหราและกุศลเสนา “มึงจะมากล่าวร้ายให้ตัวกูแลพระนครพลอยฉิบหาย ไปๆ พวกมึงไปให้พ้นจากพระนครเดี๋ยวนี้” แล้วทรงขับไล่โหราธิบดีและอนุศาสกออกจากพระนคร 

ท้าวจิตราช ทรงลุ่มหลงพระนางทั้งสองมากยิ่งขึ้น และตรัสขอบใจพระนางทั้งสองที่ทูลทัดทานไว้ พร้อมทั้งบำเหน็จรางวัลให้ขุนมัจฉริยะเป็นอันมาก 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:48:31 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 9 (3418917)

 ๑๐. ข้าศึกที่ไม่เห็นตัว 

ฝ่ายทัพ ขุนพยาธิ ซึ่งเป็นทัพหนุนของทัพ หลวงชรา พอทราบว่ากายนครถูกทัพของหลวงชรา
ซึ่งเป็นกองหน้าเข้าจู่โจมจนบอบช้ำแล้ว จึงสั่งให้เคลื่อนทัพหนุนให้ ขุนโรคา เข้าประชิดพระนคร เตรียมคบเพลิงเพื่อเผากายนคร 

เมื่อมาสมทบกับทัพของหลวงชรา ขุนพยาธิก็ยังไม่เห็นทหารจากกายนคร ออกมาป้องกันพระนคร
จึงได้แต่มองหน้าหลวงชรา ว่า ทำไมมันง่ายอย่างนี้ พร้อมทั้งเริ่มโจมตีพระนครระลองสองอย่างหนัก ทันใดนั้น ทางประตูพระนคร ปรากฏ พวกกิมิชาติ พยาธิร้าย ต่างพากันเปิดประตู ฆานทวารซ้าย ขวา เพื่อต้อนรับขุนโรคา ทันที 

ขุนโรคา ดีใจมากที่มีไส้ศึกออกมาต้อนรับ อันทัพของขุนโรคานี้
มีร่างกาย โปร่งบางเบา เป็นมนุษย์ล่องหน ไปหนทางใดก็ไม่มีผู้ใดพบเห็น
เว้นแต่ผู้มีตาทิพย์เท่านั้นจึงจะเห็น และทัพของขุนโรคานี้เป็นผู้ชอบทรมานผู้อื่นมากกว่าการจับเป็นหรือจับตาย ชอบเห็นผู้อื่นมีความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ยิ่งเจ็บขุนโรคายิ่งชอบ ชอบทรมาน 

ทัพของขุนโรคา เมื่อบุกเข้ากายนครได้
ก็เริ่มทรมานชาวเมืองด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ จนได้ยินเสียงร้องโอดครวญไปทั่วพระนคร
สำหรับตัวขุนโรคา ได้เข้าไปในพระราชวังของท้าวจิตราช ได้เห็นท้าวจิตราชกับพระมเหสีทั้งสองกำลังบรรทมหลับสนิทอยู่ จึงเข้าตรงจู่โจมทำร้ายท้าวจิตราชโดยทันที 

“โอ้ยยยยยยยยย” ท้าวจิตราช ทรงสะดุ้งจากพระบรรทม “มันเกิดอะไรขึ้น”
ทรงรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วพระวรกาย มองเหลียวซ้าย แลขวา มองหาคนที่มาทำร้ายตนก็ไม่เห็นตัว
ได้ยินเสียงหวิวๆ ระรัวคล้ายกลองสะเทือนสะท้านกังวาลไปทั้งโสตะ แลร่ายกายเจ็บปวดมาก 

“น้องหญิงช่วยพี่ด้วย” ท้าวจิตราชตรัสเรียกมเหสีทั้งสองให้ตื่นจากบรรทมให้มาช่วยพระองค์ 

“เป็นไงบ้างล่ะ” ขุนโรคา นึกอยู่ในใจ 

พระนางตัณหาและพระนางอวิชชา ทรงตื่นจากบรรทม เห็นพระอาการของพระสวามีแล้วทรงตกใจมาก ที่เห็นพระอาการของพระสามีสั่นสะท้านไปทั่วพระวรกาย ต่างเข้าประคองจิตราช ราชา
“พระองค์เป็นอะไรเพค่ะ” พระนางอวิชชา ทรงตระหนกถามพระสวามีอย่างเสียงสั่น
“พระองค์อยากเสวยอะไรหรือเพค่ะ” พระนางตัณหา ตรัสถาม ด้วยเข้าใจว่าท้าวจิตราชทรงหิวพระกระยาหาร
“อยากเสวย สุรา ยาฝิ่น กัญชา หรือหมู เห็ด เป็ด ไก่ ก็มีไว้พร้อมแล้ว อย่าได้ทรงอดเลย ถ้าทรงอดของเหล่านี้แล้ว พระองค์จะซูบผอมได้ จะทำเหมือนไม่ทรงรักพระองค์เอง หรือจะทรงประสงค์สิ่งไรอีก ก็ขอได้ทรงบอกเถิด น้องจะจัดมาถวายตามพระประสงค์ทุกอย่าง” 

ท้าวจิตราช ทรงปฏิเสธทุกอย่าง ตรัสว่าเบื่อไปหมดไม่อยากเสวยอะไรเลย 

“เอาเหอะ เราจะไม่ฆ่าเจ้า ในตอนนี้หรอก เราจะให้เจ้าทรมาน ทรมาน จนกว่าเจ้าจะตายเอง”
ขุนโรคา รำพึงในใจตนเองอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะมันได้วางยาบั่นทอนชีวิต
ไว้ในตัวของท้าวจิตราช 

“วันนี้ข้าไปก่อนล่ะ ขอให้เจ้าทรมานไปจนวันตายเถิด ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ขุนโรคา วางยาบั่นทอนชีวิตในร่างกายของท้าวจิตราชแล้ว ก็ได้ออกไปสมทบกับหลวงชรา
เพื่อทำลาย ป้อม ประตู กำแพงทั้งหมดของกายนคร 

ฝ่ายจิตราชราชา ทรงเจ็บปวดพระวรกายมากเพราะยาบั่นทอนชีวิตของขุนโรคา
มเหสีทั้งสองเห็นอาการของพระสวามีให้แปลกใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นพระวรกายของของพระสามีเป็นอย่างนั้น จึงให้เรียกหมอหลวงมาพยาบาล ให้หมอผี แม่มดมาปัดรังควาน ก็ไม่หายไม่ทุเลา เพราะพิษของยาบั่นทอนชีวิตเป็นยาที่มีคนรู้จักน้อยนัก ท้าวจิตราชราชาจะทรมานไปถึงไหนกัน 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:52:39 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 10 (3418920)

 ๑๑. พระสุบิน 

พระเจ้าจิตราชราชา ครั้นทรงบรรเทาอาการเจ็บปวดดังกล่าวไปได้พอสมควร
อีกทั้งยังอ่อนเพลียด้วยพิษไข้จากยาบั่นทอนชีวิตของขุนโรคา จึงบรรทมหลับไป
ได้ทรงพระสุบินว่า มีผู้วิเศษเหาะเข้ามาทางช่องพระแกล พระหัตถ์ซ้ายถือคันชั่ง
พระหัตถ์ขวาถือค้อนที่ลุกโพลงไปด้วยเพลิงอันโชติช่วง แล้วได้ถามปัญหาพระเจ้าจิตราช ๒ ข้อ 

“พระองค์นรราชาแห่งกายนครปัญหาสองข้อนี้มีว่า
๑. ยาวให้บั่น ๒. สั้นให้ต่อ ขอพระองค์ทรงตอบปัญหาสองข้อนี้ว่าคืออะไร
ถ้าคิดไม่ออก ในสามวันจะมีอันตราย ถ้าคิดออกจะหายจากโรคาพาธ ความเกษมสำราญสวัสดีจะมีต่อพระองค์ทุกราตรีกาล” ครั้งถามปัญหาแล้ว ผู้วิเศษก็หายไปในทันที 

พระเจ้าจิตราชตกพระทัย ผวาตื่น แลยังจำพระสุบินนิมิตนั้นได้เป็นอย่างดี
จึงตรัสเรียกเสนาอนุศาสกทั้ง ๒๕ นาย ให้เข้าเฝ้าแล้วตรัสเล่าถึงอาการประชวรและพระสุบินนิมิต
ที่มีผู้วิเศษมาถามปัญหาให้แก้ ๒ ข้อนั้นทุกประการ 

อนุศาสกทั้ง ๒๕ นาย ปรึกษากันและเห็นพ้องต้องการจึงกราบทูลว่า
“ขอเดชะ การที่พระองค์ต้องรับบาปเคราะห์กรรมถึงกับทรงประชวรครั้งนี้ ก็เพราะเหล่าเสนาพาล ๑๔ นาย ยุยงให้พระองค์เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด การที่พระองค์ประชวรเพราะต้องยาบั่นทอนชีวิตของขุนโรคา เสนาของมรณานคร ที่ข้าศึกภายนอกเข้ามาโจมตีถึงภายในเช่นนี้ ก็เพราะภายในมีเสี้ยนหนามศัตรูอยู่ เปิดโอกาสให้ข้าศึกภายนอกเข้ามาได้โดยง่าย
 
อนึ่ง สุบินนิมิตของพระองค์ที่ปรากฏขึ้นนั้น เป็นมงคลนิมิต และผู้ที่จะแก้ปัญหานี้ได้ก็เห็นอยู่แต่สมเด็จพระสังฆราช คือ พระธรรมมุนี ขอพระองค์ได้อาราธนาท่านมาวิสัชนาให้ฟังเถิด พระเจ้าข้า” 

ท้าวจิตราทรงยินดียิ่งนัก จึงตรัสให้ขุนศรัทธาไปนิมนต์สมเด็จพระสังฆราชมาในวัง
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชมาถึง จิตราชราชาจึงถวายนมัสการ
แล้วเล่าเหตุการณ์ที่ปรากฏแก่พระองค์ให้สมเด็จพระสังฆราชาฟังทุกประการ 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 19:59:15 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 11 (3418922)

 ๑๒. แก้พระสุบิน 

สมเด็จพระสังฆราชได้ฟังพระดำรัสตรัสเล่า ดังนั้น ก็ทราบความทุกประการ จึงถวายพระพรว่า
“ขอมหาบพิตร อย่าได้ทรงพระวิตกในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใดเลย อันสุบินนิมิตที่ปรากฏนั้นเป็นนิมิตดี เกิดขึ้นด้วยอำนาจกุศล แสดงว่าพระองค์จะทรงสำราญอยู่ต่อไป
แต่ในชั้นต้นนี้ขอพระองค์จงสมาทานศีล ๕ ประการเป็นหลักเสียก่อน คือ
ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ให้มีเมตตาจิตต่อสรรพสัตว์ถ้วนหน้า
ไม่ฉกชิงลักทรัพย์ของผู้อื่น
ไม่ผิดลูกเมียของใครเขา
ไม่พูดปดมดเท็จให้เขาเข้าใจผิด
ไม่ดื่มเครื่องดองของเมาอันเป็นเหตุให้เสียสติ
ศีล ๕ นี้เป็นเสมือนเกราะแก้วเป็นมงคลต่อผู้สวม สามารถประจันกับข้าศึกฝ่ายไม่ดีให้พ่ายแพ้ไป 

สำหรับพระสุบินนิมิตที่กล่าวมาผู้วิเศษถือคันชั่งมา ก็ขอให้พระองค์ทรงเที่ยงตรงดั่งคันชั่งนั้น
แลปริศนาธรรม ๒ ข้อคือ ยาวให้บั่น กับสั้นให้ต่อ จะขอแก้วิสัชนาเป็นข้อๆ ดังนี้ 

ที่ว่า ยาวให้บั่น คือ คนเรามีทุกข์ซึ่งมีมาจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความเศร้าโศก เสียใจ แค้นใจ คับใจ พลัดพรากจากของรัก ปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวัง ความทุกข์เหล่านี้ เกิดจากตัณหา ๓ ประการ คือ กามตัณหา ความอยากในกาม,
ภวตัณหา ความอยากเป็นโน่น เป็นนี่,
วิภวตัณหา ความไม่อยากเป็นอะไรสักอย่าง
และอวิชชานี้ทำให้เกิดทุกข์ไม่สิ้นสุด
จึงควรบั่นทอนให้หมดไป ถ้าไม่บั่นก็จะทำให้เกิดทุกข์ไม่สิ้นสุด ดังนั้นจึงว่า- - - ยาวให้บั่น 

ที่ว่า สั้นให้ต่อ คือ คนเราเกิดมามีอายุน้อยนัก
หากจะก่อกรรมทำอกุศล ก็จะหมดดีไม่มีชื่อเสียง เพราะสูญเสียความดีที่ควรทำไปพร้อมกับชีวิตอันสั้น ฉะนั้นจึงควรประกอบกรรมดี เพื่อให้ความดีดำรงยั่งยืน โดยละอกุศลกรรมเหล่านี้ คือ ละ 

โมหะ ความหลง 
โทสะ ความโกรธ 
มัจฉะริยะ ความตระหนี่ 
ถีนมิทถะ ความง่วงเหงาซึมเซา 

อหิริกะ ความหมดอาย 
อโนตะตัปปะ ความไม่กลัวบาป 
อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญ 
อิสสา ความริษยา 

โลภะ ความละโมบอยากได้ไม่สิ้นสุด 
ทิฐิ ความเห็นนอกลู่นอกทาง 
มานะ ความถือตัว 
วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย 

เมื่อละอกุศลเหล่านี้ได้ ก็ขอพระองค์ประกอบกุศล มีการให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น เมื่อทำเช่นนี้ได้ ก็จะทำให้อายุอันสั้นนี้ ได้ดำรงคุณงามความดีอยู่ได้ตลอดไป ดังปริศนาว่า- - -สั้นให้ต่อ” 

จิตราชราชาทรงเลื่อมใสในวิสัชนาของสมเด็จพระสังฆราชยิ่งนัก
มีพระทัยผ่องใส การที่พระเจ้าจิตราชทรงมีพระทัยผ่องใสทำให้ขับพิษของยาบั่นทอนชีวิตของขุนโรคา สลายไปในที่สุด 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:03:17 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 12 (3418925)

 ๑๓. เปิดพระคลัง 

ท้าวจิตราชทรงมีพระทัยผ่องแผ้วสดใสเพราะฟังคำแก้ปริศนาของพระธรรมมุนี (พระสังฆราช)
จึงรับกับพระสังฆราชาว่า
“ข้าพระองค์จะทำตามทุกอย่างตามที่ท่านถวายวิสัชนามา จะเริ่มบำเพ็ญ ศีล ทาน ภาวนา จะหลีกให้ห่างจากพวกอกุศล จะระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตั้งจิตลงสู่ไตรลักษณ์ จะกำจัดอวิชชา ตัณหาให้พ้น”
จากนั้นจึงรับสั่งให้เสนาอนุศาสก ให้คอยระแวดระวังอย่าให้นางตัณหา นางอวิชชา เข้ามาถึงหน้าฉานได้ ถ้ามาก็ให้ไล่ไปให้พ้น อีกทั้งพวกกาลี ๑๔ คน ก็อย่าให้เข้ามา 

พระเจ้าจิตราชทรงมีพระพักต์ผ่องใส พระทัยผ่องแผ้ว เริ่มดำริที่จะบริจาคทาน จึงมอบอาญาสิทธิ์ให้ ขุนจาคะ เจ้ากระทรวงว่า
“จาคะ ขอให้ท่านไปขับไล่ขุนมัจฉริยะ เจ้ากรมบัญชีพระคลังหลวงออกไปเสีย แล้วขนเงินทอง ข้าวของมีค่า ออกทำการสงเคราะห์ ประชาชนผู้ยากจนให้ได้รับโดยทั่วหน้ากันเถิด” 

ขุนจาคะรับพระราชโองการแล้ว จึงเร่งตรงไปหาขุนมัจฉริยะ แล้วออกคำสั่งให้ขับขุนมัจฉริยะพ้นหน้าที่เจ้ากรมบัญชีหลวงทันที ขุนมัจฉริยะโกรธมาก ที่ถูกขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งพระคลังหลวง
จึงขัดขืนดื้อดึง อ้างว่า
“ตัวข้า เป็นคนโปรดปรานของพระมเหสีทั้งสอง ทั้งได้รับการไว้วางพระทัยเป็นอย่างมาก ทั้งตนเองก็ได้เก็บหอมรอมทรัพย์ไว้จนเต็มท้องพระคลัง มิได้นำไปใช้จ่ายให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์แต่ประการใด” แล้วโต้ขุนจาคะต่อไปว่า “เรามีความผิดอย่างไรหรือจึงมาขับไล่เรา” 

ขุนจาคะจึงตอบโต้บ้าง
“ท่านดีแต่อ้างเอานางตัณหามเหสีมาขู่ขวัญ เราจะบอกให้ว่า ที่เราออกคำสั่งขับไล่ท่านครั้งนี้ เพราะได้มีพระราชโองการจากพระเจ้าจิตราช ให้เรามาขับไล่ท่าน หากท่านยังขืนขัดคำสั่ง จะถูกพระราชอาญา” 

ขุนจาคะมิฟังเสียงคัดค้านจากขุนมัจฉริยะอีกต่อไป ตรงเข้าไขกุญแจเปิดห้องพระคลัง ขนแก้ว แหวน เงิน ทอง ออกมากองไว้ภายนอกพระคลังจนหมดสิ้น ขุนมัจฉริยะโกรธแสนโกรธ ครั้นจะดื้อดึงแข็งขืน ก็เกรงว่าจะมีภัย มองดูทรัพย์สินเงินทองที่นำออกมากองไว้ รู้สึกเศร้าใจเพราะเสียดาย ที่อุตส่าห์เก็บไว้ตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย จะต้องมาหมดสิ้นไปในครั้งนี้
จึงหันไปปรึกษา ขุนโลภะ รองเจ้ากรมว่าจะทำกระไรดี ขุนโลภะจึงหันเข้าต่อว่าขุนจาคะว่า
“อวดดีอย่างไรจึงทำเช่นนี้ ของเหล่านี้เราเป็นฝ่ายหา ขุนมัจฉริยะเป็นฝ่ายเก็บ กลับจะนำออกไปใช้จ่ายหมดไปเช่นนี้ เราไม่ยอมเด็ดขาด” 

ขุนจาคะเห็นท่าจะพูดดีๆ กันไม่ได้ จึงตวาดใส่ขุนมัจฉริยะและขุนโลภะ แล้วอ้างพระราชดำรัสให้มาจัดการครั้งนี้ จากนั้นจึงตรงเข้าจับคอขุนมัจฉริยะ และขุนโลภะ ไสตัวออกไป
ขุนมัจฉริยะและขุนโลภะ เมื่อถูกคุกคามและขับไล่เช่นนั้น จึงพากับไปทูลพระมเหสีอวิชชา และพระมเหสีตัณหา ว่า
“ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าพเจ้าทั้งสองถูกขุนจาคะ ขับไล่ไสส่ง ถอดจากตำแหน่ง และกล่าววาจาดูถูกพระแม่เจ้าทั้งสองด้วย มิหนำซ้ำยังขนทรัพย์สินเงินทองออกจากท้องพระคลังจนหมดสิ้น” 

มเหสีทั้งสองได้ฟังเจ้ากรมและรองเจ้ากรมพระคลัง มาทูลความ พลันรู้สึกโกรธจนตัวสั่น ถลันลุกรีบไปเข้าเฝ้าพระสวามีทันที เห็นเหล่าอำมาตย์อนุศาสก แวดล้อมเจ้าจิตราชอยู่
จึงบริภาษอย่างหยาบช้าสามานย์ แล้วหันไปกราบทูลพระสามี ให้ขับไล่เหล่าอนุศาสกออกไปให้พ้น แล้วขอให้ขนทรัพย์สมบัติเข้าไว้ในท้องพระคลังอย่างเดิม 

พระเจ้าจิตราชมิได้ตรัสตอบประการใด เพียงแต่รับสั่งให้ปิดประตูลงกลอนเสีย มิได้ทรงหวั่นไหวไปตามคำทูลขอ พวกอำมาตย์อนุศาสกต่างขับไล่มเหสีทั้งสองให้ออกไปให้พ้นพระราชฐาน ไม่ยอมให้เซ้าซี้ ก่อความวุ่นวายพระทัยพระเจ้าจิตราช 

ขุนจาคะเจ้ากระทรวง เมื่อได้โอกาสจึงรวบรวมทรัพย์สินเงินทองที่กองไว้นั้น มาถวายพระเจ้าจิตราช เพื่อให้พระองค์นำไปบริจาค พระเจ้าจิตราช ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก ทรงโสมนัสยิ่งในการที่จะได้บริจาคเป็นครั้งใหญ่ จึงรับสั่งประกาศแก่ชาวพระนครให้มารับของแจก และจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์เป็นประจำ พระราชทานรางวัลแก่ข้าราชบริพารที่ซื่อสัตย์สุจริต ส่วนผู้ที่ประพฤติผิดทำนองคลองธรรมทรงกำจัดออกจนหมดสิ้น 

สำหรับสงครามภายนอกทรงแต่งตั้งให้
หลวงชีวิตินทรีย์ คอยรักษาป้องกันพระนคร ร่วมกับ ขุนปฐพี ขุนอาโป ขุนเตโช และขุนวาโย
หากมีส่วนใดของพระนครชำรุด หลวงเภสัช จะเป็นผู้วินิจฉัยและซ่อมแซม พร้อม ขุนปฐพี ขุนอาโป ขุนเตโช และขุนวาโย เป็นส่วนๆ ไป 

ส่วนข้าศึกภายในมอบหมายให้ ขุนปัญญา สอดส่องกำจัดเสีย 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:07:44 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 13 (3418930)

  ๑๔. เตรียมต่อนาวา 


ทางด้านหลวงสติกับหลวงสัมปชัญญะ พระโหราธิบดีทั้งสองซึ่งถูกขับไล่ไป ครั้นทราบว่าพระเจ้าจิตราชทรงกลับพระทัยขับไล่พวกทุจริต เลี้ยงดูผู้สุจริต จึงกลับเข้าเฝ้า
จิตราชราชาทอดพระเนตรเห็นโหราธิบดีทั้งสองกลับมาเฝ้า ก็ทรงชื่นชมโสมนัส ทรงมีพระราชปฏิสันถารเป็นอย่างดี ทั้งพระราชทานรางวัลให้จนเป็นที่พอใจ ทั้งยังรับสั่งให้พระโหราธิบดีทั้งสองหมั่นเข้าเฝ้าทั้งเช้า เย็น เพื่อทูลพระราชกรณีที่ถูกที่ควร 

วันหนึ่งท้าวเธอได้เสด็จไปนมัสการสมเด็จพระสังฆราชา ระหว่างปฏิสันถารกัน สมเด็จพระสังฆราชจึงหันมาปรึกษากับพระฐานาชั้นพระครู ๔ องค์ คือ
พระครูสมถะ พระครูวิปัสสนา พระครูขันติ พระครูตปะ ว่าสมควรจะต่อเรือพาพระเจ้าจิตราช ข้ามแม่น้ำใหญ่เพื่อหนีกองทัพพระยามัจจุราช เจ้าเมืองมรณานคร 

พระเจ้าจิตราชทรงสดับวาจาของสมเด็จพระสังฆราชาที่ปรึกษาพระครูทั้ง ๔ นั้น
ก็ทรงโสมนัสเป็นล้นพ้น จึงนมัสการพระครูทั้ง ๔ ขอให้เร่งตกแต่งนาวาพาข้ามแม่น้ำตามที่พระสังฆราชาว่ามา พระครูวิปัสสนาจึงถวายเทศนาว่า
“นาวาที่จะข้ามให้ถึงฝั่งนั้น ได้แก่ ทศบารมี คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา สำหรับทศบารมีนาวานี้
มีวิริยะเป็นกองพลแวดล้อมไป
เอาศีลและทานเป็นกองเสบียง
สติเป็นต้นหน
เมตตาเป็นหางเสือ
กรุณาเป็นสายสมอ
มุทิตาอุเบกขาเป็นกว้านชักใบ
พระไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเสากระโดง
ปัญญาเป็นกล้องส่องทาง
กายคตาสติเป็นสายระโยง
สมาธิเป็นที่ปรึกษา
อนุศาสก ๒๕ นายเป็นทหารรักษาพระองค์
สัมมาสังกัปปะเป็นผู้บังคับกองพล
บรรดาเหล่าอกุศลห้ามไปในเรือ
เครื่องแต่งพระองค์เอากุศลกรรมบทเป็นภูษา
เอาเวสารัชชกรณธรรม ๕ คือศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ วิริยารัมภะ ปัญญาเป็นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ปัญญาวุธเป็นพระศาสตรา คอยทำลายอวิชชา ตัณหา พร้อมด้วยวงศาคณาญาติ มี 
อภิฌาวิสะมะโลภะ – ความโลภอยากได้ 
โกธะ – ความโกรธ 
โทสะ – การคิดประทุษร้าย 
อุปนาหะ – ผูกโกรธไว้ 

มายา – เจ้าเล่ห์ 
สาไถยยะ – โอ้อวด 
สารัมภะ – แข่งดี 
อิสสา – ริษยา 

ปะลาสะ – การตีเสมอผู้อื่น 
มักขะ – ลบหลู่ผู้อื่น 
มานะ – การถือตัว 
มัจฉริยะ – ความตระหนี่ 

อติมานะ – ดูหมิ่นท่าน 
ถัมภะ – หัวดื้อ 
ปมาทะ – ความประมาท 
มะทะ – มัวเมา 
ถ้าพวกเหล่านี้เข้ามาใกล้ก็ขอพระองค์จงทำลายให้สิ้นไป หากไม่ปราบพวกเหล่านี้ให้หมดไป ก็จะเป็นอุปสรรคในการข้ามให้ถึงฝั่ง” 

กษัตริย์จิตราชพอพระทัยเป็นอันมาก จึงขอร้องให้พระครูทั้ง ๔ รีบแต่งนาวา
และนิมนต์พระครูทั้ง ๔ ร่วมไปในเรือนั้นด้วย
ทรงรับสั่งให้ขุนจาคะทำงบประมาณค่าใช้จ่ายในการต่อนาวา 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:12:30 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 14 (3418933)

 ๑๕. ขัดขวาง 


เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พระเจ้าจิตราชทรงเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เสด็จประทับนาวา
มีสมเด็จพระสังฆราชาและพระครูทั้ง ๔ ร่วมด้วย กุศลเสนาทั้งหลาย เสด็จเดินทาง
พอได้เวลานาวาธรรมก็แล่นออกจากท่ามุ่งตรงไปสู่ อมตมหานคร 

ฝ่ายนางอวิชชา และนางตัณหา มเหสีทั้งสอง เมื่อทราบว่าพระเจ้าจิตราชพระสวามีเสด็จไปสู่อมตมหานคร นางโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดแสนประหนึ่งว่าถูกศรมาเสียบอก จึงเรียกพวกสาวสวรรค์กำนัลใน พร้อมด้วยเหล่าเสนามาตย์ราชบริพารฝ่ายอกุศลจิต ให้รีบตามพระสวามี 

ครั้นมาถึงท่าน้ำก็เห็นพระสามีนั่งอยู่บนเรืออันงามสง่า พร้อมด้วยพระสังฆราชาธรรมมุนี
พระสงฆ์ฐานา ๔ รูปและเสนาฝ่ายกุศล นางอวิชชาและนางตัณหาจึงกู่ก้องร้องไห้คร่ำครวญ ร้องเรียกพระสามีให้เสด็จกลับ
“หม่อมพี่เพค่ะ กลับมาหาน้องทั้งสองเถิด อย่าได้เสด็จห่างน้องเลย น้องทำอะไรผิดจะกลับตัวเสียใหม่เพื่อให้พอพระทัย อีกทั้งหม่อมฉันทั้งสองหมั่นปรนนิบัติหม่อมแก้วมาแต่ช้านาน จำไม่ไม่ได้หรือเพค่ะ เสด็จกลับมาหาน้องทั้งสองเถิดเพค่ะเสด็จพี่” 

พระเจ้าจิตราชราชาได้สดับเสียงนางทั้งสองร้องเรียก ทรงรู้สึกขยะแขยงในเสียงของนางเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสตอบไปด้วยพระสุระเสียงอันเยาะเย้ยว่า
“นี่แนะ แม่นางทั้งสอง เจ้าอย่ามาหน่วงเหนี่ยวเราให้เสียเวลาเลย เราไม่กลับไปลุ่มหลงในความยั่วยวนของเจ้าอีกแล้ว เจ้าทำให้เราวนเวียนอยู่ในความทุกข์ทรมานตลอดมา เราไม่ไปหาเจ้าอีกแล้ว เจ้าทั้งสองยังสาวยังสวยอยู่พอที่จะหาคู่ครองใหม่ได้ ขอให้เจ้าทั้งสองจงไปหาคู่ใหม่ได้ครองตามชอบใจเถิด” 

นางอวิชชาและนางตัณหา ครั้นได้ยินคำเหน็บแนม เย้ยหยันจากพระสามีก็เศร้าโศรกเสียใจ ร้องไห้เป็นวักเป็นเวร คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะพระสังฆราชายุแหย่ชักชวนพระสามีให้หลีกลี้หนีไปจากนาง จึงตัดพ้อต่อว่าพระสังฆราชาว่า
“ท่านเป็นชีบานาสงฆ์ ไม่ควรจะมาก่อกรรมทำเข็ญให้ชาวบ้านเดือดร้อน ทำให้ผัวเมียเขาพลัดพรากจากกัน ชาติหน้าขออย่าให้ท่านอย่าได้พบผู้หญิงเลย ขอให้ท่านส่งพระสามีของเรากลับมาเสียโดยดีเถิด มิฉะนั้นเราจักประจานท่านอยู่ตลอดไป” 

พระสังฆราชาจึงตอบไปว่า
“โธ่เอ้ย แม่สีกาตัณหามาก กับมาตุคามอวิชชาหน้าโง่ ดูเจ้าช่างไม่มียางอายเสียเลย ในเมื่อสามีเจ้าหมดอาลัยเสียแล้ว ยังมาขืนมาทำเป็นสำออยหวังจะให้กลับไปเชยชิด นางทั้งสองจงกลับไปเสียเถิด อย่ามาเซ้าซี้ให้เสียเวลาเลย ไม่มีหวังที่จะให้พระสามีของนางกลับไปได้แล้ว ที่ท่านสาปแช่งเรา ขออย่าให้พบผู้หญิงนั้น
อันที่จริงถูกใจเรายิ่งนัก เราเห็นเป็นพรอันประเสริฐที่ท่านให้แก่เรามากกว่าจะเป็นคำสาปแช่ง เพราะที่เราบวชอยู่ได้จนบัดนี้ ก็เพราะเราไม่ปรารถนาผู้หญิงที่จะมาเป็นคู่ครอง แล้วเราก็พยายามจะอยู่ให้ห่างไกลจากผู้หญิง ไปให้ไกลแสนไกล ถึงหากจะบังเอิญพบเราก็ไม่ยินดีด้วยอำนาจราคะตัณหาเป็นอันขาด สีกาทั้งสองอย่ามาพูดจาข่มขู่เราเลย บาปกรรมจะกลับไปถึงตัว ตัดใจเสียเถิด” 

สองมเหสีได้ฟังคำปรามาสของพระสังฆราชายิ่งเดือดดาลเป็นที่สุด ตะโกนแหว สั่งให้เหล่าเสนาอกุศล โจมตีทันที หลวงโลโภ หลวงโทโส หลวงโมโห ได้ฟังคำสั่งสองนาง ต่างก็ระดมยิงด้วยเกาทัณฑ์ บ้างก็พุ่งหอก หมายจะสังหารพระสังฆราชาและท้าวจิตราช พร้อมด้วยเสนาเหล่ากุศลให้พินาศไป ทั้งตั้งใจจะทำลายนาวาให้ล่มจมลงไปกลางวารี 

แต่เดชะปาฏิหาริย์ ลูกเกาทัณฑ์ หอก ที่พุ่งไปนั้น กลับย้อนมายังนางทั้งสองและบริวาร ทำให้เหล่าเสนาอกุศลต้องเสียชีวิตทันที เหลือเพียงนางอวิชชาและนางตัณหามเหสียังมิเป็นไร 

ท้าวจิตราชเห็นมเหสียังคงดิ้นรนร้องเรียกอยู่ริมฝั่ง จึงคิดกำจัดเสียเพราะขืนพูดดีอยู่ไม่ได้ อนุสัยเก่าจะกำเริบ จึงจับพระขรรค์ปัญญาวุธกวาดแกว่ง รวบรวมกำลังใจในจิตให้เต็มที่ นัยน์ตาจ้องมองนางทั้งสองอย่างเวทนา ข่มพระหทัย หลับพระเนตร ขว้างพระขรรค์ปัญญาวุธไปถูกอกนางทั้งสอง อวิชชามเหสีและตัณหาชายาต่างดิ้นด้วยความเจ็บปวด แล้วก็พลัดตกลงไปในแม่น้ำตายไปด้วยกันทั้งคู่ เมื่อปราบเหล่าอกุศลราบคาบแล้ว ท้าวจิตราชก็ทรงแล่นเรือต่อไปสู่อมตะมหานคร 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:15:36 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 15 (3418935)

 ๑๖. สู่อมตมหานคร 


จะกล่าวถึงหลวงพยาธิและขุนโรคา ครั้นเห็นท้าวจิตราชล่องนาวาธรรม ทิ้งพระนคร มิมีท่าทีต่อกร จึงชวนหลวงชราไปเข้าเฝ้าพระยามัจจุราชราชา กราบทูลความ
“ขอเดชะ เหล่าข้าพระพุทธเจ้า ได้ช่วยกันโจมตีกายนครได้แล้ว จิตราชราชาเสด็จล่องนาวาธรรมหลีกลี้หนีพระองค์ไปสู่ อมตมหานคร พระองค์รีบเสด็จตามไปเถิด พระเจ้าข้า” 

พระยามัจจุราชกษัตริย์ได้สดับคำกราบทูลของเหล่าทแกล้วมรณานครดังนั้น จึงระสั่งระดมพลครั้งสุดท้าย ยกออกติดตามท้าวจิตราชทันที ครั้งถึงฝั่งมหานที ทัพของมัจจุราชบรมกษัตริย์ก็มิอาจยกไปให้ทันได้เสียแล้ว พระยามัจจุราชแค้นพระทัยมาก จึงรับสั่งให้ หลวงมรณัง ทหารเอกตามไปสังหารให้จงได้ 

หลวงมรณังทหารเอกเมื่อได้รับพระบัญชาดังนั้น จึงรีบเหิรเวหานภาอากาศติดตามจิตตราชราชา กับเหล่ายมบาลทหารกล้าของหลวงมรณัง
ครั้นทัพของหลวงมรณัง ถึงนาวาธรรมของพระยาจิตราช ก็ต่างเร่งโจมตีหวังจะจู่โจมล่มเรือของท้าวจิตราชให้ได้ แต่ก็มิสามารถ แม้แต่จะเอื้อมไปจับเสากระโดงเรือได้ จะทำอย่างไรๆ ก็ไม่อาจล่มเรือได้ บรรดาเหล่ากุศลเสนาของจิตราชราชาที่อยู่ในเรือต่างก็หัวเราะอยู่อึงมี่ ที่กองทัพของพระยามัจจุราชมิอาจสามารถทำอะไรได้ 

ท้าวจิตราชทรงมีพระทัยผ่องแผ้ว ทรงสำรวลร่าเริง ที่ทัพของพระยามัจจุราชไม่สามารถทำอะไรได้ จึงมีพระวาจากู่ก้องนภากาศ กังวาลไปกระทบโสตของพระยามัจจุราช ที่ฝั่งมหานที ว่า
“ดูกร ท้าวมัจจุราช ท่านอย่ามาราวีเสียให้ยากเลย พระองค์ท่านแลบริวารทำอะไรเราไม่ได้ดอก เรายกเมืองให้ท่านแล้ว เชิญเอาไปตามสบายเถิด ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ในนั้นเรายกให้ เชิญกลับไปเถิดเราจะไม่เจอะเจอกับท่านอีกต่อไปแล้ว เชิญกลับไปเถิด” 

พระยามัจจุราชเห็นว่าสุดกำลังที่จะติดตามไปได้แล้ว จึงรับสั่งเรียกหลวงมรณังพร้อมกองทัพยมบาล แลกำลังพลทั้งหลายกลับตีเมืองอื่นต่อไป 

ท้าวจิตราชเมื่อเห็นข้าศึกกลับไปหมดแล้ว ก็แล่นนาวาต่อไป ท้องนทีธารเรียบเงียบสงัด ไม่มีคลื่น ไม่มีลม นภากาศแม้ค่ำมืดแต่ยังสว่างไปด้วยแสงธรรม ในไม่ช้านาวาธรรมก็ถึงอมตมหานคร 

อมตมหานคร นี้ มีศีลเป็นกำแพงเมือง มีปัญญาเป็นหอรบ อินทรีย์สังวรเป็นทวารบาล
อัษฎางคิกมรรคเป็นวิถีทางในนคร โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นพระคลังหลวง
ภาวนาเป็นยอดปราสาท พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ เป็นพระราชอาสน์
พระไตรลักษณ์เป็นห้องบรรทม พระวิมุตติญาณทัศนะเป็นดวงประทีป
เมตตาเป็นสระโบกขรณี กรุณาเป็นสายธารา มุทิตาเป็นต้นกัลปพฤกษ์
อุเบกขาเป็นเนินทราย เมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ของพระอริยะ
เป็นเมืองบรมสุข ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย คติธรรมประจำเมือง คือ 

นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ – พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง 
นตฺถิ สนฺติ ปรมํ สุขํ – สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ฯ 

ท้ายสุด พระเจ้าจิตราชราชาบรมกษัตริย์แห่งมหาอมตมหานคร ทรงมีพระราชสารมายังทุกท่านว่า “ณ ที่นี้ เราคอยต้องรับพวกท่านอยู่ เพียงแต่ท่านพร้อมหรือยังที่จะมาสู่อมตมหานคร” 

----- อวสาน กายนครา นิฏฐิตา ----- 
ที่มาของหนังสือ.....กายนคร โดย นายแปลก สนธิรักษ์ เรียบเรียงใหม่โดย คนธรรมดา อธิมุตโต 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:19:00 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 16 (3418938)

 {๑}จิตตนคร นครหลวงแห่งโลก


จะว่าถึงจิตตนครตามพระพุทธภาษิตว่า "พึงกั้นจิตที่มีอุปมาด้วยนคร"
จิตตนครเป็นนครที่แลไม่เห็นด้วยตา น่าจะคล้ายกับเมืองลับแล แต่ก็ไม่ถึงกับลี้ลับจนติดต่อไม่ได้เสียเลย จิตตนครมีทางติดต่อกับโลกแห่งวัตุได้ ทั้งมีการติดต่อกันอยู่เสมอ
น่าจะไม่ต่างกับเมืองไทยที่ติดต่อกับเมืองต่างๆ ได้ทั่วโลกโดยทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ
จิตตนครเป็นเมืองที่ไม่สงบนัก ต้องทำสงครามอยู่เสมอ เพราะมีโจรผู้ร้ายข้าศึกศัตรูอันจำต้องป้องกันปราบปรามโดยไม่อาจประมาทได้ คล้ายกับเมืองทั่วๆ ไป

จิตตนครเป็นนครหลวงของโลก
เป็นแหล่งเกิดแห่งสุขทุกข์ ความเจริญความเสื่อม สมบัติวิบัติแห่งโลกทั้งสิ้น
จะกล่าวว่าจิตตนครเป็นแหล่งเกิดแห่งนรกสวรรค์นิพพานทุกอย่างก็น่าจะไม่เกินไป
แต่จิตตนครเป็นนครหลวงลับแล มองไม่เห็นด้วยตาอยู่นั่นเอง จะว่าตั้งอยู่ในแดนสวรรค์วิมานชั้นใดชั้นหนึ่งก็ไม่ใช่ เพราะตั้งอยู่ในเมืองมนุษย์นี้เอง แต่เป็นที่ซึ่งคนทั้งปวงไม่ค่อยจะสนใจไปเที่ยวดูชมที่เรียกว่าไปทัศนาจร 

คนทั้งปวงสนใจไปเที่ยวดูชมเมืองที่เห็นด้วยตาฟังได้ด้วยหูมากกว่า แม้จะไกลสักเท่าไรก็พยายามไป พยายามไปในโลกนี้รอบแล้ว ก็พยายามไปในโลกอื่นดังที่พยายามไปดวงจันทร์กันมากแล้ว น่าจะพยายามไปดูจิตนคร ซึ่งเป็นนครหลวงอันแท้จริงของโลก หรือของทุกๆ คน 


ถึงจะเป็นนครลับแลไม่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ ก็อาจไปดูได้ด้วยตาใจ และจิตตนครนี้อยู่ไม่ไกล
อยู่ใกล้ที่สุดเพราะตั้งอยู่ในจิตของทุกคนนี้แหละ เพียงทำความสงบจิตดูจิตของตนก็จะเห็นจิตนครราง ๆ ซึ่งอาจยังไม่เห็นว่าจะเป็นนครที่น่าดูตรงไหน เพราะเมื่อดูก็จะพบแต่ความคิดที่ฟุ้งซ่านกับอารมณ์คือเรื่องต่างๆ จนไม่อยากจะดู สู้ดูโทรทัศน์หรือไปเที่ยวดูอะไรต่ออะไรไม่ได้ มานั่งดูจิตใจของตนเองไม่น่าจะสนุกที่ตรงไหน

เปรียบจิตตนครกับเมืองลับแลได้ก็เห็นจะตรงที่ว่ากันว่าเมืองลับแลนั้นคนที่เคยพลัดเข้าไปพบ
ได้เห็นภูมิประเทศบ้านเรือนและผู้คนหญิงชายสวยงามน่าดูน่าชมกลับออกมาแล้วก็จำทางกลับไปอีกไม่ได้ แต่ก็ได้เที่ยวบอกเล่าใครๆ ถึงความสวยงามน่าดูน่าชมในเมืองลับแลนั้น และชี้บอกสถานที่ตั้งได้เพียงคร่าวๆ บรรดาผู้ที่อยากเห็นเมืองลับแลก็พากันเดินทาง แต่ก็ไม่ได้พบเมืองที่ว่าสวยงามเหลือเกินนั้น พบแต่ทุ่งหญ้าป่าเขาที่ไม่น่าชมอย่างไร ซ้ำยังรุงรังตาเสียอีกด้วย นั่นก็เพราะบุคคลเหล่านั้นยังไม่พบทางเดินเข้าสู่เมืองลับแลให้ถูกต้องจึงยังไม่ได้ชมความงามวิจิตของเมืองลับแล 


การจะไปชมจิตตนครก็เช่นกัน ถ้ายังเดินทางไปไม่ถึงจิตตนคร ก็ย่อมจะยังไม่ได้ชมความงามอย่างวิจิตรพิสดารของจิตตนคร จะได้พบแต่ความวุ่นวายฟุ้งซ่านของอารมณ์ยุ่งๆ ทั้งหลาย ที่ไม่น่าดูไม่น่าชม
แต่กลับน่าเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำ แต่จิตตนครจริงๆ นั้นไม่เป็นเช่นนั้น
จิตตนครจริงๆ มีความพิสดารน่าดูน่าชม ท่านผู้เข้าถึงนครนั้นแล้วย่อมกล่าวเช่นนี้ ย่อมชักชวนแนะนำให้ใครๆ ทั้งหลายพยายามไปให้ถึงจิตตนคร โดยไปตามทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้บอกไว้แล้ว ด้วยวิธีการที่ตรัสสอนไว้แล้วเช่นกัน

บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายด้วยความตั้งใจจริง นับได้ว่าได้เริ่มก้าวเข้าสู่ทางที่จะนำไปถึงจิตตนครได้แล้ว แม้มีความตั้งใจจริงพยายามตลอดไปก็ย่อมจะเดินไปได้ถึงจุดหมายปลายทาง ถึงจิตตนคร ได้เห็นความวิจิตรพิสดารของนครนั้นด้วยตนเอง
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:24:29 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 17 (3418941)

 {๒}ลักษณะแห่งจิตตนคร


ลักษณะแห่งจิตตนครนั้น ก็เช่นเดียวกับนครโบราณทั้งหลาย กล่าวคือ
มีป้อมปราการ มีประตู ๖ ประตู
มีถนน ๔ แพร่ง
มีนครสามีคือเจ้าเมือง เจ้าเมืองแห่งจิตตนครสถิตอยู่ตรงที่รวมของถนน ๔ แพร่ง และมีนามว่า
" วิญญาณ " หรือ " จิต " มีประชาชนชาติต่างๆ ไปมาหาสู่เมืองนี้ก็มาก
พากันอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองนี้ก็มี มาพักอยู่ชั่วคราวก็มี มาเที่ยวทัศนาจรแล้วไปก็มี
เพราะประตูเมืองทั้ง ๖ มักจะเปิดอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน
จะปิดก็เมื่อเจ้าเมืองหลับ เมื่อเจ้าเมืองยังไม่หลับก็เปิดประตูรับอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะดึกดื่นเที่ยงคืนเพียงไร ถึงจะค่ำมืดก็จุดไฟสว่างไสว
ไม่ยอมแพ้ความมืดเหมือนอย่างกรุงเทพพระมหานครในยามราตรีนั้นเอง

จิตตนครจึงเป็นเมืองที่พร้อมพรั่งด้วยผู้คนและสิ่งต่างๆ หลายหลากมากประการ
เป็นต้นว่าพรั่งพร้อมไปด้วยรูปหลากหลาย อยากจะดูอะไรก็มักจะมีให้ดู
พรั่งพร้อมไปด้วยเสียงหลากหลาย อยากจะฟังอะไรก็มักจะมีให้ฟัง
พรั่งพร้อมไปด้วยกลิ่นหลากหลาย อยากจะดม
จะลิ้ม หรือจะบริโภครสเช่นไร ถ้าร่างกายไม่เป็นอัมพาต เป็นร่างกายที่สมประกอบอยู่ ก็มักจะสมประสงค์ ทั้งพรั่งพร้อมไปด้วยเรื่องราวต่างๆ สำหรับบำเรอใจหลากหลาย ไม่มีหมดสิ้น 

เมื่อเข้ามาถึงเมืองนี้ จะมีเรื่องเสนอสนองทางใจตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงหลับไปใหม่
ไม่มีเวลาว่างเว้น ดูก็น่าจะเหน็ดเหนื่อย หรือจะกลุ้มใจตาย หรือจะกลุ้มเป็นบ้า
เพราะต้องพบเรื่องต่างๆ มากมาย ก็เหน็ดเหนื่อยกันจริงอยู่เหมือนกัน แต่เหนื่อยแล้วก็พักก็นอน
ที่กลุ้มใจตายหรือที่กลุ้มเป็นบ้าไปก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะจิตตนครมีสิ่งต่างๆ พรั่งพร้อม
ประชาชนชาติต่างๆ จึงพากันมาจากที่ต่างๆ ทั่วโลก
และจิตตนครนี้แม้จะมีลักษณะเป็นอย่างเมืองโบราณก็หาเป็นเมืองโบราณหรือเป็นเมืองล้าสมัยไม่
แต่เป็นเมืองที่ทันสมัย มีไฟฟ้า มีวิทยุ มีโทรทัศน์ มีสิ่งต่างๆ เหมือนอย่างเมืองที่ทันสมัยทั้งหลาย 


รวมความว่า เมืองในปัจจุบันนี้มีอะไร จิตตนครก็มีสิ่งเหล่านั้นครบถ้วน
และอันที่จริงจะมีมากกว่าเมืองอื่นๆ เสียอีก เพราะยังมีสิ่งวิเศษต่างๆ อยู่ในจิตตนครอีกมากที่คนทั่วไปยังไม่รู้ไม่เห็น เว้นไว้แต่พระพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกผู้รู้ผู้เห็นทั้งหลาย

ตามที่พรรณนาถึงความพรั่งพร้อมต่างๆ ของจิตตนครนี้ น่าจะเห็นว่าจิตตนครเป็นนครที่น่าเป็นสุขสบาย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นคือเป็นสุขสนุกสบายอยู่ไม่น้อย
แต่ก็ยังเป็นเมืองที่มีทุกข์ร้อนภัยพิบัติอยู่มาก ทั้งโดยเปิดเผย ทั้งโดยซ่อนเร้น อันเกิดจากภัยธรรมชาติก็มี เกิดจากภัยพลเมืองของจิตตนครนั้นก่อขึ้นก็มี
ทั้งเจ้าเมืองเองบางคราวก็มีความหลงเข้าใจผิด คบคนผิด ใช้คนผิด ก็ยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายเดือดร้อนระส่ำระสาย และจะเป็นดังนี้จนกว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาโปรด
นั่นก็คือจนกว่าจะรับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเข้าไประงับดับความวุ่นวายเดือดร้อนทั้งหลาย ที่ย่อมมีอยู่ประจำจิตตนครทุกแห่ง


อันพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งเดียวที่สามารถใช้เป็นเครื่องปราบ เครื่องขับไล่ เครื่องกำจัดบรรดาเหตุแห่งความเดือดร้อนวุ่นวายของจิตตนครทั้งหลายได้
เราทุกคนเป็นเจ้าของจิตตนครด้วยกันทั้งนั้น เราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องนำธรรมของพระพุทธเจ้าไปปราบ ไปไล่ ไปกำจัดเหตุแห่งความเดือดร้อนไม่สงบสุขในนครของเรา 

บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายล้วนเป็นผู้เป็นเจ้าของจิตตนครที่กำลังพยายามจะทำนครของตนให้เป็นนครแห่งความร่มเย็นเป็นสุข แม้ยังมีความเดือดร้อนวุ่นวายบ้าง ก็ไม่มากมายเท่านครของผู้ยังไม่สนใจกับการบริหารจิตเสียเลย 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:30:05 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 18 (3418942)

 {๓}ภัยแห่งจิตตนคร



จิตตนครก็เช่นเดียวกับนครทั้งหลาย คือเป็นนครที่มีภัยธรรมชาติ ภัยธรรมชาติแห่งจิตตนคร ก็คือภัยที่เกิดจากธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ และลมนี่แหละ ดูก็คล้ายๆ กับภัยธรรมชาติของโลก เช่นบางคราวดินถล่ม บางคราวไฟไหม้ บางคราวลมพายุเกิดน้อยหรือมากเป็นคราวๆ ถ้าเป็นไปโดยปรกติ ก็ไม่เป็นภัย ทั้งกลับเป็นเครื่องเกื้อกูลชีวิตของสัตวโลกทั้งมนุษย์และดิรัจฉาน เพราะสัตวโลกทั้งหมดก็ต้องอาศัยธาตุทั้ง ๔ นี้เป็นเครื่องบำรุงเลี้ยงร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง ๔ เช่นเดียวกัน ต้องบริโภคอาหารเช่น ข้าว น้ำ ต้องมีความอบอุ่น ต้องหายใจเอาอากาศเข้าไปบำรุงเลี้ยงร่างกายอยู่ทุกขณะ ชีวิตที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง ๔ ก็ต้องอาศัยธาตุทั้ง ๔ บำรุงเลี้ยงให้ดำรงอยู่


ภัยของจิตตนครก็เกิดจากธาตุทั้ง ๔ เช่นเดียวกัน ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า จิตตนครมีถนน ๔ แพร่ง มีนครสามีคือเจ้าเมือง ที่สถิตอยู่ตรงที่รวมของถนน ๔ แพร่ง ท่านผู้รู้ได้กล่าวบอกไว้ว่า ถนน ๔ แพร่งนั้น คือธาตุทั้ง ๔ คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เจ้าเมืองจิต สถิตอยู่ตรงที่รวมของธาตุทั้ง ๔ นี้เอง ฉะนั้นเมื่อธาตุทั้ง ๔ ยังรวมกันอยู่เป็นปรกติ ที่อยู่ของเจ้าเมืองก็เป็นปรกติ ถ้าธาตุทั้ง ๔ เกิดผิดปรกติ เช่นมีจำนวนลดน้อยลงไปกว่าอัตราที่ควรมี หรือธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยหรือมากเกินไป จิตตนครก็ระส่ำระสายไม่เป็นสุข ทั้งเจ้าเมืองและพลเมืองทั้งปวงก็อยู่ไม่เป็นสุข

แต่เหตุที่ทำให้ธาตุทั้ง ๔ แห่งจิตตนครแปรปรวนนั้น
บางทีก็เกิดจากเจ้าเมืองและพลเมืองทำขึ้นเอง เช่นพากันรื่นเริงสนุกสนานเกินไป
ไม่คอยดูแลทำนุบำรุงทาง ๔ แพร่ง คือธาตุทั้ง ๔ ไว้ให้ดี ก็เหมือนอย่างถนนหนทางในบ้านเมืองเรานี้แหละ ถ้าไม่หมั่นทะนุบำรุงคือซ่อมแซมตบแต่งอยู่เสมอแล้ว ก็จะเสียหายไปโดยลำดับ
บางทีเกิดจากธรรมชาติเช่น บางคราวลมกำเริบ ทำให้จิตตนครหวั่นไหว
บางคราวไฟกำเริบ ทำให้ร้อนรุม คล้ายกับเกิดลมพายุ เกิดไฟไหม้ ในบ้านเมืองเรานี้แหละ เจ้าเมืองและพลเมืองทั้งปวงก็หมดผาสุข

ภัยเช่นนี้ชาวจิตตนครเรียกกันว่า "ภัยชรา" คือถนน ๔ แพร่งนั้นเก่าแก่ลงไปทุกวัน
แสดงความชำรุดทรุดโทรมให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ทั้งเจ้าเมืองและพลเมืองต่างก็พากันแก้ไขซ่อมแปลงต่างๆ อย่างสุดฝีมือ
บางทีก็ใช้ตัดต่อตบแต่ง บางทีก็ใช้สีทางให้แดงบ้าง ให้ดำบ้าง ให้ขาวบ้าง เป็นต้น สุดแต่จะเห็นว่าควรตบแต่งอย่างไรให้สู้กับ "ภัยชรา" ที่มาเกิดขึ้นแก่จิตตนคร ก็พอแก้ไขประทะปะทังไปได้
แต่ถนน ๔ แพร่งนี้ก็ทรุดชำรุดลงอยู่เรื่อยๆ เจ้าเมืองเองที่ดำรงชีวิตอยู่ตรงที่รวมของถนน
ก็เริ่มอ่อนเพลียเมื่อยล้า ไม่ว่องไวกระฉับกระเฉงเหมือนแต่ก่อน ยังอีกภัยหนึ่งที่ชาวจิตตนครกลัวนักหนาก็คือ "ภัยมรณะ" ซึ่งจะทำลายถนน ๔ แพร่งของจิตตนคร เท่ากับเป็นการทำลายเมืองกันทั้งหมดทีเดียว และต่างก็รู้ว่าภัยนี้จะต้องมาถึงในวันหนึ่งข้างหน้า แต่ก็พากันนอนใจเหมือนอย่างไม่มีภัย

ผู้มาบริหารจิตทั้งหลาย คือผู้พยายามศึกษาปฏิบัติให้รู้จักวิธีจัดการกับภัยดังกล่าวแล้วให้หมดให้ได้ดีที่สุดในยามเมื่อภัยดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นกับจิตตนครของตนๆ ผู้บริหารจิตคือผู้ศึกษาธรรม
และธรรมนั้นท่านเปรียบเป็นร่มใหญ่ที่กันแดดกันฝนได้ หรือจะกล่าวอีกอย่าง ธรรมก็คือเครื่องป้องกันรักษาเจ้าเมืองแห่งจิตตนครให้พ้นภัยทั้งหลายดังกล่าวแล้ว 

แม้ภัยจะเกิดขึ้นหนักหรือเบาเพียงไร เจ้าเมืองที่มีธรรมเป็นเครื่องป้องกันรักษาก็ย่อมไม่กระทบกระเทือนเพราะภัยนั้นหนักเกินไป ส่วนเจ้าเมืองที่ไม่มีธรรมจักต้องได้รับแรงกระทบกระเทือนเต็มที่เป็นธรรมดา
ก็เหมือนกับคนไม่มีร่มใหญ่เดินตากแดดตากฝนก็ย่อมร้อนย่อมเปียก
ส่วนคนที่มีร่มใหญ่แม้จะมีฝนตกแดดออกก็ย่อมพ้นจากความร้อนความเปียกได้โดยควร
การมาบริหารจิตหรือการมาศึกษาธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งควรกระทำทั่วกัน แม้ปรารถนาความพ้นภัยทั้งปวง
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:33:17 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 19 (3418945)

 {๔}เมืองแห่งจิตตนคร


สายสำคัญ ๔ สายที่มาบรรจบกัน แต่มิใช่หมายความว่าทั้งเมืองจะมีถนนอยู่เพียง ๔ สายเท่านั้น
ยังมีถนนที่ตัดจากถนน ๔ สายนั้นออกไปในที่ต่างๆ อีกมายมายทั่วทั้งเมือง
สำหรับเป็นทางคมนาคมของพลเมืองและสำหรับขนลำเลียงอาหาร ข้าวน้ำ สินค้าต่างๆ ไปเลี้ยงพลเมืองได้โดยสะดวกทั้งเมือง มีไฟฟ้าและน้ำใช้สมบูรณ์ ระบบจ่ายกระแสไฟและจ่ายส่งน้ำก็เรียบร้อย
เพราะมีสายไฟต่อทั่วไปทุกซอกเล็กตรอกน้อย เปิดสว่างอบอุ่นอยู่เสมอ มีคลองส่งน้ำ และมีท่อน้ำใหญ่เล็กทั่วไปเช่นเดียวกัน มีลมพัดผ่านได้ทั่วไปทั้งหมด ไม่อับลม แผ่นดินก็ชุ่มชื้น เหมาะเป็นที่เพาะปลูกพืชผลทั้งปวง


และเมืองนี้จัดระบบเรื่องปากท้องของพลเมืองทั้งหมดไว้ดีมาก น่าจะไม่มีเมืองไหนๆ ทำได้เหมือน
คือตั้งโรงครัวใหญ่ไว้สำหรับเลี้ยงพลเองทั้งหมดไว้เพียงแห่งเดียว เรียกว่าเป็นท้องของเมือง
และมีปากของเมืองเพียงปากเดียว สำหรับลำเลียงอาหารเข้าสู่ท้อง โดยวางท่อจากปากเมืองเข้าไปสู่ท้องของเมืองซึ่งเป็นโรงครัวใหญ่ ครั้งปรุงอาหารเสร็จแล้ว ก็ส่งอาหารไปเลี้ยงพลเมืองทั้งเมืองทางท่ออีกเมือนกัน ไม่ต้องใช้รถหรือพาหนะอะไรบรรทุกทั้งนั้น 


ในคราวที่หาอาหารได้ไม่เพียงพอ ก็เฉลี่ยอาหารไปเลี้ยงกันทั่วทั้งเมืองเท่าๆ กัน มีมากก็กินมาก
มีน้อยก็กินน้อยเท่าๆ กัน ไม่มีก็อดเหมือนกันทั้งเมือง พลเมืองทั้งหมดไม่มีใครกินน้อยหรือมากกว่ากัน ทั้งไม่มีใครกินดีหรือเลวต่างกัน ต่างกินเหมือนๆ กันทั้งหมด นี้เป็นระบบการเลี้ยงพลเมืองของจิตตนคร


ระบบการถ่ายของเสียออกไป ก็จัดได้อย่างดีอีกเช่นเดียวกัน มีที่เก็บของเสีย มีที่เก็บน้ำทิ้ง และมีท่อระบายออกทั้งของเสียและน้ำทิ้ง และมีท่อระบายเล็กๆ อีกนับไม่ถ้วนทั่วทั้งเมือง น่าสังเกตว่าเมืองนี้ใช้ท่อเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเมืองมีท่อฝังอยู่ทั่วไปหมด ทั้งใหญ่และเล็ก ดูน่าพิศวงที่สามารถจัดระบบท่อได้ถึงเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีโรงงานต่างๆ อีกมากมาย เช่นโรงงานปัปผาสะ (ปอด) โรงงานหทย (หัวใจ)
โรงงานวักกะ (ไต) โรงงานยกนะ (ตับ) โรงงานปิหกะ (ม้าม) เป็นต้น
ซึ่งต่างก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ ไม่มีหยุด ด้วยเครื่องจักรพิเศษเพื่อความดำรงอยู่แห่งจิตตนคร น่าสังเกตว่าโรงงานเหล่านี้สามารถทำงานได้ทนทานที่สุดเพราะทำไม่มีเวลาหยุด ต่างจากโรงงานอื่นๆ ทั่วไป
ซึ่งยังต้องมีเวลาหยุดพัก และว่าถึงขนาดของโรงงานในจิตตนครแต่ละโรงก็เล็ก แต่สามารถทำงานได้ผลดีมาก อย่างที่ใครๆ ที่ไปเห็นก็คิดไม่ถึงว่าทำไมจิตทำงานได้ถึงเพียงนี้


รายละเอียดที่เกี่ยวกับจิตตนครยังมีอีก และจะได้นำมากล่าวถึงในรายการบริหารทางจิตครั้งต่อไป
แต่ก่อนจะจบรายการบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่วันนี้ ขอย้ำว่าในบรรดาสิ่งประณีตพิสดารต่างๆ
แห่งจิตตนครนั้น นครสามีหรือเจ้าเมืองเป็นความสำคัญที่สุดไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่า และเจ้าเมืองแห่งจิตตนครก็คือจิตนี้เอง หรือใจนี้เอง ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ
คือการกระทำใดๆ ก็ตาม คำพูดใดๆ ก็ตาม จะดีหรือจะชั่ว จะเป็นการส่งเสริมหรือเป็นการทำลายจิตตนคร ก็ย่อมเนื้องมาจากนครสามีหรือจิต หรือใจนั่นแหละเป็นสำคัญ 

ถ้านครสามีดี การพูดการทำอันเกิดจากนครสามีหรือใจนั้นก็ย่อมดี ย่อมเป็นการส่งเสริมจิตตนคร
ถ้านครสามีไม่ดี คือถ้าใจไม่ดี การพูดการทำอันเกิดจากนครสามีหรือใจนั้น ก็ย่อมไม่ดี ย่อมเป็นการทำลายจิตตนคร บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายคือผู้มาพยายามทำเจ้าเมืองแห่งจิตตนครของตนๆ ให้ดี เพื่อให้เกิดผลสืบเนื่องไปถึงการพูดดีทำดีต่อไปด้วย จึงนับว่าเป็นผู้ไม่กำลังทำลายจิตตนครของตน แต่กำลังพยายามส่งเสริมซึ่งนับเป็นการกระทำที่ชอบ ที่จะนำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขขึ้นในจิตตนครของตนสืบไป
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:36:41 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 20 (3418946)

 {5}ระบบสื่อสารแห่งจิตตนคร


จิตตนครมีระบบสื่อสารติดต่อกันโดยทางต่างๆ หลายทาง และมีจุดรวมเป็นที่รับข่าวสารทั้งปวงเพื่อรายงานแก่เจ้าเมือง ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่จุดไหนของเมือง เจ้าเมืองจะทราบได้ทันทีทางระบบสื่อสารเหล่านี้

โลกในปัจจุบันนี้มีระบบสื่อสารที่วิเศษต่างๆ เป็นอันมาก มีการไปรษณีย์ การโทรเลข โทรศัพท์ มีวิทยุ มีโทรทัศน์ มีเรด้าร์ มีเครื่องมือในการติดต่อตั้งแต่บนพื้นดิน จนถึงลอยเป็นดาวเทียมอยู่ในอากาศ ทำให้คนเราที่อยู่คนละมุมโลกพูดกันได้ เห็นกันได้ คล้ายกับอยู่ใกล้ๆ กันแค่มือเอื้อมถึง เมื่อคราวที่คนไปถึงดวงจันทร์เมื่อไม่นานมานี้ ก็ติดต่อพูดกันกับคนในโลกนี้ได้ ทั้งที่อยู่ไกลแสนไกลจากกันและกัน

การสื่อสารในจิตตนครก็น่าจะไม่ล้าสมัยกว่าในโลกดังกล่าว และมีระบบบางอย่างที่วิเศษพิสดารกว่าอย่างที่โลกจะเอาอย่างไม่ได้

จิตตนครมีระบบการสื่อสารแบ่งออกเป็นสองชั้นคือชั้นนอกและชั้นใน
ระบบการสื่อสารชั้นนอก นั้นมี...

ระบบตาเมือง มีหน้าที่เป็นดวงตาสำหรับดูสิ่งต่างๆ คล้ายเป็นเครื่องโทรทัศน์
 
ระบบหูเมือง สำหรับฟังเสียงต่างๆ คล้ายกับเครื่องวิทยุ
 
ระบบจมูกเมือง มีหน้าที่สำหรับดมกลิ่นต่างๆ
 
ระบบลิ้นเมือง สำหรับลิ้มรสต่างๆ
 
ระบบกายเมือง สำหรับรับสิ่งต่างๆ ที่มาถูกต้อง

ระบบต่างๆ เหล่านี้แยกออกจากกันเป็น ๕ ส่วน
ต่างมีสายที่ละเอียดยิบมากมายโยงจากชั้นนอกของเมืองเข้าไปสู่ระบบชั้นในซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของระบบสื่อสารทั้งหมดคล้ายกับสายโทรเลขโทรศัพท์ แต่ละเอียดพิสดารกว่ามากนัก อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ ระบบชั้นใน อันเป็นจุดรวมนี้เรียกว่า ระบบใจเมือง หรือสมองเมือง
มีหัวหน้าควบคุมระบบสื่อสารภายนอกทั้ง ๕ เรียกว่า "ปสาท" หรือ " ประสาททั้ง ๕ " แต่ละคนมีชื่อเฉพาะ ตามชื่อของระบบงาน ดังนี้

คนที่ ๑ ชื่อ จักขุปสาท เป็นหัวหน้าระบบตาเมือง
 
คนที่ ๒ ชื่อ โสตปสาท เป็นหัวหน้าระบบหูเมือง
 
คนที่ ๓ ชื่อ ฆานปสาท เป็นหัวหน้าระบบจมูกเมือง
 
คนที่ ๔ ชื่อ ชิวหาปสาท เป็นหัวหน้าระบบลิ้นเมือง
 
คนที่ ๕ ชื่อ กายปสาท เป็นหัวหน้าระบบกายเมือง

ปสาททั้ง ๕ นี้ เป็นหัวหน้าเฉพาะระบบของตน ไม่ก้าวก่ายกัน คนไหนได้รับข่าวสารอะไรแล้วก็รีบรายงานไปยังหัวหน้าใหญ่คือ มโน ที่จุดศูนย์กลางอันเป็นจุดรวมทันที ฝ่ายมโนเมื่อได้รับรายงานจากระบบภายนอกก็รายงานแก่เจ้าเมืองในทันใดนั้น เจ้าเมืองก็ได้รับทราบข่าวสารต่างๆ ทันที แม้จะสถิตอยู่กลางเมืองซึ่งเป็นที่รวมแห่งถนนใหญ่ ๔ สายดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อได้ทราบข่าวสารแล้ว ก็เหมือนอย่างได้ออกไปเห็น ได้กลิ่นได้ยิน ได้รส ได้ถูกต้องสัมผัสสิ่งภายนอกต่างๆ ด้วยตนเอง วิเศษกว่าระบบสื่อสารทั้งปวงของโลก

เมื่อได้ฟังเกี่ยวกับระบบสื่อสารอันละเอียดพิสดารของจิตตนครแล้ว บรรดาผู้มาบริหารจิตควรจะได้พิจารณาให้ประจักษ์ในความจริงประการหนึ่ง คือความจริงที่ว่า ยิ่งการสื่อสารหรือคมนาคมติดต่อเจริญออกไปกว้างไกลเพียงใดในโลกเรานี้ ผู้คนก็ยิ่งต้องวุ่นวายเหน็ดเหนื่อยเพียงนั้น

สมัยก่อน เมื่อการสื่อสารหรือการคมนาคมยังไม่เจริญ มีใครไม่กี่คนที่เดินทางออกไปพ้นบ้านเมืองของตน มาบัดนี้ การคมนาคมเจริญขึ้นมาก ผู้คนมากมายพากันเดินทางไปต่างประเทศ ต้องสิ้นเปลือง ต้องเหน็ดเหนื่อยไปตามกัน บางคนบางพวกก็ไปตกทุกข์ได้ยาก แม้ไปต้องโทษจองจำอยู่ในต่างประเทศก็มี เรียกได้ว่าความลำบากติดตามความเจริญของการสื่อสารการคมนาคมมาเป็นอันมากด้วยเหมือนกัน

ระบบสื่อสารของจิตตนครก็เช่นกัน ยิ่งเจริญเพียงใด เจ้าเมืองคือจิตได้รับการติดต่อรู้ข่าวสารเรื่องราวต่างๆ มากเพียงใด ก็ยิ่งจะได้รับความทุกข์ลำบากวุ่นวายเพียงนั้น นอกเสียจากว่าเจ้ามืองคือจิตจะมีสติปัญญารู้เท่าทันพอสมควร ว่าข่าวสารเหล่านั้นเป็นสักแต่เรื่องชั้นนอกเท่านั้น ถ้ารับเข้าไปเก็บไว้ผิดที่ คือรับเข้าไปเก็บไว้ชั้นในคือจิต ก็ย่อมจะทำให้หนักให้แน่นไปหมด หาที่ว่างที่โปร่งที่สบายไม่ได้ หมดความเบาสบาย หมดความสุข

กล่าวอีกอย่างก็คือ ถ้ามีสติปัญญารู้เท่าทันก็ต้องรู้ว่าวเรื่องข้างนอกต้องปล่อยไว้ให้เป็นเรื่องอยู่ข้างนอก ต้องไม่เข้าไปยึดเอาเป็นเรื่องข้างใน พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งปวงควรให้ความสนใจปฏิบัติตามให้ได้พอควรก็คือพระพุทธดำรัสที่ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น" ความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวงจะนำไปสู่ความสงบสุขอันควรเป็นยอดปรารถนาของทุกคน
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:39:28 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 21 (3418947)

 {๖}ระบบสื่อสารแห่งจิตตนคร (ต่อ)


ระบบสื่อสารแห่งจิตตนครมีความรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ สื่อสารที่ส่งเข้าไปจากระบบชั้นนอก แม้จะต้องผ่านระบบชั้นในก่อน จึงจะถึงเจ้าเมือง แต่ก็รวดเร็วมาก คือจะทราบถึงเจ้าเมืองในทันใดนั้นเอง

ความรวดเร็วจากต้นทางทั้ง ๕ ถึงปลายทางชั้นในคือมโนนั้น มีอุปมาเหมือนอย่างความเร็วแห่งเงาของนกที่ทอดจากยอดไม้ถึงแผ่นดิน คือเมื่อนกบินมาจับบนยอดไม้ เงาของนกจะทอดถึงพื้นดินทันที สื่อสารที่ส่งเข้าไปจากระบบชั้นนอกจะถึงมโนทันทีฉันนั้น และมโนก็รายงานเจ้าเมืองทันที

ข่าวสารอันใดที่ถึงมโนแล้ว ไม่มีที่มโนจะปกปิดเอาไว้ จะรายงานทันทีทั้งหมด แต่ก็มีเหตุบางอย่างที่ทำให้ข่าวสารจากภายนอกเข้าไปไม่ถึง คือบางคราวเจ้าเมืองพิจารณาข่าวสารเก่าต่างๆ มโนต้องคอยรายงานเรื่องจากแฟ้มเก็บเอกสารต่างๆ อยู่ตามที่เจ้าเมืองต้องการ มโนจึงไม่ว่างที่จะรับข่าวสารใหม่ๆ ที่ทยอยกันเข้ามาอยู่ตลอดเวลา เมื่อมโนไม่ว่างที่จะรับเข่นนั้น ข่าวสารเหล่านั้นก็เข้าไม่ถึงเจ้าเมือง จนกว่ามโนจะว่างและรับข่าวสารเหล่านั้น เจ้าเมืองจึงจะได้ทราบข่าวสารใหม่ๆ ต่างๆ ต่อไปตามปรกติ

มโนซึ่งเป็นหัวหน้าแห่งระบบสื่อสารทั้งหมดขึ้นตรงต่อเจ้าเมืองแต่ผู้เดียว นอกจากเป็นหัวหน้ารับสื่อสารจากระบบสื่อสารชั้นนอกทั้ง ๕ แล้ว ยังเป็นเหมือนเลขานุการของเจ้าเมือง มีหน้าที่รวบรวมข่าวสารที่ได้รับมาแล้วทุกอย่างเก็บไว้เข้าแฟ้มไว้สำหรับเจ้าเมืองเรียกหา และเจ้าเมืองก็มักเรียกหาอยู่เสมอ มโนก็ต้องเป็นผู้เสนอเรื่อง

บางคราวเจ้าเมืองตรวจตราเรื่องราวต่างๆ อยู่นาน เป็นเหตุให้มโนไม่ว่าง และไม่อาจรับข่าวสารจากภายนอกอยู่นาน แต่ข่าวสารบางอย่างที่ส่งเข้ามาอาจแรง อาจทำให้เจ้าเมืองต้องชะงักการตรวจตราเรื่องเก่าๆ ก็มี เช่นเสียงดังที่ระบบหูเมืองรับเข้ามา คลื่นของเสียงเช่นนี้แรงมาก ทำให้กระเทือนถึงกับเจ้าเมืองต้องชะงักปล่อยมโนให้ว่าง มโนจึงรับข่าวสารของเสียงนั้นรายงานแก่เจ้าเมืองได้ 

บางคราวก็รายงานด้วยว่าจำเป็นต้องทำให้เสียงดังเช่นนั้น เพื่อให้ถึงเจ้าเมือง คล้ายกับร้องเรียกปลุกคนหลับ เรียกเบาๆ ไม่ตื่น ก็ต้องเรียกดังๆ ในขณะที่เจ้าเมืองตรวจตราเรื่องต่างๆ เพลินอยู่เช่นเดียวกัน เจ้าเมืองจะไม่เห็นจะไม่ได้ยินอะไร เพราะมโนไม่ว่างที่จะรับเข้ามารายงานให้ทราบ จึงต้องใช้กระแสคลื่นอย่งแรงเข้ามาเตื่อนให้หยุดคิดอระไหเพลินๆ เสีย และรับข่าวสารปัจจุบันสักที

มโนเป็นผู้ทำงานมากกว่าหัวหน้าระบบสื่อสารภายนอกทั้ง ๕ แม้ในขณะที่ชาวจิตตนครหลับ ประสาททั้ง ๕ พักหลับกันหมด แต่มโนก็ยังไม่หลับ เพราะเจ้าเมืองยังไม่ยอมหลับ ยังเรียกหามโนมารายงานเรื่องราวต่างๆ กันอีก โดยเฉพาะดังที่เรียกกันในภาษาจิตตนครว่า " ฝัน " เจ้าเมืองชอบฝันอยู่กับมโนเสมอ มโนจึงมีเวลาพักจริงๆ วันหนึ่งไม่มากนัก

เพื่อให้เข้าใจง่าย จะขอเปรียบเจ้าเมืองที่รับข่าวสารจากมโนไปสะสมไว้มากมายไม่หยุดยั้งกับแปลงทาสีที่มีอยู่อันเดียวและใช้จุ่มลงไปในสีต่างๆ กัน สีนั้นบ้าง สีนี้บ้าง โดยไม่มีเวลาหยุดเอาแปรงแช่น้ำมันล้างสีออกเสียบ้างเลย 

ผลจะเป็นเช่นไร ทุกท่านย่อมนึกได้ถึงแปลงทาสีอันนั้น ว่าต้องสกปรกเลอะเทอะและใช้งานไม่ได้ผลดีจริง คือทาสีแดงก็จะไม่แดงแท้จะมีสีอื่นปนอยู่ด้วย ทาสีเหลืองก็จะเป็นสีเหลืองไปไม่ได้เพราะจะมีสีอื่นปนด้วยนั่นเอง ทาสีอะไรก็จะไม่เป็นสีนั้นจริงๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เมื่อจะใช้แปรงอันเดียวทาหลายสี เขาจึงต้องมีน้ำมันไว้แช่แปรงให้สีออกเป็นพักๆ ไป จะได้ทาสีอื่นให้เป็นสีนั้นแท้ๆ ไม่มีสีที่ทาไว้ก่อนปนเปทำให้ไม่เป็นสีที่ต้องการ

เจ้าเมืองแห่งจิตตนครหรือจิตของเราทุกคนนี้ก็เช่นกัน หากให้รับเรื่องราวจากทวารทั้ง ๕ ที่ผ่านมโนเข้ามาถึงอยู่เรื่อยๆ ไม่มีเวลาให้เจ้าเมืองได้คลี่คลายเรื่องแต่ละเรื่องออกเสียให้พ้นเหมือนเขาเอาแปรงทาสีลงแช่น้ำมัน เจ้าเมืองก็จะสกปรกเลอะเทอะไม่ผิดแปรงที่ทาสีไม่ได้แช่น้ำมันเลย แต่เปลี่ยนสีทาอยู่มากมายหลายสีนั้นเอง

อันเรื่องทั้งหลายที่เข้าสู่จิตย่อมก่อให้เกิดอารมณ์หรือกิเลสเป็นธรรมดา จิตรับเรื่องไว้มากเพียงไร อารมณ์หรือกิเลสอันเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นเพียงนั้น ทำให้จิตสกปรกเศร้าหมองยิ่งขึ้นเพียงนั้น บรรดาผู้มาบริหารจิตคือผู้กำลังพยายามปฏิบัติต่อจิตของตนเหมือนช่างทาสีปฏิบัติต่อแปรงสำหรับทาสี คือพยายามล้างสีที่จับให้ออกไปเสมอๆ ความสกปรกแม้มีบ้างก็จะไม่มากมาย

จิตก็เช่นกัน เมื่อเป็นจิตสามัญชนก็ต้องมีอารมณ์มีกิเลสเศร้าหมองเป็นธรรมดา แต่ถ้าพยายามใช้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ทาน ศีล ภาวนา เข้าขัดเกลาไว้เสมอ กิเลสเครื่องเศร้าหมองก็จะไม่ท่วมท้นจนเกินไป แต่จะค่อยลดน้อยลงได้ทุกที โดยที่เจ้าตัวหรือเจ้าเมืองแห่งจิตตนครนั่นเองจะรู้ด้วยตัวเอง

จิตที่มีอารมณ์หรือมีกิเลสเครื่องเศร้าหมองน้อยย่อมเป็นจิตที่ผ่องใส มีความสุขมาก ส่วนจิตที่มีอารมณ์หรือมีกิเลสเครื่องเศร้าหมองมากย่อมเป็นจิตที่หม่นหมองมีความสุขน้อย เจ้าเมืองแห่งจิตตนครทุกคนย่อมรู้จักตัวของตัวเองได้ดังนี้
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:42:04 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 22 (3418948)

 {๗}ชื่อเจ้าเมืองแห่งจิตตนคร


เจ้าเมืองแห่งจิตตนครหรือนครสามีนี้ เรียกกันทั่วไปว่า "จิตต" ตามชื่อของเมือง แต่มีนามอีก ๔ นาม ที่ขนานเรียกกันคือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นการเรียกตามอาการที่แสดงออกของเจ้าเมือง เพราะเจ้าเมืองมีปรกติแสดงอาการกิริยาออกมาให้ใครๆ เห็นได้หลายอย่าง ที่เด่นๆ ก็ ๔ อย่าง คือ...

แสดงความเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นกลางๆ ร่วมกันไปกับชาวเมืองทั้งปวง จะเกิดสุขทุกข์ขึ้นที่ไหนเจ้าเมืองก็ต้องรับรู้และร่วมสุขทุกข์ด้วยเสมอ จึงได้นามว่า " เวทนา" เป็นภาษาของจิตตนคร แปลกันว่า " รับรู้สุขทุกข์ "

และเป็นผู้ที่มีความจำดี โดยเฉพาะสิ่งอะไรที่มาทำให้เกิดสุขทุกข์ขึ้นในเมือง จะจำได้เสมอ ถึงบางอย่างจะลืมเร็วไปบ้างก็ยังได้นามว่า " สัญญา " เพราะความที่ช่างจำอะไรต่ออะไรได้ เป็นภาษาของจิตตนครเหมือนกัน แปลกันว่า " รู้จำ "

และยังเป็นผู้ช่างคิดอะไรต่างๆ แต่ก็มิใช่หมายความว่าจะคิดเรื่องที่ดีๆ เสมอไป บางคราวก็คิดเรื่องที่ไม่ดีเป็นลมๆ ไปเหมือนคนทั้งหลาย แต่เจ้าเมืองก็จำเป็นต้องคิด เพราะกิจการทั้งหลายที่ดำเนินไปอยู่ในเมืองเกิดขึ้นจากความคิดของเจ้าเมือง ถ้าเจ้าเมืองหยุดคิดเสียผู้เดียว กิจการทั้งปวงก็ชะงักหยุดหมด และโดยปรกติเจ้าเมืองก็หยุดคิดไม่ได้ ไม่คิดเรื่องนี้ก็ต้องคิดเรื่องนั้น เรียกได้ว่าขยันคิดมากที่สุด จนถึงชาวเมืองทั้งปวงหลับกันหมดแล้ว เจ้าเมืองยังไม่หลับ ยังตรวจบันทึกเรื่องต่างๆ อยู่กับมโน ทำให้มโนต้องปวดศีรษะไปบ่อยๆ จึงได้นามว่า " สังขาร " เป็นภาษาของจิตตนคร ที่แปลกันว่า " ช่างปรุงคิด "

ทั้งยังเป็นผู้ชอบออกไปรับข่าวสารที่ส่งเข้ามาจากระบบชั้นนอกชั้นในอยู่ตลอดเวลา มีข่าวสารอะไรส่งเข้ามา ก็จะต้องรับในทันที เรียกว่ารับข่าวสดกันทีเดียว จะต้องไปดมให้รู้กลิ่นด้วยจมูกตนเอง จะต้องออกไปลิ้มให้รู้รสด้วยลิ้นตนเอง จะต้องออกไปถูกต้องให้รู้สิ่งที่มากระทบถูกต้องด้วยกายตนเอง ถ้าไม่ออกไปเช่นนั้น ก็ตรวจตราเรื่องราวต่างๆ จากรายงานของมโนให้รู้ด้วยใจตนเองอีกเหมือนกัน จึงได้นามว่า " วิญญาณ " ซึ่งเป็นภาษาของจิตตนครอีกเหมือนกัน ที่แปลกันว่า " ช่างรู้ต่างๆ "

นามทั้ง ๔ นี้ ชาวจิตตนครใช้เรียกเจ้าเมืองกัน เพราะเหตุที่เจ้าเมืองมีลักษณะต่างๆ ดังกล่าว อันที่จริง การเรียกชื่อของใครว่าอะไรตามลักษณะพิเศษของผู้นั้นไม่ใช่ของแปลก เหมือนอย่างคนเรานี่เอง ที่เป็นคนร้ายกาจมากต้งอหลบหนีเจ้าหน้าที่เข้าไปอยู่ในป่าก็ถูกขนานนามว่า "เสือ" ส่วนที่เป็นคนดีมีเมตตากรุณาในคนทั้งหลายก็เรียกว่า "ผู้มีเมตตา" เป็นต้น สุทัตตะเศรษฐีในสมัยพระพุทธเจ้า คนเรียกกันว่า "อนาถปิณฑิกะ" เพราะเป็นผู้มีเมตตาให้อาหารแก่คนอนาถาอยู่เสมอ และเรียกชื่อนี้กันแต่ชื่อเดียว จนชื่อเดิมเกือบจะไม่รู้จักกัน บรรดานามของเจ้าเมืองทั้ง ๔ นามว่า "วิญญาณ" คนมักชอบเรียกกันในบางโอกาส จนถึงคล้ายกับเป็นนามที่สำคัญที่สุด อันที่จริงทั้ง ๔ เป็นนามรองทั้งนั้น

นามที่สำคัญที่สุดของเจ้าเมืองจิตตนครคือ "จิตต" คือจิตนั้นแหละเป็นตัวแท้ตัวจริง ส่วนนามอื่นทั้ง ๔ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเป็นเพียงอาการแสดง ได้กล่าวไว้แล้วว่า จิตเป็นที่รับอารมณ์หรือกิเลส เมื่อรับไว้มากก็ย่อมเศร้าหมองมากมีความสุขน้อย แม้รับไว้น้อยก็ย่อมมีความผ่องใสมีความสุขมาก

อาการแสดงออกของจิตทั้ง ๔ อย่างคือ " รับรู้สุขทุกข์ " - " รู้จำ " - " ช่างปรุงคิด " - และ " ช่างรู้ต่างๆ " นั้น แม้เจ้าเมืองทุกจิตตนครจะมีเสมอกัน แต่การรับอารมณ์หรือกิเลสเครื่องเศร้าหมองไว้ ไม่จำเป็นต้องเสมอกัน เหมือนคนหลายคนอยู่ในบ้านเดียวกัน แดดออกร้อนจ้า ทุกคนเห็นด้วยกันเห็นเหมือนกัน คนไหนเดินออกไปรับแสงแดด คนนั้นก็ร้อน คนไหนเพียงแต่เห็น เพียงแต่มองดู ไม่เดินออกไปรับ คนนั้นก็ไม่ร้อน

อาการของจิตทั้ง ๔ อย่างก็เหมือนกัน ถ้าจิตดวงใดปฏิบัติต่ออาการของจิตเหมือนคนเห็นแดดเดินออกไปรับแสดงแดด จิตดวงนั้นก็ร้อน ถ้าจิตดวงใดปฏิบัติต่ออาการของจิตเหมือนคนเห็นแดดไม่เดินออกไปรับแสดงแดด จิตดวงตั้นก็เย็น ความร้อนของผู้เห็นแดดมิได้เกิดจากที่เห็น แต่เกิดจากที่เดินออกไปรับฉันใด   ความร้อนของจิตก็มิได้เกิดจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่เกิดจากการที่จิตรับไว้ฉันนั้น

ถ้าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเกิด จิตเพียงแต่เห็นแต่ดูให้รู้ว่ามีอาการอย่างไร เหมือนแดดออกคนเพียงแต่เห็นเพียงแต่ดูให้รู้ว่าแดดแรงแดดร้อน จิตก็จะไม่ได้รับความร้อนอันเนื่องจากอาการดังกล่าวทั้ง ๔ เช่นเดียวกับคนจะไม่ได้รับความร้อนอันเนื่องจากแสงแดด

พูดง่ายๆ ก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญณ จะเป็นไปเช่นไร จิตต้องมีสติเพียงรู้ว่าเป็นไปเช่นนั้น ต้องไม่เผลอสติปล่อยตัวออกไปคลุกเคล้าเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือไม่ไปยึดมั่นไว้นั่นเอง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็จะสักแต่ว่ามีอยู่ตามปรกติวิสัยของผู้ยังมีชีวิต จะไม่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ร้อนเศร้าหมอง 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:44:09 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 23 (3418949)

 {๘}ลักษณะเจ้าเมืองจิตตนครและทวารเมือง


เจ้าเมืองแห่งจิตตนคร กล่าวได้ว่าเป็นคนขยันมากที่สุด ยกให้เป็นบุคคลขยันตัวอย่างได้ทีเดียว ดังจะพึงเห็นได้ว่าขยันรับรู้สุขทุกข์ ยันจำ ขยันคิด ขยันออกไปรู้สิ่งต่างๆ วันหนึ่งๆ จะหาเวลาหยุดพักจริงๆ ได้ยาก จึงเป็นบุคคล “เจ้าอารมณ์” อีกตำแหน่งหนึ่ง ตำแหน่งเจ้าเมืองจิตตนครกับตำแหน่งเจ้าอารมณ์มักคู่กันอยู่เสมอ เพราะเมื่อขยันรับเรื่องราวตางๆ มากเรื่อง ก็ต้องมากอารมณ์เป็นธรรมดา ไม่เป็นของแปลก แต่ที่แปลกก็คือมีความผันแปรผิดแผกไปจากปรกติบางอย่างในจิตตนคร ดังจะกล่าวต่อไป

จิตตนครเรียกได้ว่าเป็นเมืองเปิด ใครจะผ่านเข้าออกได้อย่างเสรีไม่ต้องมีหนังสือเดินทางสำหรับผ่านเข้าออกเหมือนเมืองทั้งหลาย อันที่จริงจิตตนครมีปราการล้อมรอบ มีทวารเมืองที่วางเป็นจังหวะชั้นนอก ๕ ทวาร ทั้ง ๕ ทวารนี้ใช้เป็นทวารแห่งระบบสื่อสารชั้นนอกทั้ง ๕ ดังที่กล่าวมาแล้วด้วย จะหาเมืองใดในโลกปัจจุบันที่มีปราการและทวารเรียบร้อยเป็นระเบียบเหมือนดังจิตตนครนี้ 

ทั้งยังมีทวารชั้นในซึ่งใช้เป็นทวารแห่งระบบสื่อสารชั้นในอีกด้วย แต่ถึงเช่นนั้นก็คล้ายกับไม่มีปราการไม่มีทวารเพราะไม่ได้ปิด ปล่อยให้ใครๆ เข้าออกได้ตลอดเวลา เว้นแต่เวลาที่หลับของจิตตนคร ทวารเหล่านี้จะปิด ส่วนเวลาตื่นของจิตตนครทวารเหล่านี้จะเปิดอยู่เสมอ จะเลยบอกชื่อทวารชั้นนอกทั้ง ๕ ไว้ด้วยทีเดียว มีชื่อต่างๆ กันดังนี้

- จักขุทวาร ประตูตา ๑
- โสตทวาร ประตูหู ๑
- ฆานทวาร ประตูจมูก ๑
- ชิวหาทวาร ประตูลิ้น ๑
- กายทวาร ประตูกาย ๑

ส่วนชั้นในเรียกว่า มโนทวาร ประตูใจรวมทั้งหมด ๖ ทวารซึ่งเป็นทวารสำคัญ
เพราะเหตุที่เป็นเมืองเปิดดังนี้ ผู้ที่เข้าไปในเมืองจึงมีหลายประเภท เป็นคนดีก็มีเป็นคนร้ายก็มี เข้าไปเที่ยวแบบที่เรียกว่ามาทัศนาจรแล้วก็กลับออกไปก็มี เข้าไปอยู่นานๆ จนถึงมาตั้งหลักฐานอยู่ประจำก็มี ความวุ่นวายจึงเริ่มมีขึ้นในจิตตนคร จิตตนครที่เคยสงบเรียบร้อยก็เริ่มไม่สงบเรียบร้อย แต่อาศัยที่เจ้าเมืองเป็นบุคคลพิเศษ พวกคนร้ายจึงไม่อาจก่อเหตุการณ์ร้ายได้ร้ายแรงโดยง่าย 

คือเจ้าเมืองเป็นบุคคลที่มีอำนาจ มีความฉลาด มีวรรณผ่องใส จนถึงใครๆ พากันเรียกเจ้าเมืองด้วยภาษาของชาวจิตตนครว่า “ประภัสสร” ตรงกับคำสามัญว่า “ผุดผ่อง” หรือ “ผ่องสว่าง” เจ้าเมืองยังมีลักษณะพิเศษกว่านี้อีกมาก เมื่อเรื่องดำเนินไปถึงตอนที่ควรจะกล่าวถึงจึงจะกล่าวเพิ่มเติม

แต่สำหรับเรื่องที่ควรจะกล่าวต่อไปตรงนี้ก็คือ คู่บารมีของเจ้าเมืองเป็นผู้ที่มีความงดงามและความดีทั้งปวงอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นคู่ที่ส่งเสริมเจ้าเมืองพร้อมทั้งจิตตนครให้มีความสุขความเจริญอยู่ตลอดเวลา เจ้าเมืองขณะที่อยู่กับคู่บารมีจะมีความผุดผ่องงดงามเหมือนอย่างมีรัศมีสว่างทั้งองค์ออกไปเป็นที่ปรากฏ และจิตตนครก็มีความผาสุกด้วยกันทั้งหมด

อันความดีงามเป็นเหตุแห่งความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งของเจ้าตัวเองและทั้งแก่บรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งปวง เหมือนยามใดเจ้าเมืองแห่งจิตตนครมีความใกล้ชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคู่บารมีซึ่งมีความดีงามยามนั้นเจ้าเมืองแห่งจิตตนครก็ร่มเย็นเป็นสุข ทั้งยังแผ่ความร่วมเย็นเป็นสุขนั้นไปทั่วทั้งจิตตนครอีกด้วย

ดังนั้นความดีงามจึงเป็นความสำคัญที่ควรจะสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งทุกจิตใจ บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายคือผู้กำลังพยามยามสร้างความดีงามให้เกิดขึ้นในจิตใจตนยิ่งๆ ขึ้น ดังนั้นจึงเป็นที่หวังได้ว่าจะเป็นผู้มีความร่มเย็นเป็นสุข และสามารถแผ่ความร่มเย็นเป็นสุขออกไปได้อย่างกว้างขวางอีกด้วย 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:46:01 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 24 (3418952)

 {๙}สมุทัยเพื่อนคู่หูของเจ้าเมืองจิตตนคร

เจ้าเมืองแห่งจิตตนครมีคู่บารมีที่มีความงดงาม และความดีอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อมีคู่บารมีที่ดีเลิศเช่นนั้น เจ้าเมืองแห่งจิตตนครก็น่าจะมีแต่ความเจริญสุข แต่หาใช่เช่นนั้นไม่ เพราะเจ้าเมืองแห่งจิตตนครยังมีเพื่อนคู่หูคู่คิดอีกหลายคน

ผู้ที่น่าจะแนะนำให้รู้จักก่อนคนอื่น มีชื่อค่อนข้างจะไพเราะว่า "สมุทัย" เจ้าตัวสมุทัยเองอวดชื่อของตนเองเสมอว่า แปลว่าอุทัยสุขพรั่งพร้อม ได้ให้คำแนะนำเจ้าเมืองในสิ่งต่างๆ เพื่อให้ปกครองจิตตนครให้มีความสุขสนุกสบาย เรียกว่าเป็นเพื่อนคู่หูคู่คิดได้ทีเดียว เพราะจะกระซิบเรื่องต่างๆ อยู่ที่หูที่ใจเสมอ

สมุทัยผู้นี้มีลักษณะนิสัยที่อยากได้ใคร่ดีมาก คืออยากได้สิ่งต่างๆ ที่ดีๆ ที่สวยงามที่เป็นเครื่องบำเรอสุข ใคร่จะได้ตำแหน่งที่สูงเด่น จะเพราะมีปมด้อยอยู่ในตัวมากหรือจะมีปมเด่นมากก็ยากที่จะพูดได้

ลักษณะนิสัยอีกอย่างหนึ่งของสมุทัยก็คือ ความอยากทำลายล้างใครหรืออะไรก็ตามที่มาขัดขวาง ดูก็เป็นธรรมดา เพราะเมื่อมีความอยากได้ใคร่ดี ถ้ามีใครหรืออะไรมาขัดขวางก็จะต้องเกิดความมุ่งทำลายล้างสิ่งที่มาขัดขวางนั้น

อีกอย่างหนึ่งอยากได้อะไรก็ต้องอยากได้สิ่งที่ดี ถ้าได้ไม่ดีไม่ถูกใจก็ต้องอยากให้สิ่งนั้นถูกทำลายหมดสิ้นไป หรือได้ตำแหน่งอะไรที่ไม่ชอบก็ต้องอยากออก ไม่อยากดำรงอยู่

กล่าวโดยสรุปแล้ว สมุทัยมีลักษณะนิสัยเป็นไปทั้งทางสร้างและทางทำลาย ดูก็คล้ายๆ กับลักษณะนิสัยของคนเราทั่วๆ ไปนี้เอง ที่เป็นไปทั้งสองทาง นิสัยในทางทำลายนั้นบางอย่างเห็นได้ชัด เช่นในเวลาเกิดไฟไหม้บ้าน มีคนชอบไปดูกันมากกว่าที่อยากไปดูการสร้างบ้าน ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ นักจิตวิทยาปัจจุบันบางท่านกล่าวว่า เพราะนิสัยของคนชอบการทำลายมากกว่าการสร้าง จะจริงอย่างไรก็ยากที่จะยืนยัน แต่ประจักษ์พยานที่ปรากฏออกมานั้นเวลาสร้างบ้านไม่ปรากฏว่ามีคนสนใจไปดูกัน ส่วนเวลาไฟไหม้บ้านกลับปรากฏว่ามีคนไปดูกันล้นหลาม จึงน่าให้ถูกกล่าวหาเช่นนั้น

สำหรับสมุทัยนั้นพูดอวดอยู่เสมอว่าเขาเป็นผู้ดำริสร้างขึ้นทุกอย่าง เมืองจิตตนครเองเขาก็คิดสร้างขึ้น และคิดจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ๆ ต่อไปอีก

เขาเองนั่นแหละเป็นผู้คิดให้มีการประกวดความงามกันขึ้นในจิตตนคร เพราะสิ่งที่สวยงามนั้นทำให้เกิดความสุขมิใช่หรือ เขาได้เสนอขึ้นดังนี้ชาวจิตตนครเห็นดีไปกับเขากันมาก พากันประกวดประขันความงามกันทั่วไป ไม่เลือกว่าเด็กผู้ใหญ่และคนแก่ ข้อที่แปลกกว่าชาวโลกทั่วไปอยู่ที่ว่า คนแก่ของจิตตนครชอบประกวดประขันความงามยิ่งกว่าคนหนุ่มสาวหรือเด็ก และประกวดประขันกันอยู่ทุกเวลามิใช่ว่าปีหนึ่งมีหนึ่งครั้ง

บางคราวสมุทัยก็แนะนำให้สร้างความดีเหมือนกัน เพื่อประโยชน์ทางการบ้านการเมือง สมุทัยมีลักษณะเป็นนักการบ้านการเมืองเต็มตัว คือมีความกระตือรือร้นอยากได้ใคร่ดีในทางสร้าง และมีความรุนแรงในทางทำลายพอๆ กันหรือยิ่งกว่าอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องกลัวบาปกรรม

ความอยากได้ใคร่ดีที่รุนแรงเป็นเหตุให้เกิดการทำลายดังกล่าวแล้วนั้น เป็นความจริง นิสัยอยากได้ใคร่ดีของสมุทัยจึงเป็นนิสัยฝ่ายไม่ดี 

ยังมีนิสัยฝ่ายดีของสมุทัยอยู่ประการหนึ่งซึ่งฟังเผินๆ ไม่พิจารณาให้ประณีต จะไม่อาจแยกความแตกต่างได้ นิสัยฝ่ายดีนี้ของสมุทัยคือความอยากดี 

ความอยากดีเป็นนิสัยฝ่ายดีของสมุทัย ในขณะที่ความอยากได้ใคร่ดีเป็นนิสัยฝ่ายไม่ดี ความอยากดีย่อมเป็นเหตุให้ทำแต่ความดี ไม่ทำความไม่ดี การทำลายล้างเป็นความไม่ดี ดังนั้นการทำลายล้างจึงจะไม่เกิดแต่ความอยากดี จะเกิดก็แต่จากความอยากได้ใคร่ดีเท่านั้น

บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายคือบรรดาผู้อยากดี ไม่ใช่อยากได้ใคร่ดี ดังนั้นก็ควรจะได้มุ่งพิจารณาจับจิตของตนเองให้รู้ว่า ความอยากได้ใคร่ดีเกิดขึ้นในจิตเมื่อใดเพียงไหน เมื่อเห็นหน้าตาความอยากได้ใคร่ดีอันเป็นนิสัยฝ่ายไม่ดีแล้ว ก็ให้พยายามข่ม พยายามดับ จนถึงพยายามทำให้สิ้นไปเสีย ด้วยการการะทำเช่นนั้นความอยากดีจะเกิดขึ้นแทนที่ นับเป็นการเสริมสร้างนิสัยฝ่ายดีให้เกิดขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการบริหารจิตใจโดยตรงที่จะนำให้เกิดความสุขแก่จิตใจยิ่งๆ ขึ้นไป
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:47:59 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 25 (3418953)

 {๑๐}ลักษณะของสมุทัย


สมุทัยแห่งจิตตนครชักชวนให้ชาวจิตตนครเพลิดเพลินยินดีอยู่เสมอ ด้วยการแนะนำส่งเสริมให้สร้างให้ทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้เกิดความเพลิดเพลินยินดี แนะนำให้สร้างและให้ไปเที่ยวในสถานที่พักผ่อนหย่อนใจมากมายหลายอย่างหลายประเภท จิตตนครจึงมีโรงภาพยนตร์ โรงลิเกละครมากมาย มีโรงอะไรต่ออะไรอีกมากนัก สิ่งอะไรที่เป็นเครื่องบำเรอความเพลิดเพลินยินดีที่มีอยู่ในเมืองทั้งหลายในโลกจะต้องมีในจิตตนครด้วยทุกอย่าง จะมีล้ำหน้าเมืองต่างๆ ไปเสียอีกด้วย เพราะสมุทัยผู้เป็นต้นคิดของบสิ่งเหล่านี้พำนักอยู่ในจิตตนคร สิ่งต่างๆ จึงมีสร้างขึ้นในจิตตนครก่อน แล้วเมืองต่างๆ ก็เอาอย่างตามกันไปทั่วโลก

แต่ดังได้กล่าวแล้วว่า สมุทัยมีลักษณะนิสัยอยากได้ใคร่ดีแรงมุ่งทำลายล้างแรงต่อสิ่งที่ขัดขวาง และน่าจะต้องชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่าความอยากได้ใคร่ดีของสมุทัยนั้น “ไม่มีอิ่ม ไม่มีพอ ไม่มีเต็ม” เช่นว่าอยากจะได้แก้วแหวนเงินทอง ทีแรกก็อยากจะได้เพียงสิ่งหนึ่งจำนวนหนึ่ง ครั้นได้แล้วก็อยากได้ให้มากขึ้นไปอีก และให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงสมมุติว่าได้ทองเท่าภูเขาทั้งลูกก็คงยังไม่อิ่มไม่พอ จะต้องอยากได้ภูเขาทอง ๒ ลูก ๓ ลูกดังนี้เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความอยากของสมุทัยก็จะต้องพบกับสิ่งที่ขัดขวาง ทั้งที่เป็นสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย ศีลธรรม ทั่งที่เป็นบุคคลด้วยกัน เพราะสิ่งที่บุคคลอยากได้ด้วยความหิวกระหายเช่นนั้น บางสิ่งก็มีกฎหมายหรือศีลธรรมขัดขวางอยู่ เช่นไปอยากได้ในสิ่งที่ผิดหรือขัดต่อกฎหมายศีลธรรม บางสิ่งก็มีบุคคลด้วยกันขัดขวาง เช่นต่างก็อยากได้ด้วยกัน ต่างชิงได้ชิงดีกัน หรือแม้เป็นเจ้าของของสิ่งที่สมุทัยอยากได้ เมื่อสมุทัยต้องพบกับสิ่งขัดขวางเช่นนี้ ก็เกิดความมุ่งทำลายล้างสิ่งที่ขัดขวางทั้งปวง โดยไม่เลือกว่าจะเป็นอะไร

สมุทัยไม่นับถือกฎหมายศีลธรรมหรือบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งถ้ารู้สึกว่าเป็นเครื่องขัดขวางต่อความอยาก ฉะนั้นเหตุการณ์จึงปรากฏว่าสมุทัยชักนำให้ชาวจิตตนครประพฤติหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายศีลธรรมอยู่เนืองๆ ทั้งโดยปกปิดทั้งโดยเปิดเผย และชักนำให้ทำโจรกรรมประทุษกรรมบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ หรือบุคคลผู้ที่ไม่ชอบหน้า อันที่จริงถ้าจะตามใจสมุทัย ก็จะต้องเลิกกฎหมายศีลธรรมทั้งปวงบรรดาที่มีอยู่ในโลกเสียทั้งหมด เพราะกฎหมายศีลธรรมทั้งหลายที่ตั้งขึ้นไว้ก็เพื่อจำกัดหรือกำจัดความปรารถนาเกินส่วน

อันความปรารถนาอยากได้ของแต่ละบุคคลนั้นจำต้องมีจำกัดหรือมีขอบเขต เช่นแก้วแหวนเงินทองที่อยากได้กัน ก็จะต้องมีส่วนจำกัดสำหรับแต่ละบุคคล เพราะจะต้องมีเฉลี่ยกันไปแก่คนทั้งปวง ทุกๆ คนจึงต้องจำกัดความอยากได้ของตนให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมายและศีลธรรม แต่สมุทัยนั้นไม่ชอบอย่างยิ่งต่อระบอบจำกัดเช่นนี้ แอบบ่นเสมอว่าเป็นระบอบที่ขัดต่อเสรีภาพ ขัดต่อธรรมชาติของจิตใจ ควรจะต้องโยนทิ้งเสียให้หมด และอยากจะทำอะไรก็ทำตามที่ใจใคร่ปรารถนา เมื่อทำไปแล้วความอยากก็จะดับ การทำไปตามที่ใจอยากจึงเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อดับกิเลสอย่างหนึ่ง สมุทัยจะแนะนำอยู่ดังนี้

แต่คำแนะนำนี้ของสมุทัยเป็นการตรงกันข้ามกับความจริง เพราะที่สมุทัยแนะนำว่าเมื่ออยากทำสิ่งใดแล้ว ทำเสียตามที่อยากจะหายอยาก เรียกว่ากิเลสดับนั้นหาถูกไม่ ได้เคยกล่าวไว้ในรายการนี้หลายครั้งมาแล้วว่า อะไรก็ตามเมื่อเกิดขึ้นในใจแล้วไม่หายไปไหน ที่ว่าดับก็ไม่ได้ดับไปไหน เพียงแต่จมลงแอบซ่อนตัวอยู่ในส่วนหนึ่งของหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนลึกและลี้ลับมิดชิดเท่านั้น ความคิดดีเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อสงบลงหรือที่เรียกว่าดับไป ก็หาได้ดับไปไหน คงแอบฝังตัวอยู่ในใจนั่นเอง เกิดขึ้นกี่ครั้งก็ฝังตัวลงไปเท่านั้นครั้ง ดังนั้นหากความคิดดีเกิดขึ้นมากก็มีความดีฝังตัวอยู่ในใจมาก เป็นพื้นฐานที่ดีของใจ ในทางตรงกันข้าม ความคิดไม่ดีเกิดขึ้นมากก็มีความไม่ดีฝังตัวอยู่ในใจมาก เป็นพื้นฐานที่ไม่ดีของใจ

ฉะนั้นหากเชื่อคำแนะนำของสมุทัย อยากได้อะไรปล่อยตามใจให้อยาก ไม่เลือกควรไม่ควร เมื่อได้สมอยากแล้วก็เท่ากับทำให้ดับกิเลสได้แล้ว เช่นนี้ก็เท่ากับส่งเสริมให้สมุทัยมีกำลังแรงขึ้น คอยชักนำให้เพลิดเพลินหลงติดอยู่ในสิ่งไม่เหมาะไม่ควร อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ยิ่งขึ้นนั่นเอง เมื่อสมุทัยมีกำลังแรงไปในทางก่อทุกข์ เจ้าเมืองแห่งจิตตนครก็ย่อมจักได้รับทุกข์แรง พูดอีกอย่างก็คือผู้ใดปล่อยให้สมุทัยเหตุเกิดทุกข์ในตนมีกำลังแรง ตนเองนั่นแหละที่จะมีทุกข์แรง
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:49:18 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 26 (3418954)

 {๑๑}หัวโจกของสมุทัยและลูกมือ

พรรคพวกของสมุทัยมีอยู่มากคนด้วยกัน คนที่เป็นหัวโจกสักหน่อยก็ได้แก่โลโภคนหนึ่ง โทโสคนหนึ่ง โมโหคนหนึ่ง 

โลโภนั้นเป็นคนโลภ อยากได้อะไรต่ออะไรต่างๆ อยู่ตลอดเวลา สิ่งอะไรที่เห็นว่าเป็นของดีมีค่า ดังที่เรียกกันว่า "ทรัพย์" หรือ "เงิน" เป็นต้นต้องอยากได้ทั้งนั้น

โทโสนั้นเป็นคนเจ้าโทสะ เมื่อมีใครมาขัดคอขัดใจแม้นิดหนึ่งก็ต้องบันดาลโททสะเสมอ

โมโหนั้นดูยาก เพราะมักแสดงตนเป็นคนเฉยๆ หงิมๆ ชอบนั่งโงกง่วงหรือไม่เช่นนั้นก็ชอบนั่งคิดฟุ้งซ่าน บางทีก็เป็นคนลังเลไม่แน่นอนว่าจะตกลงอย่างไร บางทีก็วางท่าเป็นคนฉลาดแต่ความจริงไม่รู้อะไรจริง แบบที่เรียกว่าโง่อวดฉลาด และโมโหยังชอบติดพันหรือพัวพันอยู่กับสิ่งต่างๆ ชักชวนโลโภโทโสให้ไปเที่ยวด้วยกันอยู่เสมอ

สมุทัยชอบใช้หัวโจกทั้งสามคนนี้ให้เที่ยวไปในที่ต่างๆ เป็นสมุนที่ใช้ได้ดังใจ โลโภจะรู้ใจสมุทัย โดยจะพยายามรวบรวมสิ่งที่สมุทัยชอบหรือใคร่จะได้ไว้ให้เสมอ โลโภจะต้องอยากได้ในสิ่งที่สมุทัยใคร่จะได้เพื่อสนองความต้องการของสมุทัย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง โลโภอยากได้เพื่อสนองตัณหารของสมุทัยเท่านั้น สมุทัยจึงไว้วางใจในโลโภให้ออกไปกว้านหาสิ่งต่างๆ เป็นคนที่หนึ่ง ครั้นพบบุคคลหรือสิ่งขัดขวาง ก็ใช้โทโสออกไปแสดงอำนาจข่มขู่จนถึงทำร้ายต่างๆ เมื่อยังไม่พบอะไรที่ต้องการหรือขัดขวาง ก็เป็นหน้าที่ของโมโหออกไปทำหน้าตาเฉยๆ

ดังที่กล่าวแล้วว่าโมโหนั้นเป็นคนที่ดูยาก คนทั้งปวงจึงพากันเข้าใจโมโหในลักษณะต่างๆ เช่น บางคนเข้าใจว่าโมโหนั้นเป็นคนขี้โกรธ เมื่อใครโกรธขึ้นก็มักจะพูดกันว่าคนนั้นคนนี้เกิดโมโหขึ้นมาแล้ว บางคนเข้าใจว่าโมโหเป็นคนมีอุเบกขาคือความวางเฉย เฉพาะคนที่รู้ถึงธาตุแท้ของโมโหเท่านั้น จึงจะเข้าใจว่าโมโหเป็นคนที่เรียกว่า "หลง" เพราะไม่รู้อะไรจริง

หัวโจกทั้ง ๓ คนนี้มีลูกมือที่เป็นตัวผู้ลงมือทำตามคำสั่งอีก ๓ คน ชื่อกายทุจริตคนหนึ่ง วจีทุจริตคนหนึ่ง มโนทุจริตคนหนึ่ง สามคนนี้เป็นนักเลงหัวมีดหัวไม้ร้ายกาจนัก ใช้ให้ไปลักของใคร ให้ไปทำร้ายใคร ให้ไปพูดหลอกลวงใคร หรือให้คิดวางแผนทุจริตต่างๆ เป็นได้การเสมอ ชาวจิตตนครจึงอยู่กันไม่ผาสุกนัก มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเนืองๆ เช่นมีการทำร้ายร่างกายกัน มีการลักขโมยปล้นสะดมกันเกิดขึ้นที่นั่นที่นี่ เชื่อถือคำพูดของกันไม่ค่อยจะได้ จะไว้วางใจกันก็ยากนัก ขืนไว้วางใจกันง่ายๆ ก็จะต้องถูกต้มถูกตุ๋นเปื่อยไปจนเป็นที่หวาดระแวงกันทั่วไป โดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนดีคนร้าย

ไม่ใช่แต่ในวงบ้านเท่านั้น ในวงเมืองก็มีทุจริตเกิดขึ้นในส่วนต่างๆ เพิ่มความทุกข์ร้อนให้เกิดขึ้นแก่เจ้าเมืองจิตตนคร ความทุกข์อันใดบังเกิดขึ้นในจิตตนคร เจ้าเมืองจะต้องรับทุกข์อันนั้นแทน หรือร่วมด้วยชาวจิตตนครทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้ามความสุขที่เกิดขึ้นในจิตตนคร เจ้าเมืองก็ได้รับร่วมกันไปกับชาวจิตตนครทั้งสิ้นเช่นเดียวกัน

ดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า เจ้าเมืองแห่งจิตตนครหรือจิตนั่นเอง เป็นที่รับทั้งความสุขทั้งความทุกข์ ทั้งความดี ทั่งความชั่ว ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นแล้วในจิตตนครหรือในมนุษย์เราที่จะไม่เข้าถึงจิต ต้องเข้าถึงจิตทั้งนั้น ไม่ว่าสิ่งสะอาด ไม่ว่าสิ่งสกปรก และเมื่อเข้าไปแล้วก็จะกลับออกเองไม่ได้ด้วย เหมือนมีแต่ทางเข้าที่ใช้สำหรับเป็นทางเข้าแท้ๆ แต่ไม่มีทางออกสำหรับให้ออกเองได้เลย นอกเสียจากว่าเจ้าเมืองจะมีปัญญา มีความเพียรพยายามสร้างทางออกขึ้น และนำเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกเท่านั้น จึงจะเอาออกได้

นั่นก็คือ เมื่ออารมณ์ใดเข้าถึงจิตแล้ว ก็จะจมฝังลงในจิตทั้งสิ้น จะไม่มีการกลับออกจากจิตโดยลำพังตัวเองเลย ดังนั้นการสั่งสมอารมณ์ของจิตจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือจิตเป็นที่สั่งสมอารมณ์ทั้งปวงทั้งดีทั้งชั่ว สั่งสมอารมณ์ที่ดีมากก็เป็นจิตที่ดี สั่งสมอารมณ์ชั่วมากก็เป็นจิตที่ชั่ว

คนดีหรือคนชั่วก็เกิดจากการสั่งสมอารมณ์นี้เองไม่ได้เกิดจากสิ่งอื่น จึงควรจะได้ระวังการสั่งสมอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง แม้ไม่ปรารถนาจะเป็นคนไม่ดี ขณะเดียวกันควรมีความเพียรใช้สติใช้ปัญญาสร้างทางออกสำหรับสิ่งไม่ดีขึ้นให้จิตเพื่อนำเอาสิ่งไม่ดีที่เข้าไปครองจิตอยู่ออกเสียให้ได้ แม้จะทีละเล็กทีละน้อยก็ย่อมดีกว่าไม่มีการหาทางนำออกเสียเลย เพราะความไม่ดีนั้นถ้าปล่อยให้เพิ่มพูนขึ้นโดยไม่พยายามทำให้ลดน้อยลง สักวันหนึ่งก็จะท่วมท้นจนไม่มีที่สำหรับความดีเหลืออยู่เลย แม้เป็นเช่นนั้นเมื่อไร เมื่อนั้นเมืองจิตตนครก็จะกลายเป็นคนชั่วที่ไม่เป็นที่ปรารถนาในที่ใดเลย เพราะมีแต่จะนำความร้อนนำทุกข์โทษภัยไปสู่ทุกหนทุกแห่งที่ย่างเหยียบเข้าไป

คนชั่วเป็นเหตุแห่งความทุกข์แห่งความร้อนของคนทั้งปวง และก็เป็นเหตุแห่งความทุกข์ความร้อนของตนเองด้วย ดังนั้น ทุกคนจึงควรกลัวอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นคนชั่ว จึงควรพยายามอย่างยิ่งที่จะทำทางนำความไม่ดีออกจากจิตให้สม่ำเสมอ
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 20:50:44 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 27 (3418955)

 {๑๒}หัวไม้อีก ๑๖ คนของสมุทัย


อันที่จริงชาวเมืองจิตตนครเป็นคนมีความรู้ความฉลาด เป็นคนมีการศึกษา ในโลกมีการศึกษาระดับไหน ในจิตตนครก็จะมีการศึกษาสูงถึงระดับนั้น การศึกษาทุกระดับตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมหาวิทยาลัยมีอยู่ครบบริบูรณ์ในจิตตนคร การศึกษาด้วยการค้นคว้าก็ก้าวหน้าไปไกล ดูก็น่าจะรู้จักคนดีคนชั่ว และช่วยกันปราบปรามทุจริตต่างๆ ที่เที่ยวกวนบ้านกวนเมืองให้เดือดร้อน ตลอดถึงตัวหัวโจก แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะสมุทัยเป็นตัวสำคัญที่แสดงตนเป็นเพื่อนสนิทของชาวเมืองจิตตนครทั้งปวง

ชาวเมืองตลอดถึงเจ้าเมืองไว้วางใจขนาดที่เรียกว่าเพื่อนคู่หูคู่คิด ด้วยมีความเข้าใจและเชื่อในสมุทัยว่าเป็นผู้ช่วยสร้างความสุขความเจริญต่างๆ สมุทัยเป็นผู้สามารถครองใจคนทั้งเมืองไว้ได้ และสามารถในการใช้พรรคพวกที่เป็นหัวโจกดังที่กล่าวแล้ว คือ โลโภ โทโส โมโ หัวโจกทั้งสามนี้มิได้แสดงตัวเองป็นหัวโจกวางท่าแก่ชาวเมืองโดยตรง แต่ไปแอบสิงใจชาวเมืองให้โลภอยากได้ ให้โกรธพยาบาท ให้หลงใหล

โมโหเป็นหัวโจกสำคัญที่แอบสิงใจคนให้หลงเพลิดเพลินให้ติดคล้ายกับเป็นยาเสพย์ติด โมโหชอบสิ่งใจอยู่นานๆ โลโภ โทโส ชอบสิงใจเป็นพักๆ แม้ทั้งสองจะออกไปแล้วโมโหก็ยังประจำอยู่ สมุทัยได้อาศัยโมโหนี้แหละเป็นเครื่องมือครองใจคนทั้งเมือง

ข้อที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือในจิตตนครไม่มีการทรงวิญญาณหรือทรงเจ้า คือไม่มีวิญญาณหรือเจ้าหรือผีมาทรงหรือมาเข้าสิงคนเหมือนอย่างในบางเมือง มีแต่หัวโจกทั้งสามนี้แหละเป็นตัวมาสสิงใจมาเข้าทรงชาวเมืองทั้งปวง นอกจากนี้ หัวโจกทั้งสามยังมีพรรคพวกหัวมีดหัวไม้ต่างๆ อีก ๑๖ คน น่าจะแนะนำให้รู้จักไว้บ้าง เพื่อว่าเมื่อพบเห็นเข้าจะได้พอรู้จักว่าใครเป็นใครคือ

๑. อภิชฌาวิสมโลภ ละโมบไม่สม่ำเสมอ
๒. โทสะ ร้ายกาจ
๓. โกธะ โกรธ
๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้
๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน
๖. ปลาสะ ตีเสมอ คือยกตนเทียมท่าน
๗. อิสสา ริษยา
๘. มัจฉริยะตระหนี่
๙. มายา มารยา คือเจ้าเล่ห์ ได้แก่ปกปิดโทษที่มีอยู่
๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด คืออวดคุณที่ไม่มี
๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ
๑๒. สารัมภะ แข่งดี
๑๓. มานะ ถือตัว
๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน
๑๕. มทะ มัวเมา
๑๖. ปมาทะ เลินเล่อ

ทั้ง ๑๖ คนนี้มีลักษณะต่างๆ กันเหมือนดังชื่อนั่นแหละ ล้วนเป็นพวกก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมืองจิตตนครทั้งนั้น และวิธีการก่อกวนก็ด้วยการเที่ยวสิงใจคนเช่นเดียวกันกับหัวโจก ชาวเมืองจิตตนครถูกพวกหัวมีดหัวไม้เหล่านี้สิงใจก็แสดงออกต่างๆ กันตามสิ่งที่สิง เช่นถูกโกธะสิงใจก็แสดงอาการโกรธต่างๆ ถูกสาเถยยะสิงใจก็พูดจาโอ้อวดคุณที่ไม่มีนานัปการ การศึกษาระดับต่างๆ ช่วยไม่ได้ บางทีกลับนำความรู้มาคุยฟุ้งอวดรู้อวดฉลาดไปเสียอีก

แม้ชาวเมืองจิตตนครจะตกอยู่ในอำนาจของพวกหัวมีหัวไม้ดังกล่าว จนแทบจะหาผู้ช่วยไม่ได้ ดังเช่นกล่าวแล้วว่าการศึกษาระดับต่างๆ ทุกระดับก็ช่วยไม่ได้ แต่ก็ยังมีอยู่หนึ่งอย่างที่ช่วยได้ และช่วยได้แน่ด้วย สิ่งนั้นคือปัญญา

ปัญญาเป็นอาวุธสำคัญที่สุด มีอำนาจสูงสุด ปัญญามีอยู่ที่ไหนอย่าว่าแต่จะฟาดฟันพวกหัวมีดหัวไม้ให้แตกกระจัดกระจายไปได้เพียงพวกสองพวกเลย จะกี่ร้อยกี่พันพวกปัญญาก็สามารถเอาชนะได้ทั้งสิ้น เปรียบเหมือนแสงอาทิตย์ที่อาจขับไล่ความมืดให้หมดไปได้ไม่หลงเหลือนั่นแล

ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าปัญญามิใช่แสงอาทิตย์ที่มีอยู่ประจำโลก ปัญญาเป็นสิ่งต้องสร้างขึ้น ต้องอบรมให้มีขึ้น บรรดาผู้มาบริหารจิตก็คือผู้กำลังอบรมปัญญาให้มีขึ้นให้เจริญงอกงามขึ้น เพื่อให้ตนเองมีอาวุธสำคัญที่สุดประจำตน สำหรับปราบพวกหัวมีดหัวไม้ให้สิ้นไป ไม่อาจก่อความเดือดร้อนให้ได้ต่อไปนั่นเอง จึงนับได้ว่าบรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายจะได้เป็นเจ้าของจิตตนครอันร่มเย็นเป็นสุขยิ่งขึ้นตามวันเวลาที่ล่วงไปพร้อมกับความพากเพียรพยายามไม่ท้อถอยที่จะอบรมปัญญาให้เจริญงอกงาม ชั้นต้นก็ให้เกิดปัญญาเห็นชอบตามความจริง ว่าไหนดี ไหนชั่ว ไหนควรสงวนรักษาไว้ ไหนควรทำลายให้สิ้นไป 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 21:05:48 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 28 (3418956)

 {๑๓}เครื่องปกปิดสัจจะในข่าวสาร ตัณหาร้อยแปด


สมุทัยมีวิธีการหลายอย่างที่จะผูกใจชาวเมืองจิตตนคร เพื่อที่จะเป็นผู้ครองใจชาวจิตตนครทั้งหมดตลอดไป 

นอกจากพรรคพวกที่เป็นหัวโจกทั้งสาม ลูกมือคือทุจริตทั้งสามและพรรคพวกหัวไม้หัวมีดในลักษณะต่างๆ อีก ๑๖ ดังกล่าวแล้ว สมุทัยยังวางพรรคพวกนอกจากนั้นยึดครองจุดสำคัญต่างๆ ของจิตตนคร เพื่อที่จะรักษาอำนาจของตนไว้ให้มั่นคง คือจุดระบบสื่อสารทั้งชั้นนอก ๕ ชั้น และชั้นใน ๑ ชั้น รวมเป็น ๖ จุด เพราะระบบสื่อสารเหล่านี้นำข่าวสารต่างๆ เข้าสู่เจ้าเมืองจิตตนคร

โดยปกติเจ้าเมืองจะติดต่อทราบเรื่องต่างๆ ได้ก็แต่โดยทางสื่อสารนี้เท่านั้น ฉะนั้น สมุทัยจึงใช้เครื่องมือทางมายาศาสตร์อย่างหนึ่งเรียกว่า "อารมณ์" เป็นเครื่องแปลกปลอมปกปิด "สัจจะ" ในข่าวทั้งหลาย แต่แสดงเป็นอีกรูปหนึ่ง โดยแต่งตั้งพรรคพวกให้อยู่เฝ้าประจำระบบสื่อสารทั้ง ๖ นั้นแหละ แห่งละ ๓ คน ชื่อว่า "กามตัณหา" (ความทะยานอยากในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่กายถูกต้อง) ที่น่าปรารถนาพอใจ) คน ๑ "ภวตัณหา" (ความทะยานอยากเป็นนั่นเป็นนี่) คน ๑ "วิภวตัณหา" (ความทะยานอยากไม่เป็นนั่นเป็นนี่) คน ๑ มีชื่อตรงกันทั้ง ๖ แห่ง
สามคนที่ประจำอยู่ที่ระบบตาเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับรูปต่างๆ
สามคนที่ระบบหูเมืองก็ผสมอามณ์เข้าไปกับเสียงต่างๆ
สามคนที่ระบบจมูกเมืองก็ผสมอามณ์เข้าไปกับกลิ่นต่างๆ
สามคนที่ระบบลิ้นเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับรสต่างๆ
สามคนที่ระบบกายเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับสิ่งต่างๆ ที่กายถูกต้อง
ทั้งอีก ๓ คนที่ระบบใจเมืองชั้นใน ก็คอยผสมอารมณ์เข้าไปกับเรื่องต่างๆ อีกชั้นหนึ่ง

รวมเข้าตอนนี้ก็มี ๑๘ คนแล้ว แต่มิใช่เท่านี้ สมุทัยมีความรอบคอบมากกว่านั้น คือ ได้จัดให้ประจำกาลทั้ง ๓ เหมือนอย่างจัดยามประจำทุกยาม คือ ประจำอดีตกาล ๑๘ คน อนาคตกาล ๑๘ คน ปัจจุบันกาล ๑๘ คน รวมเป็น ๕๔ คน ดูก็น่าจะพอ แต่ยังไม่พอสำหรับสมุทัยผู้รอบคอบถี่ถ้วนเป็นอย่างยิ่ง ยังจัดไว้สำหรับประจำกำกับตนเอง ๕๔ คน ประจำกำกับผู้อื่นอีก ๕๔ คน จึงรวมเป็น ๑๐๘ คน เรียกตามภาษาของชาวจิตตนครว่า "ตัณหา ๑๐๘" 

ฉะนั้น เจ้าเมืองและชาวจิตตนครทั้งปวงจึงได้รับข่าวที่ถูกอารมณ์เคลือบแคลงแล้ว เรียกได้ว่ามิใช่เป็นข่าวสารที่จริงแท้อยู่เสมอ เพราะสมุทัยได้วาง "ตัณหา ๑๐๘" ดังกล่าวยึดระบบสื่อสารทั้งสิ้นไว้ทั้งชั้นนอกชั้นใน เจ้าเมืองจึงถูกลวงให้หลง คือให้เข้าใจผิด เห็นผิด อยู่เสมอ บางคราวก็แสดงความยินดีปรีดาอยากได้นั่นได้นี่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ บางคราวก็หงุดหงิดขุ่นเคืองขัดแค้น อยากให้พินาศเสียหาย สุดแต่อารมณ์ที่สมุทัยและพรรคพวกส่งเข้ามา ชาวเมืองจิตตนครจึงมีจิตใจที่ดิ้นรนกวัดแกว่งอยู่เสมอ ไม่สงบ เป็นโอกาสให้หัวโจกทั้งสามเข้าสิงผสมได้โดยง่าย เพราะสมุทัยจัดให้คอยจ้องโอกาสอยู่ทุกขณะแล้ว ด้วยสังเกตเครื่องมือสำคัญคือ "อารมณ์" และลอบเข้ามากับอารมณ์ทันที การปฏิบัติงานของสมุทัยและพรรคพวกทั้งปวงรวดเร็วยิ่งนัก เท่ากับความเร็วของจิต หรือความเร็วของแสงก็น่าจะเทียบได้หรือยิ่งกว่า

อย่างไรก็ตาม ได้กล่าวแล้วในครั้งก่อนว่าอาวุธหรือผู้ที่จะปราบพวกหัวมีดหัวไม้ของฝ่ายสมุทัยมีอยู่ คือปัญญา และปัญญานี้เมื่ออบรมเสมอก็เหมือนอาวุธที่คมที่ลับอยู่เสมอ ย่อมใช้การได้ผลอย่างดียิ่ง คือฟันลงไปที่ใดก็ขาดลงไปที่นั้น ตัณหา ๑๐๘ ก็สามารถจะทำลายให้สิ้นได้ด้วยปัญญาที่ได้รับการอบรมบริบูรณ์เต็มที่แล้วเช่นกัน แต่สำหรับชาวจิตตนครที่เป็นสามัญชนการอบรมปัญญาเพียงให้สามารถรักษาใจไม่ถึงกับให้ตกเป็นทาสของอารมณ์จนเกินไป พอให้มีความร่มเย็นเป็นสุขมากกว่าร้อนรนทุกข์ ก็นับว่าดีแล้ว และการบริหารจิตนี้แหละคือการอบรมสติอบรมปัญญา ให้เกิดทันและให้สามารถรักษาจิตใจหรือจิตตนครให้ไม่ถูกอารมณ์อันเป็นสมุนฝ่ายร้ายของสมุทัยเข้ามีอำนาจเหนือ จนถึงกับจะใช้อำนาจก่อให้เกิดความวุ่นวายเร่าร้อนได้เกินไป

บ้านเมืองใดมีกำลังอาวุธบริบูรณ์ย่อมจะป้องกันข้าศึกศัตรูมิให้รุกรานก่อความเดือดร้อนได้ฉันใด ผู้ใดมีกำลังอาวุธคือปัญญาเพียงพอย่อมจะป้องกันอารมณ์มิให้รุกรานก่อความเดือดร้อนได้ฉันนั้น การอบรมปัญญาตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงบริบูรณ์แล้วด้วยพระปัญญาคุณ จะเป็นสิ่งที่ผู้ปรารถนาความร่มเย็นเป็นสุขพึงกระทำทั่วกัน
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 21:07:22 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 29 (3418957)

 {๑๔}กิเลสพันห้า


หัวโจกทั้ง ๓ นั้น เที่ยวหาพรรคพวกได้อีก ๗ คน รวมเป็น ๑๐ คนด้วยกัน ก่อนคือ
๑. โลโภ (ความโลภอยากได้ของของเขา)
๒. โทโส (ความโกรธประทุษร้ายเขา)
๓. โมโห (ความหลง) ทั้ง ๓ นี้เป็นพรรคพวกชั้นหัวโจกของสมุทัยอยู่แล้ว
๔. มาโน (ความถือตัวดูหมิ่นผู้อื่น)
๕. ทิฎฐิ (ความเห็นผิด)
๖. วิจิกิจฉา (ความลังเลไม่แน่นอนใจ)
๗. ถีนัง (ความง่วงเหงาเกียจคร้าน)
๘. อุทธัจจัง (ความฟุ้งซ่าน)
๙. อหิริกัง (ความไม่ละอาจใจไม่รังเกียจต่อความชั่ว)
๑๐. อโนตตัปปัง (ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว)

คน ๑๐ คนนี้ต่างไปหาพรรคพวกอีกคนละ ๑๕๐ คน โดยมาจัดแบ่งเป็น ๑๕๐ หมู่ หมู่ละ ๑๐ คน ประจำนามธรรมและรูปธรรมของชาวจิตตนครทุกคนโดยครบถ้วน คือสมุทัยได้ศึกษาสรีรวิทยาและจิตวิทยารู้โดยถี่ถ้วน ว่าชาวจิตตนครทุกคนมีจิต ๘๙ ดวง นับเป็น ๑ มีเจตสิก (ธรรมที่เกิดในจิต) ๕๒ นี้เป็นส่วนจิต กับมีรูปที่เรียกว่านิปผันนรูป (รูปที่สำเร็จมาแล้ว) ๑๘ พร้อมกับทุกข์ ๔ (คือชาติ ชรา พยาธิ มรณะ) นี้เป็นส่วนสรีระหรือรูป (ตามคัมภีร์อภิธรรม) จึงรวมเป็น ๗๕
แจกเป็นนามธรรม ๗๕
แจกเป็นรูปธรรม ๗๕
เพราะชาวจิตตนครทุกคนประกอบด้วยนามธรรมรูปธรรมรวมกันอยู่เป็นคนหนึ่งๆ จะแยกถือเอาเฉพาะอย่างเดียวไม่ได้ ฉะนั้น เพื่อมิให้ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย จึงได้นับจำนวนเป็นส่วนละ ๗๕ หน่วยเสียเลยทีเดียว เพื่อที่จะได้ส่งพรรคพวกไปคุมเป็นรายหน่วย หน่วยละหมู่ คือตามที่ได้กล่าวแล้ว ว่าจัดแบ่งเป็น ๑๕๐ หมู่ หมู่ละ ๑๐ คน เพื่อควบคุมนามรูปที่แบ่งออกส่วนละ ๗๕ เป็น ๑๕๐ คูณด้วย ๑๐ จึงรวมเป็น ๑๕๐๐ เรียกว่า "กิเลส ๑๕๐๐" เป็นพรรคพวกสมุทัยจัดไว้ให้มีหน้าที่ประจำกำกับภายในบ้านของชาวจิตตนครทุกคน ทุกกระเบียดนิ้วก็ว่าได้ ไม่ยอมให้ใครพ้นออกไปจากการควบคุมเลย จะคิดอะไร จะทำอะไร จะเดิน ยืน นั่ง นอนที่ไหน ก็อยู่ในสายตาของหมู่ใดหมู่หนึ่งแห่งกิเลสทั้ง ๑๕๐ หมู่นี้ทั้งสิ้น

สมุทัยจึงนับว่าเป็น "นักการโลก" ที่สามารถ เพราะต้องการที่จะครองโลกทั้งสิ้นไว้ในอำนาจ ไม่ประสงค์จะให้ใครผู้ใดพ้นไปจากอำนาจของตนเลย ลองนึกเขียนรูปภาพภายในบ้านของชาวจิตตนครแต่ละคน ก็คงจะเป็นภาพที่เต็มยั้วเยี้ยไปด้วยกิเลสตัณหาเดินไปเดินมาสับสนอลหม่านอย่างบอกไม่ถูก บ้างก็ครึกครื้นรื่นเริงเต้นรำทำเพลง บ้างก็กริ้วโกรธาด่าตีออกท่ายักษ์มารต่างๆ บ้างก็นั่งโงกซึมเซาดูคล้ายกับโง่ดักดาน บ้างก็ซุบซิบวางแผนชั่วร้ายต่างๆ ดังนี้เป็นต้น ต่างแสดงออกตามสันดานของตนๆ ๑๐๘ จำพวกหรือ ๑๕๐๐ จำพวก ดูภาพแล้วน่าปวดเศียรเวียนเกล้าแทนยิ่งนัก

ได้กล่าวไว้แล้วว่า อาวุธที่จะปราบพรรคพวกของสมุทัยในจิตตนครได้ผลแน่นอน มีอยู่อย่างเดียวคือปัญญา ปัญญานี้มีหลายขั้น ทั้งขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง ก็เหมือนอาวุธมีคมที่ย่อมมีทั้งคมน้อย คมมาก คมที่สุด อาวุธที่คมน้อยก็ทำให้คมมากได้ ทำให้คมที่สุดได้ ด้วยการหมั่นลับอยู่เสมอ ปัญญาก็เช่นกัน ปัญญาที่อยู่ในขั้นต่ำก็อาจทำให้เป็นปัญญาขั้นกลางได้ ทำให้เป็นปัญญาขั้นสูงได้ ด้วยการหมั่นอบรมอยู่เสมอ อบรมมากและสม่ำเสมอเพียงไร ปัญญาก็ย่อมจะยิ่งสูงขึ้นได้เพียงนั้น

ดังนั้นแม้เห็นโทษของพรรคพวกเหล่าร้ายของสมุทัยต้องการจะทำลายให้สิ้นไป หรือปราบให้บรรเทาเบาบางง ก็จำเป็นจะต้องใช้อาวุธคือปัญญาที่หมั่นลับให้คมคืออบรมให้เป็นปัญญาในขั้นสูงยิ่งขึ้นทุกทีอยู่เสมอ และการอบรมที่ถูกต้องจริงๆ ก็มีอยู่วิธีเดียวคือศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สมควร แล้วปฏิบัติตรามที่ทรงสั่งสอนไว้นั้น ปัญญาก็จะเพิ่มพูนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ สามารถทำลายเหล่าร้ายพรรคพวกสมุทัยผู้เป็นเหตุแห่งความทุกข์ร้อยแปดพันประการของจิตตนครให้ลดน้อยถึงที่สุดลงได้จริงๆ
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 21:10:19 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 30 (3418958)

 {๑๕}สมุทัยใส่ความหวัง บังทุกข์ เก็บปัญญา


บ้านของใครมีคนไปคุมอยู่เต็มไปหมดตั้งร้อยตั้งพันดังนี้ ดูก็น่าจะต้องกลุ้มใจไม่มีความสุขแน่ แต่กลับปรากฏว่า ชาวจิตตนครไม่ค่อยจะมีใครรู้สึกว่าถูกควบคุมตัวแจ พากันเห็นว่าอยู่ในโลกก็ต้องมีความสุขบ้าง สิ่งสนุกสนานก็มีอยู่มาก สิ่งเจริญตาเจริญหูก็มีอยู่โดยรอบ

นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่ชาวจิตตนครเรียกกันว่า "ความหวัง" เป็นอาหารใจสำคัญของชาวจิตตนคร เมื่อเกิดความอ่อนเพลียหรือขัดข้องขาดแคลนอะไรขึ้น ก็รีบบริโภค "ความหวัง" ไว้รองท้อง ทำให้กระปรี้กระเปร่าวิ่งเต้นไปได้คราวหนึ่งๆ ทั้งนี้เพราะสมุทัยได้มีวิธีครองใจของชาวจิตตนครอย่างแยบยล จนยากที่คนทั่วไปจะรู้สึกได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่าสมุทัยทำอย่างไร

จะลองเล่าไปตามที่ท่าน "ผู้รู้" ได้บอกไว้ สมุทัยได้พยายามอย่างยิ่งที่จะปิดบังหรือบิดเบือนสิ่งหนึ่ง ที่เรียกตามภาษาของท่านผู้รู้ว่า "ทุกข์" ไม่ยอมให้ใครรู้เห็น "ทุกข์" ได้เป็นอันขาด ด้วยใช้อุบายวิธีต่างๆ ที่ทำให้พากันเห็นไปในทางตรงกันข้าม ถ้าใครเห็นเป็น "สุข" ไปได้ ก็ถูกความประสงค์ของสมุทัยที่สุด

สมุทัยใส่ "ความหวัง" หรือ "ความอยาก" เข้าไปในใจของชาวจิตตนคร พร้อมกับ "ความเพลิน" และ "ความติดใจยินดี" และคอยป้อนสิ่งที่เรียกว่า "อารมณ์" แก่ความอยาก ความเพลิน ความติดใจยินดี โดยแทรกเข้าไปกับข่าวสารที่ผ่านทางระบบสื่อสารชั้นนอกชั้นในดังกล่าวแล้ว ชาวจิตตนครจึงพากันหิวกระหายต่ออารมณ์ต่างๆ เพลิดเพลินติดใจยินดีอยู่กับอารมณ์ต่างๆ สมุทัยใช้อารมณ์นี้เองเป็นเครื่องผูกใจชาวจิตตนครไว้ให้พากันเพลิดเพลินอยู่ตลอดวันตลอดคืน พรรคพวกของสมุทัยกี่ร้อยกี่พันก็พากันแฝงตัวคุมอยู่อย่างเงียบๆ และผลัดกันเยี่ยมหน้าออกมาบ้างเป็นครั้งคราว ชาวจิตตนครจึงไม่รู้ไม่เห็นเหมือนอย่างที่คนเป็นโรคมองไม่เห็นตัวเชื้อโรคตั้งพันตั้งหมื่นในร่างกาย ต่อเมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องจึงจะมองเห็น

อันที่จริงเจ้าเมืองจิตตนครเป็นผู้มีอวุธพิเศษอยู่หลายอย่าง สำหรับปราบปรามข้าศึกศัตรูทั้งปวง เหมือนอย่างผู้ที่ปกครองบ้านเมืองทั้งปวงจะต้องมีอาวุธและกำลังต่างๆ จึงจะปกครองและรักษาบ้านเมืองไว้ได้ ถ้าเจ้าเมืองจิตตนครประสงค์จะดูให้เเห็นพรรคพวกของสมุทัยทั้งหมดก็สามารถจะเห็นได้ เพราะมีปัญญาเป็นอาวุธพิเศษอย่างหนึ่งประจำตน แต่สมุทัยได้ลอบเก็บปัญญานี้ไว้เสีย ทั้งเมืองจิตตนครจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ ความหวัง ความเพลิน ความติดใจยินดี และความต่อสู้แย่งชิงอารมณ์กันต่างๆ เป็นโอกาสให้หัวโจกทั้ง ๓ และพรรคพวกพันร้อยแปดจำพวกแทรกแซงกันอลหม่านไปหมด

ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา รู้พระธรรมของพระพุทธเจ้า แม้พอควร ถึงจะยังไม่มีปัญญาเห็นตามพระธรรมนั้นจริงๆ แต่ถ้าน้อมใจให้เชื่อบ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นถึงบรมศาสดาที่ทรงสามารถตั้งพระศาสนาที่ใหญ่โตมั่นคงขึ้นได้ในโลก มีศาสนิกมากมาย อะไรที่ทรงสอนไว้ที่เราได้ศึกษารู้ ย่อมเป็นความจริง เป็นต้นว่าทรงแสดงว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ แม้จะยังไม่เห็นตามด้วยปัญญาของเราเองว่าเป็นทุกข์ กลับเห็นว่าเป็นสุขก็ควรจะอาศัยความเชื่อเข้าประกอบ ให้น้อมใจลงรับไว้บ้างว่าสิ่งนั้นเป็นทุกข์จริง มิใช่เป็นสุขดังเราเห็น

เมื่อยอมเชื่อบ้างแล้วว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ มิใช่เป็นสุข แม้จะเกิดความหลง ความเพลิน ความติดใจยินดีในสิ่งนั้น ก็ย่อมมีโอกาสจะหยุดหลง หยุดเพลิน หยุดติดใจยินดีได้บ้าง แม้เพียงครั้งคราวเมื่อเกิดสติเกิดปัญญา ถึงแม้ความไม่หลง ไม่เพลิน ไม่ติดใจยินดีในสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เป็นทุกข์ จะเกิดขึ้นเพียงครั้งคราวก็ยังดี เพราะจะเป็นเหตุให้หลงน้อย เพลินน้อย ติดใจยินดีน้อยลงได้ทุกที่ แม้มีความเพียรไม่ว่างเว้นที่จะทำให้น้อยลง กล่าวแล้วว่าความหลง ความเพลิน ความติดใจยินดี เกิดจากอุบายแยบยลของสมุทัยอ่อนกำลังลงเพียงนั้น

ประเทศบ้านเมืองที่มีผู้ร้ายชุกชุม กับประเทศบ้านเมืองที่ไม่มีโจรผู้ร้ายหรือมีน้อย มีความสงบและความร่มเย็นเป็นสุขแตกต่างกันเพียงไรย่อมเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว จิตตนครก็เช่นกัน จิตตนครที่สมุทัยมีกำลังอ่อนกับจิตตนครที่สมุทัยมีกำลังเข้มแข็งก็มีความสงบและความร่มเย็นเป็นสุขแตกต่างกันเพียงนั้น บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายแม้มีความเพียรไม่ว่างเว้นที่จะปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าย่อมจะได้เป็นเจ้าเมืองที่มีปัญญา สามารถทำจิตตนครของตนให้ร่มเย็นเป็นสุขได้ยิ่งๆ ขึ้นสืบไป
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 21:11:54 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 31 (3418959)

 {๑๖}ลักษณะอารมณ์ เครื่องมือสมุทัย


จะได้กล่าวถึงลักษณะเป็นต้นของอารมณ์ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของสมุทัยที่ใช้คล้องใจชาวจิตตนคร ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าในจิตตนครมีทุกอย่างเหมือนอย่างในบ้านเมืองทั่วไป

ว่าถึงสิ่งทั้งหลายที่จะมองเห็นได้ด้วยตา ก็มีอยู่ทั่วไป เป็นสิ่งที่เกิดมีขึ้นโดยธรรมชาติเช่นต้นไม้ภูเขาก็มี เป็นสิ่งทำขึ้นสร้างขึ้นเช่นบ้านเรือนอาคารก็มี ลืมตาขึ้นก็ได้เห็นรอบไปหมด สมุทัยได้สร้างสรรค์ตบแต่งขึ้นมากมาย และคุยกันนักหนาว่าตนเป็นผู้คิดสิ่งที่เรียกว่าวิจิตรศิลปต่างๆ ขึ้นในโลก บ้านเรือนปราสาทราชวังตลอดถึงวัดวาอารามล้วนต้องมีวิจิตศิลป และต่างก็ประกวดประขันกันยิ่งนักในการแต่งกายให้ทันสมัยนิยม หรือที่เรียกว่าแฟชั่น นอกจากนี้ยังมีการแสดงต่างๆ เช่น โขน ละคร ภาพยนตร์ การละเล่นเต้นรำเป็นต้น สำหรับดูเล่นเพื่อความบันเทิง คนทั้งปวงต่างทุ่มเทเงินทองไปมากมายเพื่อสิ่งที่สำหรับจะได้ดูงามตาเท่านั้น ที่สรุปลงได้ในคำเดียวว่า "รูป" ที่ตามองเห็น เท่ากับว่าเป็นอาหารตานั่นแหละ ที่คนทั้งปวงต้องซื้อหาอาหารตานี้ด้วยมูลต่าที่สูงมาก มากยิ่งกว่าอาหารที่บริโภคเช้าไปทางปาก

ยังเสียงที่จะฟังทางหู ก็มีทั้งที่เป็นเสียงธรรมชาติและเสียงที่สวรรค์สร้างขึ้น เช่นเสียงลมเสียงฟ้า เสียงสัตว์ร้อง เสียงคนพูด เสียงขับร้อง เสียงดนตรีต่างชนิด สมุทัยกล่าวโอ้อวดอีกเหมือนกัน ว่าได้สร้างเสียงที่ไพเราะต่างๆ ให้แก่โลก เช่นเสียงขับร้องเสียงดนตรีนานาชนิด สำหรับบรรเลงประโคมขับกล่อมให้เป็นสุข ซึ่งก็สรุปลงได้ในคำเดียวว่า "เสียง" ที่หูได้ยิน เท่ากับว่าเป็นอาหารหูนั่นเอง ซึ่งบางทีคนก็ต้องการซื้ออาหารหูนี้ด้วยราคาแพงอีกเหมือนกัน

ยังกลิ่นที่จะสูดดมทางจมูกก็มีต่างๆ ทั้งโดยธรรมชาติ เช่นกลิ่นหอมกลิ่นเหม็นของดอกไม้และของเน่า ทั้งโดยปรุงแต่งเช่นกลิ่นธูปกลิ่นน้ำอบ สมุทัยก็อวดอ้างอีกนั่นแหละ ว่าได้ปรุงแต่กลิ่นที่หอมทั้งหลายสำหรับจรุงความสุข สรุปลงได้ในคำเดียวว่า "กลิ่น" ที่จมูกได้สูดดม เท่ากับเป็นอาหารจมูก บางทีคนก็ต้องซื้ออาหารนี้ด้วยราคาแพง

ยังรสที่จะลิ้มทางลิ้นก็มีต่างๆ ทั้งโดยธรรมชาติและโดยปรุงแต่ง เช่นรสอาหารนานาประเภท สมุทัยอวดนักเหมือนกัน ว่าได้ปรุงแต่งรสอาหารอันโอชาลิ้นนานัปการ แต่ก็สรุปลงได้ในคำเดียวว่า "รส" ที่ลิ้นลิ้ม อันคนโดยมากต้องแสวงหารสมาเป็นอาหารลิ้นด้วยราคาแพง

ยังสิ่งที่กายถูกต้องอ่อนแข็งต่างๆ ก็มีทั้งโดยธรรมชาติและโดยปรุงแต่ง สมุทัยได้คุยโอ่นัก ว่าได้สร้างสิ่งสัมผัสทางกายที่ละมุนละไมสำหรับบำบำเรอความสุขมากมาย สรุปลงได้ในคำเดียวว่า "โผฏฐัพพะ (สิ่งถูกต้อง) ทางกาย" คนโดยมากก็พากันแสวงหาสิ่งที่มีสัมผัสให้เกิดสุขเท่ากับเป็นอาหารกายกันด้วยราคาแพงลิ่ว

ทั้งยังเรื่องต่างๆ ที่คิดทางใจ สมุทัยอวดโอ่ว่าได้ช่วยปรุงเรื่องต่างๆ ให้แก่ใจคนทั้งปวง สรุปลงได้ในคำเดียวว่า "ธรรม (เรื่อง)" ที่ใจรู้คิดถึง คนทั้งหลายก็พากันแสวงหาเรื่องมาเป็นอาหารใจอยู่เสมอ บางทีก็ด้วยราคาแพงเช่นเดียวกัน

ดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าเพื่อให้ได้มาซึ่งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่ถูกใจพอใจ แต่ละคนต้องเสียไปเพื่อแลกมาเป็นอันมาก และสำหรับสมัญชนแล้วย่อมมีความปรารถนาต้องการในสิ่งดังกล่าวอยู่ด้วยกัน ต่างกันเพียงมากหรือน้อย และความมากหรือน้อยที่ต่างกันนี้ก็หาได้เกิดจากอะไรอื่นไม่ แต่เกิดจากความปรุงของสมุทัยที่มากหรือน้อยนั่นเอง สมุทัยปรุงให้เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่น่าปรารถนาพอใจน้อย ความปรารถนาต้องการก็จะน้อย

ความมีอินทรียสังวรคือการมีสติระวังไว้เสมอมิให้สมุทัยปรุงให้เกิดความปรารถนาต้องการมากไปเท่านั้นที่จะทำให้สามารถควบคุมปรารถนาต้องการจะได้เห็นรูป ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้รับรู้เรื่องราวที่พอใจ ไว้ได้ ให้อยู่ในขอบเขตพอสมควร ไม่ก่อให้เกิดความร้อนรนกระวนกระวายจนเกินไปจนถึงกับทำให้ต้องแสวงหามาให้ได้แม้จะต้องแลกกับสิ่งที่มีค่าอื่นๆ เป็นต้นว่าชื่อเสียง เกียรติยศ ยอมโกง ยอมกิน ยอมปลิ้นปล้อนหลอกลวงทรยศ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่สมุทัยปรุงให้เห็นว่า น่าปรารนาต้องการอย่างยิ่ง

บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายมีโอกาสจะอบรมสติให้เกิดได้ทันความปรุงของสมุทัย จึงนับว่าเป็นผู้มีโอกาสดีที่จะไม่ถูกสมุทัยนำไปเสื่อมเสียดังกล่าว อันชื่อเสียงเกียรติยศนั้นมีค่ายิ่งนัก สติเท่านั้นจะช่วยรักษาไว้ได้ มิให้นำไปแลกกับสิ่งที่น่าปรารถนาต้องการ จึงควรจะอบรมสติให้เต็มที่ด้วยกันทุกคน 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-10 21:13:32 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 32 (3419545)

 ประวัติของบรมครูหลวงปู่เทพโลกอุดร


          กล่าวย้อนไปถึงอดีตกาล พุทธศักราชผ่านพ้นไป ๓๐๓ ปี (ตามหลักฐานบันทึกในหนังสือมหาวงศ์พงศาวดารลังกา คำบรรยายของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์) อดีตภัณฑารักษ์เอก กรมศิลปากร) และตามหลักฐานของวัดเพชรพลี (บันทึกอักษรเทวนาครี ขุดค้นพบ ณ ซากศิลา วัดคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี) ว่า พระพุทธศาสนาได้เริ่มแพร่เข้าสู่แคว้นสุวรรณภูมิในปีพุทธศักราช ๒๓๕ ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันถึง ๖๘ ปี พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทรงกระทำตติยสังคายนาพระไตรปิฎก คือ การชำระพระไตรปิฎกขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ ครั้นแล้วจึงอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ องค์อรหันต์เป็นประธานคัดเลือกบรรดาพระอรหันต์เถระออกทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ พระเจ้าอโศกมหาราชกับพระโมคัลลีบุตรติสสเถระ ได้มีความเห็นร่วมกันว่า ในอนาคตพุทธศาสนาอาจไม่มั่นคงอยู่ในอินเดีย จึงเห็นควรส่งพระสมณทูตออกไปเผยแผ่ในส่วนต่าง ๆ ของอินเดียและในต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการส่งพระสมณทูตออกประกาศพุทธศาสนา โดยแบ่งออกเป็น ๙ สาย ภายใต้พระราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช พระสมณทูต ๙ สาย คือ
 
          สายที่ ๑ มีพระมัชฌันติกเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย คือ แคว้นกัษมีระ (แคชเมียร์) และแคว้านคันธาระ

          สายที่ ๒ มีพระมหาเทวเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางทิศใต้ของประเทศอินเดีย คือ แคว้นมหิสมณฑล (ปัจจุบัน คือ รัฐไมซอร์)

          สายที่ ๓ มีพระรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ซึ่งได้แก่ แคว้นวนวาสีประเทศ

          สายที่ ๔ มีพระธรรมรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาแถบชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย อันได้แก่ แคว้นอปรันตกชนบท (ปัจจุบัน คือ แถบบริเวณเหนือเมืองบอมเบย์)

          สายที่ ๕ มีพระมหาธรรมรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองบอมเบย์ อันได้แก่ แคว้นมหาราษฎร์

          สายที่ ๖ มีพระมหารักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาที่โยนกประเทศ (กรีซ)

          สายที่ ๗ มีพระมัชฌิมเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาทางดินเดียภาคเหนือ (แถมเทือกเขาหิมาลัยและประเทศเนปาล)

          สายที่ ๘ มีพระโสณเถระและพระอุตตรเถระ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบสุวรรณภูมิ (ดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ ไม่อาจตกลงกันได้ว่าที่ใด แต่มีความเป็นกว้าง ๆ ว่า คือดินแดนที่เป็นประเทศพม่า (เมียนมาร์) ไทย ลาว ญวน เขมร และมลายู)

          สายที่ ๙ มีพระมหินทเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป (ปัจจุบัน คือ ศรีลังกา)  

          สำหรับดินแดนในเขตสุวรรณภูมิ พระโสณเถระ เป็นสมณทูตที่เข้ามาประกาศพระศาสนาได้แสดงธรรมในพรหมชาลสูตรเป็นปฐมเทศนา และได้นำพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาพร้อมกับพระอรหันต์อีก ๔ องค์ ได้แก่ พระอุตตรเถระ พระฌานียเถระ พระภูริยเถระ และพระมุนียเถระ มีสามเณร อุบาสกอุบาสิการ่วมคณะ จำนวน ๓๘ คน ได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าสุวรรณภูมิราชาหรือพระเจ้าโลกละว้า ที่เมืองคูบัว ราชบุรี เมื่อเดือนกัตติกมาส หรือเดือน ๑๒ พุทธศก ๒๓๕ (ก่อน ค.ศ. ๓๐๘)

         การเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ดำเ นินจนมาถึง พ.ศ. ๒๖๔ (ก่อน ค.ศ. ๒๗๙) พระโสณเถระจึงได้สร้างวัดขึ้นเป็นแห่งแรก ณ เมืองเถือมทอง อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี ให้พระภูริยเถระเป็นผู้ทำนิมิตพัทธสีมา ในปีพฬศ. ๒๖๕ (ก่อน ค.ศ. ๒๗๘) และได้สร้างพระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นทรงบาตรคว่ำเหมือนพระสถูปที่เมืองสาญจีในประเทศอินเดีย มีชื่อว่า "วัดพุทธบรมธาตุ" จนพระพุทธศาสนาได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติของไทยในปัจจุบัน
คณะหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร (คณะพระโสณะและพระอุตตระ) 

                ๑. หลวงปู่พระอุตตรเถระเจ้า 

                ๒. หลวงปู่พระโสณเถระเจ้า 

                ๓. หลวงปู่พระมูนียเถระเจ้า 

                ๔. หลวงปู่พระฌาณียเถระเจ้า 

                ๕. หลวงปู่พระภูริยเถระเจ้า 
        

          ในคำจารึกอักขรเทวนาครี ฉบับวัดเพชรพลี ปรากฏข้อความที่พิศดารยิ่งขึ้น โดยกล่าวถึงคณะพระธรรมฑูตได้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยทางเรือประกอบด้วย พระโสณะ พระอุตตระ พระมูนิยะ พระฌานียะ พระภูริยะ สามเณรอิสิจน์ สามเณรคุณะ พระสามเณรนิตตย เขมกะอุบาสก อนีฆาอุบาสิกา อดุลยอำมาตย์และคุณหญิงอดุลยา พราหมณ์และนางพราหมณี ผู้คนอีก ๓๘ คน ได้มาพักที่วัดช้างค่อม (นครศรีธรรมราช) เมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย พ.ศ. ๒๓๕ ออกบิณฑบาต วันขึ้น ๑๕ ค่ำ แล้วเทศนาพรหมชาลสูตรและได้วางวิธีอุปสมบทญัตติจตุตถกรรมวาจา โดยใช้อุทกเขปเสมาหรือเสมาน้ำและได้วางเพศชีไทยโดยถือแบบเหล่าพระสากิยานี ซึ่งเป็นต้นของพระภิกษุณีโดยบวชหรือบรรพชาไม่มีเรือน ออกจากเรือน (อาคารสมา อนาคาริยปพพชชา) ได้วางวิธีสวดปาติโมกข์หรืออุโบสถกรรม ปวารณากรรม

          เมื่อพระเจ้าโลกละว้าราชา (เจ้าผู้ครองแคว้นสุวรรณภูมิ) รับสั่งให้ มนต์ขอมพิสนุ ขอมเฉย ขอมสอน ขอมเมือง สร้างวัดมหาธาตุ ท่านได้วางวิธีกำหนดนิมิตผูกขันธ์สีมา พ.ศ. 238 เดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำขณะอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ท่านได้สอนพระบวชใหม่ให้ท่องพระปาฏิโมกข์จบหลายองค์ แล้วจึงวางวิธีสวดสาธยายโดยฝึกซ้อมให้คล่อง เมื่อคล่องแล้วจึงจะสัชณายกันจริงๆ ท่านให้มนต์ขอมปั้นพระพุทธรูปด้วยปูนขาวเป็นพระประธานในโรงพิธี เมื่อเรียบร้อยแล้วท่านวางวิธีกราบสวดมนต์ไหว้พระ เห็นดีแล้วจึงให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระอุโบสถ จึงเป็นธรรมเนียมสืบต่อกันมา ท่านได้วางวิธีกฐินและธุดงค์ไปในเมืองต่างๆ คือ การเที่ยวจาริก 

           การสร้างพระพุทธรูปในสมัยดังกล่าวนี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ มีพระพุทธรูปเป็นองค์สมมุติ พระสงฆ์ก็เป็นเพียงสมมุติสงฆ์ ส่วนพระธรรมนั้นเป็นเพียงเสียงสวด ท่านจึงใช้วงล้อเกวียนประดิษฐ์เป็นธรรมจักรแทนพระธรรม กับมี มิค (มิ–คะ) คือสัตว์ประเภท กวาง ฟาน หรือเก้ง เป็นเครื่องหมาย ในสมัยสุวรรณภูมิ 

          พระพุทธรูปที่มีกวางกับธรรมจักรกลับไม่มี การสร้างหรือออกแบบในสมัยนั้น มีอยู่สี่ลักษณะด้วยกันคือ (ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร และปรินิพพาน) มีอักษรเทวนาครีจารึกระบุพระนามว่า โลกกน แบบประภามณฑลมี ๓ วงซึ่งเป็นเครื่องหมายพระนามว่า “โลก” คือ วัฏฏ ๓ แบบโปรดสหาย พระยศ ส่วนปางมารวิชัยและปางสมาธิมีทุกสมัย 

          ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙ พระโสณะกับพระเจ้าโลกละว้าราชา ได้ส่งพระภิกษุไทย ๑๐ รูป มีพระญาณจรณะ (ทองดี) เป็นหัวหน้า ๓ รูป อุบาสก อุบาสิกา ไปเรียนและศึกษา ณ กรุงปาตลีบุตรแคว้นมคธ นับเป็นเวลา ๕ ปี พระญาณจรณะ (ทองดี) ท่านนี้ปรากฏหลักฐานเพียงรูปของพระพิมพ์ มีลักษณะอวบอ้วนคล้ายพระมหากัจจายนเถระเจ้า ด้านหลังมีรูปพระ ๙ องค์เป็นอนุจร หรือบวชทีหลัง คนชั้นหลังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นองค์เดียวกับพระมหากัจจายนเถระเจ้า และเรียกเพี้ยนเป็นพระสังขจาย เรียกกันมานานนับพันๆ ปี ศัพท์สังขจายไม่มีคำนิยามในพจนานุกรม พุทธสาวกทุกพระองค์จะมีนามเป็นภาษาบาลีทั้งสิ้น ไม่มีนามเป็นภาษาไทย พระญานจรณะ (ทองดี) บรรลุอรหันต์และจบกิจนานนับพันปีแล้ว ปัญหาเช่นดังกล่าวนี้หากนำพระปิดตาขึ้นมาพิจารณาก็ยากที่จะตัดสินว่าเป็นพุทธสาวกองค์ใดกันแน่ อาจจะเป็นพระมหากัจจายนเถระเจ้า ปางเนรมิตวรกายก็ได้ อาจจะเป็นพระควัมปติเถระ ก็ได้ เป็นพุทธสาวกทรงเอตทัคคะด้วยกัน แต่เป็นคนละองค์ คำว่า พระควัมบดี ไม่มี) 

          ลุปี พ.ศ. ๒๔๕ พระเจ้าโลกละว้าราชาสิ้นพระชนม์ ตะวันทับฟ้าราชบุตรขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระนามว่า ตะวันอธิราชเจ้า ถึงปี พ.ศ. ๒๖๔ พระโสณเถระใกล้นิพพาน พระโสณเถระอยู่ ณ แดนสุวรรณภูมิ วางรากฐานธรรมวินัยในพระบวรพุทธศาสนา เป็นระยะเวลา ๒๙ ปี และท่านนิพพานในปีนั้น หลักฐานต่างๆ ตามที่กล่าวจารึกด้วยอักษรเทวนาครี ขุดพบที่โคกประดับอิฐ ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี พบรูปปั้นลอย องค์ลักษณะนั่ง ลักษณะนั่งห้อยเท้า มีลีลาแบบปฐมเทศนา มีเศียรโล้น ด้านหนึ่งจารึกว่า โสณเถระ ด้านล่าง อุตตรเถระ ด้านล่างสุด สุวรรณภูมิ มีอยู่ด้วยกัน ๕ องค์ ผู้ค้นพบทุบเล่น ๓ องค์ เหลือเพียง ๒ องค์ ตกเป็นสมบัติของวัดเพชรพลี ส่วนครบชุด ๕ องค์ คือ พระโสณเถระ พระอุตตรเถระ พระมูนียเถระ พระฌานียเถระ และพระภูริยเถระ ในท่านั่งแสดงธรรม สมัยต่อมาในรัชกาลที่ ๔-๕ มีการสร้างแบบพระสมเด็จขึ้น แล้วเห็นเป็นพระสมเด็จผิดพิมพ์อีกด้วย จึงเป็นการสับสนสำหรับผู้ที่ไม่รู้จริง 

          จะเห็นได้ว่าตามหลักฐานบันทึก กล่าวเพียงพระโสณเถระ ไม่ได้กล่าวถึงพระอุตตรเถระ (อุตร ก็คือ อุดร) เป็นปัญหาว่า หลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดรเป็นองค์ใดกันแน่ เพราะในสมัยปัจจุบันกล่าวถึงบรมครูพระเทพโลกอุดร ไม่มีใครรู้จักพระโสณะเถระ ข้อเท็จจริง ท่านทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิต องค์พี่คือพระอุตตระ มีร่างกายสันทัด องค์น้องคือพระโสณะ มีร่างกายสูงใหญ่ มีฉายาว่าขรัวตีนโต ถ้านำพระธาตุมาตรวจนิมิตจะบอกว่า โสณ-อุตตร ไม่แยกจากกัน องค์น้องบรรลุอรหันต์ก่อนองค์พี่ แต่มีความเคารพองค์พี่มากต้องกราบองค์พี่ แต่เหตุที่บรรลุก่อนพี่ชายจึงเรียกว่า โสณ-อุตตร ไม่เรียกว่า อุตตร-โสณ ฉะนั้น หลวงปู่ใหญ่ก็คือ พระอุตตระ นั่นเอง ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี กล่าวพระนามขององค์ท่านว่า พระโสอุดรพระโลกอุดร
 
บุคลิกภาพและจริตแห่งพระเทพโลกอุดร

          องค์ที่หนึ่ง พระอุตตรเถระ หรือหลวงปู่ใหญ่ คือหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร ลักษณะรูปร่างสันทัด ผิวกายค่อนข้างดำคล้ำ จึงมีฉายาว่า “หลวงพ่อดำ” มีจิตเยี่ยงพระโพธิสัตว์เจ้า บรรลุอภิญญาหก แต่ในบทสวดกล่าวว่าเตวิชโชคือวิชชาสาม ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับปฏิสัมภิทาญาณ แต่ในบทสวดก็กล่าวว่าท่านบรรลุซึ่งปฏิสัมภิทาญานเช่นกัน ท่านได้วางหลักสูตรในการฝึกสมาธิซึ่งเรียกว่า “วิทยาศาสตร์ทางใจ” มิใช่วิชาไสยศาสตร ์และมิใช่มายากล ศิษย์ในดงนอกดงสามารถแปรธาตุได้ เช่น หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน, หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน, หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า, ท่านอภิชิโต ภิกขุ, อาจารย์พัว แก้วพลอย, อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว และหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง เป็นต้น 

          ท่านเชี่ยวชาญในวิชาแพทย์และเภสัชกรรม ใจดีประกอบด้วยเมตตา มีอารมณ์ขัน หากจะกล่าวถึงหัวหน้าคณะพระธรรมฑูตซึ่งเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังสุวรรณภูมิแหลมทอง คงได้แก่ พระโสณเถระ ซึ่งท่านเป็นน้องชายพระอุตตรเถระ แต่บรรลุอรหันต์ก่อนพี่ชาย บทบาทของพระอุตตรเถระจึงไม่ค่อยมีปรากฏ และพระโสณเถระก็บรรลุปฏิสัมภิทาญาณเช่นกัน มิฉะนั้นจะสอนพระศาสนาแก่คนต่างชาติได้อย่างไร ปฏิสัมภิทาญาณสี่ มีดังนี้ 

               ๑. อัตถปฏิสัมภิทา คือ ความแตกฉานในอรรถ เข้าใจถืออธิบายอรรถแห่งภาษิตให้พิศดาร และเข้าใจคาดคะเนล่วงหน้าถึงผลอันจักมีเข้าใจผล 

               ๒. ธรรมปฏิสัมภิทา คือ ความแตกฉานในธรรม เข้าใจถือเอาใจความแห่งอธิบายนั้นๆ ตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อขึ้นได้ สาวเหตุในหนหลังให้เข้าใจเหตุ 

               ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา คือ ความแตกฉานในภาษาและรู้จักใช้ถ้อยคำ ตลอดจนรู้ถึงภาษาต่างประเทศ 

               ๔. ปฏิภาณสัมภิทา คือ ความแตกฉานในปฏิภาณ มีไหวพริบ เข้าใจทำให้สบเหมาะในทันทีหรือในเมื่อเหตุเกิดขึ้นโดยฉุกเฉินหรือกล่าวตอบโต้ได้ทันท่วงที 

          ท่านมีสภาวะจิตที่รวดเร็วมากเพียงนึกถึงท่าน ท่านจะบอกให้นิมิต “เมื่อเจ้าต้องการพบเรา เราก็มา เรามาจากทางไกล” ด้วยความรวดเร็วยิ่งในการตรวจพิมพ์ของท่าน ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าท่านเป็นบรมครูพระเทพโลกอุดร ท่านอภิชิโต ภิกขุ มอบให้เป็นสมบัติ บอกว่าอาจารย์ท่านคือหลวงปู่ดำเสกให้ เคยทดลองให้ท่านอาจารย์วิเชียร คำไสสว่าง ชีปะขาวผู้ทรงคุณกำหนดจิตดูท่านอาจารย์บอกว่าพระนี้ว่องไวและรวดเร็วยิ่ง 

          องค์ที่สอง พระโสณเถระ หรือหลวงปู่ขรัวตีนโต รูปกายสูงใหญ่ ผิวดำ ทรงคุณสมบัติเช่นองค์ที่หนึ่ง เว้นแต่วิชาแพทย์ ใจดี เยือกเย็นประกอบด้วยเมตตาธรรม ชอบผาดโผน เหินฟ้านภาลัยโขดเขินเนินไศลเป็นที่สัญจร 

          องค์ที่สาม พระมูนียะ หรือพระอิเกสาโร หลวงปู่โพรงโพธิ์ หลวงปู่เดินหน ล้วนเป็นองค์เดียวกัน มีบุคลิกภาพอันสง่างามปรากฏตามภาพซึ่งใช้บูชากันอยู่ในปัจจุบัน เชี่ยวชาญในวิชาแปรธาตุ เป็นผู้คงแก่เรียน ชอบเจริญอสุภกรรมฐาน 10 มักสร้างรูปบูชาเป็นโครงกระดูก พูดน้อยค่อนข้างเคร่งขรึมคล้ายดุ แต่ก็ไม่ดุ เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ห่มจีวรสีหมองคล้ำ หากปรากฏภาพในนิมิตมักจะปรากฏเส้นเกสายาวจรดเอวทีเดียวแสดงว่า “อิเกสาโร” (เกสา แปลว่า เส้นผม) ท่านมีบทบาทไม่น้อย ตามความรู้สึกน่าจะมีบทบาทมากกว่าองค์อื่นๆ ด้วยซ้ำไป 

          องค์ที่สี่ พระณานียะ หรือหลวงปู่ขรัวขี้เถ้า เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จังหวัดนครปฐม ท่านมีรูปกายค่อนข้างสูงใหญ่ ขนตาดกยาวแปลกกว่าองค์อื่น มีอำนาจ แต่ขี้เล่นใจดี นิมิตไม่แน่นอนอาจเป็นรูปพระภิกษุ ท่านจะชื่ออะไรไม่ทราบแต่แปรธาตุเสกใบมะม่วงเป็นกบนำมาพร่า ยำ เลี้ยงสานุศิษย์ เลยเรียกกันว่าหลวงพ่อกบ ท่านมาสร้างบารมีต่อ ปริศนาธรรมคือขรัวขี้เถ้าเผาแหลกมีอะไรเผาหมด แบบเถ้าสู่เถ้า ผงคลีสู่ผงคลี ดินจะใหญ่สักปานใดมันก็ไม่พ้นจากความเป็นขี้เถ้าหรอก ในที่สุดท่านก็มรณภาพและสานุศิษย์นำใส่โลงศพรอวันเผา หลวงปู่เกิดหายไปไร้ร่องรอย เลยไม่มีการฌาปนกิจศพ 

          องค์ที่ห้า พระภูริยะ หรือหลวงปู่หน้าปาน บางคนก็เรียกท่านว่า หลวงปู่แก้มแดง เคยเรียนถามท่านอภิชิโต ภิกษุ ท่านบอกว่าขรัวหน้าปานองค์นี้สำเร็จปรอท ล่องหนย่นระยะทางเก่ง ถ้าท่านเอาลูกปรอทมาอมทางแก้มซ้าย ทางด้านซ้ายจะแดง ถ้าเปลี่ยนเป็นอมทางแก้มขวา ทางด้านขวาจะแดง จึงเกิดถกเถียงกันไม่รู้จบ ท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่ขรัวขี้เถ้า มาสร้างเสริมบารมีในระยะเวลาเดียวกัน โดยอาศัยร่างท่านพระมหาชวนหรือหลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรมบางมด ท่านเป็นพระภิกษุทรงศีล เมื่อมีผู้ซักถาม ท่านก็บอกตามตรงว่าพระมหาชวนได้ตายไปแล้ว อาตมาเป็นพระสำเร็จมาอาศัยร่างสร้างบารมีต่อ 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-13 20:35:41 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 33 (3419547)

 ตำนาน.....หลวงปู่ทวด “เหยียบน้ำทะเลจืด”

 
หลวงปู่ทวด “เหยียบน้ำทะเลจืด”
หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ, หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด, สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์) เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยจากตำนานท้องถิ่นซึ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานในทางประวัติศาสตร์ยืนยันความมีอยู่จริง ประวัติที่พิมพ์เผยแพร่กล่าวว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา
 
ผู้ที่ศรัทธาในหลวงปู่ทวดเชื่อกันว่าพระเครื่องที่สร้างเนื่องด้วยท่านจะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดในครอบครองปัจจุบันหลวงปู่ทวดถือได้ว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ในตำนานที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก รูปสำคัญ 1 ใน 2 มหาเกจิอาจารย์ของเมืองไทย คู่กับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) (หลวงปู่โต) ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
 
ตามตำนานกล่าวว่าหลวงปู่ทวด เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ซึ่งเป็นทาสในเรือนเบี้ย (ทาสทำงานใช้หนี้) ของเศรษฐีปานเกิดในรัชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เมื่อ 3 มีนาคม พ.ศ. 2125 ณ บ้านสวนจันทร์ (บ้านเลียบ) ต.ดีหลวง (ปัจจุบันเป็นตำบลชุมพล) อ.สทิงพระ(จะทิ้งพระ) จ.สงขลา แรกเกิดมีชื่อว่าปู ขณะท่านเกิดมีเหตุอัศจรรย์คือเกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เสมือนหนึ่งว่ามีผู้มีบุญญาธิการมาเกิด เมื่อตัดรกจากสายสะดือแล้วนายหูบิดาของท่านก็นำรกของท่านไปฝังไว้ที่โคนต้นเลียบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ต้นเลียบในปัจจุบัน
 
เมื่อท่านเกิดมาแล้วก็มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นกับท่านเรื่อยมา เป็นต้นว่า ขณะที่ท่านอยู่ในวัยแบเบาะในช่วงฤดูเกี่ยวข้าวบิดามารดาของท่านต้องออกไปเกี่ยวข้าวที่กลางทุ่งนาซึ่งเป็นนาของเศรษฐีปาน ซึ่งท้องนาแห่งนั้นห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ที่นาแห่งนั้นมีดงตาลและมะเม่าเป็นจำนวนมากครั้งนั้นจึงเรียกว่าทุ่งเม่า ปัจจุบันตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชื่อนาเปล ในสมัยนั้นจึงมีสัตว์ป่าชุกชุมพอสมควร บิดามารดาของท่านจึงผูกเปลของท่านซึ่งเป็นเปลผ้าไว้กับต้นมะเม่าสองต้นและก็ได้เกี่ยวข้าวอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น พอได้ระยะเวลาที่นางจันทร์ต้องให้นมลูก นางจันทร์จึงเดินมาที่ที่ปลูกเปลของลูกน้อย และก็เห็นงูจงอางตัวใหญ่หรืองูบองหลาที่ชาวภาคใต้เรียกกันพันที่รอบเปล นางจันทร์เห็นแล้วตกใจเป็นอันมากจึงเรียกนายหูซึ่งอยู่ไม่ไกลนักมาดูและช่วยไล่งูจงอางนั้น แต่งูจงอางนั้นก็ไม่ไปไหน
 
นายหูและนางจันทร์จึงตั้งสัตยาธิฐานว่าขออย่าให้งูนั้นทำร้ายลูกน้อยเลย ไม่นานนักงูจงอางนั้นก็คลายวงรัดออกและเลื้อยหายไปในป่านายหูและนางจันทร์จึงเข้าไปดูลูกน้อยเห็นว่ายังหลับอยู่และไม่เป็นอันตรายใด ๆ และปรากฏว่ามีเมือกแก้วขนาดใหญ่ที่งูจงอางคลายไว้อยู่บนอกเด็กชายปูนั้น เมือกแก้วนั้นมีแสงแวววาวและต่อมาได้แข็งตัวเป็นลูกแก้ว ปัจจุบันได้ประดิษฐานที่วัดพะโคะ
 
เมื่อเศรษฐีปานทราบเรื่องเข้าก็บีบบังคับขอลูกแก้วเอาจากนายหูและนางจันทร์ บิดามารดาของท่านจึงจำต้องยอมให้ลูกแก้วนั้นแก่เศรษฐีปานซึ่งเป็นนายเงิน แต่ลูกแก้วนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิประจำตัวท่าน เมื่อเศรษฐีปานเอาลูกแก้วไปแล้วก็เกิดเภทภัยในครอบครัวเกิดการเจ็บป่วยกันบ่อย และมีฐานะยากจนลง เศรษฐีปานจึงได้เอาลูกแก้วมาคืนและขอขมาเด็กชายปู และยกหนี้สินให้แก่นายหูและนางจันทร์ ทั้งสองจึงพ้นจากการเป็นทาสและต่อมาก็มีฐานะดีขึ้น ๆ ส่วนเศรษฐีปานก็มีฐานะดีขึ้นดังเดิม
 
เมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ 7 ขวบ พ.ศ. 2132 บิดามารดาของท่านจึงนำท่านไปฝากไว้เป็นศิษย์วัดเพื่อเล่าเรียนหนังสือ ที่วัดกุฎ๊หลวงหรือวัดดีหลวงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดอยู่ใกล้บ้านท่าน ขณะนั้นมีท่านสมภารจวง ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ เด็กชายปูเป็นเด็กที่หัวดีเรียนเก่งสามารถเล่าเรียนภาษาขอมและภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว   สมภารจวงได้บวชให้ท่านเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี ตอนที่ท่านบวชเป็นสามเณรนี้เองบิดาของท่านจึงถวายลูกแก้วคืนให้แก่ท่านเป็นลูกแก้วประจำตัวท่านต่อไป
 
ด้วยความที่เป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ตลอดเวลาของท่าน ต่อมาท่านสมภารจวงได้นำไปฝากให้เล่าเรียนหนังสือที่สูงขึ้นสมัยนั้นเรียกว่ามูลบทบรรพกิจ ปัจบันก็คือเรียนนักธรรมนั่นเอง โดยนำไปฝากเรียนไว้กับสมเด็จพระชินเสน ซึ่งเป็นพระเถระชั้นสูงที่ส่งมาจากกรุงศรีอยุธยา ให้มาครองเป็นเจ้าอาวาสวัดสีคูยังหรือวัดสีหยังในปัจจุบัน ห่างจากวัดดีหลวงไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร ท่านได้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและจบหลักสูตรที่วัดสีคูยังนั้น หลังจากนั้นท่านได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราชเพื่อเรียนหนังสือให้สูงขึ้น
 
โดยมาพำนักอยู่ที่วัดเสมาเมือง ซึ่งเป็นสำนักเรียนและมีสมเด็จพระมหาปิยะทัสสี เป็นเจ้าอาวาส และบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เมื่ออายุครบกาลอุปสมบท ท่านได้ศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ จนมีความรู้และเป็นผู้ทรงอภิญญามาก และได้แสดงปาฏิหาริย์หลายครั้ง ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากสมเด็จพระเอกาทศรศในครั้งสุดท้ายในราชทินนามที่ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ สุดท้ายเมื่อท่านมีอายุได้ 80 ปี ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่วัดพะโคะ วัดบ้านเกิดของท่าน ต่อมาท่านได้สั่งเสียกับลูกศิษย์ว่าเมื่อท่านมรณภาพให้นำพระศพท่านไปไว้ที่วัดช้างไห้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ต่อไปสถานที่ข้างหน้าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้คนมาเที่ยว

+++ละสังขาร+++
หลวงปู่ทวด ได้ละสังขารด้วยโรคชราในปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2225ที่เมืองไทรบุรี สิริอายุได้ 100 ปี นับพรรษาได้ 80 พรรษา
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-13 20:40:42 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 34 (3419549)

 ประวัติท่านขรัวโต......

