ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > สมุนไพรใกล้ตัว

สมุนไพรใกล้ตัว


 สมุนไพรใกล้ตัว ..... ขิง 

แก้อาเจียน บรรเทาไอ ระคายคอจากเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ลดความดันโลหิต
 
 
 
 
 
ในช่วงของรอยต่อฤดูจาก ฤดูร้อนไปสู่ฤดูฝน ร่างกายของคนเราย่อมแปรปรวนเป็นธรรมดา โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงวัย มีภูมิต้านทานต่ำ ย่อมกระทบทำให้เกิดอาการไข้หวัด ระคายคอได้ ..... ขิงอ่อนก็เริ่มมีมากขึ้นแล้ว นำมานำเป็นอาหารสมุนไพรบำบัดโรค หรือจะใช้ขิงแก่มาต้มเป็นน้ำสมุนไพร ก็จะช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดีค่ะ
 
ขิง....
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe
ชื่อสามัญ : Ginger
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : ขิงแกลง ขิงแดง (จันทบุรี) ขิงเผือก (เชียงใหม่) สะเอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน สีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ จะแทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นมาเหนือพื้นดิน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน แกมรูปใบหอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 15-20 ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อ แทงออกจากเหง้าใต้ดิน ใบประดับเรียงเวียนสลับสีเขียวอ่อน ดอกสีเหลืองแกมเขียว ผล เป็นผลแห้ง ทรงกลม ขนาดประมาณ 1 ซม. เป็น 3 พู เมล็ดหลายเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : เหง้าแก่สด ต้น ใบ ดอก ผล
 
สรรพคุณ :
เหง้าแก่สด 
- ยาแก้อาเจียน
- ยาขมเจริญอาหาร
- ยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
- แก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ
- สามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียดได้ดี
- มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี เพื่อย่อยอาหาร
- แก้ปากคอเปื่อย แก้ท้องผูก
- ลดความดันโลหิต
 
ต้น - ขับผายลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ แก้คอเปื่อย ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้โรคตา แก้บิด แก้ลมป่วง แก้ท้องร่วงอย่างแรง แก้อาเจียน
 
ใบ - แก้โรคกำเดา ขับผายลม แก้นิ่วแก้เบาขัด แก้คอเปื่อย บำรุงไฟธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้โรคตา ขับลมในลำไส้
 
ดอก - ทำให้ชุ่มชื่น แก้โรคตาแฉะ ฆ่าพยาธิ ช่วยย่อยอาหาร แก้คอเปื่อย บำรุงไฟธาตุ แก้นิ่ว แก้เบาขัด แก้บิด
 
ผล - แก้ไข้
 
 
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
- ยาแก้อาเจียน
ใช้ ขิง แก่สด หรือแห้ง ขิง สดขนาดหัวแม่มือ (ประมาณ 5 กรัม) ทุบให้แตก ถ้าแห้ง 5-7 ชิ้น ต้มกับน้ำดื่ม
นำ ขิง สด 3 หัว หัวโตยาวประมาณ 5 นิ้ว ใส่น้ำ 1 แก้ว ต้มจนเหลือ 1/2 แก้ว (ประมาณ 15-20 นาที หลังจากเดือดแล้ว) รินเอาน้ำดื่ม
 
- ยาขมเจริญอาหาร
ใช้เหง้าสดประมาณ 1 องคุลี ถ้าผงแห้งใช้ 1/2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 0.6 กรัม
ผงแห้งชงกับน้ำดื่ม เหง้าสดต้มน้ำ หรือปรุงอาหาร เช่น ผัด หรือรับประทานสดๆ เช่น กับลาบ แหนม และอื่นๆ
 
แก้อาการท้องอืดเฟ้อ จุกเสียดและปวดท้อง
- น้ำกระสาย ขิง น้ำขิง 30 กรัม มาชงด้วยน้ำเดือด 500 ซีซี ชงแช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง กรองรับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ
- ใช้ ขิง แก่ต้มกับน้ำ รินน้ำดื่มแก้โรคจุกเสียด ทำให้หลับสบาย
- ขิง แก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว ปิดฝา ตั้งทิ้งไว้นาน 5 นาที รินเอาแต่น้ำมาดื่มระหว่างอาหารแต่ละมื้อ
- ใช้ผง ขิง แห้ง 1 ช้อนโต๊ะปาดๆ หรือ 0.6 กรัม ถ้า ขิง แก่สดยาวประมาณ 1 องคุลี หรือประมาณ 5 กรัม ต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลดื่มทุกๆ วัน ถ้าเป็นผง ขิง แห้งให้ชงน้ำร้อน เติมน้ำตาลดื่ม
 