 
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) 
(นามเดิม: โต) หรือนามที่นิยมเรียก "สมเด็จโต" "หลวงปู่โต"หรือ "สมเด็จวัดระฆัง"
เป็นพระสงฆ์มหานิกาย เป็นพระมหาเถระรูปสำคัญที่ได้รับความนิยมนับถืออย่างมากในประเทศไทย
ท่านเคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารในสมัยรัชกาลที่ 4-5
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) นับเป็นพระเกจิเถราจารย์ผู้มีปฏิปทาจริยาวัตรน่าเลื่อมใส เป็นที่เคารพนับถือทั่วไปมาตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงสามัญชน และนอกจากจริยาวัตรด้านความสมถะอันโดดเด่นของท่านแล้ว
 
ท่านยังทรงคุณทางด้านวิชชาคาถาอาคม เมตตามหานิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุมงคล "พระสมเด็จ" ที่ท่านได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา ได้ถูกจัดเข้าในพระเครื่องเบญจภาคี หรือสุดยอดของพระเครื่องวัตถุมงคล 1 ใน 5 ของประเทศไทย และมีราคาซื้อขายในปัจจุบันต่อองค์เป็นราคานับล้านบาท ด้วยปฏิปทาจริยาวัตรและคุณวิเศษอัศจรรย์ของท่าน ทำให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยเคารพนับถือว่าท่านเป็นอมตะ
เถราจารย์รูปหนึ่งของเมืองไทย และมีผู้นับถือจำนวนมากในปัจจุบัน
 
สมเด็จพระพุฒาจารย์ เกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 (หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้แล้ว 7 ปี) ณ บ้านไก่จ้น (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จุลศักราช 1150 เวลาพระบิณฑบาต (ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331) ที่บ้านท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
 
มารดาบิดาของท่านเป็นใครไม่ทราบแน่ชัด มีผู้กล่าวประวัติของท่านในส่วนนี้แตกต่างกันไปหลายสำนวน เช่น ฉบับของพระยาทิพโกษา กล่าวว่า มารดาของท่านชื่อนางงุด บุตรของนายผลกับนางลา ชาวนาเมืองกำแพงเพชร1 หรือฉบับของพระครูกัลยาณานุกูล (เฮง อิฏฐาจาโร) กล่าวว่า มารดาของท่านชื่อเกตุ คนท่าอิฐ อำเภอบางโพ อย่างไรก็ดีมารดาของท่านนั้นเป็นชาวเมืองเหนือ (คำเรียกในสมัยอยุธยา) เพราะทุกแหล่งอ้างอิงกล่าวตรงกันว่ามารดาของท่านเป็นชาวเมืองเหนือแต่ได้ลงมาทำมาหากินแถบภาคกลางในช่วงหลัง
 
สำหรับบิดาของท่านนั้น สำนวนของพระยาทิพโกษา กล่าวว่าท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งทรงพระยศเป็น เจ้าพระยาจักรี ส่วนฉบับของพระครูกัลยาณานุกูล และฉบับของตรียัมปวายกล่าวว่าท่านเป็นพระโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และแม้ในสำนวนของตรียัมปวายจะมีข้อสันนิษฐานเพื่อยืนยันหลายข้อ
แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติทั้งสองสำนวนกล่าวตรงกันเพียงว่า ข้อสันนิษฐานว่าด้วยบิดาของท่านนั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าซึ่งชาวบ้านในสมัยนั้นกล่าวและเชื่อกันโดยทั่วไป
 
+++บรรพชาและอุปสมบท++
เมื่อถึงวัยพอสมควรแล้ว ได้บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. 2343
ต่อมาปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดและเมตตาสามเณรโตเป็นอย่างยิ่ง ครั้นอายุครบอุปสมบทปี พ.ศ. 2350 จีงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามมีสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายานามในพุทธศาสนาว่า "พฺรหฺมรํสี" ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระภิกษุโตรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
 
++สมณศักดิ์++
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดปรานพระภิกษุโตเป็นอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ. 2395 พระองค์จึงได้พระราชทานสมณศักดิ์ถวายพระภิกษุโตเป็นครั้งแรก โดยมีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ราชทินนาม "พระธรรมกิติ" และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม
ขณะนั้นท่านอายุ 65 ปี โดยปกติแล้วพระภิกษุโตมักพยายามหลีกเลี่ยงการรับพระราชทานสมณศักดิ์ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้ท่านต้องยอมรับพระราชทานสมณศักดิ์ในที่สุด อีก 2 ปีต่อมา (พ.ศ. 2397) ท่านจึงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ ในราชทินนาม "พระเทพกวี" หลังจากนั้นอีก 10 ปี (พ.ศ. 2407) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ในราชทินนาม "สมเด็จพระพุฒาจารย์"
 
ราวปี พ.ศ. 2410 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มาเป็นประธานก่อสร้างปูชนียวัตถุครั้งสุดท้ายที่สำคัญของท่าน คือ พระพุทธรูปหลวงพ่อโต (พระศรีอริยเมตไตรย) ที่วัดอินทรวิหาร (ในสมัยนั้นเรียกว่า วัดบางขุนพรหมใน) ทว่าการก่อสร้างก็ยังไม่ทันสำเร็จ โดยขณะนั้นก่อองค์พระได้ถึงเพียงระดับพระนาภี (สะดือ) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็ได้มรณภาพบนศาลาเก่าวัดบางขุนพรหมใน ณ วันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริรวมอายุได้ 84 ปี อยู่ในสมณเพศ 64 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสครองวัดระฆังโฆสิตารามได้ 20 ปี

 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-13 20:46:07 IP : 171.6.235.93


ความเห็นที่ 35 (3419968)

 กรรมในความหมายตามหลักพุทธศาสนา


คำว่า “กรรม” แปลว่า การกระทำ มีความหมายเป็นกลาง ๆ คือ การกระทำ ยังไม่ถือว่าดีหรือชั่ว กรรมเป็นกฎแห่งสาเหตุเกี่ยวกับศีลธรรม คำว่า “การกระทำ” (กรรม) หมายถึงการกระทำทุกอย่างที่แสดงออกจากตัวเรา เช่น การแสดงออกทางกาย (กายกรรม) ทางวาจา (วจีกรรม) และทางใจ (มโนกรรม)

โดยหลักมูลฐานแล้ว กรรมก็คือ เจตนา ดังคำนิยามศัพท์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว วทามิ เจตยิตวา กโรติ กาเยน วาจาย มนสา” ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกว่า เจตนาคือกรรม (เป็นตัวกรรม) เมื่อมีเจตนาแล้ว คนเราก็ลงมือกระทำการด้วยกาย วาจา และด้วยใจ หมายความว่า 
การกระทำที่จะเป็นกรรมได้นั้น จะต้องมีเจตนา คือ ความตั้งใจ จงใจ แล้วกระทำการลงไปโดยใช้เครื่องมือ คือ กาย วาจา และใจ 

หลักคำสอนเรื่องกรรม นับว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงลักษณะพิเศษของพุทธศาสนา 
ซึ่งทำให้พุทธศาสนาแตกต่างไปจากลัทธิศาสนาอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิศาสนาประเภทเทวนิยม

ซึ่งคำสอนลัทธิศาสนาประเภทเทวนิยม 
สอนให้คนเรามอบกายถวายชีวิตของตนไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก เช่น ความเป็นไปของชีวิตจะต้องขึ้นอยู่กับพระเจ้า พระองค์จะเป็นผู้ลิขิตชีวิตของสรรพสัตว์ให้เป็นไป ที่เรียกกันว่า “พรหมลิขิต” เป็นต้น 

แต่พุทธศาสนากลับปฏิเสธอำนาจของสิ่งภายนอกทั้งหมด แต่สอนให้เชื่ออำนาจของผลกรรมของตนเองว่าเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ และเป็นสิ่งจำแนกสรรพสัตว์ให้แตกต่างกัน หรือเรียกกันว่า “กรรมลิขิต”

กรรมในพระพุทธศาสนา (ภาษาสันสกฤต : กรฺม, ภาษาบาลี : กมฺม) แปลว่า "การกระทำที่มีด้วยเจตนา" ได้แก่ กระทำทางกาย เรียก กายกรรม ทางวาจา เรียก วจีกรรม และทางใจ เรียก มโนกรรม กรรม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
กรรมดี เรียกว่า กุศลกรรม หรือ บุญกรรม
กรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม หรือ บาปกรรม

กรรม 2 (การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม - Kamma: action; deed)

-- อกุศลกรรม (กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว, การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต หมายถึง การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือโมหะ - Akusala-kamma: unwholesome action; evil deed; bad deed)

-- กุศลกรรม (กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี, การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล คืออโลภะ อโทสะ หรืออโมหะ -Kusala-kamma: wholesome action; good deed)
การจำแนกประเภทของกรรม

กรรมดี หรือ กรรมชั่วก็ตาม กระทำทางกาย วาจา หรือทางใจก็ตาม สามารถจำแนกอีก เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายแบบ ดังนี้

-- กรรมจำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม (ปากกาลจตุกะ) 4 อย่าง

-- กรรมจำแนกตามหน้าที่ของกรรม (กิจจตุกะ) 4 อย่าง

-- กรรมจำแนกตามลำดับการให้ผลของกรรม (ปากทานปริยายจตุกะ) 4 อย่าง

-- กรรมจำแนกตามฐานที่ให้เกิดผลของกรรม (ปากฐานจตุกะ) 4 อย่าง

กรรมจำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม
การกระทำทางกาย วาจา ใจ ทั้งที่เป็นฝ่ายดีหรือไม่ดีก็ตาม ย่อมตอบสนองแก่ผู้กระทำ ไม่เร็วก็ช้า เวลาใดเวลาหนึ่ง กรรมจำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม (ปากกาลจตุกะ) แสดงกำหนดเวลา แห่งการให้ผลของกรรม มี 4 อย่าง 

ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน คือในภพนี้

อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในภพที่จะไปเกิด คือในภพหน้า

อปราปริเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆไป

อโหสิกรรม หมายถึง กรรมเลิกให้ผล ไม่มีผลอีก

กรรมจำแนกตามหน้าที่ของกรรม
กรรมจำแนกตามหน้าที่การงานของกรรม (กิจจตุกะ) กรรมมีหน้าที่ 
ที่จะต้องกระทำสี่อย่าง คือ

ชนกกรรม หมายถึง กรรมที่เป็นตัวนำไปเกิด กรรมแต่งให้เกิด

อุปัตถัมภกกรรม หมายถึง กรรมสนับสนุน กรรมที่ช่วยสนับสนุนหรือซ้ำเติม ต่อจากชนกกรรม

อุปปีฬิกกรรม หมายถึง กรรมบีบคั้น กรรมที่มาให้ผล บีบคั้นผลแห่งชนกกรรมและ
อุปัตถัมภกกรรมนั้น ให้แปรเปลี่ยนทุเลาลงไป บั่นทอนวิบากมิให้เป็นไปได้นาน

อุปฆาตกกรรม หมายถึง กรรมตัดรอน กรรมที่แรงฝ่ายตรงข้ามกับชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม เข้าตัดรอนการให้ผลของกรรมทั้งสองอย่างนั้น ให้ขาดไปเสียทีเดียว

กรรมจำแนกลำดับการให้ผลของกรรม
กรรมจำแนกตามลำดับการให้ผลของกรรม (ปากทานปริยายจตุกะ) จำแนกตามความยักเยื้อง หรือ ลำดับความแรงในการให้ผล 4 อย่าง

ครุกกรรม (หนังสือพุทธธรรมสะกดครุกกรรม หนังสือกรรมทีปนีสะกดครุกรรม) หมายถึง กรรมหนัก ให้ผลก่อน เช่น ฌานสมาบัติ 8 หรือ อนันตริยกรรม

พหุลกรรม หรือ อาจิณกรรม หมายถึง กรรมที่ทำมาก หรือ ทำจนเคยชิน ให้ผลรองจากครุกรรม

อาสันนกรรม หมายถึง กรรมจวนเจียน หรือ กรรมใกล้ตาย คือกรรมที่ทำเมื่อจวนจะตาย จับใจอยู่ใหม่ๆ ถ้าไม่มีสองข้อก่อน ก็จะให้ผลก่อนอื่น

กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม หมายถึง กรรมอื่นที่เคยทำไว้แล้ว นอกจากกรรม 3 อย่างข้างต้น, ฏีกากล่าวว่า กรรมนี้ให้ผลในชาติที่ 3 เป็นต้นไป (กตตฺตา-สิ่งที่เคยทำไว้, วา ปน-ก็หรือว่า, กมฺม-กรรม) กตัตตากรรมนี้ ในตำราทางพุทธศาสนาหลายแห่ง (เช่น หนังสือกรรรมทีปนี พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม และหนังสือพุทธธรรมฉบับขยายความ) ได้บรรยายไว้ว่า หมายถึง กรรมสักแต่ว่าทำ กรรมที่ทำไว้ด้วยเจตนาอันอ่อน หรือมิใช่เจตนาอย่างนั้นโดยตรง ต่อเมื่อไม่มีกรรมอันอื่นให้ผลแล้ว กรรมนี้จึงจะให้ผล

กรรมจำแนกตามฐานที่ให้เกิดผลของกรรม
กรรมจำแนกตามฐานที่ให้เกิดผลของกรรม (ปากฐานจตุกะ) แสดงที่ตั้งแห่งผลของกรรมสี่อย่าง เป็นการแสดงกรรมโดยอภิธรรมนัย (ข้ออื่นๆข้างต้นเป็นการแสดงกรรมโดยสุตตันตนัย)

อกุศลกรรม

กามาวจรกุศลกรรม

รูปาวจรกุศลกรรม

อรูปาวจรกุศลกรรม

กรรมดำ กรรมขาว
นอกจากเรื่องของกรรมดีกรรมชั่วแล้ว ยังมีการอธิบายกรรมอีกนัยหนึ่ง โดยอธิบายถึงกรรมดำกรรมขาว จำแนกเป็นกรรม 4 ประการ คือ

กรรมดำมีวิบากดำ ได้แก่ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกาย วาจา ใจ อันมีความเบียดเบียนบุคคลอื่น ย่อมได้เสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียน เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว เช่น เป็นผู้ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ มีจิตประทุษร้ายต่อพระตถาคต ยังพระโลหิตให้ห้อขึ้น ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมา

กรรมขาวมีวิบากขาว ได้แก่ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกาย วาจา ใจ อันมีไม่ความเบียดเบียนบุคคลอื่น ย่อมได้เสวยเวทนาที่ไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุขโดยส่วนเดียว เช่น เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความเพ่งเล็งอยากได้ มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ

กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว ได้แก่ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกาย วาจา ใจ อันมีความเบียดเบียนบุคคลอื่นบ้าง ไม่ความเบียดเบียนบุคคลอื่นบ้าง ย่อมได้เสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่ความเบียดเบียนบ้าง มีทั้งสุขและทั้งทุกข์ระคนกัน

กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ได้แก่ เจตนาใดเพื่อละกรรมดำอันมีวิบากดำ เจตนาใดเพื่อละกรรมขาวอันมีวิบากขาว และเจตนาใดเพื่อละกรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม เช่น ผู้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด โพชฌงค์เจ็ด

กฎแห่งกรรม
กฎแห่งกรรม คือ กฎธรรมชาติ ข้อหนึ่ง ที่ว่าด้วยการกระทำ และผลแห่งการกระทำ ซึ่ง การกระทำและ ผลแห่งการกระทำนั้น ย่อมสมเหตุ สมผลกัน เช่น ทำดี ย่อมได้รับผลดี ทำชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว เป็นต้น

-- กรรมใดใครก่อ ตนเองเท่านั้นที่จะได้รับผลของสิ่งที่กระทำ

-- กรรมในปัจจุบันเป็นผลมาจากการกระทำในอดีต และกรรมที่ก่อไว้ในปัจจุบันเป็นเหตุที่จะส่งผลสืบเนื่องต่อไปยังอนาคต

-- กรรมดี-กรรมชั่ว ลบล้างซึ่งกันและกันไม่ได้ถึงแม้ว่าการทำกรรมดีจะลบล้างกรรมชั่วเก่าที่มีอยู่เดิมไม่ได้ แต่มีส่วนช่วยให้ผลจากกรรมชั่วที่มีอยู่เดิมผ่อนลง คือ การผ่อนหนักให้เป็นเบา (ข้อนี้ อุปมาได้กับ การที่เรามีน้ำขุ่นข้นอยู่แก้วหนึ่ง หากเติมน้ำบริสุทธิ์ลงไปแล้ว มิสามารถทำให้น้ำขุ่นกลับบริสุทธิ์ได้ แต่ทำให้น้ำขุ่นข้นนั้นกลับเจือจางลงและใสยิ่งขึ้นกว่าเดิม)

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ 

องค์ประกอบของกรรม
กรรมหรือการกระทำที่จะถือว่าสมบูรณ์ หรือการที่จะเรียกว่าเป็นกรรมสมบูรณ์นั้นจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 อย่างคือ

1. มีกิเลสเป็นแรงกระตุ้นหรือเป็นแรงผลักดัน กิเลส แปลว่า ความเศร้าหมองในจิตใจ หรือเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต กิเลสอันเป็นต้นเค้าแห่งความชั่ว เรียกว่า “อกุศลมูล” ได้แก่ความโลก (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) และความหลง (โมหะ) และกิเลสที่เป็นต้นเค้าแห่งความดีเรียกว่า “กุศลมูล” ได้แก่ ความไม่โลภ (อโลภะ) ความไม่โกรธ ไม่ประทุจร้าย (อโทสะ) และความไม่หลงผิด (อโมหะ) กิเลสเหล่านี้มีอยู่ในขันธสันดานของสัตว์โลกที่ยังเป็นปุถุชน และเหยื่อล่อให้เกิดกิเลส ก็คือ เบญจกามคุณ (กามคุณ 5) คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส กรรมหรือการกระทำก็อาศัยกิเลสเหล่านี้เป็นแรงกระตุ้นหรือผลักดัน

2. มีเจตนาหรือความตั้งใจ เจตนา ก็คือ การตั้งใจหรือจงใจ เป็นปัจจัยอันหนึ่งของจิต กรรมคือ การกระทำหรือเมล็ดพันธุ์ ผลของการกระทำหรือผลที่เกิดขึ้น เรียกว่า “กรรมวิบาก” (ผลของกรรม) เจตนาต่างๆ นั้นอาจเป็นไปได้ทั้งในด้านดีและในด้านเลว ดังนั้นการกระทำอาจเป็นได้ทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าผลของการกระทำนั้น ๆ มีเหตุปัจจัยเป็นอย่างไร การเกี่ยวโยงต่อเนื่องอันไม่จบสิ้นของการกระทำและผลของการกระทำ เหตุปัจจัยกับผล หรือเมล็ดพันธุ์กับผลไม้เหล่านั้นได้เกิดต่อเนื่องกันไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาแห่งปรากฏการณ์ของร่างกาย และจิตใจของสภาพที่เป็นอยู่ มีอยู่

3. การกระทำหรือการเคลื่อนไหว เมื่อมีเจตนาเกิดขึ้นแล้วคนเราก็จะมีการกระทำไปตามเจตนา หรือความมุ่งหมายนั้นโดยอาศัยเครื่องมือ คือ กาย วาจา และใจ และเมื่อเกิดการกระทำแล้วมันก็จะผลิตผลออกมา เรียกว่า ผลกรรม ผลของการกระทำทั้งหลายย่อมจะทำให้เกิดความต้องการ และความทะยานอยากขึ้นอีก จึงกลายเป็นเวียนหรือวงจรชีวิต เรียกว่า “วัฏฏะ 3” ได้แก่ กิเลส กรรม และวิบาก

4. ผลสำเร็จ หมายถึง การกระทำนั้นเกิดผลสำเร็จตามเจตนา (ความตั้งใจหรือความมุ่งหมาย) ที่ตั้งไว้ทุกประการเช่น ตั้งใจจะฆ่าเขาให้ตายและก็สามารถฆ่าเขาตายได้สำเร็จเป็นต้น
จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า การกระทำที่สมบูรณ์หรือการกระทำที่จะเรียกว่าเป็นกรรมที่สมบูรณ์นั้น ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 อย่าง ดังกล่าวข้างต้นนั้น พระพุทธเจ้า จึงทรงเน้นว่า การกระทำที่มีเจตนาจึงจะเรียกว่าเป็น “กรรม”
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 10:46:27 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 36 (3419982)

 อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ

อริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ

1. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่
ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น
กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5
 
ทุกข์ : ธรรมที่ควรรู้ มีดังนี้โลกธรรม 8  
ความหมาย โลกธรรม 8 หมายถึง เรื่องธรรมดาของโลกที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ หรือสิ่งที่ครอบงำมนุษย์ 8 ประการ
 
สาระสำคัญของโลกธรรม 8 สรุปดังนี้
 โลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ (มนุษย์พอใจ)              
          1. ได้ลาภ                
          2. ได้ยศ
          3. มีสรรเสริญ           
          4. มีสุข 
 
โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ (มนุษย์ไม่พอใจ)
          1. เสื่อมลาภ             
          2. เสื่อมยศ
          3. มีนินทา                
          4. มีทุกข์
 
ทุกข์ญานทัสสนะที่๑ (กิจอันควรรู้และปฏิบัติ ข้อที่๑) :
ทุกข์ คือสภาพหรือสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วทนอยู่ด้วยได้ยาก,ลำบาก  
สภาพทุกข์นั้น เกิดขึ้นมาจากเหล่าทุกขเวทนาอันเป็นสภาวธรรมของชีวิตในการรับรู้จากการผัสสะ  และเกิดขึ้นจากเหล่าทุกขอริยสัจที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมยังให้เกิดทุกขเวทนาขึ้นด้วยนั่นเอง  
จึงล้วนเป็นทุกข์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ต้องเกิด,ต้องมี,ต้องเป็นเป็นธรรมดา  
ทุกขอริยสัจจึงเป็นทุกข์ชนิดที่ต้องเกิดขึ้นอย่างจริงแท้เป็นที่สุดเป็นธรรมดาแก่ทุกรูปนาม ไม่ละเว้นอะไรๆแก่ใครๆทั้งสิ้น อันมี "ความเกิด๑  ความแก่๑  ความเจ็บ๑  ความตาย๑  ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้น๑  การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก๑  การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก๑  เหล่านี้เป็นทุกข์  
โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์" เหล่านี้คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เนืองๆเป็นอเนก    
 
ถ้าโยนิโสมนสิการจะเห็นได้ว่าความทุกข์ทั้ง ๗ นี้ อันมี
 
        ๑. ความเกิด ทุกข์อันมีมาแต่การเกิดเช่น การเกิดอันเป็นทุกข์ นอนคุดคู้อยู่ในครรภ์ถึง ๙ เดือน, สัญชาตญาณ(ญาณ-ความรู้ความเข้าใจที่มีมาแต่การเกิด)ต่างๆเช่นการรับรู้ในสัมผัส-รับรู้ความหิว, รับรู้ความเจ็บปวด ฯ  ตลอดจนเมื่อมีความเกิดขึ้นมาแล้วจึงยังให้มีทุกข์และโทษที่เกิดแก่สังขารกายโดยธรรมหรือธรรมชาติ(อาทีนวะ)  ทุกข์ที่ต้องดูแลรักษาเกิดตามมาอีกด้วย  ถึงเวลาหิวกระหายก็ต้องขวยขวายหาให้กินให้ดื่ม  ถึงเวลาก็ต้องให้เขาขับถ่าย  ร่างกายก็ต้องดูแลชำระรักษา  ฟันก็ต้องดูแลรักษาไม่ให้เหม็นเน่าผุพัง ฯลฯ. มีทั้งอาชีวทุกข์ที่ตามมา  อีกทั้งทุกขอริยสัจทั้ง ๖ ที่เหลืออยู่ก็พึงต้องเกิดตามมาเป็นธรรมดาโดยธรรม(ธรรมชาติ)  ท่านจึงกล่าวว่า ความเกิดก็เป็นทุกข์แล้ว  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
 
        ๒. ความแก่  ความทุกข์อันเกิดแต่ความแก่ ความเฒ่า ความชรา ความถดถอย ความวิตกกังวลอันเกิดแต่ในความชรา  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
 
        ๓. ความเจ็บ  ความทุกข์อันเกิดแต่ความเจ็บป่วย  เจ็บไข้ ความเจ็บปวดอันเกิดแต่การกระทบผัสสะต่างๆทางโลก ความวิตกกังวลวุ่นวายใจในความเจ็บป่วยไข้ไปต่างๆนาๆ  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  เป็นทุกข์และโทษของสังขารกายที่เกิดขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาติ(อาทีนวะ)
 
        ๔. ความตาย  ความทุกข์อันเกี่ยวกับความตาย ความกังวลในความตาย ความกลัวตาย ความวิตกกังวลในภพภูมิภายหลังความตาย  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
 
        ๕. ความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ในสิ่งนั้น  ความทุกข์อันเกิดแต่ความไม่สมหวัง ความไม่ได้ตามปรารถนา  แม้จะมีความสมหวังสมปรารถนาบ้างเป็นธรรมดา   แต่ที่สุด ความไม่สมหวัง ความไม่ได้ตามปรารถนา ย่อมต้องเกิดขึ้น  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  อันนับได้ว่าเป็นทุกข์ที่พบพานมากเป็นที่สุดทีเดียว
 
        ๖. การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก  ความทุกข์อันเกิดแต่การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา อันย่อมเกิดขึ้นในการดำรงชีวิต  แม้จะประสบกับสิ่งที่ชอบถูกใจบ้างเป็นธรรมดา  แต่ที่สุด การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ สิ่งที่ไม่พึงต้องการ ย่อมต้องเกิดขึ้น  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
 
        ๗. การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก  ความทุกข์อันเกิดจากการพลัดพราก จากการเสื่อม แปรปรวน หรือการดับไป จึงเกิดการสูญเสียสิ่งต่างๆอันเป็นที่รักทั้งในบุคคล ตลอดจนวัตถุสิ่งของ อันเป็นที่รัก,ที่ชอบ,ที่หวงแหน  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
 
        โยนิโสมนสิการโดยแยบคายจะพบว่า ทุกข์ทั้ง ๗ นี้ครอบคลุมสรรพทุกข์ทุกอย่างประดามีในโลกนี้โดยบริบูรณ์ ครบถ้วนไม่บกพร่องแม้แต่น้อยหนึ่ง  แต่ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงคือทั้งทุกขเวทนาและทุกขอริยสัจทั้ง ๗ นี้เป็นเหตุปัจจัยอันเป็นจริงและสำคัญยิ่ง และไม่สามารถหลบหนีได้ก็จริงอยู่ เพราะเป็นทุกข์โดยธรรมหรือธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าทุกข์ธรรมชาติก็ได้  จึงเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ยังคงต้องเกิด ต้องมี ต้องเป็นเช่นนั้นเอง ดังเช่น กายกระทบโผฏฐัพพะอย่างแรงย่อมเกิดทุกขเวทนาเป็นธรรมดาโดยธรรมหรือธรรมชาติแก่ทุกรูปนาม และเช่นกันเมื่ออายตนะคือจิตกระทบกับธรรมารมณ์ชนิดเป็นทุกข์ย่อมก่อให้เกิดทุกขเวทนาเป็นธรรมดา  
ส่วนทุกขอริยสัจนั้นทุกชีวิตย่อมต้องประสบพบกับทุกข์ทั้ง ๗ นี้ทุกบุคคล เขา เราเช่นกัน   เมื่อโยนิโสมนสิการโดยแยบคายก็จะพบกับความเป็นจริงดังที่กล่าวมาทุกประการว่าเป็นสภาวธรรมหรือสภาวะทุกข์โดยธรรมหรือธรรมชาติ อันย่อมไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดหลีกหนีพ้น แม้แต่พระบรมศาสดาและพระอริยะทุกท่านทุกพระองค์ก็จริงอยู่   และท้ายสุดพระองค์ท่านได้กล่าวสรุปลงเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ครอบคลุมความทุกข์ทั้งปวงว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์  เพราะธรรมชาติเดิมๆแท้ๆของทุกข์ทั้ง ๗ แม้มันจะเป็นทุกข์จริงๆอย่างหนึ่งโดยธรรมชาติเอง แต่ไม่เผาลนเร่าร้อนดังไฟนรกที่เผาอยู่ในหัวจิตหัวใจอย่างยาวนาน  
ทุกข์ทั้ง ๗ เหล่านี้ยังต้องมีเหตุปัจจัยอื่นๆมาร่วมด้วยจึงจะยังให้เกิดอุปาทานทุกข์อันแสนเผาลนเร่าร้อนดังกล่าวขึ้นได้  และความทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ดับไปนั้นก็คือ อุปาทานทุกข์ เหล่านี้นั่นเอง  จึงไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ชนิดทุกขเวทนาอันเป็นทุกข์ธรรมขาติของชีวิตในการรับรู้การกระทบ(ผัสสะ)ในสิ่งต่างๆของชีวิตแต่อย่างใด    
ส่วนอุปาทานทุกข์อันแสนเร่าร้อนเผาลนนั้น ก็จำต้องมีเหตุปัจจัยอื่นร่วมอีกด้วย จึงจะเกิดขึ้นได้ อันเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาท อันคือ ตัณหา, อุปาทาน.....นั่นเอง  
จึงยังผลให้เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ขึ้นได้ กล่าวคือ ความทุกข์ดังกล่าวที่เผาลนต้องประกอบด้วย ตัณหา ---> อุปาทาน จึงจะบังเกิดแก่จิตหรือใจจนเร่าร้อนเผาลน  และอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์เหล่านี้สามารถดับหรือจางคลายลงไปได้ด้วยธรรมอันวิเศษของพระองค์ท่าน,  
 
จึงควรศึกษาพิจารณาขันธ์ ๕ โดยเฉพาะเวทนา  และตัณหา,อุปาทาน ตลอดจนอุปาทานทุกข์อันเกิดขึ้นและเป็นไปในชรา ให้เข้าใจจากกระบวนธรรมในวงจรปฏิจจสมุปบาท   มิฉนั้นจักสับสนระหว่างทุกขเวทนาอันเป็นธรรมขาติ กับเวทนูปาทานขันธ์(เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน)อันเป็นอุปาทานทุกข์ในชรา  เมื่อสับสนแล้วทําให้ไม่ก้าวหน้าในธรรม เพราะมัวแต่สาระวนวนเวียนเพียรพยายามดับขันธ์ ๕ บ้าง ดับทุกขเวทนาบ้าง หรือพยายามแม้ดับสังขารความคิดอันดีงามบ้าง หรือแม้แต่การปฏิบัติสมาธิอย่างเดียว  อันย่อมให้ผลเสมือนหนึ่งการพยายามไล่จับเงาตนเอง ซึ่งย่อมไม่มีทางประสบผลสําเร็จ
       
ญานทัสสนะที่๒ :
ทุกข์นี้ควรกําหนดรู้  รู้ชัดตามความเป็นจริง,
ปริญญา-การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ  
ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา   กล่าวโดยย่อคือ ทั้งรู้เข้าใจ(อุปาทานทุกข์)  และรู้เท่าทัน
พอที่จะแยกออกได้เป็น ๒ ว่า
 
        ๑.ทุกขอริยสัจที่ดับไม่ได้  อันมี"ความเกิด๑ แก่๑ เจ็บ๑ ตาย๑ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น๑ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก๑ การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก๑"  อันล้วนเมื่อเกิดหรือประสบเข้าแล้ว ย่อมยังให้เกิดทุกข์ธรรมชาติขึ้นจากการผัสสะขึ้นเป็นธรรมดาอีกด้วย กล่าวคือทุกขเวทนาที่เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต กล่าวคือ เป็นทุกข์โดยธรรมชาติ ที่แม้เป็นทุกข์อย่างหนึ่งก็จริงอยู่และหลีกหนีไม่ได้ แต่สภาวะเดิมๆของทุกข์เหล่านี้ ไม่เร่าร้อนไม่เผาลน   เหล่านี้คือทุกข์อริยสัจชนิดที่เป็นทุกข์ประจำชีวิตที่ยังคงต้องเกิด,ต้องมี,ต้องเป็นเช่นนั้น เป็นกระแสสภาวธรรม จึงควรกำหนดรู้ และทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
        สิ่งต่างๆเหล่านี้หรือทุกขอริยสัจ ซึ่งย่อมล้วนยังให้เกิดทุกข์ธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งขึ้นร่วมด้วย กล่าวคือเวทนาหรือทุกขเวทนานั่นเอง อันเป็นทุกข์ที่บังเกิดขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต จึงยังคงต้องเกิดต้องมีต้องเป็นโดยธรรมชาติ อันเกิดแต่การที่เกิดทุกขอริยสัจดังกล่าวขึ้นมาจึงเกิดการผัสสะหรือกระทบสัมผัสที่ย่อมยังให้เกิดเวทนาเป็นสุข,เป็นทุกข์หรือเฉย อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา  แต่สามารถปฏิบัติทำให้ปราศจากกิเลสมาร้อยรัดได้ จนขาดการเผาลนเร่าร้อน เป็นเพียงแต่ทุกขเวทนาตามธรรมหรือธรรมชาติเท่านั้น
 
        ๒.ทุกข์ ชนิดที่ดับได้คือ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์  นี้คือความทุกข์ที่เกิดจากทุกขอริยสัจดังข้างต้นเช่นกัน แต่มีกิเลส,ตัณหา,อุปาทาน อันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลนที่ควรดับให้สนิท  จึงควรกําหนดรู้ และเข้าใจ  นี่แหละคือทุกข์ ชนิดอุปาทานทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงเพียรพยายามสั่งสอนให้ดับสนิทไม่เหลือ  ที่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเวทนูปาทานอันเร่าร้อนเผาลน
ทั้ง ๒ เป็นทุกข์ ที่ควรกำหนดรู้ คือทั้ง รู้เท่าทัน  และ รู้อย่างเข้าใจ
"ภิกษุทั้งหลาย. ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราบัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องความทุกข์และความดับสนิทไม่เหลือของทุกข์ เท่านั้น"
 
        โยนิโสมนสิการให้เข้าใจและยอมรับในสภาวธรรม(ธรรมชาติ) ว่า"เหตุแห่งทุกข์นั้นยังคงมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น"  หรือเหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวะธรรมชาติเช่นกันนั้นก็ยังคงมีอยู่ไม่มีผู้ใดไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้อย่างจริงๆโดยเด็ดขาด แต่เมื่อเหตุแห่งทุกข์นี้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหลบพ้นได้มากระทบกับเราแล้วไม่สามารถทําอะไรใจเราได้ อันคือไม่เป็นอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายที่เกิดแก่ใจนั่นเอง ท่านจึงกล่าวไว้ว่าเราปฏิบัติเพื่อให้เกิดสภาวะ "ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น" หรือ "เหนือกรรม"
 
        โยนิโสมนสิการแยกแยะ อุปาทานทุกข์หรืออุปาทานขันธ์ ๕ ให้ออกจากเวทนา(ทุกขเวทนา หรือทุกข์เทียม หรือทุกข์ธรรมชาติ แม้เป็นทุกข์ชนิดหนึ่งก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกข์จริงๆ เป็นแค่กระบวนธรรมของทุกชีวิตในการรับรู้ความรู้สึกต่างๆอันเกิดแต่การกระทบสัมผัสกับเหล่าอายตนะภายนอก อันเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติที่ย่อมเกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบหรือผัสสะ  แต่เพราะอวิชชาความไม่รู้จึงกลายไปเป็นทุกข์จริงๆคือทุกข์อุปาทานได้) เมื่อแยกแยะได้ชัดเจนจะเป็นปัจจัยให้เข้าใจในทุกข์ได้อย่างลึกซึ้งถูกต้อง  กล่าวคือทุกขเวทนาเป็นทุกข์ธรรมขาติที่เกิดแก่ทุกรูปทุกนาม ไม่สามารถหลีกหนีได้,  ส่วนอุปาทานทุกข์นั้นยังให้เกิดเวทนูปาทาน คือเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน จึงเป็นเวทนาความรู้สึกที่เร่าร้อนเผาลนไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตามที ด้วยไฟของกิเลสอันคือ เหล่าราคะ โทสะ โมหะ ฯ.
       
ญานทัสสนะที่๓ :
ทุกข์นี้ได้กําหนดรู้แล้วหรือ? ได้ปฏิบัติพิจารณาจนเข้าใจหรือยังว่าความทุกข์ที่ปุถุชนทั้งหลายประสบกันอยู่ทุกขณะนั้นคือทุกข์อุปาทานอันเกิดแต่ "อุปาทานขันธ์ ๕"หรือขันธ์๕ที่มีความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจหรือสุขของตัวตนเองเป็นหลักสําคัญ หรือก็คือ ขันธ์ ๕ ที่เกิดในชาติ, ชรา-มรณะ อันมีอุปาทานความพึงพอใจหรือความเป็นตัวของกู ของของกู ร่วมด้วยแล้วนั่นเอง (ตามหลักปฏิจจสมุปบาท) นอกจากต้องรู้ว่าทุกข์ทั้งมวลคือทุกข์อุปาทานขันธ์๕แล้ว ยังต้องมีสติรู้เท่าทันทุกข์อุปาทานต่างๆที่เกิดขึ้นด้วย  สรุปรวมเป็น๒คือ
 
        ๑.รู้เข้าใจอุปาทานทุกข์อันบังเกิดแก่ใจ หรือเวทนูปาทานขันธ์ที่เกิดขึ้นนั่นเอง คือความทุกข์ที่เราต้องปฏิบัติเพื่อการดับไป
 
        ๒.รู้เท่าทันอุปาทานทุกข์ที่เกิด  หรือดังมีคําที่ชอบกล่าวกันอยู่เสมอๆ "เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม" อันมิได้หมายถึงต้องมีความทุกข์เกิดขึ้นแล้วจึงจะเห็นธรรม,  ดังนั้นหลายๆท่านเพราะยังไม่มีทุกข์(แต่จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป?)จึงยังไม่ปฏิบัติธรรม,  แต่หมายถึงรู้เข้าใจว่าทุกข์นั้นคือทุกข์อุปาทาน อันบังเกิดขึ้นแก่จิต จึงจักเข้าใจในธรรมได้ และต้องมีสติรู้เท่าทันทุกข์อุปาทานที่เกิดแก่ใจนั้นด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 11:59:36 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 37 (3419985)

 อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ

 

2. ทุกขสมุทัย
คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ
กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์,
ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ
วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิคือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง
 
สมุทัย  :  ธรรมที่ควรละ มีดังนี้ กรรมนิกาย   กรรมนิกาย คือ กฎแห่งการกระทำของมนุษย์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “กฎแห่งกรรม”ซึ่งชาวพุทธมักสรุปหลักคำสอนเรื่องนี้ว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว”
กรรม 12    กรรม 12 คือ กรรมที่จำแนกตามผลที่ได้รับ มี 12 ประเภท ดังนี้
 
1. กรรมที่ให้ผลตามกาลเวลา 4 กรรม ได้แก่ กรรมที่ให้ผลในชาตินี้ กรรมที่ให้ผลชาติหน้า กรรมที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป และกรรมที่เลิกผล (อโหสิกรรม)
 
2. กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ 4 กรรม ได้แก่ กรรมที่ชักนำให้เกิด กรรมสนับสนุน กรรมตัดรอน  และกรรมบีบคั้น
 
3.  กรรมที่ให้ผลตามลำดับความแรง 4 กรรม ได้แก่ กรรมหนัก กรรมที่ทำบ่อย ๆ จนเคยชินกรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย และกรรมสักแต่ว่าทำ (ไม่มีเจตนา)
 
มิจฉาวณิชชา 5      มิจฉาวณิชชา 5 หมายถึง การค้าขายที่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม 5 อย่างที่ชาวพุทธต้องละเว้นหรือไม่ควรทำ ได้แก่
-- การค้ามนุษย์
-- การค้าอาวุธ
-- การค้าสัตว์สำหรับฆ่าเป็นอาหาร
-- การค้าของมึนเมา
-- และการค้ายาพิษ (สิ่งเสพย์ติด)
 
ญานทัสสนะที่๔ :
สมุทัยนี้ คือ  เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดแห่งทุกข์  คือ ตัณหาที่ทําให้เกิดภพใหม่ ชาติใหม่ อันคือ ความอยาก, ความติดเพลิน, ความติดใจอยาก, ความติดใจชอบ,ความยินดียินร้าย ฯ. หรือการติดใจในรสอร่อยของโลก  อันคือตัณหา๓ อันมี
 
กามตัณหา (ความอยากหรือไม่อยากใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส),
 
ภวตัณหา(ความอยากทางจิต) ,
 
วิภวตัณหา (ความไม่อยากทางจิต, ความอยากดับสูญ, หรือความอยากในความไม่อยากให้เกิด,ให้มี,ให้เป็น)
 
อันเป็นมูลเหตุปัจจัยโดยตรงให้เกิดอุปาทาน อันยังให้เกิดอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนในองค์ธรรมชรา
 
 ญานทัสสนะที่๕ :
สมุทัยนี้ควร ละ   ปหานะ-การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักที่ว่า ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหาละเหตุแห่งทุกข์  อันคือตัณหา๓นั่นเอง โดยการนําออกและละเสียซึ่งตัณหา โดยการปฏิบัติ และโดยปัญญา ดังเช่นเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทแล้วว่าตัณหาเกิดแต่เหตุปัจจัยใด เราก็ปฏิบัติตามความเข้าใจนั้น
 
        น่าสังเกตุ วิภวตัณหาความไม่อยาก ไม่อยากให้มีทุกข์ ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น ทําให้เกิดการผลักไส ต่อต้าน เป็นตัณหาตัวสําคัญที่ผู้ปฏิบัติมักจะลืม หรือนึกไม่ถึง เพราะคิดว่าไม่เป็นตัณหา บางท่านนึกว่าเป็นสิ่งที่ดีเสียอีก ตลอดจนภวตัณหา(ความอยาก)ในการปฏิบัติธรรมจนเกินพอดีก็เป็นสิ่งที่ผิด
 
        ถ้าพูดอย่างง่ายๆให้ครอบคลุมความหมาย "สมุทัยนี้ควรละ" โดยปริยายคือลดละความอยาก และ ไม่อยาก อันเป็นเหตุ ให้ไวที่สุดทันทีที่สติรู้เท่าทันนั่นเอง อย่าปล่อยอ้อยอิ่งอย่างเด็ดขาด เพราะตัณหามักแฝงมากับความคิดนึกปรุงแต่งอันมักไม่รู้ตัวในตอนแรกๆ อันเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา..อันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตามหลักธรรมปฏิจจสมุปบาท, อย่าปล่อยให้จิตมีโอกาสหลอกล่อปรุงแต่งให้เป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวออกไปอันต้องเกิดเวทนา..จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหามีโอกาสแทรกเข้ามา อย่าใส่ใจ อย่าวิพากษ์วิจารณ์ พอรู้แค่เวทนาหรือการรับรู้อารมณ์(อันคือ รูป เสียง กลิ่น ฯ.)ที่กระทบแล้วแล้วให้หยุดเพียงเท่านี้เอง
        การละมักมีผู้เข้าใจผิดอยู่เสมอๆขอให้จําให้แม่นว่า "ละเหตุ" ไม่ใช่ละผลคือความทุกข์หรือละทุกขเวทนาที่เกิด, เรื่องที่เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลแล้วไม่ใช่เหตุ การพยายามดับเรื่องที่ทุกข์ที่ผลจักเป็นการกดข่ม ต้องดับที่เหตุอันคือตัณหา  หรือดับที่เหตุที่ทำให้เกิดตัณหา อันคือเวทนา(ดับ ที่หมายถึง ยังคงเกิดขึ้นและเป็นไปอยู่ แต่เพราะปัญญาที่รู้และเข้าใจแจ่มแจ้ง  จึงไม่เกิดผลให้เป็นทุกข์  ไม่ใช่การดับเวทนาลงไปจริงๆ ที่หมายถึงดับสูญลงไปอันมีบางท่านพยายามด้วยอวิชชาความไม่รู้ จึงปฏิบัติอยู่  อันเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาดไม่ว่าจักปฏิบัติกี่ภพกี่ชาติก็ตามที),  จึงไม่ใช่การดับที่ผลอันคือเรื่องที่เป็นทุกข์อันเป็นสิ่งที่ควรรู้เท่านั้น  ดังอริยสัจข้อทุกข์อันมีกิจอันควรกระทําคือ "กำหนดรู้ อันครอบคลุมถึงความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วย" เท่านั้น,  และดังคํากล่าวที่ว่า"ทุกข์ใดเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับทุกข์นั้นก็ดับ"
 
   อริยสัจ อันแสดงว่าสมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์คือตัณหา๓ และจากหลักปฏิจจสมุปบาทก็แสดงให้เห็นเช่นเดียวกันว่าตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน อันยังให้เกิดทุกข์อุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์ จึงเหมือนกันในแก่นความของแก่นธรรมทั้งสอง
 
ญานทัสสนะที่๖ : สมุทัยนี้ควร ละ  สมุทัยนี้ละได้บางส่วนแล้วหรือ?
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 12:07:12 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 38 (3419986)

 อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ

 

3. ทุกขนิโรธ คือ
ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง  คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน    นิโรธ  : ธรรมที่ควรบรรลุ มีดังนี้  วิมุตติ 5
 
  วิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้น ไม่มีความทุกข์ ภาวะที่ไร้กิเลส หรือภาวะที่ทุกข์ดับ (ความหมายเดียวกับคำว่า นิโรธ ) มี 5 ประการ  (เรียกย่อ ๆ ว่า สมถะ วิปัสสนา มรรค ผล และนิพพาน ตามลำดับ
 
1.  หลุดพ้นด้วยการข่มกิเลส เป็นการระงับกิเลสด้วยการเจริญสมาธิ (สมถะ)
         
2.  หลุดพ้นด้วยธรรมที่ตรงกันข้าม เช่น หลุดพ้นจากความโกรธด้วยการให้อภัย หลุดพ้นจากความตระหนี่และความโลภด้วยการให้ทาน และหลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวด้วยการเสียสละ (วิปัสสนา)
         
3.  หลุดพ้นอย่างเด็ดขาด คือ การทำลายกิเลสที่มีอยู่ให้หมดไปด้วยญาณขั้นสูงสุด (มรรค)
         
4.  หลุดพ้นอย่างสงบราบคาบ คือ หลุดพ้นเป็นอิสระเพราะกำจัดกิเลสที่ครอบงำได้อย่างราบคาบ (ผล)
         
5.  หลุดพ้นจนเกิดภาวะปลอดโปร่ง คือ การเข้าสู่ภาวะนิพพาน
 
 
ญานทัสสนะที่๗ :
นิโรธคือ ผลของการดับทุกข์ ภาวะหมดปัญหา ผลของการดับกิเลส, ตัณหา และอุปาทาน(อันล้วนเนื่องสัมพันธ์กันตามวงจรแห่งจิต)ทําให้เกิดความสุขสงบ บริสุทธิ์ ผ่องใส เบิกบาน เบากาย เบาใจ  เนื่องจากขาดไฟของกิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเผาลนให้ร้อนลุ่มนั่นเอง
 
       
ญานทัสสนะที่๘ :
นิโรธนี้ ควรทําให้แจ้ง  สัจฉิกิริยา-การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงสภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ   ควรทําให้แจ้งประจักษ์แก่ตนเอง  เป็นภาวะที่เกิดจากการปฏิบัติที่ถูกต้อง จึงทำให้ผู้ปฏิบัติไม่เผาลนเร่าร้อนด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาอุปาทานจึงเป็นการถูกต้อง เกิดตทังคนิพพาน  
 
อันมักเข้าใจผิดไปยึดเอาสภาวะของฌานสมาธิหรือองค์ฌานต่างๆที่เกิดขึ้น อันมีภาวะอิ่มเอิบ  อิ่มเย็น  เป็นสุข เป็นสงบ ว่าเป็นสภาวะของนิโรธ   แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่   จึงเป็นสภาวะที่ไม่ใช่ด้วยการคิดหรือฟังแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมักเป็นสภาวะปรุงแต่งตามที่เขากล่าวว่าหรือตามความเข้าใจของเราอย่างผิดๆเท่านั้น  อย่างน้อยให้สัมผัสได้หรือเข้าใจในสุขทางธรรมหรือนิโรธนี้อย่างถูกต้องบางส่วนก่อน  
เพราะนิโรธนั้นแตกต่างจากสุขทางโลกอย่างสิ้นเชิง  สุขทางโลกนั้นต้องมีภาวะก่อทุกข์ขึ้นมาก่อน คือสร้างตัณหาหรือความอยากขึ้นมาก่อน  ถ้าสามารถสนองตัณหานั้นได้ก็เรียกว่าดับทุกข์นั้นได้แล้วจึงเรียกกันโดยภาษาโลกสมมุติว่าความสุข,  เมื่อเข้าใจจะได้เป็นขวัญกําลังใจให้ปฏิบัติด้วยความมั่นใจในการปฏิบัติต่อๆไปจนเป็นนิโรธในที่สุด  และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิปัสสนูปกิเลส มีความเข้าใจผิดๆในนิโรธ เช่น การไปเข้าใจหรือยึดเอาภาวะของรูปฌาน หรืออรูปฌาน หรือสมาธิอันสุขสบายก็จริงอยู่แต่ก็ไม่เที่ยงว่าเป็นภาวะของนิโรธหรือสภาวะพ้นทุกข์แล้ว เป็นต้น
       
 
ญานทัสสนะที่๙ :
นิโรธนี้ทำได้แจ้งถูกต้องแล้วหรือ  นิโรธนี้ได้แจ้งแล้วบางส่วนถูกต้องแล้วหรือไม่?  
ใช่สภาวะณานหรืออรูปณานอันเป็นสุขไม่เที่ยงหรือเปล่า?
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 12:11:13 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 39 (3419988)

 อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ

 

4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ
แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ
1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ
 
ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง
มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้
 
1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ
 
2. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ
 
3. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ
 
มรรค คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์
อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้
 
มรรค  :  ธรรมที่ควรเจริญ มีดังนี้
 
ปาปณิกธรรม 3 (ปาปณิกธรรม หมายถึง คุณสมบัติของพ่อค้าแม่ค้าที่ดี หรือหลักการค้าขายให้ประสบผลสำเร็จ) มี 3 ประการ ดังนี้
         
1. ตาดี (จักขุมา) คือ รู้ลักษณะของสินค้าที่ดีมีคุณภาพ รู้ต้นทุน กำหนดราคาขายและคำนวณผลกำไรได้ถูกต้อง
         
2. ชำนาญธุรกิจ (วิธูโร) คือ รู้จักแหล่งซื้อขายสินค้า รู้ความเคลื่อนไหวของตลาด และรู้ถึงรสนิยมความชอบและความต้องการของผู้บริโภค
         
3. มีเงินทุน (นิสสยสัมปันโน) คือ รู้จักแหล่งกู้เงินมาลงทุนเพื่อมีเงินทุนหมุนเวียน และได้รับความไว้วางใจจากนายทุนเงินกู้
 
อปริหานิยธรรม 7 (อปริหานิยธรรม แปลว่า ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ธรรมที่ทำให้เกิดความเจริญทั้งส่วนตนและส่วนรวม)   หรือหลักปฏิบัติที่นำความสุขความเจริญมาสู่หมู่คณะ เป็นหลักธรรมที่เน้นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ความสามัคคีของหมู่คณะ และการเคารพนับถือซึ่งกันและกัน สรุปได้ดังนี้
         
1.  หมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์
         
2. พร้อมเพรียงในการประชุม มาประชุม เลิกประชุม และทำภารกิจอื่น ๆ ให้พร้อมกัน
         
3.  ไม่บัญญัติสิ่งใหม่ ๆ ตามอำเภอใจ โดยผิดหลักการเดิมที่หมู่คณะวางไว้
         
4.  เคารพนับถือผู้มีอาวุโส และรับฟังคำแนะนำจากท่าน
         
5.  ไม่ข่มเหงหรือล่วงเกินสตรี
         
6.  เคารพสักการะปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และรูปเคารพต่าง ๆ
         
7. ให้ความคุ้มครองพระสงฆ์ผู้ทรงศีลและนักบวชอื่น ๆ ให้อยู่ในชุมชนอย่างปลอดภัย
 
โภคอาทิยะ 5      โภคอาทิยะ (หรือโภคาทิยะ) หมายถึง หลักธรรมที่สอนเกี่ยวกับการใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้หรือแนวทางในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ (ทรัพย์สินสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค)มี 5 ประการ ดังนี้
         
1.  ใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงดูตนเอง บิดามารดา และครอบครัว ให้อยู่ดีมีสุข
         
2.  ใช้จ่ายเพื่อบำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมงานเป็นครั้งคราว
         
3.  ใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัยอันตราย หรือเก็บออมไว้ยามเจ็บไข้ได้ป่วย
         
4. ใช้จ่ายเพื่อทำพลี 5 อย่าง คือ สงเคราะห์ญาติ,ต้อนรับแขก,บำรุงราชการ (เสียภาษี), บำรุงเทวดา (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณีของสังคม) และทำนุบำรุงให้บุพการีผู้ล่วงลับไปแล้ว
         
5. ใช้จ่ายเพื่ออุปถัมภ์บำรุงนักบวช พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล และกิจการพระศาสนา
 
อริยวัฑฒิ 5    อริยวัฑฒิ หมายถึง หลักปฏิบัติที่นำไปสู่ความเจริญงอกงาม หรือความเป็นอารยชน หรือความเป็นคนดีในอุดมคติ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ ดังนี้
         
1.  ศรัทธา (งอกงามด้วยศรัทธา) หมายถึง มีความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อด้วยปัญญาและเหตุผล เช่น เชื่อว่าบุญบาปมีจริง เชื่อในผลของกรรม และเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
         
2.  ศีล (งอกงามด้วยศีล) หมายถึง รักษากายและวาจาให้เรียบร้อยเป็นปกติ ในทางปฏิบัติคือการรักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 ของชาวพุทธทั่วไป
         
3. สุตะ (งอกงามด้วยสุตะ)  หมายถึงความรู้ที่ได้ยินได้ฟัง หรือการศึกษาหาความรู้ด้วยการฟังซึ่งรวมถึงการอ่านหนังสือและใช้สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการแสดงหาความรู้อีกด้วย
         
4. จาคะ (งอกงามด้วยจาคะ) หมายถึง รู้จักเสียสละ แบ่งปันสิ่งของให้แก่ผู้อื่น
         
5.  ปัญญา (งอกงามด้วยปัญญา) หมายถึง มีความรู้อย่างกว้างขวาง รู้ชัดเจน และรู้จริง เป็นความรู้ทั้งในวิชาชีพ วิชาสามัญ หรือรู้เท่าทันโลก
 
ทิฏฐธัมิกัตถประโยชน์    ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหลักปฏิบัติที่จะอำนวยประโยชน์สุขแก่บุคคลมี 4 ประการ คือ
         
1. ความขยันหมั่นเพียร (อุฏฐานสัมปทา) มีความขยันหมั่นเพียรในกิจการงาน
         
2.  การเก็บรักษา (อารักขาสัมปทา) หรือประหยัด ใช้จ่ายพอดี รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้
         
3.  การคบคนดีเป็นมิตร (กัลยาณมิตร)รู้จักเลือกคบคนดี คนมีคุณธรรม และมีความรู้
         
4.  การดำรงชีพที่เหมาะสมพอดีหรือตามกำลังทรัพย์ ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินฐานะของตน
 
 
ญานทัสสนะที่๑๐ :
มรรค คือ ทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ หรือทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ หรือดับกิเลส,ตัณหา,อุปาทาน อันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์
 
       
ญานทัสสนะที่๑๑ :
มรรคนี้ ควรเจริญ หรือควรปฏิบัติ   ภาวนา-การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักที่ว่า ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา โดยข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงการดับทุกข์ คือ มรรค ๘ ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา(ทางสายกลาง) หรือ สัมโพชฌงค์ ๗ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ อันมี ๗) มรรคแบ่งคร่าวๆ
       
๑. ขั้นศีล(เพื่อความสงบกายใจ)เพื่อเป็นบาทฐานให้เกิดขั้นสมาธิ เพื่อยังความแน่วแน่, จิตใจไม่ซัดส่าย ไม่วอกแวก มีสติ เป็นกําลังของจิตในการปฏิบัติวิปัสสนาให้เกิดความเข้าใจในธรรม
       
๒. ขั้นสมาธิ เพื่อเป็นบาทฐานให้เกิดขั้นปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริงในการดับทุกข์ (ปฏิบัติสมาธิเพื่อเป็นกําลังเป็นฐานในการก้าวหรือปฏิบัติต่อไปเท่านั้น  ไม่ใช่การปฏิบัติแต่สมาธิแล้วจะก้าวขึ้นไปเองเป็นขั้นปัญญา อันเป็นการเข้าใจผิดๆ)
       
๓. ขั้นปัญญา อันเป็นบาทฐานให้เกิดผลคือ วิมุตติ(สุขจากการหลุดพ้น) หรือแยกเป็น มรรค ๘ ทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ อันมีดั่งนี้
       
๑.สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) มีความเห็นหรือความเชื่อที่ถูกต้อง:
 
- ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใด, นี้เราเรียกว่า ความเห็นชอบ ความเข้าใจชอบ,   ชอบ ที่หมายถึง ชอบธรรม หรือโดยถูกต้อง, โดยถูกต้องตามความเป็นจริง,  เห็นชอบหรือรู้ชอบ จึงหมายถึง ปัญญาที่เข้าใจถูกต้องตามที่เป็นจริง  เห็นทุกข์ มีความเห็นที่จะออกจากทุกข์, มีความเห็นชอบถูกต้องเกี่ยวกับทุกข์, ความเชื่อหรือเห็นชอบในการปฏิบัติให้พ้นทุกข์อย่างถูกต้อง  
เห็น(เข้าใจ)ใน"อริยสัจ" อันมี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าเป็นทางดับทุกข์,  เห็น(เข้าใจ)ปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์,  
เห็น(เข้าใจ)พระไตรลักษณ์ - อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  กล่าวคือ ปัญญาอันเห็นชอบ คือ เห็นอริยสัจจ์ ๔,  เห็นชอบตามคลองธรรมว่า  ทำดีมีผลดี   ทำชั่วมีผลชั่ว  มารดาบิดามี (คือมีคุณความดีควรแก่ฐานะหนึ่งที่เรียกว่ามารดาบิดา) ฯลฯ,  เห็นถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงเป็นต้น (ขั้นปัญญา)
 
๒.สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ - คิดชอบ)
ดำริในการออกจากกาม ความดำริในการไม่พยาบาท ความดำริในการไม่เบียดเบียน, นี้เราเรียกว่า ความดําริชอบ คิด ค้นคว้า ศึกษาหาทาง ดําริตริตรอง กล่าวคือ ดำริหรือคิดตริตรองเพื่อออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน   คิดหาทางให้พ้นไปจากทุกข์ เช่น คิด อ่าน ศึกษา ธรรมวิจยะ
-การเฟ้นเลือกธรรมที่ถูกต้อง การวิจัยพิจารณาในธรรมคําสั่งสอน, ค้นคว้าธรรม, สนทนาธรรม (ขั้นปัญญา)
       
๓.สัมมาวาจา (วาจาชอบ)
การเว้นจากการ พูดเท็จ การเว้นจากการพูดยุยงให้แตกกัน การเว้นจากการพูดหยาบ การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ, นี้เรียกว่า วาจาชอบ, เมื่อไม่ประพฤติผิดทางวาจา ทําให้ใจกายสบาย ไม่มีศตรู ใจกายก็ผ่องใสโดยปริยาย  อันเป็นบาทฐานในการปฏิบัติขั้นสมาธิในที่สุด (ขั้นศีล)
       
๔.สัมมากัมมันตะ (ทําการชอบ - การงานชอบ)
การเว้นจาก การฆ่าสัตว์ การเว้นจากการ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ การเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ๑ นี้เราเรียกว่า การงานชอบ หรือกระทำชอบ, ไม่ประพฤติผิดทางกายกรรม ทําให้ใจกายสบาย ไม่มีศตรู ใจและกายผ่องใส อันเป็นบาทฐานในการปฏิบัติขั้นสมาธิในที่สุด (ขั้นศีล)
       
๕.สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) อริยสาวก ในศาสนานี้ ละมิจฉาชีพ เสีย สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ, นี้เราเรียกว่า อาชีวะชอบ,  เมื่อไม่ประกอบอาชีพทุจริต ทําให้ใจกายสบายไม่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆ ทั้งจากศตรูคู่อริและบ้านเมือง ใจกายก็ผ่องใส อันเป็นบาทฐานให้ขั้นสมาธินั่นเอง (ขั้นศีล)
       
๖.สัมมาวายามะ (เพียรชอบ)
ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิตย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรม อันลามกที่ยังไม่ได้บังเกิด; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรม อันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรม ที่ยังไม่ได้บังเกิดขึ้น;  ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรม ที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เราเรียกว่าความเพียรชอบ,  มีความเพียรในการปฏิบัติ แก้ไขข้อผิดพลาด และขอเน้นโดยเฉพาะการเพียรยกจิตไม่ให้ตกตํ่า หดหู่อันได้ทรงตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐาน๔ (ขั้นสมาธิ)
       
๗.สัมมาสติ (ระลึกชอบ)
เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นกายในกาย อยู่. มีความเพียรเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาอยู่  มีความเพียรเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นจิตในจิต อยู่. มีความเพียรเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นธรรมในธรรม ท.อยู่ มีความเพียรเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ;   นี้เราเรียกว่า สัมมาสติ,  มีสติรู้เท่าทันและเข้าใจทุกข์อุปาทานที่เกิด,
ระลึกถึงการดับทุกข์ อันคือสติรู้เท่าทันเวทนา(เวทนานุปัสสนา) และความคิด(จิตตานุปัสสนา)อยู่เนืองๆ  หรือใช้สติปัฏฐาน๔เป็นการฝึกโดยตรง อันคือมีสติรู้ในกาย เวทนา จิต และธรรมว่า กายนั้นก็ไม่เที่ยง, มีสติรู้ในเวทนาและจิตสังขาร คือรู้เท่าทันในเวทนาและความคิด, ตลอดจนระลึกรู้พิจารณาในธรรม อันเป็นธรรมวิจยะในสัมโพชฌงค์ ด้วยการพิจารณาธรรมโดยการโยนิโสมนสิการ เพื่อเป็นเครื่องรู้เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ ซึ่งเป็นองค์สําคัญในการตรัสรู้ (ขั้นสมาธิ)
       
๘.สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)  
ความตั้งใจมั่นชอบ เป็นอย่างไร? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน ศาสนานี้ เพราะสงัดจากกาม ท. เพราะสงัดจากอกุศลธรรม ท. ย่อมเข้าถึง
 
ฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปิติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. เพราะวิตกวิจารรำงับลง. เธอเข้าถึง
 
ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายในให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปิติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่ เพราะปิติจางหายไป, เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึง
 
ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุ ว่า " เป็นผู้เฉยอยู่ได้มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม" แล้วแลอยู่. เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, เธอย่อมเข้าถึง
 
ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่  นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ  ที่แม้ยังไม่เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสโดยตรงแต่เป็นเครื่องสนับสนุนที่มีกำลังยิ่งต่อการวิปัสสนากรรมฐาน ให้เกิดสัมมาญาณ หรือปัญญาระดับญาณขึ้น  (ขั้นสมาธิ)
       
แล้วต้องนำสมาธิในขั้นสมถะนี้ ที่มีจิตที่สงบ ไม่ซัดส่าย ไม่ฟุ้งซ่าน  นำไปใช้ในการปฏิบัติวิปัสสนาหรือการเจริญปัญญาให้เกิดสัมมาญาณนั่นเอง จึงจักถูกต้องบริบูรณ์  กล่าวคือ ปฏิบัติในมรรคทั้ง ๘ เพื่อให้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันจนเกิดมรรคสมังคี  จึงเป็นปัจจัยให้เกิดมรรคองค์ที่ ๙ อันเป็นการปฏิบัติในขั้นสัมมาญาณ(ขั้นปัญญาที่ใช้ในการดับทุกข์) จึงเป็นปัจจัยให้เกิดมรรคองค์ที่ ๑๐ หรือสัมมาวิมุตติ หรือสุขจากการหลุดพ้นขึ้นได้ จึงเป็นที่สุดของการปฏิบัติ  
มรรคองค์ที่ ๘ หรือสมาธิจึงต้องดำเนินการปฏิบัติต่อไป ไม่ใช่ติดอยู่ในสมาธิชนิดนั่งสงบ, นั่งแข็งทื่อ, นั่งกดจิตให้นิ่งสนิท ขาดการพิจารณาในธรรม(วิปัสสนา)ที่เรียกว่าสมาธิหัวตอ หรือไปติดเพลินแช่นิ่งอยู่ในความสงบอุเบกขาของสมาธิ  หรือสมาธิที่ติดจมแช่อยู่แต่ใน ปีติ สุข ที่เรียกว่าติดปีติ, ติดสุข  ถ้าเยี่ยงนั้นจัดเป็นวิปัสสนูปกิเลสทั้งสิ้น ซึ่งไม่อาจยังให้เกิดมรรคองค์ที่ ๙ หรือสัมมาญาณได้  จึงย่อมไม่อาจเกิดสัมมาวิมุตติขึ้นได้เลย
        เราจําเป็นต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ นี้  ก็เพื่อยังให้เกิดภาวะที่ถูกต้องคือมรรคมีองค์ ๑๐ ของเหล่าพระอริยเจ้า
       
แสดงขั้นตอนสัมพันธ์การทํางานของมรรค ๘ อันจักก่อให้เกิดสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ อันเป็นมรรคองค์ที่ ๙ และ ๑๐ ที่เกิดแก่พระอริยะเจ้าเท่านั้น
 
อันเป็นการดำเนินไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง  จึงดำเนินไปเป็นเหตุเป็นผลกันดังนี้
       
ปัญญา(อันมี สัมมาทิฏฐิ,สัมมาดําริ) อันมีสัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบเป็นตัวนํา เป็นปัจจัยทําให้เกิดศีล,
       
ศีล(อันมี สัมมาวาจา,สัมมากัมมันตะ,สัมมาอาชีวะ)เป็นปัจจัยทําให้เกิดสมาธิ,
       
สมาธิ(อันมี สัมมาวายามะ,สัมมาสติ,สัมมาสมาธิ)เป็นปัจจัยทําให้เกิดสัมมาญาณ(สัมมาปัญญา),
       
สัมมาญาณเป็นปัจจัยทําให้เกิดสัมมาวิมุตติ(สุขจากการหลุดพ้น)
       
จากมรรค มีองค์ ๘  เป็นมรรคมีองค์ ๑๐ ของเหล่าพระอรหันต์เจ้า
       
ดังมีพุทธพจน์ที่ตรัสไว้เกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิ  และมรรคองค์ ๑๐ หรือสัมมัตตะ ๑๐ ไว้ดังนี้
            "ภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์มรรคเหล่านั้น
            สัมมาทิฎฐิเป็นตัวนํา,   สัมมาทิฎฐิ เป็นตัวนําอย่างไร ?
            ด้วยสัมมาทิฎฐิ จึงรู้จัก มิจฉาทิฎฐิ ว่าเป็น มิจฉาทิฎฐิ,   รู้จักสัมมาทิฎฐิ ว่าเป็น สัมมาทิฎฐิ,
            รู้จักมิจฉาสังกัปปะ ว่าเป็น มิจฉาสังกัปปะ,    รู้จัก สัมมาสังกัปปะ ว่าเป็น สัมมาสังกัปปะ,
            รู้จักมิจฉาวาจา ว่าเป็น มิจฉาวาจา,    รู้จักสัมมาวาจา ว่าเป็น สัมมาวาจา,
            รู้จัก................................................ฯลฯ"
 
                        (สํ. ม. ๑๙/๑๗๒๐/๕๕๒)
                 "ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฎฐิเป็นหัวหน้าอย่างไร?
            เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้  (จึงพอเหมาะได้=ใช้งานได้ดี),
            เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ  สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้,     
            เมื่อมีสัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้,     
            เมื่อมีสัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้,     
            เมื่อมีสัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้,     
            เมื่อมีสัมมาวายามะ  สัมมาสติจึงพอเหมาะได้,     
            เมื่อมีสัมมาสติ  สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้,    
            เมื่อมีสัมมาสมาธิ  สัมมาญาณจึงพอเหมาะได้,
            เมื่อมีสัมมาญาณ  สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้
            โดยนัยดังนี้แล พระเสขะ(อริยะผู้ยังไม่บรรลุอรหันต์)ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘
            จึงกลายเป็นพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐"       
                        (พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๒๗๙)
        อันแสดงอย่างย่อๆได้ดังนี้
        ปัญญา   ศีล  สมาธิ  สัมมาญาณ(สัมมาปัญญา)มรรคองค์ที่ ๙  สัมมาวิมุตติ หรือมรรคองค์ที่ ๑๐
 
       
เมื่อมรรคทั้ง๘ นี้ประสานทํางานร่วมกันมิใช่องค์ใดองค์หนึ่ง เมื่อเหตุปัจจัยคือมรรคทั้ง ๘ พร้อมทุกองค์ เช่น เกิดจาการพิจารณาจนแจ่มแจ้ง ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่ามรรคสมังคีหรือธรรมสามัคคี(ความพร้อมเพรียงขององค์ธรรม, องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่าง ๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย เช่น ในการบรรลุมรรคผล เป็นต้น) อุปมาได้ดั่งการเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล  
-ต้องมีความเห็นความชอบ และรักที่จะเล่นก่อน ว่ามีประโยชน์ เช่น ออกกำลัง (ขั้นปัญญา ขั้นต้น)
-ต้องหมั่นออกกําลังให้ร่างกายแข็งแรง รู้จักทํางานร่วมกับทีม (ขั้นศีล หรือข้อบังคับ)
-ต้องหมั่นฝึกซ้อมด้วยความอดทน, การเลี้ยงลูก,ส่งลูก,ยิงประตูและแทคติคต่างๆให้เชี่ยวชาญ(ขั้นสมาธิ)
เมื่อทุกสิ่งชํานาญชํ่าชองก็ได้เป็นนักฟุตบอลลงแข่งขันจริงในสนาม  เมื่อโอกาสอํานวย(เปรียบดั่งเหตุปัจจัยพร้อม) ก็ยิงลูกเข้าประตูได้(เกิดสัมมาญาณ)
จักเห็นได้ว่าการยิงลูกนั้นเข้าเป็นการประสานการทํางานกันของทุกสิ่ง ตั้งแต่ความเห็นชอบที่จะเล่น ความตั้งใจ การออกกําลัง การฝึกซ้อม ทักษะ โอกาส ขาดตัวใดตัวหนึ่งมิได้ เป็นการประสานการทํางานของทุกๆอย่างที่ได้ฝึกสั่งสมอบรมไว้มาตลอด ในชั่วขณะจิตที่ยิงประตูลูกนั้น  มิได้เกิดแต่ตัวใดตัวหนึ่ง ล้วนแต่เป็นบาทฐานอันเป็นปัจจัยแก่กันและกัน
       
 
ญานทัสสนะที่๑๒ :
มรรค ๘ นี้ควรปฏิบัติ มรรค๘ นี้ได้ปฏิบัติแล้วหรือ ?
 
ข้อคิด
        ทุกข์ให้รู้  สมุทัยให้ละ  ในการยังชีวิตประจําวัน สมุทัยให้ "ละ" ให้ละอย่างรวดเร็วและฉับไวที่สุดเท่าที่สติรู้เท่าทันทันที  จึงนับว่าไม่พัวพัน ไม่พิรี้พิไร  การปฏิบัติดังนี้ไม่ใช่การหนี แต่เป็นเพราะรู้ด้วยปัญญาและรู้เท่าทันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์นั่นเอง เป็นการสู้ด้วยปัญญาและสติ  ไม่ต้องทดสอบว่าเราจะทน, จะสู้(แบบทางโลก)ได้หรือเปล่า จะเกิดตัณหาซ้อนตัณหา นอกจากว่าเราต้องการพิจารณาให้เห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง, ลองพิจารณาดูจากปฏิจจสมุปบาท หรือจากตัวอย่างนี้เพื่อใช้เปรียบเทียบหรือเพื่อการโยนิโสมนสิการกับสภาวธรรมอื่นๆที่อาจบังเกิดขึ้นต่อไปในภายภาคหน้า
 
        มีอาหารของโปรดอันโอชะมาวางตรงหน้า เกิดเหตุปัจจัยอันมีอาหารนั้น เกิดอวิชชาสัมผัส อันเนื่องมาจากตา, จมูก และใจ ที่ไปสัมผัสรู้, เกิดเวทนาความรู้สึกรับรู้ในอาหารนั้นพร้อมความจําได้อันยังให้เกิดตัณหาความอยากในอาหารนั้น   ถ้าเราไม่รีบ"ละ"โดยเบี่ยงเบนหรือโดยจิต อย่างฉับไวเช่น ลุกเดินออกไป หรือเบี่ยงเบนไปในสิ่งอื่น แต่กลับนั่งดู, นั่งจ้อง, นั่งพิจารณา เพื่อต่อสู้กับตัณหาความอยากในทางโลกๆนั้นอย่างตรงๆเป็นการผิด เพราะจักต้องก่อตัณหาอีกตัวหนึ่งเป็นตัณหาในทางธรรมคือความไม่อยากในความอยากทานอาหารนั้น เป็นตัณหาซ้อนตัณหา ซึ่งเราในที่สุดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน ถ้าตัณหาแรกคือความอยากในอาหารชนะลงมือกิน เราก็แพ้แก่ตัณหาความอยากอาหารนั้นในที่สุด ถ้าตัณหาในธรรมคือความไม่อยากเป็นฝ่ายชนะ ไม่กินอาหารนั้น เราก็พ่ายแพ้แก่ตัณหาในทางธรรม(ใจ)นั้นเช่นกัน เราจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แน่นอนแก่ตัณหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อตัณหาเกิด อุปาทานทุกข์ย่อมบังเกิดอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องรู้ตามความเป็นจริง และให้ "ละ"หรือก็คืออุเบกขาโดยเร็วเท่าที่สติรู้เท่าทัน อย่าไปคิดสู้รบปรบมืออันคือการปรุงแต่ง ไม่ว่ากับตัณหาฝ่ายใด กล่าวคือไม่ยึดทั้งดีไม่ยึดทั้งชั่ว ไม่ยึดทั้งถูก ไม่ยึดทั้งผิดนั่นเอง ให้ "นําออก"และ "ละ" เสียโดยเร็วโดยการอุเบกขาเสียนั่นเอง  ตลอดจนให้มีสติระมัดระวัง "ตัณหาในทางธรรม " หรือ "กุศลตัณหา"ที่จักบังเกิดขึ้น ในทุกกรณี    อาการตัณหาซ้อนตัณหานี้ก่อให้เกิดภพ "โมหะหรือความหลง" นั่นเอง เกิดขึ้นเพราะอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริงในสภาวธรรมนั้นๆ  นี้เป็นตัวอย่างเพียงเพื่อให้เห็น เป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น เพื่อใช้พิจารณาในชีวิตจริง  อริยสัจ 4 นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

กิจในอริยสัจ 4 
กิจในอริยสัจ คือสิ่งที่ต้องทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละข้อ ได้แก่
ปริญญา - ทุกข์ ควรรู้ คือการทำความเข้าใจปัญหาหรือสภาวะที่เป็นทุกข์อย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา
ปหานะ - สมุทัย ควรละ คือการกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นการแก้ปัญหาที่เหตุต้นตอ
สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรทำให้แจ้ง คือการเข้าถึงภาวะดับทุกข์ หมายถึงภาวะที่ไร้ปัญหาซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย
ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝึกอบรมปฏิบัติตามทางเพื่อให้ถึงความดับแห่งทุกข์ หมายถึงวิธีการหรือทางที่จะนำไปสู่จุดหมายที่ไร้ปัญหา
กิจทั้งสี่นี้จะต้องปฏิบัติให้ตรงกับมรรคแต่ละข้อให้ถูกต้อง การรู้จักกิจในอริยสัจนี้เรียกว่ากิจญาณ
กิจญาณเป็นส่วนหนึ่งของญาณ 3 หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ, กตญาณ) ซึ่งหมายถึงการหยั่งรู้ครบสามรอบ ญาณทั้งสามเมื่อเข้าคู่กับกิจในอริยสัจทั้งสี่จึงได้เป็นญาณทัสนะมีอาการ 12 ดังนี้
สัจญาณ หยั่งรู้ความจริงสี่ประการว่า
นี่คือทุกข์
นี่คือเหตุแห่งทุกข์
นี่คือความดับทุกข์
นี่คือทางแห่งความดับทุกข์
กิจญาณ หยั่งรู้หน้าที่ต่ออริยสัจว่า
ทุกข์ควรรู้
เหตุแห่งทุกข์ควรละ
ความดับทุกข์ควรทำให้ประจักษ์แจ้ง
ทางแห่งความดับทุกข์ควรฝึกหัดให้เจริญขึ้น
กตญาณ หยั่งรู้ว่าได้ทำกิจที่ควรทำได้เสร็จสิ้นแล้ว
ทุกข์ได้กำหนดรู้แล้ว
เหตุแห่งทุกข์ได้ละแล้ว
ความดับทุกข์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว
ทางแห่งความดับทุกข์ได้ปฏิบัติแล้ว
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 12:26:15 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 40 (3419997)

ขันธ์ ๕  คือชีวิต     

                   
ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์  องค์ประกอบสำคัญทั้ง ๕ ที่ทางพุทธศาสน์ถือว่า เป็นเหตุ คือสิ่งทั้ง ๕ ที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งเป็น ชีวิต ขึ้น,  เป็นเหตุปัจจัยที่เมื่อประชุมปรุงแต่งกันขึ้นจนเป็นสังขารคือสิ่งปรุงแต่ง ที่เรียกกันโดยสมมติในภาษาไทยว่า ชีวิต,  ชีวิตจึงประกอบด้วยขันธ์ที่หมายถึงฝ่ายหรือกองต่างๆ ดังนี้  รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์   และมักเรียกกันทั่วไปสั้นๆว่า รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ

        กล่าวโดยย่อ  ชีวิตเกิดขึ้นแต่เหตุคือขันธ์ทั้ง ๕ มาเป็นปัจจัยกัน ในชั่วขณะระยะเวลาหนึ่งๆ นั่นเอง

        ควรรู้เข้าใจอีกด้วยว่า ขันธ์ ๕ หรือชีวิตนี้  เมื่อมีเหตุปัจจัยประชุมปรุงแต่งกันขึ้นแล้วนั้น  ย่อมหมายถึงต้องมีการประสานทำงานที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน หรือการเป็นปัจจัยแก่กันและกันระหว่างขันธ์หรือระหว่างกองทั้ง ๕ อยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่ยังดำรงขันธ์คือชีวิตอยู่    
ซึ่งพระองค์ท่านแบ่งขันธ์หรือชีวิตออกเป็นส่วนหรือเป็นกองทั้ง ๕ ที่มาประกอบกันเป็นเหตุปัจจัยกันจนเป็นชีวิตหรือสังขารตัวตนที่ประกอบด้วยจิตวิญญาณ ก็ล้วนเพื่อยังประโยชน์ในการวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาจากการไปรู้เห็นตามความเป็นจริงที่เป็นไปของชีวิต  เพื่อให้เกิดนิพพิทาญาณอันเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด(ตัณหา) จึงคลายความยึดมั่น(อุปาทาน) เพื่อความปล่อยวาง อันเป็นสุข สะอาด สงบ บริสุทธิ์ยิ่ง

๑. รูปขันธ์ หรือรูป
หมายถึง กองหรือส่วนของรูปร่างหน้าตา หรือร่างกาย หรือฝ่ายตัวตน   รูปขันธ์ ถ้ายังไม่กระจ่างว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ก็ให้นึกภาพของคนที่เพิ่งตายใหม่ๆที่มีร่างกายสมบูรณ์อยู่ยังไม่แตกสลาย นั่นแหละส่วนหรือกองของรูปหรือรูปขันธ์แท้ๆล้วนๆ ที่เมื่อยังไม่อิงหรือไม่เป็นเหตุปัจจัยประชุมร่วมกับขันธ์อื่นๆทั้ง ๔  ขันธ์ก็จะมีสภาพเป็นเพียงกลุ่มก้อนมายาของเหตุปัจจัยของธาตุทั้ง ๔ ซึ่งเป็นเพียง"สรีระยนต์" ที่นอนเป็นท่อนเป็นก้อนเฉยอยู่นั่นเอง,  
อายตนะภายในทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือทวาร ๖ อันคือประตูหรือช่องทางที่ใช้ติดต่อกับโลกภายนอกทั้ง ๖  ต่างก็ล้วนต้องแฝงอาศัยอยู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของกองรูปขันธ์นี้นี่เอง (สมองก็เป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์นั้น แต่ก็เป็นหทัยวัตถุ คือเป็นส่วนหนึ่งของใจหรือจิต คือเป็นวัตถุหรือเหตุปัจจัยอันหนึ่งของจิต แต่ก็ยังไม่ใช่จิต เพราะยังต้องประกอบด้วยเหตุอื่นๆ มาเป็นปัจจัยกันอีกด้วยนั่นเอง)

        พึงระวังสับสน ที่ในภายหน้าบางครั้ง เมื่อกล่าวถึงการทำงานประสานกันของขันธ์หรือก็คือกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ แล้ว มีคำว่า รูป ที่อาจหมายถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จิตใช้เป็นอารมณ์คือเป็นที่กำหนดในขณะนั้น จึงอาจหมายถึงใน รูป  รส  กลิ่น  เสียง  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์ ทั้ง ๖  ใดๆก็ได้(คือสิ่งที่ถูกรู้หรือสัมผัสได้โดยอายตนะภายใน)  จึงครอบคลุมได้ถึง รูปหรือภาพที่เห็นด้วยจักษุ  หรืออาจหมายถึงเสียงที่ได้ยินนั้น  หรือกลิ่นที่ได้ดมนั้น หรือรสที่ได้ลิ้มสัมผัสนั้นๆ ฯ. ได้เช่นกัน
        
๒. เวทนาขันธ์
การเสวยอารมณ์, ความรู้สึก, ความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ในรสของอารมณ์(Feeling) คือความรู้สึกรับรู้ที่ย่อมเกิดขึ้นจากสิ่งที่จิตกำหนดหมาย หรือยึด หรือกระทบนั้นๆ  จึงหมายถึง กองหรือหมวดหมู่ของชีวิตที่ทำหน้าที่ เสพเสวยในรสชาดของสิ่งต่างๆที่เป็นอารมณ์ กล่าวคือ ความรู้สึกที่ย่อมต้องเกิดขึ้น จากการเสพเสวยหรือรับรู้ในสิ่ง(อารมณ์)ต่างๆที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ)  พระองค์ท่านแบ่งความรู้สึก(Feeling)ของเวทนา ออกเป็น ๓ อันมี

        สุขเวทนา  ความรู้สึก สุขสบาย  ถูกใจ  สบายใจ  ชอบใจ จึงครอบคลุมทั้งฝ่ายกายและจิต  หรือที่เรียกความรู้สึกชนิดนี้กันโดยทั่วไปว่า สุข นั่นเอง

        ทุกขเวทนา  ความรู้สึก ลำบาก, ความรู้สึกเจ็บปวด, ความรู้สึกเป็นทุกข์, การเสวยอารมณ์ที่ไม่สบาย  ไม่ถูกใจ  ไม่ชอบใจ  อันครอบคลุมทั้งกายและจิตเช่นกัน  หรือที่เรียกความรู้สึกชนิดนี้กันโดยทั่วไปว่า ทุกข์ นั่นเอง

        อทุกขมสุขเวทนา  ความรู้สึก ไม่สุขไม่ทุกข์  เรียกกันอีกอย่างว่า อุเบกขาเวทนา  หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า เฉยๆ หรือไม่มีอะไร ไม่รู้สึกอะไร นั่นเอง

        พระไตรปิฏกในภายหลัง พระอรรถกถาจารย์ได้จำแนกแตกธรรมออกเป็น ๕ ก็มี เพื่อแยกแยะให้เห็นเวทนา เป็นฝ่ายกายและฝ่ายจิตให้ชัดเจนขึ้น  จึงได้จำแนกเพิ่มเติมเป็น
สุข-สบายกาย๑  
ทุกข์-ไม่สบายกาย๑  
โสมนัส-สบายใจ๑  
โทมนัส-ไม่สบายใจ๑  
และอุเบกขา-เฉยๆ๑

        เวทนาในภาษาธรรม จึงไม่ใช่ความหมายในภาษาไทยหรือในทางโลก(โลกิยะ)ที่หมายถึง ความสงสาร, ความเจ็บปวด

๓. สัญญาขันธ์
หมายถึง ส่วนหรือกองของชีวิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ความจำได้ ความทรงจำ ตลอดจนครอบคลุมถึงการหมายรู้  การกำหนดหมาย ปัญญา การประเมินข้อมูล ฯ. จึงย่อมเกิดจากการสั่งสม จดจำประมวลผลตั้งแต่อดีตหรือแต่อ้อนแต่ออกจวบจนปัจจุบัน  อันย่อมใช้สมองส่วนหนึ่งในการบันทึกเก็บจำ ซึ่งย่อมมีข้อมูลอย่างมากมายมหาศาล จนเกินกว่าที่จำได้ทั้งปวงในขณะจิตหนึ่งๆ  
สัญญาหรือฝ่ายความจำได้,หมายรู้จึงต้องทำงานหรือเกิดขึ้นในลักษณะเกิดดับ..เกิดดับๆ...ดังนี้อยู่เสมอๆ กล่าวคือ เกิดคือจำขึ้นมาได้ แล้วก็ดับคือลืมลงไปนั่นเอง เป็นไปดังนี้เสมอๆ  ดังเช่นผู้เขียนเอ่ยคำว่าแม่  ท่านก็เกิดสัญญาจำได้ในแม่ขึ้นมาทันที ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ดับไป   จึงเกิดแล้วดับ เกิดดับๆๆ..ในลักษณาการนี้อยู่เสมอๆ,   ดังนั้นสมองอันเป็นส่วนหนึ่งหรืออาศัยอยู่ในรูปขันธ์ จึงถูกจัดเป็นหทัยวัตถุอันเป็นเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งของจิต  แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่าจิตคือสมอง เพราะจิตก็ไม่ได้เกิดแต่เหตุคือสมองแต่อย่างเดียว  เพราะจิตก็ยังเกิดแต่มีเหตุอื่นๆมาเป็นปัจจัยปรุงแต่งอีกเช่นกัน

น่าสังเกตุว่าการเกิดคือชาติของสัญญาขันธ์หรือสัญญานั้น เป็นไปได้หลายลักษณะ ดังเช่น  เจตนาด้วยตนเองขึ้นมาบ้าง๑   เกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะคือกระทบกับสิ่งนั้นๆคือสิ่งเร้าบ้าง๑   หรือแม้แต่ผุดลอยขึ้นมาเองบ้าง๑    ทั้ง ๓ ต่างล้วนเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิต และจำเป็นยิ่งในการดำเนินชีวิตหรือดำรงขันธ์อีกด้วย  ไม่มีเสียก็อยู่ไม่ได้ตามปกติเสียอีกด้วย
 
๔. สังขารขันธ์
หมายถึง กองหรือส่วนของผล ที่เกิดขึ้นจากขันธ์ต่างๆมาเป็นเหตุปัจจัยกัน กล่าวคือเกิดผลเป็นการกระทำต่างๆขึ้น กล่าวคือ เป็นสิ่งปรุงแต่งทางใจให้เกิดการกระทำ(กรรม)ทางกาย, วาจา, ใจ  กล่าวคือ เกิดเจตนาที่จะกระทำหรือกรรมทางกาย วาจา ใจต่างๆขึ้นมา เช่น
การกระทำทางกายทุกๆอย่างคือกายสังขาร เช่นเดิน นอน กิน นั่ง อุจจาระ ปัสสาวะ ฯ.  
ทางวาจาหรือวจีสังขาร เช่นการพูด การคุย การอุทานต่างๆ การด่าทอต่อว่า ฯ.  
หรือทางใจที่เรียกกันว่ามโนสังขารบ้าง จิตสังขารบ้าง เช่น ความคิด ความนึกต่างๆนาๆขึ้น  อันล้วนย่อมป็น ผล ที่เกิดขึ้นจากการเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันร่วมกับขันธ์อื่นๆ หรือจากการผัสสะต่างๆขึ้นนั่นเอง,  
 
อนึ่งพึงระวัง  ความสับสนจากความเคยชินในภาษาไทย ที่มักใช้คำว่า สังขารในความหมายว่าสังขารกายหรือร่างกายด้วย
   
๕. วิญญาณขันธ์
ความรู้แจ้งในอารมณ์  พอที่จะกล่าวแสดงในแบบทางโลกให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นได้ว่า หมายถึงกองหรือหมวดหมู่ของระบบประสาททั้งปวงนั่นเอง กล่าวคือ วิญญาณมีหน้าที่ ในการรับรู้ คือรู้แจ้งในอารมณ์คืออายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรหรือเกิดการกระทบนั้น ก็คือเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ดั่งระบบประสาทในการสื่อสารต่อเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรมากระทบ และแม้แต่ถ่ายทอดข้อมูลต่างๆของชีวิตคือระหว่างขันธ์ต่างๆทั้ง ๕ ด้วยกัน กล่าวคือ ขันธ์ต่างๆล้วนมีการเชื่อมสื่อสารประสานสัมพันธ์หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างขันธ์ด้วยกัน และทั้งต่อเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรมากระทบด้วย ก็ล้วนต้องอาศัยวิญญาณนี้นี่เองเป็นตัวเชื่อมประสาน

        การรู้แจ้งในอารมณ์ ของวิญญาณนั้น ต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อย  การรู้แจ้งนี้ มิได้หมายถึงความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทางด้านปัญญาแต่ประการใด   เป็นเพียงแค่การรับรู้ ในภาพ ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯ.(อายตนะภายนอก)ที่มากระทบต่างๆเท่านั้น  ยังไม่ประกอบไปด้วยความรู้,ความเข้าใจต่างๆใดๆที่หมายถึงปัญญาในสิ่งที่ไปกระทบนั้นๆ,   และวิญญาณมักถูกเข้าใจแบบโลกิยะคือแบบโลกๆแต่ฝ่ายเดียว  จึงมักถูกเข้าใจผิดด้วยมายาของจิตมาตั้งแต่เริ่มรู้ความ และด้วยตำนานเล่าขานที่ถ่ายทอดสืบต่อกันอย่างแรงกล้ามาอย่างช้านาน จนเป็นทิฏฐุปาทานและสีลัพพตุปาทานของปุถุชนกล่าวคือ เมื่อกล่าวถึงวิญญาณ  มักจะเข้าใจในวิญญาณโดยนัยไปว่า เป็นดังเจตภูต หรือปฏิสนธิวิญญาณ ที่หมายถึงวิญญาณที่ลอยละล่องท่องเที่ยวหาที่เกิด  หรือหมายถึง วิญญาณที่ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่และปรภพในลักษณะสัมภเวสี หรือโอปปาติกะ หรือกายทิพย์ หรือเทวดา ฯ.

        วิญญาณในขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาทธรรม เป็นวิญญาณที่ต้องกล่าวกันอย่างโลกุตระหรือภาษาธรรม  มิฉนั้นจะไม่สามารถเข้าใจในธรรมอย่างปรมัตถ์หรือโลกุตระได้เลย  กล่าวคือเมื่อพิจารณาธรรมในลักษณะธัมมวิจยะอันจัดเป็นสัมมาทิฏฐิของอริยะอันควรปฏิบัติยิ่ง,  วิญญาณนั้นหมายถึง สิ่งที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารเชื่อมสัมพันธ์กันภายในขันธ์ทั้ง ๕ หรือระบบประสาทดังกล่าวข้างต้น   ดังนั้นจึงเรียกชื่อของวิญญาณเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไปตามอายตนะภายในอันที่เป็นที่เกิดหรือแดนเกิด  กล่าวคือในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ วิญญาณย่อมเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการกระทบกันของอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน  เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตหรือชีวิตตินทรีย์ที่เป็นปรกติ ที่ย่อมต้องเป็นไปเช่นนี้เองเป็นธรรมดา  เป็นอสังขตธรรมอันเที่ยงแท้และทนต่อกาล อยู่อย่างนี้เอง   จึงนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรม เพื่อให้พิจารณาได้ง่าย ได้ดังนี้ว่า

อายตนะภายนอก  
อายตนะภายใน  
วิญญาณ
จึงมีวิญญาณทั้งสิ้น ๖ แบบ ตามอายตนะภายในทั้ง ๖ ที่เป็นแดนเกิดนั่นเอง จึงเรียกรวมกันว่า วิญญาณ ๖ ,  การเรียกชื่ออย่างเฉพาะเจาะจงลงไปโดยสมมตินั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังพระดำรัสที่ตรัสแสดงไว้ในฉฉักกสูตร  หรือในมหาตัณหาสังขยสูตร  ความดังนี้ว่า

       
[๔๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น  ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ
วิญญาณ อาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น(ชาติ)  ก็ถึงความนับว่าจักษุวิญญาณ (ได้เกิดขึ้น กล่าวคือเกิดการรู้แจ้งในอารมณ์อันคือรูป หรือรับรู้ในรูปนั้นๆ)
วิญญาณ อาศัยโสตและเสียงทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในอารมณ์อันคือเสียง หรือรับรู้ในเสียงนั้นๆ)
วิญญาณ อาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในกลิ่น หรือรับรู้ในกลิ่นนั้นๆ)
วิญญาณ อาศัยชิวหาและรสทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในลิ้น หรือรับรู้ในรสนั้นๆ)
วิญญาณ อาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในกาย หรือรับรู้ในกายสัมผัสนั้นๆ)
วิญญาณ อาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในธรรมารมณ์ หรือรับรู้ในธรรมารมณ์นั้นๆ)
เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ
ไฟอาศัยไม้ ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟไม้
ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟป่า
ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหญ้า  
ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟโคมัย   
ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟแกลบ
ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหยากเยื่อ ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ (มหาตัณหาสังขยสูตร)
 
        ดังนั้นการโยนิโสมนสิการในขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาทธรรม หรือในธรรมใดอย่างปรมัตถ์หรือโลกุตระแล้ว  วิญญาณย่อมต้องหมายถึงความเป็นวิญญาณ ๖ ดังพระสูตรข้างต้น  อย่าได้ไปตีความไปในลักษณะของเจตภูต หรือปฏิสนธิวิญญาณที่ลอยละล่องแสวงหาที่เกิด หรือภูตผีปีศาจ หรือสัมภเวสี หรือโอปปาติกะ ดังความเข้าใจโดยทั่วๆไปอย่างโลกิยะ  อันย่อมจะไม่สามารถโยนิโสมนสิการจนเกิดธรรมสามัคคคีให้แจ่มแจ้งในธรรมนั้นๆได้เลย กล่าวคือ ในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ วิญญาณนั้นๆเกิด(ชาติ)ขึ้นจากเหตุปัจจัยของ อายตนะภายนอก กระทบกับ อายตนะภายใน ใดๆ ก็ย่อมเกิดวิญญาณของอายตนะภายในนั้นๆขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา
กล่าวคือย่อมเกิดวิญญาณตามอายตนะภายในนั้นๆคือ  จักษุวิญญาณ  โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ  กายวิญญาณ  มโนวิญญาณ  หรือกล่าวได้ว่า จิตหนึ่งย่อมมีการเกิด(ชาติ)ขึ้นเป็นธรรมดา ในกิจนั้นๆ
 
        เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย ก็จะพบความจริงยิ่งไปอีกว่า  วิญญาณจึงมีสภาวะผลัดกันเกิดๆดับๆอยู่ตลอดเวลา เป็นอนัตตาไม่มีตัวตนแท้จริง เหมือนดั่งเงา กล่าวคือเมื่อมีเหตุปัจจัยครบ ก็เกิดขึ้น จึงเกิด(ชาติ)วิญญาณขึ้นเมื่อมีการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน  และเป็นวิญญาณที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจนั้นๆ แล้วก็ดับไป  จริงหรือไม่จริง?  (บางทีก็จำแนกแตกธรรมว่า จิต คือวิญญาณขันธ์ นี้นี่เอง)

        ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ทำงานประสานสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น กล่าวคือขันธ์ต่างๆอันเป็นคนละกอง คนละส่วนกันนั้น เมื่อจะสื่อสารติดต่อสัมพันธ์กันได้ แม้แต่การสื่อกับเหล่าอายตนะภายนอกคือ รูป รส กลิ่น ฯ. ก็ด้วยต้องอาศัยสื่อหรือตัวกลางเป็นสำคัญ  ในขันธ์ ๕ หรือชีวิต สื่อหรือตัวกลางนั้นก็คือกอง วิญญาณ นี้นี่เอง เป็นสภาวธรรมของชีวิต  กล่าวง่ายๆก็คือ มีชีวิตหรือขันธ์อยู่ได้ ก็เพราะกระบวนการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ นี้นี่เอง ที่ทำงานกันอย่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม  ซึ่งเมื่อขันธ์ใดแม้ขันธ์หนึ่งไม่ทำงานประสานสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยกันเมื่อใด ก็เป็นเวลาของการอาพาธเจ็บป่วย แม้จนถึงกาละหรือความตายได้นั่นเอง  อันอุปมาได้ดั่งรถ ที่ย่อมประกอบด้วยขันธ์ที่แปลว่ากองหรือส่วนต่างๆ ดังเช่น  ส่วนตัวถัง  ส่วนเครื่องยนต์  ส่วนระบบขับเคลื่อน  ส่วนระบบล้อ  ส่วนระบบเบรค  ส่วนระบบไฟฟ้า ฯ. ที่เมื่อยังไม่เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งหรือประกอบกันขึ้น ก็ยังไม่เรียกว่ารถ  แต่เมื่อนำมาประกอบกัน กล่าวคือ เมื่อเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นแล้วจึง เกิดหรือชาติ สิ่งที่เรียกกันโดยสมมติทางโลกว่า รถ   แต่ถ้าสิ่งที่ปรุงแต่งกันเหล่านั้นไม่ทำงานประสานสอดคล้องเนื่องสัมพันธ์กันอย่างดีงามเสียแล้ว รถ นั้นก็ย่อมไม่สามารถทำงาน คือย่อมแล่นไม่ได้ ที่เรียกกันโดยสมมติว่า รถเสีย รถดับ หรือรถตาย,   ขันธ์ ๕ ก็เป็นไปเฉกเช่นนั้นเอง ถ้าขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ทำงานประสานเนื่องสัมพันธ์กันอย่างถูกต้องดีงามก็ย่อมเป็นเวลาของการอาพาธเจ็บป่วย หรือตายนั่นเอง

        ด้วยความสำคัญยิ่งดังนี้ของขันธ์ทั้ง ๕ ดังกล่าว พระองค์ท่านจึงตรัสไว้ว่าขันธ์ ๕ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้   ตลอดจนเกี่ยวข้องพัวพันกับความรู้สึกสุขทุกข์โดยตรงอีกด้วย จึงแสดงกระบวนธรรมหรือกระบวนการทํางานของขันธ์ทั้ง ๕ โดยทั่วๆไปเป็นพื้นฐาน  แสดงในลักษณะรูปแบบของกระบวนการเนื่องสัมพันธ์กันดังปฎิจจสมุปบาทธรรม หรือดังทางวิชาเคมีที่เล่าเรียนกันในทางโลก แล้วขอเรียกว่ากระบวนธรรม  เหตุเพราะทำให้ง่ายต่อการพิจารณาไล่เรียง ให้เห็นความจริงของขันธ์ทั้ง ๕ อย่างปรมัตถ์เท่านั้น  เพื่อจักได้เกิดความแจ่มแจ้งในธรรมต่างๆในภายหน้า เพื่อใช้ไปในการวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญาญาณเพื่อการดับทุกข์อย่างถูกต้อง

อายตนะภายนอก   อายตนะภายใน   วิญญาณ๖  ผัสสะ สัญญา   เวทนา   สัญญา   สังขารขันธ์ คือ เกิดเจตนากระทำทางกายสังขาร(ทางกาย), วจีสังขาร(ทางวาจา) หรือมโนสังขาร(ทางใจ)
(ชี้ที่เครื่องหมายต่างๆ มีคำอธิบายประกอบ)ก

นี้เป็นกระบวนธรรมของการทำงานประสานเนื่องสัมพันธ์กัน หรือเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ โดยทั่วไป จนเกิดสังขารขันธ์หรือการกระทำต่างๆขึ้นของชีวิต  โดยสมมติแบบย่นย่อ ด้วยจุดประสงค์ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติบางประการในภายหน้าขึ้น

        ครานี้จะโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย โดยยกตัวอย่างการทำงานแบบเฉพาะเจาะจงของอายตนะหนึ่งๆลงไป ดังเช่น ตา(จักษุ,จักขุ) อันเป็นอายตนะภายในและย่อมเป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์หรือกาย  ที่จะไปทำหน้าที่ในการรับรู้ใน รูป ที่หมายถึงอายตนะภายนอก อย่างเป็นไปโดยลำดับขั้น  พึงพิจารณาโดยแยบคายตามความเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นไปด้วย  เพราะยังประโยชน์ยิ่งในภายหน้าทั้งต่อขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทธรรม แม้แต่สังขารทั้งปวงในพระไตรลักษณ์ ฯ.

        อนึ่งพึงพิจารณาประกอบตามไปด้วยว่า โดยหลักใหญ่ใจความแล้วกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ดังที่จะกล่าวต่อไปนั้น  เป็นไปในลักษณะธรรมชาติของชีวิตแท้ๆ ที่หมายถึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต จึงเที่ยงแท้และทนต่อทุกกาล เพราะความที่เป็นอสังขตธรรมนั่นเอง จึงหมายถึง การเกิดความเป็นเหตุปัจจัยกันโดยพื้นฐานดังนี้กับทุกๆคนหรือก็คือทุกๆขันธ์หรือชีวิตนั่นเอง  จึงเกิดขึ้นและเป็นไปกับทุกคนบุคคลเขาเราเป็นธรรมดาหรือตถตา  จริงหรือไม่?  ดังเช่นเมื่อ

ตา(อายตนะภายใน) เมื่อกระทบกับ รูป(อายตนะภายนอก)  ย่อมต้องเกิดการรู้ใน รูป
นั้นหรือเรียกกันว่า การรู้แจ้งในรูปนั้น หรือวิญญาณ  เมื่อเป็นวิญญาณที่เกิดจากจักษุหรือตาเป็นปัจจัย
จึงมีชื่อเรียกเฉพาะโดยสมมติตามที่ตกลงกันแล้วกับพระองค์ท่านว่า จักษุวิญญาณ  พิจารณาในอาการที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในผู้มีชีวิตอยู่  จะไม่ให้เกิด ไม่ให้เห็น ย่อมไม่ได้ จึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตดังที่กล่าวข้างต้น
กล่าวคือถ้าขันธ์หรือชีวิตยังดำรงอยู่ ย่อมต้องเกิดการเห็นในรูปนั้น อันเนื่องจากจักษุวิญญาณเป็นธรรมดา  การไม่เห็นจะเกิดขึ้นได้เมื่อปิดตา(เช่นการสำรวม) ตาบอดหรืออายตนะนั้นๆไม่สมบูรณ์  
หรือถึงกาละ(ตาย)แล้วเท่านั้นเอง ไม่เป็นอื่นไปได้  ที่เป็นดั่งนี้ได้ก็เพราะเนื่องมาจากเหตุปัจจัยไม่ครบองค์นั่นเอง

        เมื่อนำมาเขียนแสดงสภาวธรรมหรือกระบวนธรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าว ในแบบปฏิจจสมุปบันธรรมที่แสดงความเป็นเหตุปัจจัยที่เนื่องสัมพันธ์กันให้เกิดสิ่งอื่นขึ้น  แต่เนื่องจากแสดงการเกิดดับๆๆ..ของขันธ์ ๕ ธรรมดา จึงย่อมไม่เป็นวงจรเหมือนดังวงจรปฏิจจสมุปบาทที่พาให้วนเวียนหรือเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏหรือกองทุกข์,   ดังนั้นจึงแสดงในลักษณาการของสมการของกระบวนธรรม ก็ด้วยจุดประสงค์อย่างยิ่งเพียงเพื่อให้เห็นการดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปอย่างเป็นระบบเหมือนดังที่แสดงเป็นวงจรในปฏิจจสมุปบาทธรรมนั่นเอง  ที่แสดงถึงมีเหตุจึงเนื่องหรือเป็นปัจจัยให้เกิดผลขึ้น  เพื่อความสะดวกในการพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้นในสภาวธรรมของชีวิตหรือขันธ์ ๕ ขั้นพื้นฐานอย่างปรมัตถ์เป็นที่สุด

ดังนั้นจึงแสดงกระบวนธรรมหรือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นของ ตา กระทบกับ รูป ที่กล่าวข้างต้น มาแสดงเป็นลำดับตั้งแต่เบื้องต้น ดังนี้

ตา   รูป  จักษุวิญญาณ  ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต  แล้วการประจวบกันครบของเหตุปัจจัยทั้ง ๓ อันมี อายตนะภายใน   อายตนะภายนอก   วิญญาณ ข้างต้น พระองค์ท่านเรียกในภาษาธรรมว่าผัสสะ กล่าวคือ อาการที่เหตุทั้ง ๓ ข้างต้นมาเป็นปัจจัยกันนั่นเอง  ดังนั้น

ตา   รูป  จักษุวิญญาณ  จึงเรียกว่าเกิดการผัสสะ หรือกล่าวได้ว่า เกิดการกระทบสัมผัสที่ครบองค์ให้กระบวนธรรมของชีวิตดำเนินต่อไป
จึงนำมาแสดงเขียนเป็นกระบวนธรรม ย่อลงไปอีกหน่อย ได้ดังต่อไปนี้

ตา   รูป  จักษุวิญญาณ ผัสสะ

ส่วนในอายตนะอื่นๆอีก ๕  ก็เป็นไปในลักษณะอาการเดียวกันทั้งสิ้น  ดังนี้

หู   เสียง  โสตวิญญาณ  ผัสสะ

จมูก   กลิ่น  ฆานวิญญาณ  ผัสสะ

ลิ้น   รส  ชิวหาวิญญาณ  ผัสสะ

กาย   โผฏฐัพพะ   กายวิญญาณ ผัสสะ

มโน(ใจ)   ธรรมารมณ์   มโนวิญญาณ  ผัสสะ

กล่าวคือ เกิดกระบวนธรรมของการกระทบกัน(ผัสสะ)เยี่ยงนี้อยู่เกือบตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่  แล้วกระบวนธรรมหรือสภาวธรรมอันเป็นไปตามธรรมชาติ ก็ย่อมต้องดำเนินต่อเนื่องไปจนกว่าจะจบสิ้นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕  
อุปมาดั่งลูกศร ที่ยิงออกจากแหล่งแล้ว จะไปค้างเติ่งอยู่กลางอากาศได้อย่างไร ย่อมต้องบรรลุถึงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งจึงหยุดหรือจบสิ้นกระบวนความหนึ่งๆไปได้  กระบวนธรรมของจิตก็เป็นเฉกเช่นนั้นเอง จึงเกิดการดำเนินไปตามธรรมหรือธรรมชาติสืบเนื่องต่อไป
กล่าวคือย่อมเกิดสัญญาหรือความจำได้ในรูปนั้นๆขึ้นมาเป็นธรรมดาของชีวิตอีกเช่นกัน  ไม่ให้เกิดสัญญาการจำขึ้นมาในลักษณะควบคุมบังคับไม่ให้จำย่อมเป็นไปไม่ได้  กล่าวคือจึงจดจำได้ในรูปที่เห็นนั้นว่าเป็นอะไร! อย่างไร! เป็นอาทิ  ดังเช่น ตา ไปกระทบกับ อาหาร (อาหารที่เห็นจัดเป็นอารมณ์ ณ ขณะนั้นของจิต  จึงทำหน้าที่เป็นรูปในกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕) จึงย่อมรู้ว่าเป็นอาหารอะไร อร่อยหรือไม่อร่อย เป็นไปตามสัญญาตนที่สั่งสมไว้นั่นเอง

ตา   รูป(อาหาร)  จักษุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(ย่อมจำได้ในอาหารนั้นว่าเป็นอาหาร พร้อมทั้งจำอะไรๆในอาหารนั้นได้ อร่อย ไม่อร่อย หวาน ขม อมเปรี้ยว ฯ.)

เมื่อมีความจำได้ในอาหารนั้น  จึงย่อมเกิดเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการไปรับรู้ในอารมณ์หรือรูปที่เห็นนั้น เกิดขึ้นเป็นธรรมดา และก็เนื่องจากสัญญาความจำได้ในอาหารนั้น ที่เกิดขึ้นนี้นี่เอง  
จึงก่อให้เกิดความรู้สึกรับรู้หรือเสวยอารมณ์นั้นๆ(เวทนา)เป็นสุขเวทนา อันถูกใจ สบายใจ ด้วยจำได้ จึงเป็นสุขในอาหารที่ผัสสะนั้น   หรืออาจเกิดทุกขเวทนาในอาหารที่เห็นนั้น เนื่องจากไม่ชอบ ไม่สบายใจ ด้วยจำได้ จึงเป็นทุกข์กับการผัสสะในอาหารนั้น  
หรืออาจเกิดอทุกขมสุขกับอาหารที่เห็นนั้น กล่าวคือเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์กับอาหารที่เห็นนั้น   แต่จะไม่ให้เกิดไม่ให้มี ย่อมไม่ได้  เนื่องด้วยเป็นสภาวธรรมของชีวิตหรือธรรมชาติของชีวิตในการรับรู้สัมผัสต่อสิ่งต่างๆ  จึงเป็นอสังขตธรรมจึงยิ่งใหญ่และต้องเป็นไปเช่นนี้เอง

        บางท่านอาจพิจารณาแล้วเข้าใจว่า บางครั้งเมื่อเกิดการผัสสะแล้ว อาจไม่เกิดเวทนาขึ้นก็ได้  แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่  ตามความจริงอย่างปรมัตถ์แล้ว  นั่นก็คืออทุกขมสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนานั่นเอง แต่เพราะแผ่วเบา จึงคิดไปด้วยอวิชชาว่าไม่มีหรือไม่เกิดเวทนาขึ้น,  ดังนั้นทุกครั้งที่มีการกระทบผัสสะ ล้วนต้องเกิดเวทนาขึ้นทุกครั้งทุกทีไป กล่าวคือ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง หรือเฉยๆบ้าง อันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือสัญญา,  จึงนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ สืบต่อไปดังนี้  (ต้องการทราบรายละเอียดในเวทนา อันเป็นบาทฐานของเวทนานุปัสสนาเพิ่มเติม อ่านบท เวทนาในภายหลัง)

ตา   รูป(อาหาร)  จักขุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ส่วนการผัสสะในอายตนะอื่นๆ  ก็เป็นไปในลักษณะเฉกเช่นเดียวกันทั้งสิ้น  ด้วยเหตุนี้เองในพระไตรปิฎกจึงมักกล่าวถึงอายตนะทั้ง ๖ พร้อมกัน, ทั้งกล่าวเหมือนๆกัน, อยู่เนืองๆ, เป็นอเนก ก็เพราะเน้นแสดงการเกิดกระบวนธรรมที่เกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณะอาการเดียวกันของ"อายตนะทั้ง ๖" นั่นเอง  จึงเป็นไปดังนี้

หู   เสียง  โสตวิญญาณ  ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

จมูก   กลิ่น  ฆานวิญญาณ  ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

ลิ้น   รส  ชิวหาวิญญาณ  ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

กาย   โผฏฐัพพะ   กายวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

พึงพิจารณาในกระบวนธรรมที่อาศัยอายตนะทั้ง ๕ โดยแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)  ให้จนเห็นความจริงยิ่งว่า  เป็นไปดังนั้นจริงๆหรือไม่?  เป็นอื่นไปได้ไหม?

การพิจารณามาถึงตรงนี้แล้ว  ขอให้พิจารณาโดยละเอียดและแยบคายหรือนำไปพิจารณาในขณะเจริญวิปัสสนาโดยการโยนิโสมนสิการ จนมั่นคงด้วยว่า กระบวนธรรมดังกล่าวข้างต้นนั้น  ล้วนต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เป็นธรรมดา จริงหรือไม่?  กับทุกชีวิตหรือไม่?  กล่าวคือ ถ้าเมื่อใดที่มีเหตุปัจจัยครบดังนี้ หมายถึง เมื่อเหตุปัจจัยยังไม่ครบก็ยังไม่เกิดการปรุงแต่งจนเป็นสังขารอันไม่เที่ยงขึ้นแต่อย่างใด   แต่เมื่อใดก็ตามที่ปรุงแต่งกันแล้วคือมีเหตุเป็นปัจจัยกันครบบริบูรณ์ดังนี้แล้ว ย่อมต้องเกิดปรากฏการณ์ขึ้นดังข้างต้น  มีความเที่ยงเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา คงทนต่อทุกกาล(อกาลิโก)ใช่ไหม เพราะเป็นอสังขตธรรม กล่าวคือเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ หรือความเป็นธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่งนั่นเอง?  จึงย่อมต้องเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดาหรือตถตา

โดยอาจลองเริ่มพิจารณาจากกายก็ได้ เช่น กาย   โผฏฐัพพะ กล่าวคือ ลองตีแขนแรงๆ  จะเกิดทุกขเวทนาทุกครั้งทุกทีไป (ถ้าตีเบา ก็อาจเป็นอทุกขมสุขเวทนา) เป็นเช่นนี้จริงหรือเท็จประการใด?   จะห้ามไม่ให้เกิดธรรมชาติของการเกิดความรู้สึก  ที่ย่อมเกิดขึ้นจากการรับรู้หรือก็คือเวทนาไปตลอดกาลนานได้หรือไม่เมื่อเกิดการผัสสะกันขึ้นดังกล่าว?  พิจารณาโดยแยบคายย่อมเห็นความจริง ยอมรับความจริง แล้วนำไปประกอบการพิจารณาในอายตนะอื่นๆ  แล้วจะทราบความจริงบางประการอื่นๆแจ่มแจ้งขึ้นเป็นลำดับ

(สภาวะที่กล่าวเรื่อง อสังขตธรรม ท่านอ่านแล้วอาจสับสนบ้างเป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมอันลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับพระอนัตตา  สามารถศึกษาโดยละเอียดได้ในบทพระไตรลักษณ์ และอนัตตา)

แล้วพึงนำความรู้ความเข้าใจที่ควรพึงบังเกิดขึ้นนั้น มาพิจารณาในอายตนะที่ ๖ คือ ใจ เมื่อกระทบกับ ธรรมารมณ์ เช่นความนึกคิด

มโน(ใจ)   ธรรมารมณ์   มโนวิญญาณ  ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา

ดังนั้น เมื่อมีความคิดนึกหรือธรรมมารมณ์ขึ้น ย่อมต้องกระทบกับใจ  จึงย่อมต้องเกิดเวทนาต่างๆขึ้นเป็นธรรมดาและย่อมเป็นไปตามธรรมคือสัญญา คือเกิดสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง หรืออทุกขมสุขเวทนาบ้าง ตามสัญญาตน   ดังนั้นจะไม่ให้เกิดทุกขเวทนาดังกล่าว เป็นไปได้ไหมหนอ?

 ดังนั้นถ้ามัวเมาคิดนึกปรุงแต่ง หรือฟุ้งซ่านอยู่ ย่อมเกิดการผัสสะของธรรมมารมรณ์กับใจทุกครั้งที่คิดปรุง

จึงยังให้เกิดเวทนาหลากหลายขึ้นได้ เป็นธรรมดา

และเมื่อเวทนาต่างๆเหล่าใดเหล่านั้นที่เกิดจากการมัวเมาปรุงแต่งอันใดอันหนึ่ง เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ตัณหา  อุปาทาน

ทุกขเวทนาธรรมดา อันเป็นธรรม หรือธรรมชาติของชีวิตหรือของโลก

จึงย่อมกลับกลายเป็นเวทนูปาทานขันธ์ คือเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันแสนเร่าร้อนเผาลนวนเวียนยาวนานแท้จริง

ควรพิจารณาดังนี้อยู่เสมอๆ ด้วยความเพียร โดยอเนก โดยแยบคาย  จนกระทั่งบังเกิดความรู้ความเข้าใจคือเกิดธรรมสามัคคีใดๆขึ้นอย่างแจ่มแจ้ง  อันท่านจักพึงรู้ได้ด้วยตนเอง ดังเช่นว่า  อ๋อ..มันเป็นเช่นนี้เอง  อันทำให้ทั้งปัญญาหูตาสว่างไสวอันเป็นปัจจัตตัง

        เวทนานี้นี่เอง ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้รู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ที่ว่ากันว่า มีความสุขเสียเหลือเกิน ก็คือ สุขเวทนานี้นี่เองที่ประกอบด้วยอุปาทาน  ที่ว่ามีทุกข์แสนสาหัสก็คือ ทุกขเวทนานี้นี่เองที่ประกอบด้วยอุปาทาน  และที่ว่าเฉยๆก็หมายถึง อทุกขมสุขเวทนานี่เอง

        เมื่อเกิดเวทนาหรือความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะ เช่น ตาไปกระทบอารมณ์หรือก็คือรูปนั้นแล้ว  ย่อมเกิดกระบวนธรรมหรือธรรมชาติที่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องดำเนินต่อไป กล่าวคือ ย่อมเกิดสัญญาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สัญญาในครั้งนี้ที่เกิดขึ้น เป็นไปในลักษณาการของการหมายรู้ หมายเข้าใจ หรือการกำหนดหมายใดๆในรูปนั้นขึ้นเป็นธรรมดา

ตา   รูป(อาหาร)  จักขุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา  สัญญา(หมายรู้หมายเข้าใจ หรือกำหนดหมาย เช่น หมายสรุปว่า รสชาดน่าอร่อย น่ารับประทาน)

เมื่อเกิดการกำหนดหมายขึ้นแล้ว  กระบวนธรรมย่อมดำเนินต่อไป กล่าวคือ จนเกิดผลอันคือสังขารขันธ์ขึ้น เป็นการกระทำทางกาย วาจา หรือใจ

 ตา   รูป(อาหาร)  จักขุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา  สัญญา(หมายรู้)  สังขารขันธ์ ทางกายเรียกว่ากายสังขาร  ทางวาจาเรียกว่าวจีสังขาร ทางใจเรียกว่ามโนสังขาร(จิตสังขาร,จิตตสังขาร)

ดังตัวอย่างนี้   จึงเกิดจิตสังขารหรือมโนสังขารด้วยการงึมงัมอยู่ในใจขึ้นว่า น่าอร่อยจัง...น่ากินจัง..ฯลฯ.  หรืออาจร่วมด้วยวจีสังขารอีกด้วยก็ยังได้ แสดงโดยการเปล่งวาจาออกมาว่า "น่ากินจังนะ ขอกินเลยนะ"  พร้อมๆกันนั้นก็อาจลงมือทานอาหารนั้นๆ(กายสังขาร) กล่าวคือ จึงเกิดสังขารขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือแม้ทั้ง ๓ ขึ้น

สังขารขันธ์หรือสิ่งปรุงแต่งทางใจให้เกิดการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นผลหรือผลลัพธ์ของกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นเหตุปัจจัยกัน   และในฝ่ายสังขารขันธ์ ที่แยกออกเป็น ๓ คือ ทางกาย วาจา ใจ นั้นเป็นไปตามสัญเจตนาหรือเจตนาอันเป็นความคิดอ่านที่จะกระทำนั่นเอง  กล่าวคือ ถ้าแรงเข้มเด่นชัดก็อาจแสดงออกมาทางกายหรือวาจา หรืออาจเกิดเพียงความคิด  อันเนื่องสัมพันธ์กับสัญญาหมายรู้,หมายกำหนดที่เกิดขึ้น  ตลอดจนเจตนานั่นเอง  จึงแสดงเป็นกระบวนธรรมของสังขารขันธ์เองได้ดังนี้

 กายสังขาร                                   = กายสัญเจตนา         กายทวาร          กายกรรม
 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางกาย= ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางกาย ทางกาย การกระทําทางกาย
 
 วจีสังขาร                                      = วจีสัญเจตนา          วจีทวาร             วจีกรรม
 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางวาจา= ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางวาจา ทางวาจา  การกระทําทางวาจา
 
 มโนสังขาร,จิตสังขาร                  = มโนสัญเจตนา        มโนทวาร          มโนกรรม
 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางใจ= ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางใจ(คิด)ทางใจการกระทําทางใจ
 
กล่าวคือ เกิดสัญเจตนาหรือเจตนาที่แต่งการกระทำ(กรรม)ขึ้น  (ในการจำแนกแตกธรรม บางครั้งผู้เขียนใช้คำว่า มโนสังขารหรือจิตแทนคำว่าสัญเจตนาเลยก็มี)  เพราะเจตนาหรือสัญเจตนาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์ เป็นความคิดอ่านของจิตที่เจตนาจะกระทำในทางกาย วาจา ใจ

 ตา +  รูป(อาหาร)  จักขุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา  สัญญา(หมายรู้)  สัญเจตนา  การกระทำทางกาย วาจา ใจ

แต่บางครั้งต้องการแสดงเน้นให้เห็น มโน หรือใจที่เป็นตัวกลางหรือจิตกลางให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้น   จึงเขียนแสดงดังต่อไปนี้ก็มี

 ตา  +  รูป(อาหาร)  จักขุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จำได้)  เวทนา  สัญญา(หมายรู้)  มโนสังขาร(สั่งการ)  สังขารขันธ์ทางกาย วาจา ใจ

แต่โดยทั่วไปผู้เขียน  เขียนกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ โดยย่อ เป็นดังนี้

ตา +  รูป(อาหาร)  จักขุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จำ)  เวทนา  สัญญา(หมายรู้)  สังขารขันธ์ [สัญเจตนา --> กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม]

บางครั้งก็แสดงสัญญาเพียงครั้งเดียว โดยผู้อ่านต้องหมายรู้อยู่ในทีว่า ย่อมมีสัญญา(จำ) ดังข้างต้นแฝงอยู่โดยธรรม ก็เพื่อย่อย่นแสดงเพียง ๕ ขันธ์ล้วนๆถ้วนๆได้ดังนี้

ตา  + รูป(อาหาร)   จักขุวิญญาณ ผัสสะ เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์

จึงพึงเข้าใจว่า ล้วนมาจากกระบวนธรรมตามรายละเอียดข้างต้นทั้งสิ้น  ที่แตกต่างกันบ้าง เกิดจากต้องการจำแนกแตกธรรมให้เห็นรายละเอียดในเรื่องหรือธรรมที่กล่าวเฉพาะนั้นๆให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง มิได้มีความผิดพลาดในการสื่อแต่อย่างใด

นอกจาก ตา ที่กระทบ รูป แล้ว  ในอายตนะอื่นๆที่เหลือ ล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกัน แม้แต่ใจ  กระบวนธรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเหมือนกันดังนี้

หู +  เสียง  โสตวิญญาณ ผัสสะ เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์ [คือ สัญเจตนา  กรรม]

จมูก +  กลิ่น  ฆานะวิญญาณ ผัสสะ เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์

ลิ้น +  รส  ชิวหาวิญญาณ ผัสสะ เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์

กาย  + โผฏฐัพพะ   กายวิญญาณ ผัสสะ เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์

ใจ   ธรรมารมณ์   มโนวิญญาณ ผัสสะ เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์

หรืออาจแสดงโดยละเอียดขึ้นอีกได้ดังนี้  กล่าวคือแสดงรายละเอียดของเวทนาที่เกิดได้ทั้งต่อกายและใจ,  และสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

                                                                                   เวทนาทางกาย                             ทางกาย
ใจ   + ธรรมารมณ์   มโนวิญญาณ  ผัสสะ สัญญาจํา  สัญญาหมายรู้  สัญเจตนา  กรรม   ทางวาจา
                                                                                   เวทนาทางใจ                                ทางใจ 

และถ้าโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย ย่อมเห็นได้ว่า อายตนะหรือทวารทั้ง ๖ ต่างล้วนดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกัน  จึงเป็นไปโดยสรุปได้ดังนี้

อายตนะภายนอก   อายตนะภายใน   วิญญาณ๖  ผัสสะ เวทนาต่อกายและใจ   สัญญา   สังขารขันธ์ กายสังขาร,วจีสังขาร,มโนสังขาร
 
        ในการปฏิบัติจึงต้องมีศีล คือข้อประพฤติปฏิบัติ ก็เพื่อการสำรวม สังวร ในอายตนะภายในหรือทวารทั้ง ๖  เพราะต่างล้วนยังให้เกิดทั้งเวทนา  และสัญเจตนาหรือเจตนาปรุงแต่งทางใจ ที่ยังให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้น เช่น จิตสังขารประเภทคิดปรุงแต่ง จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการปรุงแต่งจนเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นในที่สุด  อันเป็นไปตามสภาวธรรมตามวงจรปฏิจจสมุปบาท

        เมื่อพิจารณาโดยแยบคายจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์ ๕ หรือชีวิตอยู่นั้น ขันธ์ทั้ง ๕ ต่างต้องทำงานเป็นเหตุปัจจัยเนื่องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา  เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตยิ่ง  ขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งไปก็เหมือนดั่งท่อนไม้หรือตายไป  นอกจากนั้นแล้วความสุขความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็ล้วนเกี่ยวข้องพัวพันกับขันธ์ ๕ นี้อยู่ตลอดเวลา กล่าวคือถ้ามีกิเลสตัณหามาพัวพันในขันธ์ทั้ง๕ แล้ว ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ทุกขเวทนาธรรมดาที่แค่เป็นทุกข์ตามธรรมชาติอีกต่อไป  แต่เป็นทุกขเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนกว่าทุกขเวทนาตามธรรมชาติ  ที่เรียกความทุกข์ชนิดนี้ว่า ทุกข์อุปาทาน  หรือเป็นการดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบาทธรรม คือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์นั่นเอง

         เมื่อเข้าใจในขันธ์ ๕ แจ่มแจ้ง เข้าใจความเป็นเหตุปัจจัย ตลอดจนความเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติที่ตถตา อันย่อมเป็นเช่นนั้นเอง ย่อมยังประโยชน์ยิ่งในการโยนิโสมนสิการในปฏิจจสมุปบาทธรรม  เพราะความจริงแล้วปฏิจจสมุปบาทก็คือกระบวนธรรมโดยละเอียดของขันธ์ ๕ ที่แสดงการดำเนินเกิดขึ้นของทุกข์เป็นลำดับพร้อมทั้งแสดงการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  ในลักษณะความเป็นเหตุปัจจัยกันดังขันธ์ ๕ ที่แสดงนี้  เพียงแต่ว่า การลำดับองค์ธรรมอาจมีสลับที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ก็เพียงเพราะความเหมาะสมในการขยายความหรือจำแนกแตกธรรมนั้นๆ นั่นเอง แต่กฏของธรรมหรือสภาวธรรมชาติแล้วก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน จึงเหมือนกันทุกประการ  ดังเช่นในขันธ์ ๕ นี้มีกล่าวไว้ถึงสภาวธรรมที่ว่า การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ อันมี อายตนะภายนอก  อายตนะภายใน  วิญญาณ จึงเกิดการผัสสะ  ในปฏิจจสมุปบาทธรรมก็เป็นเช่นเดียวกัน  ยังดำรงกฏของธรรมชาติดังเดิมเพราะย่อมจริงแท้อยู่อย่างนั้น กล่าวคือ เมื่อมีเหตุครบคือ องค์ธรรมสังขาร(ทำหน้าที่เป็นอายตนะภายนอกนั่นเอง) กับสฬายตนะ(ก็คืออายตนะภายใน) และวิญญาณที่ย่อมเกิดขึ้นเมื่อองค์ธรรมสังขารเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนดังในกรณีขันธ์ ๕  ดังนั้นก็ย่อมครบองค์ของการเป็นเหตุปัจจัยของการผัสสะเช่นกัน  เพียงแต่การเรียงลำดับจัดแสดงย่อมแตกต่างกันไปตามความสลับซับซ้อนของธรรมหรือเพราะการจำแนกแตกธรรมบ้างเท่านั้นเอง  แต่เมื่อพิจารณาโดยแยบคายด้วยความเพียรแล้วก็จะทำความเข้าใจได้เป็นที่สุดว่าเป็นด้วยเหตุปัจจัยหรือเหตุผลเดียวกันจริงๆนั่นเอง,  ส่วนสัญญาในขันธ์ ๕ นั้น เมื่อไปอยู่ในปฏิจจสมุปบาทก็อยู่ในรูปของอาสวะกิเลส อันคือสัญญาอย่างหนึ่งเพียงแต่นอนเนื่องเกลือกกลั้วด้วยกิเลสนั่นเอง,   ดังนั้นเมื่อทำความเข้าใจในขันธ์ ๕ แจ่มแจ้งดีแล้ว จึงยังประโยชน์ยิ่งในการเจริญวิปัสสนา ในการโยนิโสมนสิการปฏิจจสมุปบาทธรรม  หรือแม้แต่พระไตรลักษณ์เพราะการเห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันเกิดขึ้นได้ชัดแจ้ง  ตลอดจนสักกายทิฏฐิ ฯลฯ.

        ขันธ์ ๕ ตามที่กล่าวมานี้ จึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต  หมายความว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของชีวิตโดยธรรมชาติ จึงย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปกับผู้มีขันธ์ ๕ ทุกผู้คน  ทั้งในปุถุชนและในพระอริยเจ้า  เป็นขันธ์ที่ใช้ในการดำรงคงอยู่และดำเนินไปในชีวิต   แต่ความแตกต่างกันระหว่างปุถุชนและพระอริยะก็คือ ขันธ์ ๕ ในปุถุชนดังที่กล่าวมานี้มักถูกครอบงำด้วยอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสให้เป็นไปตามความพึงพอใจของตัวตน จึงยังให้เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ หรือขันธ์ทั้ง ๕ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน  จึงหมายถึง ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เกิดขึ้นและดำเนินเป็นไปดังข้างต้นแต่ล้วนแอบแฝงด้วยกิเลสที่ต้องการให้เป็นไปตามความพึงพอใจของตัวตนเป็นสำคัญ   เมื่อไม่สมหวังก็ยังให้เกิดความทุกข์ที่เรียกว่า ทุกข์อุปาทาน  ที่แสนเร่าร้อนเผาลน อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของปฏิจจสมุปบาทธรรม กระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์  เมื่อสมหวังก็เป็นสุขแต่ย่อมเก็บจำเป็นอาสวะกิเลสโดยธรรมหรือธรรมชาติจึงย่อมก่อทุกข์อุปาทานในภายหน้าโดยอาการโหยหาอยากอีก  จึงหนีไม่พ้นในที่สุด,   ส่วนในพระอริยะนั้น ท่านเพียงดำรงอยู่ในขันธ์ ๕ ตามธรรมหรือธรรมชาติ  มีก็เพียงแต่สุขเวทนาหรือทุกขเวทนาอันเป็นไปตามธรรมชาติเท่านั้น ที่แม้เป็นทุกขเวทนาหรือเป็นทุกข์แต่ก็ไม่ประกอบด้วยความเร่าร้อนเผาลน  ส่วนสุขนั้นก็ไม่ติดเพลิน   สุขทุกข์ที่ยังพึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาตามธรรมหรือธรรมชาติเท่านั้น  ดังกระบวนธรรมขันธ์ ๕ ที่ได้กล่าวแสดงไปแล้วเป็นอเนกนั้น   แต่ไม่ประกอบด้วยตัณหาแลอุปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนเลยดังที่ดำเนินไปในปฏิจจสมุปบาทธรรมฝ่ายสมุทยวารหรือฝ่ายเกิดทุกข์เลย

         สิ่งที่ควรกระทำยิ่งในบทนี้ คือการโยนิโสมนสิการ ให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งถึงสภาวธรรม คือธรรมชาติของการเกิดขึ้นของเวทนา ว่าล้วนเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และยังเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มาเป็นปัจจัยกันอีกด้วย  แท้จริงล้วนไม่ได้เกิดขึ้นและเป็นไปตามใจปรารถนาของเรา ด้วยล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ด้วยเป็นอนัตตา แต่แท้จริงแล้วล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยที่มาประชุมกันนั่นเอง
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 12:58:55 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 41 (3420003)

 รายละเอียดของ ขันธ์๕ (๒)

ในบทที่แล้ว เป็นการแสดงกระบวนธรรมตามธรรมชาติของชีวิตโดยลำดับแบบทั่วๆไป ที่ไม่ได้เป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลน กล่าวคือเป็นเพียงแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากทุกขเวทนาโดยธรรมชาติตามปกติธรรมดาของชีวิตเมื่อมีการผัสสะเท่านั้น  แต่ในขันธ์ ๕ บทนี้ จะเป็นการแสดงการเริ่มเกิดขึ้นของทุกข์อุปาทานอันแสนเร่าร้อน ที่อาศัยขันธ์ต่างๆดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไป โดยปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมไม่มีทางรู้ได้เลย
       
ดังที่กล่าวมาแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงแสดงตัวตนหรือชีวิตของเราทั้งหลายว่า ล้วนเกิดขึ้นมาแต่มีเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน หรือปรุงแต่งกันขึ้น  ชีวิตจึงเป็นสังขารอย่างหนึ่ง อันประกอบด้วยฝ่ายรูปและฝ่ายนาม ก็เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นความจริงของชีวิต  ในบางทีโดยเฉพาะผู้ที่เน้นปฏิบัติแต่สมถะเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดมายาของจิตหรือหลงผิดไปโดยพยายามแยกออกมาให้ได้จริงๆในลักษณะทางรูปธรรม กล่าวคือ พยายามแยกกาย แยกจิตให้ขาดชัดกันออกไปแม้ในความรู้สึกก็ตามที อันเป็นไปในลักษณาการของเจตภูต หรือกายทิพย์,  อันจักแยกได้จริงๆก็ต่อเมื่อกายแตกดับถึงแก่กาละหรือความตายเท่านั้น ที่จักพึงเกิดขึ้นเองเป็นธรรมดา,  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราพึงสามารถแยกแยะได้ด้วยปัญญาจักขุโดยอาศัยธรรมอันวิเศษของพระองค์ท่าน  ดังจะทบทวนกันคร่าวๆอีกทีหนึ่ง เพื่อเพิ่มเติมการเริ่มเกิดขึ้นเป็นความทุกข์ ชนิดอุปาทานทุกข์ ดังที่เนื่องในปฏิจจสมุปบาทธรรม  (รายละเอียดเพิ่มเติม ขันธ์ ๕ (๓))
 
        ฝ่ายรูปและฝ่ายนาม ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดชีวิตขึ้นนั้น  พระองค์ท่านได้ทรงแสดงธรรม แยกย่อยลงไปอีกเป็นขันธ์ทั้ง ๕ หรือเบญจขันธ์นั่นเอง อันประกอบด้วย  
๑.รูปขันธ์ หรือฝ่ายกายและส่วนประกอบต่างๆของร่างกาย หรือสังขารกาย  
๒.เวทนาขันธ์  
๓.สัญญาขันธ์  
๔.สังขารขันธ์  
๕.วิญญาณขันธ์   ซึ่งมักเรียกกันโดยย่อว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
        เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตหรือตัวตน ที่เราท่านทั้งหลายพากันยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอัตตาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยอวิชชานั้น  ล้วนเป็นเพียงเกิดขึ้นมาแต่การเป็นเหตุเป็นปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕ ที่มาประชุมปรุงแต่งกันอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งๆเท่านั้นเอง  
กล่าวคือ เมื่อขันธ์ทั้ง ๕ นี้ยังประชุมรวมตัวเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอยู่ได้ ก็ยังให้มีปรกติชีวิตอยู่ได้  และในขณะที่ยังมีปรกติชีวิตอยู่นั้น ขันธ์ทั้ง ๕ ยังจำเป็นยิ่งที่ต้องทํางานเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันอีกด้วย กล่าวคือ มีกระบวนการหรือกระบวนธรรมของชีวิตหรือของขันธ์ทั้ง ๕ อันหมายถึง มีการทำงานที่ประสานเนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕ ในการดำรงชีวิตอยู่นั่นเอง  อันเป็นกระแสสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิตที่ต้องเป็นไปเช่นนี้เองเป็นธรรมดา ไม่สามารถเป็นอื่นไปได้
        ที่นี้ผู้เขียนจะแสดงกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ หรือกระบวนการทำงานที่เนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕ ในการดำเนินชีวิต ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนธรรมพื้นฐานของจิตและกาย อันจักยังให้เกิดความเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทโดยละเอียดขึ้นในภายภาคหน้า อีกครั้งหนึ่ง
 
 ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ(อันมีสมองหรือหทัยวัตถุเป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่งของใจ)
หรือก็คือ อายตนะภายในทั้ง ๖ หรือทวาร ๖ ต่างก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายรูปหรือฝ่ายกาย  
ซึ่งก็จักต้องทํางานร่วมเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันกับฝ่ายจิตหรือฝ่ายนามอันมี ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ   นอกจากรูปและจิตแล้ว ยังทำงานเนื่องสัมพันธ์ครอบคลุมถึงเหตุปัจจัยสิ่งแวดล้อมอันคืออายตนะภายนอกทั้ง ๖ ที่เราจักไปกระทบสัมผัสอยู่เสมอๆเกือบตลอดเวลาอีกด้วย อันคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์  ดังตัวอย่างต่อไปนี้
       
เมื่อ ตา กระทบกับ รูป (รูปนี้หมายถึง ภาพที่เห็นด้วยตา คืออายตนะภายนอก)นั้น  ระบบประสาทรับสัมผัสของตา(อันพอเทียบเคียงได้ว่าคือ จักขุวิญญาณในทางพุทธศาตร์นั่นเอง)จะเป็นฝ่ายนําส่งข้อมูลของภาพหรือรูปที่เห็นข้างต้นนั้นๆให้สมอง ฝ่ายความทรงจํา ซึ่งอาจมีการบันทึกบรรจุจดจำข้อมูลในรูปหรือภาพนั้นในรูปแบบลักษณะต่างๆ (อันพอเทียบเคียงได้ว่าคือ สัญญา-ความจําได้,ความหมายรู้ในทางพุทธศาตร์นั่นเอง) จึงเกิดการจดจําได้ถึงข้อมูลในภาพหรือรูปนั้นๆว่า เป็นอะไร มีอะไรบ้าง ดังเช่น เป็นอะไร ความชอบ,ไม่ชอบ เคยมีประสบการณ์ใดๆ ที่ได้สั่งสม อบรม เก็บจำไว้ในภาพหรือรูปที่เห็นใดๆบ้าง  อันเป็นกระบวนการหรือกระบวนธรรมรับรู้อัตโนมัติในสิ่งที่เห็น
กล่าวคือ เกิดขึ้นและเป็นไปตามกลไกของธรรมชาติของชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่ต้องเป็นเช่นนี้เองหรือตถตา จะห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้อย่างถาวรเที่ยงแท้,  จากนั้นย่อมก่อให้เกิดเวทนา-ความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ในภาพหรือรูปที่เห็นนั้น  หรือที่เรียกกันว่า การเสวยอารมณ์ คือเสพรสของรูปหรือภาพที่เห็นหรือกระทบผัสสะนั้นนั่นเอง  อันย่อมต้องอาศัยอ้างอิงเป็นไปตามข้อมูลความจํา(สัญญา-ความจําได้,ความหมายรู้)ที่มีมาแต่เก่าก่อนหรืออดีต  จิตจึงเกิดความรู้สึกรับรู้(เวทนา)ในภาพอันพอจําแนกแตกธรรมในความรู้สึกรับรู้(เวทนา)ที่เกิดขึ้นนี้อันยังผลทั้งต่อฝ่ายกายและจิต เป็นไปในลักษณะที่เรียกสื่อสารกันว่า
สบายใจ ถูกใจ ชอบใจ หรือเป็นสุข ที่เรียกทางพุทธศาสตร์ว่าสุขเวทนา๑,  
หรืออาจก่อเป็น ความรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ ที่เรียกกันทางพุทธศาตร์ว่าทุกขเวทนา๑,  
หรืออาจเกิดความรู้สึกที่เรียกกันว่าความรู้สึกเฉยๆ หรือเรียกกันว่า"ไม่สุขไม่ทุกข์"  หรือที่เรียกกันทางพุทธศาตร์ว่า"อทุกขมสุขเวทนา"หรือ"อุเบกขาเวทนา"  
อันเป็นเวทนาที่เกิดขึ้นต่อภาพหรือสิ่งที่ตาไปกระทบหรือเห็นเข้านั้น โดยอาศัยสัญญาเป็นตัวจำแนกแตกธรรมที่สำคัญยิ่งอีกด้วย
 
อันพอจะเขียนเป็นกระบวนการหรือกระบวนธรรมของจิตในแนวทางแบบวิทยาศาตร์ได้ดังนี้
ตา กระทบกับ ภาพที่เห็น ย่อมเกิดกระบวนการตามธรรมชาติของชีวิต ที่นำส่งภาพหรือรูปนั้นผ่านทาง  ระบบประสาทตา   สมองส่วนความจํา   จึงเกิดความรู้สึกเป็นสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุข ต่อภาพที่เห็น อันเนื่องมาจากความทรงจำหรือสัญญาในสมองส่วนความจำข้างต้นนั่นเอง
อันนํากระบวนการจิตที่เกิดขี้นมานี้  มาแสดงเป็นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ในทางพุทธศาตร์ได้ดังนี้
ตา   รูป  จักขุวิญญาณย่อมต้องเกิดในผู้มีชีวิต   สัญญาจํา   เวทนา
หรือเขียนอีกแบบดังนี้
ตา   รูป  จักขุวิญญาณ การกระทบสัมผัสกันของปัจจัยทั้ง๓ เรียกผัสสะ   สัญญาจำ   เวทนา
       
กระบวนธรรมของจิตยังไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้  กล่าวคือ เมื่อเกิดเวทนาความรู้สึกรับรู้จากการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)อันร่วมด้วยสัญญาจําเป็นเหตุเป็นปัจจัยร่วมด้วยแล้ว  ก็เกิดการนําส่งไปทางระบบประสาทของความคิดหรือใจ(มโนวิญญาณ)ไปยังสมองส่วนความคิด(สัญญาหมายรู้)   อันหมายถึง การสรุปผล โดยการรวบรวมข้อมูล วินิจฉัย(ในขณะจิต เร็วกว่าสายฟ้าแลบ) เปรียบเทียบ ค้นคว้าจากความจํา,ประสบการณ์ หรือสัญชาตญาณ ฯ. แล้วนําข้อมูลที่รวบรวมนั้นส่งไปทางระบบประสาทของความคิดหรือใจ(มโนวิญญาณ)อีกครั้ง เพื่อไปยังสมองส่วนสั่งการ(สัญเจตนา - บางทีผู้เขียนก็ใช้คำว่า มโนสังขาร หรือ จิต)  ดังนั้นจะสังเกตุได้อย่างว่า วิญญาณทำการเชื่อมต่อกันระหว่างขันธ์ต่างๆนั่นเอง  อันนำมาแสดงกระบวนการทํางานโดยลำดับได้ดังนี้
 
ตา กระทบ ภาพที่เห็น   ไปทางระบบประสาทของตา   สมองส่วนความจํา(สัญญาจำ)   เกิดความรู้สึกรับรู้ ในภาพที่เห็นอันเนื่องกับความจําด้วย(เวทนา)   ไปทางระบบประสาท   สมองส่วนความคิดหมายรู้(สัญญาหมายรู้)   ไปทางระบบประสาท   สมองส่วนสั่งการ(มโนสัญเจตนา)   ไปทางระบบประสาท   เกิดการกระทําทางใจ(คิด) การกระทําทางวาจา การกระทําทางกาย ตามที่สั่งการหรือเจตนา
หรือเขียนย่อลงได้ดังนี้
 
ตา   ภาพที่เห็น  ระบบประสาทของตา   สมองส่วนความจํา(สัญญาจำ)   เกิดความรู้สึกรับรู้ต่อภาพที่เห็นอันเนื่องกับความจําด้วย(เวทนา)   สมองส่วนความคิดหมายรู้(สัญญาหมายรู้)   สมองส่วนสั่งการ(มโนสัญเจตนา)   การกระทําทางกาย วาจา ใจ  อันนํามาเขียนในทางพุทธศาตร์โดยขันธ์ ๕ ได้ดังนี้
ตา   รูป  จักษุวิญญาณ การกระทบสัมผัสกันหรือผัสสะ   สัญญา(จํา)   เวทนา  สัญญา(หมายรู้)  
 
สัญเจตนา(มโนสังขาร,จิต)   กรรม การกระทำทางกาย วาจา ใจ  อันเขียนย่อลงไป ได้ดังนี้
ตา   รูป  จักษุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญา(หมายรู้)  สังขารขันธ์ ทางกาย วาจา ใจ
หรือย่อลงไปอีก ก็จะได้กระบวนธรรมของขันธ์๕ แบบย่อ ที่สัมพันธ์กันเฉพาะขันธ์ทั้ง ๕   จึงไม่แสดงสัญญาจำอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาอยู่แล้ว  และไม่แสดงสัญเจตนาอันเป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์อยู่แล้ว   จึงเป็นดังนี้   ตา   รูป  วิญญาณ  ผัสสะ   เวทนา  สัญญา   สังขารขันธ์
       
กระบวนธรรมดังกล่าวนี้ เป็นเฉกเช่นดียวกันในอายตนะทั้ง๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ หรือทวารทั้ง๖แสดงเปรียบเทียบกระบวนธรรมขันธ์๕  ของทวารทั้ง๖
ตา +  รูป  จักษุวิญญาณ             
หู  + เสียง  โสตวิญญาณ            
จมูก +  กลิ่น  ฆานะวิญญาณ                                                                                                  ทางกาย
                                            ผัสสะสัญญา(จํา)เวทนาสัญญา(หมายรู้)สัญเจตนาสังขารขันธ์  ทางวาจา
ลิ้น  + รส  ชิวหาวิญญาณ                                                                                                       ทางใจ
กาย+โผฏฐัพพะ   กายวิญญาณ     
ใจ +  คิด  มโนวิญญาณ
                                            หรือ เขียนให้เห็นชัดเจนขึ้นถึงขันธ์ต่างๆที่เกิดเหมือนกันทั้งหมดโดยสีแดง
ตา +  รูป                  
หู +  เสียง              
จมูก  + กลิ่น                                                                                                                              ทางกาย
                            วิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จํา) เวทนา สัญญา(หมายรู้) สัญเจตนา สังขารขันธ์ ทางวาจา
ลิ้น  + รส                                                                                                                                   ทางใจ
กาย + โผฏฐัพพะ    
ใจ  + ธรรมารมณ์   
 
        ดังนั้นคงจะพอเห็นได้ว่า กระบวนธรรมของชีวิต หรือก็คือกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้น ไม่ว่าจะโดยอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็ตามที  ล้วนแล้วแต่มีความเนื่องสัมพันธ์หรือต้องมีการประสานงานกันล้วนสิ้นครบทั้ง ๕ ขันธ์ คือ
 
รูป ที่หมายถึงสังขารกาย อันครอบคลุมถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ(อันมีสมองเป็นเหตุปัจจัยร่วมด้วย,หทัยวัตถุ)  แล้วดำเนินไปตามเหตุปัจจัยหรือกระบวนธรรมของชีวิตจึงเกิด วิญญาณต่างๆ เวทนา สัญญา สังขาร(สัญเจตนาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์) อันล้วนเป็นองค์ประกอบของจิตอย่างครบถ้วนทั้งสิ้น  เป็นการเห็นด้วยปัญญา แต่จะโดยรู้ตัวหรือไม่เท่านั้น  เพราะบางชนิดก็แผ่วเบา  บางชนิดก็เกิดขึ้นเพราะเป็นสังขารที่สั่งสมไว้จึงกระทำเองโดยไม่รู้ตัวเป็นอัติโนมัติ  บางสิ่งก็เป็นต้อง
 
เจตนา(สัญเจตนา)กระทำขึ้นจึงเห็นได้อย่างเด่นชัด  จึงกล่าวได้ว่าจิตนั้นเป็นใหญ่ หรือประธานของชีวิตหรือกระบวนการชีวิต เพราะมิว่าจะกระทำการใดๆหรือกระทบสัมผัสด้วยอายตนะใดๆ ต่างล้วนต้องผ่านใจหรือจิตล้วนสิ้น  ดังนั้นการดับทุกข์จึงต้องขึ้นอยู่กับใจหรือจิตเป็นสําคัญ  อันมีสมองหรือหทัยวัตถุ(เป็นวัตถุของใจอย่างหนึ่ง)เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของใจหรือจิต อันเป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดปัญญาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง(สัมมาญาณ) อันจักยังให้เกิดสัมมาวิมุตติ(ความสุขอันเนื่องจากการหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา), แต่สมองหรือหทัยวัตถุก็ยังไม่ใช่จิต  แต่เป็นแค่เหตุปัจจัยอันหนึ่งของจิตเท่านั้น
       
ขอให้นักปฏิบัติลองพิจารณาธรรมนี้โดยละเอียดและแยบคาย(ธรรมวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ) ในทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วจะเห็นกระบวนธรรมของจิตตามธรรมชาติที่ชัดเจนขึ้น  อันจะยังประโยชน์ในการเข้าใจในสภาวธรรมของกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท)
        ในคราวหน้าจะเขียนรายละเอียดกระบวนจิตในการเกิดทุกข์ ที่เปรียบเทียบกับแนววิทยาการทางวิทยาศาตร์ในปัจจุบัน
        
        คราวนี้มาลองพิจารณาประสาทสัมผัสทางหู  ของผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตดูกันบ้าง
        หู กระทบ เสียงจากผู้ใดหรือสิ่งใด ระบบประสาทหู (เทียบเคียงทางพุทธศาตร์เรียกว่าโสตวิญญาณ)เป็นผู้หรือสิ่งที่นําส่งสมองส่วนความจํา(สัญญา)อันจํา และทั้งทำความเข้าใจในความหมายของเสียงนั้น อันยังผลให้เกิดความรู้สึก จากการรับรู้ในเสียง ที่มากระทบนั้นๆ(เวทนา)   สมมติเช่น เสียงที่ได้ยินเป็นการนินทาว่ากล่าว  ความไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจต่อเสียงนั้น หรืออาจต่อความหมายของเสียงที่ได้ยินหรือที่ผัสสะ หรืออาจแม้แต่ต่อผู้ที่พูดขึ้นนั้น  จึงเกิดทุกขเวทนา  อันเป็นสภาวธรรมชาติหรือกระแสธรรมชาติ,  ถ้าเสียงที่มากระทบนั้นเป็นคำชมเชย หรือไพเราะเสนาะโสตตน สัญญาจำย่อมก่อให้เกิดสุขเวทนา กล่าวคือมีความชอบใจ หรือสบายใจ หรือถูกใจ หรือเป็นสุขต่อเสียงสรรเสริญนั้นๆนั่นเอง,  แต่ถ้าเสียงนั้นไม่มีความเข้มเด่นชัดต่อสัญญาใดๆ ก็ย่อมเกิดอุเบกขาเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาขึ้นก็ได้เป็นธรรมดา แต่กล่าวคือ ต้องเกิดเวทนาเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดบ้างเป็นธรรมดาหรือตถตา กล่าวคือ เป็น สุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง หรือไม่สุขไม่ทุกข์  อย่างใดอย่างขึ้นอย่างแน่นอน   ดังนั้นที่ว่าไม่เกิดเวทนาหรือความรู้สึกใดๆหรืออะไรขึ้นเลย หรือเฉยๆ ก็คือเหล่าอุเบกขาเวทนา(อทุกขมสุขเวทนา)นี่เอง
       
ลองพิจารณาตรงนี้อย่างจริงๆจังๆ  อย่าไปคิดว่าเข้าใจแล้ว รู้แล้ว  พิจารณาอย่างโดยละเอียดและแยบคายหลายๆครั้ง จะเห็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติแท้ๆของจิตช่วงนี้ ถึงความเป็นเหตุปัจจัยกัน  เมื่อมีเหตุปัจจัยเช่นนั้น ย่อมยังผลให้เกิดเป็นทุกขเวทนาเช่นนั้น เป็นสภาวธรรมตามธรรมชาติของปุถุชน อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตากล่าวคือ"เมื่อเหตุนี้มี  ผลนี้จึงมี" หรือก็คือหลักการปฏิจจสมุปบันธรรมอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  จึงต้องยอมรับด้วยใจที่เข้าใจตามความเป็นจริง  เพราะจริงๆแล้วทุกขเวทนานี้  ยังไม่ใช่ความทุกข์หรือทุกข์อุปาทานที่เร่าร้อนเผาลนที่ปุถุชนพากันเล่าเรียนศึกษาเพื่อหาทางที่ดับไป  เป็นแค่กระบวนธรรมของจิตในความรู้สึกรับรู้ในเเบื้องต้นๆอันเป็นกระบวนธรรมตามธรรมชาติของผู้มีชีวิตเท่านั้น ที่คงเกิดคงเป็นเป็นธรรมดาในทุกรูปนาม   แต่สามารถไปก่อให้เป็นความทุกข์จริงๆอันเร่าร้อนเผาลน(อุปาทานทุกข์)ได้ต่อไป  เนื่องเพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริง(อวิชชา อันครอบคลุมถึงสติและปัญญาด้วย)  จึงเกิดตัณหาการไปยึดหรืออยากในเวทนาหรือความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะนั้นๆ  อันเป็นการดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบาทธรรมนั่นเอง
 
        เมื่อทุกขเวทนาจากเสียงนั้นเกิดขึ้นแล้ว  ณ จุดนี้ อันเป็นจุดสําคัญในการที่กระบวนจิตจะมาถึงจุดทางแยก ที่จักเป็นไปตามกระบวนการขันธ์๕อันเป็นกระบวนการธรรมชาติของชีวิตอันเป็นปกติตามธรรมชาติอย่างที่ไม่เป็นอุปาทานทุกข์ตามที่แสดงมาแล้วข้างต้น   หรือจักแวะเวียนเข้าไปในกระบวนการธรรมชาติเช่นกัน  แต่เป็นกระบวนธรรมชนิดก่อให้เกิดทุกข์ชนิดอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนทั้งต่อจิตและกาย  กล่าวคือ ดำเนินกระบวนธรรมของจิตไปตามกระแสวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
                                                  กระบวนการขันธ์๕....เป็นไปตามกระบวนการของขันธ์๕ อันเป็นไปตามธรรมชาติ อันไม่เป็นทุกข์
                    ........เวทนา      
                                                  กระบวนการเกิดทุกข์.....เป็นไปตามกระบวนการธรรมชาติชนิดที่ทําให้เกิดทุกข์หรือทุกข์อุปาทาน
         ถ้าไปตามกระบวนการขันธ์๕   ทุกขเวทนานั้นย่อมก่อความรู้สึกกระทบกระเทือนไม่สบายใจในขณะจิตแรก แต่ถ้ามีสติที่ทั้งรู้เท่าทันและเข้าใจตามความจริงในเวทนาเหล่านั้น อันย่อมยังผลให้สมองส่วนความคิด(สัญญาหมายรู้)ไม่ถูกครอบงําด้วยอิทธิพลใดๆ   เป็นสัญญาหมายรู้ หรือความคิดในเรื่องที่มากระทบนั้นโดยไม่มีอิทธิพลอื่นๆมาเจือ อันเป็นการหมายรู้ตามความเป็นจริงนั่นเอง อันทําให้เกิดสังขารขันธ์อันเป็นผล กล่าวคือไม่พอใจ โกรธ ขุ่นข้องใจ อันเป็นธรรมชาติตามกฎอิทัปปัจจยตา
 
         เมื่อมาถึงตรงนี้ จะเกิดความงุนงงสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น ถ้าเป็นไปตามธรรมชาติ  อย่างนั้นในอริยบุคลต่างๆรวมทั้งพระอรหันต์เจ้าก็ยังมีความโกรธหรือ? จริงๆแล้วท่านมี "โกรธ" อันเป็นสังขารขันธ์ แต่ท่านไม่เอา ไปคิดปรุงแต่ง แล้วมันก็ดับไปเอง ดังได้กล่าวไว้แล้วในบท"ธรรมข้อคิด"ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล  และอีกประการหนึ่งก็คือถึงมีก็เบาบางกว่าปุถุชน เหตุเพราะสัญญาจําและสัญญาหมายรู้อันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความโกรธ ของท่านนั้นปราศจากอาสวะกิเลสอันขาดสูญไปเนื่องจากการปฏิบัติจนเห็นและรู้เข้าใจอย่างถ่องแท้และลึกซึ้งในคุณและโทษของมันจนขาดความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจของเวทนาหรือจิต หรือวางใจเป็นกลางต่อสังขารเหล่านั้น,  ตลอดจนสัญญาจําและหมายรู้ชนิดเจือกิเลสตัณหาของท่านก็ไม่มี  มีแต่สัญญาจําและหมายรู้ตามความเป็นจริง ไม่ถูกร้อยรัดไว้ด้วยกิเลสดังปุถุชน จึงไม่ใช่การหมายรู้อย่างปุถุชนที่หมายรู้แฝงไว้ด้วยความชอบใจหรือไม่ชอบใจของตนเอง(กิเลสหรืออาสวะกิเลส)  ดังนั้นจึงไม่ส่งผลใดๆต่อเวทนาอย่างรุนแรง ตลอดจนสติท่านมีอยู่อย่างต่อเนื่อง(มหาสติหรือสังขารอันมิได้เกิดแต่อวิชชา  อันหมายถึงสังขารในทางดับทุกข์ที่ได้สั่งสมจนสามารถเกิดการทำงานเองโดยอัติโนมัติ),  หรือกล่าวได้ว่า เวทนานั้นย่อมต้องเกิดเช่นกันแต่เป็นเวทนาตามธรรมชาติแต่ขาดการปรุงแต่งของกิเลสตัณหาหรือเวทนานั้นหมดจด(อันยังให้เกิดตัณหา,อุปาทานไม่ได้  เมื่อไม่เกิดอุปาทานก็ทําให้เกิดอุปาทานทุกข์ไม่ได้เช่นกัน)  เป็นสติที่เกิดจากความเพียรจนเป็นมหาสติและเข้าใจอย่างลึกซึ้งตามความเป็นจริง(ปัญญา)
 
        ในปุถุชนนั้นเมื่อเกิดเวทนาขึ้น ย่อมมีสัญญาหมายรู้เกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นถ้ามีสติรู้เท่าทันเวทนา สัญญาหมายรู้นั้นย่อมหมายรู้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง  อย่างในกรณีที่เราตีตัวเอง ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยนี้คือสัญญาหมายรู้นั้นรู้ดีอยู่ว่าเป็นเราทดสอบตีตัวเอง ดังนั้นแทนที่จะเป็นสังขารขันธ์ของความโกรธ(ปฏิฆะ)เช่นคนอื่นมาตีเรา กลับกลายเป็นสังขารที่ใช้ในการดับทุกข ์คือ สติที่รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร  จึงไม่เกิดทุกข์  เกิดแต่เพียงทุกขเวทนาจากการกระทบผัสสะ,  เจ็บหรือไม่เจ็บ ลองตีแรงๆดู  แล้วพิจารณาโดยแยบคายด้วยว่า ย่อมเกิดทุกขเวทนาทางกายชัดเจนแจ่มแจ้งตามธรรมหรือตามจริงจากการผัสสะนั่นเอง  ส่วนทุกขเวทนาทางใจก็อาจเห็นได้ชัดถ้าตีแรงๆพอ  แต่ต้องสังเกตุให้ชัดเจนแจ่มแจ้งอย่างหนึ่งว่า เป็นทุกขเวทนาโดยธรรมหรือธรรมชาติ  จึงไม่เป็นทุกข์อย่างเร่าร้อนเผาลนให้กระวนกระวายทางใจ จริงหรือไม่?   จึงยังไม่เป็นทุกข์อุปาทานที่แสนเร่าร้อนเผาลนที่พระองค์ท่านทรงเพียรสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้ดับไป
 
        ดังนั้นกระบวนจิตของพระอริยเจ้า หรือปุถุชนที่มีความคิดที่ไม่ก่อทุกข์ก็จักดําเนินไปตามกระบวนการของขันธ์๕ อันไม่เป็นทุกข์ เป็นไปดังนี้
หู   เสียง  โสตวิญญาณ  สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญา(หมายรู้)  สัญเจตนา   สังขารขันธ์ อันเป็นผลที่จงใจหรือเจตนากระทํา
 
        หรือเขียนแบบสั้นๆดังนี้
หู   เสียง  โสตวิญญาณ ผัสสะ เวทนา   สัญญา   สังขารขันธ์
 
        คราวนี้เราลองมาพิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น แต่เป็นไปตามกระบวนธรรมการเกิดทุกข์  แทนที่จะเป็นไปตามกระบวนธรรมขันธ์๕ คือเมื่อเกิดทุกขเวทนาขึ้นแล้ว เกิดความไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้เป็น  มีความรู้สึกอยากผลักไสความรู้สึกที่เป็นทุกขเวทนาออกไป มีการต่อล้อต่อเถียงกับจิต(คิดปรุงแต่ง) เหล่านี้ล้วนเป็นอาการของวิภวตัณหา ตัณหาความไม่อยาก(หรืออยากที่จะไม่ให้มี ไม่ให้เป็นเช่นนั้น)  ซึ่งนักปฏิบัติหลายๆท่านมักจะไม่สังเกตุวิภวตัณหานี้ หรือสังเกตุเห็นแต่ไปเข้าใจว่าเป็นของดี   จึงมัวแต่คอยสังเกตุตัณหาความอยาก(ภวตัณหา)แต่ฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ    ดังนั้นเมื่อเกิดทุกขเวทนาขึ้นมาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดวิภวตัณหาในเวทนานั้นทันที  
ซึ่งนํามาเขียนเป็นกระบวนการของจิต ต่อจากเวทนาได้ดังนี้
 หู   เสียง  โสตวิญญาณ ผัสสะ เวทนา   ตัณหา(วิภวตัณหา)   .................
 
        เมื่อเกิดตัณหาความไม่อยากในเวทนานั้นแล้ว จิตก็ต้องดําเนินการต่อไปให้เป็นไปตามตัณหาที่เกิดขึ้นแล้วนั้น คือความไม่อยากให้เกิดให้เป็น   เพื่อให้ตัวตน,ของตนเกิดความพึงพอใจ(อุปาทาน)  จึงไปยึดมั่นในการผลักไสสิ่งที่ไม่อยากนั้น และผลลัพธ์ของอุปาทานนี้เองที่ไปยังให้เกิดภพอันคือสภาวะหรือบทบาทที่จิตตกลงใจจะกระทําใดๆลงไป กล่าวคือถ้าอุปาทานความพึงพอใจนั้นได้รับการสนองตอบก็จะเกิดภพแห่งความสุขทางโลกๆ-กามราคะ-กามภพ  ถึงจะเป็นสุขในทางโลกได้ชั่วขณะก็จริง แต่ก็จักนําพาไปสู่ทุกข์ในที่สุด เพราะสุขเหล่านี้จะเก็บจําอยู่ในรูปอาสวะกิเลสเช่นกัน อันยังให้เกิด โสกะ ปริเทวะ คือความเศร้าโศกและการครํ่าครวญอาลัยโหยหาในความสุขนั้น อันยังผลให้เกิดทุกข์ในที่สุด อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้   แต่ถ้าอุปาทานความพึงพอใจนั้นไม่ได้รับการตอบสนองกล่าวคือยังเกาะติดทุกขเวทนานั้นอยู่ผลักไสไม่ออกเพราะเกิดวิภวตัณหาความไม่อยากนั้นมาครอบเสียแล้ว  ภพหรือสภาวะที่เกิดนั้นก็จะเป็นภพแห่งความทุกข์ เช่นขุ่นข้อง เคืองใจ (ปฏิฆะ)    
อันเขียนเป็นกระบวนการของจิต ต่อได้ดังนี้
หู   เสียง  โสตวิญญาณ ผัสสะ เวทนา   ตัณหา(วิภวตัณหา)   อุปาทาน  ภพ  ......
 
        เมื่อจิตได้ตกลงเลือกวิถีของจิตแล้ว(ภพ-สภาวะหรือบทบาทที่ตกลงใจ) เป็นอันว่าเกิดความทุกข์ขึ้นทันที จิตเกิดมีหน้าที่หรือภพที่จะต้องกระทํา กล่าวคือ ถูกครอบงําให้เป็นไปตามบทบาทหรือสภาวะที่เลือก จิตจึงเกิดภาระหน้าที่ดิ้นรนกระทําไปตามบทบาทหรือสภาวะนั้นๆภายใต้อิทธิพลครอบงําของความพึงพอใจของตนเป็นหลัก(อุปาทาน) กล่าวคือสัญญาหมายรู้หรือความคิดอ่านที่จะเกิดต่อไปนั้น เป็นสัญญาหมายรู้หรือความคิดอ่านที่ถูกครอบงําด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทานอันซ่อนเร้น แอบแฝง เพื่อให้ตัวตนของตนได้รับความพึงพอใจ  อันทําให้สัญญาหมายรู้นั้นไม่เป็นกลาง จะเอนเอียน ไม่ว่าจะคิดอะไร หมายรู้อะไรก็จะตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของความพึงพอใจของตนเป็นแก่นเป็นแกนใหญ่  เป็นไปโดยทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว  เรียกสัญญาชนิดนี้ว่า อุปาทานสัญญา (สัญญูปาทานขันธ์)
หู   เสียง  โสตวิญญาณ ผัสสะ เวทนา   ตัณหา(วิภวตัณหา)   อุปาทาน   ภพ  อุปาทานสัญญา
 
        เมื่อสัญญาหมายรู้หรือความคิดอ่านหมายรู้ที่อยู่ใต้อิทธิพลของอุปาทานเกิดขึ้นแล้ว  อันย่อมส่งต่อให้สมองส่วนสั่งการหรือมโนสังขาร(หมายถึงสัญเจตนาหรือเจตนา) อันจักทําการตัดสินใจ  ซึ่งย่อมแน่นอนว่าการคิดอ่านตัดสินใจย่อมไดัรับอิทธิพลจากความคิดที่ถูกครอบงําโดยอุปาทานด้วย(สัญญาหมายรู้หรือความคิดอ่าน) อันยังผลให้เกิดสังขารขันธ์(การกระทํา ความคิด)อันมีอํานาจของอุปาทานแฝงอยู่เต็มเปี่ยม อันที่เรียกว่า อุปาทานสังขาร (สังขารูปาทานขันธ์)
หู   เสียง  โสตวิญญาณ ผัสสะ เวทนา  ตัณหา(วิภวตัณหา)   อุปาทาน  ภพ  อุปาทานสัญญา   อุปาทานสังขาร(อันเป็นทุกข์)
 
        อุปาทานสังขารขันธ์นี้ เช่นความคิดนึก แยกดูดีๆไม่เหมือนความคิดนึกปกติของขันธ์๕ที่เกิดขึ้นเพราะมีอํานาจของความพึงพอใจเพื่อตัวตนของตนแฝงอยู่เต็มเปี่ยม(อุปาทาน) เกิดเป็นพลังขับดัน   และเพราะการปรุงแต่งจึงเอาความคิดนึกหรืออุปาทานสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นนี้มาเป็นธรรมารมณ์ อันเป็นอายตนะภายนอกเช่นเดียวกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (และธรรมารมณ์)  มาก่อให้เกิดขันธ์๕ แบบมีอุปาทานครอบงำแล้วหรืออุปาทานขันธ์๕วนเวียนขึ้นอีกหลายๆครั้ง ซึ่งผู้เขียนเรียกความคิดนึกที่เกิดในลักษณะนี้ว่าความคิดนึกปรุงแต่ง  เป็นไปตามวงจรของอุปาทานขันธ์ ๕ ที่แสดงนี้
 
.....ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์    เวทนูปาทานขันธ์ → มรณะ → อาสวะกิเลส →..... 
                       
อุปาทานขันธ์๕  อันคือ คิดปรุงแต่งในชราอันเป็นทุกข์              
                สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์                  สัญญูปาทานขันธ์     
ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว
 
         และแน่นอนความคิดนึกปรุงแต่งเหล่านี้ ล้วนย่อมแฝงอุปาทานความเป็นตัวกูของกูที่เกิดขึ้นแล้วนั้นมากับธรรมารมณ์หรือความคิดนึกปรุงแต่งนี้ด้วย   ดังนั้นเมื่อต้นกระบวนการของขันธ์๕ที่เกิดสืบต่อไปนั้นมีอุปาทานแฝงทํางานอยู่ด้วยย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้กระบวนการต่างๆที่เกิดสืบเนื่องอยู่ภายใต้อิทธิพลของอุปาทานล้วนสิ้นเช่นกัน เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มี ผลนี้จึงมี  ดังนั้นขันธ์๕ที่เกิดใหม่นี้จึงล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ในทุกๆขันธ์ที่เกิดทั้งสิ้นที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่าเป็นทุกข์ ที่หมายถึงอุปาทานทุกข์นี้นี่เอง  และถ้าสติไม่รู้ทันเวทนาหรือความคิดนึกปรุงแต่งนี้อีกก็จักเกิดอุปาทานขันธ์๕ เกิดๆดับๆ อันย่อมต้องเกิดเวทนาชนิดที่มีอุปาทานครอบงํา(เวทนูปาทานขันธ์)แล้วเกิดขึ้นวนๆเวียนๆเช่นกัน ทําให้อยู่ในความทุกข์ของเวทนูปาทานขันธ์เป็นระยะเวลานานๆอย่างต่อเนื่อง และเป็นเหตุปัจจัยเป็นพลังไปขับดันให้เกิดทุกข์อื่นๆอีกอันเนื่องมาจากจิตอันขุ่นมัว  เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการเกิดทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้
 
        หลายท่านอาจเคยเกิดความคิดดังนี้ขึ้นมาเช่น ถ้าเช่นนั้นเราไม่เอาทุกขเวทนา  เราอยู่แต่กับสุขเวทนาหรือความสุขเราก็พ้นทุกข์แล้ว  ก็จริงอยู่  แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ มันไม่เที่ยง ต้องแปรปรวน และดับไป อย่างแน่นอน ไม่มีใครบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้ตลอดไป แม้แต่ สิ่งศักสิทธิ์ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ใดๆก็ไม่สามารถช่วยได้ เพราะเป็นกฎธรรมชาติตามพระไตรลักษณ์อันยิ่งใหญ่กว่า  และขอให้ท่านโยนิโสมนสิการหรือสังเกตุกระบวนการทางจิตที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนี้ให้ดีว่าทําไมสุขนั้น หรือความสุข สมหวังทางโลกนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตั้งใจสั่งสอน และยังกล่าวว่า " เป็นทุกข์ "
 
        เมื่อกระบวนการขันธ์๕ เกิดสุขเวทนาขึ้น และดําเนินไปจนสิ้นสุดเกิดสังขารขันธ์ทั้งทางกาย วาจา และใจอันเปี่ยมไปด้วยความสุข สนุกสนาน พึงพอใจแล้ว  เหตุไฉนพระอริยะเจ้าทั้งหลายจึงว่ากล่าวว่า เป็นทุกข์?
 