-แก้ไอและขับเสมหะ 
ใช้ ขิง สดฝนกับน้ำมะนาว แทรกเกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ
 
 
 
-ลดความดันโลหิต
ใช้ ขิง สดเอามาฝานต้มกับน้ำรับประทาน
 
สารเคมี
 
เหง้า พบ Gingerol Zingiberene, Zingiberone Zingiberonol, Shogoal, Fenchone, Camphene Cineol Citronellol
ใน น้ำมันหอมระเหย พบสาร Bisabolene, Zingiberone Zingiberol, Zingiberene, Limonene, Citronellol Gingerol, Camphene, Borneol, Cineol
ทั้งต้น พบ 5 - (1) - 6 - Gingerol
ใบ พบ Shikimic acid
 
 
ลักษณะ ขิง (Ginger) เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีขาวนวล ต้น ใบ และช่อดอกคล้ายไพลมาก ใบเรียวแคบ ปลายใบแหลม ช่อดอกเป็นตุ้มกลมคลายเกล็ดปลา มีดอกสีเหลืองแทรกตามเกล็ดนั้นๆ
 
 
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูก ขิง (Ginger)
ขิง เป็นพืชลงหัวพวกเดียวกับขมิ้น ไพล เป็นพืชเมืองของเอเชีย ชอบอากาศร้อนชื้น ต้องการดินโปร่งและอุดมสมบูรณ์ เช่น ดินร่วนปนทราย มีความชื้นสูง ระบายน้ำดี ไม่ชอบดินเหนียวจัด ที่ลุ่มหรือพื้นที่มีน้ำขัง ถ้าใช้ ขิง อ่อนควรปลูกในดินทรายหยาบได้แดดรำไร จะไม่แก่เร็ว ถ้าโดนแดดจัดจะออกดอกและแก่เร็วเกินไป
 
 
การปลูกและดูแลรักษา ขิง (Ginger)
การปลูกขิง ใช้เหง้า ขิง หรือหัวพันธุ์จาก ขิง แก่อายุ 10-12 เดือน เอามาผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำมาหั่นเป็นท่อนๆ ยาวท่อนละ 2 นิ้ว มีตาติดอยู่ 2-3 ตา ทำการปลูกในช่วงต้นฝนหรือก่อนฤดูฝนเล็กน้อย ในราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เตรียมดินโดยพรวนดิน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กากถั่ว เพื่อให้ดินโปร่ง ปุ๋ยคอกที่ใช้ต้องสะอาด ไม่นิยมใช้ขี้เป็ดขี้ไก่ เพราะจะทำให้ ขิง เป็นจุดดำ ส่วนปุ๋ยเคมีจะทำให้เกิดโรคเน่า ไม่ควรใช้เด็ดขาด
 
ระยะปลูกระหว่างแถวระหว่างต้น 30×30 ซม. ขุดหลุมปลูกลึก 5-7 ซม. นำหัวพันธุ์มาปลูกในหลุม ตั้งด้านที่จะแตกหนอขึ้น กลบดินหนา 2-5 ซม. ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลงทั้งในร่องและสันร่อง เพื่อรักษาความชื่น เมื่อ ขิง อายุได้ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยคอกและกลบดินที่โคน หลังจากนั้นอีก1เดือน ทำการกลบโคนอีกครั้ง เป็นการกระตุ้นให้ ขิง แตกหน่อและช่วยให้แง่ง ขิง แข็งแรง
ขิง มีโรคเน่า โรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อรา มีศัตรูพวกหนอนกระทู้ เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย ไส้เดือนฝอย วิธีหลักๆ ในการป้องกันโรคแมลง คือ หมั่นดูแลอย่าให้น้ำท่วมขัง อย่าปลูก ขิง ชิดกันเกินไป และย้ายที่ปลูกใหม่ทุกๆ ปี
 