        เพราะสุขนั้นไม่ยั่งยืน แปรปรวน เปลี่ยนแปลง และดับไปในที่สุดดังที่กล่าวไว้แล้ว  นอกจากนั้นการที่ได้รับการตอบสนองความพึงพอใจอยู่เสมอๆย่อมทําให้กิเลสตัณหานั้นกล้าแข็ง เติบโตขึ้นทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว เรามักมองไม่ค่อยออกในความกล้าแข็งขึ้นของกิเลสตัณหานี้  ลองพิจารณาดูดังนี้ ในครั้งแรกของชีวิตเราอยากมีรถใหม่ๆใช้สักคัน เราเลือกตามความอยากและความพอดีในทรัพย์ของเรา  เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความยินดีในรถคันนั้นย่อมแปรปรวนไปตามกาลเวลา  เมื่อถึงคราวต้องซื้อหรือเปลี่ยนใหม่  ท่านลองพิจารณาตัวเองดูสิ ว่าท่านอยากได้รถที่ดีขึ้น สวยขึ้นเป็นธรรมดาหรือไม่  หรืออยากได้รถรุ่นพอๆกับคันเดิมหรือถูกลงกว่าเดิม หรือมีข้ออ้างใดๆให้ซื้อดีขึ้น แพงขึ้น ถูกใจขึ้นกว่าเดิม, หรือการเคยมีรถขับ ถ้าไม่มีหรือรถเสียจะหงุดหงิดเพราะอะไร ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่จําเป็นต้องมี  นี่คือตัวอย่างอาการของกิเลสตัณหาที่กล้าแข็งขึ้นอย่างง่ายๆ,    
 
นอกจากนั้นแล้วความสุขทางโลกๆนั้นเมื่อเกิดขึ้นอันยังให้เกิดภพแห่งความสุข ไม่ว่ากามภพ รูปภพ อรูปภพใดๆก็ตาม ก็ยังผลให้อุปาทานขันธ์๕ที่เกิดต่อนั้นเป็นไปแบบสุขๆไปด้วย แต่เมื่ออุปาทานขันธ์๕แบบเป็นสุขนั้นได้ดับไปในที่สุด แม้จะเป็นอุปาทานขันธ์๕อันเป็นความสุขอันเหลือล้นก็ตามจะยิ่งถูกจัดเก็บไว้ในความทรงจําที่ท่านเรียกว่าอาสวะกิเลส อันจะยังให้เกิดทุกข์ในภายหลังเพราะโสกะ ความโศกจากการสูญเสีย หรือพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ  หรือปริเทวะ ความครํ่าครวญ อาลัย คิดคำนึงถึงสิ่งที่รักที่ชอบ ที่ได้ดับไป เสื่อมไป หรือพลัดพรากไป  ซึ่งเป็นกิเลสอันทําให้จิตขุ่นมัวและเศร้าหมองในกาลต่อไปข้างหน้า  อันจักทําให้เกิดวงจรของทุกข์เนื่องต่อไปไม่จบสิ้น  ดําเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีประมาณ  ซึ่งก็คือก่อให้เกิดทุกข์ขึ้นอีกในอนาคตหรือกาลข้างหน้าอีกอย่างแน่นอน  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสุขก็คือทุกข์อย่างละเอียดอ่อน  อันจะก่อเป็นโทษทุกข์ภัยในภายหน้า
 
         และตามความเป็นจริงแล้ว สุขนั้นไม่มี  คำว่า สุข เป็นเพียงภาษาบัญญัติโดยทางโลกซ้อนความหมายของคำว่า "ดับทุกข์" นั่นเอง   ถ้าโยนิโสมนสิการในปฏิจจสมุปบาทโดยแยบคายจะพบว่า สุข นั้นเกิดขึ้นแต่การต้องสร้างความทุกข์ โดยตัณหาความอยาก หรือไม่อยากในสิ่งใดๆขึ้นมาก่อน อันเป็นทุกข์เร่าร้อน กระวนกระวาย  และถ้าดับทุกข์นั้นได้คือเป็นไปตามตัณหาอุปาทาน  ก็เป็นมารยาของจิตที่เรียกว่า ความสุข นั่นเอง
  
ธรรมชาติของจิตและนํ้า      
อันเป็นสภาวะโดยปกติธรรมชาติ(ปรมัตถ์)ที่เป็นจริงอยู่เช่นนี้(เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือภาพพจน์ได้ชัดเจนขึ้น)
       
ธาตุจิต
นั้นมีคุณสมบัติบางประการเปรียบประดุจดั่งธาตุนํ้า  อันอาจเป็นเหตุที่ทำให้มีคำว่า นํ้าจิต หรือนํ้าใจ
       
นํ้านั้นไร้รูปร่าง ไร้ขอบเขต แปรปรวนไปตามสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่บรรจุหรือรองรับ,  จิตนั้นก็ไร้รูปร่าง ไร้ขอบเขต แปรปรวนไปตามสิ่งแวดล้อมที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ),
       
นํ้าประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมรวมกันชั่วระยะหนึ่งเช่น H และ O, จิตแม้เป็นนามธรรมก็เกิดแต่เหตุปัจจัย และประกอบด้วยเหตุปัจจัยยิ่งมากหลายมาประชุมกันชั่วระยะหนึ่ง(มีกล่าวไว้ในบทอื่นๆแล้ว)จิตประกอบด้วยปัจจัยต่างๆเช่น กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตลอดจนอารมณ์(สิ่งที่จิตยึดเหนี่ยวหรือกระทบสัมผัส เช่น รูป เสียง กลิ่น...)และปัจจัยต่างๆอีกมากมาย (การพยายามหาจิตอยู่ที่ใด จึงหาไม่เจอ)
       
นํ้ามีคุณสมบัติไหลลงสู่ที่ตํ่าเพราะแรงดึงดูดโลก,  จิตก็มีคุณสมบัติเหมือนดั่งนํ้าที่ย่อมไหลลงสู่ที่ตํ่า แต่ตามแรงดึงดูดของความเคยชินที่ได้สั่งสมอบรม(สังขาร)หรือกิเลสตัณหาแลอุปาทานนั่นเอง, อันคือหมุนไปตามภวจักรปฎิจจสมุปบาทนั่นเอง คือเป็นไปตามสังขารที่สั่งสมอบรมไว้
       
ถ้าเราต้องการยกระดับนํ้าให้สูงขึ้น ย่อมต้องออกแรงพยายามฉันใด, จิตจักยกระดับให้สูงขึ้นเป็นโลกุตระคือสภาวะเหนือจากทางโลกๆได้ ก็ย่อมต้องการการพยายามปฏิบัติฉันนั้น,
       
การยกระดับนํ้าให้สูงขึ้นโดยใช้วิธีการที่ถูกต้องเช่นเครื่องกล,ภาชนะหรืออุปกรณ์ที่ถูกต้อง ย่อมยกระดับนํ้าได้รวดเร็วฉันใด,  จิตก็ย่อมต้องการการปฏิบัติอันถูกต้องจึงจักยกระดับจิตให้สูงขึ้นได้เร็วฉันนั้น,
       
ธรรมชาติของนํ้า เดือดพล่านเพราะไฟฉันใด,  จิตย่อมเดือดพล่านเพราะไฟ อันร้อนแรงของกิเลส ตัณหา อุปาทานฉันนั้น
       
นํ้าบริสุทธ์คือนํ้าที่ไม่มีสิ่งเจือปน,  จิตบริสุทธ์ก็คือจิตเดิมแท้ที่ไม่เจือด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง  หรือจิตเดิมแท้นั่นแหละคือจิตพุทธะ อันมีอยู่แล้วในทุกผู้คน เพียงแต่ถูกบดบังหรือครอบงําด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน
     
ข้อสังเกตุ นักปฏิบัติที่เจริญก้าวหน้าแล้วหยุดหรือพอใจแค่นั้น จึงถูกธรรมชาติของจิตเล่นงาน ไหลกลับลงสู่ความเคยชินตามที่ด้สั่งสม, อบรมไว้ หรือตามกิเลส,ตัณหา,อุปาทาน, ทําให้กลับคืนสู่สภาพเดิมๆในไม่ช้าก็เร็ว อันเป็นไปตามอำนาจของสังขารที่ได้สั่งสมไว้นั่นเอง
 
แยกแยะเวทนาและสังขารขันธ์  ของขันธ์๕ อันเป็นกระบวนธรรมของผู้ที่มีชีวิต
 
ท่านเคยถูกของร้อนๆจัดไหม ?
 
ไฟ   (ถูก)มือ   กายวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา  เวทนา   สัญญาหมายรู้ประเภทสัญชาตญาณอันมีมาแต่เกิด   สัญเจตนา  สังขารขันธ์(กรรม)
       
เวลาเราถูกไฟ เราจะเกิดความรู้สึกรับรู้้ในความร้อนที่เกิดแต่กายไปสัมผัสไฟ นั่นแหละเป็นเวทนา ชนิดทุกขเวทนา
       
อาการที่กายสะดุ้งออกจากไฟอันใด เช่น กระโดดหรือสะดุ้งชักมือออกจากไฟ ฯ.  เป็นสังขารขันธ์ทางกาย หรือกายกรรม
       
อาการอุทานคำพูดใดๆออกมา เช่น โอ๊ยเจ็บจัง ฯ.  เป็นสังขารขันธ์ทางวาจา หรือวจีกรรม
       
อาการคิดนึกขึ้นใดๆในใจ เช่นเจ็บจัง ร้อนจัง โดนอีกแล้ว ฯ.  เป็นสังขารขันธ์ทางใจ หรือมโนกรรม
เขียนแบบแสดงรายละเอียดของเวทนาที่ย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งต่อกาย และใจ  และสังขารขันธ์ที่ย่อมแสดงออกได้ทั้งทางกายกรรม, วจีกรรม และมโนกรรม หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง   เมื่อแสดงโดยละเอียด จึงเป็นไปดังนี้
                                                                  เวทนาทางกาย                                                      ทางกาย
ไฟ   (ถูก)มือ  กายวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา                     สัญญาหมายรู้  สัญเจตนา  กรรม   ทางวาจา
                                                                  เวทนาทางใจ                                                         ทางใจ

        การมีสติเห็นเวทนาที่เกิดขึ้น อันหมายถึงรู้เท่าทันว่าเวทนาเยี่ยงไร เป็น เวทนานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (สังเกตุว่ารู้เท่าทันแต่ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี  คือยังไงๆก็เป็นทุกขเวทนา เพราะเป็นสภาวธรรม อันเป็นเพียงความรู้สึกในการรับรู้ที่ออกไปทางไม่ชอบใจไม่ถูกใจหรือในทางลบ  แต่ยังไม่ใช่ความทุกข์จริงๆที่เผาลนกระวนกระวาย)
 
        มีสติเห็นความคิดใดๆในใจที่ประกอบด้วยอาการของจิตเช่นโทสะ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเยี่ยงไรเป็น จิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔
        ลองพิจารณาดู พระอริยเจ้าและปุถุชนมีขันธ์ ๕ ดังเช่นนี้ เหมือนกันหรือไม่
        ถ้ามีขันธ์ ๕ เฉกเช่นกัน แล้วต่างกันตรงไหน ? เหตุไฉนท่านจึงไม่เป็นทุกข์ รักษาอาการทางกายไปตามควรตามหน้าที่   ส่วนปุถุชนนั้นเล่า ส่วนใหญ่เกิดอะไร ?  กล่าวคือดำเนินไปตามกระบวนธรรมการเกิดขึ้นของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 13:22:29 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 42 (3420011)

 ขันธ์ ๕(๓)


ขันธ์ ๕ หมายถึงตัวตนหรือชีวิตของตน อันประกอบด้วยฝ่ายรูปและฝ่ายนาม ที่แยกออกเป็น ๕ ขันธ์หรือกอง อันประกอบด้วย รูป(กาย), เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ  ท่านได้แยกให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์ว่า ความเป็นตัวตนหรือชีวิตนั้นเป็นสังขารอย่างหนึ่งที่หมายถึงเป็นสิ่งที่ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา  จึงย่อมมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา เป็นไปตามสามัญลักษณะของสังขารทั้งปวงตามพระไตรลักษณ์ เพื่อให้เกิดนิพพิทา คลายความอยาก,ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือชีวิตตนลง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรมหรือสิ่งทั้งหลาย  
(ควรอ่าน ขันธ์ ๕ โดยลำดับ (๑) และขันธ์ ๕ โดยละเอียด (๒)เสียก่อน )
 
         ชีวิตหรือตัวตน  จึงเกิดมาแต่ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  กล่าวคือ ขันธ์ทั้ง ๕ มาประชุมรวมกันอย่างพึ่งพาอาศัยเป็นปัจจัยกันและกัน เป็นตัวตนหรือชีวิตขึ้น  กล่าวคือยังต้องทํางานประสานกันเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่  เป็นกระบวนการหรือกระบวนธรรมอันสำคัญยิ่งในการดําเนินชีวิต อันหมายถึงกระบวนการธรรมชาติของขันธ์ทั้ง ๕ ที่เนื่องสัมพันธ์กัน เป็นเหตุปัจจัยกัน ที่เกิดขึ้นเป็นปกติตามธรรมชาติของตัวตนในการดํารงชีวิต   เป็นกระบวนธรรมอันเกิดแต่เหตุปัจจัยเฉกเช่นเดียวกันตามหลักปฎิจจสมุปบันธรรม   เป็นกระบวนธรรมสื่อสารระหว่างกายกับจิตในขันธ์ ๕ ต่ออารมณ์หรืออายตนะภายนอก(สิ่งแวดล้อมคือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์) อันเป็นธรรมชาติของผู้มีชีวิต ที่มันต้องเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา,  ขันธ์ ๕ เองนั้นไม่ได้เป็นตัวก่อโทษก่อทุกข์ใดๆอีกทั้งยังเป็นสิ่งจําเป็นยิ่งในการดํารงชีวิต, แต่ถ้าประกอบด้วยอุปาทานร่วมด้วยแล้ว ก็จักทําให้ขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นเพื่อการดํารงชีวิตนั้นถูกครอบงําด้วยอุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด, ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ นั้นจะได้ถูกครอบงําแปรปรวน แฝงหรือประกอบด้วยอุปาทานอันก่อให้เกิดทุกข์อุปาทานหรืออุปาทานขันธ์๕ ที่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับๆๆๆ...อยู่ในชราในวงจรปฏิจจสมุปบาท  ซึ่งมีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในกิเลสหรือยึดมั่นในความพึงพอใจในตน,ของตนร่วมแฝงอยู่ในขันธ์ต่างๆ  จึงล้วนแฝงด้วยกิเลสหรือความพึงพอใจในตัวของตนเป็นหลักใหญ่โดยไม่รู้ตัว จึงเป็นเหตุให้เกิดอุปาทานทุกข์ทั้งปวง อันคือทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานที่ธรรมของพระองค์ท่านสั่งสอนเพื่อให้ดับสนิทไป เพื่อความสุข อันสะอาด สงบ บริสุทธิ์ยิ่งเหนือสุขใดๆ
 
พุทธพจน์
         "ภิกษุทั้งหลาย  เราจักแสดงขันธ์ ๕  และอุปาทานขันธ์ ๕    เธอทั้งหลายจงฟัง"
         "ขันธ์ ๕  เป็นไฉน ?    รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ  อันใดอันหนึ่ง   ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    ปัจจุบัน    เป็นภายในก็ตาม    ภายนอกก็ตาม    หยาบก็ตาม    ละเอียดก็ตาม    ทรามก็ตาม    ประณีตก็ตาม    ไกลหรือใกล้ก็ตาม...เหล่านี้  เรียกว่า  ขันธ์ ๕"
         "อุปาทานขันธ์ ๕  เป็นไฉน ?    รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ  อันใดอันหนึ่ง   ทั้งที่เป็นอดีต    อนาคต    ปัจจุบัน    เป็นภายในก็ตาม    ภายนอกก็ตาม   หยาบก็ตาม    ละเอียดก็ตาม    ทรามก็ตาม    ประณีตก็ตาม    ไกลหรือใกล้ก็ตาม   ที่ประกอบด้วยอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน...เหล่านี้  เรียกว่า  อุปาทานขันธ์ ๕"
(สํ.ข. ๑๗ / ๙๕-๙๖ /๕๘-๖๐)
         "ภิกษุทั้งหลาย  เราจักแสดงธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน  และตัวอุปาทาน  เธอทั้งหลายจงฟัง.
         "รูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ   คือธรรม(สิ่ง)อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน    ฉันทราคะ(ความชอบใจจนติด หรืออยากอย่างแรงจนยึดติดยึดถือ หรือก็คือตัณหา)ในรูป...เวทนา..สัญญา...สังขาร...วิญญาณ นั้นคือ อุปาทานในสิ่งนั้นๆ"
(สํ.ข. ๑๗ / ๓๐๙ / ๒๐๒)
        ดังนั้นพึงทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วยว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดอุปาทานทุกข์  และยังจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการดำรงขันธ์หรือชีวิตให้เป็นปกติสุขตามธรรมหรือธรรมชาติ ไม่มีเสียหรือขาดสมดุลย์ย่อมไม่สามารถอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข,   แต่ขันธ์ ๕ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน จึงทำให้เกิดอุปาทานทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลนมวลสรรพสัตว์มาตลอดกาลนาน
การทํางานประสานเนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕ ของชีวิต
 
        ขันธ์ทั้ง ๕ กองนั้น ประกอบเป็นเหตุปัจจัยเป็นตัวเป็นตนที่มีชีวิตแล้ว ยังต้องประสมประสานการทํางานต่างๆร่วมกัน เพื่อให้เกิดกระบวนการดําเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น  ดังนั้นฝ่าย รูปหรือกาย อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้ง ๕ เป็นองค์ประกอบ  จึงต้องทํางานประสานสัมพันธ์กับฝ่ายนามหรือจิตอันมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นองค์ประกอบ  ประสานกันอย่างแนบแน่นเป็นระบบที่มีความสัมพันธ์กันตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่
 
        โยนิโสมนสิการโดยแยบคายจะพบความจริงเป็นอย่างยิ่งว่า การกระทําต่างๆของเรานั้น ล้วนเกิดแต่ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเกิดกระบวนธรรมต่างๆ รวมทั้งสังขารขันธ์อันคือการกระทำทั้งทางกาย วาจา ใจ(คิด) เช่น ความรู้สึก เดิน วิ่ง กิน คิด, ด้านอารมณ์ โกรธ เกลียด ขุ่นเคือง การพูดจา การกระทําต่างๆ กล่าวคือทุกๆสิ่งที่เรากระทํานั่นเอง จึงครอบคลุมเกี่ยวพันกับเราไปจนตลอดชีวิต  จึงควรมีความเข้าใจในขันธ์ ๕ เพื่อความเข้าใจในธรรม  เพราะตามความเป็นจริงแล้วความทุกข์ทั้งหลายก็ล้วนปรวนแปรมาจากขันธ์ ๕ นี้ แล้วดําเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทกระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ จนเกิดความทุกข์ชนิดอุปาทานทุกข์ขึ้นในที่สุด
แสดงการทํางานประสานกันของขันธ์ ๕ อย่างคร่าวๆหรือย่อ เพื่อความเข้าใจในธรรม(ธรรมชาติ)ในกาลต่อไป
   
ลองพิจารณาดูการทํางานของขันธ์ ๕ อย่างย่อๆ ว่าเป็นอย่างนี้หรือไม่  จึงเกิด เวทนาและสังขารขันธ์ต่างๆขึ้นมา   ตา   รูป   วิญญาณ  ผัสสะ สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญา (หมายรู้)  สังขารขันธ์
 
    ตา นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกาย  อันเป็นส่วนหนึ่งของสฬายตนะหรืออายตนะภายใน
 
    รูป หมายถึง อายตนะภายนอก หรือภาพที่เห็นสัมผัสได้ด้วยตานั่นเอง  หรือเรียกง่ายๆว่า สิ่งที่ถูกรู้   ซึ่งต้องอาศัยส่วนต่างๆของกายกล่าวคืออายตนะภายในต่างๆเป็นปัจจัยในการทำงานหรือกระทบสัมผัส
 
    วิญญาณ หมายถึงระบบประสาทรับรู้ในการกระทบสัมผัส(ผัสสะ) หรือระบบประสาทสัมผัส ณ ที่นี้จึงหมายถึง จักษุวิญญาณ
 
    สัญญา หมายถึงความจําได้ ความหมายรู้ต่างๆ  อันมีสมองแม้เป็นส่วนหนึ่งของกาย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของหทัยวัตถุ(ส่วนหนึ่งของจิต)เป็นเหตุปัจจัยอันสําคัญ  ในที่นี้แสดงให้เห็นสัญญา ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นสัญญาที่จดจําและเข้าใจในสิ่งที่เห็น(กระทบเห็นหรือผัสสะ)นั้น,  ส่วนครั้งที่ ๒ เป็นสัญญาหมายรู้ ที่หมายถึงการคิดค้น ประมวลผล แก้ปัญหา เปรียบเทียบ ขบคิด ฯลฯ.  อันเป็นผลให้เกิดการสรุปผล  แล้วเกิดการสั่งการไปเป็นสังขารขันธ์หรือการกระทำต่างๆนาๆอันครอบคลุมทั้งทางกาย  วาจา  ใจ
 
    เวทนา ความรู้สึกรับรู้ ที่เกิดจากขึ้นจากการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)  อันจําเป็นต้องอาศัยสัญญาจํามาร่วมด้วย จึงจะเกิดเป็นความรู้สึกเป็นเวทนาชนิดต่างๆได้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา  อทุกขมสุขเวทนา
 
    สังขารขันธ์ ที่หมายถึง การกระทําต่างๆทั้งทางกาย(กายสังขาร)  วาจา(วจีสังขาร)  ใจ(จิตสังขารหรือมโนสังขาร)
 
ดังนั้นถ้าเรารวบรวมกระบวนธรรมต่างๆ อันเกิดขึ้นแต่อายตนะ(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)มาทั้งหมด ก็จะได้รูปแบบของขันธ์ ๕ ตามกระบวนธรรมดังนี้
 
ตา   รูป   จักขุวิญญาณ(ตา)  ผัสสะ   สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์
 
หู   เสียง  โสตวิญญาณ(หู)  ผัสสะ   สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์
 
จมูก   กลิ่น  ฆนะวิญญาณ(จมูก)  ผัสสะ   สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์
 
ลิ้น   ร ส  ชิวหาวิญญาณ(ลิ้น)  ผัสสะ   สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์
 
กาย   โผฏฐัพพะ(สัมผัส)   กายวิญญาณ(กาย)  ผัสสะ   สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์
 
ใจ   ธรรมารมณ์เช่นนึก   มโนวิญญาณ(ใจ)  ผัสสะ   สัญญา(จํา)   เวทนา   สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์
   
ข้อสังเกตุ
สฬายตนะทั้ง ๖ นั้น ต่างทํางานเหมือนกัน  ขอให้จําและพิจารณาโดยแยบคายในกระบวนธรรมของจิตข้างต้น  อันจะขยายความเพื่อความเข้าใจในธรรมหรือสภาวธรรมต่างๆได้กระจ่างถูกต้องตามจริงในการโยนิโสมนสิการต่อไปภายหน้า
 
ขันธ์ทั้ง ๕
        ขันธ์ ๕ ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และต้องทํางานประสานร่วมกันอย่างสมดุลย์ เพื่อการดํารงชีวิตอย่างให้เป็นไปตามปกติธรรมชาติ
 
๑. รูป หมายถึงกาย,ตัวตน  ซึ่งย่อมประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อย่าสับสน ที่ในบางครั้งหรือบางบทหมายถึงสิ่งที่ถูกรู้ได้โดยอายตนะภายในอันคือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส สัมผัส  และธรรมารมณ์  เนื่องจากเป็นของที่เกิดการกระทบขึ้นได้โดยอาศัยส่วนกายหรือรูป อันคืออานตนะภายในต่างๆของรูปหรือกายนั่นเอง)
       
๒. เวทนา การเสวยอารมณ์, การความรู้สึกรับรู้ในอารมณ์  เช่นความรู้สึกรับรู้ที่เกิดแต่การกระทบทางกาย(โผฏฐัพพะ),  อารมณ์ในทางธรรม หมายถึง สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยวหรือกำหนดหมายในขณะนั้นๆ อันคือเหล่าอายตนะภายนอกนั่นเองอันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ทั้ง ๖   สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยวหรือกำหนดในขณะนั้นๆ ก็จะทําหน้าที่เป็นอารมณ์  อันเกิดจากการผัสสะหรือการกระทบสัมผัสจากทั้งทางกายและทางใจนั่นเอง (จึงไม่ใช่อารมณ์ที่หมายๆกันทางโลกๆ เช่น อารมณ์ดี อารมณ์เสีย) เป็นขันธ์ที่เกิดจากการรับรู้ความรู้สึกตามหน้าที่เท่านั้น  
ดังเช่นตากระทบดอกไม้, ดอกไม้ทําหน้าที่เป็นอารมณ์ คือดอกไม้เป็นสิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยว หรือไปกำหนดในขณะนั้น จึงเกิดเวทนาคือจิตรับรู้ยึดเหนี่ยวดอกไม้นั้นเป็นเป้าหมาย ร่วมกับสัญญาความจําในรูปหรือสิ่งที่ถูกรู้ที่เก็บบันทึกจดจําไว้ จึงเกิดเวทนา คือ ถูกใจ ชอบใจ, ไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ, เฉยๆ (ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือ อทุกขมสุข) อาจกล่าวได้ว่า เวทนาคือความรู้สึกการรับรู้ในอารมณ์ (ดอกไม้)อันเกิดร่วมกับความจํา(สัญญา)
       
๓. สัญญา ที่แสดงในกระบวนธรรมของจิตแบ่งหน้าที่ทําเป็นหลายส่วนเพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง เช่น สัญญาชนิดความจําได้ในอารมณ์นั้นๆ  และการหมายรู้ในอารมณ์นั้นๆ อันมีหลากหลาย เช่น ตีความหมาย ความเข้าใจ การเปรียบเทียบ การแยกแยะในสิ่งที่จําได้  ตลอดจนสัญชาตญาณ ความรู้ สติและปัญญา  บางคราทําหน้าที่นอกจากความจําที่จําเป็นใช้ในการดําเนินชีวิตแล้ว  ยังมีความจําชนิดมีกิเลสเจืออันคือความจําอาสวะกิเลสในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
        สัญญา เกิดในกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ หลายครั้ง ถ้าแยกแยะอย่างละเอียด(จะมีกล่าวในภายหน้า) แต่ละครั้งทําหน้าที่ต่างๆกัน  แต่ก็ล้วนแล้วคือสัญญา ความจํา ความเข้าใจ ความหมายรู้ต่างๆ  อันมีส่วนสัมพันธ์กับสมอง อันเป็นหทัยวัตถุที่เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของจิต (แต่จิตก็ไม่ใช่สมอง!)
       
๔. สังขาร เป็นผลของกระบวนการขันธ์ ๕ หรือ การกระทําหรือความคิดอ่านที่จงใจหรือเจตนาที่แสดงหรือกระทําต่อเวทนาหรืออารมณ์  หรือเจตจํานงค์,เจตนา,จงใจต่ออารมณ์ต่างๆที่มากระทบ  เป็นปฏิกริยาตอบสนองที่จิตริเริ่มเองได้ (เวทนาเป็นการรับรู้เท่านั้น) ซึ่งจักแสดงออกทางกาย(การกระทํา) หรือวาจา(การพูด) หรือใจ(คิดนึก) กล่าวคือกายสังขาร,วจีสังขาร,มโนสังขาร(จิตสังขาร เช่นความคิดนึก เมตตา  กรุณา โลภ โกรธ หลง สติ ปัญญา หดหู่ใจ ฟุ้งซ่านใจ รําคาญใจ อารมณ์สมาธิ มานะ อารมณ์ฌาน อารมณ์ดีอารมณ์เสียต่างๆ-อารมณ์ดี อารมณ์เสียนี้หมายถึงอารมณ์ในทางโลกๆ ไม่ใช่อารมณ์ในทางธรรมตามที่ได้กล่าวมาแล้ว)
        สติ และ ปัญญา ก็เกิดมาแต่สัญญา แต่ก็จัดเป็นสังขารขันธ์ด้วย เพราะเป็นความจงใจเจตนาที่ตั้งใจขึ้นได้ เป็นการริเริ่มได้ด้วยจิตเอง ไม่เป็นเพียงแค่ความจําที่เกิดขึ้นเองจากการรับรู้ และเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งยวดในการดําเนินชีวิต และการปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่ควรเจริญให้เกิดให้มีขึ้น
       
๕. วิญญาณ มีหน้าที่ในการเชื่อมโยงสื่อสารการทํางานของกายและจิตกับสิ่งแวดล้อม(อายตนะภายนอก) หรืออุปมาดั่ง ระบบประสาทสัมผัสหรือสื่อสารของชีวิต ในวงการแพทย์ปัจจุบัน   วิญญาณทางพุทธศาสนาจึงมี ๖ เช่นกันคือ วิญญาณของ จักขุวิญญาณ(วิญญาณของตา)  โสตวิญญาณ(วิญญาณของหู)  ฆนะวิญญาณ(วิญญาณของจมูก)  ชิวหาวิญญาณ(วิญญาณของลิ้น)  กายวิญญาณ(วิญญาณของกาย)  และมโนวิญญาณ(วิญญาณของใจหรือจิต)
 
กระบวนการทํางานของขันธ ์๕ โดยทั่วๆไป
        ผู้เขียนนำขันธ์ ๕ มาเขียนเป็นสมการแสดงกระบวนธรรมของจิตหรือชีวิต ตามแบบวิชาเคมีในทางโลก ก็ด้วยจุดประสงค์ให้เห็นให้พิจารณาได้อย่างเป็นระบบอย่างแจ่มแจ้ง ก็เพื่อให้เห็นเหตุผลอันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา หรือความเป็นเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาทได้อย่างแจ่มแจ้งนั่นเอง
 
 ตา   รูป  วิญญาณ ผัสสะ เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์   หรือขันธ์ ๕ แบบละเอียด ให้เห็นการทํางานขันธ์ทั้ง ๕ ได้แยบคายขึ้น เพื่อความเข้าใจลึกซึ้งในกาลต่อไป
ตา (อายตนะภายใน)  
รูป (อายตนะภายนอก)
กระทบกันย่อมต้องเกิด (จักษุ) วิญญาณ
ผัสสะ สัญญา (ความจําได้ในสิ่งที่มากระทบสัมผัส)  
เวทนา  สัญญา (หมายรู้)  
มโนวิญญาณ  สังขารขันธ์ (คิดอ่านเจตนากระทําทางกาย, วาจา, ใจ)
เขียนแบบย่อ
ตา   รูป   วิญญาณ เรียกว่าผัสสะ   สัญญา(จํา)  เวทนา  สัญญา(หมายรู้)  มโนวิญญาณ  สังขารขันธ์
ใจ   ธรรมารมณ์(เช่น คิด,นึก ทำหน้าที่เป็นรูป)  วิญญาณ  ผัสสะ สัญญา(จํา)  เวทนา  สัญญา(หมายรู้)  มโนวิญญาณ  สังขารขันธ์
       
ข้อสังเกตุ
ถ้าจะดับทุกข์โดยมองในแง่มุมมองของขันธ์ ๕ สังขารทางใจหรือมโนสังขารที่เป็นความคิดนึกต่างๆในการดํารงชีวิตอันปกติที่ยังไม่ปรุงแต่งด้วยกิเลสตัณหา เหมือนผู้เขียนในขณะนี้ใช้สังขารทางใจ(มโนสังขารหรือจิตสังขาร)คือความคิดนึกต่างๆในการเขียนร่วมกับสังขารกายในการเขียน เป็นขันธ์๕ตามธรรมชาติ และไม่เป็นทุกข์เพราะไม่มีกิเลสตัณหามาเจือ  ดังนั้นจะดับทุกข์ไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นต้องรู้เท่าทันเวทนาหรือจิตสังขาร(เช่นความคิด)แล้วอุเบกขาเป็นกลางวางเฉย วางเฉย(ไม่ใช่รู้สึกเฉยๆ)อันหมายถึงไม่คิดนึกปรุงแต่งอันจะก่อให้เกิดเวทนาขึ้นใหม่อีก..อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาความอยากหรือไม่อยาก ที่จะร่วมเข้าไปปรุงแต่งหรือกระทําต่อเวทนาอีกครั้งหรือหลายๆครั้ง,   ขันธ์ ๕ ก็จักทํางานตามธรรมชาติ ไม่เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์
 
อธิบายการทํางานของขันธ์๕
ตา + รูป    กระทบกันเย่อมเกิด   (จักษุ-ตา)วิญญาณมารับรู้แค่ผลการกระทบกันของตากับอารมณ์คือรูป และทําหน้าที่เป็นสื่อเชื่อมระหว่างกายกับจิตเป็นธรรมดา     แล้วนำส่งต่อให้จิตฝ่ายสัญญาจํา จึงเป็นปัจจัยจึงให้เกิด  สัญญาจํา ขั้นรวบรวมข้อมูลความจําเดิมๆที่สั่งสมไว้,ที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบันจิตนั้น  เป็นปัจจัยจึงเกิด   เวทนา ชนิดสบาย, ไม่สบาย, เฉยๆ  เป็นปัจจัยจึงเกิด   สัญญาหมายรู้หรือขั้นประเมินผล เกิดความจําหมายรู้ใหม่ขึ้น  เป็นปัจจัยจึงเกิด   มโนสังขาร(อันหมายถึงจิตนั่นเอง)
-เมื่อจิตมารับรู้สัญญาหมายรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นคือจิตรับรู้สรุปข้อมูลต่างๆครบถ้วนแล้ว พร้อมการตกลงใจ  เป็นปัจจัยจึงเกิด   สังขาร โดยการคิดสั่งการหรือเจตนา(สัญเจตนา)ผ่านมาทางสังขารทั้ง๓ อันมี
๑. กายสังขาร, ๒.วจีสังขาร, ๓. มโนสังขาร อันคือการแสดงออกทางกาย
-การกระทําต่างๆ, ทางวาจาการพูดจาต่างๆ, ทางใจ-การนึก คิด แก้ไขปัญหา สติ ปัญญา โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน เมตตา กรุณา หรืออาการต่างๆของจิตในเจตสิก ๕๒ อันยกเว้นเพียงเวทนาและสัญญา นอกนั้นจัดเป็นสังขารขันธ์ล้วนสิ้น
 
อธิบายคําศัพท์อีกครั้งหนึ่ง โดยละเอียด
 
        รูป สิ่งที่ถูกรู้ได้ทุกชนิดโดยอายตนะทั้ง๖ อันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(สิ่งที่ถูกรู้ด้วยใจหรือความคิด)
 
        เวทนา การเสวยอารมณ์ หรือ รู้จําอารมณ์ หรือ ความเสพรส การรับรู้ความรู้สึกและจําได้ในอารมณ์(รูป เสียง กลิ่น ฯ.)ทั้งทางใจและทางกาย อันเกิดจากผลของการกระทบ(ผัสสะ)กันของอายตนะภายใน(เช่นตา)กับอายตนะภายนอก(รูป) โดยมีความจํา (สัญญาเดิม-อดีต)ในอารมณ์(รูป เสียง กลิ่น ฯ.)ร่วมมาด้วย เกิดเป็นเวทนาสบาย ไม่สบาย เฉยๆ สังเกตุตรงนี้ให้เข้าใจจริงๆว่าเวทนานี้ยังไม่ใช่ความทุกข์แท้ๆจริงๆ เป็นความรู้สึกรับรู้แค่ชั่วขณะ ยังไม่มีตัณหา และอุปาทานมาร่วม เป็นเพียงเวทนาบริสุทธิ์ตามธรรมชาติของชีวิตในการรับรู้ ที่แม้แต่องค์อรหันต์ก็มีเหมือนปุถุชน มิฉนั้นจะสับสนเพราะดูว่าเข้าใจง่ายๆแต่เข้าใจจริงๆยาก ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้พิจารณาเวทนา ในเวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน๔ เฟื่อให้เข้าใจโดยถ่องแท้ในเวทนา แล้วให้เห็นเวทนาในเวทนา หรือเวทนาสักแต่ว่าเวทนาและขณะนี้เรากําลังใช้ปัญญาในการทะลุทะลวงเวทนาให้เข้าใจในขณะจิตจึงพึงตั้งใจพิจารณาโดยละเอียดเปรียบเทียบถกเถียงกับจิตตัวเอง จนต้องใช้คําว่าเข้าใจไปถึงใจ(เข้าใจจริงไม่ใช่คิดว่าเข้าใจ) เพราะถ้าท่านเข้าใจแล้วจะรู้ว่า ส่วนใหญ่นั้นเราเอาเวทนาซึ่งเป็นขบวนการธรรมชาติธรรมดาๆอันเป็นปกติ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้มาก่อให้เป็นความทุกข์จริงๆ เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจความจริง โดยเริ่มเกิดก่อตัณหาความอยาก,ไม่อยากให้มีให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานโดยไม่รู้ตัว อันเป็นเหตุทําให้ขันธ์๕ปกติธรรมชาติที่จักเกิดต่อไป(กระทํา,คิด)ในเรื่องนั้นๆ กลายเป็นอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์
 
 เวทนาจําแนกตามความรู้สึกได้เป็น ๓ คือ
       
๑ สุขเวทนา ความรู้สึกถูกใจ, สบายใจ, ชอบใจ เช่น ความสบายกาย, ความสบายใจ, ความชอบใจ, ความถูกใจ, ถูกอารมณ์, ความสนุก คือความรู้สึกที่ชอบใจสบายใจทั้งทางกายและทางใจ
       
๒ ทุกขเวทนา ความรู้สึกไม่สบาย,ไม่ชอบใจ เช่นความไม่สบายกาย, ความเจ็บปวด, ความไม่สบายใจ, ความไม่ชอบใจ,ไม่สบอารมณ์,ไม่ถูกใจ,ความเบื่อ คือความรู้สึกไม่ชอบใจ,ไม่สบายใจทั้งทางกายและทางใจ
       
๓ อทุขมสุข หรืออุเบกขาเวทนาความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ ความรู้สึกเฉยๆ, เฉยๆตัวนี้สังเกตุให้ดีมักจะไปเข้าใจผิดว่าไม่มีกิเลสตัณหาทําให้เข้าใจอุเบกขาเวทนาผิดๆคิดว่าเป็น"อุเบกขาสัมโพชน์ฌงค์ที่หมายถึงรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้วอุเบกขาวางใจไม่เอนเอียงแทรกแซงเข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง เป็นกลางวางเฉย"  ตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ เฉยๆในเวทนาตัวนี้ไม่ใช่อุเบกขา เฉยๆเป็นเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง หรือสัญญาในเรื่องนั้นเป็นเช่นนั้น หรือในขณะจิตนั้นเรื่องนั้นไม่เด่นชัดขึ้นมา หรือจะว่า ลืม หรือวาง หรือกดข่ม หรือไม่มีความสนใจสิ่งนั้นในขณะจิตนั้นๆก็ได้ หรือเบี่ยงเบนเพราะสิ่งอื่นมาบดบังเช่นด้วยอํานาจของสมาธิหรือฌาน เช่น อาหารของโปรด ถ้าเอามาให้หรือเห็นตอนอิ่มแล้ว, ความอยากหรือตัณหาที่อยากทานจะถูกบดบังหรือเบี่ยงเบนด้วยความอิ่มนั้นชั่วขณะ  ต้องระวังให้ดี การยึดว่าต้องเฉยๆหรือไม่รู้สึกรู้สา(อทุกขมสุข) ด้วยเข้าใจว่าเป็นอุเบกขาใจเป็นกลาง
 
และเนื่องจากเป็นอทุกขมสุข จึงไม่ทุกข์ไม่สุข อันแผ่วเบา จึงจับความรู้สึกรับรู้ไม่ได้ชัดเจน  จึงมักปล่อยกายปล่อยใจ เกิดประมาทโดยไม่รู้ตัว จึงขาดสติ ทำให้เกิดตัณหาขึ้นโดยไม่รู้ตัว  
อทุกขมสุขจึงสังเกตุได้ยากและก่อทุกข์เป็นจํานวนมาก  ต้องพิจารณาอย่างละเอียดจึงจะเห็นโทษที่ทําให้เกิดอวิชชานุสัย ความไม่รู้ตามความเป็นจริง
       
ตัวอย่างของ เวทนา ต่างๆ
ตา   รูป   จักขุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จํา,จําอารมณ์คือรูป)   เวทนา
คือเกิดเวทนา ความรู้สึกว่าสบาย-สุขเวทนา, ไม่สบาย-ทุกขเวทนา, เฉยๆ-อทุกขมสุข.....ก็ได้แล้วแต่ความจํา,รสนิยมเดิมที่มีหรือปลูกฝังสั่งสมไว้ เพราะฉนั้นเวทนาของแต่ละบุคคลจึงไม่เหมือนกัน  ขึ้นอยู่กับสัญญาที่มีอยู่ ตรงนี้ต้องการแค่ชี้ให้เห็นว่ามีสัญญาในอดีตหรือสัญญาเดิมเป็นเหตุปัจจัยร่วมให้เกิดเวทนาด้วย และเป็นปัจจัยให้เกิดการแยกแยะเป็นความรู้สึกชนิดต่างๆ ดังเช่น
        ใจ   ธรรมารมณ์(เรื่องทุกข์ทางใจในอดีต)  มโนวิญญาณ(ใจ) เกิดการผัสสะ   สัญญา(ความจําอารมณ์เดิมเกี่ยวกับทุกข์นั้น)     ทุกขเวทนา เกิดเวทนาทางใจรับรู้และจําได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ...เกิดเวทนากาย อันมิได้สัญเจตนาขึ้นมาเช่นกายสั่น ใจสั่นระรัว(เกิดแต่หัวใจสั่นระรัวจริงแต่เป็นส่วนของกาย,ไม่ใช่จิต) มือสั่น.....และเพราะเวทนานี้เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์ขึ้นในที่สุด เช่นจิตสังขาร เช่น หดหู่,วิตกกังวล, โกรธ และอาจเกิดกายสังขารกระทำอะไรลงไปด้วยก็ได้ กล่าวคือเกิดขันธ์๕ครบถ้วนบริบูรณ์ตามกระบวนธรรมถึงสังขารขันธ์  สังขารนี้เป็นเพราะเวทนาเป็นเหตุปัจจัยจึงยังผลให้เกิดสังขารขันธ์ขึ้น  ตัวเวทนานั้นจะเกิดแค่ขณะระยะเวลาหนึ่งแล้วดับไป ยังไม่ใช่ความทุกข์แท้ๆ(อุปาทานขันธ์๕)ที่พระพุทธเจ้าทรงหมายมั่นให้ดับ  เป็นแค่สภาวะธรรม(ชาติ)ที่มันต้องเกิดต้องเป็นอย่างนั้น จึงต้องเข้าใจ ต้องยอมรับ ตามความเป็นจริงของสภาวะธรรมนี้เพราะเกิดจากความจําเก่า(สัญญา)อันยังมีกิเลส(อาสวะกิเลส),  เมื่อเข้าใจเวทนา เวทนานั้นก็จะเบาบางลง แต่ถ้าเรามีตัณหาใส่เข้าไปเพิ่มอีกเช่นไม่น่าเกิด ไม่น่าจะเป็น อยากให้เป็นอย่างโน้น อยากให้เป็นอย่างนี้ ให้เป็นไปตามใจปรารถนา หรือมีความรู้สึกต่อต้าน(มีความไม่อยาก)ต่อเวทนากายอันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตอนนี้แหละที่ความทุกข์จักเกิดขึ้นและเป็นทุกข์ที่เราท่านประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยรู้ตัวบ้างก็ดี ไม่รู้ตัวบ้างก็ดี.(ศึกษาต่อในวงจรปฏิจจสมุปบาทกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์)
 
        จริงๆแล้วขันธ์๕อันนี้ไม่ใช่ขันธ์๕บริสุทธิ์แท้ๆ แต่มีเชื้ออุปาทานขันธ์๕ เพราะเคยเกิดในกระบวนการของทุกข์หรือปฏิจจสมุปบาทมาก่อนครบวงจรแล้ว เคยเป็นขันธ์๕ที่เกิดในชาติ-ชรามรณะจนเป็นทุกข์อยู่แล้วในเรื่องนั้นหรือมีเชื้อแห่งทุกข์ หรือเป็นอาสวะกิเลสหรือสัญญาจําที่แฝงกิเลสนั้นๆที่หมักหมมอยู่แล้วนั่นเอง เมื่อเกิดตัณหาอีกในเรื่องเดิม ก็จักเกิดความทุกข์ขึ้นอีกครั้งในเรื่องเดิม  แต่ถ้าไม่เกิดตัณหาความอยากหรือความไม่อยากก็ไม่เป็นทุกข์  ลองสังเกตุดูให้เห็นด้วยจิตตนเอง เป็นขันธ์แบบที่๓ อันมีสภาพดังฟืนเคยไฟ
 
        สัญญา ความจําและหมายรู้ในอารมณ์ ความจําอันเกิดจากประสบการณ์ต่างๆในชีวิตที่จําไว้ รสนิยม ที่เกิดในปัจจุบันจิตนั้น อันหมายรวมถึงอาสวะกิเลสที่แอบแฝงอยู่ในจิตลึกๆเช่นความหดหู่กังวลใจ คับแค้นใจ ตลอดจนสัญชาตญาณ เช่น ความหิว, อิ่ม, ความเจ็บปวด...ฯลฯเป็นญาณหรือความรู้หรือทุกข์ที่มีมาพร้อมกับการเกิด และเก็บจําในจิต, สัญญาหมายรู้ สรุปข้อมูล เรียนรู้เปรียบเทียบแล้วสรุปผลก็อยู่ในสัญญาเช่นกัน
 
        สังขาร เกิดจากผลสรุปของเวทนาร่วมกับสัญญาหมายรู้ สรุปผลออกมาชัดเจนให้จิต แล้วเป็นความคิดอ่านที่เจตจํานงค์หรือเจตนาในการกระทําต่อเวทนาหรือการรับรู้อารมณ์(ในรูป,เสียง กลิ่น ฯลฯ.)ที่เกิดขึ้น สังขารมีการริเริ่มเองได้และเกิดแต่การรับรู้ความรู้สึกและจําอารมณ์(เวทนา)
 
        สังขารขันธ์ในขันธ์ ๕ ดังเช่น คิด สติ ปัญญา เมตตา กรุณา ศรัทธา และความโลภ โกรธ หลง ซึ่งในทางอภิธรรมท่านจําแนกว่าทั้ง ๕๐ จากเจตสิก๕๒ (เจตสิกคืออาการหรือคุณสมบัติต่างๆของจิต แบ่งเป็น ๕๒ อันยกเว้นแต่เวทนาและสัญญาแล้ว อีกทั้ง ๕๐ ล้วนจัดเป็นสังขารขันธ์)
 
        บางท่านอาจจักสับสนตรง โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่านเป็นสังขารขันธ์ก็เป็นทุกข์แล้วนี่ ไม่ต้องมีอุปาทานเกิดร่วมด้วยเลย? จริงๆแล้วมันเป็นแค่สังขารขันธ์อันเป็นขบวนการธรรมชาติในการยังชีวิตตามปกติ พระอริยเจ้าทั้งหลายจึงมักกล่าวอยู่เนืองๆว่า "ทุกข์ของขันธ์ ๕ นั้นมีอยู่" ซึ่งเป็นความจริงอันถูกต้อง แต่ท่านไม่เป็นทุกข์จริงๆอย่างปุถุชนเพราะไม่มีอุปาทานร่วมด้วย มันเกิดจริงแต่ตามธรรมชาติ ถ้ารู้เท่าทันเวทนา(การเสวยอารมณ์)หรือตัณหาหรือสังขารขันธ์(หมายถึงเข้าใจ ตัวใดก็ได้ แต่ถ้ายิ่งแต่ต้น ก็ยิ่งดีเท่านั้น)ที่เกิดมันก็จักค่อยๆมอดดับไปเองเสมือนหนึ่งกองไฟที่ค่อยๆมอดดับ   ถ้าไม่มีความคิดนึกปรุงแต่งให้เกิดตัณหาเข้าไปร่วมด้วย(ดังแสดงในวงจรปฏิจจสมุปบาท) อันอุปมาดั่งสตาร์ทรถที่ไม่มีนํ้ามันอันคือไม่มีตัณหานั่นเอง ย่อมแค่สั่นสะเทือนแต่ไม่มีวันที่จะออกวิ่งไปหาความทุกข์ได้เลย  หรือดังที่มีผู้มาปรารภการปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แล้วเรียนถามท่านว่า "หลวงปู่ครับ ทําอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาดได้" หลวงปู่ตอบว่า "ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน....เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง"(จากหนังสือ "อตุโล ไม่มีใดเทียม"หน้า๔๖๒) ดังนั้นจากความนี้จักเห็นได้ว่าตัณหาเข้ากระทําต่อเวทนา(หรือเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา)ได้ตั้งแต่เกิดเวทนาครั้งแรกเป็นต้นไปจนถึงสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้น แล้วเอาสังขารขันธ์คิดนั้นไปคิดนึกปรุงแต่งขึ้นใหม่อันต้องเกิดเวทนาใหม่ๆขึ้นอีกอันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์อีก  ดังนั้นถ้ามีสติรู้เท่าทันและเข้าใจสภาวะธรรมของเวทนาดังแสดงในปฏิจจสมุปบาทย่อมดีกว่า เพราะสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากเวทนาเช่นกัน ย่อมบรรเทา เบาบางลงไปด้วย (ดูขยายความในข้อคิดท้ายบทในภายหน้า)
 
สังขารขันธ์แบ่งออกเป็น ๓ คือ
       
๑. กายสังขาร อันได้แก่เจตนากระทําทั้งหลายทางกาย  และ/หรืออาจจะร่วมด้วยวจีสังขาร,มโนสังขาร
       
๒. วจีสังขาร อันได้แก่เจตนากระทําทั้งหลายทางวาจา และ/หรืออาจจะร่วมด้วยกายสังขาร,มโนสังขาร
       
๓. มโนสังขาร อันได้แก่เจตนากระทําทั้งหลายทางจิตเช่นความคิดนึก(ตริ) พิจารณา(การตรอง) สติ ปัญญา โลภ โกรธ หลง เมตตา กรุณา ฯลฯ. (ไม่รวมความคิดนึกปรุงแต่งเพราะเป็น "ปปัญจสัญญา" คือสัญญาที่ซับซ้อนเจือกิเลส อันจัดเป็น"ตัณหา"นั่นเอง อันก่อให้เกิดทุกข์)
       
ขบวนการทํางานของสังขารขันธ์ อันคือเป็น "ผลของขันธ์๕" คือการกระทํา(กรรม)ทางกาย, วาจา, ใจ(คิด,นึก) เป็นปฏิกริยาเพื่อสนองหรือตอบโต้ต่อเวทนาหรือความรู้สึกรับรู้อารมณ์ที่กระทบสัมผัสที่เกิดขึ้น
 กายสังขาร = กายสัญเจตนา    กายทวาร  กายกรรม
 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางกาย= ความคิดที่จงใจแสดงออกทางกาย  ทางกายการกระทําทางกาย
                                  
 วจีสังขาร = วจีสัญเจตนา          วจีทวาร   วจีกรรม
 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางวาจา= ความคิดที่จงใจแสดงออกทางวาจา ทางวาจา การกระทําทางวาจา
                              
 มโนสังขาร,จิตสังขาร,คิด= มโนสัญเจตนา        มโนทวาร  มโนกรรม
 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางใจ= ความคิดที่จงใจแสดงออกทางใจ(คิด)ทางใจ การกระทําทางใจ
 
การกระทําทางใจ(มโนสังขาร) เช่นความคิดเรื่องนั้นๆ โลภ โกรธ หลง ความคิดฟุ้งซ่าน ฯลฯ. อันเป็นสังขารขันธ์ก็เป็นสาเหตุช่วยให้เกิดทุกข์ ถ้ามีตัณหาเข้าร่วมปรุงด้วยก็ทําให้เกิดทุกข์เช่นเวทนาได้เหมือนกัน กล่าวคือสังขารขันธ์หรือความคิดที่เป็นทุกข์ก็จักทําหน้าที่เป็น"รูป"หรือสิ่งที่ถูกรู้ในขันธ์๕ ชึ่งย่อมยังให้เกิดขันธ์๕ขึ้นอีก อันย่อมต้องมีเวทนาเกิดอีกเช่นกัน อันเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดตัณหาต่อเวทนาเหล่านั้นได้เช่นกัน   เกิดเป็นวงจรหรือวัฏฏะของทุกข์วนเวียนอยู่เช่นนั้น  ในบางครั้งจึงมีการกล่าวถึงตัณหาอันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปในสังขารขันธ์เช่นกันดังในปิยรูป สาตรูป๑๐   หรือเกิดได้ดังในวงจรเล็กที่เคลื่อนไหวอันคือสภาวะของชรา อันเกิดเนื่องจากมโนสังขารนั้นถูกครอบงำหรือประกอบด้วยอุปาทานแล้ว คลิกเพื่อดูภาพประกอบ)
 
       สัญเจตนา คือความคิดอ่านที่จงใจหรือเจตนานั่นเอง ที่แสดงออกทางกาย หรือวาจา หรือใจ เป็นจิตหรือความคิดที่มองไม่ค่อยเห็น คล้ายๆทํางานโดยอัตโนมัติ คล้ายการทํางานของกล้ามเนื้อหัวใจที่ทํางานไปตามหน้าที่ตน  หรือก็คือความคิดที่เกิดจากสมองส่วนสั่งการนั่นเอง อันเกิดต่อจากสัญญาหมายรู้หรือความคิดนึกที่สรุปหมายรู้เรียบร้อยแล้วโดยมโน(จิต)หรือที่ผู้เขียนใช้คำว่ามโนสังขารในส่วนที่ต่อจากสัญญาหมายรู้ หรือจะเรียกมโนนี้ว่าสำนักงานจิตส่วนกลางนั่นเอง
 
ขอให้สังเกตุ
ไม่ว่าจะเป็นสังขารทางกาย วาจา หรือใจ
ก่อนอื่นนั้นต้องเกิดมโน(จิต)  
สัญเจตนา(เจตนา)อันเป็นความคิดชนิดหนึ่งในการสั่งการ
ผู้เขียนจึงเคยกล่าวไว้ในปฏิจจสมุปบาทว่า จิตนั้นเป็นประธานทั้งฝ่ายกายและจิต เพราะมิว่าจะเกิดสังขารในทางใดก็ตาม ล้วนแล้วต้องผ่านจิต และสัญเจตนาก่อนทั้งสิ้น เพียงแต่รู้หรือไม่รู้ตัวเท่านั้น  เพราะบางสังขารขันธ์นั้นเกิดแต่สังขารที่สั่งสมไว้นั่นเองจึงทำงานอย่างอัติโนมัติ หรือแผ่วเบาเคยชินอย่างยิ่งจึงสังเกตุไม่พบ  เพราะมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นเยี่ยงนี้ผู้เขียนจึงกล่าวบ่อยๆว่า จิตดียังผลให้กายนั้นดีด้วย แต่ดีตามสภาวธรรมอย่างสูงสุด มิใช่สภาวเหนือธรรมชาติอย่างอวิชชา ดังเช่นผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง สุขภาพ,ผิวพรรณจึงผ่องใส(ตามกรรมพันธ์แห่งตน)และไม่มีโรคใจหรือโรคอันเกิดแต่ใจหรือจิตเป็นเหตุ แต่ก็สามารถมีโรคอันเกิดแต่กาย เช่น โรคจากการติดเชื้อ สารพิษ หรือกรรมพันธ์   แต่ปุถุชนนั้นการเจ็บไข้ได้ป่วยส่วนใหญ่แล้วมีเหตุมาจากจิตหรือใจเป็นส่วนใหญ่แทบทั้งสิ้นแต่ไม่รู้เหตุ  นอกจากกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อ สารพิษ หรือกรรมแห่งเผ่าพันธ์แห่งตน(วิบากกรรม)เช่นกัน
 
       วิญญาณ การรับรู้ สื่อสาร(รับรู้แบบข้อมูลดิบ เป็นการนําส่งข้อมูลในสิ่งที่กระทบสัมผัสไปให้สัญญาหรือสมองส่วนความจํา) ไม่ได้หมายถึงเจตภูติหรือปฏิสนธิวิญญาณอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป(หมายถึง ผี หรือ วิญญาณที่ลอยละล่องหรือออกจากร่างของผู้ที่ถึงกาลแตกดับ)  วิญญาณจึงทําหน้าที่คล้ายรูปภาพถ่าย  ส่วนตาทําหน้าที่คล้ายเลนส์กล้อง  รูปถ่ายแค่บันทึกไว้ในกระดาษตามเป็นจริงแต่ตัวรูปถ่ายเองไม่รู้อะไร  คนดูรูปถ่ายจึงทําหน้าที่เป็นสัญญา  หรือกล่าวอย่างง่ายๆก็คือ วิญญาณทําหน้าที่เป็นสื่อเชื่อมระหว่างอายตนะภายนอก และอายตนะภายใน ต่ออารมณ์(รูป เสียง กลิ่น ฯลฯ.)ที่มาผัสสะ  หรือก็คือระบบประสาทนั่นเอง อันจําเป็นต้องส่งให้สมอง(ที่มีสัญญาจําได้หมายรู้)รับรู้
 
เวทนา
        ก่อนจะกล่าวเรื่องเวทนาขอกล่าวถึงสัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบหรือความเข้าใจชอบ)ฝ่ายโลกุตตระหรือโลกุตตรสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบระดับเหนือโลกหรือเหนือสภาวะทางโลกๆ หรือรู้เข้าใจตามสภาวะเป็นจริงของธรรมชาติ(ธรรม) สัมมาทิฏฐิประเภทนี้จักเกิดจากโยนิโสมนสิการคือการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายตามความเป็นจริงเท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการอ่าน การฟัง การเชื่อโดยศรัทธาแต่เพียงฝ่ายเดียว ต้องเอาธรรม(ชาติ)เป็นข้อพิจารณาโดยตรงจนเกิดความเข้าใจจึงเชื่อมั่นถึงใจหมดวิจิกิจฉาความสงสัยใดๆ จึงสามารถเปลี่ยนทัศนะคติ ความเชื่อ ความยึดถือเดิมๆ จึงจะกําจัดกิเลสได้ มิใช่กดข่ม หรือทับไว้ จึงจะเกิดความมั่นคงดุจหินผาในคุณธรรม
 
        เวทนาคือการรับรู้ความรู้สึกและจําได้ในสิ่งที่กระทบสัมผัส หรือการเสพรสอารมณ์ หรือกล่าวคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)อันพร้อมด้วยความจําได้ หรือมีประสบการณ์ในสิ่งที่ผัสสะนั้นๆ เช่นในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส(โผฏฐัพพะ) และธรรมารมณ์(ความคิด) อันแบ่งเป็น ๓ ชนิด ตามความรู้สึก
 
        ๑ สุขเวทนา ทางตา-สบายใจ ชอบ, ทางหู-สบายใจ ชอบ, ทางจมูก-สบายใจ ชอบ, ทางลิ้น-สบายใจ ชอบ, ทางกาย-สบาย ชอบ, ทางใจ-รู้สึกสบายใจ ชอบ สนุก เพลิดเพลิน
 
        ๒ ทุกขเวทนา ทางตา-ไม่สบายใจ ไม่ชอบ, ทางหู-ไม่สบายใจ ไม่ชอบ, ทางจมูก-ไม่สบายใจ ไม่ชอบ, ทางลิ้น-ไม่สบายใจ ไม่ชอบ, ทางกาย-ไม่สบาย ไม่ชอบ, ทางใจ-ไม่ สบายใจ ไม่ชอบ เบื่อ
        ๓ อทุกขมสุข ความรู้สึกเฉยๆ ไม่มีอะไร ไม่สุข ไม่ทุกข์
กระบวนการทํางานของขันธ์๕ (แค่เวทนา)
ตา กระทบกับรูป   จักขุวิญญาณ ผัสสะ สัญญา(จํา)  เวทนา  ....ไปตามขบวนธรรมของขันธ์๕.....
 
                                                 หรือเขียนเป็นดังนี้
 
ตา   รูป  วิญญาณ ผัสสะ สัญญาจําในรูป  เวทนา  .....ไปตามขบวนธรรมของขันธ์๕.......
พิจารณาให้ดี ในทุกขบวนที่เกิดขึ้นนี้ มีกองธรรมใดที่เราจะดับหรือระงับได้ไหม?
       
อธิบายตามหลักพุทธศาสตร์ประยุกติ์กับหลักวิทยาศาสตร์
        ตากระทบกับรูปหรือภาพที่เห็น ประสาทตา(ทางพุทธศาสตร์คือ"จักขุวิญญาณ")จะทําการรับภาพที่เห็นอันประกอบด้วยอารมณ์ส่งไปให้สมองส่วนความจํา(หรือ"สัญญา"ในทางพุทธศาสตร์) ซึ่งจะตีความภาพที่เห็นว่าเป็นสิ่งใดมีความรู้ในสิ่งนั้นๆอย่างไร แล้วสรุปลงมาเป็นการรับรู้ความรู้สึกที่พร้อมความจําในรูปด้วย(เวทนา)ในขั้นแรกๆที่เรียกกันว่า สบาย(ชอบ), ไม่สบาย(ไม่ชอบ), เฉยๆ หรือก็คือสุขเวทนา, ทุกขเวทนา, อทุกขมสุขในทางพุทธศาสตร์นั่นเอง
 ตามหลักวิปัสสนา ต้องเห็นตามความเป็นจริงของสภาวธรรม(ธรรมชาติ)นั้นๆ
        ตา - เป็นอวัยวะประจํากาย เราทิ้งตาไปได้ไหม?
        รูป - สิ่งที่เป็นอารมณ์ หรือสิ่งถูกรู้ หรือสิ่งที่เห็น  จะไม่ให้มี ให้หายไป ไม่ให้เห็นได้ไหม? มันเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติของเขาใช่ไหม? เปลี่ยนแปลงรูปเหล่านั้นให้เป็นไปตามปรารถนาได้ไหม?
        กระทบกัน - ผัสสะ - ห้ามไม่ให้มีการกระทบคือการเห็น, การรู้ได้ไหม?
        วิญญาณ - หรือประสาทรับรู้ - ห้ามไม่ให้ทําหน้าที่ได้ไหม?
        สัญญา - ความจําทั้งหลายทิ้งไปได้ไหม ถ้าทิ้งได้จะเป็นเช่นไร?  ความรู้ก็เป็นสัญญาจํา  การยังชีวิตในโลกก็ต้องใช้สัญญาจำ  และสัญญาเป็นขันธ์ตัวแปรอันสำคัญยิ่งในการดับทุกข์ เพราะปัญญาก็เป็นสัญญาอย่างหนึ่งและสามารถศึกษาพัฒนาให้เกิดภูมิรู้ภูมิญาณในขั้นดับทุกข์ขึ้นได้
 
        ดังนั้นจักเห็นว่าเวทนาย่อมต้องเกิดตามเหตุปัจจัยข้างต้น ไม่สามารถไปห้ามหรือหยุดได้เป็นกระบวนการธรรมชาติแท้ๆเป็นธรรมดาแต่สูงสุด ที่ต้องยอมรับตามความเป็นจริง อย่าไปหลงหวังพึ่งสิ่งใดๆหรือปฏิบัติแบบใดๆเพื่อดับเวทนาให้ดับสูญจริงๆ  เวทนาไม่สามารถดับได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สามารถที่จะดับอุปาทานเวทนาอันเป็นทุกข์ให้เป็นเพียงเวทนาธรรมดาๆตามธรรมชาติเท่านั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ประชุมกันชั่วระยะหนึ่งนั่นเอง  จึงสามารถเกิดปัญญาให้เหนือเวทนาได้
 
        ต้องหมั่นพิจารณาและรู้ทันเวทนาเป็นประจําสมํ่าเสมอ ว่าสักแต่ว่าเป็นกระบวนการธรรมชาติ มันเป็นเช่นนั้นเอง เพียงแค่รับรู้แล้วไม่ต้องไปทําอะไรกับเขา กล่าวคือ เมื่อเป็นสุขเวทนาก็ไม่ไปติดเพลิน บ่นถึง  หรือเมื่อเป็นทุกขเวทนาก็ไม่ครํ่าครวญ พิรี้พิไร รำพันในทุกขเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น   เมื่อเป็นอทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนาก็รู้เท่าทันไม่ปรุงแต่งต่อไป
        ตัวอย่างเช่น
ตา   เงิน(ของชอบ)   จักขุวิญญาณ เกิดกระทบกันหรือผัสสะ เห็นเงิน สัญญาจําได้หรือเข้าใจว่า เงินมีความหมายใช้ซื้ออะไรก็ได้ตามใจปรารถนา  เวทนาชนิดสบายใจ(สุขเวทนา)  .........  เกิดสังขารใจ โลภ - คิดไปซื้อโน่น,ซื้อนี่  หรือเกิดกายสังขาร คิดอ่านแล้วออกไปหาซื้อของถูกใจ
 
ตา   คนที่ไม่ชอบ   จักขุวิญญาณ เกิดกระทบกันหรือผัสสะ เห็นคนนั้น สัญญาจําได้ว่าเป็นศตรูหรือไม่ชอบ  เวทนาชนิดไม่ชอบ(ทุกขเวทนา ไม่สบายใจ) ......เกิดสังขารทางใจหรือจิตสังขารเช่น โกรธคิดไม่พอใจ หรือเกิดสังขารกายโดดเข้าทําร้าย คนที่ไม่ชอบ  แสดงว่าคือคนๆนี้เคยถูกครอบงําด้วยอุปาทานของเรามาแล้ว และเก็บเป็นอาสวะกิเลสอยู่ในจิต หรือเคยเป็นอุปาทานขันธ์๕ที่จะเข้าวงจรการเกิดทุกข์อีกครั้งหรือพูดง่ายๆก็คือความทุกข์เก่าในรูปอาสวะกิเลสที่อาจก่อให้เกิดความทุกข์ใจใหม่ได้ ถ้ามีตัณหาความอยากหรือไม่อยากปรุงแต่งเข้าไปอีก ขันธ์ ๕ ชนิดนี้เกิดในชีวิตประจําวันอยู่ตลอดเวลา
 
ตา   คน   จักขุวิญญาณ เกิดกระทบกันหรือผัสสะ เห็นคน สัญญาจำ ไม่มีความจําอะไรในบุคคลนั้น  เวทนา ชนิดอทุกขมสุขคือรู้สึกเฉย...ฯลฯ  จึงเกิดสังขารใจชนิดเฉยๆไม่มีอะไร ไม่คิด ไม่ทํา ไม่พูด ไม่รู้สึกอันใด  ซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจําวันที่ตากระทบรูปทั่วๆไปอยู่เสมอๆแทบตลอดเวลา  เพียงแต่แผ่วเบาและเคยชินจนสังเกตุไม่เห็น  จึงต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาจึงจะเห็นที่หมายถึงเข้าใจได้
 
ตา   อาหาร   จักขุวิญญาณ เกิดกระทบกันหรือผัสสะ เห็นอาหารนั้น สัญญาจํา ได้ว่าของชอบของโปรด  เวทนา ชนิดสุขเวทนาคือชอบ.....เกิดสังขารใจหรือจิตสังขาร ชนิดโลภคิดอยากกิน, น่ากิน หรือสังขารกายคิดอ่านขวยขวายและลงมือกินเลย ขันธ์๕นี้ไม่เป็นขันธ์๕บริสุทธ์ จริงๆแล้วเป็นอุปาทานขันธ์เก่าที่เป็นอาสวะกิเลส คืออาหารนั้นเคยอุปาทานรูปอันคือรูปที่มีเคยมีอุปาทานครอบงํามาแล้ว, และเช่นกันในสัญญาหรือความจําได้ว่าเป็นของโปรด เพราะฉนั้นเวทนาอันนี้จริงๆแล้วเป็น "เวทนูปาทานขันธ์" หรืออุปาทานเวทนาในอดีต หรือพูดได้ว่าอาหารนี้เป็นทุกข์เก่า(ของชอบ)ชนิดที่ก่อให้เกิดทุกข์ใหม่ถ้ามีตัณหาปรุงแต่งเกิดขึ้น
 
ตา   อาหาร   จักขุวิญญาณ  กระทบกัน เห็นอาหาร จําได้หมายรู้ว่าอิ่มแล้ว  อทุกขมสุข เฉยๆ.......ฯลฯ.

กาย   ลูบไล้   กายวิญญาณ  กระทบกัน รู้สัมผัส จําสัมผัสชนิดนี้ได้ว่าชอบ  สุขเวทนา ชอบ,สบายใจ......ฯลฯ.

กาย   ตีแรงๆ   กายวิญญาณ  กระทบกัน รู้สัมผัส จําสัมผัสชนิดนี้ได้ว่าไม่ชอบ  ทุกขเวทนา
ไม่ชอบ......ฯลฯ.

กาย   แตะ   กายวิญญาณ  กระทบกัน รู้สัมผัส จําสัมผัสชนิดนี้ได้  อทุกขมสุข เฉยๆ.......ฯลฯ.

ใจ   คิดเรื่องทุกข์   มโนวิญญาณ กระทบกัน รู้สัมผัส จําได้ว่าเรื่องทุกข์ๆ  ทุกขเวทนา ไม่ชอบไม่สบาย.....ฯลฯ.

ใจ   เรื่องสุขๆ   มโนวิญญาณ กระทบกัน รู้สัมผัส จําได้ว่าเป็นเรื่องชอบ  สุขเวทนา ชอบ......ฯลฯ.
กาย   มีด  กระทบกัน(บาดมือ) ประสาทกายรับรู้  จําความรู้สึกจากสัญชาตญาณได้ เป็นความรู้สึกสัมผัสทางกายที่ไม่ปรารถนา  ทุกขเวทนา รับรู้เจ็บปวด...เกิดสังขารกาย คือกายมีอาการสะดุ้ง อันมาจากสัญญาหมายรู้ชนิดสัญชาตญาณ, หรืออาจจิตสังขารทางใจเกิดโมหะหลง มีดบาดนิ้วกู, กูไม่ยอม, กูไม่อยาก, อาจเกิดวจีสังขารร่วมด้วยโดยการอุทานต่างๆนาๆออกมา
 
        จักเห็นได้ว่าเวทนานั้นรวมถึงผลของความจําได้ ตลอดจนรสนิยม ประสบการณ์ต่างๆตลอดชีวิตแต่ในขณะปัจจุบันจิตนั้น  ตัวอย่างเช่น ให้เงินเด็กอายุ ๖ เดือนกับผู้ใหญ่และ ผู้ใหญ่รวยมากๆ คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต่างก็เห็นในรูป(คือเงิน)เหมือนๆกันแต่ผลต่างกัน อันเนื่องจากสัญญาจํา
 
        เด็ก ๖ เดือน   ตา(ใจก็ได้) +  เงิน   จักขุวิญญาณ  ผัสสะ ไม่มีสัญญาหรือความจําความรู้เกี่ยวกับเงิน  อทุกขมสุข.....ฯลฯ. เด็กมีความรู้สึกเฉยๆ  จะโยนทิ้งก็ได้  ฉีกเล่นก็ได้  ไม่สนใจ  ไม่มีค่าในสายตา  เพราะไม่มีสัญญาจําได้ในรูป(เงิน)นั่นเอง
 
        ผู้ใหญ่    ตา  + เงิน   กระทบกัน เห็นเงิน  จําได้ รู้ ว่ามีค่าใช้แลกอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา  สุขเวทนา.....ฯลฯ  จึงเกิดสังขารทางใจเช่น โมหะความหลง คิดเป็นสุขจักเอาเงินไปทําโน่นทํานี่, โอ้โห..บุญหล่นทับ, หรือเกิดสังขารกาย ออกไปใช้เงินจับจ่ายใช้สอยซื้อข้าวของ
        ส่วนผู้ใหญ่ที่รวยมากๆ ตา +  เงิน   กระทบกัน เห็นเงิน  จําได้ รู้ว่ามีค่า แต่น้อย กระจอกเหลือเกิน  อทุกขมสุข.....ฯลฯ เป็นสังขารทางใจชนิดเฉยๆไม่รู้สึกตื่นเต้น เพราะสัญญาของเขามันมีความหมายถึงเงินน้อย หรืออาจเกิดทุกขเวทนาใจคือไม่พอใจก็ได้ว่า น้อยเกินไป ดูถูกกันนี่  เกิดสังขารทางใจมีความโกรธเป็นอาทิ มีสังขารกายมือไม้สั่น ใจสั่นด้วยความโกรธไม่พอใจ
 
       จากตัวอย่างเรื่องเงินนี้จักเห็นได้ว่าขบวนการที่เกิดรวดเร็วมากแทบจะขณะจิตเดียวกับที่เห็นหรือกระทบ ผลหรือเวทนาจะสรุปออกมาเลยแต่มีผลแตกต่างกันเพราะความจํา(สัญญา)ได้ในอารมณ์(ในที่นี้จึงหมายถึงเงิน)ที่มีในจิตไม่เหมือนกัน   เวทนาแต่ละบุคคลจึงอาจไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับสัญญาจําในอดีต ทั้งๆที่เป็นสิ่งๆเดียวกัน, เวทนาเป็นกฏของธรรมชาติ เราไม่สามารถไปหยุดหรือหลีกเลี่ยงได้ถือได้ว่ายิ่งใหญ่กว่าเทพไท้เทวาองค์ใดๆเสียอีก เพราะเป็นกระบวนธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆ  แต่เราสามารถที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยินดียินร้ายในเวทนานี้ หรือเหนือเวทนาได้โดยปัญญาที่เข้าใจ และเห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นสภาวธรรมหรือกฎธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เป็นกระบวนการในการยังชีวิตอยู่อันหลีกเลี่ยงมิได้  เป็นกฎทางธรรมอันสูงสุด(เป็นสภาวธรรมหรือปรมัตถ์สัจจะ)  และเป็นแค่การรับรู้ความรู้สึกที่เกิดในสิ่งที่กระทบสัมผัสเท่านั้น  แต่เราไปยึดว่าเวทนาหรือการรับรู้ความรู้สึกนั่นว่าเป็นเรา เวทนานั่นเป็นของเรา
แต่เมื่อจิตรับรู้จริงๆ(ปัญญาที่เข้าใจจริง)และปฏิบัติอย่างถูกต้อง จิตจักเลิกดิ้นสอดส่ายหาวิธีทางออกอย่างไร้เหตุผล อันหมายถึงหยุดการคิดปรุงแต่งดิ้นรนเพื่อหาทางออกอย่างสิ้นหวัง อันมักมีตัณหาแอบแฝงไหลเลื่อนมากับคิดปรุงแต่งนั้นทีละน้อยโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอๆ เมื่อตัณหาหยุดแล้วตามกฎธรรมชาติอันสูงสุดเช่นกันคือกฎอิทัปปัจจยตาคือเมื่อเหตุปัจจัยของสิ่งนี้ดับ ผลนี้ก็ดับ หรือเมื่อสิ่งนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี ดังนั้นเมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นในเวทนาอุปมาดั่งดับลงไปหรือเหนือเวทนานั่นเอง จึงเกิดผลทําให้ตัณหาดับไป เป็นปัจจัยให้ อุปาทานดับไป, เพราะอุปาทานดับ....ภพดับ....ชาติคือความเกิดของทุกข์ในรูปอุปาทานขันธ์๕จึงดับด้วย...ชรา-มรณะจึงดับ...อาสวะกิเลสจึงดับไปด้วย  ทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลนจึงไม่เกิดขึ้นนั่นเอง
 
        พยายามพิจารณาให้เห็นว่าเวทนานั้นเป็นกระบวนการธรรมชาติ ให้เห็นได้ด้วยใจที่เข้าใจ เพราะถ้าไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอดในเวทนาแล้ว เมื่อเกิดเวทนาขึ้นเช่น
        สุขเวทนา ก็จักเพลินเพลิน ยึดติด ทะยานอยากต่อสุขเวทนานั้น อันคือภวตัณหาอันก่อเป็นทุกข์ในที่สุด  มิจฉาสมาธิและฌานอันยึดติดสุขก็เช่นเตียวกัน
        ถ้าเป็นทุกขเวทนา ก็จักเกิด ความไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น หรือเกิดอาการผลักไสในจิต ต่อต้าน ครํ่าครวญ  พิรี้พิไรรําพันต่อทุกขเวทนานั้น  อันคือสภาวะของวิภวตัณหา อันยังให้เข้าวงจรทุกข์อยู่รํ่าไป
        ถ้าเป็นอทุกขมสุข ไม่ทุกข์ไม่สุขก็จักคิดว่าไม่เป็นไรเพราะไม่รู้สึกรู้สาอะไร จึงปล่อยปละละเลยแต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆขึ้นอันเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา, แต่ไปคิดว่า ถูกต้องแล้ว อันยังให้เกิดความไม่รู้ หรือความเข้าใจผิด อันเป็นอวิชชานุสัยนอนเนื่อง
 
เวทนา
เวทนา ความรู้สึกรับรู้ ที่เกิดจากการกระทบผัสสะ อันต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จะไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็น  ก็เป็นไปไม่ได้
 
ตา กระทบกับ รูป  เกิดความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจหรือเฉยๆ  ในรูปที่กระทบนั้น
 
หู กระทบกับ เสียง  เกิดความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจหรือเฉยๆ  ในเสียงที่กระทบนั้น
 
ลิ้น กระทบ รส  เกิดความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจหรือเฉยๆ  ในรสที่กระทบนั้น
 
จมูก กระทบ กลิ่น  เกิดความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจหรือเฉยๆ  ในกลิ่นที่กระทบนั้น
 
กาย กระทบ การสัมผัส  เกิดความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจหรือเฉยๆ  ในสัมผัสที่กระทบนั้น
 
ความคิดหรือธรรมารมณ์ กระทบ ใจ  เกิดความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจหรือเฉยๆ  ในธรรมารมณ์ที่กระทบนั้น
เวทนาเหล่านี้ล้วนเป็นอาการธรรมชาติ ธรรมดาๆอันถูกต้องและแท้จริง ที่เกิดขึ้นของชีวิต
อันล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย  มาประชุมปรุงแต่งกันขณะหนึ่ง
สิ่งใดเกิดแต่เหตุปัจจัย  สิ่งนั้นไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นคงทนอยู่ไม่ได้ จึงต้องดับไป
สิ่งใดต้องดับไป  สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ไม่มีตัวไม่มีตนอย่างแท้จริง
จึงควรรู้ด้วยสัมมาปัญญาอันยิ่งว่า  เวทนานั่นก็ไม่ใช่เรา  เราก็ไม่ใช่เวทนานั่น
เวทนานั่นก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเราอย่างแท้จริง
จึงไม่ควรไปอยากด้วยตัณหาในเวทนาความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น.
 
        อนึ่ง บางครั้งอาจจะสับสนระหว่างเวทนาและสังขารในขันธ ์๕ มักมีการเรียกสับกันไปมาระหว่างเวทนาและสังขาร เพราะเวทนานั้นเป็น"เหตุปัจจัย"หนี่งที่ยังฝห้เกิดสังขารขันธ์อันเป็น"ผล" เป็นปัจจัยที่เนื่องสัมพันธ์กัน ที่แตกต่างคือในขั้นเวทนาเป็นกระบวนการการรับรู้แต่ในสังขารขันธ์เป็นความจงใจ,เจตนากระทําทางกาย, วาจา,ใจ ต่อเวทนาหรือรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น(เป็นปฏิกริยาตอบสนองต่อเวทนานั่นเอง) บางครั้งจึงอธิบายเป็นภาษาพูดเพื่อสื่อให้เข้าใจได้ลําบากจริงๆ ดังตัวอย่างการเห็นสิ่งของที่ถูกใจเช่น เห็นเพศตรงข้ามที่ถูกใจ คือกระบวนธรรมที่เกิดขึ้นดังนี้
 
        ตากระทบรูป ย่อมเกิดวิญญาณรับรู้ขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต จึงครบองค์แห่งการผัสสะ  จึงเกิดสัญญาความจําและรสนิยมเกิดขึ้น  จึงเกิดเวทนาความรู้สึกรับรู้เป็นชนิดชอบใจหรือถูกใจ(สุขเวทนานั่นเอง)   เกิดสัญญาหมายรู้ข้อมูลในภาพที่เห็น   ใจ(มโนวิญญาณ)รับรู้ทุกสิ่งแล้ว   ตัดสินใจ(เจตนา)ให้เกิดจิตสังขารคือจงใจคิดนึกสรุปออกมาว่าสวยหรือหล่อ อันเป็นกระบวนการตามปกติและเป็นธรรมชาติเป็นที่สุด   จะเห็นได้ว่าแยกแยะความชอบใจหรือถูกใจกับความสวยที่จงใจสรุปแล้ว ไม่ออกชัดเจนในตัวอย่างอันนี้  บางคนอาจบอกว่าก็เรื่องเดียวกันนั่นแหละ   ดังนั้นเวลาพิจารณาลองตัวอย่างที่พิจารณาให้เห็นชัดเจน เช่น การกระหายนํ้าในท้ายบทนี้ หรือลองหาอะไรทานพยายามเคี้ยวให้ได้รสชาติอาหารนั้นเต็มที่ รสชาติที่รู้สึกและจําได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ นั่นแหละเวทนาหรือเสวยอารมณ์ ส่วนความคิดว่าอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นเป็นมโนสังขารในขันธ์๕แล้ว ลองโยนิโสมนสิการดูว่าตัณหาความอยากเกิดจากความรู้สึกในรสชาติที่รับรู้ หรือเกิดจากความคิดอันเป็นสังขารขันธ์ว่าอร่อย, ไม่อร่อย?
 
        ท่านจึงให้สังวร สํารวม ระวังก็คือหลีกเลี่ยงการปะทะอย่างตรงๆต่อ  รูป   เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส และธรรมารมณ์ก็เพื่อป้องกันเวทนา อันยังให้เกิดตัณหาในระยะแรกๆ อันคือการออกบวชโดยมีพระวินัยเป็นสิ่งควบคุมบังคับนั่นเอง ตลอดจนการปลีกวิเวก   เราปุถุชนจึงควรระวังสังวรให้มากกว่าปกติธรรมดาเพราะโอกาสเปิดช่องให้ผัสสะคือสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้โดยตรงจากกิจที่ต้องกระทําในชีวิตประจําวันโดยไม่มีวินัยใดๆมาควบคุมบังคับนอกจากสติ  และเมื่อกระทบผัสสะกันอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นตามสภาวะธรรมหรือปรมัตถสัจจะ  จึงเป็นปัจจัยให้ดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท
 
        เพื่อการแยกแยะให้เห็นภาพการทํางานเป็นขั้นตอน จึงแสดงสัญญาที่เกิดในขันธ์ ๕ เป็น ๒ ครั้ง ครั้งแรกเกิดก่อนเวทนา,  สัญญาจะอยู่ในลักษณะสัญชาตญาณและการจําข้อมูลและเข้าใจในสิ่งที่มากระทบ เช่นอารมณ์ในรูป,  ครั้งที่ ๒ สัญญาจะอยู่ในลักษณะวิเคราะห์,ประเมินผล,เปรียบเทียบ คิดค้น คิดแก้ไขและสรุป อันสรุปแล้วคือ"หมายรู้"ในสิ่งที่บังเกิดขึ้นนั่นเอง ดังตัวอย่างเช่น เมื่อมีใครมาตีเราแรงๆ
 
        สัญญาขั้นแรกจักรับรู้เกิดอารมณ์จากสัมผัส ความเจ็บ ความไม่พอใจต่างๆ   เป็นการรับรู้จากสัญชาตญาณและการจําได้ในข้อมูลหรืออารมณ์อันเกิดจากการกระทบ เกิดเป็นเวทนาชนิดทุกขเวทนาทางกายหรืออาจทางใจด้วย แล้วจึงเกิดสัญญาขั้นที่๒ที่มีรายละเอียดเพื่อการหมายรู้เพิ่มขึ้น
 
        สัญญาครั้งที่ ๒ เกิดการหมายรู้ จักวิเคราะห์ละเอียดขึ้นเช่นเกิดอะไรขึ้น ใครตี ตีทําไม ไปทําอะไรเขาก่อนหรือเปล่า หรือเขาแกล้งเรา แล้วประเมินผลออกมาเช่นเขาแกล้งเรา แล้วหมายรู้นั้นสรุป เป็นสัญญาใหม่ที่เกิดขึ้นณ.ขณะจิตนั้น >>> ใจ(มโนวิญญาณ)ก็มารับรู้สัญญาที่เกิดใหม่นั้น >>> เกิดเป็นสังขารที่จงใจหรือเจตนาทางกาย, วาจา, หรือใจต่างๆ โดยอาศัยสัญเจตนา(ความคิดอ่านของสังขาร)เป็นเครื่องมือของสังขารแสดงความไม่พอใจนั้นออกมาในรูปแบบต่างๆเช่นทางกายก็ลงไม้ลงมือตีตอบโต้, ทางวาจาก็ด่าทอ, ทางใจก็โกรธ ขุ่นเคืองไม่พอใจ หรือคิดต่อว่า คิดตอบโต้,  ถ้าสัญญาในขั้นแรกที่ทําให้เกิดเวทนาแล้ว รู้และเข้าใจเวทนาอย่างถ่องแท้จริงๆ   สัญญาหมายรู้ที่เกิดก็จะหมายรู้ในสิ่งที่ถูกต้องเพราะไม่ถูกครอบงําใดๆ  ดังนั้นสังขารขันธ์ที่เกิดต่อเนื่องก็จักเบาบางลงเช่นกัน นี่คือข้อแตกต่างในขันธ์ ๕ ของปุถุชนและองค์อรหันต์ คือเกิดเหมือนกันเพราะเป็นสภาวะธรรมชาติแต่บางเบานุ่มนวลกว่ากัน  ดังในกรณีหลวงปู่ดูลย์ อตุโลกล่าวว่ามี "โกรธ"หมายถึงท่านมีจริงๆเป็นสังขารขันธ์ธรรมชาติ แต่เบาบางนุ่มนวลดับมอดลงเร็วกว่าปุถุชนทั่วไปมากนัก เพราะเวทนาอันเบาบางซึ่งเกิดเพราะความเข้าใจอันหมดจด  และยังให้สัญญาหมายรู้ไม่มีกิเลสร้อยรัด  จึงไม่ยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจของตนเหมือนปุถุชน  เนื่องจากท่านเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะธรรมของเวทนานั้น  แล้วก็ไม่เอา ที่หมายถึงไม่ไปยึดหรือไม่ไปปรุงแต่งหรือการอุเบกขานั่นเอง มันก็ดับไป
 
        แม้พระพุทธองค์ ตลอดจนพระอรหันต์ทุกๆพระองค์ก็ต้องเกิด, ต้องเสวยเวทนาไม่สามารถเลี่ยงเวทนานี้ได้  แต่ธรรมเหล่าใดที่ทําให้ทุกๆพระองค์ไม่เป็นทุกข์ เสวยแต่ผลของเวทนาทางกายอันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)เท่านั้น ดังพุทธพจน์
                "ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ถูกทุกขเวทนา(อันเกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ)กระทบเข้าแล้ว
        ย่อมเศร้าโศก ครํ่าครวญ ฯลฯ. เขาย่อมเสวยเวทนาทั้ง ๒ อย่างคือ
        เวทนาทางกาย และเวทนาทางใจ
        "เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศรดอกหนึ่ง แล้วยิงซํ้าด้วยลูก
        ศรดอกที่ ๒ อีก เมื่อเป็นเช่นนี้บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศรทั้ง ๒ ดอก
        คือทั้งทางกาย(ดอกที่๑) ทั้งทางใจ(ดอกที่๒) ฉันใด ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ก็ฉันนั้น.......
        ย่อมเสวยเวทนาทั้ง ๒ ทาง คือ ทั้งทางกายและทางใจ"
         "ฝ่ายอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ครํ่าครวญ ฯลฯ......
        เธอย่อมเสวย(ผลของ)เวทนาทางกายอย่างเดียว  ไม่เสวย(ผลของ)เวทนาทางใจ"
        "เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศร(เข้ากระทบเป็นธรรมดา)  แล้วยิงซํ้าด้วยลูกศรดอกที่ ๒ ผิดไป  เมื่อเป็นเช่นนั้น บุรุษนั้นย่อมเสวย(ผลของ)เวทนาเพราะลูกศรดอกเดียว
        ฉันใด อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ก็ฉันนั้น.....ย่อมเสวย(ผลของ)เวทนาทางกายอย่างเดียว
        ไม่ได้เสวย (ผลของ)เวทนาทางใจ"
 
        ข้อแนะนําในการพิจารณาพุทธพจน์นี้คือ
        ปุถุชนเมื่อเป็นทุกขเวทนาทางกายนั้น ย่อมเกิดทุกขเวทนาทางใจด้วยควบคู่กันเสมอ เมื่อเกิดเจ็บป่วยหรือทรมานทางกายใดๆ ใจย่อมวิตกกังวล เครียด หงุดหงิด ทรมาน ไปตามนั้น ทําให้เกิดตัณหาคือ การคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆเพี่อหาทางออกจากเวทนาทางกายนั้น แต่กลับเป็นการก่อเวทนาทางใจขึ้นมาอีก อันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา..อุปาทาน..ภพ..ชาติอันเป็นทุกข์ อันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ทางใจขึ้นในที่สุดอีกด้วย
 
        ปุถุชนเมื่อเป็นทุกขเวทนาทางใจนั้น ย่อมเกิดทุกขเวทนาทางกายด้วย ควบคู่กันเสมอ เมื่อเกิดทุกข์ใจขึ้นมา ย่อมส่งผลมาที่กายเช่นใจสั่น มือไม้สั่น เหงื่อแตก ความดันขึ้น ปวดหัว กาย(ผิวพรรณ)หมองคลํ้าที่เรียกกันว่าไร้ราศี อันเป็นเหตุให้เกิดโรคทางกายสารพัด เช่นไมเกรน โรคกระเพาะ หอบแน่นหน้าอก โรคหัวใจ โรคประสาท(จิตป่วนกาย)...มากเกินคาด...ฯลฯ. ล้วนเกิดจากระบบการทํางานของร่างกายแปรปรวนไม่เป็นสมดุลย์ตามธรรมชาติอันเนื่องมาจากจิต
 
        ดังนั้นองค์อรหันต์ มีทุกขเวทนาทางกายแต่ไม่เสวยผลทุกขเวทนาทางใจ คือไม่เกิดเวทนูปาทานขันธ์หรือเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน (จึงดุจดังต้องศรเพียงดอกเดียว)
 
        ดังนั้นองค์อรหันต์ มีทุกขเวทนาทางใจแต่ไม่เสวยทุกขเวทนานั้น หมายถึง เกิดเวทนาใจแต่ไม่เสวยเสพรสในเวทนานั้น กล่าวคือไม่มีตัณหาอุปาทาน ดังนั้นอุปาทานขันธ์ ๕ หรือทุกข์ใจแท้ๆหรือก็คือทุกข์อุปาทานจึงเกิดไม่ได้  จึงไม่มีความทุกข์ใจเกิดจึงหมายถึงถูกลูกศรอันเจ็บปวดเพียงดอกเดียว  หรือก็คือไม่เสวยผลของทุกขเวทนาทางใจนั่นเอง หรือที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโลกล่าวไว้เรื่องความโกรธ หรือในเรื่องเวทนาว่า "มี  แต่ไม่เอา" จะอธิบายได้ดี อันหมายถึงมีสังขารขันธ์อันเป็นความโกรธ อันเนื่องจากเวทนานั่นเอง แต่ไม่ไปปรุงแต่งจนเกิดอุปาทานเวทนา(เวทนูปาทาขันธ์)ให้เกิดอุปาทานทุกข์  หรือหยุดคิดนึกปรุงแต่งอันยังให้ไม่เกิดเวทนาใหม่ขึ้น อันยังให้ไม่เกิดตัณหาจากเวทนาใหม่ อันยังให้ไม่เกิดทุกข์เป็นที่สุด
       
และยังมีข้อความบางประการที่กล่าวถึงเวทนาต่างๆ ที่องค์อรหันต์ยังคงมีเช่นปุถุชน อันแสดงถึงความเป็นสภาวธรรมชาติ  แต่ท่านเสวยผลเพียงเวทนาทางกายไม่เสวยผลของเวทนาทางใจเพราะขาดกิเลสตัณหามาร้อยรัดให้เกิดอุปาทาน ดังความจากหนังสืออันทรงคุณค่า "พุทธธรรม" ของท่านพระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตตฺโต) หน้า๒๔๘ มีความดังนี้
 
        "......เมื่อรับรู้อารมณ์ต่างๆจากภายนอก ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น พระอรหันต์ยังคงเสวยเวทนาที่เนื่องจากอารมณ์(สิ่งที่กระทบ)เหล่านั้น ทั้งที่เป็นสุข เป็นทุกข์ เช่นเดียวกับคนทั่วไป    แต่มีข้อพิเศษตรงที่ท่านเสวยเวทนาอย่างไม่มีกิเลสร้อยรัดไม่ติดเพลินหรือข้องขัดอยู่กับเวทนานั้น  เวทนานั้นไม่เป็นเหตุให้เกิดตัณหาเป็นการเสวยเวทนาชั้นเดียว เรียกสั้นๆว่าเสวยแต่เวทนาทางกาย  ไม่เสวยเวทนาทางจิต ไม่ทําให้เกิดความเร่าร้อนกระวนกระวายภายใน  เรียกว่าเวทนานั้นเป็นของเย็นแล้ว การเสวยเวทนาของท่านเป็นแบบไม่มีอนุสัยตกค้าง ต่างจากปุถุชนเมื่อเสวยสุขก็จะมีราคานุสัยตกค้าง, เสวยทุกข์ก็จะมีปฏิฆานุสัยตกค้าง, เสวยอารมณ์เฉยๆ   ก็มีอวิชชานุสัยตกค้าง เพิ่มความเคยชินและแก่กล้าให้แก่กิเลสเหล่านั้นมากยิ่งๆขึ้น.........ฯลฯ.
 