 
เก็บเกี่ยว ขิง (Ginger)
ขิง อ่อน จะเก็บได้เมื่ออายุประมาณ 5-6 เดือน หรือในราวเดือนกรกฎาคม- สิงหาคม มักจะเก็บหลังฝนตกเพราะดินนุ่ม ถ้าฝนไม่ตกต้องรดน้ำก่อน การเก็บใช้มือถอนขึ้นมาทั้งกอ ไม่นิยมใช้เครื่องมือเพราะจะทำให้ ขิง หัก ขิง แก่จะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 11-12 เดือน ให้สังเกตว่าใบและลำต้นเริ่มมีสีเหลืองและเหี่ยวเฉา ซึ่งจะตกอยู่ในราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ดินในช่วงนั้นค่อนข้างแห้ง ควรรดน้ำให้ดินชุ่ม ก่อนใช้จอบหรือเสียมขุดดินรอบๆ กอ ขิง แล้วจึงถอนขึ้นมา
สรรพคุณเด่น ขิง (Ginger) แก่ท้องอืดเฟ้อ แก้ไขหวัด ไอ คลื่นไส้อาเจียน
วิธีใช้ในครัวเรือน ขิง (Ginger) ใช้ ขิง สดขนาดหัวแม่มือ ฝานเป็นชิ้น ชงหรือต้มกับน้ำเดือด 1 แก้ว พออุ่นแล้วเติมน้ำตาลดื่ม
ส่วนที่ใช้เป็นยา ขิง (Ginger) เหง้าแก่สด มีรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม
ขนาดและวิธีใช้ ใช้ ขิง แก่สดขนาด 2 หัวแม่มือ หรือน้ำหนัก 5 กรัม ล้างให้สะอาด ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่มครั้งละ 1/3 ถ้วยแก้ว
วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
 
 
ขนาดและวิธีใช้สำหรับอาการ ไอระคายคอจากเสมหะ
วิธีที่ 1. เหง้า ขิง แก่ 2 หัวแม่มือ หรือ 5 กรัม ฝนกับน้ำมะนาว กวาดคอ ถ้าจะใช้จิบบ่อย ๆ ให้เติมน้ำพอควร
วิธีที่ 2. เหง้า ขิง แก่ 2 หัวแม่มือ หรือ 5 กรัม ตำ เติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำแทรกเกลือ ใช้กวาดคอ ถ้าจะใช้จิบบ่อย ๆ ให้เติมน้ำพอ
 
อ้างอิง
http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_11_1.htm
http://www.vegetweb.com/ขิง-ginger/


ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th) :: วันที่ลงประกาศ 2013-06-27 22:02:59 IP : 58.9.36.235


1

ความเห็นที่ 1 (3423149)

 ศิลปะการกินยาสมุนไพรให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน

 

 

 
๑. เมนูอาหาร
 
ผัดผัก น้ำพริก น้ำสลัด แกงเผ็ด แกงส้ม แกงเลียง แกงจืด ส้มตำ ผักลวกผักเนาะ ยำ เช่น กระเทียม ขมิ้นอ้อย พลู มะแว้ง บัวบก มะขามป้อม กระเพราแดง เหง้าพุทธรักษา
 
๒. หุงพร้อมข้าว
 
นำมาหั่นใส่ลงในข้าวที่หุง เช่น ขมิ้นชัน ดอกอัญชัน กระชายดำ เตยหอม เนื้อฟักทอง
 
๓. ชาชงดื่ม
 
นำมาหั่นตากแห้งทำชาชง เช่น หนุมานประสานกาย เบญจมาศ ผกากรอง หางนกยูงไทย เก๊กฮวย ดอกคำฝอย ตะไคร้
 
๔. เครื่องดื่ม
 
น้ำปั่น น้ำเอมไซต์ หรืออาหารเครื่องดื่มกิน เช่น น้ำมังคุด น้ำมะขามป้อม น้ำใบบัวบก น้ำหญ้าปักกิ่ง จมูกข้าว
 
๕. ดองเหล้า
 
นำสมุนไพรมาดองเหล้า เหมาะสำหรับนักดื่ม เช่น โด่ไม่รู้ล้ม
 
๖. ขนมกินเล่น
 
นำสมุนไพรเมล็ด มาตากแห้ง อบหรือคั่ว เอามากินเล่น หรือโรยบนผิวหน้าขนม หรือเอากวนเป็นขนม หรือทอดให้กรอบมากิน เช่น เมล็ดฟักทอง กล้วยกวน ลูกเดือย
 
๗. สมุนไพรผง
 
นำสมุนไพรมาตากแห้ง บดเป็นผง ใส่ขวดไว้ เมื่อต้องการก็เอาผงโรย หรือผสมน้ำ หรือน้ำปูนใส่ หรือเหล้า หรือดินสอพอง มาทา หรือใส่ลงในครีม หรือแชมพูสระผม หรือโลชั่น หรือโรยใส่ข้าว หรือข้าวต้ม หรืออาหารชงกิน เช่น ขมิ้นชัน เปลือกมังคุค กราวเครือ
 
๘. ตรวจสอบกับแพทย์แผนปัจจุบัน
 
มีโอกาสก็ไปหาหมอแผนปัจจุบันเป็นช่วงๆ เพื่อเช็ดตรวจสอบการลดลงของโรค
 
๙. ข้อแนะนำในการใช้สมุนไพร
 
สมุนไพรที่ใช้วิธีซื้อมา ต้องตรวจสอบด้วยว่า ไม่มีทรายหรือดินปน มีเชื้อราอัลฟ่าท๊อกซิน(ราดำ)หรือเปล่า มีการแอบใส่เสตียรอยหรือเปล่า การเก็บรักษาถูกปนเปื้อนยากันยุง อายุนานจนยาเสื่อมหรือเปล่า มีการปลูกแบบธรรมชาติไร้สารเคมีทั้งปวง แนะนำให้ปลูกเองใช้เองดีที่สุด
 
 
บทความโดย..... สมหวัง วิทยาปัญญานนท์ 
http://www.budmgt.com/herbs/hb01/summary-herbs-medicine.html
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-07 16:21:58 IP : 58.11.28.86


ความเห็นที่ 2 (3423150)

 "ตำลึง" สมุนไพรริมรั้ว ..... มีคุณค่ามหาศาล

 

 

รูปภาพ : "ตำลึง" สมุนไพรริมรั้ว .....  มีคุณค่ามหาศาล
ผัก ตำลึง คนไทยเรารู้จักกันดีและเห็นกันจนชินตา เพราะ ตำลึง เหมือนวัชพืชอย่างหนึ่งที่ขึ้นริมรั่ว ทำให้บ้านรกไปด้วยเถาไม้เลื้อย หลายคนเลยมองว่ามันคือวัชพืช ที่ไม่เจริญหูเจริญตาและมักจะกำจัดด้วยการถอนเถา ตำลึง ไปทิ้ง แต่เดี๋ยวก่อนนะครับตำลึกไม่ได้มีแต่สร้างความรำคาญ แต่ยังเป็นผักที่มีสารอาหารและคุณประโยชน์มากมายเลยทีเดียว สามารถนำมาประกอบอาหารได้ อร่อยด้วย เช่น เด็ดยอด ตำลึง มาต้มจืดเต้าหู้อ่อนใส่หมูสับ เป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบถ้วนมากๆ
ผัก ตำลึง มีสารอาหารสำคัญคือ เอนไซม์อะไมเลส แบต้าแคโรทีน ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดีเหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก อีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยา สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ ดังนี้
สรรพคุณ
ตำลึง รักษาโรคเบาหวาน : ใช้เถาแก่ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ หรือน้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จะสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้
ตำลึง ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ : ควรรับประทานสด ๆ เพราะเอนไซม์ใน ตำลึง จะย่อยสลายง่ายเมื่อโดนความร้อน
ตำลึง ลดอาการคัน อาการอักเสบเนื่องจากแมลงกัดต่อยและพืชมีพิษ : นำใบ ตำลึง สด 2-20 ใบ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำ คั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่เป็นจนกว่าจะหาย (ใช้ได้ดี สำหรับหมดคันไฟ หรือใบตำแย)
ตำลึง รักษาแผลอักเสบ : ใช้ใบหรือรากสด ตำพอกบริเวณที่เป็น
ตำลึง แก้งูสวัด, เริม:ใช้ใบสด 2 กำมือ ล้างให้สะอาด ผสมพิมเสนหรือดินสอพอง 1 ใน 4 ส่วน พอกหรือทาบริเวณที่เกิดอาการ
ตำลึง แก้ตาช้ำตาแดง : ตัดเถาเป็นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้วนำมาคลึงพอช้ำ แล้วเป่า จะเกิดฟองใช้หยอดตา
ตำลึง ทำให้ใบหน้าเต่งตึง:นำยอด ตำลึง 1/2 ถ้วย น้ำผึ้งแท้ 1/2 ถ้วย นำมาผสม ปั่นให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก ทำทุกวันได้จะดีมาก
http://www.farmkaset.org/contents/default.aspx?content=01717
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand

 