        เพลิดเพลิน หรือติดเพลิน หมายถึงนันทิหรือตัณหานั่นเอง
        นี้คือจุดประสงค์ที่ต้องการชี้ให้เห็นเวทนาและขันธ์ทั้ง ๕ เป็นขบวนการธรรมชาติที่ต้องเกิด ต้องมี, ต้องเป็นและต้องดับไปทั้งปุถุชนและองค์อรหันต์ เป็นสภาวธรรมของชีวิตอันจำเป็นยิ่ง(ธรรมชาติ)  ดังนั้นไปห้าม ไปหยุดย่อมไม่ได้ เพื่อที่จักได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องต่อเวทนา กล่าวคือ ไม่ใช่การพยายามไปดับเวทนาชนิดไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้เป็นไป ดังที่นิยมปฏิบัติกันเป็นจำนวนมากโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา  อันย่อมยังให้เกิดความไม่สมดุลย์ของธรรมชาติ  เพียงแต่เราต้องทํากิจคือหยุดตัณหา คิดนึกปรุงแต่ง หรือความคิดเรื่อยเปื่อย หรือความเพลิดเพลิน(นันทิ-อันทําหน้าที่เป็นตัณหา) ต่อจากเวทนา หรือสังขารขันธ์(ความคิดต่างๆ)ในขันธ์๕ เหตุเพราะความคิดนึกปรุงแต่งหรือคิดนึกเรื่อยเปื่อยหรือความเพลิดเพลิน มักแฝงหรือดึงดูดกิเลสและตัณหา ให้แอบแฝงไหลเลื่อนมากับเวทนาของความคิดนึกปรุงแต่งนั้น  ขอเน้นว่าไม่รวมความคิดของสังขารขันธ์อันจําเป็นในการดํารงชีวิตและการงานอันไม่ใช่ความคิดนึกปรุงแต่ง
 
        หรือดังคําสอนของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ในเรื่อง "ทุกข์" ในหนังสือเทสกานุสรณ์ หน้า๓๕ อันมีความดังนี้
        "ทุกข์มันมีอยู่ตลอดเวลา ทุกข์เพราะหิวกระหาย ทุกข์เพราะเจ็บป่วย ทุกข์เพราะความทะเยอทะยานดิ้นรน อยากได้นั่นอยากได้นี่ ทุกข์เพราะความกังวลเกี่ยวข้องพัวพัน กลุ้มอกกลุ้มใจ ทุกข์ที่เป็นนามธรรม ทุกข์ที่เป็นรูป ก็ทุกข์เพราะหิวกระหาย กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็งทุกอย่างที่มากระทบ เพราะสัมผัสมันมีอยู่ประสาทยังไม่ทันดับยังไม่ทันตาย สิ่งทั้งหลายต้องมากระทบอยู่ตลอดเวลา จะหนีทุกข์พ้นที่ไหนได้ ไปไม่พ้นหรอก จึงว่าใครทิ้งทุกข์ก็ทิ้งไม่ได้ มีชีวิตอยู่ตราบใดก็ยังมีทุกข์อยู่ตราบนั้น พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน พระอริยสงฆ์สาวกก็เหมือนกันถึงแม้ท่านจะพิจารณาเห็นทุกข์แล้ว ทุกข์ก็ยังอยู่ตามเดิม ท่านก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน แต่ว่าทุกข์มาแล้วไม่สามารถมารบกวนท่านได้ ด้วยเหตุที่ท่านเห็นชัดตามเป็นจริง"
        จากคําสอนดังกล่าวถ้าท่านโยนิโสมนสิการ จักพบว่าที่หลวงปู่ตั้งใจสั่งสอนนั้นก็คือ
พระอริยเจ้าล้วนมีทุกขเวทนา,สุขเวทนา,อทุกขมสุข  แต่ท่านเหล่านั้นไม่มีอุปาทานทุกข์
หรือเหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น(อันหมายถึงอุปาทานทุกข์)
หรือทุกข์ของขันธ์๕หรือทุกข์ประจําชีวิตนั้นมีอยู่ แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์
 
และตามที่หลวงปู่กล่าวไว้นั้น "ใครทิ้งทุกข์(ทุกขเวทนา)ก็ทิ้งไม่ได้มีชีวิตอยู่ตราบใดก็ยังมีทุกข์อยู่ตราบนั้น" หมายถึงทุกข์(ทุกขเวทนา)ทั้งทางกายและใจ อันเกิดในสังขารขันธ์ในขันธ์๕ อันเนื่องมาจากเวทนาล้วนเป็นสภาวะธรรมชาติ, ทุกข์(ทุกขเวทนา)ก็ยังอยู่ตามเดิม หมายถึงเหตุที่ทําให้เกิดทุกขเวทนานั้นยังคงมีอยู่เช่นนั้นเองไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ เป็นไปตามสภาวะธรรมชาติของมันเช่นนั้นแหละ จะเสื่อมจะดับก็ตามสภาวะธรรมของมัน  และท่านกล่าวต่อไปในที่สุดว่า "แต่ว่าทุกข์(ทุกขเวทนา)มาแล้วไม่สามารถมารบกวนท่านได้" อันหมายถึงไม่มีตัณหาอุปาทานอันยังให้เกิดอุปาทานขันธ์๕อันเป็นทุกข์จริงๆที่เกิดแก่ใจ อันคือเกิดสภาวะธรรมที่ว่า "เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น"หรือจักกล่าวอีกอย่างได้ว่า "ทุกข์อันเกิดแต่ขันธ์๕ทั้งทางใจและกายนั้นมีเป็นปกติอันเป็นสภาวะธรรมชาติ แต่ไม่มีอุปาทานทุกข์"
 
        หรือดังที่มีกล่าวยืนยันไว้ใน " ธาตุสูตร " ที่กล่าวถึงนิพพานของพระอรหันต์ที่ยังไม่ดับขันธ์ คือยังมีชีวิตอยู่ กล่าวคืออยู่ในภาวะสอุปาทิเสสนิพพาน ที่แสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งว่า ยังคงมีเวทนาเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขบ้างเป็นธรรมดา  แต่ล้วนสิ้นตัณหาแล้ว จึงย่อมไม่สามารถดำเนินไปเกิดภพชาติอันแสนเป็นทุกข์หรือทุกข์อุปาทานได้ จึงไม่ดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอันเป็นทุกข์ได้นั่นเอง  เพียงแต่ดำเนินไปตามกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ อันเป็นธรรมชาติของชีวิต  จะมีเพียงก็เวทนาอันเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นทุกขเวทนาก็เป็นเพียงทุกข์อย่างหนึ่งตามธรรมแต่ย่อมขาดความเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายดังปุถุชนที่อยู่ภายใต้ตัณหา
 
        นักปฏิบัติส่วนใหญ่ไม่เข้าใจสภาวะธรรม จึงจักมักพยายามปฏิบัติให้เหนือกว่าสภาวะธรรมหรือกฎแห่งธรรมชาติ อันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทําได้ดุจดั่งพยายามไล่จับเงาหรือพยายามไขว่คว้าดวงดาว  กล่าวคือเข้าใจสภาวะเวทนาผิดๆเนื่องจากความไม่รู้ ดังนั้นเมื่อมีเวทนาใดๆเกิดขึ้นอันเป็นไปตามกฎธรรมชาติแม้แต่ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและในอริยเจ้าทุกพระองค์  ก็จะไม่ยอมพยายามดิ้นรนทุรนทุรายเพื่อจะไม่ให้เกิดคือต้องกา
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 13:51:57 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 43 (3420084)

 มรณานุสติ

 

 มรณสติ หมายถึง การพิจารณาสิ่ง ๓ สิ่ง คือ
- ๑. ธรรมชาติอันแท้จริงของความตาย
- ๒. ความไม่แน่นอนของเวลาตาย
- ๓. เมื่อถึงเวลาตายไม่มีอะไรเลยที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงนอกจากการฝึกจิต

รายละเอียดสิ่งทั้งสามนี้ คือ
- ๑. การพิจารณาธรรมชาติอันแท้จริงของความตาย 
 
๑.๑ พระยามัจจุราชจะมาทำลายเราวันใดวันหนึ่งอย่าง แน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีอะไรต้านได้

๑.๒ เวลาของเราล่วงพ้นไปทุกที ชีวิตของเรา ก้าวเข้าสู่จุดจบทุกขณะ

๑.๓ ในชั่วชีวิตของเรา เราให้เวลากับความเพียรทางจิต น้อยมาก "ผู้ที่มีอายุถึง ๖๐ ปี หลังจากที่หักลบเวลานอน กิน แสวงหาปัจจัยสี่ และอื่นๆ เช่น กิจกรรมบันเทิงต่างๆออกไปแล้ว จะมีเวลาเหลือเพียง ๕ ปีสำหรับการบำเพ็ญเพียรทางจิต เวลาส่วนนี้อาจสูญไปกับการปฏิบัติที่ ผิดพลาดอีกด้วย"

- ๒. การพิจารณาความไม่แน่นอนของเวลาตาย 
๒.๑ ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาว แก่เฒ่า หรืออยู่ในวัย กลางคนก็ตาม ความตายย่อมมาเยือนได้เสมอ ในเมื่อความตายมาถึงได้ทุกขณะ เราจึงต้องระลึกรู้อยู่เสมอว่าเราอาจตายเมื่อใดก็ได้

๒.๒ สาเหตุของความตายมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่เครื่องยังชีพมีอยู่น้อยมาก เครื่องยังชีพนั้นก็อาจเป็นสาเหตุให้เราตายได้ เช่นอาหารอาจเป็นพิษ บ้านอาจถล่ม เราอาจต้องเสียชีวิตในระหว่างการแสวงหาปัจจัยสี่ หรือระหว่างการปกป้องทรัพย์สินของเรา 

๒.๓ ร่างกายของเราล้วนเปราะบาง ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในสิ่งแวดล้อมของเราหรือในระบบภายในร่างกายของเรา ก็อาจทำให้เราตายได้ 

- ๓. การพิจารณาว่าเมื่อถึงเวลาตายไม่มีอะไรเลยที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงนอกจากการฝึกจิต 
๓.๑ แม้ว่าเราจะแวดล้อมอบอุ่นไปด้วยมิตรสหายนับร้อย แต่ย่อมไม่มีใครสักคนติดตามเราไปได้ในมรณภูมิ

๓.๒ แม้เราจะมีทรัพย์สินมากมาย เมื่อตายไปแล้วก็เอาไปไม่ได้สักเศษธุลี เราต้องก้าวสู่มรณภูมิอย่างเปล่าเปลือยและโดดเดี่ยว

๓.๓ ร่างกายจะถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่มีสิ่งใด สืบเนื่อง ยกเว้นกระแสจิตสำนึกและกรรมดีกรรมชั่วที่จิตพาไปเท่านั้น ในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ หากเราผูกพันอยู่กับทรัพย์สมบัติ เราย่อมใช้ชีวิตอยู่อย่างสูญเปล่าและสร้างแต่กรรมชั่ว จิตของเราจะมีแต่ความทุกข์โทมนัส ราวกับบุคคลที่เพิ่งรู้ตัวว่าได้ดื่มยาพิษเข้าไปนานจนสายเกินแก้ เราจึงควรตั้งใจมั่นแต่บัดนี้ แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตามว่า เราจะไม่ยอมตกอยู่ใต้อิทธิพลของ โลกธรรมแปด เราต้องหลีกเลี่ยงประโยชน์สุขทางโลก เช่นเดียวกับหลีกเลี่ยงสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย
 
ในมหาสติปัฏฐาน ๔ หมวดฐานกายานุปัสสนา
หมวดสุดท้ายมีกล่าวไว้ คือ หมวดพิจารณาป่าช้าทั้ง ๙ (นวสีวถิกาบรรพ) 
 
.....คือ การพิจารณาลักษณะอาการศพในป่าช้า ที่ถูกทิ้งไว้ ที่มีความแปรสภาพไป ๙ ลักษณะโดยลำดับทั้งอนุโลมและปฏิโลม
 
.....เพื่อให้ผู้ฝึกที่มีอุปนิสัยค่อนไปจริตทางติดในรูปสมบัติรักสวยรักงามและทรัพย์สมบัติ รวมทั้งความยึดติดในตัวตน ได้พิจารณาความจริงน้อมเข้ามาสู่ตนเอง ที่มีแต่ความไม่เที่ยงของสิงที่ประกอบขึ้นมาปรุงแต่งในส่วนของทั้งร่างกายและจิตใจ วิปัสสนาญาณวิวัฒน์นำพาไปสู่อนิจจสัญญา เห็นโทษภัยแห่งสังขารเพื่อหาทางพลิกหลุดออกจากทุกข์ โดยลำดับ

.....ความทุกข์ที่จิตใจหลงยึดติดในรูปลักษณ์ สิ่งที่สวยงาม เนื้อหนังมังสา และทรัพย์สมบัติ และประสบความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ มีความแปรปรวน เสื่อมไปเป็นธรรมดา มรณา หรือมรณะ หมายถึงความตาย ,อนุสติ เป็นการระลึกถึงใคร่ครวญถึงอย่างเนืองๆ

และวิธีการฝึกระลึกถึงความตายลักษณะนึง เพื่อการมีสติวกมองเข้ามาภายในสำรวจและศึกษาโดยภายในจิตใจเสมอ
 
.....จากจุดเริ่มต้น...
 
.....วิธีนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกอิริยาบท ทั้งขณะตื่นนอน นั่ง ก่อนนอน
 
.....หากเป็นในช่วงประมาณ๑หรือ๒ชั่วโมงก่อนเวลาก่อนปกติก็ได้ เช่น ด้วยการหลับตา ผ่อนคลายความนึกคิด และส่วนปวดหรือตึงจุดต่างๆ คลายจากส่วนศรีษะด้านบนเรื่อยมาลงสู่หัวเข่าและเท้า โดยค่อยๆทำไปทีละนิดทีละจุด ผ่อนคลายลมหายใจเข้า-ออก รู้สึกถึงเพียงลมหายใจที่ออกไปเป็นระยะ ระยะ ผ่อนคลายไปทีละจุดโดยแขนวางซ้อนไว้บนหน้าอก หรือขนานกับลำตัวลงบนพื้นหรือเบาะที่นอน

..... เมื่อทุกจุดผ่อนคลายแล้ว ระลึกบอกใจตนไว้ว่า "เราทุกคนมีความตายเป็นธรรมดา บางครั้งบางคนมาโดยไม่ได้ตั้งตัวไม่สามารถล่วงรู้ได้ล่วงหน้า ... และระลึกว่า ขณะจิตข้างหน้านี้ใกล้ๆ เรากำลังจะตายจากโลกนี้ไปแล้วตายจากโรงละครโรงนี้ไป บทบาทกำลังจะยุติสิ้นสุด จะต้องจากทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว ... 
 
.....หากเฝ้าตามดูอย่างใกล้ชิดและการระลึกต่อเนื่องที่เพียงพอ ถึงจุดนึง อาจจะได้มีโอกาสสำรวจจิตใจตัวเองภายในในส่วนต่างๆ คือ...สิ่งที่จิตใจเราจะไปประหวัดหวลยึด หวลคำนึงยึดเกาะอารมณ์ เรื่องราวใด บุคคลใด สิ่งใดที่ยังค้างคา สิ่งใดที่มันยังให้ค่าว่ามีความสำคัญมั่นหมายในจิตใจเราเอง"

ข้อดีด้วยการพิจารณาสำรวจจิตใจ ที่มีโอกาสทำมรณานุสติโดยเทคนิคลักษณะนี้ คือ
 
.....เรื่องที่ผุดขึ้นมา จะเป็นเรื่องราวที่ยึดติดสำคัญจากการให้น้ำหนักโดยจิตใจขณะนั้นโดยลำดับ จากเรื่องนึงไปสู่อีกเรื่องนึง เป็นต้น
 
.....ทำให้ฝึกเรียนรู้ ที่จะปล่อยวาง ละออกจากความยึดเหนี่ยวจากบางเรื่อง แม้จะได้ไม่สนิทแต่เป็นการดีที่ได้มีโอกาสได้เริ่ม 
 
.....ทำให้ฝึกเรียนรู้ ความไม่ประมาทในชีวิต การให้อภัย รักและเมตตา, การเผชิญหน้ากับสภาวะปรุงแต่งและความกลัวในจิตใจ การข้ามผ่าน
 
.....ทำให้ฝึกเรียนรู้ สภาพไตรลักษณ์* และ สภาพปรุงแต่งภายในจิตใจ มีอุเบกขารมณ์ เข้าสู่ภาวะจิตสงบเป็นสมาธิได้ง่าย 
 
.....ณ จุดสิ้นสุดของมายา ย่อมพลิกผันสู่สัจจะได้.

ไตรลักษณ์* คือ ลักษณะโดยธรรมชาติที่เสมอเหมือนกันของสิ่งทั้งปวง ๓ ประการ
 
๑ อนิจจตา(อนิจจัง) สรรพสิ่งมีลักษณะไม่เที่ยง ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน ปรุงแต่งประชุมรวมกัน ตามเหตุปัจจัยมีการเกิดขึ้นแล้ว เสื่อมสลายไปเป็นธรรมชาติ

๒ ทุกขตา(ทุกขัง) ความเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืน และขัดแย้งกันอยู่ในตัว

๓ อนัตตา ความเป็นอนัตตา ความมิใช่ตัวมิใช่ตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมัน สิ่งที่ปรากฏผ่านประสาทสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราเป็นเพียงสิ่งที่ปัจจัยหลายๆอย่างอย่างหนุนเนื่องรวมกันเข้าจึงปรากฎเหมือนมีรูปร่างในขณะที่มันปรากฎมันก็ทำลายบีบคั้นตัวของมันไปด้วย ความเข้าใจในอนัตตาย่อมทำให้*อัตตาภาวะสลายคลายตัวออกมา
 
*อัตตาภาวะ คือ ความรู้สึกว่าเป็นตัวตนของตนที่ปรุงแต่งออกมา ไม่ชั่วก็ดี ไม่ขาวก็ดำ ไม่สูงก็ต่ำ ไม่รวยก็จน ใจที่เกาะกับอัตตาภาวะนี้จะมีการให้ค่าสำคัญมั่นหมายไปในสิ่งรอบตัวขาดภาวะใจที่เป็นกลาง(มัชฌิมา)

- ข้อเสียของการละเลยมรณสติ -
๑. ทำให้ไม่สนใจการปฏิบัติธรรม ปล่อยเวลาทั้งหมดไปกับการแสวงหาโลกียสุข

๒. แม้เราอาจปฏิบัติธรรมอยู่บ้าง แต่ก็จะเป็นเพียงการผัดวันประกันพรุ่ง

๓.การปฏิบัติอาจไม่บริสุทธิ์ ปะปนกับความทะเยอทะยานในทางโลกียะ เช่น จับจ้องจะเป็นผู้มีชื่อเสียง

๔. แม้เราจะเริ่มต้นปฏิบัติธรรม ตอนแรกเราอาจท้อถอย

๕. เราอาจจะสร้างกรรมชั่วอยู่เรื่อยๆ

๖. เราอาจตายด้วยความเสียใจ ความตายย่อมมาถึงสัก วันหนึ่งอย่างแน่นอน ถ้าเราขาดสติ ความตายจะมาถึงโดยไม่รู้ตัว ในช่วงเวลาอันวิกฤตนั้น เราย่อมมองเห็นได้ว่า ทรัพย์สมบัติอำนาจ ล้วนแต่ไร้ความหมาย เมื่อเราขาด มรณสติ เราย่อมทอดทิ้งการฝึกฝนทางจิตและเหลือแต่มือเปล่า ดวงจิตก็ท่วมท้นไปด้วยความวิปโยค

- ข้อดีของมรณสติ -
๑. ทำให้ชีวิตมีเป้าหมาย เราจะมุ่งแสวงหาความเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง

๒. มรณสติเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อความหลงผิด เช่นเดียวกับก้อนหินที่ถูกฆ้อนทุบจนแหลกละเอียด

๓. เป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มปฏิบัติธรรมแต่ละอย่าง เพราะทำให้เราลงมือปฏิบัติธรรมและปฏิบัติได้อย่างดี

๔. เป็นสิ่งสำคัญในช่วงกลางของการปฏิบัติธรรมเพราะทำให้เรามีความพากเพียรในการปฏิบัติอย่างจริงจังและอย่างบริสุทธิ์

๕. เป็นสิ่งสำคัญในตอนปลายของการปฏิบัติธรรม เพราะทำให้เราบรรลุการปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์

๖. เราจะตายอย่างมีความสุข และปราศจากความเสียใจแต่อย่างใด

 การเข้าหาพระศาสนานี้ ไม่ควรเข้าเพื่อหาลาภยศสรรเสริญสุข หาอำนาจวาสนา ไม่ได้มาเป็นผู้บริหารเป็นผู้ปกครองของวัดวาอาราม แต่มาเพื่อหาที่พึ่งทางใจ หาธรรมะ ไม่ได้หาลาภยศสรรเสริญ ไม่ได้หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายจากพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาเป็นที่หามรรคผลนิพพาน หาวิมุตติ การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จากความทุกข์ทั้งหลาย เรื่องอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา และการปฏิบัติพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็อย่าไปให้ความสำคัญ ให้รับรู้เฉยๆก็พอแล้ว จะได้ไม่หลงทาง ไม่หลงประเด็น
 
ประเด็นของพวกเราก็คือ มาหาธรรมะ มาหาการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จากความทุกข์ต่างๆ พวกเราจึงต้องมุ่งไปที่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป้าหมายของพวกเราคือการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำเอาคำสอนไปปฏิบัติ ด้วยฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา ด้วยอิทธิบาท ๔ ที่จะผลักดันให้การปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดสำเร็จลุล่วงได้ ถ้าไม่มีอิทธิบาท ๔ จะไม่สามารถบรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้ นี้คือประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ คือการศึกษาและการปฏิบัติพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ อย่างที่พวกเราได้มาทำกันเป็นประจำตลอดระยะเวลา ๗ ถึง ๘ ปีที่ผ่านมา เพื่อจะได้เป็นแสงสว่างนำทางไปสู่การหลุดพ้นต่อไป
 
พระโอวาทคำสอนที่สำคัญที่สุด ก็คือพระปัจฉิมโอวาท คำสอนครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสสอนไว้ว่า สังขารทั้งหลายเป็นของไม่แน่นอน มีเกิดมีแก่มีเจ็บมีตายเป็นธรรมดา จงยังประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด เป็นการสรุปพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าความสำคัญอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ความไม่ประมาท ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ต้องรีบขวนขวายทำภารกิจที่ต้องทำ ให้สำเร็จลุล่วงไปก่อนเวลาจะหมดไป เหมือนกับเวลาเข้าห้องสอบ จะนั่งเล่นคุยกันไม่ได้ ต้องรีบทำข้อสอบให้เสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ ถ้ามัวคุยกันเล่นกัน ก็จะไม่ได้ทำข้อสอบให้ครบบริบูรณ์ คะแนนก็จะได้ไม่ครบ ผลก็จะไม่ได้ดังที่ปรารถนา
 
พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ ว่าสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา ให้คิดอยู่เสมอๆ ว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย จะเจ็บจะตายเมื่อไหร่ ไม่มีใครรับประกันได้ ทางที่ดีควรคิดว่าอาจจะเจ็บจะตายในวันนี้หรือในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ถ้าคิดอย่างนี้จะได้ไม่ประมาท เพราะมีเวลาเหลือน้อย ถ้ารู้ว่าจะต้องตายในวันนี้พรุ่งนี้หรือในเวลา ๓ เดือน จะไม่มีกะจิตกะใจอยากไปทำอะไรต่างๆ อย่างที่เคยทำมา คือทำมาหากิน หาทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง หาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าไปหาหมอแล้วหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายที่จะต้องตายภายใน ๓ เดือน พวกเรายังจะมีกะจิตกะใจไปแสวงหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายหรือไม่ จะไม่อยากได้แล้ว เพราะรู้ว่าไม่ได้เป็นที่พึ่งของใจ เป็นเพียงที่พึ่งของร่างกาย พอร่างกายจะต้องหมดสภาพไปภายใน ๓ เดือน ก็จะมุ่งเข้าหาธรรมะเพียงอย่างเดียว เพราะธรรมะเป็นที่พึ่งของใจ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะดับความทุกข์ใจได้ นอกจากธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้ารู้ว่าจะต้องตายภายในเวลา ๓ เดือน ก็จะมีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสากับการสร้างบุญสร้างกุศล เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ใจจะพึ่งได้ ทั้งในขณะที่ยังไม่ตายและหลังจากที่ตายไปแล้ว
 
จึงควรคิดถึงความตายอยู่เรื่อยๆ อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ให้คิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะความตายมาได้หลายรูปแบบด้วยกัน ถ้าไม่ตายด้วยความชรา ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ก็ตายด้วยอุบัติภัยต่างๆ ถ้าคิดอย่างนี้ก็จะเกิดฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา ที่จะศึกษาปฏิบัติพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างขะมักเขม้นอย่างเต็มที่ จะศึกษาปฏิบัติ จะเดินจงกรมนั่งสมาธิอยู่ตลอดเวลา จะจัดการกับข้าวของเงินทองให้เรียบร้อย เก็บเอาไว้เท่าที่จำเป็น แล้วก็มุ่งสู่สถานที่ปฏิบัติ เพื่อรักษาศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗ ทุ่มเทเวลาให้กับการเดินจงกรมนั่งสมาธิ กับการเจริญสติ นั่งสมาธิทำใจให้รวมเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตารมณ์ ฝึกทำสมาธิให้ชำนาญ ให้แน่นหนามั่นคง จนสามารถเข้าสมาธิเวลาไหนก็ได้ หลังจากนั้นเวลาออกจากสมาธิก็ให้เจริญปัญญาต่อไป พิจารณาอนิจจังความไม่แน่นอน พิจารณาทุกขังความทุกข์ พิจารณาอนัตตาความไม่มีตัวตนของสภาวธรรมทั้งหลาย ตั้งแต่สภาวธรรมภายนอก คือลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ แล้วก็เข้ามาที่ร่างกายเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ แล้วก็เข้ามาที่จิตตามลำดับ ที่เป็นสนามสอบของการปฏิบัติ ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องผ่านให้ได้ คือปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ติดกับสภาวธรรมเหล่านี้
 
เริ่มต้นที่ลาภยศสรรเสริญ ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็มาที่ร่างกายที่ต้องแก่เจ็บตาย มาที่เวทนาความเจ็บปวดของร่างกาย มาที่เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ แล้วก็มาที่จิต คือธรรมารมณ์ต่างๆ ให้ปล่อยวางให้หมด ด้วยการพิจารณาให้เห็นว่า เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับสั่งการของเรา เพราะเขามีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เขาเกิดแล้วดับไป ถ้าไปยึดไปติดไปอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา ความอยากคือสมุทัย ต้นเหตุของความทุกข์ อยากมีอยากเป็น อยากไม่มีอยากไม่เป็น อยากให้เป็นอย่างนั้นอยากให้เป็นอย่างนี้ อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้นอยากไม่ให้เป็นอย่างนี้ อยากเสพอยากสัมผัสรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ ต้องไม่ให้มีความอยากเหล่านี้เกิดขึ้นภายในใจ ถ้าเห็นว่าเป็นอนิจจัง จะต้องเปลี่ยนไป เห็นว่าเป็นอนัตตา ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของเรา ที่จะบังคับให้เป็นไปตามความอยากของเรา เราก็จะไม่อยาก เพราะอยากไปก็จะเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ เป็นโทษเพราะทำให้จิตใจทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดดับๆ มาแล้วไป ไม่ได้เป็นคุณเป็นประโยชน์กับจิตใจแต่อย่างใด
 
นี้คือการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ต้องเกิดจากการทำทาน รักษาศีล ภาวนา สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ด้วยอิทธิบาท ๔ คือฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา ฉันทะคือความยินดีที่จะทำทานรักษาศีลภาวนา วิริยะคือความพากเพียรขยันที่จะทำทานรักษาศีลภาวนา จิตตะคือจิตใจจดจ่ออยู่กับการทำทานรักษาศีลภาวนา วิมังสาคือคิดใคร่ครวญ เรื่องทำทานรักษาศีลภาวนา นี้คืออิทธิบาท ๔ ที่จะผลักดันการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทำให้การปฏิบัติง่าย ที่ยากก็เพราะไม่มีฉันทะ ไม่มีความยินดี ไม่มีวิริยะ ไม่มีความพากเพียร ไม่มีจิตตะ ใจไม่จดจ่อ ใจมัวแต่ไปจดจ่ออยู่กับเรื่องอื่น เรื่องลาภยศสรรเสริญ เรื่องความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มีวิมังสา ไม่ใคร่ครวญไปในทางธรรมกลับใคร่ครวญไปในทางโลก ถ้าเป็นอย่างนี้การปฏิบัติก็จะเหมือนกับเข็นครกขึ้นภูเขา เข็นขึ้นไปได้ไม่นานก็หมดแรง ครกก็ไหลลงมาทับคนเข็น
 
จะท้อแท้ ไม่อยากศึกษา ไม่อยากปฏิบัติ สู้ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายไม่ได้ ไปหาลาภยศสรรเสริญไม่ได้ เพราะไม่ได้เจริญมรณานุสติ ลืมไปว่าเดี๋ยวก็ต้องตายแล้ว จะมาเจริญก็ตอนที่เกิดเหตุการณ์จริง ซึ่งก็จะสายไปเสียแล้ว เช่นเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ไปหาหมอ หมอตรวจพบว่าเป็นโรคร้าย มีเวลาอยู่ไม่เกิน ๓ เดือน ตอนนั้นจะทำอย่างไรก็ไม่ทันการ เพราะไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน มัวแต่ไปแสวงหาความสุขกับลาภยศสรรเสริญ กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ พอจะต้องมาแสวงหาสรณะที่พึ่งทางใจ ที่เกิดจากการทำบุญให้ทานรักษาศีลภาวนา ปลีกวิเวกไปอยู่วัด ไปอยู่ที่ห่างไกลจากลาภยศสรรเสริญ ห่างไกลจากความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะรู้สึกทุกข์ทรมานใจ ก็เลยทุกข์ทั้ง ๒ ทาง ไม่ปฏิบัติก็ทุกข์ ปฏิบัติก็ทุกข์ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ถ้าหมั่นเจริญมรณานุสติเสียตั้งแต่บัดนี้ ก็จะมีเวลามากพอที่จะปรับใจปรับตัวเรา ให้เข้าสู่การปฏิบัติได้ ด้วยการทำไปตามลำดับตามกำลัง
 
ถ้าพิจารณามรณานุสติอยู่เรื่อยๆ ก็จะทำให้ไม่ลืมหน้าที่ที่แท้จริง คือการทำประโยชน์ให้กับตน ประโยชน์ของตนก็คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ ก็จะรู้ว่างานที่แท้จริงก็คืองานดับทุกข์ทางใจ งานดับทุกข์ทางกายก็ทำไปตามความจำเป็น เช่นเวลาร่างกายหิวก็หาอาหารมารับประทาน หาน้ำมาดื่ม เจ็บไข้ได้ป่วยก็หายามารักษา หาที่อยู่อาศัยไว้หลบภัยต่างๆ หาเสื้อผ้ามาสวมใส่เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย นี้คือการดับทุกข์ทางร่างกาย ซึ่งทำได้ไม่ยากเย็นแต่อย่างใด ไม่ต้องใช้เวลามาก ถ้าทำอย่างมีเหตุมีผล ทำเท่าที่จำเป็น ไม่ได้ทำด้วยความหลง เช่นต้องใช้ของราคาแพงๆ มาดูแลรักษาร่างกาย ถ้าคิดอย่างนี้ก็จะเสียเวลามากกับการหาปัจจัย ๔ ที่มีราคาแพงๆมาดูแลรักษาร่างกาย จะทำให้ไม่มีเวลามาสร้างสรณะทางใจ แต่ถ้าหาปัจจัย ๔ แบบสมถะเรียบง่าย พอมีพอกินพออยู่ก็ใช้ได้แล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลามากกับการหาปัจจัย ๔ ให้กับร่างกาย จะได้มีเวลามาสร้างสรณะให้กับใจ มาทำประโยชน์ให้กับตน ก็คือมาปฏิบัติธรรม มารักษาศีล มาเจริญสติสมาธิปัญญา เพื่อทำให้จิตใจหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย นี่คือประโยชน์ที่ต้องทำก่อน คือประโยชน์ของตน ก่อนที่จะไปทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นต่อไป
 
อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำมา ในเบื้องต้นทรงทุ่มเทเวลา ต่อการศึกษาปฏิบัติธรรม จนได้บรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากนั้นจึงได้ทรงโปรดสัตว์โลก ผู้ใดมีความศรัทธามีความสนใจก็จะทรงสอน เพื่อให้ได้รู้จักวิธีหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย นี่เป็นประโยชน์ที่ ๒ คือประโยชน์ของผู้อื่น ประโยชน์ที่ ๑ ก็คือประโยชน์ของตน จงยังประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด ถ้ายังไม่ได้ทำประโยชน์ของตน ก็จะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นไม่ได้ เบื้องต้นต้องทำประโยชน์ตนก่อน คือหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หลังจากนั้นค่อยไปทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นต่อไป ถ้ายังไม่หลุดพ้น ประโยชน์ที่จะทำให้แก่ผู้อื่น จะเป็นประโยชน์เล็กๆน้อยๆ เช่นช่วยเหลือทางเงินทอง ช่วยเหลือทางร่างกาย ที่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สำคัญ
 
สิ่งที่สำคัญคือจิตใจ การจะช่วยเหลือจิตใจของผู้อื่นได้ จำเป็นต้องมีธรรมะ เพราะธรรมะเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของจิตใจ ถ้ายังไม่มีธรรมะเป็นที่พึ่งของจิตใจของเรา จะเอาธรรมะให้เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้อย่างไร ถึงแม้จะได้ศึกษาธรรมะมามากก็ตาม ก็เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่งเท่านั้น คือเป็นแผนที่ เป็นป้ายบอกทางที่ไม่ชัดเจน ไม่สามารถทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ถ้ายังไม่สามารถทำให้ตนเองหลุดพ้นจากความทุกข์ ต้องปฏิบัติถึงจะรู้จริงเห็นจริง การดูป้ายยังไม่ได้เป็นการรู้จริงเห็นจริง การอ่านหนังสือธรรมะ การฟังเทศน์ฟังธรรม ยังไม่ได้เป็นการรู้จริงเห็นจริง ธรรมะที่ต้องรู้ก็คืออริยสัจ ๔ ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค ต้องปฏิบัติถึงจะรู้จริงเห็นจริงได้ ต้องเห็นทุกข์ที่ใจ เห็นสมุทัยต้นเหตุของความทุกข์ เห็นนิโรธความดับของทุกข์ เห็นมรรควิธีที่จะทำให้ความทุกข์ดับไป ต้องเห็นจากการปฏิบัติเท่านั้น ถึงจะเห็นจริง ต้องเห็นในขณะที่ใจเกิดความทุกข์ เห็นในขณะที่มรรคคือธรรมะกำลังทำหน้าที่ละสมุทัยเพื่อดับความทุกข์ เห็นความทุกข์ที่ถูกมรรคทำลายดับไป ถ้าเห็นจากการปฏิบัติแล้ว ก็จะสามารถสอนผู้อื่นได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ถ้าผู้อื่นปฏิบัติไปแล้วเกิดความสงสัย ก็สามารถตอบคำถามได้อย่างแม่นยำ
 
นี่คือเรื่องของการเข้าหาธรรมะ เข้าหาพระศาสนา เข้าหาประโยชน์ เข้าหาที่พึ่งของจิตใจ ต้องหมั่นเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ว่า ให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ให้เผลอไม่ให้ลืม ทำอะไรก็ให้ระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ จะได้ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ กำลังทำประโยชน์ของตนคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ หรือว่ากำลังทำประโยชน์อื่น ถ้าไม่ทำประโยชน์เพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ จะได้รีบทำเสีย ประโยชน์อื่นทำไปก็เท่านั้น เพราะไม่เป็นประโยชน์กับจิตใจ แต่เป็นประโยชน์กับร่างกาย เช่นการหาลาภยศสรรเสริญ ถ้าหาพอประมาณ ถ้าหามากเกินไปก็จะเป็นประโยชน์กับกิเลสตัณหา ที่จะมาเหยียบย่ำทำลายจิตใจ ให้มีความทุกข์มากขึ้น จึงต้องหมั่นระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ถามตัวเองอยู่เรื่อยๆว่า ขณะนี้กำลังทำประโยชน์ของตนหรือไม่ กำลังทำทานหรือเปล่า กำลังรักษาศีลหรือเปล่า กำลังภาวนาหรือเปล่า กำลังเจริญสติหรือเปล่า หรือว่าปล่อยให้ใจลอยไปลอยมา ไม่ได้อยู่กับกรรมฐาน เช่นการบริกรรมพุทโธ การเจริญมรณานุสติ หรือการเจริญกายคตาสติ ก็คือมีสติเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของร่างกายในทุกอิริยาบถ ในทุกการงานที่กำลังทำอยู่
 
หรือว่าปล่อยให้ใจคิดเรื่อยเปื่อย ร่างกายอยู่ตรงนี้แต่ใจไปอยู่ที่อดีตบ้าง อยู่ที่อนาคตบ้าง อยู่ที่โน่น อยู่ที่นั่น แต่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าใจไม่มีสติแล้ว ก็จะไม่สามารถเจริญธรรมที่สำคัญ คือสมาธิและปัญญาได้ ถ้าไม่มีสมาธิและไม่มีปัญญา วิมุตติคือการหลุดพ้นก็จะไม่เกิด เพราะไม่มีปัจจัย เหมือนกับปลูกต้นไม้แล้วไม่รดน้ำ ไม่พรวนดิน ไม่คอยกำจัดวัชพืชต่างๆ ต้นไม้ก็จะไม่เจริญเติบโต ถ้าไม่หมั่นเจริญสติ ไม่หมั่นนั่งสมาธิ ไม่หมั่นเจริญปัญญาตามลำดับ วิมุตติก็จะไม่ปรากฏขึ้นมา มรรคผลนิพพานก็จะไม่ปรากฏขึ้นมา เวลาอันมีค่าก็จะสูญไป จึงต้องเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ เพื่อจะได้มีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา ที่จะศึกษาปฏิบัติทานศีลภาวนา เพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด นี่คือภารกิจของพวกเรา เป็นหน้าที่ของพวกเรา ไม่มีใครทำแทนได้
 
ต่อไปถ้าเป็นวันนักขัตฤกษ์ เช่นวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา จะของดรับแขกช่วงบ่าย เพราะไม่มีเวลา จะได้พักบ้าง ถ้าเป็นวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา ช่วงบ่ายไม่ต้องมา ถ้าจะมาก็มาช่วงเช้าที่ศาลาหอฉัน เพราะกว่าจะเสร็จภารกิจก็เกือบเที่ยง เที่ยงก็ต้องลงปาฏิโมกข์ต่อ ออกจากปาฏิโมกข์ก็ต้องขึ้นมารับแขกตอนบ่าย ๒ ก็จะไม่มีเวลาหายใจ จึงต้องของดรับแขกช่วงบ่ายในวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา จะบอกเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตู จะได้มีเวลาพักบ้าง ตอนค่ำก็ต้องลงไปทำวัตรค่ำ ไปทำพิธีเวียนเทียน เอาเทศน์ของสมเด็จพระสังฆราชมาอ่าน
 
ถาม  เวลาที่เกิดนิมิตแล้วต้องบังคับใจ ไม่ให้ตามรู้จะค่อนข้างยาก คือมีความรู้สึกอยากเห็นอยากตามไปดู ขออุบายด้วยเจ้าค่ะ   
 
ตอบ ภาวนาต่อไป
 
ถาม  อย่าไปมองมันหรือคะ
 
ตอบ อย่าหยุดภาวนา พุทโธต่อไป ดูลมต่อไป เหมือนเวลานั่งภาวนาแล้วมีเสียงโทรศัพท์ดัง มีเสียงคนนั้นเสียงคนนี้ ก็อย่าไปสนใจ ภาวนาไปเรื่อยๆ เวลามีแสงมีภาพให้เห็น ก็อย่าไปสนใจ
 
ถาม  นิมิตนี้เป็นธรรมใช่ไหมคะ
 
ตอบ เป็นสภาวธรรม ไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญปัญญา สภาวธรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญปัญญา ก็คือความว่างเปล่า อุเบกขา สักแต่ว่ารู้ เพราะจะทำให้กิเลสตัณหาอ่อนกำลังลง เพื่อปัญญาจะได้ฆ่ากิเลสตัณหาได้ ต้องใช้สมาธิทุบศีรษะให้กิเลสตัณหามึนก่อน พอออกจากสมาธิมา กิเลสตัณหาจะยังงัวเงียอยู่ ก็จะใช้ปัญญาฆ่ากิเลสตัณหาได้ แต่ถ้าเห็นนั่นเห็นนี่ กิเลสตัณหาจะไม่ได้ถูกตัดกำลัง ยังสามารถทำงานได้ พอเห็นแล้วชอบก็อยากจะให้เห็นนานๆ ถ้าไม่ชอบก็อยากจะให้หายไป ไม่เป็นประโยชน์ต่อการตัดกำลังของกิเลสตัณหา ถ้าจิตนิ่งสงบและว่างกิเลสตัณหาจะทำงานไม่ได้ กิเลสตัณหาจะถูกตัดกำลังลงไป ถ้าออกจากสมาธิที่ว่างที่สงบที่เป็นอุเบกขานี้ จิตจะมีกำลังมาก กิเลสจะมีกำลังน้อย ในทางตรงกันข้าม ถ้าออกจากสมาธิที่มีเรื่องราวต่างๆให้รู้ให้เห็น จิตจะมีกำลังน้อย กิเลสจะมีกำลังมาก ก็จะไม่สามารถใช้ปัญญาตัดกิเลสได้ ปัญญาเป็นผู้ชี้บอกว่าอะไรเป็นกิเลส อะไรไม่เป็นกิเลส สมาธิเป็นผู้หยุดกิเลสด้วยอุเบกขา เวลาเห็นเงินแล้วก็โลภอยากได้ ปัญญาก็จะบอกว่าอย่าไปโลภ เป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข ถ้ามีสมาธิก็หยุดโลภได้ ถ้าใจไม่มีสมาธิที่ว่างที่สงบ พอปัญญาบอกว่าอย่าไปโลภ จะหยุดไม่ได้ การภาวนาเพื่อฆ่ากิเลสนี้ ต้องมีสมาธิที่ว่างที่สงบ ที่ไม่มีนิมิตต่างๆ มีแต่อุเบกขา สักแต่ว่ารู้ อยู่ได้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะยิ่งนานกำลังของใจก็จะมีมากขึ้น กำลังของกิเลสก็จะน้อยลงไป ความสงบเป็นผู้ตัดกำลังของกิเลส ถ้าใจยังไม่สงบกิเลสก็จะทำงานได้
 
ถาม  ขณะที่บริกรรมพุทโธอยู่นี้ ถือว่าสงบหรือเปล่า
 
ตอบ ถ้ายังบริกรรมพุทโธอยู่ก็ยังไม่สงบเต็มที่ พุทโธเป็นวิตกวิจาร
 
ถาม  จนกว่าพุทโธจะหายไปเอง
 
ตอบ จนกว่าจะวูบลงไปแล้วก็นิ่ง พุทโธก็จะหายไปเอง เวลาสงบจริงๆเหมือนตกหลุมตกบ่อตกเหว วูบแล้วก็สงบเย็นสบาย บังคับให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ ต้องเป็นเอง ต้องเกิดจากการภาวนา เช่นดูลมหายใจเข้าออก หรือบริกรรมพุทโธๆ ควรจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งจะดีกว่า ถ้าจะเอาพุทโธก็พุทโธอย่างเดียว เอาลมก็เอาลมอย่างเดียว ถ้าต้องการบริกรรมพุทโธให้เร็วขึ้น แต่ลมไม่เร็วตามก็ทำไม่ได้ เวลามีความคิดเข้ามาแทรกมาก การใช้พุทเข้าโธออก แล้วต้องการบริกรรมพุทโธให้ถี่ขึ้น เพื่อไม่ให้ความคิดเข้ามาแทรก ก็จะทำไม่ได้ ถ้าต้องการใช้การบริกรรมเพื่อระงับความคิดปรุงแต่งก็ใช้บริกรรมไปอย่างเดียว ไม่ต้องดูลม ถ้าไม่มีความคิดปรุงแต่งเข้ามาแทรกจะดูลมไปอย่างเดียว ไม่ต้องบริกรรมก็ได้ ดูลมหายใจเข้าหายใจออกที่ปลายจมูก เฝ้าดูไป แล้วก็จะสงบ ลมจะละเอียดเข้าไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่าหายไป พอหายไปแล้วก็จะวูบลงไป จิตจะปล่อยลมเหมือนกับหายใจเฮือกสุดท้าย แล้วลมก็หายไป จิตก็เข้าสู่ความสงบ ไม่ต้องกลัวเวลาดูลมแล้วคิดว่าไม่มีลม ถ้าตกใจกลัวก็จะทำให้จิตถอนออกมา จิตจะหยาบขึ้น เกิดการปรุงแต่งขึ้นมา จิตก็จะไม่เข้าสู่ความสงบ ให้รู้ว่าลมละเอียดลมเบา จนลมหมดไป ให้รู้เฉยๆก็ได้ ให้รู้ว่าตอนนี้ไม่มีลมแล้ว แล้วจิตจะวูบลงไป ถ้าไม่ตกใจ
 
ถาม  เวลาสงบแล้ววูบลงไป กับเวลาลมหายใจหมด ทั้งสองต่างกันอย่างไรคะ
 
ตอบ ลองทำดู
 
ถาม  พอจะวูบก็จะยั้งอยู่เรื่อยค่ะ
 
ตอบ ไปยั้งทำไม
 
ถาม  ไม่ได้ตั้งใจ
 
ตอบ ดูเฉยๆ
 
ถาม  ถ้ากระตุก ก็ดูลมต่อไปหรือเจ้าคะ
 
ตอบ ดูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสงบ ดูเฉยๆ
 
ถาม  จะไปดึงมันทุกทีเลย ไม่รู้ทำไม
 
ตอบ เป็นอุปาทาน ไม่อยากให้ลมหมด คิดว่าหมดลมหายใจจะตาย
 
ถาม  พอรู้สึกจะตก ก็จะฝืนไม่ให้มันตก
 
ตอบ ไปฝืนทำไม ปล่อยให้ตกไป ให้รู้เฉยๆ
 
ถาม ยังแยกไม่ได้ ว่าเป็นปฏิกิริยา หรือตั้งใจยั้ง
 
ตอบ ถ้ามีลมให้ดูก็ดูไป ถ้าไม่มีลมให้ดูก็ดูความว่างไป ให้ดูเฉยๆ อย่าไปมีปฏิกิริยากับสิ่งที่ดู ให้เป็นอุเบกขา
 
ถาม  ไปดึงเพราะกลัว ไม่เคยประสบมาก่อน ก็เลยถอนออกมา
 
ตอบ ไปกลัวทำไม ไม่มีอะไรน่ากลัว ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หายกลัวเอง
 
ถาม  ที่ว่าวูบไปแล้วสงบ เรียกว่าจิตรวมหรือยังคะ
 
ตอบ จิตรวมแล้ว วูบแล้วเบาอกเบาใจสบายใจ
 
ถาม  ถ้านิ่งพักเดียวถือว่ารวม 
 
ตอบ ถ้านิ่งเดี๋ยวเดียวเรียกว่าขณิกสมาธิ ถ้านิ่งนานเรียกว่าอัปปนาสมาธิ ถ้าสติมีกำลังมากก็จะนิ่งได้นาน ภายในจิตจะมี ๒ ฝ่ายต่อสู้กัน สติเป็นฝ่ายผลักเข้าข้างใน กิเลสเป็นฝ่ายผลักออกมา กิเลสจะหารูปเสียงกลิ่นรสอยู่ตลอดเวลา จึงต้องใช้สติผลักเข้าไปข้างใน ถ้าสติมีกำลังน้อย ก็นิ่งแป๊บเดียว จะถูกกิเลสดันออกมา ถ้าสติมีกำลังมากก็จะเข้าไปลึกและนิ่งนาน จึงต้องเจริญสติให้มาก เจริญสติทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ถ้าสติมีกำลังมาก ก็จะสงบได้นาน
 
ถาม  ขณะที่นั่งภาวนาอยู่แล้วมีเสียงดัง จิตเหมือนหลบเข้าไปข้างใน ภาวนามีสติมากขึ้น อย่างนี้ต่างกับคำว่าวูบอย่างไรคะ
 
ตอบ จะเป็นอะไรก็ช่าง ให้นิ่งเป็นอุเบกขาก็แล้วกัน ถ้าไม่นิ่งไม่เป็นอุเบกขา ก็ทำให้นิ่งให้เป็นอุเบกขา นั่งภาวนาต่อไป นั่งให้นานที่สุดเท่าที่จะนั่งได้ นั่งได้นานก็แสดงว่ามีอุเบกขามาก ถ้าไม่มีอุเบกขาจะนั่งไม่ได้
 
ถาม  เวลาลงไปลึกมาก จะไม่รู้อะไรเลย แต่รู้สึกว่านานมาก พยายามจะคิดอะไรก็คิดไม่ออกเลย ยังอยากอยู่อย่างนั้น
 
ตอบ ไม่คิดก็ดีแล้ว ที่ภาวนาก็เพื่อไม่ให้คิด เพราะความคิดของเรานี้ เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น
 
ถาม  อยากมาพิจารณากายแต่มันไม่ยอมเลยค่ะ
 
ตอบ ถ้าไม่ยอมก็ยังไม่ต้องพิจารณา ให้พร้อมที่จะพิจารณาก่อน แล้วค่อยพิจารณา ถ้ายังสงบก็เดินจงกรมไป สักแต่ว่ารู้ไป ไม่ต้องพิจารณาก็ได้ ประคับประคองจิตให้อยู่ในความสงบในความนิ่งไปก่อน จนกว่าจะเริ่มคิดปรุงแต่ง แล้วค่อยเอาความคิดปรุงแต่ง มาคิดในทางปัญญาต่อไป การพิจารณาตอนนั้นก็เป็นการเตรียมตัวเป็นการทำการบ้าน เช่นพิจารณาให้เห็นความเจ็บไข้ได้ป่วย เห็นความตาย เห็นการพลัดพรากจากบุคคลต่างๆสิ่งต่างๆ เพราะในขณะนั้นยังไม่เกิดเหตุการณ์ ก็ต้องซ้อมไว้ก่อน เหมือนนักมวยที่ต้องซ้อมชกกับคู่ซ้อมไว้ก่อน เพื่อจะได้พร้อมขึ้นไปต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่แท้จริงบนเวทีต่อไป ถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ต้องใช้ปัญญา เช่นเกิดความทุกข์ขึ้นมาในขณะนั้น ไม่ว่าด้วยสาเหตุอันใด ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาดับต้นเหตุของความทุกข์ให้ได้ ถ้าดับต้นเหตุได้ ความทุกข์ก็จะดับตามไป เวลาวิตกกังวลกับคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำให้จิตใจว้าวุ่นขุ่นมัวขึ้นมา ก็ต้องพิจารณาให้เห็นว่า คนนั้นคนนี้เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ก็จะยุติความกังวลได้ ปล่อยวางได้ เพราะทำอะไรไม่ได้ เป็นอนัตตา เป็นอย่างนั้น ห้ามไม่ได้
 
การพิจารณาปัญญามีอยู่ ๒ ลักษณะคือ ๑. พิจารณาเพื่อแก้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ๒. พิจารณาเพื่อเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือไว้สำหรับดับทุกข์ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าไม่เตรียมไว้ก่อน เวลาเกิดเหตุการณ์จะไม่สามารถใช้ปัญญาได้ เพราะไม่ได้ทำการบ้านไว้ก่อน เช่นเรารักอะไร สิ่งที่เรารักก็จะเป็นตัวปัญหา เพราะถ้าเรารักอะไร เราก็จะไม่อยากให้เขาจากเราไป แต่เราต้องรู้ว่าเขาเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ต้องคอยสอนใจให้ปล่อยวางเขาให้ได้ ก่อนที่เขาจะจากเราไป เวลาที่เขาจากไปจะได้ไม่ทุกข์ เพราะปล่อยให้เขาไปได้ ไม่ได้อยากให้เขากลับมา หรืออยากให้เขาอยู่ต่อไป ถ้าไม่พิจารณาไว้ล่วงหน้าก่อน เวลาเกิดเหตุการณ์จะไม่รู้ว่าจะพิจารณาอย่างไร จะปลงอย่างไร จะปล่อยวางอย่างไร เพราะมีอุปาทานดึงเอาไว้ มีกิเลสตัณหาอยากให้เขาอยู่ต่อไป อยากจะไม่ให้เขาจากเราไป ต้องกำจัดกิเลสตัณหานี้ให้ได้
 
ต้องกำจัดด้วยความจริง ก็คืออนิจจัง มาแล้วก็ต้องไป เกิดแล้วก็ต้องดับ อนัตตา ห้ามเขาไม่ได้ ห้ามก็ไม่เกิดประโยชน์ ทุกข์ใจไปเปล่าๆ มีใครอยากจะทุกข์บ้าง ไม่มีใครอยากจะทุกข์ พอเห็นความทุกข์ที่เกิดจากความอยาก ก็จะต้องหยุดความอยาก ไม่ได้พิจารณาปัญญาเพื่อยับยั้งไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย แต่พิจารณาเพื่อไม่ให้ทุกข์กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย ต้องเห็นความจริง ต้องยอมรับความจริง เห็นอนิจจังความไม่เที่ยง เกิดแก่เจ็บตาย ความเจริญความเสื่อม ความเปลี่ยนแปลง นี้เป็นอนิจจัง อนัตตาก็คือไม่มีใครห้ามได้ ทุกขังก็คือความอยากที่จะไปห้ามเขา อยากที่จะให้เขาไม่เป็นอย่างนั้น ก็จะเกิดทุกข์ใจขึ้นมา ต้องเห็นทั้ง ๓ ส่วน ถ้าเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาก็จะไม่มีตัณหาความอยาก ถ้าไม่เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาก็จะมีความอยาก ถ้ามีความอยากก็จะมีความทุกข์ใจ ทุกข์กับเรื่องนั้น ทุกข์กับเรื่องนี้ ต้องเห็นในขณะที่เกิดเหตุการณ์จริงๆ ทุกข์จริงๆ เครียดจริงๆ กินไม่ได้นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายกระวนกระวาย ถึงจะเรียกว่าเห็นอริยสัจจริง ตอนที่เราคุยกันอยู่นี้ ใจเราไม่ได้เครียดไม่ได้ทุกข์ ยังไม่เห็นจริง เป็นการจินตนาการไปเท่านั้นเอง ถ้าอยู่ในเหตุการณ์จริง สติปัญญาต้องหมุนติ้ว อยู่เฉยๆไม่ได้ ถ้าอยู่เฉยๆก็จะดับความทุกข์ไม่ได้ ต้องพิจารณาให้เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาให้ได้ ให้เห็นตัณหาให้ได้ ที่จะอยากในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่นอยากไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย ถ้ายอมรับว่าต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ความอยากก็จะสลายตัวไป
 
ถ้าได้สมาธิแล้ว ควรพิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตาให้มาก ถ้ายังไม่ได้สมาธิก็จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ เพราะว่า ๑. จะไม่สามารถพิจารณาได้อย่างต่อเนื่อง ๒. จะไม่เห็นทุกขัง ถ้ามีสมาธิแล้ว เวลาเกิดความทุกข์จะเห็นชัด ถ้าไม่มีสมาธิจะไม่เห็น จะเห็นว่าความทุกข์อยู่ข้างนอก อยู่ที่คนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็จะไปแก้ที่คนนั้นคนนี้ แทนที่จะเห็นว่าความทุกข์อยู่ในใจ เหตุของความทุกข์ก็อยู่ในใจ กลับไปเห็นว่าอยู่ข้างนอก เห็นว่าเขาพูดอย่างนี้ทำอย่างนี้จึงทำให้เราทุกข์ จะไปเห็นอย่างนั้น ก็จะไปแก้ที่เขา ถ้าไม่ชอบเขา ย้ายเขาได้ก็สั่งย้ายเลย ถ้าย้ายเขาไม่ได้ก็ย้ายเรา เหมือนพระอานนท์ที่กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ย้ายที่ อย่าอยู่ตรงนี้เลย พระพุทธเจ้าก็ทรงตอบว่า ย้ายไปเดี๋ยวก็ต้องไปเจออีก แก้ตรงนี้ แก้ที่ใจ ทำใจให้เป็นอุเบกขา ปัญหาอยู่ที่ใจ ความทุกข์อยู่ที่ใจ เหตุก็คือความอยาก ถ้าไม่มีความอยากจะไม่มีปัญหา จะไม่มีความทุกข์ รับได้ทุกสภาพ ชมก็ได้ ด่าก็ได้ สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ อยู่ก็ได้ ตายก็ได้ แก้ปัญหาที่ใจด้วยการเจริญสติ ด้วยการนั่งสมาธิ ด้วยการเจริญปัญญา ด้วยการทำบุญให้ทาน รักษาศีล อย่าไปยึดติดกับสมบัติข้าวของเงินทอง อย่าไปอยากได้สมบัติข้าวของเงินทอง อย่าไปหาความสุขจากสมบัติข้าวของเงินทอง เพราะจะทำให้ไม่มีเวลามารักษาศีลมาปฏิบัติธรรม
 
ในปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน มาศึกษามารักษาศีลปฏิบัติธรรมกันสักกี่วัน ให้ดูเหตุบ้าง ดูการดำเนินชีวิตของเรา ว่าดำเนินอย่างไร พวกเรายังปฏิบัติกันน้อยมาก มีบางคนที่ไม่ได้มาวันนี้ก็เพราะไปปฏิบัติกัน พวกที่มาเวลากลับไปก็ให้กลับไปปฏิบัติ ไม่ไปทำภารกิจอื่น กลับไปเดินจงกรมนั่งสมาธิ รักษาศีล ควรปฏิบัติอย่างเต็มที่ ถ้ากลับไปหารูปเสียงกลิ่นรส หาขนมนมเนย ก็จะไม่ก้าวหน้า ควรเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ จะเห็นว่าเวลาปฏิบัติเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จะได้ปรับการดำเนินชีวิตให้เข้าหาธรรมะ
 
ถาม  คุณแม่เป็นมะเร็งที่สมอง ตอนนี้ลามไปที่กระดูกแล้ว เวลาคงเหลืออีกไม่มาก ก็เลยนึกว่าวันนี้ท่านอาจารย์เทศน์มรณานุสติให้เฉพาะ
 
ตอบ จะช่วยได้ ถ้าเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ จะรับความจริงได้ จะไม่ต่อต้าน จะไม่มีความอยากไม่ให้เขาตาย
 
ถาม  ที่กังวลก็คือ คุณแม่ไม่ทำบุญเลย ไม่มาวัดเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องทำใจ แต่ก็อยากให้แม่ได้ทำบุญก่อนจากไป
 
ตอบ ทำอย่างไรได้ ถ้าเขาไม่กินข้าวจะไปบังคับให้เขากินได้อย่างไร เขาไม่กินก็ไม่กิน บุญก็เหมือนข้าว เป็นข้าวของใจ ถ้ากินก็จะไปอย่างอิ่มไปอย่างสบาย ถ้าไม่กินก็ไปอย่างหิว เป็นเรื่องของนานาจิตตัง เป็นเรื่องของบัว ๔ เหล่า ไม่มีใครจะไปทำอะไรได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นไปตามบุญตามกรรม ทำได้อย่างเดียวก็คือทำใจ ทำใจให้เป็นอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน จะทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ไปห่วงใยไปวิตกกังวลก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ทำให้ทุกข์ใจไปเปล่าๆ ตอนนี้มีเวลาทำก็รีบทำ ไม่ต้องไปกังวลคนอื่น ตัวเรานั่นแหละที่น่ากังวล ยังต้องทำอีกมาก ไปกังวลเรื่องของคนอื่นทำไม ทำงานของเราให้เสร็จสรรพเรียบร้อยก่อน หลังจากนั้นจะไปช่วยใครก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็ไม่ช่วย แต่จะไม่วิตกกังวล ไม่เดือดร้อนกับความทุกข์ของผู้อื่น ตอนนี้เรายังเดือดร้อนอยู่ เพราะยังตัดอุปาทานไม่ได้ ยังหลง ยังเห็นว่าเขาเป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้องของเราอยู่ พอเป็นของเรา ก็จะยึดติด อยากจะให้เขาสุข อยากจะให้เขาเจริญ อยากจะให้เขาดี โดยไม่มองความจริงว่า เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาเลย
 
        ถ้าพิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตาอยู่เรื่อยๆ ก็จะไม่มีความอยากให้เป็นอย่างอื่น เวลาเขาเจ็บก็เป็นเรื่องของเขา เวลาเขาตายก็เป็นเรื่องของเขา เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกๆคน เกิดขึ้นกับตัวเราเองด้วย ถ้ายังไม่พร้อมที่จะรับกับความแก่ความเจ็บความตายของเขา จะรับกับความแก่ความเจ็บความตายของเราได้อย่างไร ของเรายิ่งรักยิ่งสงวนยิ่งกว่าของผู้อื่น ควรเป็นคติเตือนใจว่าตอนนี้ปัญญาของเราอ่อนมาก ขาดการศึกษาการปฏิบัติมาก จึงควรที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาการปฏิบัติ ดีกว่าไปกังวลกับเรื่องของคนอื่น คนอื่นเราก็ดูแลไปตามหน้าที่ หาหมอหายาหาอาหารช่วยเขาไป ถ้าเขาทำไม่ได้ เท่านั้นก็พอแล้ว ทำเต็มที่แล้ว รีบทำประโยชน์ของเราก่อน สร้างปัญญาให้เกิด ให้เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาตลอดเวลา นี่คือดวงตาเห็นธรรม เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ถ้าเห็นความจริงแล้วจะไปฝืนได้อย่างไร จะไปอยากไม่ให้แก่ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายได้อย่างไร ก็เหมือนกับรู้ว่าถ้าเอาค้อนมาทุบศีรษะก็ต้องเจ็บ เวลาอยากไม่ให้แก่ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายนี้ ก็เหมือนเอาค้อนมาทุบศีรษะของเรา ถ้าอยากไม่ให้เจ็บไม่ให้แก่ไม่ให้ตาย ก็จะทุกข์ทรมานใจ ก็ต้องอย่าไปอยาก อย่าเอาค้อนมาทุบศีรษะ ปล่อยให้เจ็บให้ตายไป เราไม่ได้เจ็บไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ไปทุกข์กับร่างกายทำไม ใจไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม ใจไม่มีวันแก่ไม่มีวันเจ็บไม่มีวันตาย มีแต่วันทุกข์กับวันไม่ทุกข์ ทุกข์เพราะไม่เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ไม่ทุกข์เพราะเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา
 
        ถ้าไม่อยากทุกข์ก็ต้องเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาทุกเวลานาที การเจริญมรณานุสติก็คือการเห็นอนิจจัง เป็นอุบายของพระพุทธเจ้าให้เห็นอนิจจัง โดยการระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ แล้วจะเห็นอนัตตา เห็นทุกขัง เห็นว่าที่ทุกข์ใจทรมานใจเพราะไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับอนิจจัง ไม่เห็นอนัตตา ห้ามความแก่ห้ามความเจ็บห้ามความตายไม่ได้ ตอนนี้เห็นแล้ว ตอนนี้ไม่ทุกข์แล้ว สบายใจแล้ว ใครจะแก่ใครจะเจ็บใครจะตายก็ช่วยไม่ได้ ถ้าเห็นอย่างนี้ถึงจะเรียกว่าหลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้นด้วยปัญญา ก่อนจะเข้าถึงปัญญาได้ ก็ต้องผ่านสมาธิ ต้องผ่านสติก่อน ไม่เช่นนั้นจะคิดทางปัญญาไม่ได้ เพราะกิเลสมีกำลังมากกว่า กิเลสจะให้คิดในทางนิจจังสุขังอัตตา ก็จะเกิดความอยากให้อยู่ไปนานๆ อยากให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ก็จะทุกข์กับเรื่องของความแก่ความเจ็บความตายไปตลอด
 
        ต้องเจริญสติให้มาก ควบคุมความคิดหยุดความคิดให้ได้ก่อน ทำใจให้รวมให้สงบก่อน จะได้มีกำลังพิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตา ถ้าพิจารณาได้อย่างต่อเนื่องทุกลมหายใจเข้าออก กิเลสจะไม่มีช่องที่จะเข้ามาแทรกได้ เวลาใดที่ไม่พิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตา กิเลสก็จะแทรกเข้ามา จะคิดว่าเป็นนิจจังสุขังอัตตา เห็นไอ้นั่นก็ดี เห็นไอ้นี่ก็ดี จะให้ความสุขกับเรา พอได้มาแล้วก็อยากจะให้อยู่ไปนานๆ อยากให้เป็นไปตามที่เราต้องการ พอไม่เป็นก็เสียใจทุกข์ใจ ผิดหวัง เวลาเขาเสื่อมไปเปลี่ยนไป ก็จะผิดหวังจะทุกข์ใจ เพราะไม่เห็นความจริง ไม่เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ถูกความหลงโมหะหลอกให้เห็นว่าเป็นนิจจังสุขังอัตตา การพิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตา ก็เพื่อแก้ความหลงทำลายความหลง ที่หลอกให้เห็นว่าเป็นนิจจังสุขังอัตตา พิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตาให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ถ้าเห็นก็จะปล่อยวาง ก็จะไม่ทุกข์ ถ้าไม่เห็นก็จะยึดติด จะเกิดตัณหาความอยาก พอเกิดความอยากก็จะเกิดความทุกข์ทรมานใจ
 
        ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ต้องถือเป็นงานหลัก งานอื่นเป็นงานสนับสนุน ก็ให้ทำควบคู่กับการปฏิบัติ ด้วยการมีสติอยู่กับงานที่จำเป็น คือการดูแลรักษาอัตภาพร่างกาย เช่นหาอาหารมารับประทาน อาบน้ำอาบท่า ทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ให้ทำด้วยสติ ไม่ให้คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอว่างจากการดูแลรักษาร่างกาย ก็มาเดินจงกรมนั่งสมาธิ เดินจงกรมเพื่อเจริญสติ นั่งก็เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ ทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะคล่องแคล่วชำนาญในการเข้าออกสมาธิ แล้วค่อยออกทางปัญญา เวลาออกมาจากสมาธิก็เจริญปัญญา เจริญอนิจจังทุกขังอนัตตา
 
ถาม  ขั้นแรกต้องทำสมาธิก่อน แล้วค่อยพิจารณาปัญญา ถ้ายังไม่ได้สมาธิ ก็ต้องทำไปเรื่อยๆ ๕ ปี ๖ ปี ก็ทำไป
 
ตอบ ถ้ายังยืนไม่ได้ จะไปเดินได้อย่างไร
 
ถาม  ต้องทำสมาธิไปเรื่อยๆ ๕ ปี ๖ ปี
 
ตอบ ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ก็ต้องทำไป พอทำสมาธิได้แล้ว เวลาเจริญปัญญาก็บรรลุได้เลย อย่างพระปัญจวัคคีย์นี้ ก็มีสมาธิแล้ว แต่ไม่มีปัญญา พอได้ปัญญาปั๊บก็บรรลุได้เลย
 
ถาม  ต้องเน้นไปที่สมาธิก่อน ทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้สมาธิ
 
ตอบ ฟังมาตั้งนาน พึ่งได้ข้อสรุป
 
ถาม  อยากจะข้ามไปพิจารณาเลย
 
ตอบ ไม่มีใครอยากจะนั่งสมาธิกันเพราะมันยาก คิดว่าปัญญาจะง่าย ถ้าสมาธิยาก ปัญญายิ่งยากกว่าหลายเท่า เราไม่รู้ว่าที่เราคิดว่าเป็นปัญญา มันไม่ได้เป็นปัญญา มันเป็นสังขารปรุงแต่ง
 
ถาม  พิจารณาเกิดแก่เจ็บตาย ดูมันง่ายดี
 
ตอบ ง่ายแต่ทำใจได้หรือเปล่า ที่พิจารณาก็เพื่อให้ทำใจ แต่ทำไม่ได้ รู้ว่าต้องแก่เจ็บตาย แต่รับไม่ได้ ถ้ามีสมาธิจะรับได้
 
ถาม  ยาก คงจะใช้ทั้งชีวิต
 
ตอบ ไม่หรอก บางคนนั่งสมาธิ ๕ นาทีก็สงบแล้ว อย่างคุณแม่แก้วนั่งสมาธิครั้งแรก ๕ นาทีก็สงบแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะตอนที่ประทับอยู่ตามลำพัง ไม่ได้นั่งสมาธิจิตก็สงบเอง
 
ถาม  แต่ท่านทำมาเป็นหมื่นชาติ
 
ตอบ ไม่ยากหรอกถ้ามีสติ พยายามฝึกสติให้มาก สติเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดสมาธิ ถ้าไม่มีสตินั่งไป ๑๐๐ ชาติก็ไม่สงบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าสติเป็นเหมือนรอยเท้าช้าง ยิ่งใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์ทั้งหมด สติเป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าธรรมทั้งหลาย ถึงแม้จะไม่เป็นผู้ที่จะฆ่ากิเลสได้ก็ตาม แต่ธรรมที่จะฆ่ากิเลสได้ต้องอาศัยสติเป็นผู้ให้กำเนิด
 
ถาม  พอดีไปอ่านหนังสือของหลวงตา ที่นั่งสมาธิได้นานๆ แบบที่พระพุทธเจ้าเข้านิโรธสมาบัติ เป็นเพราะว่า…
 
ตอบ เป็นเพราะว่าสติท่านดีมาก สติควบคุมความคิดได้
 
ถาม  นั่งได้เป็นวัน คงยาก
 
ตอบ ไม่ยากหรอก ไม่ทำเอง ไม่ฝึกสติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ลองทำดู ตื่นขึ้นมาก็ควบคุมความคิด ดึงจิตไว้ ให้อยู่กับร่างกาย หรือให้อยู่กับพุทโธ
 
ถาม  ถ้าทำอย่างนี้ สักวันก็ต้องได้
 
ตอบ ไม่ต้องสักวันหรอก วันนี้ก็ได้ ถ้าทำได้วันนี้ จิตก็รวมในวันนี้ได้เลย ออกมาจากสมาธิก็พิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตาต่อ เย็นนี้ก็บรรลุได้ ไม่ทำแบบเอาจริงเอาจัง ทำแบบสะเปะสะปะ ทำกันแบบไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว เห็นอะไรเกิดดับๆ ก็คิดว่าเป็นปัญญาแล้ว เห็นสิ่งที่เราไม่มีความผูกพันด้วย เห็นไปทำไม เห็นคนนั้นตาย เห็นคนนี้ตาย ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเราไม่มีความผูกพันกับเขา เขาตายเราไม่เดือดร้อน เห็นไปทำไม ไม่เกิดประโยชน์ ต้องเห็นคนที่เรารักตายไป
 
ถาม  โดยสรุปต้องนั่งสมาธิให้ได้ก่อน ปัญญายังไม่ต้องพิจารณา ไม่เป็นไร รอไปก่อนได้
 
ตอบ เจริญสติไปก่อน ก่อนจะนั่งสมาธิต้องเจริญสติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ต้องควบคุมความคิดตั้งแต่ตื่นเลย อย่าปล่อยให้ใจลอยไปที่อื่น ให้อยู่ในปัจจุบันเสมอ ให้อยู่กับร่างกาย ให้อยู่กับพุทโธ เวลานั่งสมาธิ จิตจะรวมลงไปอย่างง่ายดาย วูบลงไปแล้วก็นิ่ง แล้วก็อยู่ได้นาน
 
ถาม  เรื่องปัญญาช่างมัน จะช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร
 
ตอบ ยังไม่ต้องไปสนใจ ยังอยู่ชั้นอนุบาลอยู่ อย่าพึ่งไปเข้ามหาวิทยาลัย เรียนชั้นอนุบาลไปก่อน ยังยืนไม่ได้ อย่าไปเดิน อย่าไปวิ่ง
 
ถาม  เวลาอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ ตอนแรกก็หงุดหงิด แต่พอได้สติก็มานั่งนึกว่า เหมือนเราตกลงไปในบ่องู เราไม่ชอบ เพราะคิดว่าเขาจะมาทำอะไรเรา ทั้งกายทั้งใจ ก็เลยรังเกียจ ทั้งกลัวทั้งรังเกียจ ก็คิดต่อว่าถ้าไม่ติดอยู่ที่ตัวเรานี้ ความรู้สึกกับคนหรือกับงูนี้ก็คงไม่มี ลูกก็ค่อยๆคิดไป มันก็ช่วยได้ระดับหนึ่งค่ะ
 
ตอบ เป็นการพัฒนาปัญญา จากน้อยไปหามาก ให้ทำไปเรื่อยๆ
 
ถาม  ปัญญาที่น้องพูดนี้ เป็นปัญญาที่เราพิจารณาในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ปัญญาที่ใช้ในการภาวนา
 
ตอบ ข้อสอบมีหลายข้อ ทำข้อสอบที่ใกล้ตัวก่อน แล้วค่อยก้าวไปสู่ข้อสอบที่ไกลตัวต่อไป ถ้ามีปัญญาทำข้อสอบในชีวิตประจำวันได้ ก็จะอยู่อย่างไม่มีเรื่องมีราว ไม่วุ่นวายใจ ถ้าไม่มีก็จะไปทางโลภโมโทสัน กับเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องพัฒนาปัญญาจากจุดที่เรายืนอยู่ ไปสู่จุดที่เราต้องการจะไป
 
ถาม  แต่ปัญญาที่ใช้ในการภาวนา พิจารณาเกิดแก่เจ็บตายนี่ เป็นอีกขั้นหนึ่ง
 
ตอบ เป็นข้อสอบที่เราต้องก้าวไปหา บางทีข้อสอบอาจจะก้าวมาหาเราก็ได้ ถ้าไม่เตรียมตัวไว้ก่อน เวลาเขามาหาเรา ก็จะทำข้อสอบไม่ได้ ถ้าเตรียมตัวไว้ก่อน เวลาเขามาหาเรา ก็จะทำข้อสอบได้ ต้องทำข้อสอบไปตามกำลังของเรา ทำข้อสอบที่ง่ายก่อน แล้วค่อยทำข้อสอบที่ยากขึ้นไปตามลำดับ ข้อสอบที่ง่ายก็คือของนอกกาย เช่นลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรส เป็นของง่ายกว่าร่างกาย กว่าเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ กว่าจิต จิตจะยากที่สุด แต่คนสมัยนี้อยากจะทำข้อสอบที่ยากที่สุดก่อน อยากจะเรียนอภิธรรมกัน อภิธรรมก็คือธรรมขั้นสูง ธรรมขั้นสูงก็คือธรรมที่เกี่ยวกับจิตนี้เอง จะไปทำข้อสอบขั้นนั้น แต่ตัวเองยังอยู่ในระดับอนุบาล จะไปทำข้อสอบระดับปริญญาเอก จะได้เรื่องอะไร เมื่อเช้านี้ก็มีคนมาถามว่าจะไปเรียนพระอภิธรรมดีไหม เราตอบไปว่าเรียนให้หนักศีรษะทำไม เราไม่ได้อยู่ในระดับนั้น ถ้าอยู่ในระดับนั้นก็ต้องเรียน ถ้าปล่อยวางร่างกายได้แล้ว เป็นพระอนาคามีแล้ว ก็เอาเลย ต้องเข้าสู่อภิธรรมแล้ว แต่ตอนนี้ยังหวงยังเสียดายเงินทองอยู่ จะไปเรียนอภิธรรมไปทำไม ดูจิตเกิดดับๆ แต่พอเงินทองดับก็ทุกข์ใจ เรียนอภิธรรม จะสับสนกับการปฏิบัติ จะไม่ภาวนา ไม่นั่งสมาธิ ไม่ถือศีล ๘ จะดูจิตอย่างเดียว ดูแล้วทำให้ทุกข์ดับไปได้หรือเปล่า คนสมัยนี้หลงคิดว่ามีปัญญากัน มีการศึกษาทางโลกแล้วคิดว่าตัวเองมีปัญญา สามารถศึกษาธรรมะขั้นสูงได้ คือพระอภิธรรม แต่ไม่รู้ว่าพระอภิธรรมมีไว้สอนพระอนาคามี
 
ถาม  มีคนบอกว่าดูจิตนี่เป็นวิธีที่ง่ายกว่า เป็นทางลัด
 
ตอบ ปล่อยร่างกายไม่ได้จะปล่อยจิตได้อย่างไร จิตละเอียดกว่า ยากกว่าหลายเท่า นี่คือวิธีของกิเลสที่จะหลอกให้หลงทาง โดยเอาธรรมะขั้นสูงมาล่อ มาหลอก ทำให้ไม่อยากทำขั้น ก.ไก่ ข.ไข่ ง่ายเกินไป เรื่องของเด็กๆ เราระดับปัญญาชน ต้องอภิธรรม พุทโธยังไม่ได้เลย ตั้งสติยังไม่ได้ นั่งสมาธิจิตยังไม่สงบเลย พิจารณาปล่อยวางลาภยศสรรเสริญยังปล่อยไม่ได้ ปล่อยวางความเจ็บไข้ได้ป่วยความตายของร่างกายยังไม่ได้ แล้วจะปล่อยจิตได้อย่างไร อภิธรรมเกี่ยวกับเรื่องจิต ผู้ที่จะเข้าถึงจิตได้ก็คือพระอนาคามี ไม่มีปัญหากับร่างกายแล้ว ร่างกายไม่เป็นข้อสอบแล้ว ทำข้อสอบของร่างกายได้แล้ว ยังไม่ได้ทำข้อสอบของจิต ตอนนั้นแหละถึงจะต้องเข้าสู่อภิธรรม ต้องเห็นธรรมารมณ์ที่เกิดดับๆ ต้องเห็นอริยสัจ ๔ ที่อยู่ภายในจิต ไม่เกี่ยวกับอริยสัจ ๔ ของทางร่างกาย ทางด้านลาภยศสรรเสริญ ทางรูปเสียงกลิ่นรสแล้ว แต่เกี่ยวกับอริยสัจ ๔ ของจิต เกี่ยวกับอารมณ์ที่เกิดดับๆอยู่ในจิต ความสว่างกับความไม่สว่าง ความสงบกับความไม่สงบที่อยู่ในจิต ตอนนั้นต้องใช้อภิธรรม ต้องศึกษาอภิธรรม ถ้าไปเรียนอภิธรรมทั้งๆที่ยังไม่ได้ปฏิบัติทานศีลภาวนาเลย ก็จะคิดว่าไม่ต้องเจริญสติ ไม่ต้องถือศีล ๘ ไม่ต้องบวช ไม่ต้องสำรวมตาหูจมูกลิ้นกาย ให้เหนื่อยไปเปล่าๆ ศึกษาอภิธรรมแล้วก็ไปเที่ยวได้ ไปทัวร์ต่างประเทศได้ เพราะดูจิตได้ตลอดเวลา ไปอยู่ที่ไหนก็ดูได้ ไปฮ่องกงก็ดูได้ ไปยุโรปก็ดูได้ ไปอยู่วัดทำไมให้เสียเวลา
 
ถาม  การปฏิบัติธรรมนี้ ต้องมีการทดสอบอารมณ์ไหมคะ
 
ตอบ ถ้าอยู่กับครูบาอาจารย์ท่านก็จะทดสอบเราอยู่เรื่อยๆ เวลาเห็นหน้าท่าน ท่านก็ทดสอบเราแล้ว
 
ถาม  ทดสอบอย่างไรคะ
 
ตอบ ลองไปอยู่กับครูบาอาจารย์ดู
 
ถาม  ก็นี่แหละค่ะ อยู่
 
ตอบ นี่ไม่ได้อยู่ นี่มาเยี่ยมเยียนเฉยๆ ยังไม่ได้ขึ้นเวทีกัน
 
ถาม  ลูกกลัวมากเลยค่ะ ที่เขาสวนหลวงเขาบอกว่าจะมีการทดสอบอารมณ์ พยายามจะหนี ไม่รู้เขาทดสอบอย่างไร ก็เรายังไปไม่ถึงไหน ก็กลัวเขาจะถามถึงความก้าวหน้า
 
ตอบ นั่นไม่ใช่เป็นการทดสอบอารมณ์ การทดสอบอารมณ์ต้องไม่บอกล่วงหน้าก่อนว่าจะทดสอบกัน ถ้าบอกกันก็ไม่ใช่การทดสอบ
 
ถาม  ทดสอบนี้หมายถึงดูความก้าวหน้าใช่ไหมคะ ว่าเราปฏิบัติก้าวหน้าไปถึงไหน
 
ตอบ ทดสอบก็คือให้ข้อสอบเราไปทำ เวลาครูบาอาจารย์ดุด่า เป็นการให้ข้อสอบแล้ว เวลาใครด่าเราก็เป็นการสอบอารมณ์ ว่าเรานิ่งหรือเปล่า เวลาสอบจริงๆจะไม่ถามว่าจิตเป็นอย่างไร เพราะโกหกกันได้ ว่าอารมณ์ดีหรือไม่ดี ต้องตบหน้าสักฉาดหนึ่ง ถึงจะรู้ว่าอารมณ์ดีหรือไม่
 
โยม  เข้าใจผิด คิดว่าเขาถามว่าเป็นอย่างไร วันนี้ก้าวหน้าไหม ถ้าไม่ก้าวหน้าก็จะอายเขา
 
โยม  เหมือนที่ท่านอาจารย์เล่าเรื่อง“ตอแหล”
 
ตอบ การทดสอบมีหลายวิธี
 
ถาม  ท่านอาจารย์โดนหลวงตาทดสอบบ้างไหมคะ
 
ตอบ ทุกครั้งที่พบท่านก็ต้องเตรียมตัวทำข้อสอบ เพราะไม่รู้ว่าจะมาแบบไหน ผู้ปฏิบัติจะดูที่ใจของตนเป็นหลัก ท่านจะให้ข้อสอบอะไรมา ก็ดูที่ใจว่านิ่งหรือไม่นิ่ง
 
ถาม  เราต้องตรวจข้อสอบด้วยตัวของเราเอง ใช่ไหมครับ
 
ตอบ ใช่
 
ถาม  ฟังอย่างนี้ก็ไม่ค่อยน่ากลัวแล้ว ก็จะพยายามไม่โกรธ
 
ตอบ ถ้าเขาบอกไม่ให้อยู่ที่นี่
 
โยม  ก็จะอยู่
 
ตอบ ก็ลองดู ตอนนี้ก็พูดได้ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง
 
ถาม  คราวที่แล้วโดนทดสอบที่เขาสวนหลวง ที่เจออะไรดำๆน่ะค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ก็กลับบ้านแล้ว ก็เหมือนกับการทดสอบชนิดหนึ่ง
 
ตอบ มีหลายรูปแบบ ถ้าบอกล่วงหน้าก่อน ก็จะไม่เป็นการทดสอบ บอกให้รู้ข้อสอบก่อนไม่ได้ ข้อสอบต้องปิดไว้เป็นความลับ ถ้าข้อสอบรั่วก็หมดความหมาย ข้อสอบก็คือการกระตุ้นกิเลสของเราให้เกิดขึ้นมา ถ้าเป็นน้ำก็เขย่าขวดน้ำให้ตะกอนลอยขึ้นมา ดูว่ายังมีตะกอนอยู่หรือเปล่า ถ้ามีตะกอนน้ำก็จะขุ่น ถ้าไม่มีตะกอนเขย่าขวดอย่างไรก็จะไม่ขุ่น
 
ถาม  ท่านอาจารย์เคยทดสอบพวกเราบ้างไหมคะ
 
ตอบ ที่นี่ไม่ใช่ห้องทดสอบ เป็นห้องให้ความรู้ ถ้าจะทดสอบต้องมาอยู่ด้วยกัน
 
ถาม  มีอยู่วันหนึ่ง อาบน้ำอยู่แล้วรู้สึกว่ากลัวผี ก็คิดขึ้นมาว่า ผีก็เหมือนเรา ตอนนี้เขาไม่มีร่างกายแล้ว ตัวเราเองอีกหน่อยก็ตายเช่นกัน พอคิดขึ้นมาได้อย่างนี้ จะเห็นเป็นกระดูกแวบหนึ่ง ทั้งๆที่ธรรมดาภาวนาไม่เคยเห็นเลย แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยกลัวผีอีกเลย อย่างนี้เรียกว่า...
 