 
ผัก ตำลึง คนไทยเรารู้จักกันดีและเห็นกันจนชินตา เพราะ ตำลึง เหมือนวัชพืชอย่างหนึ่งที่ขึ้นริมรั่ว ทำให้บ้านรกไปด้วยเถาไม้เลื้อย หลายคนเลยมองว่ามันคือวัชพืช ที่ไม่เจริญหูเจริญตาและมักจะกำจัดด้วยการถอนเถา ตำลึง ไปทิ้ง แต่เดี๋ยวก่อนนะครับตำลึกไม่ได้มีแต่สร้างความรำคาญ แต่ยังเป็นผักที่มีสารอาหารและคุณประโยชน์มากมายเลยทีเดียว สามารถนำมาประกอบอาหารได้ อร่อยด้วย เช่น เด็ดยอด ตำลึง มาต้มจืดเต้าหู้อ่อนใส่หมูสับ เป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบถ้วนมากๆ
 
 
ผัก ตำลึง มีสารอาหารสำคัญคือ เอนไซม์อะไมเลส แบต้าแคโรทีน ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดีเหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก อีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยา สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ ดังนี้
 
สรรพคุณ
 
ตำลึง รักษาโรคเบาหวาน : ใช้เถาแก่ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ หรือน้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จะสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ 
 
ตำลึง ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ : ควรรับประทานสด ๆ เพราะเอนไซม์ใน ตำลึง จะย่อยสลายง่ายเมื่อโดนความร้อน 
 
ตำลึง ลดอาการคัน อาการอักเสบเนื่องจากแมลงกัดต่อยและพืชมีพิษ : นำใบ ตำลึง สด 2-20 ใบ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำ คั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่เป็นจนกว่าจะหาย (ใช้ได้ดี สำหรับหมดคันไฟ หรือใบตำแย) 
 
ตำลึง รักษาแผลอักเสบ : ใช้ใบหรือรากสด ตำพอกบริเวณที่เป็น 
 
ตำลึง แก้งูสวัด, เริม:ใช้ใบสด 2 กำมือ ล้างให้สะอาด ผสมพิมเสนหรือดินสอพอง 1 ใน 4 ส่วน พอกหรือทาบริเวณที่เกิดอาการ 
 
ตำลึง แก้ตาช้ำตาแดง : ตัดเถาเป็นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้วนำมาคลึงพอช้ำ แล้วเป่า จะเกิดฟองใช้หยอดตา 
 
ตำลึง ทำให้ใบหน้าเต่งตึง:นำยอด ตำลึง 1/2 ถ้วย น้ำผึ้งแท้ 1/2 ถ้วย นำมาผสม ปั่นให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก ทำทุกวันได้จะดีมาก
 
http://www.farmkaset.org/contents/default.aspx?content=01717
 
โดย.... Ayurvedic Association of Thailand
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-07-07 16:22:56 IP : 58.11.28.86


ความเห็นที่ 3 (3435601)

 ความรู้รอบตัวการใช้สมุนไพร

ใช้สมุนไพรอะไร? ....... เมื่อมีบาดแผล
 
 
 
 
 
ขนานที่ 1 ใช้เปลือกต้นมะขาม 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3 แก้ว ให้เดือดนาน 20-30 นาที เอาน้ำมาล้างแผล ช่วยสมานแผลด้วย
 
ขนานที่ 2 ใช้ต้นผักเบี้ยใหญ่สด 1 กำมือ ตำให้ละเอียดและต้มกับน้ำ 4-5 แก้วให้เดือดนาน 2-3 นาที ตั้งทิ้งไว้ให้พออุ่นนิด ๆ เอาน้ำยาล้างแผล
 
ขนานที่ 3 ใช้ใบฝรั่ง 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้วให้เดือดนาน 1/2 - 1 ชั่วโมง เอาน้ำยาล้างแผล
 
ขนานที่ 4 ใช้เปลือกต้นแค 1 กำมือ ใส่ต้มกับน้ำ 3-5 แก้วให้เดือด นาน 30 นาที เอาน้ำยาที่ใช้ชะล้างบาดแผล
http://allknowledges.tripod.com/
 
 
ฝรั่งมีสารแทนนินอยู่มาก สารนี้มีฤทธิ์ฝาดสมานน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่ง สารแทนนินในฝรั่งยังยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรค ช่วยสมานท้องและลำไส้ โดยช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะลำไส้ และช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยอาการเกร็งตัวของลำไส้ ทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลงได้ แก้ปวดเบ่ง
 