ตอบ เรียกว่ามีปัญญา เห็นความจริง
 
ถาม  แต่มันก็ไม่ได้เกิดอย่างนี้ทุกครั้ง
 
ตอบ ถ้าไม่กลัวแล้ว ก็จะไม่เกิด
 
ถาม  การใช้ปัญญาเหมือนตอนที่อาบน้ำนี้ ถูกต้องใช่ไหมคะ
 
ตอบ ใช่ ถ้าไม่หายกลัวก็แสดงว่ายังไม่มีปัญญา ถ้าหายกลัวก็แสดงว่ามีปัญญา
 
ถาม  ที่เห็นกระดูกนี่คือเห็นด้วยปัญญาใช่ไหมคะ
 
ตอบ เห็นอะไรที่ทำให้ดับความกลัวได้ ก็ถือว่าเป็นปัญญา
 
ถาม  เวลาที่นั่งสมาธิ พิจารณาลมหายใจและพุทโธไปด้วย แล้วอยู่ๆพุทโธก็ไม่มี แต่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่
 
ตอบ จิตสงบ จิตว่าง
 
ถาม  แต่เป็นไม่นานนะคะ
 
ตอบ พยายามทำให้เป็นนานๆ
 
ถาม  เวลาที่เป็นอย่างนี้ จะนั่งได้ทั้งคืน มีความสุข ไม่มีความง่วง ถูกแล้วใช่ไหมคะ
 
ตอบ ถูกแล้ว
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-17 21:15:41 IP : 171.7.33.96


ความเห็นที่ 44 (3420301)

 นิยาม กรรม  มีข้อความว่า  

นิยามมี ๕ อย่าง คือ พีชนิยาม  ๑   อุตุนิยาม  ๑   กรรมนิยาม ๑   ธรรมนิยาม  ๑ จิตตนิยาม ๑


 การที่พืชนั้น ๆ ให้ผล   เหมือนกันกับพืชนั้น ๆ   เช่น ดอกทานตะวันหันหน้าไปหาพระอาทิตย์   ชื่อว่า   “พืชนิยาม”   คือ เป็นธรรมดา    หรือ   ธรรมเนียมของพืชชนิดนั้น ๆ   ไม่เปลี่ยนแปลง

 “อุตุนิยาม”    มีคำอธิบายว่า   การที่ต้นไม้นั้นๆ ติดดอกผลและใบอ่อน  พร้อมกันในสมัยนั้น ๆ  ชื่อว่า  อุตุนิยาม    หน้าทุเรียน  หน้ามะม่วง  ไม่สลับกัน  นั่นคือ  อุตุนิยาม

“กรรมนิยาม”  คือว่าการที่กรรมนั้น ๆ ให้วิบากเหมือนกันกับกรรมนั้น ๆ   นั่นเทียว อย่างนี้ คือ ถ้ากุศลกรรมประกอบด้วยปัญญา  ก็ให้ผลเป็นวิบากที่ประกอบด้วย ปัญญา  หรือ ว่ากุศลกรรมที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา   ก็ให้ผล คือ วิบากที่ไม่ประกอบด้วย ปัญญา นี่ชื่อว่า “กรรมนิยาม”

นอกจากนั้นก็ได้แสดงเรื่อง   “กรรมนิยาม”   อีกอย่างหนึ่ง   คือ  วิบาก  ย่อม เป็นไปตามกรรม  ดังที่ได้กล่าวถึงแล้วที่ว่า  มีไฟไหม้ใกล้ทวารกรุงสาวัตถี  มีกระจุก  หญ้าติดไฟขึ้นไปสวมคอกาที่บินไปทางอากาศ   นั่นก็เป็น  “กรรมนิยาม”
 
 “ธรรมนิยาม”   คือ  ในกาลที่พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทรงถือปฏิสนธิ ในกาลที่ทรงออกจากครรภ์พระมารดา  ในกาลที่ทรงตรัสรู้พระอภิสัมโพธิญาณ  ในกาลที่พระตถาคตเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักร ในกาลที่ทรงปลงพระชนมายุสังขาร  ในกาล ที่ปรินิพพาน  หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว   ชื่อว่า  “ธรรมนิยาม”

“จิตตนิยาม”    มีข้อความว่า เมื่ออารมณ์กระทบกับปสาทรูป   ใคร ๆ  ที่จะเป็นผู้กระทำหรือผู้สั่งให้กระทำ
 
ว่า  “เจ้านะ จงชื่อว่าอาวัชชนะ... ตลอดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง...เจ้านะจงชื่อว่าชวนะ”ดังนี้  ย่อมไม่มี  คือ สภาพธรรมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เป็นแต่เพียงสภาพธรรม ที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไปโดยธรรมดาของตน ๆ นั่นเอง  ตั้งแต่กาลที่อารมณ์กระทบกับปสาท  จิตก็เกิดดับสืบต่อกัน  ชื่อว่า  “จิตตนิยาม” 
 
กรรม 2 (การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม - Kamma: action; deed)
 
อกุศลกรรม (กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว, การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต หมายถึง การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือโมหะ - Akusala-kamma: unwholesome action; evil deed; bad deed)
 
กุศลกรรม (กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี, การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล คืออโลภะ อโทสะ หรืออโมหะ -Kusala-kamma: wholesome action; good deed)

กุุศลกรรม ๕
บรรดากุศลกรรม  ๕   ประเภทนั้น  คำว่า โดยธรรมความว่าจริงอยู่   บรรดากรรมบถ. เหล่านั้น  กรรมบถ ๗ โดยลำดับ  (กายสุจริต  ๓ วจีสุจริต  ๔)    ย่อมเป็นเจตนาและเป็นทั้งวิรัติ     กรรมบถ ๓ เบื้องปลายเป็น
ธรรมสัมปยุตด้วยเจตนาเท่านั้น.  คำว่า  โดยโกฏฐาส  ความว่า  กรรมบถ ๗ โดยลำดับเป็นกรรมบถ
อย่างเดียวไม่เป็นมูล.  กรรมบถ ๓ เบื้องปลายเป็นกรรมบถด้วย  เป็นมูลด้วยจริงอยู่   อนภิชฌา   คือ  อโลภะเพ่งถึงมูลแล้วก็เป็นกุศลมูล  อัพยาบาท   คือ อโทสะเป็นกุศลมูล   สัมมาทิฏฐิ  คือ  อโมหะเป็นกุศลมูล.
         
คำว่า  โดยอารมณ์  ความว่า อารมณ์ทั้งหลายของปาณาติบาตเป็นต้นนั่นแหละก็เป็นอารมณ์ของกุศลกรรมเหล่านั้น.   จริงอยู่   การงดเว้น  (วิรัติ) จากวัตถุที่พึงก้าวล่วงนั่นแหละ  ชื่อว่า  เวรมณี.  เหมือนอย่างว่า  อริยมรรคมี  นิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลาย ฉันใด ก็กรรมบถเหล่านี้มีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์  พึงทราบว่า  ย่อมละความเป็นผู้ทุศีลทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น  ฉันนั้น.
         
คำว่า  โดยเวทนา  ความว่า  กุศลกรรมบถทั้งหมดเป็นสุขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา.  จริงอยู่  เพ่งถึงกุศลแล้ว   ชื่อว่า ทุกขเวทนาย่อมไม่มี.
         
คำว่า  โดยมูล  ความว่า  กรรมบถ ๗ โดยลำดับ   ย่อมมี ๓ มูล  คือ อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ   ของบุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยญาณ  มี ๒  มูลของบุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ.    
และมี ๒ มูล   ของ  บุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยอนภิชฌา  และญาณ  มีมูลเดียวของบุคคล 
ผู้งดเว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ    แต่อโลภะไม่เป็นมูลของตนกับตน   แม้ในอัพยาบาทก็มีนัยนี้แหละ  สัมมาทิฏฐิ มี  ๒ มูล  ด้วยอำนาจแห่งอโลภะและอโทสะ  ชื่อว่า  กุศลกรรมบถ  มี ๑๐ เหล่านั้น  ด้วยประการฉะนี้.
         
บัดนี้   บัณฑิตพึงทราบชื่อการเทียบเคียงกรรมบถ   ในที่นี้.    จริงอยู่ อสังวรที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจทวารแห่งผัสสะ   ๕    ย่อมเป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.    อสังวรที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจทวารแห่งมโนสัมผัส    ย่อมเป็นกรรมแม้ทั้ง   ๓  อย่าง.    เพราะว่า    อสังวรนั้นถึงการไหวในกายทวารแล้ว    ย่อมเป็นกายกรรมฝ่ายอกุศล  ถึงความไหวในวจีทวาร  ก็เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศล  ไม่ถึงการไหวในทวารทั้ง   ๒ นี้    ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศล.  อสังวรอันเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร ๕  เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.  
อสังวรที่เกิดขึ้นด้วยทวารแห่งอสังวรที่กายไหว   ย่อมเป็นกายกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.    อสังวรที่เกิดขึ้นด้วยทวารแห่งอสังวรโดยให้วาจาไหว     ย่อมเป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.  อสังวรที่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรโดยใจไหวไป   ย่อมเป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น      กายทุจริต ๓ อย่าง     เป็นกายกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.  วจีทุจริต  ๔  อย่าง  ก็เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศลนั่นแหละ    มโนทุจริต 
๓ อย่าง  ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.
         
แม้สังวรก็เกิดด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ ๕ ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.  ส่วนสังวรแม้นี้เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งมโนสัมผัส   ก็เป็นกรรมแม้ทั้ง ๓ ดุจอสังวร.    สังวรแม้เกิดแล้วด้วยสามารถทวารแห่งสังวร  ๕  ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.      สังวรที่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งสังวรไหวกาย ก็เป็นกายกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.    สังวรที่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งสังวรให้ไหววาจา    ก็เป็นวจีกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.    สังวรที่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งสังวรทางใจ    ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศลเหมือนกัน    
 
กายสุจริต ๓ อย่าง ย่อมเป็นกายกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.   วจีสุจริต  ๔ อย่าง   ย่อมเป็นวจีกรรมฝ่าย
กุศลเท่านั้น.  มโนสุจริต  ๓ อย่าง   ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศลเหมือนกัน.
         
กายกรรมที่เป็นอกุศลย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ  ๕ แต่ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งมโนสัมผัสเท่านั้น.     วจีกรรมฝ่ายอกุศล ก็เหมือนกัน     แต่มโนกรรมฝ่ายอกุศลย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสัมผัส  ๖.
 
มโนกรรมนั้นถึงความไหวในกายทวารและวจีทวารแล้ว      ก็เป็นกายกรรมและวจีกรรมฝ่ายอกุศล.      มโนกรรมนั้นไม่ถึงความไหวในกายทวารและวจีทวาร ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.   เหมือนอย่างว่า  กายกรรมฝ่ายอกุศล  ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ ๕    ฉันใด    กายกรรมฝ่ายอกุศลก็ย่อม ไม่เกิดขึ้นแม้ด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร ๕ ฉันนั้น    คือย่อมเกิดด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรอันยังกายให้ไหว    และด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรทางวาจาย่อมไม่เกิดด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรทางมโน.     แม้วจีกรรมที่เป็นอกุศลย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร  ๕ ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรอันยังกายและวาจาให้ไหว    ย่อมไม่เกิดด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรทางมโน.  
 
 มโนกรรมฝ่ายอกุศลย่อมเกิด   แม้ด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร  ๘นั้นแหละ    แม้ในกายกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเป็นต้น      ก็นัยนี้เหมือนกัน.   ส่วนต่างกันมีดังนี้.
         
กายกรรมและวจีกรรมที่เป็นอกุศล     ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งอสังวรทางมโน  ฉันใด   กายกรรมและวจีที่เป็นกุศลก็ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งสังวรทางมโนทวาร   ฉันนั้น.   แต่ว่า  กายกรรมและวจีกรรมฝ่ายกุศลเหล่านั้น      ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ไม่ยังส่วนแห่งกายและวาจาให้ไหวรับสิกขาบททั้งหลาย   แม้ในทวารแห่งมโนสังวร. 
         
ด้วยประการดังกล่าวมาแล้ว    กุศลจิตที่เป็นกามาวจร    ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้นในมโนทวารนั้น    ด้วยสามารถแห่งกรรมและทวาร ๓ อย่าง ไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งวิญญาณ  ๕.    การเสวยอารมณ์เป็นสุขหรือเป็นทุกข์    หรือ อทุกขมสุขนี้อันใด   ย่อมเกิดขึ้น  เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย.  ก็โดยนัยนี้กุศล-จิตที่เป็นกามาวจร   ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ ๖  ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร   ๘   ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งสังวร   ๘ ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมบถ  ๑๐ เพราะฉะนั้น กุศลจิตนี้จึงเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งกรรม
๓  อย่าง     หรือด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ   ๖   หรือด้วยสามารถทวารแห่งสังวร ๘  หรือว่า   ด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐.  เมื่อคำว่า  กามาวจร-กุศลจิตย่อมเกิดขึ้นปรารภรูปารมณ์  ฯ ล ฯ    หรือธรรมารมณ์    ดังนี้ตรัสแล้วกามาวจรกุศลจิตทั้งหมดก็เป็นอันตรัสไว้แล้วแล.   จบกถาว่าด้วยทวาร

สรุปอกุศลกรรมบถ ๑๐
ความชั่วทางกาย ๓ ประการ

๑. ปาณาติบาต ( ฆ่าสัตว์ , เบียดเบียนสัตว์ ) ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ 
๑. สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
๒. เราก็รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิตอยู่
๓. มีจิตหรือเจตนาที่จะฆ่าสัตว์นั้นให้ตาย
๔. ทำความเพียรเพื่อจะฆ่าสัตว์นั้น ( ความเพียรพยายามเพื่อฆ่าแบ่งออกเป็น ๖ ประการ )
๔.๑ ทำการฆ่าด้วยตนของตนเอง
๔.๒ ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า หรือใช้วาจาทำการฆ่า
๔.๓ ใช้อาวุธเป็นเครื่องทำการฆ่า
๔.๔ ฆ่าด้วยหลุมพราง ( มีการวางแผนนานาประการเพื่อให้สัตว์นั้นตาย )
๔.๕ สังหารด้วยวิชาคุณ ( พิธีทางไสยศาสตร์ )
๔.๖ สังหารด้วยฤทธิ
๕. สัตว์นั้นก็ตายเพราะความเพียรนั้น
ผลของ ปาณาติบาต
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล
๑. ทุพพลภาพ
๒. รูปไม่งาม
๓. กำลังกายอ่อนแอ
๔. กำลังกายเฉื่อยชา
๕. กำลังปัญญาไม่ว่องไว
๖. เป็นคนขลาดหวาดกลัว
๗. ฆ่าตนเอง หรือถูกผู้อื่นฆ่า
๘. โรคภัยเบียดเบียน
๙. ความพินาศของบริวาร
๑๐. อายุสั้น

๒. อทินนาทาน ( ลักทรัพย์ ) ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. ทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น
๒. ผู้กระทำการลักทรัพย์ก็รู้โดยชัดแจ้งว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น
๓. มีจิตหรือมีเจตนาพยายามที่จะลักทรัพย์นั้นให้ได้
๔. มีความเพียรพยายามที่จะลักทรัพย์นั้น ( ความเพียรที่จะลักทรัพย์แบ่งออกเป็น ๖ ประการ )
๔.๑ ทำการลักทรัพย์นั้นด้วยตนของตนเอง
๔.๒ ใช้ให้ผู้อื่นทำการลักทรัพย์นั้น
๔.๓ ทำการลักทรัพย์นั้นโดยใช้อาวุธเป็นเครื่องประกอบ
๔.๔ ทำการลักทรัพย์โดยใช้เครื่องปกปิดไม่ให้จำหน้าตาได้
๔.๕ ทำการลักทรัพย์โดยใช้วิชาคุณ ( ไสยศาสตร์ เช่น สะกดให้เจ้าของทรัพย์หลับ )
๔.๖ ทำการลักทรัพย์ด้วยฤทธิ์เดช ( เช่น ดำดินไปลักทรัพย์ )
๕. ได้ทรัพย์มาสำเร็จเพราะความเพียรที่จะลักทรัพย์นั้น
ผลของ อทินนาทาน
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. ด้อยทรัพย์
๒. ยากจนค่นแค้น
๓. มีความอดอยาก
๔. ไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา
๕. พินาศในการค้า การขาย
๖. ทรัพย์ของตนพินาศเพราะอัคคีภัย อุทกภัย ราชภัย และโจรภัย เป็นต้น

๓. กาเมสุมิจฉาจาร ( ผิดประเวณี ) ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. วัตถุที่ไม่ควรไป ( ผู้ที่ไม่สมควรเสพตามกฏหมายหรือตามประเพณี )
๒. มีจิตคิดที่จะเสพ
๓. มีความพากเพียรพยายามที่จะเสพ ( กระทำเองด้วยความเพียรเพื่อได้เสพรสกามคุณ ) 
๔. พอใจในการทำมัคคให้ล่วงมัคค ( พอใจในการเดินทางที่ผิด )
ผลของ กาเมสุมิจฉาจาร
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. มีผู้เกลียดชังมาก
๒. มีผู้ปองร้ายมาก
๓. ขัดสนในทรัพย์ 
๔. ยากจนอดอยาก
๕. เป็นผู้หญิง
๖. เป็นกะเทย
๗. เป็นชายในตระกูลต่ำ
๘. ได้รับความอับอายเป็นอาจิณ
๙. ร่างกายไม่สมประกอบ
๑0. มากไปด้วยความวิตกห่วงใย
๑๑. พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก

การดื่มสุรา หมายถึงการเสพของมึนเมา จัดอยู่ในอกุศลกรรมประเภท " กาเมสุมิจฉาจาร "
องค์ประกอบของการดื่มสุรา
๑. สิ่งนั้นเป็นของมึนเมา
๒. มีเจตนาเพื่อที่จะดื่มหรือเสพหรือกิน
๓. กระทำการดื่ม การเสพ การกิน
๔. สุรานั้นล่วงลำคอลงไปแล้ว
ผลของ การดื่มสุรา หรือการเสพของมึนเมา
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. ทรัพย์ถูกทำลาย
๒. เกิดวิวาทบาดหมาง
๓. เป็นบ่อเกิดของโรค
๔. เสื่อมเกียรติ
๕. หมดยางอาย
๖. ปัญญาเสื่อมถอย

ความชั่วทางวาจา ๔ ประการ

๔. มุสาวาท ( พูดโกหก ) ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. เรื่องที่พูดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่จริง ( วัตถุเทียม )
๒. มีจิตหรือเจตนาที่คิดจะพูดโกหก
๓. ประกอบด้วยความเพียรที่โกหกให้คนเชื่อ ( โดยหลักการที่จะให้คนเชื่อ ๓ ประการ )
๓.๑ พูดมุสาด้วยตนของตนเอง
๓.๒ ให้ผู้อื่นกล่าวคำโกหกแทนตัว
๓.๓ พูดหรือโฆษณาคำโกหกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
๔. ผู้ที่ได้ฟังหรืออ่านลายลักษณ์อักษรแล้วก็มีความเชื่อตามนั้น
ผลของ มุสาวาท
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. พูดไม่ชัด
๒. ฟันไม่มีระเบียบ
๓. ปากเหม็นมาก
๔. ไอตัวร้อนจัด
๕. ตาไม่อยู่ในระดับปกติ
๖. พูดด้วยปลายลิ้น หรือปลายปาก
๗. ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย
๘. จิตไม่เที่ยงคล้ายวิกลจริต

๕. ปิสุณาวาท ( พูดส่อเสียด ) ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. มีคนหมู่มากหรือน้อยที่ต้องการให้เขามีความแตกแยกซึ่งกันและกันเกิดขึ้น
๒. มีความปรารถนาหรือเจตนาต้องการให้คนหมู่นั้นแตกแยกกัน 
๓. เพียรพยายามที่ให้เขาแตกแยกกัน ( โดยหลักการทำได้ ๒ ประการ )
๓.๑ วจีปโยค คือ กล่าวด้วยวาจาให้เขามีความแตกแยกกัน
๓.๒ กายปโยค คือ การแสดงกิริยาบุ้ยใบ้ให้เขาแตกแยกกันโดยไม่ออกเสียง
๔. คนในหมู่คณะนั้นก็ปักใจเชื่อใน " วจีปโยค หรือ กายปโยค " ที่แสดงออกไป
ผลของ ปิสุณาสวาท
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. ตำหนิตนของตนเอง
๒. แตกมิตรสหาย
๓. มักถูกลือโดยไม่มีความจริง
๔. ถูกบัณฑิตตำหนิติเตียน

๖. ผรุสวาท ( กล่าวคำหยาบ ) ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. มีคนอื่นที่จะพึงด่าว่าให้เขามีความเจ็บช้ำน้ำใจ
๒. เหตุที่จะกล่าวให้เขามีความเจ็บช้ำน้ำใจนั้น เพราะเหตุว่ามีจิตโกรธเคืองเขา
๓. จึงแสดงคำหยาบหรือแสดงอาการหยาบ เพื่อให้เขาเจ็บช้ำใจ ( โดยหลักการทำได้ ๒ ประการ ) 
๓.๑ วจีปโยค คือ การกล่าวทางวาจาให้เขามีความเจ็บช้ำน้ำใจ
๓.๒ กายปโยค คือ การแสดงอาการกิริยาบุ้ยใบ้ให้เขามีความเจ็บช้ำน้ำใจ
ผลของ ผรุสวาท
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. พินาศในทรัพย์ 
๒. มีกายวาจาหยาบ
๓. ได้ยินเสียง เกิดความไม่พอใจ
๔. ตายด้วยอาการงงงวย

๗. สัมผัปปลาปะ ( กล่าวคำเพ้อเจ้อ )ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. มุ่งกล่าวคำที่ไร้แก่นสารไม่มีประโยชน์ หรือเจตนานั่นเอง
๒. กล่าวคำที่ไม่มีประโยชน์นั้นออกไป
ผลของ สัมผัปปลาปะ
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. เป็นอธัมมวาทบุคคล
๒. ไม่มีอำนาจ
๓. ไม่มีผู้เลื่อมใสในคำพูด
๔. จิตไม่เที่ยง คือวิกลจริต

ความชั่วทางใจ ๓ ประการ

๘. อภิชฌา ( อยากได้ของผู้อื่น ) ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. ทรัพย์หรือของเหล่านั้นเป็นของผู้อื่น
๒. มีความเพ่งเล็งที่จะให้ได้ทรัพย์หรือของเหล่านั้นมาเป็นของตน
ผลของ อภิชฌา
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. ปฏิสนธิในตระกูลต่ำ
๒. มักได้รับคำติเตียน
๓. ขัดสนในลาภสักการะ
๔. เสื่อมในทรัพย์และคุณงามความดี

๙. พยาบาท ( ผูกใจเจ็บ )ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. มีสัตว์อื่นเพื่อทำลาย
๒. มีจิตหรือเจตนาคิดทำลายเพื่อให้สัตว์นั้นประสพความพินาศ
ผลของ พยาบาท
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. มีรูปทราม
๒. อายุสั้น
๓. มีโรคภัยเบียดเบียน
๔. ตายโดยถูกประทุษร้าย

๑๐. มิจฉาทิฏฐิ ( ความเห็นผิด )ที่จะให้ผลย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ
๑. มีความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่ผิด
๒. เชื่อและยินดีพอใจในอารมณ์ที่ผิดนั้น
ผลของ มิจฉาทิฏฐิ
ปฏิสนธิกาล คือ ทุคติภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน
ปวัตติกาล 
๑. มีปัญญาทราม
๒. เป็นผู้มีฐานะไม่เทียมคน
๓. ปฏิสนธิในพวกคนป่าที่ไม่รู้อะไร
๔. ห่างไลกแห่งรัศมีแห่งพระธรรม
การจำแนกประเภทของกรรม[แก้]

กรรมดี หรือ กรรมชั่วก็ตาม กระทำทางกาย วาจา หรือทางใจก็ตาม สามารถจำแนกอีก เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายแบบ ดังนี้
กรรมจำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม (ปากกาลจตุกะ) 4 อย่าง
กรรมจำแนกตามหน้าที่ของกรรม (กิจจตุกะ) 4 อย่าง
กรรมจำแนกตามลำดับการให้ผลของกรรม (ปากทานปริยายจตุกะ) 4 อย่าง
กรรมจำแนกตามฐานที่ให้เกิดผลของกรรม (ปากฐานจตุกะ) 4 อย่าง
 
กิจจจตุกะ 4 มีกรรมอันนำให้เกิด อุดหนุน ทั้งเบียดเบียน และ ตัดรอน ทั้งกรรมดี และ กรรมชั่ว
 
กรรมพาให้เกิด (ชนกกรรม) คนเราที่มาเกิด ก็เนื่องจากกรรมที่ตนเองได้เคยสร้างไว้ในอดีตชาติ บันดาลให้มาเกิดตามเหตุปัจจัยที่ได้สะสมไว้ อันเป็นพลังอำนาจของกรรมที่เรียกว่า “ชนกกรรม” หรือกรรมที่พาให้เกิดเมื่อกรรมบันดาลให้ไปเกิด เช่น ผู้ที่มักโกรธ ถ้าไม่ไปเกิดเป็นอสุรกาย เนื่องจากมีกรรมที่ดีนำมาให้เกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีกรรมวิบากให้เกิดมากผิวสีคล่ำไม่สวยหยาบ ผู้ที่มีจิตใจโลภก็จะได้มากเกิดในตระกูลที่ยากจน หรือไม่ก็ไปเกิดเป็นเปรต เป็นต้น
 
กรรมสนับสนุนหรือกรรมอุปถัมภ์ (อุปัตถัมภกรรม) กรรมที่ช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุนชนกกรม เช่นทำกรรมฝ่ายดี ให้เจริญยิ่งขึ้น และกรรมฝ่ายชั่ว ให้ชั่วยิ่งขึ้น เรียกว่า “กรรมสนับสนุน” หรือ “อุปัตถัมภกรรม”ถึงแม้ว่าในชาติปัจจุบันที่เราเกิดมาแล้วนี้ เราจะพลาดพลั้ง เกิดมาในสภาพไม่ดีนัก ไม่น่าพอใจนัก แต่เราก็สามารถเพิ่มเติม ปรับปรุงแก้ไข ให้ดีกว่าเดิมได้ เช่นถ้าหากเกิดมาจน ก็แก้กรรม ด้วยความขยันขันแข็ง อดทน แบ่งรายได้ ทำบุญทำทานบ้างเป็นปกตินิสัย ซึ่งมีทั้ง กรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายไม่ดี บางคนพอเริ่มเข้าท้องแม่ ก็มีพลังบันดาลให้พ่อแม่โชคดีมีลาภ ทำอะไรก็แลดูดีไปหมด อย่างนี้เรียกว่า พลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ฝ่ายดี มีตัวอย่างของอุปถัมป์กรรมฝ่ายชั่วมาเป็นตัวอย่างดังนี้ ในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่ง มีชื่อว่า “อานันทเศรษฐี” ถึงแม้ว่าจะเป็นเศรษฐี แต่ก็เป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว ทานไม่ไห้ ศีลไม่รักษา หาทรัพย์มาได้เท่าใด ก็เก็บรักษาเอาไว้ โดยไม่ยอมจ่ายอะไรเกินความจำเป็น แม้จะกินก็อดๆ อยากๆ จิตเต็มไปด้วยความโลภอยากได้ และก็ยิ่งโลภจัดขึ้นทุกวัน ที่เกิดเป็นเศรษฐีในชาตินี้ได้ ก็เพราะเคยใส่บาตรพระอรหันต์ ที่มาบิณฑบาตรหน้าบ้านในอดีตชาติก่อนโน้นต่อมาเมื่อเศรษฐีเฒ่าถึงแก่กรรม แต่จิตก็เต็มไปด้วยความหวงและห่วงใยในทรัพย์สมบัติ เพราะฉะนั้น ชนกกรรมอกุศล หรือกรรมพาให้เกิด จึงชักนำไปเกิดในครรภ์ของหญิงจัณฑาลยากจนคนหนึ่ง จากนั้นพลังอำนาจของกรรมอุปภัมภ์ฝ่ายชั่วก็สนับสนุน โดยดลบันดาลให้คนจัณฑาลในหมู่บ้านนั้น ซึ่งอดอยากอยู่แล้ว อดอยากหนักเข้าไปอีก ในที่สุดคนจัณฑาลทั้งหลาย ก็ได้ประชุมหารือ หาคนที่เป็นกาลกีณีโดยแบ่งเป็น 2 พวก ถ้าพวกไหนขัดสนลาภ ก็แสดงว่า คนกาลกีณีอยู่ในพวกนั้น ก็ให้แบ่งพวกอย่างนี้ จนกว่าจะพบคนที่เป็นกาลกีณี ในที่สุดก็หาพบ หญิงจัณฑาลมีครรภ์ จึงถูกขับไล่ออกจากหมู่ให้ไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว เที่ยวซัดเซพเนจรไปเรื่อยๆ ได้รับความลำบากเป็นหนักหนาต่อมาได้คลอดบุตร ซึ่งแสนจะน่าเกลียดน่าชัง ยังกับผีเปรตแสนทุเรศไม่เหมือนคน ซึ่งทารกน้อยโตขึ้นจนรู้เดียงสา ก็ได้กะลาเป็นสมบัติ แล้วอำลาแม่เที่ยวขอทานเขาเลี้ยงชีวิต ไปทั่วทุกทิศ วันหนึ่ง ก็ได้เดินทางมาถึงปราสาทอันมโหฬาร คลับคล้ายคลับคลาว่าคุ้นๆ จึงเดินดุ่มเข้าไป จึงถูกขับไล่ทุบตี แต่ด้วยความรู้สึกในจิตใต้สำนึกว่า ปราสาทนี้ตนเป็นเจ้าของ จึงจะเข้าไปให้ได้ ในที่สุดก็ถูกทุบตีจนบอบช้ำหยุดนิ่งพอดีขณะนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านมา ด้วยญาณรู้ พระองค์จึงบอกแก่คนทั้งหลายให้ทราบว่า“ขอทานหน้าผีเปรตนี้ คือเศรษฐีเจ้าของปราสาท กลับชาติมาเกิด เศรษฐีลูกชายไม่เชื่อ พระพุทธองค์จึงให้เศรษฐีในคราบของขอทานเล่าประวัติของตนในชาติก่อน พร้อมทั้งให้ไปชี้ขุมทรัพย์อีก 5 แห่งที่แอบฝังไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ก็เป็นอันพิสูจน์ได้ เศรษฐีลูกชายจึงเชื่อเรื่อง พลังอำนาจของกรรม ตั้งแต่นั้นมา
 
กรรมเบียดเบียน (อุปปีฬกกรรม) กรรมที่ทำหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่นที่ตรงข้ามกับตน ที่กำลังให้ผลไม่ว่าจะเป็นผลดี หรือผลชั่วมิให้เกิดผลอีกต่อไป เรียกว่า “กรรมเบียดเบียน” หรือ “อุปปีฬกกรรม” ซึ่งจะให้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไป พลังอำนาจของกรรมเบียดเบียน มีอิทธิพลต่อชีวิตมาก ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว อย่างเช่น คนที่สร้างกรรมไว้ดีแล้ว กำลังได้รับสนองผลของกรรมดี ประสบความสุขความเจริญ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สมบัติ ลาภยศ บริวาร หรือที่เคยยากจนกำลังทำท่าจะมั่งมี ที่มั่งมีอยู่แล้วก็กำลังจะรวยใหญ่กลายเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่ให้เผอิญ กรรมเบียดเบียน ตามมาทัน จึงเกิดพลังอำนาจเข้าไปทำหน้าที่เบียดเบียนบั่นทอนชีวิตที่กำลังก้าวหน้านั้น ให้อับเฉาหยุดความก้าวหน้าลง อดีตกาลนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งมีที่พักอาศัยอยู่ ใกล้ๆ วัดริมแม่น้ำ ในยามเย็นใกล้ค่ำ วันหนึ่ง ขณะอาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ก็พอดีมีสามเณรน้อยน่ารักองค์หนึ่ง พายเรือผ่านมา ชายผู้นี้นึกคะนองขึ้นมาก็แกล้งสามเณร เอามือวักน้ำสาดไปที่สามเณร สามเณรก็หลบด้วยสัญชาตญาณ จึงเป็นเหตุให้เรือล่มทันที สามเณรน้อยตกใจ รีบว่ายน้ำใจคอสั่น ส่วนปากก็ตะโกนด่าว่า ชายคนนั้นก็ยังเกิดความโกรธ จึงเข้าไปตบที่หูของสามเณร 2-3 ที แล้วดึงสามเณรขึ้นมาสู่ริมฝั่งแม่น้ำ จากนั้นกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ต่อมาอีกไม่นานนัก ชายคนนี้ได้ตายไป ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสังสารเป็นเวลาช้านาน จนในสมัยพุทธกาลนี้ จึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีนามว่า “สุนักขัตตลิจฉวี” เมื่อเติบใหญ่เจริญวัยขึ้น ได้มีโอกาสฟังธรรม ก็เกิดความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา แล้วขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในสำนักของพระพุทธเจ้า โดยตั้งใจที่จะฝึกบำเพ็ญวิปัสสนา เพื่อตัดกิเลส เป็นอริยบุคคลในภายหลัง พระพุทธองค์ได้บอกอุบายวิธีอันถูกต้องเหมาะสมกับจริต ในไม่ช้า พระสุนักขัตตลิจฉวี ก็ได้สำเร็จฌานและบรรลุ ทิพพจักขุอภิญญา โดยเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน มีตาทิพย์ สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ เหนือวิสัยของคนธรรมดา เช่น มองเห็น เทวโลก และพรหมโลก เป็นต้น ภิกษุใหม่ดีใจนักหนา จึงเข้าไปทูลขออุบายวิธี เพื่อที่จะฝึกวิชา ทิพพโสตอภิญญา หรือ วิชาหูทิพย์ ให้สำเร็จต่อไป พระพุทธองค์ก็ทรงให้ บริกรรมภาวนา แต่ไม่ได้บอก อุบายวิธี เพราะทรงทราบว่า จะมีพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียน หรือ อุปปีฬกกรรม มาเบียดเบียน มิให้ได้วิชา หูทิพย์ เพราะกรรมที่เคยได้ ตบหูสามเณร ในอดีตชาติ จะมาฝึกวิชาที่เกี่ยวกับ หู ให้สำเร็จได้อย่างไรพระสุนักขัตติลิจฉวี ได้ฝึก วิชาหูทิพย์ อยู่ 3 ปี ก็หาได้สำเร็จไม่ ก็เกิดความเบื่อหน่าย และคิดผิดว่าพระพุทธเจ้า คงไม่มีวิชาที่วิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว จึงลาสิกขาแล้วไปอยู่สำนักอื่นนอกพระพุทธศาสนา ครั้นตายไปก็ไปเกิดในนรก นี่คืออาการของพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนฝ่ายชั่วที่เข้าเบียดเบียนทำร้าย 
 
กรรมตัดรอน (อุปฆาตกกรรม หรือ อุปเฉทกกรรม) กรรมใดที่ทำหน้าที่ฆ่ากรรมอื่นให้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด เรียกว่า “กรรมตัดรอน” หรือ “อุปฆาตกกรรม”พลังอำนาจของ กรรมตัดรอน ก็มีสองอย่างเช่นเดียวกัน คือกรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายชั่ว มีหน้าที่ตัดกรรมฝ่ายตรงข้ามกับตนให้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนอย่างเช่น บุคคลที่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ ฟุ้งเฟื่องเลื่องลือ เป็นที่นับถือแห่งมหาชนทั้งปวง แต่ครั้งกรรมตัดรอนฝ่ายชั่วตามมาทัน ก็จะเกิดพลังอำนาจ ให้เกิดภัยพิบัติอันตรายต่างๆ ยับเยิน ดังถูกพะเนินทุบตีถึงความพินาศในชั่วพริบตา หรือล้มตายหมดอายุ ในชั่วครูเดียว ทั้งๆ ที่ยังไม่น่าจะตายเลย เช่นบุคคลนั้นมักมีปกติเบียดเบียนสัตว์ ก็จะเป็นผลให้กรรมตัดรอนอายุของตนให้สั้นลง
 
ปากทานจตุกะ4 คือ
กรรมหนัก กรรมในเวลาใกล้ตาย กรรมที่ทำบ่อยๆ กรรมที่ทำโดยไม่เจตตนา
 
กรรมหนัก (ครุกกรรม) กรรมหนัก หรือครุกกรรม เป็นกรรมที่พลังอำนาจมากให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ และไม่มีกรรมใดมาขวางกั้นได้ มีพลังแรงอย่างทันตาเห็นในชาติปัจจุบันและสามารถส่งผลถึงชาติหน้าได้ ในส่วนชั่ว หรือบาปหนัก นั้น เรียกว่า อนันตริยกรรม ซึ่งมีอยู่ห้าประการด้วยกัน คือ สังฆเภท คือการที่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งหรือหลายรูป ได้กระทำการทำให้คณะสงฆ์ตั้งแต่สี่รูปขึ้นไปมีความเห็นผิดตามคำยุยงแห่งตนไปกระทำสังฆกรรมต่างหาก ไปสวดพระปาติโมกข์ต่างหาก ผู้ทำสังฆเภทได้นั้น หมายเฉพาะ พระสงฆ์ เท่านั้น แต่ถ้าผู้กระทำเป็นสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ชาวพุทธทั่วไป หรือคนภายนอกพุทธศาสนา นักปราชญ์ ขี้เหล้าเมายา ทิดบาเรียนทั้งหลาย ไม่จัดอยู่ในบาปหนัก ในข้ออนันตริยกรรมนี้ แต่บาปหนักนั้นก็เสมออนันตริยกรรม ในบรรดาอนันตริยกรรมนี้ สังฆเภทเป็นกรรมที่หนักที่สุด ให้ผลก่อนอนัตริยกรรม ประเภทอื่น และสิ้นสุดลงในชาติหน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากได้ทำ อนันตริยกรรม ไว้หลายอย่าง ก็จะได้รับผลของ สังฆเภท อันเป็นกระทงที่หนักที่สุด และอนันตริยกรรมประเภทอื่นก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม โลหิตปาท คือ การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนเกิดอาการห้อเลือด ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัต ได้เป็นผู้กระทำ อนันตริยกรรมข้อ โลหิตปาท นี้จนถูกธรณีสูบตกนรกอเวจีไป ในปัจจุบันนี้หากทำลายล้างวัตถุที่แทนองค์พระพุทธเจ้า เช่น ทำลายพระพุทธรูป ทำลายเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทำลายต้นไม้มหาโพธิ์ ก็มีผลในกรณีเดียวกับโลหิตปาทอรหันตฆาต หรือ การฆ่าพระอรหันต์ บุคคลผู้ใดมีเจตนาชั่วร้าย ฆ่าพระอรหันต์ ได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ฆาตทั้งนั้นคฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมวิเศษ เป็นพระอรหันต์ แต่ยังไม่ทันได้บวชเป็นพระสงฆ์ ผู้ใดฆ่าก็เป็นอนันตริยกรรม และถึงแม้ขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ท่านถูกทำร้ายด้วยอาวุธหรือยาพิษในน้ำดื่มหรืออาหาร เกิดทุกขเวทนา แล้วท่านได้กำหนดเอาทุกขเวทนามาเป็นบาทแห่งวิปัสสนา จนเกิดมรรคผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วดับผลสู่นิพพาน ผู้ทำร้ายย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ มาตุฆาต คือ การฆ่าแม่บังเกิดเกล้า เท่านั้น แม่เลี้ยง แม่บุญธรรม แม่ยาย ไม่เข้าข่ายเป็นมาตุฆาต และต้องเป็นการฆ่าของลูกมนุษย์ต่อแม่มนุษย์เท่านั้น การที่สัตว์เดรัจฉานฆ่าพ่อแม่ของตนนั้นไม่จัดเป็นอนันตริยกรรม การฆ่าแม่นั้นถึงแม้ว่าจะสำคัญผิดหรือไม่รู้ก็จัดเป็นอนันตริยกรรม ปิตุมาต หรือ การฆ่าพ่อบังเกิดเกล้า นัยเดียวกันกับ มาตุฆาต แต่ต่างกันตรงที่กรรมหนักใดจะเป็นผู้ให้ผลก่อน ถ้า แม่กับพ่อ เป็นคนดีมีศีลธรรมเสมอกัน มาตุฆาต ย่อมให้ผลก่อนปิตุฆาต ยกเว้นในกรณีที่พ่อ เป็นผู้มีเคุณธรรม มีศีลธรรมมากกว่า แม่ เท่านั้น ปิตุฆาต จึงจะให้ผลก่อนมาตุฆาต 
 
นิยตมิจฉาทิฏฐิ 3 มีผลเท่ากับอนันตริยกรรม 5 แต่มีข้อแตกต่างกับอนันตริยกรรม5 คือ ถ้ากระทำอนัน
ตริยกรรม 5 แล้วจะขว้างกันกุศลกรรมทั้งหมดเวลาทำกุศลก็จะน้อมนึกถึงบาปนั้นๆอยู่ตลอดเวลาจะไม่สามารถจะกระทำ ฌาน มรรค ผล นิพพาน ให้บังเกิดได้ แต่ถ้าเป็น นิยตมิจฉาทิฏฐิ เมื่อถอนแล้วจะสามารถกระทำ ฌาน มรรค ผล นิพพาน ให้บังเกิดได้ 
นิยตมิจฉาทิฏฐิ 3 คือ นัตถิกทิฏฐิ คือ การมีความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายที่จะได้รับความดีความชั่ว ที่จะได้มีความสุขหรือความทุกข์ ฯลฯ ในภพข้างหน้านั้น ไม่ได้เป็นผลสืบเนื่องไปจากการกระทำอันเป็นบุญหรือเป็นบาป ของตนเองที่ตนทำไว้ในชีวิตปัจจุบัน 
 
อเหตุกทิฏฐิ คือ การมีความเห็นว่าความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์ ฯลฯ ที่สัตว์ทั้งหลายได้รับอยู่ในชีวิตปัจจุบันนี้ ไม่ได้เป็นผลสืบเนื่อง มาจากการกระทำอันเป็นบุญหรือเป็นบาปของตนเอง ในภพก่อน 
อกริยทิฏฐิ คือ มีความเห็นว่าการกระทำของสัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้ว่าจะทำดีก็ไม่ชื่อว่าเป็นบุญ ถึงแม้กระทำชั่วก็ไม่ชื่อว่าเป็นบาป แต่เชื่อว่าการกระทำไม่ว่าดีหรือไม่ดีก็แค่เป็นไปตามธรรมดา ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาป สำหรับครุกรรมส่วนดีนั้น ได้แก่ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในผลทันทีในปัจจุบันชาติคือให้สำเร็จ มรรค ผล นิพพานในชาตินี้เลยแล้วยังตามส่งให้สนับสนุนทำความดี ศึกษาธรรมในทุกชาติ จนกว่าจะถึงพระนิพพาน การบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนถึงระดับ ปฐมฌาน จนถึง จตุตถฌาน ซึ่งเป็นรูปฌาน และบำเพ็ญอรูปฌาน จนถึงระดับ อากาสานัญจายตนะ (เพ่งอากาศ) วิญญาณัญจายตนะ (เพ่งวิญญาณ) อากิญจัญญายตนะ (เพ่งความว่าง) เนวสัญญานาสัญญายตนะ (เพ่งความจะมีสัญญาก็ไม่ใช่จะไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) ตามลำดับ กรรมใกล้ตาย (อาสันนกรรม) ได้แก่กรรมที่กระทำก่อนใกล้จะตาย หรือการระลึกถึงกรรมที่เคยกระทำไว้ในเวลาที่ใกล้จะตาย ซึ่งมีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว บางคนจะเห็นเป็นนิมิตที่ต่างกันเช่น ถ้าจะได้ไปเกิดเป็นเทวดา ก็จะเห็นบุพนิมิต เห็นปราสาทวิมาร เทพบุตร เทพธิดา เห็นรถทิพย์มารับจากสวรรค์ เห็นอุทยานทิพย์ เห็นต้นไม้กัลปพฤกษ์ และ ต้นปาริชาติทิพย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จะเกิดเป็นมนุษย์อาจมีบุพนิมิตเห็น ครรภ์ มารดา บ้านเรือน เห็นก้อนเนื้อ เห็นคนมาเชิญให้ไปอยู่ด้วย ถ้าเกิดเห็นบุญที่ตนทำแล้วเกิดปิติโสมนัสขณะตายย่อมเข้าสู่สุคติภูมิ ถ้าเห็นบาปที่ตนได้กระทำไว้ก็ย่อมเข้าสู่ อบาย ทุคติ วินิบาต และ นรก กรรมที่ทำเป็นประจำ (อาจิณณกรรม) กรรมที่กระทำบ่อยๆ หรือกระทำเป็นประจำเรียกว่า อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว และแม้แต่การกระทำซึ่งถึงแม้จะกระทำเพียงครั้งเดียว แต่การกระทำนั้นกินใจหรือประทับใจอย่างรุนแรง จึงทำให้ต้องนึกถึงอยู่บ่อยๆ และเมื่อนึกถึงก็ประหนึ่งเหมือนพึ่งกระทำลงไป อย่างนี้ก็เป็น อาจิณณกรรม เหมือนกัน คนมีใจบาปหยาบช้า กระทำความไม่ดีต่างๆ ด้วยกายบ้าง วาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง แล้วกระทำความไม่ดีนั้นอยู่เสมอ เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นประจำ เมื่อตายไปก็ย่อมเข้าสู่ อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ยกตัวอย่างเช่น นายจุนทสูกริกนั้น ฆ่าสุกรทั้งหลายกินบ้าง ขายบ้าง เลี้ยงชีวิต อยู่สิ้น ๕๕ ปี. ในเวลาข้าวแพง เขาเอาเกวียนบรรทุกข้าวเปลือกไปสู่ชนบท แลกลูกสุกรบ้านด้วยข้าวเปลือกประมาณ ๑ ทะนานหรือ ๒ ทะนาน บรรทุกเต็มเกวียนแล้วกลับมา ล้อมที่แห่งหนึ่งดุจคอก ข้างหลังที่อยู่แล้วปลูกผักในที่นั้นนั่นแล เพื่อลูกสุกรเหล่านั้น เมื่อลูกสุกรเหล่านั้น กินกอผักต่างๆ บ้าง สรีรวลัญชะ (คูถ) บ้าง ก็เติบโตขึ้น, (เขา) มีความประสงค์จะฆ่าตัวใดๆ ก็มัดตัวนั้นๆ ให้แน่น ณ ที่ฆ่าแล้ว ทุบด้วยค้อน ๔ เหลี่ยม เพื่อให้เนื้อสุกรพองหนาขึ้น รู้ว่า เนื้อหนาขึ้นแล้ว ก็ง้างปากสอดไม้เข้าไปในระหว่างฟัน กรอกน้ำร้อนที่เดือดพล่าน เข้าไปในปากด้วยทะนานโลหะ. น้ำร้อนนั้นเข้าไปพล่านในท้อง ขับกรีสออกมาในส่วนเบื้องต่ำ (ทวารหนัก) กรีสน้อยหนึ่งยังมีอยู่เพียงใด ย่อมออกเป็นน้ำขุ่นเพียงนั้น เมื่อท้องสะอาดแล้ว จึงออกเป็นน้ำใส ไม่ขุ่น, ทีนั้น เขาจึงราดน้ำที่ยังเหลือบนหลังสุกรนั้น. น้ำนั้นลอกเอาหนังดำออกไป. แต่นั้นจึงลนขนด้วยคบหญ้าแล้ว ตัดศีรษะด้วยอาบอันคม รองโลหิตที่ไหลออกด้วยภาชนะ เคล้าเนื้อด้วยโลหิต แล้วปิ้งนั่งรับประทาน ในท่ามกลางบุตรและภรรยา ขายส่วนที่เหลือ. เมื่อเขาเลี้ยงชีวิตโดยทำนองนี้นั่นแล, เวลาได้ล่วงไป ๕๕ ปี. เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในธุรวิหาร, การบูชาด้วยดอกไม้เพียงกำหนึ่งก็ดี การถวายภิกษาเพียงทัพพีหนึ่งก็ดี ชื่อว่าบุญอื่นน้อยหนึ่งก็ดี มิได้มีแล้วสักวันหนึ่ง.เมื่อความเร่าร้อนนั้น ปรากฏแก่นายจุนทสูกริกนั้นแล้ว, อาการอันเหมาะสมด้วยกรรมก็เกิดขึ้น. เขาร้องเสียงเหมือนหมู คลานไปในท่ามกลางเรือนนั่นเอง, ไปสู่ที่ในทิศตะวันออกบ้าง สู่ที่ในทิศตะวันตกบ้าง. ลำดับนั้น พวกคนในเรือนของเขา จับเขาไว้ให้มั่นแล้วปิดปาก. ธรรมดาผลแห่งกรรม อันใครๆ ไม่สามารถจะห้ามได้. เขาเที่ยวร้องไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง. คนใน ๗ หลังคาเรือนโดยรอบ ย่อมไม่ได้หลับนอน. อนึ่ง คนในเรือนทั้งหมด เมื่อไม่สามารถจะห้ามการออกไปภายนอกของเขาผู้ถูกมรณภัยคุกคามแล้วได้ จึงปิดประตูเรือน ล้อมรักษาอยู่ภายนอกเรือน โดยประการที่เขาอยู่ภายใน ไม่สามารถจะเที่ยวไปข้างนอกได้ แม้นายจุนทสูกริก เที่ยวร้องไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ภายในเรือนนั่นเอง ด้วยความเร่าร้อนในนรก. เขาเที่ยวไปอย่างนั้นตลอด ๗ วัน, ในวันที่ ๘ ทำกาละ (ตาย) แล้ว ไปเกิดในอเวจีมหานรก. อเวจีมหานรก กรรมที่สักแต่ว่าทำหรือกรรมไม่เจตนา (กตัตตากรรม) กรรมที่สักแต่ว่าทำ โดยผู้กระทำไม่มีเจตนา ไม่ได้มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ คล้ายกับว่า ไม่เต็มใจทำ เรียกว่า กรรมไม่เจตนา หรือ กตัตตกรรม ยกตัวอย่างเช่น ชายผู้หนึ่งมีอาชีพทำนา วันหนึ่งชาวบ้านชาวเมืองได้พากันไปทำบุญ และทำการสักการบูชาแด่พระพุทธเจ้า และได้ชักชวนชาวนาผู้นี้ด้วย แต่ชาวนาผู้นี้กลับมีความเห็นผิด มองเห็นว่า การไปทำบุญนั้นเป็นการเสียประโยชน์ เสียเวลาทำมาหากิน เสียเวลาไถนา แต่เมื่อถูกชักชวนหว่านล้อม มากๆ ก็เลยพูดประชดออกไป โดยไม่มีเจตนาดูถูกดูหมิ่นพระพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าดีจริง แต่เราตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าท่านสามารถมาจับหางไถ ไถนาได้อย่างเราเมื่อไรนั่นแหละ จึงจะไปทำบุญด้วย เหมือนกับยุคปัจจุบัน ที่มีผู้มาบอกบุญบ่อยๆ ด้วยความไม่อยากทำบุญ ก็จะพูดประชดประชัน และบางทีก็พาลหาเรื่อง กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปเลยก็มี แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเขาถวายข้าวสารอาหารแห้ง ให้เป็นของสงฆ์ หรือที่เราเรียกว่า สังฆทาน แต่กลับนำของนั้นมาใช้หรือนำไปให้ผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสงฆ์ ก็เป็น กตัตตากรรมฝ่ายชั่ว พาไปสู่ ทุคติ กตัตตกรรมฝ่ายดี กบน้อยตัวหนึ่ง ได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้าที่กำลังแสดงธรรม ก็เกิดความซาบซึ้งยินดีในน้ำเสียงนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีความเข้าใจในเนื้อความ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป เหมือนกับพวกเราชาวพุทธ ที่ฟังพระสงฆ์สวดมนต์ ก็ให้รู้สึกปลื้มปีติจิตแน่วแน่ หารู้ความหมายในเสียงสวดมนต์นั้นไม่ แต่ก็รู้สึกเพลิดเพลินในใจมีความสุข อย่างนี้เป็นกตัตตกรรมฝ่ายดี เมื่อตายไปสามารถพาไปสู่ สุคติได้ การจับมือลูกหลานให้ถือทัพพีใส่บาตรพระ การจับมือเด็กให้ประนมมือไหว้พระ หรือสอนให้ภาวนา พุทโธๆๆ ซึ่งทารกเหล่านั้นก็แสดงกิริยาบุญไปอย่างนั้นเอง หาได้รู้ว่าหรือมีเจตนาว่าเป็นสิ่งดีมีคุณเป็นบุญเป็นกุศล เหมือนกับนกแก้ว นกขุนทอง นกสาลิกา สอนให้พูดภาษาคนได้ สอนให้สวดมนต์ได้ก็จัดเป็น กตัตตกรรมฝ่ายดี นกเค้าแมวตัวหนึ่ง ได้แลเห็นพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตรด้วยอาการสำรวม สง่างาม ก็มีจิตรักใคร่ชอบใจ จึงออกบินไปส่งครึ่งทาง เป็นประจำตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ ณ ถ้ำที่นกเค้าแมวตัวนี้อาศัยอยู่ ไม่แต่เท่านั้น วันหนึ่งในเวลาเย็นใกล้ค่ำ ขณะตะวันกำลังสาดแสงสีเหลืองแดง นกเค้าแมวตัวนี้ถึงกับบินออกจากซอกถ้ำ ไปยืนอยู่หน้าพระพุทธองค์ พร้อมยกปีกซ้ายขวาประหนึ่งถวายความเคารพ ทั้งๆ ที่ไม่รู้บุญรู้บาป แต่กระทำไปเพราะอยากจะทำ อย่างนี้ก็เป็น กตัตตกรรมฝ่ายดี ที่นำไปสู่สุคติได้ ปากกาลจตุกะ4 คือ การให้ผลของกรรม ในปัจจุบันชาติ ชาติที่2 ชาติที่ 3 และ กรรมที่ตามไม่ทัน 
 
กรรมทันตาเห็นหรือกรรมที่ให้ผลชาตินี้ (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหรือกรรมที่ให้ผลทันตา (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) เป็นกรรมที่มีพลังอำนาจให้ผลในชาตินี้เลยทีเดียว ไม่มีแรงกรรมไปถึงชาติหน้าหรือชาติอื่นๆ มีทั้งที่ให้ผลทันตาภายในเจ็ดวัน (ปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) และหลังเจ็ดวันล่วงไปแล้ว แต่ไม่ข้ามภาพข้ามชาติคงให้ผลเฉพาะในชาตินี้เท่านั้น (อปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) ตัวอย่างเช่นชายยากจนเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายมหาทุคคตะ ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่ องค์สมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวันนั่นเอง ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายปุณณะพร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่องค์พระสารีบุตรมหาเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดความร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวัน ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายกากวฬิยะ พร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระกัสสปสังฆเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดร่ำรวยมหาศาลภายในเวลาเจ็ดวัน ส่วนกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นภายในเจ็ดวัน ฝ่ายชั่ว ก็มีตัวอย่าง เช่น มานพผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นันทะ เป็นคนไร้สติปัญญามากด้วยโมหะจริต มีจิตคิดปฏิพัทธ์รักใคร่ใน พระอุบลวรรณาเถรี ซึ่งเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลส วันหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปปลุกปล้ำองค์พระอรหันต์ สำเร็จเป็น กรรมทันตาฝ่ายชั่ว ถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรกภายในเจ็ดวัน สมเด็จพระเจ้าสุปพุทธะราชาธิบดี แห่งเทวทหะนคร ซึ่งเป็นพระราชบิดรองค์เจ้าชายเทวทัตและฟ้าหญิงยโสธรา ผู้มีจิตอาฆาตพยาบาทต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดา ภายหลังได้เสวยน้ำจัณฑ์จนมีพระอาการมึนเมา แล้วเข้าปิดกั้นทางโคจรบิณฑบาตรแสดงอาการไม่เคารพขับไล่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สำเร็จ เป็นกรรมทันตาเห็น แล้วถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรก ภายในเวลาเจ็ดวัน จะเกิดได้ต้องได้รับการเกื้อหนุนเป็นพิเศษ คือ ฝ่ายกุศลต้องประกอบด้วย สัมปัตติ 4 คือ ต้องเกิดในสุคติภูมิ ต้องเกิดในสมัยที่มีพระศาสนาและมีร่างกายครบ 32 ประการ และ ต้องเพียรประพฤติแต่สุจริตกรรมคือให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาอยู่เสมอๆ ส่วนอกุศลจะเป็นฝ่ายตรงข้าม ผู้ที่ได้รับหรือถูกกระทำจะต้องเป็น ผู้ที่มีคุณวิเศษเหนือมนุษย์ เช่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอนาคามี ที่สำคัญจะต้องได้รับผลในชาตินี้เท่านั้นถ้าไม่ได้จะเป็นอโหสิกรรม กรรมที่ให้ผลชาติหน้า (อุปปัชชเวทนียกรรม) เป็นกรรมที่บุคคลใดได้กระทำแล้วย่อมมีพลังอำนาจให้ผลในชาติหน้า อันเป็นชาติที่ 2 ต่อจากชาตินี้ เป็นกรรมที่ทำโดยมีเจตนาแรงกล้า ให้ผลในชาติหน้าเท่านั้น ถ้าไม่ให้ผลจะเป็นอโหสิกรรม กรรมประเภทนี้มักเป็นกรรมประเภท กรรมหนัก ทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว ถ้าเป็นฝ่ายชั่ว ก็เป็นประเภท อนันตริยกรรม และ นิยตมิจฉาทิฏฐิ บุคคลเหล่านี้เมื่อตายไปย่อมถูกพลังอำนาจของกรรมชักนำไปเกิดในนรกทันทีอันที่จริงเมื่อทำกรรมประเภทนี้แล้ว ผลแห่งกรรมก็ปรากฏให้เห็นในชาตินี้ด้วยเพียงเล็กน้อย กรรมที่ต้องรับในนรก มันแรงและแสนสาหัสกว่า ระยะเวลามันยาวนานจนนับไม่ถ้วน จึงเรียกว่ามันมีพลังอำนาจแรงกว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี มีพระราชกุมารทรงพระนามว่า พรหมทัตกุมาร และมีบุตรของปุโรหิตคนหนึ่ง มีชื่อว่า สังกิจจกุมาร ทั้งสองเป็นสหายสนิทกัน ถึงแม้ว่าจะมีฐานะแตกต่างกัน เมื่อทั้งสองได้สำเร็จการศึกษา จาก ตักกศิลานคร พรหมทัตกุมาร ก็ได้รับการสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราชแห่งพาราณสีมหานคร ส่วน สังกิจจกุมาร ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอำมาตย์คนสนิทแห่งเจ้าอุปราชผู้เป็นสหายแห่งตน วันหนึ่งเจ้าอุปราชเกิดมักใหญ่ใฝ่สูง อยากจะได้ครอบครองสมบัติและอำนาจ จึงคิดปลงพระชนม์สมเด็จพระราชบิดา แต่ก็ได้รับการทัดทานจาก อำมาตย์สังกิจจกุมาร เจ้าอุปราชก็หาได้ฟังคำทันทานไม่ กลับซ่องสุมผู้คนและกำลังอาวุธ จนในที่สุดก็ทำบาปหนัก ด้วยการปลงพระชนม์สมเด็จพระราชบิดาของตน ส่วนสังกิจจกุมาร เมื่อไม่อาจขัดขวางได้ ก็ได้ปลีกตัวไปบวชเป็นฤาษีในป่าใหญ่ เจริญภาวนาจนสำเร็จฌานอภิญญา สามารถจัดแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ และมีความรู้เหนือวิสัยคนธรรมดา ด้วยอำนาจแห่งอภิญญาที่ได้บรรลุ เมื่อพรหมทัตกุมาร ทำการสำเร็จ ก็ยินดีปรีดากันอยู่ไม่นาน แต่การฆ่าบิดาอันเป็นกรรมหนัก อนันตริยกรรม จึงทำให้กษัตริย์องค์ใหม่ร้อนรุ่มกลุ้มพระทัย กลัวบาปกรรมนรกเป็นที่สุด จึงให้นึกถึงสหายเก่า และได้สืบเสาะค้นหา สังกิจจฤาษี เมื่อได้พบและ สังกิจจฤาษี ได้แสดงด้วยฤทธาให้เห็นถึงสภาพนรกต่างๆ กษัตริย์ผู้สำนึกบาปก็ได้บริจาคทานและรักษาศีลเป็นเนืองนิตย์ แต่ก็เป็นที่สังเวชใจยิ่งนัก เมื่อถึงกาลสิ้นพระชนม์พลังอำนาจของบาปกรรมที่ฆ่าพ่อก็ฉุดกระชากให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกอเวจี กรรมที่ให้ผลชาติที่ 3 จนถึง พระนิพพาน (อปราปริยเวทนียกรรม) กรรมหรือการกระทำไม่ว่าดี หรือชั่ว ที่มีพลังอำนาจส่งผลแก่ผู้กระทำ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป (ชาติปัจจุบันนับเป็นชาติที่ 1 ชาติหน้านับเป็นชาติที่ 2) ไม่ว่าจะเป็นชาติใด เมื่อกรรมประเภทนี้มีโอกาสเมื่อใดย่อมให้ผลเมื่อนั้น ดุจสุนัขล่าเนื้อ ตามทันเมื่อไรย่อมกัดเมื่อนั้น ไม่มีการเป็นอโหสิกรรม จนกว่าผู้กระทำจักได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานแล้วเท่านั้น จึงจักหมดฤทธิ์ไม่อาจติดตามต่อไปได้ เพราะท่านไม่เกิดอีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะสำเร็จอรหันต์แล้วแต่ยังไม่ดับขันธ์ ก็ยังคงต้องมีโอกาสรับกรรมประเภทนี้อยู่อีกนั่นเองกรรมชนิดนี้เรียกว่า “อปราปริยเวทนียกรรม” เป็นกรรมที่มีพลังแรงและมีอายุยืนยาวกว่ากรรมใดๆ ข้อประการอันทำให้ อกุศลอปราปริยเวทนียกรรม ตามไม่ทัน ทำแต่สิ่งที่ดีงาม คือ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา = ปุพเพกตปุญญตา มีความยินดีในปฏิรูปเทศ คือ อยู่ในสถานที่มีคนดีมีศีลธรรม ให้เป็นคนมีปัญญา คือ งดเว้นจากคนชั่ว ไม่เกลือกกลั้วคนพาล คบบัณฑิต ใครในการศึกษา คือ อุตสาหะสดับตรับฟังธรรม และ หมั่นศึกษาธรรมที่ถูกต้อง โดยไม่ใช่วิชาทางโลกซึ่งเรียกกว่า เฉโก แปลว่าฉลาดในการเอาเปรียบ ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม คือ พยายามรักษา กาย วาจา ใจ ของตนให้อยู่ในทางสุจริต กรรมที่ตามไม่ทัน (อโหสิกรรม) กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสให้ผล เรียกว่า “อโหสิกรรม"คนเราเกิดมามักกระทำทั้งกรรมดี และกรรมชั่วสลับกันไป กรรมหลายอย่าง ที่เป็นกรรมชนิดที่ให้ผลในชาตินี้ เป็นกรรมทันตาเห็น ซึ่งเป็นผลหนักเบาต่างกัน เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว กรรมทันตาเห็น ประเภทหนักสุด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่ว ย่อมให้ผลก่อน แต่ให้ผลไปจนกระทั่งเราตายจากชาตินี้ไป กรรมทันตาเห็นประเภทรองๆ ลงไป ซึ่งเป็นกรรมที่ต้องให้ผลในชาตินี้เหมือนกัน เมื่อชาตินี้หมดไปแล้ว กรรมเหล่านี้ก็กลายเป็น อโหสิกรรม ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่พระภิกษุสงฆ์ถือศีล 227 ข้อ แต่วันหนึ่งเกิดไปผิดศีลที่ไม่ถึงกับปราชิกแต่ไม่ปลงอาบัติ เมื่อตายไปจึงตกนรกก่อนแล้วกรรมที่รักษาศีลมาดีที่ให้ผลไปสวรรค์ จึงกลายเป็นอโหสิกรรมไป หลังจากตกนรกแล้ว จึงไปเกิดเป็นเปรต สัตว์เดรัจฉาน ครั้นหมดกรรมแล้วจึงจะไปเกิดเป็นเทพบุตร อโหสิกรรมไม่ใช่กรรมที่ไม่ต้องใช้แต่เป็นเพียงกรรมที่ต้องใช้ในโอกาสหน้าเท่านั้นเอง 4.ปากฐานจตุกะ 4 แบ่งเป็น อกุศลกรรม กามาวจรกุศลกรรม รูปาวจรกุศลกรรม อรูปาวจรกุศลกรรม อกุศลกรรม คือ กรรมที่เกิดจาก อกุศลมูล เหตุ คือ อกุศลจิต 12 มี โมหมูลจิต 2 โลภมูลจิต 8 โทสมูลจิต 2 และ อกุศลกรรมบถ 10 ประกอบใน 3 ทวาร อันมี กาย 3 ได้แก่ การเบียดเบียนและคิดจะฆ่าสัตว์จนฆ่าสำเร็จ การลักทรัพย์ การล่วงประเวณี วจี 4 ได้แก่ พูดปด พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ใจ 3 คือ เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น พยาบาทคิดปองร้ายผู้อื่น มิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นทื่ผิด กามาวจรกุศลกรรม คือ กรรมที่เกิดจาก กุศลมูล คือ กุศลกรรมบถ 10 ใน 3 ทวาร กายสุจริต3 วจีสุจริต4 มโนสุจริต3 และ กระทำบุญกิริยาวัตถุ 10
 
๑. ทาน(ทานมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในการสร้างทานนั้น
๒. มีเจตนา ๔ ในการทำทานนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะทำทานนั้น
๒. เจตนาขณะที่กำลังทำทานนั้น
๓. เจตนาขณะที่ทำทานนั้นเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาที่ทำทานนั้นเสร็จไปแล้วเป็นเวลานาน
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔
๔. องค์ทานที่จะทำนั้นต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์
๕. องค์ทานนั้นต้องมีประโยชน์กับปฏิคาหกหรือผู้รับ
๖. ปฏิคาหกหรือผู้รับต้องเป็นบุคคลที่สมควร ( มีคุณธรรมสูงสุด คืออริยบุคคล ต่ำสุด คือผู้มีนิจศีล)
 
๒ ศีล(ศีลมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในการที่จะรักษาศีลอันถูกต้อง
๒. มีเจตนา ๔ ในการรักษาศีลนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะรักษาศีล
๒. เจตนาขณะที่กำลังอยู่ในศีล
๓. เจตนาที่พ้นจากศีลใหม่ๆ
๔. เจตนาที่พ้นจากศีลนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔
๔. ศีลแต่ละตัวจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง
๕. ประเภทของศีลอย่างหยาบๆมีดังนี้คือ
๑. นิจศีล หมายถึง ศีลที่ติดอยู่ตลอดไปโดยไม่ละทิ้ง และมีความถูกต้องครบถ้วน
๒. อุโบสถศีล หมายถึง ศีล ๒ อันได้แก่
๑. ปาฏิโมกขสังวร คือ ศีลทั้ง ๘ ตัว จะต้องมีครบถ้วนไม่บกพร่อง
๒. ภาวนา คือ ในขณะที่รักษาศีลอยู่นั้นจะต้องมีการภาวนาในอนุสสติ ๕ ให้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่รักษาศีล คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ เทวตานุสสติ
๓. วิสุทธิศีล หมายถึง ศีล ๔ อันได้แก่
๑. ปาฏิโมกขสังวร คือ ศีลที่รักษามีกี่ตัวจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์
๒. อินทรีย์สังวร คือ การสำรวมทางทวาร ๖ อยู่ในความเป็นอุเบกขา
๓. อาชีวสังวร คือ การเลี้ยงชีวิตโดยชอบ ภิกษุได้แก่การบิณฑบาต ถ้าเป็นคฤหัสถ์จะต้องเป็นสัมมาอาชีวะ
๔. ปัจจยสังวร คือ การกินอาหารต้องพิจารณาว่ากินเพื่อดำรงชีวิตอยู่ การแต่งกายต้อง
พิจารณาว่าแต่งกายเพื่อป้องกันอุณหภูมิร้อนเย็น และป้องกันความอุจาดลามก ที่อยู่อาศัยจะต้อง
พิจารณาว่าเพื่อป้องกันแดดป้องกันฝน การกินยารักษาโรคต้องพิจารณาว่าเพื่อบำบัดทุกขเวทนา
ให้ลดน้อยถอยลง จะได้ทำคุณงามความดีให้เกิดขึ้นได้
 
๓ ภาวนา(ภาวนามัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในการที่จะสร้างภาวนาให้เกิดขึ้น
๒. มีเจตนา ๔ ในการภาวนานั้น คือ
๑. เจตนาก่อนภาวนา
๒. เจตนาขณะกำลังภาวนา
๓. เจตนาเมื่อภาวนาเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาเมื่อภาวนาเสร็จไปนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. ภาวนาอันถูกต้องในพระธรรมของพุทธศาสนา 
๕. มีความรู้ความหมายของบทบริกรรมภาวนานั้นว่ามีความหมายประการใดแล้วโน้มจิตตามไป
 
๔. การเคารพบุคคลที่ควรเคารพหรือการอ่อนน้อมถ่อมตน(อปจายมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในบุคคลผู้นั้น
๒. มีเจตนา ๔ ในการเคารพหรือการอ่อนน้อมถ่อมตน คือ
๑. เจตนาก่อนทำ
๒. เจตนาขณะกำลังทำ
๓. เจตนาเมื่อทำเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาเมื่อทำเสร็จแล้วเป็นเวลานาน
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. บุคคลผู้นั้นมีคุณสมบัติอันดีทางโลกหรือทางธรรมอันถูกต้อง
๕. เคารพโดยการอนุโมทนาในคุณงามความดีในทางโลกหรือทางธรรมอันถูกต้องของผู้นั้น
 
๕. ขวนขวายในกิจที่ชอบ(เวยยาวัจจมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในการที่จะขวนขวายในกิจที่ชอบ
๒. มีเจตนา ๔ ในการขวนขวายในกิจที่ชอบนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนทำการขวนขวายในกิจที่ชอบ
๒. เจตนาขณะทำการขวนขวายในกิจที่ชอบ
๓. เจตนาที่ขวนขวายในกิจที่ชอบเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนที่ขวนขวายในกิจที่ชอบเสร็จแล้วนาน
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
 
๖. การแผ่กุศลผลบุญ(ปัตติทานมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องที่จะให้ความเอื้อเฟื้อความสุขความสบายแก่ผู้อื่น
๒. มีเจตนา ๔ ในการที่จะแผ่กุศลผลบุญนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะแผ่กุศลผลบุญนั้น
๒. เจตนาขณะที่กำลังแผ่กุศลผลบุญนั้น
๓. เจตนาที่แผ่กุศลผลบุญนั้นเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาที่ได้แผ่กุศลผลบุญนั้นเสร็จนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. ตนได้สร้างกุศลอันถูกต้องให้เกิดขึ้นแล้ว อันได้แก่ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล โลกุตตรกุศล อันถูกต้องในพระพุทธศาสนา
๕. การแผ่กุศลเสร็จแล้ว ควรจะได้ขออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เพราะผู้นั้นอาจเคยเป็น เจ้าเวรนายกรรมมาแต่ก่อนก็ได้ 
๖. ระบุผู้ที่ควรแก่การแผ่กุศลนั้นด้วยเจตนาอันมั่นคง และสมควรแก่ฐานะที่เราจะแผ่กุศลผลบุญให้แก่เขา หรือสมควรแก่ฐานะของผู้รับจะได้รับหรือไม่
 
๗. การอนุโมทนาบุญ(ปัตตานุโมทนามัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องที่ผู้นั้นกระทำคุณงามความดีอันถูกต้องในทางโลกหรือทางธรรม
๒. มีเจตนา ๔ ในการอนุโมทนาคุณงามความดีของผู้นั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะอนุโมทนา
๒. เจตนาขณะที่กำลังอนุโมทนา
๓. เจตนาขณะที่อนุโมทนาเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาขณะที่อนุโมทนาเสร็จเป็นเวลานานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา
 
๘. การฟังธรรม(ธัมมัสสวนมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องที่ได้ฟังธรรมในพระพุทธศาสนา
๒. มีเจตนา ๔ ในการฟังธรรมนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะฟัง
๒. เจตนาขณะที่กำลังฟังธรรม
๓. เจตนาที่ฟังธรรมเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาที่ฟังธรรมเสร็จนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. ตั้งใจฟังด้วยความเคารพในธรรมของพุทธศาสนาและพยายามจดจำไว้
๕. เมื่อฟังแล้วพิจารณากลั่นกรองด้วยเหตุด้วยผล และพิจารณาว่าธรรมนั้นสมควรแก่ฐานะของตัวเราที่จะประพฤติปฏิบัติได้หรือไม่
๖. เมื่อมีข้อสงสัยก็สนทนาไต่ถามเพื่อทำความเข้าใจอันถูกต้อง
๗. ประพฤติปฏิบัติธรรมที่ได้ฟังให้ถูกต้องตามควรแก่ฐานะ คือ การสืบต่อพระพุทธศาสนานั่นเอง
 
๙. การให้ธรรมเป็นทาน(ธัมมเทสนามัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องเพื่อดำรงไว้ซึ่งพุทธศาสนา
๒. มีเจตนา ๔ ในการที่ให้ธรรมอันสมควร คือ
๑. เจตนาก่อนให้ธรรม
๒. เจตนากำลังให้ธรรม
๓. เจตนาที่ให้ธรรมเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาที่ให้ธรรมเสร็จนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. เป็นธรรมในพระพุทธศาสนาอันถูกต้อง
๕. ธรรมที่ให้นั้นเป็นธรรมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติ
๖. ชี้แจงให้ผู้ฟังมีความเข้าใจ สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติได้โดยถูกต้องตามฐานะ
 
๑0. ทิฏฐุชุกรรม ( การทำความเห็นให้ถูก ) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องโดยเชื่อพระธรรมในพุทธศาสนาแต่ละเรื่องและขั้นตอนในการที่กระทำสิ่งนั้นๆ ให้ถูกต้อง
๒. จะต้องมีการค้นคว้าในพระธรรมคำสอนอันถูกต้อง
๓. จะต้องมีการประพฤติธรรมปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมและผลเกิดขึ้นแล้วจึงจะสามารถรู้ได้ว่าอย่างใดผิดอย่างใดถูก
๔. ต้องใช้สติและปัญญาประกอบด้วยเหตุและผลแต่ละขั้นละตอน
๕. ในเรื่องแต่ละเรื่องจะต้องพิจารณาด้วยเหตุและผลด้วยจิตเป็นอุเบกขา ทั้งในเรื่องดีและเรื่องชั่ว
๖. สิ่งที่ถูกต้องตามพระธรรมคำสอนนั่นก็คือ " ละความชั่ว ทำแต่ความดี "
ความเห็นที่ 45 (3420303)

 ๗. เมื่อการทำความเห็นให้ถูกต้องแล้ว จะกระทำในสิ่งอันถูกต้องนั้นจะต้อง ประกอบด้วยเจตนา

๔ อันมีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่ง ใน ๘ ดวง
กัมมสกตาปัญญา มีธรรมเป็นปัจจัย คือ สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิด พิจารณาไตร่ตรอง ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน รูปาวจรกุศลกรรม คือ กุศลกรรมที่เกิดจาก มหัคคตกุศลมูล เป็นภาวนามัยที่เกิดทางมโนทวารเพียงทางเดียว โดย กัมมัฏฐาน 26 คือ กสิน 10 อสุภ 10 กายคตาสติ 1 อานาปานสติ 1 พรหมวิหาร 4 เป็นเหตุให้เกิด รูปาวจรกุศลกุศลกรรม คือ รูปาวจรกุศลจิต 5 รูปฌาน 5 องค์ธรรม
1.ปฐมฌาณ มีองค์ฌาน คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา
2.ทุติยฌาน มีองค์ฌาน คือ วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา
3.ตติยฌาน มีองค์ฌาน คือ ปิติ สุข เอกัคคตา
4.จตุถะฌาน มีองค์ฌาน คือ สุข เอกัคคตา
5.ปัจมฌาน มีองค์ฌาน คือ อุเบกขา เอกัคคตา อรูปาวจรกุศลกรรม คือ กุศลกรรมที่เกิดจาก มหัคคตกุศลมูล เป็นภาวนามัยที่เกิดทางมโนทวารเพียงทางเดียว โดย กัมมัฏฐาน 4 กสิณุคฆาฏิมากาส 1 อากาสานัญจายตน 1 นัตถิภาวบัญญัติ 1 อากิญจัญญายตน 1 เหตุให้เกิด อรูปาวจรกุศลกุศลกรรม คือ อรูปาวจรกุศลจิต 4 อรูปฌาน 4 ปัญจมฌาน (องค์ฌาน 2 มี อุเบกขา เอกัคคตา ) อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
กรรมจตุกะ 4
แบ่งออกเป็น4ประเภทคือ 
1.กิจจจตุกะ 4 คือ หน้าที่ของกรรม
2.ปากทานจตุกะ 4 คือ ประเภทของกรรม
3.ปากกาลจตุกะ 4 คือ ลำดับการให้ผลของกรรม
4.ปากฐานจตุกะ 4 คือ เหตุแห่งวิบาก