ใบ - แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค) เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ใช้ใบ 2-3 ใบเคี้ยวๆ ระงับกลิ่นปาก แก้ฝี เป็นยาล้างแผล ดูดหนองและถอนพิษบาดแผล แก้เหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวดเนื่องจากเล็บขบ แก้แพ้ยุง
 
ผลอ่อน - แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ระงับกลิ่นปาก แก้บิดมูกเลือด มีไวตามินซีมาก เป็นกันหรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ
 
ผลสุก - มีสารเพ็กตินอยู่มาก ใช้รับประทานเป็นยาระบายได้
 
ราก - แก้น้ำเหลืองเสีย เป็นฝี แผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล
 
***ใช้เป็นยาห้ามเลือด 
- ใช้ใบสดล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียดพอกแผลที่มีเลือดออก เลือดจะหยุด
 
http://www.rspg.or.th/
 
ใบฝรั่งมีฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ลดการบีบรัดตัวของลำไส้ เพราะมีสารแทนนิน จัดเป็นยาสมาน รักษาอาการท้องร่วงเฉียบพลันได้ดี ซึ่งเห็นนักเภสัชศาสตร์ มักนำยอดอ่อนของฝรั่ง ปิ้งไฟต้มน้ำดื่ม หรือใช้ใบฝรั่ง 10-15 ใบ บดผสมน้ำ 1 แก้ว กรองแล้วต้ม 3 นาที เหยาะเกลือ ดื่มแก้ปวดท้อง และ ยังสามารถดับกลิ่นปาก ดับกลิ่นลมหายใจเหม็นไดด้วย
 
ในใบฝรั่งมีสาร quercetetin มีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์สาร postaglandin ใช้รักษาโรคอหิวาตกโรค
ต่อประสาท มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน
ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด มีวิตามินซีมาก
ต้านเชือแบคที่เรียและไวรัส
 
ดังนั้น ใบฝรั่งจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางยา เช่น แก้ท้องร่วง ล้างแผลสด แก้เหงือกบวม พิษเรื้อรัง ดูดหนองฝี รักษาโรคตามผิวหนัง แก้แพ้ยุง ดับกลิ่นปาก กลิ่นสุรา ผสมปรุงกลิ่นเครื่องสำอาง และน้ำยาบ้วนปาก
 
ปัจจุบันมียาสำเร็จรูปจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษเรียก กวาว่ แคปซูล บรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม รับประทาน 3-5 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง แก้อาการท้องเสีย
 
ประโยชน์ทางโภชนาการ
เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยวิตามินซี โดยเฉพาะในผลสุแต่ไม่นิยมรับประทานเพราะมีกลิ่นฉุน ผลสุกจึงถูกนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ผสมด้วยน้ำสมุนไพรสำเร็จรูปหลายชนิด ส่วนน้ำฝรั่งที่ซื้อตามร้านอาหาร จะเป็นสีเขียวสวยงาม นั่นเป็นเพราะเจือสี ทางที่ดีทำเองก็ได้ง่ายๆ โดยนำฝรั่งสุก มาล้างให้สะอาด นำมาบดและเติมน้ำเพื่อสะดวกแก่การคั้นน้ำระหว่างบดควรเหยาะเกลือนิดหน่อย เนื่องจากเกลือจะช่วยป้องกันการเกิดยางสีดำจากผลฝรั่ง จากนั้นกรองกากทิ้งจะได้น้ำฝรั่ง ผสมน้ำเชื่อจะได้น้ำฝรั่งสดถูกหลักอนามัย เก็บในภาชนะเคือบหรือภาชนะแก้ว ปิด ฝาให้สนิท แช่ในตู้เย็น อยู่ได้นาน 5-7 วัน ไม่ควรใช้ภาชนะเหล็ก เพราะเหล็กจะทำปฏิกริยาทำให้ละลายสารในผลฝรั่ง ได้น้ำสีเขียวจนดำเป็นอันตรายต่อร่างกาย
 
ถ้ามีกลิ่นสาบสางจากซากหนู ที่ตายเหม็นเน่าตามซอกหลืบต่างๆ ให้รีบหาฝรั่งสุก 2-3 ลูก วางทิ้งไว้ในรัศมีของกลิ่นเหม็นโชย จะพบว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นจะค่อยๆหายไป
http://www.dekgeng.com/
 
โดย.... AU Kanchana
ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์อุ๊ (au_karawek-at-yahoo-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2013-09-30 15:07:20 IP : 58.9.157.133



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.