กิจจจตุกะ 4 มีกรรมอันนำให้เกิด อุดหนุน ทั้งเบียดเบียน และ ตัดรอน ทั้งกรรมดี และ กรรมชั่ว
กรรมพาให้เกิด (ชนกกรรม) คนเราที่มาเกิด ก็เนื่องจากกรรมที่ตนเองได้เคยสร้างไว้ในอดีตชาติ บันดาลให้มาเกิดตามเหตุปัจจัยที่ได้สะสมไว้ อันเป็นพลังอำนาจของกรรมที่เรียกว่า “ชนกกรรม” หรือกรรมที่พาให้เกิดเมื่อกรรมบันดาลให้ไปเกิด เช่น ผู้ที่มักโกรธ ถ้าไม่ไปเกิดเป็นอสุรกาย เนื่องจากมีกรรมที่ดีนำมาให้เกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีกรรมวิบากให้เกิดมากผิวสีคล่ำไม่สวยหยาบ ผู้ที่มีจิตใจโลภก็จะได้มากเกิดในตระกูลที่ยากจน หรือไม่ก็ไปเกิดเป็นเปรต เป็นต้น
กรรมสนับสนุนหรือกรรมอุปถัมภ์ (อุปัตถัมภกรรม) กรรมที่ช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุนชนกกรม เช่นทำกรรมฝ่ายดี ให้เจริญยิ่งขึ้น และกรรมฝ่ายชั่ว ให้ชั่วยิ่งขึ้น เรียกว่า “กรรมสนับสนุน” หรือ “อุปัตถัมภกรรม”ถึงแม้ว่าในชาติปัจจุบันที่เราเกิดมาแล้วนี้ เราจะพลาดพลั้ง เกิดมาในสภาพไม่ดีนัก ไม่น่าพอใจนัก แต่เราก็สามารถเพิ่มเติม ปรับปรุงแก้ไข ให้ดีกว่าเดิมได้ เช่นถ้าหากเกิดมาจน ก็แก้กรรม ด้วยความขยันขันแข็ง อดทน แบ่งรายได้ ทำบุญทำทานบ้างเป็นปกตินิสัย ซึ่งมีทั้ง กรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายไม่ดี บางคนพอเริ่มเข้าท้องแม่ ก็มีพลังบันดาลให้พ่อแม่โชคดีมีลาภ ทำอะไรก็แลดูดีไปหมด อย่างนี้เรียกว่า พลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ฝ่ายดี มีตัวอย่างของอุปถัมป์กรรมฝ่ายชั่วมาเป็นตัวอย่างดังนี้ ในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่ง มีชื่อว่า “อานันทเศรษฐี” ถึงแม้ว่าจะเป็นเศรษฐี แต่ก็เป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว ทานไม่ไห้ ศีลไม่รักษา หาทรัพย์มาได้เท่าใด ก็เก็บรักษาเอาไว้ โดยไม่ยอมจ่ายอะไรเกินความจำเป็น แม้จะกินก็อดๆ อยากๆ จิตเต็มไปด้วยความโลภอยากได้ และก็ยิ่งโลภจัดขึ้นทุกวัน ที่เกิดเป็นเศรษฐีในชาตินี้ได้ ก็เพราะเคยใส่บาตรพระอรหันต์ ที่มาบิณฑบาตรหน้าบ้านในอดีตชาติก่อนโน้นต่อมาเมื่อเศรษฐีเฒ่าถึงแก่กรรม แต่จิตก็เต็มไปด้วยความหวงและห่วงใยในทรัพย์สมบัติ เพราะฉะนั้น ชนกกรรมอกุศล หรือกรรมพาให้เกิด จึงชักนำไปเกิดในครรภ์ของหญิงจัณฑาลยากจนคนหนึ่ง จากนั้นพลังอำนาจของกรรมอุปภัมภ์ฝ่ายชั่วก็สนับสนุน โดยดลบันดาลให้คนจัณฑาลในหมู่บ้านนั้น ซึ่งอดอยากอยู่แล้ว อดอยากหนักเข้าไปอีก ในที่สุดคนจัณฑาลทั้งหลาย ก็ได้ประชุมหารือ หาคนที่เป็นกาลกีณีโดยแบ่งเป็น 2 พวก ถ้าพวกไหนขัดสนลาภ ก็แสดงว่า คนกาลกีณีอยู่ในพวกนั้น ก็ให้แบ่งพวกอย่างนี้ จนกว่าจะพบคนที่เป็นกาลกีณี ในที่สุดก็หาพบ หญิงจัณฑาลมีครรภ์ จึงถูกขับไล่ออกจากหมู่ให้ไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว เที่ยวซัดเซพเนจรไปเรื่อยๆ ได้รับความลำบากเป็นหนักหนาต่อมาได้คลอดบุตร ซึ่งแสนจะน่าเกลียดน่าชัง ยังกับผีเปรตแสนทุเรศไม่เหมือนคน ซึ่งทารกน้อยโตขึ้นจนรู้เดียงสา ก็ได้กะลาเป็นสมบัติ แล้วอำลาแม่เที่ยวขอทานเขาเลี้ยงชีวิต ไปทั่วทุกทิศ วันหนึ่ง ก็ได้เดินทางมาถึงปราสาทอันมโหฬาร คลับคล้ายคลับคลาว่าคุ้นๆ จึงเดินดุ่มเข้าไป จึงถูกขับไล่ทุบตี แต่ด้วยความรู้สึกในจิตใต้สำนึกว่า ปราสาทนี้ตนเป็นเจ้าของ จึงจะเข้าไปให้ได้ ในที่สุดก็ถูกทุบตีจนบอบช้ำหยุดนิ่งพอดีขณะนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านมา ด้วยญาณรู้ พระองค์จึงบอกแก่คนทั้งหลายให้ทราบว่า“ขอทานหน้าผีเปรตนี้ คือเศรษฐีเจ้าของปราสาท กลับชาติมาเกิด เศรษฐีลูกชายไม่เชื่อ พระพุทธองค์จึงให้เศรษฐีในคราบของขอทานเล่าประวัติของตนในชาติก่อน พร้อมทั้งให้ไปชี้ขุมทรัพย์อีก 5 แห่งที่แอบฝังไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ก็เป็นอันพิสูจน์ได้ เศรษฐีลูกชายจึงเชื่อเรื่อง พลังอำนาจของกรรม ตั้งแต่นั้นมา
กรรมเบียดเบียน (อุปปีฬกกรรม) กรรมที่ทำหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่นที่ตรงข้ามกับตน ที่กำลังให้ผลไม่ว่าจะเป็นผลดี หรือผลชั่วมิให้เกิดผลอีกต่อไป เรียกว่า “กรรมเบียดเบียน” หรือ “อุปปีฬกกรรม” ซึ่งจะให้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไป พลังอำนาจของกรรมเบียดเบียน มีอิทธิพลต่อชีวิตมาก ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว อย่างเช่น คนที่สร้างกรรมไว้ดีแล้ว กำลังได้รับสนองผลของกรรมดี ประสบความสุขความเจริญ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สมบัติ ลาภยศ บริวาร หรือที่เคยยากจนกำลังทำท่าจะมั่งมี ที่มั่งมีอยู่แล้วก็กำลังจะรวยใหญ่กลายเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่ให้เผอิญ กรรมเบียดเบียน ตามมาทัน จึงเกิดพลังอำนาจเข้าไปทำหน้าที่เบียดเบียนบั่นทอนชีวิตที่กำลังก้าวหน้านั้น ให้อับเฉาหยุดความก้าวหน้าลง อดีตกาลนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งมีที่พักอาศัยอยู่ ใกล้ๆ วัดริมแม่น้ำ ในยามเย็นใกล้ค่ำ วันหนึ่ง ขณะอาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ก็พอดีมีสามเณรน้อยน่ารักองค์หนึ่ง พายเรือผ่านมา ชายผู้นี้นึกคะนองขึ้นมาก็แกล้งสามเณร เอามือวักน้ำสาดไปที่สามเณร สามเณรก็หลบด้วยสัญชาตญาณ จึงเป็นเหตุให้เรือล่มทันที สามเณรน้อยตกใจ รีบว่ายน้ำใจคอสั่น ส่วนปากก็ตะโกนด่าว่า ชายคนนั้นก็ยังเกิดความโกรธ จึงเข้าไปตบที่หูของสามเณร 2-3 ที แล้วดึงสามเณรขึ้นมาสู่ริมฝั่งแม่น้ำ จากนั้นกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ต่อมาอีกไม่นานนัก ชายคนนี้ได้ตายไป ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสังสารเป็นเวลาช้านาน จนในสมัยพุทธกาลนี้ จึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีนามว่า “สุนักขัตตลิจฉวี” เมื่อเติบใหญ่เจริญวัยขึ้น ได้มีโอกาสฟังธรรม ก็เกิดความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา แล้วขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในสำนักของพระพุทธเจ้า โดยตั้งใจที่จะฝึกบำเพ็ญวิปัสสนา เพื่อตัดกิเลส เป็นอริยบุคคลในภายหลัง พระพุทธองค์ได้บอกอุบายวิธีอันถูกต้องเหมาะสมกับจริต ในไม่ช้า พระสุนักขัตตลิจฉวี ก็ได้สำเร็จฌานและบรรลุ ทิพพจักขุอภิญญา โดยเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน มีตาทิพย์ สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ เหนือวิสัยของคนธรรมดา เช่น มองเห็น เทวโลก และพรหมโลก เป็นต้น ภิกษุใหม่ดีใจนักหนา จึงเข้าไปทูลขออุบายวิธี เพื่อที่จะฝึกวิชา ทิพพโสตอภิญญา หรือ วิชาหูทิพย์ ให้สำเร็จต่อไป พระพุทธองค์ก็ทรงให้ บริกรรมภาวนา แต่ไม่ได้บอก อุบายวิธี เพราะทรงทราบว่า จะมีพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียน หรือ อุปปีฬกกรรม มาเบียดเบียน มิให้ได้วิชา หูทิพย์ เพราะกรรมที่เคยได้ ตบหูสามเณร ในอดีตชาติ จะมาฝึกวิชาที่เกี่ยวกับ หู ให้สำเร็จได้อย่างไรพระสุนักขัตติลิจฉวี ได้ฝึก วิชาหูทิพย์ อยู่ 3 ปี ก็หาได้สำเร็จไม่ ก็เกิดความเบื่อหน่าย และคิดผิดว่าพระพุทธเจ้า คงไม่มีวิชาที่วิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว จึงลาสิกขาแล้วไปอยู่สำนักอื่นนอกพระพุทธศาสนา ครั้นตายไปก็ไปเกิดในนรก นี่คืออาการของพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนฝ่ายชั่วที่เข้าเบียดเบียนทำร้าย 
กรรมตัดรอน (อุปฆาตกกรรม หรือ อุปเฉทกกรรม) กรรมใดที่ทำหน้าที่ฆ่ากรรมอื่นให้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด เรียกว่า “กรรมตัดรอน” หรือ “อุปฆาตกกรรม”พลังอำนาจของ กรรมตัดรอน ก็มีสองอย่างเช่นเดียวกัน คือกรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายชั่ว มีหน้าที่ตัดกรรมฝ่ายตรงข้ามกับตนให้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนอย่างเช่น บุคคลที่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ ฟุ้งเฟื่องเลื่องลือ เป็นที่นับถือแห่งมหาชนทั้งปวง แต่ครั้งกรรมตัดรอนฝ่ายชั่วตามมาทัน ก็จะเกิดพลังอำนาจ ให้เกิดภัยพิบัติอันตรายต่างๆ ยับเยิน ดังถูกพะเนินทุบตีถึงความพินาศในชั่วพริบตา หรือล้มตายหมดอายุ ในชั่วครูเดียว ทั้งๆ ที่ยังไม่น่าจะตายเลย เช่นบุคคลนั้นมักมีปกติเบียดเบียนสัตว์ ก็จะเป็นผลให้กรรมตัดรอนอายุของตนให้สั้นลง
ปากทานจตุกะ4 คือ กรรมหนัก กรรมในเวลาใกล้ตาย กรรมที่ทำบ่อยๆ กรรมที่ทำโดยไม่เจตตนา
กรรมหนัก (ครุกกรรม) กรรมหนัก หรือครุกกรรม เป็นกรรมที่พลังอำนาจมากให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ และไม่มีกรรมใดมาขวางกั้นได้ มีพลังแรงอย่างทันตาเห็นในชาติปัจจุบันและสามารถส่งผลถึงชาติหน้าได้ ในส่วนชั่ว หรือบาปหนัก นั้น เรียกว่า อนันตริยกรรม ซึ่งมีอยู่ห้าประการด้วยกัน คือ สังฆเภท คือการที่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งหรือหลายรูป ได้กระทำการทำให้คณะสงฆ์ตั้งแต่สี่รูปขึ้นไปมีความเห็นผิดตามคำยุยงแห่งตนไปกระทำสังฆกรรมต่างหาก ไปสวดพระปาติโมกข์ต่างหาก ผู้ทำสังฆเภทได้นั้น หมายเฉพาะ พระสงฆ์ เท่านั้น แต่ถ้าผู้กระทำเป็นสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ชาวพุทธทั่วไป หรือคนภายนอกพุทธศาสนา นักปราชญ์ ขี้เหล้าเมายา ทิดบาเรียนทั้งหลาย ไม่จัดอยู่ในบาปหนัก ในข้ออนันตริยกรรมนี้ แต่บาปหนักนั้นก็เสมออนันตริยกรรม ในบรรดาอนันตริยกรรมนี้ สังฆเภทเป็นกรรมที่หนักที่สุด ให้ผลก่อนอนัตริยกรรม ประเภทอื่น และสิ้นสุดลงในชาติหน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากได้ทำ อนันตริยกรรม ไว้หลายอย่าง ก็จะได้รับผลของ สังฆเภท อันเป็นกระทงที่หนักที่สุด และอนันตริยกรรมประเภทอื่นก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม โลหิตปาท คือ การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนเกิดอาการห้อเลือด ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัต ได้เป็นผู้กระทำ อนันตริยกรรมข้อ โลหิตปาท นี้จนถูกธรณีสูบตกนรกอเวจีไป ในปัจจุบันนี้หากทำลายล้างวัตถุที่แทนองค์พระพุทธเจ้า เช่น ทำลายพระพุทธรูป ทำลายเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทำลายต้นไม้มหาโพธิ์ ก็มีผลในกรณีเดียวกับโลหิตปาทอรหันตฆาต หรือ การฆ่าพระอรหันต์ บุคคลผู้ใดมีเจตนาชั่วร้าย ฆ่าพระอรหันต์ ได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ฆาตทั้งนั้นคฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมวิเศษ เป็นพระอรหันต์ แต่ยังไม่ทันได้บวชเป็นพระสงฆ์ ผู้ใดฆ่าก็เป็นอนันตริยกรรม และถึงแม้ขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ท่านถูกทำร้ายด้วยอาวุธหรือยาพิษในน้ำดื่มหรืออาหาร เกิดทุกขเวทนา แล้วท่านได้กำหนดเอาทุกขเวทนามาเป็นบาทแห่งวิปัสสนา จนเกิดมรรคผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วดับผลสู่นิพพาน ผู้ทำร้ายย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ มาตุฆาต คือ การฆ่าแม่บังเกิดเกล้า เท่านั้น แม่เลี้ยง แม่บุญธรรม แม่ยาย ไม่เข้าข่ายเป็นมาตุฆาต และต้องเป็นการฆ่าของลูกมนุษย์ต่อแม่มนุษย์เท่านั้น การที่สัตว์เดรัจฉานฆ่าพ่อแม่ของตนนั้นไม่จัดเป็นอนันตริยกรรม การฆ่าแม่นั้นถึงแม้ว่าจะสำคัญผิดหรือไม่รู้ก็จัดเป็นอนันตริยกรรม ปิตุมาต หรือ การฆ่าพ่อบังเกิดเกล้า นัยเดียวกันกับ มาตุฆาต แต่ต่างกันตรงที่กรรมหนักใดจะเป็นผู้ให้ผลก่อน ถ้า แม่กับพ่อ เป็นคนดีมีศีลธรรมเสมอกัน มาตุฆาต ย่อมให้ผลก่อนปิตุฆาต ยกเว้นในกรณีที่พ่อ เป็นผู้มีเคุณธรรม มีศีลธรรมมากกว่า แม่ เท่านั้น ปิตุฆาต จึงจะให้ผลก่อนมาตุฆาต 
นิยตมิจฉาทิฏฐิ 3 มีผลเท่ากับอนันตริยกรรม 5 แต่มีข้อแตกต่างกับอนันตริยกรรม5 คือ ถ้ากระทำอนันตริยกรรม 5 แล้วจะขว้างกันกุศลกรรมทั้งหมดเวลาทำกุศลก็จะน้อมนึกถึงบาปนั้นๆอยู่ตลอดเวลาจะไม่สามารถจะกระทำ ฌาน มรรค ผล นิพพาน ให้บังเกิดได้ แต่ถ้าเป็น นิยตมิจฉาทิฏฐิ เมื่อถอนแล้วจะสามารถกระทำ ฌาน มรรค ผล นิพพาน ให้บังเกิดได้ 
นิยตมิจฉาทิฏฐิ 3 คือ นัตถิกทิฏฐิ คือ การมีความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายที่จะได้รับความดีความชั่ว ที่จะได้มีความสุขหรือความทุกข์ ฯลฯ ในภพข้างหน้านั้น ไม่ได้เป็นผลสืบเนื่องไปจากการกระทำอันเป็นบุญหรือเป็นบาป ของตนเองที่ตนทำไว้ในชีวิตปัจจุบัน 
อเหตุกทิฏฐิ คือ การมีความเห็นว่าความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์ ฯลฯ ที่สัตว์ทั้งหลายได้รับอยู่ในชีวิตปัจจุบันนี้ ไม่ได้เป็นผลสืบเนื่อง มาจากการกระทำอันเป็นบุญหรือเป็นบาปของตนเอง ในภพก่อน 
อกริยทิฏฐิ คือ มีความเห็นว่าการกระทำของสัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้ว่าจะทำดีก็ไม่ชื่อว่าเป็นบุญ ถึงแม้กระทำชั่วก็ไม่ชื่อว่าเป็นบาป แต่เชื่อว่าการกระทำไม่ว่าดีหรือไม่ดีก็แค่เป็นไปตามธรรมดา ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาป สำหรับครุกรรมส่วนดีนั้น ได้แก่ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในผลทันทีในปัจจุบันชาติคือให้สำเร็จ มรรค ผล นิพพานในชาตินี้เลยแล้วยังตามส่งให้สนับสนุนทำความดี ศึกษาธรรมในทุกชาติ จนกว่าจะถึงพระนิพพาน การบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนถึงระดับ ปฐมฌาน จนถึง จตุตถฌาน ซึ่งเป็นรูปฌาน และบำเพ็ญอรูปฌาน จนถึงระดับ อากาสานัญจายตนะ (เพ่งอากาศ) วิญญาณัญจายตนะ (เพ่งวิญญาณ) อากิญจัญญายตนะ (เพ่งความว่าง) เนวสัญญานาสัญญายตนะ (เพ่งความจะมีสัญญาก็ไม่ใช่จะไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) ตามลำดับ กรรมใกล้ตาย (อาสันนกรรม) ได้แก่กรรมที่กระทำก่อนใกล้จะตาย หรือการระลึกถึงกรรมที่เคยกระทำไว้ในเวลาที่ใกล้จะตาย ซึ่งมีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว บางคนจะเห็นเป็นนิมิตที่ต่างกันเช่น ถ้าจะได้ไปเกิดเป็นเทวดา ก็จะเห็นบุพนิมิต เห็นปราสาทวิมาร เทพบุตร เทพธิดา เห็นรถทิพย์มารับจากสวรรค์ เห็นอุทยานทิพย์ เห็นต้นไม้กัลปพฤกษ์ และ ต้นปาริชาติทิพย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จะเกิดเป็นมนุษย์อาจมีบุพนิมิตเห็น ครรภ์ มารดา บ้านเรือน เห็นก้อนเนื้อ เห็นคนมาเชิญให้ไปอยู่ด้วย ถ้าเกิดเห็นบุญที่ตนทำแล้วเกิดปิติโสมนัสขณะตายย่อมเข้าสู่สุคติภูมิ ถ้าเห็นบาปที่ตนได้กระทำไว้ก็ย่อมเข้าสู่ อบาย ทุคติ วินิบาต และ นรก กรรมที่ทำเป็นประจำ (อาจิณณกรรม) กรรมที่กระทำบ่อยๆ หรือกระทำเป็นประจำเรียกว่า อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว และแม้แต่การกระทำซึ่งถึงแม้จะกระทำเพียงครั้งเดียว แต่การกระทำนั้นกินใจหรือประทับใจอย่างรุนแรง จึงทำให้ต้องนึกถึงอยู่บ่อยๆ และเมื่อนึกถึงก็ประหนึ่งเหมือนพึ่งกระทำลงไป อย่างนี้ก็เป็น อาจิณณกรรม เหมือนกัน คนมีใจบาปหยาบช้า กระทำความไม่ดีต่างๆ ด้วยกายบ้าง วาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง แล้วกระทำความไม่ดีนั้นอยู่เสมอ เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นประจำ เมื่อตายไปก็ย่อมเข้าสู่ อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ยกตัวอย่างเช่น นายจุนทสูกริกนั้น ฆ่าสุกรทั้งหลายกินบ้าง ขายบ้าง เลี้ยงชีวิต อยู่สิ้น ๕๕ ปี. ในเวลาข้าวแพง เขาเอาเกวียนบรรทุกข้าวเปลือกไปสู่ชนบท แลกลูกสุกรบ้านด้วยข้าวเปลือกประมาณ ๑ ทะนานหรือ ๒ ทะนาน บรรทุกเต็มเกวียนแล้วกลับมา ล้อมที่แห่งหนึ่งดุจคอก ข้างหลังที่อยู่แล้วปลูกผักในที่นั้นนั่นแล เพื่อลูกสุกรเหล่านั้น เมื่อลูกสุกรเหล่านั้น กินกอผักต่างๆ บ้าง สรีรวลัญชะ (คูถ) บ้าง ก็เติบโตขึ้น, (เขา) มีความประสงค์จะฆ่าตัวใดๆ ก็มัดตัวนั้นๆ ให้แน่น ณ ที่ฆ่าแล้ว ทุบด้วยค้อน ๔ เหลี่ยม เพื่อให้เนื้อสุกรพองหนาขึ้น รู้ว่า เนื้อหนาขึ้นแล้ว ก็ง้างปากสอดไม้เข้าไปในระหว่างฟัน กรอกน้ำร้อนที่เดือดพล่าน เข้าไปในปากด้วยทะนานโลหะ. น้ำร้อนนั้นเข้าไปพล่านในท้อง ขับกรีสออกมาในส่วนเบื้องต่ำ (ทวารหนัก) กรีสน้อยหนึ่งยังมีอยู่เพียงใด ย่อมออกเป็นน้ำขุ่นเพียงนั้น เมื่อท้องสะอาดแล้ว จึงออกเป็นน้ำใส ไม่ขุ่น, ทีนั้น เขาจึงราดน้ำที่ยังเหลือบนหลังสุกรนั้น. น้ำนั้นลอกเอาหนังดำออกไป. แต่นั้นจึงลนขนด้วยคบหญ้าแล้ว ตัดศีรษะด้วยอาบอันคม รองโลหิตที่ไหลออกด้วยภาชนะ เคล้าเนื้อด้วยโลหิต แล้วปิ้งนั่งรับประทาน ในท่ามกลางบุตรและภรรยา ขายส่วนที่เหลือ. เมื่อเขาเลี้ยงชีวิตโดยทำนองนี้นั่นแล, เวลาได้ล่วงไป ๕๕ ปี. เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในธุรวิหาร, การบูชาด้วยดอกไม้เพียงกำหนึ่งก็ดี การถวายภิกษาเพียงทัพพีหนึ่งก็ดี ชื่อว่าบุญอื่นน้อยหนึ่งก็ดี มิได้มีแล้วสักวันหนึ่ง.เมื่อความเร่าร้อนนั้น ปรากฏแก่นายจุนทสูกริกนั้นแล้ว, อาการอันเหมาะสมด้วยกรรมก็เกิดขึ้น. เขาร้องเสียงเหมือนหมู คลานไปในท่ามกลางเรือนนั่นเอง, ไปสู่ที่ในทิศตะวันออกบ้าง สู่ที่ในทิศตะวันตกบ้าง. ลำดับนั้น พวกคนในเรือนของเขา จับเขาไว้ให้มั่นแล้วปิดปาก. ธรรมดาผลแห่งกรรม อันใครๆ ไม่สามารถจะห้ามได้. เขาเที่ยวร้องไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง. คนใน ๗ หลังคาเรือนโดยรอบ ย่อมไม่ได้หลับนอน. อนึ่ง คนในเรือนทั้งหมด เมื่อไม่สามารถจะห้ามการออกไปภายนอกของเขาผู้ถูกมรณภัยคุกคามแล้วได้ จึงปิดประตูเรือน ล้อมรักษาอยู่ภายนอกเรือน โดยประการที่เขาอยู่ภายใน ไม่สามารถจะเที่ยวไปข้างนอกได้ แม้นายจุนทสูกริก เที่ยวร้องไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ภายในเรือนนั่นเอง ด้วยความเร่าร้อนในนรก. เขาเที่ยวไปอย่างนั้นตลอด ๗ วัน, ในวันที่ ๘ ทำกาละ (ตาย) แล้ว ไปเกิดในอเวจีมหานรก. อเวจีมหานรก กรรมที่สักแต่ว่าทำหรือกรรมไม่เจตนา (กตัตตากรรม) กรรมที่สักแต่ว่าทำ โดยผู้กระทำไม่มีเจตนา ไม่ได้มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ คล้ายกับว่า ไม่เต็มใจทำ เรียกว่า กรรมไม่เจตนา หรือ กตัตตกรรม ยกตัวอย่างเช่น ชายผู้หนึ่งมีอาชีพทำนา วันหนึ่งชาวบ้านชาวเมืองได้พากันไปทำบุญ และทำการสักการบูชาแด่พระพุทธเจ้า และได้ชักชวนชาวนาผู้นี้ด้วย แต่ชาวนาผู้นี้กลับมีความเห็นผิด มองเห็นว่า การไปทำบุญนั้นเป็นการเสียประโยชน์ เสียเวลาทำมาหากิน เสียเวลาไถนา แต่เมื่อถูกชักชวนหว่านล้อม มากๆ ก็เลยพูดประชดออกไป โดยไม่มีเจตนาดูถูกดูหมิ่นพระพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าดีจริง แต่เราตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าท่านสามารถมาจับหางไถ ไถนาได้อย่างเราเมื่อไรนั่นแหละ จึงจะไปทำบุญด้วย เหมือนกับยุคปัจจุบัน ที่มีผู้มาบอกบุญบ่อยๆ ด้วยความไม่อยากทำบุญ ก็จะพูดประชดประชัน และบางทีก็พาลหาเรื่อง กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปเลยก็มี แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเขาถวายข้าวสารอาหารแห้ง ให้เป็นของสงฆ์ หรือที่เราเรียกว่า สังฆทาน แต่กลับนำของนั้นมาใช้หรือนำไปให้ผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสงฆ์ ก็เป็น กตัตตากรรมฝ่ายชั่ว พาไปสู่ ทุคติ กตัตตกรรมฝ่ายดี กบน้อยตัวหนึ่ง ได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้าที่กำลังแสดงธรรม ก็เกิดความซาบซึ้งยินดีในน้ำเสียงนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีความเข้าใจในเนื้อความ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป เหมือนกับพวกเราชาวพุทธ ที่ฟังพระสงฆ์สวดมนต์ ก็ให้รู้สึกปลื้มปีติจิตแน่วแน่ หารู้ความหมายในเสียงสวดมนต์นั้นไม่ แต่ก็รู้สึกเพลิดเพลินในใจมีความสุข อย่างนี้เป็นกตัตตกรรมฝ่ายดี เมื่อตายไปสามารถพาไปสู่ สุคติได้ การจับมือลูกหลานให้ถือทัพพีใส่บาตรพระ การจับมือเด็กให้ประนมมือไหว้พระ หรือสอนให้ภาวนา พุทโธๆๆ ซึ่งทารกเหล่านั้นก็แสดงกิริยาบุญไปอย่างนั้นเอง หาได้รู้ว่าหรือมีเจตนาว่าเป็นสิ่งดีมีคุณเป็นบุญเป็นกุศล เหมือนกับนกแก้ว นกขุนทอง นกสาลิกา สอนให้พูดภาษาคนได้ สอนให้สวดมนต์ได้ก็จัดเป็น กตัตตกรรมฝ่ายดี นกเค้าแมวตัวหนึ่ง ได้แลเห็นพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตรด้วยอาการสำรวม สง่างาม ก็มีจิตรักใคร่ชอบใจ จึงออกบินไปส่งครึ่งทาง เป็นประจำตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ ณ ถ้ำที่นกเค้าแมวตัวนี้อาศัยอยู่ ไม่แต่เท่านั้น วันหนึ่งในเวลาเย็นใกล้ค่ำ ขณะตะวันกำลังสาดแสงสีเหลืองแดง นกเค้าแมวตัวนี้ถึงกับบินออกจากซอกถ้ำ ไปยืนอยู่หน้าพระพุทธองค์ พร้อมยกปีกซ้ายขวาประหนึ่งถวายความเคารพ ทั้งๆ ที่ไม่รู้บุญรู้บาป แต่กระทำไปเพราะอยากจะทำ อย่างนี้ก็เป็น กตัตตกรรมฝ่ายดี ที่นำไปสู่สุคติได้ ปากกาลจตุกะ4 คือ การให้ผลของกรรม ในปัจจุบันชาติ ชาติที่2 ชาติที่ 3 และ กรรมที่ตามไม่ทัน 
กรรมทันตาเห็นหรือกรรมที่ให้ผลชาตินี้ (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหรือกรรมที่ให้ผลทันตา (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) เป็นกรรมที่มีพลังอำนาจให้ผลในชาตินี้เลยทีเดียว ไม่มีแรงกรรมไปถึงชาติหน้าหรือชาติอื่นๆ มีทั้งที่ให้ผลทันตาภายในเจ็ดวัน (ปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) และหลังเจ็ดวันล่วงไปแล้ว แต่ไม่ข้ามภาพข้ามชาติคงให้ผลเฉพาะในชาตินี้เท่านั้น (อปริปักกทิฐธรรมเวทนียกรรม) ตัวอย่างเช่นชายยากจนเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายมหาทุคคตะ ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่ องค์สมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวันนั่นเอง ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายปุณณะพร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่องค์พระสารีบุตรมหาเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดความร่ำรวยมหาศาลภายในเจ็ดวัน ชายยากจนเข็ญใจอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายกากวฬิยะ พร้อมกับภรรยาของเขา ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระกัสสปสังฆเถรเจ้า ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ พอถวายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับผลกรรมทันตาเห็น คือ ได้กลายเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก เกิดร่ำรวยมหาศาลภายในเวลาเจ็ดวัน ส่วนกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นภายในเจ็ดวัน ฝ่ายชั่ว ก็มีตัวอย่าง เช่น มานพผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นันทะ เป็นคนไร้สติปัญญามากด้วยโมหะจริต มีจิตคิดปฏิพัทธ์รักใคร่ใน พระอุบลวรรณาเถรี ซึ่งเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลส วันหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปปลุกปล้ำองค์พระอรหันต์ สำเร็จเป็น กรรมทันตาฝ่ายชั่ว ถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรกภายในเจ็ดวัน สมเด็จพระเจ้าสุปพุทธะราชาธิบดี แห่งเทวทหะนคร ซึ่งเป็นพระราชบิดรองค์เจ้าชายเทวทัตและฟ้าหญิงยโสธรา ผู้มีจิตอาฆาตพยาบาทต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดา ภายหลังได้เสวยน้ำจัณฑ์จนมีพระอาการมึนเมา แล้วเข้าปิดกั้นทางโคจรบิณฑบาตรแสดงอาการไม่เคารพขับไล่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สำเร็จ เป็นกรรมทันตาเห็น แล้วถูกธรณีสูบไปเสวยทุกข์อยู่ในนรก ภายในเวลาเจ็ดวัน จะเกิดได้ต้องได้รับการเกื้อหนุนเป็นพิเศษ คือ ฝ่ายกุศลต้องประกอบด้วย สัมปัตติ 4 คือ ต้องเกิดในสุคติภูมิ ต้องเกิดในสมัยที่มีพระศาสนาและมีร่างกายครบ 32 ประการ และ ต้องเพียรประพฤติแต่สุจริตกรรมคือให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาอยู่เสมอๆ ส่วนอกุศลจะเป็นฝ่ายตรงข้าม ผู้ที่ได้รับหรือถูกกระทำจะต้องเป็น ผู้ที่มีคุณวิเศษเหนือมนุษย์ เช่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอนาคามี ที่สำคัญจะต้องได้รับผลในชาตินี้เท่านั้นถ้าไม่ได้จะเป็นอโหสิกรรม กรรมที่ให้ผลชาติหน้า (อุปปัชชเวทนียกรรม) เป็นกรรมที่บุคคลใดได้กระทำแล้วย่อมมีพลังอำนาจให้ผลในชาติหน้า อันเป็นชาติที่ 2 ต่อจากชาตินี้ เป็นกรรมที่ทำโดยมีเจตนาแรงกล้า ให้ผลในชาติหน้าเท่านั้น ถ้าไม่ให้ผลจะเป็นอโหสิกรรม กรรมประเภทนี้มักเป็นกรรมประเภท กรรมหนัก ทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว ถ้าเป็นฝ่ายชั่ว ก็เป็นประเภท อนันตริยกรรม และ นิยตมิจฉาทิฏฐิ บุคคลเหล่านี้เมื่อตายไปย่อมถูกพลังอำนาจของกรรมชักนำไปเกิดในนรกทันทีอันที่จริงเมื่อทำกรรมประเภทนี้แล้ว ผลแห่งกรรมก็ปรากฏให้เห็นในชาตินี้ด้วยเพียงเล็กน้อย กรรมที่ต้องรับในนรก มันแรงและแสนสาหัสกว่า ระยะเวลามันยาวนานจนนับไม่ถ้วน จึงเรียกว่ามันมีพลังอำนาจแรงกว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี มีพระราชกุมารทรงพระนามว่า พรหมทัตกุมาร และมีบุตรของปุโรหิตคนหนึ่ง มีชื่อว่า สังกิจจกุมาร ทั้งสองเป็นสหายสนิทกัน ถึงแม้ว่าจะมีฐานะแตกต่างกัน เมื่อทั้งสองได้สำเร็จการศึกษา จาก ตักกศิลานคร พรหมทัตกุมาร ก็ได้รับการสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราชแห่งพาราณสีมหานคร ส่วน สังกิจจกุมาร ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอำมาตย์คนสนิทแห่งเจ้าอุปราชผู้เป็นสหายแห่งตน วันหนึ่งเจ้าอุปราชเกิดมักใหญ่ใฝ่สูง อยากจะได้ครอบครองสมบัติและอำนาจ จึงคิดปลงพระชนม์สมเด็จพระราชบิดา แต่ก็ได้รับการทัดทานจาก อำมาตย์สังกิจจกุมาร เจ้าอุปราชก็หาได้ฟังคำทันทานไม่ กลับซ่องสุมผู้คนและกำลังอาวุธ จนในที่สุดก็ทำบาปหนัก ด้วยการปลงพระชนม์สมเด็จพระราชบิดาของตน ส่วนสังกิจจกุมาร เมื่อไม่อาจขัดขวางได้ ก็ได้ปลีกตัวไปบวชเป็นฤาษีในป่าใหญ่ เจริญภาวนาจนสำเร็จฌานอภิญญา สามารถจัดแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ และมีความรู้เหนือวิสัยคนธรรมดา ด้วยอำนาจแห่งอภิญญาที่ได้บรรลุ เมื่อพรหมทัตกุมาร ทำการสำเร็จ ก็ยินดีปรีดากันอยู่ไม่นาน แต่การฆ่าบิดาอันเป็นกรรมหนัก อนันตริยกรรม จึงทำให้กษัตริย์องค์ใหม่ร้อนรุ่มกลุ้มพระทัย กลัวบาปกรรมนรกเป็นที่สุด จึงให้นึกถึงสหายเก่า และได้สืบเสาะค้นหา สังกิจจฤาษี เมื่อได้พบและ สังกิจจฤาษี ได้แสดงด้วยฤทธาให้เห็นถึงสภาพนรกต่างๆ กษัตริย์ผู้สำนึกบาปก็ได้บริจาคทานและรักษาศีลเป็นเนืองนิตย์ แต่ก็เป็นที่สังเวชใจยิ่งนัก เมื่อถึงกาลสิ้นพระชนม์พลังอำนาจของบาปกรรมที่ฆ่าพ่อก็ฉุดกระชากให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกอเวจี กรรมที่ให้ผลชาติที่ 3 จนถึง พระนิพพาน (อปราปริยเวทนียกรรม) กรรมหรือการกระทำไม่ว่าดี หรือชั่ว ที่มีพลังอำนาจส่งผลแก่ผู้กระทำ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป (ชาติปัจจุบันนับเป็นชาติที่ 1 ชาติหน้านับเป็นชาติที่ 2) ไม่ว่าจะเป็นชาติใด เมื่อกรรมประเภทนี้มีโอกาสเมื่อใดย่อมให้ผลเมื่อนั้น ดุจสุนัขล่าเนื้อ ตามทันเมื่อไรย่อมกัดเมื่อนั้น ไม่มีการเป็นอโหสิกรรม จนกว่าผู้กระทำจักได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานแล้วเท่านั้น จึงจักหมดฤทธิ์ไม่อาจติดตามต่อไปได้ เพราะท่านไม่เกิดอีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะสำเร็จอรหันต์แล้วแต่ยังไม่ดับขันธ์ ก็ยังคงต้องมีโอกาสรับกรรมประเภทนี้อยู่อีกนั่นเองกรรมชนิดนี้เรียกว่า “อปราปริยเวทนียกรรม” เป็นกรรมที่มีพลังแรงและมีอายุยืนยาวกว่ากรรมใดๆ ข้อประการอันทำให้ อกุศลอปราปริยเวทนียกรรม ตามไม่ทัน ทำแต่สิ่งที่ดีงาม คือ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา = ปุพเพกตปุญญตา มีความยินดีในปฏิรูปเทศ คือ อยู่ในสถานที่มีคนดีมีศีลธรรม ให้เป็นคนมีปัญญา คือ งดเว้นจากคนชั่ว ไม่เกลือกกลั้วคนพาล คบบัณฑิต ใครในการศึกษา คือ อุตสาหะสดับตรับฟังธรรม และ หมั่นศึกษาธรรมที่ถูกต้อง โดยไม่ใช่วิชาทางโลกซึ่งเรียกกว่า เฉโก แปลว่าฉลาดในการเอาเปรียบ ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม คือ พยายามรักษา กาย วาจา ใจ ของตนให้อยู่ในทางสุจริต กรรมที่ตามไม่ทัน (อโหสิกรรม) กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสให้ผล เรียกว่า “อโหสิกรรม"คนเราเกิดมามักกระทำทั้งกรรมดี และกรรมชั่วสลับกันไป กรรมหลายอย่าง ที่เป็นกรรมชนิดที่ให้ผลในชาตินี้ เป็นกรรมทันตาเห็น ซึ่งเป็นผลหนักเบาต่างกัน เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว กรรมทันตาเห็น ประเภทหนักสุด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่ว ย่อมให้ผลก่อน แต่ให้ผลไปจนกระทั่งเราตายจากชาตินี้ไป กรรมทันตาเห็นประเภทรองๆ ลงไป ซึ่งเป็นกรรมที่ต้องให้ผลในชาตินี้เหมือนกัน เมื่อชาตินี้หมดไปแล้ว กรรมเหล่านี้ก็กลายเป็น อโหสิกรรม ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่พระภิกษุสงฆ์ถือศีล 227 ข้อ แต่วันหนึ่งเกิดไปผิดศีลที่ไม่ถึงกับปราชิกแต่ไม่ปลงอาบัติ เมื่อตายไปจึงตกนรกก่อนแล้วกรรมที่รักษาศีลมาดีที่ให้ผลไปสวรรค์ จึงกลายเป็นอโหสิกรรมไป หลังจากตกนรกแล้ว จึงไปเกิดเป็นเปรต สัตว์เดรัจฉาน ครั้นหมดกรรมแล้วจึงจะไปเกิดเป็นเทพบุตร อโหสิกรรมไม่ใช่กรรมที่ไม่ต้องใช้แต่เป็นเพียงกรรมที่ต้องใช้ในโอกาสหน้าเท่านั้นเอง 4.ปากฐานจตุกะ 4 แบ่งเป็น อกุศลกรรม กามาวจรกุศลกรรม รูปาวจรกุศลกรรม อรูปาวจรกุศลกรรม อกุศลกรรม คือ กรรมที่เกิดจาก อกุศลมูล เหตุ คือ อกุศลจิต 12 มี โมหมูลจิต 2 โลภมูลจิต 8 โทสมูลจิต 2 และ อกุศลกรรมบถ 10 ประกอบใน 3 ทวาร อันมี กาย 3 ได้แก่ การเบียดเบียนและคิดจะฆ่าสัตว์จนฆ่าสำเร็จ การลักทรัพย์ การล่วงประเวณี วจี 4 ได้แก่ พูดปด พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ใจ 3 คือ เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น พยาบาทคิดปองร้ายผู้อื่น มิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นทื่ผิด กามาวจรกุศลกรรม คือ กรรมที่เกิดจาก กุศลมูล คือ กุศลกรรมบถ 10 ใน 3 ทวาร กายสุจริต3 วจีสุจริต4 มโนสุจริต3 และ กระทำบุญกิริยาวัตถุ 10 ๑. ทาน(ทานมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในการสร้างทานนั้น
๒. มีเจตนา ๔ ในการทำทานนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะทำทานนั้น
๒. เจตนาขณะที่กำลังทำทานนั้น
๓. เจตนาขณะที่ทำทานนั้นเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาที่ทำทานนั้นเสร็จไปแล้วเป็นเวลานาน
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔
๔. องค์ทานที่จะทำนั้นต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์
๕. องค์ทานนั้นต้องมีประโยชน์กับปฏิคาหกหรือผู้รับ
๖. ปฏิคาหกหรือผู้รับต้องเป็นบุคคลที่สมควร ( มีคุณธรรมสูงสุด คืออริยบุคคล ต่ำสุด คือผู้มีนิจศีล)
๒ ศีล(ศีลมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในการที่จะรักษาศีลอันถูกต้อง
๒. มีเจตนา ๔ ในการรักษาศีลนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะรักษาศีล
๒. เจตนาขณะที่กำลังอยู่ในศีล
๓. เจตนาที่พ้นจากศีลใหม่ๆ
๔. เจตนาที่พ้นจากศีลนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔
๔. ศีลแต่ละตัวจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง
๕. ประเภทของศีลอย่างหยาบๆมีดังนี้คือ
๑. นิจศีล หมายถึง ศีลที่ติดอยู่ตลอดไปโดยไม่ละทิ้ง และมีความถูกต้องครบถ้วน
๒. อุโบสถศีล หมายถึง ศีล ๒ อันได้แก่
๑. ปาฏิโมกขสังวร คือ ศีลทั้ง ๘ ตัว จะต้องมีครบถ้วนไม่บกพร่อง
๒. ภาวนา คือ ในขณะที่รักษาศีลอยู่นั้นจะต้องมีการภาวนาในอนุสสติ ๕ ให้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่รักษาศีล คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ เทวตานุสสติ
๓. วิสุทธิศีล หมายถึง ศีล ๔ อันได้แก่
๑. ปาฏิโมกขสังวร คือ ศีลที่รักษามีกี่ตัวจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์
๒. อินทรีย์สังวร คือ การสำรวมทางทวาร ๖ อยู่ในความเป็นอุเบกขา
๓. อาชีวสังวร คือ การเลี้ยงชีวิตโดยชอบ ภิกษุได้แก่การบิณฑบาต ถ้าเป็นคฤหัสถ์จะต้องเป็นสัมมาอาชีวะ
๔. ปัจจยสังวร คือ การกินอาหารต้องพิจารณาว่ากินเพื่อดำรงชีวิตอยู่ การแต่งกายต้อง
พิจารณาว่าแต่งกายเพื่อป้องกันอุณหภูมิร้อนเย็น และป้องกันความอุจาดลามก ที่อยู่อาศัยจะต้อง
พิจารณาว่าเพื่อป้องกันแดดป้องกันฝน การกินยารักษาโรคต้องพิจารณาว่าเพื่อบำบัดทุกขเวทนา
ให้ลดน้อยถอยลง จะได้ทำคุณงามความดีให้เกิดขึ้นได้
๓ ภาวนา(ภาวนามัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในการที่จะสร้างภาวนาให้เกิดขึ้น
๒. มีเจตนา ๔ ในการภาวนานั้น คือ
๑. เจตนาก่อนภาวนา
๒. เจตนาขณะกำลังภาวนา
๓. เจตนาเมื่อภาวนาเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาเมื่อภาวนาเสร็จไปนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. ภาวนาอันถูกต้องในพระธรรมของพุทธศาสนา 
๕. มีความรู้ความหมายของบทบริกรรมภาวนานั้นว่ามีความหมายประการใดแล้วโน้มจิตตามไป
๔. การเคารพบุคคลที่ควรเคารพหรือการอ่อนน้อมถ่อมตน(อปจายมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในบุคคลผู้นั้น
๒. มีเจตนา ๔ ในการเคารพหรือการอ่อนน้อมถ่อมตน คือ
๑. เจตนาก่อนทำ
๒. เจตนาขณะกำลังทำ
๓. เจตนาเมื่อทำเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาเมื่อทำเสร็จแล้วเป็นเวลานาน
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. บุคคลผู้นั้นมีคุณสมบัติอันดีทางโลกหรือทางธรรมอันถูกต้อง
๕. เคารพโดยการอนุโมทนาในคุณงามความดีในทางโลกหรือทางธรรมอันถูกต้องของผู้นั้น
๕. ขวนขวายในกิจที่ชอบ(เวยยาวัจจมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องในการที่จะขวนขวายในกิจที่ชอบ
๒. มีเจตนา ๔ ในการขวนขวายในกิจที่ชอบนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนทำการขวนขวายในกิจที่ชอบ
๒. เจตนาขณะทำการขวนขวายในกิจที่ชอบ
๓. เจตนาที่ขวนขวายในกิจที่ชอบเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนที่ขวนขวายในกิจที่ชอบเสร็จแล้วนาน
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๖. การแผ่กุศลผลบุญ(ปัตติทานมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องที่จะให้ความเอื้อเฟื้อความสุขความสบายแก่ผู้อื่น
๒. มีเจตนา ๔ ในการที่จะแผ่กุศลผลบุญนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะแผ่กุศลผลบุญนั้น
๒. เจตนาขณะที่กำลังแผ่กุศลผลบุญนั้น
๓. เจตนาที่แผ่กุศลผลบุญนั้นเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาที่ได้แผ่กุศลผลบุญนั้นเสร็จนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. ตนได้สร้างกุศลอันถูกต้องให้เกิดขึ้นแล้ว อันได้แก่ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล โลกุตตรกุศล อันถูกต้องในพระพุทธศาสนา
๕. การแผ่กุศลเสร็จแล้ว ควรจะได้ขออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เพราะผู้นั้นอาจเคยเป็น เจ้าเวรนายกรรมมาแต่ก่อนก็ได้ 
๖. ระบุผู้ที่ควรแก่การแผ่กุศลนั้นด้วยเจตนาอันมั่นคง และสมควรแก่ฐานะที่เราจะแผ่กุศลผลบุญให้แก่เขา หรือสมควรแก่ฐานะของผู้รับจะได้รับหรือไม่
๗. การอนุโมทนาบุญ(ปัตตานุโมทนามัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องที่ผู้นั้นกระทำคุณงามความดีอันถูกต้องในทางโลกหรือทางธรรม
๒. มีเจตนา ๔ ในการอนุโมทนาคุณงามความดีของผู้นั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะอนุโมทนา
๒. เจตนาขณะที่กำลังอนุโมทนา
๓. เจตนาขณะที่อนุโมทนาเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาขณะที่อนุโมทนาเสร็จเป็นเวลานานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๘. การฟังธรรม(ธัมมัสสวนมัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องที่ได้ฟังธรรมในพระพุทธศาสนา
๒. มีเจตนา ๔ ในการฟังธรรมนั้น คือ
๑. เจตนาก่อนที่จะฟัง
๒. เจตนาขณะที่กำลังฟังธรรม
๓. เจตนาที่ฟังธรรมเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาที่ฟังธรรมเสร็จนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. ตั้งใจฟังด้วยความเคารพในธรรมของพุทธศาสนาและพยายามจดจำไว้
๕. เมื่อฟังแล้วพิจารณากลั่นกรองด้วยเหตุด้วยผล และพิจารณาว่าธรรมนั้นสมควรแก่ฐานะของตัวเราที่จะประพฤติปฏิบัติได้หรือไม่
๖. เมื่อมีข้อสงสัยก็สนทนาไต่ถามเพื่อทำความเข้าใจอันถูกต้อง
๗. ประพฤติปฏิบัติธรรมที่ได้ฟังให้ถูกต้องตามควรแก่ฐานะ คือ การสืบต่อพระพุทธศาสนานั่นเอง
๙. การให้ธรรมเป็นทาน(ธัมมเทสนามัย) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องเพื่อดำรงไว้ซึ่งพุทธศาสนา
๒. มีเจตนา ๔ ในการที่ให้ธรรมอันสมควร คือ
๑. เจตนาก่อนให้ธรรม
๒. เจตนากำลังให้ธรรม
๓. เจตนาที่ให้ธรรมเสร็จแล้วใหม่ๆ
๔. เจตนาที่ให้ธรรมเสร็จนานแล้ว
๓. มีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่งใน ๘ ดวงในเจตนา ๔ 
๔. เป็นธรรมในพระพุทธศาสนาอันถูกต้อง
๕. ธรรมที่ให้นั้นเป็นธรรมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติ
๖. ชี้แจงให้ผู้ฟังมีความเข้าใจ สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติได้โดยถูกต้องตามฐานะ
๑0. ทิฏฐุชุกรรม ( การทำความเห็นให้ถูก ) ที่จะให้ผลเกิดย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ
๑. มีศรัทธาอันถูกต้องโดยเชื่อพระธรรมในพุทธศาสนาแต่ละเรื่องและขั้นตอนในการที่กระทำสิ่งนั้นๆ ให้ถูกต้อง
๒. จะต้องมีการค้นคว้าในพระธรรมคำสอนอันถูกต้อง
๓. จะต้องมีการประพฤติธรรมปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมและผลเกิดขึ้นแล้วจึงจะสามารถรู้ได้ว่าอย่างใดผิดอย่างใดถูก
๔. ต้องใช้สติและปัญญาประกอบด้วยเหตุและผลแต่ละขั้นละตอน
๕. ในเรื่องแต่ละเรื่องจะต้องพิจารณาด้วยเหตุและผลด้วยจิตเป็นอุเบกขา ทั้งในเรื่องดีและเรื่องชั่ว
๖. สิ่งที่ถูกต้องตามพระธรรมคำสอนนั่นก็คือ " ละความชั่ว ทำแต่ความดี "
๗. เมื่อการทำความเห็นให้ถูกต้องแล้ว จะกระทำในสิ่งอันถูกต้องนั้นจะต้อง ประกอบด้วยเจตนา
๔ อันมีจิตเป็นมหากุศลดวงใดดวงหนึ่ง ใน ๘ ดวง
กัมมสกตาปัญญา มีธรรมเป็นปัจจัย คือ สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิด พิจารณาไตร่ตรอง ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน รูปาวจรกุศลกรรม คือ กุศลกรรมที่เกิดจาก มหัคคตกุศลมูล เป็นภาวนามัยที่เกิดทางมโนทวารเพียงทางเดียว โดย กัมมัฏฐาน 26 คือ กสิน 10 อสุภ 10 กายคตาสติ 1 อานาปานสติ 1 พรหมวิหาร 4 เป็นเหตุให้เกิด รูปาวจรกุศลกุศลกรรม คือ รูปาวจรกุศลจิต 5 รูปฌาน 5 องค์ธรรม
1.ปฐมฌาณ มีองค์ฌาน คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา
2.ทุติยฌาน มีองค์ฌาน คือ วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา
3.ตติยฌาน มีองค์ฌาน คือ ปิติ สุข เอกัคคตา
4.จตุถะฌาน มีองค์ฌาน คือ สุข เอกัคคตา
5.ปัจมฌาน มีองค์ฌาน คือ อุเบกขา เอกัคคตา อรูปาวจรกุศลกรรม คือ กุศลกรรมที่เกิดจาก มหัคคตกุศลมูล เป็นภาวนามัยที่เกิดทางมโนทวารเพียงทางเดียว โดย กัมมัฏฐาน 4 กสิณุคฆาฏิมากาส 1 อากาสานัญจายตน 1 นัตถิภาวบัญญัติ 1 อากิญจัญญายตน 1 เหตุให้เกิด อรูปาวจรกุศลกุศลกรรม คือ อรูปาวจรกุศลจิต 4 อรูปฌาน 4 ปัญจมฌาน (องค์ฌาน 2 มี อุเบกขา เอกัคคตา ) อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน 
เกร็ดเล็กๆน้อยๆจากพระไตรปิฏก
การค้าขาย ๕ อย่างที่อุบาสกไม่ควรทำ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้ อันอุบาสกไม่ควรทำ คือ การค้าขายศัสตรา (สัตถวณิชชา) การค้าขายสิ่งมีชีวิต (สัตตวณิชชา)๑ การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา)๒ การค้าขายน้ำเมา (มัชชวณิชชา) การค้าขายยาพิษ (วิสวณิชชา) คนพูดมากมีโทษ ๕ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการเหล่านี้ ในบุคคลผู้พูดมาก คือ 
ย่อมพูดปด ย่อมพูดส่อเสียด ย่อมพูดคำหยาบ ย่อมพูดเพ้อเจ้อ สิ้นชีวิตแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต (ความล่มจมตกต่ำ) นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการเหล่านี้แล ในบุคคผู้พูดมาก อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ย่อมได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง สิ่งที่ได้ฟังแล้ว ย่อมชัดเจนขึ้น บรรเทาความสงสัยเสียได้ ทำความเห็นให้ตรงได้ จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล.

กรรมจำแนกตามลำดับการให้ผลของกรรม (ปากทานปริยายจตุกะ) จำแนกตามความยักเยื้อง หรือ ลำดับความแรงในการให้ผล 4 อย่าง
1.ครุกกรรม (หนังสือพุทธธรรมสะกดครุกกรรม หนังสือกรรมทีปนีสะกดครุกรรม) หมายถึง กรรมหนัก ให้ผลก่อน เช่น ฌานสมาบัติ 8 หรือ อนันตริยกรรม
2.พหุลกรรม หรือ อาจิณกรรม หมายถึง กรรมที่ทำมาก หรือ ทำจนเคยชิน ให้ผลรองจากครุกรรม
3.อาสันนกรรม หมายถึง กรรมจวนเจียน หรือ กรรมใกล้ตาย คือกรรมที่ทำเมื่อจวนจะตาย จับใจอยู่ใหม่ๆ ถ้าไม่มีสองข้อก่อน ก็จะให้ผลก่อนอื่น
4.กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม หมายถึง กรรมอื่นที่เคยทำไว้แล้ว นอกจากกรรม 3 อย่างข้างต้น, ฏีกากล่าวว่า กรรมนี้ให้ผลในชาติที่ 3 เป็นต้นไป (กตตฺตา-สิ่งที่เคยทำไว้, วา ปน-ก็หรือว่า, กมฺม-กรรม) กตัตตากรรมนี้ ในตำราทางพุทธศาสนาหลายแห่ง (เช่น หนังสือกรรรมทีปนี พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม และหนังสือพุทธธรรมฉบับขยายความ) ได้บรรยายไว้ว่า หมายถึง กรรมสักแต่ว่าทำ กรรมที่ทำไว้ด้วยเจตนาอันอ่อน หรือมิใช่เจตนาอย่างนั้นโดยตรง ต่อเมื่อไม่มีกรรมอันอื่นให้ผลแล้ว กรรมนี้จึงจะให้ผล
กรรมจำแนกตามฐานที่ให้เกิดผลของกรรม(ปากฐานจตุกะ) แสดงที่ตั้งแห่งผลของกรรมสี่อย่าง เป็นการแสดงกรรมโดยอภิธรรมนัย(ข้ออื่นๆข้างต้นเป็นการแสดงกรรมโดยสุตตันตนัย) 

1. อกุศลกรรม 
2. กามาวจรกุศลกรรม 
3. รูปาวจรกุศลกรรม 
4. อรูปาวจรกุศลกรรม 

เกร็ดเล็กๆน้อยๆจากพระไตรปิฏก
การค้าขาย ๕ อย่างที่อุบาสกไม่ควรทำ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้ อันอุบาสกไม่ควรทำ คือ การค้าขายศัสตรา (สัตถวณิชชา) การค้าขายสิ่งมีชีวิต (สัตตวณิชชา)๑ การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา)๒ การค้าขายน้ำเมา (มัชชวณิชชา) การค้าขายยาพิษ (วิสวณิชชา) คนพูดมากมีโทษ ๕ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการเหล่านี้ ในบุคคลผู้พูดมาก คือ 
ย่อมพูดปด ย่อมพูดส่อเสียด ย่อมพูดคำหยาบ ย่อมพูดเพ้อเจ้อ สิ้นชีวิตแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต (ความล่มจมตกต่ำ) นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการเหล่านี้แล ในบุคคผู้พูดมาก อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ย่อมได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง สิ่งที่ได้ฟังแล้ว ย่อมชัดเจนขึ้น บรรเทาความสงสัยเสียได้ ทำความเห็นให้ตรงได้ จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล.

จำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม
การกระทำทางกาย วาจา ใจ ทั้งที่เป็นฝ่ายดีหรือไม่ดีก็ตาม ย่อมตอบสนองแก่ผู้กระทำ ไม่เร็วก็ช้า เวลาใดเวลาหนึ่ง กรรมจำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม (ปากกาลจตุกะ) แสดงกำหนดเวลา แห่งการให้ผลของกรรม มี 4 อย่าง คือ
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน คือในภพนี้
อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในภพที่จะไปเกิด คือในภพหน้า
อปราปริเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆไป
อโหสิกรรม หมายถึง กรรมเลิกให้ผล ไม่มีผลอีก
 
ทิฐธรรมเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันคือให้ผลในชาตินี้ หมายความว่าทิฐธรรมเวทนียกรรมนี้ เป็นกรรมที่ให้ผลรวดเร็วเป็นปัจจุบันทันด่วน เมื่อสัตว์กระทำเข้าแล้ว ย่อมได้รับผลในชาติปัจจุบันนี้ทีเดียว ไม่ต้องไปรอรับผลเอาในชาติหน้าหรือชาติไหน ๆ ทั้งนั้น เป็นกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นอย่างน่าประหลาดใจ คือถ้าเป็นทิฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายอกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรม ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนภายในเร็ววันในชาติปัจจุบันนี้ ถ้าเป็นทิฐธรรมเวทนียกกรมฝ่ายกุศล ก็จะบันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับความสุขความเจริญภายในเร็ววันในชาติปัจจุบันนี้เช่นกัน
         
อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า หมายความว่า อุปปัชชเวทนียกรรมนี้ เป็นกรรมที่ให้ผลช้าเป็นที่สอง รองจากทิฐธรรมเวทนียกรรม เมื่อสัตว์กระทำเข้าแล้วย่อมได้รับผลในชาติที่ ๒ คือในชาติหน้าซึ่งต่อจากชาตินี้อย่างแน่นอน โดยมีการให้ผลดีผลชั่วตามฝักฝ่ายของตน คือ ถ้าเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายอกุศล ก็ให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ อยากภูมิในชาติหน้า ถ้าเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ สุคติภูมิในชาติหน้าเช่นกัน
         
อปราปริยเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป หมายความว่าอปราปริยเวทนียกรรมนี้ เป็นกรรมที่ให้ผลช้ากว่าทิฐธรรมเวทนียกรมและอุปปัชชเวทนียกรรม เมื่อสัตว์กระทำเข้าแล้ว ย่อมได้รับผลในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป โดยมีการให้ผลดีผลร้ายตามฝักฝ่ายแห่งตน คือ ถ้าเป็นอปราปริยเวทนียกรรมฝ่ายอกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป ถ้าเป็นอปราปริยเวทนียกรรม  ฝ่ายกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้นับความสุขความเจริญตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไปอีกเช่นกัน
         
อโหสิกรรม กรรมที่สำเร็จเป็นกรรมแล้ว เเต่กลายเป็นหมันไป ไม่มีโอกาส ให้ผลในตรีกาล คือ อดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล หมายความว่า อโหสิกรรมนี้ แม้จะได้สำเร็จเป็นตัวกรรมอันมีชื่อว่าทิฐธรรมเวทนียกรรมเป็นอาทิ แต่ไม่มีโอกาสให้ผล เพราะทิฐธรรมเวทนียกรรมชนิดอื่น ที่มีพลังกว่าชิงส่งผลให้เสียแล้ว จึงต้องกลายเป็นกรรมที่หมดประสิทธิภาพไป ไม่ว่าจะเป็นอโหสิกรรมฝ่ายอกุศลก็ตามที
         
กรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ มีอยู่ทั้งหมด ๑๒ ประการ โดยแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทดังกล่าวมา ขอจงพิจารณาดูให้ดีเถิดว่า เราเกิดมาในชาตินี้ เกิดมาด้วยกรรมอะไร อดีตกาลที่ผ่านมาและในขณะปัจจุบัน เรามีประสบการณ์ที่ดี และร้ายด้วยอำนาจแห่งกรรมอะไร หากพิจารณาไปด้วยวิจารณปัญญา ก็อาจที่จักทราบชัดถึงกรรมของตนเองได้เป็นอย่างดี เพราะเหตุว่าชีวิตของเราและของคนอื่นสัตว์อื่นทั้งหลาย ย่อมจักหนีกรรมไม่พ้น จักต้องอลวนวุ่นวายอยู่ ภายใต้กฎแห่งกรรมเหล่านี้ มิกรรมใดก็กรรมหนึ่ง อย่างแน่นอนโดยมิต้องสงสัย
 
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลได้ในชาตินี้เท่านั้น จะไม่ติดตามข้ามไปยังชาติหน้าอันเป็นชาติที่ ๒ เลย เพราะมีกำลังไม่เพียงพอ คือ มีกำลังอ่อน
ผม (ท่านอาจารย์ บุญมี เมธางกรู) ได้เคยกล่าวมาแล้วว่า การเกิดอารมณ์ขึ้นทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ที่เรียกว่าปัญจทวาร การเกิดอารมณ์ขึ้นทางใจ ที่เรียกว่า มโนทวารนั้น จะต้องเป็นไปตามลำดับตั้งแต่เริ่มต้น แล้วผ่านชวนะทั้ง ๗ ดวง
 
อารมณ์ที่เข้ามากระทบตั้งแต่เริ่มต้นเป็นลำดับมาจนถึงโวฏฐัพพณะ และมโนทวาราวัชชนะ ซึ่งเป็นตัวตัดสินว่าเป็นอารมณ์อะไร ดีหรือเลว ชอบหรือไม่ชอบ แล้วชวนะทั้ง ๗ ดวงก็จะเป็นตัวเสพอารมณ์นั้น นั่นก็คือ มีความยินดี ยินร้าย ทุกข์หรือสุข และชวนะทั้ง ๗ ดวงนี่เอง ที่จะเกิดบุญหรือบาปได้ตามแต่อารมณ์ที่ได้รับมาแต่ตอนต้นตามลำดับจนถึงการตัดสินอารมณ์ วิถีจิตทั้งปัญจทวารและมโนทวารก็เกิดขึ้นตามลำดับดังกล่าวนี้มากมาย
 
ในชวนะทั้ง ๗ ดวงซึ่งเป็นกรรม เป็นตัวบุญหรือบาปนี้ มีกำลังไม่เท่ากัน ชวนะดวงที่ ๑ นั้นมีกำลังน้อยที่สุด ชวนะดวงอื่นก็มีกำลังลดหลั่นกันออกไป ฉะนั้น จึงมีความสามารถให้ผลได้ในเวลาต่างกัน ชวนะดวงที่ ๑ให้ผลในชาตินี้ ชวนะดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้า และชวนะดวงที่ ๒ถึงที่ ๖ จะให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปเมื่อได้โอกาส คือ ตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป
 
การให้ผลของกรรมตามชวนะต่าง ๆ นั้น ถ้ายกตัวอย่างของจริงบางเรื่องขึ้นมาก็คงจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ถ้าเราขว้างก้อนดินก้อนหนึ่งไปข้างหน้า เราก็ขว้างไปได้ไกล เพราะเป็นผู้ใหญ่มีกำลังมาก แต่ถ้าจะให้เด็กเล็ก ๆ ขว้างก้อนดินดังกล่าวแล้ว ก็จะขว้างไปได้ไม่ไกลเลย ทั้งนี้ก็เพราะเด็กมีกำลังน้อย
 
การที่เราจะไปทำราชการหรือประกอบการงานธุรกิจใด ๆ ก็ดี ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างพื้นฐานของตนขึ้นมาให้ดี หาไม่แล้วจะทำราชการหรือธุรกิจการงานได้อย่างไร จะต้องเล่าเรียนหนังสือแล้วก็ต้องใช้เวลาหลายปี จะต้องฝึกหัดการงานนั้น ๆ จนมีความสันทัดจัดเจนพอสมควร ไม่มีใครเลยที่ไม่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ต้องฝึกฝนการงานแล้วก็ทำงานได้ ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีกำลัง ไม่มีความสามารถเพียงพอนั่นเอง แม้ว่าจะต้องเล่าเรียน จะต้องฝึกฝนการงาน ก็จะต้องอาศัยเวลา บางทีจะต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ หรือตั้ง ๑๐ ปี จะให้
 
เล่าเรียนหนังสือปีนี้แล้วปีหน้าทำงานได้ดีกระไรได้
ถ้าเราปลูกต้นผลไม้ เช่นต้นมะม่วงก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องคอยเวลาจนกว่ามันจะออกผล ซึ่งแน่ละ ก็ต้องใช้เวลานานหลายปีเหมือนกัน แต่เมื่อมันออกผลแล้ว ผลที่มันออกมาปีแรกมันก็จะออกมาไม่กี่ผล จะให้มันดก คือออกผลมากตามใจเราก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เราจึงมักพูดกันว่า ต้นมะม่วงมันสาว แล้วจะให้ออกผลมากได้อย่างไร กำลังความสามารถของมันยังไม่เพียงพอที่จะให้เป็นเช่นนั้นได้ แม้เราจะปรนนิบัติมันอย่างไรก็ตาม ชวนจิตดวงที่ ๑ ก็เช่นกัน จะให้ผลได้ในชาตินี้เท่านั้น จะเลยไปถึงชาติหน้าชาติโน้น มันก็ไม่มีกำลัง การที่ให้ผลน้อยเพราะมันมีกำลังของการให้ผลอ่อน บางทีก็มองไม่เห็นเลย และบางทีก็ให้ผลในชาตินี้ยังไม่ได้ เช่นผู้กระทำกรรมนั้นได้ตายไปเสียก่อนก็มี ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นผู้คนเป็นอันมากกระทำบาปอกุศล แต่ไม่เห็นได้รับผลร้ายอะไรเลย กลับอยู่ดีมีความสุขความสบาย ส่วนคนที่ทำแต่ความดีเป็นบุญเป็นกุศล แต่เห็นได้รับความลำบากทุกข์ยากเหลือหลาย หาความสุขความสบายไม่ค่อยได้ก็มีมาก แล้วเราก็พากันพูดว่า ทำดีไม่ได้ดี แต่ทำชั่วกลับได้ดี
 
เราจะให้ผลกรรมเห็นทันตาในชาตินี้กระไรได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า เหมือนเราจะให้เด็กอ่านออกเขียนได้ภายในไม่กี่วัน เราจะให้คนทำงานได้โดยไม่ต้องศึกษาหาความรู้ให้เพียงพอเสียก่อน และเราจะพยายามปลูกต้นมะม่วงวันนี้ แล้วรุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะให้มันออกผลเต็มต้น ทั้งนี้ก็เพราะกรรมที่ให้ผลในชาตินี้ คือชวนะดวงที่ ๑ เรียกชื่อว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมนั้นมีกำลังน้อย ทั้งไม่มีกำลังเพียงที่ให้เลยไปถึงชาติหน้าได้ด้วย เหตุนี้ถ้าความตายได้เกิดขึ้นแก่บุคคลใดแล้ว ชวนะดวงที่ ๑ที่ยังไม่ให้ผล จึงได้เป็นอโหสิกรรมไป คือเลิกให้ผล ข้อยกเว้นสำหรับชวนะดวงที่ ๑ ก็มีเหมือนกัน แต่ก็ไม่มากทั้งทางฝ่ายกุศลและอกุศลซึ่งผู้กระทำที่ได้รับผลทันตาเห็นภายใน ๗วัน เรียกว่า อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เช่นถวายอาหารแก่พระอรหันต์ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ เป็นต้น
 
สำหรับชวนะดวงที่ ๗ เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม เป็นกรรมที่มีกำลังมาก ดังนั้น จึงมีความสามารถส่งผลให้ได้ในชาติหน้า ให้ผลทั้งในปฏิสนธิกาล คือในขณะเกิดในภพใหม่ และให้ผลทั้งในปวัตติกาล คือเกิดขึ้นมาในภพใหม่แล้ว แต่ก็เพียงชาติหน้าชาติเดียวเท่านั้น กำลังอำนาจไม่เพียงพอสำหรับชาติที่ ๓ และชาติต่อ ๆ ไป อำนาจที่ว่ามากนั้น มีกำลังเพียงพอที่จะให้ผู้ตายเกิดขึ้นในชาติใหม่ คือชาติที่ ๒ ได้ เราเรียกกันว่า ให้อำนาจในการปฏิสนธิในขณะกำลังเกิดและให้ผลในปวัตติกาล คือ เกิดขึ้นมาแล้วจึงให้ผล
ผู้ตายได้อารมณ์ที่มีกำลังมาก เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย เพราะทำบุญกุศล หรือทำทำบาปอกุศลครบองค์ เช่นการกระทำบาปลักทรัพย์มีองค์ ๕ คือ
ทรัพย์ของผู้อื่น
รู้ว่าเป็นทัพย์ของผู้อื่น
มีเจตนาจะลัก
มีความพยายาม
ลักทรัพย์ได้สำเร็จ
และอำนาจของกรรมในชวนะดวงที่ ๗ นั่นเอง เป็นตัวการสนับสนุนให้บังเกิด จิต เจตสิก และกรรมชรูปในภพใหม่ ถ้าทำบุญหรือทำบาปครบองค์ก็มีอำนาจมาก สามารถให้ผลในปฏิสนธิกาลได้ ถ้าไม่ครบองค์ เช่นลักทรัพย์ไม่ครบองค์ทั้ง ๕ เป็นต้น กำลังก็มีน้อย จะให้ผลในปวัตติกาล คือเกิดขึ้นมาเสียก่อน
การที่ชวนะดวงที่ ๗ อันเป็นดวงสุดท้ายให้ผลได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลดังกล่าวแล้ว หรือมีกำลังความสามารถที่จะให้ผลได้จนถึงในชาติหน้าก็ดี ก็ให้เพียงชาติหน้าชาติเดียวเท่านั้นเองที่เราเรียกว่าชาติที่ ๒ แต่ก็หมดความสามารถที่จะให้ผลในชาติที่ ๓ หรือชาติต่อ ๆ ไปได้ทั้งนี้ก็เพราะกำลังไม่เพียงพอที่จะให้ผลไปไกลได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อสิ้นชีวิตลงไปในชาติที่ ๒ แล้ว ตัวกรรมอันเป็นชวนะดวงที่ ๗ ก็เลิกให้ผลเป็นอโหสิกรรมไป การที่ชวนะดวงที่ ๗นี้ให้ผลได้มาก แต่ก็ไม่มากจริงจนไปถึงชาติที่ ๓ หรือชาติต่อ ๆ ไปได้นั้น เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่จะให้ผลน้อยมี ๒ ตอน คือ ตอนต้นยังสาวอยู่ก็ให้ผลน้อย แล้วตอนแก่ก็ให้ผลน้อยเหมือนกัน แต่ก็ยังดีกว่าในตอนต้น ทั้งนี้ก็เพราะกำลังของการให้ผลไม่เพียงพอ
ส่วนชวนะดวงที่ ๒ถึงที่ ๖ นั้นเรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลได้ตั้งแต่ในชาติที่ ๓ เป็นต้นไปจนนับชาติไม่ได้ทุก ๆ ชาติไป แม้แต่เป็นพระอรหันต์กิเลสหมดสิ้นแล้วยังติดตามไปให้ผล ในพระสูตรก็จะพบว่า พระอรหันต์บางองค์ได้รับความลำบากมาก ท่านจึงเปรียบเทียบว่า เหมือนสุนัขไล่เนื้อ มันจะติดตามเนื้อไปไม่หยุดเลยจนกว่าจะทันและจับเนื้อได้
 
ชวนะดวงที่ ๒ ถึงที่ ๖ นั้นเรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลได้ตั้งแต่ในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป เพราะมีกำลังมากจึงให้ผลยาว สามารถให้ผลได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล แต่อย่างไรก็ดี ในวิถีเดียวกันนั้น ดวงใดดวงหนึ่งให้ผลปฏิสนธิเสียดวงหนึ่งแล้ว เหลืออีก ๔ ดวง จะให้ผลในปฏิสนธิในอีก ๔ไม่ได้ เพราะในวิถีเดียวกันจะให้ปฏิสนธิดวงเดียวเท่านั้น ที่เหลือต้องให้ผลในปวัตติกาล ให้ความทุกข์ ให้ความสุข หรือแม้จะเข้ามาสนับสนุน หรือตัดรอนการปฏิสนธิก็ได้
บุคคล สถานที่ และจิตใจ ที่เกิดขึ้นมาในภพชาติใหม่

ในบรรดากิจการงานทั้งหลาย ถ้าเป็นกิจการงานที่ใหญ่ ก็จะต้องมีผู้ทำการงานนั้น ๆ หลายคนด้วยกัน และคนหลายคนที่เข้ามาทำงานนั้น มีหน้าที่การงานต่างกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องตั้งชื่อบุคคลเหล่านั้นไว้เพื่อจะได้พูดหรือเรียกขานกันได้ถูกต้อง เช่น ในธุรกิจการค้า มีห้างร้านค้าขายเป็นต้น ก็จะต้องมีผู้จัดการ คนขายของหน้าร้าน เสมียนพนักงานและภารโรง
 
ในเรื่องปฏิสนธิจุติก็เหมือนกัน มีจิตใจหลายประเภท มีบุคคลหลายพวกที่จะต้องทำความเข้าใจจึงต้องตั้งชื่อจิตใจ ตั้งชื่อบุคคล สถานที่ ตลอดจนประเภทการงานต่าง ๆ ออกไปเพื่อจะได้เรียกขานกันได้ถูกต้องแล้วทราบได้ว่า ทำการงานอะไรหรือใครทำอะไรอยู่ที่ไหน
 
บุคคลทั้งหลายเมื่อแยกออกตามสภาวธรรมแล้วก็มีอยู่ ๑๒ บุคคลคือ
ทุคติบุคคล ๑ สุคติอเหตุกบุคคล ๑ ทวิเหตุกบุคคล ๑ ติเหตุกบุคคล ๑ รวมเรียกบุคคลทั้ง ๔ ว่า ปุถุชน ๔
โสดาปัตติมรรคบุคคล ๑ สกทาคามิมรรคบุคคล ๑ อนามิมรรคบุคคล ๑ อรหัตมรรคบุคคล ๑ โสดาปัตติผลบุคคล ๑ สกทาคามิผลบุคคล ๑ อนามิผลบุคคล ๑ อรหัตผลบุคคล ๑ รวมเรียกบุคคลทั้ง ๘ นี้ ว่า พระอริยบุคคล ๘
และรวมเรียกปุถุชน ๔ และพระอริยบุคคล ๘ นี้ว่าบุคคล ๑๒
 
ภพภูมิที่สัตว์เกิดขึ้นมาในกามภูมิ ๑๑ คือ สัตว์นรก ๑ สัตว์เดรัจฉาน ๑ เปรต ๑ อสูรกาย ๑ รวมเรียก ๔ ภูมินี้ว่า อบายภูมิ ๔
มนุษยภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖ รวมเรียก ๔ ภูมินี้ว่า กามสุคติภูมิ ๗
รวมเรียก อบายภูมิ ๔ และ กามสุคติภูมิ ๗ ว่า กามภูมิ ๑๑
 
จิตของสัตว์ที่จะปฏิสนธิในภพภูมิต่าง ๆ
๑.จิตที่ชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก ๑ ดวง นำปฏิสนธิในทุคติภูมิ คือเกิดเป็น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย
๒. จิตที่ชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ๑ ดวง นำปฏิสนธิเป็นมนุษย์กับเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ชั้นต่ำสุด และเป็นบุคคลที่ไม่สมประกอบ
๓.จิตที่ชื่อว่า มหาวิบากจิต ๘ ดวง นำปฏิสนธิในมนุษย์ ๑ ภูมิ กับเทวภูมิ ๖ ภูมิ
๔.จิตที่ชื่อว่า มหัคคตวิบาก ๙ นำปฏิสนธิในรูปพรหมและอรูปพรหม
ตามธรรมดาเมื่อเราต้องการทราบว่า กิจการงานของใครดีเด่น หรือบังเกิดความเสียหายอย่าร้ายแรงจนเป็นที่เลื่องลือ เราก็จำเป็นจะต้องค้นหาความจริงของเรื่องนั้นหลายทางด้วยกัน เช่นบุคคลนั้นคือใคร เป็นคนดีหรือไม่ดีอย่างไร อยู่ที่ไหน ในสถานที่นั้นเป็นอย่างไร และบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลประเภทไหน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ในการแสดงเรื่องจุติปฏิสนธิก็เหมือนกัน ก็จำเป็นที่จะต้องแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบว่า บุคคลผู้เกิดขึ้นมานั้นเป็นบุคคลชนิดไหน ทำไมถึงได้เกิดมาในสถานที่นั้น ในสถานที่นั้นเป็นอย่างไร และมีความเป็นมาประการใดบ้างทั้งในอดีตและปัจจุบัน
คำว่า บุคคล นั้น ตามสภาวธรรม มิได้มีความหมายเฉพาะเจาะจง คน เท่านั้น หากแต่หมายถึงสัตว์ทั้งหลายทั่วไปด้วย เช่น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย มนุษย์ เทวดา หรือแม้พระอริยบุคคลเบื้องต้นไปจนพระอรหันต์ สิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น พื้นแผ่นดิน ภูเขา บ้านเรือน หรือ ต้นไม้ ไม่เรียกว่าบุคคล
คำว่า ปุถุชน นั้น หมายถึงผู้ที่หนาไปด้วยกิเลส มี โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำอยู่ในจิตพร้อมบริบูรณ์ ได้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในภพภูมิต่าง ๆ แต่ยกเว้นอริยบุคคล เพราะพระอริยบุคคลไม่ใช่ปุถุชน ด้วยท่านได้ทำลายกิเลสออกไปไปได้เด็ดขาดเป็นบางส่วนจนถึงทำลายจนหมดสิ้นเชิงแล้ว
๑. บุคคลที่ได้ทำอกุศลกรรมไว้เป็นส่วนมากในชาตินี้ หรือทำอกุศลกรรมไว้มากในอดีตชาติ เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย ก็จะระลึกได้ถึงอกุศลที่ตนได้เคยทำมาราวกับว่าเป็นความฝัน หรือรู้สึกว่าได้เห็น ได้ยินจริง ๆ เช่นเห็นสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า หรือได้ยินเสียงสัตว์กำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดแสน เห็นไฟลุกหรือเห็นป่าเปลี่ยว เห็นเหวลึกที่น่าหวาดเสียว เห็นถ้ำที่น่ากลัวตลอดจนเห็นสัตว์เดรัจฉานชนิดต่าง ๆ การระลึกถึงกรรมในอดีตก็เพราะว่า บางท่านไม่ได้ทำบาปหรือทำบุญไว้ในชาตินี้เด่นชัดมากนัก จึงได้ล้วงเอากรรมในอดีตชาติมาเป็นอารมณ์ ก็เป็นไปได้เมื่อเวลาใกล้จะถึงแก่ความตาย บุคคลดังกล่าวนี้ จะถูกผลักส่งให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย และเมื่อเกิดในสถานที่ดังกล่าวนี้แล้วก็เรียกว่า อบายภูมิ ๔ อันเป็นที่เกิด อันไม่มีความสุขความสบาย ได้รับความเดือดร้อน และตัวผู้เกิด ณ. อบายภูมิทั้ง ๔ นี้เรียกว่า ทุคติบุคคล
 
อบายภูมิทั้ง ๔ นี้ ผู้เกิดเป็นบุคคลที่มีกายอันละเอียดเป็นปรมาณู เห็นไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ด้วยกายของเรา เรียกว่า โอปปาติกปฏิสนธิ เกิดขึ้นมาตัวใหญ่โตเต็มที่ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หทยวัตถุ เพศหญิงหรือเพศชายพร้อม (ยกเว้นสัตว์นรกไม่มีเพศ) สัตว์เดรัจฉานที่มีกายหยาบที่เห็นในโลกนี้ ก็รวมเป็นสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิด้วย (สัตว์เดรัจฉานชนิดต่าง ๆ ที่มีกายละเอียดเป็นรูปปรมาณูในโลกนี้ก็มี) จิตของผู้ที่ปฏิสนธิในอบายภูมินั้น เรียกว่า อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก เป็นวิบาก คือ ผลของกรรมที่ได้กระทำอกุศล มี ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิตนี้มี ๑ ดวงเท่านั้น เป็นตัวปฏิสนธิในภูมิที่ไม่มีความสุขความสบายในภพภูมิทั้ง ๔ ไม่ว่า สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต หรือ อสูรกาย ก็ตาม แต่ตัวการที่ส่งสัตว์ไปเกิดหรือตัวการที่ให้อำนาจนั้น ได้แก่อารมณ์ที่เกิดขึ้นก่อนจะถึงแก่ความตาย อารมณ์ที่ใกล้จะถึงแก่ความตายเป็นตัวบ่งชี้ว่าสัตว์นั้นจะเกิด ณ ที่ใด
 
ตามธรรมดาถ้าจิตของบุคคลใดจับอยู่ในอารมณ์ใดต่อ ๆ กันไปเป็นเวลานานแล้ว เราก็พูดกันว่า จิตจับอารมณ์ได้มั่นคง เราก็ถือว่าจิตนั้นมีกำลังมาก จะคิดอ่านจดจำหรือจะศึกษาเล่าเรียนอะไรก็จะได้ผลดี ซึ่งแตกต่างกับจิตของคนที่จับอารมณ์ไม่มั่นคง ซัดส่ายไปมาอยู่เสมอเหมือนไฟเทียนที่อยู่ในที่ ๆ ลมพัด จิตชนิดนี้มีกำลังน้อย จะคิดอ่านจดจำหรือจะศึกษาเล่าเรียนวิทยาการอะไรก็จะจำไม่ค่อยได้ จิตของบุคคลที่ใกล้จะถึงแก่ความตายก็เหมือนกัน มีเหตุหลายประการที่มาทำให้จิตจับอารมณ์ที่เป็นกุศลได้ไม่มั่นคง จึงทำให้บังเกิดความเสียหายเมื่อเกิดขึ้นมาใหม่ในชาติหน้า
 
๒. บางคนทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาไปตามคนอื่นที่เขาว่าดี ไม่เคยศึกษา ไม่เคยพิจารณาว่าจะเท็จจริงอย่างไร จิตใจในการทำกุศลจึงไม่มั่นคง บางคนทำกุศลตามธรรมเนียม หรือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่หวังจะชักนำผู้อื่นที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเท่านั้น แต่ตนเองไม่เคยเชื่อผลของการกระทำ หรือเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ได้ บางคนทำกุศลต่าง ๆ ไปด้วย มี โลภะ มีโทสะ มีโมหะ เข้าประกอบปะปนอยู่เสมอ เช่นทำกุศลด้วย โกรธ ทุกข์ร้อน กังวล ห่วงใยไปด้วย หรือทำกุศลเพราะอยากได้ผลดีในชาติหน้า ทำกุศลไปด้วยดื่มสุรามึนเมาไปด้วย
 
บุคคลเหล่านี้มีกำลังของกุศลน้อยเพราะมีอกุศลเข้าไปพัวพันเสีย บุคคลดังกล่าวนี้ เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย จิตจับอารมณ์ที่เป็นกุศลที่ตนเคยทำมาไม่มั่นคง เพราะจับอารมณ์ไม่เป็นแถวเป็นแนว มีอกุศลเกิดขึ้นมาสลับกันเสีย เช่น จิตเป็นกุศล แล้วเกิดเห็นที่ตัวเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาแต่สมัยหนุ่ม ๆ เป็นอันมาก กุศลจิตพัวพันกับอกุศลจิตดังนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาในภพใหม่ชาติใหม่ เพราะกุศลเป็นตัวนำ จึงได้เกิดเป็นคนหรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาต่ำสุด จึงเป็นคนหรือเทวดาที่ไม่สมประกอบ เช่นแข้งขาหรือตาพิการมาตั้งแต่ปฏิสนธิ (ถ้าผลนั้นเกิดในปวัตติกาล คือภายหลังปฏิสนธิแล้ว เป็นกรรมอีกอย่างหนึ่ง)
 
บุคคลที่ใกล้จะถึงแก่ความตาย ระลึกกุศลที่ตนทำเอาไว้ได้ แต่ไม่มั่นคงเพราะมีอกุศลโมหะเข้ามาพัวพันเพราะเคยดื่มสุราเมามายมาเป็นเวลานาน แม้กุศลจะเป็นผู้นำเกิดก็จริง แต่ก็ระลึกถึงเรื่องการเมามายที่ตนได้ทำมาเป็นอันมากสลับกันเสีย ทำให้กำลังของกุศลตกไป ดังนั้นจึงไปเกิดเป็นคนหรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาต่ำสุด เป็นผู้ไม่สมประกอบทางจิตใจ เป็นผู้มีปัญญาทึบ มีโมหะครอบงำมาก เป็นบ้า เป็นผู้ที่เรียกว่าไม่ค่อยเต็มบริบูรณ์ และปัญญาอ่อน เราเรียกบุคคลดังกล่าวนี้ว่า เป็นพวก สุคติอเหตุกบุคคล เพราะปฏิสนธิด้วยกุศลที่มีกำลังน้อย และชื่อจิตที่ปฏิสนธิเรียกว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก อันเป็นจิตซึ่งเป็นผลของกรรม
 
๓. บุคคลบางคนทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา ก็มีจิตใจมั่นคง เพราะความเชื่อในผลของกรรมว่ามาตอบสนองได้ เชื่อมั่นว่า เมื่อชีวิตได้สิ้นสุดลงเมื่อใด จะต้องไปเกิดอีกในภพชาติใหม่ แม้ความเชื่อนี้จะเป็นความเชื่อตาม ๆ กันมาไม่ประกอบด้วยเหตุผลข้อเท็จจริง เพราะมิเคยได้ศึกษาเล่าเรียนสภาวธรรมมาก่อนก็ตาม แต่ก็ตั้งใจทำจริง ๆ เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย ผลกุศลของบุคคลดังกล่าวจึงจัดว่ามีกำลังมาก (นอกจากจะมีเหตุมารบกวนใจ) ทั้งในขณะจิตนั้น จิตก็เป็น อโลภเหตุ อโทสเหตุ คือไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ความเสียใจ ในเวลาที่ทำกุศลอยู่ อกุศลมิได้เข้ามาพัวพันเลย ดังนั้น การปฏิสนธิของบุคคลนี้จึงไปเกิดในภพภูมิใหม่เป็น ทวิเหตุกบุคคล คือบุคคลผู้มีสองเหตุ ได้แก่ อโลภเหตุ ไม่มีเหตุโลภ และอโทสเหตุ ไม่มีเหตุโกรธหรือเสียใจ
 
บุคคลนี้จะปฏิสนธิ เป็นทวิเหตุกบุคคล ปฏิสนธิ เป็นมนุษย์หรือเทวดาได้ทั้ง ๖ ชั้น ทั้งเป็นบุคคลที่สมประกอบทั้งกายและใจในขณะปฏิสนธิ (ถ้าขาดตกบกพร่องก็จะเป็นในปวัตติกาล ภายหลังจากเกิดแล้ว และเป็นกรรมอย่างอื่น) และชื่อจิตที่ปฏิสนธิเรียกว่า มหาวิบากญาณวิปยุต ๔ ดวง เป็นจิตอันเป็นผลของกรรมที่มาจากมหากุศลที่มิได้ประกอบด้วยปัญญา
 
๔ บุคคลบางคนเป็นผู้ช่างคิด ช่างพิจารณาในเรื่องปัญหาของชีวิต จึงพอจะมีความเข้าใจในเรื่องของกรรม กับผลของกรรม ตลอดจนเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด แต่บางคนมิใช่เพียงเป็นคนช่างคิดพิจารณาเท่านั้น หากแต่ได้ศึกษาหาความจริงจากสภาวธรรมเลยทีเดียว กุศลของบุคคลดังกล่าวนี้จึงประกอบด้วยกุศลที่มีปัญญาเจตสิกเข้ามาประกอบ คนโดยมากเรียกว่า ปัญญาบารมี บุคคลดังกล่าวนี้ เมื่อทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็จะพิจารณาให้จิตของตนเกิดเป็นมหากุศลญาณสัมปยุต โดยพิจารณาเรื่องกรรมและผลของกรรมว่าสามารถให้ผลแก่ผู้กระทำได้ ความทุกข์หรือความสุขที่เกิดขึ้นกับใคร ๆ นั้นก็มาจากอดีตและปัจจุบันกรรมทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังพิจารณาให้เป็นวิปัสสนาญาณ โดยพิจารณาว่า สัตว์ทั้งหลายและสรรพสิ่งสารพัดทั้งปวงไม่เที่ยงแท้แน่นอนทั้งสิ้น เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์ สักแต่ว่ามาประชุมกันชั่วคราว แล้ก็บังคับบัญชาไม่ได้ด้วย สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงหาได้เป็นแก่นสารพอที่จะเนามาเป็นที่พึ่งได้จริง ๆ ไม่
 
ผู้ทำกุศลแล้วพิจารณาให้เกิดปัญญาดังกล่าวนี้อยู่เสมอ ๆ เมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย อารมณ์ที่เป็นกุศลนี้ก็จะเกิดขึ้น และจะเป็นกุศลที่มีปัญญาเข้าประกอบด้วย ยิ่งศึกษาเล่าเรียนให้มาก ๆ ก็ยิ่งจะเป็นการดี เมื่อสิ้นชีวิตลงไปก็จะได้เกิด คือปฏิสนธิด้วยจิตที่ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่า ติเหตุกบุคคล ผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยเหตุทั้ง ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ ไม่มีความโลภไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลงเข้ามาพัวพันใจขณะทำกุศลนั้น ก็มีหวังว่าในการเกิดขึ้นชาติหน้าจะได้รับผลดีมาก และมีปัญญาบารมี สามารถเดินไปในหนทางที่ดีที่สุด ปัญญาจะเป็นผู้คัดท้ายให้ตรงไปสู่เป้าหมาย คือ ความพ้นทุกข์ การเดินทางไกลสะดวกสบาย และจะไม่เถลไถลออกไปนอกทางได้ง่าย (เกิดในชาติใหม่)
 
ผู้ที่ปฏิสนธิเกิดในภพภูมิที่ดี คือ กามสุคติภูมิ เป็นมนุษย์หรือเทวดาที่สมประกอบทั้ง ๖ ชั้น เรียกบุคคลชนิดนี้ว่า ติเหตุกบุคคล จะมีความสุข ความเจริญ พร้อมทั้งมีปัญญามาก และจิตที่ปฏิสนธินี้ชื่อว่า มหาวิบาญาณสัมปยุตจิต ๔ ดวง ดวงใดดวงหนึ่ง
ท่านสาธุชนทั้งหลาย เรื่องการตายการเกิดที่ผม (ท่านพระอาจารย์ บุญมี เมธางกูร) ได้บรรยายมานั้นเป็นการบรรยายโดยรวบรัด เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดลออมากเหลือเกิน แต่ก็หวังว่าคงจะช่วยให้ท่านบังเกิดความเข้าใจได้บ้าง อย่างน้อยก็พอให้ท่านได้บังเกิดความมั่นคงในใจสักนิดว่า ชีวิตภายหลังความตายนั้นมีจริง ๆ เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นกุศลอย่างยิ่งแล้ว ขอความเจริญความผาสุก จงมีแก่ท่านทั้งหลาย

จำแนกตามหน้าที่ของกรรม
กรรมจำแนกตามหน้าที่การงานของกรรม (กิจจตุกะ) กรรมมีหน้าที่ ที่จะต้องกระทำสี่อย่าง คือ
ชนกกรรม หมายถึง กรรมที่เป็นตัวนำไปเกิด กรรมแต่งให้เกิด
อุปัตถัมภกกรรม หมายถึง กรรมสนับสนุน กรรมที่ช่วยสนับสนุนหรือซ้ำเติม ต่อจากชนกกรรม
อุปปีฬิกกรรม หมายถึง กรรมบีบคั้น กรรมที่มาให้ผล บีบคั้นผลแห่งชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมนั้น ให้แปรเปลี่ยนทุเลาลงไป บั่นทอนวิบากมิให้เป็นไปได้นาน
อุปฆาตกกรรม หมายถึง กรรมตัดรอน กรรมที่แรงฝ่ายตรงข้ามกับชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม เข้าตัดรอนการให้ผลของกรรมทั้งสองอย่างนั้น ให้ขาดไปเสียทีเดียว

 ๑. ชนกกรรม กรรมมีหน้าที่ยังวิบากให้เกิดขึ้น หมายความว่า การที่สัตว์ทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาได้ในวัฏภูมิ ไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน มนุษย์ เทวดา หรือจะเกิดเป็นอะไรก็ตามที ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งชนกกรรมทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ จะเกิดเป็นอะไรก็เกิดขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย หาใช่เช่นนั้นไม่ อันที่จริง แต่ละชาติที่สัตว์ทั้งปวงเกิด ย่อมเกิดขึ้นภายใต้กฎแห่งกรรม คือ ชนกกรรมเป็นพนักงานตกแห่งให้เกิดขึ้นมาทั้งหมด หากไม่มีชนกกรรมแล้ว สัตว์ทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลยเป็นอันขาด
         
๒. อุปัตถัมภกกรรม กรรมมีหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูกรรมอื่น หมายความว่าหน้าที่ของกรรมนี้ ก็ได้แก่การเข้าไปอุปถัมภ์ค้ำชูกรรมของสัตว์ที่เกิดแล้ว จริงอยู่ เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นด้ว
ผู้แสดงความคิดเห็น อ.หน่อย (panita_scc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-06-18 20:51:15 IP : 171.7.33.96



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.